PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ปานเทพ:ปฏิทินทางการเมืองที่สำคัญต้องจับตา

1 มกราคม 2557 วันสุดท้ายปิดสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขต ปรากฏว่าจะมี 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ หมายความว่าจะมีจำนวน ส.ส.ไม่ครบ 95% (ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 93 วรรค 7)เท่ากับไม่มีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ เปิดประชุมสภาไม่ได้ จึงเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ไม่ได้ เมื่อ กกต.ประกาศไม่เลื่อนกำหนดวันเลือกตั้ง และให้ทุกฝ่ายเจรจากันก่อน หมายความว่าถ้าประชาชนใน 28 เขตเลือกตั้งยังยืนยันในเจตนารมณ์เดิมที่จะให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งได้สำเร็จ ก็จะไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าอำนาจจากสภาชุดใหม่และรัฐบาลชุดใหม่ตีอไป(ตราบใดทีีประชาชนยังยืนหยัดได้)

กปปส. จึงเหลือภารกิจอีกสองด้าน คือกำจัดรัฐบาลรักษาการชุดนี้ และสถาปนาอำนาจใหม่ที่ไม่ใช่ระบอบทักษิณ

7 มกราคม 2557 ปปช.จะลงมติแจ้งข้อหา 381 สส. สว. รัฐมนตรีคดี แก้ รัฐธรรมนูญ ที่มาของวุฒิสภา ในประเด็นนี้ ถ้าปปช.มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหา 381 ส.ส. และ ส.ว.รัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรค 4 บัญญัติเอาไว้ว่า:

"ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล นับแต่วันดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ และให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามมาตรา ๒๗๓ และอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป"

ความจริงเมื่อนายกรัฐมนตรีได้ยุบสภาไปแล้ว การแจ้งข้อกล่าวหาในส่วนของ ส.ส.ไม่ค่อยมีผลเท่าใดนัก (เพราะ ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปตามการยุบสภาแล้ว) แต่การชี้มูลในส่วนของ ส.ว.ที่ร่วมกันกระทำความผิดในระบอบทักษิณจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติตรงนี้มีความหมายมากกว่า

คราวนี้เนื่องจากผู้ที่ถูกถอดต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไป เสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภา"เท่าที่มีอยู่"จึงย่อมไม่ใช่ฝ่ายระบอบทักษิณอีกต่อไป และอาจถอดถอน ส.ส.และส.ว. สำเร็จเป็นครั้งแรกก็ได้ แต่ถ้า ปปช.ไม่ชี้มูลประเด็นนี้การถอดถอนไม่ว่าจะเป็นใครในระบอบทักษิณก็ตามไม่มีทางสำเร็จได้

แต่ก็นั่นแหละถึงแม้จะรีบลงมติถอดถอนไปได้สำเร็จ กกต.ก็ต้องจัดการเลือกตั้งซ่อมใหม่อยู่ดี ดังนั้นหาก ปปช.ลงมติแจ้งข้อกล่าวหา การที่ ส.ว.เท่าที่มีอยู่คาเรื่องนี้ไว้ให้ ส.ว.ฝ่ายระบอบทักษิณหยุดปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจเกิดประโยชน์กว่าสำหรับการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน

เว้นเสียแต่ว่า กกต.ทั้ง 5 คนตัดสินใจลาออกหลังจากวันที่ ปปช.แจ้งข้อกล่าวหา 381 คน ก็จะทำให้จัดการเลือกตั้งซ่อมไม่ได้ และรับรองผลการเลือกตั้งก็ไม่ได้ และถ้าจะคัดสรรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 กกต.ชุดใหม่ในระหว่างนั้นก็น่าเชื่อได้ว่าจะไม่ใช่ ส.ว.ฝ่ายระบอบทักษิณอีกต่อไป เพราะตัวแทนฝ่ายการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่มี และ ส.ว.เท่าที่เหลืออยู่และไม่ใช่คนในระบอบทักษิณจะลงมติในท้ายที่สุด

8 มกราคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ในประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้น่าเชื่อได้ว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับมหาอำนาจที่พยายามจะมีอิทธิพลอยู่ในภูมิภาคนี้ ประเทศเหล่านี้พยายามหนุนหลังรัฐบาลย่ิงลักษณ์เพราะเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 สามารถทำให้สัญญาระหว่างประเทศลัดขั้นตอน ปิดหูปิดตาประชาชน เอื้อประโยชน์แก่ชาติอื่นได้ง่าย (เหมือนเซ็นเช็คเปล่า) ดังนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการกระทำความผิด จะเกิดประโยชน์ 3 ประการ

1. เป็นไปตามข้อความที่ว่า "ให้นึกถึงส่วนรวม และความเป็นไทยไว้เสมอ"
2. ทำให้ต่างชาติหมดแรงจูงใจในข้อตกลงกับฝ่ายระบอบทักษิณที่ผ่านมา
3. สามารถดำเนินคดีอาญาอีก 1 คดีกับเหล่า ส.ส.และ ส.ว.

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผู้ที่จะเข้ามาสู่อำนาจต่อไปหากไม่ใช่ถูกชักจูงด้วยผลประโยชน์ได้ง่าย ก็จะถูกบีบให้ทำสัญญาโดยหมดข้ออ้างว่าต้องทำตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เสียก่อน

10 มกราคม 2557 ประธานสภาผู้แทน,ประธานวุฒิสภา เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับ ปปช. เป็นผลต่อเนื่องจากวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ที่ ปปช.ได้ลงมติแจ้งข้อกล่าวหาเอาไว้ แต่ตรงนี้หากวันที่ 7 มกราคม 2557 ปปช.ไม่ได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหา ส.ส.และ ส.ว. 381 คน ต่อให้ในวันหนึ่งประธานวุฒิสภาคนนี้พ้นจากตำแหน่งไป ส.ว.เสียงข้างมากเหล่านี้ก็จะเลือก ประธานส.ว.ฝ่ายระบอบทักษิณกลับมาอยู่ดี

ตำแหน่งประธานวุฒิสภาในเวลานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยามที่อาจเกิดสุญญากาศอันเกิดจากการยุบสภา+เลือกตั้งไม่สำเร็จ+คณะรัฐมนตรีรักษาการพ้นจากตำแหน่ง รองประธานวุฒิสภาผู้ที่ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาจะเป็นผู้ขอใช้มาตรา 7 เพื่อทำให้เกิด"นายกรัฐมนตรีเพื่อปฏิรูปประเทศไทย"ในยามที่ไม่สามารถใช้บทบัญญัติใดๆตามรัฐธรรมนูญได้เมื่อเกิดสุญญากาศทางการเมืองรอบด้าน

เมื่อถึงวันที่ 10 มกราคม 2557 ถ้าทุกอย่างดำเนินตามไปตามข้างต้น ก็จะเหลือขั้นตอนต่อไปที่สำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน คือจะให้คณะรัฐมนตรีรักษาการลาออกทั้งคณะได้สำเร็จหรือไม่? เพราะต้องไม่ลืมว่าถึงแม้ ปปช.จะชี้มูลเรื่องต่างๆข้างต้น การหยุดปฏิบัติหน้าที่ซึ่งถูกกล่าวหานั้นยังอาจถูกตีความจำกัดเฉพาะหน้าที่ของ ส.ส.ไม่ใช่หน้าที่ของรักษาการนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

ถ้าวันที่ 13 มกราคม 2557 เป็นต้นไป กปปส.สามารถชุมนุมปิดกรุงเทพหลายวันแล้วทำให้คณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะได้ก็โชคดีไป แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีหน้าด้านและหน้าทน คนกรุงเทพก็อาจเดือดร้อนจนกระแสตีกลับได้ ก็อาจต้องคิดเรื่องการใช้มวลชนออกปฏิบัติการกับนักการเมืองในระบอบทักษิณโดยตรงอาจได้ผลมากกว่า (ยังมีเวลาคิด) และช่วยกันเร่งให้ ปปช.ชี้มูลคดีกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เช่น การทุจริตโครงการจำนำข้าว, โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ฯลฯ

แต่ถ้าคิดถึงขั้นจะปฏิวัติประชาชนสถาปนาอำนาจรัฐาธิปัตย์ได้ ผมยังเห็นว่า "เนื้อหาการปฏิรูปการเมือง"คือการครองใจประชาชนที่แท้จริง (ปฏิรูปการปราบทุจริต, ปฏิรูปตำรวจ, ปฏิรูปพลังงาน) มีความสำคัญมากเสียยิ่งกว่า"รูปแบบ"ของการเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อการปฏิรูปเสียอีก เพราะถ้ามุ่งเน้น"รูปแบบ"มากรัฐบาลก็ประชันแข่งด้วย "รูปแบบ"อย่างที่ทำอยู่ในขณะนี้เช่นกัน

เมื่อครองใจประชาชนส่วนใหญ่ได้แล้วจึงจะลดความเสียหายในการเข้าสู่อำนาจรัฐใหม่ได้ ลดความเสียหายที่อาจเกิดจากสงครามระหว่างประชาชน 2 ฝ่าย เพราะศึกครั้งนี้แท้ที่จริงแล้วคือสงครามช่วงชิง"ความชอบธรรม"เพื่อครองใจประชาชน

ขอให้มวลมหาประชาชนทุกคน ทุกจังหวัด กปปส. กปท. คปท. พี่น้องพันธมิตรฯ ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง โชคดี และปลอดภัย

ถนอม นวลอนันต์ นักแสดงอาวุโส เสียชีวิต

ถนอม นวลอนันต์ นักแสดงอาวุโส เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานแทรกซ้อนมะเร็งเม็ดเลือดขาว พระราชทานเพลิง 6 ม.ค.นี้

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา จ.ส.ต.ถนอม นวลอนันต์ นักแสดงอาวุโส วัย 82 ปี ได้เสียชีวิตอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลนนทเวช ด้วยโรคเบาหวานแทรกซ้อนด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว


ยิ่งลักษณ์′ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ ′ดต.ณรงค์′ ที่วัดตรีทศเทพฯ น้ำตาคลอบอกไม่มีอะไรทดแทนได้

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพดาบตำรวจณรงค์ ปิติสิทธิ์ ผบ.หมู่งานจราจร สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต ระหว่างการปะทะกับกลุ่ม คปท.ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ที่ วัดตรีทศเทพราชวรวิหาร เมื่อ

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 2 มกราคม 2557 ที่วัดตรีทศเทพวรวิหาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะรัฐมนตรีบางส่วน อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นายเสริมศักดิ์ พงศ์พาณิชย์ รมช.ศึกษาธิการ พลตำรวจตรีธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เดินทางร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ผบ.หมู่ (จร.) สน.ตลาดพลู ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่หน้าสนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดงเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯได้เข้าพูดคุยและให้กำลังใจกับ มารดาของด.ต.ณรงค์ และครอบครัว โดยได้กล่าวถึงเรื่องสวัสดิการของตำรวจจะเร่งพัฒนาความช่วยเหลือส่วนนี้ให้ดีขึ้น และขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียของครอบครัวในครั้งนี้ด้วย โดยนายกฯได้กล่าวทั้งน้ำตาคลอว่า "การสูญเสียไม่มีอะไรทดแทนได้"

หลังจากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ขึ้นเคารพศพที่เมรุ จากนั้นได้ลงมาถ่ายภาพร่วมกับมารดาและญาติของด.ต.ณรงค์ โดยมีญาติบางคนของด.ต.ณรงค์ กล่าวกับนายกฯว่า " นายกสู้ๆนะคะ นายกสู้ๆ" จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางกลับบ้านพักที่ซ.โยธินพัฒนา 3 ทันที

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1388657505&grpid=02&catid&subcatid


จักรภพ เพ็ญแข:สรรพสัตว์

โดย จักรภพ เพ็ญแข
December 30, 2013

สนุกกันใหญ่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศ “ปิดกรุงเทพฯ” เพื่อไล่รัฐบาลและตระกูลชินวัตร โดยบอกล่วงหน้าว่าจะเริ่มกระบวนการไล่ปิดตั้งแต่สัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนมกราคมเป็นต้นไป ทั้งหมดนี้ให้ชี้ขาดภายใน ๒๐ วัน ถ้าสำเร็จก็เข้าครองอำนาจรัฐ เหมือนเขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญของกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ถ้าไม่สำเร็จก็ปล่อยให้สุเทพตายไปคนหนึ่ง เพื่อปิดฉาก แล้วเอาโจรหมายเลขสอง สาม สี่ ขึ้นมาแทนสุเทพต่อไป

ทั้งหมดนี้เป็นการวัดสติและปัญญากันว่า ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางของไทยเกลียดและกลัวตระกูลชินวัตรจนถึงขั้นเผาบ้านทั้งหลังเพื่อไล่ผู้เช่า เพราะเชื่อว่าคุ้มกว่าจะต้องมาแบ่งประเทศกับตระกูลชินวัตรหรือไม่ โดยส่วนตัวผมไม่แปลกใจที่เมืองไทยมาถึงขั้นนี้ นึกมาแล้วเป็นปีๆ ว่า ช่วงใกล้เปลี่ยนรัชกาลอย่างนี้ คงเกิดปัญหาเรื่องพระสติและสติอยู่มากทีเดียว อะไรที่มันใหญ่มหึมาราวกับเขาพระสุเมรุ ถึงคราวโอนเอนจะโค่นลงมา สรรพสัตว์โดยรอบก็โวยวายโหวกเหวกด้วยกลัวว่าซากปรักหักพังจะร่วงหล่นลงมาทับตน

เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับอะไรกับรัฐบาลหรือตระกูลชินวัตรเท่าไหร่หรอกครับ หมูเขาจะหามดันเอาคานเข้ามาสอดเท่านั้นเอง สติของตระกูลชินวัตรเท่าที่ทราบมาก็เป็นปกติดีอยู่ แต่สติของมหาตระกูลในเมืองไทยตั้งแต่ห้องข้างบนลงมา ไม่แน่ใจนัก เห็นมีแผนหาเงิน ย้ายเงิน และทำลายเอกสารเป็นการใหญ่ในขณะนี้ ถึงพอจะเดาใจได้ว่าไม่เป็นปกติสุขนัก ความบ้าของนายสุเทพฯ คือความบ้าเชิงโครงสร้างของรัฐไทยในขณะนี้ ไม่ใช่คนใต้คนหนึ่งที่คนไทยภาคอื่นๆ ต้องหวาดกลัวในเลือดบ้าของแก ถ้าจะให้เข้าใจ ก็ต้องมองภาพกว้าง ผ่านหัวสุเทพไปให้ถึงหัวหงอกหัวดำที่ซ่อนตัวรอเวลาอยู่ข้างหลังนั่นด้วย

พรรณนามาอย่างนี้อาจจะอ่านยาก ผมขอสรุปรายงานเป็นข้อๆ ตามแบบฉบับนะครับ

๑. แรงจูงใจ สุดท้ายม็อบสุเทพหรือม็อบต่อไปในอนาคต ก็จะคายแผนการอันแท้จริงและปลุกกระแสมวลชนให้ถึงที่สุดว่า คนเสื้อแดงกับทักษิณจะทำร้ายพระเจ้าแผ่นดิน ความจริงทำมานานแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ เป้าหมายวางไว้ถึงขั้นขับไล่พระองค์ท่านจนต้องเสด็จฯ ออกนอกประเทศ พระเจ้าอยู่หัวจึงต้องแปรพระราชฐานไปประทับที่หัวหินเพื่อความปลอดภัย พวกเราจึงต้องกวาดล้างตระกูลชินวัตรและคนเสื้อแดงให้สิ้นซาก เพื่อพิทักษ์ราชวงศ์จักรีและราชนิกูล โดยหวังว่าการโกหกครั้งใหญ่หลวงครั้งนี้อาจจะช่วยปิดงานให้กับฝ่ายเขาได้

๒. แผนการเมือง ถวายอำนาจของประชาชนคืนให้เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ เหมือนก่อนปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.๒๔๗๕ ตีตรานักการเมืองและพรรคการเมืองว่าเลวทราม โกงประเทศ สู้เอาเจ้ามาครองเมืองไม่ได้ เพราะเจ้าไม่รับเงิน ไม่ชอบเงิน และไม่ทำธุรกิจ (เหมือนพระธรรมยุตินิกาย) หากจะเลือกตั้ง ก็ต้องเลือกตั้งผ่านระบบตัวแทน ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงอีกต่อไป

๓. วิธีการ ใช้กองกำลังยั่วยุก่อนที่กำลังจริง (กองทัพแห่งชาติ) จะออกมา ระหว่างนี้อาจใช้บริการของ พลตำรวจโทอัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งคุมกองกำลัง ๒ กองอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ กลุ่มกระเบนธงชลบุรี (ทหารบก ทหารเรือ และนักเลงอันธพาล) และกลุ่มจงอางชลคนรักชาติ (อาสาสมัครแบบมีเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยง) ส่วนกลุ่มที่ ๓ ไม่ได้อยู่กับพลตำรวจโทอัศวินฯ แต่กระจายกันทำ กลุ่มนี้ประกอบด้วยสันติอโศก อดีต พธม. เครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ (โดยเฉพาะภาคใต้) ผรท. (นายสุชาติ ศรีสังข์) นักรบศรีวิชัย (พลตรีจำลอง ศรีเมือง) และบีอาร์เอ็น (โดยเฉพาะชาวโรฮิงยาที่พูดไทยได้) ส่วน “ทหารแก่” ที่คุมกองกำลังล่าสังหาร เตรียมไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการใช้ในขณะนี้

๔. ความอ่อนไหว หากเราขอความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติ ประเด็นรัฐปัตตานีจะติดตามมา แต่ดำรงตนเป็นรัฐบาลเลือกตั้งอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องตั้งองค์กรปฏิวัติที่มีเครือข่าย ไม่ต้องคิดตั้งกองกำลังติดอาวุธใดๆ ครองตนอยู่บนหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย และหวังใช้พลังจากมหาประชาชนตัวจริงที่ยังไม่แสดงพลัง

เวลาของเราใกล้จะมาถึงแล้วครับ.

******************************************

สุดเศร้ารับศพ ′วสุ′ การ์ดคปท.ตั้งสวดที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ ′มาร์ค-แกนนำกปปส.′เข้าร่วมอาลัย

วันที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 18:30:04 น.

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 มกราคม  2557  ที่แผนกชันสูตรศพและนิติเวชวิทยา รพ.พระมงกุฎเกล้า กทม. นางทิพอาภา สุฉันทบุตร มารดา นพ.หาญ สุฉันทบุตร นางประภาศรี สุฉันทบุตร พร้อมด้วยญาติๆ ร่วมเดินทางรับศพนายวสุ    สุฉันทบุตร อายุ 30 ปี การ์ดคปท. ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะระหว่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยศพจะเคลื่อนย้ายไปตั้งบำเพ็ญกุศล ที่วัดพระศรีมหาธาตุ  ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ศาลา 3 วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ดร.อโณทัย คล้ามไพบูลย์ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นางทิพอาภา สุฉันทบุตร (มารดา) ญาติ เพื่อนสนิท และประชาชนจำนวนมาก ร่วมรดน้ำศพนายวสุ  ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าสลด   โดยจะมีพิธีสวดอภิธรรมศพ ตั้งแต่วันที่ 2-6 ม.ค.   และประชุมเพลิงในวันที่ 7 ม.ค. เวลา 16 .00 น.

ด้านนางทิพอาภา กล่าวว่า บุตรชายเป็นคนร่าเริง แจ่มใส เป็นที่รักของเพื่อนๆ และคนสนิท ชอบเสียสละเพื่อส่วนรวม มีอุดมการณ์สูงรักความยุติธรรม ส่วนกิจกรรมทางการเมืองจะนำเงินส่วนตัว ขนม น้ำดื่ม ไปฝากผู้เข้าร่วมชุมนุม และคอยช่วยเหลือผู้ที่ถูกแก๊สน้ำตาหรือถูกทำร้าย ตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่ลูกชายได้จากไปก่อนวัยอันควร แต่อีกมุมตนรู้สึกดีใจที่ลูกชายได้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศชาติ ส่วนเงินทั้งหมดที่ประชาชนนำมาช่วยเหลือในวันงาน ตนจะมอบให้รพ.พระมงกุฎเกล้า สภากาชาติไทย และอีกส่วนจะมอบให้หน่วยกรีนพีซ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น





หวยล็อค ยิ่งลักษณ์ รอดยาก ?!

ประตูปฏิวัติจะเกิดหรือไม่ “บิ๊กตู่- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผบ.ทบ.พูดชัดว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นตัวกำหนด…เฉกเช่นกับการเลือกตั้ง 2 ก.พ.จะเกิดขึ้นหรือไม่… ย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นตัวกำหนดเช่นกัน

ที่เป็นเช่นนั้น นั่นก็เพราะเหตุการณ์ปัจจุบันย่อมเป็นตัวกำหนดอนาคต

หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กำหนดวันเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 2 ก.พ. 57 และในวันนี้หลังจากการปิดรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตใน 77 จังหวัด 375 เขตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2557 พบว่า มีผู้สมัครรวมทั้งประเทศจำนวน 1,272 คน

จังหวัดที่มีปัญหาไม่สามารถเปิดรับได้ทั้งหมด 5 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง พัทลุง และสงขลา

28 เขตเลือกตั้งใน 8 จังหวัดที่ยังไม่มีผู้สมัคร ได้แก่ สุราษฎร์ กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ชุมพร ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช

อีก 69 จังหวัด ประกอบด้วย พื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้บางส่วนรับสมัครได้แม้จะมีปัญหา

28 เขตเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้บางจังหวัดที่ไม่สามารถเปิดรับสมัครได้ คือ ปัญหาใหญ่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หนักใจเป็นอย่างมาก จนต้องประชุมร่วมกันเพื่อตัดสินใจว่า จะเดินหน้าการเลือกตั้งต่อไปหรือไม่ และถ้าเลือกตั้งจะจัดการอย่างไรต่อไป

เพราะ มวลชน กปปส. ออกมาต่อต้าน คัดค้าน การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ด้วยการปิดสถานที่รับสมัคร ส.ส.แบ่งเขต ทั้งๆที่การกระทำดังกล่าว ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง

แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะใช้กฎหมายเข้าไปจัดการ

ด้วยเหตุนี้ หรือไม่ ที่ทำให้ แกนนำ กปปส.รุกไล่ถึงขนาดสั่งปิดกรุงเทพในวันที่ 13 มกราคม นี้ จนทำให้หลายฝ่ายเกิด ตื่นตระหนก หวาดกังวล ว่า สถานการณ์ในวันนั้นจะส่อเค้าเสมือนเมื่อปี 2551 ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกเข้ายึดท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และแถลงจุดยืนให้รัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ต้องลาออกสถานเดียว เพื่อเปิดทางให้มี “รัฐบาลประชาภิวัตน์”

แต่กว่าจะถึงวันดีเดย์ปิดกรุงเทพ 13 มกราคม…

เรื่องหนึ่งที่ต้องลุ้น คือ กกต.จะโบกมืออำลาจากตำแหน่ง หรือไม่

อีกเรื่องหนึ่งคือ ป.ป.ช.เตรียมจะมีการชี้มูลความผิดในหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และ นายกฯยิ่งลักษณ์โดยตรง 7-8 คดี อาทิ คดีถอดถอนนายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้าย ปลัดกระทรวงกลาโหม คดีทุจริตการรับจำนำข้าว คดี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน และคดีแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.

และอีกหนึ่งคือ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190

หากคดีใด คดีหนึ่งมีผล นั่นก็หมายถึง นายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯรักษาการ สถานเดียว…

ลุ้นระทึกกันในสัปดาห์หน้า รัฐบาลยิ่งลักษณ์แก้เกมอย่างไร หวยจะออกล็อคไหน กันล่ะหนอ บรรดาเซียนไม่มีใครอยากจะคาดเดา…เพราะทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โดนทุกประตู!!!


กรณีที่ดินแลกหุ้น ปตท.ปี47

มีผู้โพสใช้ชื่อ อมาตย์ เดอะซีรีย์ อ้างถึงกรณี ใช้ที่ดินสวนมิกวัน และคุรุสภา 35ไร่ มูลค่า 1,200ล้าน แลกหุ้นกับ ปตท. ของกระทรวงการคลัง 34ล้านหุ้น ต้นปี 2547 ทำให้หุ้น ปตท.พุ่งขึ้น 5 เท่าตัว และกรณี ปี 2546 ใช้ที่ดิน บริเวณทุ่งพญาไท 484 ไร่ มูลค่า 16,500ล้านบาท แลกหุ้น ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อเพิ่มหุ้นจาก11.8%เป็น24%ในปี2549 (โดยทั้งสองกรณีเคยมีผู้ระบุว่าเกี่ยวข้องทางอ้อมกับกรณีคดีที่ดินรัชดา ของคุณหญิงอ้อ และ ทักษิณ ที่คตส.ตรวจสอบเอาผิด)

ถูกใจแล้ว · 30 มีนาคม 2013 

ทวงคืน ปตท

สำนักงานทรัพย์สินฯ ใช้ที่ดิน บริเวณสวนมิสกวันและคุรุสภา ราว 35 ไร่ มูลค่าราว 1200 ล้านบาท แลกหุ้น ปตท. ของกระทรวงการคลังกว่า 34 ล้านหุ้น (หุ้นละ 35 บาท) ต้นปี 2547 ราคาหุ้นของ ปตท.ขึ้น 5 เท่าตัว 
อยู่ที่ 140–170 บาท ทำให้กำไรกว่า35,000 ล้านบาท

ในปี 2546 สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้นำที่ดินบริเวณทุ่งพญาไท จำนวน 484.5 ไร่ (มูลค่า 16,500 ล้านบาท) แลกกับหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ที่กระทรวงการคลังถือ เพื่อเพิ่มหุ้นจาก 11.8% เป็น 24.0 %ในปี 2549

ทั้งๆที่ไม่มีกฎหมายอนุญาต


ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์:อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

หลังเทศกาลรื่นเริงปีใหม่ได้จบลง ชีวิตของพวกเรากลับมาเป็นเหมือนปกติอีกครั้ง ตื่นนอนแต่เช้า ฝ่ารถติดไปทำงาน กลับบ้านมากินข้าว เข้านอน เพื่อจะตื่นไปทำงานในวันรุ่งขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่กลับมาเหมือนปกติและอยู่ในความกังวลของทุกคน คือการเมืองเรื่องของม็อบ ผมได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้บอกว่า ไม่สามารถจะถอยหลังได้มากกว่านี้อีกแล้ว เพราะหลังชนฝา ไม่มีพื้นที่ให้ถอย หากความรุนแรงจะเกิดก็ต้องปล่อยให้เกิด 

วาทกรรมของคุณสุเทพ "ชัทดาวน์กรุงเทพฯ ปิดถนนทุกสาย" แต่ความเป็นจริงแล้ว กรุงเทพฯใหญ่เกินกว่าที่คุณสุเทพจะปิด เอาเฉพาะราชดำเนิน ข้าวสาร บางลำพู อาจทำให้ฝรั่งที่ไปเดินเที่ยวแถวนั้นอกสั่นขวัญแขวนได้ แต่คนไทยคงจะรู้สึกชิน

วันก่อนไปเดินจตุจักรพบคนต่างจังหวัดมาเดินซื้อของ ถามผมว่า "ทำไมคนกรุงเทพฯโง่นัก? ยอมให้คุณสุเทพปิดบ้าน" ผมได้แต่ตอบว่า "คนกรุงเทพฯไม่ได้โง่ แต่เพราะไม่มีใครยอมใคร เรื่องเลยไม่จบ" คาดว่าอีกไม่กี่วันนี้คงเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่าหลังความเปลี่ยนแปลงนั้น ความวุ่นวายครั้งใหม่จะเกิดขึ้นมาอีก

อนาคตประเทศชาติจะดีร้ายอย่างไรมันเกินคาดเดาเสียจริงๆ

แม้แต่ ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ยังอยู่ในอาการอีหลักอีเหลื่อ ต้องการให้การเมืองแก้ปัญหาด้วยการเมือง แต่ปัญหาคือ มีคนที่อยากให้ทหารไปแก้ปัญหาให้ เมื่อประเทศไม่มีทางออก ทหารคือทางเลือกสุดท้าย ท่านจะเกษียณปีนี้ อยากไปใช้ชีวิตสงบสุข ไม่ต้องมีอะไรกังวล หากผิดพลาดไปเท่ากับ "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกไปแขวนคอ"

รัฐบาลจะเลือกตั้ง ฝ่ายค้านจะปฏิรูป ปปช.จะพิจารณากรณี 376 ส.ส. และ ส.ว. ม็อบกปปส.จะปิดกรุงเทพฯ นปช.จะเปิดกรุงเทพฯ ส่วนหุ้นวันนี้ เปิดตลาดวันแรกร่วงไปถึง 60 กว่าจุด

แหม... มันวุ่นวายจริงๆ ผมว่าปีม้าปีนี้ จะกลายเป็น "ม้าคึก คะนองศึก" เสียแล้ว เว้นแต่ว่า เป็นศึกของคนไทยด้วยกัน ที่ไม่มีใครยอมใคร


"ดร.เสรี"ยืนยันshut down กรุงเทพไม่ได้ตัดน้ำตัดไฟ

ดร.เสรี วงษ์มณฑา
Yesterday at 1:13pm

ด่วนมาก!!! ช่วยกันกระจายข่าวด่วน ศอ.รฉ. โกหกตอแหลเพื่อให้คนกรุงเทพชิงชังมวลมหาประชาชนอีกแล้ว ด้วยการบอกว่าให้คนกรุงเทพเตรียมรับกรรมที่มวลมหาประชาชนจะทำการ shut down กรุงเทพ โดยกล่าวหาว่าเราจะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดการเดินทางด้วยรถเมล์รถไฟ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย การ shut down ของมวลมหาประชาชนนั้นมีเพียงการออกมาเดินถนนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อแสดงพลังกดดันให้รัฐบาลลาออก อาจจะมีหน่วยงานราชการบางหน่วยงานปฏิเสธการทำงานที่รับใช้รัฐบาล แต่จะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เราเชื่อว่า "จำนวน" มีพลังในตัวเอง มีตรรกะในตัวเอง มีความชอบธรรมในตัวเอง จำไว้นะคะว่า "เมื่อเราออกมามากเราจะเป็นพลังของประชาขนที่เอาชนะรัฐบาลได้ แต่ถ้าเราออกมาน้อยเราจะกลายเป็นกบฏ". ดังนั้นต้องช่วยกันออกมาแสดงพลัง โอกาสเช่นนี้จะไม่มีอีกแล้ว It's now or never ถ้าหากเราไม่ชนะครั้งนี้ ทักษิณแบะขี้ข่าจะอ้างความชอบธรรมในการยึดครองประเทศไทย

ย้ำอีกครั้ง shut down กรุงเทพไม่ได้ตัดน้ำตัดไฟ ไม่มีการหยุดการเดินรถเมล์และรถไฟ มีเพียงการออกมายึดถนนให้กรุงเทพเป็นถนนคนเดินในการแสดงพลังกำจัดรัฐบาลที่เป็นโมฆะและหมดความชอบธรรมให้ออกจากอำนาจเพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปให้พ้นจากอำนาจของเผด็จการทางรัฐสภาที่ทำให้ทักษิณสามารถทำทุกอย่างตามอำเภอใจเพื่อยึดครองประเทศไทย

ช่วยกันแชร์หน่อยนะคะ

สรุปสถานการณ์

(17.30) นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงยืนยันพรรคจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ โดยใช้สโลแกน 2 กุมภาฯ เข้าคูหา รักษาประชาธิปไตย" และจะมีการปราศรัยใหญ่ทุก 77 จังหวัด เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.-30 ม.ค.นี้

(17.30) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกิจการการเลือกตั้ง เผยวันนี้ได้หารือกับตัวแทน 2 พรรคการเมืองใหญ่แลัว รอรายงานในที่ประชุม กกต.พรุ่งนี้ ก่อนแถลงผลการหารือ

(17.30) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.เตรียมขึ้นเวทีปราศรัยบนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ในช่วงค่ำคืนนี้ เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการเคลื่อนไหวที่จะปิดกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ รวมถึงจะเขียนบทความผ่านทางเฟซบุ๊ก เพื่อที่จะให้ประชาชนได้รู้ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.

(17.30) พล.ต.ต.ภวัต พรหมมะกฤต ผบก.ภ.จว.ชัยนาท มีคำสั่งด่วนที่สุด ไปยังสถานีตำรวจทั้ง 14 แห่งในสังกัด ให้จัดการปล่อยแถวกำลังพลทั้งสายตรวจ และจราจร เพื่อเป็นการแสดงพลังของเจ้าหน้าที่ หรือการทำ "โชว์ออฟฟอร์ซ" บริเวณหน้าสถาบันการเงิน ร้านค้าทอง หรือตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่รับผิดชอบ ในวันทำงานวันแรกหลังวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ เพื่อป้องปรามมิจฉาชีพที่จะลงมือก่อเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์สินของประชาชน และสถาบันการเงิน

(17.30) นายเทพพนม นามลี แกนนำคนเสื้อแดงสุรินทร์ แถลงหนุนเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 เชิญชวนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ในวันที่ 2 ก.พ. 57 ให้มากสุด ขณะที่คัดค้านอย่างถึงที่สุด กรณีการตั้งสภาประชาชนของ กปปส.

ด้าน พ.ต.อ.อุกฤษ ภู่กลั่น ผกก.สภ.เมืองชัยนาท เผย "โชว์ออฟฟอร์ซ" เป็นการสร้างความอุ่นใจให้แก่สุจริตชนทั่วไป และเป็นการปิดช่องทางการก่อเหตุของคนร้าย 

สตช. แถลงชายชุดดำบนตึก ก.แรงงาน เป็นตำรวจ

สตช.แถลงชายชุดดำบนตึกก.แรงงานเป็นตำรวจ ยันดต.ณรงค์-วสุ สุฉันทบุตร ไม่ได้ถูกยิงจากที่สูง เหตุเป็นมุมอับไม่สามารถก่อเหตุได้ หากเปรียบเทียบกับจุดโดนยิง
หลังจากที่ช่วงเช้าที่ผ่านมา (2ม.ค.57) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมายอมรับว่าภาพชายชุดที่แรากำอยู่บนดาดฟ้าอาคารในกระทรวงแรงงาน ในวันเกิดเหตุปะทะระหว่างกลุ่มมวลชน คปท. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดง เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงขึ้นไปปฏิบัติหน้ที่ในวัน และเวลาดังกล่าวนั้น

เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ10) และพ.ต.อ.ณัฐพล โกมินทรชาติ ผกก.อคฝ. ก็ได้ตั้งโต๊ะแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ซึ่งพ.ต.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกในกระทรวงแรงงานจริง เพื่อยิงแก๊สน้ำตา และยิงกระกระสุนยางต้านมวลชนที่บุกเข้ามา ยืนยันว่าไม่ได้มีการใช้กระสุนจริงแต่อย่างใด

ขณะที่ พล.ต.อ.จรัมพร ได้ออกมายืนยันว่า การเสียชีวิตของ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ และ นายวสุ สุฉันทบุตร ที่ถูกยิงจนเสียชีวิตในเหตุปะทะไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่บนดาดฟ้าตึก เพราะจากวิถีกระสุนไม่สามารถยิงได้จากจุดดังกล่าวแน่นอน เนื่องจากความสูงของตึก ที่มีความสูงเพียง 12 เมตร และมีตึกที่สูงกว่าบังอยู่โดยรอบ หากเปรียบเทียบกับจุดที่ทั้ง 2ถูกยิงเสียชีวิต

‪#‎MThai‬ News


แกนนำ นปช. ประกาศเตรียมนัดมวลชนชุมนุม เปิดประเทศในวันที่ 13 มกราคม

"จตุพร พรหมพันธุ์" แกนนำนปช. ลั่นจัดชุมนุมมวลชนคนเสื้อแดงเหมือนกัน ในวันที่ 13 ม.ค. เป็นการชุมนุม "เปิดประเทศ" ของกลุ่มนปช. ส่วนรูปแบบอยู่ระหว่างการหารือ เชื่อการปิดกรุงเทพฯ ของกลุ่มนายสุเทพ จะทำให้ประชาชนไม่พอใจ และทำได้ไม่เกิน 7 วัน..
เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2557 นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการฯ กปปส. เตรียมนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค. ว่า เชื่อว่านายสุเทพ ปิดกรุงเทพมหานคร ได้ไม่เกิน 7 วัน จะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความไม่พอใจ และออกมาต่อต้าน คัดค้านการดำเนินการดังกล่าวของนายสุเทพ

"จากแผนการปิดกรุงเทพมหานคร ของนายสุเทพ กับพวก ทำให้แกนนำนปช. เตรียมจัดกิจกรรมชุมนุม เปิดประเทศของกลุ่ม นปช. ในวันและเวลาเดียวกัน โดยรูปแบบกิจกรรม ยังอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับรายละเอียดการทำกิจกรรมของแกนนำ ว่าจะออกมาในรูปแบบการเดินขบวน หรือ จัดเวทีปราศรัย ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าว จะจัดขึ้นในพื้นที่ปริมณฑล และต่างจังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้บางพื้นที่ การทำกิจกรรมไม่มุ่งเน้นการเผชิญหน้ากับมวลชนของกลุ่มกปปส. อย่างแน่นอน" นายจตุพร กล่าว

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีอาจประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน เข้ามาสกัดกั้นการชุมนุมของกลุ่มกปปส.นั้น นายจตุพร กล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรีจะประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินโดยให้ทหาร เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา ต้องไม่ใช้กำลังดังเช่นการชุมนุมทางการเมือง เมืื่อปี 2553 โดยเชื่อมั่นจะไม่มีการสวมรอยปฏิวัติรัฐประหาร

สำหรับการรับสมัครเลือกตั้งที่ยังเหลืออีก 28 เขต ซึ่งยังไม่สามารถรับสมัครเลือกตั้งได้นั้น นายจตุพร กล่าวว่า เหมือนคณะกรรมการการเลือกตั้งพยายามทำให้การเลือกตั้งดำเนินไปได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงเจตนาให้เห็นว่า ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งเลือกฝ่ายใด จึงอยากเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่วางตัวไม่เป็นกลาง ลาออกจากตำแหน่ง ‪#‎ข่าวไทยรัฐออนไลน์‬


ศาลสูงสิงคโปร์ตัดสินคดี “น้องธันย์” ระบุบริษัทรถไฟฟ้า “ไม่ผิดฐานละเลย”

น.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือ "น้องธันย์" ซึ่งประสบอุบัติเหตุตกลงไปในรางรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีของสิงคโปร์จนถูกรถไฟทับขาบาดเจ็บสาหัส และต้องตัดขาทิ้งทั้ง 2 ข้าง เมื่อปี 2011เอเจนซี – ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาคดี “น้องธันย์” น.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ ซึ่งถูกรถไฟฟ้าสิงคโปร์ทับขาขาด 2 ข้างเมื่อปี 2011 โดยระบุว่าบริษัทรถไฟฟ้า “ไม่มีความผิด” ฐานละเลยตามที่โจทก์อ้างครอบครัวของน้องธันย์ซึ่งเวลานี้อายุ 16 ปี ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเดินรถไฟฟ้า เอสเอ็มอาร์ที และการขนส่งทางบกสิงคโปร์เป็นเงิน 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 112 ล้านบาท) โดยให้เหตุผลว่าองค์กรทั้งสองไม่มีมาตรการดูแลความปลอดภัยผู้โดยสารบนสถานีรถไฟฟ้าอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาความยาว 81 หน้ากระดาษที่ศาลประกาศออกมาวันนี้(2) ผู้พิพากษา วิโนธ จุมรัสวามี ได้ปฏิเสธเหตุผลที่ฝ่ายโจทก์อ้าง โดยชี้ว่า จากการตรวจสอบพบว่าสถานีรถไฟฟ้า อัง โม เกียว “มีความปลอดภัยมากพอ” ในช่วงเวลาที่น้องธันย์พลัดตกลงไปจนถูกรถไฟทับขา ดังนั้น บริษัทรถไฟฟ้าและการขนส่งทางบกสิงคโปร์จึงไม่มีความผิดฐานละเลย

“อาการบาดเจ็บของโจทก์ถือเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนที่อายุเพียงเท่านี้... แต่การจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายจะต้องพิจารณาจากความผิดของจำเลยเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะว่าโจทก์ได้รับบาดเจ็บ” ผู้พิพากษาสิงคโปร์ ระบุ

น้องธันย์ ซึ่งศึกษาอยู่ที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ตรัง ได้เดินทางไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษภาคฤดูร้อนที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2011 เธอประสบอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในรางรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีที่สถานี อัง โม เกียว จนถูกรถไฟทับขาบาดเจ็บสาหัส และต้องตัดขาทิ้งทั้ง 2 ข้าง

เอสเอ็มอาร์ที แย้งว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับน้องธันย์เป็นเพราะความประมาทของตัวเธอเอง และน้องธันย์สามารถตระหนักได้ถึงอันตรายที่อาจเกิดจากรถไฟฟ้าที่กำลังเข้าสถานี ซึ่งหากยืนอยู่หลังเส้นเหลืองจนกว่ารถไฟจะจอดเทียบเรียบร้อย น้องธันย์ก็จะปลอดภัย และไม่มีทางร่วงลงไปในรางรถไฟฟ้าได้