PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ชัด ๆ ความเห็น ครม.ปมที่มา ส.ส.-ส.ว.-รมต. ไม่แตะ"นายกฯคนนอก"

ชัด ๆ ความเห็น ครม.ปมที่มา ส.ส.-ส.ว.-รมต. ไม่แตะ"นายกฯคนนอก"

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 03 มิถุนายน 2558 เวลา 11:36 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่
เปิดความเห็นคณะรัฐมนตรี ปมทบทวนที่ ส.ส. แบบโอเพ่นลิสต์ ตัดทิ้ง กก.กลั่นกรอง ส.ว.เลือกตั้ง ไม่เอา รมต. แสดงภาษีย้อนหลังต่อ ปธ.วุฒิสภา ตัดทิ้ง ม.181-182 ไม่แตะที่มา “นายกฯคนนอก”
PIC difdieeii 3 6 58 1
ในห้วงสัปดาห์นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเชิญสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะรัฐมนตรี เข้ามาชี้แจง และอธิบายถึงเหตุผลในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “เรือแป๊ะ” 
และอย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต่างถูก สปช. และคณะรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนและแก้ไขในหลายมาตรา 
โดยเฉพาะประเด็นที่มาของ ส.ส.-ส.ว.-กลุ่มการเมือง ที่ไม่ใช่แค่ สปช. และคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่บรรดาพรรคการเมือง ต่างเรียกร้องให้แก้ไข-ทบทวนกันล้นหลาม !
ขณะเดียวกัน สปช. บางส่วนได้ยื่นญัตติขอให้แก้ที่มานายกรัฐมนตรี ยืนยัน “ไม่เอานายกฯคนนอก” อีกด้วย
ซึ่งต่างกันกับความเห็นของคณะรัฐมนตรี ที่ไม่มีการหยิบยกประเด็นนี้เลย ?
แต่กลับมีความเห็นในประเด็นการ “ตรวจสอบ” รัฐมนตรีแทน 
เพื่อขยายความให้ชัดขึ้น สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำความเห็นคณะรัฐมนตรีในประเด็น ส.ส.-ส.ว. และนายกฯ มานำเสนอ ดังนี้
ประเด็นที่มา ส.ส. 
กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้เลือกตั้ง ส.ส. แบบ “โอเพ่นลิสต์” 
คณะรัฐมนตรี เห็นว่า การกำหนดให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (250 คน) และแบบบัญชีรายชื่อ (200-220 คน) ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกัน และให้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเป็นระบบภาค (6 ภาค) ทำให้ ส.ส. สองประเภทนี้ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะใช้พื้นที่เป็นหลักเหมือนกันทำให้กลายเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขตจังหวัดและแบบแบ่งภาค 
ยิ่งการที่มาตรา 112 กำหนดให้การส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อในภาคใดต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในภาคนั้นไม่น้อยกว่าผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อด้วย และมาตรา 105 เปิดโอกาสให้ระบุว่าต้องการให้ผู้ใดที่มีชื่อในบัญชีนั้นหนึ่งคนได้รับเลือกเป็น ส.ส. ก็เท่ากับว่าผู้สมัครแบบัญชีรายชื่อต้องหาเสียงในจังหวัดและในภาคเหมือนผู้สมัครแบบแบ่งเขตนั่นเอง 
ระบบบัญชีรายชื่อได้ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2540 แล้ว ประชาชนมีความคุ้นเคยกับระบบนี้และมีความเข้าใจว่าการที่กำหนดให้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนน้อยกว่าแบบแบ่งเขต และใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยมีบัชีเดียวก็เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถเลือกสรรบุคคลจากบัญชีรายชื่อไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเมื่อต้องพ้นจากความเป็น ส.ส. ก็ยังสามารถเลื่อนผู้อยู่ในลำดับถัดมาขึ้นไปเป็น ส.ส. แทนได้โดยไม่ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนเข้าใจว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจะไปทำหน้าที่รัฐบาล ส่วน ส.ส. แบบแบ่งเขตจะไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ 
คณะกรรมาธิการฯ จึงควรทบทวนหลักคิดในเรื่องนี้ว่า เจตนารมณ์ของการมี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ประสงค์อย่างไร และควรใช้ระบบเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 จะเหมาะสมกว่าหรือไม่ ส่วนวิธีคิดคะแนนจะใช้วิธีคำนวณแบบใดเป็นอีกรณีหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อยู่แล้ว
ประเด็น กลุ่มการเมือง
กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้กลุ่มการเมืองสมัครรับเลือกตั้งได้
คณะรัฐมนตรี เห็นว่า การให้มีกลุ่มการเมืองและให้มีฐานะอย่างเดียวกับพรรคการเมืองน่าจะได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสีย ในทางตรงกันข้าม การเมืองอาจสับสนอลหม่านมากขึ้น พรรคการเมืองอาจตั้งกลุ่มการเมืองเป็นตัวแทน (Nominee) เหมือนมุ้งเล็กที่แยกออกมาจากมุ้งใหญ่
ถ้าจะกำหนดให้ผู้สมัครไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง (สมัครอิสระ) ก็ยังพอจะสะท้อนหลักการความเป็นอิสระและพอเข้าใจได้ แต่เมื่อไม่ให้สมัครอิสระเสียแล้ว กลุ่มการเมืองก็ไม่ต่างจากพรรคการเมืองนั่นเอง 
ประเด็นที่มา ส.ว.
กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้ในส่วนของ ส.ว. เลือกตั้งแต่ละจังหวัด มีคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครที่เกิน 10 คน ให้เหลือไม่เกิน 10 คน หลังจากนั้นจึงค่อยเลือกตั้ง
คณะรัฐมนตรี เห็นว่า การให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครเป็น ส.ว. ในจังหวัดจำนวน 10 คน เพื่อคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. ให้เหลือจังหวัดละไม่เกิน 10 8น ในทางปฏิบัติจังหวัดที่มีผู้สมัครเกิน 10 คน มีไม่มากนัก กระบวนการอาจยืดยาวโดยไมจำเป็น เมื่อจะให้มีการเลือกตั้งอยู่แล้วควรให้ผู้สมัครทุกคนไปสู่การเลือกตั้งโดยตรง จึงควรแก้ไขในส่วนนี้
ประเด็น รัฐมนตรี
กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้ก่อนนายกรัฐมนตรีจะนำชื่อรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องส่งให้ประธานวุฒิสภาแต่งตั้ง กมธ. ขึ้นมาตรวจสอบความประพฤติก่อน
คณะรัฐมนตรี ได้ตัดมาตราดังกล่าวทิ้ง โดยให้เหตุผลว่า การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องส่งรายชื่อรัฐมนตรีให้วุฒิสภาตรวจสอบตามมาตรา 130 วรรคสอง โดยไม่ให้มีมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เรื่องนี้จะทำให้กระบวนการแต่งตั้งรัฐมนตรีหรือปรับคณะรัฐมนตรีล่าช้า และไม่เป็นความลับ ซึ่งจะเป็นปัญหาทางการเมืองในสังคมไทยได้ ยิ่งถ้าอยู่ระหว่างนอกสมัยประชุม แม้จะดำเนินการได้แต่ก็จะล่าช้าออกไป
และถ้าวุฒิสภาตรวจสอบพบว่า รัฐมนตรีคนใดมีความไม่เหมาะสม แต่นายกรัฐมนตรียังคงยืนยันจะแต่งตั้งต่อไป ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระให้พระมหากษัตริย์ไม่ว่าจะทรงแต่งตั้งตามที่เสนอหรือไม่ก็ตาม
กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้แสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี ต่อประธานวุฒิสภา 
คณะรัฐมนตรี ได้ตัดทิ้งข้อความนี้ โดยให้เหตุผลว่า การกำหนดให้รัฐมนตรีต้องแสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปีต่อประธานวุฒิสภา มีปัญหาว่าแสดงเพื่ออะไร ประธานวุฒิสภาจะทำอย่างไรต่อไป เปิดเผยได้หรือไม่ และเมื่อเสนอให้ตัดบทบัญญัติว่าด้วยการตรวจสอบของวุฒิสภาในมาตรา 174 ออกแล้ว ข้อความนี้จึงไม่จำเป็น เว้นแต่จะกำหนดให้ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อวัตถุประสงค์อื่น
ขณะที่ประเด็นในส่วนของ “นายกรัฐมนตรี” นั้น
คณะรัฐมนตรี มีความเห็นให้ตัด มาตรา 181-182 ที่ว่า เป็นการป้องกันไม่ให้มีการเปิดอภิปรายนายกฯ หรือนายกฯสามารถไม่มาตอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้
ส่วนเรื่อง “ที่มานายกฯคนนอก” คณะรัฐมนตรีไม่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างแต่อย่างใด ?
ทั้งหมดคือความเห็นแบบ “ชัด ๆ” ในส่วนมาตราสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “เรือแป๊ะ”
ส่วน “36 อรหันต์” จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด! 

ปตท. เตรียมร่วมมือกับกองสลากฯ ให้ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาขายล็อตเตอรี่ในปั๊ม

ปตท. เตรียมร่วมมือกับกองสลากฯ ให้ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาขายล็อตเตอรี่ในปั๊ม แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขห้ามเกิน 80 บาท
วันนี้ (2 มิ.ย. 58) นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุ ปตท. จะลงนามข้อตกลง หรือ เอ็มโอยู กับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเร็ว ๆ นี้ เพื่อเปิดให้ผู้ค้าสลากฯ รายย่อย เข้ามาขายสลากฯ ในปั๊มน้ำมัน ของ ปตท. ที่มีกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ

ปตท.

ภายใต้เงื่อนไข ห้ามจำหน่ายสลากเกินราคาฉบับละ 80 บาท เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน และช่วยแก้ปัญหาสลากแพงได้ ขณะที่ ผู้ค้าสลากฯ จะได้ประโยชน์เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่ ลดความเสี่ยงจากการขโมยล็อตเตอรี่
ทั้งนี้ ปตท. ได้รับการติดต่อจากชมรมผู้ค้าสลากกลุ่มคนพิการ เพื่อขอใช้พื้นที่จำหน่ายสลากแล้ว โดยเบื้องต้นจะจัดพื้นที่ให้ในสถานีบริการหลัก ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ให้ผู้ค้ามีช่องทางจำหน่ายสลากได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การลงนามช่วยเหลือครั้งนี้ของปตท. นั้น ทางปตท. ไม่ได้รับผลตอบแทนด้านรายได้ แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสลากราคาแพง

กองสลากฯ ลั่นหวยงวด 16 มิ.ย. ต้อง 80 บาท ขายเกินปรับ 1 หมื่น

กองสลากฯ ลั่นหวยงวด 16 มิ.ย. ต้อง 80 บาท ขายเกินปรับ 1 หมื่น

กองสลากฯ ลั่นหวยงวด 16 มิ.ย. ต้อง 80 บาท ขายเกินปรับ 1 หมื่น




กองสลากฯ ลั่นหวยงวด 16 มิ.ย. ต้อง 80 บาท ขายเกินปรับ 1 หมื่น


            หวยงวด 16 มิ.ย. เป็นต้นไป ขายใบละ 80 บาท ผอ.กองสลากฯ ย้ำใครขายเกินราคา เจอโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่น พร้อมยกเลิกสัญญาคืนทันที 
            เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 พล.ต. ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า ตั้งแต่งวดวันที่ 16 มิถุนายน ที่จะเปิดจำหน่ายสลากฯ ในวันที่ 3 มิถุนายนเป็นต้นไปนั้น ราคาสลากฯ จะต้องขายราคาใบละ 80 บาทเท่านั้น โดยสำนักงานสลากฯ จะตั้งทีมเจ้าหน้าที่เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบตามแผงค้าต่าง ๆ หากพบว่าผู้ค้าสลากฯ ขายเกินราคาที่กำหนดไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ทันที โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากตรวจสอบว่าเป็นผู้แทนจำหน่ายของสำนักงานสลากฯ ก็จะถูกยกเลิกสัญญาทันที เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย 

            ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสำนักงานสลากฯ ได้เรียกตัวแทนรายย่อย คนพิการ มูลนิธิ องค์กร นิติบุคคล เข้ามาทำสัญญา 48 ล้านฉบับ ตามมติคณะกรรมการที่ต่อสัญญาให้กับผู้ค้าสลากฯ เดิม ออกไปอีก 6 เดือน โดยจำนวนที่จะเข้ามาทำสัญญาอยู่ที่ 11,000 ราย อีกทั้งยังเชื่อว่าเมื่อถึงวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ที่เป็นวันสุดท้ายในการรับสลากฯ ไปจำหน่าย จะเหลือจำนวนสลากฯ อยู่ไม่มาก ซึ่งจะสรุปตัวเลขก่อนที่จะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

             ในส่วนการดูแลของต่างจังหวัด ได้ขอความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกพื้นที่ให้ดูแลและควบคุมราคาสลากฯ โดยเชื่อว่ามาตรการที่ประกาศใช้ไปนั้น ทั้งการปรับเพิ่มรายได้ให้ผู้ค้า จากเดิมที่ได้ส่วนลด 7% เป็น 12% และการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ผู้ค้าสามารถรับสลากฯ ตามภูมิลำเนาได้ จะช่วยให้ผู้ค้าขายสลากฯ ได้ตามที่ราคากำหนดไว้ พร้อมย้ำถึงผู้ค้าสลากฯ ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ต้องขายสลากฯ ด้วยตนเองเท่านั้น ห้ามขายต่อเป็นทอด ๆ เหมือนที่ผ่านมาเด็ดขาด 

            นอกจากนี้ ทางสำนักงานสลากฯ ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหา กรณีงวดวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผู้ค้ารายย่อยไม่มาทำสัญญารับไปจำหน่ายว่า เบื้องต้นทางสำนักงานสลากฯ จะนำส่วนที่เหลือมาขายเองหน้าสำนักงานสลากหรือจุดตรึงราคา รวมทั้งสลากฯ บางส่วนจะนำไปขายในโครงการธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ในราคา 80 บาทเช่นกัน

            อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมติของคณะกรรมการสลากฯ ที่ต้องการยกเลิกรางวัลแจคพอตที่จะเริ่มงวดวันที่ 1 สิงหาคมนี้ คาดว่าจะช่วยลดความร้อนแรงจากการรวมชุดสลากฯ ลง เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า การรวมชุดสลากฯ จะทำให้ราคาสลากฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งสำนักงานสลากฯ ได้ดำเนินการไปครบทุกด้านแล้ว รวมถึงทุกภาคส่วนต้องช่วยกันส่งเสริม แต่หากยังไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติมต่อไป

“บวรศักดิ์” สั่งงด “นักข่าว” เกาะติดงานยกร่างรธน. อ้าง 4 เดือนที่ผ่านมาให้สิทธิเต็มที่แล้ว

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งมีวาระมีรับฟังคำชี้แจงประกอบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ จากผู้เสนอและผู้รับรองคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สอง ในลำดับของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ช่วงเช้าเป็นลำดับของกลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่นำโดย นายมนูญ ศิริวรรณ สปช. และช่วงบ่ายเป็นลำดับชี้แจงของกลุ่มสื่อมวลชนและการคุ้มครองผู้บริโภค ที่นำโดย นายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. 

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระการพิจารณา นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อที่ประชุมว่า เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระในการพิจารณา และการสอบถามของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีมติขอร้องผู้สื่อข่าวด้วย ที่ผ่านการได้มีการเปิดโอกาสเข้ามาในห้องประชุมเป็นเวลา 4 เดือนเศษก่อนหน้านี้ โดยหลังจากนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอยากจะพูดเต็มที่ ขอให้ในห้องประชุมมีเฉพาะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและเจ้าหน้าที่เท่านั้น จากนั้นได้กล่าวเชิญผู้สื่อข่าว และช่างภาพออกจากห้องประชุม 
รายงานข่าวจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งก่อนเข้าวาระรับฟังคำชี้แจง หารือในกรอบการทำงานและได้หารือถึงกติกาที่จะให้ผู้สื่อข่าวยกเว้นช่างภาพนิ่งและช่างภาพสถานีโทรทัศน์เข้าติดตามการพิจารณาการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของสปช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายบวรศักดิ์ เป็นผู้ยกประเด็นให้ที่ประชุมหารือ และ มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้หารือและพิจารณาถึงผลดีและผลเสียต่อกรณีที่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าติดตามการประชุมในห้องประชุม โดยเสียงของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เห็นไปทางที่ไม่ควรให้ผู้สื่อข่าวเข้าติดตามการพิจารณาในห้องประชุมเหมือนช่วงที่ผ่านมา พร้อมยกเหตุผลประกอบ คือ 1.เพื่อความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและลดความกดดัน , 2.บางประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปหรือตกผลึกร่วมกันอาจทำให้เกิดการพาดพิงถึงบุคคลภายนอกได้ และ 3.การประชุมที่ได้ข้อสรุปแล้วจะให้สิทธิโฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับมอบหมายแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ทำให้นายบวรศักดิ์ กล่าวสรุปว่าจะงดให้ผู้สื่อข่าวเข้าติดตามการประชุมหลังจากนี้

พลิกปูม"บิ๊กกองทัพ"ลงจากหลังเสือ

พลิกปูม"บิ๊กกองทัพ"ลงจากหลังเสือ

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2558 


พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

ขึ้นหลังเสื่อ: พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 15 เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินภายใต้ การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. พ.ศ.2520 โดยได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

ลงหลังเสือ: พล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยแถลงกลางสภาฯ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่รัฐบาลตัดสินใจเพิ่มราคาค่าน้ำมันตามราคาตลาดโลก


พล.อ.สุจินดา คราประยูร

ขึ้นหลังเสื่อ: พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 เป็นบุคคลสำคัญในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่เข้ายึดอำนาจการปกครองจากพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 จนกระทั่งหลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 พรรคการเมือง 5 พรรค คือ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและสนับสนุนให้พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี

ลงหลังเสือ: เกิดเหตุการณ์"พฤษภาทมิฬ" ขึ้นระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม-20 พฤษภาคม พ.ศ.2535 พล.อ.สุจินดา จึงลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2535 



พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

ขึ้นหลังเสื่อ: พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองของ รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเกิดขึ้นก่อนจะมีการเลือกตั้งเดือนหน้า และอยู่ระหว่างการประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 

ลงหลังเสือ: หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว พล.อ.สนธิ ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และพ้นจากตำแหน่งหลังประกาศใช้ รธน.ปี 2550


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
ขึ้นหลังเสื่อ: พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในขณะนั้น และเป็นผู้นำประกาศกฎอัยการศึก จากนั้นทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ต่อมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติเห็นชอบเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของไทย

ลงหลังเสือ: ?

นายกฯเปรยคิดตั้ง หนังสือพิมพ์แห่งชาติ

 นายกฯบิ๊กตู่ หยั่งเชิง เปรยคิดตั้ง "หนังสือพิมพ์แห่งชาติ"ชาติเดินหน้าแน่ รับสมัคร นักข่าวสวย เพราะคนสวยฝึกให้เก่งได้ แต่นักข่าว พิธีกร ไม่สวยไม่มีใครฟัง แม้จะเก่ง ยอมรับ นายกฯ เป็นคนของสังคม ติติง ด่าได้ จะอดทน วอนอย่าว่า ผมนัก แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หวังทำสิ่งใหม่ๆ หวังนักข่าวจริงใจ แขวะ บรรณาธิการ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
"สื่อต้องช่วยผม ช่วยสร้างการรับรู้ จิตสำนึก ไม่ใช่เขียนข้อเท็จจริงอย่างเดียว ต้องเข้าใจผมสิ อะไรที่ผมเจตนาดี แต่จบไปแล้วก็บอกไป อย่าทำอีก เจ้าหน้าที่เขาเหนื่อย เขียนแบบนี้เป็นไหม หรือเขาสอนมาให้เขียนแต่ข้อเท็จ ตำหนิได้ ตักเตือนได้ เพราะนายกฯเป็นคนของสังคม ต้องติติงได้ ด่าได้ ว่าได้ ผมต้องอดทน พูดจาเพราะๆ บังคับได้หรืออย่างไร ผมบอกแล้วว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อย่ามาว่าผมมากนัก เพราะอย่างไรผมโดนอยู่แล้ว แต่ผมกำลังทำสิ่งใหม่ๆ ให้ท่าน"
"ผมรู้ว่าใครจริงใจหรือไม่จริงใจกับผม นักข่าวจริงใจกับผมทุกคน เว้นแต่พวกบรรณาธิการ เอาไหมละจะตั้ง "บริษัทหนังสือพิมพ์แห่งชาติ" มาอยู่กับผมไหม ดูสิว่าประเทศเดินหน้าไหม
คุณสมบัติข้อ 1.มีความรู้ความสามารถ 2.สวยไหม เพราะสื่อต้องไปพบคน ไม่สวยเขาก็ไม่ฟังเธอ เหมือนโฆษกฯพิธกรที่เขาต้องคัด ที่เขาต้องคัดเอาคนเก่ง เขาบอกว่าคนเก่งฝึกได้แต่คนสวยฝึกไม่ได้ แต่ผมจะเลือกคนไม่สวย"
เมื่อสื่อมวลชนบอกว่าไม่สวยก็ศัลยกรรมได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เฮ้อ เธอชอบหลอกลวงคน"


“จุฬาราชมนตรี” ให้อภัย จนท.สนามบินตรวจศีรษะ-ผ้าสะระบั่น !

ทำตามหน้าที่ !
“จุฬาราชมนตรี” ให้อภัย จนท.สนามบินตรวจศีรษะ-ผ้าสะระบั่น !

‘จุฬาราชมนตรี’ ไม่ติดใจเอาความ จนท.สนามบินสุวรรณภูมิ หลังมีภาพเผยแพร่ ขณะ จนท.สนามบินฯ กำลังตรวจค้นผ้าสะระบั่นของ ‘จุฬาราชมนตรี’ ด้านผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิเตรียมเข้าขอขมา

วันนี้ 2 มิ.ย. เดอะ พลับลิกโพสต์ รายงานว่า นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ถูกตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรณภูมิ ขณะผ่านเครื่องสแกน ซึ่งภาพเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง กำลังใช้เครื่องมือตรวจที่ศรีษะและผ้าสะระบั่น (ผ้าโพกศรีษะ) ขณะนั่งอยู่บนรถเข็น ซึ่งทำให้มุสลิมจำนวนมากไม่พอใจเพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสมและเกินกว่าเหตุ เป็นการไม่ให้เกียรติจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นประมุขสุงสุดของชาวมุสลิมในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม รองเลขานุการจุฬาราชมนตรี ยืนยันว่า ทุกครั้งที่ท่านจุฬาราชมนตรีจะเดินทางนั้นได้ทำหนังสือแจ้งไปยังการท่าอากาศยานทุกครั้ง และเจ้าหน้าก็รู้ว่าบุคคลที่กำลังเดินทางคือท่านจุฬาราชมนตรี ซึ่งการตรวจค้นแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 3-4 ครั้ง ซึ่งผู้ติดตามจุฬาราชมนตรีก็รู้สึกไม่พอใจต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ แต่เนื่องจากท่านจุฬาราชมนตรีไม่ต้องการให้เกิดเป็นประเด็นจึงไม่ได้เปิดเผย จนกระทั่งมีผู้พบเห็นถ่ายภาพ และเผยแพร่จนมาสู่กระแสความไม่พอใจของชาวมุสลิม

ส่วนกรณีหลายคนสงสัยว่าทำไมท่านจุฬาราชมนตรีไม่ใช้ช่องตรวจวีไอพีนั้นซากีย์ พิทักษ์คุมพล ระบุว่า ก็เนื่องจากไม่มีช่องตรวจดังกล่าวนั้นแต่อย่างใดโดยคาดว่าผู้บริหารการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรู้เรื่องที่เกิดขึ้นและเตรียมเข้าขอขมาจุฬาราชมนตรีแล้ว

ทั้งนี้เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าวท่านจุฬาราชมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจใน จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา


เลิกรับใช้คนรวย ‘นพ.เกษม วัฒนชัย’ แนะนักวิชาการลงพื้นที่ช่วยคนชนบทให้หายจน

เลิกรับใช้คนรวย ‘นพ.เกษม วัฒนชัย’ แนะนักวิชาการลงพื้นที่ช่วยคนชนบทให้หายจน

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 03 มิถุนายน 2558 เวลา 10:56 น.
เขียนโดย
isranews
"นักวิชาการส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักชนบท เป็นลูกคนเมือง จบเมืองไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักมีความรู้สึกเป็นเทวดาลงไปหาชาวนา แทนที่จะเข้าไปสร้างประโยชน์ให้กลับกลายเป็นสร้างโทษ เพราะไม่รู้จริง ฉะนั้นเงื่อนไขสำคัญ หากนักวิชาการจะลงพื้นที่ไปหาชาวนาต้องรู้จักชนบทอย่างแท้จริง ไปอย่างผู้นอบน้อม"
natdanai030658
วันที่ 3 มิถุนายน 2558 มูลนิธิมั่นพัฒนาและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวทีเสวนา ‘TSDF SUSTAINABILITY FORUM 1/2015 เรื่อง ชนบทไทย:พื้นที่วิจัยสำหรับนักวิชาการรุ่นใหม่ ณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ ในเวทีเสวนามี ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง นักวิชาการกับการพัฒนาชนบท ใจความตอนหนึ่งระบุถึงกรอบคิดจากวารสารมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน โดยเป็นพระราชกระแสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้ ความสามารถ และทรงยึดมั่นในหน้าที่
ในฐานะพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่สมัยโบราณ ใครเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระเจ้าอยู่หัวต้องดูแลราษฎร อีกประการหนึ่ง คือ ท่านเป็นพลเมืองดีของชาติ การเป็นพลเมืองดีคือเห็นอะไรที่เราจะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ
ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา กล่าวถึง ‘พลเมืองดี’ ต้องขีดเส้นใต้  เพราะมีพลังมาก และทุกสถาบันการศึกษา ทุกองค์กร ก็ล้วนมี 2 หน้าที่เช่นกัน คือ หน้าที่หลัก และหน้าที่พลเมืองดีของชาติ ดังนั้นหากเผยแพร่แนวคิดดังกล่าวทั้งประเทศ ปัญหาหลัก ๆ จะผ่อนเบาไปมาก และประเทศจะก้าวไปได้อย่างมั่นคง
"ที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงทุกหย่อมหญ้า มีความเหลื่อมล้ำรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ศีลธรรม หรือเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันชนบทไทยมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะวิถีชีวิตและคุณภาพชีวิต ฉะนั้นทำอย่างไรให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีเทียบเท่าคนเมือง สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้
เพราะตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ปี 2504 พบความเหลื่อมล้ำยิ่งมีมากขึ้น ครัวเรือนในชนบทมีหนี้สิน ขาดอำนาจต่อรอง ชาวนาไม่มีทางสู้ จึงต้องทำให้พวกเขาเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้ถามว่ามีคนเคยทำหรือไม่"
natdanai0310658
ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม กล่าวถึงบัณฑิตไทยไม่กลับไปทำนา ชาวนาไทยจึงไม่มีความรู้และชราลงเรื่อย ๆ เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและสหรัฐอเมริกา ด้วยเป็นความคิดฝังหัวของพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเรียนจบกลับมาทำนา นี่คือความคุ้นชินกับความบกพร่องที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ไทยผลิตบัณฑิตเพื่อทำงานในองค์กรข้ามชาติ
นอกจากนี้นักวิชาการยังรับใช้คนรวยมากกว่าคนจนสูงถึงร้อยละ 90 งานวิจัยส่วนใหญ่รับใช้คนรวย เพราะมีเงินมาทำวิจัย ส่วนการบริการวิชาการสำหรับชาวนาก็ไม่มี การทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ไม่มี เพราะนักวิชาการมุ่งทำเฉพาะโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น ด้วยสาเหตุข้างต้น ทำให้คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนาจึงอยากเห็นไทยอีก 50 ข้างหน้า มีนักวิชาการลงพื้นที่ช่วยให้คนชนบทหายจน
ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม ระบุด้วยว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักชนบท เป็นลูกคนเมือง จบเมืองไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักมีความรู้สึกเป็นเทวดาลงไปหาชาวนา แทนที่จะเข้าไปสร้างประโยชน์ให้กลับกลายเป็นสร้างโทษ เพราะไม่รู้จริง ฉะนั้นเงื่อนไขสำคัญ หากนักวิชาการจะลงพื้นที่ไปหาชาวนาต้องรู้จักชนบทอย่างแท้จริง ไปอย่างผู้นอบน้อม ไม่ใช่ไปอย่างเทวดาจะลงดินไปช่วย และให้ชาวนาชาวไร่เป็นเจ้าของโครงการ เรามีหน้าที่นำหลักวิชาการไปหนุนเสริม โดยผสมผสานระหว่างศาสตร์สากล ศาสตร์ชาวบ้าน และศาสตร์พระราชา
ก่อนทิ้งท้ายว่า ไม่ขอให้นักวิชาการทำอะไรเกินเลยพันธกิจปกติ เราต้องช่วยกัน อย่างน้อยที่สุดในฐานะพลเมืองดีของชาติ .

ชายแดนไทยผวา เชื้อไวรัส "เมอร์ส"ระบาดตรวจเข้ม

สระแก้วตรวจเข้มนักท่องเที่ยว กัน"ไวรัสเมอร์ส"แพร่ระบาด 
Cr:เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. พ.ต.อ.ไพรัสผุกเจริญ ผกก.ตม.จว.สระแก้ว พร้อมด้วย พ.ต.ท.เบญพล รอดสวาสด์รอง ผกก. ร่วมกับ นายธนกฤต สายสิญจน์ หน.ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จ.สระแก้ว ให้นำกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือทางการแพทย์ มาทำการตรวจวัดความร้อนในร่างกายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยงแถบตะวันออกกลาง ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่กำลังมีการระบาดของ เชื้อไวรัส "เมอร์ส" เพื่อคัดกรองและป้องกันการเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยด้านด่านพรมแดนอรัญประเทศ เนื่องจากด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นด่านพรมแดนที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งในแถบยุโรป เอเซียใต้ และอื่นๆเดินทางเข้าออกวันละเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จากการตรวจวัดความร้อนในร่างกายของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการคัดเลือกตรวจเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางมาจากประเกาหลีใต้ ประเทศจีน และนักท่องเที่ยวแถบตะวันออกกลาง โดยใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานสากลวัดความร้อนในร่างกายของนักท่องเที่ยวดังกล่าว ซึ่งความร้อนในร่างกายของมนุษย์ปกติจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากสูงขึ้นไปอยู่ที่ 38 องศาเซลเซียส ถือว่าผิดปกติจะต้องรีบตรวจหาสาเหตุของความร้อนนั้นทันที อย่างไรก็ตามการตรวจวัดความร้อนในร่างกายของนักท่องเที่ยวกลุ่มเสียงในครั้งนี้ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใดแต่ก็ยังคงจับตาเฝ้าระวังไวรัสเมอร์สอย่างใกล้ชิด.“


ยักษ์กาสิโนทึ้งที่ดิน"มักกะสัน" ดอดคุยรัฐชู"มารีน่าเบย์"ต้นแบบ

updated: 02 มิ.ย. 2558 เวลา 11:06:41 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ทุนใหญ่ต่างชาติทั้งสหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลย์ รุมจ้องพัฒนาที่ดินมักกะสัน 497 ไร่ บริษัท SAND Group ในเครือลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป ยักษ์ใหญ่ธุรกิจกาสิโน สถานบันเทิงจากสหรัฐ เจ้าของ "มารีน่าเบย์ แซนด์" ในสิงคโปร์ ดอดพบ "บิ๊กตู่" ขายไอเดียผุดธุรกิจกาสิโน ทุนไทยไม่น้อยหน้า กลุ่มไทยเบฟ-คิงเพาเวอร์ ซุ่มเจรจาเช่าที่ดินการรถไฟฯ รมว.คมนาคม-รมว.คลัง ปัดวุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่าแม้ภาพรวม เศรษฐกิจและการลงทุนขณะนี้ยังชะลอตัว แต่จากที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาการท่อง เที่ยวและธุรกิจบริการ ทำให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติหลายกลุ่มสนใจเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ครบวงจร โดยเฉพาะหลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแนวคิดจะนำที่ดินแปลงใหญ่ย่านมักกะสัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาพัฒนาสร้างรายได้แก้ปัญหาภาระหนี้สินของ ร.ฟ.ท.ที่มีกว่า 1.1 แสนล้านบาท ปรากฏว่าทุนต่างชาติหลายกลุ่มขานรับนโยบายดังกล่าว

ดอดพบบิ๊กตู่ผุด "กาสิโน" ในไทย

รายงาน ข่าวระบุว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มแซนด์กรุ๊ป (SAND Group) ในเครือกลุ่มบริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป (Las Vegas Sands Corporation) จากสหรัฐ ที่พัฒนาโครงการมารีน่าเบย์ แซนด์ส ในสิงคโปร์ นักลงทุนด้านสถานบันเทิงและบริการการท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากสหรัฐ รู้จักกันในนามนักพัฒนากาสิโนรายใหญ่ของโลก ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความสนใจลงทุนพัฒนาสถานบันเทิงและบริการท่องเที่ยว และกาสิโนครบวงจร ในพื้นที่มักกะสันหรือพื้นที่อื่นที่มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตามเป็นการหารือเบื้องต้น โดยนายกฯแค่รับฟังข้อมูลโดยไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ

ขณะเดียวกันมี ทุนต่างชาติกลุ่มอื่นแสดงความสนใจลงทุนพัฒนาโครงการย่านมักกะสันด้วย ทั้งกลุ่มทุนจากอังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ส่วนนักลงทุนไทยที่สนใจ อาทิ กลุ่มคิง เพาเวอร์ ไทยเบฟเป็นต้น

ทุนต่างชาติแย่งเค้กที่ดินมักกะสัน

แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ดินย่านมักกะสันเนื้อที่ 497 ไร่ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติหลายราย

ก่อนหน้าที่รัฐบาลชุด ปัจจุบันจะกำหนดพื้นที่พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว หรือปอดของคนกรุงเทพฯ มีบริษัท โมริ จากประเทศญี่ปุ่น มานำเสนอโครงการโดยจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงิน โมเดลเดียวกับที่ลงทุนในประเทศจีน

ส่วนบริษัท MRCB LAND จากประเทศมาเลเซีย ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เช่นเดียวกัน โดยจะพัฒนาโครงการรูปแบบเชิงพาณิชยกรรมครบวงจร โดยรอบสถานีมักกะสัน คอนเซ็ปต์เดียวกันกับโครงการ KL Sentral กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยพัฒนาเป็นเมืองเล็ก ๆ ประกอบด้วย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และที่พักอาศัย เพราะมองว่าที่ดินมักกะสันเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงสามารถพัฒนาได้ ซึ่ง พล.อ.อ.ประจินชี้แจงกับบริษัทว่า นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเน้นพัฒนาสวนสาธารณะเป็นหลักมากกว่า

สำหรับกระแสข่าวที่มีกลุ่ม SAND Group นักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ กลุ่มเดียวกับกลุ่มบริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป สนใจจะมาพัฒนาเป็นรูปแบบเดียวกับ "มารีน่าเบย์ แซนด์ส" นั้น กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้รับการติดต่อ

โดยล่าสุดอยู่ระหว่างจ้างที่ ปรึกษาประเมินราคาที่ดิน มูลค่าทรัพย์สิน และค่าเสียโอกาสที่ ร.ฟ.ท.จะได้รับ คาดว่าจะนำเสนอข้อสรุปเบื้องต้นต่อ พล.อ.อ.ประจิน รมว.คมนาคม และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาในวันที่ 19 มิถุนายนนี้

"มารีน่าเบย์ แซนด์ส" ต้นแบบ

"แนวคิดการพัฒนารูปแบบมารีน่าเบย์ แซนด์ส ก็มีความเป็นไปได้ เพราะคอนเซ็ปต์การพัฒนาจะคล้ายกับนโยบายของ คสช. คือจะแบ่งพื้นที่การพัฒนา 3 ส่วน คือ พิพิธภัณฑ์ 30 ไร่ พื้นที่สวน 150 ไร่ และพื้นที่เชิง พาณิชยกรรม เฟสแรก 140 ไร่อาจจะมีการสร้างตึกสูงเพื่อให้เป็นแลนด์มาร์ก ขึ้นอยู่กับการออกแบบของกรมธนารักษ์ และเอกชนที่สนใจ และนำเสนอโครงการ"

สอดคล้องกับที่ นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ก่อนหน้านี้ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กับกระทรวงการคลัง พิจารณานำที่ดินโครงการมักกะสันมาพัฒนา เพื่อแลกกับหนี้ที่ ร.ฟ.ท.มีทั้งหมดประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ส่วนจะลดภาระหนี้ได้เท่าใดหลังมีการพัฒนาตามโมเดลใหม่อยู่ระหว่างศึกษา แต่หากไม่เพียงพอจะพิจารณาที่ดินแปลงอื่นด้วย เช่น สถานีแม่น้ำ 277 ไร่ และบริเวณ กม.11 จำนวน 359 ไร่

"ที่ดินมักกะสันจะต้องแบ่งพื้นที่ เป็นปอดคนกรุงเทพฯ การพัฒนาเชิงพาณิชย์อาจจะมีไม่มาก ทางกรมธนารักษ์ต้องให้ที่ปรึกษาออกแบบการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ สอดคล้องกับนโยบาย ความตั้งใจของรัฐบาลอยากจะให้เหมือนกับโครงการมารีน่าเบย์ของสิงคโปร์"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการ "มารีน่าเบย์ แซนด์ส" เป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่อ่าวมารีน่า ประเทศสิงคโปร์ นับเป็นอาคารที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก ประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากราคาที่ดินในบริเวณดังกล่าวที่มีมูลค่าสูง พัฒนาโดยบริษัทลาสเวกัสแซนด์ส ประกอบด้วย โรงแรม ศูนย์การค้า กาสิโน โรงละคร ศูนย์ประชุม และพิพิธภัณฑ์

ปัดวุ่นผุดบ่อนกาสิโน

ผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.อ.ประจิน ถึงกรณีกลุ่ม SANS Group จะเสนอโครงการพัฒนาที่ดินมักกะสันเป็นกาสิโน พล.อ.อ.ประจินกล่าวสั้น ๆ ว่า "ยังไม่มี และไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด"

อนึ่ง สำหรับแผนพัฒนาโครงการที่ดินย่านมักกะสัน ตามผลการศึกษาเดิมของ ร.ฟ.ท. ก่อนที่รัฐบาล คสช.จะเข้ามาบริหารประเทศ มีแนวคิดพัฒนาเป็นซูเปอร์คอมเพล็กซ์ มูลค่าโครงการกว่า3 แสนล้านบาท แบ่งการพัฒนาเป็น 4 โซนประกอบด้วย 1.โซนเอ พื้นที่ 139.82 ไร่ เป็นส่วนธุรกิจการค้า 2.โซนบี มีพื้นที่ 117.31 ไร่ เป็นส่วนธุรกิจสำนักงาน 3.โซนซีพื้นที่ 151.40 ไร่ เป็นส่วนแสดงสินค้า และ 4.โซนดี มีพื้นที่ 88.58 ไร่ เป็นส่วนบางกอกแฟชั่น

ยันไม่มีนักลงทุนพบนายกฯ

ด้าน นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ปฏิเสธในทำนองเดียวกันว่า ไม่มีนักลงทุนรายใดเข้าพบนายกฯ เพื่อหารือถึงเรื่องการลงทุนในพื้นที่มักกะสัน และถึงขณะนี้ตนก็ไม่เห็นมีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดัง กล่าว

"ผมไม่ทราบ แต่ไม่มีนะ พบนายกฯก็ไม่มี" นายสมหมายกล่าว

ขณะ ที่แหล่งข่าววงในรัฐบาลระบุว่า นักลงทุนที่สนใจพื้นที่มักกะสัน หากเป็น "มารีน่าเบย์ แซนด์ส" ก็คือกลุ่มเดียวกับที่ลงทุนอยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย และในอดีตทางคิง เพาเวอร์ กับอิตาเลียน-ไทย ก็เคยชักชวนนักลงทุนกลุ่มนี้มาลงทุนในจังหวัดภูเก็ต อย่างไรก็ตามการเข้ามาของกลุ่มนี้ น่าจะสนใจรับทำมาสเตอร์แพลนการใช้ประโยชน์พื้นที่มากกว่า

ก่อนหน้านี้ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุลอธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษาภายนอก เข้ามาประเมินราคาทรัพย์สินของ ร.ฟ.ท. ในส่วนของที่ดินมักกะสัน ก่อนจะโอนแลกหนี้กับกระทรวงการคลัง จะได้ข้อสรุปประมาณ 30 วันหลังจากนี้

เปิดปูม "ลาสเวกัส แซนด์" 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป เป็นกลุ่มนักลงทุนด้านสถานบันเทิงและบริการการท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากสหรัฐ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการโดดเด่นและแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ เน้นการพัฒนาอสังหาฯครบวงจร ตั้งแต่โรงแรมที่มีห้องพักหรูหรา สิ่งอำนวยความสะดวกระดับ High-end เช่น ไนต์คลับ, สปา, ร้านค้าปลีก รวมทั้งกาสิโนที่หลากหลาย

ผลงานของลาสเวกัส แซนด์ ที่ผ่านมา เคยทุ่มงบฯก่อสร้างอาคารคอมเพล็กซ์ด้านการท่องเที่ยวในนครโฮจิมินห์ อดีตเมืองหลวงของเวียดนาม ใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในญี่ปุ่น สร้างตลาดกาสิโนขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชีย พัฒนามารีน่าเบย์ แซนด์ส (Marina Bay Sands) รีสอร์ตขนาดใหญ่ ที่อ่าวมารีน่า ประเทศสิงคโปร์ นับเป็นอาคารที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก ประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้มีโรงแรมเดอะ เวเนเชี่ยน มาเก๊า รีสอร์ต, โฟร์ซีซั่น โฮเทล มาเก๊า, เดอะ พลาซ่า มาเก๊า, Sands Cotai Central และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์

ว่าด้วย ปตท.ทุนและกองทัพ


*คนชั่วที่แกล้งดีรึ?/K-P*
@พลอ.เปรมลงจากตำแหน่งก็ไปทำงานรับใช้ให้ซีพี ในขณะที่นายอานันท์ ปันยารชุน ไปทำงานรับใช้บริษัทเชฟรอน@
^^....โลกแห่งความเป็นจริงทหารก็คือผู้ดูแลปิโตรเลียมในชาติอย่างแท้จริง หลุมขุดน้ำมันหลายบ่อก็อยู่ในเขตของทหารแบบไม่ให้คลาดสายตา ความร่ำรวยอู้ฟู้ของทหารระดับนายพลจึงบานขึ้นยังกับดอกเห็ด ในขณะที่พลอ.เปรมลงจากตำแหน่งก็ไปทำงานรับใช้ให้ซีพี ในขณะที่นายอานันท์ ปันยารชุน ไปทำงานรับใช้บริษัทเชฟรอน แทนที่จะเลือกทำงานรับใช้คนในชาติแต่ทั้งหมดกับเลือกรับใช้นายทุนและบริษัทต่างชาติ ^^
=>ก่อนหลังการลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลอ.เปรม ท่านยังได้สร้างปตท.ในรูปแบบใหม่ขึ้นมากับมือตนเอง หลังจากนั้นมาทุกรัฐบาลก็เข้ามาปู้ยี่ปู้ยำพรบ.ปิโตรเลียมจนมันเลือนหายไปจากความทรงจำกันว่าพลังงานเป็นของประชาชน และข้อกฎหมายในพรบ.ปิโตรเลียมต่างถูกเขียนขึ้นหลายมาตราว่าปิโตรเลียมเป็นของรัฐบาล!!ไม่ใช่ของประชาชน นับตั้งแต่นั้นมาโลกแห่งความเป็นจริงทหารก็คือผู้ดูแลปิโตรเลียมในชาติอย่างแท้จริง หลุมขุดน้ำมันหลายบ่อก็อยู่ในเขตของทหารแบบไม่ให้คลาดสายตา ความร่ำรวยอู้ฟู้ของทหารระดับนายพลจึงบานขึ้นยังกับดอกเห็ด ในขณะที่พลอ.เปรมลงจากตำแหน่งก็ไปทำงานรับใช้ให้ซีพี ในขณะที่นายอานันท์ ปันยารชุน ไปทำงานรับใช้บริษัทเชฟรอน แทนที่จะเลือกทำงานรับใช้คนในชาติแต่ทั้งหมดกับเลือกรับใช้นายทุนและบริษัทต่างชาติ การคาดหวังจากคสช.จึงเป็นเรื่องที่ไร้ความหวังเพราะคสช.ทุกคนก็คือผู้ที่เข้ามาสานต่อเรื่องพลังงานและนั่นก็คือหน้าที่ของทหารที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเหมือนทำเนียมที่ทำกันมาตั้งแต่ยุคปี2475 ที่ประชาชนคือผู้ที่ถูกกดหัวจากอำนาจเผด็จการตลอดมา.=>ประเทศที่มีปัญหาเรื่องพลังงานจริงๆแล้วแก้ไขไม่ได้รัฐบาลเขาต้องลาออก มีแต่ประเทศนี้ที่มีปัญหาเรื่องพลังงานแต่มีแต่คนอยากคุมก.พลังงานกันจนแทบจะฆ่ากันตาย ช้างตายทั้งตัวพวกมึงยังพยายามเอาใบบัวมาปิดมันให้ได้..เวรจริงๆ..

ปรองดองรอบ2 ตบเท้าพรึ่บ สโมสรทบ. "นพดล-ปึ้ง-อ๋อย-ตู่-สุริยะใส-เจิมศักดิ์" พาเหรดมา

ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป จัดเสวนาปรองดองสมานฉันท์ฯ ครั้งที่ 2 โดยมีตัวแทนจากกลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองเข้าร่วม เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการหาทางออกของประเทศ ไม่ให้เกิดความความขัดแย้ง
http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14333033911433303435l.jpg
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2558ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) จัดเสวนาปรองดองสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทย ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ "อนาคตของประเทศไทย" โดยเชิญนักการเมือง นักวิชาการ และกลุ่มประชาชนเข้ามาร่วมพูดคุยหารือ เพื่อเสนอแนวทางเดินหน้าปฏิรูปประเทศ โดยมี พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก เป็นประธานในเวทีการพูดคุย  พร้อมด้วย พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ในฐานะผอ.ศปป.  เข้าร่วมเสวนาด้วย

http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14333033911433303439l.jpg

ทั้งนี้บรรยากาศก่อนเข้าประชุม ได้มีนักวิชาการ นักการเมือง ทยอยเข้า ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายเสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการอิสระ นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.  นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำ กปปส. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สภาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ  เป็นต้น
   
อย่างไรก็ตามแกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับเชิญ แต่ไม่ได้มาร่วมเสวนา  คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ขอลาประชุมเนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ

http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14333033911433303444l.jpg
    
ในขณะที่บรรยากาศโดยรอบ เป็นไปอย่างเข้มงวดมีเจ้าหน้าที่ทหารรักษาความปลอดภัยทุกทางเข้าออก และไม่ให้ผู้เข้าร่วทเสวนานำเครื่องมือสื่สารเข้าร่วมประชุมด้วย  ประกอบกันด้านสื่อมวลชนสามารถติดตามทำข่าวได้ที่ห้องโถงรับรองในสโมสรทหารบก

ทั้งนี้การเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของปัญหา และข้อเสนอแนะจากทุกกลุ่ม พร้อมทั้งร่วมพิจารณาหาทางออกในการลดความขัดแย้ง และขจัดเงื่อนไขที่จะสร้างความแตกแยกในสังคมไทยไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

โรคระบาดจาเกาหลีใต้ลามจีน

คัดกรองผู้เดินทางมาจากเกาหลีใต้ด่วน ระบาดหนักแพร่เข้าจีนแล้ว ....... OMG ข่าวนี้คน ไทยไม่ได้ซีเรียสเลย แต่ที่เกาหลีใต้ เป็นข่าวใหญ่มาก คนเกาหลีแทบจะไม่ออกจากบ้านไปไหนถ้าไม่จำเป็น การติดเชื้อและอาการ จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ตามฤดูกาล แต่รุนแรงกว่า ข้อมูลตอนนี้ ยังมีไม่มาก เนื่องจากพบครั้งแรกในปี 2012
ไวรัส MERS - Middle East Respiratory Syndrome หรือ Coronavirus สายพันธุ์กลุ่มอาการ โรคทางเดินหายใจ ตะวันออกกลาง โดย Coronavirus นี้เป็นสายพันธ์ไวรัสตระกูลใหญ่ อาทิ ไข้หวัด และ SARS-CoV หรือพวกโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
เชื้อไวรัส MERS เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี .2012 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย มีคนเสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้มากกว่า 100 ราย ยังมีการแพร่กระจาย ไปประเทศอื่นอีก ได้แก่ จอร์แดน การ์ต้า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ตูนีเซีย อียิปต์ อังกฤษ สหรัฐฯ และล่าสุด เกาหลีใต้
“ไวรัส MERS ” จะแพร่จากคนสู่คน เมื่อมีการปฏิสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่จะติดเชื้อจากละอองเสมหะ เมื่อมีอาการไอหรือจาม ถ้าร่างกายแข็งแรงพอ ก็รอดได้ แต่ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิต จะเป็นผู้สูงอายุ กับคนที่ร่างกายอ่อนแอ ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อ ที่เกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆและเริ่มมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อ 25 ราย สูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจากประเทศซาอุดิอาระเบีย และ UAE ผู้เสียชีวิต รายแรกเป็นผู้หญิง อายุ 58 ปี เนื่องจากภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน รายที่ 2 เพศชาย อายุ 71 ปี
สอทไทย/โซล แจ้งเตือนมายังชาวไทย ในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะที่อาศัยในเขตเมือง Daejeon และพื้นที่ใกล้เคียง ให้เพิ่มความระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงการอยู่ใน ที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นแหล่งติดเชื้อได้ หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และใช้หน้ากากอนามัย ปิดปากและจมูก เมื่อมีอาการไอ หรือจาม และหากเป็นไข้ไม่สบาย ควรรีบพบแพทย์ทันที
ขณะนี้ทางการเกาหลีใต้ได้ สั่งห้ามการเดินทาง ออกนอกประเทศของผู้ต้องสงสัย ติดเชื้อไวรัส MERS อีกราว 700 คนแล้ว WTO ออกแถลงการณ์ว่า ไม่พบการรแพร่ระบาด ‘จากคนสู่คน’ ในเกาหลีใต้ และ ไม่ได้แนะนำให้มีการตรวจสอบ ผู้โดยสาร หรือเคร่งครัด ในการควบคุมการเดินทางแต่อย่างใด ชณะที่สื่อจีนรายงานว่า ชายชาวเกาหลีใต้ ซึ่งถูกตรวจพบว่าติดไวรัส MERS แต่ไม่สมัครใจยอมถูกกักกันโรค ได้เดินทางด้วยเครื่องบิน ไปยังฮ่องกง และต่อรถยนต์เข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่