PR
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ผู้ว่าโคราชตั้งกก.สอบปืนM16ของอส.หาย80กระบอก
ที่ปรึกษารองนายกฯจวก "คน ปชป."มั่ว! ปล่อยข่าว“จีนยกเลิกรถไฟทางคู่กับไทย” ย้ำยังเดินหน้า
Cr:ผู้จัดการ
“ไพศาล”จวก คน ปชป.มั่ว! ปล่อยข่าว“จีนยกเลิกรถไฟทางคู่กับไทย” ย้ำโครงการยังคงเดินหน้าตามแผนที่รัฐบาลแถลงไว้“บิ๊กตู่” ย้ำไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้ใคร แต่ต้องเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ ร่วมลงทุนร่วมสร้างระบบเครือข่ายให้ได้ สั่งคมนาคม ชี้แจงการกู้เงินหลายครั้ง ให้ประชาชนเข้าใจ หลัง ไฟเขียวทำสัญญากู้ไจก้า 1 หมื่นล้านบาท เร่ง “รถไฟสายสีแดง” ระยะ 2
“ปิยสวัสดิ์” ย้ำ “มนตรี โสตางกูร” ผู้ต้องหาหมิ่น ม.112 ไม่ได้เป็นบอร์ด ปตท.แล้ว
Cr:ผู้จัดการ
“ปิยสวัสดิ์” ย้ำ “มนตรี โสตางกูร” ผู้ต้องหาหมิ่น ม.112 ไม่ได้เป็นบอร์ด ปตท.แล้ว หลังขาดประชุม 2 ครั้ง ผิดข้อกำหนดการเป็นบอร์ดของ ปตท. เปิดประวัตินั่ง บอร์ดหลายชุด ตั้งแต่ ปี 2551-2556 นอกจากนั่ง บอร์ด ปตท. สามสมัย ปี 54/55/56 ยังพบเป็นบอร์ด กสท. อีก 3 สมัย ในยุครัฐบาลเพื่อไทย
และเป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการชุดที่หนึ่ง (1 ตุลาคม 2551 - 2 มีนาคม 2552) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2547 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
รัฐบาลทหารไทยกับการพูดอย่างทำอย่าง
แปลโดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
พวกเขาผลักดันการ “ปฏิรูป” แบบนี้ภายใต้คำขวัญ “เดินหน้าประเทศไทย” “คืนความสุขให้คนในชาติ” แม้จะมีข่าวการกดขี่ปราบปราม ความอยุติธรรม และข่าวร้ายทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ คสช. การสมานฉันท์หมายถึงการขจัดความขัดแย้งทางสังคมหรือการเมืองในภายนอก การปรับทัศนคติหมายถึงการยอมรับความเห็นตามที่กำหนดโดยรัฐบาลทหารอย่างดุษฎี ส่วนปฏิรูปหมายถึงการย้อนเวลากลับไปก่อนจะมีระบอบประชาธิปไตย การพูดอย่างทำอย่างแบบที่ออแวลล์กล่าวไว้เกิดขึ้นในประเทศไทยภายใต้ระบอบคสช.
การพูดอย่างทำอย่างไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่หรือเกิดขึ้นเฉพาะเมืองไทย ในปี 2553 รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสั่งปราบปรามอย่างรุนแรงต่อการประท้วงของคนเสื้อแดงใจกลางกรุงเทพฯ เขาเรียกการปราบปรามครั้งนั้นว่าเป็น “การขอคืนพื้นที่” ภายใต้ “ระบอบใหม่ - New Order” รัฐบาลอินโดนีเซียในช่วงปี 2508-2541 สั่งคุมขังประชาชนหลายหมื่นคนในคุกที่อยู่บนเกาะ พวกเขาเรียกว่าเป็น “โครงการด้านมนุษยธรรม - Humanitarian Project” จะในอดีตหรือปัจจุบัน การใช้วาทศิลป์เหล่านี้ไม่สามารถปกปิดความรุนแรงที่อยู่เบื้องหลังความจำเป็นที่ต้องการสร้างคำที่มีความหมายคลุมเครือเลย
การพูดอย่างทำอย่างของรัฐบาลทหารไทยในปัจจุบัน แตกต่างจากการใช้วาทศิลป์ในยุคเดิมอยู่บ้างบางประการ
ประการแรก การพูดอย่างทำอย่างของรัฐบาลทหารประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เพราะมีผู้สนับสนุน พวกเขาเป็นผู้มีอิทธิพลและร่ำรวยในสังคมไทย คนเหล่านี้มีความเข้าใจคล้ายคลึงกันในแนวคิดหลัก ๆ สำหรับรัฐบาลทหารและบรรดาผู้สนับสนุน ประชาธิปไตยของพวกเขาหมายถึงระบอบปกครองของคนดีที่ไม่โกง เป็นผู้ที่สามารถทำให้เกิด “ความสามัคคี” ซึ่งเป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมไทย พวกเขาเชื่อมั่นในเอกลักษณ์ของ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” การมีรัฐบาลของ “คนดี” ที่ปกครองประเทศในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณ พวกเขาให้ความใส่ใจกับวิธีการปกครองน้อยกว่าศีลธรรมจรรยา ตรงข้ามกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งพวกเขามองว่าส่งผลให้เกิดระบอบที่ชาวบ้านที่โง่เขลาเลือกตั้งนักการเมืองเข้ามาโกงกินบ้านเมือง ถือว่าเป็นมรดกของการเมืองโบราณแบบพุทธ อย่างไรก็ดี คำว่า “ธรรมภิบาล” ในภาษาไทยซึ่งแปลมาจาก “good governance” มีความหมายว่า “การกำกับดูแลโดยธรรม” หรือการกำกับดูแลโดยกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ “ความสามัคคี” ซึ่งหมายถึงการรักษาระเบียบสังคม และการปราศจากความขัดแย้งร้ายแรง กลายเป็นหลักการสำคัญของการกำกับดูแลโดยธรรม ภายใต้กรอบความคิดเช่นนี้ ความสมานฉันท์ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความจริงหรือความยุติธรรม แต่กลับหมายถึงความสามัคคีที่เห็นได้จากภายนอกโดยมีการกลบเกลื่อนเสียงที่เห็นต่างและซุกอยู่ใต้พรม
ประการที่สอง มีช่องว่างใหญ่หลวงในแง่ความเข้าใจถ้อยคำเหล่านี้ เปรียบเทียบระหว่างผู้สนับสนุนรัฐบาลทหารฝ่ายหนึ่งกับผู้ที่เห็นต่างและประชาคมนานาชาติอีกฝ่ายหนึ่ง รัฐบาลทหารทราบดีว่าประชาชนจำนวนมากต่อต้านการปกครองของตนเอง และไม่ได้หลงเชื่อไปกับการพูดอย่างทำอย่างของพวกเขาแม้เพียงชั่วขณะเดียว
รัฐบาลทหารตระหนักดีถึงความบกพร่องเช่นนี้ แต่ยังคงใช้วิธีพูดอย่างทำอย่างเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับผู้สนับสนุนฝ่ายตนเอง เป็นเหตุให้รัฐบาลทหารต้องหาทางจัดการกับช่องว่างระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนตนเองกับฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะประชาคมนานาชาติ ฝ่ายที่ส่งเสียงวิจารณ์ในประเทศต้องเผชิญกับการคุกคาม การจับกุม และการคุมขัง เมื่อต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กับทั้งองค์การสหประชาชาติ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฮิวแมนไรท์วอทช์ และรัฐบาลจากทั่วโลก รัฐบาลทหารทำได้แค่ปฏิเสธอย่างรวบรัดว่าไม่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เคยจำกัดเสรีภาพ และไม่เคยแทรกแซงประชาธิปไตย การปราบปรามภายในประเทศอย่างเข้มงวดพร้อมกับการเพิกเฉยต่อเสียงวิจารณ์ของประชาคมนานาชาติ ต่างมุ่งตอบสนองความต้องการที่จะกระชับและตอกย้ำความสนับสนุนในประเทศของตนเอง
ประการที่สามและสำคัญสุด การพูดอย่างทำอย่างอย่างต่อเนื่องและซ้ำซาก ประกอบกับการใช้กฎหมายเอาผิดผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร เป็นการปิดกั้นไม่ให้เกิดความจริง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อความรุนแรงลอยนวลพ้นผิด ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันใช้ถ้อยคำบิดเบือนอ้างว่าการควบคุมตัวและทรมานเป็น “การปรับทัศนคติ” เป็นการใช้แนวทางเดิมแบบที่เคยเป็นมา ซึ่งในอดีตรัฐไทยได้เคยปราบปรามพลเมืองมาในหลายเหตุการณ์ รวมทั้งการสังหารประชาชน โดยไม่ต้องกังวลว่าต้องรับผิด ล่าสุดในกระบวนการประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเหตุให้มีการฟ้องคดีอาญานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและพรรคพวกเมื่อปลายปี 2556 ต่อศาลอาญาในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาจากการปราบปรามนองเลือดเมื่อปี 2553 พวกเขาอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งให้ปราบปรามผู้ชุมนุม เพียงแต่มุ่ง “ขอคืนพื้นที่” ของผู้ชุมนุม แต่ตามเงื่อนไขกฎหมายที่ยังคลุมเครือ ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้องคดีต่อพวกเขา ภายหลังรัฐประหารล่าสุด
รัฐบาลทหารในปัจจุบันยังคงยืนยันว่า พวกเขาเป็นนักปฏิรูปที่ทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยเพื่อสร้างความสมานฉันท์ และคืนความสุขให้กับคนไทย และอ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นเผด็จการ พวกเขารู้ดีว่าระบบตุลาการถือหางพวกเขาอยู่ หรือไม่ก็สามารถใช้ประโยชน์เพื่อทำให้การพูดอย่างทำอย่างของพวกเขาชอบด้วยกฎหมาย และสามารถปลดเปลื้องความรับผิดใดๆ
แต่ในขณะที่เสียงต่อต้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการประท้วงอย่างสงบในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของรัฐประหารซึ่งนำไปสู่ การจับกุมและควบคุมตัวนักศึกษากว่า 50 คน เริ่มทำให้เห็นรอยร้าวบนฉากหน้าแห่งความปรกติที่รัฐบาลทหารใช้วาทศิลป์แบบพูดอย่างทำอย่างสร้างเอาไว้ แม้จะมีการปล่อยตัวนักศึกษาโดยไม่ตั้งข้อหา แต่เพิ่งมีการตั้งข้อหาในตอนนี้ การชะลอการออกหมายเรียกนักศึกษาอย่างน้อย 11 คน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อพวกเขาในวันที่ 8 มิถุนายน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมของการพูดอย่างทำอย่าง รัฐบาลทหารคงหวังว่าจะลดกระแสความไม่พึงพอใจลงได้บ้าง พวกเขาอาจหวังว่าประวัติศาสตร์การลอยนวลพ้นผิดที่ผ่านมา คงทำให้เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป
รัฐบาลทหารปัจจุบันใช้การพูดอย่างทำอย่างเป็นยุทธศาสตร์หลักในการปกครองประเทศ และเปลี่ยนให้เป็นศิลปะแห่งความเหลวไหล คนที่ใส่ใจต่อคนไทยอย่างพวกเรา คงต้องให้ความหมายที่แท้จริงต่อคำว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ซึ่งไม่มีอะไรต่างไปจากคำที่ใช้เรียกขานเผด็จการแบบในอดีตนั่นเอง
ปรับวิธี‘ถวายสัตย์’ ต่อหน้ารัชทายาท-ผู้แทนพระองค์แก้รธน.7ประเด็นจับตาประชามติ
แก้รธน.7ประเด็นคสช. รีเซตอำนาจอยู่ยาวแก้รธน.7ประเด็นรีเซตอำนาจอยู่ยาว
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 แล้ว โดยได้มีการแก้ถึง 7 ประเด็น ซึ่ง วิษณุ เครืองาม รองนายก
รัฐมนตรี ได้อธิบายรายละเอียดดังนี้
1.ให้แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากเดิมที่ระบุว่า ต้องไม่เคยถูกถอดถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้เป็นไม่อยู่ในระหว่างการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงทำให้คนที่เคยถูกเพิกถอนสามารถเข้ามาเป็น สนช.กรรมการอื่น หรือแม้แต่ ครม.ก็ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างอยู่ เพราะมองว่า ถ้าใช้คำว่าถูกเพิกถอนสิทธิแล้วไม่ให้เข้ามาเป็น สนช.ก็จะเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม ดูจะไม่ค่อยปรองดองเท่าที่ควร
2.ในตำแหน่งบางตำแหน่งที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปีหนึ่งมีจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เป็นภาระมากเกินไปจึงแก้ไขให้อะไรก็ตามที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณนอกจากการถวายสัตย์ฯ ต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังสามารถถวายสัตย์ฯ ต่อหน้ารัชทายาท หรือผู้แทนพระองค์
3.ได้มีการขยายเวลาการทำงานให้กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่ต้องพิจารณาข้อแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. ซึ่งมองว่าเวลาดังกล่าวกระชั้นชิดเกินไป จึงขยายให้อีกไม่เกิน 30 วัน รวมเป็น 90 วัน โดยให้ กมธ.ยกร่างฯ เป็นผู้มีมติว่าจะขยายเวลาหรือไม่ กี่วัน แล้วแจ้งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รับทราบ
4.เมื่อ สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ต้องมีการนำร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดหลักเกณฑ์ กติกา เงื่อนไข โดยผ่านความเห็นชอบของ สนช. แต่ถ้ามีการขัดขวางการทำประชามติ กกต.ไม่สามารถกำหนดโทษได้ โดยต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 มาบังคับใช้ ส่วนจะทำประชามติเมื่อใดนั้นกำหนดให้ต้องมีการแจงจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนผู้มีสิทธิให้ได้อย่างน้อย 80% ของครัวเรือน หรือประมาณ 19 ล้านครัวเรือน
จากนั้น กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันออกเสียงประชามติ โดยต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 45 วัน ซึ่งคาดว่าจะออกเสียงประชามติได้ในช่วงปลายเดือน ม.ค.หรือต้นเดือน ก.พ. และนอกเหนือจากคำถามว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ อาจจะมีการสอบถามประชามติในประเด็นอื่นด้วย โดย สปช.และ สนช.สามารถทำคำถามเข้ามาได้ฝ่ายละ 1 คำถาม จากนั้นให้ส่งมายัง ครม. ถ้า ครม.เห็นชอบ ก็จะให้ กกต.จัดทำประชามติในครั้งเดียวกัน แต่ถ้าผลของประชามติของคำถามอื่นขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดให้ กมธ.ยกร่างฯ ปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องคำถามอื่นภายใน 30 วัน และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสอดคล้องกับประชามติหรือไม่ จากนั้นก็ส่งมาให้นายกฯ ทูลเกล้าฯ
5.เมื่อ สปช.ได้ลงมติไม่ว่าจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม เมื่อลงมติเสร็จถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว ก็ให้ยุบ สปช.พร้อมให้ตั้ง สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกไม่เกิน 200 คน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง โดยไม่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งเคยเป็น สปช.ชุดเดิมก็ไม่ขัดข้องทำหน้าที่เสนอแนะการปฏิรูปเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญอีก โดยอายุของสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศจะมีอายุตามที่รัฐธรรมนูญฉบับระบุ
6.ถ้า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ก็ให้ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ประกอบด้วย ประธาน 1 คน กรรมการ 20 คน ซึ่งอาจตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญคนเดิมได้ด้วย เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรับฟังความเห็นประชาชนภายใน 180 วัน เมื่อร่างเสร็จก็ให้ทำประชามติอีกครั้ง ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็อาจจะมีการหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมา
7.แก้ไขถ้อยคำภาษา เลขมาตราที่เคลื่อน ทั้งนี้ คาดว่าจะส่งให้ประธาน สนช.พิจารณาภาย 1-2 วัน โดยที่ สนช.ไม่สามารถปรับแก้ร่างนี้ได้ เพียงแค่เสนอแนะตั้งข้อสังเกตได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐ
ธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนี้ ยังคงมี 48 มาตรา โดยมาตรา 44 ก็ยังมีอยู่
อย่างไรก็ตาม หลังมีความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย มองว่า การแก้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความตั้งใจเปิดทางให้ สมคิด
จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง ที่ติด 111 เข้ามาใน ครม.ใช่หรือไม่
ทั้งหมดนี้เป็นแผนที่จะอยู่ยาว 2 ปี โดยไม่มีปัญหาข้อกฎหมายเพราะหากทำประชามติแล้วไม่ผ่าน และ ร่างใหม่ แล้วประชามติอีก และไม่ผ่านอีก และเมื่อมาเลือกรัฐธรรมนูญใหม่อีก เท่ากับว่าจะมีอายุต่อไปอีก 2 ปีเช่นกันพิชัย ระบุ
ด้าน สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง มองว่า การยุบ สปช.เพื่อตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป 200 คน ไม่เป็นปัญหา เพราะ สปช.ได้สังเคราะห์ประเด็นและแนวทางการปฏิรูปไว้แล้ว ส่วนการเปิดช่องให้มีการตั้งคำถามที่จำเป็นต่อรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากคำถามว่ารับหรือไม่รับนั้น ก็เพื่อไม่ต้องการให้ประชามติเสียของ ก็ควรเปิดช่องให้มีการถามเพิ่มเติมได้
ในขณะที่ เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. ระบุว่า ประธาน สนช.ได้แจ้งกำหนดวันพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อเปิดให้ทำประชามติ ในวันที่ 18 มิ.ย. หรือวันที่ 25 มิ.ย. โดยจะพิจารณา 3 วาระรวดภายในวันเดียว
ทั้งหมดจากนี้จะสำเร็จหรือไม่ต้องตามกันอย่ากะพริบ
บริษัทผลิตรายการข่าว ยัน เลิกจ้าง4พนง. เหตุเคลื่อนไหวการเมือง หวั่นกระทบองค์กร
หลังจากที่ เว็บไซต์ประชาไทได้มีการออกมาเปิดเผยข่าว ถึงกรณีที่พนักงานของบริษัทผลิตรายการข่าวแห่งหนึ่ง ถูกเลิกจ้าง เนื่องจาก “มีทัศนคติหรือเจตจำนงทางการเมืองที่ขัดต่อแนวนโยบาย และแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท" ประกอบด้วย อนุชา รุ่งมรกต ชุมาพร แต่งเกลี้ยง ธนาพงศ์ เกิ่งไพบูลย์ และ แอน(ไม่ขอเปิดเผยชื่อจริง)
และมีรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะที่การเลิกจ้างพลักงานในครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากการที่รายการบางรายการของบริษัทหมดสัญญากับช่อง และบางรายการถูกยกเลิกสัญญา ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องปรับลดจำนวนพนักงานลง โดยมีพนักงานถูกเลิกจ้างทั้ง 21 คน โดย 16 คนถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด และบริษัทยินดีที่จะให้เงินชดเชยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มี 1 คน ถูกเลิกจ้างโดยมีฐานความผิดรับจ้างทำงานให้บริษัทอื่น และอีก 4 คน ถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลทางการเมือง นั้น
ล่าสุด แหล่งข่าวจากบริษัท ดังกล่าวที่มีการเลิกจ้างพนักงานทั้ง 4 คน ได้เปิดเผย กับ มติชนออนไลน์ ว่า ประเด็นที่มีพนักงานบางส่วน(4คน)ระบุว่าไม่ได้รับเป็นธรรมจากการเลิกจ้างเพราะแสดงออกทางการเมืองนั้น ก่อนหน้านี้ทางบริษัทได้มีการให้นโยบายไปแล้วว่าในสถานการณ์การเมืองที่มีกฎหมายพิเศษ ก็ไม่ประสงค์ให้พนักงานไปกระทำการในลักษณะหมิ่นเหม่ที่จะละเมิดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัท พนักงานกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างที่ไปเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีกระทำการละเมิดนโยบายบริษัท จึงพิจารณาให้ออก โดยจ่ายเงินเยียวยาให้ตามสมควร โดยบางรายจ่ายให้ในจำนวนตามที่กฎหมายแรงงานที่กำหนด ไม่ใช่การไล่ออก
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมือง(ประมาณ 16 คน)เป็นพนักงานที่ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ แต่เป็นการเลิกจ้างตามปกติในการทำธุรกิจเพื่อปรับลดขนาดองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากทางบริษัทได้ยุติการผลิตรายการบางรายการให้กับทางสถานีดิจิตอลทีวีบางช่อง และได้จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานทุกประการ โดยการปรับลดพนักงานทั้งหมดในครั้งนี้ เป็นจำนวนเพียง 1 ใน 4 ของจำนวนพนักงานทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 80 คน
ทางบริษัทยืนยันว่าตลอดระยะเวลาในการดำเนินการที่ผ่านมา ทางบริษัทไม่เคยมีทัศนคติเอนเอียงหรือฝักใฝ่ไปในทางการเมืองทางใดทางหนึ่ง และให้อิสระในความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ได้จำกัดกรอบความคิดของพนักงาน ตราบใดที่พนักงานไม่มีการกระทำซึ่งเข้าข่ายส่งผลกระทบต่อกฎหมายและชื่อเสียงขององค์กร
มติชน:กระบวนท่า ลีลา แยกกันเดิน รวมกันตี ต่ออำนาจ 2 ปี
ต้องขอบคุณ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ถามว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์สามารถอยู่ในตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ได้กว่า 8 ปี
ทั้งที่ไม่ได้เป็น "หัวหน้าพรรค"
ทั้งที่ไม่เคยลงสมัครรับ "เลือกตั้ง"
หลายคนอาจจะตอบว่า เพราะว่าเป็น "ผู้บัญชาการทหารบก" ซึ่งเรียกย่อๆ ว่า "ผบ.ทบ." มีกองทัพอยู่ในมือ จึงไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้ง จึงไม่จำเป็นต้องจัดตั้งพรรคการเมือง จึงไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง
ถูกต้อง แต่คำตอบ 1 ซึ่งไม่ควรมองข้ามก็คือ
การพูดน้อย กระทั่งได้สมญานามว่า "เตมีย์" ซึ่งอาศัยความใบ้มาเป็นอาวุธ
การพูดน้อยของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มิได้หมายความจะไม่แอะอะไรเลยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พูดเพียงเป็น "พูดเป็น" และรู้จักว่าเวลาใดควรพูดอย่างไร
"การนิ่ง" จึงกลายเป็น "คุณ"
ถามว่าแล้วที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน มาเสนอ แล้วที่ นายวันชัย สอนศิริ ออกมาอธิบายและขยายระยะเวลาการอยู่ในอำนาจของ คสช.ออกไปอีก
ทำไมต้องอ้าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ที่อ้าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มิใช่เพราะบังเกิดนัยประหวัดถึงรากที่มาของฉายาทวี ณ ไปรษณียบัตร เมื่อปี 2523
หากเพราะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พูดดี พูดเป็น
คำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงมิได้พร่ำเพรื่อ จึงห่างไกลอย่างยิ่งกับลักษณะที่อาจเรียกได้ว่า
"พล่าม"
ขณะเดียวกัน ในกรณีของ "ไพบูลย์-วันชัย" ลองนำเอาข้อเสนอล่าสุดอันมาจาก นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ มาเปรียบเทียบ
ก็จะประจักษ์ใน "ความต่าง"
"ไพบูลย์-วันชัย" เสนอให้ทำประชามติต่ออายุ คสช.ไป 2 ปี แต่ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบรรจุการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญลงไปในบทเฉพาะกาลคิดสะระตะแล้วก็ยืดเวลาออกไปได้เกือบ 2 ปี
"เนียน" และ "นิ่ม" อย่าง "นุ่มนวล"
กระนั้น ทั้งท่วงทำนองของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน หรือ นายวันชัย สอนศิริ ตลอดจน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ก็เป็นท่วงทำนองอันอุปมาได้ว่า
ชวด ฉลู ขาล เถาะ
มีความต่อเนื่อง สัมพันธ์ ยึดโยง เกาะเกี่ยว ระหว่างกันและกันอย่างยากจะแยกขาดออก ดำเนินไปเหมือนภูษาไร้รอยตะเข็บ
เพราะ 1 อยู่ในร่มเงาแห่ง "ร่างรัฐธรรมนูญ"
เพราะ 1 อยู่ในร่มเงาแห่งในที่สุดก็จะต้องนำไปสู่การทำ "ประชามติ" ว่าจะรับหรือไม่รับ โดยการตัดสินใจของ "พลเมือง"
เพียงแต่อาจเป็น "คนละเรื่อง" กระนั้น ก็ "อันเดียวกัน"
ความหมายก็หมายความว่า ผลในบั้นปลายทำให้ "แม่น้ำ 5 สาย" สามารถยืดเวลาอยู่ในอำนาจยาวไปได้อีกอย่างน้อย 2 ปี จะแตกต่างก็เพียงแต่กระบวนท่า จะแตกต่างก็เพียงแต่ "วิธีการ" ในการนำเสนอ
ต่างเพียง "MEAN" แต่ "END" เช่นเดียวกัน
ไม่ว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่ว่า นายวันชัย สอนศิริ ไม่ว่า นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ จึงล้วนควรได้รับรางวัล
รางวัลในฐานะ "สนองงาน" ได้อย่างยอดเยี่ยม
ที่สุดแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ "36 มหาปราชญ์" ก็ไปยืนรอบนแท่นแห่งการทำ"ประชามติ"
ประชาชนย่อมมองเห็นได้โดยตลอด ทั้งรากที่มา กระบวนการปรับแต่ง กระบวนการทำให้แต่ละด้านแต่ละมุมปรากฏออกมา จะรับหรือไม่รับนั่นเป็น "สิทธิอัตวินิจฉัย"
คนต้องคนให้ทั่ว คนตั้งแต่หัวไปจนถึงตีน จึงจะเรียกว่าคน
วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558
บิ๊กตู่ สะกิด "คุณชายหมู"..
เลิกจ้าง 4 พนักงาน บริษัทผลิตรายการข่าว ฐานทัศนคติทางการเมืองขัดนโยบายบริษัท
Tue, 2015-06-09 14:11


ฝ่ายความมั่นคงสงสัยPerMasกรณีนศ.บึ้มใต้
ล่าสุดผู้ต้องสงสัยที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องลอบวางระเบิดในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา 44 จุด รวม 56 ลูก ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 18 ราย ได้รับยอมรับสารภาพแล้ว จำนวน 4 ราย
1. นายอับดุลฟาริด สะกอ
2. นายไซดี ทากือแน
3. นายซอบรี กาซอ
4. นายแยสฟรี หะยีปูต๊ะ
จากข้อมูลผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย ยอมรับว่าเป็นมือลอบวางระเบิดเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อ 14-16 พ.ค.58 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญแต่ประการใด
ข้อมูลที่น่าสนใจ นายอับดุลฟาริด สะกอ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา หลังจากนั้นศึกษาต่อสถาบันพละศึกษาจังหวัดยะลา ปัจจุบันทำงานที่เทศบาลเมืองรามันห์ อ.รามัน จ.ยะลา (มีหมาย ป.วิอาญา 1 หมาย)
นายไซดี ทากือแน จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ชั้น 10 ปัจจุบันกำลังศึกษา ดีโพมา (อนุปริญญา) วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดยะลา
นายซอบรี กาซอ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ศึกษาต่อ มอ.ปัตตานี ปัจจุบันพักอาศัยอยู่กับภรรยาที่อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส
นายแยสฟรี หะยีปูเต๊ะ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ปัจจุบันกำลังศึกษา มอ.ปัตตานี และเป็นครูสอนที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามประสานมิตร
จะเห็นได้ว่าผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดเขตเทศบาลนครยะลาทั้ง 4 ราย ที่ยอมรับสารภาพนั้น จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา และที่น่าสนใจคือมี 2 ราย ที่กำลังศึกษาวิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดยะลา และ มอ.ปัตตานี
แล้วการที่กลุ่ม PerMAS ออกมากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รังแกควบคุมตัวนักศึกษาเหล่านี้ การตรวจ DNA เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนพร้อมทั้งกดดันให้มีการปล่อยตัว พฤติกรรมของกลุ่ม PerMAS มันบ่งบอกถึงจุดยืนที่ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และสนับสนุนการกระทำของโจรใต้ฟาตอนี ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง
นี่หรือแนวทางการต่อสู้ของ PerMAS ที่พยายามสร้างภาพมาโดยตลอดว่าเป็นการขับเคลื่อนงานการเมือง ทำการเคลื่อนไหวตามแนวทางสันติ เป็นปัญญาชนคนมีความรู้ สุดท้ายใช้ความรุนแรงเคลื่อนไหวก่อเหตุเสียเอง...งามไส้มั๊ยล่ะพี่น้อง
กลุ่ม PerMAS อย่างนายสุไฮมี ดูละสะ รู้มั๊ยว่าสมาชิกนักศึกษาในกลุ่มเป็นผู้ร้าย หากไม่รู้ไม่เห็นคงไม่ดิ้นพล่าน เหงื่อแตกซิกๆ ลงมือด้วยตนเองในการนำมวลสมาชิกนักเรียนที่ไปหลอกเค้ามาเพื่อเป็นเครื่องมือไปกดดันหน้า ศชต.
อย่างว่าละครับไปหลอกนักศึกษาสถาบันอื่นๆ ไม่ได้ผลอีกแล้ว เลยหันมาหลอกนักเรียนซึ่งง่ายกว่าและน้องๆ โรงเรียนธรรมวิทยาก็หลอกง่ายซะด้วยให้ความร่วมมือทำการเคลื่อนไหว ครั้งก่อนหน้าแตกเย็บไปหลายเข็ม บาดแผลยังไม่หายดีกับการไปหลอกนักศึกษาทั่วประเทศให้ร่วมเคลื่อนไหวปล่อยตัวนักศึกษาที่ลงมือก่อเหตุลอบวางระเบิดเมืองนราธิวาส สุดท้ายเป็นงัยผลคือผู้ที่ถูกจับกุมยอมรับสารภาพว่าเป็นมือลอบวางระเบิดจริง ดั่งเช่นกับครั้งนี้ที่ยอมรับสารภาพถึง 4 ราย แค่เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนตัวแสดง แต่บทยังคงเดิมๆ กลุ่ม PerMAS ก็ยังคงใช้ลูกไม้เดิมๆ นี่คือหน้ากากของนักศึกษาในคราบโจร...น่าเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมเป็นที่สุด
กาแฟดำ:ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
08062558 สูตรปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง กับ ‘รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน’
โดย : กาแฟดำ
@ ความเห็น ของ " ฉันท์สหาย "
1. แค่โยนประเด็นถามสังคม
ก็ได้เห็น กรอบคิดของหลายฝ่าย
ส่วนใหญ่สะท้อนมาเพื่อตัวเองเป็นหลัก โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง
ฝ่ายนักวิชาการบางส่วน ก็ติด อคติ " เลือกตั้ง = ประชาธิปไตย "
รัฐบาลต้องแข็ง ประชาชนอ่อนแอ ก็ช่าง ไม่สนใจความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น
บางคน ก็ขอให้ได้ แสดงความเห็น มีชื่อโผล่หน้าสื่อ
2. มีพอมีประโยชน์บ้าง
ได้เห็นความคิดบางอย่าง โผล่ออกมาจากแม่น้ำ 5 สาย
ดูคล้ายๆกับ " พญานาค " โผล่ออกมาที่ผิวแม่น้ำโขง
3. ด้านสื่อ ก็สะท้อนความคิดแคบๆ ที่ยังไม่ได้ปฏิรูป
มีบางสื่อ ก็ยังพอไปวัดไปวาไปโบสถ์ได้
4. แต่ทั้งหมด ทำให้เห็นว่า
คนมีอุดมการณ์ ยังจะต้องเดินทางอีกยาวไกล
และต้องคิด เอาจริงเอาจัง ให้มากกว่านี้
ใครจะเอาด้วยตามมา
..........................
จะบอกว่าเป็นความบังเอิญ หรือเป็นเรื่องทำให้เห็นว่าบังเอิญก็แล้วแต่
ความเคลื่อนไหวของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
(สปช.) บางกลุ่มให้มีการ “ปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง” กับคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “ถ้าจะให้อยู่ต่อก็ไปถามประชาชนกันเอง” ช่างสอดคล้องต้องกันอะไรเช่นนั้น
แรกเริ่มที่ได้ยินข้อเสนอ “ปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้ง” ก็ยังงงๆ อยู่ว่า
ในทางปฏิบัติหมายถึงอะไร
แปลว่า คสช., สปช. กับ สนช. และรัฐบาล
จะอยู่ต่ออีกสองปีแล้วจึงจะมีการเลือกตั้งใช่หรือไม่
ถ้าอย่างนั้น หัวหน้า คสช. และนายกฯจะต้องออกมาแก้ Roadmap
ที่วางเอาไว้อย่างไร จะอ้างเหตุผลอันใด
และมีอะไรรับรองว่าสองปีจะเห็นผลการปฏิรูปอย่างแท้จริง
อะไรเป็นไม้วัดความสำเร็จหรือล้มเหลวของการปฏิรูปในสองปี?
ยิ่งจะมีความงงงันมากขึ้นเมื่อมีข้อเสนอจาก สปช. บางท่านว่า
การจะให้ปฏิรูปสองปีก่อนเลือกตั้งนั้นควรจะถามความเห็นประชาชน
และการถามความเห็นประชาชนก็ควรจะใช้วิธีทำประชามติ
ก็ไหนๆ จะทำประชามติเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแล้ว
ก็ใส่คำถามเรื่องปฏิรูปสองปีก่อนเลือกตั้งเข้าไปในประชามติเสียเลย
นี่คือข้อเสนอของ สปช. ที่ต้องการจะทำทั้งสองเรื่องควบคู่กันไป
เพราะ สปช. ที่ผลักดันเรื่องนี้ไม่อยากจะเป็นคนเสนอเอง
ต้องการให้เป็นเรื่องของประชาชน
ซึ่งบางเสียงก็บอกว่าอาจจะมีการล่ารายชื่อของประชาชนเพื่อให้มีการทำประชามติเรื่องนี้
คนที่ผลักดันเรื่องนี้ไม่ต้องการจะได้ชื่อว่าพยายามจะให้ คสช. และรัฐบาลของ นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา “สืบทอดอำนาจ”
นักข่าวถามนายกฯ เรื่องจะอยู่ต่อ
นายกฯไม่ได้ปฏิเสธ แต่บอกว่าท่านไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ
แต่ถ้าจะให้ทำงานต่ออีกระยะหนึ่ง ก็พร้อม
แต่ต้องให้ประชาชนส่งเสียงออกมาให้ชัดเจน
และยังบอกว่าใครก็ตามที่ผลักดันเรื่องนี้
ต้องไปช่วยอธิบายกับคนไทยและต่างประเทศให้เข้าใจเสียด้วย
เพราะแน่นอนว่าจะต้องมีคนที่คัดค้านเรื่องนี้
เพราะเท่ากับเป็นการทำผิดสัญญาที่เขียนไว้ใน Roadmap
เดิมว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านขั้นตอนทั้งหลาย
ซึ่งตีความกันมาตลอดว่าเร็วที่สุดคือไตรมาสแรกของปีหน้า
และช้าที่สุดก็คือไตรมาสที่สามของปีหน้า
แต่หากต้องทำการปฏิรูปสองปีก่อนแล้วจึงมีการเลือกตั้ง
ก็แปลว่าจะต้องมีการแก้ไขเรื่องใหญ่ๆ ทั้งหมด
โดยที่ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น
โดยได้รับฉันทามติของคนไทยส่วนใหญ่ได้อย่างไร
มีคำถามว่าถ้าจะทำอย่างนั้นก็เขียนระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่าอย่างไร
คำถามต่อมาก็คือว่า
สองปีที่จะปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้งนั้น
ใครจะเป็นผู้ประเมินว่าการปฏิรูปทุกๆ ด้านของประเทศ
ได้บรรลุถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้หรือไม่อย่างไร
เพราะไม่มีใครตอบได้ว่า
การปฏิรูปที่จะทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้งนั้นจะวัดกันด้วยสูตรไหน
ใครเป็นคนบอกว่าสองปีจะทำได้ และ
ใครจะเป็นคนฟันธงว่าสองปีแล้วการปฏิรูปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่อย่างไร
แน่นอนว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เป็นห่วงว่าหากมีการเลือกตั้งตามกำหนดเดิม นักการเมืองที่เข้ามาอาจจะเอาข้อเสนอเรื่องปฏิรูปทิ้งถังขยะเลยก็ได้
เพราะข้อเสนอปฏิรูปหลายข้อเป็นการปรับเปลี่ยนกฎกติกาที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของนักการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้
ความห่วงกังวลเรื่องนี้มีผลทำให้เชื่อกันว่าหากทำตาม Roadmap เดิม
ความพยายามจะปฏิรูปบ้านเมืองก็จะไร้ผล
และการรัฐประหารครั้งนี้ก็จะ “เสียของ” อีกรอบหนึ่ง
ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศชาติ
อย่างที่อ้างเป็นเหตุผลของการก่อรัฐประหารแต่อย่างใด
แต่การกระทำใด ๆ ที่ตีความได้ว่าเป็นการ “สืบทอดอำนาจ” ของ คสช.
ก็จะเปิดจุดอ่อนให้มีการโจมตีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกเช่นกัน
ดังนั้น จึงควรจะต้องมีสูตรของ “รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน”
ที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างแท้จริง
เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใส, ยุติธรรมและตรวจสอบได้อย่างเปิดเผย
สูตรที่ว่านี้เป็นอย่างไร
ผมเชื่อว่าผู้รู้ในบ้านเมืองมีมากมาย
หากมีจิตใจมุ่งทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติที่แท้จริง
ยอมเสียสละ และไม่ชิงความได้เปรียบทางการเมือง
ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะถกแถลงเพื่อหาข้อสรุปได้
ปปช.คดีเยียวยาแดงนัดยิ่งลักษณ9มิ.ย.
08062558 ปปช.จัดลำดับ'ยิ่งลักษณ์-อดีตครม.' เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
Lady first นำโดย นส.นายกยิ่งลักษณ์
ตามด้วย Gentelman Bad man - Bad boy
ตบท้ายด้วย Lady นางนลินี ทวีสิน อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ป.ป.ช.จัดลำดับ"ยิ่งลักษณ์-อดีตครม." เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
พร้อมเปิดโอกาส แจงเบื้องต้น ปมจ่ายเงินเยียวยามิชอบ 9 มิ.ย.นี้
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า
จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีรวม34ราย
กรณีจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง
พ.ศ.2548 - 2553 โดยมิชอบ
และเมื่อ ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือ แจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาทุกราย เพื่อให้ทยอยมารับทราบข้อกล่าวหาและให้ถ้อยคำในเบื้องต้นระหว่างวันที่9-30มิ.ย.นี้นั้น
สำหรับกำหนดการที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามารายงานตัวที่สำนักงาน ป.ป.ช.ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรีในวันที่9มิ.ย.นั้น
จะเริ่มต้นเวลา09.00น.โดยกำหนดการแรกเป็นของน.ส.ยิ่งลักษณ์
และกำหนดการภายในวันเดียวกันเป็นของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
ลำดับถัดไปเป็นของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ,
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง,
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ
นางนลินี ทวีสิน อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ






