PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

'ยิ่งลักษณ์' เดินสายอีสาน ตระเวนไหว้พระ ชาวบ้านแห่รับขวัญทำบายศรี

'ยิ่งลักษณ์' เดินสายอีสาน ตระเวนไหว้พระ ชาวบ้านแห่รับขวัญทำบายศรี

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ค. 2558 14:51

"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกฯ เดินสายภาคอีสาน ตระเวนไหว้พระตามคำเชิญเจ้าอาวาส เริ่มจากวัดปากน้ำ จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านแห่มาต้อนรับแน่น จัดพิธีบายศรีฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางไปต่อศรีสะเกษ ในอีกวัน...

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาไหว้พระ ที่วัดปากน้ำ (บุ่งสระพัง) ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.อุบลราชธานี จ.อำนาจเจริญ จ.ยโสธร และ จ.ศรีสะเกษ พร้อมชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางมาต้อนรับเป็นจำนวนมาก โดยมีการจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญที่วัดปากน้ำ พร้อมปลูกต้นไม้พะยูง 2 ต้น และช่วงบ่ายเดินทางไปไหว้พระที่วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อความเป็นสิริมงคลและเดินทางไป “สามพันโบก” บ้านโป่งเป้า หมู่ที่ 4 ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขง จากนั้นในวันที่ 7 ก.ค. อดีตนายกฯ จะเดินทางไปจังหวัดศรีสะเกษต่อไป

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางมาไหว้พระตามวัดต่างๆ ตามคำเชิญของเจ้าอาวาส ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าอาวาส มักจะเป็นผู้เชิญผ่านทางอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย หรือญาติพี่น้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และใช้โอกาสดังกล่าวนัดรับประทานอาหารร่วมกัน เนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถที่จะจัดกิจกรรมทางการเมืองเพื่อพูดคุยหารือกันได้

วงแตก.....ข่าวลือหมื่นล้าน..นักศึกษา .!!!!

วงแตก.....ข่าวลือหมื่นล้าน..นักศึกษา .!!!!
พลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. อารมณ์เสีย ให้สัมภาษณ์แค่ 3 นาที หลังถูกรุมซักเรื่อง14นักศึกษา และปูดข่าวลือ โอนเงินหมื่นล้านไปเก็บสิงคโปร์ เตือนสิ่อเลิกถามเรื่องเกี่ยวกับนักศึกษา ได้แล้ว จะถามให้มีเริ่อง ให้อารมณ์เสียให้มันวุ่นวายขึ้นมาให้ได้หรือไง ยันยึดตามกฏหมาย ขึ้นศาลทหาร เหมือนคนอื่น ทั้งพวกผิด ม.112 และขัดคำสั่ง คสช. เพราะคำสั่งคสช. ทุกฉบับเป็นกฏหมาย ....ยันปัญหานศ.ต้องแก้ด้วยกม.กระบวนการยุติธรรม ยันศาลทหารใช้ในยามไม่ปกติใช้อำนาจพิเศษ เขาประกาศมาก่อน ไม่ใช่ประกาศหลังเกิดเหตุการณ์ แต่ดูว่าจะดูแลได้แค่ไหน ในกระบวนการยุติธรรม ยันใช้ศาลทหาร คดีนศ.เขาเขียนกม.มาก็จะแหกทุกดอกหรือไง เพราะทุกคนก็โดน ขึ้นศาลทหารเหมือนกัน ทั้ง ผิด ม.112 และ ขัดคำสั่ง คสช. ทำไมต้องให้พื้นที่ข่าวทุกวันๆ ชอบเหรอ มันจะได้ปลุกขึ้นมาทั้งประเทศหรือไง
นายกฯเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันใด
วงแตก จบข่าว....

ข้อมูล : จากเพจ วาสนา



ผบทบ. ยันรัฐบาล-คสช.ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร มองนักศึกษาเป็นลูกหลาน แต่เมื่อทำผิดกฎหมายจำเป็นต้องดำเนินการ.

ผบทบ. ยันรัฐบาล-คสช.ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร แถมมองนักศึกษาเป็นลูกหลาน แต่เมื่อทำผิดกฎหมายจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกม.เพราะเตือนมาหลายครั้งแล้ว และหากปล่อยไว้ อาจพัฒนาจนรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ นำไปสู่ความเสียหายต่อชาติได้ในอนาคต เชื่อประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ ติงอาจารย์หนุน14นศ. บางคนทำด้วยความบริสุทธิ์ใจแต่บางคนก็มีนัยยะแอบแฝง ขอทุกฝ่ายช่วยกันทำสงบสุข ขอร้องอย่าสนับสนุนในสิ่งที่ผิด ยกวาทะนักวิชาการเทียบปัญหาชาติ เหมือนหมอกำลังจะผ่าตัดคนไข้ แต่มีคนหยิบมีดหมอออกไป เหมือนนายกฯ-คสช.เร่งทำให้เกิดประชาธิปไตยเร็วแต่มีบางคนขัดขวาง

พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผบทบ./เลขาธิการ คสช./รมช.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีจับกุมนักศึกษา14 คน ว่า เพราะชุมนุมกระทำการผิดกฎหมายและขัดคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาลต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย หลังจากได้ใช้พูดคุย ประนีประนอม มาตามลำดับแล้ว
"รัฐบาลไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ทั้งยังมองว่านักศึกษาทั้งหมดเป็นลูกหลาน แต่เมื่อทำผิดกฎหมาย ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการ เพราะได้ตักเตือนมาแล้วหลายครั้ง และหากปล่อยไว้ อาจจะเกิดการพัฒนา จนรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ และอาจนำไปสู่ความเสียหายของประเทศชาติได้ในอนาคต"

ผบทบ.มั่นใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ดี แต่อาจไม่ได้ออกมาแสดงออกให้เป็นประเด็นเหมือนกับฝ่ายที่ต่อต้าน และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จะสามารถดูแลความสงบสุขเรียบร้อยได้ อีกทั้งตอนนี้หลายฝ่ายต่างกำลังช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสมกับนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดี เหล่านี้

ส่วนกรณีที่อาจารย์ออกมาสนับสนุนนักศึกษา และโจมตีรัฐบาล และคสช.ที่จับกลุ่ม 14 นักศึกษานั้น พลเอก อุดมเดช เชื่อว่าบางคนทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่บางคนก็มีนัยยะแอบแฝง จึงขอว่า อะไรที่เราต้องช่วยกันให้ประเทศเดินหน้าไปได้ก็ขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายช่วยกันด้วยให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

ส่วนมาตรการการดูแลความสงบเรียบร้อยต่อกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่างจังหวัดนั้น ผบทบ.กล่าวว่า การแสดงออก สามารถทำได้ เป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ขอให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ใช่ทำสิ่งที่ละเมิดต่อกฎหมายและคำสั่ง คสช.

พลเอก อุดมเดช เผยว่า ส่วนตัวได้ดูรายการทางโทรทัศน์และมีนักวิชาการท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า หมอกำลังจะผ่าตัดคนไข้ แต่มีคนหยิบมีดหมอออกไป ก็เช่นเดียวกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราในขณะนี้ ที่ประเทศกำลังจะเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง นายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าทหาร ตำรวจ ทุกคน กำลังทำหน้าที่และต้องการให้ประเทศเกิดประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด แต่มีบางกลุ่มขัดขวาง จึงขอร้องว่า ทุกคนอย่าสนับสนุนในสิ่งที่ผิด ต้องช่วยกันดูแลรักษาความเรียบร้อย เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขของบ้านเมือง

ผบ.ทบ.ยัน 14 นักศึกษา ไม่ได้เป็นศัตรู แต่ถ้าทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมาย ปล่อยไว้จะบานปลายสู่หายนะ เผยหาช่องใช้กฎหมายเยาวชนผ่อนหนักเป็นเบา เตือนพวกโหนกระแสให้หยุดพฤติกรรม ขออาจารย์อย่าหนุนลูกศิษย์ “เห็นผิดเป็นชอบ”

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก / เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าว ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนักศึกษา 14 คนครบฝากขังผลัดแรกในวันที่ 7 ก.ค.นี้ว่า เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงไม่ได้มองนักศึกษาเป็นศัตรู นักศึกษาก็เป็นลูกหลาน ผมเห็นภาพของแต่ละคนอายุก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องศึกษาเล่าเรียนและเป็นอนาคตที่ดีของชาติได้ต่อไป

แต่การที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนักศึกษาจำนวน 14 คนนั้นเพราะมีการปฏิบัตินอกกรอบ มีส่วนที่ก่อให้เกิดความไม่สงบและขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อระเบียบที่ คสช.วางไว้เพื่อให้เกิดความสงบ

โดยก่อนหน้านี้ก็เริ่มต้นด้วยการตักเตือนมาตามลำดับ แต่ก็ยังกระทำในสิ่งที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ และความมั่นคงในอนาคต สุดท้ายปล่อยให้กฎหมายดำเนินการ โดยทางฝ่ายความมั่นคงได้มอบหมายให้ทางตำรวจไปดำเนินการ ภายใต้การกำกับการดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ที่รับคำสั่งมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
“เรื่องนี้จะปล่อยปละละเลยไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมายและคำสั่งของ คสช.ที่ระบุไว้ ไม่เช่นนั้นปัญหาจะพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปนำไปสู่กลุ่มก้อนที่มากมายและเกิดความไม่สงบ
เราเห็นหายนะที่อยู่เบื้องหน้าคงไม่อยู่เฉยๆ และปล่อยปละละเลยไป ตนมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจดี แต่ไม่ได้แสดงออก จะมีแสดงออกก็เพียงบางกลุ่มที่เห็นว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษา จะเป็นตัวนำกลายเป็นประเด็นในสิ่งที่จะต่อต้านและต่อสู้รัฐบาล ขอยืนยันว่าทางรัฐบาลและ คสช.ไม่ได้มองเห็นประชาชนทุกกลุ่มเป็นศัตรู จึงไม่ได้ต่อสู้กับใคร เพียงแต่ต้องดูแลความสงบให้เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องในอนาคต”
สำหรับกรณีนักศึกษาทั้ง 14 คนที่ถูกควบคุมตัวนั้น ต้องปล่อยให้เป็นตามขั้นตอนตามกฎหมาย ทางตำรวจก็ต้องดำเนินการต่อไปเพื่อไปสู่ศาลทหาร การรวบรวมสำนวนต่างๆ ต้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้มีคนออกมาแสดงความคิดเห็นมาพอสมควรแล้ว

พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า นักศึกษาทั้ง 14 คน แน่นอนว่าจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ด้วยความเป็นนักศึกษา เป็นเยาวชน ทางออกยังพอมี ในส่วนที่จะพิจารณาในกรณีที่เป็นเยาวชน โทษทัณฑ์ต่างๆ ก็คงไม่มากมายอะไร แต่เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย ตนไม่ขอก้าวล่วง แต่ในแง่มุมของกฎหมายสามารถพิจารณาได้จากการเป็นเยาวชนอยู่ได้บ้าง ผมคิดว่าทางฝ่ายกฎหมาย ตำรวจ และศาล ตลอดจนถึงผู้ควบคุมทางฝ่ายกฎหมาย คงจะมองกรณีนี้อยู่และเร่งคิดหาทางออกที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ฐานความผิดมีอยู่จริง กลุ่มที่ต่อต้านก็โหนกระแสเข้ามา คณาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ดีๆ หลายท่านคิดด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมก็ทราบ ไม่อยากให้ทำอะไรที่รุนแรง เชื่อว่าทางผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็ฟังอยู่และหาหนทางที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา แต่จะให้ยกไปเสียเลยก็ทำไม่ได้เพราะเป็นกฎหมาย บางท่านบริสุทธิ์ใจ บางท่านจะมีอะไรอยู่หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ แต่หลายท่านที่มีชื่อออกมาแสดงความคิดเห็นก็ย่อมรู้ว่าคิดเห็นอย่างไร แต่ขอว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อยขอให้ช่วยกัน
“บางคนก็กระโดดเข้าสู่กระแส โหนไปตามกระแสนั้นๆ เชื่อว่าจะเป็นจุดหนึ่งที่จะทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย หรือรัฐบาลกระเพื่อม ขอให้หยุด ขอเถอะครับ ครูบาอาจารย์ ผมก็เคารพรัก เจอกันภายนอกก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทาย ไม่ได้เป็นศัตรูกัน บางอย่างท่านเอาไปให้ข้อคิดเห็นสนับสนุนจนทำให้คิดว่าสิ่งที่ไม่ดีเป็นสิ่งดี ซึ่งมันไม่ใช่เวลานี้ มีอยู่ท่านหนึ่งพูดผ่านสื่อโดยเปรียบเทียบว่าหมอกำลังจะผ่าตัดคนไข้ และมีคนไปดึงมีดผ่าตัดของคุณหมอออกมา ไม่ให้คนป่วยพ้นจากโรคภัย เทียบกับสถานการณ์ตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่มีคนไปยื้อไว้ ขออย่าสนับสนุนเลย ให้รัฐบาลมีเวลา มีโอกาสทำงานต่อไป อีกไม่นานจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นำไปสู่การเลือกตั้ง ทุกคนอยากไปถึงตรงนั้นทั้งหมด นายกฯ เอง ตำรวจ ทหาร”
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเคลื่อนไหวตาม 14 นักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวเริ่มลามไปในจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน จะรับมืออย่างไร พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เท่าที่ทราบมีที่ จ.เชียงใหม่ ที่มีส่วนหนึ่งสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักศึกษา 14 คน ประมาณ 30-40 คน รวมกับมวลชนในพื้นที่อีกเท่าตัวกลายเป็น 100 กว่าคน ก็ผสมปนเปกันไป แต่ยังดีว่ายังรับฟังเจ้าหน้าที่ที่ไปขอร้องว่า สามารถแสดงออกได้ แต่ให้อยู่ในห้วงเวลาที่เหมาะสม เขาก็แยกย้ายกันไป ตนก็อยากให้ช่วยกัน แสดงออกให้อยู่ในกรอบพอที่จะรับได้ สามารถทำได้พอเหมาะพอควร แต่ถ้าเป็นการแสดงออกที่มากเกินไปเหมือนในช่วงที่ผ่านมา เช่นไปเขียน หรือนำสิ่งต่างๆ ไปปิดรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แสดงมารยาทไม่ดีก็ต้องเข้าไปสู่กฎหมาย

นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ที่เห็นว่าการดำเนินการต่างที่กลุ่มนักศึกษากระทำจะทำให้เกิดความไม่สงบ มีการแสดงสัญลักษณ์โดยการติดกระดาษให้ยุติ ขอร้องให้หยุดเคลื่อนไหว ก็ถือเป็นเรื่องดี ตนก็ไม่อยากให้คน 2 กลุ่มนี้มาสู่การปะทะทางความคิดเห็น แต่อยากให้นักศึกษาที่เคลื่อนไหวได้รับทราบความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ด้วยว่าคิดเห็นอย่างไรต่อการกระทำดังกล่าว


"เกลียดผมได้ แต่อย่าเกลียดประเทศ"

"จะมีใครบ้า มายืนตรงนี้เพื่อให้คนเกลียด"....
นายกฯบิ๊กตู่ ใส่ชุดข้าราชการทุกวันจันทร์ เปิดทำเนียบรัฐบาล ร่วมยินดีกับส่วนราชการที่ได้รางวัลPublic Service ของUN เผย ขอไว้ใจรัฐบาลเดินตามโรดแมพ รับรองไม่อยู่นานหรอก เปรย ไม่มีใครมาชมผม นอกจากครอบครัว ลูกเมีย ไม่มีใครมาให้รางวัล แต่ภูมิใจ ข้าราชการได้รางวัลเพราะทำให้ประชาชน แต่ผมไม่เคยหวังรางวัล เสียงชื่นชมใดๆ ใครจะมาชมผม นอกจากลูกเมีย ก็ภูมิใจแล้ว ไมได้หวังจะเป็นเหมือน ไอน์สไตน์ คงมีคนเดียวในโลกเท่านั้น เปรยมีบางสื่อบอก ผมถอยหลัง ผมว่า ไม่ใช่ เอาอย่างประเทศอื่น ก็ไม่ใช่ คนไทยสบายมากว่า 200ปีแล้ว ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ต้องรีบร้อน สภาพอากาศ สบาย มาตอนนี้มีพายุลมปาก ตีกันยิ่งกว่าไซโคลน ดีเปรสชั่นอีก

"เกลียดผมได้ แต่อย่าเกลียดประเทศ ไม่ชอบผมไม่ว่า แต่ผมตั้งใจ จะมีใครบ้า มาเพื่อให้คนเกลียด แต่ผมเกลียดประเทศไม่ได้ไง เลยจำเป็นต้องมา ไม่งั้น ประเทศเราล้ม เป็นfailed state ผมเข้ามาทำให้ ประเทศ ผมไม่เคยรังเกียจ ปชต.แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ
"เกลียดผมได้ แต่อย่าเกลียดประเทศ ไม่ชอบผมไม่ว่า แต่ผมตั้งใจ จะมีใครบ้า มายืนตรงนี้เพื่อให้คนเกลียด แต่ผมเกลียดประเทศไม่ได้ไง":พลเอก ประยุทธ์

"ผมไม่ใช่ศัตรูใคร ไม่เคยใช้อำนาจไม่รังแกใคร ลดความขัดแย้งลงบ้าง ประเทศเรามัน collapse มาแล้ว ถ้าท่านรู้อย่างที่ผมรู้ จะรู้ ผมจะทำให้ดีที่สุด จะชอบไม่ชอบผม แต่ขอเวลาแล้วกัน ไม่เอากม.ไปเพิ่มความขัดแย้ง ขอเวลาอึกไม่นานนักหรอก รธน.ออก ก็ต้องมีเลือกตั้ง ผมจะไปทำอำะไร นี่ให้ปชต.ไม่งั้นผมเขียนเองหมดแล้ว แต่นี่ผมเปิดหมด ระบุในโซเชี่ยลฯ ก็มีข่าว หาว่าผมส่งเงินหมื่นล้านไปสิงคโปร์ รู้ต้นตอแล้ว มาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมจะเอามาจากไหน ถ้า มีขนาดนั้น ผมไม่มานั่งอยู่อย่างนี้หรอก ให้ปวดหัว โน่นไปดูคนที่มีเป็นแสนๆล้านโน่น
ทั้งนี้ ในการกล่าวในงานยืนดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัล Public Setvice ของ UN นายกฯ ปูดออกมาเองว่า "ในโซเชี่ยลฯ ก็มีข่าว หาว่าผมส่งเงินหมื่นล้านไปสิงคโปร์ รู้ต้นตอแล้ว มาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมจะเอามาจากไหน ถ้า มีขนาดนั้น ผมไม่มานั่งอยู่อย่างนี้หรอก ให้ปวดหัว โน่นไปดูคนที่มีเป็นแสนๆล้านโน่น" ก่อนตบท้าย มุข อ้อน"ยกโทษให้ผมเถอะ ที่ ถ้าไม่ใช่ผม ใครจะทำมั้ย มันเสี่ยงนะ"


คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.

คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
5 กรกฎาคม 2558 15:00 น. (แก้ไขล่าสุด 6 กรกฎาคม 2558 10:43 น.)
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
        เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เริ่มขยับระดมพลวันที่ 9 ก.ค.นี้ ลงชื่อยื่นบิ๊กตู่ถอน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับของกระทรวงพลังงานออกจากการพิจารณาของกฤษฎีกาและหรือ สนช. พร้อมไปแสดงตนต่อที่รัฐสภา ส่วนต่างจังหวัดให้ทำหนังสือคัดค้านถึงผู้ว่าราชการทุกแห่ง ยันไม่ได้ต่อต้านรัฐบาล
       

      
       นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เปิดเผยว่า คปพ.ได้เปิดแถลงการณ์เพื่อรวมพลังงานประชาชนไทยกู้วิกฤตพลังงานครั้งสำคัญ ด้วยการขอเชิญชวนประชาชนร่วมเดินทางมาลงชื่อเพื่อเสนอต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ถอนพระราชบัญญัติปิโตรเลียมฉบับกระทรวงพลังงานออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 9 ก.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.30 น.เป็นต้นไป และหลังจากนั้นจะเดินทางไปแสดงตนต่อที่รัฐสภาเพื่อเข้าชื่อร่วมกันเสนอ สนช.หยุดยั้งกฎหมายดังกล่าวต่อไปเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
      
       “ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมฉบับที่ (…) พ.ศ. …และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมรวม 2 ฉบับของกระทรวงพลังงานได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ไปแล้ว และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะส่งไป สนช.เพื่อตราเป็นพระราชบัญญัติใช้ต่อไปนั้น ที่ผ่านมา คปพ.ได้คัดค้านและทำหนังสือถึงนายกฯ ไปแล้ว ด้วยการขอให้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกจากการพิจารณาของกฤษฎีกาทันที และนำร่างกฎหมายที่จัดทำโดยเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) เสนอต่อ ครม.เพื่อจัดทำประชาพิจารณ์ในร่างกฎหมายของภาคประชาชน แต่จวบจนขณะนี้คำร้องขอของประชาชนยังคงถูกเมินเฉย” นายปานเทพกล่าว
      
       นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลังและแกนนำ คปพ. กล่าวว่า เป็นความเสี่ยงของรัฐบาลนี้หากปล่อยให้กฎหมายดังกล่าวผ่านออกไปด้วยมีความไม่โปร่งใสหลายด้าน ทั้งการเร่งรีบโดยไม่ยอมรับร่างกฎหมายของภาคประชาชนทั้งที่รัฐบาลเองก็สั่งให้มาทำการศึกษาร่วมกัน ขณะเดียวกันไม่มีการนำเสนอกลับมายัง ครม.ให้พิจารณาอีกครั้ง และที่สำคัญสุดรัฐบาลจะเสี่ยงที่อาจจะเกิดการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงที่สืบเนื่องจากกฎหมายกระทรวงพลังงานฉบับนี้ค่อนข้างสูง เนื่องจากกฎหมายกระทรวงพลังงานที่เขียนไว้เป็นการเปิดให้มีการใช้ดุลพินิจการให้เอกชนได้สิทธิ์สำรวจปิโตรเลียมทำให้กระบวนการจะนำไปสู่ความไม่โปร่งใส
      
       ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แกนนำ คปพ. กล่าวว่า กฎหมายปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานมีการชิงออกก่อนโดยไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแต่กลับเพิ่มปัญหา เช่นด้านภาษีด้านปิโตรเลียมมีมาตรฐานต่ำกว่าประมวลรัษฎากร แต่กลับลดภาษีเงินได้ปิโตรเลียมลงจาก 50% เหลือ 20% ของกำไรสุทธิ
      
       นายอิฐบูรณ์ อ้นวงศา แกนนำ คปพ. กล่าวว่า ขอให้ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดร่วมคัดค้านกฎหมายปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานได้ด้วยการทำหนังสือส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งในวันเดียวกัน อย่างไรก็ตาม กฎหมายของกระทรวงพลังงานแม้ว่าจะมีการเปิดช่องให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC แต่กลับพบว่ามีมาตรฐานต่ำกว่าประเทศอาเซียนแม้ว่ากระทรวงฯ ได้พยายามชี้ให้เห็นว่าใช้โมเดลของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) แต่หากพิจารณาจะพบว่ารัฐโดยปิโตรนาสของมาเลเซียได้ประโยชน์จริง แต่ไทยเป็นการยกให้เอกชนรับไปอีกทอดหนึ่ง ที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นระบบสัมปทาน
      
       พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี แกนนำ คปพ. กล่าวว่า หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านไปได้รัฐบาลเองก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่ภาคประชาชนเรียกร้องเป็นการรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ ดังนั้นหากจะมีการนำตัวไปปรับทัศนคติก็พร้อมแต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการต่อต้านรัฐบาล
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
        แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘
       เรื่อง รวมพลังประชาชนไทย กู้วิกฤติพลังงานครั้งสำคัญ 
      
       ตามที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้รับทราบว่าวาระการประชุมของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ มีการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ....ไปแล้ว ๑ ครั้ง ในขณะที่ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ.... ของกระทรวงพลังงานยังไม่มีความแน่ชัดว่าอยู่ในขั้นตอนใด ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวกระทรวงพลังงานได้นำเสนอร่างตั้งแต่วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการไปตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบกับนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ว่า กฎหมายร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมนี้ และสามารถเดินหน้าให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ ๒๑ ได้ทันที
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรี ได้ลงมติว่า
       “๑. อนุมติหลักการร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่....) พ.ศ.... และร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ.... รวม ๒ ฉบับ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป”
       แสดงว่า กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวเมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จะไม่ส่งกลับคืนมายังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาขอความเห็นชอบใดๆ อีก และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อตราเป็นพระราชบัญญัติเป็นลำดับต่อไป
      
       ทั้งนี้ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้เคยนำส่งหนังสือถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘ เรื่อง คัดค้านร่างแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม และร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้สรุปรายงานว่า กฎหมายทั้งสองฉบับ ที่เสนอโดยกระทรวงพลังงาน และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้น ยังไม่สามารถรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนได้ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยช่องโหว่อย่างมาก ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบที่อาจทำให้เกิดการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างมหาศาล
      
       เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จึงได้คัดค้านร่างกฎหมายทั้งสองฉบับที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมแต่ประการใด และเป็นกฎหมายที่ไม่ฟังเสียงแม้กระทั่งผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พระราชบัญญัติ ปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ และ พระราชบัญญัติ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้ขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แสดงความจริงใจด้วยการปฏิบัติตามพันธะสัญญาที่มีต่อเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เกษียณหนังสือเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ว่า “ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใสและเป็นธรรม” ด้วยการทบทวนให้มีการถอนร่างกฎหมายทั้งสองฉบับออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยทันที และขอให้นำร่างพระราชบัญญัติ การประกอบกิจการปิโตรเลียม พ.ศ..... และ ร่างคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ .../๒๕๕๘ เรื่องการจัดหาทรัพยากรปิโตรเลียมในราชอาณาจักรซึ่งจัดทำโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การเห็นชอบและจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ในร่างกฎหมายของภาคประชาชนดังกล่าวต่อไป
      
       แต่จวบจนถึงปัจจุบันคำร้องขออย่างมีเหตุผลและข้อเสนออย่างสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติของภาคประชาชนกลับถูกเมินเฉย ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น จึงทำให้ร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว กำลังเดินหน้าเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามคำสั่งของรัฐบาลภายใต้การนำและความรับผิดชอบของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี โดยมิได้มีการยับยั้งแต่อย่างใด
      
       แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำมั่นสัญญาของนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชนว่า “ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใสและเป็นธรรม”
      
       ในช่วงเวลาที่ใกล้หมดอายุสัมปทานแปลงปิโตรเลียมที่ปวงชนชาวไทยรอคอยมานานกว่า ๔๔ ปี ซึ่งถือเป็นวาระอันสำคัญที่สุด ที่ประเทศชาติจะได้นำทรัพยากรปิโตรเลียมมาเป็นทรัพยากรของชาติและปวงชนชาวไทยในช่วงเวลาช่วงเดียวที่เรายังมีชีวิตอยู่ ให้มีความยั่งยืนมั่งคั่งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจากข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมของ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) แต่กระทรวงพลังงานกลับลักหลับเสนอกฎหมายปิโตรเลียมเช่นนี้ ย่อมจะนำไปสู่วิกฤติครั้งสำคัญของประเทศชาติหลายประการ เช่น การที่ประเทศไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์จากแปลงปิโตรเลียมที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรไทยถึง ๓๙ ปี สูญเสียอำนาจอธิปไตยทางศาลให้ผ่านกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการในต่างประเทศ เปิดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ โดยไร้หลักเกณฑ์ที่จะใช้ระบบสัมปทาน หรือ ระบบแบ่งปันผลผลิตก็ได้ อาจทำให้เกิดการใช้ดุลยพินิจ หรือการต่อรองผลประโยชน์ส่วนตน หรือความไม่โปร่งใสได้ง่าย นอกจากนี้ยังไม่มีหลักประกันใดๆ ในร่างกฎหมายดังกล่าวที่จะให้เกิดการประมูลแข่งขันเพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด
      
       กฎหมายที่เสนอโดยกระทรวงพลังงาน ไม่ได้สร้างอำนาจต่อรองในทางยุทธศาสตร์ให้แก่ประเทศชาติเพิ่มสูงขึ้นแต่ประการใด มีแต่การสร้างอำนาจต่อรองให้กับเฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่มที่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจในการปิดห้องเจรจาทีละรายโดยปราศจากการประมูลแข่งขันอย่างโปร่งใส ซึ่งผิดหลักธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง อันอาจนำไปสู่การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างมหาศาล กฎหมายทั้งสองฉบับซึ่งนำเสนอโดยกระทรวงพลังงานจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการปิโตรเลียม ที่จัดทำขึ้นโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) อันคำนึงถึงการเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศชาติเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ
      
       ภายใต้สิทธิพลเมืองต่อการมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะซึ่งมีผลต่อคนไทยทุกคน เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้ห่วงใยชาติบ้านเมืองมาร่วมกันทำหน้าที่ให้มากที่สุดเพื่อทำให้ปิโตรเลียมเป็นสมบัติของชาติและปวงชนชาวไทย ภายใต้หลักการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยการมาแสดงตนเพื่อเข้าชื่อร่วมกันเสนอร้องขอให้นายกรัฐมนตรี ถอนเรื่องกฎหมายปิโตรเลียมดังกล่าว ออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันพฤหัสบดีที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (กพร.) ตรงข้ามประตู ๔ ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา ๙.๓๐ น. เป็นต้นไป และหลังจากนั้นจะเดินทางไปแสดงตนต่อที่รัฐสภาเพื่อเข้าชื่อร่วมกันเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติหยุดยั้งกฎหมายดังกล่าวต่อไป
      
       ด้วยจิตคารวะ
       เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)
       วันอาทิตย์ ที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
       
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
       
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
       
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
       
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
       
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
       
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.
       
คปพ.ระดมพล 9 ก.ค.ยื่น “บิ๊กตู่” ถอนร่าง กม.ปิโตรเลียมฉบับ ก.พลังงานออกจากกฤษฎีกา-สนช.

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สัญญานศก.?ปลัดอำเภอปล้นร้านทองที่พะเยา

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา รับแจ้งมีเหตุคนร้ายบุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์ที่ร้านทองเอเชียในตัวเมืองพะเยา  จึงพร้อมด้วยตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองพะเยา รุดไปที่เกิดเหตุ ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นร้านทอง เลขที่ 520 ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา ชื่อร้านทองเอเชีย  พบคนร้ายกำลังต่อสู้กับเจ้าของร้านทองซึ่งเป็นผู้หญิง 3 คน และชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่ง  ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปควบคุมตัวคนร้าย  โดยคนร้ายซึ่งเป็นชายสูงราว 170 เซนติเมตร  ผิวขาวเหลือง  ถูกของแข็งตีที่บริเวณศีรษะเป็นแผลฉกรรจ์เลือดอาบทั้งตัว   ถูกตำรวจควบคุมตัว พร้อมของกลางอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ จำนวน 1 กระบอก และค้อน 1 อัน  ขึ้นรถไปทำการสอบสวน  และทำแผล   โดยทราบชื่อภายหลัง คือนายชัยสิทธิ์  กิตติพงษ์  ตำแหน่ง ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง ชำนาญการ) ช่วยราชการ อ.แม่ใจ   


จากการสอบสวน นางนุจรี  สุทธิกุลบุตร  อายุ 52 ปี เจ้าของร้านทอง  ซึ่งถูกคนร้ายยิงเฉี่ยวบริเวณสะโพกได้รับบาดเจ็บ  ระบุว่า  ขณะที่ตนและญาติอีก 2 คนซึ่งเป็นผู้หญิงนั่ง อยู่ภายในร้านทอง ก็ได้มีชายสวมหมวกกันน็อคเต็มใบ สวมเสื้อคลุมแขนยาวสีเขียวขี้ม้า  กางเกงขายาว เดินเข้ามาในร้าน ในมือถือค้อนพร้อมชักอาวุธปืนสั้นขึ้นมาข่มขู่ให้เปิดตู้  นำทองออกมาให้  แต่ตนเองและญาติที่อยู่ในเหตุการณ์อีก 2  คน ไม่ยอม  คนร้ายจึงยิงปืนข่มขู่  พร้อมกับทุบตู้กระจกหวังจะชิงทอง  ตนเห็นท่าไม่ดี  จึงได้ช่วยกันรุมเพื่อแย่งอาวุธปืน แต่คนร้ายกลับใช้ปืนยิงอีกราว 2 นัดกระสุนถูกบริเวณสะโพกของตนเองได้รับบาดเจ็บ  และเกิดการชุลมุนขึ้น ก่อนที่จะเรียกให้คนบริเวณใกล้เคียงให้มาช่วย ก่อนที่จะแย่งค้อนที่คนร้ายนำมาได้   จากนั้นได้ช่วยกันทุบศีรษะจนคนร้ายร่วงลงไปกองกับพื้นที่ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาล็อกตัวไว้ดังกล่าว  ส่วนญาติที่อยู่ในร้านทองอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บที่มือ และที่ใบหน้าเล็กน้อย 


ต่อมา นายนิมิต  วันไชยธนวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา  พร้อมด้วยนายสรธร  สันทัด  ปลัดจังหวัด  ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ  เบื้องต้นยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไร ส่วนแรงจูงใจการก่อเหตุในครั้งนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่  สำหรับร้านทองดังกล่าวเป็นร้านของพี่สาว  นายจรัส  สุทธิกุลบุตร  สปช.พะเยา  ซึ่งขณะเกิดเหตุตัวนายจรัส  ไม่ได้อยู่ภายในร้าน

เอกสารสั่งประกบฝ่ายต้าน

เพจของฝ่ายสนับสนุน 14น.ศ. เผยเอกสารสั่งการจากฝ่ายทหารในการประกบตัว น.ศ. และ อาจารย์ ที่สนับสนุน


ทหารพรานวิสามัญแก๊งยานรก7ศพคาสวนชา-ยึดเฮโรอีนล็อตใหญ่ 70 กก.

7 ศพเรียงเป็นตับ! ทหารพรานวิสามัญแก๊งยานรกคาสวนชา-ยึดเฮโรอีนล็อตใหญ่ 70 กก.
Cr:ผู้จัดการ
เชียงราย - ทหารพรานกองกำลังผาเมืองปะทะเดือดแก๊งขนยาเสพติด ยิงกันสนั่นสวนชาชายแดนเชียงราย วิสามัญคาราวานขนยาดับ 7 ศพ ยึดเฮโรอีนตราสิงโตคู่เหยียบลูกโลกได้ถึง 200 กว่าแท่ง น้ำหนัก 70 กก. พร้อมเร่งขยายผลล่าคนในขบวนการที่หนีไปได้บางส่วนต่อ
เช้ามืดวันนี้ (3 ก.ค.) พ.อ.อดุลย์ ลอยฟ้า ผบ.ฉก.ทพ.31 กองกำลังผาเมือง สั่งการให้ ร.อ.สมนึก วงษาไฮ ผบ.ร้อย.ทพ.3109 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จัดกองกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการ ออกสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดพื้นที่บ้านแม่จันหลวง ม.10 ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง หลังสืบทราบว่าจะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากชายแดน โดยใช้คาราวานเดินเท้ามาตามป่าเขาเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา
ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังไปดักซุ่มบริเวณถนนทางขึ้นป่า ซึ่งมีสวนชาของชาวบ้านปลูกอยู่ กระทั่งเช้ามืด เวลาประมาณ 05.00 น.เศษ ได้ตรวจพบกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คนเดินมาตามถนนที่เป็นทางเดินเท้าดินลูกรัง กำลังขึ้นเนินตรงไร่ชาดังกล่าว เจ้าหน้าที่เห็นกลุ่มคนดังกล่าวมีการพกพาอาวุธปืน และหลายคนแบกกระเป๋าเป้สีเขียวเป็นผ้าลักษณะเป็นกองคาราวานยาเสพติด จึงให้สัญญาณหยุดตรวจ พร้อมแจ้งให้วางอาวุธ
แต่ปรากฏว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวกลับแตกตื่น และใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อจะเปิดทางหลบหนีจึงเกิดการปะทะกันขึ้นนานกว่า 15 นาที จนเกิดเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ กระสุนของทั้งสองฝ่ายตกกระจายไปทั่วพื้น เมื่อสิ้นเสียงปืนเจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มชายฉกรรจ์บางส่วนได้ล่าถอยหลบหนีเข้าป่าไป
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบฝ่ายตรงกันข้ามเสียชีวิตจำนวน 7 ราย ทั้งหมดเป็นชาย คาดว่าอายุตั้งแต่ 30-40 ปี ลักษณะเป็นชาวเขาเผ่ามูเซอ แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าที่เป็นกางเกงขายาว และเสื้อแขนยาว สวมรองเท้าผ้าใบเดินป่า เสียชีวิตเรียงรายเป็นทางยาวตามแนวถนนดินลูกรัง และบางส่วนถูกยิงเสียชีวิตในไร่ชา
ตรวจสอบแต่ละศพพบว่าเกือบทั้งหมดแบกกระเป๋าเป้สีเขียวดังกล่าวเอาไว้บนหลัง เป้บางใบเปิดออกระหว่างการปะทะ และล้มลงบนพื้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบปรากฏว่า ภายในกระเป๋าต่างบรรจุยาเสพติดประเภทเฮโรอีนตราวงกลมสีแดงมีรูปสิงโตเหยียบลูกโลก และตัวอักษรว่า DUBLE UOGLOBE BRAND อยู่เต็มทุกใบ เจ้าหน้าที่จึงนำออกมาชั่งน้ำหนักพบว่ามีอยู่รวมกันทั้งหมดจำนวน 201 แท่ง น้ำหนักรวมกันประมาณ 70 กิโลกรัม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบปืนยาวอาก้า AK 47 ของคนร้ายที่ทิ้งเอาไว้ในที่เกิดเหตุจำนวน 1 กระบอก
ต่อมาทาง พล.ต.กษิดิศ หลักกรด ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง, พ.อ.ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผบ.ฉก.ม.2 กองกำลังผาเมือง ได้รับรายงานจาก ฉก.ทพ.31 ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรง ก็ได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังกันออกติดตามค้นหากลุ่มขบวนการที่เหลือ และขยายผลเพื่อติดตามจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายนี้ทั้งหมดต่อไปแล้ว


200 เจ้าของเรือ และอุตฯ เกี่ยวเนื่องประมงที่ปัตตานี บุกยื่น 4 ข้อผ่านผู้ว่าฯ จี้รัฐผ่อนปรนจับสัตว์น้ำได้

มาตามนัด! 
กว่า 200 เจ้าของเรือ และอุตฯ เกี่ยวเนื่องประมงที่ปัตตานี บุกยื่น 4 ข้อผ่านผู้ว่าฯ จี้รัฐผ่อนปรนจับสัตว์น้ำได้
กลุ่มผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จ.ปัตตานี มาชุมนุมตามนัดกว่า 200 คน หลังสักการะพระบรมรูป ร.5 ก็ยาตราเข้าสู่ศาลากลาง ยื่น 4 ข้อเรียกร้องผ่านผู้ว่าฯ ให้นำเสนอรัฐบาล เน้นแก้กฎหมาย และผอ่นปรนให้สามารถนำเรือออกจับสัตว์น้ำในทะเลได้
เช้าวันนี้ (3 ก.ค.) ที่บริเวณลานด้านหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 เขตเทศบาลเมืองปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี นายสุรัตน์ ธวัชสานนท์ แกนนำกลุ่มเรือประมงและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่อประมงในพื้นที่ จ.ปัตตานี ได้นำผู้ประกอบการเรือประมง และอุตสาหกรรมกว่า 200 คน รวมตัวแสดงพลัง พร้อมชูป้ายผ้า 11 ผืน มีข้อความสื่อถึงผู้ว่าฯ ปัตตานี และรัฐบาล ขอความเห็นใจให้แก่ผู้ประกอบการเรือประมงที่ยังไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงให้เรือประมงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้ถูกห้ามออกจับสัตว์น้ำในทะเลตั้งแต่วันที่1ก.ค.ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชุมนุมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประมงใน จ.ปัตตานีครั้งนี้ แกนนำได้นำดอกกุหลาบ พร้อมธูปเทียนไปสักการะอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ด้วย เพื่อขอพรให้ช่วยเหลือกลุ่มชาวประมงให้ผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าว ต่อจากนั้นกลุ่มชาวประมงต่างเดินเข้าไปภายในศาลากลางเพื่อเข้าพบ นายวีรพงค์ แก้วสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อมยื่นหนังสือขอให้ภาครัฐทบทวนการบังคับใช้กฎหมาย และขอให้แก้ไขปัญหาที่ผู้ประกอบการเรือประมงไม่สามารถออกจับปลาได้ โดยเนื้อหาหนังสื่อดังกล่าวได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้ 4 ข้อคือ
1.แก้ไขประกาศกฎกระทรวงเรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมจำนวนเครื่องมือทำการประมงอวนลาก และอวนรุน พ.ศ. 2539และเรื่องกำหนดให้ใช้เครื่องมือทาการประมงอย่างหนึ่งอย่างใดในที่จับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2543พร้อมเสนอให้ใช้กฎระเบียบตามหลักสากลIUUมาจับแต่ละเครื่องมือ เท่านี้เรือประมงก็ถูกกฎหมาย และตอบโจทย์IUU ได้
2.แรงงานต่างด้าวขอให้แก้ไขดังนี้ ระยะแรกขอให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวได้ตลอดตามโควตาที่ขอไว้ต่อสานักงานจัดหางาน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องแรงงานผิดกฎหมาย ระยะที่ 2ตั้งศูนย์บริการด้านแรงงานที่ชายแดน เพื่อรับแรงงานที่ถูกกฎหมายเข้ามาทางานในประเทศ สามารถได้ข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน100% และระยะยาว ใช้แรงงานMOUก็สามารถมีแรงงานเพียงพอทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าไม่มีแรงงานธุรกิจประมงเดินต่อไปไม่ได้
3.ขอขยายเวลาผ่อนปรนการจัดทาตามมติที่ประชุม ศปมผ.ครั้งที่8/2558ทั้ง15 ข้อ เพื่อให้ชาวประมงสามารถไปดาเนินการให้ถูกต้องตามที่ระบุไว้ใน15ข้อนี้ เรือประมงก็จะได้ถูกต้องตามกฎหมายที่ภาครัฐต้องการ
และ 4.ในการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อชาวประมง ให้ตัวแทนประมงพาณิชย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียได้เข้าไปมีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องด้วย


อึ้ง!ชายนิรนามบุกม.ธรรมศาสตร์ สบถใส่กลุ่มนศ. ซัดไร้สาระ

อึ้ง!ชายนิรนามบุกม.ธรรมศาสตร์ สบถใส่กลุ่มนศ. ซัดไร้สาระ
Cr:แนวหน้า
3 ก.ค. 58 ที่แฟนเพจ "กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)" รายงานว่า เมื่อเวลา 16.06 น. ที่ผ่านมา ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีชายนิรนามรายหนึ่งเดินผ่าน กลุ่มนักศึกษาที่นั่งทำกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย พร้อมกับต่อว่านักศึกษากลุ่มดังกล่าว
ข้อความที่แฟนเพจกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) ระบุมีดังนี้
"เมื่อ 16.06 ที่ผ่านมีชายนิรนาม เข้ามาคุกคามพวกเรา ซึ่งในตอนแรกนั้นเขาเดินผ่านไปพร้อมกับพูดว่า "แม่งไร้สาระวะ !!" "ไอ้พวกควาย" สมาชิกกลุ่มเราจึงมองตามว่าชายนิรนามคือใคร? และเดินไปทางไหน ? เมื่อเขาหันมาเห็นว่าสมาชิกกลุ่มเรามองอยู่จึงมิงกลับมา ต่อว่า "มึงมองค_ยไร กูแสดงความเห็นไม่ได้หรอ ทีมึงยังแสดงความเห็นได้เลย" เพื่อนเราจึงตอบกลับไปว่า "ยังไม่ว่าอะไรเลยแค่มองเฉยๆ" เขาจึงตอบกลับว่า "เดี๋ยวตบแม่งเลยไอ้พวกควาย" ในขณะที่มีปากเสียงกันนั้ย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลกลับไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่สมาชิกของเราสามารถบันทึกภาพไว้ได้จึงแนบมาเป็นหลักฐานไว้ ‪#‎หยุดคุกคามนักศึกษา‬"


กสม.เชิญ พ่อ-แม่-ชาวบ้าน ที่เกี่ยวข้องกับ 14 นศ. ทหารโผล่อัดวีดีโอ

กสม.เชิญ พ่อ-แม่-ชาวบ้าน ที่เกี่ยวข้องกับ 14 นศ. พูดคุย "นพ.นิรันดร์" ฉุน เจ้าหน้าที่ทหารโผล่สังเกตการณ์-บันทึกภาพ พร้อมสั่งโทรเช็คต้นสังกัด ระบุเป็นการแทรกแซงการทำงานของกสม.
http://www.matichon.co.th/online/2015/07/14359125651435912612l.jpg

เมื่อเวลา 10.00 น. วัน ที่ 3 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กสม.จัดประชุมเพื่อรับฟังข้อเท็จจริง กรณีการจับกุม 14 นักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ โดยมีผู้ปกครอง อาจารย์ของนักศึกษา พร้อมด้วยชาวบ้านที่เคยทำงานภาคประชาชนร่วมกับกลุ่มดาวดิน และผู้แทนจากสภาทนายความ เข้าร่วมการประชุมด้วย

โดยนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดานายจตุรภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน กล่าวว่า เรื่องนี้เริ่มต้นจากการที่นายกฯลงพื้นที่ขอนแก่นแล้วลูกไปชู 3 นิ้ว จากนั้นก็ได้มีการเรียกไปปรับทัศนคติ และเรียกคุยหลายครั้ง ทั้งนี้ ตนทราบว่าลูกทำกิจกรรมกับชาวบ้านวังสะพุง ทั้งนี้ การทำกิจกรรมก่อนที่จะถูกจับนี้เขาก็คิดว่าสามารถทำกิจกรรมได้ เพราะขณะนั้นมีทั้งตำรวจและทหารอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอทำกิจกรรมเสร็จไปแล้วกลับมาตามจับย้อนหลัง แล้วโยงเข้ากฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งแล้วตอนที่ทำกิจกรรมทำไมไม่ห้าม อยากให้ทางกสม.ในส่วนนี้       

ขณะที่นางเรวดี สิทธิสุราษฎร์ มารดานายรัฐพล ศุภโสภณ หรือบาส นักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (2 กรกฎาคม) มีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบมมาพบ พร้อมจะเชิญไปพบผู้บังคับบัญชา ซึ่งเขาไม่ได้แสดงบัตรว่าเป็นใคร เราจึงไม่ไป เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ไม่น่าไว้ใจ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบนั้นเขาถามว่าต้องการให้ช่วยอะไร เราก็ขอว่า ถ้าบอกผู้บังคับบัญชาได้ก็อยากให้ปล่อยเด็กๆเสีย เพราะพวกเขาไม่ใช่กบฎ เขาก็รักชาติไม่แพ้ทหาร และต้องการที่จะแสดงออกในวาระอันสมควร เวลาเขาไปทำกิจกรรม เขาไม่เคยบอกเราเลย เขาไม่ต้องการมวลชนไม่ว่าเสื้อสีไหน ไม่ต้องการให้นักการเมืองมายุ่ง 10 ปีมานี้ สังคมเรามันแย่ แต่เด็กเหล่านี้กลับถูกหล่อหลอมให้ทำกิจกรรมซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีไม่ใช่หรือ เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติ        

นางเรวดี กล่าวอีกว่า ทำไมต้องใช้วิธีรุนแรงกับเด็ก ทำลายอนาคตของชาติ เขาเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นที่เขาพอจะทำได้โดยไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย หรือทำลายความมั่นคงของใคร แม้แต่คสช. หรือรัฐบาล อยากให้สังคมมองเขาดีๆ ให้โอกาส ให้พื้นที่เขา แค่นี้ก็จบ ไม่ต้องทำลายหรือกำจัดกันขนาดนั้น เขายังต้องไปเรียน ยังต้องเติบโต เราต้องส่งไม้ต่อให้พวกเขา ถ้าจะให้ดีก็อยากให้มองกันในแง่ดี ผู้ใหญ่เข้าใจเด็ก เขาไม่ได้สร้างความวุ่นวาย แค่ 14 คน ประเทศยังเดินหน้าไปได้ แต่ที่ทำนี้เด็กๆ ก็เดือดร้อน จึงไม่อยากให้มาถึงจุดนี้ หากกสม.จะช่วยเหลืออะไรได้ก็อยากให้ช่วย แต่ข้อเรียกร้องของคนเป็นแม่จะไปตรงกับความต้องการของเด็กๆ หรือไม่นั้น ก็ต้องบอกว่าไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับเขาได้ เพราะไม่มีใครไปบังคับเขาได้ เขาจะตัดสินใจอย่างไรก็อยู่ที่กลุ่มของพวกเขา แต่อย่ายัดข้อหาให้เขา ขอกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น ไม่ใช่บอกให้เขาเซ็นชื่อแล้วรับปากว่าจะไม่จับเขาแล้วก็มาจับเขา           

จากนั้นที่ประชุมได้ให้ตัวแทนชาวบ้านจากพื้นที่ที่กลุ่มดาวดินเคยเข้าไปช่วยเหลือในด้านสิทธิมนุษยชนสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยกลุ่มอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมบ้านนามูล จังหวัดขอนแก่น บ้านดงมูล จังหวัดกาฬสินธุ์ และกลุ่มคนรักบ้านเกิด เหมืองทอง จังหวัดเลย กล่าวถึงกิจกรรมที่ผ่านมาของกลุ่มดาวดินในทำนองเดียวกัน ว่า รู้จักกลุ่มดาวดิน เพราะนักศึกษาลงไปให้ความรู้ชาวบ้าน เมื่อครั้งมีบริษัทนายทุนเข้าไปสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่จนกระทบกับสิ่งแวดล้อมในชุมชน ซึ่งกลุ่มดาวดินทำให้ชาวบ้านได้รู้ถึงสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ไม่ได้มีลักษณะเป็นการปลุกระดมชาวบ้านให้ก่อม็อบหรือสร้างความวุ่นวายในสังคม และที่สำคัญไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด 


อีกทั้งยังระบุอีกว่าตั้งแต่ที่มีการรัฐประหาร ชาวบ้านก็ไม่สามารถจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้อีก เนื่องจากเจ้าหน้าที่มักจะโยงให้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองจนทำให้เกิดความอึดอัด กลุ่มดาวดินจึงลุกขึ้นมากิจกรรมโดยมีเบื้องหลังคือความเดือดร้อนของชาวบ้าน ดังนั้นการที่ชาวบ้านในพื้นที่ไปให้กำลังใจเหมือนเป็นความผูกพันทางใจ เพราะเห็นว่าการสนับสนุนผู้ที่ปกป้องชุมชนนั้นไม่ใช่การทำลายชาติหรือความมั่นคงแต่อย่างใด        

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่กำลังมีการชี้แจงถึงการทำกิจกรรมของกลุ่มดาวดินในการช่วยชาวบ้านที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุมหลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาและขอร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุมโดยเร็ว 
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่มีการชี้แจงช่วงหนึ่งได้มีเจ้าหน้าที่แต่งกายคล้ายทหารเข้ามาในห้องประชุม จนทำให้นพ.นิรันดร์ พักการประชุมและให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวแนะนำตัว ซึ่งระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากกรมธนารักษ์ ถูกสั่งให้มาบันทึกภาพและสังเกตการประชุม

โดยนพ.นิรันดร์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการแทรกแซงการทำงานของกสม. เพราะกรมธนารักษ์ไม่ได้ทำหนังสือขออนุญาตก่อน เข้ามาโดยพลการ นพ.นิรันดร์จึงกำชับว่าให้กลับไปรายงานผู้บังคับบัญชาให้ถูกต้อง หากข้อมูลผิดเพี้ยนจะดำเนินการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เพราะไม่ไว้ใจในการเสนอข้อมูล พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่กสม.ไปตรวจสอบกับกรมธนารักษ์ถึงจุดประสงค์ในการส่งคนเข้ามาสังเกตการประชุม         

จากนั้น นายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน ในฐานะฝ่ายพยานผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ได้ตั้งข้อสังเกตจาก 2 ข้อกล่าวหาในการจับกุมกลุ่มนักศึกษาที่ทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และขัดคำสั่งคสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนนั้น หากแยกตามพฤติการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น ที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพ หรือที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน มาเทียบเคียงกับฐานความผิดตามข้อกล่าวหานั้น เห็นว่าไม่มีข้อใดที่เข้าข่ายว่ากระทำความผิด เนื่องจากจุดมุ่งหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 จนถึงฉบับชั่วคราว 2557 ได้มีการรับรองเรื่องประชาธิปไตยและประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ

หากกล่าวหาเช่นนี้คงต้องมีการอธิบายว่าผิดอย่างไร อีกทั้ง หากผิดทางอาญา ควรต้องขึ้นศาลอาญาหรือไม่ ขนาดสมัยจอมพลสฤษดิ์ หรือจอมพลถนอม ก็ใช้ศาลอาญาในการดำเนินคดี เราไม่ได้บอกว่าการวิธีพิจารณาคดีของศาลทหารไม่คำนึงถึงหลักเสรีภาพ แต่มองว่าศาลอาญาจะมีความเชี่ยวชาญและความเคยชินกับวิธีพิจารณาความอาญา มากกว่า ซึ่งประเด็นนี้มีผลต่อสาระสำคัญอย่างมาก ที่กสม.ต้องให้ความสนใจ        

น.ส.รัตนมณี พลกล้า อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่รัฐบาลออกมาระบุว่ามีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลังนั้น ตนเห็นว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องพิสูจน์ความจริงมีหลักฐานที่ประจักษ์และยืนยันได้ แล้วค่อยไปตั้งข้อกล่าวหา เนื่องจากอาจเกิดความเข้าใจผิดกับนักศึกษาเหล่านี้ว่ามีเจตนาล้มล้างรัฐบาล ซึ่งคงไม่ใช่แบบนั้น อีกทั้งการที่ศาลทหารมีข้อกำจัดในการอุทธรณ์และฎีกา เพราะเป็นศาลชั้นเดียว ย่อมไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีนี้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันขอให้ กสม.ตรวจสอบการคุกคามทนายความกรณีการตรวจค้นรถของทนายความของนักศึกษาทั้ง 14 คน เนื่องจากทนายความจะมีกฎหมายคุ้มครองในการเก็บรักษาความลับของลูกความ      

สุดท้าย นพ.นิรันดร์กล่าวสรุปว่า การชี้แจงในวันนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบให้เห็นว่ากลุ่มดาวดินทำงานกับคนยากจน ในการช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนมาตั้งแต่ปี 2540 ในฐานะกลุ่มดาวดินสามารถเรียกว่าเป็นนักต่อสู้สิทธิมนุษยชน ซึ่งที่ผ่านมาตนได้รับข้อความในลักษณะที่เป็นการสาดโคลนเข้าหากันโดยไม่เข้าใจข้อมูลที่เท็จจริง ตนจึงเชิญกลุ่มชาวบ้านที่รู้จักกลุ่มดาวดินมากกว่า 10 ปี มาชี้แจง ไม่เช่นนั้นสังคมจะไม่ข้ามพ้นความขัดแย้ง เพราะตนไม่อยากให้กลับไปเหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ส่วนประเด็นทางกฎหมายและการกระทำของรัฐที่มีการตั้งข้อหากบฎ ใช้ศาลทหาร แม้คิดว่ามีความชอบธรรม แต่ถ้าจะให้ชอบธรรมมากขึ้นต้องยึดหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน พยานหลักฐานต่างๆ ต้องชัดเจน รวมทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ที่มีการค้นรถทนายความ ซึ่งตนจะเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และสภาทนายความ มาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้   

"มาร์ค" หวั่น รัฐจับ 14 นศ.ทำบานปลาย แนะ หาหลักฐานมัดหากเชื่อว่ามีคนหนุนหลัง

"มาร์ค" หวั่น รัฐจับ 14 นศ.ทำบานปลาย แนะ หาหลักฐานมัดหากเชื่อว่ามีคนหนุนหลัง เชื่อมีคนหากินกับปชต.หวังผลทางการเมือง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงกรณีการฝากขัง 14 นักศึกษากลุ่มดาวดิน ว่า ตนเป็นห่วงว่าการที่รัฐบาลออกมาระบุว่า มีคนอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนักศึกษากลุ่มนี้ โดยที่ยังไม่มีการนำหลักฐานที่ชัดเจนมาเปิดเผยต่อสาธารณชนอาจเป็นการผลักนักศึกษาที่บริสุทธิ์ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ดังนั้นรัฐบาลควรแยกแยะให้ดี เพราะต้องยอมรับว่าฝ่ายที่ต่อต้านโดยบริสุทธิ์ใจ มีจริง เรื่องจะได้ไม่ลุกลามบานปลาย  ตนไม่อยากให้คนเหล่านี้ถูกผลักไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม หรือไปฝักใฝ่การเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง

เมื่อถามว่า กระแสนี้จะจุดติดหรือไม่เพราะมีการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ 14 ตุลา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีขบวนการที่หากินกับประชาธิปไตย โดยมีผลประโยชน์การเมืองแอบแฝงอยู่ ตนจึงอยากให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แยกแยะให้ได้ ระหว่างคนที่เคลื่อนไหวโดยสุจริตกับคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝงด้วยการวางกติกาที่ชัดเจนว่าถ้าเป็นการแสดงออกที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐสามารถทำได้โดยระบุให้ชัดว่าถ้ามีเบื้องหลังก็ให้มีความผิด ซึ่งจะแยกแยะในหลักการได้มากกว่า ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไรคิดว่าสังคมดูออกว่า อะไรที่จะนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายและอะไรไม่นำไปสู่ความวุ่นวาย

ต้นเหตุแห่งข่าวลือเรื่อง"ป๋าเปรม"

พลโทพิศณุ ทส.ป๋าเปรม เผย ป๋าไปเช็คร่างกาย ที่รพ.พระมงกุฎฯ วานนี้แค่1ชม.อาจเป็นที่มาข่าวลือเสียชีวิต ป่วยหนัก สงสัยทำไมลือป๋าบ่อย ออกงานปกติ ยันสุขภาพแข็งแรง ยังออกงานตามปกติ ไม่อยากวิจารณ์คนปล่อยข่าว ชี้ ไม่ใช่ครั้งแรกมีกลุ่มคอยจ้องโจมตี ขอสื่อเสนอความจริง
จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษว่า มีอาการป่วยหนักถึงกับต้องนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินและได้เสียชีวิตอย่างเฉียบพลันตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่ามานั้น
พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ ในฐานะนายทหารคนสนิทพล.อ.เปรม ได้กล่าวยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงฝพล.อ.เปรม ท่านไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่ไปเชคร่างกาย ที่รพ.พระมงกุฎฯ วานนี้แค่1ชม.อาจเป็นที่มาข่าวลือ
พลเอกเปรม ยังคงมีภารกิจปกติ วันนี้พล.อ.เปรม จะเดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อถวายพรในโอกาสคล้ายวันประสูติ ล่วงหน้า 4 กค.ที่พระราชวังสวนจิตรลดา
เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมายังเป็นตัวแทนพระองค์เชิญพวงมาลาและน้ำหลวงอาบศพบุคคลสำคัญ ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ซึ่งก็ไม่เห็นมีอาการป่วยอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว
และเมื่อวันก่อน พล.อ.เปรม ก็ได้ให้การต้อนรับ รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียที่เดินทางมาเข้าเยี่ยมคำนับ
พล.ท.พิศณุ ตั้งข้อสังเกตุว่าข่าวลือแบบนี้ ออกมาบ่อย ไม่รู้ว่าเขาหวังผลอะไรไม่อยากจะวิเคราะห์ เพราะมีการปล่อยข่าวในลักษณะนี้อยู่เป็นประจำ ในช่วงสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว และไม่ใช่การปล่อยข่าวครั้งแรกมีการทำมาหลายครั้ง เพราะมีกลุ่มที่จ้องโจมตีพล.อ.เปรม มาตลอดเวลาซึ่งทางพล.อ.เปรม ท่านก็ไม่ได้สนใจกับข่าวบิดเบือนเหล่านี้ จึงอยากขอให้สื่อมวลชนช่วยนำเสนอข่าวที่เป็นความจริงด้วย
cr เพจวาสนา นาน่วม