PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

กรณีพิพาทบนหมู่เกาะสแปรตลีย์:

กรณีพิพาทบนหมู่เกาะสแปรตลีย์:

ข่าวใหญ่ล่าสุดวันนี้ คงไม่พ้นมะกันให้ศาลพิจารณาความขัดแย้งถาวร ( Permanent Court of Arbitration) ของสหประชาชาติ ประจำกรุงเฮก ได้พิจารณาตัดสินคดีหมู่เกาะสแปรตลีย์ว่าเป็นของจีนดังที่จีนอ้างหรือไม่? จีนมีหลักฐานทางโบราณคดีเป็นเครื่องพิสูจน์ทราบว่าชาวจีนเคยอาศัยอยู่และตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ ชาวจีนก็แวะเวียนไปหาปลาในบริเวณเกาะดังกล่าวนั้นเป็นประจำมาหลายศตวรรษแล้ว แต่มะกันจะไม่ยอมจีนให้ได้ จึงซูเอี๋ยกับศาล ในที่สุด ศาลก็พิพากษาออกมาว่าจีนอ้างเป็นเจ้าของไม่ได้ คำพิพากษานี้เปิดทางให้ฟิลิปปินส์ชนะ แน่นอนครับ ทั้งยูเอ็นและมะกันคงวางแผนให้จีนกัดกับฟิลิปปินส์ต่อ แต่ผู้นำจีนและผู้นำฟิลิปปินส์คงจะคุยกันแบบเอเซีย น่าจะตกลงกันได้
เห็นลีลามะกันหรือยังครับ? เวลาจะจัดการคนอื่นก็อ้างกฎหมาย แต่ตนเองก็ไม่ได้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ถ้ารัฐบาลมะกันอยู่ในกรอบของกฎหมายจริง
๑.มะกันก็ไม่มีสิทธิ์ไปอ้างเอาหมู่เกาะฮาวาย ดังนั้น ที่มะกันยกทัพไปยึดจึงถือได้ว่าเป็นโมฆะ ๒.อดีตคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลมะกันที่นำกองทัพไปบุกอิรัก ปล้นทองคำและน้ำมันจากอิรักต้องถูกตัดสินประหารชีวิต และรัฐบาลมะกันต้องชดใช้ความเสียหายที่ตนเองก่อขึ้น เพราะข้ออ้างที่ว่าอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นจริง ถ้ายังมีความเป็นผู้เป็นคนอยู่ รัฐบาลมะกันและผู้ดีอย่างอังกฤษอย่างน้อยต้องขอโทษและต้องชดใช้แก่ชาวอิรัก ๓.รัฐบาลมะกันที่ส่งทหารไปบุกซีเรียขณะนี้ต้องถูกสหประชาชาติสั่งลงโทษเพราะเข้าไปอย่างผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เจ้าของประเทศคือซีเรียไม่ต้องการให้เข้าไป ๔.รัฐบาลมะกันที่ส่งสายลับไปคว่ำรัฐบาลชาติต่างๆ เช่น ยูเครน ก็ต้องถูกสหประชาชาติลงโทษเช่นกัน
จะเห็นว่าเวลาอ้างกฎหมาย อ้างเพื่อเอาไปลงโทษชาติอื่น แต่กับตัวเอง มะกันไม่เคยมองกฎหมายระหว่างประเทศในสายตาเลย
12 กรกฎาคม 2559
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)
*ถ้าจะแชร์ โปรดอ้างที่มาให้ชัดเจนและหากจะวิจารณ์ โปรดใช้คำสุภาพเพื่อป้องกันการละเมิดพรบ.คอมพิวเตอร์ โปรดใช้ภาษาถูกต้องตามหลักภาษาไทยด้วยครับ ผมพยายามลบข้อความวิจารณ์ที่หยาบและสะกดผิดออกทุกครั้งที่เห็น ในกรณีที่วิจารณ์ไม่เข้าเรื่องหรือหยาบเกินไปบ่อยๆ ผมอาจจะบล็อคไม่ให้วิจารณ์อีกนะครับ

คำแถลงการณ์จุดยืนของจีนในประเด็นทะเลจีนใต้ ฉบับสมบูรณ์

คำแถลงการณ์จุดยืนของจีนในประเด็นทะเลจีนใต้ ฉบับสมบูรณ์
ในวันนี้ (12 ก.ค.) รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศแถลงการณ์เกี่ยวกับอำนาจในอธิปไตยและผลประโยชน์ในทะเลจีนใต้ของจีนที่มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศอื่น ยกระดับสันติภาพและความมั่นคง โดยมีถ้อยความดังนี้

1. หมู่เกาะในทะเลจีนใต้ของจีนนั้นประกอบไปด้วยหมู่เกาะตงซา หมู่เกาะซีซา หมู่เกาะจงซา และหมู่เกาะหนานซา เห็นได้จากที่ชาวจีนเข้ามาในภูมิภาคทะเลจีนใต้ตั้งแต่ 2,000 ปีก่อน โดยชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่ค้นพบ ตั้งชื่อ สำรวจและแสวงหาผลประโยชน์ให้หมู่เกาะทะเลจีนใต้และน่านน้ำใกล้เคียง อีกทั้งยังเป็นชนชาติแรกที่แสดงอธิปไตยและอำนาจบนพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ด้วยสันติวิถี และมีประสิทธิภาพ
หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง จีนได้ฟื้นฟูและแสดงอธิปไตยเหนือหมู่เกาะทะเลจีนใต้ ซึ่งถูกญี่ปุ่นยึดครองอย่างผิดกฎหมายในช่วงสงครามบุกรุกจีน เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของในหมู่เกาะเหล่านี้ เมื่อปี 1947 รัฐบาลจีนจึงปรับและวาดแผนที่ของหมู่เกาะทะเลจีนใต้ขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตามแผนที่นี้ถูกเปิดเผยต่อชาวโลกในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1948

2. ตั้งแต่จีนสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949 จีนได้เน้นย้ำถึงอำนาจในอธิปไตย และผลประโยชน์ทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้มาโดยตลอด ซึ่งจะเห็นได้จากเอกสารทางกฎหมายต่างๆ อาทิเช่น คำแถลงการณ์ของรัฐบาลจีนเกี่ยวกับอาณาเขตทางทะเลของจีนเมื่อปี 1958 กฎหมายว่าด้วยอาณาเขตทางทะเลของจีนและบริเวณใกล้เคียงเมื่อปี 1992 รวมถึงกฎหมายว่าด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษและไหล่ทวีปเมื่อปี 1998 อันเป็นการยืนยันว่าจีนมีอำนาจในอธิปไตยและผลประโยชน์ทางทะเลในทะเลจีนใต้

3. สืบเนื่องจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวจีน การยึดมั่นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลจีน อีกทั้งกฎหมายชาติจีน และกฎหมายระหว่างประเทศ ที่รวมไปถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล จีนจึงมีอำนาจในอธิปไตยและผลประโยชน์บนดินแดน ทั้งยังมีสิทธิทางทะเลในทะเลจีนใต้รวมไปถึงสิทธิอื่นๆดังนี้
i. จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือเกาะในทะเลจีนใต้ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่เกาะตงซา หมู่เกาะซีซา หมู่เกาะจงซา และหมู่เกาะหนานซา
ii. จีนมีน่านน้ำภายใน ทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง บนเกาะในทะเลจีนใต้
iii. จีนมีเขตเศรษฐกิจและไหล่ทวีปบนเกาะในทะเลจีนใต้
iv. จีนมีสิทธิในเชิงประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้
ซึ่งจุดยืนข้างต้นมีความสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมไปถึงสิทธิในทางปฏิบัติ

4. ตลอดเวลาที่ผ่านมาจีนคัดค้านอย่างหนักแน่นมาตลอดในเรื่องการรุกล้ำและการเข้าครอบครองเกาะหรือแนวปะการังบางแห่งในหมู่เกาะหนานซาอย่างผิดกฏหมาย รวมไปถึงการละเมิดสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเลที่อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของจีนโดยบางประเทศ ซึ่งจีนพร้อมเสมอที่จะแก้ปัญหาข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องอย่างสันติ ด้วยวิธีการเจรจาและการปรึกษาหารือโดยตรง ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องบนพื้นฐานของการเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์รวมไปถึงความเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ในช่วงที่รอการตัดสินสุดท้าย จีนก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างร่วมกับประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการจัดการต่างๆ รวมไปถึงการพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ทางทะเลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับชัยชนะทั้งสองฝ่าย และเพื่อร่วมกันรักษาความสงบสุขและความมั่นคงในทะเลจีนใต้

5. จีนเคารพและส่งเสริมเสรีภาพการเดินเรือและการบินในทะเลจีนใต้ของทุกฝ่ายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งยังพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศชายฝั่งตลอดจนประชาคมโลกเพื่อรับประกันความปลอดภัย และไม่จำกัดการเดินเรือขนส่งระหว่างประเทศในทะเลจีนใต้

."มหาดไทย"ฟันอาญา"สุขุมพันธุ์"ปมไฟ39.5ล้าน

ด่วนที่สุดถึงกทม.!!!..."มหาดไทย"ฟันอาญา"สุขุมพันธุ์"ปมไฟ39.5ล้าน ขรก.โดนเชือดเป็นแถวๆ(รายละเอียด)
2016-07-12 09:29:20

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในฐานะรักษาราชการแทน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท0208.2/1679 ลงวันที่ 30 มิ.ย.2559 ถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม. ) พร้อมแนบสำเนาหนังสือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ ตผ0019/0461 ลงวันที่ 10 พ.ค.2559 โดยในหนังสือระบุว่า ด้วยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแจ้งว่าคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ในการประชุมครั้งที่ 26/2559 เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2559 มีมติเห็นชอบด้วยกับผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กรณีโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินพ.ศ.2542 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการทางอาญา วินัยและละเมิด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว ประกอบมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเร่งรัด ติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ทุจริต พ.ศ.2546

ในหนังสือระบุต่อว่า จึงให้กรุงเทพมหานคร ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เป็นไปตามมติของ คตง. ดังนี้ 1.ดำเนินการทางอาญากับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. น.ส.ปราณี สัตยประกอบ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว นายธวัชชัย จันทร์งาม ผู้อำนวยการกองการท่องเที่ยว คณะกรรมการกำหนดทีโออาร์ ประกอบด้วย 1.นายสิโรตม์ แสงเจริญ นักพัฒนาการท่องเที่ยวชำนาญการ 2.น.ส.วันทนา เตชะสุวรรณา นักพัฒนาท่องเที่ยวชำนาญการ 3.นายพงษ์พันธ์ ธัญญเจริญ นักพัฒนาท่องเที่ยวปฏิบัติการ 4.นายมรกต ภูมิพานิช นักพัฒนาท่องเที่ยวปฏิบัติการ 5.นายสิทธิโชค อภิบาล นักพัฒนาท่องเที่ยวปฏิบัติการ บริษัท จิปาถะ ไอเดีย จำกัดโดยนายคฑารัฐ สันธิสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม เอ็ม อี.อี.จำกัดโดยนายอนุชิต พลวิเศษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัดโดยน.ส.กันติกานต์ อินทศร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สรรค์สร้าง จำกัดโดยนายวีระศักดิ์ ศิริจันทร์เพ็ญ กรรมการผู้จัดการ และน.ส.สิริพร ชาวปราการ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง


ในหนังสือระบุด้วยว่า 2.ดำเนินการทางวินัยกับน.ส.ปราณี สัตยประกอบ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว นายธวัชชัย จันทร์งาม ผู้อำนวยการกองการท่องเที่ยว คณะกรรมการกำหนดทีโออาร์ ประกอบด้วย 1.นายสิโรตม์ แสงเจริญ นักพัฒนาการท่องเที่ยวชำนาญการ
 2.น.ส.วันทนา เตชะสุวรรณา นักพัฒนาท่องเที่ยวชำนาญการ
 3.นายพงษ์พันธ์ ธัญญเจริญ นักพัฒนาท่องเที่ยวปฏิบัติการ
4.นายมรกต ภูมิพานิช นักพัฒนาท่องเที่ยวปฏิบัติการ
5.นายสิทธิโชค อภิบาล นักพัฒนาท่องเที่ยวปฏิบัติการ

จากที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ตามผลสอบที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ส่งสำนวนให้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับพวกรวม 13 ราย มีพฤติการณ์เชื่อได้ว่า เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน และเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 จึงมีมติเห็นชอบที่จะดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความผิดทั้งหมดแล้ว พร้อมกับส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนต่อ รวมถึงเตรียมเสนอเรื่องให้กับศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 พักราชการไว้ก่อน

สำหรับโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) บริษัท คิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ด้วยวงเงิน 39,500,000 บาท ทำสัญญาเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2558 โดยโครงการดังกล่าวเริ่มประกาศร่างทีโออาร์เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ระบุเป้าหมายเพื่อจัดประดับตกแต่งไฟฟ้าในรูปแบบและเทคนิคพิเศษ (Motif of Light) ที่นำเอารูปแบบของลวดลายประยุกต์ที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำ ท้องฟ้า สวน และป่าไม้มาจัดแสดงด้วยระบบแสงสีที่สวยงาม ณ บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ในระหว่างเดือนธันวาคม 2558 ถึงมกราคม 2559 ระหว่างเวลา 18.00-24.00 น. ทั้งนี้ ทีโออาร์โครงการดังกล่าว กำหนดราคากลาง 40 ล้านบาท โดยมีเอกชนสนใจเข้าซื้อเอกสารการประมูลจำนวน 9 ราย ประกอบไปด้วย บริษัท บางกอก แมส จำกัด, บริษัท ยูนิควาไนเซอร์ จำกัด, บริษัท จิปาถะ ไอเดีย จำกัด, บริษัท คิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด, บริษัท เจ เอส เพรสทีจ จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอ สไมล์ แทรเวิล, บริษัท สรรค์สร้าง จำกัด, บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน), บริษัท พีแอลเอ จำกัด แต่มีผู้สนใจยื่นซองเอกสาร 2 ราย คือ บริษัท คิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด และบริษัท สรรค์สร้าง จำกัด ซึ่งผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและเทคนิคทั้งคู่



cr.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เฮียชูเคยแฉไว้ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

เฮียชูเคยแฉไว้ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

สารวัตรก็7แสนไปแล้ว!?!...ตำแหน่งอื่นล่ะ เห็นตัวเลขแล้วช็อค จำได้มั๊ย"ชูวิทย์"แฉโหด วิ่งเต้นกันที่เงิน เงิน เงิน ทั้งนั้น

หลังจากที่มีรายงานว่าเมื่อวันที่  5 กรกฎาคม พ.ต.ท.หญิง จิราพร มณฑลทอง พนักงานสอบสวน (พงส.) สน.บางซื่อ รับแจ้งความจาก ร.ต.อ.ชาญชาย เย็นสุข อายุ 39 ปี ว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ได้พบกับ ร.ต.อ.ชนินทร์ธัช รัตน์ชิโนตรัย อายุ 38 ปี ซึ่งในวันและเวลาดังกล่าวผู้ต้องหา (ร.ต.อ.ชนินทร์ ธัช) อ้างว่ารู้จักกับผู้ใหญ่ สามารถวิ่งเต้นให้ผู้กล่าวหาเลื่อนตำแหน่งเป็นสารวัตรได้

รายงานระบุโดยภรรยา ร.ต.อ.ชาญชายได้มอบเงินจำนวน 700,000 บาทเป็นการวิ่งเต้น แต่เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งออกมา ผู้กล่าวหาไม่ได้รับการแต่งตั้ง ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมาร้องทุกข์ให้ดำเนิน
คดีตามกฎหมาย
///
ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2556 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "ชูวิทย์ I'm No.5" กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจในตำแหน่งต่างๆ ว่า ทุกครั้งที่มีการโยกย้ายจะมีการวิ่งเต้นจ่ายเงินสูงถึง 8 หลัก ขึ้นอยู่กับพื้นที่ อำนาจ หน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง โดยเฉพาะถ้าเป็นตำแหน่งผู้กำกับของโรงพักเกรดเอ จะต้องจ่ายเงินถึง 30 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ได้ตั้งข้อสงสัยว่า ถ้ายังมีการซื้อขายตำแหน่งของตำรวจอยู่ คำขวัญของตำรวจที่ว่า "สุขเถิดปวงประชา ตัวข้าจะคุ้มภัย" จะยังใช้ได้อยู่อีกหรือไม่

 ตำแหน่งร้อนๆ...ขายด่วน

 "เร่เข้ามา...สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามา ไม่ต้องตะเบ๊ะ เรามีตำแหน่งร้อนๆไว้ขายให้ท่าน ตั้งแต่ สว... ผกก.... ผบก... ในราคาโปรโมชั่น ด่วน! ก่อนสิ้นฤดูกาลซื้อขาย"

 ทุกครั้งที่มีการโยกย้ายตำรวจ ตำแหน่งต่างๆจะถูกกล่าวถึงด้วยจำนวนเงินซื้อขายที่สูงถึง 8 หลัก ขึ้นอยู่กับพื้นที่ อำนาจ หน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง

 โรงพักเกรดเอ ผกก. 30 ล้าน เกรดบี 20 ล้าน เกรดซี 10 ล้าน ส่วน สว. 5 ล้าน

 รองผกก. ขึ้น ผกก. ใน บชก. 5-10 ล้าน ข่าวการซื้อขายตำแหน่งมีให้ได้ยินกันทุกครั้ง


ถ้าตำรวจไม่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง พวกเขาจะสามารถย้ายไปลง "โรงพักเกรดเอ" หรือ "โรงพักทองคำ" ด้วยความสามารถของตัวเองได้หรือไม่?

ถ้าตำรวจไม่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง พวกเขาจะยังสามารถ "ยึดเก้าอี้" ในตำแหน่งเดิมได้หรือไม่?

ถ้าตำรวจไม่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง พวกเขาจะสามารถได้รับการ "โปรโมท" ในตำแหน่งที่สูงขึ้นด้วยความสามารถ หรือความอาวุโสของตัวเองได้หรือไม่?

 ถ้าตำรวจมีการซื้อขายตำแหน่ง อาชญากรสามารถจ่ายเงิน "เคลียร์คดี" หรือ "ทำสำนวนให้อ่อน" ได้หรือไม่?

 ถ้าตำรวจสามารถซื้อขายตำแหน่งเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น ประชาชนสามารถจ่ายเงินเพื่อไม่ให้ถูกจับได้หรือไม่?

 ทำไมตำแหน่งต่างๆถึงมีการ "ตั้งราคา" สูงถึงเพียงนั้น และทำไมถึงจะต้องมี "ตั๋ว" ของนักการเมือง หากเป็นเช่นนั้นจริง ตำรวจจะสามารถดำรงความยุติธรรม และปกป้องประชาชนได้หรือ?

 ตราบใดที่การซื้อขายตำแหน่งของตำรวจยังคงอยู่ คำขวัญของตำรวจที่ว่า "สุขเถิดปวงประชา ตัวข้าจะคุ้มภัย" จะยังใช้ได้อยู่อีกหรือ?

ที่มา : http://headshot.tnews.co.th/contents/195813/

เบื้องหลัง! กก.สรรหาชง‘เรวัต’นั่งผู้ตรวจฯอีกรอบ-จับตา สนช.กลืนน้ำลาย?

วันพุธ ที่ 06 กรกฎาคม 2559
“…คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม ‘หมอเรวัต’ ถึงกลับเข้ามาสมัครได้อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุม สนช. ต่าง ‘ส่ายหน้า’ ไม่เอาไปแล้ว และที่สำคัญคือ ยังได้รับ ‘ความไว้วางใจ’ จากคณะกรรมการสรรหาฯ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีก ว่ากันว่า คนหนุนหลังให้เข้ามานั่งเก้าอี้ร้อนตัวนี้คือ ‘บิ๊กในสภา’ และ ‘บิ๊กจากฝ่ายทหาร’ ?...”
PIC rewatt 6 7 59 1
กลายเป็นเรื่องชวนสงสัยอีกครั้ง!
กรณีที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 6 คน ประกอบด้วย 1.นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานฯ 2.นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 5.พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี บุคคลที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก และ 6.นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ บุคคลที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก เป็นกรรมการ
มีมติเห็นชอบให้ ‘นพ.เรวัต วิศรุตเวช’ อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ และอดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอีกหน !
ภายหลังก่อนหน้านี้คณะกรรมการสรรหาชุดดังกล่าวเคยมีมติเห็นชอบให้ ‘หมอเรวัต’ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้น สนช. มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อตรวจสอบประวัติ ก่อนจะประชุมลับกันร่วม 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นมีการลงคะแนนลับ ปรากฏว่าไม่ได้คะแนนเสียงข้างมาก จึงไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน
ว่ากันว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ ‘หมอเรวัต’ อดนั่งเก้าอี้ร้อนตัวนี้ เนื่องจากมีสมาชิก สนช. หลายคนสงสัยประเด็นที่เคยเปลี่ยนชื่อและนามสกุล โดยบางชื่อเคยปรากฏในคดีที่ฟ้องร้องกันอยู่ รวมถึงอาจมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองเกี่ยวกับ ‘ซีกสีแดง’ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ (นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) และที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของนายสมศักดิ์ เกีรยติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ก่อนหน้านี้
ไม่ว่าข้อเท็จจริงข้างต้นจะเป็นอย่างไร แต่ประเด็นที่น่าสงสัยคือ ไฉน ‘หมอเรวัต’ จึงสมัครเข้ามาในการคัดเลือกรอบสองได้อยู่อีก และทำไมคณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง ?
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org มีคำตอบ ดังนี้
แหล่งข่าวจาก สนช. ระบุว่า แคนดิเดตที่จะนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินคราวนี้ มีอยู่ 2 คน ได้แก่ 1.นพ.เรวัต 2.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีคณะกรรมการสรรหาฯ ต้องโหวตกันถึง 30 ครั้ง จึงจะได้ชื่อของ นพ.เรวัต
สำหรับการโหวตนั้น 29 ครั้ง คะแนนเสียงออกมาเท่ากัน 3 ต่อ 3 ได้แก่ ฝ่ายสนับสนุน นพ.เรวัต คือ นายพรเพชร พล.ท.ศิลปชัย และนายปิยะ ส่วนฝ่ายสนับสนุนนางเสาวนีย์ ได้แก่ นายวีระพล นายนุรักษ์ และนายอัครวิทย์
กระทั่งในการโหวตครั้งที่ 30 ปรากฏว่า คณะกรรมการสรรหาฯ อาจจำเป็นต้องใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 206 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ทรงคุณวุฒิ แต่สามารถนำมาใช้สรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินได้โดยอนุโลม 
โดยมาตรา 206 วรรคท้าย ระบุว่า กรณีไม่อาจสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิได้ภายในเวลาที่กำหนด ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน 3 คน และให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจำนวน 2 คน เป็นกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการแทน
ทำให้นายนุรักษ์ ซึ่งค้านไม่เอา นพ.เรวัต มาตลอด 29 ครั้ง ‘กลับลำ’ เลือก นพ.เรวัต แทน ส่งผลให้มติออกมาเป็น 4 ต่อ 2 ได้แก่ ฝ่ายสนับสนุน นพ.เรวัต คือ นายพรเพชร พล.ท.ศิลปชัย นายปิยะ และนายนุรักษ์ ส่วนฝ่ายสนับสนุนนางเสาวนีย์ คือ นายวีระพล และนายอัครวิทย์
ทั้งหมดคือเบื้องลึก-ฉากหลังในวงประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ท้ายสุดมีมติเลือก ‘หมอเรวัต’ ให้กลับเข้ามาขึ้นแท่นนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง ภายหลังก่อนหน้านี้ถูกมติ สนช. ไม่เห็นชอบ
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม ‘หมอเรวัต’ ถึงกลับเข้ามาสมัครได้อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุม สนช. ต่าง ‘ส่ายหน้า’ ไม่เอาไปแล้ว และที่สำคัญคือ ยังได้รับ ‘ความไว้วางใจ’ จากคณะกรรมการสรรหาฯ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีก 
ว่ากันว่า คนหนุนหลัง ‘หมอเรวัต’ ให้เข้ามานั่งเก้าอี้ร้อนตัวนี้คือ ‘บิ๊กในสภา’ และ ‘บิ๊กจากฝ่ายทหาร’ ?
ข้อสั่งเกตอีกประการหนึ่งคือ นายวีระพล ประธานศาลฎีกา และ พล.ท.ศิลปชัย ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ต่างลงคะแนนเสียงต่างกันทั้งที่มาจากหน่วยงานเดียวกัน เช่นเดียวกันกับที่ นายปิยะ ประธานศาลปกครองสูงสุด และนายอัครวิทย์ ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ก็โหวตต่างคนละฝ่ายเช่นกัน
นอกจากนี้เหตุใด กรรมการสรรหาฯทั้ง 3 ราย (นายพรเพชร นายปิยะ พล.ท.ศิลปชัย) จึงยังมั่นใจเลือก นพ.เรวัต เหมือนตอนสรรหาครั้งแรก หากเลือกแล้วที่ประชุม สนช. ลงมติไม่ผ่านอีก จะรับผิดชอบอย่างไร ?
โดยเฉพาะนายพรเพชร ที่เป็นถึงประธาน สนช. ทำไมถึงไม่ฟังเสียงสมาชิก สนช. คนอื่นบ้าง เพราะตามมารยาทแล้วไม่ควรเลือกคนที่ไม่ผ่านมติของ สนช. กลับเข้ามาอีก !
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาดูกันไปต่อจากนี้คือ เมื่อกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้น สนช. จะต้องมีการตั้ง กมธ.ตรวจประวัติฯอีกครั้ง ก่อนจะบรรจุเข้าสู่วาระประชุมเพื่อลงมติ
จะมี สนช. รายไหนกล้า ‘กลืนน้ำลาย’ ตัวเอง โหวตให้ผ่านหรือไม่ ต้องรอลุ้นกันอีกครั้ง !

ล้วงยุทธการดัน‘หมอเรวัต’นั่งผู้ตรวจฯ-ผล ปย.คสช.-นักการเมืองหญิงชื่อดัง?



วันพฤหัสบดี ที่ 07 กรกฎาคม 2559
“…เชื่อกันว่าสาเหตุที่ ‘หมอเรวัต’ จ่อคิวได้ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากเป็น ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิง’ รายหนึ่งที่กำลังโด่งดังเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้ โดยอดีตนักการเมืองหญิงรายดังกล่าว ได้ฝากฝัง ‘หมอเรวัต’ ไว้กับ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยังรุ่งเรืองทางการเมือง ?...”
PIC dodome 7 7 59 1
“ถือเป็นครั้งแรกของ สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) หรือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่คณะกรรมการสรรหามีการเสนอชื่อบุคคลเดิม ที่ถูกสภาไม่ให้ความเห็นชอบกลับมาอีกครั้ง”
เป็นคำยืนยันตอนหนึ่งจากปาก ‘กล้านรงค์ จันทิก’ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสมาชิก สนช. ที่ ‘ข้องใจ’ ถึงเหตุผลที่คณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติเสนอชื่อ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง ภายหลังก่อนหน้านี้ สนช. มีมติไม่เห็นชอบ 66 เสียง เห็นชอบ 66 เสียง และงดออกเสียง 24 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุม 156 คน ซึ่งตรงนี้นายกล้านรงค์ เห็นว่า การงดออกเสียงก็คือการไม่เห็นด้วย ดังนั้นยอดรวมจากผู้ไม่เห็นด้วยจะพุ่งถึง 90 ต่อ 66 เลยทีเดียว
“ขอฝากให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบลงลึกในประวัติการทำงานของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ทั้งจริยธรรม ความประพฤติและการกระทำ เพื่อประโยชน์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ และถ้าตรวจสอบไม่ลึกพอแล้ว สนช. มีคำถามที่ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ไม่ได้สอบถามอาจจะเกิดความไม่สบายใจแก่สมาชิกในการลงคะแนน เพราะจะต้องลงมติด้วยความรู้สึกรับรู้ข้อเท็จจริง และเหตุผลอย่างแท้จริงบนพื้นฐานของความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ผมเห็นชื่อ กมธ. ทุกท่านแล้วเชื่อในเกียรติคุณของพวกท่าน และเชื่อว่าจะสามารถตรวจสอบประวัติได้อย่างลึกซึ้ง และตอบคำถามของสมาชิกได้” นายกล้านรงค์ กล่าว
สำหรับเบื้องหลังการเสนอชื่อ ‘หมอเรวัต’ เข้านั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้งนั้น คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องโหวตกันถึง 30 รอบ โดยในรอบที่ 30 ‘หมอเรวัต’ ก็เฉือนนางสาวนีย์ อัศวโรจน์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 ทั้งที่ 29 ครั้งที่ผ่านมาเสนอกัน 3 ต่อ 3 ตลอด โดยผู้ที่กลับมติคือ นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ขั้นตอนปัจจุบันขณะนี้คือได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม สนช. แล้ว โดยมีการตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ขึ้นมา 17 คน ได้แก่ 1.พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ กมธ.การเมือง 2.นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน 3.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ กมธ.การกฎหมายฯ 4.นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ กมธ.การปกครองท้องถิ่น 5.นายวิทวัส บุญญสถิต กมธ.การศึกษาและกีฬา 6.พล.อ.อ.ศิวเกียรติ ชเยมะ กมธ.การเศรษฐกิจฯ 7.พล.อ.สุรวัชร บุตรวงษ์ กมธ.การพลังงาน 8.นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ กมธ.การสาธารณสุข
9.นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย กมธ.การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีฯ 10.นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กมธ.สังคมฯ 11.พล.อ.ธีรวัฒน์ บุญยะประดับ กมธ.การเกษตรฯ 12.พล.ท.สมโภชน์ วังแก้ว กมธ.คมนาคม 13.พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข กมธ.การต่างประเทศ 14.พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก กมธ.การทรัพยากรธรรมชาติฯ 15.พล.ท.สุวโรจน์ ทิพย์มงคล กมธ.การพาณิชย์ 16.พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ กมธ.การศาสนาฯ และ 17.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ กมธ.สามัญกิจการสภาฯ (วิป สนช.)
ล่าสุด แหล่งข่าวจาก สนช. เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ถึงกรณีนี้ว่า ในวันนี้ (7/7/59) กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ได้นัดประชุมกันเพื่อเลือก ประธาน กมธ. อย่างไรก็ดีมีความพยายามจาก สนช. 2 ราย ที่ดำเนินการ ‘บล็อค’ ไม่ให้ สนช. ใน กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ เปิดประชุมได้ครบ ให้การประชุมล่ม เนื่องจากต้องการล็อบบี้ให้ พล.อ.ธีรวัฒน์ ลาออกจาก กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ เพื่อให้ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ สมาชิก สนช. เป็นมาเป็น กมธ. แทน 
โดยมีเหตุผลเบื้องหลังคือต้องการให้ พล.อ.ยอดยุทธ นั่งเก้าอี้ประธาน กมธ. เพราะเป็นเตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และว่ากันว่าเป็น ‘สายตรง’ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อ ‘เคลียร์’ ประวัติ ‘หมอเรวัต’ ให้สะอาด-โปร่งใส ผลักดันให้ได้นั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน 
ซึ่งขณะนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ธีรวัฒน์ ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วด้วย ?
ทั้งนี้ถือเป็นวันแรกที่การประชุม กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ล่ม ทั้งที่มีเวลาแค่ 20 วันเท่านั้น !
โดยรายชื่อบุคคลที่ร่วมเข้าประชุมได้นั้นมีแค่ พล.อ.ฉัตรเฉลิม นางนิพัทธา พล.อ.สุรวัชร พล.อ.ธีรวัฒน์ พล.อ.อ.อาคม จึงทำให้องค์ประชุมไม่ครบและล่มลงในที่สุด
นอกจากนี้การตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการตั้ง สนช. หลังรัฐประหาร 2557 ปกติมักมีชื่อของ พล.อ.อู้ด เบื้องบน อดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เข้ามาตรวจสอบด้วยเกือบทั้งหมด 
แต่คราวนี้กลับไม่มีชื่อของ พล.อ.อู้ด มานั่งเป็น กมธ. แต่อย่างใด!
กลับมีการผลักดัน พล.อ.ยอดยุทธ ซึ่ง สนช. หลายคนเชื่อกันว่า เป็น ‘สายตรง’ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ ?
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ในวันที่ 8 ก.ค. 2559 จะมี สนช. ที่ร่วมเป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ทยอยลาออกอีก เพราะอึดอัดกับสิ่งที่ถูกกระทำ 
ซึ่งการดันคน ๆ เดียวนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะทำให้ สนช. ทั้ง 218 คน ‘เน่า’ ไปด้วย !
และหากที่ประชุม สนช. กลับลำลงมติโหวตเลือก ‘หมอเรวัต’ ให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินตาม ‘ใบสั่ง’ จริง ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัว ‘บิ๊กตู่’ และ คสช. ที่เป็นผู้ตั้ง สนช. มาได้ เพราะที่ผ่านมาในการตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงกรรมการองค์กรอิสระทั้งหลาย ทำได้ดีมาตลอด
ทั้งนี้ สนช. เชื่อกันว่าสาเหตุที่ ‘หมอเรวัต’ จ่อคิวได้ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากเป็น ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิง’ รายหนึ่งที่กำลังโด่งดังเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้ 
โดยอดีตนักการเมืองหญิงรายดังกล่าว ได้ฝากฝัง ‘หมอเรวัต’ ไว้กับ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นอย่างยาวนานตั้งแต่ยังรุ่งเรืองทางการเมือง ?
อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ยุทธการ’ ผลักดัน-จัดเต็ม เพื่อตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่าง คสช. กับ ‘อดีตนักการเมืองหญิง’ รายนั้น 
ส่วนท้ายสุดแค่คน ๆ เดียวจะทำให้ สนช. เน่าทั้งเข่งจริงหรือไม่ รอลุ้นกันวันโหวตลงมติอีกครั้ง !

ลั่นกลองรบ! สนช.ฝ่าย'ประวิตร'VS'บิ๊กตู่'สงครามเลือกผู้ตรวจฯเปิดฉากแล้ว

ลั่นกลองรบ! ล้วงกลยุทธปม กก.สรรหาฯชง ‘เรวัต’ นั่งเก้าอี้ผู้ตรวจฯ เปิดฉากสงคราม สนช.สาย 'บิ๊กป้อม' vs 'บิ๊กตู่' ฝ่ายค้านงัดไม้เด็ดให้เขียนโหวตในกระดาษแทนกดบัตรป้องกันถูกกาหัว
PIC sntchdd 8 7 59 1
(8/7/59:ข้อมูล ที่มา :อิสรา)
กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันร้อนแรงที่สุดในห้วงเวลานี้ในหมู่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
สำหรับกรณีคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอชื่อ ‘หมอเรวัต วิศรุตเวช’ อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินซ้ำสอง !
เนื่องจากก่อนหน้านี้คณะกรรมการสรรหาฯชุดดังกล่าวเคยเสนอชื่อ นพ.เรวัต ไปแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับเสียงข้างมาก คือ เห็นชอบ 66 ไม่เห็นชอบ 66 และงดออกเสียง 24 จากผู้เข้าร่วมประชุม 156 คน (แต่ สนช. มีทั้งหมด 218 คน) ทำให้ไม่ได้รับเลือกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน
แต่ ‘หมอเรวัต’ ไม่ยอมแพ้ กลับเข้ามาสมัครอีกครั้ง และคณะกรรมการสรรหาฯชุดเดิม ก็เลือกให้นั่งเก้าอี้ตัวนี้อีกหน !
ท่ามกลางข้อครหา-กังขาจากบรรดา สนช. หลายคนว่า ทำไมจึงมีการเสนอชื่อบุคคลที่ สนช. มีมติเห็นชอบไปแล้วกลับมาได้อีก ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 
ขณะที่มีเสียงซุบซิบกันสนั่นสภาว่า ‘หมอเรวัต’ มี ‘แบ็คใหญ่’ ระดับ ‘บิ๊กในสภา-บิ๊กทหาร’ คอยหนุนหลังอยู่ ?
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องที่เคยเป็น ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ รายหนึ่งที่ปัจจุบันปรากฏบนหน้าสื่ออยู่เนือง ๆ ซึ่งว่ากันว่า อดีตนักการเมืองหญิงรายนี้เป็นคนฝากชื่อ ‘หมอเรวัต’ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยอดีตนักการเมืองหญิงรายนี้ยังรุ่งเรืองอยู่
และด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ 'บิ๊ก คสช.' ถอยไม่ได้ ?
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า มีความพยายามจาก ‘บิ๊ก คสช.’ ที่ต้องการผลักดันให้ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ (เรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์) เข้ามา ‘คุมหัวโต๊ะ’ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ‘เคลียร์ทาง’ ให้ ‘หมอเรวัต’ โดยสาเหตุสำคัญที่ใช้ พล.อ.ยอดยุทธ เพื่อเป็นการ 'อ้าง' ต่อ กมธ. ในทำนองว่าเป็น 'สายตรง' จาก 'บิ๊กตู่' ?
ทว่าท้ายสุดเจอเพื่อน ๆ ก๊วนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 เช่นกัน ได้เรียกไปพบและตักเตือน พล.อ.ยอดยุทธ จึงต้องยอมหลบฉากถอยออกมาในที่สุด
นอกจากนี้ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ บางคนก็ ‘ขัดขืน’ ไม่ยอมเดินตามเกมดังกล่าว โดยมี สนช. อย่างน้อยตอนนี้ 2 รายแล้ว ที่ขอลาออกจากการเป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ได้แก่ นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย และนางนิพัทธา อมรรัตนเมธา โดยมี พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ และนายปรีชา วัชราภัย เข้าไปเป็น กมธ. แทน
แหล่งข่าวจาก สนช. เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ถึงกรณีนี้ว่า ในการโหวตเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้ แบ่ง สนช. ออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน และฝ่ายพลังเงียบ
โดยฝ่ายสนับสนุน ส่วนใหญ่คือ สนช. สายทหารที่อาจเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์หรือสนิทสนมระดับหนึ่งกับ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ 'บูรพาพยัคฆ์' รวมไปถึงบรรดา ’28 สนช.เกรียน’ บางคน ที่เคยยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง ขอให้ สนช. ไม่ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ทว่ากลับถูกศาลฯ ‘สอนหน้าที่’ กลับมา จนท้ายสุดต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินจนได้
สำหรับรายชื่อ 28 สนช. ดังกล่าว ได้แก่ 1.พล.อ.นพดล อินทปัญญา อดีตเลขานุการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม 2.พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต 3.นายสุธรรม พันธุศักดิ์ 4.นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ 5.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน 6.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีตนายทหารคนสนิท (ทส.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 7.นายชัชวาล อภิบาลศรี อดีต ส.ว.สรรหา 8.พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) สมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. 9.นายประมุท สูตะบุตร อดีตผู้อำนวยการ อสทม คนแรก สายสัมพันธ์เครือญาติคู่สมรสนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 10.พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก
11.พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า เตรียมทหารรุ่นที่ 10 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) 12.นายธำรง ทัศนาญชลี อดีต ส.ว.สรรหา 13.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช อดีตเลขาธิการวุฒิสภา 14.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญการกองทัพไทย 15.นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร 16.พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก สนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร 17.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย 18.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) 19.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 
20.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต ส.ว.สรรหา 22.พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ อดีตเสนาธิการทหารบก 22.พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ นายตำรวจคนสนิท ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จบเตรียมนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 25 (รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท) 23.พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) 24.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) 25.พล.อ.ยุวนัฏ สริยกุล ณ อยุธยา อดีต ผบ.กองอัยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์) 26.นายธานี อ่อนละเอียด อดีต ส.ว.สรรหา 27.พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 28.พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.)
สำหรับฝ่ายคัดค้านส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มอธิการบดี-นักวิชาการ กลุ่มพลเรือน บางส่วนของกลุ่ม ’40 ส.ว.’ และบรรดาทหารที่เรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 หลายคน (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ และหลายคนมีสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือสนิทสนมกับ 'บิ๊กตู่') 
ส่วนที่เหลือเป็นฝ่ายพลังเงียบ คือกลุ่มนักวิชาการ-กลุ่มอดีตข้าราชการ ที่ยังไม่ตัดสินใจ หรือบางคนเลือกแล้วแต่ไม่กล้า ‘เปิดหน้าสู้’ เป็นต้น
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ กรณีนี้ทาง สนช. จะไม่มีการหารือถกกันเหมือนกับกรณีการลงมติในเรื่องอื่น ๆ เพราะมีปัญหาเยอะ จึงปล่อยให้แต่ละคนโหวตกันอย่างอิสระ ตัดสินใจกันเอาเอง ซึ่งคล้าย ๆ กับกรณีลงมติไม่ถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ที่มีคะแนนเสียงออกมาก้ำกึ่งกันแต่ห่างกันไม่มากนัก
แต่บรรดา สนช. ฝ่ายคัดค้าน ‘หมอเรวัต’ มี ‘ไม้เด็ด’ อยู่คือ เตรียมจะเสนอต่อที่ประชุม สนช. เพื่อขอให้การโหวตดังกล่าวใช้การเขียนชื่อลงในกระดาษ แทนที่จะใช้บัตรเสียบโหวตเหมือนกรณีอื่น ๆ 
ซึ่งตรงนี้จะส่งผลดีคือบรรดา ‘ฝ่ายพลังเงียบ’ กล้าตัดสินใจ เนื่องจากการเขียนลงในกระดาษ ไม่ได้ทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานอะไรไว้ว่าใครเป็นเขียน ซึ่งแตกต่างจากกรณีการเสียบบัตรลงมติ แม้จะเป็นการลงมติลับก็ตาม แต่ก็ยังปรากฏชื่ออยู่ในระบบว่าใครเป็นคนโหวตแบบไหนบ้าง
นัยว่าเป็นการป้องกันถูก ‘กาหัว’ จาก ‘บิ๊ก คสช.’ ที่อาจไม่พอใจ หากโหวตสวนทางกับธงที่ตั้งไว้ได้ ?
ไม่ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดจะเป็นเช่นไร แต่อาจเรียกได้ว่า สงครามระหว่าง สนช. ฝ่าย 'บิ๊กป้อม' VS สนช. ฝ่าย 'บิ๊กตู่' ได้เปิดฉาก-ลั่นกลองรบขึ้นแล้ว ! 
และหากยังบานปลายหาบทสรุปไม่ได้ ก็อาจเป็นชนวนนำไปสู่การล่มสลายของ สนช. ทั้งหมดได้ ไม่ช้าก็เร็ว ?

เปิดรายงานลับสรรหานั่งผู้ตรวจฯ! ล้วงเหตุผลไฉนดัน‘หมอเรวัต’สุดลิ่ม?

“…การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินคราวนี้ คือเพื่อไปแทนนายศรีราชา วงศารยางกูร ที่พ้นวาระไปเนื่องจากอายุครบ 70 ปี ซึ่งปัจจุบันมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจการแผ่นดินคือ ประเด็นท่อก๊าซของ ปตท. และการร้องเรียนเรื่องร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ซึ่งกรณีเหล่านี้มีส่วนพัวพันกับ 'นักธุรกิจ-เครือข่ายการเมือง' ที่เป็นเหมือน 'ผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก' ค้ำยัน คสช. อยู่…” 
 PIC rewattt 11 7 59 1
ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
สำหรับกรณีคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเสนอชื่อ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ให้เข้าดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินซ้ำสอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับเสียงข้างมากจาก สนช. ให้เข้าดำรงตำแหน่งก็ตาม
ท่ามกลางข่าวซุบซิบกันหนาหูในสภาว่ามี ‘ใบสั่ง’ จาก ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่งให้ดำเนินการเรื่องนี้ ?
แม้ว่าปัจจุบันกรณีดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติ โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบประวัติฯ ที่มี พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เป็นประธาน ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการไปตามระเบียบข้อบังคับ และเตรียมเรียก ‘หมอเรวัต’ เข้ามาชี้แจงข้อข้องใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการเมืองบางกลุ่ม
แต่ก็ยังเกิดปัญหาวุ่นวายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้ที่นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย และนางนิพัทธา อมรรัตนเมธา ลาออกจากการเป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติ โดยอ้างว่า ถูกล็อบบี้ทำให้การประชุมล่ม ส่งผลให้ พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ และนายปรีชา วัชราภัย เข้าไปเป็น กมธ. แทน 
ยังไม่นับรวมรายงานข่าวว่า ‘บิ๊กในสภา’ กับ ‘บิ๊ก คสช.’ เตรียมผลักดันให้ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ เตรียมทหารรุ่นที่ 12 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เข้ามานั่งใน กมธ. นัยว่าอาศัยชื่อของ ‘บิ๊กตู่’ เข้ามาเคลียร์ ?
ท่ามกลางข้อสงสัยของ สนช. หลายรายว่า ไฉนคณะกรรมการสรรหาฯถึงได้ชงชื่อ ‘หมอเรวัต’ เข้ามาอีกหน และมีการผลักดันจาก ‘บิ๊ก คสช.’ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบรายงานคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน พบว่า ในการโหวตเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินหนนี้นั้น มีผู้สมัคร 21 คน มีแคนดิเดตอย่างน้อย 5 คน ได้แก่ 1.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 2.นพ.เรวัต วิศรุตเวช 3.นายไพจิตร์ วราชิต 4.นายเชาวนะ ไตรมาศ 5.นายกำธร ถาวรสถิต
สำหรับคณะกรรมการสรรหาฯมีทั้งหมด 6 คน ได้แก่ 1.นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานฯ 2.นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 5.พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี บุคคลที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก และ 6.นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ บุคคลที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก เป็นกรรมการ
สำหรับในการโหวตครั้งแรกถึงครั้งที่ 3 พบว่า มีบุคคลได้รับการเสนอชื่อ ดังต่อไปนี้
ครั้งแรก นางเสาวนีนย์ ได้ 1 คะแนน นพ.เรวัต ได้ 3 คะแนน นายไพจิตร์ ได้ 1 คะแนน นายเชาวนะ ได้ 1 คะแนน
ครั้งที่สอง นางเสาวนีย์ ได้ 2 คะแนน นายกำธร ได้ 1 คะแนน นพ.เรวัต ได้ 3 คะแนน
ครั้งที่สาม นางเสาวนีย์ ได้ 2 คะแนน นพ.เรวัต ได้ 3 คะแนน นายเชาวนะ ได้ 1 คะแนน
หลังจากนั้นในครั้งที่สี่ถึงครั้งที่ยี่สิบเก้า มีแค่ชื่อของ นพ.เวรัต 3 คะแนน และนางเสาวนีย์ 3 คะแนน ตลอดทุกครั้ง
กระทั่งในครั้งที่สามสิบ (ครั้งสุดท้าย) นพ.เรวัต ได้ 4 คะแนน และนางเสาวนีย์ ได้ 2 คะแนน
ทั้งนี้น่าสังเกตว่า ชื่อของ ‘หมอเรวัต’ ได้รับการเสนอมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นคือยืนอยู่ 3 เสียงทุกครั้ง โดยผู้ที่ลงคะแนนให้คือ นายพรเพชร พล.ท.ศิลปชัย และนายปิยะ 
ก่อนที่ในรอบสามสิบ นายนุรักษ์ จะกลับลำหันไปเลือก ‘หมอเรวัต’ แทนทั้งที่สนับสนุนนางเสาวนีย์มาโดยตลอดก่อนหน้านี้ (ดูเอกสารประกอบ)

PIC สรรหาเรวต 1
PIC สรรหาเรวต 2
PIC สรรหาเรวต 3
PIC สรรหาเรวต 4
PIC สรรหาเรวต 5
PIC สรรหาเรวต 6 
ซึ่งเรื่องนี้สร้างความกังขาให้กับบรรดา สนช. เป็นอย่างมากว่า เป็นเพราะเหตุใดจึงมีการดันสุดลิ่มทิ่มประตูเช่นนี้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ในการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งแรก นายพรเพชร นายปิยะ และ พล.ท.ศิลปชัย ก็ยืนยันเลือก นพ.เรวัต มาโดยตลอด
ในหมู่ สนช. วิเคราะห์และประเมินกันว่า นอกเหนือจากกรณีที่มีการพูดกันว่า ‘หมอเรวัต’ เป็น ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ รายหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานกับ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ตั้งแต่สมัยอดีตนักการเมืองรายนี้ยังรุ่งเรืองอยู่
ขณะเดียวกันยังมีกรรมการสรรหารายหนึ่ง พูดยืนยันกลางวงประชุมเลยว่า “ผมรับผิดชอบเอง” จึงทำให้กรรมการสรรหาฯหลายคนมั่นใจทำตาม
นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ว่า การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินคราวนี้ คือเพื่อไปแทนนายศรีราชา วงศารยางกูร ที่พ้นวาระไปเนื่องจากอายุครบ 70 ปี ซึ่งปัจจุบันมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจการแผ่นดินคือ ประเด็นท่อก๊าซของ ปตท. และการร้องเรียนเรื่องร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ซึ่งกรณีเหล่านี้มีส่วนพัวพันกับ 'นักธุรกิจ-เครือข่ายการเมือง' ที่เป็นเหมือน 'ผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก' ค้ำยัน คสช. อยู่
และสำหรับขั้นตอนของคณะผู้ตรวจการแผ่นดินหากจะส่งเรื่องฟ้องศาลได้ จะต้องได้รับมติเอกฉันท์ คือ 3 เสียง ดังนั้นการผลักดันให้ 'หมอเรวัต' เข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ อาจนำเข้ามา 'บล็อค' เสียงของผู้ตรวจการแผ่นดินคนอื่นก็เป็นไปได้ ?
ก่อนที่จะเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายขึ้นใน สนช. โดยเฉพาะฝ่ายสนับสนุนคือ บรรดาทหารที่มีความสนิทสนมสัมพันธ์กับ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ ‘บูรพาพยัคฆ์’ ส่วนฝ่ายค้านคือ อดีตข้าราชการ-นักวิชาการ-กลุ่มอธิการบดีบางส่วน ทหารบางส่วนจากกลุ่มเตรียมทหารรุ่นที่ 12 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์
ดังนั้นหากเงื่อนปมนี้ยัง ‘ไม่เคลียร์’ ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้ สนช. แตกแยกกันได้ ?
โดยเฉพาะในไลน์กลุ่มของ สนช. ที่มีการส่งข้อความกันต่อ ๆ ว่า "1 นอกใส้ ใครไม่รู้ แลก 218 เพื่อนร่วมรบ ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ทิ้งศรัทธาประชาชน เสี่ยงล้มประชามติ คิดได้ไง?" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความระส่ำระส่ายใน สนช. อย่างชัดเจน
ท้ายสุดเรื่องนี้จะมีบทสรุปอย่างไร ต้องรอดูการโหวตลงมติของ สนช. ในเร็ววันนี้เท่านั้น !
อ่านประกอบ :

ลั่นกลองรบ! สนช.ฝ่าย'ประวิตร'VS'บิ๊กตู่'สงครามเลือกผู้ตรวจฯเปิดฉากแล้ว

“บิ๊กป๊อก” ยอมรับ สตง.สั่งฟัน ชายหมู ปมอุโมงค์ไฟฟ้า 39 ล้าน

“บิ๊กป๊อก” ยอมรับ สตง.สั่งฟัน ชายหมู ปมอุโมงค์ไฟฟ้า 39 ล้าน ระบุ รอคดีถึงที่สุด ก่อนพิจารณาปลดหรือพักงาน
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบทุจริตโครงการค่าใช้จ่ายประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของกทม. ว่า ทางสตง.แจ้งมาที่กระทรวงมหาดไทย 2-3 ประการด้วยกันคือ ให้มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงซึ่งทางกระทรวงก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว และสตง.ยังแจ้งมาด้วยว่าให้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร และให้ตั้งกรรมการสอบวินัยเจ้าหน้าที่กทม.หากพบมีความผิดก็ให้แจ้งความฟ้องแพ่งผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ได้ดำเนินการตามที่สตง.แจ้งมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องการแจ้งความนั้นก็จะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพิจารณาปลดหรือจะพักงาน ผู้ว่าฯกทม.ได้หรือไม่อย่างไรจะต้องรอให้คดีถึงสิ้นสุดก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คงต้องเป็นเช่นนั้น เพราะต้องให้คณะกรรมการสรุปข้อเท็จจริงก่อนแล้วดูตามระเบียบ ตามกฎหมายที่จะดำเนินการได้
counter

บุกยึดวัดดังเมืองกาญจน์เครือข่ายธรรมกายรุกอุทยาน90ไร่

12 ก.ค. 59 เวลา 09.00 น. พล.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.สั่งการให้ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ผบก.ปทส.) พ.ต.อ.พุฒิเดช บุญกระพือ ผกก.5 บก.ปทส. พ.ต.ท.สุทธินันท์ คงแช่มดี รอง ผกก.5 บก.ปทส. พ.ต.ต.พีรณัฒน์ ชิวปรีชา สว.กก.5 บก.ปทส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปทส.สนธิกำลังร่วมกับนายธรรมรัฐ วงศ์โสภา ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นายฐิติ โสมภีร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินท เจ้าหน้าที่ทหารชุดประสานงานประจำพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.ศรีสวัสดิ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นำหมายค้นศาลเข้าตรวจยึดพื้นที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เนื้อที่ 97 ไร่เศษ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นของวัดถ้ำเนรมิต เลขที่ 2 หมู่ 6 ต.แม่กระบุง อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี และเป็นวัดศูนย์สาขาวัดพระธรรมกาย
โดยเมื่อคณะเจ้าหน้าที่ไปถึงพบพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ (สมบูรณ์ สุวณฺโณ)เจ้าอาวาสนั่งอยู่บนรถวีลแชร์ ของผู้พิการอยู่ภายในศาลาการเปรียญ โดยมีพระลูกวัด 1 รูป นั่งอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีพระและสามเณรที่บวชใหม่อีก จำนวน 4 รูป ขณะเดียวกันมีลูกศิษย์ ที่ทราบข่าวว่าคณะเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจยึดพื้นที่ของวัดคืนกลับไปเป็นของรัฐ ต่างได้เดินทางมาที่วัดเพื่อให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง
ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นให้กับพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ อ่านหมายค้นด้วยตนเอง จนเข้าใจ และก็ได้เอ่ยขึ้นมาว่า “ทำไมทำกันถึงขนาดนี้” แต่พระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ ก็ยินยอมที่จะเซ็นต์รับหมายค้นด้วยดี นอกจากนี้ทางวัดยังนำหนังสือรับรองสภาพวัด ที่ออกให้โดยกรมการศาสนา เมื่อปี พ.ศ.2534 มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด้วย
ระหว่างนั้นคณะเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และเจ้าหน้าที่ ตร.ปทส.ได้กระจายกำลังกันออกไปตรวจสอบพื้นที่ภายในวัด เพื่อตรวจนับและวัดความสูงความกว้างของสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ทุกชนิด เช่นศาลาปฏิบัติธรรม ศาลาการเปรียญ โรงครัว ลานคอนกรีต โรงเครื่องปั่นไฟฟ้า ถ้ำรวมทั้งซุ้มประตู ทั้งนี้ พล.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน สังกัด กก.5 บก.ปทส.มาสอบปากคำ พระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ รวมทั้งพยานบุคคลประกอบด้วยนายก อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระลูกวัดรวมทั้งลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง
พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ปทส.เปิดเผยภายหลังว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจค้นและให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งการตรวจค้นก็พบมีอาคารต่างๆ เช่นศาลาการเปรียญ โรงครัว และศาลาปฏิบัติธรรมรวมทั้งศาลาที่กำลังสร้างใหม่ รวมแล้วมีอยู่ประมาณ 12 อาคาร ซึ่งอาคารเหล่านี้ทราบจากทาง อบต.ว่า สร้างโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งก็คงจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนพื้นที่จำนวน 97 ไร่ได้มาอย่างไร สำหรับขั้นตอนการดำเนินการกับเจ้าอาวาสนั้น เบื้องต้นก็ได้สอบสวนการให้ถ้อยคำเอาไว้ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานที่เจ้าอาวาสนำมายื่นก่อนหน้านี้ สำหรับใบขออนุญาตจัดตั้งที่ทางวัดนำมาแสดงนั้นเป็นเพียงแค่สำเนา ดังนั้นจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้งหนึ่งว่าเอกสารที่นำมาแสดงนั้นถูกต้องหรือไม่
ในส่วนของกรมอุทยานฯที่ได้ร้องทุกข์กับ ปทส.เอาไว้แล้วนั้น เราจะต้องดำเนินการสืบสวนต่อไป หากพบว่ามีส่วนไหนกระทำผิดกฎหมาย ก็ต้องมีการออกหมายเรียก จากนั้นก็ออกหมายจับในภายหลัง หรือไม่ก็ให้ไปมอบตัวเพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว
ด้านนายธรรมรัฐ วงศ์โสภา ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นวัด หรือศาสนสถาน ตามปกติจะต้องมีการแจ้งเป็นพุทธอุทยาน ซึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ทางกรมอุทยานฯได้มีการดำเนินการสำรวจว่า พื้นที่ใดเป็นวัด หรือเป็นสำนักสงฆ์ที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่านอนุรักษ์ ก็ให้มาแจ้งกับเจ้าหน้าที่เพื่อขึ้นทะเบียนเอาไว้ แต่ปรากฏว่าวัดแห่งนี้ยังไม่มีการแจ้งขึ้นทะเบียนเอาไว้แต่อย่างใด
ดังนั้นจึงต้องถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ศ.2504 มาตรา 16 ฐานบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ และจากนั้นจะต้องบังคับใช้มาตรา 21 มาตรา 22 โดยการประกาศไม่ให้บุคคลใดเข้ามาในพื้นที่ จากนั้นผู้กระทำผิดจะต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด หากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย กรมอุทยานฯก็จะเข้ามารื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเอง โดยผู้กระทำผิด จะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ (สมบูรณ์ สุวณฺโณ)อายุประมาณ 57 ปี หลายปีที่ผ่านมาเคยบวชเป็นพระสงฆ์อยู่ที่วัดพระธรรมกาย จากนั้นวัดพระธรรมกายได้ส่งพระครูวิสุทธิ์กาญจนกิจ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำเนรมิต ต่อมาเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้พิการมาจนถึงปัจจุบัน

"ไพบูลย์-มโน"ระบุ4มลทินค้าน"สมเด็จช่วง"เป็นสังฆราช

"ไพบูลย์-มโน"ระบุ4มลทินค้าน"สมเด็จช่วง"เป็นสังฆราช
Tuesday, July 12, 2016 - 14:01
"ไพบูลย์-หมอมโน" ยื่นหนังสือถึงนายกฯคัดค้านการนำชื่อ"สมเด็จช่วง"ขึ้นทูลเกล้าฯเป็นสังฆราชองค์ใหม่ ระบุ4มลทินของเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ
วันนี้(12 ก.ค.)ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)พร้อมด้วย นพ.มโน เลาหวนิช อดีตศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเพื่อคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เป็นสมเด็จพระสังฆราช
นายไพบูลย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องคัดค้านการเสนอนามดังกล่าวเนื่องจากพบว่ายังมีคดีความ มีการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย จึงต้องขอให้มีการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพยุคลบาทเมื่อนำเสนอชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ จึงให้พึงระวัง 4 เรื่อง คือ 1.กรณีที่ปรากฎว่ามีการครอบครองรถเบนซ์ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งคดีกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของดีเอสไอ 2. ตนได้ยื่นเรื่องร้องดีเอสไอไว้ในกรณีสมเด็จช่วงให้การช่วยเหลือพระธัมมชโยกรณีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชเข้าข่ายกระทำการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยมีหลักฐานว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับพระธัมมชโย
3.นอกจากนั้น ยังพบว่า มีการชำระเงินค่ารถเบนซ์คันที่มีปัญหาโดยจ่ายเป็นบัญชีกระแสรายวัน สั่งจ่ายเป็นเช็ค ระบุชื่อเจ้าของอู่รถ ซึ่งเป็นการทำผิดธรรมวินัย 2 ข้อ คือ พระภิกษุการต้องไม่รับหรือยินดีเงินทอง และต้องไม่นำเงินทองไปทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน แต่ปรากฎว่ามีการนำเช็คดังกล่าวไปชำระค่าซ่อมรถ โดยเรื่องนี้ควรตั้งกรรมการอิสระตามพูดตรวจการแผ่นดินเคยเสนอไว้ ขึ้นมาตรวจสอบ โดยประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ นักวิชาการ ฯลฯ เนื่องจากเกรงว่าหากผู้ตรวจสอบ และพูดถูกตรวจสอบเป็นคนเดียวกันจะไม่ได้ข้อยุติ และเกิดความไม่สง่างาม
4.ในวันที่ 9 มิถุนายน 2559 ที่วัดพระแก้ว ที่มีงานราชพิธีสำคัญ สมเด็จช่วงในฐานะประธานในพิธีต้องนำสวดบทถวายพระพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 2 บทก่อน แต่ท่านกลับข้าม ไม่นำสวดบทถวายพระพรดังกล่าว ตนจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) ให้ตรวจสอบสาเหตุ และข้อเท็จจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ระบุว่า การเสนอนามซึ่งเป็นอำนาจนายกฯนั้น หากพบว่ามีปัญหาจะยังไม่พิจารณา นายไพบูลย์ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจ และเชื่อใจหากนายกฯ พูดอย่างนั้น แต่ก็จะถูกกดดันจากฝ่ายที่เรียกร้องให้เสนอแต่งตั้งสมเด็จช่วง จึงไม่อยากให้เกิดปัญหา ขอให้นายกฯ พิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยมีความเห็นของกฤษฎีกาเข้ามาประกอบการพิจารณา ส่วนจะปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับนายก

‘บิ๊กตู่’ท้า’เจ้าคุณประสาร’ออกมาเคลื่อนไหว ใช้อำนาจจับหมดไม่เว้นหน้าไหน


“บิ๊กตู่” ท้า “เจ้าคุณประสาร ” ออกมาเคลื่อนไหว ลั่นใช้คำสั่ง คสช. ดำเนินการจับหมดไม่เว้นหน้าไหน ชี้ไม่มีสิทธิยื่นคำขาด ส่วนข้อเสนอ “ไพบูลย์” มี จนท.ดำเนินการอยู่แล้ว เชื่อ “ธัมมชโย” ยังอยู่เพราะยังไม่มีรายงานว่าหนีออกไปไหน มี ตร.เฝ้าตลอด
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยื่นหนังสือคัดค้านสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง วัดปากน้ำ) เป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยระบุยังมีปัญหาคดีความ และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบการละเมิดพระธรรมวินัยว่า โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า จะให้ใช้อำนาจอะไรในการตรวจสอบ จะให้ใช้มาตรา 44 หรืออำนาจของนายกฯ แล้วจะให้สอบสวนในประเด็นอะไร อย่าลืมว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเขากำลังสอบอยู่ ในทุก ๆ คดี อยู่ในขั้นตอน และกระบวนการ วันนี้ต้องเข้าใจว่าเมื่อทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการ ก็จะมีขั้นตอนดำเนินการสอบไปเรื่อยๆ ยกเว้นอะไรที่ไม่เข้ากระบวนการ นั่นคือปัญหาของประเทศ เมื่อวันนี้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวก็ต้องมีการสอบก็จะได้ผลการสอบสวนโดยเร็ว เพียงแต่อย่าไปเอาสถานการณ์อื่นมาเพิ่ม เป็นคดีอีกมากมาย จนเจ้าหน้าที่ไม่มีเวลาจะทำ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนที่นายไพบูลย์เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการกระทำผิดพระธรรมวินัยนั้น เรื่องดังกล่าวนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือกับมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ได้มีการพูดคุยมาโดยตลอด อะไรที่เป็นเรื่องของคดีความทาง มส. ก็ไม่ยุ่งเกี่ยว แต่ถ้าเมื่อไรมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของสงฆ์ ก็จะว่ากันอีกที ทุกอย่างมีขั้นตอนถ้าไม่ไปเร่งรัดก็สามารถไปได้ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหว ภายใน 7 วัน หากยังไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ตกลงประเทศไทยเป็นรัฐของใคร” เมื่อถามว่า รัฐบาลจะดูแลอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบขึ้นในสังคม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างฉุนเฉียวว่า “ก็ออกมา กฎหมายเขามีหรือเปล่า คำสั่ง คสช. เขาว่าอย่างไร ชุมนุมเกิน 5 คนได้หรือเปล่า อยากเคลื่อนไหวก็ออกมา จับวันนี้ไม่ได้ก็จับพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะใครทั้งนั้น ผมไม่ได้พูดแค่ผู้ที่ถูกกล่าวชื่ออย่างเดียว ทั้งหมดนั่นแหละ วันนี้จับไม่ได้ก็พรุ่งนี้ ถ้ายังไม่ได้ก็เป็นมะรืนนี้ อย่างไรก็โดนจับอยู่ดีนั่นแหละ เพราะมันผิดกฎหมาย ผมไม่ปล่อยปละละเลย จะเอาอย่างไรกันอีก จะปล่อยให้มันเละเทะ ปล่อยให้ใครอยากทำอะไรก็ทำอย่างนั้นหรือ มายื่นคำขาดกับผมอย่างนี้ได้หรือ ผมควรจะเป็นคนยื่นคำขาดมากกว่าแต่ผมยังไม่ทำเลย สื่อก็ชอบไปให้เครดิตแบบนี้แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ผมอยากจะรู้นัก ถ้าเขาออกมาแล้วพวกคุณได้อะไร หรือถ้าไม่ออกมาแล้วได้อะไร ก็ไม่เห็นจะได้อะไรสักอย่าง นอกจากได้ข่าวมาเขียนแล้วปล่อยให้ประเทศชาติเป็นอย่างไร ช่างมันก็เอาสิ เขียนข่าวกันเข้าไป”
เมื่อถามถึงกรณีพระธัมมชโย ที่หลายคนสงสัยว่ายังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “สื่อไปช่วยดูให้ผมหน่อย ในทางการข่าวยังไม่มีรายงานว่าไปไหน เห็นว่าก็ยังอยู่ในวัด ผมก็เฝ้ามาตั้งแต่ต้น ตำรวจเองก็อยู่มาตลอด ส่วนจะออกไปทางไหนผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าจะออก สื่อไปช่วยผมหาหน่อยว่ายังอยู่หรือเปล่า เพราะผมเข้าไปไม่ได้อยู่แล้ว จะเข้าไปก็ต้องลุยเข้าไป แล้วก็เกิดความเดือดร้อนขึ้นมา

พุทธะอิสระโต้คนจับผิดซื้อที่3พันไร่ แจงแค่ป่าสงวนฯ300ไร่ไว้ปลูกป่า 10ปีคืนกรมป่าไม้


เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ และเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นการครอบครองที่ดินป่าสงวนฯ ที่บ้านใหม่วังผาปูน ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งระบุว่าเป็นของพระพุทธะอิสระ มาเผยแพร่ทางโลกสังคมออนไลน์

โดยพระพุทธะอิสระชี้แจงเรื่องดังกล่าวผ่านการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไป ทางช่องสปริงนิวส์ ระบุว่า ตนเองไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น สืบเนื่องจากได้ปรารภกับ “มูลนิธิธัมมะพุทธะอิสระ” ว่า อยากให้ภาคเหนือมีป่า เพื่อภาคกลางจะได้มีน้ำใช้ตลอดปี ทางบริษัทพฤษเวช ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาสมุนไพร ยาสีฟัน และยารักษาโรคให้กับวัดอ้อน้อย จึงร่วมกับมูลนิธิ โดยในภาพเป็นการไปเจรจาขอคืนพื้นที่โดยจ่ายเงินให้แล้วนำมาปลูกป่าให้รัฐบาลและแผ่นดิน มีทหาร กรมป่าไม้ ครู และนักเรียนมาช่วยเอากล้าไม้ต้นไม้ขึ้นไปปลูก คนที่นำภาพไปเผยแพร่จึงต้องถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า เพราะตนกำลังทำความดีให้กับแผ่นดิน
ทั้งนี้ มูลนิธิธัมมะพุทธะอิสระเป็นของวัดอ้อน้อย ไม่เกี่ยวกับตน ร่วมกับบริษัทพฤษเวช ที่มีกรรมการมูลนิธิเป็นผู้จดทะเบียน โดยเงินที่ได้มาถูกดูแลโดยมูลนิธิ ซึ่งการนำเงินไปซื้อที่ดินป่าสงวนฯที่ถูกบุกรุกโดยชาวบ้านดังกล่าวนั้น ซึ่งบุกรุกไปเยอะมาก มูลนิธิไม่มีเงินมากพอ จึงขอคืนเฉพาะต้นน้ำ ซึ่งคนที่ครอบครองไม่ใช่คนยากจน แต่กลับเป็นครู ข้าราชการ มีคนยากจนจริงๆ ไม่กี่ราย และที่ดินที่รับซื้อไม่ใช่ 3,000 ไร่ เพียงแค่ 300 ไร่เท่านั้น เพื่อปลูกป่าฟื้นฟูธรรมชาติ โดยเมื่อครบ 10 ปีก็จะคืนพื้นที่ตรงนี้ให้กับกรมป่าไม้ เพราะเป็นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งก็ต้องจ้างคนดูแลถึง 5 คน ทั้งหมดจ่ายเงินไป 3 ล้านกว่าบาท วันปลูกป่าหัวหน้าเขตป่าไม้ นายอำเภอก็มาช่วย เพราะไม่ได้ทำเพื่อหวังประโยชน์กับตนเอง ซึ่งทำมานานแล้ว แต่ปัจจุบันที่เป็นปัญหาเพราะมีคนจ้องจับผิด
ที่มา: มติชน

อภิสิทธิ์ขอทราบร่างรธน.ไม่ผ่านแล้วอย่างไรต่อ ชี้ถ้าไม่รับ แล้วได้สิ่งที่แย่กว่าก็ต้องคิดหนัก

อภิสิทธิ์ขอทราบร่างรธน.ไม่ผ่านแล้วอย่างไรต่อ ชี้ถ้าไม่รับ แล้วได้สิ่งที่แย่กว่าก็ต้องคิดหนัก
เตือนไม่ว่า รธน.จะผ่านหรือไม่ ถ้าบ้านเมืองวุ่นวายจะไม่มีใครชนะ ทุกคนจะเดือดร้อน ขออย่าบิดเบือน ร่าง รธน. ชี้ผิดกฏหมาย พร้อมแนะผู้มีอำนาจตีความให้ ปชช.ได้แสดงออกเต็มที่อย่างสุจริต ระบุถ้าประยุทธ์ร่างฯใหม่ แนะเปิดให้ประชาชนร่วมออกความเห็นแด้วย
“สิ่งที่เราต้องการมีอยู่ 2 ประเด็น 1. ผมต้องการทราบว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะดำเนินการต่ออย่างไร เพราะถ้าไม่รับแล้วได้สิ่งที่แย่กว่า ก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน 2. ผมไม่ต้องการเห็นบรรยากาศความขัดแย้ง ที่ผ่านมาก็ยังกังวลอยู่ เนื่องจากมีการพูดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ทั้งนี้ที่ผ่านมาผมขอยืนยันว่าท้ายที่สุดแล้วเราต้องคิดไปไกลกว่าวันที่ 7 ส.ค. ส่วนเรื่องการแสดงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมไม่มีปัญหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็ต้องแสดงจุดยืนอยู่แล้ว” อภิสิทธิ์ กล่าว