PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

"สุวิทย์ เมษินทรีย์" เตือนภัยจุดเปลี่ยนประเทศ ปฏิรูป "คุณภาพคน" ก่อนไทยไร้ที่ยืน

อีกครั้งที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Kellogg School of Management ของ Northwestern University ศิษย์รักของ ศ.ดร.ฟิลิปส์ คอตเลอร์ นักการตลาดผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของโลก ออกมาเตือนผู้คนในสังคมไทยว่า เราจะใช้ชีวิตกันในแบบเดิมๆอย่างที่กำลังเป็นอยู่ไม่ได้!
เมื่อมนุษย์ต้องพัฒนาตน ผู้คนบนโลกต้องได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น และมีศักยภาพสูงขึ้นเพื่ออยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงนานัปการให้ได้
ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์ และออกแบบอนาคตประเทศไทย สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ดร.สุวิทย์ได้ออกมาบอกกับพวกเรา และรัฐบาลในฐานะที่แต่งตั้งให้เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการออกแบบอนาคตของประเทศว่า คนไทยจะต้องอยู่บนโลกเบี้ยวใบนี้ให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อโลกไม่ใช่ใบเดิมอีกต่อไป
สำคัญก็คือ ในขณะที่โลกเปลี่ยนไป ผู้คนทั่วโลกต่างแสวงหาความรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพตน แต่สังคมไทย ประเทศไทย และคนไทย กลับใช้เวลาและทรัพยากรที่มีอยู่ไปในทิศทางตรงกันข้าม ไม่ก่อให้เกิดคุณภาพ ผลิตภาพ และประสิทธิภาพในทางเศรษฐกิจ
ทีมเศรษฐกิจ ขอนำเอาแนวคิด ผลการศึกษา และการออกแบบอนาคตประเทศไทยของ ดร.สุวิทย์มาถ่ายทอดให้ฟังในวาระที่ได้รับเชิญให้เป็นองค์ปาฐกในงานสัมมนาทางวิชาการผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน
และ คน” คือหัวข้อใหญ่ที่ ดร.สุวิทย์เห็นว่า การออกแบบอนาคตประเทศไทย จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการ สร้างคน” รุ่นใหม่เป็นสำคัญ
3 อาการที่ฟ้องให้เห็นปัญหา
ปัญหาประเทศไทยมีมากจนพวกเราอาจไม่รู้ตัว และเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนหลายคนเห็นเป็นเรื่องปกติ Normal และไม่คาดหวังจะแก้ไข หรือจำเป็นต้องแก้ไข
ผมมองเห็น 3 อาการที่เริ่มฟ้องว่า ประเทศและสังคมไทยกำลังมีปัญหาในช่วง 10 ปีให้หลังมานี้ก็คือ
1.เป็นประเทศที่มีผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือเชื้อเอดส์มากที่สุดของเอเชียในปี 2552 ในเวลาเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกันในด้านรายได้มากที่สุดของเอเชียในปี 2552
3.เป็นประเทศที่มีคุณแม่วัยใสมากที่สุดของอาเซียนในปี 2554 ขณะเดียวกันเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในโลกในปี 2553 ที่ร้ายกว่านั้น ขณะที่หลายประเทศพยายามหลุดพ้นจากระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีรัฐประหารมากที่สุดของปี และกลับมามีการทำรัฐประหารกันอีกครั้งในปี 2553
ถ้าลองมองไปดูประเทศเพื่อนบ้านที่เคยหายใจรดต้นคอกันมาอย่างมาเลเซีย จะพบว่าเขาข้ามผ่านการเป็นประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงสำเร็จแล้ว แต่ไทยกลับอยู่ในตำแหน่งเดิม โดยมีประเทศที่เคยล้าหลังกว่า วิ่งขึ้นแซงหน้าไปเพื่อให้พ้นจากเส้นความยากจนสู่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงโดยการพัฒนาคุณภาพของประชากรเป็นสำคัญ
คำถามคือ เราลงทุนเพื่อการพัฒนาสมองของประชากรผ่านระบบการศึกษามากเพียงไร หรือว่า หยุดอยู่กับที่ ถึงแม้จะเห็นว่ารัฐบาลยอมเจียดงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นจาก 0.12 เป็น 0.24% แต่ประเทศอื่นๆโดยเฉพาะคู่แข่ง อัดฉีดงบประมาณเพื่อการนี้สูงกว่าเรา
เฉพาะการเรียนรู้เรื่องภาษา ถ้าใครเปิด วิกิพีเดีย (สารานุกรมโลก) ดูจะพบว่า มีบทความทางวิชาการที่ถูกแปลเป็นภาษาเวียดนามมากกว่าภาษาไทยถึง 6 เท่า และคนเวียดนามใช้อินเตอร์เน็ตมากกว่าคนไทย 1.7 เท่า
ขณะที่ระบบการศึกษาของหลายประเทศในอาเซียนและในโลกนำเสนอให้ประชากรในวัยเรียนของเขาต้องมีความรู้ใน3 ภาษา ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่เด็กไทยยังคงอ่านและเขียนภาษาไทยอย่างงูๆปลาๆ ส่วนความฉลาดในเรื่องของภาษาอังกฤษ ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 53 จาก 54 ชาติในเอเชีย ทั้งที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาจำเป็นที่ต้องใช้เพื่อการคบค้า และขายสินค้าของไทยในตลาดโลก
สิ่งนี้เป็นปัญหาที่ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความห่วงใย ขณะที่ทีมเศรษฐกิจได้รับการเปิดเผยจากผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการว่า ไทยขาดบุคลากรด้านการสอน โดยเฉพาะในวิชาสำคัญๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ อยู่มากถึง 60,000-80,000 คน แต่ด้วยเหตุที่งบมากกว่า 52% เป็นค่าจ้างครู ทำให้กระทรวงศึกษาธิการพยายามชะลอ และลดจำนวนบุคลากรใหม่ๆเข้าสู่ระบบการศึกษาไทย
จึงไม่ต้องแปลกใจที่แต่ละโรงเรียนเต็มไปด้วย ครูพละ” ที่เงินเดือนต่ำและสอนนักเรียนได้ทุกวิชา!
สิ่งบอกเหตุแห่งความเสื่อมถอย 
ปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่เคยมีใครคิดจะแก้ไขเหล่านี้ เป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนว่า ไทยกำลังเดินไปสู่ความเสื่อมถอย ขณะที่เรามีแม่วัยใสที่ควรจะอยู่ในโรงเรียนเพื่อช่วยกันสร้างชาติแต่กลับต้องไปเลี้ยงลูก ในเวลาเดียวกัน
สังคมไทยก็มีคดีเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น เมื่อเติบโตมาเป็นผู้ใช้แรงงาน ก็มีแต่แรงงานที่มีหนี้สินรุงรัง และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา
สังคมที่ดี จะต้องเป็นสังคมที่มีความหวัง คือ HOPE มีความสุข HAPPINESS และมีความสมานฉันท์ HARMONY
แต่นั่นไม่ใช่สังคมไทยที่เราอยู่กัน สังคมวันนี้ คนจนยังคงจนดักดาน และคำว่า โง่ จน เจ็บ” ยังคงเป็นคำพูดที่สะท้อนถึงความเป็นจริงที่เราไม่สามารถออกจากกับดักเหล่านี้ได้ นี่จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ผู้ร่วมสัมมนาในฐานะNation Builder จะช่วยกันแก้ไข และการจะแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้ก็ต้องวางแผน สร้างคน” เป็นสำคัญ
เมื่อผมมองดูการบริหารจัดการของประเทศต่างๆในโลก ผมพบว่า หลายประเทศมีความทะเยอทะยานที่จะนำพาประเทศตนไปสู่ประเทศโลกที่ 1 ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลอดจนถึงการค้าบนเวทีโลกอย่างมีเสถียรภาพ จาก
ชาติมหาอำนาจเดิมๆอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ทุกวันนี้ เราจะเห็นว่า มีสิงคโปร์ เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย พาตัวเองไปสู่ความมั่งคั่งในประเทศโลกที่ 1
ส่วนเวียดนาม พม่า และลาว ซึ่งอยู่ในประเทศโลกที่ 3 ก็กำลังนำพาตัวเองทะยานสู่ประเทศกำลังพัฒนา จากประเทศยากจนสู่ประเทศที่ประชาชนมีรายได้ปานกลางเช่นเดียวกับประเทศไทย เพียงแต่เมื่อเทียบกับประเทศไทยในบริบทของการวางแผนเพื่อการพัฒนาชาติแล้ว ต้องบอกว่า ไทยเรากำลังปักหลักยืนอยู่กับที่
ความล้าหลัง และการไม่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าพร้อมๆกับประเทศต่างๆซึ่งเคลื่อนตัวไปตามภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกจะทำให้เศรษฐกิจประเทศเปราะบาง ผู้คนอ่อนไหว สังคมแตกแยกและไร้ซึ่งเสถียรภาพในทุกๆด้าน ถ้าไม่ทำอะไรเลย ท้ายที่สุด ประเทศไทยจะยืนอยู่บนเวทีโลกไม่ได้
สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอก็คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งเป็นหลักในการสร้างความมั่งคั่งนั้น ติดอยู่บนกับดักที่ขึ้นไปข้างบนก็ไม่ได้ เพราะอุตสาหกรรมไทยไม่ได้พัฒนา หรือปรับโครงสร้างการผลิตให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นั่นจึงทำให้เราแข่งขันด้วยเทคโนโลยีไม่ได้ ส่วนจะขยับลงล่างเพื่อสู้กับจีนและเวียดนามในเรื่องของค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าก็ไม่ได้ เพราะค่าจ้างแรงงานเราสูงกว่าแล้ว
ก็เหมือนนัทแครกเกอร์ที่ถูกบีบอยู่ตรงกลางทั้งบนและล่าง ขยับไปไหนไม่ได้ วันนี้เราจึงมีปัญหาเรื่องการส่งออก และถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกล่ะก็ ผมทำนายไว้เลยว่า ตัวเลขการส่งออกเราจะปรับลดลงเรื่อยๆ และท้ายสุดประเทศไทยจะสูญเสียตลาดส่งออกที่เราเคยเป็นเจ้าของไปหมด ถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างทางการศึกษา และคุณภาพของคนเป็นสำคัญ
คุณภาพคน” สร้างปัญหามากมาย
เรื่องของคน ทำให้ปัญหาลามเลียไปถึงโครงสร้างส่วนต่างๆของประเทศซึ่งรวมไปถึงการลงทุน ที่ทำให้เราฝืดเคืองอย่างหนัก ทุกวันนี้การลงทุนใหม่ไม่มี หรือมีก็ไม่มากพอจะสร้างนัยสำคัญทางเศรษฐกิจได้ ขณะที่เพื่อนบ้านมีการลงทุนที่มีสีสันบรรยากาศ ที่สำคัญการลงทุนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่การลงทุนที่มีคุณภาพ
เราต้องการการลงทุนที่มี Knowlegde base มาขับเคลื่อนคน และถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการผลิตใหม่ๆ
ที่แน่ก็คือวันนี้เราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอจะทำให้คนเข้ามาลงทุน นั่นสะท้อนให้เห็นถึงความถดถอยของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีก 15 ปี อินโดนีเซียจะกลายเป็นประเทศที่รวยที่สุด 1 ใน 10 ของโลก ถ้ามองในแง่จีดีพี (รายได้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า กัมพูชา ลาว จะไม่ใช่ประเทศตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market อีกแล้ว คำถามคือ แล้วไทยเราจะอยู่ได้อย่างไร ขีดความสามารถในการแข่งขันเราจะอยู่ในระดับใด และวัดได้หรือไม่
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอีกเรื่องก็คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศไทยเราไม่เคยมีใครพูดถึง นั่นเป็นเรื่องน่ากลัว
ถ้าเราไม่ได้คิด หรือวางแผนไว้เลย และขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวก็วัดกันตัวเดียวเท่านั้น คือ คุณภาพของคน คุณภาพของมนุษย์ในประเทศนั้นๆ
เมื่อพูดถึงคุณภาพของคน เราจะพบว่าประเทศไทยเราเจอปัญหา 2 อย่างพร้อมๆกัน เด้งที่ 1 คือ คนเราแก่ลง สังคมไทยกำลังเดินหน้าไปสู่สังคมสูงอายุ แต่หลายประเทศที่คุณภาพคนของเขาดี มีการศึกษาและการเรียนรู้ที่สูงขึ้น และยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปข้างหน้าต่อไปได้ ต่อให้เขามีคนแก่เพิ่มขึ้น เขาก็อยู่ได้
เพราะคนรุ่นใหม่เขามีคุณภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี บางประเทศแม้จะดูเหมือนประเทศเขามีคนมากมาย เดินกันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด แต่คนเหล่านั้นจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณภาพแน่นอน
ส่วนประเทศไทย โชคร้ายก็ตรงที่คนแก่ลง แต่คุณภาพคนรุ่นใหม่ลดลงตามไปด้วย มันจะสะท้อนภาพอนาคตอีกสิบปีข้างหน้าว่า คนแก่เราที่คาดว่าจะมีราว 20 ล้านคน มีเด็กราว 8 ล้านคน มีพลังของคนหนุ่มสาวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่35 ล้านคน จากที่มีอยู่ 43 ล้านคนวันนี้นั้น จะมีความสามารถในการแบกรับภาระคนแก่ได้ลดลง
อัตราการแบกรับภาระคนแก่จะลดลงตามลำดับจาก 8 ต่อ 1 คน เหลือแค่ 4 ต่อ 1 ในวันนี้ และจะเหลืออยู่แค่ 2 ต่อ 1คนเท่านั้นในอนาคต มันจึงเป็นภาระอันหนักหน่วงของสังคมครับ เพราะฉะนั้น วันนี้เราเป็นอย่างไร วันหน้าเราก็จะได้อย่างนั้น เช่นกัน วันนี้เราสร้างคนไว้อย่างไร เราก็จะได้คนอย่างนั้น
ทิ้งความคิดเก่าสู่ความคิดใหม่
เราอาจรวยขึ้นจากประเทศที่เคยเป็น Low Income มาเป็น Middle Income แต่จะรวยขึ้นกว่านี้อีกไม่ได้เพราะติดกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางด้วยการเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ในเอเชียไทยเราเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำสูงสุด โดยเฉพาะคนรวยสุด 20% กับคนจนสุด 20% ซึ่ง ห่างกันมากเหลือเกิน
เมื่อความเหลื่อมล้ำสูงมาก สิ่งที่ตามมาด้วยไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้เท่านั้น ยังมีความเหลื่อมล้ำของโอกาสสูง และมีอภิสิทธิ์ชนที่สูงมาก 3 ปัจจัยนี้ ทำให้ไทยเป็นสังคมที่เสื่อมถอย เต็มไปด้วยความขัดแย้งสูง และไม่Clean&Clear ไม่ Free&Fair ไม่ Care&Share ไม่สะอาดโปร่งใส ไม่ตรงไปตรงมา และไม่แคร์-ไม่เสียสละต่อกัน
สังคมเช่นนี้ ปล่อยต่อไปจะกลายเป็นสังคมที่เรียกว่า Fail State คือ สังคมที่ล้มเหลว
สิ่งที่ท้าทายก็คือ เราจะมีส่วนในการช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพเพียงพอจะเปลี่ยนประเทศที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ การเอาเปรียบทางโอกาส และการมีแต่อภิสิทธิ์ชนได้อย่างไร ที่สำคัญจะทำอย่างไรให้ไทยหลุดพ้นกับดักต่างๆได้ แน่นอน ประเทศไทยจำเป็นต้องมั่งคั่งขึ้น แต่ความมั่งคั่งต้องไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะคนบางกลุ่ม สังคมต้อง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเอื้ออาทรต่อกัน
ผมอยากเรียนว่า การปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่เรื่องของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือรัฐบาลเท่านั้น เพราะ สปช. และรัฐบาลเป็นแค่ตัวตั้งเรื่องให้ ถ้าการปฏิรูปไม่เกิดขึ้นในหมู่ของมวลชนคนไทย หรือได้รับการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยมวลมหาประชาชนแล้ว ผมไม่เชื่อว่ามันจะประสบความสำเร็จ
ทำไมเราต้องปฏิรูปประเทศ และเปลี่ยนแปลงตัวเองน่ะหรือ เหตุผลก็เพราะโลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกของความเป็นดิจิตอล ที่มี 2 อารยธรรมทับซ้อนกันอยู่ระหว่างโลกความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงในอินเตอร์เน็ต ฉะนั้น เด็กรุ่นใหม่จะต้องได้รับการเรียนการสอนเพื่อให้อยู่ในโลกที่มีวัฒนธรรมใหม่ของการดำรงอยู่ให้ได้
เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไป การติดต่อสื่อสารที่เคยแยกกันคนละที่ คนละวัน และคนละมุม กลับกลายเป็นการสื่อสารกับทุกคนในโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง เวลาใด ที่ไหน และเมื่อไหร่ก็ได้ โลกจึงเปลี่ยนไปทุกมิติ
โลกใบเก่าที่เราอยู่คือ 1 ประเทศ 1 ตลาด แต่วันนี้ไม่ใช่ วันนี้ คือ 1 โลก 1 ตลาด เราจะต้องทำให้เด็กของเรามองโลกเป็นตลาดให้ได้ ผมเคยถูกหลอกให้ถามสิงคโปร์ว่า เขาเตรียมพร้อมอย่างไรกับอาเซียน ผมได้รับคำตอบว่า สิงคโปร์ไม่เคยคิดเตรียมการอะไรกับอาเซียน แต่เตรียมกับโลกเพราะต้องอยู่กับโลก ไม่ใช่อยู่กับอาเซียน
เด็กไทยจึงต้องได้รับการเรียนการสอนให้อยู่กับโลกในบริบทใหม่ให้ได้ และต่อเชื่อมได้ทั้งในโลกอินเตอร์เน็ต ได้ด้วยความสามารถในการแยกแยะและคัดกรอง
ในโลกของอินเตอร์เน็ต ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล เพราะข้อมูลล้นทะลักเต็มไปหมด แต่อยู่ที่การคัดกรองที่ผู้ใหญ่จะสอนเด็กอย่างไรให้แยกแยะข้อมูลที่ดีออกจากข้อมูลที่ไม่ดี ข้อมูลจริง 100% ออกจากข้อมูลที่เป็น Half-Truth ได้ ทั้งหมดนี้คือ ความฉลาดในการสอนเด็กให้รู้จักกับการแยกแยะโลกที่เปลี่ยนไป
ที่สำคัญก็คือ ในอนาคตโลกจะเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว และภัยคุกคามต่างๆจะเป็น Global to Global คือสุขจะสุขด้วยกัน ทุกข์ก็จะทุกข์ด้วยกัน เราจะเห็นว่าเรื่องของเศรษฐกิจ ภาวะโลกร้อน โรคระบาด หรือแม้แต่ภัยคุกคามการก่อการร้ายสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายๆ
เราจะสอนเด็กไทยอย่างไรให้อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย มีทุกมิติ และการต่อรอง มีทั้งแรงเสริมและแรงต้าน ซ้ำยังมีกระแสโลกาภิวัตน์ของรัฐชาติ บรรษัทข้ามชาติ และกระแสโลกาภิวัตน์ของคน มีทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ที่เป็นขาว และดำลบ และบวกอย่างไร
เราจะสอนคนไทยรุ่นใหม่ให้มีภูมิคุ้มกันอย่างไร เมื่อโลกต้องแชร์ทุกข์สุข และสิ่งต่างๆทั้งดีและเลวร่วมกัน นั่นเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันตอบให้ได้.
ทีมเศรษฐกิจ
ที่มา นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม 2558

การเมืองว่าด้วยเลือกตั้ง

ยั้งจังหวะเร่ง 'ร่วมวง'

เห็นลีลาเตะตะกร้อของบิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ทั้งจั่วลม ทั้งวืด ล้มก้นจ้ำเบ้า แปลูกไปโน่นไปนั่นไปนี่

ล้อมวงเล่น 5 นาที เตะโดนลูกตะกร้อไม่กี่หน ชนิดใช้เวลาเดินเก็บลูกเหนื่อยกว่า

อุทานภาษาอินเตอร์เน็ตก็ต้องบอกว่า แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ

เอาเป็นว่า นอกจากท่านผู้นำออกตัว ผมแก่แล้ว และเพิ่งจะฟื้นไข้ มองในมุมบวกคิวออกกำลังกายทุกสัปดาห์ของบิ๊กตู่ ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

แค่ได้ขยับแข้งขาก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว

ส่วนที่มีการโพสต์ข้อความพร้อมภาพ นายกฯเตะตะกร้อ ยืดแข้งยืดขา ขณะที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ชาวบ้านยังเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ราคายางตก ฯลฯ นั่นก็น่าจะคนละเรื่องคนละฟีลกัน

แต่สไตล์ที่ไวต่อกระแส แค่โดนเหน็บนิดหน่อย บิ๊กตู่น่าจะรู้อารมณ์ผู้คนในสังคม

สั่งจัดโปรแกรมยกคณะ ครม.ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ทันทีทันควัน

นอกจากเยี่ยมชาวบ้าน แจกถุงยังชีพ ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย เบรกเกมตอดใส่แล้ว ยังถือโอกาสประชุมงาน ทั้งความมั่นคง การลงทุนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

โจทย์ของอำนาจพิเศษห้วงนี้ ต้องปั่นงาน ตรึงเรตติ้งสร้างภูมิคุ้มกันส่วนตัว

ไฟต์บังคับ เตะออก นอกวงไม่ได้

เหมือนปมร้อนๆในห้วงนี้ผู้นำจะโยนลูกออกจากตัว ทั้งคิวอดีตนายกฯปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โวยถูกตำรวจ-ทหารตามประกบ บิ๊กตู่ โยนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จำเป็นต้องรักษาความปลอดภัย

อดีตผู้นำ

หากเกิดอะไรขึ้นมาก็จะมาโทษรัฐบาลว่าไม่ดูแล ก็ต้องขออภัยไว้ด้วยแล้วกัน

อดีตคนกันเองฝากผ่านสื่อ ฉะนั้นอย่าโอดครวญ

รวมทั้งปมแหลมๆ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัยรองประธาน สนช. แง้มไต๋เลื่อนเลือกตั้งเพราะอาจปั๊มกฎหมายลูกไม่ทัน ทำเอาบิ๊กตู่ต้องย้ำธงโรดแม็ปเลือกตั้งปี 2560 ไม่เปลี่ยน-ไม่เลื่อน

โบ้ยให้เป็นเรื่องทีมปั๊มกฎหมาย สนช.ว่ากันไป

เช่นเดียวกับ ข้อเสนอร้อนของเก่าเจ้าเดิมมาได้จังหวะ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง สปท.ทั้ง เสรี สุวรรณภานนท์ประธาน กมธ. และ สุชน ชาลีเครือ กมธ.ออกมากระตุกนายกฯใช้อำนาจ ม.44

ดันแผนนิรโทษกรรม ปรับสู่โหมดปรองดอง

ไม่ใช่เรื่องของผม ใครอยากเสนออะไรก็เสนอไป อย่ามายุ่งกับมาตรา 44

โยนลูก ไปหาวิธีกันมา

แต่ก็ไม่ได้เตะลูกทิ้งเสียทีเดียว กับประเด็นนิรโทษที่น่าจะมีที่มาที่ไป

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ธงเคลียร์เริ่มสะบัด

ทั้งหมดทั้งปวง แม้ถึงที่สุดหลายปมจะต้องเป็นไปตามโจทย์นั้น แต่สำหรับ บิ๊กตู่เล่นลูกมั่วๆไม่ได้

เพราะมีปัจจัยพิจารณาระดับ ตัวแปรพิเศษจนต้องยั้งจังหวะก้าว

เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่มาช่วงท้ายปลายปีที่ผ่านมา พร้อมๆกับร่างกฎหมายหลายฉบับที่ผ่าน สนช.แบบปุบปับฉับไว ทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.สงฆ์

กับประเด็นที่พูดต่อกันอื้ออึงถึงสัญญาณให้ สนช.สแตนด์บายรองานใหญ่เรื่องสำคัญ

โยงไปกระทั่งเรื่องแก้กฎเกณฑ์กติกาใน ประเด็นสำคัญ

แต่ยังไม่ชัดจะออกมารูปแบบใด เริ่มศักราชใหม่ก็ยังเป็นแค่กระแสข่าว ผู้นำจึงต้องรั้งจังหวะรอ กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการ ในสถานการณ์บังคับ

ด้วยเงื่อนไขตัวแปรที่ บิ๊กตู่กำหนดเองไม่ได้

หลายประเด็น ทั้งโรดแม็ปเลือกตั้ง คิวนิรโทษ ปรองดอง ไปจนกระทั่งรายการรื้อปรับกฎกติกาใหญ่

ผู้นำจึงได้แค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่น้ำแต่ละสาย

โยนให้รับลูกไป ตั้งเรื่องรอไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง
---------------------------

06012560 • บิ๊กตู่ใช้เวลาช่วงปีใหม่ร่างโมเดลแนวทางเดินหน้างานปฏิรูป....
ได้คิดและเขียนด้วยเป็นลายมือมาออกมา ได้มีการนำไปทำเป็นโมเดลและจัดพิมพ์ออกมา
ว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้จริง ซึ่งได้มีการเพิ่มเรื่องการปรองดองเข้ามา
ออกมาเป็นมรรคเป็นผลให้เห็น
ไม่ต้องรอจนถึงวันที่ยุทธศาสตร์ชาติจะออก ก็สามารถขับเคลื่อนเป็นบางเรื่องบางอย่างได้
ซึ่งโมเดลนี้เน้นไปที่จะทำอย่างไรถึงจะทำให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่องกับ
เรื่องของการปฏิรูปและการปรองดองกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ได้มีการเชื่อมต่อกันได้
จากเดิมต่างฝ่ายต่างมีเรื่องที่ทำแยกกัน
ท่านนายกฯ คิดคอนเซ็ปต์ว่าควรจะมีสำนักงานสักสำนักงานหนึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ และตกลงใจเลือกแล้วว่าควรจะเป็นรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักสายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่

เรื่องนี้
ทำหน้าที่เป็นสำนักงานฝ่ายเลขาฯ
เพื่อหยิบประเด็นต่างๆ ขึ้นมาว่าวันนี้เรื่องปฏิรูปปรองดอง ยุทธศาสตร์ก็ดี มีอะไรเป็นเรื่องด่วน สำคัญ
จัดลำดับความเร่งด่วน และหยิบแต่ละเรื่องว่าเรื่องนี้มีหน่วยงานไหนเกี่ยวข้องบ้าง ต้องทำอะไรบ้าง
บางประการไม่สามารถดำเนินการได้เลยต้องแก้ไขกฎหมายก่อน แก้กฎหมายนานไปไหม
จำเป็นต้องดึงบางเรื่องบางส่วนออกมาเป็นออกมาตรา 44 ไหม"พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
///////////
"ยึดโรดแมปเดิม ลดกระแสฝ่ายต้าน"

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ข่าวสารการเมืองในช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ต้องยอมรับว่าทุกความสนใจจับจ้องอยู่ที่การส่งสัญญาณเพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นกลางปี 2561 จากเดิมกำหนด

ไว้ในปี 2560 ของสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1

การแสดงท่าทีดังกล่าวของ สนช. ส่งผลให้ฝ่ายการเมืองใช้โอกาสนี้รุกไล่แม่น้ำ 5 สายอย่างหนักด้วยการสอบถามว่าถ้าจะเลื่อนการเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ มีเหตุผลรองรับอย่างไร อีกทั้งยังโจมตีพาดพิง

ไปถึงการทำงานของแม่น้ำ 5 สายตลอด 2 ปีที่ผ่านมาด้วย

ขณะที่แต่ละฝ่ายในแม่น้ำ 5 สายยังคงสงวนท่าทีต่อเรื่องโรดแมปพอสมควร โดยส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของ สนช.เท่านั้น ไม่ได้ผูกพันแม่น้ำ 5 สายทั้งหมด เพราะหากจะ

ตัดสินใจเลื่อนโรดแมปจริงๆ ต้องมาจากการตัดสินใจร่วมกันทั้งหมดเท่านั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ออกมาประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่าโรดแมปและการเลือกตั้งยังคงเป็นไปตามเดิม

ผมพูดมาตลอดว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง ซึ่งขั้นตอนคือ 1.มีรัฐธรรมนูญ 2.การทำกฎหมายลูก ส่วนมีกี่ฉบับผมไม่ทราบ แต่มีกรอบเวลาอยู่แล้ว ถ้าทำเกินเวลาแสดงว่าทำไม่ทัน ถ้าทำเสร็จเร็วก็คือทำทัน

และ 3.ขั้นตอนเตรียมการเลือกตั้ง มีการหาเสียง ซึ่งการหาเสียงจะวุ่นวายแค่ไหน ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว จึงต้องดูว่าควรจะทำกันช่วงใด ซึ่งการหาเสียงและเลือกตั้งใช้เวลา 150 วัน และมาสู่ขั้นตอนการ

จัดตั้งรัฐบาลอีก 90 วัน

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด แล้วไปเลื่อนโรดแมปตรงไหน ถ้าทุกคนเอาเร็ว เอาเลือกตั้งตอนนี้ แล้วทุกอย่างจะเดินไปอย่างไร คนที่เร่งคือใครแล้วเขาต้องการอะไรพล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ในภาพรวมของการยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงยึดตามโรดแมปเดิมทุกประการ ซึ่งการแสดงท่าทีแบบนี้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องการให้ตัดทอนกระแสของฝ่าย

ตรงข้ามไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้

ต้องยอมรับว่าการเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนอยู่พอสมควร เพราะต้องยอมรับว่า คสช.ยืนยันมาตลอดว่าในปี 2560 ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง อีกทั้งยังประกาศ

ก่อนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติในลักษณะว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ การเลือกตั้งก็จะยังคงมีตามเดิม จึงเป็น 2 แรงบวกที่ทำให้โรดแมปไม่สามารถเลื่อนออกไปได้โดย

ปริยาย

ดังนั้น การที่อยู่ดีๆ สนช.พยายามส่งสัญญาณและอ้างเหตุผลเพื่อให้คนไทยยอมรับการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ย่อมไม่ต่างอะไรกับการจุดระเบิดเวลา

ด้วยเหตุนี้เอง พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องรีบประกาศเจตนารมณ์ในการยึดถือตามโรดแมปเดิม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียวเหมือนกับในอดีตที่เคยมีกรณีเสียสัตย์เพื่อชาติ

อย่างไรก็ตาม จากการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควรเช่นกัน

กล่าวคือ แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันถึงโรดแมป แต่ปรากฏว่ามีบางคำพูดที่แสดงให้เห็นว่าพร้อมเลื่อนโรดแมปเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการระบุว่าถ้าทำเกินเวลาแสดงว่าทำไม่ทัน ถ้าทำเสร็จเร็ว

ก็คือทำทัน

แน่นอนว่าถ้า สนช.ให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับได้ทันภายใน 60 วัน ย่อมไม่กระเทือนถึงโรดแมป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็

โยนหินถามทางล่วงหน้ามาว่าการเลือกตั้งย่อมต้องเลื่อนไปก่อนแบบช่วยไม่ได้

เหตุผลเดียวที่จะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป คือ การไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของ สนช.ขึ้นไป

ถ้า สนช.มีมติออกมาเช่นนั้น จะก่อให้เกิดปัญหาในทางกฎหมายพอดี เพราะร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดทางออกว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวแล้ว ใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐ

ธรรมนูญกลับมาให้ สนช.อีกรอบ

ครั้นจะให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นฝ่ายเสนออีกครั้ง มีปัญหาว่าถ้าเป็นกรณีที่พ้นระยะเวลา 240 วัน นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว กรธ.ย่อมไม่มีอำนาจเสนอร่างกฎหมาย

เข้าสภาได้เป็นครั้งที่สอง

หรือจะใช้กระบวนการช่องทางตามปกติในการเสนอกฎหมาย เช่น ให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเสนอกฎหมายมายัง สนช.โดยผ่านคณะรัฐมนตรี เป็นต้น ก็ยังมีปัญหาอีกเช่นกันว่าจะทำได้หรือไม่

เพราะการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในปัจจุบันเป็นการดำเนินการในสถานการณ์พิเศษตามบทเฉพาะกาล

เพราะฉะนั้น ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมาจริงๆ ย่อมเป็นหนึ่งเงื่อนไขที่ คสช.สามารถหยิบเอามาเพื่อเป็นความชอบธรรมในการขอขยายโรดแมปออกไป ซึ่ง คสช.

ย่อมประเมินแล้วว่าเมื่อถึงเวลานั้น สังคมจะยอมรับและเห็นถึงความจำเป็นของการเลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นปี 2561
//////////////
กรธ.แจงไม่มีการเร่งพิจารณากม.ลูก ระบุทำตามกรอบเวลา 240วัน

โฆษกกรธ.เผยไมมีการเร่งพิจารณากฎหมายลูกให้เสร็จในทันทีทันใด ระบุทำตามกรอบเวลา 240 วันตามโรดแมปรัฐบาล

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  กล่าวถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ฉบับสำคัญที่ใช้เป็นเกณฑ์กำหนดการเลือกตั้ง ว่า กรธ. ได้นำ

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาพิจารณาเป็นเบื้องต้นแล้ว แต่ยังเป็นเพียงการกำหนดหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่การเขียนบทบัญญัติตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติกำหนด

เจตนารมณ์ไว้อาทิ การจัดการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม การดำเนินการเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงระยะเวลาของการนับคะแนน การ

คำนวณผลคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งจะสัมพันธ์กับการได้มาซึ่งส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และเงื่อนไขที่จะโยงกับการเปิดประชุมรัฐสภานัดแรก เมื่อได้ส.ส.ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมาตรการที่จะนำไปสู่

ความเป็นรูปธรรมของการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง

นายอุดมกล่าวว่า ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. นั้น กรธ. จะไม่เร่งพิจารณาให้เสร็จในทันทีทันใด  เพราะต้องรอเวลาที่ให้พรรคการเมืองปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาใหม่ ตามที่ร่าง

พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด ซึ่งกำหนดเวลา ไว้ 6 เดือน รวมถึงต้องรอให้ กกต. ได้ปรับองค์กรและกลไกให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับใหม่ด้วยเช่นกัน โดย ตนยืนยันว่าการพิจารณาทำ

กฎหมายลูกจะเป็นไปตามกรอบที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนด คือ จัดทำภายใน 8 เดือน หรือ 240 วัน เพราะได้คำนวณบนฐานของโรดแมปของรัฐบาล คือ จัดการเลือกตั้งภายในปี 2560 ไม่ได้คิดใน

ประเด็นอื่นๆ แต่เมื่อมีสถานการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความเหมาะสมระหว่างมีงานพระราชพิธีสำคัญ เป็นเรื่องที่ทราบกันอยู่ แต่จุดนี้การทำงานของกรธ. จะไม่เกินกว่าเวลาที่ร่างรัฐ

ธรรมนูญใหม่กำหนดแน่นอน

นายอุดม กล่าวด้วยว่าสำหรับการประชุมกรธ. ในวันที่ 9 ม.ค. นั้น ตามที่กำหนดไว้ คือจะเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  โดยการพิจารณาดังกล่าว

จะเปิดให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและกรธ. จะจัดเวทีเพื่อรับฟังเสียงของประชาชนด้วย
////////////////
อานิสงส์"หยั่งทาง"เลื่อนเลือกตั้ง

ที่ สนช.ออกมา "โยนหินถามทาง" เรื่องเลือกตั้ง นับว่าได้ผล!

เพราะทำให้รู้เลย....

ไฮยีนาฝูงไหน อยู่ในสภาพอดโซ "ซุ่มรอ" เลือกตั้ง ด้วยความกระหายหิว

ความจริง ถ้ามีสติซักนิด ปัญญาก็จะเกิด

เมื่อปัญญาเกิด ก็จะนับเลขเป็น

เมื่อนับเป็น ก็จะรู้ การเลือกตั้งตามโรดแมป "ไม่มีการเลื่อน" และ "เลื่อนไม่ได้"!

เพราะถูกล็อกไว้แล้วด้วยเงื่อนไขทั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ใกล้ประกาศใช้

ตามมาตรา ๒๖๘ บอกว่า.......

ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒) (๓) และ (๔) มีผล

บังคับใช้แล้ว

คือเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้

จะโรดแมป-โรดตู่ ก็ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น ถ้ามีอันผิดเพี้ยนไปจากนั้น ไปคอยดักตีกระบาล กรธ.กับ สนช.โน่น

ไม่ใช่เวียนหน้าออกมาไล่งับขากางเกงนายกฯ ตู่ ถ้าพลาด งับผิดที่นายกฯ เป็นหมันไปละก็ ใครจะรับผิดชอบ?

เพราะเลือกช้า-เลือกเร็ว หรือ เลือกได้-ยังเลือกไม่ได้ อยู่ที่ กรธ.กับ สนช.ผู้มีหน้าที่ทำคลอดกฎหมายลูก ๔ ฉบับ ว่าจะเสร็จตามเวลาโรดแมปหรือไม่?

รัฐบาลไม่เกี่ยว!

เพื่อช่วยเก็บอาการกระสัน พวกโจรประชาธิปไตยใส่สูท ยึดเทอมเวลานี้ไว้ จะได้ไม่ตื่นคอกจนน่ารำคาญ

ผมเคยบอกไปแล้วมิใช่หรือ นับจาก ๗ สิงหา.๕๙............

-กรธ.ร่างกฎหมายลูก ๔ ฉบับ ภายใน ๒๔๐ วัน

-สนช.พิจารณาร่างกฎหมายลูก ภายใน ๖๐ วัน

-เมื่อกฎหมายลูกบังคับใช้

กกต.จัดการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๘ ภายใน ๑๕๐ วัน

-รวมเวลาทั้งหมด ๔๘๐ วัน หรือ ๑ ปี ๔ เดือน

มองรวมๆ จะตกประมาณปลายตุลา.๖๐ โน่น!

แต่ยังไม่ใช่ทีเดียว ยังมีขั้นตอนตามกฎหมายอยู่อีก ค่อยๆ คุยกันไปก็จะรู้เอง

แต่เฉพาะขั้นตอนนี้ รอให้ครบกำหนด "ถึงวันนั้น" ซะก่อน ถ้ามันบิดเบี้ยวค่อยโวย

พวกโวยประเด็นเลื่อน-ไม่เลื่อนเลือกตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จะเข้า ๓ ลักษณะ

กระสัน-พาล-สันดานชอบเห่า!

ขอดักหน้าไว้อีกนิด.........

อย่าสื่อสารถึงชาวบ้านแบบตีขลุม โดยใช้ความคลุมเครือหาประโยชน์ใส่พรรค คือพอกฎหมายลูกเสร็จ ก็จะโมเม ทึกทักนับจากวันนั้น ว่าภายใน ๑๕๐ วันต้องเลือกตั้ง

อ่านมาตรา ๒๖๘ ให้ทะลุก่อน อย่าแกล้งโง่ รัฐธรรมนูญบอกว่า

"ให้ดำเนินการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภาย ๑๕๐ วัน....

"นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒) (๓) และ (๔) มีผลบังคับใช้แล้ว"

นั่นคือ ๑๕๐ วัน ที่ว่านั้น ให้เริ่มนับจากกฎหมายลูก ๔ ฉบับ "มีผลบังคับใช้แล้ว" ไม่ใช่นับจากวันกฎหมายลูกเสร็จตามโรดแมป

แล้วใครจะบอกได้ล่ะว่า........

"กฎหมายลูก ๔ ฉบับ" จะมีผลบังคับใช้ เมื่อไหร่-วันไหน?

มีกรอบกว้างๆ เพียงว่า ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันไหน ก็นับ ๑ จากวันนั้นไป วันใด-วันหนึ่งใน ๑๕๐ วัน จะเป็นวันเลือกตั้ง

เรื่องนี้ ต้องแยกแยะให้ชัด มันมี ๒ ขั้นตอนอยู่

คือขั้นตอนร่างกฎหมายลูก ผ่านกฎหมายลูก จนถึงการประกาศใช้ ทำภายใต้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ส่วนขั้นตอนเลือกตั้ง ทำภายใต้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ที่กำลังจะประกาศใช้

ถ้าเข้าใจตามนี้..........

เซ่อ-สะเหล่อ-ง่าวจ๊าดแต้ ที่พวกกระสันเลือกตั้งไปเห่าหอนว่านายกฯ ตู่ ปูทางเลื่อนเลือกตั้ง

นายกฯ ปู น่ะ...มี แต่นายกฯ ปูทาง...ไม่มี เพราะกฎหมายมันล็อกเวลาไว้หมดแล้ว นายกฯ เบี้ยว แสดงว่านายกฯ ทำผิดรัฐธรรมนูญ

คนทำผิดรัฐธรรมนูญ ผลเป็นอย่างไร อยากรู้ใช่มั้ย?

ถ้าอยากรู้........

"ถามนายกฯ หญิงคนแรกดูซิเค้อะ!"

ฉะนั้น ขั้นตอนจัดทำกฎหมายไปสู่การเลือกตั้ง เรารู้แล้ว ยังไงๆ ก็ต้องเป็นไปตามโรดแมป ซึ่งมีกำหนดปลายปี

ปลายปี ก็เหมือนแม่ท้องครบ ๙ เดือน.......

แต่ ๙ เดือนปุ๊บ ใช่ว่าจะต้องคลอดปั๊บ!

อาจก่อนหน้า-ก่อนหลังได้ตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับว่า ปากมดลูกเปิดหรือยัง น้ำคร่ำแตกหรือยัง เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็วันนั้นแหละ คลอดแน่!

ช่วง ๙ เดือน คือเทอมเวลาคลอด ก็คือ เทอมรอกฎหมายลูก ๔ ฉบับน้ำคร่ำแตกนั่นแหละ

และแตกแล้ว คลอดตอนไหน ก็เท่ากับรู้แล้วว่า มีผลบังคับใช้วันไหน?..........

จากนั้น ก็รอดูในพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอีกที ว่ากำหนดวันไหน ให้เป็นวันเลือกตั้ง

อันที่จริง ถ้าคนพอมีความรู้สึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี อยู่บ้าง ไม่สถุลชาติเกินไปนัก ย่อมเป็นที่เข้าใจได้

"ปลายปี-ต้นปี" เป็นสันตติแห่งกาลเวลา เป็นเวลาเชื่อมต่อในเหตุและผลด้วยกัน ไม่ถือเป็นช้าหรือเร็วในลักษณะ "ถ่วง-ดึง" ที่ถือว่าผิดเวลาจนน่าเกลียด

ตรงนี้ "วิญญูชน" เข้าใจได้!

ฉะนั้น ครบตามโรดแมปตุลา.-พฤศจิกา.๖๐ แล้วไปเลือกตั้งเอาต้นปี ๖๑ มันไม่ต่างกันเลย

นับเป็นบรรยากาศมีกิจกรรมการเมืองต่อเนื่อง ไม่ถือเป็นการเลื่อน-ไม่เลื่อนตรงไหน?!

ยิ่ง "คุณจมูกถอก" ออกมาพูด ทำให้ "ต่างชาติไม่เชื่อถือ" ยิ่งทำให้รู้เจตนสันดานพวกนี้

ก็ช่างมันปะไร.......

คุณจะยกต่างชาติดุจบิดาที่ต้องแคร์ ก็แคร์ของคุณไปซี จะให้มาเกี่ยวกับบ้านผม-เมืองผมทำไม?

เลือกตั้งสหรัฐสดๆ ร้อนๆ มีไอ้กันซักคนมันบอกโอบามา-นางคลินตันบ้างมั้ยว่า สันดานประชาธิปไตย "แพ้แล้วพาล" อย่างนั้นน่ะ

"ต่างชาติเขาไม่เชื่อถือ"?

สรุปในสรุปอีกที ...........

ไม่มีอะไรเลื่อนจากโรดแมป ส่วนเลือกตั้งปลายปี จะกำหนดวันไหน หรือเหลื่อมไปต้นปี เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายที่ "กำหนดกรอบ" ไว้

ก็อย่างที่บอกแต่ต้น

การยกเรื่องเลือกตั้งที่อาจต้องเหลื่อมไปต้นปี ๖๑ มาพูด เท่ากับ "โยนหินถามทาง"

ก็รู้ทางนักเลือกตั้งทันที โดยเฉพาะนักเลือกตั้งซีกเพื่อไทย

จุดอ่อนเพื่อไทยอยู่ในจุดแข็งตัวเขาเอง!

พรรคการเมืองอื่น เขาเฉยๆ จะเลือกปลายปี-ต้นปีถัดไป ได้ทั้งนั้น เพราะเดิมพันชีวิตของเขา ไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง

มีแต่เพื่อไทยระบอบทักษิณ "พรรคเดียว" เท่านั้น ที่ยึดการเลือกตั้งเป็นเดิมพันชีวิต

ทำไมเป็นเช่นนั้น?

ก็พรรคอื่นๆ เขามีแนวนโยบาย การเมืองเพื่ออำนาจเข้าไปบริหารบ้านเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย

ได้-ไม่ได้บริหาร ก็ไม่เดือดร้อนอะไร

แต่เพื่อไทย แนวนโยบายของเขา การเมืองเพื่ออำนาจเข้าไปบริหาร "ได้แล้วเอามาแบ่งกัน" สู่เป้าหมายเปลี่ยนประเทศไทยเป็น "แดงทั้งแผ่นดิน"!

ฉะนั้น ในความดำดิ่งกลิ้งลงเหวของระบอบทักษิณ

ทางรอด "ทางเดียว" ที่เหลืออยู่คือ "ทางเลือกตั้ง" เป็นเส้นทางหวัง จะได้กลับสู่เส้นทางอำนาจใหม่

เพราะมีแต่การได้อำนาจรัฐคืนมาเท่านั้น .......

จะช่วยให้สมุนที่ใกล้คุก-ในคุก...รอด จะช่วยให้วงศ์วานว่านเครือรวยแล้วเอามาแบ่งปันกัน...อีกรอบ

สำคัญสูงสุด..........

เป้าหมาย "แดงทั้งแผ่นดิน" ทักษิณสถาปนา จะสู่ไฟต์ล้างตา เพื่อการสถาปนากันอีกที!

เพราะอย่างนั้น พอบอกว่า "เลื่อนเลือกตั้ง" จึงเหมือนหมาถูกเหยียบหาง ร้องเอ๋งงง แล้วแว้งงับฉับเลย

จุดอ่อน กลัวไม่ได้เลือกตั้ง

จุดแข็ง เชื่อมั่นในละเมอว่า เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็นอนมา!

นั่นเท่ากับ ตอนนี้รัฐบาล คสช.มีคำตอบแล้ว ๒ คำตอบ

คำตอบแรก.............

เพื่อไทย ต้องการเลือกตั้งเร็ว เพื่อระบอบทักษิณรอด

คำตอบที่สอง......

ประชาชน เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อบ้านเมืองรอด

แต่ผมคิดว่า นายกฯ ประยุทธ์มี "คำตอบที่ ๓ " เป็นทางเลือกใส่ซองไว้แล้วมากกว่า!?

ฤดูกาล เคลื่อนย้ายรถถัง..รถเกราะ..วันเด็ก วันกองทัพไทย

ฤดูกาล เคลื่อนย้ายรถถัง..รถเกราะ..วันเด็ก วันกองทัพไทย
บูรพาพยัคฆ์ เตรียมเคลื่อนย้ายรถถังและรถเกราะ 9มค.จากปราจีนบุรี เข้า ร.11รอ.เตรียมโชว์งานวันเด็ก 14 มค. และสวนสนามสาบานธง วันกองทัพบก18มค.
กองทัพบก แจ้งว่า ในวันที่ 9มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา 08.00-10.00น. กองทัพบกโดย กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จะทำการเคลื่อนย้ายรถถังและยานเกราะล้อยาง จากที่ตั้งหน่วยทหารใน จ.ปราจีนบุรี มายัง กรมทหารราบที่ 11รักษาพระองค์ เขตบางเขน กทม. เพื่อเตรียมร่วมในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพบก และวันกองทัพไทย 18 มค. โดยจะมาโชว์วันเด็ก 14 มค. ที่พล.ม.2รอ. ด้วย
โดยใช้ เส้นทาง จาก จ ปราจีนบุรี มา รังสิต องครักษ์ เข้าถ.วิภาวดีฯและเลี้ยวซ้าย เข้าหลักสี่ วงเวียน และ ร.11รอ.
จึงขออภัยในความไม่สะดวกด้านการจราจรในช่วงที่มีการเคลื่อนย้าย ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2560

"สปท.การเมือง" เสนอแนวทางจำหน่ายคดีชั่วคราวสร้างความปรองดอง

วันที่ 4 มกราคม 2560 เวลา 07:29 น.

"นายเสรี สุวรรณภานนท์" เสนอแนวทางสร้างความปรองดองจำหน่ายคดีชั่วคราว เพื่อช่วยประชาชนที่มีอัตราโทษไม่ร้ายแรง ส่วนแกนนำและคดีร้ายแรง ให้สู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า ที่ประชุมสปท.การเมืองได้ตั้งกรรมาธิการฯเต็มคณะ เพื่อพิจารณาแนวทางการ
ปฏิรูปเพื่อสร้างความปรองดอง โดยวางหลักการสร้างความปรองดองแยกเป็นกลุ่มๆได้แก่ ส่วนแกนนำชุมนุมหากมีคดีติดตัวจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล ส่วนระดับประชาชนทั่วไปจะแยกตามความหนักเบาของคดีหากเป็นคดีที่มีความผิดร้ายแรง อาทิ มาตรา 112 คดีทุจริต ความผิดอาญาร้ายแรงเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งเป็นความผิดที่ประชาชนรับไม่ได้จะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ แต่หากเป็นคดีประชาชนทั่วไปที่มีอัตราโทษไม่รุนแรง เช่น การฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปชุมนุมทางการเมือง

คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาศาลแขวง หรือกรณีการขัดคำสั่งไม่ไปรายงานตัว สปท.การเมืองได้เสนอแนวทางลดหย่อนการลงโทษ อาทิ คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวนของศาล จะขอให้ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราวระหว่างการสืบพยานไว้ชั่วคราว เพื่อให้โอกาสผู้กระทำผิดกลับตัว แต่มีเงื่อนไขว่าระหว่าง 3-5 ปี ห้ามไปกระทำความผิดซ้ำ ทั้งการไปร่วมการชุมนุม การปลุกระดมข่มขู่

ส่วนกรณีที่ นายสุชน ชาลีเครือ มีแนวคิดเสนอให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อนิรโทษกรรมแก่ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุมทางการเมืองนั้น นายเสรี กล่าวว่า อยากให้ใช้แนวทางตามกฎหมายปกติไปก่อน แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วย หากต้องการความรวดเร็ว ก็สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษได้

"วิรัตน์"หนุน"สปท."ชงนิรโทษ แนะเยียวยาเหยื่อ 3 จว.ใต้

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 ไม่ว่าจะเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมอย่างเด็ดขาด และต้องลงโทษสถานหนักในคดีอาญาร้ายแรง รวมถึงคดีทุจริตทุกประเภท แต่ทั้งนี้เห็นด้วยที่จะนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ และจะต้องมีมาตรการเยียวยาด้านการเงิน และด้านจิตใจให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยจากการเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบ ด้วยการจัดเงิน ดูแล หรือหาอาชีพที่เหมาะสม หรือมาตรการอื่นที่เหมาะกับผู้ชุมนุมนั้นๆ ส่วนวงเงินนั้นแม้ไม่ถึง 7 ล้าน 5 แสนบาทต่อราย แต่ควรให้ผู้ที่เสียชีวิต ทุพพลภาพ สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน และได้รับการยอมรับในสังคม ทั้งนี้เห็นว่าแนวทางที่จะนิรโทษกรรมควรให้ สนช. ยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อจะได้รอบคอบรัดกุมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายนอกจากนี้ควรคำนึงถึงสถานการณ์ในสามจังหวัดภาคใต้ด้วย

"สาธิต"ย้อนถาม"สุชน"ชงนิรโทษฯเพื่อใคร

ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเสนอของนายสุชน ที่เรียกร้องให้ หัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 นิรโทษกรรมประชาชนในเหตุการณ์การเมือง ตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา เพื่อสร้างความปรองดอง ว่า ถือเป็นข้อเสนอที่ล้าสมัยและควรต้องตอบคำถามสังคมก่อนว่า ทำเพื่อใคร และใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมที่เสนอมา เพราะข้อเท็จจริงในเวลานี้ แทบจะไม่มีประชาชนที่เป็นเหยื่อในการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งที่เหลืออยู่มีแต่ผู้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม ในทางกลับกันผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ล้วนเป็นแกนนำในการชุมนุมทั้งสิ้น อีกทั้งขณะนี้ความขัดแย้งหรือความปรองดองของคนในชาตินั้น สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ที่สำคัญที่สุด คือ ข้อเสนอนี้จะเป็นการล้างอำนาจของฝ่ายตุลาการหรือไม่ เพราะบางคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว มีผลพิพากษาทั้งลงโทษผู้ที่ทำผิด และที่ยกฟ้องให้ประชาชนไปแล้ว

จุดที่ 'บิ๊กตู่' ตอบชัดไม่ได้

ประเดิมเอาฤกษ์เอาชัย

บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ อาจารย์น้องรศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยา นำคณะรัฐมนตรีและข้าราชการทำเนียบรัฐบาล ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 60 รูป

เนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2560

พ่วงด้วยเซอร์ไพรส์ นายกฯลุงตู่ ปล่อยซิงเกิลใหม่ เพลง สะพาน ที่เจ้าตัวแต่งให้กับ ครม.ทุกคนในการทำงาน เพื่อก้าวข้ามไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ตามฉากบรรยากาศชื่นมื่น

ท่ามกลางกระแสข่าวหนทางตามโรดแม็ปส่อเค้าไม่ราบรื่น

ล่าสุดเป็นคิวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ยืนยันกับปากตัวเอง ยังยึดโรดแม็ปเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เพิ่มเติมด้วยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่ยืนยันไม่จำเป็นต้องชี้แจงกับต่างประเทศกรณีมีกระแสข่าวเรื่องการเลื่อนโรดแม็ป เพราะไม่มีฝรั่งชาติไหนมาถามแล้ว เนื่องจากเห็นกระบวน

การและทิศทางแล้ว หลังไทยผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา

ถือเป็นสัญญาประชาคมว่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ขึ้น ซึ่งโรดแม็ปอาจจะมีบวกลบบ้าง แต่

เชื่อว่าไม่ว่าจะปรับอย่างไร ก็จะไม่กระทบกับความเชื่อมั่น เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็ต้องเดินตามนั้น ต่างชาติเขาเข้าใจในเรื่องนี้ดี

ท่าทีจากรัฐบาลทหาร คสช.พยายามยึดสัญญาประชาคมที่ประกาศไว้

แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินตามรูปการณ์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จับอุณหภูมิความร้อนแรงจะไหลไปอยู่ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

เปิดยุทธการปล่อยของเป็นชุด

ไล่ตั้งแต่การเปิดไฟเขียว พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่อเนื่องกับการเดินหน้าแก้ไขพระราชบัญญัติสงฆ์ พ.ศ.2505 ผ่าทางตันการตั้งสังฆราชองค์ใหม่

ลุยถั่วแบบม้วนเดียวจบ โดยไม่สนกระแสต้าน

จนมาถึงการปล่อยสัญญาณการเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง โดยคนระดับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. จุดพลุให้ สนช.ในปีกกลุ่มอดีต 40 ส.ว.แห่ตีปี๊บ

รีบเล่นเกมเร็ว โดยที่รัฐบาลได้แค่อ้อมแอ้มยึดตามสัญญาประชาคมเดิม

โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ถึงจุดนี้สนช.คือ กลไกหลักในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ทางการเมือง

เดินเกมแหลมๆคมๆแทนรัฐบาล คสช.

ตามโปรแกรมที่รออยู่ล้วนแต่คิวสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มีการแบะท่าออกมาแล้ว แนวโน้มใช้เวลา ลากยาวกันแบบเต็มเหยียด

สนช.ยื้อจังหวะ ดึงเกมโรดแม็ปได้ตามกติกา

มาถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ผู้รับผิดชอบสัญญาประชาคม ยังไม่ชัวร์เลยด้วยซ้ำ

ในเมื่อทุกอย่างมันอยู่ในกระบวนการของ สนช.

แต่ที่ต้องจับตา อีกส่วนที่ขยับก็คือมุกปรองดองที่เงียบหายไปนาน โผล่มาล่าสุดเจ้าเก่าหน้าเดิมอย่างนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับ

เคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมชงแนวทางให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือเหมือนการใช้นโยบาย 66/23 สมัยรัฐบาลป๋าเปรมพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในการเปิดช่องให้ผู้หลงผิดเข้ามอบตัว

กับทางราชการโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี

โดยให้ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่รับสารภาพไม่ต้องถูกจำคุก หรือให้มีการจำหน่ายคดี โดยไม่ต้องออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรม แต่จะไม่ครอบคลุมแกนนำการชุมนุม การกระทำผิดอาญาร้ายแรง

คดีทุจริต และการกระทำผิดตามมาตรา 112

และก็ตามฟอร์มเดิม เมื่อได้ยินคำว่าปรองดอง พรรคเพื่อไทยต้องลุ้นให้ถึง นายใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ต้องดักคอไม่ให้เหมาถึงทักษิณ ต่างฝ่ายต่างตีกินในมุมที่เข้าทางตัวเอง

แต่ที่แปลกไป ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยไม่ด่ากันโขมงโฉงเฉง แค่เถียงกันในหลักการ

เหมือนจับคลื่นความถี่ได้ สัญญาณปรองดองรอบนี้มีที่มาที่ไป.

ทีมข่าวการเมือง

ที่มา:ไทยรัฐ

แผนปรองดองยุค รัฐบาลทหาร 2 ปี 3คณะ วาระแท้งก่อนนิรโทษ

(ข้อมูลย้อนหลัง)
updated: 14 พ.ค. 2559 เวลา 20:30:08 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
รายงาน
ไอเดีย "บันได 2 ขั้น" สู่ความปรองดองของ "เสรี สุวรรณภานนท์" ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อาจกล่าวได้ว่า "ล้มคว่ำไม่เป็นท่า" หลังจากจุดพลุสลายสีเสื้อชนิดไม่มีปี่มีขลุ่ยชั่วข้ามคืนเดียว ไอเดียปรองดองที่ยัง

"ไม่ตกตะกอน" กลายเป็น "ตำบลกระสุนตก" 

ให้กลุ่มการเมืองที่มีส่วนได้-เสียรุมกระหน่ำ ยิ่ง "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกฯ ความมั่นคง "พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์" ออกมาหักดิบแผนปรองดอง ว่า "ไม่เอา" ยิ่งทำให้เห็นชะตากรรมข้อเสนอของนายเสรี สั้นลงทันตาเห็น

"ตนไม่ค่อยเห็นด้วย เสนอมาทำไมไม่รู้ สถานการณ์ขณะนี้ก็ดีอยู่แล้ว อะไรก่อให้เกิดความขัดแย้ง ตีกัน ก็อย่าไปทำ ไม่เอา ควรปล่อยให้เป็นไปตามโรดแมป" พี่ใหญ่บ้านเกษะโกมลระเบิดอารมณ์สูตรปรองดองฉบับนายเสรี ประกอบด้วย บันไดขั้นแรก การใช้ "อำนาจรัฏฐาธิปัตย์" ของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฯ 2557 มาตรา 44 ถอนฟ้อง คดีในฐานความผิดลหุโทษ หรือคดีระดับแนวร่วม

บันไดขั้นที่สอง การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) รอการกำหนดโทษ เพื่อให้คดีสิ้นสุดลงทันที โดยไม่ต้องมีการตัดสินหรือฟังคำพิพากษาของศาล โดยจะใช้กับคดีฐานความผิดสถานหนัก หรือคดีระดับแกนนำอาทิ คดีกลุ่มแกนนำการเมืองบุกยึดสถานที่ราชการ ปิดสนามบิน หรือสี่แยกต่าง ๆ ที่เป็นอุดมการณ์การต่อสู้ทางการเมือง แต่ไม่รวมคดีทุจริต คดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และคดีวางเพลิง-เผาทรัพย์

ประธาน กมธ.การเมือง สปท. ขยายความกรรมวิธี "รอการกำหนดโทษ" ว่า เป็นการนำหลักการรอการกำหนดโทษในกฎหมายอาญามาใช้และนำกระบวนการอื่น ๆ เข้ามาผสมเพิ่มเติม โดยเงื่อนไขการเข้าสู่กฎหมายรอการกำหนดโทษนั้น ผู้ถูกดำเนินคดีต้องยอมรับสารภาพว่า ตัวเองกระทำผิดในชั้นศาลก่อน หลังจากได้รับการรอการกำหนดโทษแล้ว จะมีมาตรการอื่น ๆ มาควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กลับไปกระทำผิดอีก

อาทิ การห้ามชุมนุมการเมือง การห้ามปลุกปั่นก่อความวุ่นวาย รวมถึงอาจจะมีการตัดสิทธิการเมืองตลอดไป ข้อห้ามเหล่านี้จะกำหนดไปตลอดชีวิต ไม่มีอายุความ หากใครฝ่าฝืนข้อห้ามการรอการกำหนดโทษ จะถูกเรียกตัวมาฟังคำพิพากษาในคดีเดิม เพื่อลงโทษทันที มาตรการนี้จึงแตกต่างจากการนิรโทษกรรม เพราะการนิรโทษกรรมไม่มีข้อห้ามต่าง ๆ มาควบคุม หลังจากได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้ว

เจ้าของไอเดียถูกตั้งคำถามทันควันว่า "รับงาน" ใครมาหรือไม่ ก่อนที่สปอตไลต์จะสาดส่องไปที่กองบัญชาการเกษะโกมล


แหล่ข่าวมือประสานแม่น้ำ 5 สายเปิดเผยว่า "ข้อเสนอของนายเสรีไม่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประวิตรใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่ใช่การถีบหัวส่ง พล.อ.ประวิตรไม่ใช่เป็นคน

อย่างนั้น เพราะถ้ารับงานจาก พล.อ.ประวิตรมาจริง ๆ พล.อ.ประวิตรก็ต้องออกมาเห็นด้วยและสนับสนุนข้อเสนอของนายเสรีซิ นอกจากนี้นายเสรียังไม่เคยมาหารือก่อนที่จะมีการพูดถึงข้อเสนอออกไปต่อสาธารณะเสียด้วยซ้ำ เป็นการคิดเอง ทำเองขึ้นมาของนายเสรี และคนใน กมธ.การเมือง สปท."

แหล่งข่าวระบุอีกว่า หลังจากนี้ข้อเสนอของนายเสรีคงต้องล้มเลิกและหยุดไว้ก่อน เพราะมีกลุ่มการเมืองที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากข้อเสนอดังกล่าวไม่เห็นด้วยแทบทุกฝ่าย รวมถึง พล.อ.ประวิตรที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงก็มองว่า สถานการณ์ขณะนี้กำลังเดินไปสู่โรดแมป คือ การทำประชามติและมีการเลือกตั้ง หากรับข้อเสนอของนายเสรีอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งและกระทบต่อโรดแมปได้

"อย่างไรก็ตาม สปท.มีหน้าที่หาแนวทางปฏิรูปประเทศ ซึ่งการสร้างความปรองดองเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญและต้องทำเพื่อให้ประเทศกลับมาสู่ความสมานฉันท์ จึงอาจมีการปรับแก้แนวทางให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยมากกว่านี้"


ด้านแหล่งข่าวจาก สปท.วิเคราะห์ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยผ่านประชามติ จะทำให้ สปท.อยู่ในอำนาจอีกเพียง 6 เดือน ดังนั้นช่วงนี้จึงต้องรีบสร้างผลงาน เพื่อได้เข้าไปนั่งในตำแหน่ง ส.ว.สรรหา ที่ คสช.จะเป็นผู้คัดเลือก

หากย้อนเส้นทาง "ปรองดอง" ในยุค คสช.เข้าควบคุมอำนาจ เกือบ 2 ปีผ่านไป หลัง พล.อ.ประยุทธ์ เก็บกวาดนักการเมืองพ้นกระดาน ไม่ถึง 20 วัน ได้มีการตั้ง "ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.)" วางบันไดการทำงานไว้ 3 ขั้น เพื่อออกแบบการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง

ขั้นที่ 1 เตรียมความพร้อม โดยเชิญผู้แทนส่วนที่เกี่ยวข้อง แผนการปฏิบัติ เพื่อเข้าสู่ขั้นที่ 2 ขั้นดำเนินการ ลงพื้นที่ระดับครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล หาข้อเสนอปฏิรูปและปรองดอง ก่อนเข้าสู่ขั้นที่ 3 ส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

หลายเดือนต่อมา 23 เม.ย. 58 ศปป.เรียกนักการเมือง นักวิชาการ ตัวแทนกลุ่มภาคประชาชน 83 รายชื่อ และมีผู้ตอบรับเข้าร่วมประชุม 40 คน มาปิดห้องหารือที่สโมสรกองทัพบก แบบสายฟ้าแลบ อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภายใต้เวทีที่ใช้ชื่อว่า "เสวนาปรองดองสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทย" ในหัวข้อ "อนาคตของประเทศไทย"

รุ่งขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการปิดห้องคุยครั้งนั้นว่า "หลายท่านบอกว่าผมเรียกมาแบบนี้เพื่อเตรียมใช้มาตรา 44 มาทำให้เกิดความปรองดอง ผมบอกหลายครั้งแล้วว่า การปรองดองอยู่ที่หัวใจทุกคน ถ้าอยากปรองดองก็หยุดเสียก่อน หยุดพูด หยุดแสดงความคิดเห็นที่สร้างความขัดแย้ง"

ทว่าการปรองดองก็ยังมิอาจหาข้อสรุปได้ภายในวันเดียว


ต่อมา 3 มิ.ย. 58 ศปป.จัดในรูปแบบการเสวนา "เสวนาปรองดองสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทย" ครั้งที่ 2 ในหัวข้อเดิม จำนวน 4 วันต่อเนื่องกัน ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต สถานที่ปฏิวัติ 22 พฤษภาคม 2557

บุคคลที่ถูกเชิญตัวก็ยังเป็นนักการเมืองต่างขั้วต่างค่าย-นักวิชาการหลากหลายทฤษฎี อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายสมศักดิ์

โกศัยสุข อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ นักวิจารณ์การเมือง

ศปป.นำแนวคิดจากทุกขั้ว-ทุกค่าย นำมาผูกโยงเข้าหากันเพื่อแสวงหาจุดร่วม-สงวนจุดต่าง ในชั้น สปช. โดยวันที่ 21 ก.ค. 58 คณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สปช. ที่มี "เอนก เหล่าธรรมทัศน์" เป็นประธาน นำเสนอเนื้อหาสาระหลังเดินสายเยี่ยมนักโทษการเมืองถึงในคุก หารือกับกลุ่มการเมืองทุกขั้ว ทุกสี คือ เงื่อนไขการนิรโทษกรรมต้องไม่หมายรวมถึงคดีทุจริตคอร์รัปชั่น คดีอาญาร้ายแรง และคดีผิดมาตรา 112 รวมถึงจะไม่นิรโทษกรรมผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง

เบื้องต้นควรนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง คาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการในขั้นตอนเฉพาะของผู้ชุมนุมประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นจึงพิจารณาการนิรโทษกรรมในขั้นตอนต่อไป อาทิ แกนนำ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการสำนึกรับผิดต่อสาธารณะ

มีการเปิดเผยความจริงของผู้กระทำผิดและการให้อภัยของผู้ถูกกระทำโดยโรดแมปปรองดอง 6 ระยะ คือ 1.การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง 2.การแสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง 3.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย 4.การเยียวยาและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและรวบรวมข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2548-2557 5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อาทิ ควรมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ ระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หรือปะทะรุนแรงระหว่างฝ่ายประชาชนหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง

ทว่าเมื่อส่งไปยังรัฐบาลกลับเงียบหายจนถึง ณ เวลานี้คู่ขนานกับการบรรจุเรื่องการปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับของ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" 


โดยตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างมากว่า จะมาเป็น "ซูเปอร์รัฐบาล" ควบคุมรัฐบาลอีกชั้นหนึ่ง ทำให้เกิดแรงต้าน กระทั่งร่างรัฐธรรมนูญแท้งไปโดยการโหวตคว่ำของ สปช. พร้อมกับการสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุด 36 อรหันต์

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเก่าแท้งไปด้วยพิษของ คปป. ก็เกิดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน หลายฝ่ายจับตามองว่า "มีชัย" จะนำ คปป. ที่มีภารกิจปฏิรูป-ปรองดองกลับมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่

"มีชัย" สั่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดอง มี "ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์" อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นประธาน โดยมี "3 ทหารเสือ" เป็นแกนหลัก ประกอบด้วย พล.อ.อัฏฐพร เจริญพานิช อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม และ พล.ต.วิระ โรจนวาศ อดีตผู้อำนวยการสำนักพระธรรมนูญทหารบก ซึ่งเป็นสายตรง คสช.ที่ถูกส่งมาช่วยร่างรัฐธรรมนูญ

ข้อสรุปของอนุกรรมการ ออกมาตรการ 3 ระยะเพื่อสร้างความปรองดอง ได้แก่ ระยะที่ 1 การสร้างบรรยากาศที่ดีในการนำไปสู่การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น โดยยุติพฤติกรรมใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะสังคมออนไลน์

ระยะที่ 2 จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสร้างความปรองดองหรือสมานฉันท์ ผ่านกระบวนการเจรจาของคู่ขัดแย้งให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยจะต้องประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ระยะที่ 3 ใช้กระบวนการเยียวยา นิรโทษกรรม หรืออภัยโทษ ผ่านการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน คู่กรณีต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด แล้วจึงจะพิจารณาเยียวยา นิรโทษกรรม อภัยโทษ ตามกระบวนการกรอบกฎหมาย ยกเว้นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและคดีอาญาร้ายแรง

แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ถูกนำมาบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีความพยายามของ "พรเพชร วิชิตชลชัย" ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อต้นเดือนมกราคม 2559 เตรียมจัดตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข ซึ่งแนวคิดนี้มาจากสถาบันพระปกเกล้า เพื่อทำหน้าที่ศึกษาหาแนวทางสร้างความปรองดองและสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมไทย มาร่วมเป็นกรรมาธิการ

แต่ก็เงียบมาจนถึงบัดนี้

ยังไม่นับกระแสข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีแนวคิดจะใช้มาตรา 44 เพื่อตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมา ในช่วงต้นเดือน ม.ค. 59

สุดท้ายก็เงียบหายไปอีกเช่นกัน


2 ปีผ่านไป แผนปรองดองยุครัฐบาล-คสช.ถูกนำมาจุดพลุความหวัง-ขายฝัน ถึง 3 คณะ ก่อนจบลงที่การถูกตีตก เป็นวาระคงค้าง แท้งก่อนจุติ

"หัวหน้า ปชป." ไม่มีปัญหา! หากการเลือกตั้งจะขยับเป็นปี61

"หัวหน้า ปชป." ไม่มีปัญหา! หากการเลือกตั้งจะขยับเป็นปี61 ตราบใด "ประยุทธ์" ยังยืนตามโรดแม็พเดิม ชี้ถ้าบอกยกเลิกโรดแม็พก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเนื้อหาเพลงสะพาน ที่พล.อ.ประยุทธ์จันทรโอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แต่งล่าสุด ว่าเป็นการย้ำสิ่งที่ คสช. พูดมาตั้งแต่ต้นว่า เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาเดิมปฏิรูป หาแนวทางไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ส่วนสะพานจะยาวหรือไม่นั้น ตนเคยพูดไว้แล้วว่าถ้านับคำนวนกันดีๆ เลือกตั้งจะเกิดปี 60 หรือปี 61 ได้ทั้งนั้น ไม่ได้หลุดจากโรดแม็พ เพราะนับ 1 วันหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ สมมติว่าประกาศใช้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็ต้องนำตัวเลข 240 วัน 150 วันมาบวกก็ต้องเข้าปี 61 ได้อยู่แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ 

แต่จะเป็นปี 60 หรือ 61 ก็ขึ้นกับความรวดเร็วของการทำงานแต่ก็มีบางกรณีเช่นถ้ากฎหมายลูกมีปัญหาเพราะหน่วยงานต่างๆ องค์กรอิสระเห็นไม่ตรงกันก็อาจจะขยับได้ จึงอย่าเพิ่งมาเถียงกันปล่อยให้เดินไปตามขั้นตอน อย่าให้หลุด ถ้าหลุดแล้ว ต่อว่ากันใหม่ แต่เท่าที่ตนทราบผู้ที่เกี่ยวข้องก็พยายามวางแผนให้ราบรื่นที่สุด ดังนั้นหากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ตามกรอบเวลา ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนั้นจะตามมาทีหลังพอครบ 4 ฉบับถึงจะนับเวลาว่าไปสู่การเลือกตั้งเวลานั้นพรรคการเมืองกับกกต.ก็จะมีเวลาที่จะไปปรับตัวเข้ากับกฎหมายลูก 2 ฉบับแล้ว 

" อย่าไปวิตกกังวลจนเกินเหตุ ยกเว้นเสียแต่เขาจะบอกว่าไม่เอาแล้วโรดแม็พอย่างนั้น อีกเรื่องหนึ่ง ผมก็เข้าใจว่าถึงวันนี้นายกฯก็ยังยืนยันว่าเป็นไปตามโรดแม็พ และถ้าการเลือกตั้งเป็นไปตามขั้นตอนคิดว่ากฎหมายพรรคการเมืองคงเสร็จเร็ว เพื่อให้พรรคการเมืองได้เตรียมตัว และคิดว่าทางผู้ร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. เขาทราบดีอยู่แล้วว่า กระบวนการจะต้องเป็นอย่างไร อย่าไปตื่นเต้นก็เดินข้ามสะพานกันต่อไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกฯลั่นจัดการรถตู้

(4ม.ค.)


ขึงขัง !!
"นายกฯ" บอกเตือนไว้ก่อน "อย่ามาโอดครวญ" จากนี้ จัดระเบียบรถตู้เข้ม โดยเฉพาะพวกขนส่ง จากนี้เอาจริง หลังเกิดอุบัติเหตุปีใหม่ บอก รับไม่ได้ ชี้ให้จบใน 3 เดือน สั่งเข้มงวดบังคับใช้ กม. ระบุต้องขึ้นทะเบียน-เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงเป็นNGV ลั่นใครไม่ทำ มีเรื่อง ถามหรือต้องให้ออกกฎหมายห้ามตาย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าว ถึงแนวทางจัดระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัยรถตู้โดยสารสาธารณะ ว่า จากนี้เป็นต้นไปภายในระยะเวลา 3 เดือน จะดำเนินคดีทุกอย่างไม่ว่าจะเกี่ยวกับรถหรือพลขับ รถที่ไม่ได้มาตรฐาน รถตู้บรรทุกเกิน เบียดเสียดยัดเยียด รวมถึงรถโดยสารประจำทาง
ทั้งหมดต้องมีสมุดประจำรถลงบันทึกการขับทุกเส้นทางและมีด่านตรวจทุกเส้นทาง ซึ่งหากขับเกินเวลาต้องยึดรถเอาคนลง พร้อมหาคนขับและหารถใหม่ และบรรดาขนส่งที่ไม่รักษากติกา. อย่ามาโอดครวญ เพราะผ่อนผันมานานแล้ว
"ผมจะใช้มาตรการนี้เข้มงวดในช่วง 3 เดือนนี้ก่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ครั้งต่อไป อย่าโวยวาย ถ้าทุกคนต้องการความปลอดภัย ต้องมาร่วมมือกับผม วันนี้รถตู้ให้บรรทุกไม่เกิน 10 คน แต่กลับบรรทุกถึง 13-14 คน มีสายรัดนิรภัยครบแต่คาดกันมั่ย
ส่วนรถปิกอัพไว้บรรทุกคนหรือบรรทุกของ ก็ไปนั่งท้าย 10 กว่าคน แล้วผมจะแก้ได้ยังไง มันจึงต้องมีมาตรการเชิงป้องกัน ทุกคนจึงต้องทน ถ้าไม่อยากตายมาก
เพราะวันนี้ทำเต็มที่แล้ว ตั้งด่านมากกว่าปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่มากกว่าปีที่แล้ว ยังมีการบาดเจ็บสูญเสียเพราะดื่มสุรา พลขับไม่ได้พักผ่อน ซึ่งต้องแก้ปัญหาในระยะยาว แต่วันนี้ผมจะเอามาในระยะสั้น"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดก่อนจะเกิดเหตุมากไปกว่านี้ ไม่เช่นนั้นทผมรับไม่ได้ เสียชีวิตเพียงคนเดียวก็รับไม่ได้ ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกัน
"อย่ามากดดันรัฐบาล ซึ่งรถตู้ต้องอยู่ในกรอบกติกา โดยเฉพาะรถตู้ที่ต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกกฎหมายไม่ใช่ปล่อยละเลย และที่ผ่านมาทุกรัฐบาลทำไมปล่อยให้มีรถตู้ผิดกฎหมายออกมาวิ่ง ทุกคนไม่ได้อยู่ในกฎระเบียบตั้งแต่แรก
แต่ต่อจากนี้พลขับ บริษัทขนส่งต้องโดนหมด รวมถึงผู้ประกอบการต้องดูแลเรื่องประกันรถ ซึ่งจากนี้รถคันใดไม่พร้อมก็จะไม่ให้ออกจากท่า จะมีอะไรมากกว่านี้หรือไม่ หรือต้องให้ออกกฎหมายห้ามตาย
"ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันก็ลำบาก อับอายเขา เพราะสูญเสียเยอะ ผมจะให้ถอดตัวอย่างกฎหมายของต่างประเทศว่า มีการห้ามเรื่องใดบ้าง ใบขับขี่ทำอย่างไร แต่นี่แตะไม่ได้สักอัน หาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วจะปล่อยให้ตายหรือยังไง มันไม่ได้แล้ว
จากนี้เป็นต้นไปผมจะเข้มงวด ใครวิ่งไม่ได้ก็ไม่ต้องวิ่ง เดี๋ยวผมหารถมาวิ่ง ป้ายเหลืองก็ต้องถูกต้องตามกฎหมาย 100% รวมถึงการใช้เชื้อเพลิง ยังใช้แก๊สLPG หรือแก๊สหุงต้ม ไปใช้ในการขนส่ง เกิดอะไรขึ้นมารัฐบาลรับผิดชอบอีก จึงต้องเปลี่ยนเป็นNGV ในเวลาเท่าไร เดี๋ยวไปหามาตรการมา และต้องตรวจที่นั่งในรถตู้ ซึ่งถ้าไม่ทำมีเรื่องแน่ ดูสิจะออกมาเดินขบวนผมอีกไหม"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ระบบขนส่งมวลชนของเรายังไม่เรียบร้อยสมบูรณ์ ทั้งการเชื่อมต่อรถไฟ รถเมล์ เคยได้รับการปรับปรุงหรือไม่ หากไม่มีก็ต้องเป็นอยู่แบบนี้ มีรถตู้มาเสริมให้รวดเร็วแต่ไม่ปลอดภัยเป็นปัญหาทั้งระบบ ผมไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ
นอกจากนี้การแก้ปัญหาจราจรต้องถามแนวความคิดของคนที่จะมาเป็นรัฐบาลต่อไปด้วยว่า จะแก้ปัญหานี้อย่างไร ถ้าถาม ผมวันนี้จะบอกว่าได้ทำทุกวิถีทางแล้ว ไม่ว่าจะออกคำสั่งตามมาตรา 44 การยึดรถหรือการจับกุมต่างๆ แต่ยังมีการตายอีก เพราะวันนี้มีรถมากขึ้น และยังมีการดื่มสุราระหว่างขับรถ ดังนั้นไม่มีกฎหมายแก้ปัญหาเหล่านี้ได้นอกจาก จิตใจของทุกคน

โมเดลปีใหม่ของ"ลุงตู่"

โมเดล ปีใหม่....บิ๊กตู่ บอก หยุดปีใหม่ ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้พูด ได้แต่เขียนออกมา.....ก็นี่ล่ะ
เล่นเกม แกะลายมือ นายกฯลุงตู่ กันสักนิด
นายกฯใช้เวลา ปีใหม่ เขียนโมเดล เดินหน้าปฏิรูป-ปรองดอง‬ และ ตั้ง"คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ" ในระยะที่ 2
‪ทีมงาน แกะลายมือ เพื่อนำไปพิมพ์‬ เป็นโมเดล (ที่อ่านง่ายๆ) ออกมา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในที่ประชุมครม.ว่า ข้อสั่งการเรื่องปฏิรูปประเทศ ที่ผ่านมายังไม่ได้มีการจัดลำดับความสำคัญในเรื่องเร่งด่วน จึงอาจทำให้สังคมไม่รับรู้
จึงให้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูป ในระยะที่ 2 ขึ้น ดำเนินการเรื่องความปรองดองด้วย ที่สังคม คิดว่าไม่มีความคืบหน้าหรือไม่ได้ทำ
และต้องมีสำนักงาน ประสานงานขอฃคณะกรรมการปฏิรูปฯ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
โดยให้ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเลขาฯ
โดย พลเอกประยุทธ์ พร้อมใช้ มาตรา44 สนับสนุนในสิ่งที่จำเป็น

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560

โมซุลเดือด! กองกำลังอิรักปะทะไอเอส ยึดพื้นที่คืนเพิ่ม

โมซุลเดือด! กองกำลังอิรักปะทะไอเอส ยึดพื้นที่คืนเพิ่ม
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. กองกำลังอิรักได้ปะทะอย่างรุนแรงกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในนครโมซุล และยึดคืนเขตอุตสาหกรรมและพื้นที่ใกล้เคียงได้ภายในหกวัน เพื่อยึดคืนพื้นที่ทางตะวันออกของนครโมซุลอย่างต่อเนื่อง
กองกำลังพิเศษต่อต้านก่อการร้าย (CTS) ได้เดินหน้าต่อสู้และรุกคืบเพื่อยึดคืนเขตอุตสาหกรรมและปักธงประเทศอิรักบนตึกต่างๆ
กองกำลังดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยเครื่องบินของกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งในวันนั้นได้ต่อสู้กับกลุ่มไอเอส และคร่าชีวิตกองกำลังของไอเอสไป 75 นาย อีกทั้งยังทำลายรถที่วางทุ่นระเบิด 3 คัน ตลอดจนเข้ายึดแหล่งผลิตระเบิดได้สองแห่ง
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ไฮเดอร์ อัล-อาบาดี (Haider al-Abadi) นายกรัฐมนตรีอิรักประกาศว่า จะรุกคืบเพื่อยึดคืนนครโมซุลครั้งใหญ่ ซึ่งนครโมซุลนับเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กองกำลังอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากกองพันธมิตรระหว่างประเทศ ก็ได้รุกคืบพื้นที่ทางตะวันออกของโมซุล และเปิดเส้นทางรอบๆ เมือง
ทั้งนี้ นครโมซุลตั้งอยู่ทางเหนือห่างจากกรุงแบกแดด ที่เป็นเมืองหลวงของอิรัก ราว 400 กิโลเมตร โดยตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มไอเอสตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2014 ในขณะที่กองกำลังรัฐบาลอิรักวางอาวุธและละทิ้งพื้นที่ไป ทำให้กลุ่มไอเอสเข้ายึดพื้นที่ทางตะวันตกและเหนือของอิรักได้ในที่สุด

เลื่อนโรดแมปเลื่อกตั้ง

รบ. ไม่เลื่อนเลือกตั้งไปปี 61 ยันดำเนินการตามโรดแมป - นายกฯ สั่งเร่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในชายแดนใต้

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า กรณีกระแสข่าวการเลื่อนการเลือกตั้งจากปลายปี 60 ไปปี 61 ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ออกมาจากรัฐบาล และไม่ได้แสดงท่าทีหรือมีความเห็นต่อประเด็นเลื่อนโรดแมปแต่อย่างใด โดยยืนยันจุดยืนยังเหมือนเดิมตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ซึ่งเชื่อว่ากระแสข่าวเกิดจากความวิตกกังวลและการคาดเดาของฝ่ายต่าง ๆ เท่านั้น ทั้งนี้ รัฐบาลไม่มีความกังวลกับกระแสข่าวดังกล่าวและมั่นใจว่าจะไม่ทำให้กลายเป็น
ข้ออ้างให้มีการปลุกระดมมวลชน เนื่องจากทุกภาคส่วนได้พยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

พร้อมกันนี้ พล.ท.วีรชน กล่าวถึง สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังคงน่าเป็นห่วง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียด้วย
--
นายกฯ แต่งเพลง "สะพาน" ให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก้าวสู่ความมั่นคง - เตรียมหารือช่วยเหลือน้ำท่วม 3 จังหวัดชายแดนใต้

บรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ปี 2560 ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ ก่อนการประชุมนั้น นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่แก่สื่อมวลชนทุกคนที่มาติดตามทำข่าวในวันนี้

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เปิดเผยภายหลังถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรี ชุดที่ 4 ของรัฐบาลชุดนี้ ว่า ได้มีการแต่งเพลง "สะพาน" ให้แก่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อก้าวข้ามไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ร่วมกัน

สำหรับวาระการประชุมที่น่าสนใจในวันนี้ คาดว่า ที่ประชุมจะมีการรายงานเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในช่วงวันหยุดยาว เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา และการเกิดอุบัติเหตุรถตู้โดยสารสาธารณะข้ามเกาะกลางถนนพุ่งชนรถกระบะ ที่ จ.ชลบุรี จนทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 25 ราย รวมถึงรายงานสถานการณ์น้ำท่วม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ขณะนี้ยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และ
พบว่าบริเวณลุ่มน้ำปัตตานี, สายบุรี และ โก-ลก ยังมีปริมาณน้ำมาก โดยเฉพาะที่ลุ่มน้ำสายบุรี เพื่อหาแนวในการแก้ไขและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ที่จะประชุมจะมีการพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีเยียวยาให้ทหารและตำรวจผู้ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำของอัตราเงินเดือน รวมทั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก แก้ไขเพิ่มโทษ ทั้งการเมาสุรา และแข่งรถบนถนนสาธารณะ
-------
"วัฒนา" โพสต์เฟซบุ๊ก เดินทางเยี่ยม "ทักษิณ" ที่ดูไบ สวัสดีปีใหม่ 2560 เชื่อเป็นห่วง - ไม่คิดทำร้ายประเทศไทย

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Watana Muangsook" ว่า ได้เดินทางไปดูไบเพื่อกราบสวัสดีปีใหม่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เกือบไม่ได้เดินทาง เพราะเจ้าหน้าที่แจ้งว่าถูกคำสั่งศาลอาญา กรุงเทพใต้ ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จึงได้แจ้งว่าศาลพิพากษายกฟ้อง และให้เลขาฯ ส่งเอกสารคำพิพากษาให้ทางไลน์เพื่อนำมาแสดง จนสามารถเดินทางได้ ซึ่งเมื่อได้พบ นายทักษิณ ในวัย 67 ปี รู้สึกว่าใจเย็นลงมาก แต่ยังแข็งแรง กระฉับกระเฉง และตื่นตัวตลอดเวลา และยังเป็นคนเดิมที่ชอบอ่านหนังสือหาความรู้ ทั้งยังติดตามความเป็นไปของโลกและของประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ นายวัฒนา กล่าวว่า นายทักษิณ ได้พูดถึงบ้านเมืองด้วยความห่วงใย และส่วนตัวเชื่อว่า นายทักษิณ ไม่เคยคิดร้ายกับประเทศไทย เพราะธุรกิจและบุคคลในครอบครัวล้วนอยู่เมืองไทย ดังนั้น หากมีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศชาติก็ย่อมจะได้ความเสียหาย หรือหากคิดไม่ดีกับบ้านเมืองคนที่จะได้รับผลร้าย ซึ่งเสมือนเป็นตัวประกันที่อยู่ในเมืองไทยก็คือ บุตร ภรรยา และญาติพี่น้องที่รัก
-----------
"ดอน" ชี้แจง ต่างประเทศ กรณีกระแสข่าวเลื่อนโรดแมป ยันเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ เชื่อต่างชาติเข้าใจ

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่มีต่างชาติใด สอบถามเรื่องการเลื่อนโรดแมปแล้ว เพราะได้เห็นกระบวนการและทิศทาง หลังจากที่ประเทศไทยผ่านการทำประชามติ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคม ว่า จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แต่ยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีแผนงานทั้งหมดไว้อยู่แล้วเพื่อเดินหน้า แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคมขึ้น ซึ่งโรดแมป อาจจะมีบวกลบบ้าง แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะปรับอย่างไร ก็จะไม่กระทบกับความเชื่อมั่น เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็ต้องเดินตามนั้น โดยต่างชาติเข้าใจในเรื่องนี้ดี
-----------
นายกฯ ย้ำโรดแมปตามขั้นตอน เมินใช้ ม.44 นิรโทษกรรม ชี้หากต้องการเสนอ ก็ให้เสนอมา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ถึงกระแสข่าวที่จะมีการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งไปปี 2561 ว่า ขอให้เข้าใจขั้นตอนของโรดแมปที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก และถึงจะมีการการเลือกตั้ง โดยยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนและสถานการณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงข้อเสนอให้ใช้ ม.44 ในการนิรโทษกรรมนักการเมือง ว่า ไม่ใช่เรื่องของนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากผู้ใดต้องการที่จะเสนอ ก็ให้หาวิธีเสนอมา แต่ขอมาอย่ายุ่งกับ ม.44 และสิ่งสำคัญจะต้องขึ้นอยู่กับสังคม และประเทศไทยด้วยว่าจะยอมรับได้หรือไม่
------------
นายกฯมอบคำขวัญวันเด็ก ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง - แต่งเพลงสะพานสร้างความเข้าใจประชาชน ข้าราชการ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงเรื่องคำขวัญวันเด็ก ประจำปี 2560 ว่า ได้เน้นเรื่องการพัฒนาประเทศทั้งหมด โดยคำขวัญวันเด็ก ประจำปี 2560 คือ "เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง"

ส่วนการแต่งเพลง สะพาน นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการแต่งเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน และข้าราชการ เนื่องจาก ปี 2560 เป็นปีที่สำคัญต่อการเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นข้าราชการการเมืองจะต้องทำตัวเป็นเหมือนสะพาน เพื่อให้ประชาชนก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง
ทั้งหมดไปได้ ซึ่งการแต่งเพลงนี้เพื่อมอบให้ประชาชนทั้งประเทศ และต้องการให้ทุกคนทำงาน
--------
นายกฯ ขอโทษส่งตำรวจดู "ยิ่งลักษณ์" ชี้ห่วงความปลอดภัย - ยัน ปม พระธัมมชโย เป็นตามกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนอกเครื่องแบบ ติดตามระหว่างเดินทางไปพักผ่อน ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ว่า เพียงเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เท่านั้น พร้อมขอโทษที่เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และกับครอบครัวเยอะเกินไป

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการดำเนินคดีกับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า ขอให้เป็นเรื่องของคดีความ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็จะดำเนินการจับกุมทันที พร้อม
ขอร้องพุทธศาสนิกชน ให้พิจารณาว่าสิ่งใดผิดหรือถูก และขอให้เห็นใจรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่สามารถดำเนินคดีกับประชาชนได้ครั้งละ 4 - 5 พันคน และขอให้สังคมเข้าใจด้วย
///
อย่าทวงสัญญา
ดู...บิ๊กตู่ โวย ขอ อย่ามาทวงสัญญาผม เรื่องเป็นประชาธิปไตย.ที่ขอเวลาอีกไม่นาน ถาม แล้วมันเสร็จรึยัง. ผมสัญญาว่าจะ คืนความสุขเร็ว หรือ ช้า ขึ้นอยู่กับโรดแมพ มีขั้น ตอน ไม่ต้องไปฟังใครกี่เดือนกี่ปี...
เผย ได้ใส่ ไปในเนื้อเพลง "สะพาน" ด้วย ดังนั้น ไม่ต้องมาทวงสัญญา
-----
"ประยุทธ์4"....สะพานสู่ ฝัน‬
‪นายกฯบิ๊กตู่ พร้อม 12ครม.ใหม่ ที่เป็น7รมต.เก่า สลับเก้าอี้ และ4 รมต.หน้าใหม่ ถ่ายภาพร่วมครม.ครั้งแรก...วันนี้ นายกฯ เลยเปิดตัว เพลง"สะพาน" ที่แต่งให้‬ ครม. เพื่อนำประชาชน ก้าวข้ามแม่น้ำ

อันเชี่ยวกราก อุปสรรค นานา สู่ ฝันที่เป็นจริง
-----------
Bridge....ครม."สะพาน"
บิ๊กตู่ เปรียบ ตนเองและครม.เป็น"สะพาน" "ที่จะนำประเทศ และประชาชนข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ข้ามอุปสรรค สู่ฝันอันยิ่งใหญ่
"Bridge over troubled water"
-----------
‪ฟัง...เพลง"สะพาน"ที่ นายกฯบิ๊กตู่ แต่งเพลง ให้ เป็นเพลง ประจำ ครม ที่เปรียบเสมือน ครม. ทุกคน จะทำหน้าที่ เป็น"สะพาน" พาพี่น้องประชาชน ผ่านภาวะ ที่ลำบาก เหมือนเป็นสะพานพา

ประชาชน ข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ไปสู่ทางที่ดีกว่า และ พบเจอกับสิ่งใหม่ ที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป
เพลงสะพาน
https://www.youtube.com/watch?v=pzgaTIEg440&feature=youtu.be
คาด นายกฯได้แรงบันดาลใจจากเพลง Bridge over troubled water เพลงโปรด นั่นเอง

"วันนั้นอีกไม่ไกล จะกลายเป็นจริง...ตามที่สัญญา
พร้อมจะเป็นสะพานเพื่อให้เธอก้าวไป ปลายทางที่ฝันดังตั้งใจ
ข้ามสู่ความร่มเย็นสดใส
วันนั้นอีกไม่ไกลสิ่งที่ฝันไว้จะกลายเป็นจริง
---"เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา"
///
เผยแพร่เมื่อ 3 ม.ค. 2017

เพลงสะพาน ประพันธ์โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นเพลงประจำคณะรัฐมนตรี ที่เปรียบเสมือนคณะรัฐมนตรีทุกคน จะทำหน้าที่เป็นสะพานพาพี่น้องประชาชนผ่านภาวะ ที่

ลำบาก (เหมือนเป็นสะพานพาคนข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกราก) ไปสู่ทางที่ดีกว่า และพบเจอกับสิ่งใหม่ที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป // 4 มกราคม 2560

ประพันธ์คำร้องโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
เรียบเรียงคำร้องและทำนองโดย วิเชียร ตันติพิมลพันธ์
เรียบเรียงเสียงประสานโดย พันตรี สุระชัย ถวิลไพร
ขับร้องโดย จ่าสิบเอก พงศธร พอจิต

อาจจะนานที่สุดเพื่อเธอ เพื่อแผ่นดินที่แสนรักมั่น นานแค่ไหนรู้ไว้ไม่หวั่นหัวใจ
เมื่อต้องเจอเเม่น้ำเชี่ยวกราก อุปสรรคที่แสนยิ่งใหญ่ จะพาเธอให้พ้นทุกข์ภัยเช่นไร

อย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะฉันไม่เคยจะท้อถอย สองมือจะไม่ปล่อย ขอจงอย่าหวั่นใดใด

ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้ามไป ปลายทางที่ฝัน จะพาถึงฝั่ง ดั่งที่ตั้งใจ
ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้ามสู่ความร่วมเย็นสดใส ปลายทางที่ฝัน จะพาถึงฝั่ง ดั่งที่ตั้งใจ
วันนั้นอีกไม่ไกล สิ่งที่ฝันไว้... จะกลายเป็นจริง

สิ่งที่ในวันนั้นสัญญา ที่ผ่านมายังสู้ด้วยใจ ต่อให้ล้มยังลุกขึ้นใหม่ทุกครา
เกิดมามีชีวิตเพื่อเธอ เพื่อแผ่นดินที่แสนมีค่า จะตอบแทนจะสู้จนกว่าจะสิ้นใจ

เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา
ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้ามไป ปลายทางที่ฝัน จะพาถึงฝั่ง ดังที่ตั้งใจ
ฉันพร้อมจะเป็นสะพาน เพื่อให้เธอข้ามสู่ความร่วมเย็นสดใส
วันนั้นอีกไม่ไกล สิ่งที่ฝันไว้...จะกลายเป็นจริง
https://www.youtube.com/watch?v=pzgaTIEg440&feature=youtu.be

////////
ยึดปฏิทิน...ยึดโรดแมพ

นายกฯ บิ๊กตู่ ยันไม่เลื่อนโรดแมพ ชี้ การเลือกตั้ง เป็นไปตามปฏิทินเลือกตั้ง ...แต่ถาม แล้วถ้าให้หาเสียง วันนี้เอามั้ย ก็ด่ากัน ตั้งแต่วันนี้ มีมั้ยที่ไม่ด่ากัน....ขอ อย่ามาทวงสัญญาผม เรื่องเป็นปชต. ที่ขอ

เวลาอีกไม่นาน แล้วมันเสร็จรึยัง. ผมสัญญาว่าจะ คืนความสุขเร็ว หรือ ช้า ขึ้นอยู่กับโรดแมพ ไม่ต้องไปฟังใครกี่เดือนกี่ปี...เปรย ถ้าอยากเร็ว ก็ต้องช่วยผม จะได้เร็ว
------------
เสียงดัง...ยังไม่ตาย ง่ายๆหรอก5555
‪วันนี้ นายกฯบิ๊กตู่ แถลงข่าว เสียงดัง ออกแนวฉุน ....แต่เจ้าตัว ยันไม่ได้อารมณ์เสีย แต่อารมณ์ดี.... "วันนี้ เสียงดัง หน่อย เพราะไม่ได้พูดมา 4วัน ได้แต่เขียนออกมา"....555‬....เผยเป็นหวัด ยังไม่หาย

แค่หูอื้อ แต่ยังไม่ตายหรอก. ยังทำงานได้ จะเป็นไรไป ทำความดีแล้วตาย ดีกว่าพวกที่ไม่ได้ทำความดี....แล้วยังไม่ตาย
-----------
‪ม.44 ของพ้มมมม..!!!!‬
‪นายกฯ บิ๊กตู่ ยันไม่เคยคิดใช้ มาตรา44 ออก "นิรโทษกรรม" ยันไม่คิดจะใช้ ลั่น "อย่ามายุ่งกับ มาตรา44 ของผม"‬
------------
อย่า ถ่ายรูป"ยิ่งลักษณ์"มากนัก
‪นายกฯบิ๊กตู่ ขออภัย "ยิ่งลักษณ์"ที่ตำรวจตาม เตือนตร.อย่าไปถ่ายรูปท่านมากนัก เดี๋ยวจะหาว่าไม่เป็นส่วนตัว แต่เพราะต้องดูแลความปลอดภัย เดี๋ยวเกิดอะไรจะหาว่ารัฐบาลไม่ดูแล เผย‬ ผมบอกฝ่าย

ความมั่นคงไปแล้วว่า ตำรวจก็อย่าไปถ่ายรูปมากนัก ชี้อันไหนที่ผมรับได้ ก็รับ
-------
หวั่น "มือที่3"
บิ๊กป้อม ยอมรับ ตำรวจตามดูแล อดีตนายกฯ"ยิ่งลักษณ์" เพื่อให้ปลอดภัย ชี้หากเป็นอะไรไป รัฐบาล ก็เดิอดร้อน เราไม่รู้หรอก อาจมี"มือที่สาม" มาทำไม่ดีอะไร ป้องกันไว้ก่อน ยันตร.ไม่ได้ไปทำ

อะไร ไปตามดูอะไร แค่ป้องกันไม่ให้เกิดอะไรขึ้น เพราะท่านเป็นอดีตนายกฯ เราต้องดูแล เผยจะให้ ตำรวจ ทั้ง ในและนอกเครื่องแบบ ตามไปดูแลทุกที่ ป้องกันเกิดปัญหา เราไม่มีเจตนาไปจ้องอะไรท่าน
------------
"พล.อ.ประวิตร" ยอมรับ ส่งตำรวจตาม "ยิ่งลักษณ์" ดูความปลอดภัย ปัดเจตนาแอบแฝง ย้ำเลือกตั้งตามโรดแมป

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการติดตาม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ช่วงปีใหม่ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาแอบแฝง แต่เพื่อติดตามและป้องกัน ดูแลรักษาความปลอดภัย ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้เกิดเหตุมือที่สาม ที่ไม่หวังดี ที่อาจจะก่อความไม่สงบได้ พร้อมกันนี้ ยังระบุอีกว่า ต้องติดตามทุกที่ ซึ่งจะมีทางเจ้าที่ตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบในการดูแล

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร ยืนยันโรดแมปของรัฐบาล และ คสช. ยังเป็นไปตามกำหนดการเดิม ซึ่งข้อเสนอของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นเพียงข้อสันนิษฐานและการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น พร้อมย้ำรัฐบาลยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมีขั้นตอน และระเบียบการปฏิบัติ ตามระยะเวลาที่กำหนด ขอทุกฝ่ายอยากคิดหรือมโนเอาเอง
-----------------
ขอเล่าเรื่อง "ทักษิณ" (1)
วานนี้ (3 มกราคม) ผมเดินทางไปดูไบเพื่อกราบสวัสดีปีใหม่ท่านนายกทักษิณ ผมเลือกเดินทางด้วยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 351 ซึ่งมีกำหนดออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 06.45
นาฬิกา ผมไปถึงสนามบินตั้งแต่เวลา 05.15 นาฬิกา แต่เกือบไม่ได้เดินทางเพราะเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผมถูกคำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ผมแจ้งว่าคดีของผมศาล

พิพากษายกฟ้อง ดังนั้น คำสั่งห้ามจึงสิ้นผลและผมเชื่อว่าศาลน่าจะมีหนังสือแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ขอให้ผมนำคำพิพากษามาแสดง ผมต้องโทรศัพท์ไปปลุก
เลขาแต่เช้ามืดให้ส่งให้ผมทางไลน์ ผมเสียเวลาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองกว่าจะได้รับอนุญาตให้เดินทางในเวลา 06.40 นาฬิกา ทุลักทุเลกว่าจะได้ขึ้นเครื่อง วันนี้ผมจะให้ทนายความไปตรวจสอบเรื่อง
นี้จากศาล

ผมไปถึงดูไบตามเวลาท้องถิ่น 10.35 นาฬิกา ท่านนายกส่งคนมารับผมที่สนามบินพาไปพบท่านที่บ้าน ท่านในวัย 67 ปีใจเย็นลงมากแต่ยังแข็งแรง กระฉับกระเฉงและตื่นตัวตลอดเวลา ท่านยังเป็นคนเดิมที่ชอบอ่านหนังสือหาความรู้ ทั้งยังติดตามความเป็นไปของโลกและของประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ ท่านนายกเลี้ยงข้าวกลางวันผมที่บ้านพัก จากนั้นพาผมไปทานกาแฟและหาซื้อหนังสือที่ดูไบมอลล์ซึ่งยังมีคนมาขอถ่ายรูปกับท่านอย่างสม่ำเสมอ ท่านให้ความรู้ผมหลายเรื่องโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจรวมถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งผมคงต้องใช้เวลาถ่ายทอดให้แฟนเพจผมฟังหลายตอน ท่านนายกพูดถึงบ้านเมืองด้วยความห่วงใยและผมเชื่อว่าท่านไม่เคยคิดร้ายกับประเทศไทย เพราะธุรกิจและบุคคลในครอบครัวของท่านล้วนอยู่เมืองไทยกันหมด ดังนั้น หากมีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศชาติท่านก็ย่อมจะได้ความเสียหาย หรือหากท่านคิดไม่ดีกับบ้านเมืองคนที่จะได้รับผลร้ายซึ่งเสมือนเป็นตัวประกันที่อยู่ในเมืองไทยก็คือลูกเมียและญาติพี่น้องที่ท่านรัก ใครมีสติปัญญาคงพอคิดออก คราวหน้าจะเล่าเรื่องที่คุยกับท่านให้ฟังอีกครับ
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
4 มกราคม 2560
---------------------
โรดแมป คสช.กับการเลือกตั้งปี 2560
30/12/59
กระบวนการประกาศบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติทำให้โรดแมปสู่การเลือกตั้งของ คสช.ต้องขยับออกไปอีก 1-2 เดือน ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน ทำให้เริ่มมีข้อ
สงสัยมากขึ้นว่าการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นในปี 2560 ตามโรดแมปหรือไม่

(29 ธ.ค.2559) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่นำคณะเข้าอวยพรปีใหม่ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ว่า นายกฯ เหนื่อยมา 2-3 ปีแล้ว และยังต้องเหนื่อยต่อไป ซึ่งมีนัยว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องอยู่บริหารประเทศต่อไป

ขณะนี้โรดแมป คสช.เดินทางมาถึงระยะที่ 3 ตอนต้น นั่นคือ การประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งนายกฯ ได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวยเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ย.2559 ซึ่งมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าให้จัดการเลือกตั้งภายใน 150 วันนับแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการจัดการเลือกตั้ง มีผลบังคับใช้ และผูกพันอยู่กับมาตรา 267 ที่ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ 240 วัน นับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ถ้ายึดตามโรดแมป รัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2559 ซึ่งเวลานี้ขยายออกมาราว 2 เดือน แต่ระหว่างนี้ กรธ.ก็เดินหน้ายกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ
ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้แล้ว โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยืนยันว่าจะพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และคาดว่าจะให้ความเห็นชอบไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2560

ดังนั้นตามกรอบเวลาในการจัดการเลือกตั้งจะต้องไม่เกินเดือนธันวาคม ปี 2560 และใน 60 วันต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อได้ว่าจะมีการประชุมรัฐสภานัดแรก และมีรัฐบาลจากเลือกตั้งไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2561 แต่รายละเอียดทั้งหมดนี้ยังไม่นับเงื่อนไขใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมือง รวมไปถึงต้องไม่เกิดปัจจัยอื่นให้โรดแมปต้องขยับออกไปอีก
-------
คลื่นความถี่แรงรับศักราชใหม่ ตามสัญญาณเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง
(ไทยรัฐ หน้า3/4ม.ค.60)

เบื้องต้นเลยให้จับตารัฐธรรมนูญใหม่ที่ครบกำหนดการประกาศใช้ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

สถานการณ์น่าจะเป็นคำตอบถึงความเป็นไปหลังจากนั้น

แต่ ณ ห้วงนี้ เมื่อยังไม่มีอะไรชัดเจน ก็ต้องถือเอาสัญญาประชาคมที่ นายกฯลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประกาศให้ได้ยินทั่วโลก

เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต่างชาติยึดเป็นเกณฑ์พิจารณาสถานการณ์เมืองไทย

ในมุมเดินหน้าตามโรดแม็ปสู่การเลือกตั้งตามโปรแกรม

ตามแผนที่กะเกณฑ์กันไว้ ประเมินสัญญาณจากฝ่ายยุทธศาสตร์ทีมงานรัฐบาล คสช.

พรรคการเมือง นอมินีทหารต้องเกิดขึ้นแน่

เพื่อเป็นต้นทุนประกันความปลอดภัยให้ นายกฯลุงตู่ ในฐานะเต็งหามนายกฯคนนอก

เพราะลำพัง 250 เสียงของ ส.ว.ลากตั้งมีพลังแค่ตอนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นเป็นเกมที่ นายกฯลุงตู่ ต้องมาโดนไล่บี้ไล่ต้อนในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันร่าง พ.ร.บ.

งบประมาณ ร่างกฎหมายสำคัญ หรือแม้กระทั่งกระทู้ถามปกติทั่วไป

โดยเฉพาะคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยังไงก็หนีไม่ออก

ในยามที่ บิ๊กตู่ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีกระบองยักษ์มาตรา 44 ไม่สามารถไว้ใจนักการเมือง เชื่อมั่นพรรคร่วมรัฐบาลได้เต็มที่ ทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์ ค่ายภูมิใจไทยของเสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล และ

พรรคชาติไทยพัฒนาในยุคลูกหลานตระกูลศิลปอาชา

พลิกเหลี่ยมการเมืองมาขี่คอผู้นำทหารได้ทุกจังหวะ

ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่ส่งเสียงเร่งเร้าให้รัฐบาลทหารปล่อยไฟเขียวลงสนามเลือกตั้งตามโรดแม็ป ตีปี๊บมั่นใจกระแส ทักษิณ ที่ยังตีกินได้สบายๆ

เลือกตั้งเมื่อไหร่ ก็กลับมาเป็นรัฐบาลได้แบบเสียงถล่มทลาย

แต่ลึกๆปัญหาภายในพรรคยังกั๊กกันไม่จบ กับเครื่องหมายคำถาม ใครจะเป็น แม่ทัพเข้ามาขัดตาทัพ ภายใต้เงื่อนไขตระกูลชินโดนพันธนาการ

โฟกัสไปที่ตัวเต็งอย่างเจ๊หน่อย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวง

ที่ข่าวแว่วๆได้ตั๋วจาก นายหญิงบ้านจันทร์ส่องหล้าแล้ว

แต่ล่าสุดเสียงชัดๆจากปากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้กุมกระแสความนิยม ยังแทงกันตีกั๊กแค่ว่า ต้องรอให้เป็นมติของสมาชิกและคณะกรรมการบริหารพรรค

เจ๊หน่อย ยังต้องเผชิญด่านสำคัญ และไม่ว่าใครจะเข้ามานั่งเป็นหัวขบวน โดยสถานะของพรรคเพื่อไทยที่ยังจัดอยู่ในโซนต้องห้ามของฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

ไม่มีทางจะปล่อยให้เดินหมากเลือกตั้งง่ายๆ

ถึงจะฝ่าด่าน โกยเสียงเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ ตามเงื่อนไขยังไงก็ต้องอยู่ภายใต้เงาทหารบริหารได้ภายใต้ข้อจำกัดที่ถูกล็อกไว้ในกติการัฐธรรมนูญใหม่

ในสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่ติดล็อกทั้งภายใน ภายนอกประเทศ ต่อให้ยี่ห้อทักษิณก็ยากที่จะเสกคาถาให้เศรษฐกิจไหลลื่น ฟื้นกลับมาในเร็ววัน

เผลอๆทำไม่ดี จุดขายยี่ห้อทักษิณสิ้นราคา สถานการณ์จะยิ่งขาดทุนยับไปกันใหญ่

เดาทางพรรคเพื่อไทย การเลือกตั้งรอบหน้าก็คงมุ่งไปที่การจองที่นั่งเป็นฝ่ายค้าน คอยกระตุกแข้ง กระตุกขารัฐบาลทหาร ลากจังหวะให้ท็อปบูตแพ้ภัยตัวเอง

รอคนเบื่อทหาร คะแนนจะไหลไปที่ยี่ห้อ ทักษิณ

เพื่อไทยก็แค่ขยับขอคืนพื้นที่ในสภาให้ลูกทีมได้มีน้ำเลี้ยงประทังชีวิตเท่านั้น

เหนืออื่นใด นักเลือกตั้งอาชีพ ใครก็ตามที่คิดจะเข้ามาถอนทุน คงต้องชะงักไปตามๆกัน

ประเมินสัญญาณการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ ที่มุ่งเน้นการจัดระเบียบประเทศ กระตุกสังคมไทยที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ ฉกฉวยผลประโยชน์ส่วนตนจนรัฐเกือบล่มสลาย

ยาแรงไล่ล้างเชื้อโกง ยุทธการปราบคอร์รัปชันเข้มข้นแน่

นักการเมืองพันธุ์เก่าที่คิดจะหากินแบบเดิมๆ เสี่ยงโทษถึงประหารชีวิต

สรุปเอาเป็นว่า ทุกป้อมค่ายยังติดล็อกเงื่อนพันธนาการรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูก ในจังหวะยังก้าวไม่พ้นช่วงเปลี่ยนผ่าน

ต่อให้ไม่โดนเซ็ตซีโร่ ถึงจะได้ไฟเขียวปล่อยลงสนามเลือกตั้ง

แต่เอาเข้าจริงนักการเมืองอาชีพก็ยังไม่พร้อมเดินเกมเต็มสูบ.

ทีมข่าวการเมือง
------------------------------
ปฏิบัติการข่าวสาร เลื่อน “โรดแมป” “โหร” นำร่อง “เนติบริการ” ตามติดๆ
3ม.ค.60
หากฟังเสียงจาก นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ประสานกับเสียง นาย

วิษณุ เครืองาม ในเรื่อง “โรดแมป”

ก็จะถึง “บางอ้อ”

บางอ้อว่าที่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ออกมาพูด

เสมอเป็นเพียง “กิระดัง ได้สดับมา”

เมื่อ “กิระดัง ได้สดับมา”  จึงต้องเสาะหา “ข้อมูล” และ”เหตุผล” มารองรับ

น้ำหนักจึงวางอยู่กับ “กฎหมายลูก”

เมื่อน้ำหนักวางไปยัง “กฎหมายลูก” จึงเท่ากับมิได้เป็นการรั้งดึงและเตะถ่วงโดย “สนช.”

หากแต่มาจากปัจจัย”อื่น”มากกว่า

พลันที่ฟัง นายวิษณุ เครืองาม ผนวกเข้ากับฟัง นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ก็ต้องยอมรับว่า “กระจ่าง”

รับรองได้เลยว่า “โรดแมป”ต้องเป็น “โรคเลื่อน”

กระบวนท่าอันมาจาก นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางด้านข่าวสารแน่นอน

อย่างที่เรียกว่า Information Operation

แม้ นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ จะเป็น”พลเรือน” แต่อย่าลืมว่าเขาเป็น “โหร”

ทั้งยังเป็น “โหร” ที่อาศัยนั่ง “ทางใน”

มิได้มีการดูผ่านไพ่ทาโรต์ มิได้เป็นการผูกดวง คำนวณชะตาไปตามเส้นโคจรแห่งดวงดาว

ตรงกันข้าม เป็นการรับ”สาร”มาจาก “ฤาษี”

และฤาษีท่านนี้ คือ “ฤาษีเกวาลัน” ก็มิได้บำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดดอยอินทนนท์

หากแต่สถิตอยู่ ณ หิมพานต์ อันไกลโพ้น

นี่จึงเป็นปฏิบัติการทางด้าน “การข่าว” ซึ่งแม้จะอยู่ในยุคประ เทศไทย 4.0

แต่ก็ย้อนสู่ “ประเทศไทย 1.0” ได้อย่างสดใส ไพจิตร



ความจริง ไม่จำเป็นต้องพึ่งบริการจาก นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หรือแม้กระทั่ง พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ก็ย่อมได้

เพียงแต่ท่านเล่นบท “สมิงพระราม” เอง

เหมือนกับที่คนอย่าง นายวันชัย สอนศิริ หรืออย่าง นายเสรี สุวรรณภานนท์ เคยกระทำมาก่อนหน้านี้

กระทั่งได้ฉายา “คุณห้อย คุณโหน”ไป

หากศึกษากระบวนการทางการเมืองหลังยุครัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็จะมองออก

1 มอบหมาย “โหร” เล่นบท “นำร่อง”

ขณะเดียวกัน 1 จากนั้น บรรดาเหล่า “เนติบริกร” ก็ออกมาแจกแจง

“โรดแมป” จึงแปรเป็น “โรคเลื่อน”โดยประการละฉะนี้
-----------
รองนายกฯ ยืนยันการเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแม็พ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าววันนี้ (4 ธ.ค.) ถึงกรณีที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุว่าอาจจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นช่วงกลางปี 2561 เนื่องจากต้องพิจารณา

กฎหมายจำนวนมากนั้น ต้องเรียนว่าเรื่องนี้ยาว จะพูดสั้นไม่ได้ ต้องมาคุยกันอีกครั้ง เพราะถ้าพูดตอนนี้อาจเกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ตนขอยืนยันยังเป็นไปตามโรดแม็พเหมือนเดิม
เมื่อถามว่ากฎหมายที่ค้างการพิจารณาอยู่ในสนช. มีเป็นจำนวนมากหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ถ้ากฎหมายค้างก็เร่งพิจารณา
การเลือกตั้งImage copyrightWASAWAT LUKHARANG / BBC THAI
ด้านมติชนออนไลน์รายงานอ้างอิง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง การชี้แจงกรณีดังกล่าวกับต่างประเทศด้วยว่า ไม่มีชาติไหนมาถามแล้ว เพราะเขาเห็น

กระบวนการ และทิศทางแล้วหลังจากที่ไทยผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคมว่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี นายดอน ยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีแผนงานทั้งหมดไว้อยู่แล้วเดินหน้า แต่ไม่คิดว่าจะเกิด

เหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคมขึ้น ซึ่งโรดแมปอาจจะมีบวกลบบ้าง แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะปรับอย่างไร ก็จะไม่กระทบกับความเชื่อมั่น เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็ต้องเดินตามนั้น ต่างชาติเขาเข้าใจใน

เรื่องนี้ดี

นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ด้านไทยรัฐออนไลน์รายงานด้วยว่า นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุวานนี้ (3 ม.ค.) ว่า กรธ. เตรียมดำเนินการในส่วนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่า ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2560 โดยจะจัดเวทีรับฟังความเห็นต่อร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ในพื้นที่ 4

ภูมิภาค โดยจะนำเนื้อหาของร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ ซึ่ง กรธ.ได้พิจารณาจัดทำแล้วเบื้องต้นแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ขณะที่เนื้อหาเบื้องต้นจะยึดตามบทบัญญัติของร่าง

รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ อาทิ การเลือกตั้ง ส.ส.จะใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ขณะที่การได้มาซึ่ง ส.ว.จะแบ่งการได้มาเป็นกลุ่มต่างๆ และกำหนดหลักเกณฑ์ต่อการเลือกกันเองระดับอำเภอ

ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
---------------
////////

Thanapol Eawsakul
6 นาที ·
ทำไมการเลื่อนเลือกตั้ง ไปปี 2561 ของคณะรัฐประหารจึงทำให้คนโกรธมากกว่า เลื่อนปี 2558 2559 2560
เพราะคนจำนวนมากเชื่อว่า ลงประชามติ 2559 แล้วจะมีเลือกตั้ง 2560
ดังนั้นการสรุปหลังประชามติว่า คน 16 ล้านคน ยอมรับระบอบรัฐประหาร น่าจะสรุปเกินจริง
คนจำนวนมากที่โหวตรับ ก็เพื่อให้มีการเลือกตั้ง2560
////////////
นิพิฏฐ์ ชี้!! หากเลื่อนโรดแมป ถือว่าไม่เป็นตาม รธน.ฉบับลงประชามติ
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเดินหน้าตามโรดแมปเลือกตั้งของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะ

รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้นั้น ทุกวันนี้มีชาวบ้านเจอหน้าตนแล้วถามกันมาก ว่าโรดแมปเลือกตั้งจะเป็นไปตามเดิมหรือไม่ แต่ต้องทำความเข้าใจกับเขาก่อน เพราะคนที่ถามส่วน

มาก 90 เปอร์เซ็นต์ไม่เข้าใจคำว่าโรดแมปคืออะไร แต่พูดต่อๆ กันมาตามคนอื่น เราบอกชาวบ้านว่า โรดแมปคือระยะเวลา ว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ ซึ่งรายละเอียดถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่ผ่านการลงประชามติแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามโรดแมปเดิม คือไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ลงประชามติ
นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนอีกเหตุผล ที่จะทำให้โรดเเมปเลือกตั้งไม่เหมือนเดิม คือต้องชะลอการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติออกไป แต่ตนยังไม่เห็นว่า จะชะลอการบังคับใช้ได้อย่างไร

ตนไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเรื่องเลื่อนหรือไม่เลื่อน แต่ตอบตามมุมเหลี่ยมของรัฐธรรมนูญว่าต้องเดินไปตามกฎหมาย ดังนั้น ผู้ที่บอกว่าอาจจะไม่เป็นไปตามโรดแมปต้องออกมาอธิบาย

ให้ชัดเจนว่าจะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเพราอะไร และจะทำอะไร อย่างไร ส่วนตัวตนยังคิดไม่ออกว่าจะเป็นแบบไหน
/////////////
ข่าวเดือน ตุลาคม59

วิษณุยันไม่เลื่อนโรดแมปเลือกตั้ง
Wed, 2016-10-26 13:18

26 ต.ค. 2559 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เรื่องโรดแมปเลือกตั้งในขณะนี้ยังไม่ถือว่ามีการเลื่อนใดๆ เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่ยึดตามนี้จะมีคนคอย อยากเลื่อน ซึ่งยืนยันว่าไม่เลื่อน ส่วน

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญ คือมีเวลา 90 วัน เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแล้วเสร็จก่อนส่งมายังรัฐบาล รัฐบาลก็ยังมีเวลา 20 วัน ในการนำความขึ้นกราบบังคมทูล

จึงไม่มีปัญหา

"ตรงนี้มีการประสานเป็นการภายในแล้วว่ากิจการใดเร่งด่วนให้เสนอไปตามขั้นตอน หากไม่เร่งด่วนก็ทำตามกรอบเวลา" วิษณุ กล่าว

โดยวานนี้ (25 ต.ค.59) ศ.กิลเลียน ทริกส์ (Prof. Gillian Triggs) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย เข้าพบ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ณ ห้องรับรอง ตึกบัญชาการ 1

ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเยือนไทยระหว่างวันที่ 25– 27 ต.ค. 2559 เพื่อเข้าร่วมการประชุม Asia – Pacific Forum on National Human Rights Institutions – NHRIs

ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย เข้าพบ วิษณุ เครืองาม (ที่มาภาพ เว็บทำเนียบรัฐบาล)

วิษณุ ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์เมืองไทยและการดำเนินการตาม Roadmap พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างกำลังเดินหน้าตามกรอบเวลาที่ได้วางไว้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้เป็นระยะเวลาพิเศษ จึงจำเป็น

ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยในประเทศ ซึ่งฝ่ายออสเตรเลียเข้าใจสถานการณ์ประเทศไทยในขณะนี้ สำหรับประเด็นที่ฝ่ายออสเตรเลียให้ความสนใจ คือ

ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนด้านสังคม (Social Human Rights) การต่อต้านการค้ามนุษย์และการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ พร้อมชื่นชมบทบาทของไทยและแสดงความต้องการที่จะสนับสนุน

ความร่วมมือระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ในระดับภูมิภาคภายใต้กรอบอาเซียนด้วย

นอกจากนี้ ศ.กิลเลียน ทริกส์ ได้กล่าวถึง ความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนออสเตรเลียและไทย โดยการเดินทางมาเยือนไทยครั้งนี้ เพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสอง

องค์กรผ่านการทำ work shop  ทั้งนี้ ในปัจจุบัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย ต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนกับภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้

เนื่องจาก พบว่า ในหลายกรณีมีการกระทำที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อลูกจ้างทั่วโลก ทั้งจากองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็กโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในส่วนของประเทศไทย รองนายก

รัฐมนตรีกล่าวว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเป็นองค์กรอิสระที่ทำงานเชิงรุก โดยในช่วงทีผ่านมา รัฐบาลได้รับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการฯ ในหลายโอกาส และพลเอก

ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเอง ก็ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และได้เคยสั่งการให้หน่วยงานภาครัฐของไทยทำงานร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอย่างใกล้ชิดเพื่อรับฟังความต้องการ

และชี้แจงการทำงานระหว่างกัน โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดการประชุมระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไทยด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ

ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนทางสังคม (Social Human Rights) โดยเฉพาะแก่ผู้ด้อยโอกาส สิทธิเด็กและสตรี คนทุพพลภาพ รวมถึงสิทธิของผู้สูงอายุ ซึ่งออสเตรเลียเห็นพ้องและชื่นชมบทบาทของไทย

ในด้านนี้
2222222222

29/159

แม้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแถลงชี้แจงกำหนดการเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากกลางปี 2560 ไปเป็นปลายปี แต่ภาคธุรกิจยังมันใจการลงทุนในประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ นางสุวรรณา

พุทธประสาท กรรมการบริษัท แอลแอนด์เอช โฮเทล แมเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า แม้โรดแมปเลือกตั้งจะถูกขยายออกไปเป็น ปลายปี 2560 ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การลงทุน โดยเฉพาะการ

ท่องเที่ยวแต่อย่างใด แต่ปัจจัยที่จะกระทบมากที่สุดคือความไม่สงบ ซึ่งหลังจากที่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศปัญหาความสงบที่มีก่อนหน้านั้นก็หมดไป นางสุวรรณายังกล่าวอีกว่า หากปีนี้

ไม่มีปัจจัยลบด้านอื่นๆที่เหนือความคาดหมายที่กระทบต่อการลงทุน เชื่อว่าธุรกิจการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเห็นได้จากอัตราการใช้บริการห้องพักของโรงแรมทั้ง

3 แห่งในกรุงเทพมหานคร ยังมีอัตราการเข้าพักอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน ญี่ปุ่น อินเดียและเกาหลีใต้ ทั้งนี้คาดการว่าในปีนี้จะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันบริษัทก็จะเดิน

หน้าลงทุนโดยอย่างต่อเนื่อง ติดตามเราได้ที่ Website : Facebook : Twitter : Instagram : Youtube Channel :
/////////////////////////
เปิด Road Map สูตร 6+4+6+4=20 คาดเลือกตั้ง มิ.ย.60 - ก.ค.60 ตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 1 เดือน
โดย MGR Online    
15 กันยายน 2558 18:43 น

        เปิด Road Map สูตร 6+4+6+4 = 20 ไทม์ไลน์ ก.ย.-ต.ค. 58 ตั้ง กรธ.จำนวน 21 คน, เม.ย. 59 ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จภายใน 6 เดือน, ส.ค. 59 ทำประชามติภายใน 4 เดือน พิมพ์เอกสารร่างรัฐ

ธรรมนูญแจกให้กับประชาชนผู้มีสิทธิ 40 ล้านกว่าคน ก.ย. 59 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ก่อน ต.ค. 59 ยกร่างกฎหมายลูกภายใน 2 เดือน, ม.ค. 60 สนช.ผ่านกฎหมายลูก ภายใน 3 เดือน, ก.พ. 60 ส่ง

กฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบภายใน 1 เดือน เพื่อพิจารณาตรวจสอบว่ากฎหมายลูกขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่, มี.ค. 60 ประกาศใช้กฎหมายลูกและเริ่มรณรงค์หาเสียงได้, มิ.ย. 60 เลือกตั้ง

ภายใน 3 เดือน, คาด ก.ค. 60 ตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 1 เดือน
     
       วันนี้ (15 ก.ย.) พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ถึงเรื่องที่นายกรัฐมนตรีปรารภและสั่งการต่อที่ประชุมฯ ว่า วันนี้ได้มีการประชุมร่วม

ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว ดังนั้น วันที่ 22 กันยายน 2558 ซึ่งเดิมได้กำหนดให้มีการประชุมร่วมดังกล่าวก็จะเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ ส่วนการ

ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไปซึ่งตรงกับวันที่ 29 กันยายน 2558 ก็จะเลื่อนไปประชุมในวันพุธที่ 30 กันยายน 2558 แทน เนื่องจากคณะรัฐมนตรีหลายท่านติดภารกิจ
     
       พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเกี่ยวกับ Road Map ของการบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูปในฐานะของ ครม.และคสช. ให้ประธานสภา

นิติบัญญัติแห่งชาติ และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเข้าร่วมประชุมในวันนี้รับทราบด้วย โดยขณะนี้อยู่ใน Road Map ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา คือ การบริหาร

ราชการโดยรัฐบาลชุดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจนถึงปัจจุบัน และจะขยายต่อไปจนถึงวันเลือกตั้ง (ช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาที่

เป็นการบริหารราชการในนามรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
     
       ทั้งนี้ สาเหตุการขยายเวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะให้ขยายเวลาดังกล่าว แต่เป็นไปตามหลักการข้อกฎหมายและตาม Road Map โดยมีการยืดหยุ่นได้ตาม

ความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ขอเรียนด้วยความจริงใจว่ารัฐบาลไม่มีความประสงค์ที่จะขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปแต่อย่างใด แต่ดำเนินการด้วยความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและทำทุกอย่างให้

เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดบนพื้นฐานของความเรียบร้อย ปราศจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่ช่วงที่ 3 คือ ระยะที่มีการเลือกตั้งใหม่ในวันข้างหน้าเรียบร้อยแล้วเป็นต้นไป เพราะฉะนั้นขณะนี้จึงอยู่ใน

ช่วงที่ 2 ตาม Road Map ที่ได้กำหนดไว้
     
       สำหรับเรื่องของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 247 คน รวมทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ได้สิ้นสุดสภาพลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2558 ภายหลังร่างรัฐ

ธรรมนูญไม่ได้รับความเห็นชอบ (ตกไป) จาก สปช. เพราะฉะนั้น การที่จะทำประชามติซึ่งใช้เงินถึง 3,000 กว่าล้านบาท รวมถึงเรื่องประเด็นรองอื่นๆ ที่คาดหวังจะสอบถามในการทำประชามติ จึง

ไม่เกิดขึ้น
     
       จากนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจงมติ สปช.ไปยังรัฐบาลและ คสช. โดยขั้นตอนจากนี้ คสช.จะต้องแต่งตั้งประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 1 คน และกรรมการร่างรัฐ

ธรรมนูญไม่เกิน 20 คน ภายใน 30 วัน (5 ตุลาคม 2558) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรนูญ (กรธ.) ต้องร่างให้เสร็จภายใน 6 เดือน แล้วนำไปลงประชามติ (ใช้เวลาอีกประมาณ 4 เดือน) พร้อมทั้ง นายก

รัฐมนตรี ได้มอบหมายส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำเสนอข้อมูลตัวเลือกต่างๆ มาให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา
     
       ทั้งนี้ ส่วนกรณีที่มีคำถามจากสังคมเกี่ยวกับสูตร 6+4+6+4=20 โดยเฉพาะมีข้อสงสัยว่าทำไมต้องขยายเวลาไปถึง 20 เดือน นั้น เพราะการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน

ระยะเวลาอันรวดเร็วได้ เนื่องจากในแต่ละขั้นตอนมีความยาก แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของ สปช. สูตรการดำเนินการก็ไม่ต่างจากนี้ คือต้องมี 4+6+4 เพราะต้อง

มีการทำประชามติ ทำกฎหมายลูก และมีการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน สปช.ก็เพิ่มเข้ามาเพียง 6 เท่านั้น เพราะฉะนั้นขอให้พิจารณาอย่าไปคิดเพียงว่าทั้งหมดขยายไป 20 เดือน แต่ต้อง

พิจารณาดูว่าของเดิมถ้าผ่าน สปช.ก็จะมี 4+6+4 วันนี้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็เพียงเพิ่มเข้ามาอีกแค่ 6 และใน 6 นั้น นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายว่า 6+4+6+4 คือ เป็นการกำหนดเพดานไว้สูงสุดที่

จะมีความเป็นไปได้ แต่หากสามารถดำเนินการได้เร็วกว่าที่กำหนดก็เป็นสิ่งที่ดี ทั้งหมดดังกล่าวเป็นแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้มอบไว้ให้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยย้ำให้ส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งใจ

ทำให้ดีที่สุดภายในระยะเวลาที่มีอยู่ และหากดำเนินการได้เร็วกว่าเดิมได้ก็เป็นสิ่งที่ดี
     
       สำหรับสูตร 6+4+6+4=20 ของรัฐบาล มีดังนี้ กันยายน - ตุลาคม 2558 ตั้ง กรธ. จำนวน 21 คน, เดือนตุลาคม 2558 - เดือนเมษายน 2559 ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จภายใน 6 เดือน, เดือนเมษยาน-

สิงหาคม 2559 ทำประชามติ ภายใน 4 เดือน จะมีการพิมพ์เอกสารร่างรัฐธรรมนูญแจกให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิที่จะออกเสียงลงคะแนนประมาณ 40 ล้านกว่าคน เพื่อให้สามารถศึกษาข้อมูลต่างๆ

เหล่านั้นในการที่จะใช้ดุลพินิจในการลงประชามติโดยปราศจากการชี้นำแบบมีนัยของกลุ่มต่างๆ จากนั้นเดือนกันยายน 2559 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
     
       ต่อจากนั้น เดือนกันยายน-เดือนตุลาคม 2559 ยกร่างกฎหมายลูก ภายใน 2 เดือน, เดือนตุลาคม 2559 - เดือนมกราคม 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านกฎหมายลูก ภายใน 3 เดือน, เดือน

กุภาพันธ์ 2560 ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ภายใน 1 เดือน เพื่อพิจาณาตรวจสอบว่ากฎหมายลูกขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
     
       ในเดือนมีนาคม 2560 ประกาศใช้กฎหมายลูกและเริ่มรณรงค์หาเสียงได้, เดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน 2560 เลือกภายใน 3 เดือน, เดือนกรกฎาคม 2560 ตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 1 เดือน
     
       พร้อมกันนี้ รัฐบาลยืนยันว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นตาม Road Map ดังกล่าว ไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการยืดระยะเวลาออกไปหรือต้องการสืบทอดอำนาจแต่อย่างใด เพราะนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำคณะ

รัฐมนตรี เสียสละและทำงานเต็มกำลังความสามารถอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน โดยไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งเช่นในอดีตเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่

ดำเนินการทั้งหมดก็เพื่อกำไรของประเทศชาติและประชาชน
     
       ทั้งนี้ การดำเนินงานของรัฐต่อจากนี้จะมี 2 ส่วนที่จะทำงานคู่ขนานกันไป คือ คณะรัฐมนตรีกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยในระหว่างนี้จะมีการแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป

ประเทศ (สปท.) ไม่เกิน 200 คน โดยมีไม่นำความกราบบังคมทูลฯ ภายใน 30 วัน (5 ตุลาคม 2558) ทำหน้าที่ดำเนินการให้มีการปฏิรูปต่อจาก สปช. อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสมาชิกสภาขับเคลื่อน

การปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายกรัฐมนตรีได้ให้หลักการเบื้อต้นว่าจะต้องประกอบด้วย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ดังนี้ 1) ข้าราชการ ทั้งที่ยังรับราชการอยู่และเกษียณอายุราชการไปแล้ว

เพราะข้าราชการเป็นคนปฏิบัติงานแทนรัฐบาลและใกล้ชิดกับประชาชน 2) นักกฎหมาย 3) นักวิชาการทุกกลุ่มที่มาจากนักคิดและนักปฏิบัติงานจนเป็นที่ยอมรับ
     
       4) ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาชน ประชาสังคม เกษตร อุตสาหกรรม และภาคส่วนอื่นๆ 5) กลุ่มนักการเมือง และพรรคการเมือง และ 6) กลุ่มส่วนความมั่นคง โดยมั่นใจรัฐบาลจะทำ

ทุกอย่างที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีคุณภาพและจะพยายามไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่ให้มีมาตรฐานที่แตกต่างกันโดยเด็ดขาด
     
       สำหรับโครงสร้างของรัฐจากกันยายน 2558 - กรกฎาคม 2560 มีดังนี้
     
       1. คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย 1.1 ) งานด้านการบริหาร จะมีคณะรัฐมนตรี มีระบบราชการ คณะกรรมการขับเคลื่อนที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งไว้ และมี สนช.ร่วมอยู่ในส่วนนี้ เพราะบางกรณีที่

ต้องขับเคลื่อนบริหารราชการอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายมารองรับเรื่องเหล่านั้น โดยวิธีการในการบริหาร นายกรัฐมนตรี เน้นว่าจะต้องบริหารราชการแผ่นดินไปตามข้อกฎหมาย

และนโยบาย และต้องขจัดความขัดแย้งไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก
     
       1.2) การปฏิรูป ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี ระบบราชการ คระกรรมการยุทธศาสตร์ สปท. และ สนช. โดยวิธีการปฏิบัติงาน จะต้องดำเนินการปฏิรูปทันทีระยะต่อไปและระยะที่จะต้องยั่งยืน

ส่วนที่จะต้องดำเนินการทันทีเพราะรัฐบาลไม่สามารถที่จะส่งเรื่องปฏิรูปทั้งหมดไปให้รัฐบาลชุดต่อไป เพราะจะเป็นข้อครหาได้ว่าทำไมรัฐบาลชุดนี้ไม่ดำเนินการเอง ดังนั้น ในระยะเวลาที่รัฐบาล

ชุดปัจจุบันอยู่จึงต้องดำเนินการทุกอย่างให้เป็นแบบอย่างแก่คนอื่นก่อนที่จะไปฝากชีวิตไว้กับคนอื่นในเรื่องการปฏิรูป รัฐบาลก็ต้องดำเนินการในระยะที่ 1 ให้ได้ด้วยเช่นกัน และต้องไม่อยู่บนพื้น

ฐานของความขัดแย้ง
     
       1.3) การปรองดอง จะมีคณะรัฐมนตรี ระบบราชการ และ สนช. โดยมีวิธีการดำเนินการต่างๆ เช่น การปรองดองโดยสันติ การเยียวยา การอภัยโทษเมื่อยอมรับผิดแล้ว ใช้หลักศาสนา การพัฒนา

การสร้างความเป็นธรรมขจัดเรื่องต่างๆ ที่เป็นสองมาตรฐาน โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด
     
       2. คสช.จะเน้นภารกิจในเรื่องของความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 ที่ขณะนี้ คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแล้ว 27 ครั้ง โดยเรื่องที่ใช้มาตรา

44 จะเป็นเรื่องในเชิงสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อให้ความขัดแย้งต่างๆ คลี่คลายและสงบลง ตลอดจนการใช้ในเรื่องของการตั้งศูนย์แก้ปัญหา ICAO และเรื่องการถอดยศ รวมทั้งเป็นกลไกให้

ครม.ในการบริหาร การปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง เป็นต้น