PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

ไม่ได้ทุจริตแค่ไม่ได้ขออนุมัติอีกครั้ง คำแถลง คกก.นโยบายTPPS

ไม่ได้ขออนุมัติอีกครั้ง! เปิดคำแถลง คกก.นโยบายฯ ปม ผอ.ส.ส.ท.ไขก๊อกหุ้นกู้ซีพีเอฟ

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 15 มีนาคม 2560 เวลา 21:28 น.
เขียนโดย
isranews
38
 
1
 
0
 
39
 
"...คณะกรรมการนโยบายได้พิจารณาเรื่องขั้นตอนการดำเนินการ และมีมติว่า ฝ่ายบริหารต้องนำแผนบริหารการเงินมาขออนุมัติอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้นับความเห็นชอบเรื่องกรอบนโยบายการบริหารการเงินแล้ว ซึ่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าได้รับความเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบาย วันที่ 15 พ.ย.2555.."
picthai00
หมายเหตุ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org : ภายหลังจากที่ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ‘ไทยพีบีเอส’ ได้ประกาศลาออกกลางที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ในระหว่างวาระประชุมด่วน เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีลงทุนซื้อตราสารหนี้ (หุ้นกู้) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ซึ่งสร้างผลกระทบต่อองค์กรจนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง 
ล่าสุด คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ได้ออกคำแถลง กรณีการซื้อตราสารหนี้ซีพีเอฟ โดยยืนยันว่า การบริหารเงินให้เกิดประโยชน์ด้วยการนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ เพื่อให้เกิดดอกผลนำไปพัฒนาตามเป้าหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ นั้น คณะกรรมการนโยบายยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย และระเบียบ ส.ส.ท. 
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายได้พิจารณาเรื่องขั้นตอนการดำเนินการ และมีมติว่า ฝ่ายบริหารต้องนำแผนบริหารการเงินมาขออนุมัติอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้รับความเห็นชอบเรื่องกรอบนโยบายการบริหารการเงินแล้ว ซึ่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าได้รับความเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบาย วันที่ 15 พ.ย.2555 
ส่วนการที่ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ขอลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ต่อการดำเนินการครั้งนี้ นั้น 
คำแถลงของคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายชื่นชมการตัดสินใจของผู้อำนวยการและฝ่ายบริหาร ว่าเป็นการสดงความรับผิดชอบต่อองค์กรในฐานะสื่อสาธารณะของประเทศ แม้กรณีนี้ จะไม่ใช่เรื่องการทุจริตแต่อย่างใด 
นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบาย ยังมีมติให้ขายตราสารหนี้ดังกล่าวตามความเหมาะต่อไป (อ่านคำแถลงฉบับเต็มประกอบ)

วิษณุ ชี้ รีดภาษีหุ้นชินฯเรื่องยาก แต่ต้องยอมเสี่ยง จ่อประเมินใหม่-ต่ออายุความอีก10ปี

‘วิษณุ’เรียก’สรรพากร’เตรียมพร้อมออกใบประเมินภาษีหุ้นชินคอร์ป เผยแม้วมีสิทธิอุทรณ์ ใน 30 วัน แนะพูดในชั้นศาลให้หมดจะได้จบ แจงอภินิหารทางกฎหมาย Miracle Of Law รัฐบาลเสี่ยงในช่องทางที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เข้าหารือเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้กรมสรรพากรได้มารายงานการเตรียมการเรียกเก็บภาษีตามที่ได้รับมอบหมายไป แต่มีปัญหาอยู่ 2-3 เรื่อง เลยอยากรู้ว่าวิธีการแก้ของเขาถูกหรือผิด แต่ถึงอย่างไร การประเมินภาษีจะทำภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งกรมสรรพากรมีฐานตัวเลขอยู่แล้ว ก่อนส่งคำประเมินดังกล่าวไปยังนายทักษิณอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นถือว่าอายุความที่จะครบ 10 ปี หยุดลงทันที แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ไปอีก 10 ปี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติในคดีทางแพ่ง โดยนายทักษิณมีสิทธิอุทธรณ์คำประเมินภาษีนั้นได้ภายใน 30 วัน ยืนยันกรมสรรพากรพร้อมดำเนินการ ส่วนข้อกังวลว่ากรมสรรพากรจะถูกฟ้องกลับนั้น การถูกฟ้องคงห้ามไม่ได้ แต่เมื่อถูกฟ้องแล้วแพ้หรือชนะ เป็นสิ่งที่ให้ความมั่นใจกันได้ และไม่ต้องมีมาตรการพิเศษคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ รัฐบาลดำเนินการไปตามกฎหมายปกติ ส่วนที่อธิบายว่าเป็นอภินิหารทางกฎหมาย หรือ Miracle Of Law นั้น เพราะเราเจอช่องทางที่สมควรจะเสี่ยงดูในเรื่องที่คิดว่าไปไม่ได้
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะเก็บภาษีได้ นายวิษณุกล่าวว่า เราไม่ใช่คำว่ามั่นใจ แต่เราต้องทำตามกระบวนการ ส่วนจะได้หรือไม่ก็ว่าไปตามกระบวนการ ตนอธิบายต่อที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นสีดำกับขาว เราจะไม่ทำให้เป็นสีดำ แต่เรื่องนี้เป็นสีเทา กรมสรรพากรตอบคำถามไม่ได้ว่าสิ่งที่ไม่เคยทำเพราะปิดเรื่อง ถูกหรือผิด ถ้ายืนยันว่าถูกและเห็นด้วย เราก็จบแล้วปิดเรื่อง สังคมจะด่าอย่างไรก็ช่าง แต่เมื่อไม่มั่นใจ อาจจะตีความได้ก็ให้ศาลดำเนินการ จะได้เป็นมาตรฐานต่อไป
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่านายทักษิณถูกคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านแล้ว จึงไม่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ นายวิษณุกล่าวว่า มันเป็นคนละเรื่องกัน จำนวนเงินดังกล่าวไม่ใช่ภาษี เป็นการถูกยึดตามคดีอาญาเรื่องทุจริต ภาษีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบางอาชีพที่ผิดกฎหมายยังต้องเสียภาษี
“ภาษีที่จะเรียกเก็บคือส่วนต่างราคาหุ้นที่รับมา 1 บาท แต่ไปขาย 49 บาทในตลาดหลักทรัพย์” นายวิษณุกล่าว เมื่อถามย้ำว่า มีการระบุว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี นายวิษณุ กล่าวว่า “มันเป็นเทคนิคหนึ่งที่เอาไว้ไปพูดในศาล สตง.ยืนยันว่าต้องเสีย รัฐบาลก็บอกกับกรมสรรพากรไปพิจารณาที่มีช่องทางให้ไปแปลความกันในศาลแล้วกัน ว่าต้องเสียหรือไม่ บางคนก็บอกว่ากฎหมายระบุชัดอยู่แล้วว่าไม่ต้องเสีย แต่กฎหมายอย่างนี้มันแปลได้หลายอย่างในบางกรณี ซึ่งไม่ใช่สองมาตรฐาน แต่เป็นเจตนาซึ่งผมไม่อยากไปเปรียบเทียบ กรมสรรพากรไม่เคยคิดว่าเป็นอย่างนี้มาก่อน ดังนั้น จึงต้องไปตีความกันในศาล คุณอย่าคิดเองว่าถูกหรือผิด อย่าเพิ่งไปเดาใจว่าเขาจะฟ้องกันอย่างไร ทุกอย่างไปพูดกันในศาลให้หมดจะได้จบ” นายวิษณุกล่าว
เมื่อถามว่า กรมสรรพากรได้ชี้แจงหรือไม่ ว่าเหตุใดถึงไม่ดำเนินการในช่วงเวลาที่ผ่านมา นายวิษณุกล่าวว่า มีการชี้แจงแล้ว ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่อธิบายสั้นๆ กับสื่อไม่ได้ เขามีเหตุผลไม่ดำเนินการอยู่ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 50-55 แต่อาจจะใช้เวลา เพราะต้องรอฟังข้อเท็จจริงที่เพิ่งปรากฏ หากมีมูลจะดำเนินการสอบวินัย ส่วนผู้ที่เกษียณไปแล้วก็ดำเนินการทางวินัยไม่ได้ แต่ถ้ามีมูลทางอาญามันมีอายุความอยู่
ด้าน พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสรรพากร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ปปง. หารือถึงแนวทางตามกระบวนการกฎหมาย ทั้งนี้ ในส่วนของ ปปง.มีหน้าที่สนับสนุนข้อมูลในเรื่องของการติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณ ซึ่งตามกฎหมายการฟอกเงินถือว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะหากกลายเป็นคดีฟอกเงิน คดีจะไม่มีหมดอายุความ และสามารถสืบและยึดทรัพย์ย้อนหลังไปได้ ต่อให้เวลาผ่านไปแล้วหลายปีก็ตาม
นอกจากนี้ พล.ต.อ.ชัยยะยังกล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งเพียง 8 เดือน สามารถดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ในคดีสำคัญไปมากกว่า 5 หมื่นล้านบาทแล้ว และยังมีคดีใหญ่ๆ ที่มีมูลค่าสูง ที่คาดว่าจะสามารถดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ได้อีกจำนวนมาก
///
สตง. พร้อมร่วมประเมินภาษีชินคอร์ป หากกรมสรรพากรไม่พร้อมดำเนินการ พร้อมระบุ การออกหมายเรียกเก็บภาษีไปยังบุตร เสมือนออกหมายเรียกถึง ดร.ทักษิณ ชินวัตร 

นายพิศิษฐ์  ลีลาวชิโรภาส  ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. กล่าวว่า หลังหารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี สำนักงานกฤษฎีกา อัยการสูงสุด กรมสรรพากร  ป.ป.ช. และ ปปง.  เห็นชอบร่วมกันว่า การออกหมายเรียกเก็บภาษีนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่า กรมสรรพากร ไม่ได้ออกหมายเรียกโดยตรงกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ถือเสมือนว่าเป็นหมายเรียกเก็บภาษีจาก ดร.ทักษิณ เช่นกัน เพราะเป็นตัวการซื้อขายหุ้น ยืนยันไม่ได้ใช้แทคติคทางกฎหมาย หาทางดำเนินการ  
          
ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปจึงเริ่มใช้มาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อตั้งคณะกรรมการประเมินภาษี เรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป จาก ดร.ทักษิณ ทำให้การนับอายุความการเรียกเก็บภาษี เป็นเวลา 10 ปี สิ้นสุดลง และขั้นตอนการประเมินเรียกเก็บภาษี จะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน คาดว่าทันสิ้นเดือนนี้(มี.ค.)  โดย สตง.พร้อมร่วมเป็นเจ้าหน้าที่ประเมินภาษี หากกรมสรรพากรไม่พร้อมดำเนินการ

ยึดทรัพย์เด็ก“เจ๊แดง”อดีตสส.เพื่อไทย แสดงบัญชีเท็จ-รวยผิดปกติ

ชดใช้กรรม!!!ยึดทรัพย์เด็ก“เจ๊แดง”อดีตสส.เพื่อไทย แสดงบัญชีเท็จ-รวยผิดปกติ ลุ้น“ศาลฏีกา”พิพากษายึด186 ล้านคืนแผ่นดิน-ตัดสิทธิ์การเมืองอีก5ปี
Publisher : 2017-03-15 10:43:05
จากรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการและโฆษกสำนักงานป.ป.ช. แถลงผลการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของนายเกษม นิมมลรัตน์ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่,กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ในตำแหน่งส.ส. และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ รวม 6 กรณี แล้วมีมติว่า นายเกษม จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
ทั้งนี้นายสรรเสริญ เปิดเผยว่า นายเกษม แสดงเงินกู้ยืมของนางดวงสุดา นิมมลรัตน์ คู่สมรส ที่กู้ยืมจากนางบุญทอง สุภารังษี ซึ่งเป็นมารดาของนายเกษม จำนวน 72 ล้านบาท อันเป็นเท็จ และปกปิดเงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน) (WIN) ในตลาดหลักทรัพย์ มูลค่า 26,193,205 บาท รวมทั้งปกปิดเงินลงทุนในบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ASCON) มูลค่า 74,205,972 บาท ของนางดวงสุดา ที่ให้นางบุญทองถือครองแทน โดยคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 34 เพื่อขอให้นายเกษม พ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และห้ามมิให้นายเกษมดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกาฯ วินิจฉัย และขอให้ลงโทษตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ด้วย
นอกจากนี้ เลขาธิการป.ป.ช. ยังเปิดเผยอีกว่าได้พิจารณารายงานผลการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของนายเกษม ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และตำแหน่งส.ส.แล้วมีมติว่า นายเกษมเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และตำแหน่ง ส.ส.มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ตามมาตรา 38 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 รวมมูลค่า 186,620,637 บาท ตามรายการดังต่อไปนี้ 1.หุ้นบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ASCON) ในชื่อของนางบุญทอง จำนวน 20,612,770 หุ้น รวมมูลค่า 74,205,972 บาท และหุ้นบริษัทแอสคอนฯ ในชื่อของนางดวงสุดา ที่ขายไปแล้ว จำนวน 923,000 หุ้น เป็นเงิน 3,015,214บาท
เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวอีกว่า 2.เงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน) (WIN) ในตลาดหลักทรัพย์ จำนวนเงิน 16,585,537 บาท และหุ้นบริษัท วินโคสท์ฯ ที่เหลือจากการขายในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 1,000,168 หุ้น มูลค่า 390,065 บาท รวมมูลค่าสุทธิเป็นเงิน 16,975,602 บาท 3.เงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (MLINK) ของนางดวงสุดา จำนวน 4,187,700 หุ้น เป็นเงิน 5,407,163 บาท 4.เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นของนายเกษมและนางดวงสุดา กรณีนายเกษม พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ รวมมูลค่า 8,585,953 บาท 5.รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กก 111 เชียงใหม่ มูลค่า 700,000 บาท ของนายเกษม 6.ที่ดินโฉนดเลขที่ 19767 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มูลค่า 1,200,000 บาท ของนางดวงสุดา 7.เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นของนายเกษม และนางดวงสุดา กรณีนายเกษมพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ รวมมูลค่า 21,384,152บาท และ 8.เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นของนางดวงสุดา กรณีนายเกษม พ้นจากตำแหน่งส.ส. รวม 8 แห่ง มูลค่า 55,146,579 บาท
“ คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติให้ส่งเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่ พร้อมทั้งรายงานผลการตรวจสอบไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้ทรัพย์สินของนายเกษมที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ 186 ล้านบาทเศษ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 38 วรรคสองต่อไป ทั้งนี้ หากไม่สามารถบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของนายเกษม ที่มีมติว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแล้ว ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของนายเกษม ตามนัยมาตรา 83 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ด้วย ” เลขาฯปปช. กล่าว
ล่าสุดศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีฟ้องนายเกษม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยเป็นจำเลย กรณีแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเท็จ และร่ำรวยผิดปกติ 186 ล้านบาท ในวันพรุ่งนี้ (16 มี.ค.60)โดยปปช.ขอให้ศาลสั่งให้นายเกษม พ้นจากตำแหน่งรองนายกอบจ.เชียงใหม่ และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก 5ปีด้วย อย่างไรก็ตามนายเกษม เป็นอดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 เชียงใหม่ เมื่อปี2555 แทนน.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ลูกสาวนางเยาวภา ที่ถูกคณะกรรมการป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณียื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ แต่ในเดือนมี.ค.56 นายเกษมได้ลาออกจากตำแหน่งส.ส. ก่อนที่นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จะลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แทนนายเกษมในเขตดังกล่าว ซึ่งนายเกษม ถือเป็นคนสนิทของตระกูลวงศ์สวัสดิ์ เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวส.ส.ของนางเยาวภา เลขานุการส่วนตัวนางเยาวภา

นพดล โผล่ช่วย ทักษิณ ยันหุนชินฯไม่ต้องเสียภาษี

'นพดล' อดีตรมต.ต่างประเทศ ชี้ ประเด็นปมขายหุ้นชินคอร์ปฯ ไม่ใช่เรื่องอายุความ แต่อยู่ที่การขายหุ้นทำผ่านตลาดหลักทรัพย์ ได้รับยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร
15 มี.ค.60 นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่ผู้นำในรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการประเมินเรียกเก็บภาษีจาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2549 นั้น ซึ่งคงหมายถึงหุ้นจำนวน 329.2 ล้านหุ้นนั้น ขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการประเมินภาษีจากเงินได้ส่วนใด จากธุรกรรมตอนใด และจะอาศัยกฎหมายข้อใด ซึ่งในเบื้องต้น เห็นว่า
1.เคยมีคำพิพากษาซึ่งสรุปความตอนหนึ่งได้ว่าหุ้นในชินคอร์ปจำนวนดังกล่าวที่รวมขายให้กลุ่มเทมาเส็กในปี 2549 นั้น นายทักษิณ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ บุคคลอื่นๆ เป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน ไม่ใช่เจ้าของหุ้น
2.การขายหุ้นดังกล่าวให้กลุ่มเทมาเส็กได้ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ได้ขายนอกตลาด
3.ตามกฎหมายไทย เงินได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 23 ที่ออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าวนี้ ใช้มานานแล้ว และใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้น การขายหุ้นชินคอร์ปผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็อยู่ภายใต้กฎกระทรวงฉบับเดียวกันนี้ ตราบใดที่ไม่มีการแก้ไข และ
4.นอกจากเงินได้จากการขายหุ้นในตลาดจะได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป และเงินปันผลจากหุ้นประมาณ 46,000 ล้านบาทถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว
นายนพดล กล่าวต่อว่า การขายหุ้นชินคอร์ป เกิดขึ้นมาสิบปีแล้ว ผ่านมาหลายรัฐบาล แม้แต่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ก็ยังให้สัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ ว่า เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดว่าใครผิดใครถูก เพราะกรมสรรพากร ระบุอาจดำเนินการไม่ได้ ที่จริงประเด็นไม่ใช่เรื่องอายุความว่าจะขาดหรือไม่ แต่ประเด็นหลักคือ การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย ดังนั้น จึงไม่เข้าใจว่า จะมีการประเมินภาษีบนพื้นฐานข้อกฎหมายใด กรมสรรพากร ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศเป็นผู้มีความรู้เรื่องกฎหมายภาษีเป็นอย่างดี ตนหวังว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและดำเนินการเรื่องนี้ตามกฎหมายและหลักนิติธรรม และยึดหลักความเท่าเทียมเสมอภาคกับทุกคน เชื่อว่า ถ้าทุกฝ่ายทำเช่นนั้น ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับการค้าและการลงทุนในประเทศได้ 

มติปลดออก”รองอธ.สุภัฒ”ขโมยภาพโรงแรมญี่ปุ่น ชี้ผิดวินัยร้ายแรง เผยแจงเหตุไม่พอใจบริการ ฟังไม่ขึ้น

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 มีนาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยร้ายแรง กรณีนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ก่อเหตุขโมยภาพเขียน3รูป ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ40นาที
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวหลังการประชุมว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีความเห็นไล่ออกนายสุภัฒ เนื่องจากในสุภัฒก่อคดีขึ้นถึง 2 ครั้งในโรงแรมเดียวกัน โดยนายสุภัฒชี้แจงถึงสาเหตุที่ก่อเหตุดังกล่าว เพราะไม่พอใจการให้บริการของทางโรงแรมนั้น เป็นเหตุผลที่คณะกรรมการฟังไม่ขึ้น แต่หลังจากถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและถูกดำเนินคดีที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว นายสุภัฒได้รับสารภาพกับตำรวจและอัยการญี่ปุ่น พร้อมทั้งมีการชดใช้ค่าเสียหายที่ตัวเองได้กระทำความผิดต่อโรงแรมแล้ว โดยกฎหมายต่างประเทศไม่ดำเนินคดี เพราะเห็นว่าผู้กระทำความผิดสำนึกแล้ว จึงให้โอกาสกลับตัว
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวต่อว่า ทางคณะกรรมการได้ตรวจสอบประวัติการรับราชการของนายสุภัฒ ทราบว่ารับราชการมาแล้วกว่า 30 ปี และไม่เคยกระทำความผิดทางวินัยหรือสร้างความเสียหายให้แก่ทางราชการเลยแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้ง ยังได้ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกจนทราบว่า นายสุภัฒเคยแต่งงานกับภรรยาชาวญี่ปุ่น และได้หย่าร้างไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันพบว่านายสุภัฒอาศัยอยู่เพียงลำพัง ไม่มีผู้ดูแล ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษปลดออกจากราชการแทนการไล่ออก โดยนายสุภัฒยังมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ รวมถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลด้วย
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างละเอียด และเมื่อครั้งที่นายสุภัฒเดินทางกลับถึงประเทศไทย ได้ทำหนังสือขอโทษ แสดงให้เห็นถึงความสำนึกในการกระทำความผิด อีกทั้งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้าราชการระดับสูงหลายรายที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง หรือยักยอกทรัพย์ของทางราชการ แต่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด แม้จะถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด แต่รอการลงอาญาไว้ ปัจจุบันคนเหล่านี้ก็ยังรับราชการอยู่ ดังนั้น โทษปลดออกของนายสุภัฒจึงถือว่าสมเหตุสมผล
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คณะกรรมการจะทำหนังสือแจ้งไปยังต้นสังกัดและนายสุภัฒ และจะมีผลทันที

คณะผู้บริหาร ส.ส.ท.ออกแถลงการณ์ ชี้แจงกรณีการซื้อตราสารหนี้ บริษัท ซีพีเอฟ

คณะผู้บริหาร ส.ส.ท.ออกแถลงการณ์ ชี้แจงกรณีการซื้อตราสารหนี้ บริษัท ซีพีเอฟ ยุติการลงทุนในตราสารหนี้บางบริษัท ที่อาจจะส่งผลให้ภาคประชาชนและสังคมโดยรวมเกิดข้อสงสัยและความคลางแคลงใจ โดยจะมีการนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พิจารณาโดยเร็วที่สุด
วันนี้ ( 15 มี.ค.2560) คณะผู้บริหาร ส.ส.ท.ออกแถลงการณ์ ชี้แจงกรณีการซื้อตราสารหนี้ บริษัท ซีพีเอฟ ระบุว่า จากกรณีที่มีการแสดงความคิดเห็นจากสังคมถึงการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้วยการนำสินทรัพย์สภาพคล่อง (รายได้ที่ยังไม่ถึงกำหนดใช้จ่าย) ไปซื้อตราสารหนี้ เพื่อทำให้สินทรัพย์สภาพคล่องนั้นสร้างรายได้และถูกนำไปพัฒนาองค์กร ซึ่งกรณีนี้มีผู้ชมผู้ฟังส่วนหนึ่ง ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการลงทุนดังกล่าว และกังวลว่าจะกระทบความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ผู้บริหาร ส.ส.ท. ขอขอบคุณในทุกข้อคิดความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ผู้บริหาร ส.ส.ท. รู้สึกเสียใจและขออภัยที่สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนที่ติดตามไทยพีบีเอสมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ส.ส.ท ขอเรียนชี้แจงว่า การบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อให้การบริหารเงินรายได้ที่รอถึงกำหนดจ่าย มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุด ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด โดยมีการจัดการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เป็นเงื่อนไขกำกับการลงทุน คือ ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับเครดิตในระดับ A (จัดอันดับโดย TRIS) ซึ่งหมายถึงตราสารที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำ มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์สูง
กลไกการใช้ดุลยพินิจ
กลไกการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่อง ระเบียบ ส.ส.ท.กำหนดให้คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่จัดทำกรอบนโยบายลงทุนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายอนุมัติในทุกปีงบประมาณ โดยเสนอขออนุมัติพร้อมกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ เมื่อผ่านความเห็นชอบแล้ว ฝ่ายบริหารจึงดำเนินการบริหารจัดการในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งเงินฝากในสถาบันการเงิน ตราสารหนี้ (พันธบัตรและหุ้นกู้) ซึ่งการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องในปีงบประมาณ 2560 ก็ดำเนินการตามกรอบนโยบายลงทุนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบาย และการตัดสินใจเลือกลงทุนในตราสารหนี้บริษัทใดบริษัทหนึ่งนั้น ฝ่ายบริหารจะมีการปรึกษาหารือกับที่ปรึกษาทางการเงิน โดยลงทุนในตราสารหนี้เท่านั้น ไม่มีนโยบายลงทุนในหุ้นสามัญหรือตราสารทุนประเภทอื่นๆ อย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุผลการบริหารความเสี่ยงทางการเงินที่ต่ำกว่า และบริหารจัดการสภาพคล่องได้ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันในหลักการของสื่อสาธารณะ ที่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างรอบด้าน เสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อคิดความเห็นต่าง ๆ ต่อการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องของส.ส.ท. จึงเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหาร ส.ส.ท ตระหนัก และเล็งเห็นว่าจำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนกรอบนโยบายลงทุน รวมทั้งการยุติการลงทุนในตราสารหนี้บางบริษัท ที่อาจจะส่งผลให้ภาคประชาชนและสังคมโดยรวมเกิดข้อสงสัยและความคลางแคลงใจ โดยจะมีการนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พิจารณาโดยเร็วที่สุด

คณะผู้บริหาร ส.ส.ท.
15 มีนาคม 2560



ปราบธรรมกาย : มวยล้ม / โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ปราบธรรมกาย : มวยล้ม / โดย วสิษฐ เดชกุญชร
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีออกดินตรวจในบริเวณวัดพระธรรมกายจากนั้นแถลงว่าไม่พบธัมมชโย ประกาศยุติการค้น
Last updated: 14 มีนาคม 2560 | 22:49
ในฐานะที่มีส่วนในการผลักดันให้เกิดกรมสอบสวนคดีพิเศษ และในฐานะที่เคยเป็นกรรมการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผมรู้สึกอับอายขายหน้าเป็นที่สุด เมื่อเห็นการตรวจค้นสำนักธรรมกายของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีและเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มีนาคมที่ผ่านไป
ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นวันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองทัพบก เริ่มเข้าปิดล้อมและควบคุมพื้นที่สำนักธรรมกายตามอำนาจของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ
ผมติดตามข่าวการทำงานของเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด เป็นที่เห็นได้ชัดว่าพระสำนักธรรมกายเป็นฝ่ายที่คุมสถานการณ์มาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน และฝ่ายเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามทุกเงื่อนไขที่พระกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าไปตรวจค้นในวัด หรือการไม่ยอมออกจากพื้นที่ตลาดเอกชนคลองหลวง นอกจากนั้นพระยังมีโอกาสโดยเสรีในการแถลงข่าวโดยเจ้าหน้าที่ไม่พยายามที่จะขัดขวางหรือห้ามปราม
ขอบอกตรงๆ ว่า ผมรู้สึกอึดอัดและไม่แน่ใจเมื่อเห็นว่าทั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจ และทหาร เข้าไปเผชิญหน้ากับพระและสาวกของสำนักธรรมกายโดยมีแต่มือเปล่า ปราศจากอุปกรณ์หรือเครื่องมือเช่นโล่หรือตะบอง ที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีที่อาจเกิดการปะทะกัน
และเมื่อเห็นภาพเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจถูกพระและสาวกผลักตกสะพานจนได้รับบาดเจ็บขณะที่พยายามเข้าไปตรวจค้นสำนักธรรมกาย และเห็นภาพรถยนต์ของทหารถูกยิงด้วยของแข็งที่เชื่อว่าเป็นลูกแก้วจนรถเสียหาย ผมก็ยิ่งข้องใจมากขึ้นว่า เหตุใดผู้บังคับบัญชาจึงไม่ยอมให้ทหารและตำรวจใช้เครื่องป้องกันตัวชนิดใดชนิดหนึ่งเสียที
ครั้นพอเห็นภาพการ ตรวจค้น สำนักธรรมกายของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม ผมก็สงสัยทันทีว่า คนไทยทั้งโลกที่กำลังติดตามข่าวการทำงานของเจ้าหน้าที่อยู่เช่นเดียวกับผมจะถูกต้มเสียแล้ว
การตรวจค้นในวันนั้น ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่าเป็นการรับเชิญจากพระให้เข้าไปชมห้องต่างๆในสำนักมากกว่า เพราะพระเป็นผู้นำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่กลุ่มเดียวเข้าไปในห้องต่างๆ เอง แทนที่เจ้าหน้าที่จะแยกออกเป็นชุด และตรวจพร้อมกันทุกจุด โดยมีพระเป็นเพียงผู้ดู นอกจากนั้นยังไม่ปรากฏด้วยว่ามีชุดพิสูจน์หลักฐานพร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ตรวจที่เกิดเหตุตามอธิบดีเข้าไปในการตรวจค้นด้วย
เดินตามกันไปเหมือนขบวนแห่กองกฐินหรือแห่นางแมว
และเมื่อในตอนเย็นวันนั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้สัมภาษณ์อย่างรวบรัดว่า ไม่พบตัวนายไชยบูลย์ สุทธิผล ผู้ต้องหาคนสำคัญ และว่าจะเสนอให้ยกเลิกการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ โดยไม่ยอมให้โอกาสสื่อซักถาม ผมก็แน่ใจว่าการปิดล้อมและพยายามตรวจค้นสำนักธรรมกายเป็นมวยล้มมาตั้งแต่ต้น
ในฐานะที่เป็นผู้เสียภาษีอากรคนหนึ่ง ผมถือว่าผมมีสิทธิโดยสมบูรณ์ ที่จะถามอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และถามนายกรัฐมนตรีว่า เหตุใดการดำเนินมาตรการกับสำนักธรรมกายจึงจบลงเช่นนี้

และต่อไปนี้ท่านจะทำอะไรและอย่างไรกับสำนักธรรมกาย หรือจะให้สำนักนี้เป็นเขตปกครองพิเศษอิสระไม่อยู่ใต้บังคับของกฎหมาย

เจ้าหน้าที่มีมือเปล่าเข้าปควบคุมฝูงชนจนเกิดการผลักดันกับกำลังของสงฆ์ (ภาพโดยกลุ่มพลเมืองจิตอาสา)

ทดลองให้บริการ BTS "อ่อนนุช"-"แบริ่ง" 19 วัน- เปิดให้ประชาชน ใช้บริการ "ฟรี" แบริ่ง-สำโรง ตลอดเดือนเมษายน 2560

 

15 มี.ค. 2560 | 12:33:00
 
ผู้ว่าฯ กทม. "อัศวิน" เป็นประธานเปิด ทดลองวิ่งรถไฟฟ้า ข้ามจังหวัด สถานีสำโรง บริษัทฯ ทดลองเดินรถเสมือนจริง 15 มี.ค. - 2 เม.ย. 60 พร้อมเปิดให้บริการ ปชช. สถานีแบริ่ง - สำโรง "ฟรี" ตลอดเดือนเมษายนนี้ 

วันที่ 15 มีนาคม 2560 พล.ต.อ.
อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร, คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร, คณะผู้บริหาร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), ผู้บริหารบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC), ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และสื่อมวลชน เดินทางโดยรถไฟฟ้า บีทีเอส ส่วนต่อขยายสายสีเขียว จากสถานีอ่อนนุช ไปยังสถานีแบริ่ง เพื่อเปิดการทดลองเดินรถเสมือนจริง โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จากสถานีแบริ่ง – สถานีสำโรง จำนวน 1 สถานี มีนายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ และร่วมในพิธีเปิดการเดินรถเสมือนจริง

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากนั้นคณะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางจากสถานนีแบริ่ง ไปยังสถานีสำโรง 

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผย
ว่า โครงการรถไฟฟ้า ส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เป็นเป็นความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้บริการประชาชน ทั้ง 2 เมือง สามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้าสู่ย่านธุรกิจ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และเมื่อเปิดให้บริการเดินรถทั้งระบบ ประมาณปลายปี 2561 จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในเขตบางนา และจังหวัดสมุทรปราการ อีกทั้งสถานีสำโรงเป็นสถานีใหญ่ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน อื่นๆ ในอนาคต อาทิ โครงการ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเชิงพาณิชย์ และกลายเป็นศูนย์กลางพัฒนาแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ใต้ อีกด้วย

ทั้งนี้ แผนการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย ของกรุงเทพมหานคร ช่วงสถานีแบริ่ง -สมุทรปราการ กำหนดเปิดให้บริการสถานีแรกที่ สถานีสำโรง โดยจะทดลองเดินรถเสมือนจริง ระหว่าง วันที่ 15 มีนาคม - วันที่ 2 เมษายน 2560

โดยจะเปิดให้บริการเดินรถแก่ประชาชน ช่วงสถานีแบริ่ง-สำโรง ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งจะยกเว้นค่าโดยสารในช่วงแรกตลอดเดือนเมษายนนี้

นิชานันท์’ผู้ถูกอายัดทรัพย์คดีฟอกเงินงบภัยพิบัติ มีเงินฝาก 19 บัญชี 80 ล.

พลิกปูมสาวน้อย ‘นิชานันท์’ ตัวละคร ผู้ถูกอายัด ที่ดิน 4 แปลง เงิน ฝาก 19 บัญชี 131 ล.คดีฟอกเงินจัดซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช งบภัยพิบัติ 3 จังหวัดอีสานเป็นใคร?
picmoney14 3 17
คดีฟอกเงินจัดซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จากการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (การเกิดโรคระบาดของแมลงศัตรูพืช) จ.อุบลราชธานี อำนาจเจริญและมหาสารคาม กลุ่มนายสุรพล สายพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการ จ.อุบลราชธานี นางนฤมล มะลิวัลย์ และ นายเกรียงไกร วรรณเสริมสกุล คณะกรรมการธุรกรรมของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ได้อายัดทรัพย์สินผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตเบิกจ่ายเงินจากกรณีดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลและนิติบุคคลจำนวน 16 ราย 229 รายการ รวมมูลค่า 384 ล้านบาท ตามที่สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำข้อมูลมารายงานอย่างต่อเนื่อง
กรณีของ น.ส.นิชานันท์ วรรณเสริมสกุล 1 ใน 16 ราย ถูกอายัดทรัพย์สิน 31 รายการ ประกอบด้วย รถยนต์ 4 คัน บัญชีเงินฝาก 19 บัญชี 80,476,173.48 ที่ดินตามโฉนด 4 แปลง ได้แก่ เนื้อที่ 2 ไร่ 19.1 ตารางวา (ร่วมกับ น.ส.นิธิกานต์ และดช.วริษฐ์ วรรณเสริมกุล), 3 งาน 59.9 ตารางวา (ร่วมกับ น.ส.นิธิกานต์ และดช.วริษฐ์ วรรณเสริมกุล), 1 งาน 59.1 ตารางวา (ร่วมกับ น.ส.นิธิกานต์ และดช.วริษฐ์ วรรณเสริมกุล), 1 ไร่ 1 งาน 0.9 ตารางวา และ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าห้องพัก 2 สิทธิ (ร่วมกับ นายศักดา และน.ส.สุดา หอมจันทร์, นายสืบพงษ์ แสงทองสุข) รวมมูลค่า 131.2 ล้านบาท (ไม่รวมสิทธิเรียกร้อง)
picmoney0014 3 17
picmoney0114 3 17
picmoney0214 3 17
picmoney0314 3 17
picbaan0514 3 17
picbaan0614 3 17
จากการตรวจสอบพบว่า น.ส.นิชานันท์เคยปรากฎชื่อเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในช่วงปี 2555 
ข้อมูลทางธุรกิจพบว่า ณ วันที่ 30 เม.ย. 2559 ถือหุ้น บริษัท ฟิวเจอร์ อิมพอร์ต คาร์ จำกัด จำนวน 3,900 หุ้น (39.90%) โดยมี น.ส.วิมลสิริ โตวิริยะกุล ถือ 6,000 หุ้น (60%) และ น.ส.ปิยวรรณ ปุยะติ 10 หุ้น รวม 10,000 หุ้นมูลค่าหุ้นละ 100 บาท
ทั้งนี้ บริษัท ฟิวเจอร์ อิมพอร์ต คาร์ จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งวันที่ 26 มิ.ย. 2557 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจ ขายรถยนต์ ที่ตั้งเลขที่ 207/49 ถนนกลางเมือง ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น น.ส.วิมลสิริ โตวิริยะกุล เป็นกรรมการ แจ้งผลประกอบการรอบปี 2558 รายได้ 528,019 บาท ขาดทุนสุทธิ 4,254,708 บาท 
น.ส.นิชานันท์นั้นนามสกุลเดียวกับ นายเกรียงไกร วรรณเสริมสกุล เจ้าของ บริษัท เสริมสินการช่าง จำกัด ซึ่งถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2559 (อ่านประกอบ:ล้มละลาย! เจาะเครือข่ายนักธุรกิจขอนแก่น ถูกปปง.อายัดทรัพย์พร้อมอดีตผู้ว่าฯอุบล)
บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้ง 19 ส.ค. 2545 ทุน 10 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 295/69 หมู่ที่ 19 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น แจ้งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ปรากฎชื่อนายเกรียงไกร วรรณเสริมสกุล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ
น่าสังเกตว่า น.ส.นิชานันท์ ซึ่งเคยมีสถานภาพเป็นนักศึกษาในปี 2555 แต่กลับถือครองทรัพย์สินกว่า 131 ล้านบาท และยังถือหุ้นธุรกิจอย่างน้อย 1 แห่ง
ต้องติดตามผลตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

‘ยูเอ็น’ ซักไทย 10 ข้อ เสรีภาพแสดงความเห็น-พ.ร.บ.คอมพ์-โทษประหาร ปลัดยธ.นำทีมแจงปม’รธน.’-ร่างกม.ต้านทรมาน

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามเวลา 15.00-18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยนำเสนอรายงานการปฏิบัติการพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง หรือ “ICCPR” ฉบับที่ 2 เป็นวันแรก ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
นายชาญเชาวน์กล่าวว่า คณะผู้แทนได้ตอบคำถามคณะกรรมการสิทธิมุนษยชนในหลายเด็นประเด็น 1.ร่างรัฐธรรมนูญการปรับแก้ล่าสุด กำหนดมีผลบังคับใช้ 2.มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 3.ศาลทหาร (สิทธิต่างๆ และแนะนำให้โอนคดีที่เหลือไปศาลพลเรือน) 4.ปัญหาการลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐ 5.การใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 6.สถานะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 7.เสรีภาพในการรวมตัวโดยสันติ 8.พระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศและความรุนแรงต่อสตรี 9.การดูแลแรงงานต่างด้าว 10.กรณีการหายสาบสูญของทนายสมชาย นีละไพจิตร และกรณีกะเหรี่ยงในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน (นายบิลลี่ พอละจี)
นายชาญเชาวน์กล่าวด้วยว่า ผู้แทนได้ตอบในข้อ 1 และ 6 และช่วยสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ในการทำและเลือกประเด็นใช้ตอบ ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ฝากคำถามเพิ่มเติมสำหรับตอบในวันที่สอง เรื่องโทษประหารชีวิต ร่างพระราชบัญญัติต่อต้านการทรมานฯ สภาพของเรือนจำ ทัณฑสถาน ความเป็นอิสระของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ คาดว่าคณะกรรมการจะสอบถามเพิ่มเติมในวันที่สองเรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็น มาตรา 112 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
นายชาญเชาวน์กล่าวด้วยว่า โดยรวมคณะกรรมการได้สอบถามคณะผู้แทนด้วยความสุภาพ แม้ประเด็นจะมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน แต่การแลกเปลี่ยนก็ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์เชิงวิชาการ และชี้ประเด็นที่ควรพิจารณาปรับให้ดียิ่งขึ้น มากกว่าเป็นไปในเชิงตำหนิติเตียน
นายชาญเชาวน์กล่าวว่า กระบวนการนำเสนอรายงานด้วยวาจา เป็นกระบวนการที่คณะผู้แทนรัฐมีโอกาสตอบคำถามและทำความเข้าใจกับคณะกรรมการทั้ง 18 คน ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันคือการพยายามนำหลักการของกติกา ICCPR ไปสู่การปฏิบัติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงเรียกว่าเป็นกระบวนการสนทนาอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Dialogue) และภายหลังจากนำเสนอรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (HRCtte) จะออกเอกสาร ข้อเสนอแนะ (Concluding Observations) ให้แก่รัฐภาคีเพื่อนำไปสู่ปฏิบัติต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้มีผู้แทนภาคประชาสังคมไทยและนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย และในวันที่ 14 มีนาคม เวลา 16.00-19.00 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) คณะผู้แทนไทยจะตอบข้อซักถามที่ยังค้างอยู่ และคณะกรรมการจะซักถามเพิ่มเติมเป็นวันที่สอง สามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน webcast ได้ที่ http://webtv.un.org

เสียราคาอำนาจพิเศษ

เดือดร้อนมวยรุ่นใหญ่ต้องวางท่า รักษาฟอร์มไว้ก่อน

ล่าสุด “เบอร์หนึ่ง” ฝ่ายความมั่นคงอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ
รมว.กลาโหม ยืนยันเสียงเข้มเลยว่า รัฐบาลยังไม่ยกเลิกมาตรา 44 คุมวัดพระธรรมกาย

เนื่องจากการข่าวมีมือที่สามแทรกซึมอยู่ในพื้นที่

อยู่ระหว่างการตรวจสอบอดีตแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เข้าไปแทรกแซงการเคลื่อนไหวของเครือข่ายธรรมกาย และจะดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

นั่นหมายความว่า ยุทธการสยบธรรมกาย ยังไม่ม้วนเสื่อกลับบ้านซะทีเดียว

ตามท้องเรื่องที่พวกฮาร์ดคอร์ บรรดาคอหนังซาดิสต์ ยังได้ลุ้นฉากเสียวๆในการไล่ล่าเจ้าลัทธิ “ชิตังเม โป้ง” อยู่

“ผู้กำกับคิวบู๊” อย่าง “บิ๊กป้อม” บอกให้ดูตอนต่อไป

แต่นั่นก็สวนทางกับภาพข่าวที่กรมสอบสวนคดีพิเศษคว้าน้ำเหลวในการลุยค้นสถานที่ต้องสงสัยจะเป็นที่หลบซ่อนของอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

เจอแค่เสื้อยืดสไตล์แบบที่เจ้าสำนักจานบินชอบใส่ ทิ้งไว้ให้ดมกลิ่น

ตามข้อมูลต่อเนื่องจากที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ แบไต๋ผู้ต้องหาหนีหมายจับคดีฟอกเงิน อาจทุบกำแพงหนีไปแล้วตั้งแต่ช่วงชุลมุนใหม่ๆ

ดีเอสไอยังออกแรงให้เห็นความพยายามอย่างเต็มที่

เรื่องของเรื่อง ณ นาทีนี้ แบบที่คนทางบ้านเห็นๆกัน ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ไล่ตามได้แค่เงา “ธัมมชโย” ยุทธการลุยปราบอาณาจักรธรรมกายไปไม่ถึงสุดซอย

ตามฉากที่ทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ ต้องถอยกลับกลางคัน

เสียทั้งงบประมาณ เสียทั้งแรง เสียทั้งฟอร์ม เสียทั้งหน้า

นั่นไม่เท่ากับ “เสียราคา” อำนาจพิเศษ

โดยภาวะทางกระแส ทำดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ลดความขลังลงไปหลายขีด

ตามรูปการณ์แบบที่นายวีระ สมความคิด ประกาศดังๆผ่านโซเชียล บอกตำรวจไม่ต้องเสียแรงมาตามจับ

เพราะจะเดินทางเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาเองที่โรงพัก ยักไหล่ไม่ยี่หระที่โดนคดีผิด

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฐานทำโพลวัดคะแนนนิยมรัฐบาลทหาร คสช.ผ่านเฟซบุ๊ก

ปล่อยตัวเลขกระตุกต่อมฉุนคนโตในรัฐบาล

แถมซัดผู้มีอำนาจหวังใช้ พ.ร.บ.คอมพ์ปิดปากให้คนหวาดกลัวไม่กล้าวิจารณ์

ในสถานการณ์ที่ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทย ก็ได้ทีโพสต์เฟซบุ๊กจี้ให้ยกเลิกมาตรา 44 คุมวัดพระธรรมกาย แขวะหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจสั่งปิดล้อมวัด ห้ามประชาชนและพระสงฆ์เข้าออก ยึดอาหารพระ ตัดสัญญาณการสื่อสาร สูญเสียงบประมาณ สังเวยชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ไป 2 ราย

เพียงเพื่อนำตัวผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาจึงเกินความจำเป็น และเป็นความจริงที่ถูกบิดเบือนใน

กรณีธรรมกายทำให้ไม่อาจคิดเป็นอย่างอื่นนอกจากรัฐบาลมีเจตนาแอบแฝง

“วีระ-วัฒนา” 2 “ตัวแสบ” ในโพยของรัฐบาลทหาร คสช.

กล้าแสดงตัวท้าทายแบบไม่กลัวของแข็ง

โดยปรากฏการณ์เร้าแรงเสียดทาน คสช.ถือเป็นปฏิบัติการ “นำร่อง” พวกที่จ้องจังหวะกลับมาเขย่าเกมอำนาจพิเศษที่ถูกกระบองยักษ์มาตรา 44 กดหัวไว้

ต่อไปนี้คงมีรายการแหย่ ยั่วท็อปบูตเป็นระลอก

ในเมื่อรัฐบาลทหารมีอาการสะดุด “อำนาจพิเศษ” ให้เห็น

ยิ่งเป็นอะไรที่มีช็อตให้ต้องวัดใจการใช้อำนาจพิเศษอีกครั้ง ตามคิวล่าสุดที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปของครอบครัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังจะหมดอายุความ มาหารือก่อนยกคณะเข้ารายงาน “นายกฯลุงตู่”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

โดยมีข้อสรุปว่า ที่สุดก็ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจ

ที่แน่ๆ นายวิษณุบอกปัดเลยว่า รัฐบาลจะไม่ใช้อำนาจมาตรา 44 ขยายอายุความออกไปตามที่มีข้อเสนอจากหลายฝ่าย ยืนยันรัฐบาลจะไม่ทำอะไรที่ฝ่าฝืนหลักนิติธรรม

ปมธรรมกายยังหาทางกลับไม่เจอ จะให้ย่ำซ้ำรอยก็บ้องตื้นแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

การประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

จับตาคืนนี้รอดไหม ? ไทยถูกย่างสดเวทีสิทธิโลก

รายการ Wake Up News ประจำวันที่ 14 มีนาคม 2560
การประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 มีนาคม 2560 เวลา 21.00-24.00น. และ 14 มีนาคม 2560 เวลา 16.00 - 19.00น. (ตามเวลาประเทศไทย) คณะผู้แทนไทยเตรียมนำเสนอรายงานปฏิบัติการพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ภายใต้กรอบคำถาม 28 ข้อ โดยไทยเตรียมคำตอบไว้ทั้งหมด 151 ข้อ 
หลากหลายประเด็นที่คณะผู้แทนไทยต้องตอบ ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ โทษประหารชีวิตในคดียาเสพติด รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ประกาศโดย คสช. การดำเนินคดีในศาลทหาร การคุ้มครองแรงงาน ฯลฯ ติดตามได้ 
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก (World Bank) ได้เปิดเผยรายงาน "กลับสู่เส้นทาง : ฟื้นฟูการเติบโตและประกันความมั่งคั่งสำหรับทุกคน"  เนื้อหารายงานดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง แต่การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงหลังได้ชะลอตัวลง ประเทศไทยสูญเสียช่วงเวลาที่ยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ตามด้วยช่วง On the Phone ทีม Wake Up News ต่อสายตรงถึงคุณวีระ สมความคิด หลังถูกศาลอาญา รัชดาภิเษก ที่ จ.642/2560 ออกหมายจับ ภายใต้ข้อหานำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ปิดท้ายด้วยเรื่องของ สมาชิกขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นายอนุสร จิรพงศ์ ใช้หลังมือตวัดไปที่หน้าของพนักงานร้านอาหารหลังจากถูกเรียกว่า ป๋า จนนำไปสู่การแจ้งความลงบันทึกประจำวัน 

ถก คสช. ครึ่งชม. จบ.... ถก4 เรื่อง เตรียมใช้ ม.44 ไม่มี คุยเริ่อง"ธรรมกาย-ภาษีหุ้น ชิน"

ถก คสช. ครึ่งชม. จบ.... ถก4 เรื่อง เตรียมใช้ ม.44 ไม่มี คุยเริ่อง"ธรรมกาย-ภาษีหุ้น ชิน"
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช. เผย ถก คสช.4 เรื่อง ที่ พลเอกประยุทธ์ หัวหน้า คสช.เตรียมใช้ ม.44 คือ. เรื่อง บุคลากรทางการศึกษา 2 เรื่อง. การแก้ปัญหาจราจร และ มาตรการเพิ่มความปลอดภัย รถโดยสารสาธารณะ เพิ่อเตรียมรับช่วงสงกรานต์
ส่วนเรื่อง วัดพระธรรมกาย เป็นการคุย ในส่วนของ ทบ.เอง ในการปรับกำลัง และผ่อนปรน ไม่ได้คุยใน วงประชุม คสช.

"เซ็นทรัล" ยอมขายหุ้นบิ๊กซี "เจ้าสัวเจริญ” รับ 5 หมื่นล้าน

เซ็นทรัลยอมรับขายหุ้นบิ๊กซีในไทยแล้ว ประเมิน 25% ที่ถืออยู่ ได้เงินประมาณ 50,000 ล้านบาท เพื่อเอาไปซื้อบิ๊กซี เวียดนาม ซึ่งเพิ่งประกาศเข้าซื้อกิจการร่วมกับกลุ่มเหงียนคิม ขณะที่หุ้นบิ๊กซีในมือกลุ่ม “เจ้าสัวเจริญ” ล่าสุดพุ่งขึ้นไปที่ 85% แล้ว
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ระบุ ตระกูลจิราธิวัฒน์ กลุ่มเซ็นทรัล ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ 25% ในบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) แล้ว เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นบิ๊กซี เวียดนาม โดยคาดว่ากลุ่มเซ็นทรัลจะได้เงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ราว 51,600 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กลุ่มทีทีซีของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้เอาชนะกลุ่มเซ็นทรัล ในการเข้าซื้อหุ้นบิ๊กซีจากกลุ่มคาสิโนแห่งประเทศฝรั่งเศสในวงเงิน 3,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นการเข้าซื้อในนามบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี ซึ่งขณะนี้กำลังทำคำเสนอซื้อหุ้นบิ๊กซีจากรายย่อเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี ซึ่งขณะนี้กำลังทำคำเสนอซื้อหุ้นบิ๊กซีจากรายย่อย (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) คาดว่าจะรู้ผลสรุปทั้งหมดในวันที่ 11 พ.ค.นี้ โดยขณะนี้บีเจซีมีหุ้นบิ๊กซีอยู่ในมือแล้วกว่า 85% ซึ่งจากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวพบว่าในสัดส่วนหุ้น 85% ดังกล่าว ได้รวมหุ้นในมือของกลุ่มเซ็นทรัลที่ 25% แล้วก่อนหน้านี้ บีเจซี เผยว่า บริษัทบีเจซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท สัมพันธ์เสมอ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบีเจซี ได้เข้าซื้อหุ้นบิ๊กซี จำนวน 483..08 ล้านหุ้น หรือ 58.55% จากกลุ่มคาสิโน และจะต้องทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์หรือคำเสนอรับซื้อหุ้นอีกจำนวน 341.92 ล้านหุ้นหรือ 41.45%
ทั้งนี้ บิ๊กซีก่อตั้งโดยเครือเซ็นทรัลเมื่อปี 2536 ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เมื่อปี 2538 แต่ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชีย ปี 2540 กลุ่มคาสิโนแห่งประเทศฝรั่งเศสได้เข้ามาเพิ่มทุนและกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในปี 2542  และล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กลุ่มคาสิโนได้ขายหุ้นที่ถือในบิ๊กซีทั้งหมดให้กับทีซีซีกรุ๊ป หลังเปิดประมูลขายกิจการทั้งในไทย ลาว และเวียดนาม เพื่อนำเงินทุนไปชำระหนี้สินของบริษัท ทำให้กลุ่มทีซีซีกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการสอบถาม ผู้บริหารของกลุ่มเซ็นทรัล ได้รับคำตอบว่าเป็นความจริงตามข่าวที่ออกไป ส่วนรายละเอียดต่างๆ รวมถึงการขายหุ้นจำนวนเท่าไร มูลค่าเท่าไร จะเปิดเผยอีกครั้ง หลังจากนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กลับจากต่างประเทศก่อน ซึ่งน่าจะเร็วๆนี้ โดยก่อนหน้านี้ นายทศเคยออกมาประกาศว่า จะยังไม่ขายหุ้นบิ๊กซีจำนวนที่ถืออยู่ 25% และไม่มีแผนที่จะขาย เพราะห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เป็นธุรกิจไฮเปอร์มมาร์เก็ตที่กลุ่มเซ็นทรัลสร้างมากับมือ อย่างไรก็ตาม หลังจากพลาดพ่ายแพ้แก่บีเจซีในการซื้อหุ้นบิ๊กซีประเทศไทยจากคาสิโน ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 เม.ย.
กลุ่มเซ็นทรัลได้ประกาศชัยชนะ ด้วยการร่วมกับกลุ่มเหงียน คิม เทรดดิ้ง จอยท์ สต็อค คอมพานี (Nguyen Kim Trading Joint Stock Company) ผู้นําตลาดค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในประเทศเวียดนาม ทุ่มงบกว่า 920 ล้านยูโร หรือประมาณ 36,800 ล้านบาท เข้าซื้อกิจการบิ๊กซีเวียดนามอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเสริมทัพความยิ่งใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัลในการลงทุนในประเทศแถบเอเชีย โดยมีสัดส่วนถือหุ้นสามัญทั้งหมด 49%
ของเหงียน คิม และผู้ถือหุ้นเดิมของเหงียน คิม จะถือหุ้นสามัญทั้งหมด 51% ซึ่งการร่วมมือทางธุรกิจกันครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการขยายตลาดไปยังต่างประเทศของกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งในภูมิภาคนี้ประเทศ เวียดนามถือเป็นตลาดหลักที่สำคัญ. ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง สื่อนอกตีข่าว 'เสี่ยเจ

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชัดแล้วส.ท.ท.ใช้เงิน200ล.ซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟ! พนง.หวั่นไม่สง่างามจี้ฝ่ายบริหารแจง

ผอ.ส.ส.ท. แจงปมไทยพีบีเอส ลงทุนซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟ ตามขั้นตอนปกติ ไม่กระทบการนำเสนอข่าวทีวีสาธารณะ ชี้หน่วยงานราชการอื่นก็ทำกัน แถมผ่านการพิจารณาคกก.บริหารแล้ว เตรียมเรียกพนง.ทำความเข้าใจ ขู่ใครไม่รู้จริงเอาข้อมูลภายในเผยแพร่ทำให้องค์กรเสียหาย มีโทษทางวินัยร้ายแรง ด้านสมาพันธ์พนง.ฯ หวั่นองค์กรไม่สง่างาม จี้ฝ่ายบริหารเปิดเวทีแจง
picsceb13 3 17
แหล่งข่าวจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เปิดเผย สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ขณะนี้กำลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่พนักงานไทยพีบีเอส กรณีที่ฝ่ายบริหารได้นำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นกู้ ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ทราบจำนวนเงินที่แน่นอน โดยพนักงานบางส่วนมองว่า การนำเงินไปซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ โดยเฉพาะการทำข่าวเกี่ยวกับภาคประชาชน เกษตรกรรายย่อย นอกจากนั้นอาจเป็นการขัดต่อมาตรา 11 พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยในเรื่องการนำเงินทุนและรายได้ขององค์การไปใช้ ว่าถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่
แหล่งข่าวกล่าวว่า ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ได้แจ้งเรื่องนี้ให้กับคณะกรรมการนโยบายทราบ แต่มิได้รายงานถึงรายละเอียดในการซื้อหุ้นกู้ของซีพีเอฟแต่อย่างใด ทำให้กรรมการนโยบายบางคนได้ซักถามว่า การซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวได้มีการศึกษาว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายจัดตั้งองค์กรหรือไม่ มีการศึกษาเปรียบเทียบการลง ทุนอื่นๆว่า มีความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร แต่ ทพ. กฤษดา มิได้ชี้แจงรายละเอียด
ด้าน นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กรรมการนโยบาย กล่าวว่า ได้สอบถามเรื่องนี้กับผู้อำนวยการแต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มองว่าได้นำเงินประมาณ 100 -200 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟ ซึ่งตนในตั้งคำถามถึงเรื่องการนำเงินไปใช้ลงทุนขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายจัดตั้งองค์การหรือไม่ เป็นการแสวงหากำไรหรือไม่ รวมถึงความเสี่ยงที่มีการเปรียบเทียบกับการลงทุนอื่นๆและได้สอบถามถึงการทำรายงานศึกษาในเรื่องนี้
นายณรงค์กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่องดังกล่าวจะมีการนำเรื่องนี้เข้าเป็นวาระในการประชุมคณะกรรมการนโยบายในวันที่ 16 มี.ค. 2560 นี้
ขณะที่ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าวอิศรา ว่า มีการนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นกู้ ของ ซีพีเอฟ จริง แต่เป็นการลงทุนลักษณะการซื้อตราสารหนี้ ไม่ได้เป็นการลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่อย่างใด ซึ่งการลงทุนลักษณะนี้ เป็นการลงทุนตามปกติ หน่วยงานราชการหลายแห่งก็ทำกันก่อน การลงทุนมีการเปรียบเทียบข้อมูลการลงทุนเรียบร้อยแล้ว ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารแล้วด้วย 
“พนักงานที่นำเรื่องนี้ไปพูด มีความเข้าใจผิดเรื่องนี้อย่างมาก ถ้าเราเข้าไปซื้อหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์โดยตรงแบบนี้ถึงเป็นเรื่อง แต่กรณีนี้เป็นการลงทุนซื้อตราสารหนี้ตามปกติเท่านั้น และไม่มีผลต่อการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับซีพีเอฟอย่างแน่นอน ส่วนข้อมูลเรื่องเงินทุนว่าใช้ไปเท่าไรนั้น ยังบอกไม่ได้ ขอเช็คตัวเลขก่อน”
ทพ.กฤษดา ยังระบุด้วยว่า จะนัดพนักงานไทยพีบีเอส มาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้อีกครั้ง และถ้าใครยังไม่เข้าใจ นำข้อมูลไปสื่อสารภายนอกองค์กรแบบผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหายจะถูกลงโทษทางวินัยด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในผู้จัดการการจัดจำหน่าย หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF โดยหุ้นกู้นี้ผู้ออกหุ้นกู้จะไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัทหรือผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดหลังจาก5 ปีแรก และมีสิทธิเลื่อนชำระดอกเบี้ยพร้อมกับสะสมดอกเบี้ยค้างชำระไปชำระในวันใดๆ ก็ได้ให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ โดยดอกเบี้ย 5 ปีแรกเท่ากับ 5% ต่อปี และหลังจากนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โดยบริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ เพื่อไปใช้ในกิจการของบริษัท
ผู้ที่สนใจสามารถจองซื้อได้ที่สาขา ธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 23 – 24, 27 – 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคมนี้ โดยจองซื้อขั้นต่ำ 1 แสนบาท และทวีคูณครั้งละ 1 แสนบาท บาทสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป และทวีคูณครั้งละ 1 หมื่นบาทสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center 02-777-6784 ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอ ขายตราสารหนี้และร่างหนังสือชี้ชวนที่ www.sec.or.th
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เป็นผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจครบวงจรเริ่มตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า การแปรรูปเนื้อสัตว์ขั้นพื้นฐาน การผลิตสินค้าเนื้อสัตว์แปรรูปการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปหรือผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงการดำเนินกิจการค้าปลีกและร้านอาหาร ดำเนินธุรกิจใน 13 ประเทศทั่วโลก โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรในปี 2559 อยู่ที่ระดับ A+ และ อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ A- โดยบริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด (อ่านประกอบ http://www.scb.co.th/th/news/2017-02-22/nws-cpf)
สำหรับ มาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.องค์การกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย ระบว่า เรื่องทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ แห่ง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย
(1) เงินบํารุงองค์การที่จัดเก็บตามมาตรา 12
(2) เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา 57 หรือตามกฎหมายอื่น
(3) ทุนประเดิมที่รัฐจ่ายให้เป็นการอุดหนุนตามมาตรา 60
(4) ค่าธรรมเนียม ค่าบํารุง ค่าบริการ หรือค่าตอบแทนอื่นใดในการให้บริการ
(5) เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ได้รับจากผู้สนับสนุนองค์การ
(6) รายได้หรือการหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การ
(7) ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ
การรับเงินตาม (5) ต้องไม่เป็นการกระทําที่ทําให้องค์การขาดความเป็นอิสระในการ ดําเนินงาน หรือให้กระทําการอันขัดหรือแย้งต่อวัตถุประสงค์ขององค์การ
รายได้ในการดําเนินกิจการขององค์การนอกจาก (2) และ (3) ต้องนําไปใช้ในการ สนับสนุนพัฒนาศักยภาพและให้โอกาสสร้างสรรค์แก่ผู้ผลิตรายการอิสระในอัตราที่คณะกรรมการ นโยบายกําหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของรายได้ดังกล่าว
รายได้ขององค์การตามวรรคหนึ่งไม่ต้องนําส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วย เงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
ต่อมาในช่วงเย็นวันที่ 13 มี.ค.2560 สมาพันธ์พนักงาน สสสท. ได้ยื่นหนังสือถึงกรรมการนโยบาย ต่อกรณีการซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟ ใจความเนื้อหาตามข้อความดังต่อไปนี้
เรียน ประธานกรรมการนโยบาย และกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.
เรื่อง ให้ชี้แจงกรณีนำเงินขององค์การฯ ไปซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟ
ด้วยปรากฎข่าวสารยืนยันจากกรรมการนโยบายและฝ่ายบริหารว่ามีการนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นกู้ในบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร สมาพันธ์ฯ ในฐานะตัวแทนพนักงานมีความสงสัยและกังวลใจในการดำเนินการครั้งนี้เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญ คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” ดำเนินกิจการโดยถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องธรรมาภิบาล และการผูกขาด กระทั่งบ่อยครั้งเป็นคู่ขัดแย้งกับคนในสังคม การร่วมดำเนินการใดๆ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกมองถึงความสง่างามขององค์กรสื่อที่ประกาศตัวว่าเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐหรือกลุ่มทุน
สมาพันธ์พนักงานฯ เห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพนักงาน อนาคตขององค์การฯ ตลอดจนการหยัดยืนต่อประชาสังคมในฐานะเจ้าของภาษี จึงขอให้ผู้บริหารชี้แจงต่อข้อสงสัยดังต่อไปนี้
1. การซื้อหุ้นกู้ครั้งนี้มีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร เป็นจำนวนนวนเงินเท่าไหร่ มาจากงบประมาณส่วนใด และผ่านการอนุมัติเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายถูกต้องตามระเบียบหรือไม่อย่างไร
2. การนำเงินไปลงทุนในลักษณะนี้ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนหรือไม่ว่าอาจขัดกับ พ.ร.บ.องค์การฯ มาตรา 7 และมาตรา 8 ว่าด้วยวัตถุประสงค์ขององค์การ รวมทั้งมาตรา 9 และมาตรา 11 ว่าด้วยการดำเนินกิจการและการหารายได้ขององค์การฯ รวมทั้งขัดกับระเบียบการเงิน การบัญชี และการงบประมาณหรือไม่อย่างไร
3. ดังที่กล่าวมาแล้วว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” ดำเนินธุรกิจภายใต้ข้อคลางแคลงสงสัยในหลักธรรมาภิบาล เหตุใดจึงมีการเลือกลงทุนซื้อหุ้นกู้นี้ อีกทั้งมีการเปรียบเทียบหุ้นอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณาหรือไม่อย่างไร
จึงเรียนมาเพื่อให้มีการเร่งชี้แจงผ่านการเปิดเวทีพูดคุยภายในวันที่ 16 มีนาคม 2560
ด้านทพ.กฤษดา  ให้สัมภาษณ์ชี้แจงสำนักข่าวอิศราเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการนโยบายเคยให้นโยบายไว้ว่าในการลงทุน ต้องลงทุนตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอับดับเป็นระดับเอบวกขึ้นไป เพื่อให้เกิดคามมั่นคง และในวงเงิน500 ล้านบาท จะต้องกระจายการลงทุนอย่างน้อย 3 แห่ง ซึ่งก็ได้ลงทุนซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟ เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านบาท ตามข้อเสนอของที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งมีประสบการณ์ในด้านการบริหารการจัดการกองทุน และมีการเปรียบเทียบถึงความเสี่ยงซึ่งบริษัทในประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับเป็นเอบวกมีอยู่ไม่กี่บริษัท 
"ที่ผ่านมา ส.ส.ท. ได้รับข้อเสนอจากกระทรวงการคลังว่าควรจะต้องนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งก็พยายามทำตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง" ทพ.กฤษดา ระบุ 
หมายเหตุ : ภาพประกอบเรื่องจาก ไทยรัฐ

ว่าด้วย ร่างพรบ.ศุลกากร

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์
28 นาที · 
พฤหัส๙มีค. สภาผ่านร่างพรบ.ศุลกากร โดยใช้เวลากว่า๖ชม.เพราะร่างพรบ.มีมากถึง๒๖๓มาตราไม่นับอัตราค่าธรรมเนียม ร่างกม.นี้เป็นหนึ่งในสองฉบับของกม.ใหญ่ที่เป็นกม.ยกร่างจากกม.เก่าทั้งฉบับ อีกฉบับหนึ่งคือร่างพรบ.แร่ การแก้ไขทั้งฉบับถือเป็นความกล้าหาญของรมต.และปลัดฯ เพราะการยกร่างใหม่ทั้งฉบับจะเปิดโอกาสให้สมาชิกสนช.สามารถแก้ไขได้หมดทุกมาตรา
ร่างพรบ.ศุลกากรมีการแก้ไขมากมายหลายประเด็น แต่ประเด็นที่ใช้เวลาในการอภิปรายในสภานานมากคือ ม.๑๔(๓)ซึ่งอยู่ในส่วนของการเสียอากรในหมวดการจัดเก็บอากรป็นกรณี...ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการผ่านแดนหรือเพื่อการถ่ายลำ ต่อมามีการขอเปลี่ยนเป็นของนำเข้าภายในระยะเวลา๓๐วัน ให้คำนวณอากรตามสภาพ ราคา และพิกัดฯที่เป็นอยู่ในเวลานั้น ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้ ต้องการให้ตัดออกทั้งมาตราเพราะกลัวว่าจะเป็นช่องทางในการทุจริต วางแผนดำเนินการโดยไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในขณะผ่านแดนหรือถ่ายลำจากปัญหาธุรกิจ ปัญหาทางเศรษฐกิจหรืออื่นๆ เพราะกมธ.ตัดคำว่าผิดเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดออกไป แล้วไม่ได้เขียนเพิ่มในมาตราอื่น ผลสุดท้ายกมธ.ชนะโหวตด้วยคะแนนฉิวเฉียด
อีกประเด็นคือ ม.๒๕๗ ที่ว่าด้วยเงินรางวัลนำจับและสินบนนำจับ ซึ่งแม้กมธ.จะปรับลดจากเดิมร้อยละ๕๕(ปรับสี่เท่าของราคาที่แจ้งบวกภาษี) เหลือสินบนร้อยละ๒๐และรางวัลนำจับร้อยละ๒๐ จากเงินค่าขายของกลาง(หากขายไม่ได้ให้หักจ่ายจากเงินค่าปรับ) โดยcapไว้ไม่ให้เกิน๕ลบ.แต่สมาชิกยังเห็นว่าสูงอยู่ และไม่เป็นธรรมกับข้าราชการฝ่ายอื่นไม่ว่าจะเป็นในก.คลังหรือนอกกระทรวง โดยเฉพาะทหารหรือตำรวจที่เสี่ยงชีวิตจากการทำงานเช่นในพื้นที่๓จชต.โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปรกติ และถึงแม้จะมีเงินดังกล่าว การทุจริตในการขนส่งสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออกก็ไม่ได้ลดลง น่าจะมีการแก้ไขกม.ตัดมาตรานี้ออกทั้งมาตราเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขกม.อื่นๆที่มีเงินสินบนและรางวัลดังกล่าวเหมือนกัน เช่นตำรวจ สรรพสามิต ปปส.แม้แต่อย.ของสธ.ก็ตาม แต่ผลสุดท้ายกมธ.ก็ชนะเสียงโหวตไปท่ามกลางการอภิปรายของภาคเอกชนในสภาที่ล้วนแต่ยอมรับในอัตราที่ปรับแก้แล้วดังกล่าว

3อดีตนายกฯร่วมเป็นเจ้าภาพสวดศพ"เจ๊ยุ"



นายอานันท์ ปันยารชุน , นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ,น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ นางยุวดี ธัญญสิริ หรือ เจ๊ยุ อดีตผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ภริยา พล.อ.ศิริชัย ธัญญสิริ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม
โดยมี คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ,นายวราวุธ ศิลปอาลา บุตรชาย นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี นักการเมือง ทหาร และสื่อมวลชนจำนวนมาก มาร่วมสวดพระอภิธรรม คืนที่ 3 ที่วัดโสมนัสฯ
กำหนดพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 19 มีนาคม นี้ โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี จะมาเป็นประธาน