PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ถามบ้าง4ข้อ ขวางโละกกต.

ถามบ้าง4ข้อ ขวางโละกกต.

สมชัยโพสต์แสบ ชทพ.ชี้เกมอยู่ยาว ส่งคนคุมเลือกตั้ง
“สมชัย” ข้องใจโละ กกต.ยกชุด โยน 4 คำถามซัด กมธ. สนช.ออก ก.ม.ขัดหลัก นิติธรรม อ้างแก้สภาพปลาสองน้ำขาดภูมิปัญญา ไร้ตรรกะเหตุผล “ตวง” เมินเสียงต้านเซ็ตซีโร่ 5 เสือ ลั่นคิดจะปฏิรูป แต่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงคงไม่ได้ โต้แค่เปลี่ยนคนบริหารจัดการไม่ทำให้งานสะดุด กมธ.เสียงข้างน้อยชี้ขัดเจตนารมณ์ รธน. “เสรี” ยกคำแปรญัตติไปอภิปรายกลางวง สนช. พท.ห่วงเปลี่ยนม้ากลางศึกกระทบเลือกตั้ง ดักคออำนาจอื่นจ้องแทรกแซง วางคนยึดองค์กรอิสระสืบทอดอำนาจ “สมศักดิ์” ฉายภาพชัด “เซ็ตซีโร่ กกต.-ปชป.จูบปาก กปปส.-นายกฯ ตั้ง 4 คำถามเลือกตั้ง” สะท้อนกระบวนการปูทางผู้มีอำนาจอยากอยู่ต่อ ปชป.จี้หากลไกสกัดโกงเลือกตั้งสำคัญกว่า เด็ก พท.เฉ่ง “วันชัย” พวกเสี้ยม “ประยุทธ์-สุเทพ-อภิสิทธิ์” 3 ประสานถล่มระบอบทักษิณ “นิพิฏฐ์” ตะเพิดลูกหาบ คสช.เลิกตอกลิ่มสุมไฟขัดแย้ง
กรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติให้โละ กกต.ทั้งชุด กลายเป็นประเด็นร้อนล่าสุด ที่ฝ่ายการเมืองต่างวิพากษ์วิจารณ์นำไปเกี่ยวโยงกับความ พยายามของผู้มีอำนาจที่จะสืบทอดอำนาจ ขณะที่ กกต.ชุดปัจจุบันได้ตั้งคำถามเป็นข้อสังเกต ระบุเป็นการออกกฎหมายที่ขัดหลักนิติธรรม ขาดตรรกะในเชิงเหตุผล
“สมชัย” คาใจตั้งคำถาม 4 ข้อโละ กกต.
เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งคำถาม 4 คำถามจาก กกต.เกี่ยวกับกรณีการเซ็ตซีโร่ กกต.ว่า 1.การออกกฎหมายให้มีผลย้อนหลังในเชิงที่เป็นโทษ เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เคยมีมาในอดีตหรือไม่ จะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับสังคมนิติรัฐหรือไม่ 2.การกล่าวอ้างถึงตำแหน่งที่รับผิดชอบสูง จำเป็นต้องใช้คนที่มีคุณสมบัติสูง เลยต้องให้ออกทั้งคณะ ถามว่าในเมื่อคนเดิมส่วนมากถึง 4 ใน 5 คน มีคุณสมบัติ สูงครบถ้วน ผ่านการสรรหามาอย่างถูกต้อง เหตุใดจึงต้องให้เขาออกด้วย 3.รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้วาระการดำรงตำแหน่งของ กกต.เป็นไปแบบวาระเฉพาะตัว เช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ ดังนั้นตลอดเวลาการดำรงตำแหน่ง หากมี กกต.ออกด้วยเหตุต่างๆ เช่น ครบ 70 ปี ตาย ลาออก ถูกถอดถอน คนใหม่ที่เข้ามาก็อยู่ต่อ 7 ปี ไม่ใช่เท่าวาระของคนเดิม ดังนั้น สภาพปลาสองน้ำจึงเป็นสภาพที่เกิดขึ้นโดยข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การอ้างว่าต้องรีเซ็ตยกชุด หลีกเลี่ยงสภาพปลาสองน้ำ ควรออกมาจากปากผู้ร่างกฎหมายเองหรือไม่
อัดออก ก.ม.ขัดนิติธรรมไร้ตรรกะ
นายสมชัยระบุอีกว่า 4.การกล่าวว่าการรีเซ็ต กกต.ไม่ได้เป็นบรรทัดฐานสำหรับองค์กรอิสระอื่นๆ ดังนั้น อาจจะออกกฎหมายให้กรรมการองค์กรอิสระอื่น และศาลรัฐธรรมนูญสามารถอยู่ต่อไปจนครบวาระ โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติที่สูงขึ้นตามรัฐธรรมนูญใหม่ แปลว่าองค์กรเหล่านี้มีความสำคัญในการปฏิรูปการเมือง “น้อยกว่า” คณะกรรมการการเลือกตั้งใช่หรือไม่ จึงยกเว้นเรื่องคุณสมบัติสูงให้ หากกรรมการองค์กรอิสระใดขาดความสามารถ บกพร่องจริยธรรม ขาดผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง รัฐธรรมนูญมีช่องทางในการให้บุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่งโดยไม่ยากอยู่แล้ว การออกกฎหมายใหม่ที่ขัดหลักนิติธรรม ขาดตรรกะในเชิงเหตุผล กล่าวอ้างแบบขาดภูมิปัญญา และไม่เป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับสังคมที่ปกครองโดยนิติรัฐ มิควรเกิดขึ้นในสังคมไทย
กมธ.เมินเสียงต้านเซ็ตซีโร่ 5 เสือ
ด้านนายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับการปรับแก้เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้งของ กมธ. ที่ให้เซ็ตซีโร่ กกต.ใหม่ทั้งหมดว่า เป็นปกติที่พรรคการเมืองไม่เห็นด้วย เหตุที่ต้องเซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งหมด เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้อำนาจ กกต.สูงมาก ถึงขั้นใช้อำนาจสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดการทำธุรกรรมของพรรคการเมืองได้ ดังนั้น คุณสมบัติของ กกต.ต้องเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม จึงให้สรรหาใหม่ทั้งหมด อย่างน้อยต้องสรรหาเพิ่ม 2 คนอยู่แล้วและยังมี กกต. เก่าอีก 2 คน มีปัญหาคุณสมบัติไม่ถูกต้อง แม้ กกต. ชุดเก่าบางคนคุณสมบัติถูกต้องตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ถ้าคิดจะปฏิรูปประเทศ อย่าไปห่วงเรื่องตัวบุคคลหรือคิดเล็กคิดน้อยเกินไป ประเทศจะเดินไม่ได้ กมธ. ยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก เรื่องนี้เห็นมีแต่นักการเมืองออกมาเดือดร้อน ขณะที่ประธาน กกต.บอกว่า พร้อมทำตามกฎหมาย เพราะไม่ยึดถึงประโยชน์ ของตัวเอง แต่ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
เปลี่ยนคนบริหารไม่ทำให้งานสะดุด
นายตวงกล่าวว่า ส่วนที่พรรคการเมืองระบุว่า การให้ กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำงานทั้งหมด เป็นการลองผิดลองถูก อาจทำให้งาน กกต.สะดุดนั้น ยืนยันว่าไม่สะดุดแน่นอน เพราะไม่ได้เปลี่ยนกลไกการทำงาน และไม่ได้ยุบสำนักงาน กกต. แต่เปลี่ยนแค่คนบริหารจัดการเท่านั้น เจ้าหน้าที่ กกต.ไม่ได้ถูกยุบ ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปได้ไม่มีสะดุด หากคิดจะปฏิรูปประเทศ แต่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงคงไม่ได้ เชื่อมั่นว่า กกต.ใหม่มีเวลาเตรียมงานเพียงพอในการเลือกตั้งสมัยหน้าล้านเปอร์เซ็นต์ มั่นใจว่าจะชี้แจงหลักการกฎหมายลูกฉบับนี้ให้ที่ประชุม สนช.เข้าใจได้ในวันที่ 9 มิ.ย. กมธ.ทุกอย่างมีเหตุผล เชื่อว่า สนช.จะเข้าใจ ส่วนจะตั้ง กมธ.ร่วมมาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ กรธ.และ กกต. ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่า กมธ.ไปแก้ไขขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์เสนอตั้ง กมธ.ร่วมได้ แต่สิ่งที่ กมธ.แก้ไขไม่ได้ขัดหลักการและเจตนารมณ์ เท่าที่ดูท่าทีของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ไม่มีปัญหาอะไร ยังพูดว่า กมธ.เด็ดขาดมากกว่า กรธ. ส่วนประธาน กกต. บอกว่าพร้อมทำตามกฎหมาย
เสียงข้างน้อยซัดขัดเจตนารมณ์ รธน.
ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวว่า ในฐานะเป็น กมธ.เสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับมติ กมธ.ที่ให้เซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งชุดนั้น จะขอสงวนคำแปรญัตติเพื่ออภิปรายความเห็นในประเด็นดังกล่าวต่อที่ประชุม สนช. วันที่ 9 มิ.ย. เพราะเห็นว่าการให้เซ็ตซีโร่ กกต. ทุกคนน่าจะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ระบุให้ กกต.ที่มีคุณสมบัติถูกต้องเป็น กกต.ต่อไป ส่วนคนที่มีคุณสมบัติไม่ถูกต้องให้สรรหาใหม่ ซึ่ง กกต.ชุดปัจจุบันบางคนมีคุณสมบัติการเป็น กกต.ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญปี 2560 และได้รับการสรรหามาอย่างถูกต้อง จึงควรได้ทำหน้าที่ต่อไป ยิ่งขณะนี้ใกล้เลือกตั้งเข้ามา ควรมี กกต.เดิมที่รู้งาน มีประสบการณ์ทำหน้าที่จัดเลือกตั้งให้ราบรื่น มีประสิทธิภาพ ถ้ามีแต่คนใหม่ทั้งหมดเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ เกรงว่าการเลือกตั้งจะไม่ราบรื่นและไม่คล่องตัว ส่วนตัวจะเสนอให้เป็นไปตามร่างเดิมของ กรธ.คือ ให้สรรหาใหม่เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติไม่ถูกต้องเท่านั้น ใครที่มีคุณสมบัติถูกต้องให้ทำหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้อยากให้ กรธ.พูดถึงเจตนารมณ์เรื่องคุณสมบัติ กกต.ให้ชัดเจนว่า ต้องการให้เป็นแนวทางใดกันแน่ เพราะเท่าที่ดู กรธ.ก็ไม่ปฏิเสธแนวทางเซ็ตซีโร่ กกต.ตามที่ กมธ.เสนอมา
“ตือ” ฉายภาพผู้มีอำนาจปูทางอยู่ต่อ
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนากล่าวถึงกรณีการเซ็ตซีโร่ กกต. การจับมือระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ กปปส.และการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคำถามประชาชน 4 ข้อถึงการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ว่า ทั้งหมดนี้สะท้อนกระบวนการอยากอยู่ต่อของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ด้วยการปูทางอาศัยกลไกระบอบประชาธิปไตยเข้ามา ตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เจตนาชัดเจน ต้องการสืบทอดอำนาจ เป็นการล็อกด้วยรัฐธรรมนูญและกำลังจะล็อกด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง อย่างการเซ็ตซีโร่ กกต.ไม่มีเหตุผลอะไรเลย นอกจากต้องการเอาคนของตัวเองมาสานต่อดูแลการเลือกตั้ง ชัดเจนเกินไป ทำให้มองเห็นได้ว่าอนาคตหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ต่อให้ประชาชนแข็งขืนก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมี 250 เสียงวุฒิสภาเป็นต้นทุน มีพรรคการเมืองบาง พรรคได้ประกาศเจตนารมณ์ว่าเป็นอย่างไร พออยู่แล้ว
จี้สำนึกพรรคการเมืองหยุดเห็นแก่ตัว
นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า ถึงได้บอกว่าเห็นด้วยกับแนวคิดของนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชงโมเดล 4 พรรคใหญ่ผนึกกำลังสู้ทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าให้พรรคการเมืองร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่หมายความว่าให้ทุกพรรคการเมืองมาร่วมกันทำให้การเมืองเป็นระบอบประชาธิปไตย และนำคนในระบอบประชาธิปไตยมาบริหารประเทศ อย่าเห็นแก่ตัวว่าเมื่อเขาเอาเราไปเป็นรัฐบาลเลยหนุนคนนอกเป็นนายกฯ ถ้าอย่างนี้อยู่ในวังวนการสืบทอดต่ออำนาจเผด็จการต่อไป เชื่อว่าวันนี้อารยประเทศมองออกว่าไทยกำลังเดินไปสู่การเมืองการปกครองแบบไหน ประชาธิปไตยเป็นเพียงเสื้อคลุมหรือเปล่า ฝ่ายการเมืองที่มาโดยระบอบประชาธิปไตยจะอยู่ในสภาพนี้หรือจะเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางความโหยหาการปฏิรูปการเมือง การเปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่ระบอบใหม่ของสังคมไทย ทั้งหมดอยู่ที่จิตสำนึกนักการเมืองกับพรรคการเมืองว่า เจตนารมณ์ทำการเมืองเพื่ออะไร ถ้าทำเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยจะอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าทำเพื่อพรรคกูจะมาก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อยู่ที่จิตสำนึกแล้ว
พท.ชี้ไอ้โม่งวางคนสืบทอดอำนาจ
นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้มีการเซ็ตซีโร่ กกต.ใหม่ทั้งหมดว่า จะทำให้การทำงานของ กกต.มีปัญหา เพราะ กกต.ชุดใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ อาจเรียนรู้งานไม่ทัน ควรให้ กกต.ชุดเดิมที่มีคุณสมบัติถูกต้องตามรัฐธรรมนูญปี 2560 อยู่ทำหน้าที่ต่อไป ส่วนคนที่มีคุณสมบัติไม่ถูกต้องให้พ้นตำแหน่งจะเหมาะสมกว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกมาดูแลในช่วงใกล้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะโครงสร้างใหม่ที่ไม่มี กกต.จังหวัด ต้องใช้ผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ไม่คุ้นเคยและรู้สถานการณ์ในพื้นที่มาทำงานแทน จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาการทำงานมากขึ้น ที่สำคัญการให้สรรหา กกต.ใหม่ทั้งหมด กังวลว่าจะมีอำนาจอื่นมาแทรกแซงการคัดเลือก กกต.ชุดใหม่ เพื่อวางคนของตัวเองมาทำหน้าที่หรือไม่ มีความเป็นไปได้ว่าหลังจากนี้อาจมีการเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระทุกองค์กรใหม่ทั้งหมด เพื่อวางคนของตัวเองเข้ามาทำหน้าที่ ไม่ทราบว่ามีเจตนาวางคนเพื่อมาสืบทอดอำนาจต่อหรือไม่
ชิ่งไม่ได้เป็นศัตรูกับนายกฯ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสปท.เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ผนึกกำลัง 3 ฝ่ายต่อสู้กับระบอบทักษิณว่า นายวันชัยจะชอบใครหรือระบอบใดเป็นสิทธิส่วนตัว แต่ไม่ควรกล่าวพาดพิงผู้อื่นให้เสียหาย การกล่าวหาระบอบทักษิณที่ไม่มีอยู่จริง เป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง เป็นวาทกรรมลวง คนที่นำวาทกรรมนี้มาใช้ทำลายล้างผู้อื่นถูกปฏิเสธจากประชาชนมาครั้งแล้วครั้งเล่า ยืนยันว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ต่อสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ คสช. พรรคประชาธิปัตย์ กปปส. แต่พรรคเพื่อไทยต่อสู้กับตนเองอย่างมุ่งมั่นในการค้นหานโยบายที่นำไปสู่การแก้ปัญหาทุกมิติของประเทศ เพื่อความผาสุกของประชาชน ให้สังคมได้ก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์
สับพวกบ่างเสี้ยม 3 ฝ่ายรุมสกรัม
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอฝากเป็นข้อสังเกตไปยังภาคส่วนต่างๆให้เลิกคิดจับคู่ฟาดฟันทำลายล้างกัน เพราะพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม กปปส.หรือนายกฯไม่ได้เป็นศัตรูกับพรรคเพื่อไทย ที่ต้องต่อสู้กันให้วุ่นวายรู้ดำรู้แดง ที่ผ่านมาสิบปีเศษประชาชนเบื่อหน่ายความขัดแย้งอุปสรรคการแก้ปัญหาประเทศ ในสถานการณ์บ้านเมืองเศรษฐกิจกำลังตกต่ำอย่างมากขณะนี้ ควรร่วมหาทางออกให้ประเทศ อย่างน้อยควรร่วมกันเดินไปตามรัฐธรรมนูญ ให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล และ กกต.ที่จะบริหารจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม ให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น รัฐบาลควรเป็นกลาง ไม่มีอคติต่อฝ่ายใด ไม่ควรสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองให้เกิดขึ้น หากนายกฯสละการใช้อำนาจตามมาตรา 44 จะเป็นสัญญาณบวกว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย สร้างความเชื่อมั่นประเทศให้กลับคืนมา
ปชป.จี้หากลไกสกัดโกง ลต.สำคัญกว่า
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องเซ็ตซีโร่ กกต.หรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้ง ที่สำคัญกว่าคือทำอย่างไรให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมจริงมากกว่า ที่ผ่านมาการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ถูกครหาว่าทุจริตค่อนข้างมาก กลไกอำนาจรัฐในพื้นที่วางตัวไม่เป็นกลาง มีการใช้เงินเพื่อซื้อเสียงได้อำนาจก็เข้าไปทุจริตถอนทุน จากนั้นเอาเงินจากการทุจริตมาทุจริตเลือกตั้งเพื่อให้ได้อำนาจรัฐต่อไป กลายเป็นวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย ขอฝากให้ สนช.คำนึงถึงว่า 1.ควรเป็นกฎหมายที่ออกแบบป้องกันปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยเฉพาะการซื้อสิทธิขายเสียง 2.โครงสร้างการทำงานของ กกต.ควรเอื้อต่อการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง ให้สืบสวนสอบสวนหาหลักฐานเอาผู้ทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว 3.มีวิธีคุ้มครองพยานให้ได้ผลจริงจัง 4.สร้างกลไกการทำงานของ กกต.ทุกระดับ รวมถึงผู้ตรวจการเลือกตั้งให้ทำงานมีเอกภาพ 5.เน้นทำงานเชิงรุก สร้างเครือข่ายสนับสนุน เพื่อช่วยขจัดพวกโกงเลือกตั้งเข้าสู่วงจรอุบาทว์อีก
“นิพิฏฐ์” ไล่ลูกหาบเลิกตอกลิ่มขัดแย้ง
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีคนในแม่น้ำ 5 สายแนะให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับรัฐบาล คสช.ต่อสู้กับระบบทักษิณและพรรคเพื่อไทยว่า คนในแม่น้ำ 5 สาย มีหน้าที่หลักในการปฏิรูปประเทศ ยังต้องสร้างความสามัคคีปรองดองในบ้านเมือง องคาพยพของรัฐบาล คสช.อย่าพูดในลักษณะแบ่งแยกแบ่งฝักฝ่ายให้แตกแยกเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญอย่าทำตัวเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด รวมถึงการเสนอให้พรรคใดพรรคหนึ่งจับมือกับทหาร หรือจับมือกับพรรคการเมืองด้วยกันล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้ง รังแต่จะสร้างความขัดแย้งไม่จบสิ้น เพราะการเมืองในอนาคตพรรคใดจะจับมือกับพรรคใดเป็นเรื่องยากจะคาดเดา ฉะนั้น สปท.สนช.อย่าสร้างประเด็นให้เกิดความแตกแยกในสังคมไปมากกว่านี้เลย
ชี้คำถาม “บิ๊กตู่” ตรงไปตรงมา
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็น“ประชาชนคิดอย่างไร กรณีนายกฯ ตั้งประเด็นคำถาม 4 ข้อก่อนพาประเทศสู่การเลือกตั้ง” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,282 คน ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย.พบว่าร้อยละ 77.38 มองว่าเป็นคำถามจากใจนายกฯ ถามอย่างตรงไปตรงมา ร้อยละ 72.85 ชี้เป็นสิทธิที่ถามได้ ร้อยละ 62.40 เห็นว่าอยากได้ข้อมูลไปใช้เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม ร้อยละ 53.59 ระบุเป็นคำถามชี้นำอาจทำให้เกิดความแตกแยก ร้อยละ 52.65 ระบุว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ส่วนที่นักการเมืองออกมาต่อต้าน ร้อยละ 80.81 ระบุคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกกีดกัน ร้อยละ 78.63 ระบุไม่เกิดผลดีกับนักการเมือง เสียประโยชน์ ร้อยละ 75.66 ระบุนักการเมืองรู้สึกไม่สบายใจเป็นกังวล ร้อยละ 68.56 เกรงว่าจะกระทบต่อการเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 66.80 ระบุผลดีเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ร้อยละ 57.69 ทำให้รัฐบาลได้แนวทางไปสู่การปฏิบัติ และร้อยละ 43.16 ระบุเกิดความตื่นตัวทางการเมืองก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง ส่วนผลเสียร้อยละ 63.52 ระบุเปิดประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรง ร้อยละ 59.60 ระบุเกิดการต่อต้านจากนักการเมืองและร้อยละ 56.95 ระบุเป็นคำถามชี้นำ ไม่เป็นกลาง
วงเสวนาฉะ พ.ร.บ.คอมพ์ปิดปากสื่อ
เมื่อเวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวทีราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “ถอดบทเรียนความไม่เป็นธรรมในการใช้กฎหมายปิดปากสื่อ” โดยหยิบกรณีนายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที นักจัดรายการสถานีโทรทัศน์ช่องนิวส์วัน ถูกจับกุมข้อหาหมิ่นประมาทและผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการนำเสนอข้อร้องเรียนการทุจริตการส่งอาหารเข้าเรือนจำในจังหวัดแห่งหนึ่งเป็นกรณีศึกษา พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติกล่าวว่า ประชาชนถูกกระทำเป็นความรู้สึกไม่ดีมานานมาก แต่ไม่มีใครพูดอะไร แต่มีคนเดือดร้อนจากกฎหมายและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ตนแทบพูดอะไรไม่ออกกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาขณะนี้ เพราะตำรวจกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นของไทยไม่เป็นตัวของตัวเอง มีคนเจตนาใช้กฎหมายนี้ เป็นเครื่องมือเพื่อปิดปากกลั่นแกล้งกับสื่อ โดยยัดข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทำให้ปัญหามาอยู่ที่พนักงานสอบสวน ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีโทษจำคุกถึง 5 ปี จึงนิยมใช้เป็นเครื่องมือแทนความผิดหมิ่นประมาทในประมวลกฎหมายอาญา เพราะมีโทษสูงกว่า และขอศาลออกหมายจับได้เลยโดยไม่ต้องออกหมายเรียก นี่เป็นปัญหาของการใช้กฎหมายที่เกิดจากระบบและบุคคล
สัับใช้ ก.ม.ผิดวัตถุประสงค์
ด้านว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง ผู้แทนจากสภาทนายความ กล่าวว่า การทำหน้าที่ของสื่อไม่มีเจตนาก็ไม่เข้าข่ายองค์ประกอบการกระทำความผิด หากอยู่ในขอบเขตที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยใช้หลักสุจริตในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของสังคม แต่ใช้ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีโทษถึง 5 ปี มาปิดปากสื่อมวลชนโดยใช้ขั้นตอนออกหมายจับได้เลย โดยไม่ต้องออกหมายเรียกนั้นถือว่าเป็นการใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์
นายณัชปกร นามเมือง จากโครงการอินเตอร์เน็ต เพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มากทั้งภาครัฐและเอกชนปิดกั้นเสรีภาพการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็น สื่อมวลชนควรต้องรณรงค์ให้สังคมได้รู้ว่า มีการใช้กฎหมายผิดวัตถุประสงค์จากการร่างกฎหมายนี้อย่างไร แต่กฎหมายปิดปากสื่อมีแค่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จริงหรือ ขณะนี้การจำกัดเสรีภาพการแสดงออกมีหลายรูปแบบ
แจง 6โฆษกรองนายกฯตีปี๊บผลงาน
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สั่งการให้รองนายกรัฐมนตรี 6 คน แต่งตั้งโฆษกรองนายกรัฐมนตรี หรือคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ของรองนายกฯว่า นายกฯต้องการให้สื่อสารการทำงานแต่ละด้านที่รองนายกฯแต่ละคนกำกับดูแล ให้ประชาชนได้ทราบ หากเดินหน้าทำงานอย่างเดียว โดยขาดการสื่อสาร หรือไม่ได้ชี้แจงให้สังคมทราบ ประชาชนอาจไม่เข้าใจ และประชาชนจะได้ร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ที่ผ่านมา รัฐบาลเดินหน้าทำงานแต่สังคมอาจไม่ทราบ เพราะไม่ได้ชี้แจงอย่างครอบคลุม บางเรื่องโฆษกกระทรวงให้ข่าว แต่อาจเป็นเพียงบางมุม ยังไม่ได้ประสานเชื่อมหน่วยงานอื่น นายกฯจึงอยากให้เชื่อมโยงข้อมูลให้รอบด้านและชี้แจงให้สังคมได้ทราบเป็นระยะ
นายกฯปลุกเปลี่ยนสู่ ปท.ศิวิไลซ์
พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อว่า นายกฯเห็นว่าเวลานี้เป็นช่วงสำคัญที่คนไทยควรใช้เป็นโอกาสสร้างบ้านแปงเมืองให้เป็นประเทศศิวิไลซ์ ด้วยการรับรู้และสร้างเป้าหมายเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ก้าวผ่านวงจรปัญหาที่เกิดขึ้นมานับสิบปี โดยนำสุนทรพจน์ของนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ที่ได้กล่าวในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประจำปีนี้ไปปรับใช้คือการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน มองไปข้างหน้า ร่วมกันปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและประเทศไทยก้าวขึ้นไปเป็นประเทศชั้นนำในเอเชีย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทุกฝ่ายต้องหยุดความขัดแย้ง เปลี่ยนความคิดและคำพูดที่ติดลบเป็นความสร้างสรรค์ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ด้วยการสร้างความเข้มแข็งจากตนเอง โดยคนทุกระดับชั้นร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ และรัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงประชาชน
หนุน 77 จังหวัดปั้นสินค้าจีไอ
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันโครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือจีไอ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นผลิตสินค้าที่มีคุณลักษณะพิเศษประจำถิ่น ช่วยเพิ่มมูลค่าและเป็นเครื่องมือการตลาดให้แก่ผู้ขาย ตั้งเป้าให้ทุกจังหวัดมีสินค้าจีไอของตนเอง ล่าสุดเตรียมขึ้นทะเบียนส้มบางมดและลิ้นจี่บางขุนเทียน เป็นสินค้าจีไอของ กทม. ถือเป็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบหนึ่ง ปัจจุบันมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียนจีไอแล้ว 75 ชนิด จาก 70 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนการหาตลาดให้สินค้าจีไอ รัฐบาลนำร่องจัดมุม จีไอ คอนเนอร์ ในห้างสรรพสินค้า 2 สาขาที่เซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์ สาขาชิดลม และท็อปส์มาร์เก็ต เซ็นทรัลพลาซา สาขาแจ้งวัฒนะ คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีจีไอ คอนเนอร์ ครบ 100 สาขา
“วัฒนา” จวก รบ.แถโกหกกลบ ศก.แย่
นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “ร่วมด้วย ช่วยกัน...แถ ” ว่า หัวหน้าเผด็จการออกมายอมรับแล้วว่าเศรษฐกิจไม่ดี แก้ตัวว่ามาจากการปราบคอร์รัปชันหนักเลยทำเศรษฐกิจฝืดเคือง ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งออกมาบอกว่าเศรษฐกิจดีแล้วมีอัตราการเจริญเติบโตถึง 3.8% พร้อมประณามคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพวกไม่หวังดี ขณะที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจัดอันดับความโปร่งใสของไทยในปี 59 ให้สอบตก ไทยอยู่ลำดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ สรุปคือมีการโกงมากขึ้น และคดีทุจริตที่เกี่ยวกับกองทัพไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นความจริงคือผลของการร่วมกับกลุ่มการเมืองข้างถนนยึดอำนาจ ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเสียหายยับเยิน และแทนที่คนพวกนี้จะออกมาแสดงความรับผิดชอบ กลับโทษนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯทำให้เศรษฐกิจถดถอย เป็นการแก้ตัวด้วยการโกหกจนเป็นนิสัยถาวร
“นิพิฏฐ์” ชูผลวิจัยทุจริตตอกหน้า คสช.
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีองค์กร Transparency International วิจัยสถิติความโปร่งใสทั่วโลกออกรายงานพบว่า ในปี ค.ศ.2017 ประเทศไทยอยู่อันดับ 3 ของเอเชียที่มีอัตราคอร์รัปชันสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีอัตราคอร์รัปชันที่ 41% รองจากอินเดียและเวียดนามนั้นว่า ควรต้องรับฟังผลวิจัยสถิตินี้และตรงกับหลักการที่ว่า ระบบที่ปราศจากการตรวจสอบจะมีการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุด เพียงแต่คนที่เชื่อว่ารัฐบาล คสช.ไม่มีการทุจริต คนเหล่านี้เชื่อไว้ล่วงหน้าแล้ว มีผลกระทบทำให้ระบบบิดเบี้ยวได้ ส่วนที่รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจะยืนยันว่าสามารถปราบการทุจริตคอร์รัปชัน มีรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเขาต้องพูด และเชื่อว่าระบบที่เขาสร้างขึ้นสามารถปราบได้ แต่พวกเราที่อยู่ในพื้นที่ พบปะประชาชนและข้าราชการในต่างจังหวัดรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ยืนยันว่ายังมีการทุจริตในพื้นที่เหมือนเดิมไม่ลดลง หากรัฐบาลต้องการข้อมูลในทางลับถามมาได้ แต่จะให้ยกตัวอย่างในที่สาธารณะ จะมีการปฏิเสธโต้แย้ง ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ และจะกระทบต่อข้าราชการชั้นผู้น้อยด้วย
ร้องสอบ ธปท.ขาดทุนสูง 8 แสนล้าน
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า วันที่ 5 มิ.ย. จะไปยื่นเรื่องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ทำเนียบรัฐบาล ให้ตรวจสอบกรณีผลการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 31 ธ.ค.2559 ขาดทุนสูงถึง 139,533 ล้านบาท พบประเด็นน่าสงสัยว่าในงบแสดงฐานะการเงินด้านหนี้สินและทุน มีตัวเลขหนี้สินรวม 4,963,953 ล้านบาท โดยมีตัวเลขขาดทุนสะสมของ ธปท.สูงถึง 805,835 ล้านบาท ขณะที่ ธปท.มีทุนประเดิมเพียง 20 ล้านบาท หากเทียบสัดส่วนผลขาดทุนสะสมต่อทุนจะสูงถึง 40,921 เท่า น่ากังวลต่อฐานะการคลังของรัฐบาลเป็น ประเด็นที่รัฐบาลควรกังวล จึงจำเป็นต้องนำเรื่องไปร้องเรียนต่อนายกฯเพื่อพิจารณาแก้ไขต่อไป
แฉรวมสัญญารถไฟฟ้าสีน้ำเงิน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงความไม่ ชอบมาพากลในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (เฉลิมรัชมงคล) ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ ระยะทาง 20 กม.ว่า การรวมสัญญาส่วนต่อขยายกับสายรัชมงคลที่จะหมดสัญญาในปี 2572 ไว้ด้วยกัน ทำให้รัฐเสียประโยชน์ เพราะเมื่อสายรัชมงคลกลับมาเป็นของ รฟม.อาจจ้างบริหารคาดว่าน่าจะมีรายได้ค่าเดินรถและค่าโฆษณาไม่ต่ำกว่าสองแสนล้านบาทเมื่อถึงปี 2592 การระบุในสัญญาของส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินว่า รฟม.จะได้รับส่วนแบ่งเมื่อบีอีเอ็มมีผลตอบแทนการลงทุนเกิน 9.75 เปอร์เซ็นต์ทำให้รัฐเสียหาย ในเอกสารประเมินการลงทุนระบุว่าบริษัทจะได้ผลตอบแทนการลงทุนที่ 9.75% ในปี 2592 เป็นช่วงเวลาสิ้นสุดสัญญาพอดี เท่ากับ รฟม.ไม่มีโอกาสจะได้ผลตอบแทนเลย แต่รัฐบาลยืนยันว่าไม่เสียประโยชน์ และไม่เคยพูดความจริง ทำไมจึงทำสัญญา ทั้งที่รู้ว่า รฟม.ไม่มีโอกาสจะได้ผลตอบแทนเลย และขอตั้งข้อสังเกต ครม.เห็นชอบโครงการเดินรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง ไปชนกับสายสีเขียว บริษัท บีทีเอส เดินรถต่อเนื่อง ไม่ต่างสายสีน้ำเงิน แต่รัฐบาลกลับให้ประกวดราคา สะท้อนว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่
บี้ยกเลิกผลประเมินคุณธรรม กปภ.
นายวิลาศยังกล่าวถึงกรณีที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้รับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสจาก ป.ป.ช.ในอันดับที่ห้าว่า วิธีการประเมินไม่น่าจะถูกต้อง เพราะ กปภ.มีการทุจริตมากที่สุด เท่าที่เคยตรวจสอบมากว่า 100 หน่วยงาน ได้ยื่นให้ ป.ป.ช.สอบทุจริตแล้วถึง 39 เรื่อง การประเมินใช้วิธีให้ กปภ.และผู้รับจ้างเป็นคนตอบ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ได้ตรวจสอบพบว่านายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการ กปภ. ทำหนังสือเวียนแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาทำแบบสอบถามของ ป.ป.ช. แล้วใครจะกล้าบอกว่าผู้ว่าการ กปภ.โกง จึงแจ้งกับกรรมการ ป.ป.ช.ขอให้ยกเลิกผลการประเมินนี้ เพราะจะกลายเป็นการประทับตรายางให้ กปภ.
“วิทยา”ปูดทุ่ม 2 ล้านวิ่งขึ้น ผกก.ภาค 8
นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท. และอดีตแกนนำ กปปส.กล่าวว่า ในช่วงการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร รองผู้กำกับการ ผู้กำกับการ และรองผู้บังคับการ ที่กำลังพิจารณาในช่วงนี้ ขอให้ประชาชนจับตาดูว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะยังมีการพูดกันว่าในพื้นที่ภาค 8 มีการซื้อกันถึง 2 ล้าน เพราะปีนี้มีตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร (ผกก.) ว่าง 26 ตำแหน่ง ให้รอดูว่าจะมีรอง ผกก.ในพื้นที่ภาค 8 ได้ขึ้นเป็น ผกก. สักกี่คน เพราะตำแหน่งเหล่านี้จะขยับไล่เรียงว่างตามกันเป็นลำดับขั้น มีรองผู้บังคับการว่าง 12 ตำแหน่ง รอดูว่าจะมีนายตำรวจในภาค 8 ได้ตำแหน่งกี่คน หรือจะมีใครบินข้ามมาจากไหนมากินตำแหน่ง ถ้ามีการปฏิรูปแล้วตำรวจในแต่ละจังหวัดจะสามารถขึ้นครองตำแหน่งได้ตามความรู้ความสามารถและผลงาน ไม่ต้องวิ่งตำแหน่งที่ส่วนกลางแล้ววกกลับจังหวัด กลับภาค จึงเห็นด้วยกับแนวคิดที่นายกฯรำพึงรำพันว่า ให้ตำรวจขึ้นกับจังหวัด และขอให้นายกฯลองติดตามดูว่าคำสั่ง สตช.ที่จะออกจะเป็นอย่างไร ส่วนภาคอื่นราคาอาจสูงกว่านี้มากต้องไปดูกันเอง
กระตุ้น “ประยุทธ์” เร่งปฏิรูปตำรวจ
“ถ้าสภาพตำรวจยังต้องทำงานหาเงินไปวิ่งเต้นเอาตำแหน่ง แน่นอนว่าประชาชนฝากความหวังไม่ได้และนากยกฯควรเร่งผลักดันตามแนวความคิดคือการผลักดันโยกให้ตำรวจมาขึ้นกับจังหวัด เติบโตในจังหวัดของตัวเอง จะมีประชาชนในพื้นที่เป็นคนตรวจสอบเอง ถ้าปล่อยให้ตำรวจประเภทมือวิ่งเทวดา นักวิ่งเต้นจ่ายเงิน กระโดดข้ามหัวเพื่อนในแต่ละจังหวัดเป็นแบบนี้ได้ตำแหน่งแล้ววิ่งเต้นย้ายกลับไป กระโดดมาจากกรุงเทพฯมากินตำแหน่งในภาค 8 แล้ววิ่งเต้นกลับไป คนทำงานในพื้นที่จะไม่มีกำลังใจ จ่อจะขึ้นขยับตำแหน่งต้องรอจนเกษียณราชการ ฉะนั้นดีที่สุดคือการเร่งปฏิรูปตำรวจ” นายวิทยากล่าว

เซ็ตซีโร่องค์กรอิสระ ไม่ใช่สืบทอดอำนาจ

นายกรัฐมนตรี งดตอบคำถามสื่อวันที่ 8 ใช้วิธีเขียนลายมือ ให้ทีมโฆษกรัฐบาลตอบแทน ยืนยันเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระ ไม่ใช่สืบทอดอำนาจ
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. งดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในสัปดาห์ที่ 2 หลังประกาศงดให้สัมภาษณ์ 2-3 สัปดาห์ แต่ใช้วิธีตอบคำถามด้วยการเขียนลายมือที่สื่อถามล่วงหน้า 10 ข้อ ผ่านทีมโฆษกรัฐบาลให้ตอบแทนการชี้แจงผ่านแอฟพลิเคชั่นไลน์ เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย พ.อ หญิงทักษดา สังขจันทร์  และ พ.อ อธิสิทธิ์ ไชยนุวัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจง เรื่องการเซ็ตซีโร่ กกต. , ปปช. , องค์กรอิสระอื่นๆว่าไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เพราะการเลือกตั้งเรื่องที่ประชาชนมาใช้สิทธิ์ จะไปแก้คะแนนเสียงไม่ได้ ยืนยันกกต.สืบทอดอำนาจไม่ได้ 
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้ชี้แจงเรื่องปัญหาก่อการร้าย ว่าไม่ได้เชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้ป้องกันยาก รัฐบาลจะให้ความมั่นใจอย่างไร ในการป้องกัน ว่ารัฐบาลไทยพร้อมรับมือ และผู้ถามรู้อยู่แล้วว่าไม่เชื่อมโยงเป็นคำตอบในตัว ว่าไม่เชื่อมโยง ซี่งรัฐบาลก็เฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ไม่ให้เกิดเหตุ ดึงภาคประชาชนมีส่วนร่วม และมีการชื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ เพื่อป้องกันภัยคุกคาม ในรูปแบบใหม่ ตามความเหมาะสม 
ส่วนความคืบหน้าทหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธ ตรวจสอบแล้วพบว่ามาจากต่างประเทศ ไม่ได้ขนจากไทย หากตรวจสอบพบจะลงโทษสถานหนัก ยืนยันรถที่นำไปใช้ขนอาวุธ ไม่ใช่รถของทางราชการ แต่มีการสวมทะเบียน ดังนั้นสั่งให้ตรวจสอบรถทุกคัน ไม่เว้นแม้แต่รถของทางราชการ และได้กำชับผบ.เหล่าทัพทุกเหล่า ตรวจสอบหากพบผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดจะต้องสอบสวนเอาผิดทั้งวินัยและอาญา ส่วนการคดีทหารส่งระเบิดทางไปรษณีย์ ได้สั่งการให้ตรวจสอบแล้ว และเร่งหาตัวผู้กระทำผิดโดยเร็ว 
ขณะที่ความคืบหน้าเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุล ยอมรับมีความกังวลเพราะเป็นเรื่องยากจะกำจัดให้หมด ยืนยัน ไม่ได้เป็นการสร้างสถานการณ์ของคสช. แต่อาจเป็นไปได้ที่เป็นฝีมือของตำรวจและทหาร ซึ่งเป็นคนไม่ดีที่อาจอยู่ในหรือนอกราชการ ล้วนมีสิทธิก่อเหตุได้ทั้งนั้น

เซ็ตซีโร่คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เกี่ยวสืบทอดอำนาจ

เซ็ตซีโร่คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เกี่ยวสืบทอดอำนาจ

           6 มิ.ย. 60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงคำตอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เขียนตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีการเซ็ตซีโร่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่า เรื่องนี้ ไม่ทราบว่า มองในแง่ คสช. สืบทอดอำนาจได้อย่างไร เนื่องจาก กกต.มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง ประชาชนมาใช้สิทธิจะไปแก้ไขคะแนนเสียงได้อย่างไร แล้ว กกต. หรือใครก็ตามไม่สามารถทำให้ใครมีการสืบทอดอำนาจได้.

พรรคมีสิทธิ์เลือกนายกฯ

พรรคมีสิทธิ์เลือกนายกฯ

มีเสียงวิจารณ์ว่าการที่กลุ่มอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่ม กปปส.กลับคืนสู่พรรค อาจนำไปสู่ความแตกแยก ของพรรคอย่างในอดีต หรือมิฉะนั้นก็จะเกิดภาวะ 1 พรรค 2 แนวทาง แต่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.และอดีตรองหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ มองว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูปประเทศ และการสร้าง ความปรองดอง
เหตุที่มีเสียงวิจารณ์ลักษณะนี้ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์กับ กปปส.มี แนวทางการเมืองต่างกัน แกนนำ กปปส.ประกาศชัดเจนจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และฟนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งยืนยัน พรรคจะไม่สนับสนุน เผด็จการ แต่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนหัวหน้าพรรคคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน เป็นพรรคที่มีระบบ มีอุดมการณ์การทำงานต้องยึดแนวทาง จึงไม่เกิดภาวะ 1 พรรค 2 แนวทาง แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์คือ พรรคที่รวบรวมเสียง ส.ส.ได้เกิน 250 เสียง เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทน ราษฎร ต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้อง ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ให้เคารพเจตนารมณ์ของประชาชน น่าจะหมายความว่าต้องยินยอมให้การเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทน ราษฎร โดยไม่สนับสนุน “คนนอก” มาแข่งเป็นข้อเสนอที่อาจเป็นไปได้ยาก เพราะ ส.ว.ก็มีสิทธิ์ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังอาจเป็นกลุ่มใหญ่สุดในสภา
การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2561 อาจคล้ายกับ “ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ” ตามรัฐธรรมนูญ 2521 เมื่อ 40 ปีก่อน แต่มีบางอย่างที่ต่างกัน รัฐธรรมนูญ 2521 มี ส.ว. จากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารทั้งสภา มีสิทธิ์ร่วมการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณและกฎหมายสำคัญๆร่วมกับ ส.ส.
จึงทำให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และบริหารประเทศอยู่นานกว่า 8 ปี ด้วยการสนับสนุนจาก ส.ว.แต่งตั้ง และจากพรรคการเมืองหลายพรรค เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2521 ส.ว.แต่งตั้งกลายเป็น “พรรค” ใหญ่สุดในสภา และมีอำนาจเท่ากับ ส.ส. จึงไม่มีพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา
แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบัน แม้จะมีบทเฉพาะกาลให้มี ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน ใน 5 ปีแรก แต่มีอำนาจเพียงร่วมเลือก นายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ ร่วมกับ ส.ส. พรรคการเมืองก็ยังมีสิทธิ์จับมือ กันตั้งรัฐบาลได้ ส่วน “นายกฯคนนอก” จะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่ได้เสียงข้างมากของ ส.ส.

อ่าน การเมืองไทย อ่าน ‘ยืมหอก สนองคืน’ สนองคืน ‘ทหาร’



ไม่ว่าความเห็นอันมาจากนายอลงกรณ์ พลบุตร ไม่ว่าความเห็นอันมาจากนายวันชัย สอนศิริ 2 คนสำคัญจาก สปท.ถือได้ว่าเป็นไปในแบบ
ร่วมด้วย ช่วยกัน
ไม่เพียงแต่ทำให้ “ความฝัน” ของนายพิชัย รัตตกุล ที่อยากให้พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา จับมือกันเพื่อต่อกรกับสิ่งที่เรียกว่า “พรรคทหาร”
ต้องกลายเป็นความล้มเหลว
หากแต่ยังทำให้โฉมหน้าของสถานะแห่งความเป็น “พรรคทหาร” ซึ่งดำรงอยู่ในลักษณะแห่ง “อีแอบ” ได้เผยแสดงออกมา
ที่คิดและประเมินกันว่าเป็น “พรรคภูมิใจไทย” นั้นไม่น่าจะใช่
แม้ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายเนวิน ชิดชอบ จะมีความแนบแน่นเป็นอย่างสูงกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ตาม
หากแต่ “ประชาธิปัตย์” ต่างหากที่ใกล้มากกว่า
ความน่าสนใจในสถานะและการดำรงอยู่ของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็น “ส่วนหนึ่ง” ในการเสริมความชอบธรรมให้กับ “พรรคทหาร”
มิใช่เพราะนายอลงกรณ์ พลบุตร ดำรงอยู่ในตำแหน่งรองประธาน สปท.
มิใช่เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยร่วมกับทหารมาตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490 เท่านั้น
หากที่สำคัญขอให้ประเมินจากข้อเสนอของนายวันชัย สอนศิริ
“วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นเอกภาพกว่านี้ ปัญหาภายในกับ กปปส.ต้องไม่ทะเลาะกันเอง และต้องไม่ทะเลาะกับทหาร ต้องแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ร่วมกันต่อสู้กับระบอบทักษิณให้ได้ ถ้า 3 ฝ่ายแตกคอกันเมื่อไหร่จะไม่มีใครคัดง้างเขาได้
“พรรคประชาธิปัตย์ต้องรวมเป็นหนึ่งให้ได้ก่อน
“โดย 1 นายอภิสิทธิ์และพวกเป็นแกนนำในสภาสูง 2 นายสุเทพสู้ภาคประชาชน 3 พล.อ.ประยุทธ์ ดูแลเรื่องความมั่นคง ถ้า 3 ส่วนจับมือเป็น 1 จะต่อสู้กับระบอบทักษิณในระยะเปลี่ยนผ่านได้
“ถ้าต่างคนต่างแยกกันเดิน แยกกันตี เชื่อว่าจะพ่ายแพ้”
จากนี้จึงเห็นได้ว่า ที่มีการส่ง 8 แกนนำ กปปส.หวนคืนสู่พรรคประชาธิปัตย์ด้วยการอ้าแขนรับอย่างอบอุ่นจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นไปตาม “ยุทธศาสตร์” อะไรในทางการเมือง
ขณะเดียวกัน การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนหยัดอยู่ที่มูลนิธิและวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณบนเกาะสมุยนั้นมาจากการคาดการณ์อย่างไร
และความหวั่นไหวในเรื่อง “การเลือกตั้ง” ของ คสช.มีรากฐานมาจากปัจจัยใด
ตามแผนของ คสช.แล้วมิได้มีแต่เพียงพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น หากแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็อยู่ในจุดที่จำเป็นต้องเลือก
จึงต้องปล่อยข่าวให้ร้ายในเรื่อง “เทกโอเวอร์” พรรคชาติไทยพัฒนา
ข้อเสนออันมาจากนายพิชัย รัตตกุล จึงเท่ากับดำเนินตามหลักการ “ยืมหอกสนองคืน” ของท่านม่อย้งแห่งแคว้นกังหนำ
เพราะตระหนักในพิมพ์เขียวอันมาจาก “พรรคทหาร”
จึงยืมหอกจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ให้ผนึกตัวรวมพลังกับพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา สวนกลับ
รู้ทั้งรู้ว่า กลยุทธ์ “ยืมหอกสนองคืน” ต่อ 4 พรรคการเมืองต้านพรรคทหารจะล้มเหลว ทำไมจึงนำเสนอต่อสังคม
เด่นชัดว่า เป็นการเสนอเหมือนกับ “โลกสวย”
แต่ภายในโลกสวยนั้นก็สำแดงบทบาทในการขุดคุ้ย เปิดโปง สภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในทางการเมือง
ล่อนจ้อนยิ่งกว่า น.ส.ม่วน ยาจำปา

จบที่ศาล รธน.

จบที่ศาล รธน.

ศึกครั้งนี้เห็นทีจะต้องสู้กันถึง ฎีกา
กรณีสมาชิก สนช.ลากตั้งเสียง ข้างมากมีมติเห็นชอบให้เซ็ตซีโร่คณะกรรมการ กกต.พ้นจากตำแหน่งทั้ง 5 คน
แล้วให้สรรหา กกต.ชุดใหม่ จำนวน 7 คน ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ พ.ร.บ. กกต.ฉบับใหม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
แต่บังเอิญ 5 เสือ กกต.ไม่ใช่หมูกลัวปังตอ ไม่ยอมเป็นเหยื่อโดนเชือด ล้างบาง
ทางเดียวที่ 5 เสือ กกต.จะรอดจากการโดนเซ็ตซีโร่คือต้องพึ่งศาลรัฐธรรมนูญ
“แม่ลูกจันทร์” รับประกันซ่อมฟรีว่าประธาน กกต.และ กกต.อีก 4 คน จึงต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด 2 ประเด็น
1, กกต.ทั้ง 5 คน ผ่านการสรรหามาอย่างถูกต้อง และได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วครึ่งเทอม แต่อยู่ดีๆ สนช.ลากตั้งจะออกกฎหมายย้อนหลังให้ กกต.ทั้ง 5 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งยกทีม
การออกกฎหมายให้เป็นโทษย้อนหลังจึงผิดหลักนิติธรรม
2, การเซ็ตซีโร่ กรรมการ กกต.เพียงองค์กรเดียวในขณะที่กรรมการองค์กรอิสระอื่นๆ สามารถอยู่ต่อจนครบวาระได้อย่างสบายแฮ
ถือเป็นการกำหนดกติกาที่ไม่เป็นธรรมกับ กกต.
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าสงครามเซ็ตซีโร่ ระหว่าง สนช.กับ กกต.ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ
กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ได้ 2 ทาง
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าการเซ็ตซีโร่ กกต. 5 คน เป็นอำนาจของ สนช.
5 เสือ กกต.ก็เสร็จค่อล่อซ่อตามกติกา
แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าข้อโต้แย้งของ กกต.มีน้ำหนักฟังขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยให้ กกต.ทั้ง 5 คน อยู่ต่อไปจนครบเทอม
ถ้าหวยออกประตูนี้ 5 เสือ กกต.ก็รอดจากการเซ็ตซีโร่ไปได้อย่างสบายอุรา
ปัญหาจึงต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญสถานเดียว
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าปัญหาคุณสมบัติ กรรมการองค์กรอิสระที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญฉบับซื่อแป๋มีชัยเซียนเหยียบหิมะไร้รอย นอกจากส่งผลเป็นจระเข้ฟาดหางทำให้ 5 เสือ กกต.ต้องกระเด็นตกเก้าอี้ยกทีม
ยังส่งแรงสั่นสะเทือนระดับ 6.5 ริกเตอร์ ไปถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช.อย่างเต็มเปา
ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน 6 คน จากที่มีอยู่ 9 คน อาจ...เข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
ตัวอย่างเช่น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.มีแนวโน้มขาดคุณสมบัติ เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งการเมืองไม่ถึง 10 ปี
นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช.มีแนวโน้มขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระแห่งอื่นมาก่อน
พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช.ก็มีแนวโน้มขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเป็นอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการไม่ถึง 5 ปี
ดังนั้น ถ้าจะเซ็ตซีโร่ กกต. 5 คน แต่ไม่เซ็ตซีโร่ ป.ป.ช. 9คน ก็จะถูกติฉินนินทาว่าเลือกที่รักมักที่ชัง
กลายเป็นงูกินหางตัวเอง.

โจทย์ภายในยากกว่า

โจทย์ภายในยากกว่า

เมื่อ “เปรี้ยว-น้องเปรี้ยว-อีเปรี้ยว” กลายเป็นปรากฏการณ์
ประจาน “ไทยแลนด์โอนลี” เมืองไทยแห่งเดียวที่ “ฆาตกรโหดฆ่าหั่นศพ” กลายเป็น “เน็ตไอดอล” โด่งดังราวกับเป็นคนสำคัญระดับประเทศ
เหตุเกิดในสังคมไทยยุคสื่อโซเชียลมีเดียทรงอิทธิพล
“หลักการ” ถูกกระแสคลื่นแห่งอารมณ์เสพสื่ออย่างฉาบฉวยพัดล้มจนแทบไม่เหลือ
ผิด ชอบ ชั่ว ดี มาทีหลังเรื่องของความเด่นดัง
เอาเป็นว่า ปรากฏการณ์ “เปรี้ยว” ได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่าการรับรู้ความเป็นไปในบ้านเมือง โดยเฉพาะข่าวการเมืองที่วนซ้ำไปซ้ำมากับเรื่องของความขัดแย้ง
ล่าสุดถึงคิวขัดลำกันเองของทีมงานแม่น้ำ 5 สาย
กับกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่ให้ กกต.ชุดปัจจุบันทั้ง 5 คน อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระนำไปสู่วาทกรรม “เซ็ตซีโร่” กกต.
สร้างความไม่พอใจให้กับ 5 เสือ โดยเฉพาะรายของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. คนดังที่ตั้ง “4 คำถาม” ย้อนศรกันแบบแสบๆคันๆ
นั่นไม่เท่ากับเสียงทักดักคอดังๆจากฝั่งนักการเมืองที่คัดค้าน ต่อต้านยุทธการเซ็ตซีโร่ กกต.ที่ส่อล้มกระดานฝ่ายจัดการเลือกตั้ง
เป็นมุกเลื่อนเลือกตั้งแบบไม่เนียน
เซียนการเมืองช่วยกันแห่กระแส ระแวงเกมลากยาวของรัฐบาลทหาร
ทุกอย่างถูกผูกเงื่อนไว้กับสถานการณ์เลือกตั้ง
ไฟต์บังคับตามสัญชาตญาณของนักการเมืองอาชีพที่โหยหาเวทีสภา อยากหวนคืนสนาม หลังจากตกงานมา 3 ปีจนเข้าสู่ปีที่ 4 ทนอดอยากปากแห้งต่อไปไม่ไหวแล้ว
ตามแนวโน้มสถานการณ์แบบเนียนๆที่โคตรเซียนยี่ห้อประชาธิปัตย์ใช้ฉากการหวนคืนถ้ำของทีมงาน กปปส. จัดอีเวนต์โชว์สื่อในห้องกาแฟของพรรค
กระตุกกระแสกองเชียร์ให้กลับมาคึกคักแต่หัววัน
ทั้งๆที่ คสช.ยังไม่ได้ปลดล็อกกฎเหล็กห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมแต่อย่างใด
ที่แสบกว่านั้นก็คือการแท็กทีมแตะมือกับพรรคเพื่อไทยเปิดยุทธการเบิ้ล บลัฟ วิพากษ์วิจารณ์ผลงานของรัฐบาลในรอบ 3 ปี
ประชาธิปัตย์เป็นค่ายเดียวที่ตีกินกระแสได้แทบทุกช็อต
และก็เหมือนเพิ่งตั้งหลักได้ ตามจังหวะที่รัฐบาล คสช. เริ่มปฏิบัติการแถลงโชว์ผลงานครบรอบ 3 ปี ผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทยทางสถานีโทรทัศน์
เน้นไปที่การแก้ปัญหาธงแดงไอเคโอ สางปมปัญหามาตรฐานการบินพลเรือน
ตามรูปการณ์ช็อตต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาสินค้าประมงจากปมการค้ามนุษย์ที่โดนแบนจากต่างประเทศ สามารถปลดล็อกจากระดับเทียร์ 3 กลับมาสู่เทียร์ 2 ได้สำเร็จ
2 ช็อตสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นโบแดงของรัฐบาลอำนาจพิเศษ
คสช.ต้องเฟ้นเนื้องานที่จับต้องได้ แก้เหลี่ยมเกมประจานกันลอยๆแบบนักการเมือง
ตามท้องเรื่องมาถึงจุดนี้ ดูท่าแรงเสียดทานภายในจากการทุบทำลายความเชื่อมั่นกันเอง ของขบวนการร่วมด้วยช่วยกันเขย่ารัฐบาลทหาร คสช. เร่งเกมเลือกตั้ง
จะกลายเป็นโจทย์ที่เคลียร์ยากกว่าแรงเสียดทานนอกประเทศ
ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางเศรษฐกิจ
ล่าสุดที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ขนคณะใหญ่บินไปโรดโชว์เมกะโปรเจกต์ที่ประเทศญี่ปุ่น เชิญให้มาร่วมลงทุนที่เมืองไทย
อีกด้านก็มีโปรแกรมที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เตรียมเหินฟ้าไปเยือนสหรัฐอเมริกาในเดือนกรกฎาคม ตามคำเชิญของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”
สหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมถึงจีน ขาใหญ่โลกที่รัฐบาล คสช.ต้องเหนื่อยในการประคองดุลอำนาจ
และถึงที่สุดเลย เมื่อเจรจาผลประโยชน์ร่วมกันลงตัวก็จบโดยดี
แต่ที่ไม่จบก็คือการเมืองไทยที่ไร้ซึ่งคำว่า “สปิริต” เพื่อชาติ.
ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

4 คำถามการบ้านคนไทย “ระเบิด” วงจรอุบาทว์ : ด่านเลือกตั้งสกัดเชื้อชั่ว

4 คำถามการบ้านคนไทย “ระเบิด” วงจรอุบาทว์ : ด่านเลือกตั้งสกัดเชื้อชั่ว

ฝนต้นฤดูมาเร็วและหนาแน่น หลายพื้นที่ของประเทศไทยตกอยู่ในภาวะน้ำเจิ่งนอง
โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครต้องเจอกับภาวะน้ำขังรอการระบาย ท่วมถนนหลักหลายสาย การจราจรเป็นอัมพาต ฉากเดิมๆที่คุ้นตา ปัญหาเก่าๆที่ซ้ำซากแก้ไม่ตก
ฟ้าฝนทำบรรยากาศอึมครึมตลอดทั้งสัปดาห์
ล้อไปกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ขมุกขมัว กับปรากฏการณ์นัวเนียระหว่างรัฐบาลทหาร คสช.กับนักการเมืองอาชีพที่เปิดยุทธการชิงเหลี่ยมมวลชน
แย่งกระแสความชอบธรรม
ตามจังหวะที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.เปิดยุทธศาสตร์กระตุกอารมณ์สังคมอย่างแรง ด้วยการโยน 4 คำถามถึงประชาชน
1.ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่
2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร
3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศและเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
และ 4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกเกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร
โดย พล.อ.ประยุทธ์ขอให้ประชาชนทั่วไปส่งคำตอบและความคิดเห็นมาทางศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด แล้วให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมส่งไปที่นายกรัฐมนตรี
เจอมุกนี้เล่นเอางงไปตามๆกัน
จับทางไม่ถูก “นายกฯลุงตู่” จะมาไม้ไหน
กับอารมณ์ของผู้นำเผด็จการทหารกล้าเปิดกว้างรับฟังความเห็นโดยตรงจากประชาชน
แต่เบื้องต้นเลย มองตามเหลี่ยมการเมืองก็ถือเป็นยุทธการ “แก้ลำ”
ตามจังหวะที่รัฐบาลทหาร คสช.โดนนักการเมืองทุกป้อมค่าย ทั้งประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ชาติไทยพัฒนา ดาหน้ากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผลงานครบรอบ 3 ปี
ไม่มีอะไรจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน
ปฏิรูปไม่คืบหน้า ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ชาวบ้าน เดือดร้อนภาวะปากท้อง
โดยรูปการณ์กระแสสังคมคล้อยตามเสียงนักการเมือง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเลื่อนการแถลงผลงานครบรอบ 3 ปีรัฐบาล คสช.ออกไปเป็นเดือนกันยายนแทน
ตามเหลี่ยมกระแสถือว่า รัฐบาล คสช.เพลี่ยงพล้ำ
ซึ่งจาก 4 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์โยนทุ่นออกมา มันก็ชัดเจนว่า จงใจตั้งโจทย์ตอกย้ำพฤติกรรมนักการเมืองคือตัวปัญหา ต้นตอของวิกฤติอำนาจประเทศไทย
ทำให้บ้านเมืองติดหล่มไม่พัฒนาไปไหน
กระตุ้นเตือนความจำชาวบ้าน จะเอานักการเมืองตัวปัญหาแบบเดิมๆต่อไปหรือ
แต่นั่นก็ตรงกันข้ามกับนักการเมืองทุกป้อมค่ายที่ประสานเสียงโวยวาย โห่ฮาดักทางมุกของ พล.อ.ประยุทธ์ แค่ปล่อย 4 คำถาม โยนหินถามทางนำร่อง
เพราะต้องการยื้อเลือกตั้ง ต่อท่อลากยาวอำนาจ
ซึ่งก็ค่อนข้างตรงกับนักวิชาการ นักวิเคราะห์การเมืองที่มองไปในมุมใกล้เคียงกัน
เพราะอ่านตามจังหวะที่ผู้นำ คสช.ขยับโยนมุก “ถามตรง” ประชาชนออกมา ในช่วงสถานการณ์คาบเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบในกระบวนการปรองดอง เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายในการจัดทำสัญญาประชาคม เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป
ตามแนวโน้มแบบที่ “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานการประชุมกลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่ จังหวัดในเขตภาคกลางและภาคตะวันออก พูดชัดเป็นเชิงว่า ถ้าทุกคนยังติดนโยบายพรรค ยึดติดระบบการเมืองที่นำไปสู่ความไม่ราบรื่นของการบริหารราชการแผ่นดิน
มันก็จะไม่ได้ข้อยุติสักที
โดยรูปการณ์ที่ประเมินได้ กระแสเลือกตั้งยังไม่เป็นไปอย่างที่ทหาร คสช.ตั้งใจไว้
หัวขบวนอย่าง “นายกฯลุงตู่” เลยต้องกระตุกเตือนความจำ ย้ำปมปัญหาของนักการเมืองกันอีกรอบ
เรื่องของเรื่อง ตามเหลี่ยมชิงกระแสนั่นก็ว่ากันไป
แต่ในมุมเชิงเหตุเชิงผล ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 4
คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ มันก็คือปรากฏการณ์จริง
สะท้อนเกมอำนาจประเทศไทยที่สลับฉากกันระหว่างนักการเมืองกับทหาร
ปมเหตุการเมืองวิกฤติมาตลอดนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 กว่า 85 ปีที่วนเวียนอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” เลือกตั้ง ปฏิวัติ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉีกรัฐธรรมนูญ
ถึงตรงนี้ก็ 20 ฉบับไปแล้ว เมืองไทยใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดในโลก
มันจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและตรงสถานการณ์ กับการที่ผู้นำรัฐบาลอำนาจพิเศษอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ยิงคำถามตรงถึงประชาชนเจ้าของประเทศ
เพื่อให้มีส่วนร่วมกับการออกความคิดเห็นว่าด้วยทิศทางการเมืองไทย
ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อการปฏิรูปใหญ่เปลี่ยนผ่านประเทศ
ประกอบกับท่าทีรัฐบาล คสช.เองก็มีการยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ”
ตามฉาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้จัดประชุมมอบนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในการดำเนินงานเกี่ยวกับคำถาม 4 ข้อของรัฐบาล
โดยย้ำแนวทางในการใช้ช่องทางที่แน่นอน คือการให้ข้อมูลจากประชาชนที่เดินทางเข้ามาศูนย์ดำรงธรรมโดยตรง และจะกระจายการใช้ศูนย์ดำรงธรรมให้มากที่สุด ทั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อที่ประชาชนจะได้สะดวกในการเดินทาง
ยึดหลักการปฏิบัติในการตอบคำถาม
1.ต้องยืนยันตัวตนของผู้ตอบคำถามได้ โดยการรับรองต้องทำตามระเบียบสารบัญของศูนย์ดำรงธรรม คือจดเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และหากมีประชาชนไปยื่นคำตอบให้ศูนย์ดำรงธรรมรีบบันทึก และรับรองให้ด่วน ห้ามปฏิเสธ
2.เจ้าหน้าที่ไม่ต้องตีความคำถามหรืออธิบายศัพท์ในคำถาม
3.ไม่ต้องถามเพิ่ม ใครตอบอย่างไรให้จดมาอย่างนั้น ไม่ชี้นำ ไม่ตีความ
ป้องกันความผิดเพี้ยนของข้อมูล
เรื่องของเรื่อง เบื้องต้นถือเป็นการแสดงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในกระบวนการประมวลคำตอบที่ได้
ให้เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างแท้จริง
เพราะตามรูปการณ์ที่หนีไม่พ้นโดนตั้งแง่ ทั้งกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองท้องถิ่น ล้วนเป็นเครื่องมือของรัฐบาล
สถานการณ์ง่ายต่อการจัดแต่งข้อมูลให้เข้าทางผู้ถืออำนาจ
ตามฟอร์มของข้าราชการ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เน้นชงข้อมูลเฉพาะด้านดีเอาใจนาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการได้มาซึ่งความคิดเห็นที่แท้จริงของประชาชนแล้ว แนวโน้มอีกด้านหนึ่งก็ควรเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยจะต้องช่วยกันสะท้อนความคิดเห็น
ในเชิงที่เป็นเหตุเป็นผลส่งถึงนายกรัฐมนตรี
ถือเป็นแบบฝึกหัดประชาธิปไตยยากขึ้นอีกขั้น ที่คนไทยจะได้ลงมือทำในทางปฏิบัติ
และทั้งหมดทั้งปวงเลย คำตอบจาก 4 คำถามที่ได้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการนำไปพิจารณาแนวทางการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เป็น “ด่านเลือกตั้ง” สกัดเชื้อชั่ว
ปิดทางพวกขี้ฉ้อ เปิดทางนักการเมืองน้ำดีเข้ามาบริหารประเทศด้วยธรรมาภิบาล
และนั่นก็เท่ากับปิดทางทหารไม่มีข้ออ้างมาทำปฏิวัติรัฐประหาร
เป็นการ “ระเบิด” วงจรอุบาทว์
ฉุดประเทศออกจากวิกฤติการเมืองซ้ำซาก.
“ทีมการเมือง”

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ร้าวโยงจาก 'แผนใหญ่

อนุมานได้เหมือนกันว่า 4 คำถามที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เสนอกลางฟลอร์บ้านเมือง ไม่ต่างจากที่ระบุ การเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง ต้อง “ระเบิดจากภายใน”
คิวนี้ท่านผู้นำเลยจุดชนวนบอมบ์นำร่องเอง
และสรุปความแล้ว 4 คำถาม ก็อยู่ในประเด็นสำคัญที่ต้องปลุกกระแสชาวบ้าน ทั้งเรื่อง “ธรรมาภิบาล” คำว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูปประเทศ” คำถามถึงกลุ่มการเมืองที่มี “พฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี”
ตรงนี้ชัดจากที่นำร่องปูทางมา บึมใส่นักการเมือง
นั่นก็ว่ากันไปกับคิวเปิดช่องรับฟังความเห็นเจ้าของประเทศในฐานะเสียงสวรรค์
หากต้องการระเบิดจากภายใน ต้องจุดบอมบ์ความคิดอ่านของผู้คน
แต่ที่บอมบ์ย่อมๆภายในเหมือนกัน ก็น่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งเสร็จบทตบจูบๆ กันไปล่าสุด ระหว่างบิ๊กๆสายหนุน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ปักหลักเก้าอี้หัวหน้าพรรค กับนักการเมืองติดยี่ห้อแกนนำ กปปส. ตีตราแบรนด์ “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” ในท่วงท่าต้องการ “ยึด”
รูปการณ์ก็เห็นอย่างที่เป็นข่าว จูบปากหวานชื่น กลับมารวมเป็นเนื้อเดียวกัน
ถ้าไม่บังเอิญที่มีลูกคั่น จังหวะหวานๆสะดุด มีดไพล่หลังเชือดเฉือนกันเผ็ดร้อน
ถอดรหัสคำพูดร้อนๆของนายวิทยา แก้วภราดัย บิ๊ก กปปส.เอ่ยถึงสังกัดที่คัมแบ็ก “โหวตประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่กระสันเลือกตั้ง” ขณะที่ “อภิสิทธิ์” สวน
“ที่กลับมาพรรคก็เพื่อมาลงเลือกตั้ง”
กปปส.ก็กระสันเหมือนกัน อะไรทำนองนี้
แต่ทั้งหมดทั้งปวง ก็อาจเป็นแค่เรื่องหยุมหยิม น้ำจิ้มระหว่างศึก แต่ที่เป็นของจริงก็น่าจะเป็นอย่างที่ทั้งคนใน ทั้ง “พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล” แกนนำรุ่นเดอะ ยังย้ำคำเตือนถึงนายอภิสิทธิ์
ให้ระวัง กปปส.ยึดค่ายโค่นเก้าอี้
หรือล่าสุด คนเคยอยู่ ปชป.อย่างนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ฟันธง ระยะยาว ประชาธิปัตย์เสี่ยงแตกซ้ำรอยคราวกลุ่ม “10 มกราฯ” แย่งชิงเก้าอี้กันในค่าย จนสุดท้ายต้องแยกตัวไปเปิดค่ายใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน
ในห้วงเลี้ยงไข้ วันนี้ ปชป.เสมือน “1 พรรค 2 แนวคิด”
นั่นก็สอดรับกับสถานการณ์จริง นอกเหนือจากที่เห็น ทั้งซุ่มเสียงที่มีลูกทิ่มกันทุกดอก ยังมีกระแสข่าวการเดินหมากขยับเกมของ ปชป.ทั้ง 2 ปีก
ถึงขั้นที่ว่า มีผู้ชี้เป้าล่วงหน้า ค่ายการเมืองแห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ให้จับตาคิวการเลือกกรรมการบริหารพรรค หากได้เวลาเปิดล็อก อาจได้เห็นรายการอัดฉีด กระทั่งอภินิหารข้อกฎหมาย
และทั้งหมดทั้งปวง ศึกใน ปชป.ยังโยงจากปัจจัยภายนอก
กระเพื่อมตามแผนอำนาจพิเศษ
เรื่องของเรื่องเพราะ “ลุงกำนันสุเทพ” คืออีก 1 ผู้เล่น
ในแผนการทำทีม ในพิมพ์เขียวแผ่นใหญ่ของ “อำนาจพิเศษ” กับคลื่นแรงจัดที่คนการเมืองเริ่มจับสัญญาณได้ถึงสูตรพิเศษ
“ป๋าโมเดล”
กับสูตร 1 พรรคใหญ่ บวกรวมป้อมค่ายขนาดกลางขนาดย่อม
จะใช้ “ขั้วนายใหญ่” ฝ่ายที่ถูกโค่นอำนาจก็เป็นไปได้ยาก ยังไงก็ลงล็อกที่ประชาธิปัตย์อยู่แล้ว
เพียงแต่ติดเงื่อนแง่งที่ “อดีตผู้นำรูปหล่อ” สไตล์ “เด็กดื้อออกซ์ฟอร์ด”
ไม่เข้าสเปกบิ๊กๆท็อปบูต ถึงห้วงสำคัญเสี่ยงคอนโทรลยาก
ดีกรี “ลุงกำนัน” ถึงเข้าแก๊ปรับไม้เดินภารกิจโค่น
ควบคู่ไปกับแผนดีลสำนักเอสเอ็มอีต่างๆ โดยเริ่มมีกระแสข่าว “บิ๊กลายพราง” ขุนทหารเอก คอยเชื่อมต่อ ไปจนกระทั่งดีลเมกเกอร์ระดับ “อ๋องเศรษฐกิจการตลาด” ที่สายสัมพันธ์กว้างขวางทั้งขั้วเก่าใหม่
ชนวนศึก ปชป.ก็โยงจากพิมพ์เขียว “ต่อตั๋ว” อำนาจพิเศษเช่นกัน.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กตู่ เหน็บ มีพวกอยากมาเป็นนายกฯ อยู่ที่ ปชช.เลือก



บิ๊กตู่ เหน็บ มีพวกอยากมาเป็นนายกฯ อยู่ที่ ปชช.เลือก เปรย ไม่รู้จะเลือกใคร กำลัง ดูตัว หาตัวอยู่ ชี้ ครม.นี้ หาคนมาเป็น รมต.-นายกฯ ยาก ไม่มีใคร อยากมาเป็น/ ยัน ไม่ปรับ บิ๊กฉัตร-"รมว.เกษตรฯ"
พลเอกประยุทธ์ นายกฯ กล่าวตอนหนึ่ง กับชาวนา ในโอกาสวันชาวนา5 มิย. โดยเอ่ย
ถามความเห็นชาวนา เปรย มีแต่คนบอกว่า รมว.เกษตรฯ ไม่มีผลงาน มีมั้ย?
ชาวนา ตอบว่า มี แต่ นายกฯบอกว่า ตอบเบา ทำให้ชาวนา ทั้งห้อง ตะโกนว่ามี 
เมื่อนายกฯถามว่า แล้วต้องปรับ รมว.เกษตรฯ มั้ย ?
ทุกวันนี้ หาตัวรมต.ยาก. ไม่ว่า รมต. หรือ นายกฯไม่มีใครอยากเป็น แต่คนบางพวก อยากจัง อยากมาเป็นนายกฯ ถ้าท่านเลือก เขาก็ได้เป็น ถ้าไม่เลือก ก็ไม่ได้เป็น ผมก็ต้องไปเลือกเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะเลือกใคร เหมือนกัน กำลัง ดูตัว หาตัวอยู่

"บิ๊กตู่"ยัน ยังไงก็มีเลือกตั้ง แต่ ยังไม่รู้จะเลือกใคร กำลัง ดูตัว หาตัว(คนเป็นนายกฯ)อยู่



"บิ๊กตู่"ยัน ยังไงก็มีเลือกตั้ง แต่ ยังไม่รู้จะเลือกใคร กำลัง ดูตัว หาตัว(คนเป็นนายกฯ)อยู่
"พลเอกประยุทธ์" ยันยังไง ก็มีการเลือกตั้ง ชี้ 4 คำถามไม่นำไปสู่อะไรทั้งสิ้น /เปรย ไม่รู้จะเลือกใคร กำลัง ดูตัว หาตัวอยู่/ ไม่ตอบ มีเสียงเชียร์เป็น"นายกฯ"คนนอกหลังเลือกตั้ง /เหน็บ มีพวกอยากมาเป็นนายกฯ อยู่ที่ ปชช.เลือก เปรย ไม่รู้จะเลือกใคร กำลัง ดูตัว หาตัวอยู่ ชี้ ครม.นี้ หาคนมาเป็น รมต.-นายกฯ ยาก ไม่มีใคร อยากมาเป็น/ ยัน ไม่ปรับ บิ๊กฉัตร-"รมว.เกษตรฯ"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวในตอนหนึ่ง ของการให้โอวาทเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560 ถึงการบริหารงานของรัฐบาลว่า
ความมั่นคงคือประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีเสถียรภาพ ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลที่มาแบบนี้ แต่เมื่อสงบเรียบร้อยดี ทุกอย่างก็สามารถเดินหน้าได้ทั้งหมด แต่ถ้าเป็นประชาธิปไตย ซึ่งอย่างไรมันก็ต้องเป็น และต้องเป็นไปตามโรดแมป
ถามว่าระหว่างนี้ทำไมเราไม่ร่วมมือกันทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย มีเสรีภาพ เพราะเสถียรภาพทำให้บ้านเมืองเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่มีการประท้วง ไม่มีการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน
รัฐบาลชุดนี้พยายามทำทุกอย่าง จะเห็นผลงานปรากฏออกมาแต่ทุกคนอาจจะมองไม่เห็น เพราะมัวแต่มองเรื่องของตัวเองว่าทำไมถึงจะมีรายได้มากขึ้น
 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องมองส่วนรวมและสังคมที่อยู่รอบตัวด้วย ถ้าวันนี้ยังไม่สงบเรียบร้อย ต่างชาติก็จะยังไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อมั่น ผลที่ตามมาคือจะไม่เกิดการลงทุนไม่มีการซื้อข้าวจากไทย ถ้าเรายังปล่อยให้มีการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย การใช้แรงงานเด็กแรงงานผู้หญิงที่ไม่ถูกต้อง ก็จะเป็นอันตรายมากที่สุด ต่อให้เราผลิตข้าวให้ตายก็จะไม่มีคนซื้อ รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงงาน ปัญหาค้ามนุษย์ การสร้างความเชื่อมั่นในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรกร ถ้าเราไม่ทำอย่างที่พูด ทุกอย่างก็ไปไม่ได้ทั้งหมด
ดังนั้นทุกฝ่ายจะต้องอดทนร่วมมือเดินหน้าไปด้วยกัน ทุกคนจะต้องรวมพลังกันให้ได้ แต่ต้องไม่มากเกินไปเหมือนเช่นปัจจุบัน ที่ไม่รู้ว่ามีกี่กลุ่ม มีประธานกี่คน ถ้าสามารถมารวมกันและพูดกันทีเดียวก็จะมีกลไกในการแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นรัฐ เอกชนหรือประชารัฐ
 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีให้ประชาชนตอบ4 คำถามว่า ที่ได้ตั้งคำถามไปนั้นก็เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ว่าจะทำอย่างไร แต่ยืนยันว่าไม่ใช่เพื่อจะนำไปสู่อะไรทั้งสิ้น
"ยังไงก็มีการเลือกตั้ง เพราะกฎหมายเขียนไว้อยู่แล้ว แต่จะมีอย่างไรก็เรื่องของท่าน เพราะท่านเป็นคนเลือกรัฐบาล ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลย"
พลเอกประยุทธ์ นายกฯ กล่าวตอนหนึ่ง กับชาวนา โดยถามความเห็นชาวนา ว่า มีแต่คนบอกว่า พลเอกฉัตรชัย รมว.เกษตรฯ ไม่มีผลงาน พวกเราคิดว่ามีผลงานมั้ย?
ชาวนา ตอบว่า มี แต่ นายกฯบอกว่า ตอบเบา ทำให้ชาวนา ทั้งห้อง ตะโกนว่ามี
เมื่อนายกฯถามว่า แล้วต้องปรับ รมว.เกษตรฯ มั้ย ?
ทุกวันนี้ หาตัวรมต.ยาก. ไม่ว่า รมต. หรือ นายกฯไม่มีใครอยากเป็น แต่คนบางพวก อยากจัง อยากมาเป็นนายกฯ ถ้าท่านเลือก เขาก็ได้เป็น ถ้าไม่เลือก ก็ไม่ได้เป็น ผมก็ต้องไปเลือกเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะเลือกใคร เหมือนกัน กำลัง ดูตัว หาตัวอยู่
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “วันนี้วันชาวนาไทย หากมีอะไรให้ถามกับรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์”
ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบ แต่โพสต์ท่าให้สื่อมวลชนได้ถ่ายภาพ เนื่องจากได้ใช้ ผ้าขาวม้าคล้องคอและสะพายย่ามของชาวนา ที่มอบให้
 ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้มีแรงเชียร์ค่อนข้างมากให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งอีกครั้ง .พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวเดินไปสักครู่ก่อนตอบเพียงสั้นๆว่า "มันมายังไงวะ"
นักข่าว ตอบว่า เสียงเชียร์ จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิการ กปปส. นายกฯ ฟัง แต่ไม่ตอบ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปเลย
ทั้งนี้ นับตั้งวันที่ 30 พฤษภาคม ถือเป็นวันที่ 4 แล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้งดการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

เสียงเชียร์ให้เป็นนายกฯคนนอก หลังเลือกตั้ง ..

เสียงเชียร์ให้เป็นนายกฯคนนอก หลังเลือกตั้ง ..
บิ๊กตู่ ปัดตอบ ...แต่ถาม"เสียงมาจากไหน" พอนักข่าว บอกว่า"ลุงกำนัน"นายกฯไม่ตอบ เดินขึ้นตึกไปเลย
พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯและ หัวหน้า คสช. ยังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “วันนี้วันชาวนาไทย หากมีอะไรให้ถามกับรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์”
ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนได้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบ แต่โพสต์ท่าให้สื่อมวลชนได้ถ่ายภาพ เนื่องจากได้ใช้ ผ้าขาวม้าคล้องคอและสะพายย่ามของชาวนา ที่มอบให้� �
 ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้มีแรงเชียร์ค่อนข้างมากให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งอีกครั้ง .พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวเดินไปสักครู่ก่อนตอบเพียงสั้นๆว่า "มันมายังไงวะ"
นักข่าว ตอบว่า เสียงเชียร์ จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิการ กปปส. นายกฯ ฟัง แต่ไม่ตอบ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปเลย

"บิ๊กตู่"ยอมรับ ยังมี"คนชั่ว"คนทุจริต อยู่ แม้ประกาศไปแล้ว แต่ยังเล็ดรอด



"บิ๊กตู่"ยอมรับ ยังมี"คนชั่ว"คนทุจริต อยู่ แม้ประกาศไปแล้ว แต่ยังเล็ดรอด /ยัน รัฐบาลนี้ ไม่ได้ทำให้คนจน ลง มากขึ้น เผยตัวเลขคนรายได้ต่ำกว่าปีละ 1 แสนบาท 14 ล้านคน /ลั่น ผมจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมอยู่ และต้องช่วยกัน เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนตาม ไปด้วยกัน อย่าใครนำใคร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบรางวัล ชาวนาดีเด่น เนื่องในวันชาวนาไทย 5 มืย. และได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า 3 ปีที่ผ่านมา เราใช้เงินไปมากพอสมควรในการแก้ปัญหา และแก้ปัญหาในเรื่องแต่ๆ
แต่เกษตรกรต้องดูรายการที่ให้ความรู้การเกษตร ไม่ใช่เปิดดูคลิปทะเลาะกันทุกวัน ไม่อย่างนั้นวันหน้าคิดกันไม่ออก สนใจเพื่อเป็นความรอบรู้พอแล้ว
"บางเรื่องขยายไปก็ไร้ค่า สุดท้ายไม่มีใครดี ตำรวจ เจ้าหน้าที่ รัฐบาล ผมแย่ไปหมด ไม่เห็นได้อะไรขึ้นมา ความมั่นคงไม่เกิดขึ้น เสถียรภาพไม่เกิดขึ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจจากภายในและนอกประเทศไม่เกิดขึ้น
บางคนนึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน วันๆนั่งเขียนด่าคนอยู่อย่างนี้ ถ้าอ่านแล้วเชื่อหมดก็บ้า ไม่อ่านมันเลยก็โง่ ไอ้คนพวกนี้เขียนอย่างเดียวด่าคนทั้งวัน ไม่ต้องทำอะไร ไม่รู้ว่าเอาเงินที่ไหนมากิน มันมีหลายอย่างสนับสนุนพวกนั้นพวกนี้"
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสนใจทุกอัน ที่เป็นห่วงเป็นใย มีเจตนารมณ์อยากช่วยรัฐบาล ผมก็เอามาแก้ เอามาฟัง ทุจริต มีปัญหาเดือดร้อน ถนนหนทางก็แก้ให้หมด อันมีประโยชน์ก็มี แต่ที่ไม่มีประโยชน์อย่าไปอ่านมากนัก คนไทยติดนิสัยรื่นเริงตนไม่ได้ว่า เป็นอัตลักษณ์ของเรา ชอบข่าวสนุกสนาน ตื่นเต้นทั้งวัน จนลืมส่ิงที่จะต้องทำจริงๆ ฝากกลับไปคิดด้วยแล้วกัน"นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ทุกคนมีหนี้สิน ปัญหาไม่เท่ากัน วันนี้รัฐบาลพยายามตั้งกองทุนแก้ปัญหาหนี้สิน
" วันนี้มีคนจดทะเบียน 14 ล้านคน มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 1 แสนบาท แล้วมันเกิดตอนผม เป็นนายกฯหรือเปล่า เกิดมากี่รัฐบาลแล้ว ซึ่งเคยจดทะเบียนให้เห็นอย่างนี้ไหม ไม่ใช่รัฐบาลนี้ทำให้คนจนมากกว่าเดิมเป็น 14 ล้านคน อย่างที่เขาบอก
แล้วมาบอกอย่าไปจดเดี๋ยวถูกล้วงความลับ มันมีความลับอะไรนักหนากับรายได้ ที่ให้จดทะเบียนรัฐบาลจะได้แยกแยะได้ออก บอกว่าทุกคนต้องเท่าเทียม แล้วเท่าเทียมกันได้หมดไหม เมื่อพื้นฐานไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือต้องแตกต่างกัน ไม่มีเงินพอ เว้นวันหน้ามีเงินพอ ขายข้าวได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าจะได้มีรายได้เข้าประเทศจะได้มาดูทั้งหมดเท่ากัน"

วันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญทั้ง 3 ระดับเท่ากันหมด คนข้างบนที่เป็นห่วงโซ่ใหญ่ต้องดูแลเขาในเรื่องกติกา กฎหมาย อำนวยความสะดวกเพื่อให้มีการค้าขายมากขึ้น ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้คนรวย แต่มีผลประโยชน์ตามมาข้างล่าง ที่ผ่านมามันแยกกันเกินไป รัฐบาลเอาทั้งหมดมารวมกัน โดยมีกลไกประชารัฐเข้ามา ไม่ใช่เอื้อประโยชน์เขา ไม่เคยให้อะไรเขาเลย แต่ให้เขามาทำให้เรา ต้องไว้ใจจะเดินตรงนั้นอย่างไร
และแผนยุทธศาสตร์ข้าวต้องชัดเจนมีแผน 5 ปีคือ ปี60-64 โดยไม่ใช่แค่เขียนแล้วไม่ทำอะไรเลย ถ้าสร้างนโยบายออกมาไม่สั่งการ ไม่ขับเคลื่อน ไม่แปลนโยบายสู่การปฏิบัติไม่ได้ โดยตนสั่งการเหมือนทหาร แล้วไปเขียนเป็นแผนออกมาจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง แล้วข้างล่างนำไปปฏิบัติ เข้าใจกันตั้งแต่ข้างบนลงข้างล่าง และติดตามประเมินผลนี้คือการบูรณาการ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้คนไทยต้องสร้างหลักคิดที่ถูกต้อง ถ้าไม่สร้างจะถูกชักจูง จนทำอะไรไม่ได้เลย รัฐบาลก็ทำอะไรใหม่ๆไม่ได้ เพราะไม่เหมือนของเดิม ถ้าทำเหมือนของเดิม ก็ไม่เข้มแข็ง ไม่ยั่งยืน มันก็มีทุจริต
"ผมไม่ปฏิเสธว่าอาจจะยังมีคนชั่วอยู่ ไอ้คนทุจริตคือคนชั่ว ต้องไม่มีอีก
วันนี้ผมประกาศไปทุกที่ แต่ก็ยังมีเล็ดรอดอยู่ ซึ่งมีอยู่ 2 อย่างคือเรียกร้องเอง และสมยอมให้กับเขา มันต้องแก้ทั้งสองอัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปกลัวใครทั้งสิ้น เพราะผทไม่เคยให้ใครไปเรียกใคร มีแต่ว่าช่วยเขา ให้เขา แต่อย่างว่าความจำเป็นคนไม่เท่ากัน"

นายกฯกล่าวว่า ต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียง อย่าใช้เกินความจำเป็น ถ้าเราไม่แก้สังคมไปด้วยมันไปไม่ได้ทั้งหมด ต้องเริ่มตั้งแต่ครัวเรือน เร่ิมแต่สถานศึกษาในโรงเรียนต้องไปอบรมกันแบบนี้ในทุกเรื่อง สอนทั้งเรื่องธรรมาภิบาล ประชาธิปไตย การเมือง เพราะทุกอย่างมันสับสนอลหม่านไปหมดในช่วงที่ผ่านมา
วันนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่ผมจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมอยู่ และต้องช่วยกัน เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนตาม ไปด้วยกัน อย่าใครนำใคร

วันนี้มีคนพยายามจะตีทั้งหมด เอามาพันกันให้หมด แล้วไปเลือกตั้งอย่างเดียว ผมไม่ได้ไปขัดขวางเรื่องนั้นเลย ก็เดินไปสิ กติกาก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผมไม่เคยไปก้าวก่ายตรงนี้ หน้าที่ใคร หน้าที่มัน ผมมีหน้าที่ทำประเทศวันนี้ไปสู่อนาคต แก้ปัญหาอดีตและส่งต่อให้วันหน้า ใครที่เข้ามาก็แก้ไป เว้นแต่มีวิธีแก้ที่ดีอย่างอื่นจะมีอีกไหม ผมว่าไม่มีแล้ว ผมคิดมาละเอียดแล้ว แต่จะทำได้หรือเปล่าก็ต้องช่วยกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย!" ถ้าไม่ยอมมอบตัวก็ตายสถานเดียว

ดูเตอร์เต้ประกาศชัด "ไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย!" ถ้าไม่ยอมมอบตัวก็ตายสถานเดียว, ไอซิสฟิลิปปินส์กลัวตายยอมมอบตัวแล้ว 8 ตัว กองทัพยึดสะพานได้สองแห่งปิดทางหนีของพวกไอซิสในมาราวี
----------
1.) มาติดตามสถานการณ์ที่มาราวี มินดาเนา ฟิลิปปินส์กันหน่อยนะครับ วันที่ 31 พ.ค.60 ABS-CBN News พาดหัวข่าวว่า "ขณะนี้ปธน.ดูเตอร์เต้ปฏิเสธการเจรจากับพวกผู้ก่อการร้าย" (Duterte now rejects dialogue with terrorists)
สื่อฟิลิปปินส์รายงานว่าประธานาธิบดีโรดริโก้ ดูเตอร์เต้ แห่งฟิลิปปินส์ได้กลับคำพูดจากที่พูดก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเชิญให้พวกผู้ก่อการร้ายกลุ่มเมาเต้ในมาราวีเข้าร่วมการเจรจา โดยดูเตอร์เต้กล่าวว่ารัฐบาลของตนเองจะเจรจาเฉพาะกับกลุ่มกบฏโมโรกลุ่มต่างๆที่ไม่ใช้ความรุนแรงเท่านั้น
[ใครอยากจะเจรจาก็วางอาวุธก่อนและเข้ามาเจรจา ดูเตอร์เต้ก็ไม่ได้ปิดทุกประตูนิ แต่ถ้าถือปืนมาเจรจาและเที่ยวสังหารพลเรือนในระหว่างทางการมาเจรจา ดูเตอร์เต้ก็สั่งให้ทหารฟิลิปปินส์อย่าไว้ชีวิตพวกมันเลยเท่านั้นแหละ - ผู้แปล]
"ผมจะไม่คุยกับใครทั้งนั้น ผมจะไม่คุยกับพวกผู้ก่อการร้าย" ปธน.ดูเตอร์เต้กล่าวในการกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองดาเวา (Davao City) และสัญญาว่าจะราดทรัพยากรที่สำคัญของรัฐบาลเข้าไปในการต่อสู้พวกผู้ก่อการร้ายเหล่านั้นซึ่งยึดเมืองมาราวีอยู่ในขณนี้
ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวว่าลัทธินิยมความรุนแรง (radicalism) ที่รับหลักการโดยกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ "ได้แทรกเข้าไปคุกคามต่อวิถีชีวิตของชาวฟิลิปปิโน่"
"พวกมันพยายามที่จะกำหนดแนวทางในการดำเนินชีวิตของทุกๆคน และพวกมันก็กระทำด้วยการเข่นฆ่าประชาชนโดยการเรียกชื่อของพระเจ้า และนั่นก็เป็นอุดมคติที่น่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง" ดูเตอร์เต้กล่าว
[วันนี้ลงข่าวรัสเซียยิงจรวดร่อนถล่มเหล่าปีศาจไอซิสใกล้เมืองพัลไมร่าในซีเรีย ก็มีขี้ข้าไอซิสตัวหนึ่งรับไม่ได้โผล่เข้ามาเกรียนในเพจนี้เป็นรอบที่สอง เจอแอ็ดมินจัดหนักให้ มันส์ กลับไปดูอีกที มันลบเม้นท์หนีไปแล้ว วันก่อนี้มันก็แอบมาหยอดแบบนี้แหละ พอเจอสวนกลับแรงมันก็รีบลมเม้นท์หนี
พฤติกรรมของมันเหมือนพวกโจรใต้อีแอบไม่มีผิด โผล่มาบึ้มใส่พลเรือน แล้วก็ล่องหน พอถูกจับตัวได้มันก็อ้างว่าถูกบังคับบ้าง เป็นผู้หลงผิดบ้าง ทางการน่าจะอ้างบ้างว่า อัยย๊ะ ลูกกระสุนของทหารและตำรวจก็หลงผิด มันวิ่งไปเจาะกระโหลกของโปรไอซิสเอง แล้วก็อ้างแบบสหรัฐอ้างว่า "ผมไม่ผิด ผมเป็นคนดี" บ้างสิ อ้อ… ไอ้โปร-ไอซิสตัวนี้มันใช้ชื่อเล่นในเฟซมันว่า "กล้วย น้ำหว้า" นะครับคุณหน่วยข่าวกรองและฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ - ผู้แปล]
ประธานาธิบดีดูเตอร์เต้กล่าวอีกว่า "มันไม่รู้จักอะไรเลย ยกเว้นการทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตมนุษยชาติ"
[วันนี้เกิดเหตุการณ์ระเบิดขนาดใหญ่ที่กรุงคาบูลประเทศอัฟกานิสถาน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80-90 คน รวมทั้งนักข่าวของ BBC คนหนึ่งด้วย มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 380 คน ไอซิสอ้างว่าเป็นฝีมือของตนเอง ตอนที่พวกปีศาจเหล่านี้มันร่ายมนต์งงงวยใส่ชาวมุสลิมเพื่อให้หลงผิดไปรับใช้ซาตาน มันก็บอกว่า "พวกเราชาวมุสลิมเป็นพี่น้องกัน เรือนร่างเดียวกัน" นี่คือวาทกรรมเด็ดของพวกมัน แต่คนที่ตายส่วนมากในการก่อการร้ายในตะวันออกกลางส่วนมากด้วยฝีมือของปีศาจสมุนซาตานเหล่านี้ก็คือชาวมุสลิมนั่นเอง - ผู้แปล]
2.) วันเดียวกันนี้สื่อฟิลิปปินส์รายงานอีกว่า เจ้าหน้าที่ในกองทัพของฟิลิปปินส์ยืนยันว่ามีผู้ก่อการร้ายอย่างน้อย 8 คนซึ่งมีส่วนร่วมในการโจมตีเมืองมาราวี ยอมมอบตัวกับกองทัพฝ่ายรัฐบาล นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการยอมมอบตัวตั้งแต่มีการปะทะกันมาได้ 9 วัน สำนักข่าว ABS-CBN News อ้างคำพูดของพลจัตวา Restituto Padilla โฆษกองทัพฟิลิปปินส์ว่า "สิ่งที่พวกเราได้มาจากหน่วย General (Custodio) Parcon ก็คือมีสมาชิกผู้ก่อการร้ายจำนวน 8 คนที่ยึดเมืองมาราวีได้มอบตัวกับกองกำลังของหน่วยนั้น"
รายงานข่าวกล่าวอีกว่า ขณนี้มียอดผู้เสียชีวิตทั้งหมด 129 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกผู้ก่อการร้ายที่ถูกสังหารโดยกองทัพฝ่ายรัฐบาล ยอดการเสียชีวิตของพลเรือนยังอยู่เท่าเดิม (19 คน และอีก 9 คนที่ถูกสังหารในวันแรกที่พวกไอซิสเมาเต้ยึดเมืองมาราวี) วันที่ 30 พ.ค.ทางกองทัพฟิลิปปินส์รายงานว่ายอดเสียชีวิตของผู้ก่อการร้ายอยู่ที่ 69 คน วันต่อมารายงานว่าอยู่ที่ 89 คน
พลจัตวา Restituto Padilla กล่าวว่ายังมีพลเรือนติดอยู่ภายในเมืองมาราวีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่พวกผู้ก่อการร้ายยึดครอง กองทัพพบว่าในจุดนั้นพวกผูก่อการร้ายได้ทำการต่อต้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสงบอย่างเข้มแข็ง (ทางการถล่มพวกไอซิสทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ)
กองทัพฟิลิปปินส์กล่าวว่าวันพุธนี้ทางกองทัพสามารถยึดสะพานทั้งสองแห่งที่นำไปสู่กลางเมืองมาราวีจากพวกไอซิสเมาเต้ได้แล้ว วันก่อนนี้สื่อท้องถิ่นรายงานว่าสะพานยังอยู่ในการยึดครองของผู้ก่อการร้ายเนื่องจากยังมีธงของสีดำที่มีตราสัญลักษณ์ของขบวนการก่อการร้ายไอซิสปักอยู่
http://news.abs-cbn.com/…/duterte-now-rejects-dialogue-with…
The Eyes
เพจ: ปอกเปลือก ทรราช
https://www.facebook.com/fisont
https://vk.com/theeyesproject
31/05/2560

เจ้าสัวซีพีรวยเพิ่มอีกหนึ่งแสนล้านบาท กระทิงแดงโกยเพิ่ม 9.5 หมื่นล้านบาท

เจ้าสัวซีพีรวยเพิ่มอีกหนึ่งแสนล้านบาท กระทิงแดงโกยเพิ่ม 9.5 หมื่นล้านบาท

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 01 มิถุนายน 2560 เวลา 16:51 น.
เขียนโดย
BBA-Thai
หมวดหมู่


นิตยสารฟอร์บส์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการจัด 50 อันดับมหาเศรษฐีไทยโดยในปีนี้ ตระกูลเจียรวนนท์ ผู้ดำเนินธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ยังคงรั้งตำแหน่งอันดับหนึ่งมหาเศรษฐีที่มีมูลค่าสินทรัพย์สูงที่สุด ด้วยมูลค่ากว่า 2.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 7.32 แสนล้านบาท เพิ่มจากมูลค่าของปีที่แล้วกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวหนึ่งแสนล้านบาท
ส่วนมหาเศรษฐีที่สามารถเพิ่มความมั่งคั่งใหักับธุรกิจได้มากรองๆ ลงมา ที่น่าสนใจคือนายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของกิจการเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง โดยมีสินทรัพย์ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 9.5 หมื่นล้านบาท จากปีที่แล้ว โดยสาเหตุมาจากราคาหุ้นของสินคัาคู่แข่งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น จึงทำให้การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของกระทิงแดงปรับตัวสูงขึ้นตาม
แม้ว่านายเฉลิม มีมูลค่าจะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอยากมาก แต่ยังคงอยู่ในอันดับที่ 4 ใน 50 มหาเศรษฐีไทย ตามการจัดอันดับของนิตยสารฉบับดังกล่าว
ที่ผ่านมาครอบครัวอยู่วิทยายังต้องเผชิญกับข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิตของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอสหลานของนายเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2555 แต่นายวรยุทธได้เลื่อนนัดพบอัยการคดีนี้มาอย่างต่อเนื่อง จนท้ายสุดก็หลบหนีออกไปต่างประเทศ ก่อนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้จะมีการออกหมายจับอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการจากข้อมูลของนิตยสารฟอร์บส์คือ แม้ว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยรวมจะลดลง แต่เมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์รวมของบรรดา 50 มหาเศรษฐีของไทยแล้ว จะพบว่ามีมูลค่าทั้งหมด 1.235 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 4.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากมูลค่ารวมของปีก่อน ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของมูลค่าหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย
"ทักษิณหลุด 10 อันดับแรก
นายทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจ และอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกปรับอันดับลงหนึ่งอันดับ จากอันดับ 10ในปีที่แล้วมาเป็นอันดับ 11 ในปีนี้ โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับมหาเศรษฐีไทยที่มูลค่าสินทรัพย์ลดน้อยลงมากที่สุด คือ นายประเสริฐ ปราสาททองโอสถ ซึ่งมูลค่าลดลงจากเดิมกว่า600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากธุรกิจโรงพยาบาล สายการบินทำกำไรได้น้อยลง
ขณะที่ทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทยได้ต้อนรับมหาเศรษฐีหน้าใหม่ปีแรก ได้แก่ นายอิทธิพัฒน์ พีระเดชาพันธุ์ จากธุรกิจสาหร่ายทอดเถ้าแก่น้อย มีสินทรัพย์ 610 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในรายชื่อ นอกจากนี้ยังมีนายวินัย เตียวสมบูรณ์กิจ จากธุรกิจอาหาร บริษัทไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป มีสินทรัพย์ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนอีกคนคือ ..ณัฐชไมถนอมบุญเจริญ จากธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลัง คาราบาว กรุ๊ป ซึ่งสินทรัพย์ 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ