PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นายกฯ สั่ง กองทัพ ส่งทหารช่างสำรวจ ถนนเชื่อมหมู่บ้านที่ชำรุดจากน้ำท่วม โดยด่วน

นายกฯ สั่ง กองทัพ ส่งทหารช่างสำรวจ ถนนเชื่อมหมู่บ้านที่ชำรุดจากน้ำท่วม โดยด่วน เร่งรายงาน ในกค. นี้ /คสช.เดินหน้าช่วยแจงโครงการรัฐ เตรียมเปิดเวทีสาธารณะ4 กองทัพภาคชี้แจงสัญญาประชาคมสร้างสามัคคีปรองดอง ย้ำ กกล.รส.คงระดับดูแลความปลอดภัย
พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบทบ./รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช . กล่าวว่า ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้กลไก กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยและฝ่ายปกครอง ในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เกี่ยวกับความคืบหน้าในงานบริหารราชการแผ่นดิน
โครงการและมาตรการต่างๆที่ภาครัฐกำลังดำเนินการเพื่อส่วนรวม รวมทั้งเรื่องที่ประชาชนได้รับประโยชน์
และประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม เช่น ความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมการคมนาคมขนส่ง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กลไกราคาพืชผลทางการเกษตร
การจัดทำผังเมืองในระดับประเทศและผังเมืองในทุกจังหวัดที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม
และการใช้มาตรา 44 ในการขับเคลื่อนวาระเร่งด่วนและคลี่คลายปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น การใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ในกิจการพลังงาน
ความร่วมมือรถไฟไทย-จีน เป็นต้น โดยมอบให้ กกล.รส. เดินหน้าช่วยเผยแพร่ความคืบหน้าในเรื่องที่เป็นประโยชน์ดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจ และช่วยเสริมสร้างความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี/หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีความห่วงใยในด้านการสัญจรของประชาชน ที่เดือดร้อนจากการชำรุดของ ถนน และเส้นทาง หลังเกิดอทกภัยใช่วงที่ผ่านมา
นายกฯได้มีบัญชาให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยกระทรวงกลาโหม ส่งหน่วยทหารช่างของกองทัพบก และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เข้าสำรวจเส้นทางที่เสียหายจากอุทกภัยทั่วประเทศ
โดยเฉพาะถนนหรือเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน และเตรียมเข้าดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซมโดยด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจร และขนส่งพืชผลทางการเกษตรได้โดยสะดวกและปลอดภัย
โดย พลเอกพิสิทธิ์ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เร่งรัดให้หน่วยทหารช่าง ร่วมกับทางจังหวัด เข้าตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลความเสียหายให้เรียบร้อยภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้
ส่วนการดูแลความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยนั้น รองเลขาธิการ คสช.ระบุว่า การทำงานของ กกล.รส. ในเรื่องนี้ ยังต้องคงระดับความเข้มงวดในมาตรการรักษาความปลอดภัย ป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้ดำเนินการติดตั้งและจัดระบบกล้องวงจรปิดให้เรียบร้อยในทุกพื้นที่ในเดือนนี้ตามนโยบายของ หน. คสช.
รวมทั้งการสร้างเครือข่ายและให้ความรู้ ประชาชนอย่างต่อเนื่องในการเฝ้าระวังเหตุและการแจ้งข้อมูล สิ่งผิดปกติ เสริมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่ด้วย
การประชุมในวันนี้ พลเอกพิสิทธิ์ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาค ร่วมกับส่วนราชการ จัดเตรียมพื้นที่และความพร้อมในการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อชี้แจงสาระสำคัญของร่างสัญญาประชาคมให้ประชาชนได้รับทราบ อันเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมีกำหนดดำเนินการใน ๑-๒ สัปดาห์นี้ ต่อจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศเป็นสัญญาประชาคมฉบับสมบูรณ์ต่อไป

ทำใจให้เชื่อลำบาก!

ทำใจให้เชื่อลำบาก!

กลับมาออกหน้าสื่อถี่ยิบอีกรอบ
ตามจังหวะที่แรงเสียดทานหลายช็อตกระแทกใส่รัฐบาลพร้อมๆกัน
กลายเป็นไฟต์บังคับให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ต้องเลิกปิดปาก หันหน้าคืนไมค์ กลับเข้าสไตล์ธรรมชาติของตัวเอง ตอบคำถามสื่อเป็นชุดๆไม่หยุดหย่อน
หลังจากเจอสารพัดปมร้อนแฉลบเข้าเนื้อเล่นงานจนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องไล่เคลียร์ให้เกิดความกระจ่าง ไม่ให้ถูกปั่นกระแส ขยายผลสร้างความเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้น
อย่างที่เห็นๆกัน จากปรากฏการณ์วุ่นไม่เลิก อารมณ์เดือดของกลุ่มเอ็นจีโอไล่ล้มเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นประชาชนเรื่องการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในหลายจังหวัด
ขัดขวางไม่ให้แก้กฎหมายโครงการบัตรทอง
หรือประเด็นการใช้มาตรา 44 เร่งเครื่องโครงการรถไฟความเร็วสูง กทม.-นครราชสีมา ก็ถูกท้วงติงจากฝั่งนักการเมือง นักวิชาการ กลุ่มวิศวกร และสถาปนิก ส่งเสียงคัดค้านในทำนองเอื้อประโยชน์ให้จีนมากเกินเหตุ
เรียกร้องให้ “บิ๊กตู่” ทบทวนโครงการรถไฟไทย-จีนใหม่
แม้แต่อดีต รมว.คลัง ที่เคยร่วมทีมเรือแป๊ะอย่าง “สมหมาย ภาษี” ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดต้องใช้ช่องทางอำนาจพิเศษมาขับเคลื่อนโครงการแทนการใช้ช่องทางปกติ
ไล่เรียงไปถึงปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ อาทิ ยางพารา กดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอยู่ในเวลานี้
และสดๆร้อนๆ กับฉากดราม่าของ “อดีตนายกฯปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่โชว์ซีนน้ำตานองหน้ารับวันเกิดกลางวัดสระเกศ ระบายความอัดอั้นตันใจที่ถูกกดดันจากการต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าว
ออกอาการขาสั่น เมื่อใกล้ถึงวันชี้ชะตาตัดสินคดีจำนำข้าวในปลายปี 2560
แต่อีกทางก็เป็นเหลี่ยมบิ๊วต์อารมณ์แฟนคลับให้ฮึกเหิมตั้งแต่เนิ่นๆ ตามปฏิกิริยาของกลุ่มแม่ยกที่รีบยกพลไปให้กำลังใจ ตะโกนปลุกใจให้ “อดีตนายกฯปู” ถึงบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3
ได้เช็กเรตติ้ง รู้ยอดกองหนุน ส่งสัญญาณเตือนว่า ยังมีไพร่พลอยู่ในหน้าตัก
แต่ละเรื่องถูกเขี่ยหัวเชื้อ รอการขยายผลให้พร้อมลุกโชนได้ทุกขณะ
ปมอันตรายยังอยู่รายล้อมรอบตัว “บิ๊กตู่” ที่ต้องเร่งเครื่องสร้างความเข้าใจ
ยังไม่รวมกับบรรยากาศร่างกฎหมายลูกสำคัญ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ยังมีปัญหาไม่สะเด็ดน้ำ
เผยให้เห็นอาการไม่ลงรอยกันระหว่าง กกต. สนช. และ กรธ.
หันมาเป็นคู่ขัดแย้งให้ชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด
ปมงัดข้อทั้งเรื่อง “เซ็ตซีโร่” และ “ไพรมารีโหวต” ยังฝุ่นตลบ ส่อเค้าได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ทบทวนหาข้อยุติกันให้ลงตัว
ขั้นตอนคลอดกฎหมายลูก ถูกทอดเวลายืดเยื้อจนถึงที่สุด แนวโน้มยื้อเลือกตั้งเริ่มเด่นชัดขึ้น
มันก็เป็นธรรมดาที่ฝ่ายการเมืองต้องออกลูกตีโพยตีพาย กรณี
สนช.สอดไส้เพิ่มเติมกติกาในร่างกฎหมายลูกให้มีขั้นตอนสลับซับซ้อนมากกว่าร่างเดิมที่ กรธ.เสนอมา
ตีความขัดแย้งข้อกฎหมายลูกในทำนองแบ่งบทกันเล่น มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ หวังเลื่อนโปรแกรมกาบัตรเลือกตั้ง ต่อโปรโมชั่นคุมเกมอำนาจกันยาวๆ
พอดิบพอดีกับบริบทที่ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุกันตรงๆ การกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐจะรักษาพื้นที่อำนาจต่อไปอีก 10 ปี
เป็นข้อเท็จจริงที่ขั้วอำนาจพิเศษแก้ตัวไม่ได้เต็มปาก ถ้าดูตามกติการัฐธรรมนูญปี 2560 นอกจากสร้างกลไกระบบเลือกตั้งใหม่ สกัดไม่ให้มีพรรคใดได้ครองเสียงข้างมากในสภาฯแบบเด็ดขาดแล้ว
ยังมีออปชั่นพิเศษในบทเฉพาะกาล เปิดช่องให้ ส.ว.สรรหา 250 คน โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก
แปลความตรงๆคือ ส.ว.สรรหา 250 คน มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯคนนอกได้ 2 สมัย หรือ 8 ปีของรัฐบาลเลือกตั้ง
วางกลไกคุมเกมอำนาจต่อกันยาวๆ ไม่มีที่ว่างให้พรรคการเมืองในห้วงเวลาร่วม 10 ปีหลังจากนี้
ดูตัวเลขช่วงเวลาแล้วก็ไม่ต่างจากที่นายเสกสรรค์คาดการณ์ไว้
ในสถานการณ์ที่ท็อปบูตอ่านเกมขาดว่า โอกาสที่ฝ่ายการเมืองขั้วใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะจับมือร่วมกันสกัดท็อปบูตไม่ให้ผงาดกลับมาครองอำนาจย่อมเป็นไปได้ยาก
แม้ “บิ๊กตู่” และทีมงานจะออกมาโต้แย้งคลายแรงกดดัน ไม่เคยคิดผูกขาดอำนาจระยะยาว
แต่ดูจากรูปการณ์จะชี้แจงยังไง ก็ทำใจเชื่อลำบาก.
ทีมข่าวการเมือง

โจทย์ "เสกสรรค์" ชี้เป้าแผน "ทหาร" ฮุบ10ปี : การเมืองปฏิรูป ทวงคืนอำนาจ

โจทย์ "เสกสรรค์" ชี้เป้าแผน "ทหาร" ฮุบ10ปี : การเมืองปฏิรูป ทวงคืนอำนาจ

ปฏิทินเข้าสู่ปลายเดือนมิถุนายน กำลังผ่านพ้นครึ่งปีแรก
วันคืนหมุนผ่านไปไว แปรผันตรงกับเงื่อนไขสถานการณ์ที่กระชั้นเข้ามาของคดีสำคัญที่ลุ้นเดิมพันพลิกคว่ำพลิกหงาย ใกล้เวลาชี้เป็นชี้ตายเข้ามาทุกขณะ
ตามฉากบีบคั้นหัวใจกองเชียร์ ยั่วต่อมหมั่นไส้กองแช่ง
กับช็อตที่ “น้องปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลั่งน้ำตานองหน้า ในระหว่างการทำบุญเนื่องในวันเกิดครบรอบ 50 ปี พร้อมตัดพ้อเป็นเชิงน้อยใจ
คนอื่นรอสิ่งดีๆในวันเกิด แต่ตัวเองต้องรอความหวังว่าจะรอดอุปสรรค
โดยอารมณ์บีบคั้น สะท้อนเบื้องลึกในจิตใจ อดีตผู้นำหญิงเริ่มหวั่นไหวกับชะตากรรมตัวเองที่ผูกอยู่กับคดี ปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
ที่กำลังคืบเข้าใกล้จุดไคลแมกซ์ น่าจะรู้ผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
บท “หญิงแกร่ง” ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหลั่งน้ำตาปลอบขวัญตัวเอง
แน่นอนปรากฏการณ์ของ “ยิ่งลักษณ์” พูดได้ว่านี่คือเหยื่อของวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดจากการแก่งแย่งอำนาจ ช่วงชิงผลประโยชน์ของนักเลือกตั้งอาชีพ
เล่นกันแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่มีใครยอมใคร
มุ่งแต่เอาชนะกัน ไม่สนการเมืองพิกลพิการ การเลือกตั้งพิลึกกึกกือ ได้สภาผู้แทนราษฎรที่ไร้คุณภาพ รัฐบาลที่ขาดประสบการณ์ในเชิงบริหาร ทำให้ประเทศชาติฉิบหายวายป่วง
สุดท้ายก็ต้องรับชะตากรรมกันไป
แต่ในห้วงกระแสน้ำตา “นารีพิฆาต” กระตุกฉากการต่อสู้ทางการเมืองให้กลับมาคุกรุ่น
โดยจังหวะก็พอดีเวียนมาถึงวันที่ 24 มิถุนายน วันเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อ ปี พ.ศ.2475
ครบรอบ 85 ปีเต็มพอดิบพอดี
และก็อย่างที่เห็นๆ แนวโน้มการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทยยังห่างไกลประเทศศิวิไลซ์ ระดับคุณภาพของ “ประชาธิปไตย” ไม่ได้คืบหน้าไปถึงไหน
ยังหลงอยู่ในวังวนของวงจรอุบาทว์
ตามสถานการณ์วนซ้ำไปซ้ำมา เดี๋ยวเลือกตั้ง เดี๋ยวปฏิวัติรัฐประหาร เดี๋ยวร่างรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวฉีกรัฐธรรมนูญ ผ่าน 20 ฉบับไปแล้ว ทำสถิติประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดในโลก
เกมอำนาจประเทศไทยกลายเป็นสมบัติผลัดกันชม
สลับฉากกันไปสลับฉากกันมาระหว่างนักการเมืองกับทหาร
แน่นอน ณ วันนี้ ทุกอย่างตกอยู่ในกำมือของฝ่ายท็อปบูต นักการเมืองโดนไล่ไปอยู่ข้างสนาม
โดยเงื่อนสถานการณ์แบบที่ล่าสุด นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และอดีตแกนนำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
ถ่ายทอดปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยได้อย่างแจ่มแจ้ง
แสดงมุมมองอย่างตรงไปตรงมาในเหลี่ยมเชิงทางวิชาการ
ฟันธงกันเลยว่า ด้วยเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเรื่องการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน และบทเฉพาะกาลที่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง รวมทั้ง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ
จะทำให้การกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 9–10 ปี
และสังเกตว่า งานนี้มีเสียงตอบโต้จาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่ปฏิเสธกันแบบเถียงหัวชนฝา
นั่นก็เพราะนายเสกสรรค์ไม่ใช่พวกขาประจำ ไม่มีเหลี่ยมแฝงผลประโยชน์ทางการเมือง
ที่สำคัญด้วยเครดิตของอดีตแกนนำคนเดือนตุลาฯที่ยังรักษาสถานภาพของนักคิดเพื่อมวลมหาประชาชน โดยไม่สนจะเข้ามาเกลือกกลั้วทางการเมือง
การพูดจา บทวิเคราะห์จึงมีน้ำหนัก ทรงพลังให้สังคมเงี่ยหูฟัง
อีกทั้งตามท้องเรื่องที่นายเสกสรรค์ฟันธงว่าชนชั้นนำ โดยทีมงานทหารจะกุมอำนาจยาวอีก 10 ปี ก็ไม่ใช่การใช้อำนาจปลายกระบอกปืนมาบีบบังคับตามฟอร์มเหมือนในอดีต
แต่เป็นการใช้กลไกของรัฐธรรมนูญและแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ประกอบกับการพยายามยกระดับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย ผ่านนโยบายสำคัญ 2 ประการ คือ 1.การยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือไทยแลนด์ 4.0 และ 2.นโยบายขับเคลื่อนจุดหมายทางเศรษฐกิจด้วยกลไกประชารัฐ
นี่จะเป็นจุดตัดสินสถานการณ์ต้านหรือหนุนรัฐบาลชนชั้นนำ
ซึ่งตามจังหวะที่สอดคล้องกับการสะท้อนปรากฏการณ์ของนายเสกสรรค์ มันก็ล้อต่อเนื่องกันเลยกับจังหวะที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์
เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย
แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใกล้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
โดยการกำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน จำนวน 11 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม
5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.ด้านสังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ล็อกเส้นทางปฏิรูปประเทศไทย ไม่มีผลแม้จะเปลี่ยนรัฐบาล
ขณะที่อีกด้านก็เป็นจังหวะการเดินหน้าเสริมฐานความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ ตามฉากล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นเวที Thailand’s Big Strategic Move กวักมือเรียกนักลงทุนทั่วโลก
โรดโชว์ทิศทางยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกองทุนต่างชาติที่ให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทย ตามเงื่อนไขจูงใจจากแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่จะเป็นแนวทางพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สร้างฐานในการพัฒนาโดยใช้โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อก้าวไปสู่อนาคต
แสดงให้เห็นความเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ขายฝันกันลอยๆ
ต่อเนื่องจากการใช้อำนาจมาตรา 44 ผ่าทางตันให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟไทย–จีน รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าอีก 2–3 สาย โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) หรือการแก้ปมกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ในเชิงเศรษฐกิจ
ยังไม่นับสารพัดมาตรการอัดฉีดงบประมาณส่งตรงถึงประชาชนฐานราก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย กระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน
ตามยุทธศาสตร์ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประเทศไทยพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ด้วยการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างคนเมืองกับคนต่างจังหวัด
แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น
อันนำมาซึ่งวิกฤติความแตกแยก
รัฐบาลทหาร คสช.ได้แสดงความจริงใจที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกันก็ยังมีการเตรียมฟื้นโครงการประชุม ครม.สัญจรในต่างจังหวัดที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลทหาร
คสช.กำลังเดินยุทธศาสตร์การตลาดในการชิงมวลชน
สู้กับนักการเมืองที่จ้องแต่ปั่นกระแสเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่
เป็นการประคองเวลายื้อสู้กับนักการเมือง เพราะรู้อยู่แก่ใจ ปล่อยเลือกตั้งไปก็เสี่ยง “เสียของ” ซ้ำ
เรื่องของเรื่อง ถึงนาทีนี้ แม้จะยื้อการเลือกตั้งออกไป แต่กระแสก็ยังเลือกอิงอยู่กับทหาร สังคมวางใจ คสช.มากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ทำให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ ไม่มีม็อบป่วนเมือง
เพราะพฤติกรรมของนักเลือกตั้งที่ทำให้เกิดวิกฤติ เปิดช่องให้ทหารเข้ามา
ว่ากันตามเงื่อนสถานการณ์ตรงหน้าที่ล้อกับมุมมองของนายเสกสรรค์ โอกาสที่ชนชั้นนำจะคุมเกมอำนาจประเทศไทยไปอีก 10 ปี จึงเป็นเรื่องมีที่มาที่ไป และโอกาสความเป็นไปได้สูงมาก
นี่คือโจทย์ยากๆของนักการเมืองจะต้องขบคิดกัน
อันดับแรก ทางเดียวที่ยังพอเห็นโอกาสในการทวงคืนอำนาจ นั่นคือต้องรีบปฏิรูปตัวเองก่อนอื่นใด
นักการเมืองต้องทำให้สังคมเห็นว่า พอฝากผีฝากไข้ได้มากกว่าทหาร
แต่ถ้ายังเป็นประเภทที่แสดงตัวแสดงตนตั้งแต่ไก่โห่ เชียร์ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างออกนอกหน้า เคลื่อนไหวตั้งพรรคเพื่อเกาะเอวทหารเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หวังแค่เสวยอำนาจและผลประโยชน์
ยอมเป็นแค่ “หางเครื่อง” ตัวประกอบทหาร
ก็ชอบแล้วที่จะโดนดองยาว จน “สูญพันธุ์” ไปตามกาลเวลา.
“ทีมการเมือง”

พรรค คสช"พรรคคืนความสุข"...พรรคทางเลือกที่3!!

"พรรค คสช"พรรคคืนความสุข"...พรรคทางเลือกที่3!!
"‪บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร ยันไม่คิดตั้งพรรคการเมือง แม้ผลโพลล์หนุน คสช.ตั้งพรรค ก็ตาม.. แต่ไม่รู้นายกฯบิ๊กตู่ ว่าไง ให้นักข่าวไปถามเอง ปัดตอบ "น้องตู่"เหมาะเล่นการเมืองมั้ย ชี้เป็นถึงนายกฯคิดเองได้ แต่ไม่ตอบ ข้อดีข้อเสีย การตั้งพรรค หรือ คสช.จะเป็น "พรรคทางเลือกที่3" ของคนไทย....ยันคสช.ยึดโรดแมพ‬ นำไปสู่การเลือกตั้ง

เร่งทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้เสร็จในมิย.นี้

ช๊อปปิ้ง ลิสต์....
"‪โฆษก กห."เผย บิ๊กป้อม สั่งผบ.เหล่าทัพ ในที่ประชุมสภากลาโหม เร่งทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้เสร็จในมิย.นี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้นายกฯไปเยือน USA และพบปธน. Trump กค.นี้ 
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม สั่งการในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ให้ จัดทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากองทัพ โดยเฉพาะ ยุทโธปกรณ์ของสหรัฐอเมริกา ว่า ตัองการอะไร เพื่อที่ นายกฯ ไปเป็นข้อมูล ในการเดินทางไปพบ หารือ กับ ประธานาธิบดี Donald Trump ที่สหรัฐฯ ปลาย กค.นี้ ตามคำเชิญ.
เผื่อว่ามีการหารือเริ่องความร่วมมือเรื่องความร่วมมือทางการทหาร และความช่วยเหลือ ทางการทหาร
พล.ต.คงชีพ เผยว่า ในที่ประชุม พลเอกประวิตร ได้กล่าวถึงการปฏิรูปกองทัพให้มีความทันสมัยโดยพล.อ.ประวิตร ได้ขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ เร่งดำเนินการสรุปจำนวนชนิด ยุทโธปกรณ์ ของกองทัพที่มีอยู่
รวมทั้งความต้องการตามที่จำเป็นในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพ โดยพิจารณาถึงขีดความสามารถของกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน และภัยคุกคามในห้วงระยะเวลาต่างๆในการประกอบการพิจารณา และให้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้
โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทย ประสานการปฏิบัติร่วมกัน ในการจัดทำข้อมูล
ทั้งนี้ พล.ต.ประวิตร ได้ระบุว่า การปรับโครงสร้างของกองทัพกำหนดให้เป็นนโยบายของกระทรวงกลาโหม ให้กองทัพปฏิรูปทั้งโครงสร้าง รวมถึงการจัดหน่วยการบริหารจัดการและพัฒนากำลังพลยุทโธปกรณ์ให้มีความคล่องตัวเหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลาย
โดยมีความคืบหน้า คือได้มีการทบทวน สภาพแวดล้อมของความมั่นคงและจัดทำยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหมเสร็จสิ้นแล้วและมีการกำหนดวิสัยทัศน์ การเป็นกองทัพชั้นนำ มีบทบาทด้านความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมทั้งกำหนดการเตรียมกำลังและใช้กำลัง

นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมข้อมูลส่งไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ตามคำเชิญของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กระทรวงกลาโหม โดยเหล่าทัพจะสำรวจข้อมูลยุทโธปกรณ์ว่าทางสหรัฐฯ สนับสนุนช่วยเหลืออะไรเรามาในอดีต และเราต้องการอะไรที่สนับสนุนช่วยเหลือเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งจะดำเนินการไปในคราวเดียวกัน ทั้งยุทโธปกรณ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ ความจริงประสิทธิภาพของอาวุธสหรัฐฯ ดีมาก
แต่บางอย่างก็ไม่ขาย บางอย่างให้เปล่า เช่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็จะให้มาในโครงการความร่วมมือ ความช่วยเหลือทางทหาร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็อยู่ในแผนพัฒนาขีดความสามารถกองทัพอยู่แล้ว
แต่ที่ นายกฯ จะไปสหรัฐฯ เราก็จะแยกว่าส่วนที่มีอยู่คืออะไร และ ส่วนที่จะได้คืออะไร อย่างกองทัพบก มีทั้ง เฮลิคอปเตอร์ ชีนุก ฮ.โจมตีCobra และ ฮ.Black hawk ก็ต้องคุยทั้งในเรื่องส่งกำลังบำรุงและ อะไหล่ เพราะยุทโธปกรณ์บางประเภทไม่มีอะไหล่ ก็ไม่สามารถใช้ได้ ทั้งที่ราคาแพง ทำให้ความมั่นคงไม่ค่อยมี เพราะสหรัฐฯ ก็มีเงื่อนไขค่อนข้างมาก

“ตอนนี้เราเลยต้องถ่วงดุลย์ และไปซื้ออาวุธจากจีน เราก็นำปัญหาที่คุยกับสหรัฐฯ มาคุยกับจีน ว่าต่อไปการซ่อมบำรุงจะมี อะไหล่ให้เรามากน้อยแค่ไหน จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราหรือไม่ เราคุยผ่านทูตสหรัฐฯไปแล้วว่าเราอยากได้อาวุธของเขา เราก็จะดูความร่วมมือในการจัดหาร่วมกัน เพราะสหรัฐฯ กับไทย เป็นพันธมิตรร่วมกันมาช้านาน โครงสร้างการจัดหน่วยของไทย หลักนิยม ก็เป็นของสหรัฐฯ

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

24มิ.ย.2475

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 คือ การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

      เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้ใช้กลลวง นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือน ประกาศยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อไป
      หลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นหมุดทองเหลือง ฝังอยู่กับพื้นถนน บนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า (ถ้าหันหน้าไปทางเดียวกับหัวม้า จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ) มีข้อความว่า "ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ" เป็นหลักฐานถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เมื่อ 72 ปีก่อน ข้อความเหล่านี้นับวันแต่จะเลือนหายไปตามกาลเวลา

      คณะราษฎรที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นั้นประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียนไทยในต่างประเทศ และกลุ่มนายทหารในประเทศไทยบุคคลทั้งสองกลุ่มพื้นฐานการศึกษาคล้ายกัน คือ ศึกษาวิชาพื้นฐานหรือวิชาชีพจากประเทศทางตะวันตก ใกล้ชิดกับการปกครองของประเทศที่ตนไปศึกษา คือ ได้สัมผัสกับบรรยากาศการปกครองในระบอบประธิปไตย เห็นความเจริญก้าวหน้าจากการที่ประชาชนในยุโรปตะวันตกมีส่วนร่วมในการปกครอง ประกอบกับบุคคลทั้งสองกลุ่มเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาสูง ส่วนใหญ่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง จึงกำหนดในความคิดว่าตนควรจะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ
      คณะผู้ก่อการยึดอำนาจการปกครอง ได้รวมกลุ่มกันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 ได้มีข้อขัดแย้งกับผู้ดูแลนักเรียนไทยในฝรั่งเศสซึ่งเป็นพระราชวงศ์องค์หนึ่ง ซึ่งกล่าวหาว่านักเรียนไทยเป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัย ควรเรียกบางคนกลับประเทศไทยำให้นักเรียนในต่างประเทศมีพื้นฐานการไม่พอใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นส่วนตัว คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นนักเรียนไทยในต่างประเทศเมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ก็ได้เตรียมการวางแผนยึดอำนาจโดยชักชวนให้กลุ่มนายทหารเข้าร่วมด้วย การยึดอำนาจการปกครองของประเทศไทยมีผู้กระทำมาครั้งหนึ่งแล้วใน ร.ศ.130 กระทำไม่สำเร็จ ดังนั้นคณะราษฎรจึงได้วางแผนอย่างดีป้องกันข้อบกพร่องที่อาจมีขึ้น และการชัดชวนทหารเข้าร่วมด้วยจึงทำให้เกิดความสำเร็จเพราะทหารมีอาวุธ ผู้บริหารประเทศยินยอมให้คณะราษฎรยึดอำนาจไม่โต้แย้ง ด้วยเกรงว่าพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงประชาชนจะเป็นอันตรายเพราะอาวุธ
      ชนวนที่ทำให้คณะราษฎรลงมือวางแผนยึดอำนาจมีหลายสาเหตุ สาเหตุแรก ได้แก่ สภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาอภิรัฐมนตรีสภาซึ่งสมาชิกทั้งหมดเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วยเหตุผลที่จำให้แก้สถานการณ์ที่กล่าวว่า พระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่แตกแยกกัน อภิรัฐมนตรีสภาช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้หลายประการแต่ความคิดของผู้ใหญ่และของผู้เยาว์กว่าย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นการยับยั้งข้อเสนอบางเรื่องโดยเฉพาะพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเย้าอยู่หัวที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชนชาวไทยในวาระราชวงศ์จักรีทรงปกครองแผ่นดินมาครบ 150 ปี จึงทำให้คณะราษฎรและกลุ่มหนังสือพิมพ์มองว่า พวกเจ้าหลงกับอำนาจ สาเหตุที่สอง ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศรายได้ไม่พอกับรายจ่าย สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการใช้จ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว การแก้ไขคือ การดุลข้าราชการ ยุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ ตัดทอนค่าใช้จ่ายของกระทรวง กรม กอง และเก็บภาษีบางประการเพิ่มการแก้ไขดังนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้เสียประโยชน์ ในวงการทหารก็เช่นกัน การขัดแย้งเรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหม จนถึงเสนาบดีกระทรวงกลาโหมขอลาออกจากราชการ จึงเป็นเหตุให้นายทหารคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่มีการดุลข้าราชการออก ก็มีกลุ่มบุคคลมองว่าดุลออกเฉพาะสามัญชน ส่วนข้าราชการที่เป็นเจ้าไม่ต้องถูกดุล แล้วยังบรรจุเข้าทำงานแทนสามัญชนอีก ความแตกต่างทางฐานะด้านสังคมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง
      สาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ ความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะฝึกข้าราชการในสภากรรมการองคมนตรีให้เรียนรู้วิธีการประชุม ปรึกษาแบบรัฐสภาเพื่อเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้อย่างไม่มีผลเท่าไรนักพระราชบัญญติเทศบาลซึ่งจะเป็นรากฐานของการปกครองตนเองก็ยังไม่ได้ประกาศออกใช้ และข้อสุดท้ายคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ผู้ชำนาญการร่างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ได้พระราชทานแก่ประชาชน
      การเปลี่ยนแปลงการปกครองกระทำได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชน การปกครองของประเทศจึงเปลี่ยนไป คือมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
76 ปี ประชาธิปไตยไทย
การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในยุครัตนโกสินทร์ ยั่งยืนมา 150 ปี จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) จนบัดนี้กำลังล่วงลุสู่ปีที่ 76 ในวันที่ 24 มิถุนายน 2551 ที่จะถึงนี้
เมื่อวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติได้ออกประกาศเรียกว่า ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อ้างเหตุผลความจำเป็นในการต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองความว่า
"เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิมทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย มิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆได้กระทำกัน ..... ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว"
"ฯลฯ.......เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงม าก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่า ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว"
คณะผู้ก่อการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์ ได้ประกาศนโยบาย โดยเรียกว่า "หลักใหญ่ๆที่คณะราษฎรวางไว้" มีอยู่ว่า 
1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง 
2.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก 
3.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก 
4.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)
5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักสี่ประการดังกล่าวข้างต้น 
6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติ ได้ให้ความหวังแก่ประชาชนในแถงการณ์สุดท้ายว่า "ราษฎรทั้งหลาย จงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมาย พึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใดๆอันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลนของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาส พวกเจ้าหมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า "ศรีอาริย์" นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า"
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎรที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองและได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรดังกล่าว เหตุการณ์บ้านเมือง มีความสับสนวุ่นวาย อาญาสิทธิในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลายเป็นการผูกขาดอำนาจเผด็จการในระบอบประชาธิปไตยที่คณะราษฎรกำหนดให้ จนมีคำกล่าวขานเป็นคำคล้องจองว่า "พระยาพหลต้นคิด หลวงประดิษฐ์ต้นเรื่อง โค่นอำนาจพระราชา ปล่อยหมูปล่อยหมามานั่งเมือง"
วันที่ 2 มีนาคม 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสละราชสมบัติ โดยพระราชหัตถเลขา ความว่า
"ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุติธรรม ตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน"
76 ปีที่ผ่านมาจนบัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองดังที่คณะราษฎรได้หยิบยกขึ้นมาประกอบเพื่อเป็นเหตุผลในการปฏิวัติยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วนทุกประการ ซ้ำร้ายหลายประการยิ่งเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่า"คนสอพลอไร้คุณงามความรู้ขึ้นดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ การไม่ฟังเสียงราษฎร การปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในการรับสินบนทุจริตคอรัปชั่น การหากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน การปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม การทำตนอยู่เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้" หลักใหญ่ 5 ประการที่เสมือนนโยบายดังได้ประกาศไว้ และให้ความหวังไว้ว่าจะนำความสุขความเจริญอย่างประเสริฐเยี่ยง "ศรีอาริย์"มาบังเกิดแก่ราษฎรถ้วนหน้า ดูเหมือนกำลังจะนำพาประเทศชาติไปสู่ "กลียุค" เข้าทุกขณะ
ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 และฉบับต่อมาหลายฉบับ คือการ "ล้มเจ้า" และบังอาจจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผยและร้ายแรงที่สุดต่อสาธารณะ
วันที่ 9 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชย์ ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยพระราชปณิธานว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
62 ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาล และทศพิธราชธรรมที่มั่นคง เป็นสิ่งที่นำพาชาติไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขและอยู่รอดตลอดมา
ข้อมูลจาก :
http://www.rakbankerd.com
http://www.naewna.com

ทำไม ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จึงก่อ ‘ปฏิกิริยา’

ทำไม ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จึงก่อ ‘ปฏิกิริยา’

บทเรียนจากคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 กับบทเรียนคณะราษฎรเมื่อเดือนมิถุนายน 2475 มีมากมายอย่างยิ่งทั้งในทางการเมืองและในทางการทหาร
บทเรียน 1 ก็คือ แม้มีความตั้งใจแน่วแน่แต่ก็มิได้หมายความว่าจะสำเร็จ
คำว่า “สำเร็จ” หากประเมินจากคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ก็คือ ถูกจับกุมเสียก่อนที่จะสามารถลงมือปฏิบัติการ
เนื่องจาก “ความลับ” แตก
ขณะเดียวกัน แม้ว่าในวันก่อการคณะราษฎรจะประสบความสำเร็จ สามารถยึดอำนาจและสถาปนาตนเองเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษา “ความสำเร็จ” ได้อย่างยั่งยืน
เพียงไม่ถึง 1 ปีก็เกิดความขัดแย้ง แตกแยก
เป็นความขัดแย้ง แตกแยก จาก “ภายใน” โดยอีกฝ่าย “เสี้ยม” และเจาะทะลวงเข้าไป ทั้งโดยกระบวนการทางการเมือง และกระบวนการทางทหาร
พอถึงเดือนพฤศจิกายน 2490 คณะราษฎรก็เรียบโร้ย

หากถามว่า “ปัจจัย” อะไรทำให้คณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ต้องล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้ปฏิบัติการ อะไรทำให้คณะราษฎรต้องถูกทำลายในอีก 15 ปีต่อมา
คำตอบในแบบ “สมัยใหม่” คือ การบริหารจัดการ
คำตอบในแบบ “ซ้ายเก่า” ไม่ว่าอยู่ในยุคของเลนิน ไม่ว่าอยู่ในยุคของเหมาเจ๋อตุงก็คือ การจัดตั้งภายในไม่เข้มแข็งอย่างเพียงพอ
นั่นเพราะมิได้นำโดยความคิดของชนชั้นกรรมาชีพ
คำตอบประการหลังนี้เป็นคำตอบในเชิงทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงแม้จะมีการจัดตั้งในแบบลัทธิเลนินก็ยังมีคนที่ต้านพรรค เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค
ไม่ว่าจะภายใน “บอลเชวิก” ไม่ว่าจะภายใน “กุงฉานตั๋ง”
กระนั้น ลักษณะจัดตั้งก็สามารถอธิบายความล้มเหลวของคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ได้ ลักษณะจัดตั้งก็สามารถอธิบายความไม่ยั่งยืนของคณะราษฎร2475 ได้
ลักษณะ “จัดตั้ง” จึงสำคัญในทางการเมือง
ใครก็ตามที่ศึกษาชัยชนะของกองทัพในการเล่นบทของ “นักรัฐประหาร” มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานตั้งแต่ยุค 2475 กระทั่งยุค 2557 ก็จะประจักษ์ในจุดเด่น
นั่นก็คือ ลักษณะจัดตั้งของ “กองทัพ”
เนื่องจากกองทัพเป็นกองกำลังติดอาวุธจึงมีความจำเป็นสูงอย่างยิ่งในการจัดระบบการจัดตั้ง การบังคับบัญชาอย่างเข้มงวด เพราะหากกองทัพ “ไร้วินัย” ก็ไม่ต่างไปจาก “กองโจร”
ความเข้มแข็งและแข็งแกร่งของกองทัพนี้เองทำให้ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวก่อนเดือนกันยายน 2549 ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 ในที่สุด ก็ต้องออก “บัตรเชิญ” ไปยังกองทัพ
บทสรุปก็คือ เท่ากับปูทางและสร้างเงื่อนไขให้กับ “รัฐประหาร”
ในห้วงที่ ดร.ซุนยัดเซ็น เคลื่อนไหวปลุกระดมชาวจีนโพ้นทะเลให้รวมตัวกันเพื่อนำไปสู่การเกิดกบฏซินไฮ่ในเดือนตุลาคม 1911 คือ เรียกร้องให้ชาวจีนสามัคคีกัน
ที่ชาวจีนอ่อนแอและอยู่ในฐานะ “คนไข้แห่งเอเชีย” ก็เพราะขาดความสามัคคี
นั่นก็คือ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด เท่ากับเป็นการดำรงอยู่อย่างตัวใครตัวมันเหมือนกับทรายที่ร่วนซุย ไม่สามารถผนึกพลังอย่างเป็นหนึ่งเดียว
แต่เมื่อรวมพลังกันได้ก็จะก่อสถานการณ์อันใหญ่หลวงขึ้นได้
คนรุ่นใหม่หลังยุคกำแพงเบอร์ลินพังทลาย ชมชอบความเป็นอิสระ ชมชอบลักษณะปัจเจกนิยม ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้ง
เห็นว่าลักษณะจัดตั้งทำให้ขาดเสรีภาพ
จึงไม่แปลกที่เพียง ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เอ่ยว่าปัญญาชนนักวิชาการทุกวันนี้ไม่สนใจการเมืองภาคประชาชน ก็ถูกเสียงตอบโต้อย่างดุเดือดกลับมา
ทั้งๆ ที่ทุกคนล้วนรู้ว่าลักษณะจัดตั้งก่อให้เกิดกำลัง

“จักรทิพย์” สั่งเด็ดขาด ห้าม ผตห.จ้อผ่านสื่อ ปรามตร.อย่าทำตัวสนิทสนม หวั่นกระทบค.เชื่อมั่น

“จักรทิพย์” สั่งเด็ดขาด ห้าม ผตห.จ้อผ่านสื่อ ปรามตร.อย่าทำตัวสนิทสนม หวั่นกระทบค.เชื่อมั่น


เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) มีวิทยุในราชการ ศปก.ตร.ด่วนที่สุด เลขที่ 0001(ศปก.ตร.)96 ลงวันที่ 22 มิถุนายน60 เกี่ยวกับการแถลงข่าว การให้ข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชนและการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถึงรองผบ.ตร. จนถึงผู้บัญชาการและผู้บังคับการทุกหน่วย ใจความว่า เนื่องจากที่ผ่านมาปรากฏมีการให้ข่าว ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ตร. ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
“จึงกำชับ ห้ามนำ จัดให้ หรือยินยอมให้ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการควบคุมของตำรวจ มาให้ข่าว แถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทุกแขนง โดยเด็ดขาดในทุกกรณี ห้ามจัดให้ ยินยอม หรืออนุญาตให้บุคคลใด บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะอยู่ร่วมกับผู้ต้องหา เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ และห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แสดงกิริยาอาการในลักษณะที่อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจในทำนองว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ต้องหาเป็นการส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”คำสั่งผบ.ตร.ระบุ และกำชับให้ทุกหน่วยและผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะถูกพิจารณาข้อบกพร่องทั้งทางวินัยและการปกครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคำสั่งนี้มีขึ้นหลังจาก ตร.นำตัวนายวัฒนา ภุมเรศ อายุ62ปี อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผู้ต้องหาคดีวางระเบิดต่อเนื่อง 6 จุดในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2560 ล่าสุดเหตุที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โดยในการแถลงข่าวนายวัฒนาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงเหตุจูงใจในการก่อเหตุระเบิด ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงรายถ่ายภาพคู่กับนางสาวปรียานุช โนนวังไชย หรือเปรี้ยว ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ

เรื่องมันก็น่าอัดอั้นจริง

เรื่องมันก็น่าอัดอั้นจริง

มองในมุมดราม่าการเมือง ถึงคิวตัวพระ-ตัวนางครองจอก็ไม่ผิดอะไร
ทั้งคิวของ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับการทำบุญวันเกิด 50 ปี พร้อมน้ำตาสะอื้นไห้ และโปรแกรมลงพื้นที่ต่างจังหวัดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.
โดยฉากร่ำไห้ในวันเกิดของ “อดีตนายกฯปู” อีกมุมก็เป็นบทจริงที่น่าเห็นใจ
คดีหนักๆอย่างโครงการรับจำนำข้าวงวดเข้ามา
ตามโปรแกรมลุ้นระทึก รอการไต่สวนพยาน 3 นัดสุดท้าย ก่อนแถลงปิดคดีลุ้นคำพิพากษา ในข้อหาปล่อยปละละเลย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว
ลุ้นโทษถึงขั้นคุก-ไม่คุก ไม่น่าจะเกินปลายปี 2560 นี้
เจอเข้ากับใคร ก็เบรกบทโศกในใจได้ยากเหมือนกัน
เป็นอย่างที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ย้อนคำถามที่ว่า ปมจำนำข้าวสร้างความกังวลใจให้อดีตนายกฯหญิงหรือไม่
“ใจเขาใจเรา”
หันโฟกัสมาที่อีกมุมหนึ่งของประเทศไทย “นายกฯลุงตู่” กำลังกลับมาครองจอ คืนสู่ไมค์อีกครั้ง แต่ละวันนอกจากกล่าวเปิดงาน ยังคัมแบ็กตอบคำถามนักข่าว ไม่รวมที่จัดโปรแกรมเดินสาย “จับเข่าคุย” สื่อ
และวันเดียวกับที่อดีตนายกฯหญิงทำบุญวันเกิด “นายกฯลุงตู่” ไปทัวร์เมืองขอนแก่น เล่นครบทั้งทักทายพูดคุย เซลฟี่ถ่ายรูปกับแฟนๆ โดยไม่ลืมบทเข้มในภาคเดี่ยวไมโครโฟน
ติดหน้าจอครองหน้าสื่อเหมือนกัน
และแน่นอน คิวทอล์กโชว์ของ “บิ๊กตู่” มีรายการแฉลบมากระแทกคนตระกูลชินฯ
จากที่ก่อนหน้านี้เคยสวนกลับ ไม่สนยอดไลค์เฟซบุ๊ก เพราะมุ่งแต่ทำงาน
เหน็บคิวฉลอง 6 ล้านไลค์แฟนเพจ “อดีตนายกฯปู”
ล่าสุดยังกระแทกไปถึงต้นขั้วเครือข่าย “ทักษิณ” เต็มๆ โดยเรียกร้องไม่ให้เอาความขัดแย้งมาสู้กัน เอ่ยลอยๆ อย่าบอกว่ามีการไปไล่ล่า เรียกร้องขอให้ยอมรับกติกากลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
“ก็ไม่กลับมาเองไม่ใช่หรือ หนีแล้วไปนั่งด่าโก้ๆ ไม่รักประเทศไทยเหรอ”
เอาเป็นว่าพี่น้องชินวัตรอาการไม่สู้ดีจริงๆ
โดยเฉพาะอดีตผู้นำหญิงต้องรีบเคลียร์ปมคาดเดาหลังคิวทำบุญทั้งน้ำตา
บอกปัดเตรียม “เผ่น”
เพียงแต่คิวนี้ ก็ไม่เหนือการคาดเดาเท่าใดนัก เพราะนอกจากคดีอาญาที่ยังเหลือเวลาสู้คดี อีกด้านก็ยังมีกรณียึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้านบาท ที่ร้องคัดค้านเพิกถอนคำสั่งไปยังศาลปกครอง
แม้ล่าสุดมือกฎหมายรัฐบาลอย่าง “ดร.วิษณุ” ไม่เคลียร์ชัด เหตุคิวยึดทรัพย์จำนำข้าวยังอืด
แต่ก็ไม่ได้หมายความจะวางใจได้ว่า “รอด”
เพราะตั้งแต่ลงจากเก้าอี้ผู้นำ ชะตาชีวิตของ “อดีตนายกฯปู” ก็ดูเหมือนจะเป็นกราฟดิ่งลง ทั้งถูกถอดถอนจากปมจำนำข้าว พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต้องขึ้นศาลสู้คดีอาญา ยื้อสู้คิวยึดทรัพย์
ในห้วงที่ปมชนักคดี มีสัญญาณไม่สู้ดีมาต่อเนื่อง
ขณะที่อ่านทางผู้คุมเกมอย่าง “บิ๊กตู่” เล่นบทเข้มตลอด ทั้งยืนยันในหลักการ เรียกร้องทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
และปมจำนำข้าว ถึงขั้นใช้มาตรา 44 ไฟเขียวกรมบังคับคดีทำหน้าที่ยึดทรัพย์
สัญญาณบวกไม่มี สัญญาณดียังไม่มา ส่วนพี่ชายก็อยู่ไกล แถมยังหามุกชิ่งออกจากมุมอับไม่พ้น
ต้องถอยไปสู้ไป “ยิ่งลักษณ์” จะน้ำตาไหลร่วงก็คงไม่แปลก.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กตู่....สั่ง ห้าม นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ชี้ พูดเลอะเทอะ

บิ๊กตู่....สั่ง ห้าม นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ชี้ พูดเลอะเทอะ
นี่น่าจะเป็น สาเหตุ ที่ ผบ.ตร.ออกคำสั่งด่วน เรื่องการแถลงข่าว และการถ่ายรูป ผู้ต้องหา!!!
"นายกฯ บิ๊กตู่" ระบุ ในตอนหนึ่ง ในงานวันยาเสพติด ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ว่า อยากให้มีการปรับรูปแบบการแถลงข่าว โดยไม่ต้องนำผู้ต้องหามานั่งแถลงให้สื่อมวลชนซักถาม มีเพียงรูปภาพประกอบก็น่าจะเพียงพอแล้ว
"ไม่ใช่ต้องออกมาพูดเลอะเทอะ เพราะผู้ต้องหา ไม่มีสิทธิ์พูดกับสื่อ แต่ต้องไปพูดในชั้นศาล"
ทั้งนี้ นายกฯระบุว่า หากมีผลกระทบต่อคดีสื่อต้องผู้รับผิดชอบด้วย เข้าใจว่าทุกคนอยากได้ข่าว แต่ให้คำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นด้วย

"บิ๊กป้อม"ไม่ฟันธง มีใครอยู่เบื้องหลัง"วัฒนา ภุมเรศ"

"บิ๊กป้อม"ไม่ฟันธง มีใครอยู่เบื้องหลัง"วัฒนา ภุมเรศ" แม้พบDNA ที่สายไฟ วงจรระเบิด รอตำรวจสืบสวน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังไม่ชี้ชัด กรณีการตรวจพบ DNAของบุคคลอื่นที่สายไฟ ที่พบที่บ้าน นายวัฒนา ภุมเรศ ผู้ต้องหา วางระเบิดรพ.พระมงกุฎเกล้า จนทำให้เชื่อว่ามีผู้ก่อเหตุมากกว่า 1 คน
"ให้เป็นเรื่องของ ฝ่ายสอบสวนดำเนินการไป หากพบว่ามีใครที่เกี่ยวข้องหรือร่วมกระทำการ ก็จะเร่งดำเนินการตามกฎหมาย"
แต่เบื้องต้น ผู้ก่อเหตุ ยืนยันว่ากระทำคนเดียว
ส่วน ข้อสงสัยว่า มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นั้น พลเอกประวิตร ระบุว่า ส่วนตัวไม่ขอฟันธง ขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการไป

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ร่างพรบ.ยุทธศาตร์ชาติ

ร่างพรบ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ...ที่ผ่านสภาวาระ3
ม.5วรรค3 การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของครม.ก่อนเข้าบริหารราชการ การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ นโยบายและแผนความมั่นคงแห่งชาติ แผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี แผนอื่นใด ต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ม.8 ในกระบวนการจีดทำร่างยุทธศาสต์ชาติ ให้ปชช.ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นและเมื่อจัดทำร่างฯเสร็จเบื้องต้น
ม.9 เมื่อจัดทำร่างฯเสร็จให้เสนอครม. พิจารณาโดยให้แก้ไขได้ แล้วส่งสภาผู้แทนฯให้พิจารณาให้เสร็จใน60วัน วุฒิสภาใน30วัน แล้วนายกฯนำขึ้นทูลเกล้า
ม.10 เมื่อมีพระบรมราชโองการฯประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ให้คกก.ยุทธศาตร์แต่ละด้านจัดทำแผนแม่บท. เมื่อประกาศในราชกิจจาแล้วให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่จะต้องปฏิบัติตาม รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องสอดคล้องกับแผนแม่บท โดยคกก. ยุทธศาสตร์ชาติแก้ไขเพิ่มเติมแผนแม่บทได้

ม.11ทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก5ปี หรือขอรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกแะในประเทศ
ม.12 คกก.ยุทธศาสตร์ชาติมีนายกฯเป็นปธ. ปธ.สภาผู้แทนฯเป็นรองฯคนที่1 ปธ.วุฒิสภาเป็นรองคนที่2 รองนายกฯหรือรมต.ที่นายกฯมอบหมายเป็นรองคนที่3 ข้าราชการโดยตำแหน่ง13คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ17คน อายุไม่เกิน75 มีวาระ5ปี จากด้านความมั่นคง ด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกม.และกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสาธารณสุขและด้านอื่นๆ ให้เลขาธิดการ สศช.เป็นกรรมการและเลขา รองเลขาสมช.และรองเลขาฯสศช.เป็นรอง
ม.15 หน้าที่และอำนาจของคกก.คือจัดทำร่างยุทธศาสต์ชาติ กำหนดวิธีการมีส่วนร่วมของปชช.ในการจัดทำฯ เสนอความเห็นต่อรัฐสภา ครม.หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และหน้าที่อื่น
ม.16 ให้คกก.แต่งตั้งคกก.จัดทำยุทธศาสตร์ขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ จำนวนไม่เกินคณะละ15คน
ม.18 ในการประชุมของคกก. ปธ.กรรมการและรองฯปธ.จะมอบหมายบุคคลใดให้มาประชุมแทนไม่ได้

ม.20 คกก.จะขอให้สำนักงานจ้างบุคคล สถาบันการศึกษาหรือสถาบันที่มีวัตถุประสงค์ศึกษาวิจัย ศึกษาค้นคว้าหรือจัดทำรายงานก็ได้
ม.22ให้สำนักงานสศช.ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคกก.
ม.24 ให้หน่วยงานของรัฐรายงานผลการดำเนินการต่อสศช.ภายในเวลาที่กำหนด สรุปผลการดำเนินการประจำปีต่อคกก., ครม.และรัฐสภาทราบ ถ้ามีเหตุรายงานให้สภาทราบเฉพาะเรื่องได้ ให้คกก.ด้านที่เกี่ยวข้องรายงานคกก.เพื่อเสนอรัฐสภา
ม.25 ในกรณีที่สภาผู้แทนหรือวุฒิสภาเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันควร ให้มีมติส่งเรื่องให้ปปช.ดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานนั้นให้แล้วเสร็จภายใน1ปี
ม.26 วรรคสาม ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและคกก. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งแล้ว ยังไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงหรือไม่แจ้งเหตุการดำเนินการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้คกก.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งปปช. ทราบเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
บทเฉพาะกาล ม.27 ให้ครม.แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน30วันนับแต่วันที่พรบ.ใช้บังคับ ให้แต่งตั้งคกก.จัดทำยุทธศาสต์ชาติด้านต่างๆให้แล้วเสร็จใน30วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ให้คกกจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นให้เสร็จใน120วันโดยให้ใช้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ20ปีเป็นหลัก โดยให้รับฟังความคิดเห็นให้เสร็จใน30วัน

คกก.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ~> คกก.ยุทธศาสตร์ชาติ~>ครม.~>
สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา พิจารณาให้เสร็จใน30วัน~>นายกฯนำยุทธศาสต์ชาติขึ้นทูลเกล้า

ยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวเป็นแนวคิดที่ดี หลายประเทศมีแล้ว คราวนี้เราจะมีเหมือนกับเขา เมื่อมีแล้วก็ต้องมีบทบังคับให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติ ถ้าไม่ทำก็ต้องส่งให้ปปช.จัดการ แผนต่างๆของชาติก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งแผนสภาพัฒน์ งบประมาณรายจ่ายประจำปี หมดยุคการบริหารบ้านเมืองตามแนวนโยบายพรรครัฐบาล ที่ไม่ได้มองภาพรวมของประเทศเสียทีครับ

Fb.นพ.เจตน์

งานเข้า เริ่มถี่ รัฐบาล นุงนัง ระวัง ทับซ้อน

งานเข้า เริ่มถี่ รัฐบาล นุงนัง ระวัง ทับซ้อน


มิใช่แต่เวทีประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสุขภาพ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “30 บาททุกโรค”
ไม่ว่าจะเป็นที่ภาคเหนือ ภาคใต้ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เท่านั้นดอกที่ระอุคุกรุ่น
แม้กระทั่งเวทีอภิปรายว่าด้วยการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่ง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ออกหน้าเอง
ก็ดุเด็ดเผ็ดร้อน
แต่ถามว่าเป้าหมายของกลุ่มผู้ออกมาคัดค้าน
ไม่ว่าจะเป็นประชาชน เป็นเอ็นจีโอ เป็นนักวิชาการ รวมไปถึงบรรดาแพทย์ชนบททั้งหลาย พุ่งไปที่กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นหรือไม่
คำตอบคือเปล่าเลย
ปลายหอกของการเคลื่อนไหวจากทุกพื้นที่
ล้วนชี้ตรงเข้าไปที่รัฐบาล
เช่นเดียวกันกับกรณี การจะประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง ส.ป.ก.กับกิจการอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะปิโตรเลียม หรือการเปิดทางให้พัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ทั้งไร่กังหันลม หรือทุ่งของแผงแปรรูปพลังงานแสงอาทิตย์
ก็ทำให้เกิดปัญหาและข้อสงสัย
สงสัยว่า
ระหว่างการให้สัมปทานปิโตรเลียมกับการประกาศพื้นที่ ส.ป.ก. อะไรเกิดขึ้นก่อนกัน
สงสัยว่า
การเปิดพื้นที่ซึ่งเดิมระบุว่ามีไว้เพื่อให้ราษฎรยากจนประกอบกิจกรรมการเกษตร ให้กับบริษัทเอกชนเข้าไปทำประโยชน์จากกิจการอื่น สามารถทำได้หรือไม่
เป็นการเอื้อต่อเอกชนหลายซ้ำหลายซ้อน
หลังจากที่บริษัทเหล่านี้ได้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากรัฐ ด้วยราคา “รับประกัน” ที่บวกกำไรจำนวนแน่นอนเอาไว้ให้แล้ว
สงสัยว่า
ในบริษัทเอกชนที่ได้ผลประโยชน์จากการประกาศใช้กฎหมายอย่างรวบรัดเช่นนี้
จะ “บังเอิญ” มีใครในรัฐบาล หรือวงศ์วานว่านเครือ
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

เป็นข้อสงสัยที่ต่อเนื่องมาจากการประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อ “ปลดล็อก” การเจรจาที่ไม่คืบหน้าในการก่อสร้างรถความเร็วสูงไทย-จีน
ที่แม้บรรดาตัวแทนของวิศวกรรมสถานหรือสภาสถาปนิกที่เข้าพบกับตัวแทนของรัฐบาล จะออกมาระบุว่า “พอใจ”
และพร้อมเปิดทางให้การเจรจา การทำสัญญา และการก่อสร้างเดินหน้า
ข้อสงสัยก็ยังไม่หายไปไหน
ยังไม่หายไปจนกว่าข้อเท็จจริงในการเจรจาจะได้รับการเปิดเผยอย่างโปร่งใส
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกำหนดคุณภาพของงานก็ดี
การกำหนดสัดส่วนใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศก็ดี
การใช้ประโยชน์จากที่ดินข้างทาง อันมี
มูลค่าและศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
จะตกอยู่ในมือฝ่ายไหนก็ดี
เงื่อนไขสัญญาเงินกู้ ว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือเป็นสัญญาบีบรัดฝ่ายผู้กู้หรือไม่ก็ดี
ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ยังตามมาด้วยคำถามคล้ายคลึงกันกับกรณีข้างต้น
ว่ามีคนใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ
เข้าไปมีส่วนได้เสียด้วยหรือไม่

สามปีผ่านไป หลังการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน
คำถามที่ คสช. และรัฐบาล ไม่คิดว่าจะได้รับฟัง และไม่เคยได้รับฟังในช่วงแรกของการอยู่ในอำนาจ ก็เริ่มดังระงมขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำถามที่จี้เข้าไปยังประเด็นที่เป็นจุดแข็งที่สุด
ซึ่งขณะเดียวกันก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดของฝ่ายผู้มีอำนาจ
ก็คือคำถามว่าด้วยความสุจริต
คำถามว่าด้วยความโปร่งใส
ไม่เพียงแต่กรณีการจัดซื้อเรือดำน้ำ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ เท่านั้น ที่ถูกติดตามตรวจสอบ
กิจกรรมอะไรก็ตามที่อาจจะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล อาทิ กรณีพลังงานทดแทน ก็ถูกติดตามตรวจสอบ
รวมไปถึงเรื่องที่กระทบกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง อย่างกรณีแก้ไขกฎหมายบัตรทอง-หลักประกันสุขภาพ
ก็ยิ่งถูกติดตามตรวจสอบ
เป็นการตรวจสอบที่ติดตามต่อเนื่องกันมาเป็นระลอก
อันบ่งชี้แนวโน้มอันใกล้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังจะต้องเชิญหน้ากับการตรวจสอบที่ถี่ขึ้น เข้มข้นขึ้น เป็นลำดับไป
ตั้งการ์ดไม่ดี มีแผลแตกให้สังคมเห็น
ที่เผชิญหน้าอยู่ในวันนี้
อาจจะเป็นแค่เรื่องขี้ฝุ่นขี้ผง

ด่วน! สนช.มติเอกฉันท์ ผ่าน “กม.ยุทธศาสตร์ชาติ – กม.ปฏิรูปฯ” 2 ฉบับรวด

ด่วน! สนช.มติเอกฉันท์ ผ่าน “กม.ยุทธศาสตร์ชาติ – กม.ปฏิรูปฯ” 2 ฉบับรวด

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเอกฉันท์ 218 คะแนน งดออกเสียง 3 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ…. ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดย พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกฯมอบหมาย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน 17 คน
ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอความเห็นต่อรัฐสภา หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นด้านต่างๆให้เสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาและเสนอต่อ ครม.ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ต่อมา ครม.ต้องส่งร่างยุทธศาสตร์ชาติให้สนช.ภายใน 30 วัน โดย สนช.ต้องให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจาก ครม. และเมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกฯนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากสนช.
จากนั้น ที่ประชุมสนช.ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธาน ได้มีมติเอกฉันท์ 216 คะแนน งดออกเสียง 4 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. … ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งตามขั้นตอนนายกฯจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะทำให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องพ้นจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดโดยทันที ซึ่งสาระสำคัญของร่างดังกล่าว คือ ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จำนวน 11 ด้าน คือ 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม 5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.ด้านสังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่ครม.กำหนด ด้านละไม่เกิน 13 คน โดย ครม.เป็นผู้แต่งตั้ง มีวาระการดำรง 5 ปี โดยแต่ละด้านต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วันจากนั้นเสนอให้ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะพิจารณา อีกทั้งเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ พิจารณาด้วยว่า ร่างแผนการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างแผนการปฏิรูปประเทศก่อนเสนอให้ ครม.เห็นชอบต่อไป

ถ้าทำ “ไพรมารี่โหวต”ไม่ทัน

“วิษณุ” เผย ตัดสิทธิ “พรรคการเมือง” ส่งคนลงสมัครเลือกตั้ง ถ้าทำ “ไพรมารี่โหวต”ไม่ทัน เว้น “กมธ.ร่วม” เขียนยกเว้น

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีเสียงคัดค้านจากพรรคการเมืองถึงระบบไพรมารีโหวตว่า ตนไม่ทราบว่าถ้าพรรคการเมืองดำเนินขั้นตอนไพรมารี่โหวตไม่ทันจะกระทบการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ถ้าหลักการอุตส่าห์ให้มีเรื่องนี้มันก็ต้องมีผล
เมื่อทำไม่ทันอาจจะตัดสิทธิหรือเสียสิทธิในการส่งคนลงสมัครได้ เว้นแต่กรรมาธิการร่วมจะไปเขียนข้อยกเว้นไว้ให้ วันนี้สังคมพูดกันว่าถ้าจะใช้ระบบนี้ประเดิมการเลือกตั้งครั้งหน้า มันอาจมีอะไรต้องผ่อนสั้นผ่อนยาวสำหรับความไม่พร้อม
“ข้อยกเว้นจะใช้เฉพาะเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ ไม่ทราบ มันจะเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ถ้าบังคับแล้วต้องบังคับเลยหรือเปล่า คนที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็จะต้องคิดว่าจะมีปัญหาอะไรขึ้น แล้วจะแก้ปัญหานั้นยังไง ส่วนระบบไพรมารี่โหวตจะเหมาะกับบ้านเราหรือไม่ ผมไม่ทราบ ไม่แน่ใจเหมือนกัน” นายวิษณุ กล่าว

จริงๆแค่เถียงแก้เขิน

จริงๆแค่เถียงแก้เขิน

แค่อาการ “แก้เขิน” กันพอเป็นพิธี

กับลีลาที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ออกมาโต้แย้ง นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ฟันธงเลยว่า รัฐบาลทหาร คสช. ทีมงานคนดี จะเป็นนอมินีของ “ชนชั้นนำ” คุมเกมอำนาจบริหารประเทศไทยต่อไปอีกอย่างน้อยเป็น 10 ปี
แต่สังเกตว่า “บิ๊กตู่” ก็ไม่ได้เถียงแบบหัวชนฝา

นั่นก็เพราะด้วยสถานะ นายเสกสรรค์ไม่ใช่ประเภท “ขาประจำ” นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวที่ฝักใฝ่ขั้วการเมือง แต่เป็นต้นแบบของ “คนเดือนตุลา” อย่างแท้จริงที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ที่คิดโดยอิงกับผลประโยชน์มวลมหาประชาชนเป็นหลัก

การคิดการพูดมาจากพื้นฐานการมองด้วยความเป็นกลาง

และก็ไม่ใช่แค่นักวิชาการระดับเสกสรรค์ที่มองเห็นมุมการต่อโปรโมชั่นอำนาจของ คสช.

ตามสภาพการณ์ที่ประชาชน คอการเมืองสภากาแฟก็รู้คำตอบมาตั้งแต่ตามแกะรอยคำถามพ่วงประชามตินำมาสู่บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้สมาชิกวุฒิสภา สรรหาจำนวน 250 คน มีสิทธิร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยน ผ่าน 5 ปี

นั่นหมายถึงโอกาส ส.ว.สรรหาได้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งอย่างน้อย 2 สมัย คือเทอม 4 ปีรัฐบาล บวกอีก 1 ปี

นี่ก็ชัดเจนว่า คสช.วางหมากเผื่อไว้ ไม่ใช่จบแค่เทอมนี้เทอมเดียวแน่

ที่สำคัญกว่านั้น หากฟังให้จบครบถ้วนกระบวนความ โดยปรากฏการณ์ที่นายเสกสรรค์วิเคราะห์โดยอ้างอิงปัจจัยสนับสนุนการอยู่คุมเกมยาวของรัฐบาล

ไม่ใช่แค่ลำพังการใช้อำนาจทางการทหารมายึดกันตามฟอร์มคนมีปืน

แต่มันโยงถึงความพยายามของรัฐบาล คสช.ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 และกลไกประชารัฐ ที่แม้ภายนอกจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ลึกๆแฝงเหลี่ยมการช่วงชิงมวลชน ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
และเชื่อว่ามีจุดหมายที่ดี ที่จะสามารถพาประเทศพ้นกับดักปานกลาง โดยอาศัยนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในการสร้างรายได้ให้กับคนไทย

ซึ่งสิ่งที่นายเสกสรรค์วิเคราะห์มันก็อิงกับสถานการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” ใช้ดาบมาตรา 44 เปิดทางให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ วางระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตระยะยาว

ทั้งการเร่งเครื่องโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ต่อเนื่องกับการผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ เมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม ที่กระจายเส้นทางออกต่างจังหวัด

เป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของคนชนบท

จากที่คนกรุงเทพฯมีรถไฟฟ้าผุดขึ้นสารพัดสาย สีแดง สีเหลือง สีชมพู สีน้ำเงิน ฯลฯ วันนี้ก็ถึงคิวของคนต่างจังหวัดจะได้รับความสะดวกด้านการคมนาคมจากรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่

เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท แก้ปมแตกต่างระหว่างชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง ชนชั้นฐานราก

ที่เป็นหัวเชื้อชนวนวิกฤติความขัดแย้งอย่างแท้จริง

เอาเป็นว่า ถ้าสารพัดโครงการไทยแลนด์ 4.0 คืบหน้าไปได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เห็นความตั้งใจของรัฐบาล คสช.ในการวางแผนปฏิรูปประเทศระยะยาว

แค่นี้นักการเมืองอาชีพก็หนาวแล้ว

ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้ โจทย์สำคัญของรัฐบาลทหาร คสช.ต้องเคลียร์ ก็เหลือแค่การบริหารกระแสเฉพาะหน้าที่นำมาซึ่งแรงเสียดทาน

อย่างที่เห็นปรากฏการณ์ป่วนๆจากปมล้มบัตรทอง โครงการประกันสุขภาพ ที่เจอเหลี่ยมแฝงทางการเมืองปลุกระดมมวลชนออกมาต่อต้าน โดยที่รัฐบาลลนลานอธิบายไม่เคลียร์

หรือปัญหาสินค้าพืชผลทางการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯยังมะงุมมะงาหราไปไม่เป็น

และอารมณ์ดราม่าแบบที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พูดน้ำตานองหน้า ในวันเกิด แทนที่จะอธิษฐานขอให้มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับชีวิต

แต่กลับต้องอธิษฐานให้รอดบ่วงกรรมคดีทางการเมือง

นี่คือเรื่องอันตรายที่ทำให้รัฐบาลหงายท้องได้ทุกขณะ.

ทีมข่าวการเมือง

ไพรมารี’ ทำโจทย์ยาก

ไพรมารี’ ทำโจทย์ยาก

“หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา”
ว่ากันตามสำนวนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือหนึ่งกฎหมายรัฐบาล คสช. เคยเปรียบเปรยปมปัญหาลักลั่นของรัฐธรรมนูญแม่บทกับกฎหมายลูก
มุกนี้น่าจะถูกต้องตามท้องเรื่องมากสุดกับปมปัญหาว่าด้วยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีการปรับเพิ่มเนื้อหาในขั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ในมาตราที่เกี่ยวกับการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
หรือเรียกกันตามสากลว่า “ไพรมารีโหวต”
เบื้องต้นเลยไม่ต้องวิเคราะห์ถึงที่มาที่ไปให้ยุ่งยาก แกะรอยจากต้นเรื่องที่มีชื่อของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่นั่งเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สนช.
ยี่ห้อนี้ถือธงมาล้างบางระบอบ “ทักษิณ” ตั้งแต่บ้าน
ตามเงื่อนสถานการณ์น่าจะยึดโจทย์ของป้อมค่าย “นายใหญ่” เป็นตัวตั้ง โยงกับปมปัญหาตัวอย่างจากในอดีตที่การกาหัวผู้สมัครของพรรคต้องมาจากทีมผู้บริหารหรือเจ้าของพรรค
เข้าฟอร์มบริษัทจำกัดมากกว่าพรรคการเมือง
เป็นเรื่องที่ฝ่ายต้านระบอบ “ทักษิณ” ปักใจเชื่อว่า เป็นต้นตอของวงจรอุบาทว์ เลือกตั้งถอนทุน ส.ส.เป็นแค่ลูกจ้าง “นายใหญ่” ทำให้การเมืองยึดโยงอยู่กับทุนสามานย์
ชาวบ้านไม่มีส่วนในการเลือกตัวแทนอย่างแท้จริง
นี่คือสิ่งที่มโนกันในหมู่ของ “นักลากตั้งอาชีพ” ที่ไม่เคยลงสนามเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม งานนี้ถือว่า “ผิดคิว” เต็มๆ
จับอาการหงุดหงิดของ “ซือแป๋” อย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ว้ากใส่ทีมงานกรรมาธิการฯ สนช.2-3 รอบ ล็อกคอเลยว่า ถ้าดึงดันก็ต้องรับผิดชอบหากระบบไพรมารีโหวตสร้างปัญหาอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
ด้วยเหตุผลที่อธิบายกันชัดๆในทางปฏิบัติ ระบบไพรมารีโหวตต้องใช้เวลานาน เนื่องจากกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นจากสมาชิกในพื้นที่ก่อน
จึงมีปัญหาว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ และพรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทันหรือไม่
เรื่องใหญ่ ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
แถมยังมีแนวโน้มกระทบการเลือกตั้งทำให้ยืดเยื้อออกไป
แต่นั่นไม่สำคัญ ด้วยระบบไพรมารีโหวตถือเป็นอุปสรรคของพรรคการเมืองใหม่มากกว่าพรรคการเมืองเก่าที่มีฐานเสียงและกลุ่มสมาชิกเดิมอยู่แล้ว
แนวโน้มป้อมค่ายใหม่เกิดขึ้นลำบาก
แทนที่จะล้างกระดานระบอบ “ทักษิณ” กลับเข้าทางพรรคเพื่อไทยมากกว่า
นี่คือผลของ “หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา” สนช.เล่นแร่แปรธาตุ ทำกฎหมายลูกใส่กติกาเกินกว่าแม่บทรัฐธรรมนูญ ทำให้ “ซือแป๋ มีชัย”หงุดหงิด
ผิดคิวกันอย่างแรงในหมู่ฝ่ายออกแบบกติกาใหม่ประเทศไทย
และถึงที่สุดเลย ถ้าเคลียร์กันไม่ได้ ก็ต้องไปสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย คือ สนช. กรรมการยกร่างฯ และตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โหวตตัดสินกันในขั้นสุดท้ายแบบใครดีใครได้
ซึ่งตามรูปการณ์น่าจะเป็นฝ่ายของนายมีชัยที่ได้เปรียบกว่า เพราะประเมินจากเสียงของฝ่าย กกต. ที่เป็นตัวแปร ก็ยังไม่ตอบรับไพรมารีโหวต
เนื่องจากความลักลั่นในทางปฏิบัติ
เหนืออื่นใด โดยเงื่อนสถานการณ์ที่โยงกับพิมพ์เขียวอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทีมงานทหาร คสช.ยังต้องแฝงตัวอยู่ในเกมบริหารต่ออีกอย่างน้อย 5 ปี
ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับจำเป็นต้องมีป้อมค่าย “นอมินีสีเขียว” มาช่วยประคอง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
ถ้าพรรคใหม่เกิดลำบาก การต่อโปรโมชั่นมันก็จะยิ่งยากไปอีก.
ทีมข่าวการเมือง

"บิ๊กตู่"ยัน เตรียม"ส่งมอบ" ภารกิจให้รัฐบาลใหม่



"บิ๊กตู่"ยัน เตรียม"ส่งมอบ" ภารกิจให้รัฐบาลใหม่ แต่จะเมื่อไร ก็เป็นไปตามนั้น แต่จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ขออย่ากังวล

พลเอกประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุว่า ภารกิจของรัฐบาล ในระยะนี้คือ การเตรียมส่งมอบ ส่วนจะส่งมอบเมื่อไร ก็เป็นไปตามนั้น โดยจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ให้มีความยั่งยืน เพื่อให้รัฐบาลต่อไปดำเนินงานได้ทันที ขออย่ากังวลเรื่องเหล่านี้
ตอนนี้เราก็ปฏิรูปไปแล้วทุกด้าน เราเริ่มปฏิรูป 130 กว่าเรื่อง ซึ่งครอบคลุมทุกด้าน ผมก็เดินไปเรื่อย โลกมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน เราก็ต้องปฏิรูปทุกวัน”
พลเอกประยุทธ์ กล่าวในการเปิดงานสัมมนาผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand's Big Strategic Move” ที่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ
//
พูด จนเหนื่อย!!
บิ๊กตู่ บ่น พูดจนเหนื่อย แต่ก็ต้องพูด เพิ้ออธิบาย แขวะ "ไม่ใช่เอาแต่คิด แล้วก็พูดๆแต่ไม่ทำ"
บิ๊กตู่ เปรย เวลาผมไปพูด พูดไปพูดมา ก็เหนื่อย ...."บางที มีเอกสาร 150 หน้า แต่ก็อยากอธิบาย แต่ถ้าไม่อธิบาย ไม่ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องกันทุกวัน
ดังนั้นเราต้องมีความคิดพื้นฐานที่เป็นตรรกะ มีเหตุผล วิเคราะห์ได้ รวมถึงระบบการเรียนการสอน และการพัฒนาคนก็ต้องสอนให้คนมีกระบวนการคิดวิเคราะห์
"ไม่ใช่เอาแต่คิด แล้วก็พูดๆแต่ไม่ทำ" ซึ่งจะทำให้สร้างปัญหาความวุ่นวาย เราจึงต้องสอนให้คนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และทำงานเป็น
พลเอกประยุทธ์ กล่าวในการเปิดงานสัมมนาผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand's Big Strategic Move” ที่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ

"แม่ทัพ2"จับตา กลุ่ม "สหพันธรัฐไทยใหม่"

"แม่ทัพ2"จับตา กลุ่ม "สหพันธรัฐไทยใหม่" เคลื่อนไหว โชยกลิ่นการเมือง ในอิสาน โยงข้ามแดนไป เพื่อนบ้าน

พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาค 2 ยอมรับว่า ฝ่ายทหาร ยังคงติดตามการเคลื่อนไหว ของ กลุ่มน่าสงสัย คือ "สหพันธรัฐไทยใหม่" ในพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเมือง และเสียประโยชน์ทางการเมือง และหนีข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน แล้วใช้เป็นเอเย่น ต่อๆมา
ทั้งนี้ จึงเป็นเหตุผล ที่ทำให้ ทหาร ต้องไปตรวจค้น บ้าน ไผ่ดาวดิน เมื่อวานนี้ วันที่ นายกฯลงพื้นที่ ขอนแก่น เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดอะไรขึ่น
ด้วยเพราะหน่วยการข่าวต้องประเมินว่า จะมีการ ลดเครดิตรัฐบาลและลดเครดิตนายกฯ และทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย จึงใช้อำนาจหน้าที่ทางทหารดูแล โดยไม่ต้องใช้ หมายศาล หมายค้น แต่ไม่เกินเลยสิ่งที่สมควรจะทำ ก็มีหลักฐานอื่นๆเข้ามาประกอบ
แต่อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เห็น ความเกี่ยวข้องของ "ไผ่ ดาวดิน" หรือ คุณพ่อไผ่ ดาวดิน กับ สหพันธรัฐไทยใหม่
แม่ทัพภาค2 กล่าวด้วยว่า กำลังติดตามตรวจสอบ ความเคลื่อนไหวของ "โกตี๋" ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะเชื่อว่า หากหนีจากลาว มาเข้าเขมร ก็จะอยู่ได้แค่ชายแดน คงไม่เข้าไปลึกถึงในเมือง หรือจังหวัดไหน

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ยันไม่หวั่นไหว "วัฒนา มือบึ้ม" พูดในคลิปเสียง รายการ"ไฟเย็น"ขู่ทำร้าย 3-4ทหาร

"บิ๊กป้อม" ยันไม่หวั่นไหว "วัฒนา มือบึ้ม" พูดในคลิปเสียง รายการ"ไฟเย็น"ขู่ทำร้าย 3-4ทหาร ชี้ เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติ ส่วนรวม จะทำยังไงได้ เราทำโดยไม่หวังอะไร‬
ทั้งนี้ คลิปเสียง พลเอกประวิตร เชื่อว่า เป็น นายวัฒนา ภุมเรศ เมื่อครั้งโทรเข้าไปในรายการ"ไฟเย็น" ที่จัดโดยนายชูชีพ ที่ลาว เมื่อเดือน เมย. ที่ผ่านมา นั้น มีการเผยแผนการ ก่อเหตุ และ ลอบทำร้าย บุคคลสำคัญ
โดยในคลิปเสียง ผู้ชาย ระบุว่า เสียดาย ที่ เมื่อ6 เมย. ที่ผ่านมา มีเป้ายิงเป้าเดียว ทั้งที่เตรียมไว้3 เป้า
พร้อมยัง เตือน สื่อมวลชน ที่รุมล้อมสัมภาษณ์ "ไอ้ 3-4ตัว นั้นด้วยนะครับ ว่า จะโดนลูกหลงไปด้วย เพราะเล็งเป้าไปที่คนให้สัมภาษณ์ แต่คนที่รุมล้อม อยู่ จะโดนไปด้วย นี่มีคนเขาฝากเตือน และถือว่า เติอนกันแล้ว
"เราพร้อม ที่จะทำ เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น
องค์การสหพันธรัฐ เราจะรวมตัวกันอีกทีในแต่ละพื้นที่ เราจ้องๆกันอยู่"
"ไม่ใช่ว่าดวงมันดี แต่โอกาสเรายังไม่พร้อม" เสียงชายในคลิป ระบุ
///
บิ๊กป้อม แฉ "วัฒนา มือบึ้ม" เคยขู่ทำร้าย ในรายการ"ไฟเย็น" ของเสื้อแดง
"‪บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตรยอมรับ"วัฒนา"มือระเบิด โทรขู่ทำร้ายผู้นำ และจะก่อเหตุ เมื่อมีโอกาส ในรายการ"เสื้อแดง" ยันไม่หวั่นไหว เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติ จะทำยังไงได้....เชื่อไม่ทำคนเดียว แต่กำลังสืบสวนสอบสวน ขยายผล อยู่....แต่ทั้งนี้ ยังไม่ข้อมูล-พยาน ว่า นายวัฒนา เชื่อมโยง"โกตี๋" ที่ชัดเจน แต่ไม่ห่วง คนเกลียดทหาร จะเลียนแบบ ‬ เพราะไม่ใช่ว่าจะเก่ง หรือประกอบทำระเบิดได้...ชี้ นายวัฒนา คนเดียว ที่เกลียดทหาร ...ยังไม่ยืนยัน "โกตี๋" หนีไปเขมร แต่ถ้าตรวจสอบได้ชัดเจน จะประสานขอความร่วมมือกับทางการกัมพูชา
///
ปิดฉาก 66/23 .....กอ.รมน.มอบเงิน ช่วย"อดีต คอมมิวนิสต์"6,183 คน ครั้งสุดท้าย1,391 ล้าน บิ๊กป้อม แนะนำไปประกอบอาชีพ สุจริต ดูแลครอบครัว
พลเอกประวิตร มอบ เงินช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพ ให้แก่ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) อดีต คอมมิวนิสต์ 6,183 คนสุดท้าย ที่สโมสรทบ.วิภาวดีฯ ให้คนๆละ 225,000.-บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,391,175,000.บาท
การมอบเงินช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพสำหรับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)จะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยตามรายชื่อผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่ได้ผ่านการพิจารณาแล้ว ในวันที่ 21 มิ.ย.60
โดยวันนี้ มี ผรท. จำนวน 294 คน มาร่วมพิธี ที่สโมสรทบ.ฯ