PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"กำลังพลสำรอง-นายจ้าง" เตรียมเฮ!!



"กำลังพลสำรอง-นายจ้าง" เตรียมเฮ!!
"บอร์ดกำลังพลสำรอง" จ่อให้สิทธิประโยชน์ 12ข้อให้"กำลังพลสำรอง" ที่มาฝึก ทั้ง ได้เครื่องราชย์ฯ-ได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษ เมื่อสมัครสอบเข้ารับราชการทหาร-ขอพระราชทานเพลิงศพและกองทหารเกียรติยศ-ได้สิทธิรักษาพยาบาลครอบคลุมถึงครอบครัว-รับทุนการศึกษาครอบคลุมถึงครอบครัว-เพิ่มค่าอาหารเบี้ยเลี้ยงค่ารถ-บัตรประจำตัวทันสมัย-ได้ยศสูงกว่า"ว่าที่พันตรี"....ส่วน"นายจ้าง-ผู้ประกอบการ"มีสิทธิเข้าเรียน-อบรม หลักสูตรทหาร-ความมั่นคง ได้หนังสือขอบคุณ-ลดภาษี และได้สิทธิ์ขอใช้สถานที่ของกองทัพ จัดกิจกรรม/ ให้ปรับปรุงหลักสูตร รด.เพิ่มฝึกบรรเทาภัยพิบัติ/ให้ตั้ง ชมรมกำลังพลสำรอง/ ให้เหล่าทัพ เปิดอัตรา รับกำลังพลสำรอง เข้ารับราชการทหาร ด้วย/การที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
ที่กลาโหม....พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกำลังพลสำรอง (คกส.)เป็นตัวแทนพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำลังพลสำรอง ในการประชุมคณะกรรมการกำลังพลสำรอง เพื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้กับนายจ้างและกำลังพลสำรองที่เข้ารับราชการทหาร
โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหม ตัวแทน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงแรงงานและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการฯรวม 29 คน
ที่ประชุม พิจารณากรณีการเรียกกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหารตั้งแต่2 เดือนขึ้นไป. จึงเห็นควรให้นายจ้างหรือผู้ประกอบการสามารถ งดส่งเงินประกันสังคมในง่วงเวลาที่กำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหาร
เมื่อลูกจ้างซึ่งเป็นกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหารในการที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ตามจำนวนวันที่เข้ารับราชการทหาร เท่ากับ ค่าจ้างในการทำงานให้กับนายจ้างและผู้ประกอบการสามารถนำค่าจ้าง จำนวนนั้นมาลดหย่อนภาษีได้
นอกจากนี้ หลังจากรับราชการแล้ว สมควรจัดทำหนังสือขอบคุณให้กับนายจ้างและผู้ประกอบการที่อนุญาตให้กำลังพลสำรองมารับราชการทหาร
รวมทั้งให้นายจ้างและผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือได้รับสิทธิ์ในการขอใช้สถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกของกองทัพเช่นสถานที่จัดกิจกรรม อบรม และจัดสัมมนา
นอกจากนี้ ให้สิทธิแก่นายจ้างหรือผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือได้มีโอกาสเข้าอบรมในหลักสูตรต่างๆของกองทัพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนี้ ยังให้สิทธิประโยชน์ให้กับกำลังพลสำรอง 12ข้อ คือ
1.การมีบัตรประจำตัวกำลังพลสำรองที่ทันสมัยและมีมาตรฐานเพื่อใช้แสดงตนในโอกาสต่างๆ
2. ได้สิทธิในการได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษ กรณีสมัครสอบเข้ารับราชการทหาร
3. มีแนวทางการเลื่อนยศและขั้นเงินเดือนของกำลังพลสำรองอย่างเหมาะสมชัดเจน
4. ให้พิจารณาปลด ว่าที่ยศให้แก่กำลังพลสำรองที่เข้ารับราชการทหารและมีรายชื่อบรรจุกำลังของหน่วยกำลังพลสำรอง ครบตามระยะเวลาที่กำหนดได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้นมากกว่า "ว่าที่พันตรี" กรณีได้รับการบรรจุรายชื่อลงในบัญชีบรรจุกำลังของหน่วยกำลังพลสำรองในตำแหน่งอัตราสูงกว่า "ว่าที่พันตรี"
5. ขอพระราชทานเพลิงศพและกองทหารเกียรติยศ
6. ได้สิทธิในการรักษาพยาบาลครอบคลุมถึงครอบครัวของกำลังพลสำรอง
7. สิทธิประโยชน์ด้านทุนการศึกษาครอบคลุมถึงครอบครัวของกำลังพลสำรอง
8. พิจารณาให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเห็นควร
9. เพิ่มสิทธิประโยชน์ในด้านการช่วยเหลือให้กำลังพลสำรองที่ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการเข้ารับราชการทหารเพื่อจูงใจในการสมัครเข้าเป็นกำลังพลสำรองของกองทัพ
10. ผลักดันให้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับกำลังพลสำรองให้ครอบคลุมตั้งแต่วันแรกที่มีชื่อ บรรจุในอัตราของหน่วยไปจนครบวาระตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเนื่องจากสิทธิประโยชน์ของกำลังพลสำรองตามกฏหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันระบุ
11. ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เฉพาะห้วงเวลาของการรับการฝึกและช่วงเวลาที่หน่วยเรียกเข้ามาปฎิบัติหน้าที่เท่านั้น
12. สิทธิประโยชน์ในเรื่องค่าอาหาร ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะควรปรับสูงขึ้นจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังมีการเสนอแนวทางการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองของกระทรวงกลาโหมในช่วงเวลา5- 10 ปี ใน8 ประเด็น คือ
โดยให้กระทรวงกลาโหมร่วมกับเหล่าทัพกำหนดอัตราตำแหน่งการบรรจุในการเปิดรับสมัครบุคคลเข้าเป็นกำลังพลสำรองให้ครอบคลุมในทุกภารกิจที่กระทรวงกลาโหมต้องการเปิดรับสมัคร
รวมถึงให้เพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกนักศึกษาวิชาทหารและทหารกองประจำการเพื่อให้มีทัศนคติที่ดีต่อกิจการทหาร และกิจการกำลังพลสำรอง
นอกจากนี้ให้กระทรวงกลาโหมส่งเสริมให้มีการจัดตั้งองค์กร ชมรม สมาคมกำลังพลสำรอง เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานกำลังพลสำรอง และเป็นเครือข่ายกำลังพลสำรอง ของกระทรวงกลาโหมให้ครอบคลุมในทุกจังหวัด
รวมทั้ง ให้กระทรวงกลาโหมร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดทำรูปแบบหรือแผนงานการปลดถ่าย กำลังพลสำรอง เมื่อพ้นเวลาการเป็นกำลังพลสำรอง
และให้ได้รับสิทธิ์เข้ารับราชการหรือทำงานในหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ
นอกจากนี้ให้มีการกำหนดตำแหน่งอัตราในการบรรจุกำลังพลสำรองที่มาจากนักศึกษาวิชาทหารหญิงหรือหญิงที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดลงในบัญชีกำลังพลสำรองของหน่วย
รวมทั้ง ให้กระทรวงกลาโหมกำกับดูแลการคัดเลือกทหารกองเกินและทหารกองหนุนเข้าเป็นกำลังพลสำรองตามมาตรา 15 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติกำลังพลสำรองพ.ศ. 2558 ให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีการจัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง
รวมถึง การให้กระทรวงกลาโหมจัดทำคู่มืออธิบายการใช้พระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง 2558 และกฎหมายลำดับรองแจกจ่ายให้หน่วยที่เกี่ยวข้องให้กลาโหมร่วมกับเหล่าทัพปรับปรุงหลักสูตรการฝึกนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่1ถึงปีที่5 ให้เพิ่มหลักสูตรการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อให้นักศึกษาวิชาทหารที่จะเป็นกำลังพลสำรองในอนาคตเมื่อได้รับการเรียกกำลังพลสำรองเพื่อปฏิบัติราชการจะได้มีความรู้ความเข้าใจในการช่วย เหลือประชาชนและบรรเทาภัยพิบัติต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การเรียกกำลังพลสำรองเพื่อปฏิบัติราชการในการช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติมณฑลทหารบกหรือหน่วยกำลังพลสำรองไม่ได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณประจำปีเพื่อใช้จ่ายในการเรียกกำลังพลสำรองในการปฏิบัติราชการไว้จึงเห็นควรให้มีการจัดเตรียมงบประมาณสำรองเพื่อสนับสนุนการเรียกกำลังพลสำรองปฏิบัติราชการให้กับมณฑลทหารบกและหน่วยกำลังพลสำรอง
แต่ ทั้งหมดนี้ เป็นแค่ข้อเสนอ และอยู่ระหว่างการไปประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการตามที่พิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่

"พล.อ.เฉลิมชัย" สั่งคสช.ศึกษา"สัญญาประชาคม"ให้เข้าใจ ก่อนชี้แจงประชาชน

"พล.อ.เฉลิมชัย" สั่งคสช.ศึกษา"สัญญาประชาคม"ให้เข้าใจ ก่อนชี้แจงประชาชน
หลัง "นายกฯ"นำประชุม ปยป.วันนี้
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า ร่างสัญญาประชาคมที่ผ่านเวทีสาธารณะใน 4 ภูมิภาค คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้นำเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ในวันที่24กค. นั้น
พลเอกเฉลิมชัย ได้มอบหมายให้ทุกส่วนงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยเฉพาะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ได้นำสัญญาประชาคมไปศึกษาให้เข้าใจถึงที่มาที่ไป กระบวนการจัดทำ และผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้น หากทุกภาคส่วนร่วมกันยึดถือตามสัญญาประชาคม ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองมีความสงบสุข มีความรักความสามัคคี
ทั้งนี้ การมอบหมายให้มีการศึกษาสาระสำคัญของสัญญาประชาคม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ภายหลังจากที่มีการแถลงและประกาศสัญญาประชาคมอย่างเป็นทางการ
////

ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ จนท.รัฐแล้ว293 หน่วย ใน 69จ.

เผยตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ จนท.รัฐแล้ว293 หน่วย ใน 69จ./เผยส่งเริ่อง จนท.รัฐทุจริต ให้ "ศอตช."/ส่วนเรื่องเดือดร้อน ส่ง สำนักปลัดนายกฯ
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า พลเอก เฉลิมชัย กล่าวถึงการทำงานของศูนย์รับเรื่องร้องเรียนความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ขณะนี้ได้จัดตั้งขึ้นแล้ว 293 หน่วย ใน 69จังหวัด ซึ่งมีประชาชนได้เข้ามาร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ระบบการทำงานของศูนย์ ค่อนข้างชัดเจน มีคณะทำงานกลั่นกรองเรื่องร้องเรียน ก่อนที่จะส่งให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงดำเนินการต่อ คือ เรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ จะส่งเรื่องให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช)
ส่วนเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตของประชาชน จะส่งให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พิจารณาช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป
พลเอก เฉลิมชัย มีความห่วงใยในข้อร้องเรียนที่ได้รับแจ้งจากประชน โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ย้ำให้เจ้าหน้าที่พิจารณาส่งเรื่องให้หน่วยงานต่างๆ ด้วยความรอบคอบ รวมเร็ว และให้มีการแจ้งให้ผู้ร้องได้รับทราบถึงความคืบหน้า หากมีข้อมูลในเรื่องดังกล่าวครบถ้วนแล้ว
///

คสช.ไม่ตื่นเต้น มวลชนแห่มาให้กำลังใจ"ยิ่งลักษณ์"วันชี้ชะตา

คสช.ไม่ตื่นเต้น มวลชนแห่มาให้กำลังใจ"ยิ่งลักษณ์"วันชี้ชะตา เชื่อ อยู่ในกรอบกม. ยันไม่มีมาตรการพิเศษอะไร มากกว่า ที่ผ่านมา เน้นดูแลปชช. ส่วนบางคนออกมาพูด ก็สไตล์เฉพาะตัว เชื่อ ส่วนใหญ่ไม่คล้อยตาม
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึง
กรณีที่มวลชนจะมาให้กำลังใจ อดีตนายกฯ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ในวันตัดสินคดีจำนำข้าว25 สค.นี้ ว่า. ผู้บังคับบัญชา ยังไม่มีนโยบายพิเศษอะไรในเรื่องนี้ เป็นการเฉพาะเจาะจง อาจเป็นเพียงการประเมินไปเองของบางบุคคล
เพราะโดย ภาพรวมที่ผ่านมา ปัจจุบัน ปชช.ส่วนใหญ่เข้าใจ และให้ความร่วมมือในหลายๆเรื่อง มาตลอดอยู่แล้ว ซึ่งการแสดงออกที่ผ่านมาพบว่าส่วนใหญ่ก็อยู่ในกรอบกฎหมาย
ส่วนการให้ข่าวสารจากบางกลุ่มบางฝ่ายในบางมุมก็เป็นไปตามสไตล์เฉพาะตัว ที่สังคมคุ้นชิน แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คล้อยตามอะไร
สำหรับแนวทางการดูแลความเรียบร้อยทั่วไปต่อจากนี้ คงไม่แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมา ที่ให้ความสำคัญในทุกๆ พื้นที่อย่างเท่าเทียม ที่เน้นดูแล ปชช. และสนับสนุนงานของรัฐบาล ส่วนเหตุการณ์เฉพาะช่วงนี้คงยังไม่มีอะไร

เจ้าสำนักสันติอโศกสมณะโพธิรักษ์ ตอบปัญหาการเลือกตั้ง 4 ข้อของท่านนายกฯประยุทธ์

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เจ้าสำนักสันติอโศกสมณะโพธิรักษ์ ตอบปัญหาการเลือกตั้ง 4 ข้อของท่านนายกฯประยุทธ์

เจ้าสำนักสันติอโศก สมณะโพธิรักษ์ ตอบปัญหาการเลือกตั้ง 4 ข้อของท่านนายกฯประยุทธ์
(อ้างอิงข้อมูลจาก เฟสบุค กองทัพธรรมFP)
อาตมาก็ได้ตอบคำถามสี่ข้อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาไปแล้วนะ สมณะโพธิรักษ์ ตอบไปแล้ว ว่า
๑. ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 
ตอบว่า..ไม่ได้

๒. หากไม่ได้จะทำอย่างไร …
ตอบว่า...ก็ต้องยังไม่ให้มี “การเลือกตั้ง” จนกว่าจะมีการปฏิรูปให้สังคมประชาชนมีความรู้ในความเป็น
“อธิปไตย” ที่มี “ธรรม” เพียงพอ 

โดยเฉพาะผู้จะเป็นนักการเมือง_นักบริหาร_ข้าราชการต้องมี “อธิปไตย”ที่มี “ธรรม”เพียงพอก่อนประชา
ชนทั่วไป
ไม่เช่นนั้นมันก็ตลกหรือเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะ “แม่แบบ”ที่จะมาหล่อหลอม ยังเป็น “แม่แบบ”ที่ยัง
ไม่มี “ธรรมาธิปไตย”จริง แล้วจะเกิด “อธิปไตย”ที่เป็น “ธรรม”ในสังคมประชาชนได้อย่างไร
อธิปไตยที่เป็นธรรม หรือธรรมาธิปไตย คือผู้ที่ไม่เป็น “ทาส”อำนาจโลก (โลกาธิปไตย ) และไม่เป็น 
“ทาส”อำนาจอัตตา(อัตตาธิปไตย) ได้แล้วจริงๆ
สรุป คนหรือประชาชนจึงต้องมาศึกษาความเป็น “โลก” และ “อัตตา” แล้วอย่าให้อำนาจ (อธิปไตย) 
ของโลกของอัตตามันอยู่ “เหนือ”เรา เราต้องมี “ธรรม”เป็นอำนาจจึงจะกอบกู้โลกหรือสังคมได้สำเร็จจริง 
เรียกว่าผู้มี “โลกุตระ”
เป็นผู้มีคุณค่าประโยชน์ต่อมวลชน (พหุชนหิตายะ) เป็นผู้ทำความสุขให้แก่มวลชน (พหุชนสุขายะ) 
เป็นผู้ช่วยโลกอนุเคราะห์โลกอยู่(โลกานุกัมปายะ)

๓.๑ การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย
ตอบว่า...ไม่ใช่

๓.๒ แต่ การเลือกตั้งอย่างเดียวไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตของประเทศและเรื่องเงินอื่นยกตัวอย่างเช่น 
ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่ ท่านคิดว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
ตอบว่า...ไม่ถูกต้อง

๔.๑ ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การ
เลือกตั้งอีกหรือไม่
ตอบว่า...ไม่ควร

๔.๒ หากเข้ามาได้อีกแล้วจะให้ใครแก้ไข
ตอบ...ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน ก็ต้องประชาชนนั้นเองจะต้องเป็นผู้แก้ ผู้บริหารจึงจะต้องทำ
ให้ประชาชนมี “ธรรม”เป็น “อธิปไตย”

๔.๓ แล้วควรแก้ไขด้วยวิธีอะไร
ตอบ...โดยวิธีเล่าเรียนศึกษาให้การปฏิบัติที่เน้นธรรมะกับประชาชน เมื่อ “ธรรมะ”มีจริงในประชาชน 
“อธิปไตย”ก็จะเป็น “ธรรมาธิปไตย”
เมื่อคนหรือประชาชนมี “ธรรมาธิปไตย”จึงจะสามารถ “อภิบาล”กันได้อย่างเป็น “ธรรม” สังคมก็จะมี 
“ธรรมาภิบาล”
โดยเฉพาะผู้มีตำแหน่งหน้าที่ จะเป็นผู้ “อภิบาล”ผู้อื่นหรือประชาชน ก็จำต้องเป็นผู้มี “ธรรมะ”ให้ได้
ก่อน จนเป็น “ธรรมาธิปไตย”ในตนเพียงพอจึงจะเป็น “ธรรมาภิบาล” หากผู้อภิบาลผู้อื่นมีแต่ “อธรรม”
หรือ “ธรรมะ”ไม่ “สัมมาทิฏฐิ” แท้ ก็ “อภิบาล”ผู้อื่นได้แค่ “อธรรม”
“ประชาธิปไตย”ก็เหลวเละอย่างเดิมแก้ไขไม่ได้
ขอยืนยันว่าจะแก้ไขความเป็น “ประชาธิปไตย”ได้สำเร็จดีจริงและยั่งยืนถาวรนั้น ต้องแก้กันที่ให้ “
ประชาชนมีธรรมะเป็นอธิปไตย” เฉพาะอย่างยิ่งผู้นำหรือนักการเมืองและข้าราชการต้องมี “ธรรมะ”
เป็น “อธิปไตย”เพียงพอก่อน
ไม่เช่นนั้นก็ล้มลุกคลุกคลานกันไปอยู่เช่นนี้ต่อไป

ลงชื่อ สมณะโพธิรักษ์ ผู้ตอบแบบสอบถาม 22 กรกฎาคม 2560

คลังส่ง 12 สมุดบัญชีเงินฝาก ‘ยิ่งลักษณ์’ ให้กรมบังคับคดี ดำเนินการยึดทรัพย์

คลังส่ง 12 สมุดบัญชีเงินฝาก ‘ยิ่งลักษณ์’ ให้กรมบังคับคดี ดำเนินการยึดทรัพย์

วันที่ 24 ก.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการสืบทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อชดใช้ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ได้ส่งรายละเอียดทรัพย์สิน ได้แก่ สมุดบัญชีเงินฝากของอดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 12 บัญชี ให้กรมบังคับคดีเรียบร้อยแล้ว โดยส่งให้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ส่วนกระบวนการหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีว่าจะยึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทันทีเลยหรือไม่ ส่วนคณะกรรมการสืบทรัพย์ของกระทรวงการคลังนั้น มีหน้าที่สืบทรัพย์เพียงอย่างเดียว หลังจากนี้จะรอหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ส่งหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบรายละเอียดทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่งข้อมูลกลับมา จะรีบทยอยส่งข้อมูลต่อให้กรมบังคับคดีเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ส่วนนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี
นายสมชัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสืบทรัพย์ โดยกระทรวงการคลังได้ส่งหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง กรมที่ดิน ให้ช่วยตรวจทรัพย์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และให้แจ้งกลับมาที่กระทรวงการคลัง เพื่อส่งข้อมูลต่อให้กรมบังคับดี ทำการยึดทรัพย์เพื่อนำมาชำระความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อไป

หมายเรียก"เสธอ้าย"112

ไปตามหมายเรียกของดีเอสไอ ช่วงเช้านี้ หลังถูกกล่าวหากระทำผิดม. 112 เสธอ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมชี้แจงในเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเจตนาจากการเอาคำพูดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทของกลุ่มคนที่จาบจ้วงโจมตีสถาบันมากล่าวซ้ำบนเวทีปราศรัย แต่ต้องการชี้ ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวกระทำผิด112ที่ยังมีการดำเนินการอยู่ของคนบางกลุ่ม
เสธอ้ายกล่าวหลังชี้แจงดีเอสไอ ไม่หนักใจอะไร ได้ชี้แจงไปหมดในเรื่องที่เกิดขึ้น ทางดีเอสไอนัดมาให้ปากคำอีกครั้งปลายเดือนสค. ก่อนตัดสินใจจะส่งฟ้องในประเด็น 112หรือไม่..

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้โทษคุก8ด.พล.ต.จำลองพวก บุกทำเนียบปี51

"ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้โทษคุก8ด. พล.ต.จำลองพวก บุกทำเนียบปี51"
ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์
จากกรณี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 จำเลยกับพวกได้ปราศรัยชักชวนให้ประชาชนกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น)ลาออก แล้วปิดล้อมเข้าควบคุมทำเนียบรัฐบาล ห้ามราชการเข้าปฏิบัติหน้าที่ ทำลายทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
โดยคดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกจำเลยคนละ 3 ปี ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้1ใน3 คงจำคุกจำเลยไว้คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ก่อนยื่นขอประกันตัว
ซึ่งเมื่อถึงเวลา นัด จำเลยทุกคนมาศาล และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวนายสนธิ มาฟังคำพิพากษา
ศาลอุทธร์พิเคราะแล้วเห็นว่า โจทย์มีรองเลขาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักสถานที่ดูแลรักษาความเรียบร้อย สันติบาล 4ปาก เบิกความถคงรายละเอียดเฟตุการที่ จ. ทั้ง6ที่เป็นแกนนำ และผู้ชุมนุม ที่เข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและได้นำรถ6ล้อเข้าไปตั้งเวทีปราศรัย หน้าสนามหญ้าทำเนียบนัฐบาล มีการตัดโซ่ที่คล้องประตูสองชุ้นรวมทั้งผลักดันแผงเหล็กกะนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดไว้ เพื่อำอรักษาความปลอดภัย ซึ่งการกระทำนั้นส่งผลให้ เกิดความเสียหายต่อระบบรดน้ำ ,สนามหญ้าที่ตายทั้งหมด และระบบไฟในสนามหญ้า ศาลจึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยนั้นเป็นการกระทำฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวสทบเนื่องกันแต่ผิดกฎหมายหลายบท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาฐานบุกรุกนั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ โดยอ้างเหตุ ว่าจำเลยเป็นผู้มีการศึกษา มีสถานะทางสังคม และได้ทำงานสังคม อีกทั้งไม่เคยต้องโทษในคดีอาญามาก่อน กับการชุมนุทนั้นก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการบุกรุกทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นสถานที่ราชการ ซึ่งการที่จำเลยจะใช้เสรีภาพนั้นก็จะต้องไม่กระทบต่ออำนาจหน้าที่อื่น และเพื่อไม่ให้การกระทำของจำเลยนั้นเป็นเยี่ยงอย่าง แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของพวกจำเลยมิได้เป็นประโยชน์เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงเห็นควรพิพากษาลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์จึงพิพากษาแก้ จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี ให้เป็นจำคุก1ปี โดยลดโทษให้1ใน3 คงจำคุกจำเลยทั้ง6 เป็นเวลาทั้งสิ้น 8เดือนโดยไม่รอลงอาญา
ต่อมา นายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความเปิดเผยว่า เตรียมยื่นหลักทรัพย์ สำหรับ5แกนนำคนละไม่เกิน1แสนบาท ส่วนนายสนธิ ไม่ได้ยื่นเนื่งจากถูกจำคุกในคดีอื่น โดยจะพยายามยืนฎีกาต่อสู้คดีให้ทันภาบในวันนี้ด้วย
ด้านบรรยากาศ มีประชาชนเข้าร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจจำเลยเป็นจำนวนมากจนล้นห้องพิจารณาคดี....นิว18

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดารมาก่อนสิงหาคม

ดรามาก่อนสิงหาคม
เปลว สีเงิน Saturday, July 22, 2017 - 00:00

ใจเย็นๆ ยังต้องเสียน้ำตากันอีกหลายปี๊บ....

ภาพ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไปขึ้นศาลน้ำตาไหลพราก มีกองเชียร์หอบดอกไม้ แห่ไปประกอบฉาก ชักจะธรรมดาเสียแล้วล่ะครับ

ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น!

มีคนบอกว่า นั่นมันคือส่วนหนึ่งของ woman's touch!

แต่คงไม่ใช่มั้ง...แค่คนกำลังจะจมน้ำ เจอขอนไม้ก็คว้าหมับ เอาชีวิตรอด ก็เท่านั้น

ก็เอาเป็นว่าสิ้นสุดการรอคอยหลังดรามายืดเยื้อมา ๒ ปี

วานนี้ (๒๑ กรกฎาคม) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนพยานจำเลยคดี ยิ่งลักษณ์ปล่อยโกงจำนำข้าว ๓ ปากสุดท้าย

มันมีประเด็นที่ทีมทนายยิ่งลักษณ์ ใช้แทกติกทางกฎหมายเข้ามาต่อสู้ ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา ๕ ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๔๒ ขัดหรือแย้งกับมาตรา ๒๓๕ วรรค ๖ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ หรือไม่

ศาลท่านอธิบายเหตุและผลในการยกคำร้องเอาไว้ชัดเจนคือ....

ศาลให้โอกาสอัยการโจทก์ นำพยานบุคคลไต่สวนแล้วถึง ๑๕ ปากใช้เวลา ๑๐ นัด

และฝ่ายจำเลยไต่สวนพยาน ๓๐ ปากใช้เวลา ๑๖ นัด

ศาลจึงเห็นว่าให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายเต็มที่ในการนำพยานบุคคลไต่สวนตามหลักเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามหลักกฎหมายแล้ว

ดังนั้นที่จำเลยยื่นขอส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบทกฎหมายเรื่องดุลพินิจศาลในการไต่สวนพยานจึงไม่มีเหตุตามรัฐธรรมนูญ

ที่จะยื้อศาลออกไปก็เป็นอันจบประเด็นนี้ไป

สิ่งที่จะเกิดต่อไปจากนี้คือ

ศาลฎีกาได้อนุญาตให้ "ยิ่งลักษณ์" แถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ ๑ สิงหาคม เวลา ๐๙.๓๐ น.

และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๒๕ สิงหาคม เวลา ๐๙.๐๐ น.

เป็นการนัดฟังคำพิพากษาวันเดียวกับคดีทุจริตจีทูจี ที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวกรวม ๒๘ ราย เป็นจำเลย

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทั้ง ๒ คดีมีความเชื่อมโยงกัน

อีกทั้งองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง ๒ สำนวน มีจำนวน ๕ คนที่ร่วมพิจารณาทั้งสองสำนวน

ฉะนั้น สิงหาคมนี้จะเป็นอีกเดือนที่ทุกสายตาต้องจับจ้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบห้ามกะพริบ

เรียกได้ว่าอุณหภูมิมันพุ่งหัวเดือนท้ายเดือนครับ

เพราะอีกคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำวินิจฉัยในเดือนสิงหาคม คือคดีสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

วันที่ ๒ สิงหาคม เวลา ๐๙.๓๐ น. จำเลย ๑-๔ ต้องไปศาลครับ

๑.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี

๒.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี

๓.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

๔.และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ศาลท่านกำชับเป็นพิเศษให้ พล.อ.ชวลิตไปฟังคำพิพากษาครับ....

แต่...ก็ไม่มีการส่งสัญญาณอะไรพิเศษ แค่ไต่สวนนัดก่อน "บิ๊กจิ๋ว" อ้างว่าป่วย ไม่ไปตามนัดเท่านั้น

ก็เป็นอันว่า เดือนสิงหาคมนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะชี้ชะตานักการเมือง และอดีตข้าราชการระดับสูงลอตใหญ่

มี...

๓ อดีตนายกรัฐมนตรี

๑ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์

๑ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือ นายภูมิ สาระผล

ข้าราชการระดับสูงก็มี

อดีตผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นต้น

กลับไปที่คดีละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่ยิ่งลักษณ์เป็นจำเลย

นับแต่คดีนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกา ฝ่ายยิ่งลักษณ์ออกแรงเยอะต่างกรรมหลายวาระ

ที่จำกันได้ติดตาคือ ยิ่งลักษณ์ ไปช่วยชาวนาตักข้าวใส่ถุงชั่งกิโลขาย

เด็ดกว่านั้นคือซื้อข้าวชาวนามาขายราคาถูก อ้างช่วยชาวนา

แต่ผลคือตัดราคากันฉิบหายวายป่วง

ก็ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีตำแหน่งแห่งหนเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าว พรรคเพื่อไทย พาพวกไปราชบุรีอ้างว่าไปตรวจสอบ ปริมาณการใช้ข้าวไปทำอาหารสัตว์ ของบริษัทขายอาหารสัตว์แห่งหนึ่งใน ต.ดอนทราย อ.ปากท่อ

คือ...จะไปตรวจสอบคนอื่นเขา ก่อนที่ "ยิ่งลักษณ์" จะไปให้ศาลฎีกาไต่สวนนัดสุดท้าย

ก็ไม่คาดคิดล่ะครับ... เห็นแชร์กันสนั่นโลกโซเชียล ว่าทีมตรวจสอบข้าวของพรรคเพื่อไทยเจอหญิงวัยกลางคนลากไส้ซะจนตั้งหลักไม่ทัน

...โครงการรับจำนำข้าวเจ๊งไปหลายแสนล้านใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

วันนี้ที่ทางพวกคุณเดินทางมาทวงในเรื่องของการรับซื้อข้าวที่มาผลิตอาหารสัตว์นี่มันเกี่ยวหรือไม่ ทำไมไม่ไปถามบริษัทที่ซื้อบริษัทที่ผลิต อันนี้มันหน่วยงานราชการ ถ้าเขาไม่ส่งมาคุณต้องยื่นคำร้องว่าคุณต้องการรู้เรื่องอะไร

ดิฉันในฐานะประชาชนจะถามเรื่องโครงการจำนำข้าวที่มันเจ๊งเนี่ย รอคำตัดสินอยู่เนี่ยรัฐบาลคุณจะว่าอย่างไร ในยุคของรัฐบาลคุณเนี่ย หญิงเก่ง นารีขี่ม้าขาว

ดิฉันในฐานะประชาชนก็อยากจะรู้เหมือนกัน เพราะฟังมานานแล้วประชาชนที่เดือดร้อน ภาษีของประชาชน และรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ที่เขามาดูแล

คุณจะมาหาทำไมข้าวที่มันไม่อยู่ ข้าวที่มันพังหายไปแสนๆ ล้าน ให้พวกคุณไปหาก่อนหาคนรับผิดชอบ หาคนรับผิดชอบให้ได้ก่อน เอามาตอบประชาชนอย่างพวกฉันก่อน แล้วคุณค่อยไปถามหาข้าวที่เขาเอามาระบายทำเป็นอาหารสัตว์ดีกว่า...

มันมีประเด็นว่านายยุทธพงศ์ไปเรียกสาวกลางคนที่ว่าด้วยคำว่า "ป้า"

ก็เป็นเรื่องซิครับ

"ชั้นกับคุณรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ต้องมาเรียกชั้นว่าป้า ชั้นไม่ใช่พี่สาวแม่คุณ"

นั่น...เรื่องราวที่ราชบุรี มีสีสันดรามาไปตามเรื่อง

แต่สาระคือคำถามเรื่องจำนำข้าวเจ๊ง มีทุจริตคอร์รัปชันมันยังต้องการคำตอบ

คำตอบก็จะอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวันที่ ๒๕ สิงหาคมนั่นแหละครับ

ค่ำวานนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เลกเชอร์ ในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่าด้วยเรื่อง ประชาธิปไตย เอาไว้ยาวเหยียด

"เหตุที่ ๘๐ กว่าปี 'ประชาธิปไตย' ของไทย ไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร จึงลุ่มๆ ดอนๆ โดยเฉพาะช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมานั้น ผมเห็นว่าบ้านเมืองของเรานั้น ประสบกับภาวะ 'บกพร่องทางจิตวิญญาณ' หมายถึง จิตใจของคนไทยมีความบกพร่องหรือขาดภูมิคุ้มกันทางศีลธรรมนะครับ เป็นเหตุให้สังคมมีปัญหา

ผมไม่ได้โทษประชาชนนะครับ เพียงแต่ว่าเราต้องเตือนกันนะ ต้องเข้าใจกันนะครับ จิตใจก็ต้องดูใจ ผมเหมือนกัน เปลี่ยนแปลง ควบคุมตัวเองให้ได้นะครับ ทุกคนก็ต้องมาช่วยผมตรงนี้นะครับ ประเทศจะได้ไม่ไปประสบวิกฤตการณ์ทางการเมืองอีก"

มันก็จริงพอจะเอาประโยชน์ก็บอกว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของทุกคน แต่พอบอกให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ก็งอแง เกี่ยงงอนกัน

ความบกพร่องทางจิตวิญญาณ อยู่ในขั้นที่เรียกว่าสาหัส

ทุกวันนี้โจรยังอ้างประชาธิปไตยเพื่อปกป้องโจรด้วยกัน

คนโกง คนขี้ฉ้อ ก็อ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

บกพร่องถึงขนาด ให้นิยาม ประชาธิปไตยมีไว้เพื่อรับใช้คนโกงเท่านั้น

พล.อ.ประยุทธ์ยกคำว่า "ธรรมาธิปไตย" ขึ้นมา แล้วอธิบายว่า

"ถ้าเรามี ประชาธิปไตย แต่ปราศจากธรรมาธิปไตย ความสงบสุขในสังคมก็จะไม่มีความยั่งยืน และที่สำคัญก็คือ จุดเริ่มต้นของการปรองดอง ก็คือการทำให้สังคมมีธรรมาธิปไตยนะครับ"

ถูกต้องครับ...เหตุที่นักการเมือง อดีตข้าราชการต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ก็เพราะห่างธรรม ใช้อำนาจเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

ทำอย่างไรให้มีธรรมาธิปไตยในประชาธิปไตย

นักการเมืองสะกดคำว่า "คุณธรรม" ออกเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละครับ ความบกพร่องทางจิตวิญญาณจะหายไป

ประชาธิปไตยที่งอกงามจะบังเกิด.

ผักกาดหอม

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตามคาด! อินเดียได้ประธานาธิบดีคนใหม่ที่มาจาก “จัณฑาล”

นายราม นาธ โกวินด์ ตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอินเดียตามความคาดหมาย และเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจาก จัณฑาล


ทั้งนี้ นายโกวินด์เป็นฝ่ายเอาชนะเหนือ นางไมรา กุมาร์ คู่แข่งจากพรรคคองเกรส โดยได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากสมาชิกสภาอินเดีย 4,896 คน ซึ่งลงคะแนนเลือกตั้งไปตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ (17 ก.ค.) ที่ผ่านมา โดยการเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่างนางกุมาร์ ส่งผลให้นายโกวินด์ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มาจากจัณฑาล ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 14 ของอินเดีย และยังช่วยให้พรรคภารติยะชนตะ (บีเจพี) พรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ สามารถควบคุมอำนาจในตำแหน่งระดับสูงเพิ่มมากขึ้น


รัฐธรรมนูญอินเดีย ระบุว่า ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะมีบทบาทในเชิงพิธีการ ส่วนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะมีบทบาทสำคัญในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเมือง อาทิ ในกรณีที่การเลือกตั้งไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่เหมาะสมที่สุด ให้เข้ามาจัดตั้งรัฐบา

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี"

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี"
1. ยุทธศาสตร์ชาติ คือ แผนทิศทางของประเทศ ที่จะกำหนดกรอบและแนวทางการพัฒนาให้หน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วนต้องทำตาม มีระยะบังคับใช้ 20 ปี ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเริ่ม พ.ศ.2560-2579 (นานไปไหม? ถ้าเปรียบเป็นเด็กคนหนึ่งก็ตั้งแต่เกิด จนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 เอง)
2. ทิศทางที่มุ่งไป คือ "ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" หรือเรียกแบบสั้นๆ ว่า "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" อย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆ จากทีวี ตอน 6 โมงเย็นนั่นแหละ
3. ที่มาของยุทธศาสตร์ชาติ ก็มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่ มีชัย ฤชุพันธ์ เป็นหัวหน้าทีมร่าง โดยมาตรา 65 กำหนดให้รัฐต้องมียุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นแผนในการพัฒนาประเทศ
4. จากมาตรา 65 ของรัฐธรรมนนูญกำหนดให้ต้องออกกฎหมายมาอีกฉบับ เรียกว่า "พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560" เพื่อเป็นกรอบในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ
5. พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ บอกให้มีคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และสเป๊กครึ่งนึงของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็เป็นโดยตำแหน่ง
6. บุคคลที่จะมาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยตำแหน่งหลายคนก็นั่งซ้อนหลายเก้าอี้มากมาย เช่น พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ควบตำแหน่งนายกฯ ผบ.เหล่าทัพ พ่วงด้วยตำแหน่งใน คสช. แถม สนช.อีก หรือตัวแทนภาคเอกชนบางคนก็ยังมีเก้าอี้อยู่ใน สนช. ด้วย
7. ตอนนี้มีร่างยุทธศาสตร์ชาติแล้วนะ แต่ไม่เปิดเผยให้ประชาชนดู iLaw ยื่นหนังสือขอดูอย่างเป็นทางการไปแล้วก็ยังเงียบ และร่างยุทธศาสตร์นี้ก็แอบร่างไว้ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญเสียอีก (ตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2558)
8. "โรดแมป" วางกันไว้ว่า ประมาณกันยายนปีหน้า แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกก็จะมีผลบังคับใช้ และอยู่ยาวไปอีก 20 ปี
9. ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อบังคับใช้แล้ว จะมีผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องแถลงนโยบาย และเสนองบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย ประมาณว่ากรอบยุทธศาสตร์ชาติใหญ่ที่สุด ขนาดรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งในอนาคตก็ต้องทำตาม ถ้าไม่ทำตามก็มีโทษอีก
10. ตามร่างยุทธศาสตร์ชาติที่แอบร่างไว้แล้ว มีการแบ่งยุทธศาสตร์ชาติออกเป็น 6 ด้าน คือ ด้านความมั่นคง การสร้างความสามารถในการแข่งขั้น การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในสังคม การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
ถ้าอยากรู้จักยุทธศาสตร์ให้มากกว่า ก็ตามลิงก์ด้านล่างเลย
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คืออะไร? เข้าใจกันแบบย่อๆ
ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คสช. เตรียมเขียนข้อผูกพันรัฐยาวนาน 20 ปี เตรียม "ลักไก่" ไม่ต้องมีส่วนร่วมอีก
ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่แอบเขียนไว้ก่อนแล้ว ประชาชนขอดูหน่อย
รู้จัก ป.ย.ป. ทำหน้าที่ปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ และปรองดอง
ขั้นตอนสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศของคสช.
คนหน้าซ้ำเตรียมรับงานใหม่ ในโรดแมปการร่างยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูป

"อดีตหัวหน้าคลัง อคส."ให้การหลัง รปห.สั่งห้ามรมยา ทำข้าวเน่า

อดีตหัวหน้าคลังสินค้า อคส.ให้การหลัง รปห. คสช.สั่งเลิกติดกล้องวงจรปิด เปลี่ยนกุญแจ ห้ามรมยา ทำข้าวเน่า เผย "ปนัดดดา" กำหนดมาตรฐานตรวจข้าวเอง ไม่อิง ก.พาณิ

นายพศดิษ ดีเย็น  อดีตหัวหน้าคลังสินค้า องค์การคลังสินค้า (อคส.)  กล่าวภายหลังการเบิกความเป็นพยานในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาตามคำฟ้องของ อัยการสูงสุด ว่า ในช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคลังสินค้าและรับผิดชอบในการกำกับดูแลสต๊อกข้าวในโครงการรับจำนำ ตั้งแต่ ปี 2554 จนถึงปี 2559 เห็นว่า ขั้นตอนในการตรวจรับข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำ เป็นไปตามมาตรฐานและขั้นตอนที่กำหนดโดยรัฐบาลและคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยในส่วนของ อคส.เป็นหน่วยงานโดยตรงที่รับมอบนโยบายจากกระทรวงพาณิชย์ และปฏิบัติตามคู่มือการรับจำนำข้าวของกรมการค้าภายใน ที่มีหน้าที่โดยตรงตั้งแต่การออกใบประทวน ตรวจสอบตาชั่ง ตรวจสอบเอกสารเกษตรกร จัดเก็บข้าวเปลือก จัดเก็บข้าวสาร เบิกจ่ายระบายข้าว ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2554 ในสมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  โกดังและคลังสินค้าในความดูแลของ อคส.ได้ปฏิบัติตามขั้นตอน และคู่มือเพื่อเก็บรักษาสภาพข้าวเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมาโดยตลอด ตั้งแต่ การตรวจสอบคุณภาพข้าว การรมยากำจัดแมลงและศัตรูพืช เป็นต้น  
 
    อย่างไรก็ตามจุดสังเกตในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ข้าวในโครงการรับจำนำมีหลายเรื่องหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาเรื่องข้าวหายไปจากโกดัง ในโกดังมีข้าวเสื่อมคุณภาพปะปน ข้าวไม่ตรงสเป็คตามโครงการรับจำนำ  และอีกหลายปัญหา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังการรัฐประหาร รัฐบาล คสช.ได้มีคำสั่งโดยกระทรวงพาณิชย์ให้มีการยกเลิกการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่เคยติดตั้งอยู่ที่โกดังเก็บข้าวในโครงการรับจำนำ สั่งเปลี่ยนคณะบุคคลที่ถือกุญแจ และตั้งแต่ ปี 2557-2559 กระทรวงพาณิชย์ห้ามมิให้มีการเปิดโกดังข้าวเพื่อรมยา ตามปกติ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าวในโครงการรับจำนำ ได้รับความเสียหาย
 
    สำหรับปัญหาเรื่องข้าวเน่า ข้าวเสียและข้าวเสื่อมคุณภาพ นั้นโดยข้อเท็จจริงแล้วข้าวที่เก็บไว้ในโครงการรับจำนำยังมีสภาพที่สามารถจำหน่ายได้ตามปกติ  แต่ปัญหาเกิดจากการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ม.ล.ปนัดดา กำหนดเอง ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ เอามาตรฐานการกำหนดคุณภาพข้าวเพื่อการส่งออกมาเป็นเกณฑ์ตรวจวัด ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวต้องเป็นข้าวที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพแล้ว จึงทำให้ข้าวในคลังและโกดังรับจำนำ ทั้งประเทศเป็นข้าวที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ ม.ล.ปนัดดา ประกอบกับบุคลากรที่ออกไปตรวจสอบนั้นเป็นบุคลากรที่ไม่มีประสบการณ์ไม่มีความรู้เรื่องข้าวขั้นตอนการตรวจสอบไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน จนทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล และกลายเป็นที่มาของนโยบายการสั่งขายข้าวคุณภาพดี ในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพ หรือข้าวเน่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบางรายประมูลข้าวได้ในราคาที่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท ทั้งที่ข้าวในคลังบางแห่งสามารถขายในราคาที่สูงกว่า 10 บาท ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก    
            ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพข้าวตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ ต้องตรวจข้าวให้ได้ปริมาณตัวอย่าง อย่างน้อย 5 % ของข้าว 1 กอง เช่นข้าวสาร 1 กองมีจำนวน 20,000 กระสอบ การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ต้องฉ่ำข้าวอย่างน้อย 1,000 กระสอบ แต่ในทางปฏิบัติของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดย ม.ล.ปนัดดา ฉ่ำข้าวแต่ละกอง ไม่ถึง 200 กระสอบ อีกทั้งยังไม่ทั่วทั้งกองข้าว แต่กลับบอกว่าข้าวที่ตรวจสอบเป็นคุณภาพต่ำ ที่แบ่งเกรดเป็น เอ บี และซี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ตั้งขึ้นเองโดยไม่เคยมีมาก่อน    
            ส่วนปัญหาเรื่องการทุจริตข้าวถุง ที่เป็นข้อกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้มีการทุจริตเมื่อปี 2556 นั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว ในเวลานั้นการจัดทำข้าวถุงเป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการทำข้าวถุง เพื่อจำหน่ายในราคาถูกให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย และไม่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีเลย เป็นการปฏิบัติในระดับของกรมการค้าต่างประเทศ และองค์การคลังสินค้า (อคส.) แต่ อดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิก และดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่เกิดเรื่อง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 และ อคส.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2556 ในปีเดียวกัน วุฒิสภาได้หยิบยกเรื่องนี้มาอภิปรายในสภาฯ ตอนนี้เรื่องอยู่ระหว่างการสอบสวน และดำเนินการของ ป.ป.ช

ศาลฎีกาฯยกคำร้อง"ปู"ขอตีความ นัดพิพากษาคดีจำนำข้าว25สิงหา.พร้อม"บุญทรง"


21 ก.ค. 60 - เวลา 14.45 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การไต่สวนพยานจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้ายจำนวน 3 ปาก เสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นศาลได้อ่านกระบวนพิจารณาให้ยกคำร้องของทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลย ที่ยื่นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2560 ต่อศาลฎีกาฯ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา 5 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ขัดหรือแย้งกับมาตรา 235 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
โดยศาลเห็นว่าเป็นการใช้คำที่มีความหมายเดียวกัน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่ศาลให้โอกาสอัยการโจทก์ นำพยานบุคคลไต่สวนแล้วถึง 15 ปากใช้เวลา 10 นัด และฝ่ายจำเลยไต่สวนพยาน 30 ปากใช้เวลา 16 นัด ศาลจึงเห็นว่าให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายเต็มที่ในการนำพยานบุคคลไต่สวนแล้วตามหลักเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามหลักกฎหมายแล้ว ดังนั้นที่จำเลยยื่นขอส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบทกฎหมายเรื่องดุลพินิจศาลในการไต่สวนพยานจึงไม่มีเหตุตามรัฐธรรมนูญ
และศาลได้อนุญาตให้จำเลยแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 1 ส.ค. นี้ เวลา 9.30 น. และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. นี้ เวลา 9.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้นัดพิพากษาในวันเดียวกับคดีทุจริตจีทูจีของนายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 28 ราย เนื่องจากข้อเท็จจริงหลักฐานเสนอในคดีเชื่อมโยงกัน อีกทั้งองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 2 สำนวน มีจำนวน 5 คนที่ร่วมพิจารณาทั้งสองสำนวน.

ข้ามช็อตลุ้น ‘ยิ่งลักษณ์’

ข้ามช็อตลุ้น ‘ยิ่งลักษณ์’

ถึงดีเดย์คดีใหญ่ วันที่ 21 ก.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานนัดสุดท้ายคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ ละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐเสียหาย
ในส่วนรัฐบาล คสช. ออกอาการห่วงคิวมวลชนนัดรวมตัวไปให้กำลังใจอดีตนายกฯหญิง ทั้ง “บิ๊กตู่”พ ล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เตือนอย่าก่อความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ศาล
ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ติดเบรก “อย่ามาเยอะ”
ระแวดระวัง ระแวงเหตุป่วน

เพราะอีกทางฝ่ายคุมเกมเครือข่ายฝ่ายหนุนอดีตนายกฯ ทั้งบรรดานักการเมือง

แกนนำมวลชนโชว์ตัวทางสื่อ หรือที่มีคิวชาวบ้านถือป้ายถ่ายรูปในพื้นที่ โพสต์โชว์ในโซเชียลมีเดียกันคึกคัก

ปั่นแคมเปญ “เชียร์จำนำข้าว-หนุนอดีตนายกฯปู” ส่อวุ่นอยู่เหมือนกัน

ถึงแม้ว่าตามโปรแกรมที่โฆษกศาลยุติธรรม ระบุ หลังนัดไต่สวนพยานนัดสุดท้ายเสร็จ ศาลจะนัดคู่ความแถลงปิดคดีใน 7 วัน จากนั้นจะนัดฟังคำพิพากษาใน 7 วัน แต่ถ้ามีเหตุสมควรหรือจำเป็น อาจจะนัดได้อีกภายใน 14 วัน

รวมแล้วจะใช้ระยะเวลาก่อนมีคำพิพากษาไม่เกิน 1 เดือน

ยังไม่รวมกรณีอดีตนายกฯยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความบทบัญญัติใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปมการไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม

และกรณีมีการส่งเรื่องต่อตามร้อง ก็น่าจะยืดเวลาตัดสินออกไปอีก

มหากาพย์จำนำข้าว ยังอีกอึดใจใหญ่จะถึง “ตอนจบ”

แล้วอันที่จริง ประเด็นชะตากรรมของ “อดีตผู้นำโคลนนิ่ง” ก็น่าจะโฟกัสกันอยู่ที่คำตัดสินที่ออกมา
“คุก-ไม่คุก” ต่อด้วยจับจ้องคิวต่อไป “เผ่น-ไม่เผ่น”

ส่วนเส้นทางและอนาคตการเมืองของ “ปู-ยิ่งลักษณ์” ที่จริงก็น่าจะจบไปแล้ว

ตั้งแต่คิว “โดนสอย” สนช.ลงมติถอดถอนจากปมจำนำข้าว ทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิการเมือง 5 ปี ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

ปิดฉากการเมืองไปตั้งแต่ปี 2558 แล้ว

กระทั่ง “นายใหญ่ทักษิณ” ก็มอง “ข้ามช็อต” ถึงมีข่าวเตรียม “แม่ทัพคนใหม่” ล่าสุดเป็นชื่อของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เดินสายเบียดซีนกันมากับ “อดีตนายกฯปู”

นัยว่าได้ตั๋ว “นอมินี” มาแทนที่ “โคลนนิ่ง” จากนายใหญ่-นายหญิง

และก็กลายเป็นห้วงกระเพื่อมป่วนๆกันในค่ายเพื่อไทยเวลานี้ เพราะอีกทางมีชื่ออย่าง “เจ๊แป๋ว” มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล น้องสาว “นายใหญ่” อีกรายมาประกบ จึงมีเครื่องหมายคำถามปม “ด่านสกัด”
ไม่เท่านั้น ในปีกมวลชนแนวร่วมกลุ่ม นปช. ก็ดูเหมือนยังไม่ถูกสเปกบางแคนดิเดต โดยล่าสุด “กุนซือหมู” พรศักดิ์ ศรีละมุล ที่ปรึกษา แกนนำ นปช. เหมือนจะเป็นตัวแทนออกมาโดดขวาง บิ๊กเนม ที่มีชื่อ เป็นแม่ทัพคนใหม่เพื่อไทย

เปรียบเปรย ไม่ใช่สร้างพระองค์เดียว จะขอเป็นเจ้าสำนัก

มองทิศทางเพื่อไทย คนจะมาเป็น “ประมุขสำนัก” ต้องได้รับการยอมรับจากสมาชิกและสาขา

ตั้งคำถามแรงในมุม นปช. “วันที่มวลชนต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย ไม่เห็นใครบางคนมาร่วมทุกข์ร่วมสุข”
ไม่เอ่ยชื่อก็รู้ว่า “เป้าหมาย” ที่เอ่ยถึงคือใคร

เอาเป็นว่านอกจากต้องจับตา ฝั่งบรรดา “เจ๊ๆ” เจ้าแม่ขาใหญ่บอร์ดตระกูลชินฯ เริ่มตั้งท่าขวาง โดยเจ๊ใหญ่-เจ๊เล็ก นัดลูกข่ายเพื่อไทยพบปะกันถี่ ตรวจแถวเช็กความภักดี

ตั้งกองหนุน จัดกองขวางเตรียมไว้

ยังมีกระแสข่าว เฮียๆบิ๊กเนมขาใหญ่ในป้อมค่าย ท่าทีไม่คลิกชื่อแคนดิเดตแม่ทัพหญิงที่ออกมา

โดยรวมแล้วจึงเป็นห้วงปั่นป่วนในค่ายเพื่อไทย

แทรกคิวแบบมองข้ามช็อตระทึกขวัญของ “ยิ่งลักษณ์”

ทีมข่าวการเมือง

สรุปยอด ปขช.1,658 คน ร่วมเวที 4ภาค แจง "ร่างสัญญาประชาคม"

กอ.รมน.สรุปยอด ปขช.1,658 คน ร่วมเวที 4ภาค แจง "ร่างสัญญาประชาคม" เป็น กลุ่มทางการเมือง 377 คน /เผย ให้ กก.ชุด บิ๊กเจี๊ยบ พัฒนาร่างฯ ก่อนส่ง ปยป.

พันเอก พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. กล่าวถึง ผลการจัดเวทีสาธารณะเพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคมที่ได้จัดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ เมื่อวันที่ 17-20 ก.ค.60 ที่ผ่านมาว่า มีพี่น้องประชาชนจากกลุ่มต่างๆที่ได้เคยให้ข้อมูลข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะฯในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นฯและการสรุปข้อคิดเห็นฯจากทุกจังหวัดเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

มีตัวแทนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงร่างสัญญาประชาคม จำนวน 1,658 คน แยกเป็น ภาคกลาง จำนวน 431 คน , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 476 คน , ภาคเหนือ จำนวน 391 คน และภาคใต้ จำนวน 360 คน

เมื่อแยกเป็นกลุ่มต่างๆ สามารถจำแนกได้แก่ กลุ่มที่ 1 (กลุ่มทางการเมือง,กลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง) จำนวน 377 คน
กลุ่มที่ 2 (กลุ่มนักวิชาการ,กลุ่มนักศึกษา,กลุ่มสื่อมวลชน,กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม(CSOs),กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน(NGOs),กลุ่มองค์กรวิชาชีพในพื้นที่) จำนวน 363 คน
กลุ่มที่ 3 (กลุ่มข้าราชการ,กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน,กลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจ,หอการค้าจังหวัด,กลุ่ม/องค์กรที่ทำงานร่วมกับส่วนราชการ) จำนวน 485 คน
กลุ่มที่ 4 (กลุ่มผู้นำชุมชน,กลุ่มผู้นำจิตวิญญาณในพื้นที่,กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง,กลุ่มคนในท้องถิ่นที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการของรัฐ) จำนวน 433 คน

การจัดการชี้แจงร่างสัญญาประชาคมในภาพรวมได้รับการตอบรับจากทุกกลุ่มเป็นอย่างดี และมีข้อคิดเห็นอยากให้สังคมไทยได้ขับเคลื่อนไปสู่การปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ได้มีข้อเสนอให้ทุกส่วนได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆในพื้นที่ เช่น การจัดสรรทรัพยากรน้ำ ที่ดินทำกิน เป็นต้น

กอ.รมน. ขอขอบคุณผู้แทนของกลุ่มต่างๆที่ได้มาร่วมรับฟังการชี้แจงร่างสัญญาประชาคมและแสดงความคิดเห็น
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อความสามัคคีปรองดอง(คณะอนุกรรมการฯชุดที่ 3)จะได้นำข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะจากเวทีต่างๆ นำมา พัฒนาร่างสัญญาประชาคมให้มีความสมบูรณ์ ก่อนที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ต่อไป

บรรยากาศ ดี๊ดี ปรองดอง !!!

บรรยากาศ ดี๊ดี ปรองดอง !!!
"บิ๊กป้อม" ชี้ พรรคเพื่อไทย ไม่รับ"ร่างสัญญาประชาคม" ไม่กระทบกระบวนการปรองดอง เพราะส่วนใหญ่ยอมรับ ชี้ การตัดสินคดี"ตู่จตุพร- ยิ่งลักษณ์"ไม่กระทบบรรยากาศปรองดอง เพราะเป็นเรื่องคดี และกระบวนการยุติธรรม...."สั่งปรับปรุง"ร่างสัญญาประชาคม"ให้เป็นรูปธรรม เพิ่ม แนวทางปฏิบัติ 15 ขัอ. ก่อนนำเสนอ"บิ๊กตู่-ปยป."24กค.นี้ ก่อนแถลง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการ ครั้งสุดท้ายเพื่อสรุปร่างสัญญาประชาคมหลังจากจัดเวทีสาธารณะ เพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคม 4 กองทัพภาค เมื่อวันที่ 17 -20 กรกฎาคมที่ผ่านมา

พล.อ.ประวิตร กล่าว ว่า เป็นการรับฟังข้อคิดเห็นภายหลังจากเปิดเวทีสาธารณะเพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคมในพื้นที่4 กองทัพภาค รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากคณะกรรมการฯ และทุกภาคส่วน ว่าจะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน

แม้ว่าความคิดเห็นร่วมทั้ง10 ข้อจะเป็นนามธรรมก็ตาม แต่เราจะต้องมีหลักการที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกัน เพื่อให้ร่างสัญญาประชาคมเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้จากการเปิดเวทีสาธารณะทั้ง4 กองทัพภาคที่ผ่านมา

ผมพอใจในระดับหนึ่ง ที่มีข้อคิดเห็นต่างๆเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดมาสรุป ซึ่งคิดว่าจะแล้วเสร็จ1-2 วัน เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน

"ผมเชื่อว่าร่างสัญญาประชาคมฉบับนี้จะเป็นที่ยอมรับของทุกคน อีกทั้งร่างสัญญาประชาคมก็เป็นส่วนหนึ่งของโรดแมป เพื่อให้รัฐบาลเดินต่อไปข้างหน้าได้ ผมจึงคิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จ " พล.อ.ประวิตร กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย ไม่ยอมรับร่างสัญญาประชาคม จะส่งผลอะไร หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นจุดยืนของพรรคตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ไม่ส่งผลอะไร เพราะเราไปรับฟัง และชี้แจงทุกรายละเอียดให้ประชาชนทั้ง4 กองทัพภาคแล้ว และเมื่อผ่านที่ประชุม ปยป.ก็จะลงไปแถลงรายละเอียดทั้งหมด ผ่านโทรทัศน์

จากนั้นจะนำสัญญาประชาคมลงไปให้ประชาชนทุกหมู่บ้านรับทราบ และเข้าใจ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ดำเนินการในเมื่อพรรคเพื่อไทยไม่เปลี่ยนท่าที แค่เป็นการพูดแบบเก่า และยังเป็นพรรคที่มีหลายพวกหลายคน ฉะนั้นเราต้องฟังความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน

เมื่อถามถึงกรณีการตัดสินคดีจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะส่งผลกระทบการสร้างความปรองดอง หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องคดีเป็นเรื่องของศาล และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางฝ่ายบริหารไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่กระทบกระบวนการสร้างความปรองดอง

ปลายกค.เรียกประชุม บอร์ดกห.ถกโผทหาร ได้

"บิ๊กป้อม" คาดปลายกค.เรียกประชุม บอร์ดกห.ถกโผทหาร ได้ เชื่อไม่มีปัญหา ยันให้ ผบ.เหล่าทัพ เลิอกเอง เพราะเป็นคนใช้งาน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหาร ว่า ตอนนี้ยังอยู่ที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พิจารณา จึงยังไม่ได้นำรายละเอียดทั้งหมดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหาร ระดับชั้นนายพล
โดยคาดว่าจะประชุมคณะกรรมการได้ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ เชื่อไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่ผ่านมาทุกปีก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ได้ให้ข้อแนะนำ ผบ.เหล่าทัพ ในการพิจารณาโยกย้าย หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า ทำไมผมต้องให้คำแนะนำด้วย
" เพราะผบ.เหล่าทัพต้องเป็นผู้พิจารณาว่าคนของเขาเป็นใคร และจะใช้ใครทำงานอะไร เพราะเขาเป็นคนใช้งาน จะไปให้คำแนะนำผบ.เหล่าทัพได้ไง"
ส่วนหลักความอาวุโส ความรู้ความสามารถนั้น เป็นเรื่องที่ผบ.เหล่าทัพรู้อยู่แล้วว่าจะพิจารณาอย่างไร

อะไรๆ ก็ไม่กระทบปรองดอง!!!

อะไรๆ ก็ไม่กระทบปรองดอง!!!
"บิ๊กป้อม" เชื่อ "คดียิ่งลักษณ์-จตุพร" ไม่กระทบปรองดอง/ พรรคเพื่อไทย ไม่รับร่างสัญญาประชาคม ก็ไม่กระทบต่อ"มั่นใจ" ประชาชน รับร่างสัญญาประชาคม มอบ "มหาดไทย-กอ.รมน.จังหวัด" เตรียมเผยแพร่ในทุกหมู่บ้าน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการ ครั้งสุดท้ายเพื่อสรุปร่างสัญญาประชาคมหลังจากจัดเวทีสาธารณะ เพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคม 4 กองทัพภาค เมื่อวันที่ 17 -20 กรกฎาคมที่ผ่านมา
พล.อ.ประวิตร กล่าว ว่า เป็นการรับฟังข้อคิดเห็นภายหลังจากเปิดเวทีสาธารณะเพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคมในพื้นที่4 กองทัพภาค รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากคณะกรรมการฯ และทุกภาคส่วน ว่าจะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน
แม้ว่าความคิดเห็นร่วมทั้ง10 ข้อจะเป็นนามธรรมก็ตาม แต่เราจะต้องมีหลักการที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกัน เพื่อให้ร่างสัญญาประชาคมเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้จากการเปิดเวทีสาธารณะทั้ง4 กองทัพภาคที่ผ่านมา

ผมพอใจในระดับหนึ่ง ที่มีข้อคิดเห็นต่างๆเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดมาสรุป ซึ่งคิดว่าจะแล้วเสร็จ1-2 วัน เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน
"ผมเชื่อว่าร่างสัญญาประชาคมฉบับนี้จะเป็นที่ยอมรับของทุกคน อีกทั้งร่างสัญญาประชาคมก็เป็นส่วนหนึ่งของโรดแมป เพื่อให้รัฐบาลเดินต่อไปข้างหน้าได้ ผมจึงคิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จ " พล.อ.ประวิตร กล่าว
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย ไม่ยอมรับร่างสัญญาประชาคม จะส่งผลอะไร หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นจุดยืนของพรรคตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ไม่ส่งผลอะไร เพราะเราไปรับฟัง และชี้แจงทุกรายละเอียดให้ประชาชนทั้ง4 กองทัพภาคแล้ว และเมื่อผ่านที่ประชุม ปยป.ก็จะลงไปแถลงรายละเอียดทั้งหมด ผ่านโทรทัศน์
จากนั้นจะนำสัญญาประชาคมลงไปให้ประชาชนทุกหมู่บ้านรับทราบ และเข้าใจ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ดำเนินการในเมื่อพรรคเพื่อไทยไม่เปลี่ยนท่าที แค่เป็นการพูดแบบเก่า และยังเป็นพรรคที่มีหลายพวกหลายคน ฉะนั้นเราต้องฟังความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน
เมื่อถามถึงกรณีการตัดสินคดีจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะส่งผลกระทบการสร้างความปรองดอง หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องคดีเป็นเรื่องของศาล และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางฝ่ายบริหารไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่กระทบกระบวนการสร้างความปรองดอง