PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

บิ๊กตู่"เตือน อย่าปลุกระดม บิดเบือน เรื่องยึดทรัพย์ "ยิ่งลักษณ์"

"บิ๊กตู่"เตือน อย่าปลุกระดม บิดเบือน เรื่องยึดทรัพย์ "ยิ่งลักษณ์" อย่าหาว่าเราไปรังแก ยึดทรัพย์ เพราะมันคนละเรื่อง
นายกฯ แจงมันคนละเรื่องกับคดีในศาลฎีกา ชี้อาจมีกรณีที่ 3 หากมีมาตรการทางแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าศาลปกครองรับคำร้องทุเลายึด ก็ต้องหยุดชั่วคราว ลั่นกรมบังคับคดี ลุยจนกว่าจะสิ้นสุดอายุความ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวถึงกรณีที่กรมบังคับคดี กระทรวงการคลัง ยึดและอายัดทรัพย์ในบัญชีธนาคารของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นคนละเรื่องกับกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาในคดีโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 25 ส.ค.นี้
ขออย่านำ 2 กรณีมาปนกัน เพราะการยึดทรัพย์ โดยกรมบังคับคดี ถือเป็นมาตรการทางปกครอง ซึ่งต้องทำตามเวลาที่กำหนด
ส่วนในวันที่ 25 ส.ค.เป็นเรื่องของศาล ซึ่งเป็นคดีอาญา วันนี้มี 2 กรณี แต่อาจะมี 3 กรณีก็ได้. หากมีมาตรการทางแพ่งให้ชดใช้ความเสียหาย
ขอยืนยันว่ากรณียึดและอายัดทรัพย์ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา
เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ร้องต่อศาลปกครองให้ทุเลาการดำเนินการยึดทรัพย์ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หากศาลรับคำร้องของน.ส.ยิ่งลักษณ์ การยึดทรัพย์ก็จะหยุดชั่วคราว ถ้าศาลไม่ให้ทุเลา ก็ต้องเดินหน้ายึดทรัพย์กันต่อไป ซึ่งขึ้นอยู่กับศาลว่าจะให้สิทธิแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่ ไม่ใช่ว่าเมื่อโดนคำสั่งศาลแล้ว จะไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้
แต่สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็สามารถร้องศาลปกครอง จนกว่าอายุความจะสิ้นสุด และระหว่างนี้ กรมบังคับคดี ก็จะดำเนินการยึดทรัพย์จนกว่า อายุความจะสิ้นสุดเหมือนกัน
“ขอว่าอย่าเอา 2 เรื่องมาพันกัน อย่าเอามากลายเป็นประเด็นเพื่อปลุกระดม เพื่อใช้ในการบิดเบือน เอาคนมาหาว่าเราไปรังแก ยึดทรัพย์ เพราะมันคนละเรื่อง เนื่องจากมีกฎหมายตั้งหลายตัว” นายกฯ กล่าว

ทร.ตั้ง"กรรมการสอบสวน"นาวาเอกนิวัธ" หลังภรรยา ถูกแฉในคลิป เอาพลทหาร ไปทำงานในร้านอาหาร

ทร.ตั้ง"กรรมการสอบสวน"นาวาเอกนิวัธ" หลังภรรยา ถูกแฉในคลิป เอาพลทหาร ไปทำงานในร้านอาหาร/ เจ้าตัว ชี้ ถูกกลัน่แกล้ง
พลเรือเอกจุมพล ลุมพิกานนท์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีคลิปภรรยา "นาวาเอก"ตำหนิทหาร ตามที่ ได้มีการเผยแพร่คลิปในสังคมออนไลน์ ระบุว่า พลทหารในสังกัดกองทัพเรือจำนวนหนึ่ง ถูกเกณฑ์มาเป็นคนงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดระยอง กำลังถูกตำหนิอย่างรุนแรง จากหญิงคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้มีการระบุว่า เป็นภรรยาของ นาวาเอก นิวัธ ฮะเจริญ รองผู้อำนวยการการท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมดังกล่าวอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ กองทัพเรือ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพเรือ มีความห่วงใยในสวัสดิภาพของกำลังพลในกองทัพเรือ
ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนนายทหารที่ถูกระบุในข่าว
ซึ่งหากพบว่า ได้กระทำที่ผิดตามที่ถูกกล่าวอ้างจริง กองทัพเรือจะได้ดำเนินการลงโทษตามระเบียบของทางราชการอย่างเร่งด่วนต่อไป" พลเรือเอกจุมพล กล่าว
ด้าน นาวาเอกนิวัธ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการกลั่นแกล้งกัน เพราะตนทราบดีและจากการกล่าวถึงชื่อร้านของตน ยอมรับว่าเป็นเจ้าของร้านจริง แต่ไม่ต้องการจะพูดอะไรอีก

วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รวมรายชื่อนักโทษการเมือง

คนที่อยู่ในเรือนจำ ด้วยข้อกล่าวหาที่เกิดจากการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นโดยสันติ บางคนเรียกว่า #นักโทษทางการเมือง บางคนเรียกว่า #นักโทษทางความคิด เท่าที่ไอลอว์ติดตามและบันทึกข้อมูล ในเดือนกรกฎาคม 2560 ยืนยันจำนวนนักโทษทางความคิดที่อยู่ในเรือนจำได้ 37 คน
บางคนยินดีเปิดเผยชื่อ บางคนไม่ยินดีเราจึงตั้งชื่อสมมติให้เขา
ถ้าอยากรู้มากขึ้นว่าพวกเขาเป็นใคร? ทำอะไรมาบ้าง? ถูกดำเนินคดีอย่างไร? ลองเข้าไปดูตารางการตั้งข้อหาได้ที่ https://freedom.ilaw.or.th/politically-charged
หรือหากอยากรู้เรื่องคดีเสรีภาพการแสดงออกมากขึ้นเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราที่ freedom.ilaw.or.th
ไอลอว์ ทำหน้าที่ติดตามสังเกตการณ์ และบันทึกข้อมูล การปิดกั้นการใช้ #เสรีภาพการแสดงออก โดยกฎหมายและอำนาจรัฐมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี และยังคงทำงานเหล่านี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ใครมีข้อมูลเพิ่มเติมกว่านี้ ส่งให้เราได้ที่ ilaw@ilaw.or.th

รอกำหนดโทษ 1 ปี #คดีกำแพงใจ 22 ฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลย

รอกำหนดโทษ 1 ปี #คดีกำแพงใจ 22 ฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลย
วันนี้(24 กรกฎาคม 2560) เพจเหมืองแร่เมืองเลย รายงานว่า เวลา 09.00 น. ที่ ศาลจังหวัดเลย มีคำพิพากษาให้ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลยทั้ง 22 คน มีความผิด ตาม พ.ร.บ.ทางหลวง ปี 2535 มาตรา 38, 39, 71 และ 72 แต่ให้รอกำหนดโทษ 1 ปี
คดีนี้เนื่องจากเมื่อปี 2556 ชาวบ้านร่วมกันก่อสร้าง “กำแพงใจ” ถึง 3 ครั้ง เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ำลำธาร และวิถีชีวิตชุมชน ทั้งนี้การสร้างกำแพงใจเป็นมติร่วมกันของชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดทั้ง 6 หมู่บ้าน ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เพื่อป้องกันรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกิน 15 ตัน และรถบรรทุกสารเคมีอันตราย จนนำมาสู่การฟ้องโดยบริษัทและองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวงฟ้องร้องในข้อหาร่วมกันสร้างสิ่งกีดขวางบนทางสาธารณะและผิวจราจรน่าจะเป็นอันตรายต่อยานพาหนะโดยไม่ได้รับอนุญาต ในระหว่างวันที่ 7 กันยายน 2556 - วันที่ 11 ตุลาคม 2556 รวม 22 คน
หลังศาลอ่านคำพิพากษา ส. รัตนมณี พลกล้า นักกฏหมายจากศูนย์ข้อมูลชุมชน ทนายความจำเลยในคดีกล่าวถึงเนื้อหาคำพิพากษาว่า "นั่นหมายความว่าไม่มีการลงโทษอะไร ไม่ได้เป็นการรอลงอาญา แต่หากภายใน 1 ปีนี้พบว่ามีการกระทำความผิด หรือถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมในคดีอื่นๆ ความผิดในครั้งนี้จะถูกนำมาพิจารณาว่าจะมีบทลงโทษอย่างไร"
ก่อนหน้านี้ชาวบ้านเคยร่วมกันสร้างกำแพงใจ 3 ครั้ง แต่ก็ถูกทำลายทั้ง 3 ครั้ง ครั้งแรกสร้างขึ้นในวันที่ 7 กันยายน 2556 แต่ต่อมามีบุคคลที่ปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือเข้ามาทำลายกำแพงดังกล่าว
จากนั้น 22 กันยายน 2556 ชาวบ้านมีมติรวมกันก่อสร้างกำแพงใจขึ้นเป็นครั้งที่ 2 กระทั่ง 11 ตุลาคม 2556 มีพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวงร่วมกันรื้อทำลายกำแพงใจของชาวบ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 100 นายให้การคุ้มกัน หลังจากนั้นชาวบ้านประชุมหารือกันสุดท้ายมีมติให้สร้างกำแพงใจครั้งที่ 3 ในวันเดียวกันนั้นเอง ก่อนที่กำแพงแห่งจะถูกทำลายลงเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 โดยฝีมือชายฉกรรจ์ 200 กว่านาย ปิดบังใบหน้า พร้อมอาวุธครบมือเข้ามาทำร้ายและกักขังชาวบ้าน จากนั้นทำลายกำแพงใจของชาวบ้าน เปิดทางให้นำรถบรรทุกพ่วงเข้าไปขนแร่จากเหมืองออกไปจากพื้นที่
โดยการสร้างกำแพงทั้ง 3 ครั้งนั้น นำมาซึ่งการฟ้องร้องดำเนินคดีกับกลุ่มชาวบ้านถึง 6 คดี เรียกค่าเสียหายกว่า 270 ล้านบาท
นอกจากคดีนี้แล้ว วันพรุ่งนี้ (25 กรกฎาคม 2560) ยังมีคดีเสรีภาพของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจังหวัดเลย อีกคดีหนึ่ง อัยการจังหวัดเลยจะมีคำสั่งฟ้อง/ไม่ฟ้อง แม่หญิง 7 คน
ในข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นหรือของผู้อื่น จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น, เป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้ได้รับแจ้งไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนดและในวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ตำรวจได้เพิ่มข้อหาต่อแม่หญิง 7 รายด้วยข้อหา ร่วมกันชุมนุมสาธารณะกีดขวางทางเข้าออกและรบกวนการปฏิบัติงานสถานที่ทำการหน่วยงานรัฐ
ขอบคุณภาพประกอบจากเพจเหมืองแร่เมืองเลย
อ่านรายละเอียดคดีแม่หญิง 7 คน เพิ่มเติมได้ที่ --->https://freedom.ilaw.or.th/case/797

ประชาธิปไตยไม่มีศาลเตี้ย

ประชาธิปไตยไม่มีศาลเตี้ย

เดือนสิงหาคมที่กำลังจะมาถึงกลายเป็น “เดือนแห่งการพิพากษา” คดีนักการเมือง เนื่องจากการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองก้าวมาถึงวันที่ต้องตัดสินหลายคดี มีระดับอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นจำเลยถึง 3 คน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในคดีสลายการชุมนุมการเมือง

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งรับฟ้องคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งมีอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2558 ในความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ฐานไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ประเทศเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

ก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง เพื่อยึดอำนาจและทำลายพรรคเพื่อไทย โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้รับเคราะห์ คดีนี้คือการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย กับฝ่ายนิยมเผด็จการ ผู้พิพากษาไม่ได้มีเพียง 9 คน เพราะยังมีประชาชนอีกหลายสิบล้านทำหน้าที่ผู้พิพากษา

มีคำถามว่าถ้าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย สมควรหรือไม่ที่จะต้องเคารพกฎหมาย เคารพรัฐธรรมนูญ เคารพศาล ไม่กดดันศาล ยอมรับคำตัดสินของศาล ศาลที่จะตัดสินคดีนี้คือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ไม่ใช่เพิ่งจะตั้ง แต่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540

ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผ่านการลงประชามติเสียงข้างมากของคนไทยทั่วประเทศ หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ บัญญัติไว้ตรงกันว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เป็นอำนาจของศาล ซึ่งดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ไม่ได้บอกว่าการพิพากษาคดีเป็นอำนาจของประชาชน ไม่ว่าจะมากมายมหาศาลเพียงใด

ถ้าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องยอมรับว่า อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติไม่มีอำนาจพิพากษาคดี ส่วนประชาชนไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์ที่มี “ศาลประชาชน” แต่ในความเป็นจริงประชาชนทั่วไปก็ไม่มีอำนาจตัดสินคดี แต่ถ้ามีการปลุกระดมประชาชนเพื่อตัดสินคดีเอง จะกลายเป็นระบบ “ศาลเตี้ย” ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

การที่รัฐบาลสั่งระดมกำลังตำรวจและทหารเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงเวลาที่จะมีคำพิพากษาสำคัญๆ

ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา การที่กลุ่มผู้สนับสนุนจำเลยจะระดมประชาชนเพื่อให้กำลังใจก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าเป็นการรวมตัวกันอย่างสงบ เคารพกฎหมาย และพร้อมที่จะยอมรับ คำพิพากษา แต่ต้องไม่ใช่เพื่อกดดันหรือต่อต้านคำพิพากษา.

ทุ่มเท-คุ้มค่า?

ทุ่มเท-คุ้มค่า?

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่จีรังยั่งยืน มีลาภก็อาจ เสื่อมลาภ มียศก็อาจเสื่อม ยศ เป็นธรรมดาของโลก
ในห้วงของการจัดกระบวนทัพพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ระดับสูง ต้อนรับฤดูเกษียณ อายุราชการปลายเดือน ก.ย.นี้

เมื่อมีนโยบายจากทั่นผู้นำ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. สั่งการให้ทุกกระทรวงเร่งมือจัดทำโผแต่งตั้งให้รวดเร็วกว่าปกติ เพื่อเตรียมงานรองรับพิธีสำคัญ

พร้อมทั้งให้ทุกกระทรวงจัดทำแผนโยกย้ายข้าราชการระดับรองๆลงมาแบบเป็นแพ็กเกจ เพื่อให้เห็นโครงสร้างผู้บริหารกระทรวงชุดใหม่ได้ชัดเจนถนัด ตายิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้คณะรัฐมนตรีจึงทยอยอนุมัติแต่งตั้งบิ๊กๆปลัดกระทรวง แทนคนที่จะเกษียณอายุราชการออกมาเป็นลอตๆ

ไล่เรียงตั้งแต่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดสำนักนายกฯ

รวมทั้งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

แน่นอน เมื่อมีคนสมหวัง ก็ย่อมต้องมีคนผิดหวัง เป็นธรรมดา เพราะเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงาน มีอยู่ตัวเดียวโด่เด่เท่านั้นเอง

คนที่สมหวังก็แฮปปี้ ส่วนคนผิดหวัง อดนั่งเก้าอี้ใหญ่ ก็ต้องทำใจก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป!!!

และนอกจากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนแล้ว กระทรวงกลาโหมและกองทัพ ต้องมีการแต่งตั้งโยกย้าย นายทหารประจำปีเช่นกัน

ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม นัดประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับนายพล วันที่ 31 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาโผแต่งตั้งที่เหล่าทัพเสนอขึ้นมา

โดยปีนี้ มีระดับบิ๊กตำแหน่งหลัก ที่เกษียณอายุราชการ อาทิ “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กปุย” พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด และ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.
ส่วน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. ยังคุมกองทัพต่อไป รอเกษียณอายุราชการปีหน้า 2561

และจากโผที่แพลมๆกันออกมา “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. จะนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ เสนาธิการทหาร ขึ้นแท่น ผบ.ทหารสูงสุด
“บิ๊กต้อ” พล.อ.สสิน ทองภักดี เสนาธิการทหารบก จะขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ. “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน ผบ.นรด. จะขยับเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. นั่งเก้าอี้ผู้ช่วย ผบ.ทบ.

ขณะที่กองทัพเรือ “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ จะฝ่าคลื่นขึ้นแท่น ผบ.ทร.
โผจริงออกมาจะตรงเผงหรือไม่ ต้องรอผลสรุปจากที่ประชุมฯ แต่รับ ประกันซ่อมฟรี การแต่งตั้งปรับย้ายปีนี้ ไม่มีปัญหากระเพื่อมกระฉอกแน่นอน เพราะทหารยุคนี้เคร่งครัดระเบียบวินัยเป๊ะ!!!

เหนืออื่นใด บิ๊กๆทุกกระทรวงที่ สมหวังได้ครองตำแหน่งในฝัน ประดับบารมีกันแล้ว อย่ามัวแต่ฉลองกันเพลิน

โปรดทุ่มเททำงาน ให้คุ้มค่าภาษีประชาชนด้วยนะโยม!!!

“พ่อลูกอิน”

ให้นายตัดสินใจ

"เป็นการตัดสินใจของ ผู่บังคับบัญชา"

พลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาฯสมช. เผย พลเอกประวิตร ในฐานะผู้รับผิดชอบ งานความมั่นคง เสนอชื่อ เลขาฯสมช.คนใหม่ ต่อสภา มช. แค่ชื่อเดียว ที่ท่านเห็นว่า เหมาะสม โดยที่ประชุม มีการหารือถึงความเหมาะสมกัน จากนั้นก็เห็นพ้องกัน  โดยไม่ได้มีการโหวต ลงคะแนน ใดๆ

โดยให้ เสนอชื่อ เข้า ครม. ในวันอังคารหน้า

ทั้งนี้ ตนเอง ไม่ได้มีปัญหาอะไร  เพราะเป็นการตัดสินใจของ ผู่บังคับบัญชา ในการเลือกคนที่เหมาะสมที่สุด

ทั้งนี้ มีรายงานว่า  ที่ประชุม เห็นชอบตามที่ พลเอกประวิตร เสนอ คือ พลเอกวัลลภ รักเสนาะ ผอ.สนผ.กลาโหม. ที่มีอายุราชการ2 ปี

จำเป็นยิ่งยวดข้ามห้วย

เรียบร้อย โรงเรียน "ป้อม"
ได้ เลขาฯ สมช.ลายพราง..."พลเอกวัลลภ"ข้ามห้วย

หลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ สภา สมช.) ที่ใช้เวลา กว่า 3 ชม. แม้ พลเอกประยุทธ์ ประธาน สภา มช. จะไม่บอกว่า มีมติเลือกใคร เป็น เลขาฯสมช. คนใหม่  ก็ตาม

แต่ พลเอกประยุทธ์ ก็ยอมรับว่า จำเป็นต้อง ไม่เป็นไปตามนโยบาย ที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ ที่ว่า ไม่ข้ามห้วย ยกเว้นจำเป็น อย่างยิ่งยวด. แต่ตอนนี้ มันเกิดความจำเป็น อย่างยิ่งยวดแล้ว

พร้อมยืนยัน ที่จะดูแล คนในสมช. ให้ได้ขยับ

จึงเป็นการบอกเป็นนัยๆว่า  ได้เห็นชอบ พลเอก วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผน กห. มาเป็น เลขาฯ สมช.คนใหม่

ทั้งนี้ เป็นไปตามการเสนอชื่อของ พลเอกประวิตร รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่เสนอชื่อ พลเอกวัลลภ

โดยจะนำเข้าครม. ในสัปดาห์หน้า

ไม่ตายในห้วย

"บิ๊กตู่ " รับปากดูแล คนในสมช. ให้ได้ขยับ ..ยัน ไม่ตายในห้วย! หาตำแหน่งให้"สมเกียรติ" แทน หลังพลาดเก้าอี้ เลขาฯสมช.

นายกฯบิ๊กตู่  ยอมรับว่า จำเป็นต้อง ไม่เป็นไปตามนโยบาย ที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ ที่ว่า ไม่ข้ามห้วย ยกเว้นจำเป็น และตัองทีเหตุผล ไม่อย่างนั้น ผมไม่ทำให้  ยัน เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด. จึงต้องให้ "ข้ามห้วย" แต่ตอนนี้ มันเกิดความจำเป็น อย่างยิ่งยวดแล้ว เพราะสถานการณ์ ด้วย

พร้อมยืนยัน ที่จะดูแล คนในสมช. ให้ได้ขยับ ยัน จะไม่ปล่อยให้"คนใน" ตายในห้วย  ก็ต้องหาตำแหน่งอะไรให้เขาได้ แต่ไม่บอก ว่าจะให้ตำแหน่งอะไร  ยันผมแก้ปัญหาของผมเอง

ทั้งนี้ ถูกมองว่า เป็นไป ตามสูตร เช่นที่ผ่านมา ,..ถ้า คนในสมช.พลาดเก้าอี้ ก็ต้องหาตำแหน่งให้ ช่น ที่ปรึกษานายกฯ ที่ปรึกษา รัฐมนตรี.....

ครั้งนี้ก็เช่นกัน คาด นายกฯจะหาตำแหน่ง ให้ "รองเกลี้ยง" นายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ

สั่งทำแผนต้านก่อการร้าย

“บิ๊กตู่” ประชุม สมช. สั่ง ทำ "แผนต่อต้านก่อการร้าย" สั่งทยอยปรับปรุงคุณภาพCCTVทั่วปท. 3แสนตัว ให้เชื่อมโยง ทั้งของรัฐ-เอกชน-รัฐวิสาหกิจ

                
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.แถลงภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ที่ประชุมได้พูดถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศ ให้สอดคล้องกับบริบทต่าง ๆ ในโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านความมั่นคงภายใน ภายนอก และประชาคมต่างๆ 

 ซึ่งสิ่งที่สหประชาชาติมีความห่วงใย คือเรื่องสภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติ โรคติดต่อร้ายแรง และเรื่องเศรษฐกิจ พันธะสัญญา พันธะกรณีต่างๆ ซึ่งตนได้ให้แนวทางไปว่า เราต้องคำนึงถึงความมั่นคงในรูปแบบใหม่ ในเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ความมั่นคงภายในและการก่อการร้าย
                
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้มีการกล่าวถึงยุทธศาสตร์ของสมช.ด้านความมั่นคง ที่จะต้องครอบคลุมทุกมิติ และต้องมีแผนแม่บท แผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ 

"วันนี้เราเพึ่งจัดทำแผนต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเรายังไม่ได้ทำตรงนี้ จะต้องมีคณะกรรรมการขับเคลื่อนมาทำงาน เพื่อให้ประสานสอดคล้องเกิดความร่วมมือกับนานาประเทศ เราต้องคำนึงความปลอดภัยของประเทศ 

อยากจะให้ใช้เวลาที่ตนและรัฐบาลนี้ยังอยู่ ทำแผนเหล่านี้ให้พร้อม เพื่อที่จะรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  และแผนของสมช. 5 ปีก็ต้องให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทุกอย่างจะต้องสอดคล้องกันทั้งหมด และสามารถปรับเปลี่ยนได้ภายใน 5 ปี 

รวมถึงยังได้ให้แนวทางเรื่องโครงสร้างการทำงานสมช. ซึ่งรัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยน ทั้งในรูปแบบขององค์กร คน และเครื่องมือ เพื่อที่จะผลิตข้อมูลต่าง ๆ ให้รัฐบาลได้ใช้ประโยชน์และเป็นที่ปรึกษาฝ่ายมั่นคงของรัฐบาลอย่างแท้จริง ซึ่งมีความสำคัญที่ต้องครอบคลุมทุกด้าน
                
 นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินการปรับปรุงระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ซึ่งตนได้สั่งการให้ซ่อมแซมกล้องCCTVทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นของรัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ที่มีอยู่ ราว 3 แสนตัว

โดยใช้เวลาให้สั้นที่สุดไม่ว่าจะเป็นของหน่วยใดก็ต้องขอความร่วมมือ ถ้าเป็นของภาคเอกชน ตนได้ให้กระทรวงการคลังไปช่วยเหลือในเรื่องของภาษีและราคาได้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องประโยชน์ของประเทศชาติ 

ในส่วนของรัฐ โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะที่มีผลต่อประชาชนต้องเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมหรือติดตั้งเพิ่มก็ต้องเสนอเป็นแผนงาน เพื่อขอใช้งบประมาณ ฉะนั้นระยะแรกต้องทำให้ครบทุกพื้นที่ก่อน 

ส่วนระยะ 2 คือการปรับเปลี่ยนคุณภาพของกล้องให้ดีขึ้น ซึ่งจะมีการเปลี่ยนทั้งหมด 3 แสนกว่าตัวทั่วประเทศ ทั้งนี้จะให้ปรับเปลี่ยนที่เดียวทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก หากจะให้สมบูรณ์ที่สุด คงยังไม่ถึงตรงนั้น

 สิ่งสำคัญคือ กล้องที่ติดไปแล้วต้องมีคุณภาพเท่าเทียมกัน อย่างการบันทึกภาพที่จะต้องบันทึกได้ 30 วัน  รวมถึงการให้ความมือการใช้ประโยชน์จากกล้องซีซีทีวีตามกฎหมาย เพราะเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเอกชนหรือหน่วยงานอื่นจะต้องให้ความร่วมมือ และต้องไม่มีการอ้างว่ากล้องเสียโดยจะต้องมีระบบควบคุมและการตรวจสอบ

ปรามอีกครั้งระวัง116มาชุมนุมให้กำลังใจยิ่งลักษณ์

"นายกฯ" ชี้ อายัดทรัพย์ "ยิ่งลักษณ์"ยังแค่ขั้นเตรียมการ  รอศาลชี้ขาดก่อน /งัด ม.116 เอาผิด พวกมาชุมนุม หน้าศาล  เตือน พวกละเมิดศาล และ เขียนในเวบฯ เพจ ผิด พรบ.คอมฯ ถามคดี"ยิ่งลักษณ์"สำคัญอยู่คดีเดียว รึไง/ ระบุการปรองดอง เขียนชัดทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาทุกรัฐบาล แต่ถ้าสถานการณ์ไม่สงบจน แก้ไขไม่ได้ คนใช้อาวุธห้ำหั่นกันเอง ก็จำเป็นต้องออกควบคุม ย้อนเหตุการณ์ยิง"วัดพระแก้ว"
 

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพิจารณาคดีสำคัญหลายคดีในช่วงเดือนส.ค.ว่า ทุกคดีมีความสำคัญ มีตั้งหลายคดีทำไมต้องสำคัญแค่คดีเดียว และตนเองยังไม่ได้บอกว่าใครผิดหรือถูกเป็นเรื่องของศาล ขออย่าไปละเมิดศาลก็เท่านั้นเอง 
 
"การเคลื่อน ไหวข้างนอกบางทีมันก็ผิดกฎหมาย การปลุกระดมต้องระวัง ถ้าพูดอะไรที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง ทำให้กระทบต่อความสงบเรียบร้อย กฎหมายมีบัญญัติไว้ตามมาตรา 116 

นอกจากนี้ยังมีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พวกที่เขียนอยู่ในเว็บต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงระวังจะโดนทั้งหมด"
 
นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่อยากประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน คือเรื่องการบังคับ หรือการยึดทรัพย์ต่าง ๆ นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันตอนนี้ เพราะเป็นเพียงขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ เขาต้องเตรียมข้อมูลต่างๆ เพื่อที่อนาคตหากมีการตัดสินอะไรขึ้นมา ก็จะมีการถามกันว่าไม่ได้เตรียมอะไรกันไว้เลยหรือ เจ้าหน้าที่ก็จะโดนอีก 

วันนี้เขาจึงต้องมีการเตรียมการ มีการตรวจสอบกัน ช่วงที่ผ่านมาบุคคลที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการการเมืองก็จะต้องมีการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ต้องมีการตรวจสอบเมื่อออกจากตำแหน่งแล้วตามขั้นตอน เพียงแต่พอมีข่าวหลุดออกมาในสังคมก็กลายเป็นว่าเขาผิด ซึ่งความจริงวันนี้เขายังไม่ผิด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตัดสิน และเมื่อศาลตัดสินแล้วถึงจะมีการดำเนินการต่างๆ ได้ ไม่ใช่ว่าจะไปตั้งใจยึดทรัพย์ก่อน เป็นเพียงขั้นตอนการทำงานของข้าราชการที่เขาต้องทำงานแบบนี้ 
 
"ผมบอกให้กรมบังคับคดีดำเนินการชี้แจงต่างๆ แล้ว ว่าไม่ใช่เรื่องของการไปยึดทรัพย์อะไร กระทรวงการคลังที่เขาพูดออกมาเพราะเขาได้ทำข้อมูลไปแล้ว เขาก็ไม่อยากให้พวกสื่อไปซักเขามาก 

ผมก็ได้บอกเขาว่าอะไรที่ยังไม่ใช่เวลาก็ยังไม่ต้องพูด มันจะกลายเป็นว่าเราไปรังแกเขา 

จึงอยากฝากไปถึงพ่อ แม่ พี่ น้องข้างนอกด้วย ให้เข้าในระบบข้าราชการว่าต้องมีการเตรียมการเอาไว้ ทั้งหมด สุดแต่ว่าผลทางคดีจะว่าอย่างไร ถ้าไม่ผิดก็จบ ไปยึดทรัพย์อะไรใครไม่ได้ ก็แค่นั้น 

แต่ถ้าผิดขึ้นมาก็ต้องดำเนินการต่อให้ได้ ต้องเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้นเอง 

วันนี้ยังไม่ได้ยืนยันว่าใครผิด ใครถูก เพราะเป็นหน้าที่ของศาล ผมไม่ใช่ศาล"นายก กล่าว
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้คนส่วนใหญ่สนใจที่ปลายเหตุ หรือปลายทางในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะหมดไปได้อย่างไร หากจิตใจ หรือจิตสำนักยังไม่มี ประเทศก็จะเป็นอยู่แบบนี้ ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด เคลื่อนไหวกันไปมา แล้วก็เรียกร้องว่าต้องการไปเลือกตั้ง ในข้อเท็จจริงพวกคุณจะต้องทำให้สถานการณ์สงบก่อน 
 
"ผมเองก็ยังไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างเป็นเรื่องของพวกคุณทั้งนั้นที่ทำกันมา 

ในส่วนของการปรองดองที่เขียนไว้ 10 ข้อ ก็มีเขียนชัดเจนว่าทหารมีหน้าที่ทำอะไร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนทหารก็จ้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล 

ผมก็เคยเป็นข้าราชการในรัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่ใช่หรือ เว้นแต่มีเรื่องราวเกิดขึ้นสถานการณ์ไม่สงบ มันก็จำเป็นแค่นั้นเอง ถ้ามันไม่เกิดเรื่องเหล่านี้ ไม่มีเรื่องคดีความ ไม่ทำให้บ้านเมืองแตกแยก ไม่ทำให้ประชาชนต้องนำอาวุธมายิงมาฆ่ากันจนทำงานไม่ได้ ผมก็ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว 

การที่จะนำทหารมาปราบปรามก็ต้องไปดูว่ากลุ่มไหนทำอะไร ไม่ใช่มัวแต่คิดว่าวันนี้ทำไมไม่ทำเรื่องนั้น เรื่องนี้ มันคนละอย่างต้องไปดูที่พฤติกรรม ถ้าพฤติกรรมที่ไปยิงใส่สถานที่ราชการ ศาล ทหารจำเป็นต้องทำหรือไม่ แต่ถ้าไปตีกันข้างนอก ห้ามปราบเดี๋ยวก็หยุด อย่ามัวไปเปรียบเทียบว่าวันนี้เขาเดินขบวนกันอย่างนี้

 ยืนยันว่าวันนี้ผมไม่ได้เข้าข้างใคร แต่เราต้องมีหลักการที่มั่นคง ถ้าไม่ทำร้ายประชาชน ไม่ทำให้ประชาชนเสียชีวิต ไม่ทำให้สถานที่ราชการเสียหาย ไม่ยิงใส่วัดพระแก้ว คลังน้ำมัน ถามว่าแล้วใครยิงก็ต้องไปสอบสวนกันมา  ซึ่งความเป็นจริงแล้วเจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากทำ เพราะเป็นประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย แต่ต้องไปหาวิธีว่าคนที่ลงมือกระทำต้องทำอย่างไร กฎหมายผิดตรงไหนก็ไปว่ากันมา"นายกฯ กล่าว

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เหวง ติงคสช.ราดน้ำมันบนกองเพลิง

เหวงติง คสช.ราดน้ำมันเข้ากองเพลิง
ปัด นปช.ขนคนมาเชียร์ “ยิ่งลักษณ์”
................................................

หมอเหวง ปัดนปช.ขนคนเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” โต้ คสช.กวนน้ำให้ขุ่นเท่ากับราดน้ำมันลงกองเพลิง ประโคมข่าวจนคนอยากมา เชื่อเป็นเพราะรักและศรัทธาจึงมาให้กำลังใจ ลั่นไม่ได้มาประท้วงหรือต่อต้านศาล
เมื่อ 25 ก.ค. 2560 นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีฝ่ายความมั่นคงมีความกังวลที่มวลชนจะมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาคดีจำนำข้าวของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่า คิดว่า คสช. ไม่ควรทำอย่างนี้ เพราะที่ออกข่าวว่าจะมีการขนมวลชนมามากมายไม่ทราบว่าเอามาจากที่ไหนว่าจะมีการขนคนมาเชียร์น.ส.ยิ่งลักษณ์ เท่าที่ทราบ ไม่มีการขนคนหรือมีการติดต่อพูดจาอะไรกัน พรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ จึงแปลกใจว่ามาอย่างไร
“ประชาชนเขาเคารพกฎหมาย ไม่มีใครตั้งใจทำลายขื่อแปของบ้านเมือง ถ้าจะมีคนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์บ้าง ก็เป็นเพราะรักและศรัทธา เขาไม่ได้มาประท้วงหรือต่อต้านศาล ประเมินว่าตามปกติธรรมชาติก็น่าจะมีแค่หลักร้อย ผมไม่ต้องการอะไร อยากรอโรดแม็พให้มีการเลือกตั้ง ไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย การที่ คสช.ระบุว่าจะมีการขนคน เป็นไปไม่ได้ การที่ คสช.กวนน้ำให้ขุ่นจึงเท่ากับราดน้ำมันเข้ากองเพลิง” นพ.เหวงกล่าว
PEACE NEWS

สิงหา 'ใครมีลาย-ออกลายมาเลย'

เปลว สีเงิน 24/7/60
"ดาริน กานต์"...........
ทำปฏิทิน "คนเฉียดคุก" เดือนสิงหา ๖๐ โพสต์ fb ไว้กระชับดี
-๑ ส.ค. ยิ่งลักษณ์ แถลงปิดคดีปล่อยปละจำนำข้าวด้วยวาจา
-๒ ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินคดี อดีตนายกฯ สมชายและพวก "สลายพันธมิตรฯ" หน้าสภา ๗ ต.ค.๕๑
-๑๕ ส.ค. โจทก์-จำเลย (คดียิ่งลักษณ์) ยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลฎีกานักการเมือง
-๒๕ ส.ค. ตัดสินคดียิ่งลักษณ์และคดี "ขายข้าวจีทูจี" บุญทรงกับพวก
-๒๙ ส.ค. ตัดสินคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ "นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ"
"ยัง กัมมัง กะริสสามิ เราทำกรรมใดไว้
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ดีหรือชั่วก็ตาม
ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ. เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น."
ครับ...เป็นเช่นนั้นจริงๆ ผลของกรรมแน่นอนที่สุด เพียงแต่จะมาเร็ว-มาช้า เท่านั้น
ฉะนั้น ใครที่ท้อแท้-หดหู่..........
ชอบประชดชีวิต "ทำดี ไม่เห็นได้ดี สู้พวกทำชั่วไม่ได้ ร่ำรวย สุขสบายกัน" นั้น
จงเห็นใหม่ โดยพิจารณาจาก "ปฏิทินกรรม" นี้ เป็นบทปลง!
ส่วนใหญ่ มองเผินๆ เพียงชื่อคนด้วยมุมมองแคบ-สั้นว่า "พวกเราหรือพวกเขา"?
ถ้าเป็นพวกเรา
ก็ลุ้น "เอาใจช่วย" ถ้าคำตัดสินออกมาเป็นคุณฝ่ายตน ก็ว่ายุติธรรม
แต่ถ้าเป็นพวกเขา ก็ลุ้นอีกเหมือนกัน.......
แต่เป็นลุ้นให้คำตัดสินออกมาเป็นโทษ ติดคุก-ติดตะรางไป ก็ว่าแบบนั้น คือยุติธรรม!
ตราบใด ถ้ามองคำตัดสินศาลด้วยทัศนคติแบบนี้ ขอบอกว่า ในความที่ "ยุติธรรมสถิต" มีอยู่แล้ว
แต่การที่คนในสังคมไม่ใช้สติใคร่ครวญด้วยยอมรับความจริงในแต่ละการกระทำ ด้วยใจสุจริตบนฐานเหตุและผล
ใช้แต่ความคิด-ความต้องการบนฐาน "พวกเรา-พวกเขา" เป็นเกณฑ์ชี้ขาด
แบบนี้ ทั้งชาติ ก็มองไม่เห็นความยุติธรรม!
ตามปฏิทินเดือนสิงหา จะเป็นสิ่งทดสอบมาตรฐาน "สังคมไทย" ได้ดีที่สุด
เพราะด้วยความจริงประจักษ์ จำเลยแต่ละคดี "ล้วนคนระบอบทักษิณ"
ชนทั่วไป ย่อมเข้าใจ ว่าด้วยพฤติกรรมใด คนระบอบทักษิณเหล่านั้น จึงต้องตกเป็นจำเลย
คำตัดสินที่จะออกมา ไม่ว่าเป็นอย่างใด ก็เข้าใจได้ ทั้งตามหลักกฎหมาย หลักสังคม หลักข้อเท็จจริง กระทั่งหลักกรรม
แต่ยังมีชนอีกส่วนหนึ่ง.........
ที่เป็นหน่อพันธุ์ "ผลไม้พิษ" เพ่นพ่านอยู่ ทั้งที่รู้ว่าตัวเอง พวกตัวเองทำอะไรไว้ และที่ทำนั้น สุจริตหรือทุจริต
ด้วยสันดานพันธุ์ผลไม้พิษ รู้ความจริง เพราะตัวทำ
แต่ยอมรับในด้านว่า ความจริงที่ตัวเองทำนั้น "ไม่ผิด-ไม่ชั่ว" หากแต่กฎหมายเขียนให้ผิดเอง
และคนอื่นที่ไม่ใช่พวกตัว มองว่า "ชั่ว" ไปเอง!?
ตอนนี้ จึงมีขบวนการปลุกระดม ชูประเด็น (หน้า) ด้านๆ ประมาณว่า
"ระบอบทักษิณถูกรัฐบาล คสช.ไล่ล่า"!
ความเป็นจริง ไม่มีใครไล่ล่าใคร ถ้าจะมี ก็ "กรรม" ที่แต่ละคนก่อไว้นั่นแหละไล่ล่า
กรรมเหมือนเงา........
ต่อให้แอบทำในที่มืด ไม่ว่าดีหรือชั่ว เงาเกิดทั้งนั้น ไม่ใช่ไม่เกิด เพียงแต่ไม่เห็นเอง เหมือนตอนหลับ เราก็หายใจ หากแต่ไม่รู้สึกเอง
ในกรณีนี้ ผมอยากให้เข้าใจกันให้ถูก
ไม่อยากให้เป็นเหยื่อ "ข้อมูลเท็จ" พวกขบวนการพืชพันธุ์ผลไม้พิษที่ดาหน้ากันออกมาพูดจาบิดเบือนหน้าด้านๆ
เป็นระดับอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยก็มี ระดับอดีตผู้พิพากษาก็มี พวกจานมหาลัยก็มี ดอกเตอร์เศษฝรั่งก็มี
เห็นแล้วสมเพช...........
เรียนกันมาขนาดนั้น แทนที่จะใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ชาติ-ประชาชน บนฐานสุจริต ยึดผิด-ถูกแห่งการกระทำเป็นธงวินิจฉัย
กลับใช้น้ำกระดูกที่ระบอบทักษิณโยนใส่กระถางน้ำข้าวให้ เป็นธงเห่า แล้วเผ่าพันธุ์หอนรับเป็นทอดๆ
หวังผลทางปลุกปั่นให้ออกมา "ทำลายเมือง-พิทักษ์โจร"!
ความเป็นจริงที่ต้องเข้าใจกัน...........
รัฐบาลไม่มีอำนาจไปก้าวล่วงการตัดสินคดีความของศาล
ทุกคดี ศาลตัดสินอย่างใด เป็นอิสระด้วยอำนาจของแต่ละศาลเอง
ดังนั้น ที่เป่าหูชาวบ้านกันตอนนี้ว่า รัฐบาล คสช.หรือทหารไล่ล่าระบอบทักษิณ
ไม่จริง.....รัฐบาลทำอย่างนั้นไม่ได้
และศาลก็ไม่มีวันยอมให้รัฐบาลเข้าไปทำอย่างนั้นด้วย!
ทุกคดี ไม่เกี่ยวกับระบอบไหน หรือใครพวกใคร มันขึ้นอยู่กับว่า ใครทำอะไร-แบบไหนไว้
ตอนนี้ ถึงเวลาสิ่งที่ทำ จะออกดอก-ออกผล เป็นสิ่งตอบแทน
ถ้าสิ่งที่ทำนั้นดี และถูกต้องจริง
ก็ไม่ต้องหวั่นไหว ร้องไห้-ร้องห่มเหมือนคนบ้า เพราะผลที่ออกมา คือคำตัดสิน ก็จะออกมาเป็นคุณ
แต่ถ้าที่ทำนั้นไม่ดี เจตนาไม่สุจริต คิดชั่วต่อชาติ-ประชาชน ผลที่ออกมา ก็จะเป็นโทษ
เหมือนเพาะกุหลาบไว้ ก็สบายใจได้ ต้นที่งอก-ดอกที่โผล่ ต้องเป็น "ดอกกุหลาบ" สวยงามแน่
แต่ถ้าไม่ใช่ ต้นที่งอก-ดอกที่โผล่ มันจะเป็นดอกกุหลาบไปได้อย่างไร?
มันก็จะออกเป็นดอกฟ้องเผ่าพันธุ์ที่เพาะ เป็นดอกทอง ดอกอุตพิดไปตามพันธุ์ ...พันธุกรรมนั่นแหละ
ผมก็แฉลบไปโน่น-นี่อยู่ ๒-๓ วัน อ่านๆ ข่าว เห็นสื่อเขาพูดกันว่า เดือนสิงหาดูน่ากลัวสถานการณ์!?
เพราะพวกพันธุ์พิษเตรียมระดมเผ่าพันธุ์แดงเดินทางเข้ามาแสดงพลังในกรุงเทพฯ ด้วยข้ออ้าง
มาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์!
วันที่ ๒๕ สิงหาที่ศาลนัดฟังคำตัดสิน ทั้งคดียิ่งลักษณ์-คดีบุญทรงในวันเดียวกัน
ได้ยินฝ่ายรัฐบาล ทหารเขาก็พูดเรื่องนี้ในทำนองห่วงใย ไม่อยากให้มาเหมือนกัน
แต่ความเห็นผม....ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า!
รัฐบาลไม่ควรเอาเหตุการณ์ที่คาดเอาล่วงหน้า มาเป็นตัวกังวลถึงขั้นออกมาตรการ-ห้ามปรามในปัจจุบัน ดูไม่สง่างามนัก
มนุษย์ทุกคน มีทั้งคนรัก-คนเกลียด
เมื่อยิ่งลักษณ์จะติด-ไม่ติดคุกทั้งที คนที่รักเธอจะมาให้กำลังใจกัน ก็ปล่อยเขาเถอะ
-การตัดสิน เป็นอำนาจของศาล
-การมาของคน เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน
-การควบคุมคนที่มาให้อยู่ในกรอบกฎหมาย เป็นหน้าที่รัฐบาล
ยึดตามนี้ ทุกอย่างจะสวยงาม........
ส่วนรายละเอียดในขั้นตอนปฏิบัติ บนฐานประเมินผลในอนาคต รัฐบาลจะทำอย่างไร นั่นเป็นเรื่องภายใน ก็ว่ากันไปทางใน
ไม่ใช่เอาทางในมาพูดสร้างเป็นมุมขัดแย้งข้างนอก เหมือนผัวเมียทะเลาะจะให้ลูกเรียนอะไรดี
ทั้งที่เพิ่งจะปั่มปั๊มไปครั้งเดียว เมื่อคืนเอง!
ทุกอย่างจบที่เดือนสิงหาไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็น "ความลงตัว" ที่เป็นอย่างที่มันต้องเป็น
เพราะพ้นจากสิงหา เข้าโซนกันยา-ตุลา
บ้านเมืองไม่ควรมีเรื่องใดๆ และใครๆ ก็ไม่บังควรนำมาซึ่งสิ่งรบกวนจิตใจประชาชนช่วงนั้น
ให้มันจบๆ ไป ด้วยความลงตัวตามเหตุ-ปัจจัยของมัน
"อะไรจะเกิด"...........
ก็ให้มันเกิดซะตอนนี้ จะได้รู้เรื่อง-รู้ราว และ "สิ้นเรื่อง-สิ้นราว" กันไปซะที
บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพ "เด็กแย่งตุ๊กตา" จนแขนขาขาดมา ๑๐ ปีเต็มๆ แล้ว
เอากันให้จบ-ให้เบ็ดเสร็จกันไปซะที!
ใครมีลาย อยากจะออก ก็ออกมาให้เห็น "เต็มตัว-เต็มดอก" ซะภายในสิงหานี้เถอะ
สะสางซะให้มันจบแบบสะๆ ไปซะที!
ปีหน้า ...........
จะได้เป็นปีเริ่มศักราช ที่ไม่ใช่ "พวกเขา-พวกเรา" มีแต่เผ่าพันธุ์ไทยเดียวกันทั้งหมด
"สร้างบ้าน-แปงเมือง" กันให้เต็มสูบไทยเสียที!

บทเปรียบเทียบ 'วิญญูชน-ทุรชน'

นปช.-กปปส.".............
อ่านตัวอย่าง "ข้อสอบเฉลย" นี่หน่อย!
อ่านแล้วจะรู้ "ผลสอบ" ตัวเองเมื่อปี ๕๓ และปี ๕๖-๕๗ โดยเทียบเคียงชัดแจ๋ว!
".........จำเลยทั้งหกซึ่งมีการศึกษาต้องรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมาย ทำให้เสียทรัพย์ราชการ ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
ซึ่งกระทบต่อเนื่องถึงประโยชน์สาธารณะ เลยขอบข่ายการแสดงออกทางประชาธิปไตย
อย่างไรก็ดี การกระทำของจำเลยทั้งหกไม่ได้มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตน และไม่ได้ประทุษร้ายบุคคล
อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคนละ ๒ ปี โดยไม่รอลงอาญานั้นหนักเกินไป
เห็นควรปรับบทลงโทษให้เหมาะสม พิพากษาแก้เป็นจำคุกจำเลยคนละ ๑ ปี ไม่รอลงอาญา
โดยคำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ ๑ ใน ๓
คงจำคุกจำเลยคนละ ๘ เดือน ไม่รอลงอาญา"
นี่คือส่วนหนึ่งของ "คำตัดสินศาลอุทธรณ์" เมื่อวาน (๒๔ ก.ค.๖๐) ในคดีแกนนำพันธมิตรฯ บุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี ๕๑
จำเลยทั้ง ๖ ............
"พลตรีจำลอง ศรีเมือง, สนธิ ลิ้มทองกุล, พิภพ ธงไชย, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, สมศักดิ์ โกศัยสุข และ สุริยะใส กตะศิลา"
รวมทั้งชนชาวพันธมิตรฯ ทั้งที่ไปและไม่ได้ไปร่วมฟังคำตัดสินเมื่อวาน
ต่างน้อมรับคำตัดสินนั้น "ด้วยเคารพต่อศาล" โดยไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน-โต้แย้งใดๆ
ศาลแจกแจง แยกแยะแจ้งชัด เป็นคำตัดสิน "สถิตยุติธรรม" ถึงพร้อมด้วยบรรทัดฐานกฎหมาย บรรทัดฐานคุณธรรม
และรับรู้ถึงมโนสำนึกแห่งชนผู้ "ยอมทำผิด"
เพื่อให้ผิดนั้น............
เป็นผิดเพื่อพิทักษ์ "ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์" จากทุรชนที่มุ่งโค่นชาติ ล้มสถาบัน ในเวลานั้น
ทั้งหลาย-ทั้งปวง ที่แกนนำพันธมิตรฯ ทำลงไป ตัวเองพร้อมตาย แต่ฝ่ายตน ไม่ยอมกระทำใดๆ ในทางทำลายและประทุษร้ายใครๆ
เห็นได้จริง ดังคำตัดสินที่ว่า.........
"การกระทำของจำเลยทั้งหกไม่ได้มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตน และไม่ได้ประทุษร้ายบุคคล"
ขณะนี้ ศาลอนุญาตให้จำเลยทั้ง ๖ ได้ประกันตัวไปสู้ชั้นฎีกาต่อไปแล้ว
ไม่มีใครออกมาฮึ่มแฮ่ ด้วยอ้างบุญคุณทำเพื่อชาติ
ไม่มีใครออกมาพูดว่า "ไม่ได้รับความเป็นธรรม"
ไม่มีใครนัดหมายแสดงพลัง-สร้างวลีเสียดสีศาล
ไม่มีใครบีบน้ำตา-บ้าน้ำลาย เป็นอีบ้า-ไอ้เบื๊อกเถลือกไถล
แกนนำ นปช.-แดงระบอบทักษิณทั้งหลาย โปรดดูเป็นตัวอย่าง
และใช้สำนึกแห่งมนุษย์ ลำดับพฤติกรรมแห่งตน ในการชุมนุม ก่อจลาจล วินาศกรรม-เผาบ้าน-เผาเมือง.......
บุกโรงพยาบาล-บุก กกต.-บุกโรงพัก-บุกค่ายทหาร-บุกรัฐสภา-ฆ่าตำรวจ-ทหาร-ชาวบ้าน ตั้งแต่ปี ๕๒-๕๓
ว่าการกระทำเหล่านั้น เข้าข่าย..........
"ผิดกฎหมาย ทำให้เสียทรัพย์ราชการ ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน กระทบต่อเนื่องถึงประโยชน์สาธารณะ เลยขอบข่ายการแสดงออกทางประชาธิปไตย หรือไม่?"
"เป็นการกระทำมุ่งเน้นประโยชน์ตน เมื่อกูอยู่สุขไม่ได้ ใครก็อย่าหมายจะได้อยู่เป็นสุข
อีกทั้ง ที่เหี้ยมเกรียม-เกรี้ยวกราดกันช่วงนั้น มีการกระทำถึงขั้นประทุษร้ายถึงชีวิตทั้งต่อบุคคลและต่อประชาชนหรือไม่?"
เนี่ย....ลำดับเรื่องที่ทำไว้ .........
แล้วเทียบเคียงกับบรรทัดฐานยุติธรรมจากคำตัดสินนี้ดู ก็พอจะรู้ได้ ว่าที่ทำกันลงไปนั้น
ผิดหรือไม่ผิด เข้าข่ายคุก หรือไม่เข้าข่าย?
แม้กระทั่ง กปปส.ก็ประยุกต์คำตัดสินนี้เป็น "ข้อสอบเฉลย" ได้เช่นกัน
ว่าที่มวลมหาประชาชนนับสิบล้านตบเท้าออกมาชุมนุมชนิด "แก้วซักใบก็ไม่แตก" เมื่อปี ๕๖-๕๗ นั้น
ผิดหรือไม่ผิด มีตรงไหนเข้าข่ายคุกหรือไม่เข้าข่าย?
๒๔๙๙ เป็นยุค "อันธพาลครองเมือง"............
แต่พอ ๒๕๐๐ "จอมพลสฤษดิ์" ครองเมือง บรรดาอันธพาลแตกกระสานซ่านหนี
ยอม "กลายพันธุ์" ให้ตัวเอง ก่อนถูกจอมพลสฤษดิ์ "สลายพันธุ์" ให้!
๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ ที่จะถึงนี้..........
ใครยังคิดจะเป็น "อันธพาลครองเมือง" ก็ลองดู ว่าพลเอกประยุทธ์ ในฐานะผู้นำ "รัฐบาลทหาร"
จะสลายพันธุ์ได้เหมือนจอมพลสฤษดิ์หรือไม่?
ผมดูๆ นะ ..........
นักกฎหมายที่ระบอบทักษิณขุนไว้ มีทั้งอดีตอัยการ อดีตอธิการมหาลัย อดีตผู้พิพากษา และนักกฎหมายจากฝรั่งเศส-เยอรมัน
ในยามหน้าสิ่ว-หน้าขวาน แทนที่จะทำตัวเป็นที่พึ่งทางกฎหมาย พูดจาให้คนเครือข่ายได้เข้าใจ เป็นไปในทางเคารพ-เอื้อเฟื้อต่อสถาบันศาล
กลับออกมาร่วมตะแบงในทางว่า นายกระโปรงข้าถูกยุติธรรมรังแก บางถ่อยใช้ตรรกะระยำปลุกระดมถึงขั้นว่า .........
ความยุติธรรมจากคน ๙ คน ๑๐ คน หรือจะสู้ความยุติธรรมจากคน ๑๐ ล้าน!
คนไม่มีการศึกษา คนบ้านป่า-เมืองเถื่อน ก็ไปอย่าง แต่พวกนี้ มีการศึกษา ข้าวแดงแกงร้อนจากรัฐราดหัว เคยมีอำนาจทางราชการ
แต่จิตสำนึกแห่งคน แม้สักนิดก็ไม่มี
ที่ทักษิณเคยพูดกับผมถึงบางคนที่เคยใหญ่โตด้วยอำนาจกฎหมายว่า..........
"พี่...พวกนี้ 'คนของผม' ทั้งนั้น"!?
ผมนึกว่าทักษิณโม้ แต่พอเกษียณ จาก "สูงสุด" ที่แอบขึ้นลิฟต์ลับตึกชินเป็นอาจิณ
ก็เปิดตัว "ต่ำสุด" มาเป็นขี้ข้าจากตำแหน่งล่อ ทำหน้าที่ฟอกถ่าน-แก้ต่างให้ระบอบทักษิณ
ก็จริงของเขา.....
ทักษิณไม่ได้โม้ เงินซื้อ "คนรัฐ" ให้คอยทำคดเพื่อเขาได้ ก็ไม่เข้าใจ คนระดับนี้ ทำไมอัปรีย์บริสุทธิ์ได้ยืนยง?
คนทั่วไปยังเข้าใจว่า ........
ถ้า ๒๕ สิงหา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก
"ยิ่งลักษณ์" ต้องเข้าคุกทันที!
ไม่ใช่อย่างนั้น ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๖๐ ศาลฎีกาฯ นักการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ ยังไม่เข้าคุกทันที
เหมือน ๖ แกนนำพันธมิตรฯ เมื่อวาน ถึงต่างศาล แต่กฎหมายให้โอกาสทัดเทียมกัน
คดีพันธมิตรฯ ถูกจำคุก ๘ เดือน ไม่รอลงอาญา หมายความว่า ต้องเข้าคุกสถานเดียว
แต่ยังไม่ต้องเข้า ยังมีศาลฎีกาให้สู้ต่อได้อีกศาล
ก็ประกันตัวไปสู้ต่อ!
เรื่องอย่างนี้ แทนที่นักกฎหมายระบอบทักษิณจะอธิบายให้นายหญิงทูนหัวและสมุนไพร่ได้เข้าใจ ก็เฉไฉซะ
เอะอะปลุกวิญญาณ "อันธพาลครองเมือง" ท่าเดียว หรือเป็นวิธีฉวยโอกาสเพื่อ "วางบิล" เรียกเก็บหลังจากนั้น?
ทั้งคดียิ่งลักษณ์-คดีบุญทรง "ถ้าติด" อุทธรณ์ได้
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง ที่ผ่าน สนช.ไป ๑๐ กว่าวันก่อน
"มาตรา ๖๐ ในกรณีที่จำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้น ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์"
นี่ไง คำตอบในประเด็นที่พูดกัน......
"ยิ่งลักษณ์จะหนี-ไม่หนี ยิ่งลักษณ์กล้าอยู่เสี่ยงคุกเลยหรือ"?
ก็จะรีบถลกตูดหนีทำไม ขืนหนีก่อน ๒๕ สิงหา แทนที่จะได้ตีบทแตกอีกรอบ กลับซวยหนักขึ้น
เพราะมาตรา ๖๐ ปิดประตูล่วงหน้าไว้แล้ว คือในการอุทธรณ์ จะมอบทนายทำแทนเหมือนก่อนไม่ได้แล้ว
จำเลยต้องไปปรากฏตัวต่อเจ้าพนักงานศาลด้วย ไม่งั้นศาลไม่รับอุทธรณ์!
เมื่อก่อน ต้องมี "ข้อมูลใหม่" จึงอุทธรณ์ได้ แต่ตอนนี้ อุทธรณ์ได้ทุกกรณี ทั้งด้านข้อกฎหมาย ด้านข้อเท็จจริง
มาตรา ๖๓ "กฎหมายลูก" บอกว่า ...........
"ในคดีเรื่องใด หากมีปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้แตกต่างกัน ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในองค์คณะพิจารณาคดีนั้น หรือประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาจะเสนอประธานศาลฎีกาเพื่อพิจารณาให้มีการวินิจฉัยปัญหานั้น โดยที่ประชุมใหญ่ก็ได้............ฯลฯ......."
ฉะนั้น แดง-ดำ ทั้งหลาย ถ้ามีพวกอดีต ส.ส. พวกแกนนำ พวกไพร่ไปปลุกระดม ชักชวนมาฟังคำตัดสินบังหน้า เจตนาระดมพลป่วนเมืองในวันที่ ๒๕ สิงหา
ก็อย่าไปเชื่อมัน นอนให้กำลังใจอยู่กับบ้านนั่นแหละ!
ยิ่งลักษณ์รู้อยู่แล้ว ว่าอุทธรณ์สู้ต่อ ยืดเวลาคุกได้ จะต้องรีบหนีทำไม
ขืนหนี ซวยตลอดชาติเหมือนพี่ชาย คดีไม่นับอายุความแล้ว กลับมาเข้ากระบวนการศาลวันไหน จึงจะนับอายุความวันนั้น
นอกจากหมดสิทธิ์อุทธรณ์แล้ว........
ตามกฎหมายใหม่ ถึงจำเลยหนี ศาลก็พิจารณาคดีลับหลังได้
พอเข้าใจกันแล้วกระมัง ที่อยู่ ไม่ใช่โฉมยงไม่กลัวคุก
หากแต่ติงต๊องขนาดไหน ก็ยังพอเข้าใจ อยู่-ยังอุทธรณ์ "ยืดเวลาคุก" ได้ ขืนหนี........
หน่อย "ยึดพรรค" ไปกินแน่!

รอวัดผล?

รอวัดผล?

ท่ามกลางสถานการณ์ที่คดีใหญ่ เกี่ยวข้องโยงใยกับนักการเมือง ทยอยเข้าสู่กระบวนการตัดสิน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ฤกษ์งามยามดี นัดอ่านคำพิพากษา 3 คดีโด่งดังในเดือนหน้า

ไล่ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม ประเดิมด้วยการตัดสินคดีเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรที่หน้ารัฐสภา
มีระดับบิ๊กเนม ทั้ง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ร่วมเป็นจำเลย

และช่วงปลายเดือน วันที่ 25 สิงหาคม ศาลฎีกาฯนัดอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว ที่มี อดีตนายกฯปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย

ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
และวันเดียวกัน ศาลฎีกาฯยังได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีระบายข้าวแบบจีทูจีปลอม ที่มี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ร่วมเป็นจำเลย

คำพิพากษาจะออกมาอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องรอลุ้นด้วยความระทึกขวัญเป็นอย่างยิ่ง!!!

ที่แน่ๆทั้ง 3 คดีใหญ่ที่กำลังจะมีการตัดสินชี้ชะตา จำเลยล้วนเป็นระดับบิ๊กในเครือข่าย นายใหญ่ ยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น

ทำให้หวั่นกันว่า ผลแห่งคดีเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์เกิดแรงกระเพื่อม ปั่นป่วนวุ่นวายอีกหรือไม่???

ถึงขนาดที่ฝ่ายความมั่นคง ต้องเตรียมวางแผนตั้งรับเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยกันเป็นพิเศษ ขณะที่ตำรวจก็เตรียมใช้แผน “กรกฎ” รักษาความสงบทั่วประเทศในห้วงที่ศาลฎีกาฯพิพากษาคดีสำคัญ

ป้องกันเข้มเต็มแผง สกัดความเคลื่อนไหวจากพวกจ้องป่วน!!!

และก็บังเอิญพอดิบพอดี วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมาหมาดๆ คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้นำร่างสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองฉบับสมบูรณ์

เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มี “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. นั่งหัวโต๊ะสั่งอนุมัติ

เพื่อประกาศใช้เป็นสัญญาประชาคม สร้างความสามัคคีปรองดองของประเทศไทย!!!

“พ่อลูกอิน” คงไม่ต้องสาธยายรายละเอียดเนื้อหาสัญญาประชาคมให้เป็นแผ่นเสียงตกร่อง เพราะมีข่าวออกทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และออนไลน์ เต็มพรืดกันไปแล้ว

ทั้งประเด็นหลัก และภาคผนวกจากแนวทางของ “นายกฯลุงตู่” สิริรวมเบ็ดเสร็จ 15 ข้อ ยาวเหยียด
แต่ที่แน่ๆทุกประเด็นในสัญญาประชาคม ที่ผ่านกระบวนการเสนอความเห็นจากนักการเมือง ภาคธุรกิจ และตัวแทนภาคประชาชน ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการของกองทัพ ขยำสังเคราะห์กันออกมา
ถือเป็นหลักการที่จะทำให้สังคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุขแน่นอน

ภายใต้หมายเหตุ ถ้าประชาชนร่วมใจปฏิบัติตามแนวทางของสัญญาประชาคม

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่พร้อมปฏิบัติตามสัญญาประชาคม เพื่อให้ประเทศสงบสุขหรือไม่???

หรือยังหลงใหลคำยั่วยุของนักการเมือง ที่พยายามสร้างความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ตัวเอง!!!

“พ่อลูกอิน”

ต้องสลับกล้ารึเปล่า?

ต้องสลับกล้ารึเปล่า?

พลันที่วันพิพากษาคดีจำนำข้าวนัดชี้ชะตา 25 สิงหาคม อารมณ์ “ผวาม็อบ” ก็กำเริบทันควัน

ตามปรากฏการณ์ที่ “หน่วยข่าวไม่ได้กรอง” เจ้าเดิม ยี่ห้อ “สมชาย แสวงการ” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แตะมือกับ “ไพศาล พืชมงคล” กรรมการผู้ช่วยรองนายกฯ

รีบ “ปล่อยของ” อ้างความเคลื่อนไหวของอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย ปลุกระดมมวลชน เตรียมกดดันการตัดสินคดีจำนำข้าวของศาลฎีกาฯ

สะท้อนอาการ “ตื่นตูม” ของ “ต้นสังกัด” ในฝ่ายคุมเกมอำนาจ

รับกับจังหวะที่แหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนาม ปล่อยข้อมูลอ้าง “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ได้สั่งให้กองกำลังรักษาความสงบตามประกบความเคลื่อนไหวของทุกกลุ่มทุกฝ่ายในห้วง 1 เดือนจนกว่าจะถึงวันตัดสินของศาล

ทหารขยับเกาะติดเกมมวลชน ล้อไปกับเสียงขู่ของขาเฮี้ยวอย่าง “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังพรรคเพื่อไทย ประกาศจะไม่ปล่อยอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “ตายเดี่ยว”

เร้าฉากบู๊วัดดวง วัดใจ ตามฟอร์มของฝ่ายโดนต้อนจนมุม

อย่างไรก็ตาม ลำพังปมคดีจำนำข้าวก็คงกระตุกอารมณ์ได้แค่กองเชียร์ของ “น้องปู” เครือข่ายเสื้อแดง นปช.และพรรคเพื่อไทย

แค่เผยอ “ลิ้นไก่” ก็เห็นเข้าไปถึงไส้ติ่ง คนส่วนใหญ่ยังชั่งใจ

แต่จุดอันตราย “หัวเชื้อ” ไวไฟจุดม็อบของจริง มันอยู่ตรงสถานการณ์ที่นักการเมืองอาชีพทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยช่วยกันตีปี๊บ ประจานการแก้ปัญหาราคา

พืชผลเกษตรของรัฐบาล คสช. กระตุ้นจุดเดือดของเกษตรกรและชาวบ้านที่กำลังลำบากปากท้อง
นี่ต่างหากที่มันกำลังจะไหลเป็นขนมผสมน้ำยา

ยิ่งภาวะที่สอดคล้องกับกระแสชนชั้นกลาง ล่าสุด “นิด้าโพล” เชียร์ให้ปรับ ครม. ด้วยเหตุเพราะคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังทำงานและแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

โพลตอกย้ำสถานการณ์น่าห่วงในเชิงบริหารของรัฐบาล คสช.

ในมุมของคนนอกที่เสพข้อมูลจากข่าว ก็มุ่งไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง หงุดหงิดกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องตรงกับปัญหาปากท้อง

แต่ข้อมูลวงในที่รู้กันเต็มอกของคนที่รับผิดชอบสูงสุดในการบริหาร จุดที่ลงล็อก

ที่สุดในมุมของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. อยากให้เป็นดั่งใจนึก
แต่ก็ยังติดลูกเกรงใจ ไม่กล้าหักดิบในเชิงปฏิบัติจริง

กับการปรับเก้าอี้ สลับฉากกันระหว่าง “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กับ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

แน่นอน พล.อ.ประวิตร อาจจะติดความเป็นทหารอาชีพ ทำให้อิดๆออดๆ แต่ด้วยเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนของมหาดไทยที่คุมผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการบริหารร่วมกับทุกกระทรวง

ตามรูปการณ์ต้องใช้มือประสานอย่าง “พี่ใหญ่” ที่มากบารมี กล้าตัดสินใจ ทำงานไว ไปแก้วัฒนธรรมองค์กรของ “เสือซุ่ม สิงห์เงียบ” ที่ขึ้นชื่อเรื่องกั๊กอำนาจ หวงงบประมาณ ห่วงเงินทอน

ถือเป็นจุดติดขัดหนักสุดในการขับเคลื่อนการบริหารของรัฐบาล

งานไม่เดิน มีแต่นักวิ่ง จมูกไว แบบที่ไม่ทันไร ผู้ว่าฯจังหวัดใหญ่ในแถบอีสานใต้ รีบประกาศจองเก้าอี้อธิบดีกรมที่ดิน ตั้งแต่มีข่าวเจ้านายสายตรงอย่าง “บิ๊กป้อม” จะสลับขั้วไปนั่ง มท.1

ถ้ายังไม่ปรับจูนมหาดไทย ส่งผลต่อสุขภาพรัฐบาลแน่

และกับปมอันตรายสดๆร้อนๆ โครงการ “9101 ตามรอยเท้าพ่อเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ที่มีกลิ่นโชยมาแต่หัววัน ตามข้อมูลของจอมแฉอย่างนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ปูดรายการสวาปาม “เงินทอน” ผลิตดอกไม้จันทน์

อ้างเหตุเกิดที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ที่ได้เงินหมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท จากงบฯแจกจ่ายให้ตำบลละ 2.5 ล้าน มีการโอนเงินให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ละ 8 หมื่นบาท แต่ให้ส่งคืนจังหวัดด้วยเงินสด 5,000 บาท และคืนอำเภอ 3,000 บาท

ฝากให้รัฐบาลตรวจสอบด่วน เพราะหากทำจริงก็ถือว่าชั่วสิ้นดี

มันเป็นอะไรที่เข้าจุดโฟกัสพอดี โครงการและงบฯของกระทรวงเกษตรฯที่คาบโยงกับกระทรวง
มหาดไทยในฐานะฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่

เจอปม “เงินทอน” ร้อนๆแบบนี้ เสียววาบทั้งรัฐบาลก็แล้วกัน.

ทีมข่าวการเมือง

ใครจะคุมสมช.รอพุธนี้

ใครจะคุม "ตึกแดง"??

ประชุม "สภา มช." พุธนี้ คาดมีหารือ ตั้ง "เลขาฯสมช"คนใหม่  จะเป็น พลเรือน หรือทหาร..."สมเกียรติ"หรือ"พล.อ.วัลลภ" หรือ บิ๊กทหารอกหัก หรือ บิ๊กตำรวจ คนไหน แล้ว นายกฯ บิ๊กตู่ จะมาประชุมเองหรือไม่

จับตา พุธ 26 กค.นึ้ .....จะมีการหารือ เริ่องการแต่งตั้ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)..พลเอกประยุทธ์ นายกฯ  จะเป็นประธานการประชุม สภา สมช.  ร่วมด้วย บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง 

โดย จะมีการพิจารณา แต่งตั้ง เลขาฯสมช.คนใหม่ ระหว่าง นายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขาฯสมช. ที่ได้รับการเสนอชื่อ จาก พลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาฯสมช.คนปัจจุบัน ให้เป็น เลขาฯ สมช.คนใหม่  ....กับ พลเอกวัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม ที่ คาดว่าจะได้รับการเสนอขื่อ โดย พลเอกประวิตร ให้เป็น เลขาฯสมช......

หรืออาจเป็น บิ๊กทหารคนอื่น ที่พลาดเก้าอี้ ในกองทัพ.....หรือ ตำรวจคนไหน หรือไม่

รอดูปฏิกิริยา คนสมช.
และตัองดูว่า นายกฯจะเข้าประชุม หรือไม่ หรือจะปล่อย พี่ใหญ่ ให้ บิ๊กป้อม ว่าไป เลือกเอง .....น้องตู่ ไม่ยุ่ง

คนรุ่นใหม่ต้องไม่ทะเลาะกัน

"คนรุ่นใหม่ต้องไม่ขัดแย้ง ปล่อยให้พวกคนรุ่นเก่า มันขัดแย้งกันไป"

นายกฯบิ๊กตู่ พูดหน้ามุ่ยๆ พร้อมเปรย เมื่อเห็นเด็กๆว่า.."อยากเอาคนบางพวก มาเรียนหนังสือใหม่ เพราะบางคนจบสูง แต่ไม่รู้จักคิด"

พลเอกประยุทธ์ กล่าวช่วงหนึ่งหลังชื่นชมเยาวชนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ว่า บางคนเรียนจบสูง แต่คิดอะไรไม่เป็น มัวคิดแต่เรื่องทะเลาะกัน  อยากให้กลับไปเรัยนใหม่

พร้อมระบุว่าต้องสร้างการรับรู้ และช่วยกันสร้างสังคม คนรุ่นใหม่ต้องไม่ขัดแย้ง ให้คนรุ่นเก่ามันขัดแย้งกันไป วันนี้เราต้องสอนให้เยาวชนรู้จักคิดไม่รู้จักการใช้จ่ายหรือในแวดวงการเกษตรก็ต้องสอนให้เขารู้จักคิด และทำรู้จักการบริหารจัดการน้ำการปลูกพืชให้เหมาะสมโดยนำเทคโนโลยีสาระสนเทศมาใช้ และในการวิจัยจะต้องทำเพื่อให้ใช้จริง

เครียดเลยตีไม่ดี

"บิ๊กตู่" ยอมรับ "ลุง เครียด" เล่นกอล์ฟ ไม่ได้ดี เพราะเล่นไปก็คิดไป คิดจนเล่นได้ไม่ดี  คิดถึงทุกเรื่อง  ทั้งการบริหารประเทศ ไทยแลนด์ 4.0 และ จำนำข้าว 
               

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหัวหน้าคสช. พบปะพูดคุยกับ เด็กหญิงอาฒยา ฐิติกุล หรือ น้องจีน ผู้ชนะการแข่งขันกอล์ฟอาชีพที่อายุน้อยที่สุดในโลก 

โดยได้กล่าวชื่นชมในการมีความขยัน อดทน เล่นกอล์ฟ และขอร้องว่าในการเล่นกีฬาต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียน ต้องแบ่งเวลาให้ได้ ขออวยพรให้ "เทิร์นโปร"ให้ได้สมความตั้งใจ และเมื่อเป็นโปรแล้วห็อย่าลืมการเรียน เราต้องมีความรู้ต้องไม่ทิ้งการเรียน ต่อไปในอนาคตก็จะได้ไปเป็นโค้ชสอนคนอื่นได้ 
              
เท่าที่ติดตามเห็นว่าเล่นกอล์ฟได้เก่งมาก เล่นแล้วมีความสุข ไม่เหมือนลุง เครียด เพราะเล่นไปก็คิดไป คิดจนเล่นได้ไม่ดี  คิดถึงทุกเรื่อง 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การบริหารประเทศ ไทยแลนด์ 4.0 จำนำข้าว 

เวลาเล่นอย่ากดดันตัวเอง การได้เป็นที่ 1 แล้วสิ่งที่ยากกว่าตามมาคือการรักษาตำแหน่งเอาไว้ ขอให้ทำให้เต็มที่ อายุเพียง 14 ปีเท่านั้น ยังมีโอกาส และอนาคต 

นอกจากนี้เมื่อคนเรามีความพร้อมแล้วก็ต้องรู้จักเผื่อแพร่ ทำเพื่อประเทศ เพื่อส่วนรวม เรารวยแล้วก็ต้องนึกถึงคนที่ไม่มีโอกาส เพื่อให้โอกาสกับเขา ถ้าเรามีจิตใจเผื่อแพร่ให้คนอื่น เราก็จะเจริญขึ้น และไม่ว่าจะคิดอะไรก็คิดได้ แต่ขอให้คิดถึงคนอื่นด้วย จิตใจก็จะดีขึ้น สวยขึ้น ถ้ามัวแต่คิดทุกวันว่าจะทำอะไรให้ได้เงินมาก ๆ โดยไม่คิดเผื่อแพร่แบ่งปันมันก็จะเป็นทุกข์ มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อยดีกว่าจะได้มีความสุข"นายกฯ กล่าว

เรียบร้อยโรงเรียนพี่ใหญ่

เรียบร้อยโรงเรียน"บิ๊กป้อม" 

คาด "นายก"ไม่ยุ่ง ตั้ง"เลขาฯสมช." บอก
ให้เป็นเรื่องฝ่ายความมั่นคง...,/บิ๊กป้อม  ชี้สถานการณ์ไม่ปกติ ทหารเหมาะเป็นเลขาฯสมช.เชื่อคนใน ไม่มีปัญหา ไม่น้อยใจ ยก"พลเอกทวีป" ผลงานดี เป็นทหาร

"บิ๊กป้อม"พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ยัน สถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ ทหาร มีความเหมาะสมที่จะมาเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
เชื่อ คนใน สมช ไม่มีปัญหา  ไม่เสียกำลังใจ เพราะ พลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาฯ คนปัจจุบัน ก็มาจากทหาร ก็ทำหน้าทึ่ได้ดี 

โบ้ย ยังไม่รู้ จะมีชื่อ พลเอกวัลลภ รักเสนาะผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กลาโหม ได้รับการเสนอชื่อมาเป็นเลขาฯส มช. คนใหม่หรือไม่ ยังไม่ได้ดูเลย

ยันผมจะพิจารณาเอง ไม่บอกว่า มีตัวเลือก กี่คน  ปัดตอบว่า ประชุม สภา สมช.พุธนี้ มีหารือ ตั้ง เลขาฯสมช. หรือไม่ แต่ นายกฯ จะมาเป็นประธานการประชุม

ด้าน พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ไม่ตอบ เรื่อง แต่งตั้งเลขา ฯสมช.คนใหม่ บอก แค่ว่า ให้เป็นเรื่องของฝ่ายมั่นคง