PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เอพีแกะรอย “บอส” ทายาทกระทิงแดง ตีแผ่เครือข่ายธุรกิจออฟชอร์ปกปิดของ “ตระกูลอยู่วิทยา”

เอพีแกะรอย “บอส” ทายาทกระทิงแดง ตีแผ่เครือข่ายธุรกิจออฟชอร์ปกปิดของ “ตระกูลอยู่วิทยา”
วรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส” ทายาทของตระกูล “อยู่วิทยา” เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่ม “กระทิงแดง” ขณะเดินทางออกจากบ้านพักในลอนดอน เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
        เอพี - สื่อนอกอย่างสำนักข่าวเอพี อ้างอิง “เอกสารปานามา” ขุดคุ้ยธุรกิจออฟชอร์ที่เป็นช่องทางให้ตระกูล “อยู่วิทยา” เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่ม “กระทิงแดง” ปกปิดการซื้อเครื่องบินส่วนตัวและอสังหาริมทรัพย์สุดหรู ซึ่งรวมถึงบ้านในลอนดอน อันเป็นสถานที่ซึ่งมีคนเห็น “บอส” หลานชายของผู้ก่อตั้งกิจการนี้ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายระหว่างหนีคดีขับรถชนตำรวจตายคาเครื่องแบบ
       
       เอพีบอกว่า จากความพยายามในการปกปิดทรัพย์สินของตระกูลอยู่วิทยา นี้ เป็นสิ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า พวกผู้เล่นทางการเงินระดับโลกนั้น สามารถเคลื่อนย้ายเงินเป็นพันๆ ล้านดอลลาร์อยู่เนืองๆ อย่างง่ายดายและถูกต้องตามกฎหมายโดยที่มีการกำกับดูแลจากทางการมีน้อยมากหรือกระทั่งไม่มีเลย
       
       การทำธุรกรรมออฟชอร์อย่างลับๆ ของครอบครัวนี้ถูกตีแผ่ขึ้นมาโดยบังเอิญ จากกรณีที่ วรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส” ทายาทของตระกูล ขับเฟอร์รารีชนตำรวจตายเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว แต่ไม่ยอมไปแสดงตัวตามหมายเรียก และเป็นที่ครหามานานว่า เจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจปล่อยให้คนผิดลอยนวล
       
       เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ เอพีตามแกะรอยจากโพสต์กว่า 120 โพสต์บนอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กของเพื่อนและครอบครัว จนไปพบบ้านพักของตระกูลอยู่วิทยาในลอนดอน รวมทั้งพบวรยุทธ ที่บริเวณหน้าบ้านหลังนี้ด้วย ทว่า เจ้าตัวไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ
       
       ขณะที่ทางการไทยบอกว่า ไม่รู้ว่า ผู้ต้องหารายนี้หลบหนีไปอยู่ที่ไหน และทำได้เพียงเพิกถอนหนังสือเดินทางและออกหมายจับ
       
       รายงานของเอพีบอกว่าการสอบสวนหาที่กบดานของบอส ได้นำไปสู่การศึกษาสืบค้น “เอกสารปานามา” หรือเอกสารทางการเงินลับที่มีผู้นำออกมาเปิดโปงจำนวนรวมประมาณ 11 ล้านชิ้น เอกสารเหล่านี้เป็นของ มอสแซค ฟอนเซกา บริษัทกฎหมายในปานามาซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก และก็เป็นตัวแทนของมหาเศรษฐีและผู้มีอำนาจต่างๆ ทั่วโลกในการดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อปกปิดทรัพย์สินเงินทอง
       
       ซูดดอยช์ เซตุง หนังสือพิมพ์เยอรมนีคือผู้ที่ได้รับเอกสารปานามาเป็นรายแรก และนำไปศึกษาวิจัยร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวสายสืบสวนนานาชาติ โดยเริ่มเผยแพร่รายงานกับองค์กรสื่อต่างๆ เมื่อปีที่แล้ว และทำให้ผู้มั่งคั่งและผู้มีอำนาจมากมายในกว่า 70 ประเทศถูกตรวจสอบและหลายคนถูกปลดออกจากตำแหน่ง รัฐบาลในหลายประเทศก็ลุกขึ้นมาจัดการกับแหล่งหลบเลี่ยงภาษีนอกประเทศ
       
       เอพีรายงานว่า สำหรับเครือข่ายบริษัทออฟชอร์ของตระกูลอยู่วิทยา ซึ่งดำเนินการจัดตั้งโดยมอสแซค ฟอนเซกา นั้น มีความซับซ้อนอย่างมากและไม่มีชื่ออยู่วิทยาหรือแบรนด์กระทิงแดงเกี่ยวข้องด้วยเลย กระนั้นจากเอกสารปานาที่เอพีได้รับมา ก็แสดงให้เห็นว่า ครอบครัวนี้มีการใช้บริษัทนิรนามซึ่งจัดตั้งขึ้นในดินแดนที่ไม่มีการเก็บภาษีโดยตรง มาเป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว
       
       ตระกูลอยู่วิทยา ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการกระดิงแดงในระดับระหว่างประเทศ ร่วมกับ ดีทริช เมเทสซิตซ์ นักธุรกิจออสเตรีย ปฏิเสธแสดงความคิดเห็น ขณะที่กระทิงแดงออกคำแถลงว่า สถานะทางกฎหมายของ “บอส” ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท และข้อมูลการเงินของบริษัทเป็นข้อมูลส่วนตัว 
เอพีแกะรอย “บอส” ทายาทกระทิงแดง ตีแผ่เครือข่ายธุรกิจออฟชอร์ปกปิดของ “ตระกูลอยู่วิทยา”
        รายงานของเอพีกล่าวว่า บ้านก่ออิฐ 5 ชั้นที่ลอนดอนซึ่งไปพบวรยุทธอยู่ที่หน้าบ้านเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น เป็นบ้านซึ่ง เฉลิม อยู่วิทยา พ่อของบอส ระบุเป็นที่อยู่ในเอกสารขณะดำเนินการก่อตั้งไทย สยาม ไวเนอรีในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2002 และดารณี แม่ของบอส ใช้เป็นที่พักเมื่อเดินทางไปเปิดธุรกิจเกี่ยวกับอาหารเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม เจ้าของบ้านหลังงามดังกล่าว รวมถึงอสังหาริมทรัพย์มูลค่านับล้านดอลลาร์อีกอย่างน้อย 4 แห่งในลอนดอน ไม่ใช่คนในตระกูลนี้ แต่ตามเอกสารปานามาระบุว่า เป็นคาร์นฟอร์ต อินเวสเมนต์ ที่ตั้งอยู่บนหมู่เกาะบริติช เวอร์จิน และมีเจอร์ราร์ด คอมปานี เป็นผู้ถือหุ้นรายเดียว ขณะที่ผู้ถือหุ้น 1 ใน 3 ของเจอร์ราร์ดเป็นบริษัทออฟชอร์ที่มีเจเค ฟลาย ถือหุ้นอยู่ 25% และเจ้าของเจเค ฟลายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคาร์นฟอร์ต
       
       นอกจากนี้ เจอร์ราร์ด ซึ่งตั้งอยู่บนหมู่เกาะบริติช เวอร์จินเช่นเดียวกัน ยังเป็นผู้ถือหุ้นหลักของธุรกิจกระทิงแดงในสหราชอาณาจักร
       
       บริษัทออฟชอร์แห่งต่างๆ ของตระกูลอยู่วิทยา มีความเกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อนโดยมีนายหน้า เลขานุการ กรรมการ และผู้บริหาร ที่ได้รับค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อลงชื่อในแบบฟอร์มและเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการแทนเจ้าของตัวจริงที่ชื่อเสียงเรียงนามยังคงถูกปิดเป็นความลับ
       
       เอกสารปานามาระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเงินมากมายไหลเวียนผ่านนิติบุคคลเหล่านี้จำนวนมาก เช่น ปี 2005 เจอร์ราร์ดปล่อยกู้ 6.5 ล้านดอลลาร์เพื่อให้คาร์นฟอร์ตนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์สองแห่งในลอนดอน ต่อมาในปี 2012 เจอร์ราร์ดยกเลิกสัญญาจำนองดังกล่าวและยกอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นให้เป็นของคาร์นฟอร์ต นอกจากนี้นับจากปี 2010 เจเค ฟลายได้รับเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยประมาณ 14 ล้านดอลลาร์จากคาร์นฟอร์ต ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียวของบริษัท เพื่อนำไปซื้อเครื่องบิน
       
       ศาสตราจารย์เจสัน ชาร์แมน จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธในออสเตรเลีย ที่ทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการทุจริตทางการเงิน บอกว่า การโอนเงินโดยไม่ระบุชื่อผู้ทำธุรกรรมแม้เป็นเหตุการณ์ปกติทั้งในแบบแผนที่ผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมาย แต่สิ่งสำคัญก็คือ ตัวแทนที่เดินเรื่องเคลื่อนย้ายเงินย่อมรู้ว่า เจ้าของที่แท้จริงเป็นใคร
       
       แต่นั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอไป ตัวอย่างเช่น ในปี 2010 และ 2013 ผู้สอบบัญชีของสำนักงานใหญ่มอสแซค ฟอนเซกา ตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารยืนยันเจ้าของที่แท้จริงของคาร์นฟอร์ตและเจอร์ราร์ดสูญหาย และเตือนว่า หากถูกตรวจพบ บริษัทอาจถูกปรับทั้งในทางปกครองและตามกฎหมายเป็นเงินมหาศาล
       
       อย่างไรก็ดี เอพีระบุว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ทั้งสองบริษัทเคยมอบเอกสารดังกล่าวฉบับสมบูรณ์ให้มอสแซค ฟอนเซกาหรือไม่
       
       อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อสำนักงานในปานามาของมอสแซค ฟอนเซกา ขอให้ตัวแทนของตนในไทยจัดทำการสอบทานธุรกิจของมหาเศรษฐีพันล้านชื่อดังของเมืองไทยคนหนึ่ง แต่กลับถูกปฏิเสธแข็งขัน
       
       ทั้งนี้ เมื่อถูกขอให้แสดงสำเนาหนังสือเดินทางที่ได้รับการรับรอง ชื่อเจ้าของ และจดหมายอ้างอิง สตีฟ วากเนอร์ เจ้าหน้าที่ของมอสแซค ฟอนเซกาในสำนักงานในกรุงเทพฯ กลับยืนกรานว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และสำทับว่า พวกคนมีอันจะกินในเมืองไทยล้วนรู้จักหรือมีเส้นสายกับนักการเมือง
       
       สุมาพร มานะสันต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของกระทรวงการคลัง ระบุว่า ไทยไม่มีกรอบโครงมาตรฐานที่เป็นสากลในการต่อสู้กับการฟอกเงินและการระดมทุนของผู้ก่อการร้าย ขณะที่การเลี่ยงภาษี ด้วยการฝากเงินในบัญชีนอกประเทศที่ไม่ต้องระบุชื่อ เป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมายและพบได้ทั่วไป
       
       สุมาพรทิ้งท้ายว่า ไทยสูญเสียรายได้ภาษีอากรที่จำเป็นจำนวนมากที่สามารถนำไปก่อสร้างสะพาน ถนนหนทาง และโรงเรียน เนื่องจากสิ่งที่ถูกเรียกขานกันว่า “การวางแผนทางภาษี” ทำนองนี้

วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จุดแข็งตรงความตั้งใจ

จุดแข็งตรงความตั้งใจ

แทนที่จะได้ดอกไม้กลายเป็นเสียงโห่ฮา

กับปรากฏการณ์การทดลองรถเมล์สายใหม่ในกรุงเทพฯ แค่ทาสีด้านหน้ารถเก่า เปลี่ยนไปใช้อักษรภาษาอังกฤษพร้อมตัวเลข เป็นสัญลักษณ์บอกสาย เส้นทางการวิ่ง

เห็นภาพแล้วตลกมากกว่า แต่ขำไม่ออก

นั่นไม่เท่ากับสภาพปั่นป่วนวุ่นวาย ทำให้ผู้โดยสารหลงทางขึ้นรถถูกๆผิดๆ ออกอาการหงุดหงิดกับการยกเครื่องบริการใหม่ของ ขสมก. บลัฟอำกันแหลกในโซเชียลมีเดีย

เสียอารมณ์กับการยกเครื่องรถเมล์ไทยที่หวังไว้สูง ถ้าปฏิรูปแล้วได้แค่นี้ อย่าทำดีกว่า

เรื่องร้อนถึงผู้นำ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกหน้ามาเคลียร์ ยืนยันเป็นความหวังดีในการทำสีสันต่างๆหากไม่เห็นด้วยก็บอกมา

ออกอาการเหมือนสะดุ้งกับเสียงโห่ฮา

แต่เรื่องของเรื่อง เบื้องต้นมันก็ไม่ต่างจากโครงการทั่วไป ธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ต้องมีการติดๆขัดๆ ในการปรับเปลี่ยนความเคยชินกับของเก่ามาหลายสิบปี

สังคมไทยแท้ มีอะไรก็หนีไม่พ้นเสียงด่าไว้ก่อน

ซึ่งนั่นก็แค่กระแสเฉพาะหน้า เพราะถ้าว่ากันในทางยาวๆกับโครงการยกเครื่องบริการรถเมล์ ขสมก.มันถือเป็นการสะท้อนความตั้งใจดีของรัฐบาล คสช.ในการยกระดับบริการสาธารณะของผู้มีรายได้น้อย มุ่งไปที่ผลประโยชน์ของประชาชนระดับฐานรากของสังคมไทย

อีกพักใหญ่ พอชาวบ้านเข้าใจ แนวโน้มจากเสียงด่าจะแปรเป็นเสียงชื่นชม

ในเมื่อผลประโยชน์มันตกกับประชาชนเต็มๆ

สถานการณ์เดียวกับการเดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์เชื่อมระหว่างเมืองสำคัญ ยกระดับการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศ

เป้าหมายการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของคนต่างจังหวัดให้เจริญทัดเทียมไปพร้อมๆกับคนในเมืองใหญ่

สุดท้ายมันก็คือภาพรวมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทั้งประเทศ

นี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเนื้องานโบแดงของรัฐบาล คสช.

หรืออีกตัวอย่างชัดๆกับการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ให้รวมหน่วยงานบริหารจัดการน้ำของภาครัฐทั้งหมดที่กระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆมาไว้อยู่ด้วยกัน

ก่อกำเนิดเป็นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ รวมถึงให้บูรณาการการทำงานไปในแนวทางเดียว

ในการรองรับสถานการณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง ที่กลายเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย ทำให้ต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ขณะที่รัฐต้องสูญงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู

เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำให้ประเทศไทยยังไม่หลุดพ้นกับดักความยากจน

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเนื้องานที่สัมผัสจับต้องได้ของรัฐบาลทหาร คสช.กับความพยายามในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ไม่นับผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมอื่นๆที่เห็นความเปลี่ยนแปลงในยุครัฐบาลอำนาจพิเศษ ทั้งการแก้ปัญหาสลากกินแบ่งเกินราคา การจัดระเบียบหาบเร่ แผงลอย ควบคุมวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง วินรถตู้ ไม่ให้มีพฤติกรรมมาเฟียเอาเปรียบผู้ใช้บริการ

เข้มการบังคับใช้กฎหมาย กู้สถานการณ์จากรัฐที่เกือบล่มสลาย กลายเป็นรัฐที่เข้มแข็ง

นี่คือเนื้องานของการปฏิรูปที่สัมผัสจับต้องได้

และมันก็คือปัจจัยที่ทำให้ทหาร คสช.ยังได้รับความไว้ใจจากประชาชนมากกว่านักการเมือง

ถึงแม้จะจับทางได้ เริ่มไม่ตื่นเต้น กับรายชื่อของคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้านตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ที่เพิ่งประกาศออกมา ท่ามกลางเสียงเงียบฉี่

เพราะมันก็แค่เหล้าเก่าในขวดใหม่ วนอยู่คนหน้าซ้ำๆเดิมๆ

หนีไม่พ้นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตทีมงานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ขาเก่าเจ้าประจำในทีมแม่น้ำ 5 สายที่กระโดดโหนเรือแป๊ะมาตั้งแต่ต้น

บ่งชี้บทสรุป ปฏิรูปยังไงก็ไม่หลุดกรอบพิมพ์เขียวทหาร.


ทีมข่าวการเมือง

"บิ๊กเจี๊ยบ"ชี้กลุ่มก่อเหตุ รุ่นใหม่ BRN ตัวตายตัวแทน ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ แต่มีการจ้างวาน

"บิ๊กเจี๊ยบ"ชี้กลุ่มก่อเหตุ รุ่นใหม่ BRN ตัวตายตัวแทน ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ แต่มีการจ้างวาน
เผย แกนนำ ชักชวน พวก"หน้าขาว" ไม่มีประวัติ เข้าขบวนการ /รับคาดไม่ถึง ผกร.พลิกแพลง ปล้นเต้นท์รถมือ2 ชี้หมายก่อเหตุ คาร์บอมบ์ หัวเมืองเขตเศรษฐกิจ/ เสียใจ คนเจ็บตาย
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบทบ.ชี้ ปล้นเต้นท์รถ เป็นฝีมือ กลุ่ม BRN ภายใต้การนำของ" ดุลเลาะห์ แวมานอ" ที่มีการชักชวน แนวร่วม ที่ไม่เคยมีประวัติ สร้าง คนรุ่นใหม่ มาก่อเหตุ เป็นการสร้างตัวตายตัวแทน เพราะตลอดเวลา10ปีที่ผ่านมา คนเดิมๆถูกจับกุม และหนีไป และส่วนใหญ่ จนท.ก็มีประวัติ แล้ว และติดตามพฤติกรรมอยู่
ส่วนคนก่อเหตุ เป๋นพวก"หน้าชาว" ไม่สีประวัติ นั้น พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า เพราะใน10ปี ที่ผ่านมา เรามีประวัติ และติดตามพฤติกรรมได้ ดังนั้น. กนนำต้องชักชวน เด็กรุ่นใหม่ ที่ไม่มีประวัติก้อเหตุเข้ามา แต่ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ แต่มีการจ้างวาน
ทั้งนี้การปล้นเต้นท์รถมือสอง เป็นเรื่องใหม่ ที่ ไม่เคยเกิดขึ้น โดย ผู้ก่อเหตุรุนแรง(ผกร.) พลิกแพลงสถานการณ์ ใช้วิธีที่เราไม่คาดคิดแม้ว่า จนท.จะพยายามป้องกัน เพราะพื้นท่ีกว้าง อาจดูแลไม่ครบถ้วน
แต่เมื่อเกิดเหตุแล้ว ก็ต้องเร่งรัดคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว ซึ่ง จนท.สามารถติดตามรถได้ทั้งหมดแล้ว
และขอแสดงความเสียใจกับ ครอบครัวของคนเสียชีวิตและ ผู้ที่บาดเจ็บ
เป็นเรื่องต้องกำชับกำชากันไป โดยที่ พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค4 ให้ระวังป้องกัน แต่เมื่อเกิดเหตุ ก็ต้องคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ มีการข่าว แจ้งเตือน เราระมัดระวัง อยู่แล้ว ว่าจะมีการก่อเหตุ ในหัวเมือง เขตเศรษฐกิจ และครั้งนี้ มีการก่อเหตุ แล้วติดระเบิด เลยเพิ่อไปก่อเหตุ ที่แตกต่างจากเดิมที่ ผกร. จะปล้นรถจาก ปชช.คันเดียว แล้ว เอาไปติดตั้งระเบิด หลายวัน เพื่อทำคาร์บอมบ์. แต่ต่อมา เขาทำเร็วขึ้น คือปล้นรถแล้ว ก็ติดตั้งระเบิดในวันนั้นแล้วก่อเหตุเลย
แต่ครั้งนี้ ก็ไม่เสียหายมากนัก ก็ต้องชื่นชม จนท. ที่ตืดตามรถได้

"บิ๊กป้อม" โต้ "เหล้าเก่า ในขวดใหม่" กก.ปฏิรูปฯ

"บิ๊กป้อม" โต้ "เหล้าเก่า ในขวดใหม่" กก.ปฏิรูปฯยัน ทำงานได้และผ่านการคัดเลือกอย่างดี ยันไม่ซ้ำซ้อน เปิดกว้าง "คนคิดต่าง"ร่วม ให้เสนอชื่อมา แต่ไม่เสนอเอง ยัน ไม่ซ้ำซ้อน คกก.ยุทธศาสตร์ชาติ แจงค่าตอบแทน ไม่เยอะ ขอรอดูผลงาน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี นักการเมืองวิจารณ์การตั้งคนใกล้ชิด คสช.มาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ว่า มีคนอยู่แค่นี้ และรู้จักกันทั้งนั้น เขาทำงานได้ก็แล้วกัน
ส่วนจะเชื่อมโยงกับการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีเองก็อยากให้มีการเสนอชื่อเข้ามา แล้วจะมาคัดเลือกอีกที ซึ่งยืนยันว่าทุกคนที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี เพราะต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ
ทั้งนี้ การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ กับ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นคนละเรื่องกัน ไม่ใช่การตั้งคณะกรรมการซ้ำซ้อน ซ้ำซ้อนยังไง ซึ่งคณะกรรมการแต่ละชุด ก็รับผิดชอบในแต่ละเรื่องไป ขอให้รอดูผลงาน อย่าพูดกันไปเอง
เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่แล้วมาเขย่า พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ว่ากันไป มีทั้งคนดี คนไม่ดี ทั้งนี้เราเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มทุกฝ่าย เข้ามาทำงาน โดยการเสนอชื่อผ่าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และจะนำมาคัดเลือกอีก 2-3 รอบ
ส่วนที่ไม่มีคนคิดต่าง นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า เพราะไม่เสนอชื่อ เข้ามาเอง
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ค่าตอบแทนของคณะกรรมการนั้น จะมีการประชุมสัปดาห์ละครั้ง ได้ค่าตอบแทนครั้งละ 6,000 บาท เดือนหนึ่งตกประมาณกว่า 20,000 บาทต่อคนเท่านั้น ไม่ใช่เดือนละ 48,000 บาทตามที่พูดกันไป และวันไหนถ้าไม่มีอะไร ไม่ประชุม นี่ไปคิดกันเต็มแบบนั้น

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

โซเชียลฯไม่ได้กรอง

โซเชียลฯไม่ได้กรอง

ตลกร้าย ขำไม่ออก
กับปรากฏการณ์ที่สังคมชาวเน็ตแตกตื่นกระแส “ตึกทรุดเอียง” ที่มีการแชร์กันในโซเชียลมีเดีย ภาพอาคารมีลักษณะคล้ายกับทรุดเอียง คล้ายจะพังถล่มลงมา บริเวณถนนเพลินจิต ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เพลินจิต เขตปทุมวัน กทม.
ถึงขั้นมีสำนักข่าวบางแห่งรายงานว่าจะถล่ม ทำเอาผู้คนแตกตื่น
แต่สุดท้ายมีการยืนยันจากผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ไม่ใช่ตึกเอียงแต่เป็นการดีไซน์ สถาปนิกตั้งใจออกแบบให้เห็นเป็นความโน้มเอียง
เล่นเอาเจ้ากรมข่าวโซเชียลฯหน้าแตก เขินไปตามๆกัน
และเมื่อตรวจสอบพบเป็นโครงการโรงแรมหรูของ “น้องเอม” น.ส.พิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร
ชาวโลกโซเชียลฯก็พาลด่าเป็นเหลี่ยมการตลาด เรียกเรตติ้ง
เรื่องของเรื่องอิทธิฤทธิ์โซเชียลฯ เรืิ่องจริง เรื่องเท็จ ชักจะแยกไม่ออก
หลอกคนเชื่อง่าย เป็นเครื่องมือปลุกปั่นอันทรงประสิทธิภาพยิ่งในสถานการณ์ห้วงปัจจุบัน
และนั่นก็เป็นจุดที่รัฐบาลทหาร คสช.ต้องจัดอยู่ในโหมดของ “ภัยคุกคาม”
ความมั่นคง
ที่แน่ๆ ณ ห้วงเวลานี้ สื่อออนไลน์ เครือข่ายโซเชียลมีเดียของแนวร่วมเสื้อแดงนปช. และพรรคเพื่อไทย คงถูกตามบล็อก ไล่สกัดกันแทบไม่ได้กระดิก
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่โยงกับเกมปลุกระดมมวลชน
แต่อย่างไรก็ตาม ผลจากยุทธการตามไล่บี้กันถึงลูกถึงคน ถึงตรงนี้ก็คงมั่นใจระดับหนึ่ง
เมื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมแสดงความมั่นใจสวนกระแสที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ปูดข้อมูลการขนมวลชนในวันตัดสินคดีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว วันที่ 25 สิงหาคม
ไม่มีอะไร แค่พูดกันไป คสช.ไม่มีการสกัดกั้นอะไร
จะมาก็มา แต่ต้องพูดกันให้ชัดว่า มาแล้วจะไม่มีที่ยืน
ขณะที่ข้อมูล “ข่าวกรอง” อย่างเป็นทางการ จากปากของ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ยืนยันจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่มีเหตุความวุ่นวาย
ไม่น่าจะมีอะไรเป็นกรณีพิเศษ การเคลื่อนไหวยังเป็นแค่การแสดงความคิดเห็น
ขณะที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการ คสช. ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ประเมินสถานการณ์วันตัดสินคดีจำนำข้าว คาดมวลชนจะมา 1–2 พันคน ห่วงแค่มือที่สามจะแทรกมาป่วน
มีคำสั่งให้หน่วยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ดูแลพื้นที่ของตัวเองแบบทุกตารางนิ้ว ประกบติดแบบไม่ละสายตาจนกว่าจะถึงวันดีเดย์
โดยรูปการณ์ไม่ถึงขั้นซีเรียส แต่ก็ไม่กล้าประมาท
ตัดฉากไปที่ผู้นำก็ยังมีอารมณ์ขัน บ่นๆด่าๆไปวันๆ
อาการแบบคนที่รู้ตัวดีว่า “จุดเดือดต่ำ”
ตามลีลาล่าสุดที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แกล้งยิงมุกกระเซ้าทีมงานนักวิจัยที่มาจัดอีเวนต์โชว์ผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวบำรุงหัวใจ ที่ทำเนียบฯ
อำกันเป็นนัย แก้โรคใจร้อนได้หรือเปล่า
คงอยากเอามาใช้กับตัวเองที่เกิดอาการ “หัวร้อน” บ่อยๆ
แบบที่โดนจับทางได้กับปมแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ที่อยู่ๆ “นายกฯลุงตู่” ก็ขึ้นเสียงสูง ออกตัวเรื่องทหารสายบูรพาพยัคฆ์กับสายวงศ์เทวัญ
หงุดหงิดกับการรายงานข่าวของสื่อที่โยงเส้นสายการโยกย้ายท็อปบูตตำแหน่งสำคัญ
กระตุกแรงกระเพื่อมในจุดที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจกดให้นิ่ง
ตามรูปการณ์สะท้อนภาวะความอ่อนไหวในการจัดวาง
ขุมกำลัง การแต่งตั้งโยกย้ายขุนทหารทุกรอบปี เป็นห้วงเวลาที่ผู้นำรัฐบาลท็อปบูตต้องคิดหนัก
เพราะมันแปรผันตรงกับการประคองเกมอำนาจ
รอบนี้ที่ว่านิ่งๆ เอาเข้าจริง “บิ๊กตู่” ก็ยังแหยงภาวะทางใจของคนผิดหวัง.
ทีมข่าวการเมือง

'พลังลาก' ของ 'นายกฯ ประยุทธ์'

ยิ่งลักษณ์แค่ "ตะกั่ว" ตีนแห
หาใช่ "ทองคำ" ไม่..........!
แล้วรัฐบาลจะเอาน้ำหนักทองไปประเมินค่าตะกั่วเพื่ออะไร?
ฉะนั้น........
วันที่ ๒๕ สิงหา ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำตัดสินคดีจำนำข้าว นั้น
ใครจะเดินทางมาให้กำลังใจหรือมาสะใจยิ่งลักษณ์ที่ศาล ก็เป็นเรื่องของเขา
ไม่เห็นจำเป็นที่รัฐบาลต้องไปแอกชัน-หวั่นไหวให้เสียรังวัด ต่อการมามาก-มาน้อย ของสาวกระบอบทักษิณ
แค่ "ลำไย ไหทองคำ" เด้งหน้า-เด้งหลังไม่ว่าที่ไหน คนยังแห่กันไปมุงตาลุกวาว เป็นร้อย-เป็นพัน
แล้วนี่ ระดับ "อดีตนายกฯ หญิงคนแรก" ของประเทศไทย จะติดคุกหรือไม่ติดเป็นประวัติศาสตร์ชาติคนแรก
ใจคอรัฐบาลจะไม่ให้ชาวบ้าน-ชาวเมือง ออกมาสืบสานเอกลักษณ์ "ไทยมุง" กันเลยเชียวหรือ?
ผมยังอยากเลย!
ผู้นำท้องถิ่นไหน นักเลือกตั้งไหน หัวคะแนนไหน จังหวัดไหน จะจ้างรถ-จ้างคนมา ก็ช่างเขาเหอะ
เงินของเขา เขารักของเขา เขาทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ห้าม แล้วจะไปห้ามเขาทำไม
หรือ "หึง"?
ให้เขาออกลายมาให้เห็นครบทุกลาย-ทุกสี นั่นน่ะดีแล้วในระบบตลาด
ผู้บริโภคสินค้าการเมือง จะได้รู้เช่น-เห็นชาติ ประกอบการตัดสินใจในการเลือกได้ไม่ผิดพลาด
มองกันอีกด้าน คดียิ่งลักษณ์ จะเป็นเหมือนปรอทวัด "ทุกระบบ-ทุกยูนิต" สังคมประเทศ
คือทั้ง สังคมศาล-สังคมอัยการ-สังคมตำรวจ-สังคมทหาร-สังคมข้าราชการ-สังคมนักวิชาการ-สังคมการเมือง-สังคมชาวบ้าน กระทั่ง...
"สังคมพระ"
สังคมไหน-กลุ่มไหน-ตรงไหน-ใคร "ติดเชื้อไข้แดง-ไม่ติด"
วันที่ ๒๕ สิงหาเห็นเลย!
นี่ผลบวกในมุมกว้าง ..........
ส่วนมุมแคบ มหาดไทยของพลเอกอนุพงษ์และหน่วยความมั่นคง จะได้เก็บตัวเลข-เก็บข้อมูล แบบมีหลัก-มีฐาน เป็นรูปธรรม
การไปห้าม ไปขัดขวาง ไม่ให้เขามา เหมือนคนออกหัด แต่ไปกินยาสกัด ผลคือ
"หัดหลบใน"!
ในเมื่อกูต้องออกตามผิวหนังตามธรรมชาติ แต่มึงกินยาสกัด กูก็ต้องหลบแผลงฤทธิ์ข้างใน
แทนที่จะรักษาข้างนอกง่ายกว่า กลับยาก เผลอๆ ถึงตายเลย!
นั่นคือ...........
อย่าไป "สร้างประเด็น-สร้างเงื่อนไข" ให้เขาเอาไปอ้างสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย ด้านสิทธิ-เสรีภาพเลย
ประชาชนคนไทยทุกคน มีสิทธิ์จะเลือกถิ่นฐานที่อยู่อาศัย มีสิทธิ์จะไปไหน-มาไหนได้
ไปงานกฐิน งานผ้าป่า งานบวช งานศพ ไปเป็นสิบ-เป็นร้อยคน มีเจ้าภาพออกเงินเหมารถคนเดียว
กินข้าวกันทั้งโต๊ะ ๑๐-๒๐ คน มีเจ้ามือจ่ายคนเดียว
นี่มันบุคลิกสังคมไทย ซ้ำกฎหมายก็ไม่ผิด
การจะไปจ้องเล็ง-เพ่งโทษ-เพ่งจับ ว่าใครเป็นตัวการเหมารถมาให้กำลังใจแม่โฉมยง
แบบนี้ตะหาก ใจไม่กว้าง ไม่สง่างาม!
แต่ถ้าเป็นอย่างที่ "นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส" ผู้ว่าฯ สตง.บอก บาง อบต.เอางบหลวงจ้างรถขนคน
นั่นเป็นอีกกรณี ที่ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง
คือไม่ใช่ผิดที่เกณฑ์คนมา แต่ที่เอาเงินหลวงจ้างรถหลอกคนมา ตรงนั้นแหละ น่าจะผิด
หรือที่นายก อบต.รายหนึ่ง โพสต์เฟซ.......
"กูเป็นนายก อบต.อยู่หนองหม้อ โคตรพ่อมึงพูดมาได้ว่า อบต.เอาเงินให้ชาวบ้านไปให้กำลังใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เขาไปด้วยใจกันทั้งนั้นไอ้เหี้...ย พูดหมาๆ มึงมาแถวบ้านกูจะให้ลูกน้องกระทืบให้จมขี้เลยไอ้สัต"
นี่...แบบนี้ก็ไม่ผิดที่โพสต์เฟซ
ที่จะผิด ก็อีตรง "เนื้อหา-ถ้อยคำ" ที่โพสต์นั่นแหละ!
เพราะเหตุนั้น การจะทำอะไร ต้องจัดอันดับเรื่องราวให้ลงจังหวะและขั้นตอนก่อน
แค่พวกเขาจะมาดูหน้า-มาให้กำลังใจ-มาสั่งเสียอาลัยกันเป็นครั้งสุดท้าย กับคนที่รัก-ที่ชัง ซักคน
ถึงใครเหมารถให้ ถ้าเป็นเงินเขา ไม่ใช่เงินหลวง และไม่ได้เป็นคนในระบบราชการ
เขาผิดตรงไหน?
ต่อเมื่อ มาแล้ว มีการทำผิดกฎหมาย ผิดกฎระเบียบทางราชการ นั่นแหละ..........
เป็นบทบาท-หน้าที่ ที่ตำรวจหรือทหาร จะต้อง "ออกฉาก" ส่วนจะออกแบบไหน ก็แล้วแต่ว่า ผู้มานั้น ทำความผิดสถานใด
ถูกต้องตามสุภาษิตไทยที่ว่า "ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ"
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกว่า ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ คือ
"ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทํา ดีกว่าด่วนทํา"
ก่อนจะทำอะไร ใจเย็นๆ ใคร่ครวญให้รอบคอบ คิดก่อนทำ อย่าทำก่อนคิด แล้วจะมีผลสำเร็จ
ดีกว่า ผลีผลาม ใจเร็วด่วนได้ รีบๆ ทำ นั่นจะมีความผิดพลาดได้ง่าย
ครับ....จะเข้าทางเจ๊อังคณากับพวกหิวแม่น ออกมาอ้างสากลโลก-สากลจักรวาล
กวน..........เปล่าๆ!
ดังนั้น ทหารก็ดี ตำรวจก็ดี อย่าไปกัก-ไปกัน-ไปขัดขวางใครที่จะเดินทางมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์วันที่ ๒๕ สิงหา
ไปจัดเตรียมสถานที่บริเวณศาล คอยอำนวยความสะดวกให้เขาดีกว่า
ถ้าศาลตัดสินว่าไม่ผิด เขาก็จะเฮตามเป็นหางยิ่งลักษณ์ไปฉลองกันที่อื่นเอง
แต่ถ้าผิด จะได้ร่วมเป็น "นางร้องไห้" โพสต์ท่าให้โทรทัศน์แย่งกันถ่ายไปออกจอ
ญาติพี่น้อง ลูกหลาน เพื่อนฝูง ที่อยู่ทางบ้าน เห็นหน้าในโทรทัศน์ กลับไปดังใหญ่ คุยกันไปเจ็ดทุ่ง
แต่ถ้ามากันมากๆ แล้วของขึ้น มีหัวโจกปลุกปั่น-ก่อเหตุ
ปั่นกันตรงนั้น............
ก็ "วันสตอป เซอร์วิซ" กันไปตรงนั้นเลย!
ดีกว่าสกัด ให้มุดใต้ดิน ตรงนั้นที่-ตรงนี้ที่ มีเรื่อง มีเหตุแล้ว เสียเวลาไล่ล่า ขุดรู
มาถึงป่านนี้แล้ว อะไรดี..ก็รู้กันแล้ว, อะไรชั่ว..ก็รู้กันแล้ว ฉะนั้น อะไรที่เกิดขึ้น และเป็นไปในทางป่วนบ้านเมืองต่อจากนี้
ใครจะอ้าง "ไม่รู้" ฟังไม่ขึ้น!
และอะไรที่ไม่เป็นดังใจ ตัวเองเสียประโยชน์ มักพูดว่า "แล้วแบบนี้จะปรองดองกันได้อย่างไร"
ก็ไม่ต้องปรองดองกันหรอก.........
ในเมื่อปรัชญาปรองดองของเขา ตั้งอยู่บนฐาน "ปองแดก" อย่างเดียว
ก็ให้เขาปองในทางของเขาไปเหอะ!
๑๐ ปี หรือเอากันจริงๆ ๑๒ ปี ครบหนึ่งรอบนักษัตรพอดี มันเกินเวลาที่จะต้องพะเน้าพะนอขอร้องให้ใครมาปรองดองกับใครแล้ว
สังคมชาติเรา ไม่มีเวลาให้เสียไปกับพวกอันธพาลแผ่นดินอีกแล้ว
มัวอ้อร้อเป็นลาติดหล่มอยู่อย่างนี้ จีดีพีประเทศ โตปีละ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์
ตายทั้งระบบแน่!
ถ้ารัฐบาล "อำนาจเด็ดขาด" ยังเข็นชาติขึ้นจากหล่มไม่ได้ในปีนี้ นึกหรือว่า ยังมี "ชาติหน้า" ให้เข็นอยู่อีก
กลุ่ม "ค้านทุกเรื่อง" คือ โคลน
รัฐบาล คสช.คือ กงล้อ
ผู้นำบริหาร "นายกฯ ประยุทธ์" คือ พลังลาก
"โคลนติดล้อ" เป็นธรรมชาติของเกวียนใช้งาน ดูเผินๆ เป็นตัวถ่วง-ตัวอุปสรรค แต่แท้จริงแล้ว โคลนคือพลังผลัก-พลังหมุนกงล้อ
ถ้าไม่มีโคลน จะมีเกวียนไปเพื่ออะไร?
ต้องอาศัยโคลน คือพวกค้านทุกเรื่องนี่แหละ เป็นตัว "สร้างสมดุล" ในมิติ แรงผลัก-แรงดัน-แรงเร่ง-แรงปะทะ
จะได้รู้ว่า "พลังลาก" ของนายกฯ ประยุทธ์ มีค่าควรเมืองจริงหรือไม่?
ฉุดกงล้อ คือ องคาพยพรัฐ ให้หมุนพันรอบ-หมื่นรอบต่อนาที ดันสังคมชาติที่จมหล่มขึ้นไปชมวิวบนยอดดอย "ดังหวัง" ได้หรือไม่?
ก็ให้รู้กันไปคาบนี้แหละ!

เสนอ ไทยเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมระดับภูมิภาค PR งาน แก้IUU Fishing

ผอ. Environmental Justice Foundation (EJF) พบ"บิ๊กป้อม" เสนอ ไทยเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมระดับภูมิภาค PR งาน แก้IUU Fishingของไทย /บิ๊กป้อม พร้อมร่วมมือแก้ประมงผิดกฎหมาย จริงจัง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้อนรับ นาย Steve Trent ผู้อำนวยการบริหาร Environmental Justice Foundation (EJF) และคณะ ที่ ศาลาว่าการกลาโหม
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า นาย Steve Trent ได้กล่าวชื่นชม ทุกหน่วยงานของไทยที่ใช้ความพยายามทุ่มเททำงานร่วมกัน ในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ทั้งการแก้ปัญหาด้านแรงงาน ด้านการประมงและด้านการควบคุม
โดยเห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการสนับสนุนทั้ง ด้านงบประมาณ การบูรณาการหน่วยงาน และการบริหารจัดการ และการสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชนในการแก้ปัญหามาโดยตลอด ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการทางบวกอย่างเห็นได้ชัด
พร้อมทั้ง เสนอให้ ไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับภูมิภาค เพื่อประชาสัมพันธ์เสนอความสำเร็จของไทยในแนวทางการแก้ปัญหา IUU
ทั้งนี้ EJF พร้อมให้การสนับสนุนไทยในการทำงานร่วมกันเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด
พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวขอบคุณ EJF ที่สนับสนุนการทำงานและให้คำแนะนำในการแก้ปัญหา IUU ที่เป็นประโยชน์กับไทยมาตลอด
โดยที่ผ่านมา ไทยได้พัฒนาทั้งกฎหมาย การจัดการกองเรือประมงให้มีขนาดที่เหมาะสม การพัฒนาระบบติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง รวมทั้งการคุ้มครองของแรงงานในภาคประมงไม่ให้มีการค้ามนุษย์
ขณะเดียวกัน ไทยสนับสนุนให้การต่อต้านประมงผิดกฎหมาย เป็นวาระที่สำคัญของอาเซียน และผลักดันให้อาเซียนมีนโยบายการประมงร่วมกัน
พร้อมกับย้ำว่า ขณะนี้ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีปัญหา ไปสู่ประเทศต้นแบบของการแก้ไขปัญหา
โดยเชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้ ไทยจะสามารถเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการปฏิรูปภาคการประมงได้
ทั้งนี้รัฐบาล จะยังคงมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ EJF ต่อไป

เดินทาง ก็ถึงเหมือนกันแหล่ะน่า!!

เดินทาง ก็ถึงเหมือนกันแหล่ะน่า!!
"บิ๊กตู่ " บอก แค่ลองดูเฉยๆ ปฏิรูปรถเมล์ ปรับสัมปทานเส้นทาง หลังเจอติง รถเมล์เก่า มาทาสีใหม่ ชี้ ก็เป็นรถคันเดิม เดินทาง ก็ถึงเหมือนกัน ชี้รอรถล็อตใหม่ต้นปี 61 ไม่เอาของห่วย เอาพอดีๆ ยันต้องไม่มีทุจริต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวถึงกรณี ขสมก.ปฏิรูประบบการเดินรถเมล์ว่า เราต้องเคารพความคิดของ ขสมก.เพราะที่ผ่านมา ความคิดของรัฐและเอกชนมีความแตกต่างกัน
"เขาก็แค่ลองดูเฉยๆ ว่าหากทำแบบนี้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ เราต้องไปดูการปรับเส้นทางรถ ที่ยาก เพราะเป็นการให้สัมปทานมานานแล้ว ไม่ใช่รัฐบาลนี้เป็นคนให้ การจะปรับสัมปทานใหม่ก็ยาก"
เรื่องของคนขับ กระเป๋ารถเมล์ก็ยังมีปัญหาพอสมควร วันนี้เราทดลองปรับเส้นทางรถดูก่อน
"ในเมื่อรถใหม่ ยังหาไม่ได้
ก็ต้องทาสีหัวรถเก่า ให้เห็นว่าสีนี้เป็นของสายนี้ เหมือนรถไฟฟ้า ขออย่าไปติติงกันมากนัก เพราะก็เป็นรถคันเดิม เดินทาง ก็ถึงเหมือนกัน ขอให้ให้อภัยกันบ้าง
ผมกำลังเร่งรัดการจัดหารถเมล์ใหม่ซึ่งมันต้องโปร่งใส ถ้าเราจะเอาแต่ของราคาถูกก็ได้ แต่ของห่วยมา ถ้าของแพงเกินไปก็ไม่ดี เราต้องเอาพอดีๆ และจัดสรรปันส่วนให้ดี
รวมถึงสร้างความเข้มแข็งในเรื่องการประกอบการของรถเมล์เองด้วย ในล็อตแรกมีประมาณ 400 คันที่ต้องจัดหามาก่อน ที่เหลืออีก 1,200 คันจะประกอบในประเทศหรือซื้อเข้ามา หรือจะไปประกอบนอกบ้านแล้วเสียภาษีต้องดูราคากลางอีก ทั้งหมดเรากำลังพิจารณาอยู่และพยายามให้มีรถเมล์ใหม่ทันปีใหม่นี้ซึ่งสามารถซื้อได้แต่ต้องให้เวลาเขาประกอบรถด้วย อย่างรถรถไฟฟ้าก็กว่าจะทำรางและระบบเชื่อมต่อได้ก็ต้องใช้เวลา ถึงจะต้องมีความเชื่อมโยงคือเอารถเก่ามาวิ่งบ้าง แต่ต้องไม่มีทุจริตนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดยืนยันว่ารัฐบาลทำเต็มที่"

"เด็กป้อม"....

"เด็กป้อม"....
บิ๊กมร พลเอกรณชัย มัญชุสุนทรกุล อดีต ผอ.อผศ. ที่มีชื่อเป็น 1ใน120 คน11 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ. ในด้านสังคม....ไม่ปฏิเสธ เป็น เด็กบิ๊กป้อม พลเอกประวิตร ...แหม!! ก็มาอยู่กลาโหม เป็น ทีมงานที่ปรึกษา ด้วย... เผย เป็นสปท.ด้านการกีฬา แต่ให้มาทำงานด้าน สังคม ได้ไม่มีปัญหา
เปรย ไม่ได้มีเด็ก บิ๊กป้อม ใน กก.ปฏิรูปฯ11ด้านมากมายอะไร
ตกใจ พาดหัว หนังสือพิมพ์ บอก "เด็กป้อม 120คน"

บิ๊กป้อม โวย อย่าโทษ คสช. ทหารก่อคดีอาญา เยอะ ยันเป็นเรื่องส่วนตัว

บิ๊กป้อม โวย อย่าโทษ คสช. ทหารก่อคดีอาญา เยอะ ยันเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่ชอบกัน
บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร รมว.กล่โหม ชี้ นายพลทหาร อุ้มรีด ถือเป็น ผู้มีอิทธิพล เป็นเรื่องส่วนตัว ที่เขารู้จักกันส่วนตัว ทำยังไงได้ เป็นเริ่องลำบาก แล้วมีไม่ชอบกัน. เราตัองเน้นย้ำไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว
ส่วน พลตรี จรูญ อำภา นั้น โดนโทษคดีอาญาเลย เพราะโทษวินัย ก็ต้องโดนปลดออกอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดฯ
ส่วนที่มองว่า ยุคคสช. ทหารทำความผิดคดีอาญาเยอะ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่ได้เยอะอะไร ไม่กระทบภาพลักษณ์ แต่อย่าโทษคสช. มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่ทหารไปทำอะไรผิดเป็น กลุ่มก้อน ทำให้เกิดความเสียหาย ซะเมื่อไหร่ละ เป็นเรื่องส่วนตัว และมีเรื่องไม่ชอบกัน

‪"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่มี"เด็กป้อม" นั่งกก.ปฏิรูปฯ

‪"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่มี"เด็กป้อม" นั่งกก.ปฏิรูปฯ ใคร เด็กผม บอกชื่อมา ไม่มี เพราะ เขาพิจารณากันเอง เผยเกณฑ์การคัดเลือกสปท.ที่มีผลงาน และ ทำงานจริงจัง‬
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีการมองว่ารายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ 11 คณะมีแต่คนที่มีความสนิทกับ คสช.ว่า การคัดเลือกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศส่วนใหญ่จะคัดมาจากอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งทั้งหมดก็รู้จักกันอยู่แล้ว ทางเราก็จะดูในเรื่องของผลงาน และการทำงานที่ผ่านมาว่ามีความจริงจังและทุ่มเทให้กับประเทศขนาดไหน

"ที่บอกว่ามีแต่เด็กของบิ๊กป้อมเยอะนั้น ผมถามว่าใครล่ะ ชิ้ออะไร ไม่มีแน่นอน เพราะทุกคนเป็นคนทำงาน และมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ" พล.อ.ประวิตร กล่าว

บิ๊กป้อม ประเมินมวลชน มาให้กำลังใจ"ยิ่งลักษณ์" มากกว่า ครั้งก่อน แต่คาดว่า เป็นหลักพัน

หลัก พัน
บิ๊กป้อม ประเมินมวลชน มาให้กำลังใจ"ยิ่งลักษณ์" มากกว่า ครั้งก่อน แต่คาดว่า เป็นหลักพัน คงไม่ถึงหลักหมิ่น เชื่อว่า ไม่มีปัญหาการปะทะกันของ มวลชน2 ฝ่าย เพราะเจ้าหน้าที่ ต้องจัดให้อยู่แยกกัน ติงสื่อ อย่าไปคิดแต่ว่า จะให้ตีกันสิ
เผยส่ง ตำรวจ ดูแล ผู้พิพากษา และสถานที่ ศาล โดยตำรวจจะประสานกับทาง ศาล เองว่า จะจัดพื้นที่โดยรอบบริเวณศาลอย่างไร เป็นการจัดตามpattern
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการดูแลความปลอดภัย ผู้พิพากษา และโดยรอบศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันพิพากษาตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 25 ส.ค.นี้ว่า การดูแล ผู้พิพากษา และ รอบศาล ใช้ตำรวจ เป็นหลัก ไม่ได้ใช้ทหาร ทั้งติดตามดูแล และดูแลบ้าน ศาล ตามPattern
โดยจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปพูดกับทางศาลฎีกาฯว่าจะให้ช่วยดูแลจุดใดบ้าง โดยจะมีการกำหนดพื้นที่ต่างๆรอบบริเวณศาลว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง
แต่ว่าไม่ได้มีการรายงานด้านการข่าวอะไรเป็นพิเศษ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดูแลความเรียบร้อยอยู่แล้ว
สำหรับการประเมินจำนวนมวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจนั้น คาดว่าจะมีมากกว่าครั้งที่แล้วเล็กน้อย ประมาณหลักพันคน แต่คบไม่ใช่หลักหมื่น
ส่วนกรณีที่อาจมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่สนับสนุนนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะจับแบ่งกลุ่มกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า ซึ่งไม่ต้องห่วงเรื่องนี้
ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยเรื่องมือที่3 ที่จะเข้ามาก่อเหตุสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายนั้นทางเจ้าหน้าที่มีมาตรการป้องกันอยู่แล้ว แต่คิดว่าไม่น่าจะมีมือที่สาม

"บิ๊กตู่" เผย ทาบทาม กก.ปฏิรูปฯ ไปเยอะกว่านี้ แต่เขาขอให้คำปรึกษาข้างหลัง



"บิ๊กตู่" เผย ทาบทาม กก.ปฏิรูปฯ ไปเยอะกว่านี้ แต่เขาขอให้คำปรึกษาข้างหลัง เผย วันหน้าอาจมาเพิ่มก็ได้ แม้แต่นักการเมืองไ ขีดเส้นคลอดแผนปฏิรูปใน 8 เดือน ขออย่ารังเกียจขรก.ร่วมทีม ยอมรับกก.หน้าเก่าพรึ่บ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้านว่า คณะกรรมการปฏิรูปมีเวลาทำงาน 8 เดือน จริงๆแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรเพียงแต่ที่ผ่านมา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้คิดกิจกรรมโดยมีข้อกำหนดว่าต้องทำแต่ละกิจกรรมอย่างไร
จากนี้ถือเป็นการทำในขั้นที่ 2 เพื่อลงในรายละเอียดว่าปัญหาข้อบกพร่องอยู่ตรงไหนและกฎหมาย โดยแผนปฏิรูปจะต้องออกมาภายใน 8 เดือน
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องดำเนินการไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สอดคล้องกัน และบางอย่าง เมื่อปฏิรูปมาแล้วรัฐบาลอาจจะทำไม่ได้ เพราะบางทีการคิดอย่างเดียวมันง่ายแต่ถ้ามาเจอระบบราชการคือต้องปรับปรุงแก้ไข ทำได้ยากดังนั้นต้องไปด้วยกัน
"ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าในทุกคณะกรรมการจะมีหลายส่วน หลายฝ่าย แต่อย่ารังเกียจที่มีข้าราชการอยู่ด้วย ผมเห็นว่าถ้าเป็นนักคิด นักวิชาการอย่างเดียว บางทีในทางปฏิบัติจะเกิดปัญหาเพราะต้องรู้ขั้นตอนของราชการด้วยจึงจำเป็นต้องมีข้าราชการที่เกษียณอายุเข้าไป เพียงแต่ว่าการทำแผนปฏิรูปให้สอดคล้องกับแผนการทำงานของราชการในส่วนของข้าราชการ ก็เสนอมาเพื่อที่จะแก้ไข นำไปสู่สิ่งที่ต้องการ ทั้งนี้ผมได้ให้แนวทางคณะกรรมการปรองดอง ถ้ามีฝ่ายการเมืองอะไรต่างๆ ที่อยากจะมาร่วมและเสนอตัวเข้ามา ก็จะมาพิจารณาใส่เข้าไปอีกที ยังมีตำแหน่งที่ว่างอยู่ ไม่ใช่เฉพาะคณะตรงนี้ยังมีคณะอนุกรรมการอีกเยอะ
ฉะนั้นไปพูดกับนักการเมืองดูถ้าเขาอยากให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าลดความขัดแย้ง มีเจตนาบริสุทธิ์ เขาก็น่าจะร่วมมือตรงนี้ นี่คือเวทีปรองดองของผมอีกอันนึง ซึ่งผมตั้งใจไว้อย่างนั้น ตอนนี้เขากำลังไปพูดคุยกันต่อ"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน การใช้งบประมาณก็ให้ประหยัดที่สุด คงจะมีแค่เบี้ยประชุม ซึ่งได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ตามกติกาแล้วก็ไม่มากมายอะไร ก็ขอให้ช่วยระดมความคิดเห็นนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่ไม่เสียเปล่า รัฐบาลต่อไปก็ต้องทำ
แต่อย่ามองว่าเราไปตีกรอบมากจนเกินไป มันไม่ใช่เพียงแต่ตีกรอบให้การทำงานเข้าร่องเข้ารอยเท่านั้นเอง เขาจะทำวิธีไหนก็ว่ามาให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีใครไปจ้องจับผิดอยู่แล้ว เพราะประเทศชาติสำคัญที่สุด ขอให้มองแบบนี้
"เราต้องวางพื้นฐานให้ได้ และหลายเรื่องที่รัฐบาลทำมา 3 ปี มันยังไม่เกิด เพราะเป็นการเริ่มลงทุน ก่อสร้าง เป็นต้น แต่มันจะเกิดใน 3-5 ปีต่อไป แต่ถ้าไม่ทำในวันนี้อีก 5 ปีก็ไม่มีอะไรใหม่ๆมา ตั้งแต่ปี 2540 การลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทยไม่เกิดขึ้นเลย เราต้องทำโครงการใหญ่เพื่อดึงโครงการเล็กๆให้โตขึ้นมาด้วย เป็นการคิดแบบหลักเศรษฐศาสตร์ ผมพอมีความรู้จากการศึกษา จากคณะทำงาน และจากครม. ทุกคนช่วยกันไม่ใช่ผมทำคนเดียว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อถามว่า คณะกรรมการปฏิรูปส่วนใหญ่เป็นสปท.มาก่อน อาจจะทำให้การปฏิรูปไม่ได้ผลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันไม่มีอะไรใหม่ไปกว่านี้ เรื่องการปฏิรูปพูดกันมาในหลักการหมดแล้ว มี 37 วาระ 188 เรื่อง จากนี้ก็จะนำมาคลี่ดูและลงในรายละเอียด ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำมาเยอะแล้วแต่ยังไม่พอ จึงต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปมาทำงานอีก 8 เดือน เพื่อถอดแผนและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ
อย่าไปมองว่าซ้ำซ้อน แต่ขอบอกว่าคนในประเทศไทยมีหลายส่วน ที่มีความคิดดี มีเจตนาบริสุทธิ์ แต่เขาขออยู่เบื้องหลัง
"จริงๆทาบทามไปเยอะกว่านี้ แต่เขาขอให้คำปรึกษาข้างหลัง ไม่ขอออกข้างหน้า จึงได้คนมาแค่นี้ก่อน แต่วันหน้าถ้าเขาเห็นว่ามันไปได้ดี เขาอาจจะมาเพิ่มก็ได้ สามารถที่จะไปอยู่ในคณะอนุกรรมการต่างๆ แม้แต่นักการเมืองก็เข้ามาได้หมด ต้องทำงานแบบนี้อย่าใจร้อน วันนี้มันก็ดีขึ้นเยอะแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คุก 5 ปี'ไผ่ ดาวดิน' ผิดคดี ม.112 สารภาพลดเหลือ 2 ปี 6 เดือน

คุก 5 ปี'ไผ่ ดาวดิน' ผิดคดี ม.112 สารภาพลดเหลือ 2 ปี 6 เดือน
15 ส.ค. 60 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น พิพากษาสั่งจำคุก 2 ปี 6 เดือน ลดโทษจาก 5 ปี นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคอีสาน ผู้ต้องหาตามความผิดประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากกรณีแชร์บทความของสำนักข่าวบีบีซีไทย
โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมานายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความของ ไผ่ ดาวดิน เปิดเผยกับ บีบีซีไทย ว่า ไผ่ จะตัดสินใจรับสารภาพในคดีดังกล่าว ในการสอบพยานฝ่ายโจทก์เป็นนัดที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาศาลจังหวัดขอนแก่น ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและสื่อมวลชนเข้าไปภายในห้องพิจารณาคดี
ทั้งนี้ไผ่ ดาวดิน ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานบำบัด จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2559 และทนายความได้ยื่นขอประกันตัวรวม 10 ครั้ง โดยศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งไม่อนุญาตคำขอดังกล่าว

ไม่ใช่เวลานักการเมือง

ไม่ใช่เวลานักการเมือง
"นายกฯ" ยัน ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ไม่ได้จ้องจับตานักการเมือง เคลื่อนไหว ลั่นไม่ให้เครดิต ชี้ยังไม่ใช่เวลานักการเมือง ยันไม่ได้ทำร้ายคนจน ยัน ผมไม่รู้จักใครสักคน ใครผิดก็คือผิด ขึ้นบัญชีก็ต้องขึ้นบัญชี ผมไม่ช่วยใครทั้งสิ้น เพราะผมช่วยใครไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร 21-22 สิงหาคมนี้ว่า ไม่ได้จัดประชุม เพื่อค้นหาความเคลื่อนไหวนักการเมือง หรือจะไปจับตานักการเมือง เพราะผมไม่สนใจ และไม่ให้เครดิตอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่เวลาของเขา
แต่วันนี้ผมต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา 3 ปี ผมได้พยายามทำอย่างเต็มที่ และจะใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ไปฟังจากปากของประชาชนว่า สิ่งที่รัฐบาลทำมาเป็นอย่างไร มีปัญหาตรงไหน ถึงประชาชนหรือไม่ หรือว่าไม่ถึง และถ้าไม่ถึงจะต้องทำอย่างไร ขณะเดียวกันจะอธิบายขั้นตอนการใช้งบประมาณที่จัดสรรลงมา

"แต่ถ้าทุกคนพยายามบอกว่าประชาชนข้างล่างยังไม่ได้เงิน ขอถามว่าจะให้ได้อย่างไรด้วยการเอาเงินโอนให้ไปหรือ แล้วมันโอนได้หรือไม่ ซึ่งต้องดูว่าจะเข้ากรอบการช่วยเหลือในเรื่องการขึ้นทะเบียนไว้ได้หรือไม่
แต่ก็ต้องถามว่าจะเอาเงินที่ไหนให้ บางอย่าง อยากจะให้ แต่ไม่มีเงิน ถึงมีเงินให้มันก็ผิดกฎหมาย จะต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ค่าน้ำ ค่าไฟ จะทำให้เขาได้อย่างไร
และตอนนี้ก็จะมาขอให้ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งผมไม่ได้เป็นผู้ผลิต รัฐบาลสั่งเขาได้หรือไม่ ซึ่งต้องขอความร่วมมือ ขณะที่รัฐบาลจะดูในเรื่องมาตรการทางภาษี จะสามารถชดเชยได้หรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า รายได้ของรัฐบาลมาจากการจัดเก็บภาษีจากประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลเองพยายามทำหลายอย่างให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีแนวคิดปรับรูปแบบตั้งบริษัท แต่ก็ยังมีการคัดค้านกัน เพราะทุกคนกลัวว่าจะไม่ได้สิทธิประโยชน์เท่าเดิม ความยากง่ายมันอยู่ตรงนี้ รัฐบาลพร้อมให้ทุกอย่างที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกติกาการค้าโลก รัฐบาลคิดทุกเม็ด
และขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มุ่งหวังจะทำร้ายคนจน วันนี้รัฐบาลรู้ดีว่างบประมาณที่ลงไปเป็นโครงการขนาดใหญ่เยอะพอสมควร บริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ก็ได้ไป บริษัทขนาดเล็กยังไม่ได้ ผมกำลังให้พิจารณาให้บริษัทเล็กได้โครงการของรัฐบ้าง โดยตั้งงบประมาณให้ต่ำลง แต่ไม่ใช่บริษัทใหญ่มาล้วงลูกประมูล ซึ่งก็ต้องดูขีดความสามารถของบริษัทเล็กด้วย
"ไม่ใช่ประมูลแล้วทิ้งงาน พวกนี้ขึ้นบัญชีไว้แล้ว วันหน้าไม่ต้องมาทำอะไรกับรัฐอีก
ผมไม่รู้จักใครสักคน ใครผิดก็คือผิด ขึ้นบัญชีก็ต้องขึ้นบัญชี ผมไม่ช่วยใครทั้งสิ้น เพราะผมช่วยใครไม่ได้ ประเทศกำลังรอรับการช่วยเหลือจากพวกเราทุกคนอยู่ ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จึงพยายามออกกฎหมายมาหลายฉบับ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนภาคแรงงานตอนนี้ผมให้พิจารณาให้เสียค่าปรับ โดยแยกประเภท แต่บางคนยังไม่ยอมไปทำ ซึ่งเขาเปิดให้ทำถึงเดือนธันวาคมก็ยังไม่ไปทำ อ้างว่าจะต้องทำงานครบทุกคน ทุกวัน แล้วทำไมไม่จัดเวรกันไป พอหมดเวลาก็มาร้องขอต่ออายุ ผมให้ไม่ได้ เพราะต่อให้มาเยอะแล้ว ไปขึ้นทะเบียนตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

เลือกตั้ง 'ควรโหมโรงตอนไหน'?

เร็วเนอะ.........!
แป๊บเดียวก็ ๑๕ สิงหา ดูเหมือนเป็นวันที่ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
ให้คู่ความในคดีปล่อยปละให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว คือ "ยิ่งลักษณ์-อัยการ"
ส่งคำแถลงปิดคดี "เป็นลายลักษณ์อักษร" ต่อศาลในวันนี้
และสัปดาห์ถัดไป .........
ศุกร์ที่ ๒๕ สิงหา ศาลนัดให้มาฟังคำตัดสิน ตอน ๙ โมงเช้า!
ก็อย่างที่เคยคุยกันไปแล้ว ตามรัฐธรรมนูญใหม่ สมมุติศาลตัดสินว่า "ยิ่งลักษณ์ผิด"
ก็ยังไม่ต้องเข้าคุกทันทีเหมือนก่อน!
เพราะ มาตรา ๑๙๕ วรรค ๔ บอกว่า.............
"คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา"
คือยังมีก๊อก ๒
รอฟังคำตัดสินวันที่ ๒๕ สิงหาก่อน ผลเป็นอย่างไร ประเมินความหนัก-เบาตอนนั้นแล้ว ค่อยตัดสินใจ ก็ยังมีเวลา
สรุปว่า ยังสามารถอยู่โชว์สวยได้ต่อไป ให้สมกับคำที่แถลงต่อศาลไปเมื่อ ๑ สิงหาที่ว่า
"ดิฉันเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง".......
"ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สิ่งที่ดิฉันทำ คือการใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง........"
ครับ...ทั้งหมด ควรรอคำ "ชี้ขาด" ของศาล
ช่วงนี้ ใครก็ไม่ควรแสดงความคิดเห็นไปในทางชี้นำคดีให้คนคล้อยตามว่าผิด-ว่าถูก และว่าคำตัดสินจะออกมาแบบไหน?
เพราะตอนนี้ บ้านเมืองก็ไม่ค่อยมีใคร-ฟังใคร เหมือนไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวให้เป็นหนึ่งอยู่แล้ว
ขืนยึดพวก-ยึดหมู่ เป็นเกณฑ์ชี้ขาดขึ้นมาอีก อะไรที่ผิดจากใจ-จากประโยชน์ตัวเอง เป็นต้องราวี-ตีต่อ
แบบนั้น สังคมบ้านเมืองเรา จะไม่ยิ่งต่ำตมไปกว่าสังคมอเมริกันที่เมืองชาร์ลอตส์วิล รัฐเวอร์จิเนีย ตอนนี้ดอกหรือ?
ก็รู้อยู่หรอก ว่าสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ เครื่องมือไอทีมันกินเบรก คือสติความนึกคิดของมนุษย์ไปเกือบหมด
สติ-สัมปชัญญะมนุษย์ทุกวันนี้ ตกเป็นทาส "ความเร็ว" อย่างเดียว อะไรๆ ก็ต้องเร็ว...เร็ว...เร็ว
เร็วขนาดไหน ก็ยังไม่ทันใจมนุษย์ยุคไอทีอยู่ดี!
ฉะนั้น เราทุกคน ควรหาเวลาวันละซัก ๕ นาที ๑๐ นาที ตอนเข้าห้องน้ำก็ได้
พยายามดึงสติกลับมาอยู่กับการพูด-คิด-ทำของเราให้มาก ให้บ่อย เป็นการทบทวนชีวิตด้วยสัมมาสติ
อย่าปล่อยให้เจ้าความเร็วจากเครื่องมือไอที มันลากให้เราต้องใช้สัญชาตญาณดิบตอบสนองเรื่องราว มากกว่าใช้สติทบทวน-ไตร่ตรอง
คือให้ชีวิต "ติดเบรก" ไว้บ้าง
ใช้เหตุและผลให้มากกว่าใช้สัญชาตญาณดิบ ซึ่งไม่มีสติกำกับ!
ไหนๆ ก็พูดเรื่องนี้แล้ว ...........
ขอไปเรื่องบุญ-เรื่องกุศล เป็นสารส้มแกว่ง "แก้ใจขุ่น" สักนิด
"พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก" วัดป่านาคำน้อย อุดรธานี ผู้ศิษย์ "หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน" บอกมาว่า
วันที่ ๗ ตุลา ๖๐ เวลา ๐๙.๐๐ น. คณะญาติโยมจะทอดกฐินสามัคคี ๘๔,๐๐๐ กอง (กองละ ๓,๐๐๐ บาท)
ณ วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) อุดรธานี
ก็แจ้งให้ญาติโยมได้ทราบ ท่านใดประสงค์เป็นเจ้าภาพ จะคนละกี่กองตามแต่กุศลเจตนา
ทางคณะผู้ทอดกฐินสามัคคี แจ้งว่า สามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้
ชื่อบัญชี "กฐินสามัคคี ๘๔,๐๐๐ กอง"
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนทหาร อุดรธานี บัญชีออมทรัพย์เลขที่ ๗๒๑-๒๓๘๑๘๘-๘
ทั้งนี้ เพื่อสมทบสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
ครับ...พระอาจารย์แจ้งมา ผมก็ป่าวประกาศต่อ ปีนี้ ออกพรรษาวันที่ ๕ ตุลา
ห่างไปอีก ๒ วัน คือวันเสาร์ที่ ๗ ตุลา ก็จะทอดกฐินกันที่วัดหลวงตาพระมหาบัว ก็บอกให้ทราบแต่เนิ่นๆ
เพื่อท่านจะได้วางตารางเวลาถูก จะไปด้วยตัวเอง หรือไปไม่ได้ แต่ประสงค์จะรับเป็นเจ้าภาพกองกฐิน จะได้จัดสรรถูกตามกาลอันควร
พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์หลวงตา ที่วัดป่าบ้านตาดนั้น ลงมือตอกเสาเข็มไปแล้วตั้งแต่ตอนต้นปี
ได้ไปกราบนมัสการพระอาจารย์อินทร์ถวาย ที่วัดป่านาคำน้อยเมื่อ ๒-๓ เดือนก่อน ท่านได้เมตตาเล่ารายละเอียดในการก่อสร้างให้ฟัง
ขากลับจากวัดป่านาคำน้อย ที่อำเภอนายูง ผ่านไปทางวัดป่าบ้านตาด ที่อำเภอเมือง
ตั้งใจจะแวะเข้าไปดูการตอกเสาเข็ม แต่ดูเวลาแล้ว ไม่ทันเรือบินที่จะกลับแน่ เลยไม่ได้เข้าไป
นี่ก็ผ่านมาค่อนปี เข้าใจว่างานก่อสร้างคงคืบหน้าไปตามลำดับ แต่ถึงขั้นไหนผมไม่ทราบ
ทราบแต่ว่า ต้องใช้เงินทองในการก่อสร้างมากทีเดียว เป็นเงินทองจากคณะศิษย์และผู้เคารพ-ศรัทธาในหลวงตา ซึ่งมีเป็นทุนอยู่บ้างแล้วหลายร้อยล้าน
แต่ไม่พอหรอก ...........
คณะศิษย์สงฆ์-ศิษย์ฆราวาส ต่างช่วยกันตามกาลตามเวลา และตามโอกาสอันควร
เพื่อยังประโยชน์ต่อชาติ ต่อแผ่นดิน ต่อพระพุทธศาสนา ผ่านแกนศรัทธาในองค์หลวงตาพระมหาบัว
ดังจะรวบรวมทั้งคำสอนและประวัติหลวงตาทั้งหมดไว้ในพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ที่กำลังสร้างขณะนี้
เพื่อให้เป็นศูนย์กลางศึกษาพระพุทธศาสนาและคำสอน สัมพันธ์สถาบันหลักของชาติในอีสาน สืบไว้เป็นมรดกแผ่นดินพุทธศาสน์
อย่างเมื่อเมษา ๖๐ ทางจังหวัดอุดรฯ ก็จัดงานทอดผ้าป่าสามัคคีไปครั้งหนึ่ง
และในโอกาสกฐินกาลนี้ ทางคณะศิษย์ ก็จัดทอดกฐินสามัคคี ๘๔,๐๐๐ กอง กองละ ๓,๐๐๐ บาท ด้วยเป้าประสงค์เดียวกัน
ก็ช่วยกันรับเป็นเจ้าภาพคนละกอง-สองกอง ให้ครบ ๘๔,๐๐๐ กอง งานก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์จะได้เดินหน้าแบบไม่สะดุดหยุดยั้ง
ตอนหลวงตาดำรงธาตุขันธ์อยู่ บ้านเมืองมีวิกฤติทางการเงิน-การคลัง หลวงตายังช่วยค้ำพยุง ทอดผ้าป่าทองคำช่วยชาติ
รวบรวม "ทองคำแท่ง-ดอลลาร์" ส่งเข้าคลังหลวง พยุงฐานะประเทศ ไม่ให้ต่างชาติมันย่ำยีบีฑาได้
ถึงตอนนี้ ซึ่งศิษย์คณะต่างๆ ยังคงสานเจตนารมณ์หลวงตา รวบรวมทองคำส่งเข้าท้องพระคลังทุกปี
รวมทั้งหมดตอนนี้ ไม่กว่า ๒๐ กิโลกรัมไปแล้วรึ?
ทั้งดอลลาร์ เงินบาท และทองคำ คิดเป็นเงิน คร่าวๆ ต้องกว่า ๒ หมื่นล้านบาทขึ้นไปแล้ว จะกว่าเท่าไหร่ ผมไม่ทราบ
ท่านใดทราบ ตัวเลขและจำนวนทองคำที่ถูกต้อง ช่วยบอกเป็นวิทยาทานผมด้วย
นั่นคือ "เมตตา-บารมี" ค้ำจุนชาติ-ประชาชน จากหลวงตา
และตอนนี้ ถึงวาระที่เราจะแสดงออกซึ่งกตเวทิตาคุณ คือการตอบแทนคุณต่อผู้มีพระคุณบ้างแล้ว
เราทั้งหลาย ก็ควรต้องช่วยกัน สร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์หลวงตาให้ลุล่วงให้จงได้!
ยังไงก็ ผมจองไว้ในใจก่อน ๑ กองละ เผื่อท่านใดจะร่วมจองด้วยคนละกอง-สองกอง หรือครึ่งกองก็แล้วแต่
ถึงเวลาอันควร จะได้โอนเข้าบัญชีกฐินสามัคคี ๘๔,๐๐๐ กอง ไปทีเดียวกันเลย หรือท่านจะจองแล้วโอนเข้าบัญชีตามที่บอกไว้โดยตรงก็ได้
พูดกันตามเหตุผลที่ควรเป็น ผมว่า ยิ่งใกล้วัน "ออกพระเมรุ" เดือนตุลามากเท่าไหร่
พวกเรา ทุกคน-ทุกฝ่าย ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศสังคมบ้านเมืองให้ "สะอาด-สว่าง-สงบ"
และร่มเย็น ด้วยรักสามัคคีต่อกัน ให้เป็นที่ปรากฏให้มากที่สุด
เรื่องขัดแย้งทางการเมือง เรื่องได้ประโยชน์-เสียประโยชน์ เรื่องเลือกตั้ง เรื่องจ้องป่วน-กวนกระแส ทั้งหลาย
ไม่เลิก-ไม่ละ ก็ตามใจ
แต่ "อดกลั้น" เอาไว้ชั่วคราวก่อนได้ไหม?
งาน "ออกพระเมรุ" เราคนไทยทุกคน ต้องระลึกว่า "เป็นเจ้าภาพร่วม" ในฐานะพสกนิกร
เจ้าภาพงาน ควรปฏิบัติอย่างไร ควรตระเตรียมทั้งบ้านเมืองและตัวเองต่อแขกเหรื่อที่จะหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศอย่างไร?
ทราบด้วยสำนึกประเสริฐกันแล้วมิใช่หรือ?
๑ มกราคม ๒๕๖๑ เมื่อไหร่.........
ใครจะเปลี่ยนบรรยากาศบ้านเมือง ด้วยเรียกร้องเลือกตั้งจากรัฐบาลแบบไหน-อย่างไร?
ผมจะได้ "เอาด้วย-ช่วยกัน"!