PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

เหลียวหลังการเมือง 2560 : ปีอำนาจพิเศษกร่อน

เหลียวหลังการเมือง 2560 : ปีอำนาจพิเศษกร่อน


สิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่งและทำให้มนุษย์ต้องวิ่งตามคือเวลาที่ไม่คอยใคร

เมื่อเข็มนาฬิกาเดินหน้า โลกหมุนมาครบ 365วัน “ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสวันสุดท้ายของปี 2560 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มองย้อนหลังสำรวจสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมา

ปีที่เราสรุปนิยามว่า “ปีอำนาจพิเศษกร่อน”

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ภายใต้อำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่นำทีมบริหารราชการแผ่นดินโดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.กำลังจะผ่านพ้นปีที่ 3 เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 4

ปีท้ายเทอมรัฐบาล ปลายโรดแม็ป คสช.

ย้อนกลับไปสำรวจปรากฏการณ์ตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ผ่านมา เหตุการณ์สำคัญสุดในทางการเมืองการบริหารหนีไม่พ้นพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในวันที่ 6 เมษายน
นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของราชอาณาจักรไทย

ถือเป็นความคืบหน้าก้าวสำคัญของกระบวนการตามโรดแม็ป คสช.

ตามสถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงผ่านทีวีพูล ภายหลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ ใจความว่า ปัจจุบันถือว่าอยู่ในช่วงปลายของโรดแม็ประยะที่สองแล้ว เพื่อนำไปสู่ระยะที่สาม คือการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นเมื่อใด

เพราะต้องทำตามขั้นตอนต่างๆ โดยเฉพาะการออกกฎหมายลูกเสียก่อน ทั้งนี้ คสช.และรัฐบาลจะอยู่ทำหน้าที่ต่อไป โดยบรรดาประกาศและคำสั่งของ คสช. รวมถึงคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ออกไปแล้วยังคงมีผลใช้บังคับ เช่นเดียวกับมาตรา 44 ที่ยังคงมีอยู่

แต่จะใช้ภายใต้หลักเกณฑ์เดิม คือเท่าที่จำเป็นเร่งด่วนและที่ไม่อาจใช้กฎหมายปกติได้

มันเป็น “จุดเปลี่ยน” สถานการณ์อำนาจพิเศษก็ว่าได้

รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดมีผลบังคับใช้ ขณะที่อำนาจภายใต้ “รัฏฐาธิปัตย์” ยังคาอยู่

ตามรูปการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องออกตัวไว้ด้วยว่า ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม. คสช. สนช. จะอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง โดยมีภารกิจสำคัญที่รัฐบาลจะต้องทำ 2 เรื่องคือเสนอกฎหมายให้ สนช.พิจารณายุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ

พร้อมย้ำด้วยว่า คสช.และรัฐบาลมิได้เข้ามาเพื่อต้องการอำนาจและผลประโยชน์ หรืออยู่ยาวนาน โดยปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆผ่านพ้นไปแต่ละวันโดยเปล่าประโยชน์ หากแต่ต้องการแก้ปัญหาเดิมๆที่ค้างคาอยู่จนเป็นกับดักสกัดกั้นความเจริญของชาติ

นั่นหมายถึงว่า ฝ่ายคุมเกมอำนาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

หนีไม่พ้นเงื่อนไขประชาธิปไตยต้องตามมาโดยอัตโนมัติ

โดยเฉพาะสถานการณ์อึดอัดของนักการเมืองอาชีพที่ถูกล็อกแขนล็อกขามานานเกือบ 3 ปี ถึงจังหวะที่ต้องขยับแข้งขยับขา ตามกลิ่นอายการเลือกตั้งที่โชยมาพร้อมรัฐธรรมนูญใหม่

อาการเหมือนเขื่อนใกล้แตกทะลัก แทบจะอั้นไม่ไหว

แต่กระนั้นก็ดี มันก็มีเงื่อนไขสถานการณ์ของพระราชพิธีสำคัญ ตามกำหนด การถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ในเดือนตุลาคม

ในอารมณ์ที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันแสดงให้เห็นถึง “พลังแผ่นดิน”

ทุกส่วนผสมหลอมรวมเป็นหนึ่ง เพื่อ “พ่อ” คนเดียวกัน

ก่อให้เกิดภาพที่โลกยังตะลึงกับความสวยงามแบบไทย พสกนิกรทุกหมู่เหล่ามุ่งมั่นกับการถวายพระเกียรติ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เป็นครั้งสุดท้าย

ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก้าวข้ามความขัดแย้งชั่วขณะ

นั่นก็ทำให้การเมืองต้องสงบนิ่งตามกาลเทศะ

เงื่อนสถานการณ์หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญยังไม่ร้อนแรงตามสภาพการบังคับ

ประกอบกับแรงกดดันจากต่างชาติเบาบาง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเชิญให้เข้าไปนั่งคุยกับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐอเมริกา ในทำเนียบขาว วอชิงตัน ดี.ซี.

บ่งชี้สถานะผู้นำรัฐบาลทหารไม่โดนตั้งแง่รังเกียจอีกต่อไป ตามเหตุปัจจัยจากการที่ประเทศไทยเป็นจุด ยุทธศาสตร์สำคัญที่มหาอำนาจโลกต้องการใช้เป็นฐานในการประคองดุลอำนาจการเมืองโลก

กลายเป็นสถานการณ์ “โชคช่วย” พล.อ.ประยุทธ์ เก่งบวกเฮง

ได้เงื่อนไขบังเอิญช่วยให้การบริหารของผู้นำอำนาจพิเศษลดแรงเสียดทานลงไปเยอะ

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยภายนอกไม่หนักหนา แต่ปัญหามันอยู่ตรงอาการ “พลาด” ที่เกิดจากทำตัวเอง

ตามปรากฏการณ์แบบที่เห็น การใช้ดาบมาตรา 44 ทั้งในประเด็นของการห้ามนั่งท้ายรถกระบะที่โดนชาวบ้านร้านตลาดต่อต้านเพราะขัดกับวิถีชีวิตประจำวัน

จนรัฐบาลต้องสั่งไอ้เสือถอยแทบไม่ทัน

หรือการออกพระราชกำหนดยกเครื่องปัญหาแรงงานต่างด้าว ไล่แรงงานชาวพม่า ลาว กัมพูชากลับ ประเทศไปทำเอกสารเพื่อเคลียร์ปัญหาค้ามนุษย์ แต่ก็กลายเป็นทำให้เกิดผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ประมง ท่องเที่ยว ต้องขาดแคลนแรงงาน ลามเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม

ที่สุดผู้นำรัฐบาล คสช.ก็ต้องงัดมาตรา 44 มาผ่าทางตันปัญหา

ดาบอาญาสิทธิ์ชักเข้าชักออก เสียฟอร์มรัฏฐาธิปัตย์ หมดความขลังไปเลย

2-3 ช็อตติดๆที่ “นายกฯลุงตู่” สะดุดอำนาจตัวเองหัวคะมำ

แต่นั่นก็ไม่ทำให้เสียอาการทรงตัวเท่ากับการโดนแรงกระแทกที่กระทบชิ่งมาจากบรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ ตามสไตล์ทหารอาชีพที่ประกาศจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เลยโดนจังๆกับปมใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องคนรอบตัว

สถานการณ์ถูกลากเข้าไปนัวเนียๆกับ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่โดนถล่มต่อเนื่องทั้งปี

ตั้งแต่เรือดำน้ำ รถถัง มายันกระทั่งแหวนเพชร นาฬิกาหรู

ขณะที่ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย ปีนี้ก็เจอของหนักทั้งปมอนุมัติให้บริษัทเอกชนเช่าที่ดินป่าต้นน้ำ ต่อเนื่องกับประเด็นเครื่องตรวจจับความเร็วฝังเพชร

ถลอกปอกเปิกไปทั้งตัวเหมือนกัน

หรือ “เพื่อนรัก” อย่าง “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็อ่วมอรทัยในช่วงที่นั่งแท่น รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดนทั้งปมไม่โปร่งใสในโครงการ 9101ฯ แถมบ้อท่าในการบริหารราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ

รับสภาพตำบลกระสุนตกสะบักสะบอม

พี่ใหญ่ พี่รอง เพื่อนรัก แรงกระแทกพุ่งตรงถึงตัวผู้นำรัฏฐาธิปัตย์

“สนิมเนื้อใน” ทำอำนาจพิเศษกร่อนเข้าไปทุกทีและก็นับเป็นหัวเชื้ออย่างดีกับจังหวะสถานการณ์เมื่อผ่านพ้นห้วงเวลาพิเศษ การเมืองเริ่มขยับกลับมาร้อนแรงตามบรรยากาศห้วงท้ายปลายโรดแม็ป

แบบที่มีการจุดพลุประจานเรื่องการจ้องสืบทอดอำนาจ

นักการเมืองชิงเหลี่ยมขยายภาพวาระแฝงของทหาร พฤติการณ์ไม่ได้ดีไปกว่ากัน

ตามยุทธการขยายแผลจิกตี “พี่ใหญ่-พี่รอง-เพื่อนรัก” ที่มาพร้อมๆกับการที่โคตรเซียนจอมเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์เปิดฉากแฉการตั้งพรรคท็อปบูต

มีการเปิดชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจรัฐบาล เป็นหัวหน้าพรรค
เหลี่ยมนักการเมืองอาชีพ มุ่ง “เจาะยาง” เสาค้ำยัน เตะตัดขา “พี่ใหญ่-พี่รอง” รวมถึง “สมคิด”
เพื่อสกัดเส้นทาง“นายกฯลุงตู่”

ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยเปิดเกมรุกกดดันหนัก พร้อมๆกับตะโกนเรียกร้องให้ปลดล็อกการเมือง

เรื่องของเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ ก็หนีไม่พ้นต้องใช้สูตรสำเร็จการเมืองทั่วไป ตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 5” เพื่อผ่อนกระแส “เล่นแต้ม” ตามเงื่อนไขสถานการณ์บังคับให้ต้องลดโควตาทหาร

เปิดทางมือบริหารอาชีพมาช่วยปั่นเนื้องานเพื่อกรุยทางรัฐบาล คสช.ไปต่อ

โดยจังหวะมอบธงให้นายสมคิดถืออำนาจลุยแบบเต็มตัว ในจังหวะกำลังปั้นเศรษฐกิจภาพรวมติดลมบน ทั้งตัวเลขจีดีพีที่เป็นบวก การส่งออกที่สูงขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์ดีขึ้นทั้งลำดับความสามารถในการแข่งขัน ประเทศน่าลงทุน เวิลด์แบงก์ประเมินไทยกำลังหลุดพ้นสถานะยากจน

ยังติดตรงโจทย์ยากการกู้สถานการณ์ปัญหาปากท้อง

รัฐบาล คสช.ต้องรีบกู้กระแสที่โดนนักการเมืองตีปี๊บปลุกอารมณ์ชาวบ้านรายวัน

สถานการณ์จึงไหลมาถึงจุดเดิมพันเศรษฐกิจ “สมคิด” ต้องรับภาระกู้วิกฤติ “สนิมเนื้อใน”

ภายใต้สภาพการณ์ตลอดปี 2560 ที่รัฐบาลอยู่ในสภาวะขาลง คะแนนต้นทุนหน้าตัก “นายกฯลุงตู่”
หดหาย สถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ไม่เข้มขลังเหมือนช่วงแรกๆ

เรียกได้เลยว่าเป็น “ปีอำนาจพิเศษกร่อน”.

ทีมการเมือง

ที่สุดแห่งปี 2560 ในแวดวงการเมือง

ที่สุดแห่งปี 2560 ในแวดวงการเมือง


พัฒนาการทางการเมืองไทยหยุดชะงักมาหลายปี แต่ทว่ารอบปฏิทินปีระกา 2560 กลับเริ่มมีความเคลื่อนไหวให้คนในแวดวงการเมืองคอยเฝ้าจับตา
นับตั้งแต่กติกาว่าด้วยเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ การทำคลอดกฎหมายลูกต่างๆ ตลอดจนแนวทางบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทหาร ที่เป็นสัญญาณบอกทิศทางแห่งวิถีประชาธิปไตย ว่าจะเป็นไปได้ตามโรดแม็ปจริงหรือไม่
โดยเฉพาะรอบใหม่ของปีจอที่กำลังจะมาถึง จะเดินหน้าไปตามวิถี หรือสะดุดอยู่กับที่ในเกมยื้ออย่างที่นักประชาธิปไตยหวั่นเกรงกัน
ปรากฏการณ์ทางการเมือง “ที่สุดแห่งปี 2560” จะเป็นข้อมูลให้คอการเมืองเห็นภาพช็อตต่อไปได้ชัดเจนทีเดียว...
ปักหมุดวันเลือกตั้ง

นับตั้งแต่เปิดศักราชปี 2560 ภารกิจที่ได้คืบหน้าเห็นผลมีหลายประการ
รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ยังคงกุมบังเหียน สะกดเหล่านักการเมืองตัวพ่อที่หมั่นทวงถาม “ขอปลดล็อก” เพื่อผ่อนคลายให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมเตรียมลงสนามเลือกตั้ง หลังรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายพรรคการเมืองประกาศใช้
เจ้าตัวได้แต่ออกลีลาติ๊ดชึ่ง อ้างถึงแต่สถานการณ์ที่ยังไม่สงบ
หากทว่า เรื่องกลับไปจบตรงที่รัฐบาลขยันเดินสาย “ครม.สัญจร” ลงพื้นที่ต่างจังหวัด ขึ้นเหนือ–ล่องใต้ อีสาน ภาคกลาง ตามงานตรวจ เยี่ยมชาวบ้าน แถมจัดโปรโมชั่นใหม่ตามสไตล์ “ประชานิยม”
ถึงคราวทำแบบสำรวจผลโพลทุกระยะ คะแนนนิยมเลยพุ่งนำโด่งแซงหน้า “กลุ่มเจ้าเก่า” ไปไกลลิบ ปลายปีหยิบคำถาม 4 บวก 6 เช็กเรตติ้ง พร้อมชิงไหวชิงพริบตอบโต้ข่าวคว่ำร่างกฎหมายลูกหวังยื้อ เวลาเลือกตั้ง
กลุ่มที่ระแวงแคลงใจย่อมไม่พ้น “นัก การเมือง” ผลัดหน้ากันทวงหาความชัดเจนจากปาก “ผู้นำท็อปบู๊ต”
ท้ายสุด บินลัดฟ้าเยือนสหรัฐอเมริกา เข้าทำเนียบขาว กระทบไหล่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ลั่นคำมั่น “จะประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนในปีหน้า” ทั้งที่บทสนทนาไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย
แถมก่อนกลับกลุ่มคนไทยที่ส่งเสียงเชียร์ ว่าหากเลือกตั้งจะบินไปเทคะแนนให้ นายกฯประยุทธ์รับคำสั้นๆ “จ้ะ” แต่ก็ทำสะดุ้งมาถึงกลุ่มคนไทยอีกซีกโลก
พร้อมกลับมาประกาศเปรี้ยง การเลือกตั้งจะมีขึ้นเดือน พ.ย.2561!!!
จัดทัพใหม่

ขยับอีกก้าวก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง จากที่เคยปรับ ครม.หวังเพื่อแค่สอดรับต่อการบริหารงานแผ่นดิน
แต่ก่อนสิ้นปี มีสัญญาณบวกถึงนักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ให้เตรียมลงสนาม
การปรับคณะรัฐมนตรีหนนี้ จึงไม่ได้จบเพียงแค่งานประจำ แต่ต้องทำแบบ “เชิงรุก-บุกหนัก” นับตั้งแต่วันรับตำแหน่ง เพราะยังต้องแข่งขัน ต่อสู้กับปมปัญหา และความท้าทายทุกสถานการณ์ที่จะตามมา
“ครม.ประยุทธ์ 5” จึงปรับขุนพลขนานใหญ่ จัดทัพให้ตรงตามสเปก ไม่หวังแค่เรียกความเชื่อมั่น แต่เป็นปัจจัยชี้ชะตา คสช.และรัฐบาล
วันประชุม ครม.นัดสุดท้ายก่อนปรับทัพ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ต้องแจงเหตุผลกับขุนพลทีมเก่าให้เข้าใจ
“จำเป็นต้องปรับเพื่ออนาคต ขออย่าโกรธเคือง น้อยใจ ยึดความเหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างที่ทำมาจะเสียของ และการปรับ ครม.ครั้งนี้ เสียใจมากกว่าใคร”
ยิ่งปรับ ครม.ครั้งใหญ่ ต้องยอมให้ถอนขุนพลลดหั่นโควตาท็อปบู๊ต เสริมทัพด้านงานเศรษฐกิจ แก้โจทย์ยาก–จุดบอด ทั้งปัญหาปากท้อง ราคาพืชผลการเกษตร
ส่วนทัพใหญ่ฝ่ายความมั่นคง ไม่แตะต้อง เพื่อนพ้องน้องพี่ กอดคอ กันต่อไป
ศกหน้าชี้ชะตา ศึกเดิมพันอนาคตทั้งรัฐบาลและ คสช.!!!
เครื่องสะดุด
บอกว่าคนเก่า-ระบบเก่าไม่เข้าท่า “บิ๊กท็อปบู๊ต” เลยขันอาสาเข้ามายกเครื่อง ทั้งเรื่องคนและระบบงาน
เดินเครื่องมา 3 ปี ยังมีอาการกระตุกให้เห็นอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะฟันเฟือง “เหล่าขุนพล”
ใช่ว่าจะไร้ผลงานหรือบริหารราชการไม่เข้าตา แต่ยังปัญหาในรูปแบบเดิม
รายแรกคือ “พี่ใหญ่” ขุนพลข้างกายของ “ท่านผู้นำ” จะทำอะไรก็ไม่พ้น เป็นเป้านิ่ง ยิ่งรอบปีระกา “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม
ถูกโจมตีหลายระลอก ทั้งเรื่องจัดซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์ในหลายลอต ช็อตให้สัมภาษณ์กรณีการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร ถูกวิจารณ์ขรมเพราะพลั้งปากว่า “ผมก็เคยโดนซ่อมเกินกำลังจะรับได้ จนสลบเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย” สุดท้าย “พี่ใหญ่” ต้องยอมออกมาขอโทษ
แต่ที่โหดหน่อยคือ กรณี “แดดส่องตา” เลยได้โชว์นาฬิกาสุดหรูบนข้อมือกับแหวนเพชรเม็ดโตอย่างไม่ตั้งใจ จนโดนร่ายยาว แถมโดนสาวไปถึงรายการ “ยื่นทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.”
ส่วนอีกราย “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็เจองานเข้าหนักไม่แพ้กัน
ทั้งปมร้อนปล่อยให้เอกชนขาใหญ่เข้าใช้พื้นที่ป่าชุมชน กระแสค้านกระหึ่มจนต้องยกเลิก
ส่งท้ายปียังร้อนฉ่า ปมปัญหาอนุมัติงบประมาณให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา สนน ราคา 573 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีหน้าที่ตรวจจับ กับข้อครหาว่าแพงเกิน!!!
บิ๊กขุนพลอีกราย “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” เพิ่งย้ายสลับไปนั่งเป็นรองนายกฯ แทนตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ กับเหตุผลง่ายๆ ทำอย่างไร ราคายางพาราก็ยังต่ำ ไม่ดีขึ้นสักที
ที่ว่ายกเครื่อง ชูเรื่องปฏิรูป แต่ทุกรูปแบบปัญหาก็ยังวนมาให้เห็นเช่นเดิม!!!
ช็อปกระจาย

ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐบาลทหาร บริหารประเทศมา 3 ปี โดนเสียดสีในยามจัดซื้ออาวุธเป็นเรื่องธรรมดา
โดยเฉพาะรอบปีล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แจกโบนัสเหล่าทัพไม่อั้น จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เต็มสตีม
ยกเหตุผลเพื่อรองรับธีมการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ เสริมศักยภาพกำลังรบให้พร้อมเผชิญภัยคุกคาม
ดูตามลิสต์ ดีลที่ฮือฮามากที่สุด คือกองทัพเรือซื้อเรือดำน้ำรุ่น yuan class S26T จำนวน 1 ลำ จากจีนด้วยงบฯ 13,500 ล้านบาท
อ้างความจำเป็นและความมั่นคงทางทะเล แม้จะมีเสียงวิจารณ์ถึงภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง บวกกับปัญหาปากท้องของประชาชน แต่รัฐบาลกลับไม่สะทกสะท้าน
งานเข้าอีกหน กองทัพบก ส้มหล่นเร่งจัดซื้ออาวุธลอตใหญ่ทั้งรถถัง VT–4 จากจีน เม็ดเงิน 7,002 ล้านบาท เฮลิคอปเตอร์ Mi 17VS จากรัสเซียมูลค่ากว่า 5,083 ล้านบาท
แถมผูกพันงบฯปี 61-63 อีก 2.28 หมื่นล้านบาทเพื่อซื้อเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk เสริมทัพอีก 4 ลำเม็ดเงิน 3,000 ล้านบาท ซื้อรถยานเกราะ VN 1 จำนวน 34 คัน 2,300 ล้านบาท รถถังแบบเอ็ม 41 อีก 2,000 ล้านบาท
ฟากทัพฟ้าเองก็ใช่ย่อย ปีนี้ของบฯเบาะๆ 8,997 ล้านบาท ซื้อเครื่องบินฝึกขับไล่จากเกาหลีใต้อีก 8 ลำ
คำนวณเบ็ดเสร็จ ปีเดียวกองทัพควักกระเป๋าซื้ออาวุธไปเกือบ 30,000 ล้านบาท
ตลอดศก กองทัพยกพาเหรด ช็อปกันกระจาย!!!
รูดม่านมหากาพย์

“การดำเนินนโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่กลับถูกกระทำเช่นนี้ คิดว่าไม่มีใครต้องรับชะตากรรมที่หนักหนามากกว่าดิฉันอีกแล้ว” คำแถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าวของ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มรสุมทางการเมืองลูกใหญ่ลูกนี้ ย้อนกลับไปกว่า 2 ปี กับการต่อสู้อันร้อนแรงและยืดเยื้อ จากการตั้งแท่นของ ป.ป.ช. จนถึงมืออัยการสูงสุดที่มีความเห็นยื่นฟ้องต่อศาล ฎีกาฯ เอาผิดฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต คู่ขนานไปกับคำสั่ง ทางปกครองต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท
สถานการณ์อดีตนายกฯหญิงร้อนระอุ กดดันขึ้นเรื่อยๆ ต้องโชว์ตัวออกงาน เปิดบ้าน เลี้ยงกระแสกองเชียร์ เดินสายไปวัด มีน้ำตาให้เห็นเกือบทุกครั้ง
แม้จะวิจารณ์กันแซดว่า “ยิ่งลักษณ์” มีโอกาสหนีสูง เพราะดูแล้วไม่น่าจะหลุดคดี แต่พฤติการณ์ที่เดินทางไปศาลทุกนัด ยืนยันหนักแน่นว่าไม่ไปไหน ทำให้น้ำหนักเทไปที่การยืนหยัดต่อสู้จนถึงยืดอกเดินเข้าเรือนจำ
แต่แล้ว 25 ส.ค. ถึงวันพิพากษา อดีตนายกฯหญิง หายตัวไร้ร่องรอย ศาลออกหมายจับ ริบเงินประกัน 30 ล้านบาท
ขณะที่วันเดียวกัน ศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตระบายข้าว จีทูที โดยตัดสินจำคุก “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ 42 ปี “ภูมิ สาระผล” อดีต รมช.พาณิชย์ 36 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต่อมา 27 ก.ย. ศาลพิพากษาจำคุก “ยิ่งลักษณ์” 5 ปี ไม่รอลงอาญา
ชะตาชีวิต “ยิ่งลักษณ์” จบที่ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศเหมือนพี่ชาย “ทักษิณ ชินวัตร” ปิดฉากมหากาพย์จำนำข้าว พร้อมพี่น้องอดีตนายกฯ ตระกูล “ชินฯ”!!!
วิบากกรรมพรรคการเมือง

รอบปีนี้ พรรคเพื่อไทยเจอปัญหาประเดประดัง จากคดีจำนำข้าวพ่นพิษทำเสียศูนย์ แถมด้วยข้อหาหนักหน่วงรับของโจร-ฟอกเงิน คดีทุจริตแบงก์กรุงไทย ที่ประเคนให้ “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย หัวแก้วหัวแหวนของ “ทักษิณ ชินวัตร” สั่นสะเทือนจนออกอาการเป๋ไปไม่เป็น
ควานหาคนถือธงเดินนำ โดดเด่นกว่าใครชั่วโมงนี้ “หญิงหน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม. ที่ออกแอ็กชั่นชัดเป๊ะ นั่งหัวโต๊ะประชุมบ่อยครั้ง คล้ายนายใหญ่ส่งสัญญาณ ส่วนสปอตไลต์อีกดวงส่องไปที่ “เจ๊แดง เยาวภา” จะหาญกล้าผลักดัน “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เป็นนายกฯอีกสมัยหรือไม่
ต้องจับตาดูแผนกู้วิกฤติจากแดนไกล
อีกฟากพรรคประชาธิปัตย์ สภาพภายในพรรคง่อนแง่นไม่แพ้กัน ไหนจะเจอคำถามจุดยืนพรรค ขาดน้ำเลี้ยงจนต้องปรับตัวอยู่ในสภาพแบ่งมุ้ง แบ่งพื้นที่ให้รองหัวหน้าแต่ละภาคดูแล
คะแนนนิยมของพรรคและผู้นำอย่าง “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลดฮวบ สวนทางกับบารมีของ “นายหัว” ชวน หลีกภัย ประธานสภาพรรค จนเกิดข่าวสองพรรคใหญ่จับมือชู “นายหัวชวน” ขึ้นนำขบวน
ด้าน “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ แม่ทัพ กปปส. ซุ่มหารือพรรคพวกรอการตั้งพรรคการเมืองที่มีฐาน “มวลมหาประชาชน” รักษาสถานภาพไม่ให้เพลี่ยงพล้ำถูกรุกไล่บนเวทีประชาธิปัตย์ยามนี้ เจอวิบากกรรมพรรคมืออาชีพที่รอการปรับเปลี่ยนในยุคปฏิรูป
คลอดรัฐธรรมนูญ คสช.

หลังรอคอยมานานเกือบ 3 ปี ในที่สุด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 20 ก็ประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เม.ย.เบ็ดเสร็จ 279 มาตรา
เป็นหนังยาวยืดเยื้อ จากที่ระดมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญถึง 2 ชุด กว่าจะบัญญัติกติกาสูงสุดสำเร็จอีกทั้งยังต้องลุ้นประชามติจากประชาชนเจ้าของประเทศ
ถึงจะนานก็มีดีให้โชว์ ผู้ร่างอย่าง กรธ.คุยฟุ้งว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” เสริมใยเหล็กสร้างกลไกป้องปรามเข้มข้น ติดดาบ องค์กรอิสระมีอำนาจเต็มไม้เต็มมือ
แต่ที่โดนถล่มเละ หนีไม่พ้นระบบการเลือกตั้ง ส.ส.บัตรใบเดียว กับการเลือกไขว้ ส.ว.ที่ทำให้เกิดความสับสนเข้าใจคลาดเคลื่อน
หนักหนาสาหัสกว่านั้น 5 ปีแรกให้หัวหน้า คสช.เป็นคนเลือก ส.ว.250 คน แถม ส.ว.มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ส่อสืบทอดอำนาจชัดเจน
ส่วนไม้กายสิทธิ์ มาตรา 44 “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังสามารถกวัดแกว่งแสดงอิทธิฤทธิ์ได้ยาวไปจนกว่า คสช.จะสิ้นสุดอำนาจ!!!
กฎหมายลูกเจ้าปัญหา

ขั้นตอนการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ ของ กรธ.ดำเนินไปท่ามกลางเสียงอื้ออึงว่าจะถูกคว่ำในท้ายที่สุดโดย สนช. หวังยืดโรดเเม็ปเลือกตั้งสืบอำนาจเอื้อ คสช.อยู่ยาว
ตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ถ้ากฎหมาย 4 ฉบับทั้ง “กฎหมายลูก ส.ส.-ส.ว.-พรรคการเมือง- กกต.” เสร็จไม่ทันตามกรอบ 240 วัน หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ สนามเลือกตั้งเปิดไม่ได้
ร่างตุ๊กตาของ กรธ.เเต่ละฉบับ ถูกถล่มยับเยินข้อหารับงาน คสช.เขียนกติกาบอนไซพรรคการ เมืองเก่า เอื้อพรรคเล็ก–พรรคทหาร
ล็อกสเปกด้วยบัตรใบเดียว หมายเลขต่างเขต ต่างเบอร์ แต่ได้ผลลัพธ์คะเเนนทูอินวันทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ เฉลี่ยเสียงประชาชนเห็นใจผู้แพ้ สกัดพรรคเสียงข้างมากชนะถล่มทลาย เข้ามาคุมสภาเบ็ดเสร็จแบบในอดีต
ไม่เว้นแม้องค์กรอิสระที่ต่างถูกกฎหมายลูกใหม่ล้างบาง โวยวายกันยกใหญ่ เกิดสงครามน้ำลายทิ้งทวน “สองมาตรฐานเขียนกติกาทำลายล้าง”
ส่วนกฎหมายลูก ป.ป.ช.ก็ไม่ต้องสืบค้น คนในเครือข่ายพี่ใหญ่ ถูกส่งตัวเข้ามาคัดท้ายกฎหมาย
วันนี้ประกาศใช้กฎหมายลูกไปแล้ว 2 ฉบับ เหลืออีก 2 ฉบับสุดท้าย กฎหมายลูก ส.ส. และกฎหมายลูก ส.ว. ลากตั้ง 250 คนใน 5 ปีแรก
ช่วงโค้งสุดท้าย เส้นตายกฎหมายลูก เปราะบางยากจะคาดเดาบทสรุป
สองมาตรฐาน?

หลัง สนช.ยกมือตีตราประทับผ่านร่างกฎหมายลูกองค์กรอิสระออกมาครบทุกองค์กร ผลกลับกลายเป็นสร้าง “มาตรฐานปลาสองน้ำ” ขึ้นมาทันใด
บางองค์กรโดนเซ็ตซีโร่ไม่ทันตั้งตัว แต่บางองค์กรลอยลำอยู่ต่อ ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน
หนักสุด กกต.โดนเชือดโละยกแผงรายแรก ต้องสรรหา 7 เสือเข้ามาเสียบแทน
ตามด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ที่ดาหน้าแสดงอาการรับไม่ได้กับเหตุผลที่ถูกตัดสินให้เก็บของกลับบ้าน แค่ให้อยู่รักษาไปจนกว่าจะมีชุดใหม่

แต่หันไปมองที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้ตุลาการผู้ที่มีคุณสมบัติ “ไม่ครบ” อยู่ต่อไปจนครบวาระ และให้ตุลาการที่อายุครบเกณฑ์ 70 ปี ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะกรรมการสรรหาจะเลือกตุลาการเข้ามาทำหน้าที่แทน
ด้านผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ให้อยู่ต่อไปจนครบวาระ อ้างว่ามาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยถูกต้อง ไม่ควรไปรอนสิทธิ์
แล้วจะไม่ให้คนโดนเทช้ำใจได้อย่างไร “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต. โวยดังๆ เขม่นหรือไม่ชอบใจใครรึเปล่าถึงต้องโละกันแบบนี้ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. โต้หนักแน่นไม่ได้กลั่นแกล้งเกลียดชังใครทั้งสิ้น
ไม่ต้องถามหามาตรฐาน ตามสไตล์ไทยแลนด์โอนลี่!!!
ทีมการเมือง

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

รับปีจอ

ประเดิม ปี จอ.....ปัญหา "หมาๆ" ที่ "บิ๊กตู่" นึกไม่ถึง !!

"ศรีสุวรรณ จรรยา"ร้องเอาผิด "บิ๊กตู่ บิ๊กฉัตร บิ๊กป๊อก"ให้ และ รับ 'สุนัขบางแก้ว' เป็นของขวัญ ชี้ราคาเกิน 3 พัน ผิดกฎหมาย

เหตุจาก "นายกฯบิ๊กตู่ ไปเดินชมการเพาะเลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้ว ของกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงในพื้นที่ ช่วงไปครม.สัญจรที่พิษณุโลก และสุโขทัย25-26 ธ.ค.60 ที่ผ่านมา

แล้วสั่งซื้อลูกสุนัขบางแก้ว 3 ตัว พร้อมเผยว่า เพื่อนำไปเลี้ยงเอง 1 ตัว และซื้อให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ คนละหนึ่งตัว

โดยที่ลูกสุนัขบางแก้วที่นายกฯ ซื้อราคาตัวละ 6,000 บาท แต่นายกฯ ได้ให้เงินไป 25,000 บาท เพราะต้องการให้เป็นขวัญกำลังใจและเงินขวัญถุง แก่ผู้เพาะเลี้ยง ซึ่งการกระทำดังกล่าว ได้ปรากฏเป็นการทั่วไปต่อหน้าสื่อมวลชนและสาธารณะชนนั้น นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การให้หรือรับของขวัญ ซึ่งเป็นสุนัขดังกล่าว ถือว่าเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 103 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 5(2) ของประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด

โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 2543 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐ 2544 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจาก บุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดย อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด” ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ประกาศกำหนดไว้แล้วว่าทรัพย์สินจะมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้

ทั้งนี้การกระทำของ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ พล.อ.ฉัตรชัย จึงเข้าข่ายความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวโดยชัดแจ้ง และเพื่อไม่ให้เป็นกรณีที่ผ่านเลยไปโดยกฎหมายไม่มีสภาพบังคับ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบและใช้อำนาจหน้าที่ลงโทษทั้ง 3 บิ๊กตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไป โดยจะเดินทางไป ป.ป.ช.วันพุธที่ 3 มกราคม 2561 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี

วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

ดวงเมืองปี61


'สูญเสียบุคคลสำคัญ-ประท้วงใหญ่-รุนแรง' 2 โหรดังทำนายดวงเมืองปี61

นายกสมาคมโหรชี้นักการเมืองย้ายพรรคมโหฬาร จับตาการเมืองขัดแย้งแต่ทหารอยู่ยาว ขณะที่ “ภิญโญ พงศ์เจริญ” ทำนายทหารอยู่ถึง 2565 ระบุเลือกตั้งต้นปี 2563 ได้รัฐบาลดาวเสาร์ เตือนราหูทับจันทร์ ระวังบุคคลสำคัญเป็นสตรีเจ็บป่วย-สูญเสีย ประชาชนหนี้สินครัวเรือนน่าห่วง ที่สำคัญ ช่วง 6เดือน ดาวอังคารอยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 13 ปี และอยู่ที่ “โจรฤกษ์”ระวังประชาชนต่อต้านรัฐทั้งปี อาจทำให้มีการใช้กำลังความรุนแรง
นายธนกร สินเกษม อดีตนายกสมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย 7 สมัย ได้ให้คำทำนายสถานการณ์ดวงเมืองของประเทศไทยประจำปี 2561 ว่าการเมืองถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก เพราะผลดี-ผลเสีย จะส่งผลกระทบด้านอื่นๆของประเทศทั้งเศรษฐกิจ  ความเชื่อมั่นจากประเทศอื่น ฯลฯ ซึ่งดูเรื่องการเมืองในทางโหราศาสตร์นั้น ต้องดูที่ดาวอาทิตย์จะมีคำว่าเปลี่ยนแปลงอยู่ เนื่องมาจากดาวอาทิตย์เป็นกาลี แต่ไม่ต้องเป็นห่วงกฎหมายลูกต่างๆสามารถสำเร็จเรียบร้อย และปี 2561จะมีการเลือกตั้งแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดปรากฏการณ์นักการเมืองเปลี่ยนแปลงกันมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นักการเมืองจะย้ายสังกัดพรรคการเมืองมากมายชนิดไม่เกรงใจกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้กระทั่งนักการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่  ขณะที่พรรคการเมืองขนาดเล็กอยู่ไม่ได้ต้องปิดตัว ยุบพรรคหรือไม่ลงสมัครเลย  ก็คงจะเหลือเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ๆ

“ดวงเมืองโดยรวมทั้งปี 2561 เน้นว่าจะมีการเลือกตั้ง และย้ายพรรคหนีไปสวามิภักดิ์พรรคทหาร พรรคการเมืองขนาดเล็กยุบพรรคหมด เหลือแต่พรรคการเมืองใหญ่  และอีกพรรคการเมืองที่มีบทบาทคือ พรรคทหารที่จะมาช่วงชิงผู้นำของงประเทศ  นักการเมืองก็ต้องเอาตัวรอด จะทำอะไรแบบเดิมๆไม่ได้  ต้องมีการคิดยาว จะอยู่รอดได้อย่างไร และจะอยู่พรรคไหนมองยาวๆใครมีอำนาจ ต้องดูให้ดี ต้องเลือก”นายธนกร กล่าว

การเมืองขัดแย้ง-แต่ทหารอยู่ยาว

นายธนกร กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะเข้ามาเกี่ยวกับการเมืองมากที่สุดคือ ทหารจะเข้ามามีบทบาทเพราะว่าดาวเสาร์เป็นศรี คือหมายถึงทหารเข้ามามีบทบาทด้านการเมือง โดยอาจจะมาลงสมัครการเมืองก็ได้ หรือตั้งพรรคการเมือง ซึ่งทหารเป็น“ศรีไปเกาะมูละ”มีความหมายว่ายืดยาว เป็นระยะเวลานาน ขณะที่ทางการเมืองจะมีความขัดแย้งอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของประเทศยังคงเดินหน้าต่อไปได้  เพราะดู“ดวงเมืองในภพกัมมะยังคงเป็นศรี

เตือนหนี้ครัวเรือนเร่งเคลียร์หนี้เก่า

ส่วนดวงทางด้านการเงิน-เศรษฐกิจของประเทศนั้น นายธนกร กล่าวว่า ต้องหลังเมษายน 2561 “ดาวเสาร์เป็นศรี” จึงจะเริ่มดีขึ้น โดยระดับรากหญ้าตั้งแต่ชาวไร่ ชาวนาขึ้นไปหรือคนชนทำงาน ก็จะดูดี ลืมตาอ้าปากได้ อาจมาจากการเมืองเริ่มนิ่ง ทำให้สภาพหมุนเวียนการเงินของประเทศดีขึ้น จึงส่งผลเศรษฐกิจของประเทศในทุกด้านดีขึ้นด้วย  และจะมีความมั่นคงขึ้นทางด้านการเงิน เนื่องจากจะสามารถหาเงินได้เรื่อยๆ แต่ภาวะ“ดาวราหูที่ทับดาวจันทร์”จะทำให้หนี้สินครัวเรือนเดิมยังคงอยู่ ดังนั้น จึงต้องประหยัดอยู่เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเคลียร์หนี้เก่าๆ

สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนั้น นายธนกร กล่าวว่า จะเห็นว่า“ดาวอายุของดวงเมืองเป็นดาวอังคาร” ดังนั้น ขอเตือนว่าสิ่งที่ต้องระมัด ระวังมากที่สุด คือเรื่องอุบัติเหตุ การใช้รถ ใช้ถนนให้มากๆ หรือถ้ากรมอุตุฯพยากรณ์ว่ามีคลื่นลมแรง หรืออยู่ใกล้น้ำตก ก็อย่าประมาท ใช้ความระมัดระวังกันให้มากๆ เพราะดาวอังคารเป็นเทพเจ้าแห่งอุบัติเหตุเสีย

ปี’61พระศาสนามั่นคง

นายธนกร กล่าวปิดท้ายคำนายด้านสังคมว่า “ดาวพฤหัสบดีเป็นมูละ” หมายความว่าประชาชนจะเน้นเรื่องการปฏิบัติธรรมมากขึ้น ใช้ชีวิตสมถะมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สังคมไทยน่าอยู่และดีมากขึ้น  โดยความวุ่นวายทางศาสนาที่มีอยู่ในปี2560 จะสามารถจัดระบบได้เรียบร้อยและวงการสงฆ์ก็จะมีความมั่นคงได้ในปี 2561ทำให้ทิศทางศาสนามีความมั่นคง และมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะ“ดาวพฤหัสบดีตกมูละ” ได้รับความเชื่อถือกลับมาเหมือนเดิม
 
ด้านโหร “ภิญโญ พงศ์เจริญ” นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ได้ทำนายดวงประเทศไทยประจำปี 2561 ดังนี้ ดวงเมืองประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน2561เป็นต้นไป อายุดวงเมืองย่าง 237 ปี จะตกภูมิจันทร์ ทำให้พระเสาร์ที่เป็นกาลกิณีจรจะเปลี่ยนเป็นศรี และพระอาทิตย์ที่เป็นศรีก็จะเปลี่ยนเป็นกาลกิณี

นายภิญโญ กล่าวว่า ดวงเมืองตรงกับวันอาทิตย์อยู่ในราศีเมษ จะเห็นว่าดาวมฤตยูจรเข้ามาในราศีเมษ ซึ่งส่งผลด้านเสียเกิดการเปลี่ยนแปลง กฏเกณฑ์ระเบียบ ความดีเก่าๆที่เคยมีอยู่จะเกิดจุดเปลี่ยน ทำให้เกิดความเสียหายและถูกทำลาย “ดาวมฤตยูอยู่ตรงราศีเมษมา 3 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่คสช.เข้ามายึดอำนาจ 3ปีมาแล้ว ซึ่งผู้ปกครองประเทศเข้ามาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่ละด้านๆ ซึ่งมฤตยูอยู่ตรงราศีเมษใช้เวลาถึง 7 ปี เข้ามาแล้ว 3 ปี  ตอนนี้ก็เหลืออีก 4ปี ดังนั้น อีก 4ปี อนาคต หรือปี 2565 มฤตยูจึงจะย้ายจากราศีเมษเข้าสู่ราศีพฤษภ โดยย้ายจากภพที่ 1 (ภพตนุ) เข้าสู่ภพที่2(กดุมภะ) ซึ่งหมายความว่าดาวมฤตยูจะเข้าสู่เรือนการเงิน การคลัง ของประเทศ ซึ่งค่อยมาว่ากันอีกครั้งในอนาคตแล้วกัน”

“นอกจากนี้ ยังมีดาวพระเสาร์ 2 องค์มาทับกัน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งพระเสาร์ยังคงอยู่ตลอดปี 61-62  จะคงอยู่ 2ปีครึ่ง หรือรอประมาณต้นปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดาวเสาร์โคจรภายใต้ราศีธนู ซึ่งเป็นภพศุภะของดวงเมือง หมายถึงว่าจะมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลด้วย แต่รัฐบาลที่ว่าคือรัฐบาลของดาวเสาร์ ซึ่งดาวเสาร์คืออะไรก็ไปหาดูเอาเองแล้วกัน”

จับตาอาจสูญเสียสตรีบุคคลสำคัญ

พระเคราะห์อีกดวง คือราหูนั้น ปลายปี61 ราหูในราศีจรกรกฎ ซึ่งเป็นภพที่ 4ของดวงเมือง คือพันธุ มาทับดวงจันทร์ของดวงเมือง ราหูเป็นบาปพระเคราะห์นั้น ให้โทษมากกว่าให้คุณ   ภพที่ 4 หมายถึงพันธุ คือบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ที่ดิน น่านน้ำ อาณาเขต ยวดยานพาหนะ อสังหาริมทรัพย์  ขณะที่พระจันทร์ยังหมายถึงสตรีและเด็ก ครอบครัว ประชาชน  ดังนั้น เมื่อราหูทับจันทร์นั้น จะเกิดปัญหาสตรีสำคัญอาจจะต้องเจ็บป่วย มีการสูญเสียก็เป็นได้ ซึ่งเรารู้จักราหูในฐานะเป็นเงามืด

ส่วนราหูกับพระจันทร์เป็นคู่หนี้สินและคู่สมพล ซึ่งพระจันทร์คือประชาชนทั่วๆไป และอยู่ในเรือนพันธุ  เพราะฉะนั้นต้องเอาใจใส่ดูแลเศรษฐกิจ เรื่องหนี้สินครัวเรือนของประชาชน จะเป็นหนี้สินกันทุกบ้าน มีปัญหาเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ ซึ่งกว่าราหูเป็นปัญหาทั้งปี  ประชาชนต้องปากกัด ตีนถีบ ตลอดปี61จนกว่าจะผ่านเข้าสู่ปี 2562

ชี้ประชาชนขัดแย้งรัฐบาลทั้งปี

ที่สำคัญ ดาวราหูอยู่ภาพ4(พันธุ)ซึ่งในตำราโหราศาสตร์บอกว่าตรงนี้เป็นจุดบาดาล ตรงข้ามภพ10(กัมมะ) ที่หมายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้บริหารบ้านเมือง ตรงนี้หมายถึงรัฐบาล คสช. ครม. ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบดูแลปกครองชาติบ้านเมือง  จึงหมายถึงว่าอยู่ตรงข้ามรัฐบาล ดังนั้น ประชาชน พรรคการเมือง กลุ่มปวงชน ก็จะแสดงความเห็นกันมากขึ้นและในแนวทางตรงข้ามกับภาพที่ 10 ตลอดในปี2561

ส่วนดาวพระพฤหัสอยู่ภพที่ 7 ปัญหานานาชาติ หรือชนกลุ่มน้อย ปัญหาชายแดนภาคใต้ จะมีแนวทางในการแก้ไขหรือปรับปรุงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนานาชาติ หรือกลุ่มชน จะมีทางออก

แต่ในช่วงสิ้นปีดาวพรพฤหัสบดีอยู่ในราศีพิจิก เป็นภพที่ 8(มรณะ) วันที่ 9 กุมภาพันธ์61-14 เมษายน 61 และจาก 6 ตุลาคม 61เป็นต้นไป จะเกิดปัญหากับดาวพระพฤหัส ซึ่งทางโหราศาสตร์ กล่าวไว้ว่า "จันทร์จะชีวาเป็น 8 ศุกร์ 7 อาจารย์เจ้ารอนนิรันดร์" คือ ช่วงเวลานี้จะเกิดปัญหาอุปสรรคเร่าร้อนในวงการศาสนา อาจจะมีการสูญเสียพระผู้ใหญ่ หรือผุ้นำในวงการศาสนา ซึ่งเป็นไปได้ทั้งพุทธ คริสต์ ฮินดุ อิสลาม รวมถึงครูบา อาจารย์  โหราจารย์ก็ต้องระวังด้วย นักบวช ผู้เป็นหลักใหญ่ในบ้านเมืองต้องระมัด ระวัง อาจมีการสูญเสีย

เตือน6เดือนอันตราย อาจใช้กำลังปชช.

นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ  กล่าวปิดคำทำนายดวงเมืองว่า  ดาวอังคารสำคัญมากในปี 61 ดาวอังคารอยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบ13ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี2548-2561 และอาทิตย์ยังอยู่ตรงราศีกรกฎทำให้อังคารเป็นเพ็ญในขณะที่เป็นอุตม์ และไปเพ็ญในพื้นที่สำคัญ คือราศีมังกร ซึ่งเป็นภพที่10 จึงทำให้อังคารเล็งราหู  โดยเฉพาะดาวอังคารอยู่ที่"โจรฤกษ์”ดังนั้น ต้องระวังทั้ง6เดือน และที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดคือช่วงก่อน30มิถุนายนถึงช่วง2กันยายน2561ลีลาของพระอังคาร ชอบใช้กำลัง ชอบใช้อาวุธ อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดเหตุประชาชนประท้วงและรัฐบาล,ทหารใช้กำลัง เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงได้

สุดยอดรมต.กห.อาเซียน

พี่ใหญ่ ในกห.อาเซี่ยน!!

ยก "บิ๊กป้อม" สุดยอด รองนายกฯ- รมว.กห. 3ปี ทำงานหนัก ผลสำเร็จเพียบ IUU-ICAO-ค้ามนุษย์-ลิขสิทธิ์-ปราบมาเฟีย ลั่น เป็นทหาร จะไปกลัวอะไรหรือกลัวใคร เพราะเกิดมาตายครั้งเดียว  ยกเป็น"พี่ใหญ่"ในกห.อาเซี่ยน/โฆษกกห.ยอมรับปม แหวน-นาฬิกาหรู มีผลกระทบจิตใจ และความรู้สึกบ้าง เพราะมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์  แต่เข้มแข็ง ทำงานต่อได้ ปัด เป็น"ผู้จัดการ คสช. "แต่คุยได้ทุกกลุ่ม ไม่หักใคร

          
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง การทำงานในตำแหน่ง รมว.กลาโหม 3 ปีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่า ท่านทำงานหนัก ด้านนโยบายความร่วมมือกับต่างประเทศ ค่อนข้างจะดี ในกรอบอาเซียน จะเห็นว่าความสัมพันธ์ไทยกับประเทศรอบบ้านอาเซียน ค่อนข้างดี 

"เพราะพล.อ.ประวิตร เปรียบเหมือนพี่ใหญ่ เป็นรมว.กลาโหม ดังนั้นเมื่อมีการประชุม รัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ก็ทำให้เกิดความแนบแน่นมากขึ้น ทำให้เราสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่มีปัญหาการปะทะกัน"
          
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไว้วางใจมอบหมายงานให้ พล.อ.ประวิตร ทำค่อนข้างมาก ทั้งการแก้ไขปัญหามาตรฐานการบิน การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ 

ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน (กขป. 5) โดยใช้เหล่าทัพเข้าไปผลักดัน ขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหา และทำให้ระบบเกิดความเข้มแข็ง 

" อยากให้กลับไปทบทวนว่า ในอดีตใครได้อนุมัติปล่อยให้เครื่องบินของสายการบินเอกชนได้ทำการบินโดยไม่ผ่านมาตรฐาน 

การอนุมัติให้เรือประมงสามารถทำการจับปลาได้อย่างอิสระ ซึ่งสังคมต้องไปดูว่าใครได้ประโยชน์จากกระบวนการอนุมัติ "

ส่วนที่มองว่าอาจจะเกิดจากการที่ คสช.ยึดอำนาจช่วงต้น นานาชาติจึงเข้ามาสร้างมาตรฐานเหล่านี้นั้น ผมมองว่าปัญหามันเกิดอยู่ใต้โต๊ะ จนถึงธงแดง ถ้าไม่แก้ก็ดิ่งเหว จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพราะที่ผ่านมามีการปล่อยปละละเลย 
          
"ถือเป็นเรื่องหลักๆ ที่ท่านทำงานหนักพอสมควร ท่านนั่งเป็นประธานคณะกรรมการฯ หลายชุด คนก็ไม่มองเรื่องที่ท่านทำ 

โดยเฉพาะเรื่องปราบปรามผู้มีอิทธิพล ทุกวันนี้คุณเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกัน แต่คุณสามารถเข้าพื้นที่อื่นที่เป็นพื้นที่ของ กำนันโน่น กำนันนี่ได้หรือไม่ ภายใต้กฎหมายเดียวกันคุณก็เข้าไม่ได้ 

แต่ตอนนี้ คสช.เข้าไปจัดระเบียบ ทั้งอิทธิพลต่างชาติที่เข้ามาเกลื่อนกราดกันอยู่ อิทธิพลต่างประเทศ อาวุธสงคราม ยาเสพติด ที่ทำกันมา  เรื่องการจัดระเบียบสังคมถามว่าใครกล้าทำ การดำเนินการบางอย่างกระทบมวลชน ฐานเสียง" พล.ท.คงชีพ กล่าว 
          
พล.ท.คงชีพ กล่าวอีกว่า เราทุ่มเททรัพยากรไปมากพอสมควร กับการใช้กำลังทหาร กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำงานกันอย่างหนักหนาสาหัส 3 ปีเราทำอะไรที่ค่อนข้างจะเห็นผล และค่อนข้างเยอะมาก ซึ่งแน่นอนว่าจากนโยบายการจัดระเบียบสังคม ย่อมมีทั้งผู้ที่ชอบและไม่ชอบ มีผู้ที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ แต่ คสช.มองเรื่องประชาชนที่ใช้พื้นที่สาธารณะได้ประโยชน์เป็นหลัก    
          
เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร กังวลว่ากลุ่มผู้เสียประโยชน์จะหาช่องทางในการโค่นล้มหรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า เป็นทหารมาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่กลัวอะไรแล้ว ถ้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อส่วนรวม และสังคม เสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้ประเทศ ถือเป็นหน้าที่ที่เราปลูกฝังอุดมการณ์มา ดังนั้นจะไปกลัวอะไรหรือกลัวใคร เพราะเกิดมาตายครั้งเดียว  

          
พล.ท.คงชีพ กล่าวยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้กังวลอะไร ท่านทำงานต่อไป สังคมวันนี้เปิดกว้าง ได้รับข้อมูลข่าวสารรอบด้านมากขึ้น คิดเองได้ ถ้าไม่มีใคร ยุยง ปลุกปั่น สร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชังกัน    

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นาฬิกาหรู ที่ตกเป็นกระแสโจมตีนั้น ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านก็ว่าไปตามกฎหมาย ก็ต้องหาทางออกในเรื่องกฎหมาย  

ส่วนจะมีผลต่อทำงานหรือไม่นั้น ตนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ที่เวลามีคนนินทาในทางที่ดีบ้าง หรือไม่ดีบ้าง ย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจ และ ความรู้สึกบ้าง เพราะมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ 

แต่ในฐานะที่ท่านเป็นทหาร ก็ต้องยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ทำ 80 -90 เปอร์เซ็นต์ ยังเดินหน้าเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติก็ทำไป อีก 10 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหา ก็ต้องแก้ไขต่อไป 
    
          
"เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประวิตร เข้มแข็งพอที่จะเดินหน้า ใช้โอกาสนี้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป 

ส่วนสิ่งใดที่เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านก็ต้องชี้แจงแก้ไขปัญหาต่อไป คิดว่าเป็นอุปสรรคเล็กน้อย สิ่งที่ทำมาก็ถือว่าเป็นคุโณปกรณ์กับประเทศชาติ" พล.ท.คงชีพ กล่าว
    
          
เมื่อถามว่า คิดว่าการขยายผลประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นขบวนการล้ม พล.อ.ประวิตร เพื่อทำให้คสช.อ่อนแอหรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า มีแน่นอน ในเมื่อเราเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาไปสู่งานที่เหมือนงานการเมืองที่ทำอยู่ขณะนี้  ก็ย่อมกระทบกับกลุ่มการเมืองที่เสียประโยชน์ เมื่อกระแสออกมาแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่โจมตีกันทางการเมือง ก็ถือเป็นเรื่องที่มาจากการเมือง  

          
ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกระแสข่าว พล.อ.ประวิตร จะเป็นกำลังสำคัญในการตั้งพรรคทหารหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่จริง อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร เป็นมิตรกับทุกคน เป็นคนที่พูดคุยได้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ไม่หักใคร โดยคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นหลัก

          
เมื่อถามว่า จะใช้คำว่าพล.อ.ประวิตร เป็นผู้จัดการ คสช.ได้หรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า "ไม่มีหรอก ผู้จัดการ คสช. อย่าใช้คำนั้น แต่ประเทศไทยมีหลายกลุ่ม หลายพวก ก็ต้องดึงมาแก้ไขปัญหา ท่านก็เป็นคนที่ประสานได้"

ยืนหยัดต่อไป

เป็น ทหาร ต้องยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป

โฆษกกลาโหม เผย ปม นาฬิกาหรู กระทบจิตใจ และความรู้สึก"บิ๊กป้อม"เพราะเป็นมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์  แต่เข้มแข็ง เป็น ทหาร ต้องยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป ปัด บิ๊กป้อม เป็น"ผู้จัดการ คสช. "แต่คุยได้ทุกกลุ่ม ไม่หักใคร. ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร เป็นมิตรกับทุกคน 

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวถึง กระแสโจมตีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้กังวลอะไร ท่านทำงานต่อไป สังคมวันนี้เปิดกว้าง ได้รับข้อมูลข่าวสารรอบด้านมากขึ้น คิดเองได้ ถ้าไม่มีใคร ยุยง ปลุกปั่น สร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชังกัน    

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นาฬิกาหรู ที่ตกเป็นกระแสโจมตีนั้น ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านก็ว่าไปตามกฎหมาย ก็ต้องหาทางออกในเรื่องกฎหมาย  

ส่วนจะมีผลต่อทำงานหรือไม่นั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ที่เวลามีคนนินทาในทางที่ดีบ้าง หรือไม่ดีบ้าง ย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจ และ ความรู้สึกบ้าง เพราะมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ 

แต่ในฐานะที่ท่านเป็นทหาร ก็ต้องยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ทำ 80 -90 เปอร์เซ็นต์ ยังเดินหน้าเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติก็ทำไป อีก 10 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหา ก็ต้องแก้ไขต่อไป 
    
          
"เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประวิตร เข้มแข็งพอที่จะเดินหน้า ใช้โอกาสนี้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป 

ส่วนสิ่งใดที่เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านก็ต้องชี้แจงแก้ไขปัญหาต่อไป คิดว่าเป็นอุปสรรคเล็กน้อย สิ่งที่ทำมาก็ถือว่าเป็นคุโณปกรณ์กับประเทศชาติ" พล.ท.คงชีพ กล่าว
    
          
เมื่อถามว่า คิดว่าการขยายผลประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นขบวนการล้ม พล.อ.ประวิตร เพื่อทำให้คสช.อ่อนแอหรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า มีแน่นอน ในเมื่อเราเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาไปสู่งานที่เหมือนงานการเมืองที่ทำอยู่ขณะนี้  ก็ย่อมกระทบกับกลุ่มการเมืองที่เสียประโยชน์ เมื่อกระแสออกมาแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่โจมตีกันทางการเมือง ก็ถือเป็นเรื่องที่มาจากการเมือง  

          
ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกระแสข่าว พล.อ.ประวิตร จะเป็นกำลังสำคัญในการตั้งพรรคทหารหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่จริง อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร เป็นมิตรกับทุกคน เป็นคนที่พูดคุยได้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ไม่หักใคร โดยคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นหลัก

          
เมื่อถามว่า จะใช้คำว่าพล.อ.ประวิตร เป็นผู้จัดการ คสช.ได้หรือไม่ พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า "ไม่มีหรอก ผู้จัดการ คสช. อย่าใช้คำนั้น แต่ประเทศไทยมีหลายกลุ่ม หลายพวก ก็ต้องดึงมาแก้ไขปัญหา ท่านก็เป็นคนที่ประสานได้"

ใจเย็น

ใจเย็นๆ 

"ในหลวง ร.10"ทรงพระราชทานพรปีใหม่ แด่พสกนิกรชาวไทย พร้อม สคส.พระราชทาน....ทรงแนะไม่ว่าเหตุการณ์ใดๆ จะเกิดขึ้น เราคนไทย จะสามารถฝ่าฟันไป ด้วยกันได้อย่างดี ด้วยความขันติ ใจเย็น ค่อยคิดค่อยทำไป อย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นด้วยสติ ด้วยเหตุผล อันพอเหมาะพอควร เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน"/ เตรียมจัดงาน ย้อนยุค สร้างความสุขให้ พสกนิกรขาวไทย ตลอดเดือนกพ.61 เริ่ม8 กพ. ณ ลานพระราชวังดุสิต

สคส.พระราชทาน การ์ตูน ฝีพระหัตถ์ และ พรปีใหม่ ด้วยลายพระหัตถ์  ความว่า 
"สุขสันต์ทุกฤดูกาล
เพราะจับมือเดินก้าวหน้า
ด้วยสติอันมั่นคง

สุขกาย สบายใจ ด้วยสติปัญญาความรัก ความเมตตา
พร้อมก้าวหน้า อย่างมั่นคงไปด้วยกัน
สุขสันต์วันปีใหม่ และตลอดไป"

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัส แก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561 ความว่า

"บัดนี้ถึงวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561 ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีและอำนวยพรแก่ทุกๆ ท่าน ให้มีกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญาแจ่มใส เข้มแข็ง ตลอดจนประสบความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

ในรอบปีที่แล้ว ในบ้านเมืองของเรามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่าง แต่ไม่ว่าเหตุการณ์ใดๆ จะเกิดขึ้น เราคนไทยจะสามารถฝ่าฟันไปด้วยกันได้อย่างดี ด้วยความขันติ ใจเย็นค่อยคิดค่อยทำไปอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นด้วยสติด้วยเหตุผลอันพอเหมาะพอควร เพื่อประโยขน์ของประเทศชาติและประชาชน

ขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จนปกป้องคุ้มครองรักษาและให้ขวัญกำลังใจแก่ทุกท่านถ้วนหน้า เป็นพลังที่เข้มแข็งต่อประเทศและชาติบ้านเมืองของเราสืบต่อไป

----
นอกจากนี้ มีรายงานว่า ยังทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้จัดงานย้อนยุค แบบไทยๆ ณ  ลานพระราชวังดุสิต ตลอดเดือนแห่งความรัก กุมภาพันธ์ นี้  เริ่ม 8 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อสร้างความสุข ให้พสกนิกรชาวไทย และรำลึกถึงความสุขของบ้านเมือง ในอดีต

นายกอวยพรปีใหม่61

"บิ๊กตู่" หวัง ปีใหม่ เป็น ปีแห่งความหวังใหม่ ขอประชาชน ยึดมั่นในพลังแห่งความสามัคคี และใช้ความรักชาติ เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำครม. ลงนามถวายพระพร "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ" เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2561 ที่ ห้องแดง ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2561 ผ่านทาง โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ว่า “พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ เนื่องในศุภวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561 ในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการก้าวไปสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้นของประเทศไทย และเป็นปีแห่งความหวังใหม่ที่ทุกท่านจะได้พบแต่สิ่งที่ดีงาม มีความสุข และประสบความสำเร็จในทุกด้าน ผมในนามรัฐบาล 

ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกฝ่าย ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชนชาวไทย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจแสดงออกถึงความสามัคคีในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้สามารถเดินหน้าก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ในปี 2560 ที่ผ่านมา 

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราประชาชนชาวไทยจะยังคงยึดมั่นในพลังแห่งความสามัคคีและนำเอาความรักที่มีต่อประเทศชาติมาเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราให้พัฒนาก้าวหน้าสืบต่อไป 

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ
เนื่องในวาระวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561 ผมขออัญเชิญอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกท่านเคารพนับถือ ได้โปรดดลบันดาลให้พี่น้องคนไทยทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศทั่วโลก จงประสบแต่ความสุข ความเจริญ ปราศจากอุปสรรคภยันตรายทั้งปวง และสัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่พึงปรารถนาโดยทั่วกัน 

ในโอกาสนี้ ผมขอเชิญพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐาน ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย พร้อมด้วยพระสยามเทวาธิราช และพระบารมีแห่งสมเด็จ พระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดอภิบาลบันดาลดลให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงค์ทุกพระองค์ ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัยทุกประการ ทรงพระเกษมสำราญ พระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด จงสัมฤทธิ์ดังพระราชหฤทัยปรารถนา ทรงสถิตเป็นพระมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่พสกนิกรชาวไทยตราบกาลและนานเทอญ 

สวัสดีปีใหม่ 2561 ครับ”

วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บิ๊กป้อมแจงปปช.แล้ว

"บิ๊กป้อม" ส่งหนังสือ แจง นาฬิกา แล้ว ตั้งแต่27 ธค.60 แต่ ปปช. ไม่ขอเปิดเผย ชี้แจงกี่เรือน ระบุ"นาฬิกา เพื่อน"หรือไม่ รอตรวจสอบก่อน อาจต้องเขิญชี้แจง ในปีหน้า
ยัน ปปช.ซื่อสัตย์ เป็นธรรม และมืออาชีพ แม้สนิท"บิ๊กป้อม" !!

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รายงานในที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. รับทราบว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ส่งหนังสือชี้แจงกรณีที่มาของแหวะเพชรและนาฬิกาหรูมายัง ป.ป.ช.แล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของสำนักงาน ป.ป.ช.

ด้าน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ได้ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนาฬิกาและแหวนมาให้ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา 

ขั้นตอนหลังจากนี้ ป.ป.ช.จะต้องตรวจสอบยืนยันข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ดังนั้น จะต้องเรียกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในช่วงต้นปี 61 

อย่างไรก็ตาม ไม่ขอเปิดเผยคำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร เพราะเป็นเรื่องรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่จะต้องไปตรวจสอบ และไม่ขอตอบว่า พล.อ.ประวิตร ชี้แจงเฉพาะนาฬิกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ เพียงเรือนเดียวหรือไม่ 

ส่วนนาฬิกาเรือนอื่นๆ ที่มีข้อสงสัยว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ถือเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ ป.ป.ช.จะต้องไปตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช.จะดูทุกเรื่องที่ปรากฏและไม่ปรากฏในสื่อ คดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน เมื่อได้ผลอย่างไรจะมีการแถลงข่าวให้ทราบ คาดว่า ใช้เวลาตรวจสอบไม่นาน เนื่องจากไม่ใช่เรื่องซ้ำซ้อน

ส่วนคำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร ได้ระบุหรือไม่ว่า นาฬิกาเรือนดังกล่าวเป็นของเพื่อนที่เสียชีวิต นายวรวิทย์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคาดเดาอะไรทั้งสิ้น ขณะนี้ให้เป็นเรื่องการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ก่อน

เมื่อถามว่า สังคมสงสัยเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างประธานป.ป.ช. กับพล.อ.ประวิตร ที่อาจมีการช่วยเหลือกัน นายวรวิทย์ กล่าวว่า ป.ป.ช.มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ประชาชนมั่นใจการทำงานของ ป.ป.ช. เพราะมีคำขวัญการทำงานว่า ซื่อสัตย์ เป็นธรรม และมืออาชีพ

ดรีมทีมทหารคุยสะสมทรัพย์

Dream Team !!
"บิ๊กตู่-บิ๊กฉัตร-บิ๊กแดง"
No Deal !! แค่ ตีกอล์ฟ ??! ไม่ใช่ ตั้งพรรคทหาร -ทาบตัว สส. - จัดตั้งรัฐบาล ????
คำถามตามมา เพียบ!!

ท่ามกลางกระแสข่าวการตั้งพรรคทหาร และการทาบทาม ชักชวน ซื้อตัว อดีตสส.เข้าพรรค นั้น 

นาย วัฒนา เมืองสุข โพสต์ภาพผ่านทางเฟสบุ้ค ภาพ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และ บิ๊กแดง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผช.ผบ.ทบ.กับนักการเมือง ตระกูลสะสมทรัพย์  เช่น นาย เผดิมชัย สะสมทรัพย์  ไชยยศ สะสมทรัพย์  นายไชยา สะสมทรัพย์ และ นายอนุชา สะสมทรัพย์

ท่ามกลางกระแสข่าวการตั้งพรรคทหาร เพื่อสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง

โดยก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะให้ นายสมคิดจาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวหน้าพรรค พลเอกฉัตรชัย เป็นเลขาธิการพรรค

นอกจากนี้ยังมี พลเอกอภิรัชต์. ร่วมวงสนทนาด้วย ทั้งนี้พลเอกอภิรัขต์ ถูกมองว่าจะ เป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป ในการโยกย้ายตุลาคม 2561 แล้วจะเป็นคนคุมกองทัพในการสนับสนุน รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ในสมัยหน้าด้วย

แต่ก่อนหน้านี้ พลเอกประยุทธ์ ออกมาปฏิเสธการตั้งพรรคทหาร โดยระบุว่าในอดีตไม่เคยประสบความสำเร็จจะตั้งไปทำไมให้เมื่อย

พร้อมปฏิเสธข่าวที่ว่า นายสมคิดจะเป็นหัวหน้าพรรคทหาร โดยระบุว่า ถามแล้วนายสมคิด ส่ายหน้าปฏิเสธ

ขณะที่ พลเอกประยุทธ์ ระบุว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วหรือพรรคที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ที่มีความโปร่งใส และมีนโยบายที่เป็นธรรมาภิบาล

ภาพ บิ๊กตู่-บิ๊กฉัตร-บิ๊กแด งพบนักการเมืองตระกูลสะสมทรัพย์ จึงทำให้การเมืองระอุขึ้นและเรื่อง การตั้งพรรค ทาบทาม สส. กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง

แม้ว่าพลเอกประยุทธ์จะยืนยันว่า ไม่มี ดีลการเมืองกับใคร  ถามทำไมผมจะต้องดีลกับใคร/อ้างไปตีกอล์ฟ ไปดูสนามกอล์ฟ เขามาขอถ่ายรูปเอง/ ลั่น ถ้าผมจะดีลจริง ไม่ต้องไปทำอะไรให้เขาเห็นหรอก วอนอย่ามาระแวงผม ผนเป็นรัฐบาลที่ ผม ไปไหนก็ได้/เผย คุยกับนักการเมืองทุกคนแนะต้องแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ได้ ต้องเป็นการเมืองที่มีธรรมาภิบาล ผมก็พูดอย่างนี้กับทุกคนที่เป็นนักการเมือง พูดแค่นี้มันผิดตรงไหน?

" แต่ไม่ใช่มามองว่า ผมพบเรื่องการเมือง ดีลการเมือง ผมไม่ดีลกับใคร ทำไมผมจะต้องดีลกับใคร ในเมื่อผมมีหน้าที่ทำให้ประเทศมั่นคง แข็งแรง " นายกฯ กล่าว

การเมืองวันหน้าใครจะอยู่พรรคไหน ก็ไปว่ากันไป เลือกตั้งเป็นเรื่องของท่าน ท่านจะอยู่ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน เป็นเรื่องของท่าน ผมไม่รู้ ผมยังไม่ได้เข้าไปอยู่ตรงนั้นเลย  แล้ว ผมจะไปดีลอะไรกับใคร ใช่ไหม 

ส่วนที่มีรูปออกมา  นั้น ผมก็ถ่ายกับทุกคน ใครอยากถ่ายกับผม ผมก็ถ่ายด้วยหมด

"ผมถ่ายรูปไปไม่รู้กี่รูปแล้ว ทุกคนขอถ่าย ผมก็ให้ถ่าย ผมจะไปรังเกียจเขาได้ยังไง ถ้าเขาไม่ขอ ผมจะไปเสนอตัวให้เขาถ่าย เหรอ ผมไม่เคยเสนอตัวแบบนั้น เขาขอผมถ่าย ผมก็ถ่าย ได้ทั้งนั้น

แต่อย่ามามองว่า นี่คือตกลง ดีล ทางการเมือง ไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้น ผมก็ไม่ต้องไปไหนสิ 

ที่ผมไป ผมต้องการไปดูพื้นที่เป็นอย่างไร จังหวัดต่างๆเป็นอย่างไร และมีคนมารับจะเป็นนักการเมือง ไม่เป็นนักการเมือง เขาอยากมารับก็มา ผมไม่ว่าอะไร

"ผมจะไปดีลอะไร ในเมื่อผมยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง จะไปดีล เขา ตรงไหน ถ้าผมจะพูดกับเขา ผมก็พูดกับเขาว่า วันหน้าช่วยดูแลประเทศชาติด้วยนะ

ไม่ว่าจะใครก็ตามจะเข้าไปสู่การเมือง ก็ต้องทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้ประชาชนมีความสุข มีความไว้วางใจ เพราะวันนี้ คือปัญหาของนักการเมือง 

เพราะฉะนั้นยิ่งมาว่าผมมากๆ ดูนะว่าเขาก็ไม่ได้จะมีอะไรดีขึ้น เขาต้องไปแก้ที่ตัวเขาเอง ปรับปรุงตัวเขาเอง ไม่ใช่มาโจมตีผม 

ผมพูดมานี่ ก็เพื่อที่จะอธิบายกับรูปภาพที่ออกมาว่า ผมเจอคนโน้นคนนี้"

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า คราวที่แล้วไปสุโขทัย เขาก็มารับ จะให้ไล่เขาไปเหรอ มันก็ไม่ใช่ เขารู้ว่าผมมา เขาก็มาหา มาคุยก็คุยเรื่องทั่วไป ประชาชนเป็นอย่างไร ผมได้แต่ขอร้องให้ช่วยดูแลประชาชน 

และสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ได้ วันหน้าถ้าจะเข้าสู่การเมือง จะต้องเป็นการเมืองที่มีธรรมาภิบาล ผมก็พูดอย่างนี้กับทุกคนที่เป็นนักการเมือง พูดแค่นี้มันผิดตรงไหน ไม่ผิดใช่มั้ย"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในภาพนี้พบกับตระกูลสะสมทรัพย์เมื่อไหร่ พลเอกประยุทธ์  กล่าวว่า จำไม่ได้ นานแล้ว ผมไปตีกอล์ฟ เพราะเขาบอกว่าเป็นสนามกอล์ฟที่ได้รับรางวัล ดีแค่ไหน  ผมจึงขอไปดูหน่อย 

ส่วนเป็นพื้นที่ใคร ผมไม่รู้ เขาบอกสนามดี พอไปถึงก็สวยงามดี และเขามากันอยู่แล้ว เขาเป็นเจ้าของมั้ง และอาทิตย์หนึ่งเขาจะมานั่งอยู่ที่สนามกอล์ฟ และผม
ก็ให้คนอื่นจองสนามกอล์ฟ 

"คนตั้งเยอะแยะ ผมจะไปดีลการเมืองอะไรตรงนั้น และถ้าผมจะดีลจริง ไม่ต้องไปทำอะไรให้เขาเห็นหรอก ทำไมผมจะต้องไปดีล 

เมื่อถามว่า บังเอิญสถานการณ์ช่วงนี้มีกระแสข่าวการตั้งพรรคการเมืองใหม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อย่าไป ระแวงผมสิ เพราะผมบอกมาตลอดว่า ผมเป็นรัฐบาลที่จะไปไหนก็ได้ ไม่ใช่ตรงนี้จังหวัดนี้ไปไม่ได้ แล้วถ้าผมไปไม่ได้ ประชาชนจะเข้าถึงผมได้อย่างไร เพราะวันนี้ไม่มีส.ส.ไม่มีอะไร ผมก็ต้องเป็นคนที่ต้องไปถึงประชาชน ข้าราชการก็ต้องเข้าถึงประชาชนทำหน้าที่แทนนักการเมือง 

อย่างวันนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีจิตอาสา รัฐบาลมีอาสาสมัคร ข้าราชการทุกคน รวมถึงอปท.ต้องไปดูแลประชาชนแทนให้ใกล้ชิดมาย่ิงขึ้น ทุกฝ่ายต้องการสร้างการเรียนรู้ประชาชนให้มากขึ้นและทุกคนต้องพัฒนาตัวเองว่า เราจะรวมพลังกันอย่างไรในการพัฒนาประเทศให้พ้นจากความยากจน ซึ่งปีหน้ามาตรการใหม่ๆจะลงไปในพื้นที่

วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กตู่ "ไม่สนกระแสโจมตี "บิ๊กป้อม" ให้ว่าไป ตามกฏหมาย/ หน้ามุ่ย เซ็งประตู ออโต้ปิดช้า

"บิ๊กตู่ "ไม่สนกระแสโจมตี "บิ๊กป้อม" ให้ว่าไป ตามกฏหมาย/ หน้ามุ่ย เซ็งประตู ออโต้ปิดช้า
"พลเอกประยุทธ์". อวยพรปีใหม่ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร ที่บ้าน ร.1รอ.
นายกฯกล่าวว่า มาอวยพร ทั้งในฐานะที่ท่านเป็นพี่ และมีความสัมพันธ์กันมายาวนานตั้งแต่สมัยอยู่ในกองทัพ จนท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบก และ นายกฯ ตัวแทน ครม.... ขอให้ท่านสุขภาพ ร่างกายแข็งแรง มีกำลังกาย กำลังใจ.
เผย ปีหน้า สัญญากันว่าเราจะร่วมไม้ร่วมมือในการทำงานเพื่อประเทศชาติ. อนาคตประเทศชาติ แต่มีอย่างเดียว คือขอให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง
ส่วนกระแสโจมตี พลเอกประวิตร ตลอดนั้น ผม ก็ได้ให้กำลังใจไปหมดแล้ว
"กระแส ก็ คือกระแส ให้ว่ากันไปตามกฎหมาย"
หลังอวยพรแล้ว นายกฯ พร้อมทพลเอกประวิตร และพลเอกอนุพงษ์ เข้าห้องนั่งคอยเพื่อรอเวลาที่จะไปอวยพร พลเอกเปรมที่บ้านสี่เสาเทเวศร์
แต่ห้องนี้ประตูอัตโนมัติ จึงปิดช้า ทำให้พลเอกประยุทธ์ ทำสีหน้าไม่พอใจ เพราะทำให้ผู้สื่อข่าวที่ดักรออยู่ด้านหน้าเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้อง
จนพลเอกประวิตรต้องเดินมาปิดเอง แต่ก็ปิดไม่ได้เพราะเลื่อนช้าๆด้วยระบบออโต้

"ป๋าเปรม" เตือน "บิ๊กตู่" กองหนุน กำลังจะหมด แทบไม่มี กองหนุนเหลืออยู่ แล้ว

"ป๋าเปรม" เตือน "บิ๊กตู่" กองหนุน กำลังจะหมด แทบไม่มี กองหนุนเหลืออยู่ แล้ว
บิ๊กตู่ บิ๊กป้อม บิ๊กป๊อก นำ ครม. ผบ.เหล่าทัพ อวยพรปีใหม่ พลเอกเปรม ......
ป๋า เตือน นายกฯลุงตู่ กองหนุนกำลังจะหมด แต่ขอให้ดำรงความมุ่งหมาย ในการทำเพื่อชาติบ้านเมือง และสร้างความสุขให้ประชาชน ตามที่ได้ประกาศไว้ เดี้ยว กองหนุนก็มาเอง
พลเอก เปรม กล่าว ขอบคุณ พลเอกประยุทธ์ ครม.ทหารและผบ.เหล่าทัพ และพวกเราทุกคน ที่รักษาประเพณีวัฒนธรรมเดิมของบ้านเมืองของเรา ด้วยการมาอวยพรผมในปีใหม่
ทุกคนทราบดี ว่ารัฐบาลของ"ตู่" เนี้ยะ พวกเราที่ไม่ใช่รัฐบาล กองทัพต่าง ๆ ข้าราชการ
ทำอะไรกันอยู่ เพื่อชาติบ้านเมืองของเรา
"ตู่ ได้ให้สัญญาว่าจะนำความสุขมาให้คนไทย ดังนั้นจึงต้องดำรงความมุ่งหมายนี่ไว้ให้ได้ ว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้คนไทยมีความสุข
"ตู่ ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว แต่ถ้าเราสามารถแสดงให้เห็นถึง ความปรารถนาดีที่มีต่อชนชาวไทย กองหนุนจะมาเอง
ขอให้ดำรงความมุ่งหมาย และเพิ่มกองหนุนให้มากขึ้นให้ได้ เขื่อว่า ตู่ทำได้ พวกเราก็ทำได้ และกำลังทำอยู่ และ ขอให้ตู่นำพาขาติบ้านเมืองของเรา ทำให้คนไทยมีความสุขให้จงได้ นะตู่นะ”

ภูมิธรรม ตั้ง 6 ข้อถามคสช. จี้ หากอยากกลับมามีอำนาจ ควรสู้บนเวทีที่ยุติธรรม

ภูมิธรรม ตั้ง 6 ข้อถามคสช. จี้ หากอยากกลับมามีอำนาจ ควรสู้บนเวทีที่ยุติธรรม


วันนี้ (28 ธันวาคม) นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความแสดงความเห็นทางการเมือง ระบุว่า คำถาม ถึงผู้มีอำนาจในสังคม

1. ที่กล่าวว่า…ไม่อยากยึดถือประชาธิปไตยตามหลักสากล แต่ขอเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ของเราเองหมายความว่าต้องการประชาธิปไตยที่ไม่ต้องยึดหลักนิติธรรม แต่ให้ยึดดุลพินิจของผู้มีอำนาจเป็นสำคัญ ใช่หรือไม่ และ ดุลพินิจแปลว่าอำเภอใจของผู้มีอำนาจใช่หรือไม่

2. ถ้าบุคคลใดยึด “หลักตน เหนือหลักการในรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย”…ใช้อำนาจของตนอย่างไม่มีขอบเขต ทั้งที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดกำกับและควบคุมอยู่ ถือเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่

3. เมื่อตอนเข้ามาสู่อำนาจใหม่ๆ ผู้มีอำนาจทั้งหลายสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน” จะเร่งรีบเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม และจะรีบคืนประชาธิปไตยโดยเร็ว นี่เกือบ 4 ปีมาแล้วนานพอหรือยัง…แล้วที่มีการวางกฎกติกาต่างๆ ไม่ว่าจะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, กลไก ส.ว. 250 คน หรือการจัดวางคนลงไปในองค์กรอิสระต่างๆ และต่ออายุหลายองค์กร แต่กลับพบว่าคุณสมบัติของคนเหล่านั้นขัดต่อหลักกฎหมายที่บัญญัติขึ้น หลายคนเข้าใจว่า เป็นการจัดวางพวกพ้อง เพื่อคอยเอื้อต่อเป้าหมายที่ต้องการใช่หรือไม่


4. การดำเนินการเพื่อผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆ โดยขัดหรือละเมิดหลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย จนหลายคนรู้สึกได้ว่าเกิดความเสียหายต่อประเทศมากมาย มีการทำลายหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ทำลายหลักนิติธรรมของประเทศ ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน และไม่เคารพสิทธิ เสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมือง ถือเป็นการกระทำที่มุ่งทำเพื่อตัวเองและพวกพ้องของตน เพื่อสร้างอุปสรรคและวางกับดักในการขจัดคู่แข่งขันทางการเมืองในอนาคต ใช่หรือไม่ ผลเสียหายที่เกิดขึ้นในระยะยาวใครจะรับผิดชอบ และบรรดาเนติบริกรและผู้สนับสนุนทุกคน จะมีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างไร

5. หากคาดหวังหรือมีความประสงค์ที่อยากจะกลับมามีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองอีกครั้ง ควรแสดงความชัดเจนให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่า “พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนพิจารณา” พวกเราพร้อมต้อนรับเข้าสู่เวทีการต่อสู้ทางการเมืองที่ยุติธรรมและเสมอภาคชัยชนะที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด จะมีความสง่างาม เพราะเป็นที่ยอมรับของคนทั้งสังคม…ท่านพร้อมจะพิสูจน์ตัวเองหรือไม่

6. ถ้าทุกฝ่ายอยากเห็นสังคมมีอนาคต มีความหวัง ก็ต้องช่วยกันสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและพร้อมจะคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชนอย่างจริงใจ และจริงจัง …ท่านพร้อมจะคืนอำนาจให้ประชาชน เมื่อใด

ขัดกันเอง

ขัดกันเอง


กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันน้ำลายแตกฟอง

กรณีที่ประชุม สนช.ลงมติ “ปล่อยผี” ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีปัญหาขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญถึง 7 คน ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ 9 ปี

อ้างเหตุผลชวนมึนงง เพื่อให้ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามทุจริตอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลสำเร็จในระยะยาว

หากจะมีการสรรหา ป.ป.ช.ใหม่ อาจจะทำให้การปราบคอร์รัปชันชะงักงัน??

จึงเห็นสมควรแก้ไขหลักการให้ประธาน ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครบวาระ 9 ปีเสียก่อน

แล้วจึงเริ่มกระบวนการสรรหา ป.ป.ช.ชุดใหม่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญต่อไป

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่ามี สนช.ลากตั้งลงมติเห็นชอบให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญสามารถต่อวีซ่าไปยาวๆ 9 ปี

โดยมีคะแนนโหวตสนับสนุน 197 เสียง

แต่มีคะแนนโหวตคัดค้านเพียงเสียงเดียว

อย่างไรก็ดี แม้ผลจากการลงมติของที่ประชุม สนช.จะเอื้อประโยชน์ให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญทั้ง 7 คนให้ดำรงตำแหน่งต่อไปพร้อมหน้าพร้อมตา

แต่เชื่อว่าเป้าหมายที่ต้องการอุ้มจริงๆ น่าจะอยู่ที่คนคนเดียว...

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบันที่เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

ลูกน้องสายตรงของรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

เหตุผลที่ต้องอุ้ม “พล.ต.อ.วัชรพล” นั่งเก้าอี้ประธาน ป.ป.ช.ต่อไปยาวๆ คงไม่จำป็นต้องอธิบายให้มากเรื่องมากความ

แต่ประเด็นที่ “แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตแหย็มเพิ่มเติมคือแม้ที่ประชุม สนช.จะเห็นชอบให้ยกเว้นไม่ต้องนำประเด็นคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของกรรมการ ป.ป.ช.ที่กำหนดในร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช.ฉบับใหม่ไปใช้บังคับกับประธานและกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน

แต่...ยังมีรัฐธรรมนูญอีก 2 มาตรา ยังคาอยู่เป็นก้างขวางคอ

รัฐธรรมนูญมาตรา 202 ที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระ

และรัฐธรรมนูญมาตรา 212 ที่กำหนดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.โดยตรง

ถึงแม้เสียงข้างมากของ สนช.ลากตั้งจะลงมติยกเว้นพิเศษให้กรรมการ ปปช.ชุดนี้อยู่ยาวจนครบวาระ 9 ปี
แต่เมื่อรัฐธรรมนูญทั้ง 2 มาตราข้างต้นยังมีผลบังคับใช้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 7 คน จึงยังมีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม

ดังนั้น การที่ สนช.แก้ไข พ.ร.บ.ป.ป.ช. (ซึ่งเป็น ก.ม.ลูก) ไปขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ (ซึ่งเป็น ก.ม.แม่) จึงเกิดปัญหาตามมา

สุดท้ายปัญหาคุณสมบัติ ป.ป.ช.คงต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับตีความประเด็นนี้หรือไม่ “แม่ลูกจันทร์” ยังไม่ค่อยแน่ใจ

เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนก็มีปัญหาคุณสมบัติเหมือนกัน

เฮ้อ...เรื่องมันยุ่งตรงนี้แหละโยม.

"แม่ลูกจันทร์"

สถานการณ์ลุ้นกันปีหน้า

สถานการณ์ลุ้นกันปีหน้า


นับถอยหลัง “เคาต์ดาวน์” ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ก่อนอื่นเลย “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอใช้พื้นที่หน้า 3 วิเคราะห์การเมืองรายวันฉบับสุดท้ายปี 2560 อวยพรให้แฟนๆคอลัมน์ ผู้อ่านทุกท่านโชคดี มีความสุขสมหวัง สุขภาพแข็งแรง เฮงๆรวยๆ

ดื่มด่ำกับเทศกาลแห่งความสุขอย่างชุ่มฉ่ำหัวใจสมกับที่เหนื่อยมาตลอดทั้งปี

ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวังกับสัญญาณบวกที่รออยู่ปีหน้า

ว่ากันตามที่ผู้นำ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประกาศหลังประชุม ครม.นัดส่งท้ายปี 2560 วาดฝันปีหน้า 2561 สถานการณ์เศรษฐกิจจะดีขึ้น การเมืองจะชัดเจน
เป็นปีแห่งความสำเร็จ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ปีแห่งการเตรียมการไปสู่ประชาธิปไตย

ทิศทางเดียวกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ รัฐบาล ประกาศบนเวทีปาฐกถาพิเศษ “โอกาสประเทศไทย 2018” ช่วงท้ายปีตีธงอย่างมั่นใจเลยว่า ปี 2561 จะเป็นปีที่ดีทางเศรษฐกิจที่เราสามารถเทกออฟ โดยเฉพาะไตรมาส 1 จะเห็นชัดที่สุด

สำทับด้วยนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ประกาศประเทศไทยจะหลุดพ้นความยากจนในปีหน้า 2561 จากมาตรการอัดฉีดช่วยผู้มีรายได้น้อยต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี

ผู้มีรายได้น้อยจำนวน 5.3 ล้านคน จะลืมตาอ้าปากได้ทั้งหมด

ไม่นับการวิเคราะห์คาดการณ์ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญตลาดเงินตลาดทุนที่คล้อยไปในทิศทางเดียวกัน กูรูตลาดหลักทรัพย์ลุ้นหุ้นไทยดีดทะลุ 2,000 จุด

ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่เดินไปสู่การเลือกตั้ง

เริ่มเห็นแสงสว่างลิบๆที่ปลายอุโมงค์

ที่แน่ๆตามสถานการณ์ที่โยงเป็นเงื่อนไขกัน เมื่อการเมือง เรื่องสถานภาพของรัฐบาลแปรผันตรงกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ

กระแสความพึงพอใจฝ่ายบริหารผูกติดอยู่กับภาวะปากท้องของชาวบ้านฐานราก

จากทิศทางที่ทุกฝ่ายสะท้อนความมั่นใจทิศทางเศรษฐกิจเชิงบวกในปีหน้า

นั่นหมายถึงผลบวกต่อสถานะของทีมงาน “นายกฯลุงตู่” ที่จะมีภูมิคุ้มกันในการปะทะกับแนวรบแรงเสียดทานของนักการเมืองอาชีพที่แปรรูปขบวนเข้าใส่ผู้นำอำนาจพิเศษ

สถานการณ์ที่ต้องเจอแน่กับสงครามระหว่างนักเลือกตั้งอาชีพกับทหาร

ตามรูปการณ์ประชาธิปัตย์และเพื่อไทย จะปรองดองอัตโนมัติ ไฟต์บังคับต้องเตะตัดขา “ลุงตู่” ไม่ให้ลากยาวเกมอำนาจตามหมากที่วางไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

เพราะจะทำให้นักการเมืองอาชีพรุ่นเก่าเฉาตาย สูญพันธุ์หมด

และโดยปรากฏการณ์อย่างที่เห็นๆกัน ตั้งแต่นักการเมืองเริ่มขยับแข้งขยับขาตามเงื่อนเวลาท้ายโรดแม็ป และการโยน 6 คำถามของ “ลุงตู่” หยั่งกระแสไปต่อหลังเลือกตั้ง เป้าโฟกัสก็กระแทกไปที่ “นายกฯลุงตู่-กัปตันสมคิด” และ “พี่ใหญ่” อย่าง “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม
3 จุดยุทธศาสตร์ “นั่งร้าน” รัฐบาล คสช.

ส่อเค้าปีหน้า 2561 คงจะโดนถล่มหนักขึ้นตามเงื่อนไขสถานการณ์บังคับ

ที่แน่ๆต้องขยับสร้างเกราะกำบัง กลบจุดอ่อนไว้ก่อนตั้งแต่หัววัน

กับมุกของ “นายกฯลุงตู่” ที่ประกาศให้สัญญากับตัวเองไว้ ปีหน้าจะเป็นนายกฯที่อารมณ์ดีตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะมีคนพยายามทำให้ตนเองหงุดหงิด

ปิด “จุดบอด” ที่ถูกสะกิดต่อมฉุนให้เสียอาการทรงตัวมาตลอด

โดยเฉพาะปีนี้โดนด่าเยอะกับฉากตะคอกใส่ตัวแทนชาวประมงที่บุกเข้าร้องเรียนปัญหา

แต่นั่นก็ยังเบากว่าเยอะ ถ้าเทียบกับคนที่จะโดนอ่วมกว่าใคร ตามฟอร์มหนีไม่พ้น “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตรที่โดนเขี่ยแผล ขยี้ซ้ำช้ำแล้วช้ำอีก

ปีหน้า ยกสุดท้าย ฝ่ายไล่ล่าคงต้องปิดบัญชีให้ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะเบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง “บิ๊กป้อม” ถือโอกาสโชว์บทถนัด สั่งการผ่านที่ประชุมสภากลาโหม ให้หน่วยงานความมั่นคงดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ท่องเที่ยวอย่างสนุก กลับบ้านอย่างปลอดภัย

กระตุก “บทเขี้ยว” ด้านความมั่นคง เน้น “จุดขาย” ของทีม “บูรพาพยัคฆ์”

“จุดแข็ง” ของ “บิ๊กป้อม” กลบ “จุดอ่อน” ของ “เสี่ยป้อม”.

ทีมข่าวการเมือง

ป๋า แนะสู้ต่อ แม้กองหนุนคสช.แทบไม่เหลือ แซวบิ๊กป้อมนิ้วล็อก นายกฯฟ้อง’3ป.’โดนหนัก

ป๋า แนะสู้ต่อ แม้กองหนุนคสช.แทบไม่เหลือ แซวบิ๊กป้อมนิ้วล็อก นายกฯฟ้อง’3ป.’โดนหนัก


“ป๋าเปรม” เปิดบ้าน ให้ครม.-คสช.-เหล่าทัพ อวยพรปีใหม่ เปรย ตู่ใช้กองหนุนหมดแล้ว เชื่อถ้าปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง กองหนุนก็จะมาเอง พร้อมแซว เล่น บิ๊กป้อม นิ้วล็อก เจ้าตัวตอบ ชกตัวเอง นายกฯเปรย สามป.โดนหนัก
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดบ้านพักต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตลอดจนข้าราชการทหาร ตำรวจ ที่เข้าขอรับพรและอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2561
โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกภาคภูมิใจ ที่ได้เข้ามาอวยพรท่าน และหวังว่าปี 2561 จะเป็นปีแห่งความสำเร็จเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความสงบ สันติอย่างยั่งยืนและเกิดการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ที่ผ่านมา พล.อ.เปรมถือเป็นแบบอย่างให้กับทุกคน ซึ่งทุกคนมีความมุ่งมั่นทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองตามที่พล.อ.เปรมได้กล่าวไว้ว่า เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตามจะต้องทำหน้าที่เพื่อแผ่นดิน รักษาไว้เพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ รวมถึงจะต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนด้วย ดังนั้นส่วนตัวจึงขอขอบคุณ พล.อ.เปรมที่ให้กำลังใจเสมอมา และมีความผูกพันกันมาโดยตลอด

พล.อ.เปรม กล่าวว่า ตนขอขอบคุณนายกฯ และพวกเราทุกคนกรุณารักษาประเพณีอันเป็นวัฒนธรรมเดิมของเราการมาอวยพรวันปีใหม่ที่ จะมาถึงอีกสามวัน ทั้งนี้คนไทยทุกคนทราบ ได้ยินได้อ่านว่ารัฐบาลของตู่ กองทัพต่างๆตำรวจ ข้าราชการพลเรือน กำลังทำอะไรกันอยู่เพื่อชาติบ้านเมืองของเรา ตู่ได้ให้สัญญาว่าจะนำความสุขมาให้คนไทยเท่าที่สามารถจะทำได้ ดังนั้นตู่จะต้องดำรงความมุ่งหมายนี้ไว้ให้ได้ว่าเราจะทำทุกอย่างขอให้คนไทยมีความสุขมากขึ้นโดยเฉพาะโดยเฉพาะคนจากคนจน

พล.อ.เปรม กล่าวต่อว่า ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเราสามารถแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่มีต่อประชาชนชาวไทยกองหนุนก็จะมาเองเพราะฉะนั้นขอให้ดำรงความมุ่งหมายเพื่อเติมกองหนุนมากขึ้นให้ได้ ผมเชื่อว่าตู่ทำได้พวกเราทุกคนก็ทำได้ และกำลังทำกันอยู่ อย่างไรก็ตามข้อสำคัญที่สุดก็คือขอให้ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีกับชาวไทยว่าคนไทยที่ดีคืออย่างไร

ก็ขอแสดงความชมเชยและภูมิใจในการกระทำของคณะรัฐบาลลุงตู่และขอย้ำอีกทีว่าที่ตู่พูดว่าจะนำความสุขมาให้คนไทยจะต้องดำรงความมุ่งหมายนี้ให้ได้ให้ได้แม้จะเหนื่อยยากก็ตาม

“โอกาสวันปีใหม่นี้ผมขอเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่พวกเราเคารพนับถือทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเรามุ่งมั่นปรารถนาขอให้ประสบความสำเร็จในส่วนตัวผมขอให้ทุกคนมีความสุขครอบครัวมีความสุขประเทศชาติจะได้ความสุขไปด้วยและขอให้ตู่มีความสำเร็จนำพาชาติบ้านเมืองความสุขมอบความสุขให้คนไทยให้จงได้นะตู่นะขอบคุณมากขอบคุณมากโอเค” ประธานองคมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่พล.อ.เปรมให้โอวาทเสร็จ ทางนายกฯได้แนะนำครม.ใหม่ และผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะพล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส) เหล่าทหารม้าเหมือนพล.อ.เปรม จากนั้นได้ถามหาพล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ รองผู้บัญชาการทหารเรือ น้องชายของพล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี พร้อมกล่าวว่า “ไม่ค่อยเหมือนกัน ลมโชยตัวโตกว่า”

ต่อมา ได้ถามพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปีนี้เหนื่อยกว่าปีที่แล้วไหม โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เหนื่อยกว่าปีที่แล้วครับ จากนั้นพล.อ.เปรม ตอบกลับว่า หนักกว่า แต่คุณเอาอยู่ไหม ด้านพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตำรวจต้องพึ่งได้ สร้างความไว้วางใจขึ้นมาให้ได้ ทุกคนช่วยกันอยู่


จากนั้นพล.อ.เปรม ถามพล.อ.ประวิตร ว่า ตำรวจนี้ไม่มีวันหยุดใช่ไหมคุณป้อม เพราะใครๆก็ไปเที่ยวกัน แต่ตำรวจต้องมาทำงาน

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งดีๆก็เกิดขึ้นเยอะ ช่วงนี้ฝ่ายความมั่นคงทำงานเต็มที่ หลายอย่างดีขึ้น ขาวขึ้น เพราะทำมาตลอด แต่ยังมีส่วนน้อยที่มีปัญหา ไม่ใช่ทั้งองค์กร ทั้งหมด

จากนั้น พล.อ.เปรม ได้ถามถึงครม.ใหม่ โดยเฉพาะรองนายกฯทั้ง4 คน โดยนายกฯ ตอบกลับว่า นายวิษณุ เครืองาม และพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ติดภารกิจ จึงไม่มา ส่วนพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็ขึ้นมาเป็นรองนายกฯ แล้วตั้งรมช.ช่วยเกษตร เพิ่ม เพราะมางานเยอะ

ผู้สื่อข่าวรายงาน อีกว่า จากนั้น พล.อ.เปรม ได้สอบถาม รองนายกฯประวิตร ว่า ยังเล่นกอลฟ์อยู่ หรือเปล่า

พล.อ.ประวิตร ตอบกลับว่า ไม่ได้เล่นแล้ว ขาเจ็บ นอกจากนี้ นายกฯ ได้กล่าวกับ พล.อ.เปรม ว่า พล.อ.ประวิตรนิ้วล็อค ซึ่งพล.อ.เปรม แซว พล.อ.ประวิตร ว่าไปต่อยใครมา โดยพล.อ.ประวิตร ตอบไปว่า ต่อยตัวเอง

จนสร้างเสียงหัวเราะในวงพูดคุย ขณะเดียวกันนายกฯ ได้แนะนำ พล.อ.สุรเชษฐ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษา ในฐานะหัวหน้า คปต.ส่วนหน้า ว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้นในปีหน้า เพราะหลายอย่างทำมาสามปี ผลงานก็ออกมา จะใจร้อนไม่ได้หรอกครับ ทำวันนี้ไม่เสร็จวันนี้ พรุ่งนี้ จะเสร็จวันมะรือ หรืออีกปีก็ได้ เพราะเราจะแก้ปัญหาไปเรื่อยๆหลายคนเขาท้อแท้ เพราะรัฐมนตรีทุกคนเหนื่อย อายุเยอะแล้ว ผมก็อยากให้แข็งแรง แต่อายุ50-60 กว่าปีแล้ว ยังจำได้ทุกอย่าง

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียกพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พร้อมบอกพล.อ.เปรม ว่า “สามป.ผมเนี่ย หนักครับ โดนอยู่ทุกวัน เพราะคนไม่เข้าใจ และยากที่จะให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว และสิ่งที่ผมสัญญากับป๋าไว้ ผมก็จะทำให้ได้ และจะไม่โมโห ยิ้มอย่างเดียว ประชาชนอยากให้ผมยิ้มเยอะๆ แม้ว่าใครจะทำให้ผมหงุดงิดก็ตาม”




การใช้อำนาจที่ไร้ธรรมาภิบาล:พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

การใช้อำนาจที่ไร้ธรรมาภิบาล

การใช้อำนาจของผู้ถืออำนาจในช่วงปลายปีประเทศ เป็นอะไรที่เกินกว่าจะรับได้ เพราะขัดแย้งกับหลักธรรมาภิบาลอย่างสิ้นเชิง และส่อไปทางที่ใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และนำมาสู่การเอื้อประโยชน์แก่ตนเองในภายหลัง

เรื่องที่เข้าลักษณะเช่นนี้อย่างชัดเจน ขณะนี้มีอยู่สองเรื่องหลัก และต่อไปคาดว่าอาจมีมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องแรก คือ การใช้มาตรา ๔๔ แก้ พรป. พรรคการเมือง ซึ่งอ้างความเท่าเทียมระหว่างพรรคการเมือง แต่เนื้อหานั้นกลับเป็นการเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ที่มีจุดยืนสนับสนุนพลเอประยุทธ เป็นนายกฯต่อหลังเลือกตั้ง

แต่ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือการสร้างเงื่อนไขให้มีการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองโดยให้เวลาเพียงเดือนเดียว ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นแสนหรือเป็นล้าน ที่สมาชิกทุกคนจะยืนยันได้หมด คำสั่งนี้จึงเท่ากับเป็นการยกเลิกการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของประชาชนทางอ้อมนั่นเอง อันเป็นการทำลายสิทธิและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

เรื่องที่สองคือ การออกกฎหมาย ปปช. ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ให้สามารถเป็น กรรมการ ปปช.ต่อไปได้ ซึ่งส่อเจตนาเข้าไปแทรกแซงองค์การอิสระ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง โดยเฉพาะขณะนี้มีหลักฐานอย่างชัดเจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะว่ารัฐมนตรีบางคนอาจจะทำผิดกฎหมาย ปปช. ฐานเจตนาปกปิดทรัพย์สิน โดยไม่แจ้งทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเกินสองแสนบาทแก่ ปปช.

การออกกฎหมาย ปปช. ครั้งนี้จังเป็น การทำลายหลักธรรมาภิบาล ทำลายหลักการการขัดกันของผลประโยชน์ และทำลายหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

นี่ยังไม่นับความไร้สมรรถนะในการจัดการกับปัญหาการทุจริตในระบบราชการได้อย่างมีประสิทธิผล
ไร้สมรรถนะในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ไร้สมรรถนะในการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏฺรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม

และแม้กระทั่งปัญหาสังคมอย่าง การตายจากอุบัติเหตุบบท้องถนน ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ มาตราการต่างๆที่ออกมา ก็ใช้เพียงการออกกฎหมายที่ให้รุนแรงขึ้น แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ เพราะแก้ไม่ถูกจุด ถูกประเด็น ในปัจจุบันคนตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยจึงติดอันดับหนึ่งของโลก

ส่วนวาทกรรมที่นายกฯ พร่ำออกมาว่า ปีหน้าจะใช้หลักธรรมาภิบาล และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนั้น
ดูจากพฤติกรรมการตัดสินใจ และการทำงานที่ผ่านมา รวมทั้งเจตนาที่จะสืบทอดอำนาจในอนาคต จากการใช้อำนาจแก้กฎหมายพรรคการเมือง สร้างเงื่อนไขบั่นทอนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสมาชิกพรรคการเมือง ฯลฯ และการออกกฏหมาย ปปช. ที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องแล้ว ทั้งหมดที่พูดออกมา เกรงว่า จะเป็นการถ่มน้ำลายรดฟ้า และตกลงมาที่หน้าตนเองเสียมากกว่า