PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

แจกฟรี 4 ล้านคน

แจกฟรี 4 ล้านคน


หลังจาก “นิด้าโพล” ทำบ่อนแตกแหกกระเจิงไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ล่าสุดถึงคิว “กรุงเทพโพล” ตั้งปุจฉาถามความเห็นประชาชน 1,212 คน ถึงความสุขและความทุกข์ภายใต้ยุครัฐบาล คสช.??
คำตอบจากประชาชนสรุปว่าในช่วง 3 ปีกว่าภายใต้รัฐบาล คสช.คนไทยมีความสุขประชาชนอยู่ในระดับปานกลาง
ค่าเฉลี่ยความสุขอยู่ที่ 6.48 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
หักลบกันแล้วความสุขมากกว่าความทุกข์ 3.52 คะแนน
ประชาชน 62 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า ความสุขในยุครัฐบาล คสช. เพราะทำให้บ้านเมืองสงบไม่มีความวุ่นวาย
ประชาชน 41 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าความสุขเพราะรัฐบาลช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการลงทะเบียนคนจน
นี่คือความสุขของ 2 ประเด็น ที่คนไทยได้รับจากรัฐบาล คสช.
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแม้ผลสำรวจความเห็นประชาชนผ่านทุกสำนักโพลตลอดช่วง 3 ปีกว่าที่ผ่านมา คะแนนนิยมรัฐบาล คสช.มีแนวโน้มลดลง
แต่ไม่ได้ลดฮวบฮาบต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
คะแนนล่าสุด 6.48 เต็ม 10 ถือว่าไม่ขี้เหร่เกินไป
ถือว่ารัฐบาล คสช.ยังประคองตัวได้ค่อนข้างดี
“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยกับผลสำรวจ “กรุงเทพโพล”
เพราะการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จควบคุมไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ไม่มีการปลุกม็อบประท้วงปิดบ้านปิดเมืองอย่างที่ผ่านมา
ทำให้คนที่เบื่อหน่ายความวุ่นวายทางการเมืองรู้สึกพอใจ
และถึงแม้รัฐบาลยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้องชาวบ้านไม่สำเร็จอย่างที่ฉายหนังโฆษณา
แต่รัฐบาล คสช.ทุ่มงบอัดฉีดโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อยผ่านการลงทะเบียนคนจนทั่วประเทศ 11 ล้านคน
โครงการแจกเบี้ยยังชีพคนชราอีก 8 ล้านคน โครงการอัดฉีดช่วยเหลือเกษตรกรรายครัวเรือน และโครงการอัดฉีดแจกกระจายอื่นๆอีกมากมายหลายขบวน
ถึงแม้การอัดฉีดแจกกระจายจะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน
แต่อย่างน้อยการโอนเงินใส่บัตรเครดิตคนจน ให้เอาไปรูดซื้อสินค้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพคนละ 500 บาทต่อเดือน ก็ช่วยแก้ขัดหนักขัดเบาไปได้พอสมควร
แถมล่าสุด รัฐบาลยังเปิดโครงการช่วยเหลือคนจนรอบ 2 ฉลองเทศกาลตรุษจีนสำหรับผู้ลงทะเบียนคนจนกับรัฐบาลอีก 5.3 ล้านคน
โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้ตํ่ากว่า 3 หมื่นบาทต่อปี และผู้มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ไปแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพิ่มทักษะอาชีพเพื่อให้หลุดพ้นความยากจนอย่างยั่งยืน
ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์!
โดยรัฐบาลจัดโครงการฝึกอาชีพให้เลือกกว่า 590 อาชีพ สามารถรองรับจำนวนผู้สมัครอบรมได้ไม่ตํ่ากว่า 4 ล้านคน
“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่านอกจากเปิดคอร์สพัฒนาอาชีพคนจนฟรีทั่วประเทศ 4 ล้านคน
รัฐบาลยังจัดโปรโมชั่นจูงใจ สำหรับผู้ที่สมัครเข้ารับการอบรมทุกคน จะได้รับอัดฉีดเบี้ยคนจนเพิ่มฟรีๆจากรัฐบาลอีกคนละ 200 บาทต่อเดือน
แจกกันอุตลุดขนาดนี้...คะแนนความสุขต้องเพิ่มซะแล้วโยม.
"แม่ลูกจันทร์"

ไม่ได้บอกว่าจะไม่ออก

"ผมไม่ได้บอกว่า พลเอกประวิตร" จะไม่ลาออก....แต่ บอกว่า ท่าน จะทำงาน ต่อไป....อย่าง มั่นคง และ หนักแน่น!!!"
"เสธ.ต้อง" พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม

ไม่ได้หาเสียง ขอเวลาไม่นาน

ไม่ได้ มาหาเสียง!!
ไม่ได้มา เพื่อการเมือง!!
แต่ ขอเวลาอีกหน่อย !!
เลือกตั้ง มันต้องมี แต่ต้องเลือกให้เป็น !!
"บิ๊กตู่" เยือน เมืองตราด. วอนชาวบ้าน อย่าให้ใครมาชักพา เพื่อนำไปสู่ความขัดแย้ง
วันนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ท้องถิ่น ต้องคิดกันใหม่ รัฐบาลจะทำเท่าที่มีเวลาทำได้และ 3 ปีมานี้ก็รบกับหลายเรื่อง เราทำเพื่อทุกคน วันนี้บ้านเมือง ยังไม่เรียบร้อย ก็ขอเวลาหน่อย เพราะวันหน้าถ้ายังไม่เรียบร้อย ทุกอย่างก็วุ่นไปหมด
เราต้องคิดใหม่ ว่าจะทำบ้านเมืองไปอย่างไร ถามว่าประชาธิปไตย ใช่ไหม ตอบว่าใช่ มันต้องมีไหม มันต้องมี ผมไม่เคยคิดว่ามันไม่ต้องมี มันต้องมี แต่ต้องเลือกให้เป็น"นายกฯ กล่าว

ผบ.ทบ.ยังมองบวก..

"บิ๊กเจี๊ยบ" ถก 2วง ทั้ง คสช.-นขต." มองแง่ดี การเมืองเป็นไปด้วยดี แม้มีกลุ่มต่างๆเคลื่อนไหว แต่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย สั่งเดินหน้าโรดแมพ มุ่งสู่เลือกตั้ง พร้อม ดูแลความสงบเรียบร้อยและหนุนโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน”7,663 ชุดลงพื้นที้/ ลดจำนวนทหาร กกล.รส.2พันคน ประหยัดงบฯ
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และ. ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ลธ.คสช.)
หลังจากนั้น เป็นการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (ผบ.นขต.ทบ.)
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. กล่าวว่า พลเอก เฉลิมชัย กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาว่า มีความเรียบร้อยในระดับหนึ่ง
แม้จะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ก็เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย
โดยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถดูแลให้เกิดความเรียบร้อยภายใต้กฎหมายปกติ
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการเข้าสู่ระยะที่ 3ตาม Road Map ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คือ การเลือกตั้ง ทั้งระดับท้องถิ่น และระดับประเทศนั้น
ในขณะนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีการพิจารณาปรับลดกำลังพลในส่วนของ "กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย"(กกล.รส.) เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพการณ์ในห้วงเวลาต่อไป
รวมทั้งเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณ โดยคาดว่าจะลดกำลังได้ประมาณ 2,000 อัตรา
ในขณะที่การปฏิบัติงานยังคงมุ่งสู่การดูแลความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมาย การสนับสนุน งานตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการดูแลช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ในการทำงานของกองทัพบกในนามของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย พลเอก เฉลิมชัย ได้เน้นย้ำให้ดำรงความมุ่งหมายในการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรวม แก้ไขปัญหาในทุกสถานการณ์อย่างเหมาะสมด้วยความระมัดระวัง มีความยืดหยุ่น ภายใต้การดำรงไว้ ซึ่งกรอบของกฎหมาย และความสงบสุขของสังคมอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะการสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาล ขอให้ทุกส่วนได้ศึกษาในรายละเอียด รวมถึงกำหนดและบริหารจัดการวิธีการปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนโยบาย
ทั้งนี้ ในช่วงต่อไป กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและช่วยขับเคลื่อนโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน”
ซึ่งพลเอก เฉลิมชัย มอบหมายให้ทุกหน่วยได้คัดสรรเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถในการอธิบายและสร้างความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม และพร้อมปฏิบัติงานร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ในนาม ทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยระดับตำบล 7,663 ตำบล ซึ่งจะเริ่มโครงการในเดือนกุมภาพันธ์นี้
พลเอก เฉลิมชัย ยังได้แสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์บ้านเมือง จะเป็นไปด้วยดี พร้อมระบุว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังเป็นกลไกหลัก ที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมพ ซึ่งผู้บังคับหน่วยและทุกส่วนงาน จำเป็นที่จะต้องทุ่มเทการทำงานเพื่อส่วนรวม ดูแลช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน สร้างให้สังคมไทยเดินหน้าไปตามกลไกที่กำหนดไว้

อาการ “บิ๊กป้อม” ชี้วัด ชีพจรประเทศไทย

อาการ “บิ๊กป้อม” ชี้วัด ชีพจรประเทศไทย


ผ่า 4 ปี คสช.ศรัทธา“ถอย” กองหนุน “สะอึก”
อากาศเมืองไทยยังแปรปรวน มีทั้งฝน ร้อน หนาว แยกฤดูไม่ออก
พานให้คนสุขภาพไม่แข็งแรง ภูมิคุ้มกันไม่ดี เจ็บป่วยไปตามๆกัน
โดยสภาวะอากาศที่ล้อไปกับห้วงบรรยากาศทางการเมืองที่รัฐบาลของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็กำลังตกอยู่ในสภาวะ “ภูมิคุ้มกัน” ลดลง
ตามกาลเวลาที่ผ่านการบริหารมา 3 ปีกว่า ย่างปีที่ 4 เข้าสู่ท้ายเทอม
กระแสเร้าเลือกตั้งตามธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆ
ในอารมณ์ที่ดูเหมือนรัฐบาลทหารทำอะไรก็ผิด ติดๆขัดๆไม่ไหลลื่นเหมือนขวบปีแรก
แต่อย่างไรก็ดี มันยังมีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังติดลมบนมาเป็นตัวช่วยประคองสถานการณ์ ตามข่าวดีที่การันตีโดยสื่อระดับโลก เว็บไซต์ U.S. News&World Report ของสหรัฐอเมริกา เปิดผลสำรวจล่าสุดยกให้ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ประเทศที่เหมาะเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดในโลก
ครองอันดับติดต่อกัน 2 ปีซ้อนๆ
ตามรูปการณ์ที่รัฐบาลต้องเดินหน้าตีเหล็กกำลังร้อน “นายกฯลุงตู่” กับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ กดปุ่มใส่เกียร์ห้าเร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ตามจังหวะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำคลอดกฎหมายรองรับ
เพราะนี่คือฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศในอนาคตนับจากนี้ไป
แรงกระแทกทางการเมืองหนักๆแต่เศรษฐกิจก็ยังเอาอยู่
ประกอบกับยุทธศาสตร์ คสช.ที่ดูจะผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดี ประเมินจากการที่ คสช.จัดการรับมือกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนที่ออกมากดดันการเลื่อนเลือกตั้ง
สังเกตจากการปล่อยให้เครือข่ายแกนนำขบวนการต่อต้าน คสช.หน้าเดิมๆของฝ่ายความมั่นคง อย่าง “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายรังสิมันต์ โรม นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ฯลฯ รวมพลในนามขบวนการใหม่ “Start Up People” แสดงพลังต้าน คสช.สืบทอดอำนาจ บนสกายวอล์ก แยกปทุมวัน
แต่ผ่านไปไม่กี่วัน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับมอบอำนาจจาก คสช.เข้าร้องทุกข์ที่ สน.ปทุมวัน
เพื่อดำเนินคดีกับแกนนำเคลื่อนไหว “Start Up People” ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ในการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการเลื่อนเลือกตั้ง
สำทับด้วยเสียงเข้มๆของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำเลยว่า ฝ่ายความมั่นคงยังเข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย เพราะเกรงว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงและนำพาบ้านเมืองกลับไปสู่สถานการณ์เดิม
เพราะประเทศเราเคยมีบทเรียนที่เจ็บปวด มีความสูญเสียในอดีต
ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
เป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดี การเรียกร้องและการชุมนุมสามารถแสดงออกได้ แต่อะไรที่ขัดเจตนารมณ์กฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการ
นี่คือมิติใหม่ที่ทหารไม่ได้ใช้ปืนใช้กำลังบังคับเหมือนอดีต แต่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ
นั่นก็เท่ากับเลี่ยง “น้ำผึ้งหยดเดียว”
ดังนั้น สถานการณ์แหลมๆเสียวๆที่มีพวกพยายามปั่นพยายามลุ้นให้นักศึกษา นักวิชาการ ปัญญาชน เผชิญหน้ากับทหาร ล้อประวัติศาสตร์เดือนตุลา เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ดูแล้วยังห่างไกลความจริง ทั้งเงื่อนไขและหัวเชื้อชนวนก่อไฟ
เรื่องของเรื่อง จุดอ่อนไหว สถานการณ์หนักหนาสุดของรัฐบาล คสช.ตอนนี้ก็มีแค่จุดเดียว
ปรากฏการณ์แบบที่ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม โดนถล่มลากยาวแบบข้ามปี เจอกระแสไล่บี้ปมนาฬิกาหรูไม่ได้หายใจหายคอ
เจ้าตัวเองยังออกปากยอมรับในชีวิตไม่เคยโดนหนักอย่างนี้มาก่อน
โดยเฉพาะสถานการณ์หลังจากที่ “พี่ใหญ่” พูดเปิดใจบนเวทีงานเลี้ยงอาหารกลางวันให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และข้าราชการกระทรวงกลาโหม รวมถึงสื่อมวลชนสายทหาร เนื่องในโอกาสปีใหม่ 2561
โยงความถึงเรื่องนาฬิกาหรูเป็นนัย
“ทหารไม่ได้มีความขัดแย้งกันกับสื่อ และการที่สื่อนำเสนอข่าวตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องการที่จะให้เป็นเช่นนั้น ผมไม่ได้มาขอร้อง ว่าจะต้องทำอย่างนั้นหรือทำอย่างนี้ แต่อยากจะบอกสื่อสายทหารว่า ผมรับราชการมาตั้งแต่ปี 2511 จนถึงขณะนี้ผ่านมา 50 ปีแล้ว ไม่เคยมีเรื่องอะไรหนักๆ
ก็ดูเอาแล้วกันว่าผมได้ทำอะไรที่เสียหายกับประเทศชาติบ้านเมือง หรือไม่ ผมเข้ามาเพราะอยากจะช่วยเหลือบ้านเมืองอยากทำงานในบ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากกับสื่อว่า อยากให้ดูว่าผมทำงานมาตลอด 50 ปี ได้ทำอะไรไว้บ้าง”
เท่านั้นแหละ โพลนับสิบน้อยร้อยปล่อยกันว่อนโซเชียลมีเดีย
แน่นอน ตามฟอร์มสถานการณ์ที่กระแสนาฬิการ้อนกำลังไหล ตัวเลขผลที่ออกมาเข้าเหลี่ยมขบวนการโห่ไล่ เสียงส่วนใหญ่อยากให้ “บิ๊กป้อม” ออกไป
มันก็ยิ่งมัดคอ “พี่ใหญ่” แน่นเข้าไปอีก
การณ์กลับกลายเป็นว่า จากอารมณ์เบื้องลึกของ “บิ๊กป้อม” ที่พูดด้วยความรักศักดิ์ศรีและมั่นใจว่าทั้งชีวิตไม่เคยทำอะไรให้บ้านเมืองเสียหาย และยังรักษาความสงบไว้ได้ จึงหลุดคำพูดด้วยอารมณ์ว่า ถ้าประชาชนไม่เอาก็จะไป แต่หารู้ไม่ว่า เท่ากับเป็นการเอาบ่วงรัดคอในทันใด
เป็นเหยื่อที่ถูกรุมขย้ำในทันที
จากปมนาฬิกาหรูที่ยังไม่ผิดกฎหมาย แต่ล่อแหลมในมุมจริยธรรม กระแสชี้นำเตลิดไปไกลแล้ว
แนวโน้มเข้าเหลี่ยมขบวนการโค่น “พี่ใหญ่” ล้มต้นไทรเกราะกำบัง คสช. รายการ “กฐินสามัคคี” ที่มีเจ้าภาพเพียบ ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯที่ล่อเป้ามาอย่างต่อเนื่องตามท้องเรื่องที่โยงจากอาการฝังแค้นคดีลอบสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” ไหนจะนักการเมืองทั้งเพื่อไทยประชาธิปัตย์ ที่จ้องเตะตัดขาขุมอำนาจ คสช.
โดยเฉพาะขุมข่ายที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์
แต่ที่แน่ๆสถานการณ์มาถึงตรงนี้ “บิ๊กป้อม” จะถอยไปเลยก็ไม่ได้ เพราะเท่ากับยอมรับสภาพที่โดนถล่มจนสะบักสะบอมมอมแมม
ขณะที่ “บิ๊กตู่” ก็ยากจะตัด “พี่ใหญ่” ออกจากรัฐบาล เพราะมันจะฆ่าซ้ำ “บิ๊กป้อม” ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
ที่สำคัญด้วยความเป็น “น้องเล็ก” ที่ต้องพึ่งพิงกับ “พี่ใหญ่” ตลอด จนเหมือนขาดกันไม่ได้ แบบที่ “บิ๊กตู่” สะท้อนท่าทีมาตลอด ทั้งการพูดทีเล่นทีจริง “พี่ป้อม” ต้องอยู่กับผมจนตายกันไปข้าง หรือการแอ่นอกการันตี “พี่ใหญ่” เป็นคนดี ไม่อย่างนั้นเลิกคบกันนานแล้ว
จนมาถึงปมนาฬิกาที่ “บิ๊กตู่” ก็ออกตัวเคลียร์เลยว่า เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน
“น้องเล็ก” ออกแรงอุ้ม “พี่ใหญ่” ทุกครั้ง ซึ่งมันก็ไม่แปลก ถ้าประเมินจากคุณูปการอีกด้านของ พล.อ.ประวิตร ที่โดดเด่นงานถนัดด้านความมั่นคงและเป็นมือประสานผู้มากบารมี ทำให้ตลอด 3ปีกว่า ที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาล คสช. บ้านเมืองสงบ ปลอดม็อบป่วนเมือง อันเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อสถานการณ์ฟื้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ตรงกันข้าม ประเมินสถานการณ์เสียวๆหากขาด “บิ๊กป้อม” ไป
ผีการเมือง ปีศาจความขัดแย้งที่แฝงตัวอยู่ใต้อำนาจพิเศษได้ฟื้นจากหลุมกลับมาอาละวาดแน่
ตามเค้าลางแบบที่ขบวนการแฝง “ขั้วอำนาจโบราณ” ขยับยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการเคลื่อนไหวของ ม็อบ กปปส. ม็อบพันธมิตรฯชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อให้มีผลผูกพันกับทุกองค์กร หลังแกนนำกำลังถูกดำเนินคดีในศาลยุติธรรม
อำนาจแฝง “สายป๋า” เริ่มยุทธการเขี่ยหัวเชื้อม็อบ ตามจังหวะที่นักการเมืองโหมกดดันเลือกตั้ง หวังทวงอำนาจคืนจากทหาร โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยลูกทีม “ทักษิณ” ที่ถือแต้มต่อในสนาม
ตามรูปเกมหนีไม่พ้นเกมตะลุมบอน ตีกันเละแน่ ลากบ้านเมืองกลับไปลงเหว
แถมแนวโน้มจะยิ่งหนักกว่าเดิมหลายเท่า เพราะไม่มีใครเอาอยู่แล้ว
นี่คือจุดที่ “นายกฯลุงตู่” พะว้าพะวัง สองจิตสองใจ
คนไทยส่วนใหญ่เองก็ชั่งใจลำบาก
จากจุดเริ่มต้นที่ฝากความหวังให้ “ลุงตู่” และทีมงาน คสช.นำการปฏิรูปที่สวยหรู สู่เมืองไทยในฝัน แต่มันดันมี “จุดดำ” ปมของ “พี่ใหญ่” โผล่มาให้แคลงใจ เสียดแทงอารมณ์
กับเงื่อนไขอำนาจพิเศษจะมีข้องดเว้นเรื่องโปร่งใสให้หรือไม่.
“ทีมการเมือง”

สูตรครม.ป.6

สูตรขยับ"3ป."ที่ลงตัวที่สุด.....หาก"บิ๊กป้อม" ลาออก หลัง ปปช.สรุปผลว่า "ไม่ผิด"กรณี ใส่นาฬิกาเพื่อน

"บิ๊กตู่" นายกฯควบ รมว.กลาโหม และหัวหน้า คสช. เพราะยากที่จะหาใครมีบารมี และคุมกองทัพได้อยู่ เท่า บิ๊กป้อม
"บิ๊กป๊อก" เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง แทน พร้อมควบ รมว.มหาดไทย
"บิ๊กป้อม" เป็น รองหัวหน้า คสช....แต่ยังเป็น รมว.กลาโหม เงา อยู่ เบื้องหลัง...แถม free fall เคลื่อนไหวทางการเมือง เบิ้องหลัง ต่อได้สบายๆ
ปรับครม."ประยุทธ์6" มีสัดส่วน นักการเมือง เพิ่มขึ้น.....อุ่นเครื่อง เลือกตั้ง ปี2562

"บิ๊กป้อม" ไม่ยึดติดเก้าอี้ แต่เพราะต้องประเมินผล ที่จะตามมา และ เหตุจะลาม ถึง บิ๊กตู่ และรัฐบาล คสช.หรือไม่ !!

รอ .....ดู......ชม !!!

เอกชัยจี้ประวิตรออก

"เอกชัย หงส์กังวาน"บุกเดี่ยว หน้ากห. นำผลโพลล์ ThaiPBSและ เพจDrama Addict จี้"บิ๊กป้อม" ให้รักษาคำพูด ลาออก ตามที่ได้ประกาศไว้ ติงอย่า โยง บิ๊กป้อม อยู่ต่อกับ ถ่ายทอดสด บอลโลก

นายเอกชัย หงส์กังวาน มาตามนัด...09.45 น. นำผลโพลล์ ของ ThaiPBSและ เพจDrama Addict  ที่มีคนโหวตหลักแสน ต้องการให้ พลเอกประวิตร ลาออก มาโชว์ ที่กลาโหม พร้อมบอกสื่อว่า พลเอกประวิตร พูดแล้วว่า "ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมจะไปจากตรงนี้" ถือว่า คำพูดผูกมัด ตัวเอง แล้ว ขอให้พิจารณาลาออก โดยไมาได้กำหนดว่า ต้องภายในเมื่อใด แล้วแต่ท่าน แล้ว ท่านได้พูดแล้ว ส่วนเพจ Change.org  ที่ทำโพลล์หนุน ให้อยู่ต่อนั้น ไม่รู้ว่า ใครทำ อาจตั้งขึ้นมา แต่ไม่ควรเอาไปโยงกับ ฟุตบอลโลก ผมว่า ไม่เกี่ยว พลเอกประวิตร จะอยู่หรือไม่อยู่ เราก็ได้ดู ฟุตบอลโลก อยู่แล้ว

หลังทำกิจกรรม หน้าป้ายกระทรวงกลาโหม เสร็จ ..... จนท.นอกเครื้องแบบ ที่คุ้นเคย ก็พา นายเอกชัย ซ้อนท้าย มอเตอร์ไซค์ กลับออกไป โดยใช้เวลา ไม่เกิน5 นาที โดยมี  สห. และ หน่วยข่าว มาดูสถานการณ์ เหตุการณ์ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย

โดยทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นงงง !!

กำลังใจยังดีอยู่

กลาโหม ยัน"บิ๊กป้อม"ยังไม่ลาออก

ยัน"บิ๊กป้อม" ยังมีกำลังใจที่ดี สุขภาพแข็งแรงดี มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นและมั่นคง
ในการทำงานเพื่อชาติและความมั่นคงของประเทศต่อ  ยันกองทัพเป็นหนึ่งเดียว วอน สังคม เปิดกว้างรับฟังด้วยใจเป็นกลาง และพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ รอบด้าน  /โฆษกกลาโหม เผยวันนี้บินไปประชุมกลาโหมอาเซียนที่สิงคโปร์ กลับมา7 กพ.คุยประธานเสธ.ร่วม กองทัพสหรัฐอเมริกา  ยันยังเข้มแข็งและมีกำลังใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกร้องให้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลาออก และผลโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนนั้น

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นกันในสังคมประชาธิปไตย  ถือเป็นมุมมองที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ เปิดกว้างรับฟังด้วยใจเป็นกลาง และพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ รอบด้าน   

เชื่อว่าทุกคนต่างมีประสบการณ์และบทเรียนร่วมกันมาแล้ว ความพยายามยับยั้งชั่งใจกันด้วยเหตุผล จะทำให้เราสามารถผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน
 
ขอให้เชื่อมั่นร่วมกันว่า กองทัพยังเป็นเอกภาพและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่จะทำหน้าที่หลักประกันความมั่นคงของประเทศเคียงข้างประชาชน 

พร้อมทั้งขอยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ยังมีกำลังใจและสุขภาพแข็งแรงดี มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นและมั่นคง  ที่จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ เป็นแกนหลักในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความปลอดภัยของสังคมต่อไป  

โดยระหว่าง 5-7 ก.พ. 61  พล.อ.ประวิตร มีภารกิจสำคัญเดินทางไปร่วมประชุมกับ รมว.กห.ประเทศต่างๆในอาเซียน ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกันดูแลความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน 

และเมื่อเดินทางกลับมาถึง ใน 7 ก.พ. 61 เวลา 1400 มีกำหนดการต้อนรับง พล.อ.Joseph F. Dunford Jr.  ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม กองทัพสหรัฐอเมริกา  ที่ ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อหารือประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและอเมริกา

ยิ้มสู้

"บิ๊กป้อม" ยิ้มรับ ....กำลังใจยังดี ทำงานต่อ หลัง โฆษกกลาโหม แถลง "บิ๊กป้อม" ยังแข็งแรง สุขภาพดี และ กำลังใจดี เข้มแข็ง ทำงานเพื่อชาติ ต่อ อย่างมั่นคง และหนักแน่น !!

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกฯและรมว.กลาโหม. ได้แต่ยิ้มให้นักข่าว ..หลังถูกถาม ว่ายังมีกำลังใจดี อยู่ใช่หรือไม่ ในการทำงานต่อไป.....แต่ไม่ตอบคำถามใดๆ ก่อนเดิน เข้า ห้องรับรอง ท่าอากาศยานทหาร กองบิน6 ดอนเมือง

เพื่อ เดืนทางไปประชุม รมว.กลาโหม อาเซี่ยน อย่างไม่เป็นทางการADMM Retreat และ รมว.กลาโหม Asean +จีน ที่สิงคโปร์ 5-7กพ.แะ ร่วมชมงาน Singapore Airshow 2018 ด้วย

โดยก่อน ออกเดินทาง พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม ยืนยันว่า พลเอกประวิตร จะทำงานต่อไป อย่างหนักแน่น และมั่นคง  สยบกระแสข่าว การลาออก

ขาดป.ประวิตร

สวมหมวก แค่2 ใบ!!

"นายกฯบิ๊กตู่" พร้อม "บิ๊กป๊อก" ลงพื้นที่ จ.ตราด เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้พิพิธภัณฑ์บริหารจัดการน้ำและป่าชายเลน ชุมชนบ้านเปร็ดใน....
ท่ามกลางกระแสข่าว "บิ๊กป้อม"พลเอกประวิตร จะลาออก โดยนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคสช. จะควบ รมว.กลาโหมเอง

ส่วนพลเอกอนุพงษ์ จะเป็น รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงควบ รมว. มหาดไทย

แต่วันนี้ พลโท คงชีพ โฆษกกลาโหม ออกมายืนยันว่า พลเอกประวิตร ยังมีกำลังใจดีสุขภาพ ร่างกายแข็งแรง จิตใจเข้มแข็งพร้อมที่จะทำงานต่อเพื่อประเทศชาติ และประชาชน อย่างมั่นคงหนักแน่นต่อไป

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

จะเลือกใคร

ฉบับประจำวันที่ 2-8 กุมภาพันธ์ 2561

"คนบางกลุ่ม บางฝ่าย พยายามจะให้ทุกอย่างกลับมาเป็นแบบเก่า ดังนั้น ขอให้เลือกเอาแล้วกันว่า

จะเอาแบบผม หรือจะให้กลับมาที่เดิม"

คําประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหารครบรอบปีที่ 60 และงานเกียรติยศจักรดาวประจำปี 2561

สำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของ คสช. และของ พล.อ.ประยุทธ์

เท่ากับเป็นการเสนอให้ "ประชาชน" ตัดสินใจ "เลือก" ว่าจะเอาอย่างไรระหว่าง "แบบผม" กับ "กลับที่เดิม"

ซึ่งแน่นอน พล.อ.ประยุทธ์ ดูจะยังมั่นใจว่า คำตอบ จะอยู่ข้างฝ่ายตน
มากกว่าจะโอนเอียง ไปยัง "ที่เดิม" อันมีนัยไปถึง "นักการเมือง"

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอ ของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ถือว่า "ล่อแหลม"
ล่อแหลม ว่า ข้อเสนอนี้จะพัฒนาไปในทิศทางที่ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอหรือไม่ว่า
"จะเอาทหาร หรือไม่เอาทหาร"
เพราะเมื่อไปถึงจุดนั้น "ความเหนือกว่า"ของฟาก คณะรัฐประหาร อาจจะเหลือไม่มาก

และนี่จึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ มีผู้ไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง

ด้วยเพราะ"การเลือกตั้ง" เปิดพื้นที่ให้ พวก"แบบเก่า"คือนักการเมือง ยกระดับทางเลือก "จะเอาทหาร หรือไม่เอาทหาร" ขึ้นมานำเสนอต่อสังคม อย่างเปิดกว้างขึ้น

เหตุนี้ การล็อคตายนักการเมือง การเลื่อนเลือกตั้ง จึงถูกนำมาเป็นยุทธวิธี ของฝ่าย "แบบผม"อย่างโจ่งแจ้งตอนนี้

พร้อมๆกันนั้น
ฝ่าย"แบบผม"ก็เร่งเดินหน้า โรดโชว์ตนเอง ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน"แทบจะทันที

ทั้งในระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล
โดยจะปูพรมลงไปพบประชาชน ใน 7 หมื่นกว่าหมู่บ้าน ในกรอบมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง การพัฒนา และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ประหนึ่ง "เอาแบบผม"ไป ขาย ทุกหลังคาเรือน เลยก็ว่าได้
ขณะเดียวกัน ก็อ้าง"เพื่อความสงบ" เดินหน้าเอาผิด กลุ่มคนไม่กี่ร้อยคน ที่แสดงออก "ไม่เอาผม" อย่างหนักหน่วง

หมายเรียก หมายจับ ว่อนแบบ "เรียงหัว" ชนิดไม่ยอมให้กระดิกกระเดี้ย

นี่กระมัง ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าประกาศท้าทาย "จะเอาแบบผม หรือจะให้กลับมาที่เดิม"

แต่กระนั้นก็อย่าหวังว่าจะเห็นความกล้าหาญ เปิดให้พิสูจน์ ผ่านเวทีเลือกตั้ง โดยเร็ว

เพราะ คำว่า "ขาลง" ก็ยังตามหลอกหลอนอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
ทำให้หลายคนจับอาการ ภาวะ"ปากกล้า ขาสั่น" ได้ไม่ยาก

Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

https://www.facebook.com/matichonweekly/

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

มาแบบนี้....ในเวลานี้....ใครๆ ก็ต้องคิดว่า เป็น "ม็อบจัดตั้ง"!!??

มาแบบนี้....ในเวลานี้....ใครๆ ก็ต้องคิดว่า เป็น "ม็อบจัดตั้ง"!!??
แม้ ชาวบ้าน ที่มา จะยืนยันว่า ไม่มีใครสั่ง นัดแนะให้มา แต่ นัดกันเอง หลังอ่านข่าว ดูข่าว แล้ว เห็นว่า พลเอกประวิตร น้อยใจ จนประกาศว่า ถ้าประชาชน ไม่ต้องการ ก็พร้อมจะลาออก... จึงพากันมา ให้กำลังใจ เพราะ มองว่า เรื่องนาฬิกา เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เรื่องส่วนตัว ขอให้ประเทศชาติ มาก่อน ทำเพื่อบ้านเมือง ขอให้กำลังใจ ทำงานต่อไป อย่าลาออก
"ถ้าจัดตั้ง จะมามากกว่านี้"
"มากันเอง ขึ้นแท็กซี่ มา"
"มาเอง กว่าจะถึง ยังหลง เลย"
"มัน เรื่องการเมือง"
มาให้กำลังใจ กันแบบนี้ ในขณะนี้ ...ยิ่งจะทำให้ เกิดผลเสีย มากกว่าผลดี ต่อ พลเอกประวิตร

เปล่าจัดตั้งมวลชนเชียร์บิ๊กป้อม

ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยว!!
"บิ๊กปื๊ด" พลเอกรุ่งโรจน์ จำรัสโรมรัน ผช.รมว.กลาโหม และเพื่อนรัก ตท.6 ของ บิ๊กป้อม ลงมาพบ มวลชน 30 คน ให้กำลังใจ พลเอกประวิตร จากวิกฤตินาฬิกา ที่หน้ากลาโหม .....ยัน ไม่ใช่ มวลชนจัดตั้ง ไม่เกี่ยวๆ ส่วนผม มาเป็นตัวแทน พลเอกประวิตร มาขอบคุณแทน และจะนำไปแจ้งให้พลเอกประวิตร รับทราบ

มาแล้ว! กองเชียร์บิ๊กป้อม โผล่ชุมนุมหน้ากห. ชี้ โดนการเมืองเล่นงาน วอนให้อยู่ต่อ

มาแล้ว! กองเชียร์บิ๊กป้อม โผล่ชุมนุมหน้ากห. ชี้ โดนการเมืองเล่นงาน วอนให้อยู่ต่อ


“กลาโหม” เปิดรับ มวลชน แห่ให้กำลังใจ “ประวิตร”

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่หน้ากระทรวงกลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนชาวบ้านคลองลาดพร้าว กลุ่มชาวบ้านตลิ่งชัน กลุ่มพ่อค้า อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ชาวบ้าน จ.สมุทรปราการ ราว 40 คน เดินทางมาให้กำลังใจพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายหลังกรณีที่กล่าวเปิดใจว่า หากประชาชนไม่ต้องการตนเองก็พร้อมจะออกจากตำแหน่งโดยมี พล.อ.รุ่งโรจน์ จำรัสโรมรัน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนพล.อ.ประวิตรมา ต้อนรับ

โดย พล.อ.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีติดภารกิจ จึงมอบหมายให้ตนมาเป็นตัวแทน ซึ่งตนจะนำเรียนท่านประวิตร ว่ามีประขาชนหลายจังหวัดมาให้กำลังใจ และขอขอบคุณทุกกลุ่มที่มาในวันนี้

ขณะที่ประชาชนที่ให้กำลังใจ พูดเสียงเดียวว่า ที่มาวันนี้ไม่ได้นัดแนะมา หรือจัดตั้งกลุ่มมาให้กำลังใจ พร้อมทั้งเชื่อมั่นในตัวพล.อ.ประวิตร เพราะที่ผ่านมาท่านทำประโยชน์ให้มากมาย แต่ที่ผ่านมามองว่าเป็นเรื่องการเมือง และอยากให้ท่านสุขภาพแข็งแรง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหว ของ พล.อ.ประวิตร ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ต้อนรับคณะ นาย Song Young-moo (ซง ยอง-มู) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ เข้าเยี่ยมคำนับ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย และเกาหลีใต้ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก่อนการเข้าเยี่ยมคำนับ จะมีพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ณ ลานอเนกประสงค์ ในศาลาว่าการกลาโหม

ขณะที่ช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร เดินทางไปประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเตรียมปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศครั้งใหญ่ ควบคู่กับการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

ยุคท็อปบูตไม่ได้ใช้ปืน

ยุคท็อปบูตไม่ได้ใช้ปืน


จับอาการห้วง 2-3 วันที่ผ่านมา จะสังเกตได้เลยว่า “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พยายามผ่องถ่ายแรงเสียดทาน

ประคองกระแสในโหมดสถานการณ์เลื่อนเลือกตั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยมุกวัดใจ “เลือกเอาแล้วกันว่าจะเอาแบบผม หรือจะให้กลับมาที่เดิม” ถามใจประชาชนส่วนใหญ่ แก้ลำที่ถูกไล่ต้อนทวงถามสัญญาที่ประกาศไว้

ต่อเนื่องกับลีลาอารมณ์ศิลปินที่ยกเอาท่อนฮุกสำคัญของเพลงคืนความสุข ที่โดนมัดคอตรงท่อน “ขอเวลาอีกไม่นาน” โดย “ลุงตู่” ขอเน้นบ้างตรงท่อน “แผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา”

โน้มน้าวให้พลังเงียบในสังคมอดใจรอเป้าหมายปลายทางสุดท้าย

ที่แน่ๆกับประโยคที่ผู้นำรัฐบาล คสช.พูดกันเป็นนัย “ศึกหนักยังไม่จบ” ในช่วงสนทนากับตัวแทนมูลนิธิทหารผ่านศึกฯที่เข้ามอบดอกป๊อปปี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

สัญญาณชัดเจนว่า “ลุงตู่” ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่

อย่างน้อยตามโรดแม็ปเดิมบวกกับอีก 90 วัน ที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.เลื่อนการบังคับใช้ออกไป ในการประคองเกมอำนาจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก่อนที่จะมีกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจนออกมา

มันเป็นเงื่อนไขสถานการณ์ที่หนีไม่ออก

บอกล่วงหน้าก็ไม่ได้ เพราะถ้าพลาดอีก เครดิตความเชื่อมั่นในคำพูดจะยิ่งถูกบั่นทอนหายไป

ท่ามกลางปัจจัยแทรกมากมาย ทั้งการส่อตีความร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และยังมีเรื่องของพระราชพิธีสำคัญ

ภายใต้ภาวะกดดัน ฝ่ายต้านยังโหมประโคมสถานการณ์ “อ่อนไหว”

“เซ็ตฉาก” ให้ปัญญาชน นักศึกษา นักวิชาการ ประจันหน้ากับทหาร

โดยมีนักการเมืองอาชีพพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ จ้องแหย่ไฟ พยายามลากบรรยากาศกลับไปวนเวียนประวัติศาสตร์เดือนตุลา ล้อพฤษภาทมิฬ

ดักคอ ดักทาง เตะตัดขา “ลุงตู่” ตีกินกระแส
แห่เกมทวงสัญญาเลือกตั้ง

แต่อย่างไรก็ดี ประเมินจากการที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับมอบอำนาจจาก คสช.เข้าร้องทุกข์ที่ สน.ปทุมวัน

เพื่อดำเนินคดี 1.นายรังสิมันต์ โรม 2.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 3.น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา 4.นายอานนท์ นำภา 5.นายเอกชัย หงส์กังวาน 6.นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ 7.นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ในการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการเลื่อนเลือกตั้ง ที่บริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน
นั่นก็สะท้อนว่า คสช.ไม่ได้กลัว “น้ำผึ้งหยดเดียว”

ตามรูปการณ์รัฐบาลไม่ได้หวั่นว่าจะเข้าเหลี่ยมฝ่ายต้าน “ลุงตู่” ที่พยายามก่อไฟ กระพือควัน “เซ็ตฉาก” ให้ปัญญาชนเผชิญหน้ากับทหาร

งานนี้เหมือนปล่อยให้ “ขาป่วน” เคลื่อนไหว ล่อให้เข้าเหลี่ยมคดีที่ฝ่ายความมั่นคงเคยดำเนินการไว้ ต่างคนต่างมีชนักปักหลัง โดนศาลคาดโทษ มีคดีโดนภาคทัณฑ์

ถึงวันนำตัวขึ้นศาลนั่นแหละ พวกที่บอกเป็นเกียรติที่โดนคดีจะรู้ว่าประเมินผิด

ในเมื่อท็อปบูตยุคนี้ไม่ได้ใช้อำนาจปลายปืน แต่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ

ถ้าหือก็ไปคุยกับศาลเอง

โดยรูปการณ์ที่ประเมินได้ “นายกฯลุงตู่” และทีม คสช.ไม่ฝ่อง่ายๆ

เพราะถ้าขืนปล่อยให้ขบวนการเคลื่อนไหวกดดันท้าทายกันได้สบายๆ ต่อไปกระแสก็จะลุกลามจากนักศึกษาหน้าซ้ำๆชื่อเดิมๆ

จะเพิ่มเติมด้วยพวกแฝงประโยชน์ในเกมมวลชน

แบบที่ม็อบเอ็นจีโอต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาสงขลาที่ขยับมาปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาล ได้เก้าจะเอาสิบ ไม่ยอมแค่นายกฯสั่งชะลอโครงการเท่านั้น แต่บีบให้ต้องสั่งยกเลิกโครงการเลย

นั่นไม่เท่ากับนักการเมืองที่รอกระโดดร่วมวงผสมโรง

ลุ้นจังหวะปลุกม็อบล้มรัฐบาล พลิกขั้วอำนาจ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

แจ้งเพิ่มอีก 32คน จาก 39คน คดีชุมนุมสกายวอล์ก ผิดพรบ.ชุมนุม ‘หนูหริ่ง-วีระ ‘ โดนด้วย!

แจ้งเพิ่มอีก 32คน จาก 39คน คดีชุมนุมสกายวอล์ก ผิดพรบ.ชุมนุม ‘หนูหริ่ง-วีระ ‘ โดนด้วย!


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ว่า จากกรณีวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมาพ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฎิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา เข้าพบพ.ต.ท.สมัคร ปัญญาวงศ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ปทุมวัน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ 1.นายรังสิมันต์ โรม 2.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 3.น.ส.ณัฎฐา มหัทธนา 4.นายอานนท์ นำภา 5.นายเอกชัย หงส์กังวาน 6.นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ 7.นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
ในข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ที่ทางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหววันที่ 25 ม.ค. เวลา 21.00 น. และวันที่ 27 ม.ค.เวลา 19.00 น. ที่บริเวณสกายวอล์ค แยกปทุมวัน ลงสมุดคดีอาญาที่ 121/61 ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและการรักษาความมั่นคงของชาติ และการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช้เป็นการกระทำ ภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช้เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่าวหรือกระด้าง กระเดื่อง ในหมู่ประชาชน ถึงขนาดจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 นั้น
ต่อมาวันที่ 30 ม.ค. นางนวพร กลิ่นบัวแก้ว ผอ.สำนักงานเขตปทุมวัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจุดที่จัดให้มีการชุมนุมเป็นพื้นที่สาธารณะพ.ต.ท.สมัคร จึงได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมเพิ่มเติม 39 ราย อาทิ
1. นายรังสิมันต์ โรม 2. นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 3. นางสาวณัฏฐา มหัทนา 4. นายอานนท์ นำภา 5. นายเอกชัย หงส์กังวาน 6. นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ 7. นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล 8. นายวีระ สมความคิด 9. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำการชุมนุม 10. นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ 11. นางมัทนา อัจจิมา แนวร่วมคนเสื้อแดง 12. น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาของ นายสิรวิชญ์ 13. นายเอกศักดิ์ สุพรรณขันธ์ 14. นางรักษิณี แก้ววัชระสังสี 15. นางจุฑามาศ ทรงเสี่ยงไชย 16. นางพรนิภา งามบาง แนวร่วมคนเสื้อแดง 17. นายกิตติธัช สุมาลย์นพ แนวร่วมกลุ่มนักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 18. นางสุดสงวน สุธีสร นักวิชาการกลุ่มคนเสื้อแดง 19. นายกันต์ แสงทอง นักวิชาการ 20. นายนพพร นามเชียงใต้ แนวร่วมกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ 21. นายสุวัฒน์ ลิ้มสุวรรณ นักวิชาการอิสระ 22. นางกมลวรรณ หาสาลี คนเสื้อแดงพระราม9 23. นางนัตยา ภานุทัต แนวร่วมคนเสื้อแดง 24. นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ ฉายา “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” 25. นางประนอม พูลทวี คนเสื้อแดงจังหวัดสมุทรปราการ 26. นายสงวน คุ้มรุ่งโรจน์ 27. นายสุรศักดิ์ อัศวะเสนา 28. นางพรวลัย ทวีธนวาณิชย์ 29. นางสุวรรณา ตาลเหล็ก 30. นางนภัสสร บุญรีย์ แนวร่วมคนเสื้อแดง 31. น.ส.อรัญญิกา จังหวะ นักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 32. นายพรชัย ประทีปเทียนทอง 33. นายวรัญชัย โชคชนะ แนวร่วมคนเสื้อแดง 34. นายนพเกล้า คงสุวรรณ แนวร่วมกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา 35. นายคุณภัทร คะชะนา 36. นายสามารถ เตชะธีรรัตน์ 37. น.ส.อ้อมทิพย์ เกิดผลานนท์ 38. นายวราวุธ ฐานังกรณ์ แนวร่วมกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และ 39. นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในความผิดฐาน “ร่วมกันชุมนุมในที่สาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากวังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป” อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคแรก ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว จะดำเนินการสืบสวน สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ยังมีผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 66 คน
ตร.ขอให้กลุ่มมวลชนและประชาชนได้รับทราบถึงข้อกฎหมายในเรื่องการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย อาจมีความผิดตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และนอกจากนี้การยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแตก จะเป็นความผิดทางกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษสูง

จังหวะ แนวโน้ม Start Up People กับ We Walk

จังหวะ แนวโน้ม Start Up People กับ We Walk


ทําไมต้องเป็น We Walk เดินเพื่อมิตรภาพและทำไมต้องเป็น Start Up People ทั้งๆ ที่เป็นกิจกรรมและการเคลื่อนไหวในประเทศ
อาจเป็นเพราะมาจาก People Go Network
อาจเป็นเพราะ 1 มาจากความริเริ่มของ “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” และอาจเป็นเพราะประสานเข้ากับ 1 กลุ่มประชาธิปไตยใหม่
แล้วทำไมต้องใช้ชื่อเป็น “ภาษาอังกฤษ”
หากดูจากองคาพยพซึ่งประกอบส่วนขึ้นเป็นกลุ่ม เป็นขบวนการ ก็ต้องยอมรับว่าด้านหลักมาจากคนรุ่นใหม่
สัมพันธ์อยู่กับสถานการณ์ในห้วง 1 ทศวรรษ
นั่นก็คือ ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 อย่างแนบแน่น
สถานการณ์นี้มีลักษณะ “โลกาภิวัตน์”
ถามว่า 2 การเคลื่อนไหวนี้มีสายสัมพันธ์ต่อกันและกันหรือไม่ ยกเว้นคำว่า People ที่ดำรงอยู่ทั้งที่ถนนมิตรภาพ และที่สี่แยกปทุมวัน
กระนั้น เมื่อดูข้อเรียกร้องก็แทบไม่แยกห่างออกจากกัน
ภายในข้อเรียกร้อง 4 ข้อที่อ่านกันบริเวณสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน มีอยู่ในข้อ 3 ผู้จัดกิจกรรม We Walk เดินมิตรภาพ และ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ต้องหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาและการดำเนินคดีทั้งปวง
ขณะเดียวกัน คำสั่งของศาลปกครองที่ให้การคุ้มครองชั่วคราวซึ่งกลุ่ม People Go Network เป็นเจ้าของเรื่อง
ก็ส่งผลสะเทือนให้กับกิจกรรม Start Up People
และส่งผลสะเทือนให้กิจกรรม “เดินเพื่อมิตรภาพ ส่งใจสู่เพื่อน” ของเครือข่ายภาคประชาชน 19 องค์กร จากลานจัตุรัสนครหาดใหญ่ ดำเนินไปด้วยความคึกคัก อบอุ่น

เป็นผลสะเทือนในด้าน “ความคิด” เป็นผลสะเทือนในด้าน “กิจกรรม”
แม้ว่าท่าทีในเบื้องต้นจากทางด้าน คสช.ต่อ “We Walk เดินมิตรภาพ” บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 21 มกราคม
จะรุนแรง แข็งกร้าว และมีลักษณะคุกคาม
กระนั้น นับแต่เวลา 02.00 น.ของวันเสาร์ที่ 27 มกราคม ท่าทีก็เริ่มเปลี่ยนจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ.2558
เป็นอานิสงส์ถึงการชุมนุมบริเวณ สกายวอล์ก แยกปทุมวัน
เป็นอานิสงส์ถึงการชุมนุมบริเวณลานจัตุรัสนครหาดใหญ่ และรวมถึงการค่อยๆ เคลื่อนไหวจากนครราชสีมามุ่งไปยังขอนแก่นบนถนนมิตรภาพ
และรวมถึง “เดินเพื่อมิตรภาพ ส่งใจสู่เพื่อน” ที่สวนลุมพินีในวันที่ 28 มกราคม
การออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลปกครองจึงเป็นจุดตัดและหัวเลี้ยวใหม่ในทางการเมืองซึ่งจะทำให้ คสช.และรัฐบาลต้องนำไปขบคิดพิจารณา
ท่าทีแบบที่เคยเห็นหน้าวัดพระธรรมกายจะยังคงอยู่หรือไม่
ท่าทีแบบที่เคยเห็นในบรรยากาศแห่งการลงประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 จะยังคงอยู่หรือไม่ จึงควรให้ความสนใจ
สถานการณ์อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้เป็นสถานการณ์อันเนื่องแต่ 2 ผลสะเทือน 1 ผลสะเทือนจากนาฬิกาหรู และ 1 ผลสะเทือนจากการยื้อการเลือกตั้ง 2 เรื่องนี้กระทบความรู้สึกของประชาชน
จึงนำไปสู่ความพยายาม “We Walk เดินมิตรภาพ” จึงนำไปสู่ Start Up People เกิดขึ้นทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด
ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะ “จบ” หรือ “คลี่คลาย” ไปอย่างไร

ยิ่งยุ่งก็ยิ่งยาว

ยิ่งยุ่งก็ยิ่งยาว


สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยุค คสช.ถูกตั้งฉายาเป็นสภา ฝักถั่ว สภาตรายาง สภาใบสั่ง และอีกมากมาย
ข้อสำคัญ “สนช.ลากตั้งชุดนี้” ยังขยันสร้างเรื่องเลอะเทอะให้ต้องเก็บกวาดเช็ดถูตามหลังอีกบานตะไท
เลอะเทอะอย่างไร “แม่ลูกจันทร์” ขอยกมาเป็นแซมเปิ้ลซัก 3 ประเด็น
เรื่องเลอะเทอะอันดับ 1, คือกรณี สนช.ลากตั้งใช้เสียงข้างมากลากไปแก้ไข พ.ร.บ.ป.ป.ช.ให้ประธาน ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ที่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้อย่างสบายอุรา
แค่นี้ยังไม่พอ ยังใช้เสียงข้างมากต่อวีซ่าให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมี “ลักษณะต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ ให้ลากยาวยั่งยืนต่อไปอีก 9 ปี
เหลือเชื่อจริงๆ พ่อเจ้าประคุณ
ทีนี้มาถึง เรื่องเลอะเทอะอันดับ 2,กรณี สนช.ลากตั้งกระเด้งรับใบสั่งแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก 90 วัน
ยิ่งกว่านั้นยังใช้เสียงข้างมาก ยกเลิกกติกาที่ห้ามจัดมหรสพต่างๆในการหา เสียงเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งใช้บังคับมานานกว่า 43 ปี
การเปิดช่องให้พรรคการเมืองจ้างมหรสพมาแสดงจูงใจประชาชนให้มาฟังการปราศรัยหาเสียง จึงเป็นการแก้ไขกฎหมายเอื้อประโยชน์พรรคใหญ่ๆทุนหนาได้เปรียบพรรคเล็กๆทุนน้อยกว่าอย่างชัดเจน
เท่ากับไปแก้กติกาที่ดีอยู่แล้วให้แย่ยิ่งกว่าเดิม
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าประเด็นนี้จะสร้างความยุ่งหยอยเป็นฝอยขัดหม้อในการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างแน่นอน!!
ทีนี้มาถึง “เรื่องเลอะเทอะอันดับ 3” คือ กรณี สนช.ลากตั้งใช้เสียงข้างมากลากไปแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. แหกออกนอกกรอบจากร่างของ กรธ.จนไม่เหลือเค้าเดิม
เช่น ล้มกติกาที่ห้ามผู้สมัคร ส.ว. แต่ละกลุ่มลงคะแนนเลือกกันเอง
โดยกำหนดกติกาใหม่ ให้ผู้สมัคร ส.ว.กลุ่มเดียวกันเลือกกันเองโดยรง
เท่ากับเปิดช่องให้ “บล็อกโหวต” กันได้อย่างสะดวกโยธิน
แย่ยิ่งกว่านั้น ยังไปเพิ่มกติกาให้แยกผู้สมัคร ส.ว.ออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทสมัครแบบอิสระ 100 คน และองค์กรต่างๆส่งสมัครเป็นตัวแทนอีก 100 คน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าผลจากการแก้ไขให้ที่มา ส.ว.เป็น 2 ประเภท จึงไปขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 107 อย่างจังเบอร์
เนื่องจากมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้สมัคร ส.ว.ประเภทเดียว และสมัครช่องทางเดียว
ดังนั้น การที่ สนช.ลากตั้งแก้ไข ก.ม.ลูกไปขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น ก.ม.แม่ จึงยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อด้วยประการฉะนี้แล
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าการแก้ไข ก.ม.ลูกไปขัดแย้ง ก.ม.แม่ ทำให้การประกาศใช้กฎหมายลูก 3 ฉบับ ต้องชักตะพานแหงนเถ่อต่อไป
ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกไม่จบสิ้นซะที
หรือว่า...การที่ สนช.ลากตั้งขยันแก้ไข ก.ม.ลูกให้ขัดแย้ง ก.ม.แม่ตะบี้ตะบัน...
เพื่อต้องการสร้างเงื่อนไขให้การเลือกตั้งต้องยืดออกไปอีกยาวๆ?
เพราะถ้าเรื่องไม่จบก็ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีกหลายเดือน
อืมม์...มันก็ชวนให้สงสัยได้เหมือนกันนะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

“นิด้า” ชื่อช้ำมากพอแล้ว

“นิด้า” ชื่อช้ำมากพอแล้ว


“เลือกเอาแล้วกันว่าจะเอาแบบผม หรือจะให้กลับมาที่เดิม”
จับอาการอึดอัดของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ถูกไล่บี้ไล่ต้อนทวงถามสัญญาเลือกตั้ง
ปล่อยมุกวัดใจกันเลยว่า ระหว่างการทำตามความพยายามของคนที่จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นแบบเก่า กับการเดินตาม “ลุงตู่” ไปสู่ปลายทางปฏิรูป โดยที่บ้านเมืองยังสงบ ไม่มีม็อบป่วนเมือง
ถามใจประชาชนส่วนใหญ่จะเอาแบบไหน
เรื่องของเรื่อง ในห้วงที่ทหารทำอะไรก็ผิด บรรยากาศสลับข้างให้นักวิชาการ นักศึกษา พลิกกลับมาเป็นฝ่ายขี่กระแส นักการเมืองได้จังหวะตามแห่ คอยแหย่ไฟ
ปรากฏการณ์แบบที่เครือข่ายคนหน้าเก่าหน้าเดิมของฝ่ายความมั่นคง อย่าง “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และนายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ “ลุงตู่” รวมพลในนามขบวนการใหม่ “Start Up People” แสดงพลังคนอยากเลือกตั้ง ต้านการสืบทอดอำนาจ คสช.
ก็มีคนตามแห่ ชิงพื้นข่าวในสื่อได้
ในห้วงสถานการณ์ที่เครือข่ายนักวิชาการกล้าล่ารายชื่อกดดัน คสช.ให้ทบทวนการดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่ม “วีวอล์ค” ที่จัดกิจกรรมเดินเรียกร้องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
เดินแต้มกดดันอำนาจพิเศษ ท้าทายกันแบบออกหน้าออกตา
ฉากปัญญาชนที่เป็น “ของแสลง” กับทหารเริ่มถูกเซตขึ้นมา ชัดเจนเป็นลำดับ
โยงกับสถานการณ์ “จุดไฟ” ในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ทำให้ชื่อของนายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการ “นิด้าโพล” กลายเป็นฮีโร่ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร คสช.
กับคำพูดหล่อๆ “ไม่เลียท็อปบูต”
สูตรสำเร็จของการปั่นกระแสปัญญาชนประจันหน้าทหารกำลังถูกรื้อฟื้น ย้อนอดีตคนเดือนตุลา
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องของกระแสก็ว่ากันไปตามห้วงสถานการณ์ แต่ประเด็นของหลักการความถูกต้องที่ต้องยึดเป็นบรรทัดฐาน นั่นก็ต้องว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง
โดยเฉพาะการใช้ชื่อสถาบันการศึกษามาแฝงเหลี่ยมเกมการเมือง
จากปมร้อน “นิด้าโพล” ถ้าฟังความอีกด้านหนึ่งจากมุมของนายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า ที่ชี้แจงว่า การที่โพลมุ่งเป้าที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดถือเป็นการไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะในห้วงที่ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน ไม่มีการชี้ถูกชี้ผิด
เรื่องของเรื่องถ้าเป็น “อานนท์โพล” ก็คงไม่มีปัญหา ไม่มีใครไปเบรกอะไร
และแน่นอนก็คงไม่มี “น้ำหนัก” หรือราคาค่างวดสักเท่าไหร่
แต่มันเป็นโพลในนามของ “นิด้า” ประทับตราสถาบัน มันก็มีเหตุผลที่จะต้อง “เซ็นเซอร์” กันก่อน เพราะถ้ามีข้อผิดพลาด
หรือวาระแฝงในการใช้โพลเพื่อผลประโยชน์ของบางฝ่าย คนที่รับผิดชอบเต็มๆหนีไม่พ้นคนนั่งเป็นฝ่ายบริหารสูงสุดคืออธิการบดี
ตรงนี้เข้าใจได้ในคำอธิบายของนายประดิษฐ์
ไม่นับปมเบื้องหน้าเบื้องหลัง นายอานนท์เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการ “นิด้าโพล” แค่ 2 สัปดาห์ ก่อนหน้านั้นก็เห็นชื่อเป็นคอลัมนิสต์ประจำอยู่ในสื่อค่ายพันธมิตรฯ
มีลูกติดพันกับ “บิ๊กป้อม” ในคดีลอบสังหารหัวขบวนม็อบเสื้อเหลือง
ถ้าจะบอกว่าเป็นงานเชิงวิชาการเพียวๆไม่เกี่ยวกับขบวนการลงดาบซ้ำ พล.อ.ประวิตร
คนที่ติดตามข่าวการเมืองคงมีเครื่องหมายคำถามอยู่ในใจ
เหนือสิ่งอื่นใด จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ชื่อ “นิด้า” แทบไม่เหลือความขลัง ชั่วห้วงเวลาไม่กี่ปีหลัง คนไม่กี่คนเอาชื่อสถาบันอันเป็นที่รักของศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันไปเป็นใบเบิกทาง สร้างโอกาสให้ตัวเองเข้าสู่เกมอำนาจและผลประโยชน์
ก่อโทษให้สถาบัน “นิด้า” โดนลากเข้าไปในสงครามชิงกระแสการเมือง
ถูกพวกที่เสียประโยชน์โจมตี ด่าเสียๆหายๆ เหมารวมทั้งสถาบัน
ตรงนี้ถึงจุดที่ต้องทบทวน ดึง “นิด้า” กลับมาเป็นองค์กรวิชาการเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
อย่าให้ “นักวิชาเกิน–นักวิชากิน” เอาชื่อไปสร้างความเสื่อมอีกเลย.
ทีมข่าวการเมือง

ถ้าปชช.ไม่ต้องการพร้อมจะไป

"อยากจะพูดกับผู้สื่อข่าวสายทหาร กับทุกคน ผมไม่ได้มาขอร้องให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อยากจะบอกว่าผมรับราชการมาตั้งแต่ปี 2511 ถึงวันนี้ก็ 50 ปีได้ รับราชการมาโดยตลอด ก็ไม่เคยมีเรื่องอะไรต่างๆ ก็ดูเอาแล้วกัน ว่าผมได้ทำอะไรที่เสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมืองบ้าง ผมเข้ามาเพื่อต้องการทำงานให้บ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้" 

 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, 31 ม.ค.61
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 
ที่มา : 'ประวิตร' บอกถ้าประชาชนไม่ต้องการ ตนก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ https://prachatai.org/journal/2018/01/75204


กองหนุนลดรบ.ขาลง


(30/1/61)

กองหนุน ลด
รัฐบาล ขาลง

"บิ๊กตู่" ยอมรับ รัฐบาล "ขาลง" ชี้ ทุกคนอยากจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะผ่านมา 3 ปีแล้ว ...ยัน ไม่ได้ทำเพื่อสืบทอดอำนาจ. ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรจากการเลื่อนเลือกตั้ง

พลเอกประยุทธ์  กล่าวตอบคำถาม ถึงความรู้สึกที่ถูกมองว่ารัฐบาลอยู่ในช่วงขาลง ว่า ผมเข้าใจประเด็น แต่อย่างที่บอกระยะเวลาการทำงานของเรา อาจจะมีความขัดแย้งสูง อาจจะมีคนได้ประโยชน์เสียประโยชน์ อะไรก็แล้วแต่ 

"ทุกคนอยากจะมีการเปลี่ยนแปลงเพราะผ่านมา 3 ปีแล้ว"

ก็ต้องไปดูกลุ่มไหนที่เดือดร้อน และเป็นตัวตั้งตัวดีในเรื่องเหล่านี้ สื่อคงหาเจออยู่แล้ว ผมคงไม่ไปขัดแย้งด้วย

“เรามุ่งมั่นที่จะทำงานดูแลประชาชนทั้งหมด นโยบายต่างๆในช่วงปีนี้  อย่ามองว่ารัฐบาลนี้ทำเพื่อสืบทอดอำนาจ มันเป็นการทำงานต่อเนื่อง จากปีที่1-2-3ตามโรดแมพของผม 

เพราะฉะนั้นในขั้นตอนนี้ปีนี้ ก็เป็นปีสุดท้ายตามโรดแม็พ คือทำงานที่มีโครงการไทยนิยมยั่งยืนลงไป 

คำว่าไทยนิยมคือ นิยมความดี ความงาม นั่นคือ ความหมายไทยนิยมของผม ในทุกๆ เรื่อง เพราะความดีความงาม เป็นเรื่องของคนไทยทุกคนที่จะมุ่งมั่นในการทำความดีเพื่อประเทศชาติ ให้บุตรหลานตัวเองในอนาคต 

รัฐบาลนี้มุ่งหวังเพียงวางพื้นฐาน รากฐานของประเทศไว้ให้ สุดแล้วแต่รัฐบาลต่อไป จะดำเนินการอย่างไรต่อ

แต่ผมยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการเลื่อน ไม่เลื่อนตรงนี้เลย และผมก็ยืนยันโรดแม็พเดิมที่กำหนดไว้ หากไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายมันก็เป็นไปตามนั้น ผมไม่ก้าวล่วงใครทั้งสิ้น ขอให้พิจารณา 

บางเรื่องถ้าไม่ตรงความต้องการของคนบางกลุ่มบางฝ่ายก็ไม่ค่อยพอใจ อยากให้ใช้มาตรา 44 อันไหนที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์ก็หาว่าไปละเมิดคนนู้นคนนี่ สรุปไม่มีความพอใจเท่าที่ควรจะเป็น” นายกฯ กล่าว

ถนนไทยนิยมยั่งยืน

ถนน "ไทยนิยม ยั่งยืน”

(30/1/61)ทหารพัฒนา สนองนโยบาย"บิ๊กตู่" ใช้ ยางพารา สร้างถนน สระน้ำ  ช่วยราคายาง พร้อม เชื่อมเส้นทาง ท่องเที่ยว ดอยหล่อ -ผาช่อ  เชียงใหม่

"บิ๊กอ๋อย" พล.อ.ธงชัย สาระสุข ผบ.นทพ. เดินทางขึ้นเหนือ ส่งมอบโครงการให้ ชาวดอยหล่อ จ. เชียงใหม่ โดยมี พล.ต.อภิสิทธิ์ นุชบุษบา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 3 และ  นายอรุณ ศรีใส นายอำเภอดอยหล่อ ต้อนรับ

พล.อ.ธงชัย ส่งมอบโครงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม ผิวจราจรลาดยาง ที่มีส่วนผสมของยางพารา และโครงการขุดสระเก็บน้ำพร้อมปูสระ ด้วยยางพาราและโครงการก่อสร้างทางผิวจราจรลูกรัง รวมทั้งสิ้น จำนวน 12 โครงการ 

ซึ่งจะมีชุมชนได้รับประโยชน์ จำนวน 37 หมู่บ้าน 6,985 ครัวเรือน รวมราษฏรได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 13,946 คน 
     
ทั้งนี้โครงการนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ในการพัฒนาประเทศ ตามโครงการ”ไทยนิยม ยั่งยืน” และยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ 
    
เพื่อให้ราษฏรในพื้นที่ อ.ดอยหล่อ มีเส้นทางใช้สำหรับการสัญจรได้สะดวก ปลอดภัย และสามารถใช้ขนส่งผลผลิตทางการเกษตร และเชื่อมไปยัง “ผาช่อ” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 

สำหรับโครงการขุดสระเก็บน้ำ ก็จะทำให้สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้อุปโภค บริโภค และการเกษตร ได้ตลอดทั้งปี

เข้ม/แรงเสียดทาน

แรงเสียดทาน

"บิ๊กป้อม" ชี้ อยู่มากว่า 3 ปี แรงเสียดทานเยอะ  ยันสร้างสงบ ลดแตกแยก แบ่งสี ประคับประคองชาติ ย้ำซื้อสัตย์สุจริต ยัน กองทัพ สนับสนุนรัฐบาล ยัน บิ๊กตู่ ลงพื้นที่  ไม่ได้ไปหาเสียง  แต่ไปสร้างการรับรู้

พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง. และ รมว.กลาโหม. กล่าวว่า กลาโหม เราดูแลแก้ปัญหาความมั่นคง และ ทำให้รัฐบาล มั่นคง ประเทศ ชาติ มั่นคง  เราทำทุกเริ่อง

สำคัญที่สุด  คือ ทำบ้านเมืองให้ สงบ จะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรเลย ที่ทำให้เกิดบั่นทอน แตกแยกขึ้น

รวมทั้งการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และทำให้ปชช.รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ  ไม่มีแบ่งสี จะเห็นว่า เราทำงานด้วยความยากลำบาก

เราพยายามร่วมกันมา ประคับประคอง และคลี่คลาย ความขัดแย้งของบ้านเมือง รักษาเสถียรภาพ ความมั่นคงของประเทศ ให้ได้

แต่ยอมรับว่า. มีความยากลำบสก และมีแรงเสียดทาน เพราะมีคนจำพวกหนึ่งที่พยายาม จะกล่าวหารัฐบาล ว่า ทำงานไม่ได้ผล  ไม่สมความมุ่งหมายของ ปชช ทำเพื้อปชช.โดยแท้

ในช่วง3ปีกว่า เราสนับสนุน รัฐบาล 3ปี 8เดือน เราทุ่มเท กว่า3 ปี ที่ ผ่านมา แรงเสียดทาน ที่มีอยู่ตอนนี้ เราพยายามต่อสู้ต่อไป ให้เป็นไปตามกม.ระเบียบทุกอย่าง ไม่มีนอกรูปนอกรอย

กองทัพ มีจุตยืน ในการเป็นกลไกรัฐบาล แะเป็นแกนหลักความม้่นคง เคียงข้าง ปชช ส่วนรวม กองทัพ อยู่ ข้าง ปชช.ตลอด

เราต้องรักษาประเทศชาติ เอาไว้ให้ได้ และทำให้เกิดความสงบ

"เราเข้ามา  คสช.ตั้งใจมา  ทำงานให้ประเทศ เดินหน้าต่อให้สงบ

พร้อมกล่าวถึง การที่ พลเอกประยุทธ์  นายกฯ ลงพื้นที่  ก็ไม่ได้ไปหาเสียง  แต่ไปสร้างการรับรู้ ว่าอะไรไม่ถึงรากหญ้า  เพราะนายกฯไม่ได้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ขออย่าไปเล่นด้านการเมือง