PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

‘สมชาย’ยัน’เจ๊แดง’วางมือการเมือง ชี้ทุกคนใน’เพื่อไทย’มีคุณสมบัติเป็น หน.พรรค

‘สมชาย’ยัน’เจ๊แดง’วางมือการเมือง ชี้ทุกคนใน’เพื่อไทย’มีคุณสมบัติเป็น หน.พรรค


‘สมชาย’ ชี้ ทุกคนใน ‘เพื่อไทย’ มีคุณสมบัติเป็น หน.พรรค ไม่ปิดช่องหากมีคนหนุนตัวเอง บอก ‘เจ๊แดง’ ไม่ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคเพราะเลิกเล่นการเมืองแล้ว ส่วนเหตุผลเพราะอะไรให้ไปถามเจ้าตัวเอง
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 เมษายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคว่า วันนี้เดินทางมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคตามกฎหมายที่เปิดให้ดำเนินการ ทั้งนี้ วันนี้ตนมาคนเดียว เพราะนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยา ไม่ได้เดินทางมายืนยันความเป็นสมาชิกด้วยเพราะเลิกเล่นการเมืองแล้ว ส่วนเหตุผลว่าเลิกเล่นการเมืองเพราะอะไรนั้นให้ไปถามเจ้าตัวเอาเอง
เมื่อถามว่า สเปกผู้นำพรรค พท.คนต่อไปควรจะเป็นอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ทุกคนก็มีคุณสมบัติ ทุกคนที่มายืนยันตนวันนี้ และคนที่จะสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคใหม่ก็มีคุณสมบัติหมด ก็อยู่ที่พรรคจะดำเนินการ แต่วันนี้ยังเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ ทั้งนี้ วันนี้ที่เห็นกันมาเยอะอย่าคิดว่ามาเคลื่อนไหว แต่เรามาตามกฎหมายที่จะต้องยืนยันความเป็นสมาชิกในวันที่ 1-30 เมษายน เพราะเราเองก็ยังอยากเป็นสมาชิกพรรค พท.
เมื่อถามย้ำว่า อย่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรค พท. คุณสมบัติได้หรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า วันนี้ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเขามีอยู่คือ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคก็ยังอยู่ กระบวนการต่างๆ ผู้ที่รักษาการอยู่ในพรรคหลังมีการรัฐประหารก็ทำงานอยู่ เพราะฉะนั้น พรรคก็ดำเนินการไปตามกระบวนการที่สามารถทำได้ ต่อไปเมื่อสามารถทำงานได้ค่อยว่ากันไป จะโหวตเอาใคร ไม่เอาใคร ก็ว่ากัน
เมื่อถามว่า นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรค พท. ระบุว่า คนตระกูลชินวัตรควรเลิกเล่นการเมืองเพราะอาจจะเป็นเป้า นายสมชายหัวเราะ ก่อนจะตอบว่า ไม่มีใครเป็นเป้าใครหรอก ตระกูลไหนไม่สำคัญ อยู่ที่ว่าคุณมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทุกคนไม่ว่านามสกุลไหน ส่วนใครอยากเล่นไม่อยากเล่นก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้มองในภาพรวมว่าการทำงานทุกอย่างนั้นต้องเป็นไปเพื่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าตระกูลไหนจะเข้ามาก็ตามถ้ามีความปรารถนาดี และมีอุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชน ตนก็สนับสนุน ดังนั้น เรื่องนี้ตนคิดว่าอย่าไปเจาะจงแบบนั้นเลย มันไม่ใช่หลักการที่ถูกต้อง

เมื่อถามว่า หากมีเสียงสนับสนุนให้มาเป็นผู้นำพรรค พร้อมที่เข้ามาทำหน้าที่หรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ผู้นำพรรคต้องเป็นคนหนุ่ม ตนไม่ได้คิดอะไรเรื่องนี้ ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการ หากสมาชิกต้องการสนับสนุนตนก็คงต้องรอให้พรรคสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ก่อน เพราะขณะนี้เองยังทำอะไรไม่ได้ ทั้งนี้ ถ้ามีเสียงสนับสนุนก็ดี รอถ้าตนสมัครเป็น ส.ส.ก็ช่วยเลือกตนก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ อย่าเพิ่งไปเลือก เอาให้ปลดล็อกก่อน
เมื่อถามว่า ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกาศว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพรรค พท.แล้ว จะมีผลต่อทางจิตวิทยาต่อสมาชิกพรรคหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่เกี่ยว คงไม่มีผล เพราะท่านไม่ใช่สมาชิกพรรค และกฎหมายใหม่ก็ไม่ให้คนนอกเข้ามายุ่ง และท่านก็ปฏิบัติตามกฎหมาย
เมื่อถามว่า วันนี้พรรค พท.หนักใจในเรื่องใดบ้าง นายสมชายกล่าวว่า ตนพูดในฐานะพรรคไม่ได้ ตนพูดได้แต่เรื่องส่วนตัว เพราะตนไม่ใช่ผู้บริหารพรรค ตนไม่มีอะไรหนักใจเลย ใครมาเป็นหัวหน้าพรรคตนก็ถือแนวนโยบายตามนั้น ทำตามหน้าที่ที่ทำได้

เป้าหมาย การเมือง ของ อภิสิทธิ์ ประชาธิปัตย์ คือ ต้องเป็น รัฐบาล

เป้าหมาย การเมือง ของ อภิสิทธิ์ ประชาธิปัตย์ คือ ต้องเป็น รัฐบาล


ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์แม้จะประกาศท่าทีต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” เหมือนกัน แต่ด้วยพื้นฐานในทาง “ความคิด”ที่ต่างกัน
พรรคเพื่อไทยนั้น “สุกงอม” เป็นอย่างสูง
สุกงอมในการดำรงสถานะแห่งความเป็น “ฝ่ายค้าน” ไม่มีโอกาสเหลืออยู่แม้แต่น้อยที่จะเบียดแทรกเข้าไปอยู่ในฐานะ “รัฐบาล”
แม้จะมั่นใจว่าได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับ 1
นั่นก็เพราะเข้าใจในเจตนารมณ์ของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 อันสำแดงผ่าน “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560”
และการดำรงอยู่ของอำนาจรัฐ “เหนือรัฐ” ของระบบราชการ
กระนั้น กล่าวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์การต่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” เสมอเป็นเพียงยุทธวิธี 1 เหมือนกับคำประกาศการต่อต้านต่อสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”
นั่นก็คือ ต่อต้านเพื่อ “เบียดแทรก” เข้าไป
หากติดตาม “กระบวนท่า” ของพรรคประชาธิปัตย์อย่างจำแนกแยกแยะก็จะประจักษ์ในขั้นตอนและจังหวะก้าวได้เป็นอย่างดี
ในเบื้องต้น ยังแบ่งรับ แบ่งสู้
นั่นก็คือ ยังไม่ยอมยืนหยัดในวาทกรรมที่ว่าจะต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” นั่นก็คือ แบะท่าออกมาว่ายังตอบไม่ได้ในตอนนี้
ต้องรอผลการเลือกตั้งออกมาก่อน
นี่ย่อมเป็นท่าทีอย่างเดียวกันกับเมื่อพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล หรือแม้กระทั่งกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย และแม้กระทั่งพรรคชาติไทยพัฒนาสำแดงออก
เหมือนกับจะเป็นท่าทีในแบบ “มังกร“ทางการเมือง

แต่จากประสบการณ์ทางการเมืองในยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” นี่คือท่าทีในแบบเหยียบเรือ 2 แคม พร้อมจะแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งจะมาชัดในเดือนเมษายน 2561 นี้เอง
ความแจ่มชัดของพรรคประชาธิปัตย์ในการไม่ยอมรับต่อนายกรัฐมนตรี “คนนอก” นั้นดำเนินไปในแบบขายพ่วง นั่นก็คือ
มีติ่งต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” อยู่ด้วย
เท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ชูธง 2 ผืนในทางการเมือง ผืน 1 ต่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” อีกผืน 1 ต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”
ประการหลังย่อมหมายถึง “พรรคเพื่อไทย”
จึงไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์จะพยายามรักษาฐานทางการเมืองเดิมอันต่อเนื่องจากสถานการณ์ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 กับ สถานการณ์ก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
นั่นก็คือ “พันธมิตร” และ “กปปส.”
หากแต่ยังอาศัยพลังมวลมหาประชาชนจาก 2 สถานการณ์ใหญ่เป็นเครื่องต่อรองในฐานะเหมือนกับเป็นตัวเลือกใหม่
นอกเหนือไปจากที่ “คสช.” เคยยึดครองอยู่
ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์จึงมิได้เป็นเรื่องใหม่ หากแต่เท่ากับย้อนกลับไปยังสถานการณ์ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
ย้อนกลับไปยัง “บันได 4 ขั้น” ของคมช.
เพียงแต่ยุทธวิธีใหม่ก็คือ การปัดปฏิเสธบทบาทและความหมายของคสช.และโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้นเอง
พรรคประชาธิปัตย์ไม่คิดเป็น “ฝ่ายค้าน” หากคิดเป็น “รัฐบาล”

วิษณุ แจงแก้คำสั่ง53/60ให้ทำบางอย่างได้ ปัดตอบทำไมไม่เลิก บอกไปถามคสช.เอง

วิษณุ แจงแก้คำสั่ง53/60ให้ทำบางอย่างได้ ปัดตอบทำไมไม่เลิก บอกไปถามคสช.เอง


“วิษณุ” แจง แก้คำสั่ง 53/60 เพื่อให้สามารถดำเนินการบางอย่างได้ในเดือน มิ.ย. ปัดตอบ ทำไมไม่ยกเลิก บอก ไปถาม คสช.เอง ยัน ขอศาลรัฐธรรมนูญเร่งตีความ พ.ร.ป. ส.ส.ได้ หากเป็นเรื่องด่วน ไม่ถือว่าแทรกแซง-กดดัน เผย เคยทำมาหลายครั้งแล้ว

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 เมษายน ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าการแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ว่า ยังไม่มีอะไรคืบหน้า แต่ได้ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวบรวมสิ่งที่เป็นปัญหาและแก้ไขไม่ได้โดยวิธีทางบริหารแจ้งกลับมา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แจ้งมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ครบถ้วน สำหรับข้อซักถามของพรรคการเมืองนั้น ระหว่างนี้อะไรที่ กกต. ทำได้ ตอบได้ ก็ให้ทำไป ส่วนที่ทำไม่ได้ติดขัดตรงไหนก็ให้คสช.ช่วยตอบแทน แต่ถ้า คสช.ตอบไม่ได้ เพราะกฎหมายล็อกไว้ อย่างนั้นก็จะได้แก้ไข ขณะนี้มีอยู่บ้างแล้ว 2–3 ข้อ อาจจะมีข้ออื่นเพิ่มเติม จนเมื่อตกผลึกแล้วว่าไม่มีปัญหาอื่นอีก ก็จะได้เสนอ คสช. ต่อไป ส่วนที่มีข้อเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวแทนที่จะแค่แก้ไข เพื่อเปิดทางให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆได้นั้น นายวิษณุกล่าวว่า “เรื่องนี้ต้องไปถามคสช. ไม่มีใครมีปัญญาแก้ได้ นอกจากคสช. ซึ่งเขาอาจจะให้แก้หรือไม่ให้แก้ก็ได้ เพื่อให้สามารถดำเนินการอะไรบางอย่างได้ในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป และคิดว่าระยะเวลาในการแก้ไขคงไม่ถึงขนาดเร็วมาก แต่ก็ไม่ช้าเกินไป”

ไม่รู้จักได้ไง

ไม่รู้จักได้ไง



โพลก็คือโพล ผลโพล ย่อมมีทั้งถูกใจ และไม่ถูกใจ

โพลบางโพลทำให้รัฐบาลได้คะแนน แต่โพล บางโพลก็ทำให้รัฐบาลเสียคะแนน

ตัวอย่างล่าสุดคือ “นิด้าโพล” สำรวจความ เห็นประชาชนว่ารู้จัก “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ของรัฐบาลหรือไม่?

ปรากฏว่า ประชาชน 41 เปอร์เซ็นต์ ตอบว่า “ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน” ชื่อโครงการไทยนิยมยั่งยืน

ประชาชน 32 เปอร์เซ็นต์ ตอบว่ารู้จักชื่อโครงการไทยนิยมยั่งยืน

และประชาชนอีก 26 เปอร์เซ็นต์ ตอบว่าเคยได้ยินชื่อโครงการไทยนิยมยั่งยืน

แต่ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร??

“นิด้าโพล” ถามความเห็นประชาชนว่า “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” กับ “นโยบายประชานิยม” มีความแตกต่างกันอย่างไร??

ประชาชนส่วนใหญ่ 48 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าไม่แตกต่างกัน

คือเป็นโครงการช่วยเหลือประชาชนระยะสั้นๆ ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนระยะยาวได้อย่างแท้จริง

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า ผลสำรวจความเห็นประเด็นหลังน่าจะสร้างความผิดหวังให้รัฐบาลพอสมควร

“ผิดหวัง” ที่ประชาชนยังมองว่า “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” กับ “นโยบายประชานิยม” เป็นสายพันธุ์เดียวกัน

แสดงว่าการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลบกพร่องอย่างแรง

โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแม่งานใหญ่รับผิดชอบโครงการนี้โดยตรง มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 7,000 ทีม ลงพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการไทยนิยมยั่งยืนสุดลิ่มทิ่มประตู

แต่เหตุไฉนประชาชน 41 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล??

เล่นเอาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ต้องออกตัวว่า โครงการไทยนิยมยั่งยืน มีพี่น้องประชาชนทั่วประเทศร่วมโครงการมากถึง 8.7 ล้านคน

ไม่ทราบว่าสำนักโพลไปสอบถามความเห็นประชาชนกลุ่มไหน จึงได้รับคำตอบว่าไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อโครงการไทยนิยมยั่งยืน??

“แม่ลูกจันทร์” มองว่า ความจริง “ไทยนิยม” เป็นชื่อที่ติดหูติดปากคนไทยมานมนานกาเล

“ไทยนิยม” เกิดก่อน “ประชานิยม” ด้วยซ้ำไป!!

“ตึกไทยนิยมผ่านฟ้า” นั่นไง เกิดมาแล้วกว่า 70 ปี

โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์หลักสี่ ก็เก่าเก๋ากึ้กดึกดำบรรพ์

ไทยนิยมโอสถก็มี, ไทยนิยมการแว่นก็มี, ไทยนิยมค้าไม้ก็ยังมี

ร้านไทยนิยม (เฉยๆ) ก็มีมากมายทั่วเมืองไทย

เพียงแต่ “ไทยนิยมยั่งยืน” ชื่อนี้เพิ่งโผล่มาให้ฮือฮา หวังกระชากเรตติ้งช่วงปีสุดท้ายรัฐบาล คสช.

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า เหตุที่เลือกชื่อ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” เพื่อให้แตกต่างจาก “นโยบายประชานิยม” แบบเดิม

แต่สุดท้าย “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ก็ยังสลัดไม่หลุดจาก “นโยบายประชานิยม”

เพราะ “ไทยนิยม” กับ “ประชานิยม” มีความหมายเหมือนกัน

ยิ่งกว่านั้น งบอัดฉีดโครงการไทยนิยมยั่งยืนบางส่วนยังไปต่อยอดโครงการประชานิยมของเดิม ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ยุค รัฐบาลไทยรักไทย เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการโอทอป โครงการเอสเอ็มอี ฯลฯ

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า ปัญหาท้าทายรัฐบาล คสช.คือ ทำอย่างไรที่จะอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” กับ “นโยบายประชานิยม” ได้อย่างชัดเจน??

ทำอย่างไรให้ชาวบ้านเชื่อว่า “ไทยนิยมยั่งยืน” ดีกว่า “ประชานิยมไม่ยั่งยืน”??

โจทย์ข้อนี้...มันยากส์นะคุณโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

เลิกคิดยืมจมูก ปชป.!

เลิกคิดยืมจมูก ปชป.!



แค่คลายล็อก แง้มฝาโลงก็เห็นฤทธิ์เห็นเดชกันจะจะ

ธาตุแท้ “นักเลือกตั้งอาชีพ” โผล่กันสลอนเลย

ไล่ตั้งแต่เสือเฒ่าลายครามระดับ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง แกนนำรุ่นเดอะพรรคเพื่อไทย ขู่ออกอากาศ เตือน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ให้เลิกคิดเล่นการเมือง เป็นนายกฯคนนอก

แค่เจอกระทู้จัดหนักในสภา อาจมีสภาพเหมือนไส้เดือนโดนขี้เถ้า

แต่นั่นก็ไม่ร้อนแรงเท่าลีลาออกตัวของสิงห์หนุ่มอย่าง “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชิงเตะตัดขา “นายกฯคนนอกพรรคประชาธิปัตย์”

ประกาศชัดใครหนุน “ลุงตู่” ไสหัวออกไป

โชว์จุดยืนประชาธิปัตย์ต่อต้านเผด็จการ

มุกเก่า ฟอร์มเดิม ยี่ห้อเก่าแก่ ทีมงาน “อภิสิทธิ์” ฉวยสถานการณ์ชิงเหลี่ยมเป็นพระเอกในฟากฝั่งประชาธิปไตย

ชูธงนำทัพต้านท็อปบูต

แกล้งลืมที่จะไม่พูดถึงอดีตที่เคยแตะมือตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร อุ้ม “อภิสิทธิ์” ขึ้นแท่นนายกฯ

บทพระเอกนักประชาธิปไตยในละครการเมืองน้ำเน่าของพรรคประชาธิปัตย์กลับมาฉายซ้ำ
และนั่นก็น่าจะทำให้ตัดสินใจง่าย

เลิกคิดได้ ถ้าหวังจะยืมจมูกทีมงาน “อภิสิทธิ์” หายใจ

ถึงตรงนี้แทบไม่ต้องคิดอะไรแล้ว แนวโน้ม “นายกฯลุงตู่” ต้องลุยปั้นแบรนด์ “พลังประชารัฐ”
เป็นฐาน ส.ส.ต้นทุนหน้าตัก หลักประกันเกมเขี้ยวในสภาผู้แทนราษฎร

แต่งตัวเป็น “นายกฯคนใน” ยกระดับความชอบธรรมในการตีตั๋วต่อ คุมเกมอำนาจเปลี่ยนผ่าน ตามพิมพ์เขียวอำนาจในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

และต้องเริ่มออกตัวตั้งแต่ตอนนี้ ไม่เสียเวลารอถึงเดือน มิ.ย. โปรแกรมที่จะประกาศกำหนดเลือกตั้ง

อย่างที่เห็นล่าสุด “นายกฯลุงตู่” เปิดตัวโครงการ “สายตรงไทยนิยม” รับเรื่องร้องทุกข์ รับฟังความคิดเห็น พร้อมชี้แจงประเด็นสำคัญ ผ่านโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก

สื่อสารตรงถึงประชาชน

ในจังหวะที่รัฐบาลเดินหน้าจัดสรรงบประมาณกลางปี 2561 กว่า 1.5 แสนล้านบาท ผ่านโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย อัดฉีดสารพัดมาตรการแก้จนผ่านแบรนด์ประชารัฐ

บริหารปัญหาปากท้องชาวบ้าน แฝงการหาเสียงตุนคะแนนไปในที

แต่ก่อนอื่นใด ทีมยุทธศาสตร์ของ “นายกฯลุงตู่” ต้องเคลียร์ปมติดขัด เรื่องการนำนโยบายไปปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของรัฐบาลในห้วงเข้าโหมดเลือกตั้ง

เจอเหลี่ยมเขี้ยวข้าราชการ ไม่ทำงาน กั๊กงบประมาณโครงการที่ไม่ได้หัวคิว

ใส่เกียร์ว่างรอรัฐบาลใหม่

นั่นไม่ร้ายแรงเท่ากระบวนการทุจริตที่ระบาดในหมู่ข้าราชการ ตามปรากฏการณ์กระแสที่แตะไปตรงไหน เจอตรงนั้น โกงเงินคนด้อยโอกาส โกงเงินทุนการศึกษาเด็กยากไร้ โกงวัคซีนหมาบ้า กินเงินทอนวัด ฯลฯ

พานให้รัฐบาล “ลุงตู่” โดนด่า

แต่ปัญหาหนักกว่าก็คือเจอด่านข้าราชการคอร์รัปชัน ทำให้เม็ดเงินงบประมาณโครงการรัฐบาลลงไม่ถึงมือชาวบ้านอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เศรษฐกิจฐานรากไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างเต็มที่ ภาพเลยออกมาแบบที่เห็นเศรษฐกิจภาพรวมทั้ง จีดีพี การส่งออก โตสวนทางกับภาวะค่าครองชีพในประเทศที่ยังกระท่อนกระแท่น

ตามรูปการณ์ “ลุงตู่” คงต้องจ่ายยาแรง ผ่าตัดข้าราชการ โยกย้ายกันอีกครั้งใหญ่ เพื่อเดินหน้าปั่นเนื้องานตามยุทธศาสตร์ไทยนิยมยั่งยืน

โละทิ้งตัวถ่วงการปั่นแบรนด์ “พลังประชารัฐ”.

ทีมข่าวการเมือง

จี้ผู้ตรวจถามคสช.แก้คำสั่ง53

ประเด็นคือ – รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เร่งสรุปคำสั่ง 53/2560 ขัดรัฐธรรมนูญ ให้ คสช. แก้ไขให้เป็นไปตามบทบัญญัติ รธน. เชื่อจะช่วยให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปเลือกตั้งด้วยความถูกต้องเหมาะ
วันที่ 31 มี.ค.2561 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องให้พิจารณาคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า
แม้จะเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะส่งเรื่องต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 เป็นการลิดรอนสิทธิ์ของสมาชิกพรรค และเพิ่มภาระให้กับสมาชิกกับเวลากระชั้นชิด เป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองเกินสมควร แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินก็สามารถส่งเรื่องให้ คสช. ผู้ออกคำสั่งนี้ให้ทราบถึงเนื้อหาของคำสั่งที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหลายประการ ซึ่งเมื่อ คสช. ทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว ก็อาจแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ได้ทันที เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินใช้ช่องทางส่งไปให้ คสช. แก้ไขด้วยก็จะช่วยทำให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายพรรคการเมืองอย่างถูกต้องต่อไป จึงขอฝากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสรุปความเห็นส่งให้ คสช.ด้วย จะได้ไม่ต้องมีเรื่องไปให้รกศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ การพิจารณาคำร้องจากพรรคประชาธิปัตย์โดยผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้ มีเพียง สนช. และ กกต. ยื่นคำชี้แจงไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งที่ 53/2560 ที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 25, 26, 27 ประกอบมาตรา 45 กลับไม่ส่งคำชี้แจงไปให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น  หากผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งสรุปความเห็นคำสั่ง คสช. ที่ 53 / 2560 ขัดรัฐธรรมนูญไปให้หัวหน้า คสช. ก็ขอให้หัวหน้า คสช. ปรับปรุงแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะช่วยให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปด้วยความถูกต้องเหมาะสมต่อไป

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

เมื่อ "โป๊ป" กล้าพูดประโยคนี้ ใส่หน้า"บิ๊กตู่"

เมื่อ "โป๊ป" กล้าพูดประโยคนี้ ใส่หน้า"บิ๊กตู่"...."ออเจ้านี่ กำเริบ ไม่รู้จักกาลเทศะ"!!.555555
"นายกฯบิ๊กตู่"พูดคุยถึงบทกลอนต่างๆ พร้อมขอให้"พี่หมื่น(โป๊ป)" ท่องโชว์สักบท ที่ต่อว่า แม่หญิงการะเกด
โเย "โป๊ป" ได้หันหน้ามา ท่องบทนี้ กับ นายกฯบิ๊กตู่".....555
“ออเจ้านี่ กำเริบ ไม่รู้จักกาลเทศะ”
ยังท่องไม่ทันจบบท "โป๊บ" รีบยกมือไหว้ขอโทษนายกฯ โดย นายกฯ บอกให้พูดอีกครั้ง แต่ให้หันไปพูดกับ"เบลล่า"
พร้อมกับพูดแหย่ว่า ไม่ได้บอกให้มาว่าฉัน ให้พูดกับเขาโน่น
55555..... มี พี่หมื่นโป๊ป คนเดียว ทำได้..

หลังเลือกตั้ง อย่าเปลี่ยนท่าทีแล้วกัน!!

หลังเลือกตั้ง อย่าเปลี่ยนท่าทีแล้วกัน!!
"บิ๊กตู่" ดักคอ "มาร์ค" วันนี้ บอกต่อต้านเผด็จการ ไม่หนุนนายกฯคนนอก ให้ดูวันหน้า เลือกตั้ง แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น พอวันหน้า ไปถามอีกที จะเปลี่ยนท่าที มั้ย
"บิ๊กตู่"เตือน "อภิสิทธิ์"พูดจาอะไร ให้ระวัง พูดให้มันดีๆ ชี้ไม่ต้องมาหนุนผม ....แต่พูดให้ระวัง ให้ประชาชนดูแล้ว จะน่าเชื่อถือมั้ย? ให้เกียรติกันมั้ย ถ้าผมมีอารมณ์ขึ้นมา แล้วตอบโต้ มันก็จะเสียด้วยกันทั้งหมด
"ให้คอยดูหลังเลือกตั้ง แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้พูดแบบนี้ พอวันหน้า ไปถามอีกที
จะเปลี่ยนท่าที มั้ย ให้คอยดูแล้วกัน"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าหากใครสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯคนนอก
ไม่ต้องมาที่พรรคให้ไปที่อื่น ว่า “พูดอะไรมาก็ระมัดระวังไว้ด้วย การพูดจาต่างๆ ต้องระมัดระวังและอยู่ที่ประชาชนเขาจะเชื่อถือได้แค่ไหนอย่างไร
ผมไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมาสนับสนุน แต่กรุณาพูดจาให้มันดีๆ ใครจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนผมก็แล้วแต่เขา ไอ้การพูดอย่างนี้มันฟังดูดีหรือเปล่า ให้เกียรติซึ่งกันและกันหรือเปล่า
ถ้าบางเวลาผมมีอารมณ์ขึ้นมาแล้ว ผมพูดไปมันก็เสียหายด้วยกันทั้งหมด ผมไม่อยากจะมีอารมณ์
ตรงนี้ประชาชนก็ไปใคร่ครวญเอาเองและดูด้วยวันหน้าเขาจะทำตัวกันอย่างไรที่ออกมาพูดกันวันนี้ลองคอยดูวันหน้าก็แล้วกันเลือกตั้งแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาจะเปลี่ยนท่าทีอะไรกันอย่างไร
ก็ไปคอยดูตรงโน้นแล้วกัน แล้วค่อยไปถามเขาอีกที”

"บิ๊กตู่" แรงส์อ่ะ!! ซัด"2พี่น้อง อดีตนายกฯ"

"บิ๊กตู่" แรงส์อ่ะ!! ซัด"2พี่น้อง อดีตนายกฯ"
.."น่าจะอาย ทำผิดกฎหมาย แล้วยังเอาหน้าออกไปข้างนอก"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีความเคลื่อนไหวของ นาย ทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ญี่ปุ่นว่า ถือเป็นการเย้ยรัฐบาลหรือไม่ ที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ และรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
"ผมไม่ทำอะไร และ ผมไม่ได้ถูกเย้ยอะไร เพราะกฎหมายก็ดำเนินการไปแล้ว ถามว่ากฎหมายไปบังคับใช้ในต่างประเทศได้หรือไม่ เขาจะส่งตัวหรือไม่ ถ้าเขาไม่ส่ง ก็คือไม่ส่ง จะเอากฎหมายในประเทศ ไปทำอะไร ก็ประสานไปหมดแล้ว ในเมื่อเขาไม่ยืนยัน ไม่ตอบรับมา"
ทั้งนี้ เป็นเรื่องของรัฐบาลประเทศปลายทาง ที่ อนุมัติเข้าประเทศ ก็เป็นการอนุมัติเป็นครั้งคราว ไม่ได้ให้ตลอด ครั้งนี้เขาให้เฉพาะกรณี มาร่วมงานเปิดตัวหนังสือเท่านั้น
“ผมจะไปรู้สึกอะไร น่าจะอาย ผมมากกว่า ทำผิดกฎหมายแล้ว ยังเอาหน้าออกไปข้างนอก “

09.00 INDEX พันธมิตร ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ต่อต้าน นายกรัฐมนตรี คนนอก

09.00 INDEX พันธมิตร ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ต่อต้าน นายกรัฐมนตรี คนนอก



ในที่สุด “ยุทธศาสตร์” ทางการเมืองที่ นายพิชัย รัตตกุล เสนอบนพื้นฐานการต่อต้านนายกรัฐมนตรี”คนนอก”ก็เริ่มมองเห็น
พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมายืนยัน
“คนที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมาที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไม เพราะยังมีพรรคการเมืองอื่นๆที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เยอะแยะมากมาย
เขาก็ควรที่จะไปอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ตรงนี้”
คำพูดนี้ไม่เพียงจะ “สื่อ” ไปยังสมาชิกพรรคหรือคนที่ต้องการ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่ที่สำคัญเป็นการสื่อตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ตรงนี้ย่อมเป็น “แนวทาง”เดียวกันกับของ”พรรคเพื่อไทย”

กล่าวในทางหลักการโดยพื้นฐานของ”พันธมิตร”ในแนวร่วมทางการเมือง
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยจึงยืนใน”แนว”เดียวกัน
แม้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางคนอาจจะยังยืนหยัดในแนวทางต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”อยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 นายทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องไปอยู่นอกประเทศ

และนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป้าหมายของคสช.ก็คือ กดดัน บีบบังคับให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประสบชะตากรรมอย่างเดียวกันกับ นายทักษิณ ชินวัตร
และประสบความสำเร็จในเดือนสิงหาคม 2560
สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” จึงอ่อนแรง โรยราลงไปเป็นลำดับ ตรงกันข้าม ระบอบที่ยึดครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันและต้องการสืบทอดอำนาจต่อไปอย่างยาวนาน
กลับเป็น “ระบอบคสช.”โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำมากกว่า

ยิ่งเข้าใกล้กระบวนการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 มากเพียงใดโฉมหน้าความต้องการในการสืบทอดอำนาจของ”ระบอบคสช.”ยิ่งเด่นชัด
ตรงนี้เองที่ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเป็นต้องประกาศแนวทางพรรคประชาธิปัตย์
และทำให้ “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย”มีจุด”ร่วม”
นั่นก็คือ คัดค้านและต่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก”

แกนนำกปปส. – อดีตส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด” บอกมาคุยเรื่องอีอีซี

แกนนำกปปส. – อดีตส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด” บอกมาคุยเรื่องอีอีซี


“สกลธี” หิ้ว “อดีตแกนนำกปปส. – ส.ส.ชาติไทย” ย่องเข้าทำเนียบฯ พบ “สมคิด”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายสกลธี ภัททิยกุล และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. พร้อมด้วยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทย ได้เดินทางเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงาน ตึกบัญชาการ 1 ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยมีรายงานว่า การเข้าพบครั้งนี้นายสกลธีเป็นผู้นำทั้งสองคนมาหานายสมคิดเพื่อพูดคุยถึงอนาคตทางการเมือง เพราะทั้งสองคนถือเป็นบุคคลที่ยังไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด โดยนายณัฏฐพลได้ขาดจากความเป็นสมาชิกพรรค เนื่องจากไปบรรพชามา ส่วนนายชัยวุฒิตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคชาติไทยก็ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด
จากนั้นนายณัฏฐพล กล่าวภายหลังเข้าพบว่า มาหารือเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติของตนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าจะพัฒนารองรับบุตรหลานนักลงทุนได้อย่างไรหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะไปยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนขาดความเป็นสมาชิกภาพแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมาได้ไปบรรพชามา เมื่อถามย้ำว่า แล้วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐฏพล ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า ตอนนี้ขอทำโรงเรียนก่อน

ขณะที่นายสกลธี กล่าวว่า ตนได้ยืนยันความเป็นสมาชิกกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 1 เมษายนแล้ว ด้านนายสมคิด กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่มีอะไร ไม่ใช่เรื่องการเมือง

โผล่เร็วเข้าทาง “ลุงตู่”

โผล่เร็วเข้าทาง “ลุงตู่”



แม้จะบังเอิญตรงกับวัน “เอพริลฟูลเดย์” ที่ฝรั่งอุปโลกน์ให้เป็นวัน “โกหกโลก”
ตามฤกษ์ดีเดย์ 1 เมษายน ที่ คสช.ไฟเขียวให้ป้อมค่ายการเมืองเก่าเช็กฐานจำนวนสมาชิก ใครจะอยู่ใครจะไป
เริ่มคลายล็อกกฎเหล็กเพื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ที่ยังส่อเค้าเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งที่ยังยื่นตีความกันวุ่นวาย
แต่อย่างน้อยก็นักการเมืองที่ง่อยเปลี้ยมานานเริ่มขยับออกท่าทาง ตามข่าวที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกตัวนำ เปิดให้สมาชิกแฟนพันธุ์แท้จ่ายเงินค่าสมาชิก รักษาสถานะตามกฎหมาย พร้อมประกาศลูกทีมจะโหวตคนนอกเป็นนายกฯไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวออกไป
ด้าน “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย ถือโอกาสทำบุญพรรคครบ 10 ปี เอาฤกษ์เอาชัย
เลือกตั้งช้า เร็ว นักการเมืองอาชีพไม่สนใจ ขยับออกตัวนำไว้ก่อนได้เปรียบ
แต่ที่มาตามนัด แถมมาก่อนเวลานัดหมายที่ คสช.คลายล็อกกฎเหล็ก เตรียมเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง กับช็อตอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หนีบน้องสาวอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรโผล่ชมซากุระที่ประเทศญี่ปุ่น
อ้างอิงตามคำเชิญของคนระดับอดีตรัฐมนตรีให้เป็นแขกไปร่วมงานส่วนตัว ไม่ใช่ทางการ
ตามรูปการณ์ที่พี่กับน้องประสานเสียง ปากบอกไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง
แต่ตามท้องเรื่องแสดงความเป็นห่วงประเทศไทยต้องกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ววัน แถมยังแสดงความมั่นอกมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ไม่ว่าจะส่งตุ๊กตาตัวไหนมานั่งเป็นหัวหน้าพรรค แฝงเหลี่ยมตีกินกระแสกันแบบไม่ต้องกั๊ก
งานนี้ตีไพ่ครั้งเดียวกะกิน 2-3 เด้ง
เด้งแรก ตบหน้า “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.กับฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย ตีปี๊บโชว์ภาพให้เห็นว่า “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” ไปได้ทั่วโลก
แต่อีกเด้งที่น่าจะเดิมพันสูงกว่า คือ กลบแรงกระเพื่อมในเพื่อไทย ศึกชิงนอมินี เจ๊ๆเฮียๆส่อล่อกันพรรคแตก
ปรากฏการณ์สะท้อนจากแรงต้าน “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่โดนมุ้งต่างๆ ขาใหญ่ในพรรครวมตัวสกัด ต่อเนื่องมาถึงการแหกค่ายของกลุ่มวาดะห์ชิ่งออกจากพรรคเพื่อไทย สลัดคราบ “ทักษิณ” เพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
เป็นอะไรที่แกะรอยตามสัญญาณได้ นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ดีเดย์ที่ คสช.ไฟเขียว พรรคการเมืองเก่าเคลียร์ฐานสมาชิก ใครจะอยู่ ใครจะไป “นายใหญ่” ต้องชิงสกัดเลือดไหลออก
เพราะตามเงื่อนไขสถานการณ์แท้จริง ถึงแม้ยี่ห้อ “ทักษิณ” ยังกระแสดี ตีกินบุญเก่าได้ในภาคอีสาน ภาคเหนือ เชื่อขนมกินได้ เหมือนภาคใต้ของประชาธิปัตย์ ส่งเสาไฟฟ้าลงยังชนะ
แต่ปัญหา ชนะแล้วต้องไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย นี่แหละทำให้ลูกข่ายคิดหนัก
เพราะมันเห็นกันอยู่ตำตา “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที เพิ่งออกจากคุกเพราะคดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือธุรกิจกลุ่มชินฯ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ส่อติดคุกยาวจากคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว
“ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ หัวขบวน นปช. “กี้” อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำม็อบแดง ต้องเข้าๆออกๆเรือนจำ เพราะคดีนำม็อบป่วนเมือง ติดคุกจริง โดนขังจริง ชะตากรรมโหดรออยู่ข้างหน้า
สถานการณ์มาถึงจุดที่พวกสู้แล้วรวยก็พากันก้มหลบต่ำ อยากใช้เงินที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมา
หาคนสู้แบบถวายหัวยากแล้ว
แนวโน้ม “ทักษิณ” จึงต้องควง “น้องปู” กระพือกระแสปลุกแนวร่วมสู้ ก่อนไม่เหลืออำนาจต่อรองในมือ
และก็ถือว่าเล่นเกมเสี่ยงมาก จากรูปการณ์ที่อดีตนายกฯทักษิณกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์โผล่ออกมาเคลื่อนไหว ในจังหวะที่ คสช.เปิดไฟเขียวพรรคการเมืองเก่าขยับทำกิจกรรม
แง้มฝาโลงปั๊บ ก็อาละวาดทันที
มันเป็นอะไรที่กระตุกภาพมโน ย้อนไปเมื่อปี 2549 ที่ “ทักษิณ” ไม่ยอมแพ้ ปักหลักสู้หลังโดนยึดอำนาจ
เดินเกมโลกล้อมประเทศไทย พร้อมๆกับปลุกกระแสกองเชียร์ภายในประเทศ
อาศัยเกมมวลชน เร้าพลังม็อบเสื้อแดงจนชนะเลือกตั้ง ชิงอำนาจคืนกลับไปอยู่ในมือ เดินหน้าล้างมลทิน ล้างคดี ท้าทายฝ่ายต่อต้าน จนเกิดปรากฏการณ์ม็อบยึดสนามบิน เผาบ้านเผาเมือง ปิดกรุงเทพฯเศรษฐกิจวายป่วง ความปลอดภัยในชีวิตประชาชนแทบไม่เหลือ
บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะ “รัฐล่มสลาย”
แค่เริ่มคลายล็อกกฎเหล็ก คสช. “ทักษิณ” กลับมากระตุกฝันร้าย ทำให้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองผวา
มันจึงน่าจะเป็นผลดีกับ “ลุงตู่” ที่จะได้ตีตั๋วต่อ.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

ระวังป่วน

ระวังพวกหัวรุนแรง- ก่อวินาศกรรม

"บิ๊กป้อม"สั่งเข้มทั่วประเทศ ฝ่ายความมั่นคง งานการข่าว เฝ้าระวัง หัวรุนแรง- ก่อวินาศกรรม ทำลายภาพลักษณ์ ช่วงสงกรานต์

            
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เปิดเผยภายหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุม การประชุมศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ ( ศมบ.)

โดยมีฝ่ายความมั่นคงและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตำรวจทุกจังหวัด รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงใหม่ อุดรธานีและสงขลาเข้าร่วมโดยผ่านระบบทางไกล เพื่อเตรียมความพร้อมรักษาความมั่นคงปลอดภัยของสังคม การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 

          
พล.ท.คงชีพ ระบุว่า ภาพรวมมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยทางสังคม ช่วงเทศกาลสงกรานต์  ฝ่ายความมั่นคง ยังคงให้ความสำคัญกับงานด้านการข่าว การบูรณาการการทำงานร่วมกัน รวมทั้งจัดให้มีแผนเผชิญเหตุหรือมาตรการรองรับเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินระดับพื้นที่ เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว 

          
ในพื้นที่ชั้นใน จะจัดเป็นพื้นที่จัดงานเฉพาะ ( Zoning ) และขอความร่วมมืองดจำหน่ายแอลกอฮอล์  รณรงค์แต่งกายให้เหมาะสมและร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม  

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จะเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายกับทุกกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นภัยกับสังคมและสถานประกอบการที่เป็นแหล่งมั่วสุม  การเพิ่มแสงสว่างและกล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยงให้มากขึ้น  

ทั้งนี้ในพื้นที่ชั้นนอก ที่ติดประเทศเพื่อนบ้าน ฝ่ายความมั่นคงยังคงเข้มสกัดกั้นอาชญากรรม ยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนภาพรวม
          
สำหรับการดำเนินงานตามแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 61 ช่วงคุมเข้ม 7 วันอันตราย ( 11-17 เม.ย. 61 ) จะเน้นทำงานร่วมกันระดับพื้นที่มากขึ้น โดยมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ( ศปถ.) ต้ังแต่ระดับจังหวัดลงถึงระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนย้อนหลัง 3 ปีในแต่ละกลุ่มพื้นที่เฝ้าระวัง และปัจจัยเสี่ยง ทั้งด้านคน ด้านยานพาหนะ ด้านถนนและด้านสภาพแวดล้อม  

          
โดยเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงเข้มบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับ ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ประมาท ขาดวินัยและไม่เคารพกฎจราจร โดยเฉพาะขับรถเร็ว เมาสุรา ไม่มีใบขับขี่ การขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย  , ยานพาหนะที่ดัดแปลงและไม่ปลอดภัย  , การปรับปรุงเสริมความปลอดภัยกับถนนที่เป็นจุดเสี่ยง จุดอันตรายที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยจากการชำรุดของผิวถนนและพื้นที่ก่อสร้าง รวมทั้งเพิ่มแสงสว่างและป้ายสัญญาน , การจัดตั้ง"ด่านชุมชน"และ "สถาบันครอบครัว" เฝ้าระวังกันเอง , การขอความร่วมมือผู้ประกอบการหยุดหรือหลีกเลี่ยงกิจการรถบรรทุกช่วงเทศกาลสงกรานต์
         
"พล.อ.ประวิตร กำชับให้ความสำคัญกับแผนบูรณาการฯดังกล่าว พร้อมให้ทุกส่วนราชการ ตื่นตัวและให้ความสำคัญกับมาตรการด้านการข่าว เฝ้าระวังการก่อวินาศกรรมและป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด จากกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มเห็นต่าง ที่ต้องการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะศูนย์กลางระบบขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำและอากาศ รวมทั้งจุดเสี่ยงอื่น ๆ "

ขณะเดียวกันในพื้นที่จัดงานที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมระดับพื้นที่โดยมีแผนเผชิญเหตุและการซักซ้อมร่วมกัน  มีการหมุนเวียนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่
           
สำหรับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนพล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้ ศปถ.ในทุกระดับ ต้องถือเป็นหน้าที่และจริงจังในการนำข้อมูลทางสถิติและปัจจัยเสี่ยงระดับพื้นที่ที่ผ่านมา ไปบริหารงานและปรับแก้ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ  พร้อมทั้งเตรียมชุดปฏิบัติงานเร่งด่วน ตอบสนองการแจ้งเหตุจากประชาชน   พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ สตช.เพิ่มความถี่การตรวจ เข้มงวดบังคับใช้กฎหมายจราจรและมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุตามคำสั่งคสช.อย่างเคร่งครัด 

          
โดยตำรวจทางหลวงรับผิดชอบในเส้นทางสายหลัก  กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบในเส้นทางสายรองและให้ความสำคัญกับการทำงานของด่านชุมชน โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงกลางคืน  ซึ่งทุกด่านตรวจต้องใช้คำพูดสุภาพ วาจาเป็นมิตรและต้องไม่มีการเรียกรับส่วยโดยเด็ดขาด  

พร้อมทั้งกำชับให้กระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมแผนด้านการตอบสนองหลังการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที  ทั้งนี้ขอให้ทุกส่วนราชการการประสานความร่วมมือกับสื่อมวลชน ร่วมประชาสัมพันธ์สร้างการตระหนักรู้และรณรงค์การมีส่วนร่วมของประชาชนควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้  เป็นเทศกาลแห่งความสุข ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม 

           
อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แจ้ง 1190, พบการชำรุดของเส้นทางที่เป็นเหตุของอุบัติเหตุ แจ้ง 1586  , พบความเสี่ยงหรืออุบัติเหตุบนทางหลวง แจ้ง 1193  , พบเหตุด่วน เหตุร้าย แจ้ง. 191

อย่ารีดไถ ประชาชน อย่า ออกใบสั่ง มั่ว!!

อย่ารีดไถ ประชาชน อย่า ออกใบสั่ง มั่ว!!
"บิ๊กป้อม" สั่งตำรวจ ตั้งจุดตรวจ-จุดสกัด ห้ามรีดไถเงินประชาชน ชี้ ออกใบสั่ง ต้องยึดกฎหมาย/ประชุม "ศบม."วางมาตรการรับมือช่วงสงกรานต์ รถบรรทุก เลี่ยงทางหลัก วิ่งทางรอง หวังลดอุบัติเหตุ/ชี้ รถบัส2 ชั้น 900 กว่าคัน หากไม่ให้เขาวิ่ง ก็จะต้องแก้ไข และใครจะเยียวยา
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ ( ศมบ.) เพื่อเตรียมพร้อมในการรักษาความปลอดภัยและอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2561 โดยมีผู้แทนเหล่าทัพ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงคมนาคม เข้าร่วม

มีรายงานว่าที่ประชุม มีการหารือแผนมาตรการรับมือในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยเฉพาะการออกมาตรการห้ามรถบรรทุกหรือรถสิบล้อวิ่งในเส้นทางหลัก เพื่อป้องกันการจราจรแออัดและลดอุบัติเหตุในช่วงเวลาเร่งด่วน นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการ สั่งการผ่านวีดีโอทางไกล กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 76 จังหวัด

การประชุมครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร สั่งการให้ผบ.หน่วย ตั้งจุดตรวจสกัดและบริการประชาชนตามจุดต่าง ๆ พร้อมทั้งมีการกำชับเจ้าหน้าที่ ห้ามมีพฤติกรรม รับสินบนหรือรีดไถประชาชน โดยเฉพาะเน้นย้ำในพื้นที่หัวเมืองที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งนอกจากนี้ยังต้องเกาะติดกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดที่จะใช้ช่องทางในช่วงเทศกาลดังกล่าว
พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุม เพื่อเตรียมพร้อมในการรักษาความปลอดภัยและอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ ตามจุดสกัดเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ให้เมาแล้วขับรถ และจะดำเนินการยึดรถอย่างจริงจังโดยจะให้ทุกคนได้ปฏิบัติตามกฎหมายตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.ก็ต้องช่วยกัน และปีนี้เรามีการร่วมมือการบูรณาการทุกฝ่าย รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาคเอกชน เราไม่อยากให้มีคนเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้รวมถึงช่วงต่อ ๆ ไปจะลดลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

"การตั้งจุดตรวจ จุดสกัดไปเก็บเงินไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาต้องกำชับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ชัดเจนไม่ให้ไปหาเศษหาเลยกับผู้ใช้รถใช้ถนนการออกใบสั่งก็ขอให้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา" พล.อ.ประวิตร กล่าว

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ส่วนรถ2ชั้น และรถบรรทุกนั้น มีการออกแบบให้ใช้ได้ ก็ต้องให้เขาใช้
เพียงแต่ถนนสายหลักทางด้านอีสาน ให้ไปใช้เส้นทางรองในช่วงสงกรานต์ เนื่องจากรถติดมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะถนนสายหลักทางด้านอีสานเท่านั้น ยังมีถนนสายหลักอื่น ๆ ซึ่งตำรวจจะเป็นผู้กำหนดถนนสายหลัก ที่คนใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก รถบรรทุก รถบัส 2 ชั้น จะต้องหลีกเลี่ยงและไปใช้เส้นทางอื่น เนื่องจากเบียดเสียดยัดเยียดกัน ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

ส่วนที่นายกรัฐมนตรี ให้ไปหารือกำหนดความสูงของรถ โดยสาร 2 ชั้น และให้วิ่งเฉพาะในเมือง ไม่ให้วิ่งเส้นทางไกลนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปดู เนื่องจากเราได้ออกใบอนุญาต ให้รถโดยสาร 2 ชั้นไปแล้วจำนวน 900 กว่าคัน ก็ต้องมีการประชุมกัน หากไม่ให้เขาวิ่งก็จะต้องแก้ไข และใครจะเยียวยา ต้องให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้พูดคุยกันก่อน

113 พันเอกพิเศษ!!

113 พันเอกพิเศษ!!
"บิ๊กเจี๊ยบ" เซนต์คำสั่ง ย้าย113 ผู้การกรม ราบ -ม้า -ปืน -รบพิเศษ-บูรพาพยัคฆ์ "ทหารเสือราชินี" เด็กบิ๊กตู่ เสียบ "ผบ.ร.21รอ."/บูรพาพยัคฆ์ ขยับตามไลน์/เสธ.กัง ได้ ผบ.ร.112/ "ผู้การเดอะ" ทหารม้า นั่งผบ.ม.6
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ลงนามในคำสั่ง ทบ.214/2561 แต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับ พันเอกพิเศษ 113 นาย หรือที่เรียกว่า โผผู้การกรม
"เสธ.รุ่ง" พันเอกชิษณุพงศ์ รอดศิริ ผบ.ร.12รอ. (เตรียมทหาร26 )เป็น รอง ผบ.พล.ร.2รอ.
พันเอกปัญญา ตั้งความเพียร (ตท.27) รอง ผบ.ร.12รอ. ขึ้นเป็น ผบ.ร.12รอ.
เสธ.ต้น พันเอกสุทธิชัย ศรลัมพ์ (ตท.29) รองผบ.ร.21รอ. น้องรัก "นายกฯบิ๊กตู่" ขยับ เป็น ผบ.ร.21รอ.
ผู้พันกัง พันเอก ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผบ.พัน ร.มทบ.11 (ตท.32) น้องรักมือขวา บิ๊กแดง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผช.ผบ.ทบ. ขยับพรวด ขึ้น ผบ.ร.112 เลย
พันเอกจักรพงศ์ พันธุ์มงคล (ตท.29) ผบ.ร.112 เป็น ผบ.ร.111
ผู้การเดอะ พันเอก ชายธนัญชา วาจรัต (ตท.32) จาก ผบ.ทหารพราน 13 ทหารม้าน้องรัก บิ๊กอ้อ พลเอกวิลาส อรุณศรี เลขาฯนายกฯ และ ลูกรัก บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร ได้กลับหน่วยทหารม้า เป็น ผบ.กรมทหารม้าที่6. แทน พันเอกสมบัติจินดาศรี (เตรียมทหาร 22)ที่ขยับ ขึ้นรองผู้บัญชาการกองพลทหารม้า ที่3
เสธ.หนุ่ย พันเอกธนภัทร นาคชัยยะ เสธ.รพศ.1(ตท.26) เป็น รอง ผบ.พล.รพศ.1 พันเอก สุวัฒน์ โตเสวก ผบ รพศ2 เป็น เสธ รพศ. 1 พันเอกเดชา ศรีมงคล (ตท.28) เป็น ผบ.รพศ.2

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

ละครการเมือง?

 
Pat Hemasuk
2 ชม.
ผมอยากจะสรุปข่าวต่างประเทศประจำสัปดาห์ในย่านเอเซีย เลือกเอาเฉพาะเรื่องที่สะใจ

สำนักข่าวซินหัวของจีนได้รายงานข่าวสรุปว่า ตี๋คิมแห่งเกาหลีเหนือประสพความสำเร็จอย่างสูงในการไปเยือนจีน และได้เจรจาความเมืองทุกเรื่องกับเฮียสีเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่โผล่ออกมาแทรกข่าวตั้งแต่วันแรกที่ไปเยือนก็คือตี๋คิมนั้นเห็นด้วยที่จะให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ และยินดีจะเจรจากับทรัมป์ หลังจากที่เกาหลีเหนือผูกมิตรกันเรียบร้อยกับเกาหลีไต้ไปก่อนหน้านั้น

แต่ผมไม่คิดหรอกครับว่าตี๋คิมจะยอมให้ประเทศของตัวเองไร้ขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ เพราะเกาหลีเหนือพูดเสมอว่าอาวุธของตัวเองนั้นไม่เป็นอันตรายต่อเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ถ้าตราบใดไม่มายุ่งกับเกาหลีเหนือก่อน และอาวุธพวกนี้พร้อมที่จะถล่มพื้นที่ในดินแดนสหรัฐ ถ้าต้องการจะเปิดศึกกับเกาหลีเหนือจริงๆ เรื่องนี้เฮียสีแกเป็นกาวใจให้ ปธน.ทรัมป์มาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาที่ ปธน.ทรัมป์ต่อสายตรงของคุยกับเฮียสีให้จัดการเกาหลีเหนือ และได้คำตอบจากจีนว่า ถ้าเกาหลีเหนือเปิดสงครามก่อน จีนจะจัดการเกาหลีเหนือเอง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจีนจะไม่เข้าไปสอดมือยุ่งเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งก็ตรงกับที่เกาหลีเหนือเคยประกาศเอาไว้เพียงแต่พูดให้ดูนุ่มขึ้นเท่านั้นเอง และหลังจากที่ตี๋คิมและเฮียสีคุยกันจบ สำนักข่าวซินหัวของจีนก็ออกข่าวแทรกข่าวหลักว่าเกาหลีเหนือพร้อมคุยกับ ปธน.ทรัมป์แล้ว

ผมบอกได้เลยว่าเกาหลีเหนือมาถูกทางมาก ถ้าไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในมือป่านนี้คงโดนสหรัฐจับมือกับญี่ปุ่นยำตรีนไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ทดสอบเครื่องยนต์จรวดของตัวเอง แต่หลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธโชว์หลายลูกว่าระยะยิงนั้นไปถึงทุกเมืองใหญ่ในสหรัฐแน่นอนและทดลองระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ขนาดเล็กพอที่จะบรรจุลงขีปนาวุธสำเร็จ เกาหลีใต้ก็ตีตัวออกห่างลูกพี่ใหญ่อเมริกาอย่างออกหน้าออกตา แล้วไปเปิดสัมพันธ์อันดีกว่าแต่ก่อนกับเกาหลีเหนือทันที ผมเชื่อว่าประชาชนเกาหลีใต้ก็เห็นด้วยกับแนวคิดสายพิราบของ ปธน.มูน แจอิน ที่เป็นมิตรกับเกาหลีเหนือมากขึ้น เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์และกำลังรบมหาศาล เกาหลีใต้มีเงินและเทคโนโลยี จูบปากกันได้เมื่อไรก็จะเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบมากจนญี่ปุ่นจะต้องคิดหนัก