PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561

เอาไงดี

เอาไงดี



เมืองไทยมีปัญหารอให้รัฐบาลแก้ไขมากมาย ก่ายกอง
ปัญหาเก่าๆกองเป็นภูเขาเลากา ยังมีปัญหาใหม่ๆ งอกเพิ่มขึ้นๆทุกวันๆ
และทุกปัญหาจะไหลไปกองรวมกันที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียว
แม้มีอำนาจพิเศษ ม.44 ในมือก็แก้ปัญหาไม่ได้ทุกเรื่องแน่นอน
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าปัญหาหนักอกที่ “นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจยากที่สุด คือปัญหาโครงการก่อสร้างหมู่บ้านตุลาการเชิงดอยสุเทพ
หรือ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ที่กำลัง ดังระเบิดเถิดเทิง
แม้โครงการนี้จะดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน
แต่เกิดผลกระทบทำให้พื้นที่ป่าเชิงดอยสุเทพ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ “แหว่งเป็นง่าม ถ่อ” ไปมากพอสมควร
ทำให้เครือข่ายประชาชนชาวเชียงใหม่เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการหมู่บ้านป่าแหว่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กันอึกทึกครึกโครม
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าข้อเรียกร้อง ของกลุ่มทวงคืนผืนป่าดอยสุเทพมีสาระหลักๆอยู่ 3 ประเด็น
1,ขอให้ นายกฯบิ๊กตู่ สั่งยุติโครงการก่อสร้าง และรื้อถอนอาคารต่างๆ ออกจากพื้นที่โดยพลัน
2,ขอให้รัฐบาลกำหนดให้พื้นที่เชิงดอยสุเทพทั้งหมดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างใดๆตลอดไป
3,ให้รัฐบาลสนับสนุนงบก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา และอาคารชุดในพื้นที่ใหม่ เพื่อคืนผืนป่าดอยสุเทพให้กลับคืนสภาพธรรมชาติตามเดิม
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าประเด็นที่ทำให้นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจยาก คือข้อเรียกร้องให้รื้อถอนบ้านพักผู้พิพากษา 38 หลัง และอาคารชุดอีก 2 อาคาร ซึ่งสร้างเสร็จแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
เพราะหากรื้อถอนอาคารต่างๆ ออกไป งบที่ใช้ก่อสร้างกว่าสามร้อยล้านบาทก็สูญฟรี!!
แต่ถ้าไม่รื้อ ปล่อยให้คาอยู่ต่อไป ก็เป็นหนามตำใจชาวเชียงใหม่ไปอีกยาวนาน
แม้จะเปลี่ยนสภาพบ้านพักตุลาการ ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ หรือใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม ฯลฯ
ก็ไม่ใช่เป้าหมายที่ชาวเชียงใหม่เรียกร้องต้องการ
คือต้องการให้ผืนป่าดอยสุเทพสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ กลับคืนสู่สภาพเดิม
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จะฟังเสียงเรียกร้องของ กลุ่มคัดค้านฝ่ายเดียวก็ไม่ได้
ต้องฟังฝ่ายศาลอีกทาง เพื่อให้เกิดความสมดุล
แม้โฆษกศาลยุติธรรมจะยืนยันว่า หาก “พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจอย่างไร ทางศาลยินดีปฏิบัติตาม
แต่โครงการนี้ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายครบถ้วนทุกขั้นตอน
การจะให้ยุติการก่อสร้างกลางคันทำไม่ได้!!
เพราะจะผิดสัญญาก่อสร้างที่มีเงื่อนไขผูกพัน
หรือจะทุบทิ้งบ้านพักผู้พิพากษา ก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินราชการ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคล
“แม่ลูกจันทร์” นึกไม่ออกจริงๆ ว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะตัดสินใจให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันได้อย่างไร??
ฝ่ายหนึ่งยืนยันต้องรื้อให้กลับคืนสภาพเดิม
อีกฝ่ายยืนยันว่ารื้อไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินราชการ
สรุป...จะรื้อ? หรือจะไม่รื้อ...? ต้องเลือกเอาซะทาง.
“แม่ลูกจันทร์”

สูตรเตี่ย ‘ท็อป’ ยืนสบาย

สูตรเตี่ย ‘ท็อป’ ยืนสบาย



นับวันยิ่งเห็นชัด กับความเป็นตัวตนของ “นายกฯลุงตู่” ที่นักการเมืองอาชีพยังสู้ไม่ได้
โฟกัสจากช็อตล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ออกลีลาท่าเต้นเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” จับไม้จับมือ ทำสัญลักษณ์ร่วมเฟรมกับเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง “BNK48” ที่ทำเนียบรัฐบาล
โดยไม่มีอาการเคอะเขิน ไม่มีเก๊ก ทุกอย่างไหลไปตามธรรมชาติ
ตุนคะแนนความน่ารัก หักล้างภาพเผด็จการทหารจนแทบไม่เหลือคราบเลย
แถมในจังหวะลอยหน้าลอยตาตอบคำถามนักข่าวแบบชิวๆ ถึงกระแสดูดนักการเมืองเข้าค่าย
“ฉันไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น”
สะท้อนอารมณ์สบายๆของคนที่ตุนแต้มต่อ ถือไพ่เหนือกว่าอยู่ในมือ
ถึงตรงนี้ “นายกฯลุงตู่” แต่งตัวพร้อม รอแค่ฤกษ์เปิดตัวลงสนาม
ตรงกันข้ามกับอาการดิ้นพล่าน นักการเมืองที่โวยวาย 3 เวลาหลังอาหารทุกวัน
โดยเฉพาะคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ ไล่ตั้งแต่หัวแถวอย่าง “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หัวหน้าพรรค ที่เปิดฉากตามบี้ ไล่เบิ้ลบลัฟพรรคใหม่ ตั้งแต่นาทีแรกที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เปิดไต๋สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ตั้งท่าล่อเป้ากันแบบโจ๋งครึ่ม ไม่ไว้ไมตรี ไม่มีกั๊ก
เขียนบท เซตฉาก มโนกันคึกคัก ล่าสุดก็เป็นตัวเลข 4 หมื่นล้านจาก “ข่าวไม่กรอง” สำนัก “แจ็คผู้ฆ่าลุงกำนัน” นายวัชระ เพชรทอง จอมแฉเบอร์หนึ่งแห่งค่ายประชาธิปัตย์ อ้างกลุ่มทุนลงขันตั้งพรรคทหาร
ฉายหนังขายยารุ่นโบราณ ประจานพรรคท็อปบูตตามสูตร
พูดกันตามเนื้อผ้า อดีตแนวร่วมอย่าง “อภิสิทธิ์” และทีมงานประชาธิปัตย์ออกอาการ
เต้นชัดมากกว่าโจทก์ตัวจริงอย่างพรรคเพื่อไทย ลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” ซะอีก
ตามเดิมพันที่อ่านไต๋ตื้นๆ จับทางได้ง่ายๆ
โดยเงื่อนไขสถานการณ์ ถ้าพรรคการเมืองหนุน “นายกฯลุงตู่” ทำตัวเลข ปั่นแต้มได้สูงเท่าไหร่
ประชาธิปัตย์ก็หมดราคาต่อรองไปเท่านั้น
เผลอๆจะตกรถไฟขบวนไทยนิยม เส้นทางอำนาจเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปีเป็นอย่างต่ำ
“อภิสิทธิ์” ยิ่งออกตัวแรง ยิ่งพาประชาธิปัตย์ถลำลึก ส่อกลับลำยากลำบาก
โดยสถานการณ์กลายเป็นนักการเมือง “คาบเกี่ยว” รุ่นเก่ากับเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง “ท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ประคองจังหวะรักษาพื้นที่ยืนได้สบายๆกับเหลี่ยมออกตัว แสดงท่าทีสนับสนุนการดึงนักการเมืองเข้าไปช่วยงานรัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่”
ด้วยเหตุผลตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สังคมได้เห็นแล้วว่า การบริหารงานของ คสช.อาจตรงแบบทหาร ทำให้ไม่มีความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหารากหญ้า การที่นายกฯมีนักการเมืองเข้าไปช่วยให้คำปรึกษา รัฐบาลจะได้เข้าถึงประชาชนว่ามีความต้องการ หรือมีความเดือดร้อนเช่นไร จะได้เห็นภาพจริงมากกว่าที่คนอื่นมาเล่าให้ฟัง
วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวเรือใหญ่นำเรือออกทะเลไปแล้ว
เราไม่สามารถเปลี่ยนเรือได้ แต่สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานของเรือลำนี้ได้ ทำให้เรือไปถึงฝั่งด้วยความเข้มแข็ง
ไม่ใช่ผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพให้รัฐบาลมากกว่า
นี่แหละแบบฉบับลีลา “มังกร” ของอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ผู้ล่วงลับ
เบื้องต้นมันคือการตอบรับ พร้อมร่วมงานกับทีมงาน “นายกฯลุงตู่”
และก็ไม่แปลกถ้าเร็วๆนี้จะมีตัวแทนของพรรคชาติไทยพัฒนาได้รับทาบทามให้เข้าร่วมงานของรัฐบาล “นายกฯลุงตู่” เหมือนกับทีมงานค่าย “พลังชล”
แต่จะมองว่า แบะท่าพร้อมโดนดูดก็ไม่ได้
เพราะในคิวเดียวกันนายวราวุธก็ยืนยันด้วยน้ำเสียงนิ่มๆแต่
แฝงนัยแกร่งๆเลยว่า จะมีธงของพรรคชาติไทยพัฒนาปักอยู่ทุกภาคของประเทศไทยแน่นอนในการเลือกตั้งรอบต่อไป
เป็นที่รู้กัน “พรรคชาติไทย” เป็นสมบัติที่อดีตนายกฯบรรหารหวงแหนยิ่ง
ก็ขนาดสมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร พยายามเปิดพลังดูด ไล่บี้ไล่ต้อนไล่ทุบแล้วทุบอีก ยังดูด
“บิ๊กเติ้ง” เข้าคอกไม่ได้
แล้วยุคนี้ถ้าพรรคชาติไทยพัฒนาหายไป เท่ากับ “หนุ่มท็อป” รักษาสมบัติของเตี่ยไว้ไม่ได้
นี่คือความจำเป็นที่ทีมหนุน “ลุงตู่” ย่อมรู้เงื่อนไขดี.
ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

ประกาศแล้ว! ม.44 ยกเลิกกระบวนการสรรหากสทช.ชุดใหม่

ประกาศแล้ว! ม.44 ยกเลิกกระบวนการสรรหากสทช.ชุดใหม่


วันนี้ (24 เมษายน) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๖๑เรื่อง การยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคล มีรายละเอียดระบุว่า เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติตามที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อปรับปรุง โครงสร้างและอํานาจหน้าที่ ตลอดจนกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมทั้งวิธีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว แต่โดยที่ปรากฏว่าได้เกิดสภาพปัญหาในทางปฏิบัติเป็นอย่างมาก ทําให้การสรรหาและคัดเลือกบุคคลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหา และคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับปรากฏข้อร้องเรียนเป็นจํานวนมากเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ผ่านการสรรหา เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว จึงเป็นการสมควรที่จะต้องระงับ กระบวนการสรรหาและคัดเลือกไว้ก่อน เพื่อให้มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและเหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีความสามารถที่เหมาะสมต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูปการกํากับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และประชาชน
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งได้ดําเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่ คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และให้ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๒ ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ยังคงดํารงตําแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่จําเป็น ไปพลางก่อนต่อไป ตามที่กําหนดในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ในระหว่างนี้หากกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติพ้นจากตําแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๓ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหา และคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ และดําเนินการให้มีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

ข้อ ๔ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ แห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้
ข้อ ๕ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ


นายกคนกลาง

ตัวจิ๊ดดดด ปรี๊ดดดดด ข่าว...ฉบับวัน ครม.

-"โอนิกิริ " บิ๊กตู่ ก็เป็น โอตะ BNK48 /
BNK48 ก็ FC ลุงตู่
-  ไม่ใช่ นายกฯคนนอก แล้ว นะ "บิ๊กตู่" ส่อแวว เป็น"นายกฯคนกลาง"

--แถมจะเป็น ท่าน ว่าที่ "หัวหน้าพรรค"!!-"บิ๊กตู่" ปัดตอบ อนาคตจะ เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เอง หรือไม่  เข่นพรรคของนาย"สมคิด" ที่มีข่าวว่า จะใช้ชื่อพรรค"ภูมิธรรม"...แต่ทว่า ก็ไม่ปฏิเสธ โดย เปรย"ไม่รู้"  ยันยังไม่ได้ตกลงอะไรกับพรรคไหน 
--และ ยังไม่ได้ "เดิน"อะไร  ยังไม่ได้ "ดูด"ใคร  แต่ยันจะร่วมงานกับ นักการเมืองดีๆ แต่ ยังไงที่เรียกว่าดี ...แต่ยอมรับ เคยคุยนักการเมือง ที่ก็ออกตัวว่า อยากทำหลายอย่าง แต่ติดขัด เรื่องนโยบายพรรค 
-- รอดู จะพรรค"พลัง ประชารัฐ" หรือ "พรรคสมคิด" รอดู!!

--"บิ๊กตู่" ยัน ไม่ใช่ เครื่อง ดูด!!-โต้ "อภิสิทธิ์-วัขระ "ยัน ผมไม่ใช่ เครื่องดูดอากาศ เครื่องดูดฝุ่น ไม่ได้ดูด อดีตสส.นักการเมือง ยันไม่ได้บีบทางธุรกิจใคร ..ขออย่าเรียก"ดูด"ตามนักการเมือง หรือ ดูด "เนวิน"ใครจะดูด หรือถูกดูด ก็เป็นเรื่องของเขา

--บิ๊กตู่ ซัด"วัชระ เพชรทอง"ออกมา พูดเรื่อย เอามาจากไหน ทุน4หมื่นล้าน เข้าพรรคทหาร ไม่ใช่เงินน้อยๆ เอาเงินมาตั้งพรรค ถ้าได้มาขนาดนั้น เอาไปดูแลปชช ดีกว่า ยัน100% ผมไม่ได้ทุจริต แต่ในระบบ มีมั้ย ก็ไปดูกัน  ยันรัฐบาลนี้ นำเข้าสู่ขบวนการ ณ ทั้งหมด และว่ากันด้วยหลักฐาน  เล็ง ใช้กม. ฟ้อง ทำเสียหาย  ทั้งคนพูดและ สื่อมี่ลงข่าว ชี้มี พรบ.คอมพิวเตอร์ ด้วย

-- จะยังไม่ตั้ง นักการเมือง มาเป๋น ที่ปรึกษา เพิ่ม/ เผย สนธยา คุณปลื้ม  ช่วยงานEEC 

- บิ๊กป้อม อย่างเท่. อเมริกา ตั้งแถวต้อนรับ  แถม รมว.กห. มารับถึงรถ

จากเพจวาสนา

เป็นนายกเหนื่อยมั้ย

"เป็นนายกฯเหนื่อยมั้ย คับ?"
"บิ๊กตู่"เปรย อยู่ที่ว่า จะไปทางตรง ที่ขรุขระ หรือทางอ้อม

"นายกฯบิ๊กตู่" ตอบว่า เป็นธรรมดาในการทำงานทำสิ่งดีๆ บางทีมันก็เหนื่อย ถ้าเราคิดถึงเรื่องความเป็นจริง คนเราการทำงานมี2 อย่าง 

ทางหนึ่งทำโดยสุจริต ต้องมีปัญหาเยอะแยะ มันอาจจะเป็นเส้นทาง ที่อ้อมไปอ้อมมา มันเหนื่อยตรงนี้แหละ 

แต่ถ้าจะไปเส้นทางที่ไม่ดี มันก็เป็นเส้นทางสั้น ๆ เดินไปตรง ๆ มันต้องเดินโดยการแก้ไขปัญหาไปเรื่อย ๆ ก็จะมีเด็ก ๆ เป็นกำลังใจให้ลุง นี่ล่ะ"

ว่าที่หัวหน้า

ท่าน ว่าที่ "หัวหน้าพรรค"!!

"บิ๊กตู่" ปัดตอบ อนาคตจะ เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เอง หรือไม่  เข่นพรรคของนาย"สมคิด" ที่มีข่าวว่า จะใช้ชื่อพรรค"ภูมิธรรม"...แต่ทว่า ก็ไม่ปฏิเสธ โดย เปรย"ไม่รู้"  ยันยังไม่ได้ตกลงอะไรกับพรรคไหน และ ยังไม่ได้ "เดิน"อะไร  ยังไม่ได้ "ดูด"ใคร  แต่ยันจะร่วมงานกับ นักการเมืองดีๆ แต่ ยังไงที่เรียกว่าดี ...แต่ยอมรับ เคยคุยนักการเมือง ที่ก็ออกตัวว่า อยากทำหลายอย่าง แต่ติดขัด เรื่องนโยบายพรรค 

เมื่อถามย้ำว่า การบอกว่า "ไม่รู้" แสดงว่า ไม่ปฏิเสธ ว่า อนาคตอาจเป็นหัวหน้าพรรค ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่รู้ คือ ไม่รู้ ไม่แสดงว่า อะไรทั้งนั้น

จะพรรค"พลัง ประชารัฐ" หรือ "พรรคสมคิด" รอดู!!

ท้าแล้วกลัว 'ลุงตู่' ทำไม

ท้าแล้วกลัว 'ลุงตู่' ทำไม



เขียนบทเอง เล่นดราม่าเอง มาเป็นฉากๆเลย
กับลีลาของ “เสี่ยตี๋” นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีต ส.ส.ระยอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาบอกปัดกระแสชิ่งพรรคประชาธิปัตย์ ถูกดูดตามทีมงานค่าย “พลังชล”
โอดครวญร่ายยาวเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าย้ายค่ายใครจะเลือกพรรคทหาร เพราะฟังความรู้สึกของชาวบ้านส่วนใหญ่ในจังหวัดระยองสะท้อนความเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง
เจ็บช้ำน้ำใจจากการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. มายึดอำนาจ
จับไต๋ได้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ถือโอกาสรับมุกส่งไม้กับ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่เหน็บพรรคใหม่รายวัน
จับควันไฟเหมือนปล่อยออกมาจากในพรรคประชาธิปัตย์เอง
ทั้งๆว่ากันด้วยข้อมูลเบื้องหลัง ตามเงื่อนไขการเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออก นายสาธิตกับทีมชลบุรีของตระกูล “คุณปลื้ม” ยืนอยู่คนละข้าง เคยต่อสู้กันอย่างหนักมาตลอด
ซึ่งตามรูปการณ์เมื่อ “พลังชล” ถูกดึงมาอยู่ฟากเดียวกับทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” จึงไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะดึงนายสาธิตมาทับซ้อนให้วุ่นวายกันแต่อย่างใด
เรื่องของเรื่อง ถ้ามองกันเงื่อนไขสถานการณ์ เมื่อ “พลังชล” มาอยู่ฟากรัฐบาล โดยรูปเกมน่าจะเป็นนายสาธิตเองที่เป็นฝ่ายหวั่นไหว เพราะเคยเป็นมวยพลาดท่า แพ้ทางกันมาตลอด
โดยเฉพาะเมื่อทีมชลบุรีแข็งแกร่ง และยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่มีตัวช่วย
ตามเหลี่ยมมวย เลยต้องเตะตัดขา “เจาะยาง” ทีมชลบุรี แถมด้วยดิสเครดิตทีมหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ลูกเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์เริ่มอัดมาเป็นชุดๆ
และเท่าที่จับจุดจับทิศทางกระแสต่อต้านพรรคหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เดินอย่างเป็นระบบ
ตามฟอร์ม เริ่มจาก “ป้ายสีเขียว” ให้เป็นพรรคทหาร คสช.
ต่อมาก็เป็นการสร้างวาทกรรม “ดูด–ตกเขียว” สื่อให้เห็นภาพของการกวาดต้อน ส.ส.ของพรรคท็อปบูต ด้วยพลังเงิน อำนาจ ปืน ตามสูตร
จ่อซ้ำรอยทหารเล่นการเมืองไปตายตอนจบ
แต่อย่างไรก็ตาม จากที่เห็นการดึง 2 พี่น้องทีมพลังชล นายสนธยานั่งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง ขณะที่นายอิทธิพล คุณปลื้ม ในฐานะอดีตนายกเมืองพัทยา นั่งเก้าอี้ผู้ช่วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยวฯ โดยภารกิจสำคัญยังอยู่ที่ช่วยประสานโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (อีอีซี)
เอาเนื้องานมาเป็นปัจจัยประกอบเงื่อนไข “มัดจำ” แต้มแบบเนียนๆ
อาศัยเหลี่ยมเซียนเบี่ยงแรงกระแทกแค่นั้น
ยังไม่มีตรงไหนที่ส่อให้เห็นชัดว่ามีการทุ่มเงิน ใช้อำนาจกดดันให้นักการเมืองย้ายพรรค
และสังเกตได้แค่ว่า บรรยากาศความคึกคัก มันเริ่มตั้งแต่นาทีที่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “เปิดไพ่” ประกาศหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
โดยที่ “สมคิด” และทีมงานกลายเป็นเป้าล่อทันที
ตามสถานการณ์เหมือน “จอมยุทธ์กวง” แบกรับความเสี่ยงขึ้นไปจุดตะเกียงไฟบนประภาคาร ทำให้เห็นเส้นทางเรือที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ตีตั๋วไปต่อผ่านสนามการเมืองแน่
ทำให้นักการเมืองที่กำลังสละเรือเก่า ไม่อยากเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับยี่ห้อ “ทักษิณ” ไปเผชิญวิบากกรรมที่รออยู่ข้างหน้า ไร้ความหวังกับการรอ “ตายซาก” กับพรรคประชาธิปัตย์
เห็นแล้วว่า “นายกฯลุงตู่” คือทางเลือกที่ลงตัว
ไม่ต้องกลัวประชาชนด่า นักการเมืองพาบ้านเมืองกลับไปลงเหวอับปาง
นี่คือภาพจริงที่ขาใหญ่ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยหวั่นไหว จำเป็นต้องถล่มดักทางเอาให้หัวคะมำให้ได้ และสถานการณ์จะยิ่งร้อนแรงขึ้นภายหลังเดือนมิถุนายน ตามกำหนดที่ “ลุงตู่” แจ้งแล้วจะเปิดตัวแสดงความชัดเจน เป็นหนึ่งในบัญชีนายกฯจากพรรคการเมือง
ต้องโดนแรงกระแทกหนักกว่านี้อีกหลายเท่า
ตามสถานะ “คู่แข่ง” ที่นักเลือกตั้งอาชีพไม่เกรงใจ “รัฏฐาธิปัตย์” อีกต่อไป
แต่ขณะเดียวกัน นักการเมืองด่าไปก็ต้องเสี่ยงกับแรงสะท้อนกลับ เจอคำถามย้อนคอหอย ในเมื่อตอนแรกทุกเสียงก็ท้าให้ “นายกฯลุงตู่” แน่จริง มาสู้กันในสนามเลือกตั้ง
ครั้นพอถึงเวลาเจ้าตัวกระโดดลงมา เพื่อยกระดับความชอบธรรมกลับพากันรุมด่า
อาการมันจับไต๋ได้ สะท้อนความหวั่นไหวของนักการเมืองเจ้าถิ่น
“ลุงตู่” คือคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวของจริง.
ทีมข่าวการเมือง

เครื่องดูดฝุ่น

ไม่ใช่ เครื่อง ดูด!!

"บิ๊กตู่"โต้ "อภิสิทธิ์-วัขระ "ยัน ผมไม่ใช่ เครื่องดูดอากาศ เครื่องดูดฝุ่น ไม่ได้ดูด อดีตสส.นักการเมือง ยันไม่ได้บีบทางธุรกิจใคร ..ขออย่าเรียก"ดูด"ตามนักการเมือง หรือ ดูด "เนวิน"ใครจะดูด หรือถูกดูด ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ขอให้ดูแลสมาชิกพรรค ให้ดี..อย่ากลัว ขอทำอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล.....

บิ๊กตู่ ซัด"วัชระ เพชรทอง"ออกมา พูดเรื่อย เอามาจากไหน ทุน4หมื่นล้าน เข้าพรรคทหาร ไม่ใช่เงินน้อยๆ เอาเงินมาตั้งพรรค ถ้าได้มาขนาดนั้น เอาไปดูแลปชช ดีกว่า ยัน100% ผมไม่ได้ทุจริต แต่ในระบบ มีมั้ย ก็ไปดูกัน  ยันรัฐบาลนี้ นำเข้าสู่ขบวนการ ณ ทั้งหมด และว่ากันด้วยหลักฐาน  เล็ง ใช้กม. ฟ้อง ทำเสียหาย  ทั้งคนพูดและ สื่อมี่ลงข่าว ชี้มี พรบ.คอมพิวเตอร์ ด้วย

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

TOU44 ไอดอลลายพราง ที่ครองหัวใจคนไทยมา 4 ปีเต็ม

ที่มา : เพจ
The MATTER

TOU44 ไอดอลลายพราง ที่ครองหัวใจคนไทยมา 4 ปีเต็ม
.
ก่อนวันนัดหมายหยุดโลก ระหว่างไอดอล 2 กลุ่ม ในวันพรุ่งนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล เชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้จัก BNK48 กันดีอยู่แล้ว แต่ยังมีไอดอลอีกวงหนึ่งที่เราอยากแนะนำ เพราะทำการแสดงสดมา 4 ปีเต็ม และเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจคนบางกลุ่มอย่างเหนียวแน่น ไม่มีวันเสื่อมคลาย ไอดอลกลุ่มนั้นมีชื่อว่า TOU44 (จะอ่านว่า ทีโอยู-โฟร์-ตี้-โฟร์ หรือ ตู่สี่สิบสี่ ก็ได้)
.
.
สำหรับวงนี้ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2557 ใช้ความพยายามฟันผ่าอุปสรรคต่างๆ มามากมาย จนปัจจุบัน มีค่าตัวรวมกันถึง 13.7 ล้านล้านบาท (งบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ระหว่างปี 2557 – 2561)
.
สมาชิกของวงทั้งหมดมี 36 คน (จบการศึกษาไปแล้ว 23 คน) แต่เราจะขอแนะนำเฉพาะสมาชิกคนสำคัญๆ ที่ได้รับความนิยมสูง
.
#นายพลชราไลน์ (อดีตนายพลเกษียณอายุ ที่หันมาเสียสละ ทำงานให้กับบ้านเมือง)
- บิ๊กตู่ *กัปตัน
- บิ๊กป้อม
- บิ๊กป๊อก
- ประจิน
- ฉัตรชัย
#ประชารัฐไลน์ (ตัวแทนคนจากภาคเอกชน ที่เข้ามาช่วยกอบกู้เศรษฐกิจที่พังพินาศไปในยุคก่อนๆ)
- สมคิด
- อภิศักดิ์
- อุตตม
- สนธิรัตน์
- สุวิทย์
#กุมารไลน์ (ใครว่าไอดอลวงนี้จะมีแต่คนวัยชรา ยังมีสมาชิกถึง 5 คนที่อายุต่ำกว่า 60 ปี)
- กอบศักดิ์ (อายุ 49 ปี)
- วีระศักดิ์ (อายุ 52 ปี)
- ธีระเกียรติ (อายุ 55 ปี)
- สุวิทย์ (อายุ 56 ปี)
- อุตตม (อายุ 57 ปี)
นี่ยังไม่รวมถึงสมาชิกรายอื่นๆ
- วิษณุ --- เนติบริกร
- ไก่อู --- โฆษก
- หม่อมอุ๋ย – จบการศึกษาไปแล้ว แต่ยังจับตาวงนี้และแสดงความเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง
.
#สมาชิกรุ่นที่สอง?
ปัจจุบัน วง TOU44 อยู่ระหว่างการสรรหาสมาชิกรุ่นที่ 2 โดยไม่แสดงอาการรังเกียจไอดอลจากวงอื่นๆ ที่เคยอยู่มาก่อน มีการคาดหมายกันว่าสมาชิกรุ่นต่อไป จะประกอบด้วยคนการเมืองนามสกุลดัง ดังนี้ 1.คุณปลื้ม 2.สะสมทรัพย์ 3.ศิลปอาชา 4.ชิดชอบ 5.ลิปตพัลลภ 6.เทพสุทิน 7.ตันเจริญ และ 8.เทือกสุบรรณ
(หมายเหตุ: เป็นการคาดการณ์ ถึงเวลาอาจจะไม่มาร่วมวงก็ได้)
.
#ผลงานฮิต
แม้จะเพิ่งออกซิงเกิ้ลมาได้เพียง 6 เพลง แต่หลายเพลงกลับฮิตติดชาร์ต คนร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง โดยเฉพาะท่อน "..เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน.."
- คืนความสุขให้ประเทศไทย (2557)
- เพราะเธอคือประเทศไทย (2558)
- ความหวังความศรัทธา (2559)
- สะพาน (2560)
- ใจเพชร (2561)
- สู้เพื่อแผ่นดิน (2561)
.
#ตู้ปลา
แคปบิ๊กตู่ จะเปิดการแสดงให้ทุกคนชมทุกคืนวันศุกร์ ผ่านทีวีทุกช่อง ออกอากาศในเวลาสองทุ่มเศษเป็นต้นไป เหล่าโอตะทั้งหลายอย่าลืมติดตาม ณ ขอบจอกันด้วยนะ
.
#เหล่าโอตะ
สำหรับ 'โอตะ' หรือ แฟนคลับของวงๆ นี้ ว่ากันว่า มีจำนวนนับล้านคนเลยทีเดียว ประกอบด้วยกลุ่ม กปปส. / ม็อบนกหวีด / เสื้อหลากสี / ผู้นิยมทหาร / ผู้รังเกียจนักการเมือง / ฯลฯ
.
.
เมื่อแคปเฌอจะมาเจอกับแคปตู่มาเจอกัน โลกที่ดูหม่นหมอง อากาศร้อนๆ ที่ชวนให้ห่อเหี่ยว ก็พลันสดใสขึ้นทันที พรุ่งนี้ จะเกิดอะไรดีๆ ขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลบ้างนะ เราอยากจะรู้จัง

‘อภิสิทธิ์’แฉพรรคทหารดูดนักการเมือง ใช้เก้าอี้ผช.รมต.ล่อ ตั้งเป้าได้ไม่ต่ำกว่า25เสียง

‘อภิสิทธิ์’แฉพรรคทหารดูดนักการเมือง ใช้เก้าอี้ผช.รมต.ล่อ ตั้งเป้าได้ไม่ต่ำกว่า25เสียง


“อภิสิทธิ์” ปูดพรรคทหารจ้องดูดนักการเมือง ใช้เก้าอี้ ผช.รมต.ล่อ คาดเป้าหมายผู้มีอำนาจต้องได้ไม่ต่ำกว่า 25 เสียง
เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองว่า นอกจากได้ยินเรื่องดึงพรรคพลังชลก่อนหน้านี้แล้ว ยังได้ยินเรื่องกระบวนการของรัฐ และคนที่มีอำนาจรัฐจะมาเล่นการเมือง ซึ่งไม่จำเป็นต้องลง ส.ส. แต่อาจใช้สถานะตรงนั้นในการติดต่อภาคธุรกิจ ส่งสัญญาณว่าไม่ควรสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใด คิดว่าการกระทำลักษณะดังกล่าวไม่ต่างจากหลายระบอบที่เราต้องต่อสู้ในอดีต และคิดว่าขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้ผู้มีอำนาจขณะนี้ยุ่งกับการเมือง หรือไม่มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้งต่อไป
“ผมได้ยินมาอีกว่าตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรียังเสนอให้หลายคน หลายพรรค เสนอตำแหน่งไม่ใช่กับเพียงตระกูลสะสมทรัพย์ แต่กับ ปชป.ก็เสนอเช่นกัน และคิดว่าเป้าหมายของพรรคนี้จะต้องได้รับเสียงพอสมควร อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 25 เสียง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

‘อภิสิทธิ์’เรียกประชุมทีมกฎหมายพรรค ถกชี้แจงศาล ปมคำร้องคำสั่งคสช.ขัดรธน.

‘อภิสิทธิ์’เรียกประชุมทีมกฎหมายพรรค ถกชี้แจงศาล ปมคำร้องคำสั่งคสช.ขัดรธน.


“อภิสิทธิ์” เรียกประชุมทีมกฎหมาย 24 เม.ย. ถกความพร้อมชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญปมคำสั่ง คสช. ส่อขัดรัฐธรรมนูญ “วิรัตน์” เผย มั่นใจประเด็นเด็ดมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลเห็นอุปสรรค
เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ 53/2560 ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ทีมกฎหมายได้หารือกันเพื่อจัดทำข้อสรุปเนื้อหาคำชี้แจง ก่อนนำไปชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 เมษายนนี้ โดยมีประเด็นสำคัญที่มั่นใจว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจถึงเหตุผลการยื่นคำร้องของพรรค ปชป. และเข้าใจถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติจริงคือการยืนยันสมาชิกพรรคซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้พบว่ามีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ การมีวันหยุดราชการจำนวนมากในเดือนเม.ย. ทำให้เหลือเวลาเปิดทำการได้เพียง 20 วัน ประชาชนไม่อยู่ในภูมิลำเนา ซึ่งส่งผลต่อการยืนยันตัวเองของสมาชิกพรรค เพราะพรรค ปชป. มีจำนวนสมาชิกมากถึงกว่า 3 ล้านคน การใช้ระยะเวลาดำเนินการยืนยันสมาชิกเพียงแค่ 30 วัน ถือว่าไม่มากพอ

นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้มีการเรียกประชุมทีมกฎหมายของพรรคในวันที่ 24 เมษายน เวลา 14.00 น. เพื่อตรวจสอบคำชี้แจง รวมถึงประเด็นที่อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมพร้อมทั้งหารือกันถึงข้อสรุปว่า นายอภิสิทธิ์จะเดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองหรือมอบหมายให้ทางทีมกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการแทน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการวินิจฉัยโดยเร็วซึ่งจะไม่กระทบกับโรดแมปการเลือกตั้ง

ดาบ 2 คมจากกลยุทธ์ “ดูด” หนีไม่พ้น ได้อย่างเสียอย่าง

ดาบ 2 คมจากกลยุทธ์ “ดูด” หนีไม่พ้น ได้อย่างเสียอย่าง


สวนดุสิตโพลล่าสุด “ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในทรรศนะประชาชน” สะท้อนลักษณะ 2 ด้านของการตัดสินใจของ”คสช.”ได้อย่างเป็นรูปธรรมเด่นชัด
ไม่ว่าจะในเรื่อง “พลังดูด”ต่อ นายสนธยา คุณปลื้ม
ไม่ว่าจะในเรื่อง “การปลดล็อก” ให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมือง
เป็นลักษณะ 2 ด้านอันโบราณเรียกว่า “ดาบ 2 คม”
คม 1 เหมือนกับว่าคสช.และรัฐบาลสร้าง “กองหนุน”ได้เพิ่มขึ้น คม 1 เหมือนกับว่าคสช.และรัฐบาลสร้างความได้เปรียบ ขณะที่”พรรคการเมือง”ถูกมัดแขนมัดขา
แต่ในอีกด้าน คม 1 ก็ทำให้ประชาชนตาสว่าง แต่ในอีกด้าน คม 1 ก็ทำให้มองเห็นความเป็นชายชาติทหารของคสช.กับรัฐบาล

คสช.อย่าได้หงุดหงิด รัฐบาลอย่าได้หงุดหงิด ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเสียงสะท้อนผ่าน”โพล”จะยิ่งคมชัด
อย่างต่อคำถามกรณี นายสนธยา คุณปลื้ม
ร้อยละ 40.20 รัฐบาลต้องการดึงพรรคการเมืองเข้ามาร่วมทำงาน สร้างแนวร่วมร้อยละ 33.01 เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง ขยายอำนาจ
ชาวบ้านรู้ ชาวบ้านเข้าใจ

อย่างคำถามสมควรให้อิสระกับพรรคการเมืองแล้วหรือยัง ร้อยละ 44.47 ควรปลดล็อกโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเป็นประชาธิป ไตย เกิดความเท่าเทียม พรรคการเมืองมีอิสระ ทำกิจกรรมได้ ช่วยให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น
ร้อยละ 36.45 ควรปลดล็อกแต่มีเงื่อนไข มีกฎเกณฑ์ร่วมกัน
มีเพียงร้อยละ 19.08 เท่านั้นที่เห็นว่าไม่ควรปลดล็อกเพราะอาจเกิดความเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วง บ้านเมืองไม่สงบ วุ่นวาย รัฐบาลอาจควบคุมดูแลยาก
ชาวบ้านกินข้าว ชาวบ้านไม่ได้กินแกลบ ชาวบ้านไม่ได้กินหญ้า อย่างแน่นอน

ที่คิดว่ายื้อเวลา“ปลดล็อก”จะสร้างความได้เปรียบเห็นหรือไม่ว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น
ที่คิดว่าการใช้”พลังดูด”คือการสร้าง”กองหนุน” อาจไม่ใช่
ยิ่งตระเวนดูดจาก “ซุ้มชลบุรี”กระจายไปยัง”ซุ้มสุโขทัย”กระจายไปยัง”ซุ้มบ้านริมน้ำ”
ได้”คน”มา แต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้ “คะแนน”

ชักเคยตัว

ชักเคยตัว



กรณีที่ประชุม สนช.ลงมติไม่เห็น ชอบรายชื่อว่าที่กรรมการ กสทช.ชุดใหม่ที่ผ่านการสรรหามาแล้วทั้ง 14 คน
เททิ้งยกเข่งอีหรอบเดียวกับที่ สนช.โหวตล้มกระดานการสรรหา กกต.ชุดใหม่ยกกระบิ 7 คน
เท่ากับต้องเริ่มต้นการสรรหา กสทช.ชุดใหม่ซํ้าอีกที
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า “กสทช.” หรือมีชื่อเป็นทางการว่า “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ” เป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติชาติ มีอำนาจให้ใบอนุญาตธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียง และธุรกิจสื่อสารไร้สายครบวงจร ฯลฯ
และเก็บค่าต๋งจากธุรกิจเอกชนส่งเป็นรายได้ให้รัฐบาล
ถือว่า กสทช. 7 คนมีหน้าที่ดูแลขุมทรัพย์มูลค่านับล้านล้านบาทโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ประสงค์ลงสมัครสรรหา เป็นว่าที่ กสทช.ชุดใหม่ถึง 85 คน
มีผู้ผ่านการสรรหา ครบทั้ง 7 สาขา รวม 14 คน เพื่อเสนอที่ประชุม สนช.คัดเลือกให้เหลือ 7 คน ตามกติกา
แต่ปรากฏว่า ที่ประชุม สนช.โหวตเททิ้งยกเข่งไม่เหลือไว้ทำปุ๋ยหมักแม้แต่คนเดียว
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า กรณี สนช.ลากตั้ง พร้อมใจโหวตล้มกระดานว่าที่ กสทช.ทั้ง 14 ราย ไม่ใช่เกิดขึ้นปุบปับฉับพลัน
เพราะมีข่าวปูดล่วงหน้าก่อนที่ประชุม สนช.จะลงมติ 2 วัน ว่า ผู้ผ่านการสรรหาเป็น กสทช.ชุดใหม่ 8 คนจาก 14 คน มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ กสทช.
และมีข้อเสนอจาก สนช.บางคนให้ล้มกระดานการสรรหา กสทช.ชุดใหม่ทั้งหมด 14 คน ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
ส่วนจะมี “ใบสั่ง” จากใครหรือไม่? “แม่ลูกจันทร์” ไม่มีใบเสร็จยืนยัน
ถ้าไม่มีใบสั่ง “แม่ลูกจันทร์” ไม่เชื่อว่า สนช.ลากตั้ง 118 คน จะกล้าลงมติเททิ้งยกเข่งว่าที่ กสทช.ทั้ง 14 คน จนเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม
แต่จะมีใบสั่งหรือไม่มีใบสั่ง ยังไม่ใช่สาระสำคัญ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ รายชื่อว่าที่ กสทช.ที่เสนอให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาทั้ง 14 คน ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และผ่านการรับรองจากคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีทั้งผู้แทน ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้แทนศาลฎีกา ผู้แทนศาลปกครองสูงสุด ประธาน ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาแล้วเป็นอย่างดี
เหตุใด ในที่ประชุม สนช.ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า มีผู้ผ่านการสรรหาถึง 8 คน จากทั้งหมด 14 คน มีคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมจะปฏิบัติหน้าที่ กสทช.
1,ถ้าเป็นความจริง...แสดงว่าคณะกรรมการสรรหาบกพร่อง ผิดพลาด ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านการสรรหาให้รอบคอบรัดกุม
ปล่อยให้คนที่ขาดคุณสมบัติหลุดเข้ามาได้ถึง 8 คน
2,ถ้าเป็นความจริง...แสดงว่ายังมีผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเหมาะสมจะเป็น กสทช.ได้อีก 6 คน
เหตุใด ที่ประชุม สนช.จึงไม่ลงมติเห็นชอบ (หรือไม่เห็นชอบ) ผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนอีก 6 คน ให้เป็น กสทช.??
ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของ สนช.ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
แถมทำให้ผู้ผ่านการสรรหาทั้ง 6 คน ต้องสูญเสียโอกาส และได้รับความเสียหายร้ายแรง
จะเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่...?? ก็เสียวๆเหมือนกันนะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ปลุกกระแสเลือกตั้งใหญ่จุดไฟปฏิรูป : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

ปลุกกระแสเลือกตั้งใหญ่จุดไฟปฏิรูป : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส



การเมืองไทยจะปฏิรูปไปทิศทางใด หลังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองฉายภาพรวมให้เห็นถึงสถานการณ์และแนวโน้มภายใน

ได้ระบุถึงสภาพปัญหาทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีความขัดแย้งจนเกิดความรุนแรงหลายครั้ง เหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้วนเวียนมาอย่างยาวนาน

โดยเฉพาะในห้วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมในอำนาจปกครองที่แตกต่างกัน

ซึ่งเกิดจากความเชื่อ ทัศนคติ ความเข้าใจในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน

การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นักการเมืองขาดคุณสมบัติและจริยธรรม ไม่ทำ หน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชน มีปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ พรรคการเมืองถูกครอบงำจากนายทุน

สภาพปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ แม้มีการใช้มาตรการบังคับลงโทษทางกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาการเมือง แต่ปัญหาไม่ได้ทุเลาเบาบางลง เนื่องจากประชาชนยังมีความรู้ ความเข้าใจไม่ตรงกันในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แม้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า80 ปี แต่ไม่ทำให้การปฏิรูปทางการเมืองเกิดผลสัมฤทธิ์ ยังคงมีความพยายามสร้างประชาธิปไตยในแบบของไทย โดยยึดหลักประชาธิปไตยแบบตะวันตกเป็นพื้นฐาน ผสมผสานให้เกิดความยืดหยุ่นกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ให้มีความผสมกลมกลืน เหมาะสมกับสังคมไทยมากขึ้น

สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงมีความยั่งยืน เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนต่อไป และพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นสถาบันที่สร้างความชอบธรรม เสมือนดั่งผู้ให้การรับรองในเรื่องต่างๆ และให้การทำงานเพื่อบ้านเมืองสามารถดำเนินการไปได้อย่างถูกต้อง ชอบธรรม

เช่น กรณีการยึดอำนาจรัฐประหาร หลังยึดอำนาจคณะที่ทำการรัฐประหารจะต้องเข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลเรื่องราวต่างๆ การแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าไปบริหารบ้านเมือง ต้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พร้อมต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

ขณะเดียวกัน ในพื้นฐานเดิมที่เกี่ยวกับทางด้านการเมืองไม่ได้อ่อนแอไปเสียทั้งหมด

ยังมีแนวคิดและมีวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ ทำให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปด้วยดีหลายประการ
เช่น วัฒนธรรมทางการเมืองในลักษณะของความเชื่อที่ว่า ก่อนการเลือกตั้งคือการเมือง หลังการเลือกตั้งคือบ้านเมือง การเคารพผู้อาวุโสทางการเมืองในลักษณะวัฒนธรรมรุ่นพี่รุ่นน้อง มีธรรมเนียมการขอโทษและให้อภัยภายใต้การแข่งขันทางการเมืองหรือการทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง

สอดรับกับหลักการทำงานของคนไทย วัฒนธรรมทางการเมืองเหล่านี้มีส่วนทำให้การพัฒนาทางการเมืองดำเนินไปด้วยดี

การปฏิรูปการเมืองจึงต้องผสมผสานรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งแบบตะวันตกและแบบตะวันออกเข้าด้วยกัน ผสมผสานกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีของไทย มาเป็นแนวทางในการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเกิดเสถียรภาพ มีความมั่นคง ยั่งยืน

การเมืองจะปฏิรูปให้เกิดเสถียรภาพ มีความมั่นคง ยั่งยืนได้อย่างไร นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า การเมืองไทยเป็นระบอบไฮบริด สลับขั้วไปมาระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบทหาร สังคมไม่ได้มีความผูกพันภักดีต่อทั้ง 2 ระบอบมากนัก

เราจึงมุ่งหมายให้ประชาชนมีพลังทางการเมืองมากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศสู่ความรุ่งเรือง

พรรคการเมืองก็ต้องสานต่อการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ หากไม่ชอบก็สามารถปรับแก้ได้

ไม่ใช่ชนะเลือกตั้งแล้วก็ลิงโลดใจ ถ้าทำไม่ดีทหารก็เข้ามาอีก ทหารก็เช่นเดียวกันเมื่ออยู่ในช่วงยึดอำนาจทหารก็เป็นใหญ่ แต่อย่าคิดว่าประชาชนจะยอมตลอดไป เขาก็ต้องการเลือกตั้ง

ผู้นำต้องทำด้วย ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว ผู้นำที่บริการรับใช้ คนไทยชอบ ขอให้อธิบายให้เข้าใจ ประชาชนพร้อมที่จะทำเดินหน้าการปฏิรูป ทำไปเรื่อยๆ ตอนนี้ควรเน้นให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสุจริต โปร่งใส ไม่นำไปสู่ความแตกแยก เป็นปรปักษ์ต่อกัน

และรัฐบาลควรทำเรื่องเฉพาะหน้าที่เป็นพื้นฐานมูลฐาน เช่น ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ มีความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติที่ดีในทางการเมือง การปกครอง มีความตระหนักในสิทธิหน้าที่ เคารพกฎ-หมายและกติกาในการอยู่ร่วมกันในสังคม รู้จักยอมรับใน ความเห็นทาง การเมือง

พร้อมเป็นพสกนิกร ที่ดีของพระเจ้าแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์

แผนและขั้นตอนปฏิรูปทั้งหมด รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ทำหน้าที่เชื่อมโยงรัฐบาล คณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ และกระทรวง กรม มีอำนาจว่ากล่าวตักเตือน สั่งปลัดกระทรวง อธิบดี หัวหน้าที่รับผิดชอบหน่วยงานต่างๆได้กำกับดูว่าทำตามแผนปฏิรูปแค่ไหน

พอทำไปสักระยะหนึ่ง คณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆจะบอกว่าคนนั้นคนนี้ทำไม่เป็นไปตามเป้า ก็เป็นอำนาจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ต่อไปก็เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อาจจะเป็นรัฐบาลผสม มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หรือรัฐบาลผสม มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ หรือรัฐบาลผสม มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกฯ ก็จะต้องเอาแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

ขณะที่พรรคการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปการเมือง จะต้องทำให้เป็นสถาบันและไปร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านสถาบันวิทยาการพรรคการเมือง เพื่ออบรมบุคลากรในพรรคให้มีคุณภาพ มีจิตอาสา ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาพรรค การเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศ ได้วางกรอบบทบาทของสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและกำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปการเมืองแล้ว
“ผมในฐานะเป็น 2 ประธาน ได้คุยกับผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองต่างๆมาพอสมควร พบว่ามีความพยายามหลายอย่างที่น่าชื่นชม เช่น บ้านเมืองที่ไม่สงบมาจากความบกพร่องของพวกเขาด้วย ก็พยายามปรับปรุง
เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเพียงคู่ขัดแย้ง เขาอยากทำตัวเป็นเจ้าภาพเชื่อมสมานฝ่ายต่างๆด้วยถ้าเป็นไปได้

รวมถึงมีความพยายามจะออกมาพูดให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะทำให้บ้านเมืองสงบ

อยากสัญญากับประชาชนว่าจะส่งผู้สมัครที่ดีที่สุด เสนอนโยบายที่ดีที่สุด ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และพยายามไม่ทำตัวให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมร่วมมือกับทุกพรรคให้กว้างที่สุด
ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าเป็นรัฐบาลก็อยู่กับฝ่ายไหนก็ได้เพื่อให้เกิดความคล่องตัว
ไม่อยากเห็นบ้านเมืองอยู่ในทางตีบทางตัน อยากเห็นบ้านเมืองมีทางรอด

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ ที่พรรคการเมืองมีอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้”

อีกกี่ปีถึงจะเห็นหน้าเห็นหลังการปฏิรูปการเมืองตามที่ประชาชนต้องการ นายเอนก บอกว่า การปฏิรูปเสกหรือเป่าให้สำเร็จไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งรัฐบาลเริ่มจากชุดนี้ ต้องอธิบายให้ประชาชนเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อปฏิรูปการเมือง

พรรคการเมืองโดยหัวหน้าพรรคจะต้องยอมรับแผนการปฏิรูป ถ้าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านจะทำเรื่องปฏิรูปอย่างไร

ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก ขอให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความจำเป็นของการปฏิรูป โดยแสดงออกบนเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การปฏิรูปการเมือง

ถ้าจำเป็นก็อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องชัยชนะ ต้องเลือกนักการเมืองที่ถูกใจเท่านั้น

เพราะจะทำให้ประเทศขยับไปไหนไม่ได้ ลูกหลานของเราจะอยู่กันอย่างไร โอกาสดีของประเทศจะเสียไป

หากเป็นไปได้อยากให้เลือกพรรคการเมือง นักการเมืองที่เราไว้ใจว่าจะเข้าไปปฏิรูปการเมือง

ทำให้การเมืองเป็นธรรมาธิปไตย เป็นการเมืองของพลเมือง เป็นการเมืองที่พลเมืองเป็นพสกนิกร

การคิดแบบนี้เป็นการปฏิรูปจากภายในจิตใจของเราที่เบื่อการเมือง

เมื่อต่างคนต่างคิดแล้วไปหย่อนบัตรในวันเลือกใหญ่

ผลออกมาจะมีพลัง บังคับทิศทางการปฏิรูปได้.
ทีมการเมือง

ดูดแชร์อำนาจ ประกันเสียงข้างมาก

ดูดแชร์อำนาจ ประกันเสียงข้างมาก



ผ่ายุทธการ“หลังม่าน”สมประโยชน์ต่างตอบแทน
ควันหลงเทศกาลมหาสงกรานต์
ในจังหวะไล่เลี่ยกับ “วันไหล” บางแสน พัทยา จังหวัดชลบุรี
มันก็มีปรากฏการณ์เซอร์ไพรส์ทางการเมือง ตามการอนุมัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ผ่านมติคณะรัฐมนตรีนัดแรกหลังวันหยุดยาว
แต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อดีต รมว.วัฒนธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และในคราวเดียวกันยังแต่งตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา
มาเป็นแพ็กเกจ 2 พี่น้อง “พลังชล”
เบื้องต้น ตามเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงเป็นเชิงว่า สถานการณ์ใกล้ปลดล็อกการเมืองไปสู่การเลือกตั้ง จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษาทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินบ้าง
เพราะตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญ
ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตามข่าวเป็นผู้ประสาน ระบุว่า นายสนธยาได้อาสามาเพื่อจะสื่อสารกับประชาชน และทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เกี่ยวกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะพื้นที่ของนายสนธยาเป็นอีอีซีอยู่แล้ว
ดูแนวก็สมเหตุสมผล ว่ากันตามเนื้องาน
แต่โดยเงื่อนไขสถานการณ์มันหนีไม่พ้นถูกมองมุมแฝงเหลี่ยมทางการเมืองอยู่ดี
โดยเฉพาะในสายตาของนักการเมือง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยต่างประสานเสียงโจมตียุทธการ “ดูด” ของพรรคการเมืองหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ปั่นกระแสประจาน “ตกเขียว” ด่า “ตกปลาในบ่อเพื่อน”
ทั้งเตือน ทั้งโห่ฮา ทั้งขู่ จะซ้ำรอยเผด็จการทหารที่ต่อท่ออำนาจการเมือง
แต่เรื่องของเรื่อง นักการเมืองเจ้าถิ่น ขาใหญ่อย่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยด่าไป
ก็ต้องรีบตาลีตาเหลือก “อุดเลือดไหล” ไป
อาการแบบที่ “นายใหญ่” ดูไบ ต้องส่งน้องเขยอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นำทีมแกนนำพรรคเพื่อไทยกว่า 20 คน ไปออกรอบตีกอล์ฟรายการเดิมพันสำคัญ
ชิงตระกูล “สะสมทรัพย์” รั้งบ้านใหญ่จังหวัดนครปฐมให้อยู่กับพรรคต่อไป
ไล่ตามรอยจากที่ “นายกฯลุงตู่” ไปออกรอบ พร้อมปรากฏรูปถ่ายกับพี่น้อง “สะสมทรัพย์” ต่อเนื่องกับปรากฏการณ์ที่ “บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” ยังไม่ยืนยันสมาชิกกับพรรคเพื่อไทย
ส่อนัยจะชิ่งวิบากกรรมกับ “นายใหญ่” ย้ายเข้าสังกัดใหม่
อารมณ์เดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องยืนขาสั่น ปากตะโกนเสียงแข็ง มั่นใจจะไม่มีสมาชิกย้ายออกจากพรรคไป ไล่หลังปรากฏการณ์ที่นายสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม. แกนนำ กปปส.ลาออกไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ต่อเนื่องจากการเข้าพบนายสมคิดที่ทำเนียบรัฐบาล
สถานการณ์ยังโยงกับคิวของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตผอ.พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกปปส. ที่ส่อแหกค่าย ตามจังหวะเชิดใส่เสียงไล่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประกาศชัดใครหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไสหัวออกจากพรรคไป
ล้อกับข่าววงในประชาธิปัตย์อาจมีอดีต ส.ส.กทม.หายอีกหลายคน
เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ต่างคนต่างผวาแรงดึงดูด “ลุงตู่” ที่ไม่ธรรมดา
นั่นก็เพราะไม่ใช่แค่อิทธิพล อำนาจปืน อำนาจเงิน เหลี่ยมกฎหมาย ตามฟอร์มของผู้นำทหารเท่านั้น
แต่มันยังพิเศษตรงที่กระแสประชาชนไม่น้อย หนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เพราะเชื่อมั่นการทำให้บ้านเมืองสงบ จากผลงานที่สามารถคุมความมั่นคงจนปลอดม็อบป่วนเมือง การพัฒนาประเทศเดินหน้าต่อเนื่อง
คนไม่อยากเสี่ยงให้นักการเมืองกลับมาลากไปลงเหววิกฤติ
ประกอบกับแรงส่งจากนายสมคิดก็พาเศรษฐกิจภาพรวมติดลมบน การันตีด้วยคนระดับโลกอย่าง “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา และคณะผู้บริหาร บินตรงมาพบ “นายกฯลุงตู่” ที่ทำเนียบรัฐบาล
พร้อมกับมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) โครงการลงทุนด้านสมาร์ทดิจิทัล ฮับ จำนวน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นภาพที่ตอกย้ำเชื่อมั่นสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทย
ตลอดช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา มีการแต่งตัวให้พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในมุมเนื้องาน ความนิยม ความชอบธรรม และความเหมาะสม
เห็นได้ชัดเลยว่า กระบวนการหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อรอบนี้ เตรียมทำการบ้านมาอย่างดี ศึกษาวางแผนจากโจทย์ความล้มเหลวในอดีต
ไม่ใช่สูตรสำเร็จของพรรคทหารที่ใช้อำนาจใช้เงิน เพื่อไปเจ๊งตอนจบ
ถึงจุดที่ครบเครื่องแล้ว ถึงเปิดไพ่ตีตั๋วต่อ
และแน่นอน ด้วยระบบนิเวศการเมืองแบบไทยๆ การก่อกำเนิดพรรคใหม่ได้ ต่อให้โลกสวย หลักการหรูยังไง มันก็ต้องมีนักการเมืองเก่าเป็นส่วนผสม
เพื่อประกันความชัวร์ ไม่จั่วลมวืดเป้า
โดยเฉพาะตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ ถึงแม้จะมีการยกระดับความชอบธรรมให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็น “นายกฯคนใน” จากบัญชีนายกฯพรรค
แต่นั่นก็ต้องได้เสียงไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง พรรคถึงจะมีสิทธิเสนอชื่อผู้ชิงนายกฯได้
นี่คือสิ่งที่เป็นคำตอบได้ในเบื้องต้น เหตุผลที่พรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ จำเป็นต้อง “ดูด” นักการเมืองเข้าสังกัด ไม่เว้นแม้แต่การ “ตกปลา” ในบ่อเพื่อน ดึงตัวกลุ่มการเมืองจากพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ทั้งๆที่พร้อมยกมือโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว
ต้องเอาให้ชัวร์ที่สุด ไม่เสี่ยงยืมจมูกคนอื่นหายใจ
ไว้ใจเขี้ยวนักการเมืองไม่ได้
และตามรูปการณ์ มันก็ย้อนรอยทฤษฎี “ขนมชั้น” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในการก่อกำเนิดอาณาจักรไทยรักไทยที่เริ่มต้นจากเทคโนแครต นักวิชาการ รวมตัวกันคิดนโยบายขายตรงกับชาวบ้านรากหญ้า ถัดมาก็ดึงนักธุรกิจชั้นนำที่ประสบความสำเร็จมาร่วมทีม ก่อนจะโปะด้วยนักเลือกตั้งอาชีพเป็นชั้นสุดท้าย
กลายเป็นพรรคการเมืองที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับการเลือกตั้งถล่มทลาย
พรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ ก็เริ่มก่อกำเนิดจากชื่อของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ทีมมือบริหารของ “สมคิด” เป็นชั้นแรก แล้วก็เริ่มห่อหุ้มด้วยนักการเมืองประเภทชัวร์ๆใส่แต้มล่วงหน้าได้อย่างทีมพลังชลและบ้านใหญ่นครปฐม
และว่ากันตามสูตรการเสริม “ขนมชั้น” ต้องมีตามมาอีกแน่
ไม่ใช่เรื่องเหนือการคาดหมาย ถ้าจะมีการต่อสายให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่เคยมีที่นั่งในสภาฯ ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ฯลฯ ส่งตัวแทนเข้ารับตำแหน่ง ร่วมเป็นทีมงานบริหารกับรัฐบาล “ลุงตู่” ลักษณะเดียวกับค่ายพลังชล
ได้ทั้งเนื้องาน พร้อม “มัดจำ” ทางการเมือง
ที่สำคัญเป็นจังหวะแชร์อำนาจให้นักเลือกตั้ง ทหารเลิกผูกขาดแต่ผู้เดียว
ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้มันก็หนีไม่พ้นภาพการเมืองเป็นเรื่องของการสมประโยชน์
ไม่ว่ายุคทหารหรือยุคนักเลือกตั้งครองเมือง
อยู่ที่ว่าจะสมประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือทำให้ประชาชนสมประโยชน์ด้วย
จากอดีตในยุคประชาธิปไตยเต็มใบ ทฤษฎี “ขนมชั้น” ทำให้ “ทักษิณ” เป็นเสือติดปีก เหลิงอำนาจ แปลงร่างเป็นเผด็จรัฐสภา สุดท้ายเข้าป่าเข้าพง
ทิ้งไว้ซึ่งความเจ็บปวดให้ประเทศไทยต้องเจอกับวิกฤติยาวนับสิบปี
ถึงวันนี้ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ภายใต้การนำของ “ลุงตู่” ก็กำลังย้อนตำนานทฤษฎีขนมชั้นเดินหน้าสร้างรัฐบาล “ไทยนิยม” ตีตั๋วต่ออำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน
ประสบการณ์มีตัวอย่างแล้ว ต้องลุ้นตอนจบจะลงเอยอย่างไร.
“ทีมการเมือง”

พึ่ง “พลังดูด” ต่อวีซ่า!

พึ่ง “พลังดูด” ต่อวีซ่า!



โชว์ช็อตอภินิหารกันอีกรอบ
ในซีนที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โหวตล้มกระดาน ไม่เลือก กสทช.ชุดใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหา กสทช.เสนอชื่อมา 14 คน เพื่อให้ สนช.เฟ้นให้เหลือ 7 คน
ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งกระบวนการสรรหาใหม่ ซ้ำรอยการเลือก 7 อรหันต์กกต.ก่อนหน้านี้ที่ถูก สนช.ลงมติคว่ำยกเข่งเช่นกัน
แต่ที่ดูร้อนแรงยิ่งกว่า ก็คือปรากฏการณ์ร้อนๆที่ตามมาติดๆทันที คลิปหลุดที่แพร่สะพัดอ้างว่า เป็นบทสนทนาระหว่างการประชุมลับวิป สนช. ที่มีการอ้างชื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ไม่แฮปปี้กับรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กสทช.
ถูกโยงมาเป็นจิ๊กซอว์ปะติดปะต่อเป็นเหตุผลสำคัญการเทกระจาดรายชื่อ กสทช.ในเที่ยวนี้
“บิ๊กตู่” เจอหางเลขตกเป็นเป้าสั่งคว่ำกระดานเลือก กสทช. แหล่งขุมทรัพย์มูลค่าหลายแสนล้านบาทที่ใครๆก็อยากเข้ามานั่งคุม
ตัดคะแนนทำเสียรังวัดในจังหวะที่กำลังไล่เก็บแต้มเพิ่มต้นทุนต่อตั๋วอำนาจ
ในคิวที่กำลังตุนไพร่พลใส่สต๊อก ดูดทีมงานพรรคใหญ่-พรรคเล็กเข้าสังกัดเป็นระยะๆ
นำร่องกันอย่างที่เห็นๆการแต่งตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วย รมต.การท่องเที่ยวและกีฬา
มั่นหมายจองตัวกันล่วงหน้า ก่อนมาร่วมหอลงโรงกันในอนาคต
ยังไม่นับรวมคิวดึงตระกูล “สะสมทรัพย์” ผู้กว้างขวางแห่งนครปฐมมาเป็นพันธมิตร จนพรรคเพื่อไทยก้นร้อนต้องบุกไปออกรอบตีกอล์ฟถึงถิ่น รั้งตัวไม่ให้ย้ายค่าย
ที่ต้องจับตาสถานีต่อไป โปรแกรม ครม.สัญจรเที่ยวหน้า บุกถิ่น จ.บุรีรัมย์ พื้นที่ยึดครองตระกูล “ชิดชอบ” จะมีสัญญาใจอะไรเกิดขึ้นหรือไม่
ตลาดการเมืองดีดตัวคึกคัก ทุกพรรคมีสิทธิถูกตกเขียว เสียกำลังพลให้ คสช. ต้องไล่อุดภาวะเลือดไหลออกกันให้วุ่นวาย
ตามคิวที่ คสช.เดินสายช้อนยกตระกูล ตั้งเป้าดูดเฉพาะพวกสายแข็ง มีศักยภาพในตัวเอง ทำแต้มได้ชัวร์ๆ ไม่ให้ช็อปมาแล้วเสียของ
ไล่กวาดอดีตผู้แทนเข้าสังกัดตามสูตร “สามัคคีธรรมโมเดล” และ “ไทยรักไทยโมเดล” ในอดีต
สอดรับท่าทีของนักเลือกตั้งหลายรายรีบทอดสะพาน ขอแปรพักตร์รับไมตรี เปิดตัวอยู่ข้าง “ลุงตู่” ช่วยผู้นำ คสช.ต่อตั๋วอำนาจ
ภายใต้สถานการณ์บังคับ บีบ “บิ๊กตู่” ต้องเปลี่ยนท่าที หันมาญาติดีฝ่ายการเมือง กลืนน้ำลายที่เคยรังเกียจพรรคการเมืองในช่วงเข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ
และรับประกันได้เลย ในเร็วๆนี้จะมีรายการสมนาคุณแต่งตั้งอดีต ส.ส.มาช่วยงานรัฐบาล สร้างความเชื่อมั่นให้พวกที่ยังลังเลใจ รีบตัดสินใจกระโดดเกาะขบวนรถไฟให้ทัน
เพราะถ้าคิดจะต่อวีซ่าอยู่ยาว ยังไงก็ต้องยืมจมูกนักการเมืองช่วยหายใจ เป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้
ลำพังยืนด้วยลำแข้งตัวเองคงไม่เพียงพอ ต้องมีนักเลือกตั้งเป็นนั่งร้านสนับสนุน มีตัวเลขจำนวนที่นั่งผู้แทนให้เห็นชัวร์ๆ เพื่อช่วงชิงอำนาจหลังเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่พูดฝันกันลอยๆ
สลับฉากไปกับการหั่นแต้มคู่แข่ง 2 พรรคใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ให้ได้ที่นั่งน้อยที่สุด
บวกลบคูณหารกันแล้ว อย่างน้อยต้องมีหน้าตัก ส.ส.เพียงพอ ไว้ต่อรองกับพรรคอื่นๆได้อย่างไม่ขี้เหร่ ไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่าง โดนต่อรองหนักตอนจัดตั้งรัฐบาล
หนีไม่พ้นออกมาในรูปสูตรเดิมๆ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” วางรากฐาน ควบแน่นความเข้มแข็ง
เคลียร์ทางให้ “บิ๊กตู่” กลับเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำหลังการเลือกตั้ง
จะประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบ ก็ต้องพึ่ง “พลังดูด” ต่อวีซ่า!!!
ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

"ผบ.ทบ." สั่งจัดการรุนแรง เด็ดขาด "ผู้มีอิทธิพล"ในพื้นที่ ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ระนอง

"ผบ.ทบ." สั่งจัดการรุนแรง เด็ดขาด "ผู้มีอิทธิพล"ในพื้นที่ ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ระนอง หากทำผิด-ทำประชาชนเดือดร้อน/ไฟเขียว"ผบ.กกล.เทพสตรี"ดำเนินการ ย้ำรักษาสัมพันธ์เพื่อนบ้าน-ดูแล ประชาชน
"บิ๊กเจี๊ยบ" พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./ผบ.ศปก.ทบ. ตรวจเยี่ยม และรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงาน กกล.เทพสตรี และ ฉก.ร.25 ที่ค่ายรัตนรังสรรค์ เมือง ระนอง ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ สื่งผิดกม. จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว และความมั่นคงชายฝั่งทะเล ยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง ปัญหาชายแดน ทั้งทางบก และทางทะเล
พร้อมทั้ง ไปมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กำลังพลในการปฏิบัติงาน และ ไปตรวจเยี่ยม ชุดเฝ้าตรวจ(ชฝต.)4105 ฐานปฏิบัติการบ้านน้ำทุ่น อ.กระบุรี จ.ระนอง
พลเอกเฉลิมชัย ได้มอบนโยบายและสั่งการ ว่า. ให้ดำรงความสัมพันธ์กับ ทหาร เมียนมาทในระดับพื้นที่ หากมีปัญหาเกิดขึ้นให้มีช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยต้องมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ในทุกโอกาส
รวมท้ว ให้ ัดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างดีที่สุด
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวด้วยว่า หากตรวจพบผู้ที่ทำตนเป็นผู้มีอิทธิพล หรือกระทำผิดก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน จะดำเนินการลงโทษอย่างรุนแรง
การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ ผบทบ.มี บิ๊กเล็ก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ เสธ.ทบ./เลขาฯกอ.รมน. บิ๊กแก้ว พลโทเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการ ทบ. บิ๊กหนุ่ย พลโทธเนศร์ กาลพฤกษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทบ. ร่วมคณะ
โดยมี บิ๊กเหนียว พล.ต.กฤษดา พงษ์สามารถ ผบ.พล.ร.5 และ ผบ.กกล.เทพสตรี ต้อนรับ

สถานีต่อไปบุรีรัมย์

"บิ๊กตู่" เตรียม ลงพื้นที่"เนวิน" กลางกระแส
"ดูด"!!

"พลเอกประยุทธ์" เตรียมบิน สิงคโปร์ ประชุม Asean summit 27-29เมย.นี้ ....หลัง บิ๊กป้อม บินเยือนสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของ กลาโหม สหรัฐฯ21-27เมย.กลับมาแตะมือ

เมื่อกลับมา นายกฯเตรียมลงพื้นที่ กาบเชิง-เมือง สุรินทร์ พบปะประชาชน และถก ครม.สัญจร ที่บุรีรัมย์7-8 พค....ลุ้น "เนวิน ชิดชอบ"นำทีมต้อนรับ หรือไม่ ท่ามกลางกระแส "ดูด-ดีล"อดีต สส.เข้าพรรคทหาร

ไก่อู

ยิ้มสู้ ทุกภัยพาล...
ไก่อู-ไก่เอย-ไก่อ่วม ....เป็น ไก่อดทน!

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ผ่านมาหมาดๆ.."เสธ.ไก่อู" พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล โดนหนัก....

ทั้ง เรื่อง ทำ ไลน์ สติ๊กเกอร์ โปรรัฐบาล 7ล้านบาท... ที่ เสธ.ไก่อู ยันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะตนเองเป็นโฆษกฯ ไม่ได้ทำในส่วนอื่น ทั้งการตั้งโครงการ ตั้งงบประมาณ เพราะมีการตั้งเรื่องขึ้นมา จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ว่า ตนโยนข้าราชการ

ทั้งเรื่อง โยกย้าย ในกรมประชาสัมพันธ์ ที่ เสธ.ไก่อู ยืนยันว่า ไม่เคยมีคนของผม ในกรมประชาฯ เพราะมาเป็น รักษาการอธิบดีกรมฯ แค่ปีกว่าๆ ไม่เคยวางคนของผมไว้ ผมไม่รู้จักใครเลย ตอนมารับหน้าที่ แล้วก็ไม่เคยเอาคนของผมมาอยู่ ที่สำคัญ การมานั่งรักษาการฯ ผมไม่ได้ขอ นายกฯ เพราะรู้กันดีว่า ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้น เพราะ พลเอกประยุทธ์  ก็ไม่ใช่คนแบบนั้น ท่านพิจารณาเลือกเองว่าจะให้ใครไปอยู่ตรงไหน ทำอะไร 

แม้แต่เรื่อง เตรียมใช้มาตรา44 ให้กรมประชาฯ หาโฆษณา ได้  ที่มันก็ต้องปรับตัวไปตามยุคสมัย เรามีอุปกรณ์ เครื่องมือที่ทันสมัย ไม่แพ้ใคร มีบุคลากรที่มีความสามารถ เพิ่อทำรายการดีๆ ออกมาให้คนดู

"เวลาโดนด่าเยอะๆ ก็เอาคำสอนของ นายกฯนี่ล่ะ มาเป็นกำลังใจว่า ถ้าไม่ถึงที่สุด ก็ให้อดทนไป ยกเว้นในบางเรื่องที่มันเกินเลยข้อเท็จจริงไปมาก ก็ต้องชี้แจง เพราะทุกอย่าง ประชาชนจะเป็นคนตัดสิน ประชาขน จะเห็นเองว่า ใครทำอะไร เพราะคนที่ออกมาวิจารณ์นั้น ก็เคยได้โอกาส ในการทำงานมาแล้ว และได้ทำมั้ย ทำสำเร็จมั้ย ทำไว้ยังไง ประชาชนเห็นเอง" เสธ.ไก่อู เลยยึดความอดทน เป็นที่ตั้ง

แต่เมื่อนายกฯมอบหมายหน้าที่ให้ ก็ต้องทำอย่างดีที่สุด ......จนทุกวันนี้ น้ำหนักลด หน้าซูบลง แก่ลงไปเยอะ ในวัย55....แม้ไปพักผ่อน ที่อังกฤษ ก็ทำงานตลอด นานๆจะได้ไปสักครั้ง

จาก ไก่อู จึงเป็น ไก่เอย และเป็น ไก่อ่วม ในที่สุด.....จนต้องเป็น ไก่อดทน

ทำเองเออเองเท กสทช.

ใครจะไปสั่ง ได้??!

"บิ๊กป้อม" ปัดใบสั่ง "บิ๊กตู่"ให้ สนช.คว่ำสรรหา"กสทช." ถาม ใครจะไปสั่ง สนช.ตั้ง200กว่าคน จะสั่งยังไง เหน็บ ""ว่ากันไปเอง ทำเอง เออเอง แล้วมาโยนให้คนอื่น"

 

จากกรณีที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติคว่ำสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ทั้ง 14 คน  และ มีการเผยแพร่คลิปเสียงจากที่ประชุมคณะกรรมธิการสามัญทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมของบุคคลที่สมควรได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการ กสทช. ที่อ้างว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจบุคคลที่เข้ารับการสรรหาจำนวน 8 คน จาก 14 คน จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นใบสั่งจากรัฐบาล

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า ไม่มีใครจะสามารถไปสั่งมสนช.ได้ มีตั้ง กว่า 200 คน

"ว่ากันไปเอง ทำเอง เออเอง แล้วมาโยนให้คนอื่น"

ส่วนจะต้องเข้ากระบวนการสรรหา กสทช. อีกครั้งหรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับที่ รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า ถ้าไปไม่ได้ จะต้องทำอย่างไรต่อไป ให้ไปอ่านดูนะ