PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ส่ง7คนไทยเข้าคุก บัวแก้วรับ ถูกจับในเขตเขมร

ส่ง7คนไทยเข้าคุก บัวแก้วรับ ถูกจับในเขตเขมร



'กษิต' บินเจรจาเหลว! แฉโดนตั้งข้อหาหนัก กัมพูชาตรึงชายแดน พธม.จี้ให้รัฐบาลช่วย ขู่ชุมนุมหน้าสถานทูต "อภิสิทธิ์" เรียกหน่วยงานความมั่นคงหารือเครียด ย้ำทางการกัมพูชาต้องปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข...

เขมรเอาจริงคุมตัว "พนิช" ลูกพรรค ปชป.และพวกรวม 7 คน ยัดคุก "เปรย์ ซาร์" แล้ว หลังศาลพนมเปญตั้งข้อหาข้ามพรมแดนผิดกฎหมายกับเข้าเขตทหารโดยมีเจตนาร้าย ชี้โทษหนักถึงจำคุก 18 เดือน ขณะที่ "กษิต" บินเจรจาล้มเหลว เขมรไม่ยอมปล่อยตัว 7 คนไทย ยอมรับทั้งหมดถูกจับในพื้นที่กัมพูชา "อภิสิทธิ์" เรียกหน่วยงานความมั่นคงหารือเครียด ย้ำทางการกัมพูชาต้องปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่ "สุเทพ" ซัด "วีระ" ตัวปัญหา กต.ส่ง ผอ.กองเขตแดนฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ถูกทหารเขมรตะเพิดกลับ

กรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมพวกรวม 7 คน ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปบริเวณตะเข็บชายแดนบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ตั้งแต่เมื่อตอนสายของวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีทหารเขมรรุกล้ำที่นาของคนไทย ล่าสุดทางการกัมพูชานำตัว 7 คนไทยส่งตัวเข้าเรือนจำแล้ว หลังถูกศาลตั้งข้อหาหนัก

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. สำนักข่าวเอพีรายงานความคืบหน้ากรณีทหารกัมพูชาจับกุมคณะคนไทย 7 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำเข้าไปในเขตแดนกัมพูชา ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาควบคุมตัวนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายวีระ สมความคิด กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และหญิงชายชาวไทย รวม 7 คนไปยังศาลในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ต่อจากนั้นจะถูกส่งตัวไปคุมขังในเรือนจำเพื่อรอการพิจารณาคดีในชั้นศาล ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานคำให้สัมภาษณ์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาปล่อยตัวคนไทยทั้ง 7 คน โดยทันที พร้อมระบุว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่ควรนำตัวชาวไทยขึ้นพิจารณาคดีในชั้นศาล เพราะจะยิ่งทำให้ประเด็นที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนยุ่งยากขึ้นไปอีก

สำนักข่าวเอเอฟพียังรายงานเมื่อช่วงเย็นวันเดียวกัน โดยอ้างถ้อยแถลงนายซก เรือน ผู้ช่วยอัยการศาลแขวงกรุงพนมเปญระบุศาลแขวงกรุงพนมเปญได้ตั้งข้อหากลุ่มคนไทย 7 คน รวมทั้งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ และนายวีระ สมความคิด กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากความผิดลักลอบข้ามพรมแดนเข้ากัมพูชาโดยผิดกฎหมายและเข้าเขตพื้นที่ทางทหารโดยไม่มีเหตุผลอันควร การตั้งข้อหากับกลุ่มคนไทยทั้ง 7 คน มีขึ้นภายหลังศาลดำเนินการการไต่สวนกลุ่มผู้ต้องหาโดยไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมรับฟัง จนกระทั่งได้ข้อสรุปดังกล่าวในช่วงเย็น หลังจากกลุ่มผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวโดยทางการกัมพูชาแล้ว 1 วัน

นายซก เรือน ผู้ช่วยอัยการศาลกรุงพนมเปญ กล่าวถึงการตั้งข้อหาแก่กลุ่มคนไทย 7 คน จากความผิดข้ามเข้าพรมแดนกัมพูชาโดยผิดกฎหมายและเข้าพื้นที่เขตทหารโดยมีเจตนาร้าย หากศาลกัมพูชาพิจารณาแล้วพบมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา แต่ละคนอาจถูกตัดสินโทษจำคุกมากกว่า 18 เดือน อย่างไรก็ตาม ศาลกัมพูชายังไม่ระบุวันนัดไต่สวนคดีนี้ครั้งต่อไปเมื่อใด

ข่าวแจ้งว่า ภายหลังกลุ่มคนไทยทั้ง 7 คน ถูกตั้งข้อกล่าวหา กลุ่มผู้ต้องหาได้ถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาพาตัวออกจากศาลแขวงกรุงพนมเปญ แต่ละคนมีสีหน้าเศร้าซึม โดยถูกพาตัวไปคุมขังที่เรือนจำเปรย์ ซาร์ นอกกรุงพนมเปญ ตามคำกล่าวอ้างของพลโทเขียว โสเพียก โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา

ขณะเดียวกัน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เดินทางถึงกัมพูชา ได้เข้าพบหารือกับนายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อหาทางออกเรื่องนี้ แต่ภายหลังการเจรจากันแล้ว นายฮอร์ นัมฮง แจ้งแก่ นายกษิตว่า ทางการกัมพูชายังไม่สามารถปล่อยตัวกลุ่มคนไทยทั้ง 7 คน ได้ในเวลานี้ เพราะต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้

นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศเข้าหารือนายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชาว่าจากข้อมูลที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตรวจสอบชัดเจนว่าทั้ง 7 คน ล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชา โดยน่าจะพลัดหลงเข้าไป เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา ฝ่ายไทยก็ให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว และหวังว่าจะมีการพิจารณาคดีโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศ ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคนไทย 7 คนที่คุกเปรย์ ซาร์ กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จัดหาทนายความเพื่อสู้คดีให้แล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนสายวันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. กทม.พรรคประชาธิปัตย์ นายวีระ สมความคิด และคนไทย รวม 7 คน ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัวไป จากนั้นนายอภิสิทธิ์แถลงว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นกลุ่มคนเหล่านี้เข้าไปดูพื้นที่กรณีที่มีการร้องเรียนของประชาชนเรื่องที่ทำกิน รวมทั้งหลักเขตแดน ในนั้นมีนายพนิชร่วมด้วย โดยนายพนิชนั้นตนมอบหมายให้ประสานงานกับคนที่เคยแสดงความคิดเห็นกับบุคคลที่มีความคิดเห็นเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อทราบปัญหาข้อร้องเรียนต่างๆ และก่อนเดินทางนายพนิชบอกว่าจะไปลงพื้นที่ ตนเข้าใจว่าเป็นการดูพื้นที่ที่ชายแดนในพื้นที่ที่มีการร้องเรียน แต่รายละเอียดเรื่องเส้นทางไปนั้นไม่ทราบ จนปรากฏเป็นข่าวว่าถูกจับ

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า โดยหลักการพื้นที่ดังกล่าวจะมีหลักเขตแดนหมุดที่ฝ่ายไทยปักเอาไว้หลักที่ 46-48 และมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ มีการโต้แย้งเรื่องหลักเขตแดนว่าควรจะอยู่ตรงไหนจากฝ่ายกัมพูชา ความแตกต่างสองส่วนระยะทางเป็น 10 เมตร วันนี้ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวปฏิบัติว่าพื้นที่ที่อยู่ในเขตแดนของไทยตามหลักเขตของเราจะไม่มีกำลังของต่างชาติเข้ามาอยู่ เราไม่อนุญาตเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นพื้นที่ของเรา ส่วนพื้นที่ซึ่งมีปัญหาเรื่องชุมชนชาวกัมพูชาที่อยู่ตั้งแต่สมัยสู้รบตั้งแต่ 2520 เป็นประเด็นที่มีการกำหนดแนวเขตชัดเจนและไม่ให้มีการขยายหรือเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น การจับกุมที่เกิดขึ้นถ้าจับกุมในเขตแดนของเราเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้แน่นอนเด็ดขาด แต่การจับกุมครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นการจับกุมเลยหลักเขตแดนของไทยไปแล้ว แต่ไม่ใช่หลักของฝ่ายกัมพูชากำลังมีการตรวจสอบ โดยกระทรวงการต่างประเทศส่งคนลงไปในพื้นที่พร้อมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อไปดูจุดต่างๆ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปอีกว่า สิ่งที่เราได้ข้อมูลตรงกับทุกฝ่ายคือ คนทั้ง 7 ได้ลงจากรถที่ถนนศรีเพ็ญ แล้วมุ่งหน้าไปทางหลักเขตที่ 46 แต่ที่ยังไม่ตรงกันจากข่าวที่มีการรายงานกับจากที่กัมพูชาอ้างคือ เดินไปไกลแค่ไหน ดังนั้น การที่รัฐบาลจะดำเนินการกำหนดท่าทีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นสำคัญ กำลังเร่งให้ตรวจสอบ ส่วนที่กัมพูชาระบุว่ามีการพบคนของเราที่วัดโจ๊กเจีย ถ้าเป็นจริงตามนี้ชัดเจนว่าจะเลยเขตแดนของเราที่เรากำหนด แต่ขณะนี้ต้องตรวจสอบอีกครั้ง วัดโจ๊กเจียอยู่ห่างจากจุดที่ถูกควบคุมตัวลึกเข้าไปอีก แต่ไม่ว่ากรณีจับกุมจะเกิดขึ้นที่ฝั่งใดก็ตาม เราเห็นว่าบุคคลทั้ง 7 ควรจะได้รับการปล่อยตัวทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางฝ่ายนโยบายทั้งสองฝ่ายได้เคยคุยกันว่ากรณีที่เกิดปัญหาในชายแดนลักษณะนี้โดยเฉพาะไม่มีอะไรบ่งบอกว่าคนทั้ง 7 มีอาวุธ ไม่ควรที่จะมีการจับกุม และเข้าสู่กระบวนการของศาล

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวด้วยว่า เท่าที่รับฟังมาพื้นที่ตรงนั้นตำรวจ ตชด.เป็นผู้ดูแล คณะทั้ง 7 คนได้เดินทางผ่านด่าน ตชด.ไปและ ตชด.ติดตามไปแต่ไม่ทันเพราะกลุ่มคนเหล่านี้ลงจากรถไปก่อน เมื่อถามว่า ขั้นตอนของกัมพูชาขณะนี้ส่งตัวขึ้นศาลหรือยัง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ศาลจะนัดวันนี้และเรายืนยันว่าไม่ควรเข้าสู่กระบวนการนี้เราเห็นว่าควรจะปล่อยตัวบุคคลทั้ง 7 ส่วนการช่วยเหลือนั้นใช้ทุกช่องทาง ต่อข้อถามจะมีการปิดด่านเพื่อตอบโต้หรือไม่นั้น นายกฯกล่าวว่า ในชั้นนี้เราเห็นว่าควรจะเดินหน้าประสานแสดงจุดยืนของเราก่อน เสร็จแล้วจะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป ถ้าเราต้องการให้ความสัมพันธ์สองประเทศราบรื่นควรจะยึดแนวทางพูดคุยเจรจา ปัญหาชุมชนบริเวณนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2520 เป็นต้นมา เป็นปัญหาผู้อพยพ ขณะนั้นเราได้กำหนดสิทธิ์ตามหลักเขตแดน และกัมพูชายอมรับว่าเมื่อไหร่ที่มีการสำรวจเส้นเขตแดนเรียบร้อยทุกคนต้องปฏิบัติตามข้อตกลง เราก็ไม่ได้บอกว่าเป็นดินแดนของเขา ขณะเดียวกัน เราจำกัดไม่ให้ขยายชุมชน เป็นแนวปฏิบัติที่ทำมา 33 ปีแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของรัฐบาลจะล่าช้าไปต่อการที่กัมพูชาจะนำตัวทั้ง 7 คนขึ้นศาล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราไม่ทราบรายละเอียดขั้นตอนขณะนี้ แต่เรายืนยันจะประสานงาน และเวลา 16.00 น. วันเดียวกัน นายกษิตจะเดินทางไปกัมพูชาเพื่อยืนยันจุดยืนของไทยกับนายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชาก่อน เมื่อถามว่า นายกฯจะโทรศัพท์คุยกับสมเด็จฮุน เซน หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รมว.ต่างประเทศจะไปคุยก่อน แต่หากสามารถติดต่อกันได้ก็ไม่มีปัญหาเพราะตอนนี้มีการประสานงานกันหลายระดับ เมื่อถามว่า นายพนิชเป็นเหยื่อของใครที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการชุมนุมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะเจตนาของนายพนิชชัดเจนคือที่ผ่านมาเมื่อมีกลุ่มบุคคลแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอ้างว่ารัฐบาลหรือพรรคประชาธิปัตย์เพิกเฉยเขาก็ไปประสานฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รวมถึงการลงพื้นที่ ส่วนลงพื้นที่แล้วใครพาใครไปทางไหนเรายังตรวจสอบไม่ได้ เมื่อถามว่าหาก 7 คนขึ้นศาลแล้วศาลตัดสินนายพนิชจะขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่สามารถให้ความเห็นทางกฎหมายได้

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ชาวกัมพูชาอยู่มานานแล้ว และค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา สำรวจเมื่อปี 2549 ส่วนหนึ่งแล้วเป็นหลักเขตที่เราไม่ยอมรับ ยังเป็นพื้นที่แย่งสิทธิ์กันอยู่ ตนอยู่ตั้งแต่ปี 2523 ไม่มี การให้องค์การสหประชาชาติที่ไหนเข้าไปดูแล พื้นที่บางส่วนเราดูแลอยู่เพราะเราก็มีหลักเขตยืนยัน ส่วนที่มีปัญหาก็มีคณะกรรมการเจบีซีกำลังตกลงกันอยู่ เป็นพื้นที่ไม่มีโฉนด ผู้สื่อข่าวถามว่า พูดเหมือนกับว่ากลาโหมละเลยในสิ่งที่ประชาชนร้องเรียน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ใช่ละเลย อย่าไปพูดว่าละเลยเพราะมันไม่มี เราดูแล ตนก็ดูแลมาตั้งนาน เป็นพื้นที่ที่คนกัมพูชาอยู่เป็นชมรมหนองจานประมาณ 500-600 ครอบครัว หรือประมาณ 2,000 คน อยู่ตรงนั้น 19 ปี เรานำลวดหนามไปกั้นไม่ให้ ชุมชนขยายออกนอกแนว

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นบ้าง ทีแรกกัมพูชาจะไม่ยอมเลย เราเจรจาจนทางกัมพูชายอมให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปเจรจา ทางกัมพูชาเขาอ้างว่าจับคนไทยทั้ง 7 คนได้ที่บริเวณวัดโจ๊กเจีย ซึ่งวัดดังกล่าวมันอยู่เลยเขตของไทยไปแล้ว เราจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ถ้าถูกจับที่วัดจริงก็ไม่ต้องเถียงเลย จบ เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่ทั้งสองประเทศจะมาร่วมพิสูจน์ด้วยกัน นายสุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้เขาถึงมีกรรมการขึ้นมา เมื่อถามว่า หากนายกษิตเจรจาไม่สำเร็จจะเปลี่ยนเอาใครไปเจรจา จะเป็นตัวท่านเองหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ใจเย็นๆดูไปทีละขั้น เมื่อถามว่า ทางกัมพูชาจะเชื่อหรือเพราะมีนายวีระ สมความคิด ถูกจับด้วย นายสุเทพกล่าวว่า นายวีระนั่นก็เป็นปัญหา เมื่อถามว่า รู้สึกเครียดหรือไม่ที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น นายสุเทพกล่าวว่า ก็ธรรมดามันงานเข้า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทหารทำตามหน้าที่ดูแลทุกอย่าง เรื่องต่อไปรัฐบาลก็จะดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือ กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องทำหน้าที่ไป ทหารก็ยืนยันได้ว่าจะดูคนไทยเป็นอย่างดี หากทางกัมพูชาเข้ามาจับในฝั่งไทยก็คงยอมไม่ได้ เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโดนจับได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะเข้าไปในพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่ และไม่ควรใช้ว่าพื้นที่เขาหรือพื้นที่เรา ควรใช้ว่าพื้นที่ที่มีปัญหา ที่ผ่านมาการอยู่ร่วมกันนั้นก็อยู่ด้วยการมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) และเมื่อแนวเขตแดนยังไม่มีความชัดเจน ทุกคนก็ต้องเคารพกติกา เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เมื่อถามว่า เมื่อยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องพื้นที่คนเหล่านั้นควรจะถูกดำเนินการเพียงการควบคุมตัวได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คำว่า ที่กล่าวว่าชัดเจนหรือไม่ชัดเจนนั้น มันลึกไปกว่านี้หรือไม่ เข้าไปเขตแดนเขาหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน ส่วนการที่จะนำตัวคนไทยทั้งหมดไปขึ้นศาลนั้น ก็คงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นางวาสนา ห่อนบุญเหิม ผอ.กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี 7 คนไทยถูกทหารกัมพูชาจับตัว โดยมีนายศานิตย์ นาคสุขศรี ผวจ.สระแก้ว ให้การต้อนรับพร้อมนำคณะตรวจหลักเขตแดนที่ 46 บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง ซึ่งอยู่ห่างจากถนนศรีเพ็ญ (ถนนเลียบแนวชายแดน) ลึกเข้าไปประมาณ 600 เมตร พบว่ามีการขึงลวดหนามแสดงแนวเขตศูนย์อพยพบ้านหนองจานไว้อย่างชัดเจน และเมื่อพ้นลวดหนามเข้าไปจะเป็นชุมชนชาวเขมรปลูกบ้านเรียงรายกว่า 500 หลังคาเรือน โดยมีทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธครบมือยืนเรียงรายอยู่บนถนนเคห้าของกัมพูชาซึ่งเป็นถนนคู่ขนานกับถนนศรีเพ็ญ

ระหว่างนั้นมีทหารกัมพูชาเดินเข้าไปหาคณะพร้อมสั่งห้ามเดินรุกล้ำเกินแนวลวดหนามเข้าไปอ้างว่าไม่ปลอดภัย คณะทั้งหมดจึงพากันย้อนกลับไปที่ถนนศรีเพ็ญ พร้อมสอบถามพยานที่เดินทางไปกับคณะคนไทยทั้ง 7 คน โดยพยานยืนยันว่าคนไทยทั้งหมดได้เดินรุกล้ำลวดหนามไปถึงถนนเคห้าฝั่งกัมพูชา และถูกทหารกัมพูชาจับตัวบริเวณหน้าวัดโจ๊กเจีย หรือวัดโชคชัย ในหมู่บ้านโจ๊กเจียของกัมพูชา ซึ่งห่างจากถนนศรีเพ็ญเข้าไปประมาณ 1,200 เมตร โดยนางวาสนากล่าวว่า จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดรายงานให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำไปเจรจากับสมเด็จฮุน เซน ในช่วงเย็นวันที่ 30 ธ.ค.

ส่วนบรรยากาศบริเวณชายแดนตำรวจ กก.ตชด.12 และทหาร กกล.บูรพาได้นำรถยนต์หุ้มเกราะ วี-150 ออกวิ่งลาดตระเวนตามถนนศรีเพ็ญอย่างเข้มงวด หลังกองกำลังบูรพาประกาศคุมเข้มตลอดแนวชายแดน ห้ามคนไทย-เขมรลักลอบเดินทางผ่านเข้า-ออกตะเข็บแนวชายแดน ซึ่งจากคำสั่งดังกล่าวได้มีแรงงานชาวเขมรที่เดินทางเข้ามารับจ้างในฝั่งไทยกลัวอันตรายและกลัวถูกปิดพรมแดน ขนข้าวของเดินทางกลับกัมพูชาจำนวนมาก เช่นเดียวกับที่สถานกงสุลใหญ่กัมพูชาประจำประเทศไทย บริเวณสามแยกโคกสะแบง บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มี รปภ.ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด หลังมีข่าวลือสะพัดว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะบุกไปประท้วง ส่วนในฝั่งกัมพูชา พบว่ามีความเคลื่อนไหวทางทหารจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา ด้านตรงข้าม อ.โคกสูง จ.สระแก้ว แต่ยังไม่มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งใดๆเกิดขึ้น

ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กรรมการเครือข่ายประชาชนชาวไทยหัวใจรักชาติ พร้อมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 20 คน เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้เร่งรัดช่วยเหลือคนไทย 7 คน ที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัว โดยนายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเครือข่ายประชาชนชาวไทยหัวใจรักชาติจะชุมนุมค้างคืนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรอคำตอบจากรัฐบาล

ในขณะที่นายทศพล แก้วธิมา กรรมการเครือข่ายประชาชนชาวไทยหัวใจรักชาติ กล่าวว่า หากรัฐบาลยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน กลุ่มเครือข่ายฯจะไปยื่นหนังสือต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และหากยังไม่มีคำตอบชัดเจนจะไปชุมนุมประท้วงที่หน้าสถานทูตกัมพูชา เพราะจุดที่คนไทย 7 คน ถูกจับไปเป็นพื้นที่ของไทย และหากยังไม่มีความชัดเจนอีก จะมีมาตรการสุดท้ายคือกลุ่มเครือข่ายฯทั้งหมดจะเดินทางไปยังจุดที่ 7 คนไทยถูกจับเพื่อให้ทหารกัมพูชาจับไปอีก เพื่ออยู่เป็นเพื่อนกับทั้ง 7 คน

หนองจานสตอรี่ถึงป.ป.ช.

หนองจานสตอรี่ถึงป.ป.ช.
เรื่องบ้านหนองจาน ,นายกอภิสิทธิ์ ,รองนายกสุเทพ,พลเอกประยุทธ,พลเอกประวิตร กับกัมพูชา
เรียนท่านประธาน ป.ป.ช.
ผมถือเป็นเรื่องความรับผิดชอบของท่าน เพราะผมกับอาจารย์ปานเทพ ได้ดำเนินการรวบรวมเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ มันอยู่ที่ท่านกับคณะผู้สอบสวนว่าจะเลือกเข้าข้างนถกการเมืองนายทหารแบบไหน
แต่ควรคำนึงถึงแผ่นดิน ถึงพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชจักรีที่ทรงวิริยะอุตสาหะปกป้องพระราชอาณาจักร ยอมแลกคืนแผ่นดินมา เพื่อความมั่นคง โดยเฉพาะพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕
บ้านหนองจานอยู่ในแผ่นดินไทย ไม่ใช่กัมพูชา มีหลักฐานมากมายด้วยกำลังความสามารถ งบประมาณที่ป.ป.ช.มี มันเกินพอที่จะทำงานนี้อย่างตรงไปตรงมา นอกเสียจากท่านจะกลัวอิทธิพลใดๆ
ขณะลูกน้องท่านเขียนหนังสือมาถึงผมยังไม่กล้าที่จะเอ่ยชื่อคุณสุเทพ,พลเอกประยุทธ,พลเอกประวิตรในหนังสือเลย มีแต่นายกอภิสิทธิ์ แปลกที่เหมือนว่าท่านกลัวเกรงคนเหล่านี้
ผมสงสารนายกอภิสิทธิ์ที่ถูก 3 คนนี้ควบคุม แต่ก็นั่นแหละเป็นที่ตัวนายกอภิสิทธิ์เองด้วยที่ไปยินยอมเกี่ยวข้อง ส่วนคุณกษิต รมต.ต่างประเทศ ผมไม่ขอพูดถึง
เรื่องบ้านหนองจาน กับ 7 คนไทย เอาเข้าจริง ฝ่ายความมั่นคงจะเกลียดชัง คุณวีระ ก็ไม่สมควรที่จะปล่อยให้กัมพูชาพาตัวไปขึ้นศาล เพราะมีนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ต้องไปติดคุกแปซอด้วย ทุกคนยืนอยู่บนแผ่นดินไทย
การอ้าง MOU43 ผมไม่อยากพูดถึงเพราะมันเป็นเรื่องเหลวไหล และขาดประสิทธิสภาพ การออกมายกข้อบทเพื่อประโยชน์ของฝ่ายกัมพูชาได้เปรียบเราอยู่ร่ำไป แต่เมื่อไหร่ที่เรายกขึ้นมาบ้าง ฝ่ายกัมพูชาก็ไม่ยอม
เรื่องนี้เรามีคนทรยศต่อแผ่นดินเยอะท่านไปตรวจหาเอาเอง
ท่านเป็นถึงประธาน ป.ป.ช.ต้องทำหน้าที่ของท่าน ผมกับอาจารย์ปานเทพในฐานะผู้ร้องได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์แล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของท่าน เป็นกรรมของท่านเองถ้าทำไม่ดีกับแผ่นดินนี้
หลักเขตแดนด้านบ้านหนองจานใช้ตัวหลักเขตและแผนที่กำกับ แผนที่นั้นกำกับทุกหลักเขต แทนที่กระทรวงต่างประเทศไทยจะมาห้ามฝ่ายกัมพูชาแต่กับไปรู้เห็นเป็นใจ ถ้าเขตแดนมันเคลื่อนไปก็ใช้ข้อ 5 ใน MOU43 เขาก็กลับไม่ใช้ อันนี้แปลกมาก และทุกคนดาหน้าออกมาเป็นผู้รู้เรื่องนี้ดีทันที ยกแผ่นดินแม่ของตนเองให้กัมพูชา
ผมทั้งเขียน/ส่งเอกสารไปเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ต้องทำอะไรเลยแม้แต่หน้าที่ ท่านไปพิจารณาเองก็แล้วกัน
ขอแสดงความนับถือ
เทพมนตรี ลิมปพยอม
7 พฤษภาคม 2561

จุดจบ ราชาผู้ติดเซ็กซ์

วิเคราะห์บอลจริงจัง
ถ้าถามถึงนักกอล์ฟที่โด่งดังที่สุดตลอดกาลของโลกนี้ แน่นอนว่า ทุกคนคงตอบเหมือนกัน ว่าเป็นไทเกอร์ วูดส์
เขาเป็นนักกีฬาที่รวยที่สุดในโลก มีโฆษณานับสิบชิ้น มีธุรกิจมูลค่ามหาศาล บุคลิกดี หล่อเหลา และที่สำคัญฝีมือของไทเกอร์คือของจริง
แค่อายุ 32 ปี เขาได้แชมป์เมเจอร์ไปแล้ว 14 รายการ คือใครๆก็คิดว่า สถิติแชมป์ 18 เมเจอร์ของแจ๊ค นิคลอส คงจะโดนเขาทำลายง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของไทเกอร์ จากพุ่งสูงเหมือนดาวบนฟ้า กลับร่วงลงมาอยู่บนพื้น เพียงระยะเวลาแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น
จากมือ 1 ของโลก เชื่อหรือไม่ ไทเกอร์ทำตัวเอง อันดับหล่นไปอยู่ที่ 1005 ของโลก หล่นลงมากว่าพันอันดับ ขณะที่ชีวิตส่วนตัวก็ล่มสลายอย่างไม่เป็นท่า
คำถามคือ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?
----------------------------------------
ในปี 2009 ไทเกอร์ กำลังอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิต
เขาเป็นมือหนึ่งของโลกแบบไร้คู่ต่อกร ขณะที่นิตยสารฟอร์บส์ ยกให้เขาเป็นนักกีฬาคนแรก ที่ทำเงินได้มากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ไทเกอร์ มีโอกาสได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับบารัค โอบาม่า ปธน.สหรัฐ ที่ทำเนียบขาว เขาได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากผู้นำประเทศ
ขณะที่ชีวิตครอบครัวก็สวยงาม เขาแต่งงานกับ เอลิน นอร์เดเกร็น นางแบบสาวชาวสวีเดน ที่สวยเหมือนนางฟ้า ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน คือบุตรสาววัย 2 ขวบ แซม และลูกชายแรกเกิด ชาร์ลี
ชีวิตของไทเกอร์ ดูสวยงาม ดูเพอร์เฟ็กต์ ไม่น่าจะมีอะไรมาทำให้ชีวิตของตกต่ำได้
อย่างไรก็ตาม ใต้ฉากหน้าที่สวยหรู ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร
----------------------------------------
ย้อนกลับไปในปี 2007 นิตยสาร เนชั่นแนล เอ็นไควเรอร์ (Enquirer) ไปแอบจับภาพได้ว่า ไทเกอร์ ไปนัวเนียกับสาวเสิร์ฟร้านแพนเค้ก ที่ชื่อมินดี้ ลอว์ตัน
เอ็นไควเรอร์ จะแฉเรื่องนี้ แต่สุดท้ายไทเกอร์ยับยั้งเอาไว้ ด้วยการไปเจรจากับ เอ็นไควเรอร์ บอกว่า รูปทุกอย่างเป็นการเข้าใจผิด และขอร้องอย่าให้เผยแพร่รูปนี้ โดยจะแลกเปลี่ยนการกับให้สัมภาษณ์ในประเด็นอื่นๆแบบเอ็กซ์คลูซีฟแทน
ผู้บริหารของเอ็นไควเรอร์ มองว่า การได้ไทเกอร์มาสัมภาษณ์แบบพิเศษ มันน่าจะมีประโยชน์มากกว่าแฉเรื่องคาวๆแค่ครั้งเดียว จึงตอบตกลงไทเกอร์ และให้ไทเกอร์ มาสัมภาษณ์ลงนิตยสารลูกของบริษัท ที่ชื่อ Men's Fitness
ตามปกติไทเกอร์จะไม่มีสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับสื่อไหนทั้งสิ้น นั่นทำให้ Men's Fitness ฉบับนั้น เป็นเล่มที่ขายดีที่สุดตลอดกาลเลยทีเดียว
สุดท้าย เรื่องรูปลับๆกับเด็กเสิร์ฟ จึงไม่มีการนำมาเผยแพร่ แต่ทางเอ็นไควเรอร์ ก็ตกลงกับไทเกอร์ว่า นี่จะเป็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ที่บริษัทจะยอมปิดเรื่องนี้ เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน
แต่ถ้าหาก เอ็นไควเรอร์ ไปเจออะไรอีกครั้ง คราวนี้จะไม่ยอมเก็บเป็นความลับแน่นอน
เวลาผ่านไป 2 ปี เอ็นไควเรอร์ ก็แอบส่งนักข่าวไปสปายไทเกอร์อยู่ตลอด แต่จับอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน
อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน 2009 ระหว่างที่ไทเกอร์ ไปแข่งศึกออสเตรเลียน มาสเตอร์ส ปรากฎว่า เขาก็พลาดจนได้
ไทเกอร์ นอนพักที่ห้องสูท ในโรงแรมคราวน์ ทาวเวอร์ส ที่เมืองเมลเบิร์นระหว่างแข่งขัน ซึ่งนักข่าวจากเอ็นไควเรอร์ ก็แอบซุ่มอยู่ตลอด หวังว่าจะเจอแจ็กพอต
ประมาณว่า ไทเกอร์อาจจะหิ้วโสเภณีเข้ามาสักคน ก็สามารถเอาไปขยายต่อเป็นข่าวได้
และแล้วก็มีผู้หญิงที่มาหาไทเกอร์ที่ห้องจริงๆ แต่ไม่ใช่โสเภณี แต่เธอคนนี้มีชื่อว่า ราเชล อูชิเทล นักข่าวสาวคนดังจากช่องวอร์เนอร์บราเธอร์ส ทีวี เธอบินตรงจากสหรัฐ มาที่ออสเตรเลีย เพื่อมาหาไทเกอร์โดยเฉพาะ
นั่นแปลว่า นี่ไม่ใช่คู่นอนธรรมดาแล้ว แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ใช้คำว่าคบชู้ได้เลย ซึ่งคราวนี้ เอ็นไควเรอร์ รู้แน่ว่า สองคนนี้แอบมีความสัมพันธ์กันแบบลับๆ และไม่ยอมปล่อยข่าวนี้หลุดมือ
25 พฤศจิกายน เอ็นไควเรอร์ ตีพิมพ์ประเด็นนี้ และกลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ของคนทั่วโลกทันที
ไทเกอร์ ที่มีพร้อมทุกอย่างในชีวิต เงินทอง ชื่อเสียง ครอบครัว คนรักที่สวยดุจเทพธิดา เขาจะกล้าทำลายตัวเองด้วยเรื่องนี้งั้นหรือ?
----------------------------------------
1 วันหลังจากเอ็นไควเรอร์ วางแผงทั่วประเทศ เอลิน นอร์เดเกร็น ภรรยาของไทเกอร์ อ่านนิตยสารฉบับนั้นด้วยมือสั่นระรัว
คนทั่วประเทศรู้ว่าสามีเธอมีชู้ แต่เธอเอง กลับไม่เคยรู้อะไรเลย ตอนนี้เธอไม่ใช่แม่บ้านที่ดีแสนดี แต่เธอคือคนโง่ในสายตาชาวโลก
เหตุการณ์ต่อจากนี้ เป็นรายงานจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ บรรยายเหตุการณ์ในคืนที่เปลี่ยนชีวิตของไทเกอร์ไปตลอดกาล โดยนิวยอร์กโพสต์ได้ข้อมูลมาจากเพื่อนสนิทของเอลิน
----------------------------------------
26 พฤศจิกายน เป็นวันขอบคุณพระเจ้าที่สหรัฐฯ (Thanksgiving day)
เอลิน อ่านทุกอย่างจากเอ็นไควเรอร์เรียบร้อยแล้ว แต่เธอไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เธอไม่ถามอะไรไทเกอร์ แม้แต่คำเดียว
คืนนั้นไทเกอร์ ร่างกายอ่อนเพลียมากเขาจึงกินยานอนหลับ แล้วล้มตัวลงนอนไปเลย
เวลาตี 1 ตอนไทเกอร์หลับไปแล้ว เอลิน หยิบโทรศัพท์ของสามีขึ้นมา แล้วค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในมือถือ ปรากฎว่า ไทเกอร์เคยส่ง sms หาราเชล พิมพ์ข้อความว่า "คุณเป็นคนเดียวที่ผมรัก"
เอลิน ใจเย็นอย่างน่าประหลาด เธอส่ง sms กลับไปหาราเชล แกล้งเป็นไทเกอร์ โดยพิมพ์ว่า "ผมคิดถึงคุณนะ เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันอีก"
ราเชล ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วเธอแปลกใจที่ไทเกอร์ยังตื่นอยู่ตอนตี 1
เอลินอยากจะแกล้งคุยเพื่อล้วงความจริงมากกว่านี้ แต่เธอทนไม่ไหวแล้ว เธอกดโทรออก ไปหาราเชลทันที เมื่อสายรับ เอลินพูดว่า "ฉันรู้ทุกอย่าง"
"Oh Fuck!" ราเชลอุทานแล้วรีบตัดสายทิ้งทันที
ทันใดนั้น คนใจเย็นอย่างเอลินก็น็อตหลุด เธอทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอกรีดร้องใส่ไทเกอร์ ที่กำลังนอนอยู่
ไทเกอร์ผวาตื่นขึ้นมา เอลินขว้างโทรศัพท์ใส่หน้าไทเกอร์ เธอชกหน้าอก เอาเล็บข่วนหน้า จนไทเกอร์ต้องหนีออกมาเพื่อไม่ให้เจ็บตัว แต่เอลินยังไม่หยุดเธอคว้าไม้กอล์ฟไล่ฟาดเขา
ไทเกอร์วิ่งหนีออกมาจากบ้าน เอลินไล่ตามมาหวด ไทเกอร์ตะโกนสวนเสียงดัง "คุณทำลายวันขอบคุณพระเจ้าของเราพินาศหมดแล้ว! พอใจหรือยังล่ะ!"
เพื่อนบ้านใกล้เคียงได้ยินเสียงทะเลาะกันของสองสามีภรรยา มีคนตะโกนกลางดึกแบบนั้น ใครๆก็คงได้ยิน
ไทเกอร์ รีบคว้ากุญแจรถคาดิลแลค สตาร์ตรถ รีบขับหนีเอลินทันที เขาต้องการหนีเอาตัวรอดจากตรงนี้ให้ได้ก่อน แต่ด้วยความมึนในฤทธิ์ยานอนหลับ ทำให้ไทเกอร์ไม่มีสติเพียงพอที่จะควบคุมรถ
เขาขับรถพุ่งชนกับหัวก๊อกดับเพลิงและต้นไม้ ในจุดที่ไม่ห่างจากบ้านมากนัก ไทเกอร์นอนสลบเหมือดคาพวงมาลัย
เอลิน ขับรถตามมาถึง เห็นสภาพรถที่ยับเยิน เธอรีบดึงตัวไทเกอร์ ออกมาจากรถ ให้มานอนราบบนพื้น จากนั้นเธอตะโกนบอกเพื่อนบ้านให้เรียก 911
ไทเกอร์ ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล แต่อาการไม่หนักมาก เขาจึงสามารถกลับมาที่บ้านได้
ในตอนนั้น เอลิน ก็ยังสองจิตสองใจ ใจหนึ่งเธอก็โกรธแค้น อีกใจหนึ่งเธอก็รักสามี ทั้งคู่คบกันมา 6 ปี แต่งงานกันแล้ว มีลูกด้วยกันสองคน ไม่ใช่อะไรที่จะตัดใจได้ง่ายๆ
ระหว่างนั้น ทั้งคู่ก็แยกกันอยู่ไปก่อน เอลิน ขอเวลาทำใจ ถ้าใช้เวลาสักระยะเธออาจให้อภัยสามีได้ ถ้าหากไทเกอร์ตัดสินใจจบกับราเชลจริงๆ อาจจะลองให้โอกาสอีกสักครั้ง
เพียงแต่สิ่งที่เอลินหวังไว้ มันห่างไกลความเป็นจริงมากเหลือเกิน ...
----------------------------------------
หลังจากเอ็นไควเรอร์ แฉเรื่องราเชล อูชิเทล ก็มีผู้หญิงอีกจำนวนมากออกมาเปิดเผยตัว ว่าเธอมีความสัมพันธ์กับไทเกอร์เหมือนกัน
เจมี่ กรั๊บส์ - สาวเสิร์ฟในบาร์มีความสัมพันธ์ 31 เดือนกับไทเกอร์
เจมี่ จังเกอร์ส - นางแบบชุดชั้นในชื่อดัง
จอสลีน เจมส์ - นักแสดงหนังโป๊
โลเรดาน่า โจลี่ - นางแบบนิตยสารเพลย์บอย
จูลี่ พอสเติ้ล - สาวเสิร์ฟในบาร์ที่ออร์ลันโด้
และที่ทำให้ เอลิน หัวใจสลายมากที่สุด คือ เรย์เชล คูดรีเอ็ต นักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทเกอร์นี่เอง
มีรายงานว่า ไทเกอร์มีเซ็กส์กับผู้หญิงราว 120 คน ระหว่างช่วงที่แต่งงานกับเอลิน และมีถึง 13 คนในนี้ ที่แอบมีสัมพันธ์กันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เซ็กส์ชั่วครั้งคราว
ที่มหัศจรรย์คือ ทั้งๆที่ไทเกอร์ คบหลายคนพร้อมกันขนาดนี้ แต่เขาสามารถปิดบังเอลินได้ตลอดช่วงเวลาที่แต่งงานกัน ดังนั้นแน่นอน นี่ไม่ใช่ความพลั้งเผลอ
สื่อสหรัฐใช้คำว่า Serial Cheater หรือ นักนอกใจต่อเนื่อง (เล่นคำจาก Serial Killer - ฆาตกรต่อเนื่อง)
นั่นทำให้เอลิน ตัดสินใจเด็ดขาด ขอหย่าจากไทเกอร์ วูดส์ ในเดือนสิงหาคม 2010 คือมันเกินที่เธอจะรับไหว คนทั้งประเทศอยู่ข้างเธอในเรื่องนี้
ซึ่งแน่นอน ไทเกอร์ ไม่มีทางสู้คดีชนะอยู่แล้ว มีหลักฐานว่าประพฤตินอกใจ นอกกายขนาดนี้ ยังไงเอลิน ก็ต้องชนะคดีถ้าฟ้องร้องกันขึ้นมาจริงๆ
สุดท้ายเอลิน ได้สิทธิเลี้ยงดูบุตรทั้ง 2 คน นอกจากนั้นเอลิน ยังได้รับสินสมรส 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย
ชีวิตในอุดมคติของไทเกอร์ โดนทำลายราบคาบ
ครอบครัวแตกสลาย คนรอบข้างมองเขาด้วยสายตาเปลี่ยนไป และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความวิบัติในอาชีพอย่างแท้จริง
----------------------------------------
ไทเกอร์ ขอพักการแข่งขันพีจีเอทัวร์อย่างไม่มีกำหนด เพื่อไปเข้ารับการบำบัด "เสพติดเซ็กส์" ซึ่งก็เหมือนบำบัดคนติดยา เพียงแต่ยาเสพติดของไทเกอร์ คือผู้หญิง
แต่สื่อมวลชน ก็ชี้ว่า ไทเกอร์ก็แค่อ้างว่าเป็นโรคเสพติดเซ็กส์ ทั้งๆที่ความจริงเขาแค่สนุกกับการได้สับราง และมั่วหญิงไปทั่วแค่นั้น
สปอนเซอร์จำนวนมาก เมื่อเจอข่าวฉาว ก็ประกาศขอถอนตัวจากการสนับสนุน ทั้ง at&t เครือข่ายโทรศัพท์ชื่อดัง, เครื่องดื่มเกเตอเรด รวมถึง มีดโกนยิลเล็ตต์ ทำให้เขาสูญเงินไปขั้นต่ำ 15 ล้านเหรียญต่อปี ขณะที่ไนกี้แม้จะยังสนับสนุนอยู่แต่หากหมดสัญญาก็เตรียมหั่นราคาลงจากเดิมเป็นเท่าตัว
ขณะที่ฟอร์มในสนาม หลังจากเกิดเหตุ เขาไม่ได้แชมป์รายการใดอีกเลยเป็นระยะเวลา 2 ปีครึ่ง สื่อชี้ว่าปัญหาของไทเกอร์คือสมาธิไม่อยู่กับตัว
ไม่ต้องรวมถึงรายการเมเจอร์ ที่เขาไม่เคยได้แชมป์อีกเลย นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นสถิติของแจ๊ค นิคลอส กลายเป็นตัวเลขที่เขาไม่มีวันเอื้อมไปถึง
หลังจากกลับมาเล่นดีได้ระยะสั้นๆในปี 2012-13 โชคร้ายก็ยังมาเยือนเขาไม่หยุดหย่อน ไทเกอร์บาดเจ็บอีกหลากหลายครั้ง
ต้องเข้ารับการผ่าตัดเส้นประสาท ถึง 2 ครั้ง , ผ่าตัดแผ่นหลัง และรักษาอาการเจ็บที่ขา ตลอด 3 ปี ได้ลงเล่นรวมกันไม่ถึง 10 รายการ อันดับโลกหล่นลงมาต่ำสุดที่ 1005 ของโลก
จากคนที่รุ่งโรจน์มากๆ แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง กลับร่วงดิ่งไปในพริบตา
ช่างไม่น่าเชื่อจริงๆ
----------------------------------------
ไทเกอร์ ต้องใช้เวลาอย่างมาก กว่าชีวิตจะค่อยๆกลับมาเข้าที่เข้าทาง
ขั้นแรกเขาต้องบอกความจริงให้ลูกรู้ก่อน เพื่อให้ลูกทั้ง 2 คนได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ที่สำคัญจะได้ไม่ไปโกรธเกลียดแม่
"ผมอยากให้พวกเขาทั้งสองคนได้รู้ ก่อนที่จะถึงวัยเล่นอินเตอร์เน็ตแล้วไปรู้เอง ผมบอกเขาว่า สาเหตุที่พ่อกับแม่ อยู่บ้านเดียวกันไม่ได้อีกแล้ว นั่นเพราะคุณพ่อทำเรื่องผิดพลาดเอง"
หลังจากเวลาผ่านไป เอลิน ก็ค่อยๆลด ความโกรธ ความเกลียด ทั้งคู่กลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอีกครั้ง
"เราจะยังคงมีมิตรภาพที่ดีให้กัน" เอลินเผย "ความสุขของแซม กับ ชาร์ลี คือสิ่งสำคัญที่สุดของเราทั้งคู่"
ปัจจุบัน ไทเกอร์ก็มีเวลาร่วมกับลูกมากขึ้น ขณะที่ชีวิตรักเขาก็มีแฟนใหม่อีก 2 ครั้ง จากลินด์ซีย์ วอนน์ มาสู่คนปัจจุบัน เอริก้า เฮอร์แมน
ส่วนในอาชีพนักกอล์ฟ เขาก็ค่อยๆไต่อันดับโลกกลับมาช้าๆ จากหลักพัน ขึ้นมาอยู่ 668 ในปี 2017 และในปีนี้ ขยับขึ้นมาสูงสุดที่ 88 ของโลก กลับมาติดท็อป 100 อีกครั้ง
ในวัย 42 ปี ไทเกอร์ จะกลับมาติดท็อปเท็นของโลกได้อีกหรือไม่ และจะไปถึงเมเจอร์อีกสักครั้งหรือเปล่า
ก็ยังเป็นคำถามที่ ไม่มีใครตอบได้จริงๆ
----------------------------------------
จากเรื่องราวของไทเกอร์ วูดส์ มีหลายอย่างที่เราสามารถเอาเป็นเครื่องเตือนใจได้
1) ความลับไม่มีในโลก
ไทเกอร์จะปิดบังแนบเนียนแค่ไหน เห็นไหม วันหนึ่งก็ต้องโดนจับได้อยู่ดี
2) ถ้าได้โอกาสแก้ตัวอย่าทำผิดซ้ำ
ตอนที่เอ็นไควเรอร์ไม่แฉไทเกอร์ครั้งแรก เมื่อสวรรค์ให้โอกาสแก้ตัวแล้ว ถ้าเขาหยุดทุกอย่างไว้ตรงนั้น บางทีเรื่องราวอาจจะไม่ถึงขั้นนี้
และ 3) ถ้าชีวิตคุณดีอยู่แล้ว ทุกอย่างสวยงามอยู่แล้ว คิดให้เยอะๆ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป
ถ้ามันจะพินาศเพราะคนอื่นทำ ยังพอเข้าใจ
แต่อย่าให้ต้องมาบรรลัย ด้วยมือตัวเอง

กฟผ.ลดพนักงาน 7,000 คน ปฏิรูปเพื่อความอยู่รอด

กฟผ.ลดพนักงาน 7,000 คน ปฏิรูปเพื่อความอยู่รอด

เผยแพร่:   โดย: นพ นรนารถ


ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.ประกาศชะลอการรับสมัครบุคคลภายนอกเข้าทำงานปี 2561 ที่เพิ่งประกาศรับสมัครไปเมื่อเดือนมกราคม โดยให้เหตุผลว่า

“กฟผ.อยู่ระหว่างการศึกษาปรับปรุงโครงสร้าง และอัตรากำลังขององค์กร จึงมีความจำเป็นต้องชะลอการรับสมัครบุคคลภายนอกปี 2561 ไว้ก่อน หากมีการดำเนินการเมื่อใด กฟผ.จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง”

แต่ละปี กฟผ.รับสมัครพนักงานใหม่หลายร้อยอัตรา ทั้งเพื่อรองรับการขยายงาน และทดแทนพนักงานที่ลาออก เกษียณ การรับสมัครพนักงานของ กฟผ.เป็นที่เฝ้ารอของบัณฑิตจบใหม่ คนที่ยังว่างงาน คนที่มีงานทำแล้วต้องการจะทำงาน กฟผ.เพราะการได้เป็นพนักงาน กฟผ.มีความมั่นคง ผลตอบแทน สวัสดิการดี เป็นหลักประกันชั้นดีของชีวิต

การงดรับสมัครพนักงานปีนี้ น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ กฟผ.ไม่รับคนใหม่

กฟผ.ได้ว่าจ้าง บริษัท ไพรซ์ วอเตอร์เฮ้าส์ แอนด์ คูเปอร์ส ศึกษาการปรับโครงสร้างองค์กรมาได้ปีกว่าๆ แล้ว สัปดาห์ก่อนมีการเปิดเผยข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะต้องลดพนักงานที่มีอยู่ขณะนี้ 21,800 คนให้เหลือ 15,000 คน ลดลง 7,000 คน และลดตำแหน่งรองผู้ว่าการฯ จากปัจจุบัน 12 คนเหลือเพียง 7 คน

นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และเป็นตัวแทนพนักงานในคณะกรรมการปรับโครงสร้างบอกว่า วิธีการคือไม่รับพนักงานใหม่ทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุเป็นเวลา 4 ปี

ผู้ที่จะเกษียณอายุในปี 2561 มีจำนวน 1,300-1,700 คน ปี 2562-2563 ปีละประมาณ 1,700 คน และปี 2564 อีก 1,400 คนซึ่งรวมทั้งหมดจะลดคนไปได้ประมาณ 6,800-7,000 คน

การลดพนักงานเพื่อให้องค์กรมีขนาดเล็กลง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือ Disruptive Technology

จำนวนพนักงานที่ต้องลดลงไป 7 พันคนเท่ากับ 10% ของพนักงานปัจจุบัน ลดตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ลงไปเกือบครึ่งไม่ใช่น้อยเลย ต้นทุนของพนักงานส่วนเกินนี้ แน่นอนว่า ถูกผลักไปใส่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่าย โดยไม่อาจต่อรองได้ เพราะ กฟผ.ผูกขาดครบวงจร ทั้งผลิต และขายไฟฟ้าแต่เพียงผู้เดียว

นับตั้งแต่ความพยายามแปรรูป กฟผ.ด้วยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกศาลปกครองสั่งระงับเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 ค่าไฟฟ้ามีแต่แพงขึ้นๆ สวนทางกับวาทกรรมต่อต้านการขายหุ้นครั้งนั้นที่ว่า การนำ กฟผ.เข้าตลาดหุ้น คือการแปรรูปให้เอกชนเข้ามายึดกิจการที่ทำให้ประชาชนต้องใช้ไฟในราคาแพงขึ้น โดยไม่มีทางเลือก

ค่าไฟที่แพงขึ้นๆ ภายใต้วาทกรรม กฟผ.คือ สมบัติของชาติ ห้ามแตะต้อง เป็นเพราะค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแพงขึ้น เป็นเพราะ กฟผ.ต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าเอกชน เป็นเพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายของ กฟผ.ซึ่งถูกผลักภาระมาให้ประชาชนจ่ายในรูป “ค่าบริการ” ในบิลค่าไฟฟ้า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ มีนโยบายที่ชัดเจนว่า ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายในอนาคต ต้องไม่แพงกว่าค่าไฟในปัจจุบันที่หน่วยละ 3.30 บาท เป็นที่มาของการรื้อแผนพัฒนากำลังไฟฟ้า พ.ศ. 2558-2579 หรือพีดีพี 15 โดยให้ความสำคัญกับการที่ประชาชนจะต้องจ่ายค่าไฟ ณ สิ้นปี 2579 ในราคาไม่เกินค่าไฟปัจจุบัน คือ 3.30 บาทต่อหน่วย ไม่ใช่หน่วยละ 5.50 บาท ในแผนพีดีพีเดิม และยกเลิกการกำหนดโควตาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามประเภทเชื้อเพลิง แต่ให้รับซื้อจากผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำสุด

แผนพีดีพีซึ่งเดิมให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจนมีกำลังการผลิตเกินความต้องการไปมาก ถูกปรับทิศทางใหม่ให้มุ่งไปที่การส่งเสริมการแข่งขันเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟในราคาถูกลงกว่าปัจจุบัน

แผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา กำหนดการปฏิรูปด้านไฟฟ้า 3 ประเด็น คือ

ปฏิรูปโครงสร้างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) จัดทำ PDP ใหม่ที่คำนึงถึงความสมดุลรายภาค ปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้า และมุ่งเพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าสำหรับจุดที่มีความเสี่ยงและมีความสำคัญต่อประเทศชาติ โดยในปี 2561 จะศึกษาข้อมูลสำคัญเพื่อนำไปสู่การจัดทำ PDP ใหม่ในปี 2562 และสามารถให้หน่วยงานนำแผนไปดำเนินการตั้งแต่ปี 2563

ส่งเสริมการแข่งขันในกิจการไฟฟ้า เน้นส่งเสริมกิจการไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตและซื้อขายไฟฟ้ากันเองภายในชุมชน โดยในปี 2561 จะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำร่างระเบียบการส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเพื่อเพิ่มการแข่งขันที่ใช้พลังงานทดแทน

ปรับโครงสร้างการบริหารกิจการไฟฟ้า โดยบูรณาการหน่วยงานกิจการไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการไฟฟ้าและการลงทุนของประเทศ โดยในปี 2561 จะศึกษาความเหมาะสมการบูรณาการหน่วยงานกิจการไฟฟ้า และศึกษาระเบียบ TPA ของระบบส่งและระบบจำหน่าย และส่งเสริมกิจการจำหน่ายเพื่อเพิ่มบทบาทภาคเอกชนและส่งเสริมให้มีการแข่งขันมากขึ้น

การลดพนักงานลง 7,000 คน เป็นก้าวแรกของ กฟผ.ในการรับมือกับการปฏิรูปประเทศด้านการผลิตไฟฟ้าที่มีคีย์เวิร์ดคือ ส่งเสริมให้มีการแข่งขันมากขึ้น เพิ่มบทบาทภาคเอกชน

“เสี่ยหนู”ย้ำไม่มีดีลการเมืองบิ๊กตู่ ยังไม่ถึงเวลาคิด ชี้ ปชช.มาเยอะเพราะประชาสัมพันธ์

“เสี่ยหนู”ย้ำไม่มีดีลการเมืองบิ๊กตู่ ยังไม่ถึงเวลาคิด ชี้ ปชช.มาเยอะเพราะประชาสัมพันธ์


เมื่อเวลา 14.20 น. ที่สนามช้าง อารีนา จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ประชาชนที่เดินทางมาต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พร้อมคณะ น่าจะเกินความจุของสนามกว่า 3 หมื่นคน ซึ่งไม่ได้เป็นการเกณฑ์มาแต่อย่างใด ต่างคนต่างมาตามที่ได้รับการประชาสัมพันธ์ เพราะ จ.บุรีรัมย์ ต้องไม่ธรรมดา เมื่อ ครม.เดินทางมาถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องให้การต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องต้อนรับตามความเหมาะสม และการที่ตนเดินทางมาวันนี้ไม่มีเรื่องการเมือง แต่มาอำนวยความสะดวกในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่นี้ และตนยังไม่ได้พูดคุยหรือพบเจอใครทั้งสิ้น แม้แต่นายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงพื้นที่ของนายกฯครั้งนี้อาจมีเรื่องของการเมือง นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ไม่มีใครเอาเรื่องการเมืองมาในสนามแห่งนี้ ใครเอามาก็สลบ เพราะยังเร็วเกินไปที่จะคิดเรื่องการเมือง วันนี้เป็นเรื่องของประชาชน ตนก็เดินทางมาดู เผื่อจะต้องหาเสียงหรือปราศรัยใหญ่แล้วมาจัดที่สนามแห่งนี้ก็ไม่เลว ถือว่ามาสังเกตการณ์
เมื่อถามว่า การประชาสัมพันธ์ให้คนมาร่วมได้กว่าหมื่นคนเป็นฐานเสียงที่จะสนับสนุนรัฐบาลได้ต่อไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องฐานเสียงไม่ใช่เพิ่งมาวันนี้หรือเมื่อวาน ฐานเสียงบุรีรัมย์มีตั้งนานแล้ว และหลายจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทย มี ส.ส.ก็มีฐานเสียงอยู่แล้ว และวันนี้พรรคก็มีนโยบายหลักที่จะเป็นโมเดลใช้หาเสียง ทั้งการช่วยเหลือชาวบ้านให้ลืมตาอ้าปาก เศรษฐกิจดีขึ้น

เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่า ชาวบุรีรัมย์สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลแล้วต่อไปจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องถามประชาชนแต่ละคน เมื่อถามอีกว่า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ต่อไปหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย จะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและคนของพรรค ตอนนี้เร็วเกินไปที่จะพูดอะไร เพราะยังไม่รู้ว่าจะมี ส.ส.กี่คน และสมาชิกจะทนพลังดูดได้แค่ไหนก็ไม่รู้ และตนจะไม่มีวันพูด ไม่มีวันคิด ไม่มีวันทำอะไรโดยที่ยังไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในกระเป๋าบ้าง ทุกอย่างจะชัดเจนเมื่อเห็นจำนวน ส.ส.อยู่ในมือ ต้องรอให้มีการเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อน ไปตกลงในตอนนี้โดยที่เราไม่รู้เรื่องทำไม่ได้ ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยต้องขายนโยบาย ไม่ใช่ขายทิศทาง
เมื่อถามถึงกระแสข่าว คสช.ดูดสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินให้ไปร่วมงานกับรัฐบาลเช่นเดียวกับนายสนธยา คุณปลื้ม นายอนุทินกล่าวย้อนว่า ใครดูด จะไปคิดอย่างนั้นไม่ได้ วันนี้เราต้อนรับครม.ในฐานะที่อยู่ในพื้นที่ และพรรคภูมิใจไทยเพิ่งมีอายุ 10 ปี ตนเป็นหัวหน้าพรรคมา 5 ปี จะให้ใครมาดูดใครง่ายๆ ได้อย่างไร ใครดูดติดคอตายแน่นอน ขอย้ำว่าอย่าเพิ่งไปพูดอะไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการสัมภาษณ์นายอนุทิน นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ได้เดินผ่านมาพอดี ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามความคืบหน้าการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีกสมัยหลังเลือกตั้ง โดยนายอุตตมได้กล่าวปฏิเสธในทันทีว่า “ไม่รู้ๆ”

‘เนวิน’ คุมเอง ปลุกชาวบุรีรัมย์ส่งเสียงเชียร์ ‘ลุงตู่สู้ๆ’ หวังงบหมื่นล้านลงจังหวัด

‘เนวิน’ คุมเอง ปลุกชาวบุรีรัมย์ส่งเสียงเชียร์ ‘ลุงตู่สู้ๆ’ หวังงบหมื่นล้านลงจังหวัด


‘เนวิน’ คุมเอง ปลุกชาวบุรีรัมย์ส่งเสียงเชียร์ ‘ลุงตู่สู้ๆ’ หวังงบหมื่นล้านลงจังหวัด ยันวันนี้ไม่มีวาระการเมือง มีแต่วาระ ปชช.
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่สนามช้าง อารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคภูมิใจไทย และประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ออกโรงนำเชียร์ประชาชนชาวบุรีรัมย์เกือบ 3 หมื่นคน ที่มารอต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยตัวเอง โดยขอให้ทุกคนกล่าวเชียร์ว่า “ลุงตู่สู้ๆ” โดยมีนางกรุณา ชิดชอบ ภริยา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มาร่วมเชียร์ โดยนายเนวินกล่าวตอนหนึ่งว่า ขอให้อดทนต่อแสงแดดและความร้อน และเมื่อเวลาที่ นายกฯลุงตู่ที่เดินทางมาบุรีรัมย์ และขอให้ส่งเสียงดังๆ เพื่อให้นายกฯลุงตู่อนุมัติงบประมาณลงพื้นที่บุรีรัมย์ให้ได้หมื่นล้านบาท ขอให้ร่วมกันให้กำลังใจ
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเรื่องการเมือง นายเนวินปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวว่า “วันนี้ไม่มีวาระเรื่องการเมือง มีแต่วาระประชาชน ไม่มีการเมือง ไม่ต้องถามอะไร”

สถานีคิดเลขที่ 12 เรื่อง อำนาจและอิทธิพล : โดย ปราปต์ บุนปาน

สถานีคิดเลขที่ 12 เรื่อง อำนาจและอิทธิพล : โดย ปราปต์ บุนปาน


สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้อาจทำให้บางคนย้อนนึกไปถึงแนวคิดเรื่อง “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ที่ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเสนอเอาไว้
“รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” แต่เดิม ให้ความสำคัญแก่การคานกันระหว่าง “อำนาจ” กับ “อิทธิพล”
ซึ่งอาจนิยามความหมายได้ว่า “อำนาจ” คืออำนาจที่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ ส่วน “อิทธิพล” คืออำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ เช่น “อิทธิพล” ของตระกูลนักเลง “เจ้าพ่อ” ในท้องถิ่น ตลอดจน “อำนาจไม่เป็นทางการ” บางด้านของทหาร-ตำรวจ เป็นต้น
สามัญชนไทยนั้นใช้ชีวิตอย่างเคยชินอยู่ท่ามกลางการนำ “อำนาจ” และ “อิทธิพล” มาคานหรือถ่วงดุลซึ่งกันและกัน
“อำนาจ” โดยตัวมันเองก็มีอันตราย เช่นเดียวกับ “อิทธิพล” ซึ่งก็อันตรายไม่แพ้กัน แต่หากทั้งสองอย่างถูกนำมาใช้งานร่วมกัน ก็ถือว่า “พอจะเอาตัวรอดไปได้”
ดังนั้น คนไทยจึงไม่อยากเห็น “อำนาจ” หรือ “อิทธิพล” อันใดอันหนึ่ง ถูกขจัดทิ้งออกไปโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ดี อาจารย์นิธิตั้งข้อสังเกตว่าปลายทศวรรษ 2530 “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” ที่ดำรงอยู่ในวิธีคิดของคนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
ด้วยปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้ “อิทธิพล” มีพื้นที่น้อยลงในสังคม อาทิ บรรดา “เจ้าพ่อ” หันไปทำกิจการที่ถูกกฎหมายมากขึ้น หรือ “ทหาร” ก็มีบทบาทลดลง หลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ฯ และการต้องกลับเข้ากรมกองระหว่างปี 2535-49
ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่มีบทบาทโดดเด่นขึ้นมา กลับเป็น “นักการเมือง” จากการเลือกตั้ง จนทำให้ผู้คนเกิดความคาดหวังว่าสังคมไทยกำลังจะเดินหน้าไปสู่การใช้ “อำนาจ” ถ่วงดุล “อำนาจ” ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจแบบตะวันตก
แม้แต่การรัฐประหาร ซึ่งถือเป็นการสถาปนา “อิทธิพล” ขึ้นมาอยู่เหนือ “อำนาจ” ตั้งแต่หลังยุค 14 ตุลาเป็นต้นมา ก็ต้องพยายามรื้อฟื้นบรรยากาศของ “อำนาจ” กลับมาโดยเร็วที่สุด

เพราะ “อิทธิพล” เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ใครสามารถครองสถานะเป็นผู้มีอำนาจได้ตลอดไป
กลับมาที่สถานการณ์ ณ ปี 2561 หลังจาก คสช.ปกครองประเทศโดยใช้ “อิทธิพล” เป็นเครื่องมือสำคัญมาสี่ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินความคาดคิดของหลายคน
ถึงที่สุด ดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังจะต้องคลี่คลายตัวเองไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอีกหน เพื่อเปิดโอกาสให้การใช้ “อำนาจ” ผ่านระบบรัฐสภา (ที่ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกของประชาชน) และสถาบันทางการเมืองต่างๆ (ที่แม้จะถูกออกแบบโดยคณะรัฐประหาร) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม “อิทธิพล” ยังน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในเกมอำนาจกระดานนี้
อย่างน้อย กระแสข่าวเรื่องการ “ดูด” กลุ่มนักการเมือง/ผู้มีอิทธิพลประจำท้องถิ่น ที่ถูกนิยามว่าเป็น “ครรลองประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ก็แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มดังกล่าว ไม่นับรวมการ (จะ) ยืนหยัดดำรงอยู่ของผู้นำกองทัพบนเวทีการเมือง (ไม่ว่าด้วยสถานะและวิธีการใดๆ)
“รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” และวิธีคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง “อำนาจ” กับ “อิทธิพล” น่าจะนำมาใช้อธิบายสังคมการเมืองไทยยุคต้นทศวรรษ 2560 ได้ดีพอสมควร
แต่คงต้องพิจารณาด้วยว่าสังคมไทยปัจจุบันนั้นมีความสอดคล้องกับ “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” เวอร์ชั่นไหน
ก่อนหรือหลังปลายทศวรรษ 2530?
ปราปต์ บุนปาน

ที่มา :https://www.matichon.co.th/news/944335

ชูประชาธิปไตยปรับทัพสู้ศึกเลือกตั้ง : ปลุกพลังประชาชนตัดสิน

ชูประชาธิปไตยปรับทัพสู้ศึกเลือกตั้ง : ปลุกพลังประชาชนตัดสิน



ตามโรดแม็ปการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเดือน ก.พ.2562
นั่นหมายความว่าทุกพรรคการเมืองได้จัดทัพปรับโครงสร้างตามกติกาใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไฮไลต์ที่น่าติดตาม คือ ตำแหน่งหัวหน้าพรรคและรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองมีมติจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย สปอตไลต์กำลังส่องไปที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรค แม้ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่ในฐานะเป็นรากเหง้าหนึ่งของพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นรากฐานของพรรคเพื่อไทย
เส้นทางการเมืองของขั้วอำนาจตรงข้ามกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินหมากทางการเมืองอย่างไร เกาะติดมุมคิดและตัวตน จากถ้อยคำการให้สัมภาษณ์ของ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เปิดแนวคิดไว้กับ ทีมข่าวการเมือง ว่า ขณะนี้บริบทการเมืองเปลี่ยนไปเยอะมาก
ทั้งในส่วนที่จะทำให้ดีขึ้นและในส่วนที่จะทำให้เป็นปัญหาในอนาคต บริบทที่ดีขึ้น คือ คุณภาพของโหวตเตอร์พัฒนาไปไกลมาก เข้าใจประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ มีวิจารณญาณเลือกผู้สมัคร ส.ส.
ประชาชนตื่นรู้เรื่องการเมืองมากขึ้น เบื่อการเมืองในลักษณะต่อสู้ในเชิงอำนาจ การโจมตีสาดเสียเทเสียกันไปมา และคาดหวังการเมืองที่เป็นสาระ แก้ไขปัญหาให้ส่วนรวมได้อย่างแท้จริง
แต่กฎเกณฑ์กติกาใหม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งกลไกของรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถูกออกแบบทำให้ตัวแทนของประชาชนอ่อนแอ ย่อมทำให้การทำงานเพื่อประชาชนอ่อนแอตามไปด้วย สุดท้ายจะส่งผลเสียต่อการแก้ปัญหาของประเทศชาติ
อันนี้คือปัญหาที่ผู้มีอำนาจอาจจะมองประชาธิปไตยแค่ในเชิงของอำนาจ ซึ่งจะต้องแย่งชิงกันในการเลือกตั้ง ตัดตอนการมีส่วนร่วมและโอกาสของประชาชน
ส่วนตัวมองว่าความจริงประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครอง โดยให้ประชาชนมีความทัดเทียมเข้าถึงทรัพยากรของชาติ โอกาสในการทำมาหากิน ความเป็นธรรมและสิทธิพลเมือง แต่รัฐธรรมนูญถูกดีไซน์ไม่ตอบโจทย์แก่นแท้ของประชาธิปไตย ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
จะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อต่อการแก้ปัญหาเพื่อประชาชนและประเทศ คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า ส่วนตัวได้แสดงความเห็นหลายครั้ง โดยส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจให้เห็นว่า กลไกรัฐธรรมนูญจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
และได้ให้ความรู้กับประชาชนเข้าใจว่าสุดท้ายประชาชนที่รอคอยความช่วยเหลือ รัฐบาลหลังการเลือกตั้งอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ได้
ขณะนี้พรรคการเมือง นักการเมือง ประชาชนก็ไม่ได้มีอำนาจ ถ้าเราให้ความรู้ประชาชนแบบตรงไปตรงมา รณรงค์ให้สังคมเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อถึงเวลาประชาชนจะเสนอความเห็นว่าอยากให้ปรับแก้กติกาอย่างไร เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาปากท้อง
หากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดใหม่เข้ามา มีผลกระทบอย่างไร คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า ผู้มีอำนาจขณะนี้วางกลไกทำให้ตัวแทนของประชาชนอ่อนแอ หลังการเลือกตั้งจะไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยตามที่สังคมคาดหวัง
ซึ่งหวังจะให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุนและขับเคลื่อนประเทศ สุดท้ายรัฐบาลไม่สามารถบริหารแก้ปัญหาของประชาชนได้เต็มที่
รวมถึง คสช.ที่กำลังตั้งพรรคการเมืองเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ในวันที่ไม่มีมาตรา 44 อยู่ในมือ เข้ามาใช้กลไกที่เขาเขียนขึ้นก็แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ยากเหมือนกัน
แต่ยุคปฏิรูปการเมือง ตอนนี้มีนักการเมือง 2 พรรคใหญ่ กำลังถูกดูดเข้าพรรคการเมืองใหม่ สะท้อนภาพการเมืองอย่างไร คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า ผู้มีอำนาจพยายามบอกว่าเข้ามายึดอำนาจ เพราะการเมืองน้ำเน่าและจะต้องปฏิรูปการเมือง
เราต้องถามว่า 4 ปี คสช.การปฏิรูปการเมืองเดินไปข้างหน้าหรือย้อนยุค 30-40 ปี ยิ่งมีพฤติกรรมการดูดนักการเมือง ซึ่งเป็นวิธีโบราณ ผู้มีอำนาจในขณะนี้เคยประณามเอาไว้ กลับกระทำในสิ่งที่ตัวเองประณามคนอื่น เราไม่ได้ว่าใครน้ำเน่า แต่เป็นสิ่งที่ผู้นำเคยพูดเอาไว้
การดูดนักการเมือง พรรคเพื่อไทยได้รับผลกระทบอย่างไร คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า ผู้ที่ทำแบบนี้มีวัตถุประสงค์ต้องการการันตีเข้าสู่อำนาจอย่างปลอดภัย ขอแค่มีมือให้พอในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นแมวขาวหรือแมวดำ ขอให้จับหนูได้
ส่วนประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะวิธีการนี้ไม่คำนึงถึงการพัฒนาการเมืองและประชาธิปไตย ขณะพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ชี้ขาด
บทบาทของคุณหญิงสุดารัตน์เริ่มตกเป็นแคนดิเดตนำทัพพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง หากพรรคมีมติให้นำทัพจะทำอย่างไรให้ชนะการเลือกตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ ไม่ขอแสดงมุมคิดในเรื่องนี้
แต่ขอสะท้อนมุมมองพรรคเพื่อไทยควรทำอะไร ในฐานะเคยทำงานการเมือง และในฐานะที่เป็นประชาชน เป็นแม่ของลูก ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอีกนาน ก็อยากเห็นเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับที่ 1 หลังเลือกตั้ง
ในฐานะเราเคยเป็นฟันเฟืองเล็กในพรรคไทยรักไทย มีจุดแข็ง คือ เป็นผู้คิดนโยบายนำไปแก้ปัญหาของประเทศ คิดนโยบายที่ถูกทาง แก้ถูกจุด ตรงประเด็น หลังการเลือกตั้งนำนโยบายแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ คิดเป็นทำเป็น
วันนี้ประชาชนพัฒนาตัวเอง เรียนรู้ประชาธิปไตยมาตลอดในช่วง 10 ปี ก็เป็นผลบวกต่อพรรคเพื่อไทย นับจากนี้ไปพรรคเพื่อไทยจะต้องนำเสนอจุดแข็งด้านนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาของประเทศและประชาชน
ประชาชนเชื่อมั่นนโยบายที่อยู่ในมือเราแล้วผลักดันสำเร็จ ทั้งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปฏิรูปการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ นโยบายรองรับคนตกงานจากเทคโนโลยีให้เป็นคนเปลี่ยนงาน ออกแบบบิ๊กดาต้าของรัฐ ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการดำเนินชีวิตและทำมาหาเลี้ยงชีพ นโยบายเหล่านี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแน่นอน
ตอนนี้พรรคเพื่อไทยกำลังพัฒนาเป็นสถาบันการเมือง คุณหญิงสุดารัตน์เคยพูดว่าถ้าพัฒนาไปถึงจุดนั้น “ตระกูลชิน” จะลดบทบาทเป็นแค่หุ้นส่วนหนึ่งในพรรคเพื่อไทย วันนี้สถานะ “ตระกูลชินวัตร” ในพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างไร คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า “จากยุคไทยรักไทยถึง เพื่อไทย เกือบ 21 ปี วันนี้ถือเป็นผู้ใหญ่
ตอนที่เป็นวัยรุ่นเราอาจเคยลองผิดลองถูก ตอนนี้เราไม่ต้องกลัว ประกอบกับองค์ความรู้เดิมพื้นฐานดี เหมือนเป็นเด็กเรียนดี ก็พัฒนาต่อได้ง่าย การก้าวสู่เป็นสถาบันการเมืองตอนที่อยู่ไทยรักไทยแล้วก็คิดอย่างนี้”
ฉะนั้นวันนี้ประชาชนพัฒนาตัวเองไปไกลมาก นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องพัฒนาให้ทันประชาชน
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องการเลือกพรรคเพื่อไทย แต่ติดเงื่อนไขพรรคนี้ยังอยู่ภายใต้ “ตระกูลชินวัตร” โดยขอให้กระจายอำนาจ เพื่อให้ “ตระกูลชินวัตร” เป็นส่วนหนึ่งในพรรค เพื่อก้าวสู่การเป็นสถาบันการเมือง คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า ทุกองค์กรมีผู้ก่อตั้ง ซึ่งผู้ก่อตั้งได้ทำงานสร้างคุณูปการจนกลายเป็นจุดแข็งขององค์กร
วันนี้ผู้ก่อตั้งรีไทร์และหยุดแล้ว มีความตั้งใจสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาให้เป็นสถาบันการเมือง ถือเป็นโอกาสที่เหมาะสม เพราะประชาชนต้องการให้พรรคการเมือง นักการเมืองพัฒนา พรรคเพื่อไทยก็ต้องพัฒนาตามความต้องการของโหวตเตอร์
ส่วนมรดกที่ผู้ก่อตั้งทิ้งไว้คือนโยบายที่เป็นจริง เป็นแบรนด์ที่แข็งแรง เราควรยึดเรื่องนี้ต่อไป เพื่อสรรค์สร้างนโยบายที่ปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างพรรคให้แข็งแรง
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ความเป็นไปได้ที่จะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ก่อนเลือกตั้ง เพื่อต่อสู้กับพรรคสืบทอดอำนาจของ คสช. หลัง “ตระกูลชินวัตร” ไม่ครอบงำพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์บอกว่า
ถ้าเอาเป้าหมาย “ฝ่ายประชาธิปไตย” ต่อสู้ “ฝ่ายเผด็จการ” ก็ต้องรวมกัน แต่ยังมองไม่เห็นภาพชัดเจน
สิ่งที่เราต้องทำ คือ ยืนอยู่บนจุดยืนรักษาประชาธิปไตย
ไม่โอนอ่อนตามอำนาจเผด็จการและยืนเคียงข้างประชาชน.
ทีมการเมือง

4 ปี คสช.ผ่าน เงื่อนไขเก่าโผล่

4 ปี คสช.ผ่าน เงื่อนไขเก่าโผล่



จับอาการอำนาจพิเศษ “เผชิญ” ม็อบสัญลักษณ์
ปฏิทินย่างเข้าสู่เดือนพฤษภาคม วันเวลาผ่านไปไว
โดยเงื่อนไขสถานการณ์ผกผันกับโรดแม็ป คสช.ที่หดสั้นลงเรื่อยๆ
ที่แน่ๆย้อนกลับไป 4 ปีที่แล้ว เดือนพฤษภาคม 2557 นี่คือจุดเริ่มสตาร์ตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ในการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลเลือกตั้ง
ใช้อำนาจพิเศษเข้าควบคุมประเทศไทย
เข็มนาฬิกาวนมาครบรอบ 4 ปี เท่ากับเทอมรัฐบาลเลือกตั้งพอดิบพอดี
ถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ทำสถิติเป็นผู้นำรัฐบาลทหารที่อยู่ในตำแหน่งได้อย่างยาวนานครบวาระเทียบกับรัฐบาลหลังการปฏิวัติ 2549 ที่นายกรัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งสั้นๆแค่ 1–2 ปีเท่านั้น
และแน่นอน นี่คือจังหวะเวลาเชิงสัญลักษณ์ของสถานการณ์อำนาจพิเศษ
เหตุป่วนเกมอำนาจมักจะเกิดขึ้นในห้วงบรรยากาศนี้
ล่าสุดตามสัญญาณควันจากที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้สั่งการให้จัดทำคู่มือของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมตามหลักกฎหมายและไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
คสช.ตื่นตัว ตั้งท่ารับมือม็อบแต่หัววัน
แน่นอน มันต้องมีการข่าวทางลึก ฝ่ายความมั่นคงต้องได้กลิ่นอะไรมา
ประกอบกับอาการซีเรียสของ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการ คสช.เบอร์ 1 ฝ่ายคุมกำลังความมั่นคง ที่แสดงความเป็นห่วงการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนัดระดมม็อบกันในวันที่ 5 พฤษภาคม
กังวลมือที่สามจะแทรกเข้ามาป่วนสถานการณ์
การข่าวยี่ห้อรบพิเศษ “หมวกแดง” ย่อมไม่ธรรมดา
ในจังหวะส่งเสียงมาตามนัด นายรังสิมันต์ โรม หนึ่งในแกนนำระดับแถวหน้าของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ประกาศเชิญชวนประชาชนร่วมชุมนุมแสดงพลังในวันที่ 5 พฤษภาคม ณ ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อหยุดระบอบ คสช.และหยุดยื้อเลือกตั้ง
พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ กดดันรัฐบาล
1.ต้องการให้มีการเลือกตั้งในปีนี้
2.ยุบ คสช.และรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ
3.เรียกร้องให้กองทัพหยุดสนับสนุน คสช.
ที่สำคัญในการชุมนุมวันที่ 5 พฤษภาคม จะมีการแถลงโรดแม็ปกิจกรรมการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ในวันที่ 19–22 พฤษภาคม โดยเป็นการชุมนุมแบบลากยาวค้างคืน 4 วัน
ปั่นเงื่อนไข ยกระดับการท้าทายกฎเหล็ก คสช.ที่ห้ามชุมนุมทางการเมือง
หาเรื่องยั่วทหาร กดดัน คสช.กันในที
และที่น่าสังเกต ในจังหวะการนัดชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง มันยังมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจีโอที่นำม็อบเครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พี–มูฟ) ที่มุ่งหน้าเข้ามาชุมนุมหน้าองค์การสหประชาชาติและทำเนียบรัฐบาล
เพื่อทวงถามการบ้าน 5 ข้อ ที่เคยส่งให้รัฐบาลช่วยสางปัญหาปากท้อง ที่ดินทำกิน
และส่วนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าสกัดและควบคุมตัวแกนนำ ระหว่างทางที่ปักหลักพักค้างบริเวณด่านตรวจแม่ทา จังหวัดลำพูน ไม่ให้เดินทางเข้ามาสมทบกับผู้ชุมนุมกรุงเทพฯ
ม็อบกระจายเป้าหมาย แต่พร้อมไหลมารวมตัวกันตามเงื่อนไขสถานการณ์กดดันรัฐบาล
ยังไม่นับสถานการณ์ร้อนๆที่เป็นหัวเชื้อเร้ากระแสมวลชน กับการชุมนุมของชาวเชียงใหม่และเครือข่ายนักอนุรักษ์ในการทวงคืนผืนป่าดอยสุเทพ กดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ให้มีการยุติและยกเลิกโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5
เหมือนลืมกันไปเลยว่า ยังมีกฎเหล็ก คสช.ห้ามชุมนุมบังคับใช้อยู่
หัวเชื้อความขัดแย้ง ชนวนม็อบโผล่มาพร้อมๆกันหลายจุด
แถมล่าสุด นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง แนวร่วมเสื้อแดง นปช. ก็เพิ่งพ้นโทษคดีผิดมาตรา 112 ออกจากเรือนจำ
ให้สัมภาษณ์หน้าคุก กระตุกบรรยากาศคล้ายพฤษภาทมิฬ 35 และจะนำไปสู่ความรุนแรง
ประกาศพร้อมร่วมเคลื่อนไหวทวงคืนประชาธิปไตยและเรียกร้องเลือกตั้ง
ตัวเร่งเกมม็อบก็ออกมาได้จังหวะพอดี
แต่นั่นยังไม่เท่ากับปรากฏการณ์ที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องจับตามากที่สุด
ก็คือจังหวะที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร พาน้องสาวอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บินโฉบมาปักหลักที่ประเทศสิงคโปร์
เปิดคิวให้ลูกข่ายพรรคเพื่อไทย แนวร่วมเสื้อแดง นปช.แห่บินไปพบ
ในห้วงพอดิบพอดีกับบรรยากาศม็อบกำลังปะทุ
ตามรูปการณ์ การโฉบมาของ “นายใหญ่” มันหนีไม่พ้นโยงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์แนะให้ประชาชนจับตาการเคลื่อนไหวของม็อบอยากเลือกตั้งเข้าทางพรรค การเมืองใด ก็แสดงว่าพรรคการเมืองนั้นอยู่เบื้องหลัง
ซึ่งผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก็มองแบบนี้แทบทั้งนั้น
ม็อบคนอยากเลือกตั้งถูกโยงเข้ากับเป้าหมายยุทธศาสตร์ของ “ทักษิณ” อย่างแยกไม่ออก
เบื้องต้นเลย อ่านไต๋กันตื้นๆนอกจากการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ “เขย่า” อำนาจพิเศษ
เร่งกระแสกดดันเลือกตั้ง
เป้าหมายแฝงยังอยู่ที่การดิสเครดิตฝ่ายความมั่นคงที่คุมเกมมวลชน สยบม็อบได้อยู่หมัดมาตลอด 4 ปี
ตรงนี้ถ้าม็อบป่วนจนทหารหัวหมุนได้ ก็เท่ากับทำลาย “จุดแข็ง” รัฐบาลทหาร คสช.
และทุบจุดขายของ พล.อ.ประยุทธ์ในการตีตั๋วต่อเก้าอี้ผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่านหลังเลือกตั้ง
ดูตามเดิมพันแล้ว ยังไงม็อบต้าน คสช.ก็ต้องป่วนเต็มพิกัดแน่
เรื่องของเรื่อง โดยจังหวะสถานการณ์อำนาจพิเศษ 4 ปีผ่านไป ภายใต้การเคลื่อนไหวของม็อบเชิงสัญลักษณ์กระตุกรัฐบาล คสช.
มันพอจะเห็นอะไรที่แฝงอยู่ กับเงื่อนไขความขัดแย้งเก่าโผล่กลับมา
“ทักษิณ” ก็ยังเป็นโจทย์ตัวแปรของทิศทางเกมอำนาจ
และยังดำรงตัวตนเป็นคนบัญชาการเกมต่อรองกับฝ่ายคุมเกมประเทศไทย
ด้วยเงื่อนไขเดิมๆ ขอกลับบ้านอย่างเท่ๆ ไม่มีชนักติดตัว
เพราะเป็นคดีกลั่นแกล้งทางการเมือง
หัวเชื้อความขัดแย้งเก่าๆที่ถูกอำนาจพิเศษกดทับไว้ 4 ปี ไม่ได้จางหายไปไหน
แค่รอวันปะทุชนวนระเบิดรอบใหม่
ตามรูปการณ์ที่นักวิเคราะห์การเมืองให้จับตาจุดพลิกผันในห้วงเดือนพฤษภาคม
ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” จะไปต่อหรือกลับบ้านใครบ้านมัน
เอาเป็นว่า ถ้าผ่านพ้นไปได้ ก็เดินหน้าตามโรดแม็ปที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันจะประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง และแสดงความชัดเจนทางการเมืองในเดือนมิถุนายน

ประกาศตัวเป็นนายกฯในบัญชีพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ
และนั่นคือจังหวะการเดินหน้าอย่างเต็มตัวของป้อมค่าย “พลังประชารัฐ” อย่างเต็มรูปแบบ
โดยสถานการณ์หนีไม่พ้นต้องเผชิญกับแรงต้านของนักการเมืองเจ้าถิ่น ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตีปี๊บกระแสประจานเกมดูด โจมตีทหารเล่นการเมืองย้อนยุค หนีอดีตไม่พ้น
ด่านักการเมืองไว้ยังไง ตัวเองก็ทำตามเหมือนกัน
ทั้งหมดทั้งปวง โดยรูปการณ์มันเหมือนย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้น
4 ปี คสช.ผ่าน เงื่อนไขเก่าโผล่
“ทักษิณ” ยังใช้เกมม็อบกดดันวัดใจฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยให้เปิดทางกลับบ้านแบบเท่ๆ
การเมืองก็วนย้อนกลับมารูปแบบเดิมๆในกระบวนการเข้าสู่อำนาจ ด้วยการระดมดูดนักการเมืองหน้าเก่ามาเป็นฐานให้ “ลุงตู่” เข้าสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำพาไปสู่การเปลี่ยนผ่าน
ดูแล้วก็คงทำได้แค่เปรียบเทียบ หนทางไหนจะดีที่สุดสำหรับประเทศไทย
สุดท้ายมันก็อยู่ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกเอง.
“ทีมการเมือง”