คดีไม้ล้างป่าช้า “จีที 200” มหกรรมต้มตุ๋นบันลือโลกที่โฆษณาคำโตว่าเป็นเครื่องตรวจสอบสารวัตถุระเบิด ประสิทธิภาพสูงสุด ใช้ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์
PR
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ช้ากว่าเต่าคลาน
คดีไม้ล้างป่าช้า “จีที 200” มหกรรมต้มตุ๋นบันลือโลกที่โฆษณาคำโตว่าเป็นเครื่องตรวจสอบสารวัตถุระเบิด ประสิทธิภาพสูงสุด ใช้ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์
ทำให้ 15 หน่วยราชการไทยหลงเชื่อสั่งซื้อเครื่องจีที 200 ราคาแพงหูฉี่มาใช้งานตรวจหาสารระเบิดถึง 1,398 เครื่อง
สูญเงินภาษีประชาชนไป 1,134 ล้านบาทฟรีๆ
ก่อนจะพบความจริงว่า เครื่องจีที 200 เป็นแค่ “ไม้ล้างป่าช้า” เท่านั้นเอง
ไม่มีประสิทธิภาพการตรวจสอบวัตถุระเบิด ไม่เป็นสับปะรดขลุ่ยอะไรเลย
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุกผู้บริหารบริษัทตัวแทนขายไม้ล้างป่าช้าข้อหาฉ้อโกงไปแล้ว 3 คดี
คดีแรก กรมสรรพาวุธเป็นผู้เสียหาย ศาลสั่งลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี
คดีที่สอง กรมราชองครักษ์ เป็นผู้เสียหาย ศาลสั่งจำคุกจำเลยอีก 9 ปี
ล่าสุด คดีที่สาม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้เสียหาย ศาลจำคุกจำเลยอีก 9 ปี
และยังมีคดีรอคิวให้ศาลตัดสินตามมาอีกยาวเป็นแพ
ถ้านับโทษจำคุกเรียงกระทงคงต้องบวกเพิ่มๆเป็นร้อยปี
สรุปว่าการจัดซื้อเครื่องจีที 200 ที่ผลาญเงินภาษีประชาชนไปก้อนโต ถือเป็น “ค่าโง่” ราคาแพงระเบิดเถิดเทิง
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าการจัดซื้อเครื่องจีที 200 มีความผิดปกติชัดเจน 3 ประการ
ประการที่ 1...ก่อนการอนุมัติจัดซื้อไม่มีการพิสูจน์คุณสมบัติการใช้งานว่าสามารถตรวจหาสารวัตถุระเบิดได้จริงหรือไม่??
ประการที่ 2, เครื่องจีที 200 ที่หน่วยราชการต่างๆจัดซื้อมีราคาแตกต่าง บางหน่วยซื้อราคาเครื่องละ 1.3 ล้านบาท บางหน่วยซื้อราคาเครื่องละ 4.5 แสนบาท ราคาต่างกันกว่าเท่าตัว
ประการที่ 3, หน่วยราชการที่อ้างความจำเป็นเร่งด่วน จัดซื้อวิธีพิเศษลอตใหญ่ กลับซื้อในราคาแพงกว่าหน่วยงานที่จัดซื้อตามระเบียบราชการ
อนึ่ง นอกจากความผิดปกติข้างต้น 3 ประการ
ยังมีคำถามเพิ่มเติมแถมพิเศษอีก 3 ประเด็น
ประเด็นที่ 1, การจัดซื้อไม้ล้างป่าช้าครั้งนี้ ทำให้หน่วยราชการของไทยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
ถามว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในขบวนการจัดซื้อ และผู้อนุมัติให้จัดซื้อไม้ล้างป่าช้าจะเข้าข่ายความผิดฐานบกพร่องผิดพลาดทำให้ราชการเสียหายหรือไม่?
และต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยหรือไม่??
ประเด็นที่ 2, มีนักวิชาการตั้งข้อสงสัยว่าเครื่องจีที 200 เป็นเครื่องมือแหกตา ไม่สามารถใช้ตรวจหาสารวัตถุระเบิดได้จริง
แต่มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงบางหน่วยงานออกมาแถลงยืนยันว่าเครื่องจีที 200 ใช้งานได้จริงแน่นอน เป็นเทคโนโลยีระดับโลก มีประสิทธิภาพตรวจสอบหาสารระเบิดได้ดีเยี่ยม ทั้งในอากาศ บนดิน ใต้ดิน และใต้นํ้าอย่างถูกต้องแม่นยำ
(แต่หลังจากผ่าเครื่องออกมาพิสูจน์แล้ว...พบว่าข้างในไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อะไรเลย)
ถามว่า หัวหน้าหน่วยราชการที่ออกมาแถลงยืนยันว่าเครื่องจีที 200 ใช้งานได้อย่างดี จะเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่?
และมีความผิดฐานสนับสนุนให้ราชการเสียหายหรือไม่?
ประเด็นที่ 3, ศาลได้ตัดสินลงโทษบริษัทเอกชนตัวแทนขายเครื่องจีที 200 โดนจำคุกไปแล้ว 3 คดี
ถามว่า เหตุใดจนป่านนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังรวบรวมหลักฐานคดีทุจริตไม้ล้างป่าช้าไม่เสร็จเสียที??
ดองไว้นานๆ ระวัง “หลักฐานเปื่อย” นะ ป.ป.ช.
"แม่ลูกจันทร์"
ปรับสปีดกันเครื่องพัง
ขั้วฟูลไทม์การเมืองต้องเร่งสปีดกันฝุ่นตลบ
ถึงแม้ในปีกอำนาจรัฐบาล ขั้วพลังประชารัฐจะมี 4 รัฐมนตรีต้องแบ่งเวลาการบ้าน นอกเวลาค่อยลุยสู้การเมืองแบบพาร์ตไทม์ แต่มี “ของขาย” ระดับแม่เหล็ก
เพราะอยู่ร่วมรัฐบาลที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังปั่นผลงานโค้งสุดท้าย
หลายโปรเจกต์เริ่มเห็นเนื้อเห็นหนัง “ประชารัฐ” เริ่มติดหูติดตาคนดู
กระตุ้นแต้มทางอ้อม เข้าทางค่ายการเมืองใหม่
ที่สำคัญ 4 รัฐมนตรีก็รู้ดี “เวลาเหมาะสม” จะโดดลงสนามเต็มตัว โค้งนี้มีอะไรใส่ให้หมด
โดยเฉพาะ “อุลตร้าแมน” อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม แบ่งภาคเคลียร์งานคั่งค้าง ทั้งเร่งโปรเจกต์ศูนย์ไซเบอร์พอร์ตไทยแลนด์ อินโนสเปซ แหล่งบ่มเพาะสตาร์ตอัพเอสเอ็มอี ด้านดิจิทัล สารพัดโครงการในอีอีซี ไปจนกระทั่งทุ่มงบฯหมื่นล้านอุ้มชาวไร่อ้อย ฯลฯ
เข้าเป้าก็มีโอกาสแต้มไหล
ส่วนรัฐมนตรีอีก 3 รายก็เหยียบคันเร่งไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะร่วมทีมเศรษฐกิจรัฐบาล
โดยมี “กัปตันทีมเศรษฐกิจ” อย่าง “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ล่าสุดเพิ่งนั่งหัวโต๊ะบัญชาการเร่งเครื่องบิ๊กโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน วงเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท
ชนิดเช็กลิสต์ละเอียด ทำผังเวลา ดีเดย์เดินหน้าตามเป้า ไม่ดองรอรัฐบาลหน้า
ขั้วพลังประชารัฐเลยมีน้ำมีนวล นำหน้าคู่แข่งไปไกล
ในขณะที่ขั้วอื่นๆลุยการเมืองเต็มเวลาก็จริง แต่อีกทางก็ “ฝุ่นตลบฟูลไทม์” เหมือนกัน
โดยเฉพาะ 2 ค่ายใหญ่ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีศึกในชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ผู้สมัคร 3 ราย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-วรงค์ เดชกิจวิกรม–อลงกรณ์ พลบุตร” ลุยเดือดกันจริงหรือไม่ ไม่รู้ แต่แน่ๆงานนี้วิน–วิน ได้ทุกฝ่าย
และเหนืออื่นใด ข่าวคราวศึกชิงเก้าอี้ประมุขพรรค ปชป.กระหึ่ม นำเสนอทางหน้าสื่อต่อเนื่อง พรรคประชาธิปัตย์ที่พักหลังโดนมองเมินจากโฟกัสการเมืองพลิกกลับมาเป็น “ตัวแปร” ที่น่าสนใจอีกครั้ง
ยกเหตุเดินสายลงพื้นที่หาเสียงหัวหน้าพรรค ได้เช็กแต้มเช็กกลไกหัวคะแนนไปในตัว
ไม่ต้องจ้างบริษัทอีเวนต์โชว์เชียร์ แถมพรางเกมหาเสียงเนียนๆกันเลย
แต่ที่ดูแล้ว ออกอาการต้องสปีดกันตีนขวิดมากสุด น่าจะเป็นค่ายการเมืองในเครือข่ายนายใหญ่ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” ที่ล่าสุดลูกทัพลูกค่ายเริ่มมึนกับยุทธศาสตร์ “แตกตัว”
แยกกันเดินรวมกันตี แก้เกมกติกาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ อีกทางก็จับแยกศึกเจ๊ๆเฮียๆในพรรค
เพราะคีย์แมนแกนนำอาจเข้าใจยุทธวิธี “เพื่อไทย–เพื่อธรรม–เพื่อชาติ” เป้าหมายเดียวกันที่ “เพื่อเธอ–นายใหญ่” แต่ไพร่พลเลือกกันไม่ถูก
แถมยังสร้างความงงงวยไปถึงแฟนคลับฐานเสียง
เลยถึงคิวด่วนที่ “ทักษิณ” ต้องเคลื่อนฐานบัญชาการมาที่ฮ่องกง
แต่จะเคลียร์จะเคาะยังไงต้องรอติดตาม ค่ายสารพัด “เพื่อ” จะวงแตกก่อนหรือไม่ เพราะไม่เท่าไหร่ก็มีสื่อรายงานพรรคอะไหล่ของจริง
แพลมยี่ห้อ “ไทยรวมพลัง” มาอีกชื่อหนึ่งแล้ว
ในสถานการณ์ที่จะเร่งสปีดจัดทัพเตรียมสู้ตามให้ทันพรรคใหม่ เร่งๆไปก็ติดกึ้กติดกั้ก
โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องคิดหนัก ไม่พ้นปมเกี่ยวโยง “ลูกโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย “นายใหญ่–นายหญิง” ที่ล่าสุดอัยการส่งฟ้องปมฟอกเงิน โยงคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย
ยังไม่รู้บทสรุปชนักคดี “กล่องดวงใจ” ครอบครัวตระกูลชินฯจะเป็นเช่นไร
ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ยุทธการที่วางไว้ เวลานี้จึงเริ่มลังเลจะลุยก็ไม่สุด–ช่องสัญญาณก็ยังเชื่อมไม่ติด
อยู่ในจุดความเสี่ยงสูง “นายใหญ่” ต้องครุ่นคิดอีกหลายตลบ.
ทีมข่าวการเมือง
วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561
‘ลุงตู่’ สู้แบบพาร์ตไทม์
ไฮโลเปิดถ้วยแทง แทบไม่ต้องลุ้นตื่นเต้น
ก็มันรู้ผลตั้งแต่เห็นตัวเลขอดีต ส.ส.ลงชื่อรับรองคนสมัครชิงเก้าอี้ คนเข้าป้ายหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ หนีไม่พ้น “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจ้าของเก้าอี้คนหน้าเดิม
ส่วนเต็งสองอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่รู้อยู่เต็มอกว่าแพ้ แต่เสนอตัวมาเทียบ ก็ได้ยกระดับอัปเกรดตัวเองมาอยู่ชั้นเดียวกับ “อภิสิทธิ์”
ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นั่นหมายถึงมีสิทธิ์คั่ว “รัฐมนตรีว่าการ”
ด้านเต็งบ๊วย “เสี่ยจ้อน” อลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะ “คนนอก” ที่กระโดดร่วมวงสู้เหมือนมวย “แก้บน” แต่ผลก็คือการได้กลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ในระดับแถวหน้าแบบเนียนๆ
นี่คือวิถีของเซียนเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์
โชว์เป็นค่ายแรกที่นำร่องการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้ “ไพรมารีโหวต” ในการเลือกผู้นำพรรค
สร้างสีสัน กระตุ้นเรตติ้ง ชิงพื้นที่ข่าวให้กองเชียร์ได้คึกคัก
แต่เมื่อถึงจุด “หักดิบ” นี่คือการปูทางลงนุ่มๆให้ “อภิสิทธิ์” หลังเลือกตั้ง ในสภาพของผู้นำทัพ พ่ายแพ้เลือกตั้ง ต้องแสดงสปิริตลาออก เปิดทางหัวหน้าพรรคคนใหม่
นำประชาธิปัตย์ไปหนุน “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตีตั๋วต่อได้แบบไม่เขิน
สรุปเลย เกมนี้ วิน วิน ทุกฝ่าย
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ “ตัวแปร” ประชาธิปัตย์ก็เล่นแต้มได้แค่นี้
แต่ที่เดิมพันสูงในฐานะเต็งหนึ่ง “แพ้ไม่ได้” ก็คือลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” ตามฉากสถานการณ์ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยแห่บินไปพบ “นายใหญ่” ระดมวางแผนชิงคืนอำนาจประเทศไทยกันที่ฮ่องกง
ในอารมณ์แบบที่ลูกหาบชักเริ่ม “งง” กับยุทธศาสตร์การต่อสู้
ไม่รู้ว่าเป้าหมายแท้จริงๆคืออะไรกันแน่ กับเกมรบแบบแยกกันเดินรวมกันตี ผุดสารพัดยี่ห้อ “เพื่อ” มาเป็น “นอมินี” จนถึงตรงนี้มีทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ
ยังไม่นับพันธมิตรแบบที่ยื่นมือเข้าไปแตะกันใกล้ชิด ทั้งพรรคอนาคตใหม่ของ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคเสรีรวมไทยโดยการนำของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์
เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ไปยันค่ายประชาชาติภายใต้การนำของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา
เปิดหน้า โชว์ตัว เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชัดเจน
เป็นยุทธศาสตร์ที่ผสมปนเปตามเงื่อนไขแก้โจทย์ปัญหานอกพรรคในพรรค
ทั้งรองรับเหตุฉุกเฉินยุบพรรคเพื่อไทย ตีคู่ไปกับการแก้ปมขบเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างเจ๊ๆเฮียๆขาใหญ่ในทีม “นายใหญ่” ที่เหยียบตาปลา ไม่ลงรอยกัน พร้อมๆกับตั้งพรรคมารองรับผู้สมัครที่ล้นจากพรรคเพื่อไทย ไหนจะต้องเก็บแต้มตกหล่น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม
สรุปคือแก้เหลี่ยมกติกาที่ออกแบบมาสกัด “ทักษิณ” กลับมาครองเกมอำนาจการเมือง
ไม่ว่ามาล็อกยังไง “ทักษิณ” ก็หาเหลี่ยมเล็ดลอดจนได้
นั่นก็เพราะทีม “ทักษิณ” เล่นการเมืองแบบ “full time” เต็มเวลา คิด วางแผน แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
วางแผนชิงอำนาจแบบโคตรเซียนเลือกตั้งมืออาชีพ
แต่เทียบกับทีม “นายกฯลุงตู่” ที่เล่นการเมืองแบบ “part time”
แบบที่ตัว “นายกฯลุงตู่” ต้องค่อยๆแง้มไพ่ตีตั๋วต่อหลังเลือกตั้ง ยังเคอะๆเขินๆ
ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่เปิดตัวสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ต้องพูดเรื่องการเมืองนอกเวลาราชการ
ในเวลาบริหารต้องปั่นเนื้องาน แบบที่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ต้องเร่งรับมือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่จะส่งผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจโลกในอนาคตอย่างหลีกไม่พ้น
แค่งานประคองเศรษฐกิจก็ล้นมือ เหลี่ยมการเมืองสู้ยังไงก็แต้มเป็นรอง
แต่ก็มีจุดที่ “ลุงตู่” สู้ได้ นั่นคือผลงานเชิงประจักษ์ หักมุมกับเกมกระแทกด้วยลมปาก
แบบที่อ้างอิงได้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดการเจริญเติบโตเศรษฐกิจทั่วโลกเพราะผลจากสงครามการค้าสหรัฐฯกับจีน แต่ทั้งไอบีเอฟและธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทยเพิ่มทั้งในปี 2561 และปี 2562
สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งจริง ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้
เสริมน้ำหนักทีม “ลุงตู่” มีจุดขายเนื้องานที่จับต้องได้ ณ ปัจจุบันต่อเนื่องทิศทางอนาคต
สู้กับ “บุญเก่า” ยี่ห้อ “ทักษิณ”.
ทีมข่าวการเมือง
วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ตู่พรรคเพื่อชาติ
จตุพร" ยัน ไม่จริง จับมือ "สนธิ-พุทธะอิสระ" ตั้ง "เพื่อชาติ" ชี้ พรรคประชาธิปไตย ซัด ยุทธศาสตร์ กปปส. รวมกันแพ้แยกกันชนะ เตรียมประชุมใหญ่เลือก หน.กลาง พ.ย.นี้
10 ต.ค. 61 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงว่า ก่อนการตั้งพรรคเพื่อชาติ ไม่ได้มีการหารือกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ พระพุทธะอิสระ แต่เป็นการพูดคุยในช่วงที่อยู่จุดต่ำสุดในชีวิต อยู่ในคุกที่เหมือนเป็นสุสานคนเป็น ก็มีการหารือถึงทางออกของบ้านเมือง ไม่ใช่พูดคุยการตั้งพรรค
ทั้งนี้ เกิดจากนายยงยุทธ ติยะไพรัตน์ ให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่ง พูดถึงความประทับใจที่ไปเยี่ยมตน ก็ได้เล่าถึงการพูดคุยนายสนธิ อดีตพระพุทธะอิสระให้ฟัง แต่มีการไปแปลความอีกแบบหนึ่ง ขอยืนยันว่าเป็นความเท็จ 100 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้ลูกชายนายสนธิ ออกมาชี้แจง ตนก็เห็นใจและเข้าใจ ขณะนี้นายสนธิ ยังอยู่ในคุก อาจต้องติดถึง 20 ปี ถ้าไม่มีการอภัยโทษ หากจะตั้งพรรคกับตนได้ คงมีอายุร่วม 100 ปี และขออโหสิกรรมให้กับข้อความทั้งหลายและคนที่กุข่าว ที่มาบอกตนจะร่วมตั้งพรรคกับนายสนธิ
นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับเรื่องพรรคเพื่อชาติ ยืนยันว่า นปช. ไม่เคยมีความคิดจะตั้งพรรค และยังยืนยันจุดยืนเดิม ซึ่งพรรคเพื่อชาติ ตั้งมาตั้งแต่ปี 2556 ในวันนี้ตนก็อยู่ในสถานะ ไม่มีสิทธิ์ทางการเมือง ทำได้เพียงแค่เป็นกองเชียร์ จะไปบงการอะไรใครไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธาน กรธ. ออกแบบให้เกิดปัญหาได้ตลอดเวลา ฝ่าย กปปส. เขาคิดได้ก่อนเรา มีการตั้งพรรคฝ่ายเขาถึงมา 5 พรรค พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชนปฏิรูป
"พวกผมคิดได้หลังเขา เราไม่ต้องการชนะแล้ว ปกครองไม่ได้ รัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้เกิดวิกฤติได้ตลอดเวลา เป็นการทำให้ รวมกันแล้วแพ้ แต่แยกกันแล้วชนะ คนในซีก นปช. อยู่นอกสภา กปปส. อยู่ในสภา ความสมดุลจะไม่เกิด แนวคิดพรรคเพื่อชาติ เป็นแนวคิดเก่าที่เปิดประตูกว้าง สนับสนุนเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่ไม่มีที่ในพรรคเพื่อไทย ถ้าถามว่าแตกแยกหรือไม่ คนใน กปปส. แยกไป ทำพรรค ก็ไม่เห็นเขาจะมาพูดถึงเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญนายมีชัย เพราะแยกกันแล้วชนะ รวมกันแล้วแพ้ คนอยู่ในสภาก็เจรจากัน นอกสภาก็เจรจา แก้ไขวิกฤติของชาติไปถ้าคิดมุมเดียวไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญ นายมีชัยออกแบบ นายสุเทพ เขาเข้าใจ ฝ่ายเราเข้าใจช้า ผมต้องการสร้างความสมดุลในเขตสภาเป็นเรื่องของพรรคการเมืองก็ว่าไป ข้างนอกก็ว่ากันไป" นายจตุพร กล่าว
เมื่อถามว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนกังวลว่าพรรคเพื่อชาติตั้งมา จะเป็นการดึงคะแนนจากพรรคเพื่อไทยไป นายจตุพร กล่าวว่า ในซีก 5 พรรคฝ่าย กปปส. เขาไม่ได้อธิบายความว่าจะมีการดึงคะแนน พรรคการเมืองควรเป็นทางเลือกให้ประชาชน ไม่ควรเห็นแก่ตัว ถ้าคิดว่าจะดึง คงเป็นความคิดเห็นที่เห็นแก่ตัว ในอีกซีก ยังไม่เคยหรือได้ยินเขาจะมาบอกจะมาดึงคะแนนกัน ทั้งที่มาจาก กปปส. เหมือนกัน แต่ต่างคนต่างทำหน้าที่ เช่นเดียวกับซีกเรา ต่างคนต่างทำหน้าที่ ประชาชนจะตัดสินใจเอง ข้างนอกก็มาหาทางออกให้ประเทศร่วมกัน
เมื่อถามอีกว่า แนวคิดพรรคเพื่อไทยหวังจะเก็บ ส.ส. จากระบบเขตอย่างเดียว นายจตุพร กล่าวว่า ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่าฮั้วกัน พรรคการเมืองที่ส่งลงแข่งขัน ส่งครบ 350 เขต เป็นนอมินีกันไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ซีกไหน อย่าไปกลัวว่าจะแบ่งคะแนนกัน ถ้าประชาชนเชื่อมั่น ศรัทธาพรรค ก็อย่าไปหวั่นวิตก
เมื่อถามว่า จะเป็นพรรคอะไหล่ให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย กำหนดอนาคตเอง แต่พรรคเพื่อชาติ เป็นพรรคที่สมบูรณ์ เปิดพื้นที่ ให้คนที่ศรัทธาระบอบประชาธิปไตย วันข้างหน้า ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น หลังจากออกจากคุกมา ก็เริ่มหาทางออก วันนี้ถ้าไม่หาความสมดุลระหว่างในและนอกสภาการเจรจาจะยิ่งยาก ต้องสร้างความสมดุลทุกพื้นที่ในสภาฯก็ว่ากันไป ในเรื่องของนอกสภาทั้งตนและนายสุเทพ ก็จัดการกันเองได้
นายจตุพร กล่าวว่า ในวันที่ 14 ต.ค. เวลา 08.30 น. ที่ อิมพีเรียลสำโรง พรรคเพื่อชาติจะมีการประชุมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ ประกาศแนวทางอุดมการณ์ ปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์พรรค ซึ่งเป็นรูปมือประสานกันเป็นรูปหัวใจ คาดสีแดง สลับน้ำเงิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความพร้อมในการประสานใจร่วมกัน
สำหรับวันประชุมใหญ่ของพรรค เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือน พ.ย. ที่ยิมเนเซียม 1 ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต คาดว่าจะมีสมาชิกนับหมื่นคนเดินทางมาร่วมเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ส่วนเรื่องหัวหน้าพรรค ยังไม่มีการระบุถึงชื่อใด เป็นเพียงแค่ข่าวอยู่ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ เราจึงต้องออกแบบใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยนสนามเล่น จะไม่มีทางเข้าไปในรัฐสภาฯ อย่างแน่นอน ความขัดแย้งที่มีความพยายามจะบอก สมาชิกพรรคเพื่อชาติกับเพื่อไทยขัดแย้งกันนั้น ก็ไม่รู้จะขัดแย้งเรื่องอะไร คนที่มีพื้นที่ในพรรคเพื่อไทยก็ไปอยู่ คนไม่มี ก็มาพรรคเพื่อชาติ ก็ไม่รู้จะขัดแย้งเรื่องอะไร
แนวรบ เลือกตั้ง “เพื่อ” VS “พลัง” เด่นชัด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
รายงาน : แนวรบ เลือกตั้ง “เพื่อ” VS “พลัง” เด่นชัด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
นั่นก็มองจาก 1 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
เพราะว่านับแต่เข้ามาร่วมกับพรรคไทยรักไทยพร้อมกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็ไม่เคยไปไหน
นั่นก็มองจาก 1 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
จุดสำคัญก็คือ เส้นทางราชการของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ไม่ว่าเมื่ออยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ว่าเมื่อไปเป็นเลขาธิการ ศอ.บต.สัมพันธ์กับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย อย่างต่อเนื่อง
นั่นก็มองจาก 1 ท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อพรรคประชาชาติ
ไม่ว่า นายภูมิธรรม เวชชชัย ไม่ว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง ไม่ว่า นายชูศักดิ์ ศิรินิล มองการเกิดขึ้นของพรรคชาติไทยด้วยความเป็นมิตร
สายตาอันทอดมองอบอุ่นอย่างยิ่ง
อุบัติแห่งพรรคประชาชาติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นกระบวนการ 1 ของยุทธวิธี แยกกันเดินของพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรอยู่แล้ว
แต่นี่กลับปรากฏนาม “พรรคเพื่อธรรม” ขึ้นมาอีก
ในเบื้องต้นก็นินทากันว่าเป็นพรรคที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเข้าไปมีบทบาทยิ่งมีการเปิดตัวโดยประเด็นที่เชียงใหม่ ยิ่งเด่นชัด
เมื่อมี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ มาเป็นหัวหน้าพรรคก็ไม่มีอะไรกังขา
มีพรรคประชาชาติ มีพรรคเพื่อธรรม รองรังอยู่แล้ว น่าจะเพียงพอ แต่ที่ไหนได้ ได้ปรากฏชื่อ “พรรคเพื่อชาติ” เติมเข้ามาอีกพรรคหนึ่ง
ร่ำลือกันว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายสงคราม เลิศกิจไพโรจน์ เป็นหัวเรือใหญ่
ไว้ใจได้จริงซักกี่คน
ไล่หวดกันแรงๆตั้งแต่หัววัน กระตุกพวก “ลอยชาย”
กับบทเฮี้ยบๆอาการดุๆของ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินสายตรวจการบ้านกระทรวงคมนาคม ด้วยอารมณ์เข้มๆ
ไล่กวดไล่บี้เนื้องาน เร่งความคืบหน้าเมกะโปรเจกต์
สั่งเร่งประมูลรถไฟฟ้าในเมืองกรุงเพิ่ม 2 สาย ขู่ฉีกสัญญาผู้รับเหมาก่อสร้างทางรถไฟไฮสปีดเทรนโครงการร่วมทุนไทย–จีน ล่าช้า คาดโทษโละบอร์ดการบินไทยหากจัดซื้อเครื่องบินไม่ทัน
ขันนอตพวก “เกียร์ว่าง” ไม่ให้เกิดสุญญากาศช่วงเลือกตั้ง
“สมคิด” รู้แกวอยู่แล้ว ไม่ปล่อยพวกเขี้ยวตีกรรเชียงรอแบ่งเค้กรัฐบาลใหม่
เพราะถ้าตกอยู่ในสภาพนั้น นั่นหมายถึงรัฐบาล “ลุงตู่” จะอยู่ในอาการอัมพาต
หน่วยงานรัฐแขนขาไม่ทำงาน สารพัดโปรเจกต์ที่ตอกเสาเข็ม เข็นกันเหนื่อยมา 3–4 ปี ก็ไม่มีอะไรคืบเป็นชิ้นเป็นอัน
เข้าเหลี่ยมเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ประจานผลงานตัดแต้มเลือกตั้ง
เซียนการเมืองเขี้ยวระดับ “สมคิด” เร่งอุดรอยรั่วทุกทาง
ท่ามกลางสถานการณ์ “เปราะบาง” เข้าสู่โหมดโรมรันพันตู แบบที่นักการเมืองรู้ แต่ทหารอาจไม่ทัน
อย่างที่มาเป็นซีรีส์ ส่อลากเป็นหนังเรื่องยาว จากช็อต “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม โดนโห่ที่สนามแข่งโมโตจีพี บุรีรัมย์ ที่ลาม ต่อเนื่อง ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กลูกข่าย “ทักษิณ” ขยายผลโจมตีปม “พี่ใหญ่” ใช้เครื่องบินของราชการบินไปเปิดงานแข่งรถที่บุรีรัมย์ เอามาใช้ส่วนตัวได้อย่างไร ใครจ่ายค่าน้ำมันเครื่องบิน
ฝ่ายจ้องตีกินได้จังหวะเขี่ยแผลซ้ำ ย้ำกระแสต้านทหาร
“บิ๊กป้อม” เข้าเนื้อ เจ็บลึกอีกตามฟอร์ม
ไปๆมาๆเจ้าถิ่นอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีบารมีนอกพรรค และ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลากพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ไปโดนเชือดที่สนามบุรีรัมย์
งานนี้ใครได้ ใครเสีย ใครเขี่ยลูกเข้าทางใคร
ที่สำคัญตามคิวถ้าเป็น “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ไปเอง
แรงสะท้อนทางการเมืองคงรุนแรงกว่านี้แน่ๆ
และเสียงโห่ไล่จะเป็นปมที่นักการเมืองรุม “ขยี้” ประทับรอยด่างได้เลย
เรื่องของเรื่อง โดยสถานการณ์เดิมพันมาถึงจุดอ่อนไหวในการตีตั๋วต่อขบวนอำนาจเปลี่ยนผ่าน การขยับแต่ละช็อตของทีม “นายกฯลุงตู่” ต้องละเอียด ประเมินทิศทางลมให้ดี
เพราะมันมีขบวนการดักเจาะยางอยู่เต็มสองข้างทาง
อย่างแรกเลยต้องท่องจำให้ขึ้นใจ ไม่มีความปลอดภัยในหมู่นักการเมืองอาชีพ
โดยเฉพาะพวกคั่วไพ่สองหน้า
นาทีนี้ดูจะมีแค่ “หนุ่มท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่แม่ทัพค่ายชาติไทยพัฒนาเท่านั้น ที่จุดยืนคงเส้นคงวาสุด ในการมองโลกมุมบวกกับทีม “นายกฯลุงตู่”
แบบที่สวนกระแสนักการเมืองอาชีพด้วยกัน สนับสนุนให้ 4 รัฐมนตรีทีมพลังประชารัฐ อยู่สานงานต่อ เพราะถ้าเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ก็เหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือน หากลาออก ปรับ ครม. รัฐมนตรีใหม่ก็มีเวลาทำงานแค่ 3 เดือน ไม่สามารถสานงานต่อได้ อยู่สานงานต่อเนื่องดีกว่า
ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ลงสนามแข่งขันกันแฟร์ๆ ว่าที่บอสใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนาก็มองว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีมา 4 ปี ถ้าไม่สนใจการเมืองคงเป็นเรื่องแปลก
ขอให้รอวันที่ “ลุงตู่” ประกาศตัวชัดเจน ค่อยมาตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถามกันดีกว่า
“หนุ่มท็อป” ยึดเหตุผลเป็นตัวตั้ง มากกว่า “วาระแฝง” เกมอำนาจ
โดยบทบาทที่สะท้อนออกมา นายวราวุธเป็นคนรุ่นใหม่
คาบเกี่ยวการเมืองรุ่นเก่า โดยไม่ได้หนีจากแนว “สัจจะ กตัญญู”
ถอดแบบมาจาก “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ
ไม่เน้นแห่กระแส แต่ยึดหลักการ
ที่สำคัญเมื่อรับปากแล้ว ไม่หักหลังใคร
มันก็ไม่แปลก ถ้าการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคชาติไทยพัฒนา
ภายใต้การนำของ “หนุ่มท็อป” ประเดิมบทแม่ทัพคนใหม่ จะได้รับสิทธิพิเศษจากฝ่ายคุมเกมอำนาจ
เสริมภูมิคุ้มกัน ให้โอกาสเติบโตทางการเมืองแทนพ่อ.
ทีมข่าวการเมือง
วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561
‘ยะใส’ระอา!คนบิ๊กรัฐบาล‘เกียร์ว่าง’อ้างเสรีภาพปล่อยผีสมุน‘แม้ว-ปู’ร่วมเริงร่า
9 ต.ค.61 นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีคณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความ “ท่าทีที่เปลี่ยนไป ของคนในรัฐบาล!” ลงในเพตเฟซบุ๊กว่า “ผมค่อนข้างแปลกใจกับท่าทีและจุดยืนของรองนายกฯ นายวิษณุ. เครืองาม ที่ระบุว่าการ เดินทางไปพบคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ชิน วัตร ของแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นเสรีภาพ คสช. ปล่อยแล้ว และยังบอกว่า ใครจะตั้งพรรคสำรองกี่พรรคก็เป็นสิทธิที่ทำได้ถ้ามีทุนและมีสติปัญญา
ฟังแล้วก็ค่อนข้างแปลกใจ กับจุดยืนดังกล่าวของท่านรองนายกฯ ที่ผมเป็นห่วงก็คือการพูดเช่นนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ที่กำลังตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายผิด มาตรา 28 และ 29 พรป.พรรคการเมือง ที่ห้ามพรรคการเมืองยินยอมให้บุคคลภายนอกยุ่งเกี่ยวกับกิจการในพรรค ซึ่งมีผู้ร้องต่อ กกต. ในกรณีของพรรคเพื่อไทยไปแล้วก่อนหน้านี้
ท่าทีของคนในรัฐบาล บางเรื่องต้องไม่ชี้นำ บางเรื่องต้องเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่จะมีอิสระในการวินิจฉัย เพราะอาจทำให้การทำงานของ กกต. มีปัญหาตามมาด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญเรากำลังเข้าสู่บรรยากาศของการเลือกตั้ง มีคำสั่ง คสช. ควบคุมการทำกิจกรรมสิทธิและเสรีภาพของพรรคการเมืองสารพัดคำสั่ง แต่สิ่งที่คนในรัฐบาลทำก็ดูเหมือนกับไม่ได้เคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา นี่ยังไม่รวมถึงการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการนำคนผิดกลับมารับโทษในกระบวนการยุติธรรมด้วย
“การตั้งพรรคสำรองหลายพรรคเพื่อเก็บคะแนนเสียงจากระบบเลือกตั้งแบบใหม่แม้เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่วิธีดังกล่าวจะทำลายระบบพรรคการเมืองที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและ พรป.พรรคการเมืองต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมืองการตั้งพรรคเครือข่ายพรรคสำรองพรรคแนวร่วมจะทำให้พรรคการเมืองจมอยู่กับคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะได้มาโดยวิธีใดก็ตามแบบนี้ก็จะทำให้การปฏิรูปการเมือง โดยพรรคการเมืองไม่ประสบความสำเร็จ” นายสุริยะใส ระบุ
โจทย์ การเมือง จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ การแบ่ง ‘เค้ก’
โจทย์ การเมือง จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ การแบ่ง ‘เค้ก’
เสียงแรกสุดมาจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย
เป้าหมายที่จับจองเอาไว้เป็น 2 กระทรวงหลัก 1 กระทรวงศึกษาธิการ และ 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ถามว่าอำนาจในการต่อรองอยู่ที่ไหน
1 เป็นอำนาจจากความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่าจะได้รับการสนับสนุนจาก “มวลมหาประชาชน” ไม่ต่ำกว่า 3.5 ล้านทั่วประเทศ
1 ส่งผลให้ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออย่างน้อย 50 คน
อย่าลืมเป็นอันขาดว่าคำขวัญอันเปล่งขึ้นอย่างกึกก้องในห้วงแห่งการชัตดาวน์ กทม. ชัตดาวน์ประเทศไทยคืออะไร
คือ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
การแถลงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในระหว่างปาฐกถาหัวข้อเรื่อง “ทำไมต้องปฏิรูปประเทศ” จากเชียงใหม่สะท้อนอย่างเด่นชัด
เด่นชัด 1 ว่าอะไรคือการปฏิรูปการเมือง
ขณะเดียวกัน 1 เด่นชัดว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทยอยู่ภายใต้การขับเคลื่อนและต่อรองของใคร
เป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ไม่ใช่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค ไม่ใช่ นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค อย่างแน่นอน
หากมิใช่เป็นเจ้าของพรรคจะมั่นใจได้ขนาดนี้หรือ
อย่างนี้ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล พูดได้หรือ
ต้องยอมรับว่า ความมั่นใจอันมาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มิได้เป็นความว่างเปล่าอย่างเลื่อนลอยไร้รากฐานรองรับ
อย่าลืมว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นใคร
ในห้วงดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เขาเคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในฐานะ “ผู้จัดการ” รัฐบาล
นั่นก็คือ บทบาทในการตั้งรัฐบาลใน “ค่ายทหาร”
นั่นก็คือ การดึงเอา นายเนวิน ชิดชอบ เข้ามาโอบกอดและเป็นเหมือนกระดานหกให้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนธันวาคม 2551
ความจัดเจนนี้ยังเป็นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่
เป็นความจัดเจนที่ไม่เพียงแต่จะทำให้ได้ 50 ส.ส.อยู่ในมือ หากแต่ยังเป็นหลักประกันให้กับการสืบทอดอำนาจของ คสช.
เป็นข้อต่อรองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องยอมรับ
ลํําพังเพียงเสียงจากพรรครวมพลังประชาชาติไทยก็มองเห็นภาพได้ระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับสัญญาณที่เริ่มส่งจาก “กลุ่มสามมิตร” ซึ่งจะเข้าไปอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ
50 เสียงของพรรครวมพลังประชาชาติไทยเอาไป 2 กระทรวง
70 เสียงอัน “กลุ่มสามมิตร” จะนำไปประเคนให้กับพรรคพลังประชารัฐ จะมีเสียงต่อรองกี่กระทรวงกี่ตำแหน่งก็พอจะได้กลิ่นมาบ้างแล้ว
นี่คือ โจทย์สืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
‘ชพน.’ออกโรงสยบลือ! ดัน‘สุวัจน์’ลงบัญชีชิงเก้าอี้นั่ง‘นายกรัฐมนตรี’
9 ต.ค. 61 นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พรรคชาติพัฒนาจะเสนอชื่อนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ให้เป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคว่า ขณะนี้ยังไม่มีการหารือเกี่ยวกับรายชื่อบุคคลที่พรรคจะเสนอเป็นนายกฯในการเลือกตั้งตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เนื่องจากกรณีของบัญชีนายกฯ ที่พรรคจะสนับสนุนนั้น ต้องมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ของพรรค และเปิดโอกาสสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมก่อน ตามข้อบังคับพรรคที่กำหนดไว้
“ขณะนี้การประชุมใหญ่ ที่จะมีวาระการแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก็ยังไม่ได้กำหนดว่าจะจัดขึ้นเมื่อใด มีเพียงกำหนดการวันที่ 12 ต.ค.นี้ที่จะประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อจัดตั้งสาขาพรรคแห่งแรกที่ จ.นครราชสีมา เท่านั้น” โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าว
นายชลิตรัตน์ กล่าวอีกว่า เรื่องดังกล่าวอาจมีการเข้าใจผิดหรือคาดเดาเองว่า จะเข้ามาเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้ถูกเสนอเป็นนายกฯของพรรค ซึ่งต้องย้ำว่า เป็นเรื่องที่ต้องรอการประชุมใหญ่ และแต่งตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ของพรรคแล้วเสร็จเสียก่อน จึงขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา และยังไม่มีการกล่าวถึงการพิจารณาบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกฯของพรรคแต่อย่างใด
‘บิ๊กป้อม’บอกชัด‘เพื่อไทย’ไม่ผิดไม่ต้องกลัวโดนยุบ ยัน‘คสช.’ยังนิ่ง
9 ต.ค. 61 ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงแนวทางแยกกันเดิน ร่วมกันตีของพรรคเพื่อไทยหลังเชื่อว่า จะถูกยุบพรรค โดยมี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังว่า ตนไม่ทราบ ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ คสช. เท่านั้น ส่วนที่ นายทักษิณ แสดงตัวอยู่เบื้องหลังของพรรคเพื่อไทยนั้น หากทำผิดเรื่องการเมือง ก็เป็นเรื่องของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. )หากทำผิดกฎหมายก็เป็นเรื่องของตน
“ยืนยันว่า คสช.ไม่ได้มีแผนที่จะยุบพรรคเพื่อไทย คสช. จะไปรู้ได้อย่างไร ถ้าจะถูกยุบพรรต ก็ต้องเป็น กกต. จะมาโทษ คสช.ได้อย่างไร และตอนนี้ คสช. ยังไม่ได้ประชุมอะไรเลย” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยกังวลว่า พรรคจะถูกยุบ เพราะเป็นกลยุทธ์ อย่างหนึ่งก่อนการเลือกตั้งพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เขาทำผิดหรือไม่ ทำไมจะต้องกลัว ถ้าไม่ทำผิด พรรคการเมืองอื่นๆไม่เห็นไม่เห็นกลัว เพราะเขาไม่ทำผิด
ใครจะร่วมกับปชป.!'มาร์ค'ประกาศเป็นพรรคหลัก-ลั่นคนละขั้วกับ'พท.-คสช.'
อดีตส.ส.กทม.ตบเท้าเชียร์ “มาร์ค”สู้ศึกชิงหน.พรรค เจ้าตัวยอมรับวิธีหยั่งเสียงเสี่ยงหลุดเก้าอี้ ชี้อย่าถามปชป.จะร่วมกับใครตั้งรบ.ให้ถามใครจะร่วมกับ ปชป.สร้างบ้านเมืองบ้าง
9 ต.ค.61 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) คณะอดีต ส.ส. กรุงเทพมหานคร นำโดย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย อดีต ส.ส. ในพื้นที่ กทม.มอบช่อดอกไม้และกุหลาบแดง เพื่อ ให้กำลังใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครเข้ารับการหยั่งเสียงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 1
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงคำขวัญที่โพสต์ผ่าน line ข้อความว่า Make My Mark ว่า เป็นข้อความของคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมงานกับพรรคสนับสนุนแนวคิดนี้ และจัดทำเป็นคลิปวีดีโอ ซึ่งมีหลายความหมาย ความหมายที่ไม่เกี่ยวกับชื่อตนคือการมีโอกาสแสดงออก มีส่วนร่วมให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หมายถึงการสนับสนุนตนทำหน้าที่คือการมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่คนในประเทศรอคอยทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ส่วนถ้าเล่นคำว่า Mark เป็นชื่อตนก็เป็นการสื่อสารว่า กระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้เป็นการสร้างหัวหน้าพรรคด้วยมือของตัวเอง เป็นการสร้างหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สร้างพรรคประชาธิปัตย์ และสร้างใหม่ประเทศไทย ซึ่งการเปิดกระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคเป็นการยกระดับพรรคการเมืองไทย และทำให้เกิดความชัดเจนเรื่องจุดยืนของพรรค ซึ่งตนอาสานำพรรคในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย ให้หลุดพ้นจากปัญหาการไม่เป็นประชาธิปไตยและการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งนี้การแข่งขันภายในพรรคเป็นกระบวนการที่คนภายนอกสนใจว่าเป็นมิติใหม่ของพรรคการเมือง ทำให้หลายคนสนใจอยากมีส่วนร่วม ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง
ส่วนที่มองว่ามีความขัดแย้งนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เชื่อว่าประชาชนมองว่าเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งต่อไปจะมีการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอื่นว่าเหตุใดไม่ใช้วิธีเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ และยอมรับว่าการเปิดกว้างให้มีการหยั่งเสียงมีความเสี่ยงสำหรับหัวหน้าพรรคของตนในอนาคตแต่ตนไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างระบบจะกลัวความเสี่ยงไม่ได้ เพาะถ้ากลัวจะสร้างอะไรใหม่ๆไม่ได้เลย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนที่ตนพูดที่จังหวัดสงขลาว่า อายุ 54 ปีแล้ว ไม่เกรงใจใครแล้วนั้น ก็หมายความอย่างที่พูด เพราะตลอดการทำงานการเมือง 26 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะทำอะไรต้องมีความระมัดระวัง แต่ตนมาทำการเมืองด้วยความเชื่อ และอุดมการณ์ พร้อมกับความฝันว่าอยากได้ประเทศไทยอย่างไร การก้าวหน้าทางการเมืองและเคยได้รับโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังมีหลายเรื่องที่ยังทำไม่ได้ เพราะเป็นนายกฯพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์บ้านเมืองที่ปั่นป่วน แต่ก็กอบกู้วิกฤตและเริ่มต้นบางอย่างได้ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้สร้าง ตนรู้ว่าอายุขนาดนี้แล้วการจะสร้างฝันให้กับประเทศที่เป็นจริงไม่มีเวลามากแล้ว จึงต้องทำไม่มีอะไรที่ต้องลังเลใจหรือเกรงใจใครอีกต่อไป เพราะนี่คือโอกาสใหม่ และโอกาสเดียวที่จะทำให้ตนผลักดันความฝันให้เป็นจริงได้
“ตลอด 26 ปีทางการเมืองผมได้ทบทวนทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง เรื่องความเกรงใจก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากกการทบทวนตัวเอง และตั้งใจที่จะทำให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากปัญหาตรงนี้ให้ได้ ถ้าไม่ทำครั้งนี้มีโอกาสสูงมากที่ประเทศจะติดหล่มไปอีกนาน ทั้งหล่มเผด็จการ และหล่มทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดแข็งของตัวเองคือแม้จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ประวัติของผมยืนยันได้ว่า ไม่เคยมีเรื่องผลประโยชน์ตัวเอง ของจากผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศ และเป็นความเชื่อจากใจที่สุจริตของผมในการทุ่มเท ทำให้มีความพร้อมที่จะนำพาบ้านเมืองออกจากปัญหา”
ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่าการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ไม่เพียงการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องอุดมการณ์พรรคที่เปลี่ยนไปด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถามผู้สมัครหัวหน้าพรรคคนอื่นว่ามีแนวคิดเกี่ยวกับแนวทางการเมืองของพรรคอย่างไร แต่ตนชัดเจนว่าอุดมการณ์ของพรรคที่ผู้ก่อตั้งประกาศไว้ตั้งแต่พ.ศ. 2489 เราจะปฏิบัติอย่างจริงจัง
“หลังการเลือกตั้ง ผมเคยบอกแล้วว่าไม่ควรมาถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะร่วมกับใครตั้งรัฐบาล แต่ควรถามคนอื่นว่าจะร่วมกับพรรคประชาธิปัคย์สร้างบ้านเมืองหรือไม่ เพราะเรามีแนวทางที่ชัดเจนและแตกต่าง จากทั้งคสช. และพรรคเพื่อไทย เราจะเป็นทางหลักของประเทศไทยไม่ใช่ไปช่วยหรือไปร่วมกับใครเป็นรัฐบาล โดยไม่สามารถตอบคำถามว่า ไปร่วมรัฐบาลแล้วจะทำอะไร เพราะไม่เป็นประโยชน์กับพรรคและประเทศ แต่พรรคจะเป็นทางหลักคือเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีทางเป็นอะไหล่ทางการเมืองให้ใครทั้งสิ้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคอะไหล่ แต่เป็นพรรคการเมืองหลัก มีความตรงไปตรงมา และมีความก้าวหน้าในระบบพรรคการเมืองมากกว่าพรรคอื่น ส่วนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบหลังการเลือกตั้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
หยอดน้ำมัน
ในยามที่เศรษฐกิจยังหนืดๆ การส่งออกยังอืดๆ การทำมาหากินยังฝืดๆ เรายังมีธุรกิจท่องเที่ยวที่ปั๊มรายได้เข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำ
ปีนี้ (2561) เดิมทีรัฐบาลตั้งเป้าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเมืองไทย 39 ล้านคน เพิ่มจากปีที่แล้ว (2560) 8 เปอร์เซ็นต์
ฟันรายได้เนื้อๆ เน็ตๆ 2 ล้านล้านบาทสบายๆ
แต่กลับมีแนวโน้มจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวเมืองไทยเพียง 37 ล้านคน
ต่ำกว่าเป้าราว 2 ล้านคน
หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์
“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่า การที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้ามาทัวร์ไทยแลนด์ปีละ 37 ล้านคน ยังถือว่ามากอักโขมโหฬารบานตะไท
แต่...แต่การที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดจากเป้าไป 2 ล้านคน ทำให้รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่เลี้ยงเศรษฐกิจไทยหดหายไปด้วยก้อนโต!!
ทำให้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวฯ เครียดจนท้องผูกมาแล้ว 2 เดือน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นลูกค้าขาใหญ่ที่หลั่งไหลมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้นๆทุกปีๆ
ปี 2560 กองทัพทัวร์จีนเดินทางมาทัวร์ไทย 9.8 ล้านคน
ปีนี้ 2561 ตั้งเป้าว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 10 ล้านคน
แต่หลังจากเกิดเหตุเรือล่มที่ภูเก็ตทำให้นักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตจำนวนมาก ข่าวไข้เลือดออกระบาดในเมืองไทย และล่าสุดข่าว รปภ.สนามบินดอนเมืองทำร้ายนักท่องเที่ยวจีน
ข่าวเน่าๆแบบนี้ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนชะลอการเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเห็นผลทันตา
2 เดือนล่าสุด นักท่องเที่ยวจีนลดฮวบจากปีก่อน 12 เปอร์เซ็นต์
นักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนเป้าหมายไปเที่ยวญี่ปุ่นกันระเบิดเถิดเทิง
ทำให้ญี่ปุ่นแซงหน้าประเทศไทย กลายเป็นเป้าหมายยอดนิยมอันดับหนึ่งของทัวร์จีน
แถมยังโดน “พม่า เวียดนาม” แอบเจาะยางแย่งตลาดทัวร์จีนกันสุดลิ่มทิ่มประตู
ปัญหาทัวร์จีนหายไปจึงน่ากังวลทั้งระยะสั้นและระยะยาว
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า สาเหตุสำคัญที่กองทัพทัวร์จีนหดตัวลง ไม่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเมืองไทยหัวกระไดเป็นมันอย่างเดิม
อาจไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุเรือล่มภูเก็ต
อาจไม่ใช่ข่าวไข้เลือดออกระบาดในเมืองไทย
อาจจะไม่ใช่เรื่อง รปภ.สนามบินทำร้ายนักท่องเที่ยวจีน
แต่ปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ทัวร์จีนเกิดอาการไม่แฮปปี้จะเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยคือ พฤติการณ์เรียกเก็บค่าเก๋าเจี๊ยะจากนักท่องเที่ยวจีน ที่ขอวีซ่าเข้าเมืองชั่วคราวที่สนามบิน
มีข่าวฉาวโฉ่ว่า มีขบวนการเรียก “เก็บเงินใต้โต๊ะ” หรือพูดอย่างสุภาพ เป็น “ค่าอำนวยความสะดวก” จากกลุ่มทัวร์จีน
คิดค่าหยอดน้ำมันเป็นรายหัว หัวละ 300 บาท ถึง 400 บาทต่อคน
คำนวณอย่างเบาะๆ ถ้ามีทัวร์จีนขอวีซ่าที่สนามบิน 3 แสนคนต่อเดือน จะฟันค่าเก๋าเจี๊ยะถึง 90 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 1,000 ล้านบาทต่อปี
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า ปัญหาเก๋าเจี๊ยะใต้โต๊ะทำให้ทัวร์จีนอึดอัดคับข้องใจ
เพราะทัวร์ชาติอื่นไม่โดนเก็บเก๋าเจี๊ยะ เก็บเก๋าเจี๊ยะเฉพาะทัวร์จีน
ถ้าเป็นความจริง...ถือเป็นการทุจริตที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและชื่อเสียงประเทศไทยอย่างร้ายแรง!!
รัฐบาลต้องตรวจสอบให้ได้ว่าเงินเก๋าเจี๊ยะก้อนนี้ไหลไปเข้ากระเป๋าใคร??
ใครอยู่เบื้องหลังฟาดเก๋าเจี๊ยะนักท่องเที่ยวจีน??
“แม่ลูกจันทร์”
นึกว่าลึกศึกเจ๊กับเฮีย
“อุลตร้าแมน-อุตตม”
ฉายาใหม่ที่ได้มาโดยตั้งใจ ตามภาพหราบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสท่าแอ็กชันถ่ายรูปกับแนวร่วมคนรุ่นใหม่
เริ่มเล่นบท “นักเลือกตั้งอาชีพ” ได้เนียนขึ้นตามธรรมชาติ
ล้อกับตัวเลข “สวนดุสิตโพล” ประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 57 รับได้กับการที่ “นายกฯลุงตู่” บอกสนใจการเมือง และไฟเขียวให้รัฐมนตรีทีมงานพลังประชารัฐสามารถสนับสนุนพรรคการเมืองได้
สวนกระแส ขบวนการหมั่นไส้ คสช.ที่ตีปี๊บโห่ไล่ 4 รัฐมนตรีไขก๊อก
โพลบ่งบอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับได้กับการที่ทีมพลังประชารัฐขอสะสางภารกิจทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ไปลาออกหลังประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งในเดือนธันวาคมปลายปี
และระหว่างนี้ก็ไม่ได้ห้าม“ตีกินคะแนนนิยม” ตามจังหวะที่กระทรวงการคลังเตรียมปล่อย “โปรโมชัน” ใหม่ มาตรการช่วยเหลือค่าน้ำมันมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กวาดแต้มวินทุกตรอกซอกซอย
รัฐบาลอัดโปรโมชันที่จับต้องได้ สู้กับอุปาทานหมู่ต้านพรรคทหาร
ในสถานการณ์ที่ “เกมฮั้ว” ของนักการเมืองอาชีพ รวมหัวสกัดเส้นทาง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. เริ่มเห็นเค้าลางความเป็นไปได้ในชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้าตอนบ่าย
กับปรากฏการณ์ “น้องปู”อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เล่นบท “นางฟ้าผู้ปรานี” ยกโทษ ไม่ติดใจเอาความ สั่งให้ทนายถอนฟ้อง “3 เกลอ” สายล่อฟ้า ทีวีช่องบลูสกาย ประจำค่ายประชาธิปัตย์
เป็นบุญคุณมัดคอ นายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่กำลังขาแหย่เข้าคุก คดีหมิ่นประมาท “ว.5 โฟร์ซีซั่นส์”
มันเป็นอะไรที่ลากไปถึงดีลเย้ยฟ้าท้านรก “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จูบปากพรรคเพื่อไทย อาศัยลูกข่าย “ทักษิณ” หามขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี
พลิกเกมคุมอำนาจประเทศไทย เปิดทาง“นายใหญ่”กลับมาแจม
ตามจังหวะปูทางนำร่องพันธมิตรต้านทหาร แบบที่ “นักวิชาการเสื้อแดง” อย่างนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฟันธงล่วงหน้าหลังสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่
แทงหวยไม่กลัวหน้าแตก พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งได้จัดรัฐบาล
ในห้วงสถานการณ์ที่ “นายใหญ่” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ย้ายฐานบัญชาการเคลื่อนที่บินมาปักหลักที่ฮ่องกง เปิดคิวให้ลูกข่ายสายตรง สายอ้อม บินไปพบโดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจฝ่ายคุมเกมความมั่นคง
เพราะลูกหาบชัก “งง” กับ “คอนเซปต์” แยกกันเดินรวมกันตี
แบบที่ผุดยี่ห้อ “เพื่อธรรม” ทีมงานในกำกับของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่เมืองเหนือ ทีแรกก็เชื่อว่าเป็นการตั้งพรรค อะไหล่สำรองเผื่อพรรคเพื่อไทยโดนยุบพรรค ล้างน้ำสาม
แต่ดูตามรูปการณ์ที่ คสช.ปล่อยให้นกแล นกเอี้ยง บินไปหา “นายใหญ่” ได้อย่างเสรี โดยที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม บอกเป็นสิทธิที่ทำได้
คสช.ก็ไม่ได้จ้องทุบเพื่อไทย ให้แต้มสงสารไหลเข้าเหลี่ยม “ทักษิณ” ที่ดักไว้
หรือจะมองในมุมผลพลอยได้จากการผุดป้อมค่ายสำรองมารองรับผู้สมัคร ส.ส.ที่ล้นทะลักจากพรรคเพื่อไทย และเก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์แทนพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตเต็มอัตรา ไม่ได้โควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อ
แต่เมื่อเทียบกับภาพมโนลอยๆในอนาคต กับผลลบที่เกิดขึ้นตรงหน้า สถานการณ์แตกทัพของ “นายใหญ่” ทำให้ลูกแถวเวียนหัวกับยุทธศาสตร์ และนั่นก็ไม่ต้องพูดถึงกองเชียร์สับสน เสียงแตก
มีหวังได้ตัดกำลังกันเองจนคะแนนกระจายเละเทะ
สรุปอ่านไต๋ตามเงื่อนไขสถานการณ์ของการแตกค่าย โดยน้ำหนักความน่าจะเป็นมันอยู่ที่การแก้ปมขบเหลี่ยมเฉือนคมในอาณาจักรการเมืองบริษัท ชินฯ จำกัด ซะมากกว่า
“นายใหญ่” ต้องรีบเคลียร์ “ศึกเจ๊” ในอารมณ์ที่ “เจ๊แดง” ไม่มีทางเปิด “ยุ้งข้าว” ให้เจ้าแม่นครบาลอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เสวยอำนาจ
อารมณ์เดียวกับยี่ห้อ “เพื่อชาติ” ผุดใต้ปีกของ “อ้ายยงยุทธ” นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ สายตรงดูไบ เพื่อเคลียร์ “เฮีย” กับ “เจ๊” ที่ไม่ลงรอยกัน
เพราะ “ยงยุทธ” ไม่ลงรอยกับ “เจ๊แดง” และไม่เอาด้วยกับ “เจ๊หน่อย”
แต่ทั้งหมดทั้งปวง ภายใต้ฉากซับซ้อนกึ่งจริงกึ่งมั่ว อาการที่สะท้อนออกมามันชัดเจนเลยว่า ศึกเลือกตั้งเดิมพันเปลี่ยนผ่านประเทศรอบนี้ “นายใหญ่” รบทุกรูปแบบ รุกทุกทาง จ้องสางแค้นทวงคืนอำนาจ
ไม่ว่า “เพื่อไทย” หรือ “เพื่อธรรม” หรือ “เพื่อชาติ”
มันก็ล้วนแต่ “เพื่อทักษิณ” กลับบ้านเท่ๆ.
ทีมข่าวการเมือง
วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561
การคำนวณส.ส.ตามรธน.60
จากการที่ รธน. 60 ได้ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างเป็นทางการไปแล้วนั้น
ในมาตรา 91 ของ รธน. ได้ระบุการคำนวณสัดส่วนของ จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งแตกต่างจากของเดิม
ก่อนอื่นขอกล่าวว่า ส.ส. ตาม รธน. 60 มีทั้งหมด 500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 350 คน และมาจากแบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
โดย 150 คนนั้น มีวิธีการคำนวณ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1. นำคะแนนของทุกพรรค ทุกเขต มารวมกัน สมมติว่าได้ 40 ล้านเสียง
2. นำคะแนนทั้งหมดของทุกพรรค หารด้วย 500 (คือจำนวน ส.ส.ทั้งหมด) ในทีนี้จะได้ 8 หมื่น
3. นำคะแนน ข้อ 2 มาหารกับคะแนนทั้งประเทศของ "แต่ละพรรค" สมมติ พรรค A ได้ 18 ล้านเสียง ในทีนี้ต้องเอา 18 ล้าน หาร 8 หมื่น จะได้ 225
ซึ่ง 225 คือ จำนวนส.ส.ที่พรรคนั้นพึงมี (ทั้งแบ่งเขต + บัญชีรายชื่อ)
4. นำเลขที่ได้จากข้อ 3 มา ลบ กับจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่แต่ละพรรคได้ สมมติ พรรค A ได้ ส.ส.แบ่งเขต 200 คนจาก 350 คน ในที่นี้จะได้ 225-200 =25 คน
สรุปแล้ว พรรค A จะได้ ส.ส. แบบแบ่งเขต 200 คน และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 25 คน
วิธีการเช่นนี้มีมาเผื่อป้องกันเผด็จการทางรัฐสภา หรือการที่พรรคใหญ่ๆ ยึดเสียงข้างมากในรัฐสภา และทำให้พรรคเล็กๆ มีพื้นที่ในสภามากขึ้น
เลยอยากถามทุกคนว่า วิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาการล็อคผลได้หรือเปล่า อาทิ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเลือกนายกรัฐมนตรี บลาๆๆๆ
ป.ล. ไม่มีสีนะครับ คุยกับด้วยตรรกะและเหตุผล
อ้างอิง : https://www.ilaw.or.th/node/4079
ในมาตรา 91 ของ รธน. ได้ระบุการคำนวณสัดส่วนของ จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งแตกต่างจากของเดิม
ก่อนอื่นขอกล่าวว่า ส.ส. ตาม รธน. 60 มีทั้งหมด 500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 350 คน และมาจากแบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
โดย 150 คนนั้น มีวิธีการคำนวณ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1. นำคะแนนของทุกพรรค ทุกเขต มารวมกัน สมมติว่าได้ 40 ล้านเสียง
2. นำคะแนนทั้งหมดของทุกพรรค หารด้วย 500 (คือจำนวน ส.ส.ทั้งหมด) ในทีนี้จะได้ 8 หมื่น
3. นำคะแนน ข้อ 2 มาหารกับคะแนนทั้งประเทศของ "แต่ละพรรค" สมมติ พรรค A ได้ 18 ล้านเสียง ในทีนี้ต้องเอา 18 ล้าน หาร 8 หมื่น จะได้ 225
ซึ่ง 225 คือ จำนวนส.ส.ที่พรรคนั้นพึงมี (ทั้งแบ่งเขต + บัญชีรายชื่อ)
4. นำเลขที่ได้จากข้อ 3 มา ลบ กับจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่แต่ละพรรคได้ สมมติ พรรค A ได้ ส.ส.แบ่งเขต 200 คนจาก 350 คน ในที่นี้จะได้ 225-200 =25 คน
สรุปแล้ว พรรค A จะได้ ส.ส. แบบแบ่งเขต 200 คน และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 25 คน
วิธีการเช่นนี้มีมาเผื่อป้องกันเผด็จการทางรัฐสภา หรือการที่พรรคใหญ่ๆ ยึดเสียงข้างมากในรัฐสภา และทำให้พรรคเล็กๆ มีพื้นที่ในสภามากขึ้น
เลยอยากถามทุกคนว่า วิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาการล็อคผลได้หรือเปล่า อาทิ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเลือกนายกรัฐมนตรี บลาๆๆๆ
ป.ล. ไม่มีสีนะครับ คุยกับด้วยตรรกะและเหตุผล
อ้างอิง : https://www.ilaw.or.th/node/4079
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

