PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เตรียมหย่อนบัตรปี 62 ส.ส. ลด 23 จังหวัด อีสานหด 10 ที่นั่ง

วันนี้ (19 ก.ย.) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และจำนวนเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด 

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีจำนวน 350 คน แต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวน ส.ส. 1 คน จังหวัดใดมีจำนวน ส.ส. ได้ไม่เกิน 1 คน ให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และจังหวัดใดมีจำนวน ส.ส. ได้เกิน 1 คน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้ง มีจำนวนเท่ากับจำนวน ส.ส. ที่พึงจะมี 

 

ทั้งนี้ ใช้จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31 ธ.ค. 60 ซึ่งมีจำนวน 66,188,503 คน เป็นฐานในการแบ่งเขตเลือกตั้ง

 

โดยจำนวนราษฎรโดยเฉลี่ย 189,110 คน ต่อ ส.ส. 1 คน หมายความว่า จังหวัดใดมี ส.ส. 1 คน ก็นับจังหวัดนั้นทั้งจังหวัดเป็น 1 เขตเลือกตั้ง

 

ส่วนจังหวัดใดมี ส.ส. มากกว่า 1 คน ให้แบ่งจังหวัดนั้นเป็นหลายเขตเลือกตั้งตามจำนวน ส.ส. เช่น กรุงเทพฯ มี ส.ส. ได้ 30 คน ก็แบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 30 เขตเลือกตั้ง เป็นต้น

 

สำหรับการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นี้ ได้เปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ส. ลดลง เมื่อเทียบกับปี 2557 ทั้งสิ้น 23 จังหวัด ประกอบด้วย

กรุงเทพมหานคร เดิม 33 คน เหลือ 30 คน 

กระบี่ เดิม 3 คน เหลือ 2 คน 

กาฬสินธุ์ เดิม 6 คน เหลือ 5 คน 

ชัยภูมิ เดิม 7 คน เหลือ 6 คน 

เชียงใหม่ เดิม 10 คน เหลือ 9 คน 

ตรัง เดิม 4 คน เหลือ 3 คน 

นครราชสีมา เดิม 15 คน เหลือ 14 คน 

นครศรีธรรมราช เดิม 9 คน เหลือ 8 คน 

นนทบุรี เดิม 7 คน เหลือ 6 คน 

บุรีรัมย์ เดิม 9 คน เหลือ 8 คน 

พระนครศรีอยุธยา เดิม 5 คน เหลือ 4 คน 

เพชรบูรณ์ เดิม 6 คน เหลือ 5 คน 

แพร่ เดิม 3 คน เหลือ 2 คน 

ร้อยเอ็ด เดิม 8 คน เหลือ 7 คน 

เลย เดิม 4 คน เหลือ 3 คน 

สกลนคร เดิม 7 คน เหลือ 6 คน 

สระบุรี เดิม 4 คน เหลือ 3 คน 

สุพรรณบุรี เดิม 5 คน เหลือ 4 คน 

สุรินทร์ เดิม 8 คน เหลือ 7 คน 

อ่างทอง เดิม 2 คน เหลือ 1 คน 

อุดรธานี เดิม 9 คน เหลือ 8 คน 

อุตรดิตถ์ เดิม 3 คน เหลือ 2 คน 

อุบลราชธานี เดิม 11 คน เหลือ 10 คน

 

ขณะที่ 54 จังหวัดที่เหลือ มีจำนวน ส.ส. เท่าเดิม 

 

แต่เอาเข้าจริง หากใช้จำนวนประชากร 189,110 คน ต่อ ส.ส. 1 คน เป็นฐานคำนวณ จะมี 41 จังหวัด ที่ต้องได้จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้น 

 

แต่เหตุที่ทำให้ยังมี ส.ส. เท่าเดิม เนื่องจาก ส.ส. แบบแบ่งเขตตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) กำหนดให้มี 350 คน ต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 และ 2557 ที่มี ส.ส. แบบแบ่งเขต 375 คน

 

ขั้นตอนต่อจากนี้ ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดให้ ผอ.กกต. จังหวัด แบ่งเขตแต่ละจังหวัดตามจำนวน ส.ส. ในสามรูปแบบภายใน 14 วัน และภายใน 10 วัน รับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองและประชาชน จากนั้นภายใน 3 วัน ผอ.กกต. จังหวัด ประมวลความคิดเห็นว่า จะมีการปรับปรุงหรือไม่ รายงานต่อ กกต. โดย กกต. มีเวลา 20 วันในการพิจารณาเพื่อเลือกรูปแบบที่ดีที่สุด เพื่อประกาศแบ่งเขตเลือกตั้ง

 

รวมใช้เวลา 50 วัน ตามระเบียบของ กกต. แต่ กกต. คาดการณ์ว่า กระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายใน 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2561 ก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 จากนั้นจะเริ่มนับถอยหลัง 150 วันสู่การเลือกตั้ง

 

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีจำนวน 350 คน

 

การแบ่งเขตเลือกตั้งใช้จำนวนประชากร 189,110 คน ต่อ ส.ส. 1 คน เป็นฐานคำนวณ โดยกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่มี ส.ส. มากที่สุด คือ 30 คน ลดลงจากเดิมที่มี ส.ส. 33 คน 

 

 

ภาคเหนือเดิมมี ส.ส. 36 คน จะลดเหลือ 33 คน เชียงใหม่ แพร่ และอุตรดิตถ์ ส.ส. ลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง

 

 

ภาคกลางเดิมมี ส.ส. 82 คน ลดเหลือ 76 คน เพชรบูรณ์ อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนนทบุรี ส.ส. ลดลงจังหวัดละ 1 ที่นั่ง

 

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่จำนวน ส.ส. หายไปมากที่สุด เดิมมี ส.ส. 126 คน ลดเหลือ 116 คน หายไป 10 คน สกลนคร อุดรธานี เลย กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี หายไปจังหวัดละ 1 ที่นั่ง

 

 

ภาคตะวันออกมี ส.ส. 26 คน เป็นภาคที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลง

 

 

ภาคตะวันตกมี ส.ส. 19 คน เท่าเดิม เป็นอีกภาคที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

 

ภาคใต้เดิมมี ส.ส. 53 คน ลดเหลือ 50 คน นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง หายไปจังหวัดละ 1 ที่นั่ง

 

ภาพประกอบ: Pichamon W.

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

สูตรนี้ลงตัวที่สุด

สัญญาณเลือกตั้ง (ถ้ามี) ชัดเจนโดยไม่ต้องถามไถ่กันให้เจ็บคออีกแล้ว ทุกอย่างดูเหมือนจะพร้อมเข้าสู่เวที แกะรอยว่าบุคคลไหนจะถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯปริศนา พปชร.-ปชป. ตั้งรัฐบาล

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้รับลมหนาวคลายร้อนแรงการเมือง เป็นอีกมิติหนึ่งของสภาพสังคมไทย

หลังกระทรวงศึกษาธิการประกาศเลื่อนสอบ “GAT-PAT” จากปฏิทินที่กำหนดระหว่างวันที่ 23-26 ก.พ. ปี 62 ซึ่งคาบเกี่ยวกับวันเลือกตั้ง 24 ก.พ. ปี 62

มาเป็นวันที่ 16-19 ก.พ. ปี 62 ไม่มีปัญหาการไปใช้สิทธิของเด็กนักเรียน

อันเป็นการส่งสัญญาณว่า 24 ก.พ.62 ได้เลือกตั้งแน่

อีกจุดหนึ่งคือการที่ กกต.นัดหมายพรรคการเมืองส่งตัวแทนมาฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับการส่งผู้สมัคร จัดทำไพรมารีโหวต การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนด 22 พ.ย.61

รอประกาศเขตเลือกตั้งทั่วประเทศก็น่าจะลงตัว

ที่น่าจะเป็นการพบกันนัดสุดท้ายจากนั้นก็ไปสู้กันในสนามเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง นักการเมืองล้วนต้องเตรียมพร้อมกันให้เรียบร้อย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คสช. จะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาพบปะชี้แจงรายละเอียดราวปลายเดือน พ.ย.–ต้นเดือน ธ.ค.

เท่ากับเป็นการ “ปลดล็อก” การเมืองให้ทุกพรรคโชว์นโยบายได้ทันที

และคาดว่า 25 ธ.ค.61 จะเสนอ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ส.ส. แต่จะมีผลวันที่ 4 ม.ค.62 นั่นแหละจะได้รู้กันว่ามีพรรคการเมืองทั้งหมดกี่พรรค นักการเมืองกี่คนอยู่ในพื้นที่เขตไหน จังหวัดไหน

ที่สำคัญจะได้รู้ว่าพรรคการเมืองไหนจะส่งชื่อใครเพื่อเข้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้สิทธิสามารถ

เลือกนายกฯด้วยมือของตัวเองอีกด้วย

ว่าไปแล้วรายชื่อที่แต่ละพรรคจะเสนอให้รัฐสภาลงมติเพื่อเลือกให้เป็นนายก-รัฐมนตรีนั้นว่าไปแล้วน่าจะมี 2 พรรคได้รับความสนใจ

คือเพื่อไทย เพราะเป็นคู่แข่งสำคัญ

อีกพรรคคือ “พลังประชารัฐ” ซึ่งเป็น กองหนุน “นายกฯลุงตู่”

เพราะประชาธิปัตย์นั้นยังต้องรอให้การเลือกหัวหน้าพรรคก่อนว่าจะเป็นใคร แต่เท่าที่ประเมินเสียงแล้วน่าจะเป็น “คนเก่า” เหมือนเดิม ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯไม่มีปัญหา

แต่ 2 พรรคที่ว่ามานั้นยังไม่มีอะไรแน่นอน แต่ก็พอจะเห็นหน้าเห็นตาได้ก่อนหลังการประกาศวันเลือกตั้ง

ยังไงเสียเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไปต่ออย่างแน่นอนและจะมีชื่อในฐานะตัวแทนพรรคให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ปัญหาว่าเมื่อประกาศชัดเจนแล้วแน่นอนว่ายังมีอำนาจตาม ม.44 เพราะเป็นหัวหน้า คสช.อีกตำแหน่งหนึ่ง

แต่หากยังเป็นนายกฯอยู่จะเหมาะหรือไม่?

คงเป็นคำถามไม่ต่างไปจาก 4 รัฐมนตรี ที่เข้าไปรับตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งถูกเรียกร้องให้ “ลาออก” ไม่ต้องการให้สวมหมวก 2 ใบในเวลาเดียวกัน

ก็มาถึง พล.อ.ประยุทธ์อีกคนรวมเป็น 5 คน

ล่าสุดมีข่าวว่าทั้ง 5 คนกำลังจะตัดสินใจ “ลาออก” พร้อมๆกันเลยทีเดียว เพื่อไม่ให้รัฐบาลถูกโจมตีจนเกิดปัญหาได้

เวลาที่เหลือ “บิ๊กตู่” คงเดินหน้าหาเสียงได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องหลบเลี่ยงไปมาจนไม่สามารถหาเสียงได้เต็มพิกัด

หลังเลือกตั้งผลคะแนนทุกคะแนนไม่ว่าพรรคไหนก็ตามล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้นอยู่ที่ว่าเมื่อรวบรวมกันแล้วได้เสียงมากที่สุดหรือไม่?

ถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเป็นรัฐบาลหรือไม่?

หากร่วมรัฐบาลคนเป็นนายกฯก็ต้องหน้าเก่า!!!

“ลิขิต จงสกุล”

น.3 หมดอารมณ์ม็อบ มุ่งหน้าเข้าสภา

จับสัญญาณ “เปลี่ยนผ่าน” สถานการณ์ประเทศ

คนไทยที่โลกจดจำ

กับเหตุการณ์สูญเสียนายวิชัย ศรีวัฒนประภา นักธุรกิจเจ้าของอาณาจักรธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีคิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ จากเหตุโศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ตกข้างลานจอดรถสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม เมืองเลสเตอร์

เป็นปรากฏการณ์ช็อกโลกที่สร้างความโศกเศร้า ไม่ใช่แค่มวลหมู่มิตรสหาย คนรู้จักในประเทศไทย

แต่บรรยากาศความเสียใจยังรวมไปถึงที่ประเทศ อังกฤษ ภาพข่าวประชาชนชาวเมืองเลสเตอร์และแฟนบอลในเมืองผู้ดีพากันมาวางดอกไม้แสดงความไว้อาลัย “เจ้าสัววิชัย” ผู้สร้างตำนานทำให้ทีมฟุตบอล “จิ้งจอกสยาม” ขึ้นแท่นแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบเซอร์ไพรส์

คนสำคัญระดับเจ้าชายวิลเลียม แห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงมีแถลงการณ์แสดงความเสียพระทัย นายกฯเทเรซา เมย์ แห่งสหราชอาณาจักร ก็ชื่นชมนายวิชัยที่อยู่ในหัวใจคนมากมาย

ชาวเมืองผู้ดีไม่ยอมรับคนต่างชาติง่ายๆถ้าไม่ใช่เพราะคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์

สถานการณ์พิสูจน์ว่า “เจ้าสัววิชัย” คือตัวอย่างที่ดีของคนที่มีเหลือแล้วเผื่อแผ่กับเพื่อนมนุษย์ ทำคุณประโยชน์ให้ชาติบ้านเมือง ไม่เลือกชาติเขาชาติเรา

อานิสงส์ของการให้ด้วยใจ เลยได้ใจคนทั้งในประเทศรวมถึงทั่วโลก

ตัวจากไปแต่ยังจารึกชื่อไว้ในความทรงจำตลอดกาล

ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การสูญเสียนายวิชัยไปอย่างกะทันหัน ได้ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อวงการธุรกิจและการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ในฐานะทุนใหญ่ติดอันดับท็อปไฟว์ของประเทศ

“เจ้าสัววิชัย” คือมือวางอันดับต้นๆของคนที่มีคอนเนกชันกับป้อมค่ายการเมืองแทบทุกพรรค

รู้จักกันหมดทั่วทั้งวงการอำนาจ นักการเมือง ขุนทหาร

การขาด “นายทุนใหญ่” ในห้วงเข้าโหมดเลือกตั้ง ต้องมีบางพรรคกระอักกระอ่วนแน่

แต่อย่างไรก็ดี การเมืองก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป ตามเงื่อนไขสถานการณ์โรดแม็ปที่กระชั้นเข้ามา

ทุกขณะ ตามสัญญาณล่าสุดจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เตรียมนัดหารือเพื่อทำการปลดล็อกการเมืองในปลายเดือนพฤศจิกายน หรือไม่ก็ต้นเดือนธันวาคมนี้

“ปล่อยผี” ให้ลุยเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ

ล้อกับจังหวะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ แพลมไต๋เป็นนัย คนที่จะลงรับสมัคร ส.ส. จะต้องมีสภาพสมาชิกพรรค 90 วันก่อนวันเลือกตั้ง ถ้าวันเลือกตั้งคือ 24 ก.พ.62 ก็จะต้องเป็นสมาชิกภายในวันที่ 26 พ.ย.61

ขีดเส้น “เดดไลน์” ให้นักเลือกตั้งอาชีพหาสังกัดให้ทัน

และนั่นก็จะนำมาซึ่งบรรยากาศความโกลาหล ห้วงเวลาจากนี้จนถึงวันที่ 26 พ.ย.61 “นาทีทอง” เหลืออีก 20 กว่าวัน ตลาดสด ตลาดนัดการเมืองน่าจะคึกคัก

นักเลือกตั้งวิ่งย้ายพรรค ประมูลราคา โก่งค่าตัวกันฝุ่นตลบ

และนั่นยังหมายรวมถึงพวกที่ชิ่งหนีปัญหาเขต

ทับซ้อน ชนกันเองในพื้นที่ ต้องย้ายค่ายหนีไปหาโควตาลงพรรคใหม่ ไม่เว้นแม้แต่พวกที่เปิดหน้าแถลงข่าว

โชว์ตัวเข้าสังกัดแล้วก็อาจเปลี่ยนใจชิ่งหนีนาทีสุดท้าย

เพราะตามกติการัฐธรรมนูญใหม่ ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้รองรับการทับซ้อนพื้นที่ ระบบจัดสรรปันส่วนผสมไม่การันตีโซนปลอดภัยให้แม้แต่พวกเบอร์ต้นๆ ถ้าได้ ส.ส.เขตเต็มโควตาก็อาจไม่ได้ลุ้นบัญชีรายชื่อ

มันคือระบบนิเวศการเมืองแบบไทยๆ

ที่แน่ๆมาถึงตรงนี้ คำตอบจากพฤติกรรมการกระทำที่ชัดขึ้นตามลำดับ กับบทนิ่งของ “นายกฯลุงตู่”

“ขันนอตแน่น” ไม่หลุดง่ายๆ

โดยเฉพาะกับด่านทดสอบท้าทายสุดในจังหวะกระโดดเข้าร่วมโรมรันพันตูในโลกโซเชียลมีเดีย เผชิญกระแสแรงเสียดทานในสงครามไซเบอร์ที่ตัวเองไม่ถนัด

โดนรุมฟัด รุมอัด “เกรียนคีย์บอร์ด” ด่าแรงๆก็กัดฟันทนได้

ต่อเนื่องกับช็อต “ประเทศกูมี” ศิลปินแร็ปใต้ดินปล่อยเพลงเนื้อหาเสียดแทงใจผู้นำรัฐบาล “นายกฯลุงตู่” ก็แค่ส่ายหัว ไม่ต่อความยาวสาวความยืด

ผิดฟอร์ม ไม่ปรี๊ดแตกตามสไตล์ “ลุงฉุน” จุดเดือดต่ำ

แน่นอน มันคืออารมณ์ของผู้นำ คสช.ที่อยู่ในโหมดไฟต์บังคับ จำเป็นต้องตีตั๋วไปต่อ ทำได้ ยอมหมด

“ลุงตู่” อยู่ในโหมดแต่งตัวรอลงสนาม

ตามจังหวะตอกหมุดย้ำอีกช็อต กับคิวล่าสุดที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ส่งซิกบนเวที “ฟอร์บส์ โกลบอล ซีอีโอคอนเฟอเรนซ์” ต่อหน้านักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

สังหรณ์นายกฯคนต่อไปจะมีหน้าตาคล้ายๆคนเดิม

เสริมความมั่นใจ โครงการต่างๆของรัฐบาลที่ตอกเสาเข็มไว้ยังไงก็ไม่ล่มแน่

ปฏิบัติการ “ปูทาง” สเต็ปที่สอง หลังจากสเต็ปแรกที่นายสมคิดเป็นคนเปิดไพ่ ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำรัฐบาลต่อ เพราะทำบ้านเมืองสงบเอื้อต่อการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ

วางเกมเป็นระบบ “สมคิด” คุมจังหวะนำร่องให้ “ลุงตู่” เข้าเทียบท่า

ในสถานการณ์ที่ล้อกันกับการเดินหน้าขับเคลื่อนป้อมค่าย “พลังประชารัฐ” ที่รอคิว “4 กุมาร” อย่าง นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ว่าที่รองหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ว่าที่เลขาธิการพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ว่าที่โฆษกพรรค ไขก๊อกจากตำแหน่งใน ครม.

เพื่อเดินเครื่องหาเสียงแบบฟูลไทม์ เต็มเวลา

จากนั้นก็เป็นทีมงานสามมิตรที่นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะนำกำลังอดีต ส.ส.ชุดใหญ่ เข้าร่วมสังกัดอย่างเป็นทางการ

ก่อนจบที่พระเอก “นายกฯลุงตู่” ประกาศตัว รับเทียบเป็นหนึ่งในบัญชีนายกฯพรรคพลังประชารัฐ

ประเมินจากการจัดระบบ เกมยุทธ์เปิดไพ่ทีละใบของทีมหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เร่งเครื่องออกตัวแรงบ้าง แตะเบรกผ่อนคันเร่งบ้าง ไม่ให้โดนดักเจาะยาง ระดมอดีต ส.ส.เกรดเอ บี ซี มาอยู่ในสังกัด ประกอบกับปัจจัยที่เอื้อทั้งอำนาจการบริหารที่ถืออยู่ในมือ ทุนน้ำเลี้ยงจากบริษัทยักษ์ขุมข่ายประชารัฐที่ตุนไว้เต็มคลังแสง

“พลังประชารัฐ” คือพรรคที่แฝงพลังขับเคลื่อนแรงสุด

เมื่อเทียบสถานการณ์กับแชมป์เก่าพะยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่อยู่ในสถานการณ์ “แตกพรรค” แฝง “แพแตก” แยกเป็นพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม เพื่อชาติ ฯลฯตัดคะแนนกันเอง

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ตะลุมบอนชิงติ้วหัวหน้าพรรค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม–อลงกรณ์ พลบุตร” ชกหลอกบ้าง ชกจริงบ้าง โดยอาการทางใจยังไงก็ไม่เป็นทีม

ตัวแปรอย่างพรรคภูมิใจไทยก็ “ใจแป้ว” กับการที่ “นายทุนใหญ่” จากไปอย่างกะทันหัน

ทุกป้อมค่ายต่างเต็มไปด้วยปัญหา ไม่มีพรรคไหนลงตัว

แต่ทั้งหมดทั้งปวง มันคือบรรยากาศการเมืองที่เดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเป็นธรรมชาติ

ห้วงเวลาเปลี่ยนผ่านประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตย

ยิ่งเป็นอะไรที่สังเกตได้ กับปรากฏการณ์ที่ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตหัวขบวนม็อบ กปปส.ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย เดินสายเคลื่อนไหวตามยุทธศาสตร์ “คารวะแผ่นดิน”

เจอคนดักด่า รุมโห่สองข้างทาง อาเจ๊ อาม่าปิดร้านใส่หน้า ห้างหรูปิดประตูไม่ต้อนรับ

บรรยากาศผิดกันอย่างลิบลับกับตอนม็อบ กปปส.กำลังขึ้นหม้อ “ลุงกำนัน” เรตติ้งกระฉูด

ท่ามกลางเครื่องหมายคำถาม นายสุเทพออกมา “ล่อเป้า” เพื่ออะไร

แน่นอนว่า มุมหนึ่งเป็นเกมเขี้ยวของนักการเมืองเก๋าอย่างนายสุเทพที่ใช้การเคลื่อนไหวชิงกระแสพื้นที่ข่าวได้แบบรายวัน แลกกับการโดนด่า ดีดลูกคิดแล้ว ยังไงก็คุ้ม

หรือมุมของเกมแฝง เขี่ยไฟชนวนขัดแย้ง ก็มีคนระแวงเหมือนกัน

แต่ที่แน่ๆในมุมของภาพรวม ณ เบื้องนี้ ประเมินอารมณ์สังคมที่สะท้อนออกมาใส่หน้า “ลุงกำนัน”

มันคืออาการ “เหม็นเบื่อ” หัวโจกม็อบ

ผู้คนหมดอารมณ์กับเกมชุมนุมป่วนเมือง โหยหาการเลือกตั้ง

ซึ่งนั่นก็โยงได้กับเหตุที่นายสุเทพต้อง “กลืนน้ำลาย” ไปร่วมตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ขณะที่อีกด้าน “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช. ที่เพิ่งออกจากคุก ก็หันไปร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อชาติเป็นฐานการเมืองของกลุ่มเสื้อแดง

ต้องดิ้นหาที่ยืนในสภา เพราะแรงมวลชนถดถอย.

“ทีมการเมือง”

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คิว ‘อุลตร้าอุตตม’ โชว์


“คนอึด 2018” บทเอกตามท้องเรื่องนี้ ต้องยกให้ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตหัวขบวนม็อบ กปปส. ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย
กับฉากที่ต้องเผชิญคนดักด่า รุมโห่สองข้างทาง อาเจ๊ อาม่าปิดร้านใส่หน้า
ห้างหรูปิดประตู ปฏิเสธไม่ต้อนรับ
แต่ “ลุงกำนัน” ก็ยังเดินหน้าท้าบาทาต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน นำทีมแห่ป้าย
ขอบริจาคเงินคนละ 1 บาท เพื่อร่วมเป็นเจ้าของพรรค ให้คนธรรมดาได้ร่วมสร้างชาติ
ท่ามกลางเครื่องหมายคำถาม ทำเพื่ออะไร คุ้มหรือไม่ จะโดนด่าไปทำไม
ขบวนการหมั่นไส้ได้ทีเยาะเย้ย “หมดราคา”
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยความเคลื่อนไหวของ “ลุงกำนัน” ปรากฏการณ์ของคิว “คารวะแผ่นดิน”
เป็นข่าว เบียดพื้นที่หน้าหนังสือพิมพ์ อยู่ในกระแสรายวัน
มันเป็นอะไรที่สะท้อนลูกเขี้ยวเล็กๆของยี่ห้อ “เทพเทือก” ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกสถานการณ์ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาแล้วทั้งเวทีเชือดอภิปรายไม่ไว้วางใจสภา เกมม็อบเดือดๆนอกสภา
มีหรือจะอ่านทิศทางกระแสไม่ออก ไม่กระจอกเดินหมากแค่ชั้นเดียวให้จนกระดานง่ายๆ
“จระเข้” ยังไงก็ไม่ตายน้ำตื้น ต้องอ่านกันลึกๆ
เทียบสถานการณ์ที่เหมือนจะเป็นเกมลึก แต่ไปๆมาๆเกยตื้น
กับยุทธศาสตร์ “แตกทัพ” ที่แฝง “แพแตก”
ลูกข่าย “นายใหญ่” ต้องเคลียร์อาการ “มั่วนิ่ม” ตัดแต้มกันเอง
อาการแบบ “เสี่ยอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ก็ยืนยันกลางวงที่ประชุมพรรคว่า เพื่อไทย ก็คือ เพื่อไทย เป็นพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นเป็นพรรคสำรอง
อีกด้านนายพงศกร อรรณนพพร เลขาธิการพรรคเพื่อธรรม ก็เสียงแข็ง พรรคเพื่อธรรมไม่ใช่นอมินีหรือพรรคสาขารองรับพรรคเพื่อไทย
เช่นเดียวกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช กับ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อชาติ ก็ประสานเสียงพรรคเพื่อชาติไม่ใช่นอมินีพรรคเพื่อไทย
แต่ทั้งเพื่อไทย เพื่อธรรม เพื่อชาติ ไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่ใช่ทีมของ “ทักษิณ”
อาศัยเหลี่ยมตีกินกระแส “บุญเก่า”
นั่นเท่ากับโยนไฟต์บังคับ วัดใจ 1 สิทธิ์ 1 เสียงของกองเชียร์ “นายใหญ่”
จะโหวตให้ใครได้แค่คะแนนเดียว
ถึงวันเข้าคูหากาบัตรยากที่จะบล็อกอยู่ คะแนนแตกกระจายแน่
และในขณะที่ทีมแชมป์เก่ายี่ห้อ “ทักษิณ” กำลังป่วนกับการตีกิน “บุญเก่า”
อีกด้านก็เป็นการตั้งหน้าตั้งตาสะสม “บุญใหม่” ปั่นเนื้องานช่วงชิงคะแนนนิยม
ตามท้องเรื่อง “อุลตร้าอุตตม” ปล่อยพลัง
กับปรากฏการณ์ที่สังเกตได้เลยว่า มีการวางคิวเด่นให้นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นคนเปิดเผยมติที่ประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดเชียงราย อนุมัติให้เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพิ่มเติมอีก 4 โครงการ
ประกอบด้วยโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมือง
การบินภาคตะวันออก โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 มูลค่าลงทุนรวมกว่า 4.7 แสนล้านบาท
รวมกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ทำให้มีมูลค่าการลงทุนทั้งหมดกว่า 6 แสนล้านบาท และจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท
ประกาศเมกะโปรเจกต์ “เรือธง” อีอีซี ถึงนาทีนี้ยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่
ต่อเนื่องกับช็อตก่อนหน้านี้ที่นายอุตตม ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ “ปลดล็อก” ไม่ต้องต่ออายุ “ใบอนุญาต รง.4”
ในความดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นการอำนวยความสะดวก ลดภาระความยุ่งยากสำหรับผู้ประกอบการ และเป็นมาตรการกระตุ้นการลงทุน
โชว์มาตรฐานความโปร่งใส มือบริหารยุคปลอดเงินใต้โต๊ะ
มุกนี้เชื่อขนมกินได้ กับเสียงของผู้ประกอบการและพนักงานโรงงานทั่วประเทศ
“อุตตม” ปล่อยพลังส่งท้ายสถานะ รมว.อุตสาหกรรม
ส่งพลังให้ “อุลตร้าอุตตม” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

หุ้นลูกมังกรขึ้น

“จะไปกั๊กบอกฮักลุงตู่”

อารมณ์ข้อความบนร่มบ่อสร้าง ที่ “FOU Friends of Uttama” กองเชียร์ของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ขนกันมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้กำลังใจ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และทีมงาน ในระหว่างการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดเชียงราย

หมายความว่า “อย่าไปกั๊ก บอกรักลุงตู่ตรงๆกันไปเลย”

ในจังหวะที่เริ่มไม่กั๊กกันแล้ว ตามแนวโน้มสถานการณ์ก็แบบที่ “กลุ่มเพื่อนอุตตม” ระบุกันชัดๆเปิดตัวกันโต้งๆมายกป้ายเชียร์ประกอบฉากการเดินสายลงพื้นที่ของทีมรัฐบาล

ประดับบารมีว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

จัดคิวเลี้ยงเรตติ้ง แทรกมุกหาเสียงนำร่องกันตามเงื่อนไขสถานการณ์

ตามลีลาของ “นายกฯลุงตู่” ที่ออกอาการเขินๆ เกร็งๆกับกองเชียร์การเมือง กลัวโดนพวกหมั่นไส้ด่า แต่สุดท้ายก็เนียนไปกับฉากตามท้องเรื่อง ทั้งกระโดดขึ้นโล้ชิงช้า

เผ่าอาข่า จับไมค์ปราศรัยกับชาวบ้าน

ครึ้มกับหมอดูทำนายทายทักลายมือจะได้นั่งนายกฯต่ออีกยาว

วางคิวยาวข้ามช็อต ตกปากรับคำแฟนคลับ “เอฟซีลุงตู่” จากเชียงใหม่ ยืนยันจะยกทีมเดินสายไปประชุม ครม.สัญจรถิ่นของคนตระกูลชินฯแน่นอน

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะแผ่นดินนี้คือแผ่นดินของทุกคน

โดยลีลาลูกล่อลูกชน จังหวะเล่นแต้มเล่นกระแส แทบไม่เหลือภาพเข้มๆมาดดุๆของ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. ตรงกันข้ามกับภาพ “นายกฯลุงตู่” ว่าที่แคนดิเดตนายกฯบัญชีพรรคพลังประชารัฐ

ค่อยๆเด่นชัดขึ้นตามลำดับ

ภายใต้แนวโน้มสถานการณ์ที่แชมป์เก่าอย่างค่ายเพื่อไทยยังตั้งลำไม่ติด แม้จะโชว์ภาพความอลังการในเวทีประชุมใหญ่ โหวตเลือกผู้นำทัพใหม่ แกนนำขาใหญ่มากันพึ่บพั่บพร้อมหน้าพร้อมตา

แต่นั่นก็แค่ภาพฉาบหน้าที่กลบรอยร้าวชั่วขณะ

สถานการณ์แบบที่มาถึงตรงนี้ อ่านกันตามหน้าไพ่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ก็ยังจองโต๊ะจีนฉลองไม่ได้ ยังอยู่ในข่ายเสี่ยง “อกหัก” ซ้ำอีก

ตามจังหวะสับขาหลอก ซิกสัญญาณ “นายใหญ่” ที่เปลี่ยนไปรายวัน

อย่างที่เห็นๆกัน คล้อยหลังคิวประชุมใหญ่เลือกผู้นำพรรคเพื่อไทยไปไม่กี่อึดใจ ก็มีคิวแทรกให้เตรียมอพยพลูกข่าย เฟ้นอดีต ส.ส.เกรดเอ ไปปักหลักที่พรรคเพื่อธรรม อาณาจักรของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่เมืองเหนือ น้องสาว “ทักษิณ” ที่แยกตัวชิ่งใบสั่งนายหญิงบ้านจันทร์ส่องหล้า

นั่นหมายถึง “เจ๊หน่อย” ไม่ได้อยู่ในแผนบี

ตามรูปเกมมาถึงตรงนี้ มันก็ไม่แปลกที่จะกระตุกอาการคนในทีมด้วยกันเอง ระแวงเกมโหด “นายใหญ่” ยั่วให้ยุบพรรคเพื่อไทย เรียกคะแนนสงสาร แฝงเหลี่ยมเคลียร์ป้อมค่ายให้กระชับทุนเลือกตั้ง

เรื่องของเรื่อง โดยจังหวะสถานการณ์มาถึงตรงนี้ หุ้นที่น่าเก็งกำไรมากสุด

อนาคตสดใส ถือไว้ยังไงก็ไม่ขาดทุน

น่าจะอยู่ที่พรรคชาติไทยพัฒนา ที่มอบธงให้ “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา พี่สาวคนโต นั่งแท่นหัวหน้าพรรคคุมขุนศึกรุ่นใหญ่ สลับจากที่ “เสี่ยท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา น้องชายคนเล็ก จะนำทัพคนรุ่นใหม่ลงสนาม

ตามจังหวะไม่เสี่ยงก้าวกระโดด ในห้วงเกมอำนาจการเมือง “ปราบเซียน”

“เสี่ยท็อป” ยังมีเวลาแต่งตัว เอาให้ชัวร์ที่สุดก่อนรับงานใหญ่ในเกมยาวๆ

แต่ที่เห็นได้ชัดคือภาพของ “พี่น้อง” ลูกมังกร “บรรหาร ศิลปอาชา” ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่

และต้องไม่ลืมกันไปว่าหัวคะแนนใหญ่ของพรรคชาติไทยพัฒนา ก็คือ “คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา” ตำนานสาวสวนแตงเมืองสุพรรณฯผู้อยู่เบื้องหลังคนชื่อ “บรรหาร”

เอาเป็นว่า วันนี้แม่ลูกแท็กทีมกันเดินหน้าสานตำนานมรดกการเมืองของ “มังกรสุพรรณฯ”

ค่ายชาติไทยพัฒนารีแบรนดิ้ง อัปเกรดพลังขับเคลื่อนแบบเน้นความชัวร์ ล็อกฐานที่มั่นสุพรรณบุรีไว้แน่น ทั้ง “ประภัตร โพธสุธน-จองชัย เที่ยงธรรม” บวกเมืองหน้าด่านอ่างทองของ “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

เสริมทัพด้วยทีมบ้านใหญ่นครปฐมของตระกูล “สะสมทรัพย์” ผนวกกับฐานแน่นๆ มหาชัย สมุทรสาคร ของ “เฮียม้อ” นายมณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ ที่ส่งลูกชายร่วมคุมโซนภาคกลาง

ตัวเลขชัวร์ๆใส่แต้มล่วงหน้าได้ ชาติไทยพัฒนาไม่หนี 30 ที่นั่ง

ที่สำคัญ เบื้องหลังดีลกับใครไว้ รับปากกันยังไงก็อย่างนั้น ไม่มีป่วนหักดิบหลังเลือกตั้ง

เพราะลูกยึดพ่อ ยี่ห้อ “บรรหาร” ถือ “สัจจะ กตัญญู”.

ทีมข่าวการเมือง

สุเทพไม่เกี่ยวคสช.

“สุเทพ”ไม่เกี่ยว คสช.
ถาม...ไม่เห็นหนุนเรา เลย?

“บิ๊กป้อม” ชี้ “สุเทพ” ลงพื้นที่ กทม.ถูกต้าน ไม่สะท้อน คะแนนนิยม คสช. ถาม”สุเทพ” เกี่ยวอะไร กับคสช.ล่ะ ยัน “สุเทพ”ไม่เกี่ยว คสช. ท้วง ไม่เห็นหนุน”เรา”เลย  ชี้ ทำไงได้. เป็นสิทธิเสรีภาพของคนเขา เขา จะชอบหรือไม่ชอบ /ชี้ทุกพรรค เร่งลงพื้นที่หาสมาชิกเพิ่ม/ยันคุยปลดล็อคแน่ รอนายกฯว่าง

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึง การเดินสายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในกทม.ว่า เป็น การลงพื้นที่เพื่อหาสมาชิกพรรคเพิ่ม ทุกพรรคก็ต้องรีบหาสมาชิกพรรค เดี๋ยวไม่ทันprimary vote ก็จำเป็นต้องลงทุกพรรค

ส่วนที่มีคนไปต่อต้าน ไปป่วน นายสุเทพนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็จะทำยังไงได้ เป็นสิทธิเสรีภาพของคนเขา เขา จะชอบหรือไม่ชอบ ชอบก็ไม่ว่า 

ส่วนจะทำให้สถานการณ์กลับมา เหมือนเดินหรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า  ไม่หรอก คนไม่ชอบเขา ก็ว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่การไปทำแบบนี้ เขาไปหาสมาชิกพรรคแค่นั้น ก็ไม่เห็นมีคนเยอะเท่าไหร่

เมื่อถามว่า. แม้ในพื้นที่ที่เคยสนับสนุน กปปส.แต่กลับไม่ได้การต้อนรับ สะเทือนคสช. หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า. สุเทพ  ไม่ได้เกี่ยวคสช. จะไปเกี่ยวอะไร. คสช. เกี่ยวกับสุเทพ เรื่องอะไร ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวสุเทพ. สุเทพก็ทำงานของตัวเองไป

ส่วนการที่นายสุเทพ สนับสนุนรัฐบาลคสช. นั้น พลเอกประวิตร  กล่าวว่า ผมก็ไม่รู้สิ ไม่เห็นหนุนเรา เลย

เมื่อ ถามว่าจะต้องมีการเรียกพรรคการเมืองต่างๆในการลงพื้นที่มาคุย หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า. ก็ให้ตำรวจและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดูเจ้าหน้าที่ดู ถ้าทำผิดก็ว่าไป  ดูอำนาจหน้าที่อยู่ที่กกต. ไม่ใช่คสช. ไม่ใช่ป่วนจนกระทั่งเกิดเหตุวุ่นวาย เกิดขึ้นมันไม่ใช่. มันเป็นการหาสมาชิกพรรค  ก็ให้ตำรวจดู  มัน เป็นเรื่องของบุคคล

ส่วนการปลดล็อคนั้น ก็ต้องปลดอยู่แล้วจะถามอีกทำไม นายกฯก็บอกแล้วเดี๋ยวดูว่านายฯ ว่างเมื่อไหร่. จะสิ้นเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคม ไม่มีอะไรหรอก

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พบกล่องดำ ฮ. “เจ้าสัววิชัย” แล้ว ลือโดรน ตร. ทำ ฮ. ตก

พบกล่องดำ ฮ. “เจ้าสัววิชัย” แล้ว ลือโดรน ตร. ทำ ฮ. ตก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุการตกของเฮลิคอปเตอร์ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ และเจ้าของสโมสรเลสเตอร์ซีตี้ ซึ่งตกบนลานจอดรถข้างสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม ในเมืองเลสเตอร์ ทำให้นายวิชัยกับคนอื่น ๆ อีก 4 คนเสียชีวิต เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยสำนักงานตำรวจมณฑลเลสเตอร์เชียร์ ในอังกฤษ ทวีตข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ ยืนยัน เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวไม่ได้ตกเพราะชนเข้ากับโดรนของตำรวจขณะที่กำลังบินพานายวิชัยออกจากสนาม
ขณะที่แผนกสืบสวนอุบัติเหตุทางอากาศ (AAIB) ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถค้นพบอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบิน หรือที่เรียกกันว่ากล่องดำ ของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้แล้ว มีทั้งข้อมูลเสียง และข้อมูลดิจิทัล โดยจะเร่งตรวจสอบสาเหตุของเฮลิคอปเตอร์ตกอย่างเร่งด่วน แม้จะอยู่ในสภาพเสียหายจากเพลิงที่ลุกไหม้อย่างรุนแรงก็ตาม เอเอไอบีระบุด้วยว่า ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่อย่างใกล้ชิด คาดว่าจะดำเนินการสืบสวนที่เกิดเหตุจนถึงสุดสัปดาห์
จากนั้นจะเคลื่อนย้ายซากเฮลิคอปเตอร์ไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่สำนักงานใหญ่ตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง ระหว่างนั้นหากพยานผู้เห็นเหตุการณ์ รวมถึงผู้ที่ถ่ายภาพหรือคลิปเหตุการณ์ขณะเกิดอุบัติเหตุเอาไว้ได้ ขอให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเขตเลสเตอร์เชียร์เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย
Cr:สปริงนิวส์

ลำดับเหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์ 'เจ้าสัววิชัย' ตกหน้าเลสเตอร์ซิตี้

ลำดับเหตุการณ์ "เจ้าสัววิชัย" ประธานคิง เพาเวอร์ และสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ซิตี้ ประสบอุบัติเหตุ ฮ.ตก หน้าสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม เสียชีวิต...
วันอาทิตย์ที่ 28 ต.ค.61
- เลสเตอร์ ซิตี้ นิวส์ รายงาน เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของเจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ตกหน้าสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของคืนวันเสาร์ที่ 27 ต.ค.61 ตามเวลาท้องถิ่น หลังจบเกมที่เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1
- ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามทุบกระจกเพื่อเข้าช่วยเหลือ แต่เจอเสียงระเบิดจนต้องถอยออกมา
โคลด ปูแอล ผู้จัดการทีม "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ ยืนยันความปลอดภัยของตนเอง หลังมีข่าวว่าเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าสัววิชัย
- สกายนิวส์ สื่อดังเกาะอังกฤษ เผยภาพมุมสูงของซากเฮลิคอปเตอร์เจ้าสัววิชัย สภาพไหม้เกรียม สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ที่พบเห็นอย่างมาก
- ตำรวจเลสเตอร์เชียร์ ออกแถลงการณ์ร้องขอให้ทุกคนอดทนรอฟังข่าวเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของเจ้าสัววิชัย อย่าเพิ่งคาดเดาไปเอง
-  นักเตะเยาวชนทุนรุ่นเยาว์ 16 คนชาวไทย ภายใต้โครงการ "Fox Hunt ตามล่าจิ้งจอก สายพันธุ์สยาม" รุ่นที่ 1 เดินทางมาที่สนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม พร้อมกับช่อดอกไม้ เพื่อส่งกำลังใจเจ้าสัววิชัย
บีบีซี สำนักข่าวใหญ่ในอังกฤษ รายงานความคืบหน้า เจ้าสัววิชัย ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ด้วย และยังไม่ทราบจำนวนผู้โดยสารที่ขึ้นไปกับเฮลิคอปเตอร์ลำนี้
- มิร์เรอร์ สื่อดังของอังกฤษ รายงานข่าวว่า แคสเปอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูทีมเลสเตอร์ ซิตี้ หนึ่งในผู้เห็นเฮลิคอปเตอร์ตกครั้งนี้ หลั่งน้ำตา หลังเห็นสภาพเฮลิคอปเตอร์
สกาย นิวส์ สื่อดังเกาะอังกฤษตีข่าวว่า อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา รองประธานของเลสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ลำที่ตกหน้าสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม
ภรรยาซิโก้ โพสต์ให้กำลังใจครอบครัวเสี่ยวิชัย หลังมีข่าวเฮลิคอปเตอร์ตก
- สื่อไทย รายงานข่าว เฮลิคอปเตอร์ของเจ้าสัววิชัย ตกหน้าสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม พร้อมกับรายงานความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่มีการยืนยันรายชื่อของผู้เสียชีวิต
- สื่อนอกเร่ิมรายงานว่า เจ้าสัววิชัย และลูกสาว เสียชีวิตในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ แต่ยังไม่มียืนยันข้อมูล
- สโมสรดังในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างออกมาโพสต์ให้กำลังใจกับเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ตกจนไฟลุกท่วม
- เวลาประมาณ 20.40 น. ครอบครัวศรีวัฒนประภา ยืนยันว่า น.ส.วรมาศ ศรีวัฒนประภา ลูกสาวคนโตของเจ้าสัววิชัย ไม่ได้เดินทางไปประเทศอังกฤษ และไม่ได้อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำที่ตก
- เวลาประมาณ 21.50 น. มีรายงานว่า นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ภรรยาเจ้าสัววิชัย และครอบครัว อยู่ระหว่างเดินทางด่วนไปประเทศอังกฤษ
- เวลาประมาณ 22.00 น. ตำรวจเลสเตอร์แถลงเหตุเฮลิคอปเตอร์เจ้าสัววิชัย มีผู้เสียชีวิต 5 ราย
- แฟนเลสเตอร์ ซิตี้ หน้าสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม ก้มกราบพระพุทธรูป ส่งแรงใจให้กับ "เจ้าสัววิชัย"
วันจันทร์ที่ 29 ต.ค.61
- เวลาประมาณ 05.00 น.  สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
-  เวส มอร์แกน กองหลังกัปตันทีมเลสเตอร์ ซิตี้ โพสต์อาลัยการจากไปของเจ้าสัววิชัย
- เวลาประมาณ 09.54 น. คนไทยร่วมอาลัย จุ๋ม นุสรา - กอล์ฟ กวีพร 2 สตาฟฟ์ผู้ช่วย 'เจ้าสัววิชัย'
- เวลาประมาณ 10.43 น. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุเฮลิคอปเตอร์เจ้าสัววิชัย อยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน ยังไม่ยืนยันสาเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก.

เจ้าสัววิชัย


อุบัติเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และเกิดขึ้นได้กับทุกคน
ข่าวอุบัติเหตุเครื่องเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว “เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา” ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของอาณาจักรคิงเพาเวอร์อันโด่งดัง เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องหลังจากลอยตัวจากสนามฟุตบอลเลสเตอร์เพียงไม่กี่นาที
ก่อนตกลงกลางลานจอดรถ และเกิดระเบิดไฟลุกท่วมอย่างรวดเร็ว
ทำให้นักบินและผู้โดยสารบนเฮลิคอปเตอร์เสียชีวิตทั้งลำ
หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้าย แรงคือ “เจ้าสัววิชัย” ซึ่งกำลังเดินทางกลับบ้านพักที่กรุงลอนดอน หลังจบเกมทีมเลสเตอร์ซิตี้เปิดบ้านเสมอทีมเวสต์แฮมยูไนเต็ด เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าการจากไปอย่างกะทันหันของ “เจ้าสัววิชัย” ซึ่งเป็นขวัญใจกองเชียร์ทีมจิ้งจอกสยาม และเป็นที่รักของชาวเมืองเลสเตอร์ทุกคน
ถือเป็นการสูญเสียคนไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอย่างกว้างขวางในระดับอินเตอร์
คนทั่วโลกรู้จักยกย่อง “เจ้าสัววิชัย” จากความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สามารถปลุกปั้นสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ทีมฟุตบอลเล็กๆให้ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างน่ามหัศจรรย์
ไม่รู้อีกนานแค่ไหนจะมีใครสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์อย่างที่ “เจ้าสัววิชัย” ได้สร้างตำนานให้วงการฟุตบอลอังกฤษ ที่มีแฟนลูกหนังทั่วโลกติดตามเชียร์ มากมายหลายร้อยล้านคน
เจ้าสัววิชัย เป็นผู้มีวิสัยทัศน์เฉียบคม เป็นคนทุ่มเททำงานหนักจนประสบความสำเร็จ ทั้งด้านธุรกิจส่วนตัว และวงการกีฬาระดับอินเตอร์
“แม่ลูกจันทร์” เคยไปชมเกมพรีเมียร์ลีกที่สนามเลสเตอร์ซิตี้กับ “พี่ระวิ โหลทอง” บอสใหญ่ค่ายสยามกีฬา ยังอดทึ่งไม่ได้ที่แฟนทีมเลสเตอร์ทั้งสนามปรบมือเชียร์เจ้าสัววิชัยกันเกรียวกราว
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่คนไทยซึ่งเป็นชาวต่างชาติจะเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลในอังกฤษ และประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่อย่าง “เจ้าสัววิชัย”
เพราะเจ้าของทีมฟุตบอลอังกฤษ ต้องมีคุณสมบัติพิเศษ 3 ประการ
1,ต้องได้รับการเคารพนับถือจากนักฟุตบอลอาชีพทั้งทีม และสตาฟฟ์ของสโมสรทุกคน
2,ต้องเฉียบแหลมในการลงทุนเพื่อให้สโมสรมีกำไร
3,ต้องได้รับการสนับสนุนจากกองเชียร์สโมสรนับหมื่นนับแสนคน
แต่เจ้าสัววิชัยสอบผ่านทุกเงื่อนไขในเวลาปีเดียว
ได้หัวใจนักเตะทั้งทีม ได้หัวใจกองเชียร์ทุกคน
และยังได้หัวใจชาวเลสเตอร์ซิตี้ทั้งเมือง
เจ้าสัววิชัย สามารถเปลี่ยนชื่อ “สนามเลสเตอร์ซิตี้ฟุตบอลคลับ” เป็น “สนามคิงเพาเวอร์” เพื่อเทิดทูนพระเกียรติยศสูงสุดสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย
เปลี่ยนสมญา “ทีมจิ้งจอกสีน้ำเงิน” ให้เป็น “ทีมจิ้งจอกสยาม” เพื่อแสดงสัญลักษณ์ประเทศไทย
เขาใช้อัธยาศัยไมตรีแบบไทยๆ สร้าง ความสัมพันธ์กับกองเชียร์ด้วยการแจกอาหารเครื่องดื่มฟรีให้แฟนฟุตบอลในทุกโอกาสสำคัญ
เขาใช้ป้ายไฟโฆษณารอบสนามฟุตบอล ประชาสัมพันธ์ประเทศไทย และเชิญชวนให้มาเที่ยวเมืองไทยในทุกแมตช์แข่งขันที่มีการถ่ายทอดผ่านดาวเทียม
ประเทศไทยได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ
“แม่ลูกจันทร์” สลดใจและเสียดายยิ่งที่ เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา ต้องจากไปเร็วเกินควร
อุบัติเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา...
แต่เฮลิคอปเตอร์อันตรายที่สุดเลย.
“แม่ลูกจันทร์”

ประเทศกูมีเลือกตั้ง?

ไร้ปาฏิหาริย์ confirm ข่าวช็อกโลกอย่างเป็นทางการ
สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวประสบอุบัติเหตุตกที่ลานจอดรถใกล้สนามคิง เพาเวอร์ หลังเกมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อคืนวันที่ 27 ต.ค.ตามเวลาท้องถิ่น
นับเป็นการสูญเสียคนไทยที่กลายเป็นคนดังระดับโลก
นำความเศร้าโศกให้วงการกีฬาฟุตบอลที่นายวิชัยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างปาฏิหาริย์นำทีม “จิ้งจอกสยาม” จากม้านอกสายตา ขึ้นแท่นแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบที่ไม่มีใครคาดคิด
ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลอังกฤษ
และนั่นยังหมายรวมถึงวงการธุรกิจและการเมืองของไทย ตามสถานะของนายวิชัย หัวหอกของกลุ่ม “คิง เพาเวอร์” คือ “ทุนใหญ่” ระดับท็อปเทนของประเทศ ณ ปัจจุบัน
โดยแรงสั่นสะเทือนการเมืองในระดับ 7 แมกนิจูด
ตามสายสัมพันธ์ของบอสใหญ่กลุ่ม “คิง เพาเวอร์” ที่ต่อสายตรงกับบิ๊กท็อปบูต
คอนเนกชันระดับแนบแน่นกับนายเนวิน ชิดชอบ และ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำใหญ่ค่ายภูมิใจไทย และยังโยงใยไปถึงนักการเมืองน้อยใหญ่อีกหลายป้อมค่าย
สไตล์สปอร์ต ใจใหญ่ มือถึง พึ่งได้ หัวจ่ายแรงสูง
การจากไปอย่างกะทันหันของ “เจ้าสัววิชัย” ในห้วงสถานการณ์เข้าสู่ฤดูเลือกตั้ง
ปฏิเสธไม่ได้ ยังไงก็ต้องมีคนได้รับแรงสั่นสะเทือนแน่
และในจังหวะสถานการณ์ที่โดนข่าวช็อกโลกของเจ้าสัวคิง เพาเวอร์เบียดตกกรอบเป็นข่าวเล็กไปเลย กับฉากการประชุมใหญ่ของแชมป์เก่าพรรคเพื่อไทย
ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ให้ตื่นตาตื่นใจอย่างที่ปั่นเกมการตลาด
ปล่อยชื่อนั้น แพลมชื่อนี้ เล่นข่าวตีกินกระแสมาหลายสัปดาห์ แต่ไปๆมาๆก็ต้องพึ่งบริการคนหน้าเดิมอย่าง
พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ยกระดับจากรักษาการหัวหน้าพรรค ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคอย่าง “เต็มก้น” เช่นเดียวกับ “เสี่ยอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ขยับขึ้นแท่นเลขาธิการพรรคแบบเต็มตัว
ขณะที่คนประกาศ “ไม่กลัวยุบพรรค” อย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ถือตั๋ว “นอมินีภาค 3” หลบฉากไปนั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้ง
ไม่เสี่ยงโดนจับฟาวล์ ต้องพักยาวอยู่ข้างสนาม
ตามอาการกล้าๆกลัวๆ ทั้งคิวของ “จอมพลังแกร่งสุดในปฐพี” อย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่โผล่มาร่วมเฟรม โชว์ตัวพอเป็นพิธี แต่เอาเข้าจริงก็บอกปัดไม่รับตำแหน่ง
เหมือนยังแหยงๆช็อต “หมดแรง” ตอนโดนปิดประตูหอประชุมกองทัพบกยึดอำนาจ
แม้แต่คนประกาศพร้อมตามรอยพ่อกับอา ข่าวว่า “เสี่ยโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ก็ส่งซิกผ่านคนสนิท “หงุดหงิด” คนในปล่อยข่าวเอาชื่อไปขายพ่วงค่ายนั้นค่ายนี้ของ “นายใหญ่” โดยไม่ถามเจ้าตัวซักคำ
ตอกย้ำ “แพแตก” ที่แฝงมากับยุทธการแตกพรรค
แนวรบยี่ห้อ “ทักษิณ” ยังกระจัดกระจาย ไม่เป็นรูปขบวน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเสียงบ่น “น้ำเลี้ยง” ไม่ออก หัวจ่ายไม่ทำงาน มุกยืมเงินเพื่อนแทงไฮโลใช้ไม่ได้
“ตัวจ่ายไม่มี” ต้องตีกินกระแส “บุญเก่า” อย่างเดียว
จอมเขี้ยวระดับ “ทักษิณ” ตั้งหลักไม่ติด มองไปยังไม่มีป้อมค่ายไหนที่ลงตัว
ในสถานการณ์มั่วๆยังเป็นคิวแทรกของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำขาใหญ่ม็อบ กปปส.ในฐานะผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย งัดมุกเดินสาย “คารวะแผ่นดิน”
ยั่วคนเสื้อแดง กองเชียร์ “ทักษิณ” ตะโกนด่า
และนั่นก็ห้ามไม่ได้เหมือนกัน ถ้า “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานเสื้อแดง นปช. ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อชาติ จะล้อตามเกมใช้มุกเดินสายพบปะมวลชน
ซึ่งก็หนีไม่พ้นเกะกะบาทาคน กปปส.และกองหนุนม็อบพันธมิตรฯ
ฉากการเมืองร้อนๆผสมโรงปรากฏการณ์เพี้ยนๆ “ประเทศกูมี”แค่เพลงแร็ปเพลงเดียว ป่วนไปทั้งประเทศ ประจานความแตกแยกคนแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย หัวเชื้อวิกฤติขัดแย้งยังไม่จางหาย ไปไหน
ท่ามกลางเสียงผู้คนชักหวั่นไหว “ประเทศกูจะไม่มีเลือกตั้ง”.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

หมอดูพะเยาบอกลุงตูอยู่ยาว

โอ้โห!! “พ่อหมอ” พะเยา ดูลายมือ “บิ๊กตู่”ชี้ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกยาวนาน” พร้อม ปลุกเสกสาลิกาลิ้นทอง สีแดง  ให้ 

“พ่อหมอแก้วมูล บัวเงิน”วัย 78 ปี หมอดูชื่อดังของชาวภูคำยาว และจังหวัดพะเยา ได้ผูกสายสิญจน์ ปลุกเสกสาลิกาลิ้นทอง สีแดง และสายสิญจน์สีเหลือง เพื่อป้องกันศัตรูและภัยอันตราย ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ 

พร้อมดูลายมือ ให้ด้วย ว่า "เป็นคนดวงแข็ง ดูแล้วงานทุกอย่างที่ทำจะประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีจิตใจที่หนักแน่น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับทุกคน 

ดังนั้นงานที่ทำทั้งหมดจะเป็นผลสำเร็จ แต่มีข้อเสียที่เป็นคนโกรธง่ายหน่อยและใจร้อน" 

พล.อ.ประยุทธ์ ยิ้มชอบใจ พร้อมบอกว่า "พอแล้วไม่ต้องดูต่อ แค่รู้ว่าประสบความสำเร็จก็พอ"

ก่อนจะยกมือไหว้ และเข้าไปสวมกอดพ่อหมอแก้วมูล ก่อนจะขอให้พ่อหมอได้ดูดวงให้กับรัฐมนตรีคนอื่นๆด้วย

“พ่อหมอแก้วมูล” บอกนักข่าวว่า  “เท่าที่ดูลายมือมีเส้นลายมือ ที่ชัดเจน เป็นคนดวงแข็ง

และจากการทำนายลายเส้นคิดว่าการงานที่พล.อ.ประยุทธ์ทำอยู่จะประสบความสำเร็จทุกอย่างที่ตั้งใจทำ 
และเชื่อว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกยาวนาน”

ลุงตู่ฟังแล้วประเทศกูมี

เผด็จการมากขนาดนั้น เชียวหรือ?

“บิ๊กตู่” ฟังแล้ว เพลงRAP ”ประเทศกูมี” บอก “เพลงอะไรก็ไม่รู้  ไม่สนใจ”....ถาม “เผด็จการมากขนาดนั้น เชียวหรือ”? 

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวกับ ชาว พะเยา อย่าให้ใครเขามาพูดว่าหรือบิดเบือน ถ้าเราไม่ช่วยกันก็เลิก ประเทศไทยเลิกดีกว่า

“อย่าไปสนใจเรื่องอะไรที่ไม่สำคัญ เรื่องในเว็บไซต์หรือในโซเชียลมีเดีย เพลงอะไรก็ไม่รู้ อย่าไปสนใจ และผม ก็ไม่สนใจ สนใจมันทำไม ถ้าสนใจก็ยิ่งไปกันใหญ่”

"คิดแล้วกันว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ใช้วิจารณญาณว่าอย่างไร ฟังแล้วว่าอย่างไร ฟังแล้วมันใช่ หรือไม่ใช่ มันลำบากขนาดนั้นเชียวหรือ เผด็จการมากขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าเผด็จการ ผมไม่ต้องมาแบบนี้หรอก พูดจนเมื่อยอยู่แล้วใช่ไหม 

ถ้าเผด็จการนั่งสั่งอย่างเดียว หาผลประโยชน์เท่านั้น แต่ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น และนี่ผมคิดว่าผมทำมากกว่าด้วยซ้ำไป เราทุกคนอย่าให้ใครเขามาบิดเบือน 

ฉะนั้นหากเราปล่อยให้มีเรื่องอย่างนี้ และนิยมชมชอบว่าเป็นสิทธิเสรีภาพไร้ขีดจำกัด วันหน้ามันจะเดือดร้อนกับท่าน ครอบครัวของท่าน ลูกหลานท่านจะว่าอย่างไร ถ้าสังคมเป็นแบบนี้ ผมว่าเราอยู่กันไม่ได้หรอก อย่าเป็นเครื่องไม้เครื่องมือคนอื่น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ข่าวลือปรับครม.4รมต.

แค่ข่าวลือ…. “นายกฯ”ยังไม่ปรับ ครม. รองรับ 4 รมต.พลังประชารัฐ ลาออก พย.นี้ หลังมี ข่าวสะพัด โผครม.ลงตัว “บิ๊กแป๊ะ” ผบ.ตร. นั่ง รมว.พม.-บิ๊กน้อย รมว.ศึกษาฯ-บิ๊กฉัตร” ควบแรงงาน…

ยัน แค่ข่าวลือ

น.3คอลัมน์ : สัญญะ การเมือง บทเพลง‘ประเทศกูมี’ แนวโน้ม เลือกตั้ง

น.3คอลัมน์ : สัญญะ การเมือง บทเพลง‘ประเทศกูมี’ แนวโน้ม เลือกตั้ง



เมื่อยอดวิว “ประเทศกูมี” ผ่านหลัก 10,000,000 บทบาทและความหมายของ “บทเพลง” จะยิ่งมากด้วยความละเอียดอ่อน
เพราะว่ามันได้กลายเป็น “สมบัติ” ของ “สังคม” ไปแล้ว
ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือ จำนวน 10,000,000 วิว มิได้ให้ความหมายในทาง “ชมชอบ” อย่างเดียว ตรงกันข้าม ได้ให้ความหมายในทาง “ชิงชัง” รวมอยู่ด้วย
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เพลง “ประเทศกูมี” มิได้เป็นของ RAD อย่างชนิดเต็มร้อย
มองในเชิง “ลิขสิทธิ์” ชื่อเสียงและผลประโยชน์อาจยังเป็นของ RAD อยู่ไม่ว่าที่สำแดงผ่าน iTube ไม่ว่าที่ผ่าน iTune
แต่ในทาง “เนื้อหา” ไม่ใช่แล้ว
ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งอันเป็นผลสะเทือนจาก “ประเทศกูมี” ก็คือ จะเกิดการแบ่งฝ่ายระหว่างที่ชมชอบกับที่ชิงชัง
ตรงนี้แหละคือ ความเป็นจริงของสังคมไทย
เด่นชัดว่าเป้าหมายของ RAD คือ ต้องการให้เกิดการปรองดอง สมานฉันท์ ในทางความคิด แม้จะมีความเห็นต่างแต่ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้
ภายใน 10 คนที่มาร้องด้วยกัน คือ 10 ความเห็น
เป็นการประมวลมาจากแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นกรณี “เสือดำ” ไม่ว่าจะเป็นกรณี “หมู่บ้าน” บนอุทยานแห่งชาติ
ไม่ว่าจะเป็น “การตาย” ในแต่ละ “การชุมนุม”
หากฟังจากรากฐานที่มาของการนำแต่ละกรณีมาสะท้อนก็จะประจักษ์ว่า พวกเขาผ่านกระบวนการค้นหามาแล้ว
แล้วนำมา “ประมวล” และจัด “ระบบ”

ใครที่เคยมองและประเมินว่า เป็นเรื่องของ “เด็ก-เด็ก” เมื่อศึกษาเนื้อหาของแต่ละท่อน แต่ละ BAR ก็ควรจะเปลี่ยนมุมมองและการประเมินได้แล้ว
นี่เป็นงานของคนที่มี “วุฒิภาวะ” อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะ “อายุ” เท่าใดก็ตาม
แม้ว่าความต้องการสูงสุดของ RAD คือ การปรองดอง สมานฉันท์ ด้วยท่วงทำนองและจิตวิญญาณอันเป็น “ประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง
แต่ “ประเทศกูมี” ก็แบ่งคนออกเป็น 2 ฝ่าย
โดยพื้นฐานก็คือ 1 คนที่เห็นด้วย ชมชอบต่อบทเพลง ขณะเดียวกัน 1 คนที่ไม่เห็นด้วยหงุดหงิดและอาจถึงกับชิงชัง
ความน่าสนใจอยู่ที่ “รัฐบาล” อันถือว่าเป็น “คนกลาง”
ท่าทีอันมาจาก “โฆษก” ไม่ว่าจะจากทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าจะจากสำนักเลขาธิการ คสช. ไม่ว่าจะจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เห็นว่า “ผิดกฎหมาย” เป็นการทำร้าย “ประเทศ”
ขณะเดียวกัน ภายในยอดวิวที่อาจจะทานจากหลัก 10,000,000 กลายเป็นหลักหลายสิบล้านด้านหลักย่อมเป็นความชื่นชม
ยอดวิวนี่แหละคือ ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก
ถามว่าเหตุใดกลุ่มและพรรคการเมืองต่างๆ ต่างออกมาให้ความเห็นต่อ “ประเทศกูมี” ด้วยความคึกคักหนักแน่นมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์
ตอบได้เลยว่า เพราะว่าปฏิกิริยาและยอดวิวต่อ “ประเทศกูมี” จะกลายเป็นยอดหยั่งและวัดความรู้สึกของสังคมได้อย่างคมชัดเป็นอย่างสูง
“ประเทศกูมี” จึงเท่ากับ “สัญญาณ” ในทางการเมือง