PR
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
นพดล ปัทมะ:อย่าใช้ประเด็นสถาบันมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง
คำแถลงนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องเรียกร้องผู้ชุมนุมอย่าใช ้ประเด็นสถาบันมาเพื่อวัตถุประส งค์ทางการเมือง
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชุมนุมของม็อบนายสุเทพ ตอนแรกบอกว่าต่อต้านกฎหมายนิรโท ษกรรม แต่พอ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลประกาศไม่เดินหน้ ากฎหมายฉบับนี้ นายสุเทพและพวกก็เดินหน้าล้มรัฐ บาล โดยแอบแฝง ใช้คำว่าล้มระบอบทักษิณ ตนขอถามว่านายสุเทพจะชุมนุมไปจน กว่านายอภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกใ ช่หรือไม่ และขณะนี้ดูเหมือนจะใช้สงครามจิ ตวิทยามวลชนทุกรูปแบบ แม้กระทั้งความเท็จก็นำมาใช้โจม ตีฝ่ายตรงข้าม เพื่อวาดภาพให้ดูน่าเกลียดน่ากล ัว ใช้วาทกรรมอำพรางรูปแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ในอดีต เช่น ในอดีตมีคนไปตะโกนในโรงหนัง หรือวาทกรรมจำลองพาคนไปตาย และในขณะนี้ก็ใส่ร้ายด้วยความเท ็จว่านักการเมืองฝ่ายตรงข้ามพวก ตนไม่จงรักภักดี ไม่รักชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านายสุเทพแล ะพวกหมดประเด็นที่จะเล่นแล้ว ถึงขนาดยอมนำความเท็จมาใส่ร้ายป ้ายสีคนอื่น ตนรู้สึกสงสารประเทศไทย ที่มีคนพยายามแบ่งแยกคนไทย ตนเห็นว่าคนไทย ไม่ว่าจะนามสกุลอะไร ยากดีมีจน ก็ล้วนรักชาติ รักสถาบัน ไม่น้อยไปกว่านายสุเทพและพวก
“นักการเมืองจะแย่งชิงอำนาจกัน ก็ควรเป็นไปตามวิธีทางประชาธิปไ ตย ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่เมื่อประชาชนไม่เลือกแล้ว ก็จะมาจ้องล้มรัฐบาล สมมติว่านายสุเทพล้มรัฐบาลนี้สำ เร็จ ไม่คิดหรือว่าประชาชนที่ไม่พอใจ ก็จะมาล้มรัฐบาลของนายสุเทพบ้าง ดังนั้นเราควรยุติวงจรอุบาทว์ทา งการเมืองได้แล้ว ปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยได้ขับ เคลื่อน ดีกว่าที่จะใช้ระบบม็อบจัดตั้งม าล้มรัฐบาล เพราะเศรษฐกิจและประเทศเสียหาย และท้ายที่สุดคนไทยทุกคนก็จะเป็ นคนแพ้ ไม่มีคนชนะ”นายนพดล กล่าว
24 พฤศจิกายน 2556
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชุมนุมของม็อบนายสุเทพ ตอนแรกบอกว่าต่อต้านกฎหมายนิรโท
“นักการเมืองจะแย่งชิงอำนาจกัน ก็ควรเป็นไปตามวิธีทางประชาธิปไ
24 พฤศจิกายน 2556
‘สุเทพ’ลั่นเปลี่ยนแปลงประเทศ “ปกครองด้วยระบอบพระมหากษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง”
Sun, 2013-11-24 10:30
สุเทพ เทือกสุบรรณ ขึ้นกล่าวปราศรัยเวที คปท. แยกนางเลิ้ง ประกาศปณิธานขจัดระบอบทักษิณ เปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทย ให้เป็นประเทศไทยที่ปกครองด้วยระบอบพระมหากษัตริย์ ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 23 พ.ย.2556 สุเทพ เทือกสุบรรณ ขึ้นกล่าวปราศรัย เวทีเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ที่สี่แยกนางเลิ้ง ว่า “พี่น้องผู้รักชาติรักแผ่นดินที่เคารพทุกท่านครับ เกิดมาทั้งทีชีวิตหนึ่ง มีครั้งนี้ที่เราจะได้เสียสละทุ่มเทเพื่อประเทศไทยและอนาคตของลูกหลานไทยทุกคน ผมปลื้มใจและภาคภูมิใจเป็นที่สุดที่ได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้เพื่อประเทศไทยร่วมกับมวลมหาประชาชนและบรรดาแกนนำของทุนกลุ่มทุกองค์กรครับ”
สุเทพ กล่าวอีกว่า“ผมขอให้คำมั่นสัญญาแทนเพื่อนๆผู้เป็นคณะกรรมการแกนนำที่ราชดำเนินว่าพวกเราจะยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านจนกว่าชัยชนะจะเป็นของประชาชนครับ และขอกราบเรียนยืนยันกับพี่น้องทั้งหลายว่าการต่อสู้ของพวกเราครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เราผนึกหัวใจสู้เพื่อประชาชนคนไทยและแผ่นดินไทยครับพี่น้องครับ”
“ข้อที่ 1 เราต้องร่วมใจกันขจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซากพ้นแผ่นดินไทย และข้อที่ 2 เราจะหลอมหัวในด้วยกันเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทย ให้เป็นประเทศไทยที่ปกครองด้วยระบอบพระมหากษัตริย์ ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง นั่นคือปณิธานของเราของคนไทยทุกคนที่หลอมดวงใจต่อสู้ในคราวนี้” สุเทพ กล่าวทิ้งท้าย
โดยสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว กล่าวยืนยันด้วยว่า “ผมเชื่อเหลือเกินว่าบทปราศรัยของคุณสุเทพสั่นๆเมื่อตะกี้เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการได้ยินและได้ฟังมากที่สุด”
วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ผัดไทยข้างถนนLAทายาท“ชูชัย พระขรรค์ชัย“อดีตเทพเจ้าสังเวียน
ที่มา : http://www.siamtownus.com/New-1311000222-1.aspx#.Uo8WOO1xR44.facebook
ความเคลื่อนไหวในแวดวงอาหาร หรือที่เรียกทับศัพท์ว่า “Food Scene” ของเมืองลอส แอนเจลิส นั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้คนให้ความสนใจกันมาก เห็นได้จากการพูดหรือเขียนถึงของบรรดาสื่อแทบทุกประเภท ทั้งสื่อใหญ่-สื่อเล็ก เพื่อให้บรรดานักชิมทั้งหลายได้ทราบถึง “เทรนด์” ด้านอาหารการกินของผู้คนในเมือง ที่ถือว่า “ฮิป” ที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกาแห่งนี้
และหนึ่งในความเคลื่อนไหวของ “ฟู้ดซีน” แอลเอ ที่บรรดาสื่อต่างๆ ให้ความสนใจในช่วงประมาณหนึ่งหรือสองเดือนที่ผ่านมาก็คือ “ผัดไทยข้างถนน” ที่เปิดขายแบบ pop-up หน้าบาร์หรือสถานที่เที่ยวกลางคืนต่างๆ บอกว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะทำให้บรรดานักเที่ยว มีตัวเลือกมากกว่าฮอทดอกพันเบคอนจากรถเข็นคันเล็กๆ หรือรถทรัคส์ขายอาหารเม็กซิกันที่จอดขายอยู่ข้างทาง เหมือนที่ผ่านๆ มา
แถมร้านผัดไทยริมถนนที่แขวนป้ายชื่อว่า “ประนม” (Panom) นี้ ผู้ซื้อยังสามารถจ่ายเงินค่า “ผัดไทยไก่” (หรือเต้าหู้) กล่องละแปดดอลลาร์ได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิตอีกด้วย...
ฟาร์เลย์ อีเลียตต์ นักเขียนของแอลเอวีคลีย์ คือหนึ่งในบรรดาคอลัมนิสต์ด้านอาหาร ที่ไปคุยกับพ่อค้าผัดไทยคนนี้ ที่หน้า “4100 บาร์” (1087 Manzanita St. LA) เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยบอกว่าร้านขายผัดไทยริมถนนแห่งนี้ นอกเหนือจากวัตถุดิบในการทำอาหารแล้ว ก็มีเพียงโต๊ะแบบพับได้สองสามตัว พร้อมกับเตาแก๊สและกระทะสีดำเท่านั้นที่เป็นต้นทุน
เขาบอกด้วยว่า ร้านผัดไทยริมถนนร้านแรกของเมืองแอลเอ (หรืออาจจะเป็นร้านแรกของแคลิฟอร์เนีย หรือกระทั่งของอเมริกาก็เป็นได้) เป็นของ ดรีม เกษตรทัต นักแสดงตัวเล็กๆ คนหนึ่งในฮอลลีวูด ที่บอกว่า เขาว่ามี “ผัดไทย” อยู่ในสายเลือด...
“นี่คือสูตรของครอบครัวผม” เขาคุยกับนักเขียนแอลเอวีคลีย์ ขณะโยนถั่วงอกลงไปในกระทะทรงกลม ที่เส้นผัดไทย เนื้อไก่ และกุ้งแห้งกำลังร้อนฉู่ฉ่าอยู่...
กลายเป็นว่า หนุ่มไทยคนนี้เติบโตขึ้นมาในร้านอาหารไทยในเมืองลับบ็อค รัฐเท็กซัส ที่ปู่ย่า ไล่ลงมาถึงพ่อแม่เป็นเจ้าของ แต่ด้วยความที่อยากเป็นนักแสดง จึงดั้นด้นไปร่ำเรียนวิชาการละครที่เอ็นวายยู ก่อนจะพกความฝันเดินทางมาแอลเอเมื่อหลายปีก่อน โดยที่ผ่านมา เขาก็มีบทเล็กๆ ในหนังและซีรีย์หลายเรื่อง รวมถึงเป็นผู้ให้กำเนิดเทศกาลหนังสั้นที่เรียกว่า Tight Shortz Film, Music, and Art Festival ที่จัดขึ้นในย่านดาวน์ทาวน์แอลเอ เมื่อปี 2010 ด้วย
แต่ชีวิตของ ดรีม ถึงจุดเปลี่ยนตอนอายุ 30 หลังจากที่ต้องเผชิญปัญหาสารพัดเรียงหน้าเข้ามาหา
“มันเหมือนเพลงคันทรีเลย พออายุสามสิบ ผมตกงาน เลิกกับแฟน ทุกอย่างเลย ก็เลยเริ่มขายอาหารริมถนนตรงโน้นตรงนี้ เพราะอย่างน้อยผมก็ยังรู้วิธีทำอาหาร...ผัดไทยทำให้ผมมีหลังคาคุ้มหัวอยู่
ตอนนี้”
จากการเริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อน วันนี้ ร้าน “ประนม” ผัดไทยแบบ pop-up ข้างถนนกลายเป็นที่รู้จักของบรรดานักชิมในเมืองแอลเอพอสมควร รวมถึงกลายเป็น “พาร์ทเนอร์ชั่วคราว” กับธุรกิจอื่นๆ
ที่ยกร้านให้เขาใช้ในวันหยุดด้วย เช่นที่ร้านขนม บิสกิต คาเฟ่ ในย่านเวสท์ ฮอลลีวูด หรือที่ร้าน เดอะ ชาร์เลสตัน ในซานตามอนิก้า ของทูตอาหารไทย เจ็ต ติลา ก็เคย
แอลเอวีคลีย์ บอกว่ายังมีร้านอาหารหรูๆ อีกหลายแห่งที่อยากได้ร้านผัดไทย “ประนม” ไปโผล่แบบ “ป๊อป-อัพ” ในร้านของพวกเขา เช่น ร้านวิลเชอร์ ในซานตามอนิก้า และ แองเจิล ซิตี บรูวิ่ง ในอาร์ต
ดีสทริค ฯลฯ แต่ช่วงนี้ ดรีม เกษตรทัต ยังคงควงตะหลิวขายผัดไทยของเขาอยู่ริมถนน โดยเปลี่ยนจุดขายไปเรื่อยๆ เช่นวันจันทร์จะขายที่หน้าบาร์ ฮาร์วาร์ดแอนด์สโตน ถนนฮอลลีวูด, อังคารจะขายที่หน้าบาร์ 4100, วันพุธขายที่หน้าบาร์ Lubitsch ถนนซานตามอนิก้า ในเวสท์ฮอลลีวูด โดยบรรดา “นักชิมตามเทรนด์” สามารถติดตามผัดไทยป๊อปอัพของเขาได้จากทวิตเตอร์ pranompopup
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือเรื่องราว ผัดไทยริมถนน ของ ดรีม เกษตรทัต เท่าที่แอลเอวีคลีย์ บอกเอาไว้ แต่เมื่อเราลองค้นต่อไปถึงเรื่องราวของหนุ่มไทยคนนี้ ก็พบว่ายังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกเยอะ... โดย
เฉพาะกับคนไทยรุ่นใหญ่ ที่รู้จัก “ชูชัย พระขรรค์ชัย” อดีตนักมวยไทยรูปหล่อเจ้าของฉายา “เทพบุตรสังเวียน” ผู้คว่ำ สุข ปราสาทหินพิมาย ฉายา “ยักษ์ผีขโมด” เมื่อปี 2494 ที่เวทีราชดำเนิน และเป็นนักมวยไทยคนแรกที่ผันตัวเองมาเป็น “พระเอกหนังไทย” มีผลงานหลายเรื่อง เช่น พันท้ายนรสิงห์ (คู่กับ สุพรรณ บูรณพิมพ์), นเรศวรมหาราช เป็นต้น
ด้วยว่า ดรีม เกษตรทัต ผู้นี้คือ “หลานตา” แท้ๆ ของพระเอก “ชูชัย พระขรรค์ชัย” ที่ประวัติของเขาในวิกิพีเดีย มีถึงแค่เพียงปี 1982 อันเป็นปีที่เขาพาครอบครัวอพยพย้ายถิ่นมาอยู่ที่อเมริกาเท่านั้น...
การค้นหาข้อมูลของ ชูชัย พระขรรค์ชัย หรือชื่อจริงว่า ชูชัย ฤทธิลือชัย ทำให้ได้ข่าวที่น่าเสียดายว่า พระเอกรุ่นปู่คนนี้ ได้เสียชีวิตแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2004 ขณะมีอายุได้ 78 ปี
จากบทความอาลัย หรือ obituary ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองลับบ็อค รัฐเท็กซัส ที่เราค้นพบ ได้บรรยายเล่าถึงชีวประวัติของ ชูชัย พระขรรค์ชัย ต่อจากปี 1982 ได้ค่อนข้างละเอียด โดยบอกว่าเขาเคยเป็นนักมวยระดับแชมป์โลก (น่าจะหมายถึงแชมป์เกียรติยศของเวทีราชดำเนิน) เป็นดารานักบู๊ชื่อดังที่มีผลงานเจ็ดเรื่อง เป็นนักเขียนของ นสพ.สยามรัฐ เป็นประติมากร และว่าเขาและภรรยา “ประนม” เดินทางมาอเมริกาเพราะต้องการอยู่ใกล้ลูกๆ ทั้งห้าคน
ประวัติบอกต่อไปว่า ชูชัย ฤทธิลือชัย ได้เปิดร้านอาหารไทยแห่งแรกขึ้นในเมืองลับบ็อค ชื่อว่า “ชาวไทยคูซีน” ในปี 1983 ก่อนจะมีร้านอื่นๆ ตามมา เช่นร้าน ชูชัยไทยทูเดย์, ชูชัย ไทยคูซีน และ ไทยไทย ที่บรรดาลูกๆ หลานๆ ช่วยกันดูแล
บทความบอกด้วยว่า ชูชัย พระขรรค์ชัย ได้สูญเสียลูกสาวไปก่อนหน้านี้หนึ่งคน ชื่อ อดิศัย เกษตรทัต ซึ่งน่าจะเป็นแม่ของพ่อค้าผัดไทย ดรีม เกษตรทัต ผู้เป็นต้นเรื่องของบทความนี้
บทความที่เขียนตั้งแต่ปี 2004 บอกว่า ชูชัย พระขรรค์ชัย มีหลานหกคน เป็นหลานปู่สี่ และหลานตาอีกสอง คือ เดียร์ และดรีม เกษตรทัต
เรื่องราว “ผัดไทย ป๊อปอัพ” ของ ดรีม เกษตรทัต ยังถูกเขียนถึงโดยบล็อคเกอร์อีกหลายคน เช่น เคลลี่ เพจ เขียนไว้บนเว็บ tastingpage.com ในช่วงที่ ดรีม เกษตรทัต ไปทำร้านผัดไทย “ประนม ป๊อป-อัพ” ที่ร้านเบเกอรี่ บิสกิต คาเฟ่ เมื่อราวเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยบอกว่า ดรีม ได้รับอิทธิพลจากคุณตาของเขามาก ทั้งในแง่ของการเป็นนักมวยไทยและในแง่ของการเป็นนักแสดง โดยก่อนที่จะเดินทางไปเรียนการละครที่ เอ็นวายยู ตอนอายุ 21 ปีนั้น เขาได้ฝึกมวยไทยกับคุณตา จนถึงขั้นใช้การได้ ดังนั้นหลังจากที่เดินทางมาแอลเอ ในปี 2004 เขาได้ใช้วิชามวยไทยที่ติดตัวมายึดอาชีพ “เทรนเนอร์” ให้กับผู้สนใจเป็นอาชีพเสริมด้วย
บทความของ เคลลี่ เพจ ทำให้เราเห็น “จุดเริ่มต้น” ของร้านผัดไทยริมถนนแห่งแรกในเมืองแอลเอ ได้ชัดขึ้น โดยบอกว่าหลังจากถึงจุดเปลี่ยนตอนอายุ 30 ดังที่ แอลเอวีคลีย์ บอกไปแล้วนั้น คุณยายประนมของเขา เป็นคนสนับสนุนให้หลานชายทำผัดไทยขาย โดยส่งกะทะ และเครื่องครัวอื่นๆ มาให้เขาถึงแอลเอ ซึ่งนั่นคงเป็นที่มาของชื่อร้านผัดไทยของเขา...
โดยในชั้นแรกนั้น ดรีม เกษตรทัต ทำผัดไทยใส่กล่องไปขายเพื่อนตามสำนักงานต่างๆ ที่เคยติดต่อพูดคุยกันก่อน โดยยุคนั้น ผัดไทยของเขามีเพียงสองชนิด คือผัดไทยไก่ และผัดไทยเต้าหู้ จนเริ่มมีลูกค้าประจำ รวมถึงได้เป็น “ครัวอาหารไทย” ให้กับบาร์เล็กๆ ข้างอพาร์ทเมนท์ของเขา ที่ไม่สามารถปรุงผัดไทยเสิร์ฟลูกค้าในบาร์ของตัวเองได้ด้วย
ดรีม เกษตรทัต บอกกับ เคลลี่ เพจ ถึงสาเหตุของการทำร้านผัดไทยสไตล์ “ป๊อปอัพ” ว่าเป็นเพราะยังไม่พร้อมที่จะเปิดร้านอาหารของตัวเอง และไม่อยากทำงานอื่น ดังนั้นจึงลงตัวกันการขายผัดไทยข้างถนน และขายผัดไทยแบบ “ป๊อปอัพ” ที่นั่นที่นี่ แล้วแต่โอกาสจะอำนวย...
และนี่คือเรื่องราวของ ดรีม เกษตรทัต ผู้ริเริ่มขายผัดไทยริมถนนเป็นคนแรก (ในอเมริกา) และกำลังสร้าง “เทรนส์” อาหารไทยริมถนนให้แพร่หลายมากขึ้น...
จำชื่อหนุ่มไทยคนนี้เอาไว้ให้ดี... ไม่แน่ว่าอีกไม่นาน หลานตาของ “ชูชัย พระขรรค์ชัย” คนนี้ อาจจะกลายเป็น “เซเลบริตีเชฟ” เชื้อสายไทยในอเมริกาอีกคนก็ได้... ใครจะรู้...
////////////////////////
ชูชัย พระขรรค์ชัย อดีตนักมวยไทยชื่อดังและอดีตนักแสดงชาวไทยที่มีชื่อเสียงในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500 เจ้าของฉายา เทพบุตรสังเวียน จากการที่เป็นนักมวยที่มีหน้าตาดี ได้ชื่อว่าเป็นนักมวยที่หมัดหนักโดยเฉพาะ หมัดขวา
ประวัติ
ชูชัยเกิดวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2469 ที่จังหวัดเชียงใหม่ หัดมวยครั้งแรกกับครูปูน พระขรรค์ชัย ที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร ขึ้นชกครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ที่เวทีราชดำเนิน ด้วยความเป็นมวยคู่ชกประกอบรายการ สามารถประเดิมการชกครั้งแรกได้ด้วยการชนะน็อกในยกที่ 3 ด้วยหมัดขวา จากนั้นก็ได้ขึ้นชกอย่างสม่ำเสมอสั่งสมประสบการณ์และความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียง
เมื่อไม่มีคู่ชกแล้ว ชูชัยจึงแขวนนวมหันไปทำงานหนังสือพิมพ์สังกัดสยามรัฐ จากการชักชวนของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของและบรรณาธิการ
ชูชัยแขวนนวมเป็นระยะเวลา 2 ปี ก็กลับมาชกมวยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2488 จากการตามตัวของโปรโมเตอร์ เนื่องจากเสียงเรียกร้องของแฟนมวย จนโปรโมเตอร์ผู้จัดเสนอเงินค่าตัวให้เป็นจำนวนถึง
17,000 บาท เพื่อให้กลับมาชกกับยอดนักมวยไทยอีกรายในยุคเดียวกันนั้น คือ สุข ปราสาทหินพิมาย เจ้าของฉายา ยักษ์สุข หรือ ยักษ์ผีโขมด
การชกกับสุข ปราสาทหินพิมาย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ที่เวทีราชดำเนิน ปรากฏว่าตั้งแต่ยกแรกจนถึงยกที่ 4 ชูชัยเป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้ชมเพราะคิดว่าชูชัยกลัวสุข แต่พอขึ้นยก 5 อันเป็นยกสุดท้าย ชูชัยได้เร่งระดมชกเข้าที่ใบหน้าของสุข จนโอนเอนไปมา จนนั่งพิงเชือก เป็นฝ่ายแพ้น็อกไปในยกนี้เอง
ซึ่งชูชัยได้กล่าวภายหลังว่า เป็นแผนการชกของตน เพราะเกรงว่าในยกต้น ๆ จะไม่อาจทนแรงบุกของสุข ซึ่งเป็นนักมวยรูปร่างใหญ่ได้ จึงเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว รอโอกาสให้สุขหมดแรงจึงโหมแรงในยกสุดท้าย จนชนะในที่สุด
จากนั้นแล้ว ชูชัยเสมือนว่าได้กลับมาอย่างสง่าในวงการมวยอีกครั้ง จึงมีการประกบคู่ให้พบกับ สุรชัย ลูกสุรินทร์ เจ้าของฉายา เสือสำอางค์ ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าที่ชูชัยเคยเอาชนะได้แล้ว แต่พอถึงใกล้วันชก การตรวจร่างกายแพทย์สนามพบว่าชูชัยป่วยเป็นวัณโรค ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรง ห้ามขึ้นชก ชูชัยจึงประกาศแขวนนวมไปในขณะนั้น ซึ่งมีอายุได้เพียงแค่ 26 ปีเท่านั้น
หลังจากนั้นชื่อเสียงของชูชัยก็ค่อย ๆ เงียบหายไปในวงการมวย แต่อีก 23 ปีต่อมา ชูชัยก็กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งเมื่อกลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง เมื่ออายุถึง 49 ปีแล้ว โดยถูกประกบคู่ให้ชกกับ ฮิเดโอะ อาซาโน่ นักมวยคาราเต้ชาวญี่ปุ่น ชูชัยแม้จะมีอายุในวัยกลางคนแล้ว แต่สภาพร่างกายยังคงแข็งแรงดีอยู่เนื่องจากดูแลสุขภาพร่างกายมาตลอด การชกปรากฏว่า ชูชัยเป็นฝ่ายชกอาซาโน่อย่างเดียวในยก 2 ถึงกับล้มไป 3 ครั้งในยกเดียว แต่กรรมการก็ไม่จับแพ้ ขณะที่ชูชัยเองก็กำลังจะหมดแรงแล้ว ขึ้นยก 3 ชูชัยจึงเร่งชกอีกครั้ง กรรมการจึงจับอาชาโน่แพ้น็อกไป ขณะที่ชูชัยกำลังจะหมดแรงพอดี และหลังจากนั้นชูชัยก็มิได้หวนกลับมาชกมวยอีกเลย
จากประวัติเหล่านี้ ทำให้ ชูชัย พระขรรค์ชัย ได้รับการขนานนามว่า เป็นนักมวยที่มาแล้วไปพร้อมกับชัยชนะ ซึ่งแตกต่างจากนักมวยรายอื่น ๆ ส่วนใหญ่ เมื่อกลับมาชกมวยอีกครั้งในขณะที่อายุมากขึ้นจะเป็นฝ่ายแพ้อย่างยับเยิน[1]
ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ทางเวทีราชดำเนินได้จัดอันดับ 10 ยอดนักมวยเกียรติยศของเวที ก็มีชื่อของชูชัยบรรจุรวมอยู่ด้วย
หลังแขวนนวมแล้ว ชูชัยได้เปลี่ยนชื่อจริงเป็น ชูชัย ฤทธิลือชัย และย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2525 โดยเปิดร้านอาหารไทย ชีวิตครอบครัวสมรสกับภรรยาชาวไทย ซึ่งเป็น
น้องสาวของ ป. อินทรปาลิต นักเขียนชื่อดัง ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 5 คน
นอกจากนี้แล้ว ระหว่างที่มีชื่อเสียงนั้น ชูชัยถือได้ว่าเป็นนักมวยที่มีหน้าตาดีประกอบกับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง จึงได้มีโอกาสแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ในปี พ.ศ. 2493 กำกับโดย มารุต และอำนวยการสร้างโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล และอีกหลายเรื่องต่อมาด้วยกัน เช่น นเรศวรมหาราช ในปี พ.ศ. 2500, อำนาจกับอำนาจ ในปี พ.ศ. 2501 เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักมวยคนแรกที่แสดงในภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ ก่อนจะมีนักมวยที่มีชื่อเสียงในรุ่นหลังแสดงแบบเดียวกันตามมา
ความเคลื่อนไหวในแวดวงอาหาร หรือที่เรียกทับศัพท์ว่า “Food Scene” ของเมืองลอส แอนเจลิส นั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้คนให้ความสนใจกันมาก เห็นได้จากการพูดหรือเขียนถึงของบรรดาสื่อแทบทุกประเภท ทั้งสื่อใหญ่-สื่อเล็ก เพื่อให้บรรดานักชิมทั้งหลายได้ทราบถึง “เทรนด์” ด้านอาหารการกินของผู้คนในเมือง ที่ถือว่า “ฮิป” ที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกาแห่งนี้
และหนึ่งในความเคลื่อนไหวของ “ฟู้ดซีน” แอลเอ ที่บรรดาสื่อต่างๆ ให้ความสนใจในช่วงประมาณหนึ่งหรือสองเดือนที่ผ่านมาก็คือ “ผัดไทยข้างถนน” ที่เปิดขายแบบ pop-up หน้าบาร์หรือสถานที่เที่ยวกลางคืนต่างๆ บอกว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะทำให้บรรดานักเที่ยว มีตัวเลือกมากกว่าฮอทดอกพันเบคอนจากรถเข็นคันเล็กๆ หรือรถทรัคส์ขายอาหารเม็กซิกันที่จอดขายอยู่ข้างทาง เหมือนที่ผ่านๆ มา
แถมร้านผัดไทยริมถนนที่แขวนป้ายชื่อว่า “ประนม” (Panom) นี้ ผู้ซื้อยังสามารถจ่ายเงินค่า “ผัดไทยไก่” (หรือเต้าหู้) กล่องละแปดดอลลาร์ได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิตอีกด้วย...
ฟาร์เลย์ อีเลียตต์ นักเขียนของแอลเอวีคลีย์ คือหนึ่งในบรรดาคอลัมนิสต์ด้านอาหาร ที่ไปคุยกับพ่อค้าผัดไทยคนนี้ ที่หน้า “4100 บาร์” (1087 Manzanita St. LA) เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยบอกว่าร้านขายผัดไทยริมถนนแห่งนี้ นอกเหนือจากวัตถุดิบในการทำอาหารแล้ว ก็มีเพียงโต๊ะแบบพับได้สองสามตัว พร้อมกับเตาแก๊สและกระทะสีดำเท่านั้นที่เป็นต้นทุน
เขาบอกด้วยว่า ร้านผัดไทยริมถนนร้านแรกของเมืองแอลเอ (หรืออาจจะเป็นร้านแรกของแคลิฟอร์เนีย หรือกระทั่งของอเมริกาก็เป็นได้) เป็นของ ดรีม เกษตรทัต นักแสดงตัวเล็กๆ คนหนึ่งในฮอลลีวูด ที่บอกว่า เขาว่ามี “ผัดไทย” อยู่ในสายเลือด...
“นี่คือสูตรของครอบครัวผม” เขาคุยกับนักเขียนแอลเอวีคลีย์ ขณะโยนถั่วงอกลงไปในกระทะทรงกลม ที่เส้นผัดไทย เนื้อไก่ และกุ้งแห้งกำลังร้อนฉู่ฉ่าอยู่...
กลายเป็นว่า หนุ่มไทยคนนี้เติบโตขึ้นมาในร้านอาหารไทยในเมืองลับบ็อค รัฐเท็กซัส ที่ปู่ย่า ไล่ลงมาถึงพ่อแม่เป็นเจ้าของ แต่ด้วยความที่อยากเป็นนักแสดง จึงดั้นด้นไปร่ำเรียนวิชาการละครที่เอ็นวายยู ก่อนจะพกความฝันเดินทางมาแอลเอเมื่อหลายปีก่อน โดยที่ผ่านมา เขาก็มีบทเล็กๆ ในหนังและซีรีย์หลายเรื่อง รวมถึงเป็นผู้ให้กำเนิดเทศกาลหนังสั้นที่เรียกว่า Tight Shortz Film, Music, and Art Festival ที่จัดขึ้นในย่านดาวน์ทาวน์แอลเอ เมื่อปี 2010 ด้วย
แต่ชีวิตของ ดรีม ถึงจุดเปลี่ยนตอนอายุ 30 หลังจากที่ต้องเผชิญปัญหาสารพัดเรียงหน้าเข้ามาหา
“มันเหมือนเพลงคันทรีเลย พออายุสามสิบ ผมตกงาน เลิกกับแฟน ทุกอย่างเลย ก็เลยเริ่มขายอาหารริมถนนตรงโน้นตรงนี้ เพราะอย่างน้อยผมก็ยังรู้วิธีทำอาหาร...ผัดไทยทำให้ผมมีหลังคาคุ้มหัวอยู่
ตอนนี้”
จากการเริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อน วันนี้ ร้าน “ประนม” ผัดไทยแบบ pop-up ข้างถนนกลายเป็นที่รู้จักของบรรดานักชิมในเมืองแอลเอพอสมควร รวมถึงกลายเป็น “พาร์ทเนอร์ชั่วคราว” กับธุรกิจอื่นๆ
ที่ยกร้านให้เขาใช้ในวันหยุดด้วย เช่นที่ร้านขนม บิสกิต คาเฟ่ ในย่านเวสท์ ฮอลลีวูด หรือที่ร้าน เดอะ ชาร์เลสตัน ในซานตามอนิก้า ของทูตอาหารไทย เจ็ต ติลา ก็เคย
แอลเอวีคลีย์ บอกว่ายังมีร้านอาหารหรูๆ อีกหลายแห่งที่อยากได้ร้านผัดไทย “ประนม” ไปโผล่แบบ “ป๊อป-อัพ” ในร้านของพวกเขา เช่น ร้านวิลเชอร์ ในซานตามอนิก้า และ แองเจิล ซิตี บรูวิ่ง ในอาร์ต
ดีสทริค ฯลฯ แต่ช่วงนี้ ดรีม เกษตรทัต ยังคงควงตะหลิวขายผัดไทยของเขาอยู่ริมถนน โดยเปลี่ยนจุดขายไปเรื่อยๆ เช่นวันจันทร์จะขายที่หน้าบาร์ ฮาร์วาร์ดแอนด์สโตน ถนนฮอลลีวูด, อังคารจะขายที่หน้าบาร์ 4100, วันพุธขายที่หน้าบาร์ Lubitsch ถนนซานตามอนิก้า ในเวสท์ฮอลลีวูด โดยบรรดา “นักชิมตามเทรนด์” สามารถติดตามผัดไทยป๊อปอัพของเขาได้จากทวิตเตอร์ pranompopup
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือเรื่องราว ผัดไทยริมถนน ของ ดรีม เกษตรทัต เท่าที่แอลเอวีคลีย์ บอกเอาไว้ แต่เมื่อเราลองค้นต่อไปถึงเรื่องราวของหนุ่มไทยคนนี้ ก็พบว่ายังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกเยอะ... โดย
เฉพาะกับคนไทยรุ่นใหญ่ ที่รู้จัก “ชูชัย พระขรรค์ชัย” อดีตนักมวยไทยรูปหล่อเจ้าของฉายา “เทพบุตรสังเวียน” ผู้คว่ำ สุข ปราสาทหินพิมาย ฉายา “ยักษ์ผีขโมด” เมื่อปี 2494 ที่เวทีราชดำเนิน และเป็นนักมวยไทยคนแรกที่ผันตัวเองมาเป็น “พระเอกหนังไทย” มีผลงานหลายเรื่อง เช่น พันท้ายนรสิงห์ (คู่กับ สุพรรณ บูรณพิมพ์), นเรศวรมหาราช เป็นต้น
ด้วยว่า ดรีม เกษตรทัต ผู้นี้คือ “หลานตา” แท้ๆ ของพระเอก “ชูชัย พระขรรค์ชัย” ที่ประวัติของเขาในวิกิพีเดีย มีถึงแค่เพียงปี 1982 อันเป็นปีที่เขาพาครอบครัวอพยพย้ายถิ่นมาอยู่ที่อเมริกาเท่านั้น...
การค้นหาข้อมูลของ ชูชัย พระขรรค์ชัย หรือชื่อจริงว่า ชูชัย ฤทธิลือชัย ทำให้ได้ข่าวที่น่าเสียดายว่า พระเอกรุ่นปู่คนนี้ ได้เสียชีวิตแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2004 ขณะมีอายุได้ 78 ปี
จากบทความอาลัย หรือ obituary ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองลับบ็อค รัฐเท็กซัส ที่เราค้นพบ ได้บรรยายเล่าถึงชีวประวัติของ ชูชัย พระขรรค์ชัย ต่อจากปี 1982 ได้ค่อนข้างละเอียด โดยบอกว่าเขาเคยเป็นนักมวยระดับแชมป์โลก (น่าจะหมายถึงแชมป์เกียรติยศของเวทีราชดำเนิน) เป็นดารานักบู๊ชื่อดังที่มีผลงานเจ็ดเรื่อง เป็นนักเขียนของ นสพ.สยามรัฐ เป็นประติมากร และว่าเขาและภรรยา “ประนม” เดินทางมาอเมริกาเพราะต้องการอยู่ใกล้ลูกๆ ทั้งห้าคน
ประวัติบอกต่อไปว่า ชูชัย ฤทธิลือชัย ได้เปิดร้านอาหารไทยแห่งแรกขึ้นในเมืองลับบ็อค ชื่อว่า “ชาวไทยคูซีน” ในปี 1983 ก่อนจะมีร้านอื่นๆ ตามมา เช่นร้าน ชูชัยไทยทูเดย์, ชูชัย ไทยคูซีน และ ไทยไทย ที่บรรดาลูกๆ หลานๆ ช่วยกันดูแล
บทความบอกด้วยว่า ชูชัย พระขรรค์ชัย ได้สูญเสียลูกสาวไปก่อนหน้านี้หนึ่งคน ชื่อ อดิศัย เกษตรทัต ซึ่งน่าจะเป็นแม่ของพ่อค้าผัดไทย ดรีม เกษตรทัต ผู้เป็นต้นเรื่องของบทความนี้
บทความที่เขียนตั้งแต่ปี 2004 บอกว่า ชูชัย พระขรรค์ชัย มีหลานหกคน เป็นหลานปู่สี่ และหลานตาอีกสอง คือ เดียร์ และดรีม เกษตรทัต
เรื่องราว “ผัดไทย ป๊อปอัพ” ของ ดรีม เกษตรทัต ยังถูกเขียนถึงโดยบล็อคเกอร์อีกหลายคน เช่น เคลลี่ เพจ เขียนไว้บนเว็บ tastingpage.com ในช่วงที่ ดรีม เกษตรทัต ไปทำร้านผัดไทย “ประนม ป๊อป-อัพ” ที่ร้านเบเกอรี่ บิสกิต คาเฟ่ เมื่อราวเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยบอกว่า ดรีม ได้รับอิทธิพลจากคุณตาของเขามาก ทั้งในแง่ของการเป็นนักมวยไทยและในแง่ของการเป็นนักแสดง โดยก่อนที่จะเดินทางไปเรียนการละครที่ เอ็นวายยู ตอนอายุ 21 ปีนั้น เขาได้ฝึกมวยไทยกับคุณตา จนถึงขั้นใช้การได้ ดังนั้นหลังจากที่เดินทางมาแอลเอ ในปี 2004 เขาได้ใช้วิชามวยไทยที่ติดตัวมายึดอาชีพ “เทรนเนอร์” ให้กับผู้สนใจเป็นอาชีพเสริมด้วย
บทความของ เคลลี่ เพจ ทำให้เราเห็น “จุดเริ่มต้น” ของร้านผัดไทยริมถนนแห่งแรกในเมืองแอลเอ ได้ชัดขึ้น โดยบอกว่าหลังจากถึงจุดเปลี่ยนตอนอายุ 30 ดังที่ แอลเอวีคลีย์ บอกไปแล้วนั้น คุณยายประนมของเขา เป็นคนสนับสนุนให้หลานชายทำผัดไทยขาย โดยส่งกะทะ และเครื่องครัวอื่นๆ มาให้เขาถึงแอลเอ ซึ่งนั่นคงเป็นที่มาของชื่อร้านผัดไทยของเขา...
โดยในชั้นแรกนั้น ดรีม เกษตรทัต ทำผัดไทยใส่กล่องไปขายเพื่อนตามสำนักงานต่างๆ ที่เคยติดต่อพูดคุยกันก่อน โดยยุคนั้น ผัดไทยของเขามีเพียงสองชนิด คือผัดไทยไก่ และผัดไทยเต้าหู้ จนเริ่มมีลูกค้าประจำ รวมถึงได้เป็น “ครัวอาหารไทย” ให้กับบาร์เล็กๆ ข้างอพาร์ทเมนท์ของเขา ที่ไม่สามารถปรุงผัดไทยเสิร์ฟลูกค้าในบาร์ของตัวเองได้ด้วย
ดรีม เกษตรทัต บอกกับ เคลลี่ เพจ ถึงสาเหตุของการทำร้านผัดไทยสไตล์ “ป๊อปอัพ” ว่าเป็นเพราะยังไม่พร้อมที่จะเปิดร้านอาหารของตัวเอง และไม่อยากทำงานอื่น ดังนั้นจึงลงตัวกันการขายผัดไทยข้างถนน และขายผัดไทยแบบ “ป๊อปอัพ” ที่นั่นที่นี่ แล้วแต่โอกาสจะอำนวย...
และนี่คือเรื่องราวของ ดรีม เกษตรทัต ผู้ริเริ่มขายผัดไทยริมถนนเป็นคนแรก (ในอเมริกา) และกำลังสร้าง “เทรนส์” อาหารไทยริมถนนให้แพร่หลายมากขึ้น...
จำชื่อหนุ่มไทยคนนี้เอาไว้ให้ดี... ไม่แน่ว่าอีกไม่นาน หลานตาของ “ชูชัย พระขรรค์ชัย” คนนี้ อาจจะกลายเป็น “เซเลบริตีเชฟ” เชื้อสายไทยในอเมริกาอีกคนก็ได้... ใครจะรู้...
////////////////////////
ชูชัย พระขรรค์ชัย อดีตนักมวยไทยชื่อดังและอดีตนักแสดงชาวไทยที่มีชื่อเสียงในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500 เจ้าของฉายา เทพบุตรสังเวียน จากการที่เป็นนักมวยที่มีหน้าตาดี ได้ชื่อว่าเป็นนักมวยที่หมัดหนักโดยเฉพาะ หมัดขวา
ประวัติ
ชูชัยเกิดวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2469 ที่จังหวัดเชียงใหม่ หัดมวยครั้งแรกกับครูปูน พระขรรค์ชัย ที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร ขึ้นชกครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ที่เวทีราชดำเนิน ด้วยความเป็นมวยคู่ชกประกอบรายการ สามารถประเดิมการชกครั้งแรกได้ด้วยการชนะน็อกในยกที่ 3 ด้วยหมัดขวา จากนั้นก็ได้ขึ้นชกอย่างสม่ำเสมอสั่งสมประสบการณ์และความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียง
เมื่อไม่มีคู่ชกแล้ว ชูชัยจึงแขวนนวมหันไปทำงานหนังสือพิมพ์สังกัดสยามรัฐ จากการชักชวนของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของและบรรณาธิการ
ชูชัยแขวนนวมเป็นระยะเวลา 2 ปี ก็กลับมาชกมวยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2488 จากการตามตัวของโปรโมเตอร์ เนื่องจากเสียงเรียกร้องของแฟนมวย จนโปรโมเตอร์ผู้จัดเสนอเงินค่าตัวให้เป็นจำนวนถึง
17,000 บาท เพื่อให้กลับมาชกกับยอดนักมวยไทยอีกรายในยุคเดียวกันนั้น คือ สุข ปราสาทหินพิมาย เจ้าของฉายา ยักษ์สุข หรือ ยักษ์ผีโขมด
การชกกับสุข ปราสาทหินพิมาย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ที่เวทีราชดำเนิน ปรากฏว่าตั้งแต่ยกแรกจนถึงยกที่ 4 ชูชัยเป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้ชมเพราะคิดว่าชูชัยกลัวสุข แต่พอขึ้นยก 5 อันเป็นยกสุดท้าย ชูชัยได้เร่งระดมชกเข้าที่ใบหน้าของสุข จนโอนเอนไปมา จนนั่งพิงเชือก เป็นฝ่ายแพ้น็อกไปในยกนี้เอง
ซึ่งชูชัยได้กล่าวภายหลังว่า เป็นแผนการชกของตน เพราะเกรงว่าในยกต้น ๆ จะไม่อาจทนแรงบุกของสุข ซึ่งเป็นนักมวยรูปร่างใหญ่ได้ จึงเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว รอโอกาสให้สุขหมดแรงจึงโหมแรงในยกสุดท้าย จนชนะในที่สุด
จากนั้นแล้ว ชูชัยเสมือนว่าได้กลับมาอย่างสง่าในวงการมวยอีกครั้ง จึงมีการประกบคู่ให้พบกับ สุรชัย ลูกสุรินทร์ เจ้าของฉายา เสือสำอางค์ ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าที่ชูชัยเคยเอาชนะได้แล้ว แต่พอถึงใกล้วันชก การตรวจร่างกายแพทย์สนามพบว่าชูชัยป่วยเป็นวัณโรค ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรง ห้ามขึ้นชก ชูชัยจึงประกาศแขวนนวมไปในขณะนั้น ซึ่งมีอายุได้เพียงแค่ 26 ปีเท่านั้น
หลังจากนั้นชื่อเสียงของชูชัยก็ค่อย ๆ เงียบหายไปในวงการมวย แต่อีก 23 ปีต่อมา ชูชัยก็กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งเมื่อกลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง เมื่ออายุถึง 49 ปีแล้ว โดยถูกประกบคู่ให้ชกกับ ฮิเดโอะ อาซาโน่ นักมวยคาราเต้ชาวญี่ปุ่น ชูชัยแม้จะมีอายุในวัยกลางคนแล้ว แต่สภาพร่างกายยังคงแข็งแรงดีอยู่เนื่องจากดูแลสุขภาพร่างกายมาตลอด การชกปรากฏว่า ชูชัยเป็นฝ่ายชกอาซาโน่อย่างเดียวในยก 2 ถึงกับล้มไป 3 ครั้งในยกเดียว แต่กรรมการก็ไม่จับแพ้ ขณะที่ชูชัยเองก็กำลังจะหมดแรงแล้ว ขึ้นยก 3 ชูชัยจึงเร่งชกอีกครั้ง กรรมการจึงจับอาชาโน่แพ้น็อกไป ขณะที่ชูชัยกำลังจะหมดแรงพอดี และหลังจากนั้นชูชัยก็มิได้หวนกลับมาชกมวยอีกเลย
จากประวัติเหล่านี้ ทำให้ ชูชัย พระขรรค์ชัย ได้รับการขนานนามว่า เป็นนักมวยที่มาแล้วไปพร้อมกับชัยชนะ ซึ่งแตกต่างจากนักมวยรายอื่น ๆ ส่วนใหญ่ เมื่อกลับมาชกมวยอีกครั้งในขณะที่อายุมากขึ้นจะเป็นฝ่ายแพ้อย่างยับเยิน[1]
ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ทางเวทีราชดำเนินได้จัดอันดับ 10 ยอดนักมวยเกียรติยศของเวที ก็มีชื่อของชูชัยบรรจุรวมอยู่ด้วย
หลังแขวนนวมแล้ว ชูชัยได้เปลี่ยนชื่อจริงเป็น ชูชัย ฤทธิลือชัย และย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2525 โดยเปิดร้านอาหารไทย ชีวิตครอบครัวสมรสกับภรรยาชาวไทย ซึ่งเป็น
น้องสาวของ ป. อินทรปาลิต นักเขียนชื่อดัง ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 5 คน
นอกจากนี้แล้ว ระหว่างที่มีชื่อเสียงนั้น ชูชัยถือได้ว่าเป็นนักมวยที่มีหน้าตาดีประกอบกับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง จึงได้มีโอกาสแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ในปี พ.ศ. 2493 กำกับโดย มารุต และอำนวยการสร้างโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล และอีกหลายเรื่องต่อมาด้วยกัน เช่น นเรศวรมหาราช ในปี พ.ศ. 2500, อำนาจกับอำนาจ ในปี พ.ศ. 2501 เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักมวยคนแรกที่แสดงในภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ ก่อนจะมีนักมวยที่มีชื่อเสียงในรุ่นหลังแสดงแบบเดียวกันตามมา
กองทัพ ฉะขัดแย้งการเมืองทำลายความมั่นคงชาติ หวั่นคำตัดสินศาลยิ่งเพิ่มปัญหา
กองทัพ ฉะขัดแย้งการเมืองทำลายความมั่น คงชาติ เตือนคนไทยแตกสามัคคีระวังชาติย ่อยยับ หวั่นคำตัดสินศาลยิ่งเพิ่มปัญหา อัดสื่อแบ่งข้าง-อคติเพิ่มความแ ตกแยก จี้หยุดเกลียดชัง-หยุดทำร้ายประ เทศ คืนความสุขให้แผ่นดินไทย
ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าประชาสัมพันธ์ส่วนประชาส ัมพันธ์ และสารสนเทศ สำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า สัปดาห์นี้สถานการณ์การเมืองมีค วามเข้มข้นมากขึ้น หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัด สินในประเด็นการแก้ไขที่มาของสม าชิกวุฒิสภา (สว.)ทำให้เกิดประเด็นปัญหาทางก ารเมืองเพิ่มมากขึ้น สร้างความยุ่งยากและความลำบากใน การที่จะก้าวข้าม หรือผ่านพ้นวิกฤติต่าง ๆ นี้ไปได้ ทั้งนี้สถานการณ์การเมืองเกิดคว ามแตกแยกและซึมลึกไปทั่วทุกองค์ กร เกิดการแบ่งฝ่าย สื่อมวลชนก็แบ่งข้าง ข่าวแถลงเรื่องเดียวกันแต่เสนอไ ปกันคนละด้าน โดยปรุงแต่งด้วยการใช้ความเชื่อ และความอคติของตนเองไม่ยอมรับคว ามเห็นของกันและกัน เอาชนะคะคานทางการเมืองเพื่อผลป ระโยชน์ของกลุ่มและพวกพ้องมีแนว โน้มที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดควา มรุนแรงถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และน่าห่วงใยต่อบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง บรรยากาศความแตกแยกได้เกิดขึ้นแ ละพัฒนามาตามลำดับมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ควรพอกันได้หรือยัง ควรยุติกันดีหรือไม่ ควรจะมีการพูดคุยกันดีกว่า เพราะทุกคนต่างรักและหวังดีต่อป ระเทศไทย
“ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้บันทึก ไว้ว่าเมื่อยามใดที่คนไทยแตกควา มสามัคคีและเกิดการช่วงชิงอำนาจ ความพินาศย่อยยับจะเกิดขึ้นกับช าติบ้านเมือง และคนไทยทุกคนเมื่อนั้น ประเทศไทยได้รับการขนานนามจากชา ติตะวันตกว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที ่มีรอยยิ้มมีมิตรไมตรีมีน้ำใจที ่ดีงาม ซึ่งเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทย ที่คนทั้งโลกชื่นชม แต่ถามว่าขณะนี้ความดีงามเหล่าน ี้ยังคงมีอยู่ให้กันในฐานะคนไทย ด้วยกันหรือไม่ สถานการณ์การเมืองปัจจุบันทำให้ เกิดการกัดเซาะ ผุกร่อนความมั่นคงของชาติ เพราะความมั่นคงของชาติคือการอย ู่รอดปลอดภัยประชาชนกินดีอยู่ดี ประเทศชาติมีความปลอดภัยและพัฒน าอย่างยั่งยืนผมจึงอยากเรียกร้อ งให้สื่อมวลชนทุกคนร่วมมือช่วยก ันเป็นพลังที่มีประสิทธิภาพและเ ป็นกระบอกเสียงให้ทุกฝ่ายหันหน้ าเข้าหากันพูดคุยด้วยเหตุและผล ยึดถือประโยชน์ของชาติเป็นเป้าห มาย โดยระวางประโยชน์แห่งตน และพวกพ้อง สถานการณ์บ้านเมืองมาถึงจุดที่ป ระชาชนต้องร่วมกันแสดงออกเป็นเส ียงเดียวกัน เป็นพลังที่บริสุทธิ์ด้วยการเรี ยกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างความเ กลียดชัง หยุดทำร้ายประเทศไทย ถึงเวลาคืนความสุขให้กับสังคมไท ย ถึงเวลาหันหน้าเข้าหากัน เราต่างรักสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ขอให้ทุกคนลงมือทำทันทีก่อนที่จ ะสายเกินไป หากเราทำเมื่อไหร่ความเป็นปกติส ุขก็จะเกิดขึ้นกับคนไทยและสังคม ไทย แผ่นดินไทยก็จะร่มเย็น
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
"คณะนิติราษฎร์"นัดแถลงข่าว ยันศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดี แก้รัฐธรรมนูญที่มาสว.
คณะนิติราษฎร์ ได้แจ้งผ่านเฟสบุ๊ค นัด แถลงข่าวเพื่อเสนอความเห็นทางวิชาการ กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุว่า
ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ กรณีรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา คณะนิติราษฎร์เห็นว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบควบคุมกระบวนการตลอดจนเนื้อหาของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญ
เข้าตรวจสอบควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งๆที่ไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญแต่กลับสถาปนาอำนาจดังกล่าวขึ้นมาเอง จึงเป็นการขยายแดนอำนาจของตนออกไปจนกลายเป็นองค์กรที่อยู่
เหนือรัฐธรรมนูญและอยู่เหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ มีผลเป็นการทำลายหลักนิติรัฐประชาธิปไตยลง จนก่อให้เกิดสภาวการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาด
แม้คณะนิติราษฎร์เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าวนี้ก็ตาม แต่โดยเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญได้แสดงทัศนคติทางการเมืองผ่าน “คำวินิจฉัย” ต่อสาธารณชน ซึ่งเนื้อหาใน “คำ
วินิจฉัย” อาจก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องจนส่งผลร้ายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้ คณะนิติราษฎร์จึงต้องจัดแถลงข่าวเพื่อเสนอความเห็นทางวิชาการต่อ “คำวินิจฉัย” ดังกล่าว
ในวันเสาร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยจะแจ้งห้องให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
"นิติธร" ชี้หลังศาลรธน.ตัดสิน คำสั่งจากรัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
"นิติธร" ปรามตำรวจอย่าคิดทำร้ายประชาชน เพราะหลังศาลรธน.ตัดสิน คำสั่งจากรัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย้ำไม่เอารัฐประหาร ไม่สู้แค่เปลี่ยนขั้ว แต่ต้องปฏิรูป ประกาศพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) เที่ยงตรง เคลื่อนขบวนเพื่อกำหนดทิศทางประเทศ ลั่นอีกไม่กี่ชั่วโมงประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชนเต็มใบ
วันนี้ (21 พ.ย.) นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษากลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) กล่าวปราศรัยว่า วันนี้ 312 ส.ส. - ส.ว. และรัฐสภา หมดสิ้นสภาพแล้ว ฉะนั้นพวกเราสามารถปฏิเสธคำสั่งรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หมายความว่าเราไล่มันได้เต็มที่ เพราะสภาวันนี้มีสภาพเช่นเดียวกับซ่องโจร และ 312 ส.ส. - ส.ว. มีฐานะเป็นกบฎเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากการเคลื่อนไหว เราจะกำหนดวันไปแจ้งความข้อหากบฏกับพวกนี้ และเมื่อแจ้งความแล้วก็ทำต้องเป็นพลเมืองดี เพราะมีโอกาสที่ ส.ส.- ส.ว.พวกนี้จะหนีคดีสูงมาก ฉะนั้นเราต้องแบ่งกำลังพลเป็นกลุ่มๆ พอออกหมายจับเราจะช่วยกันจับส่งตำรวจ ถ้าไม่ยอมให้จับ มีทางเดียวคือต้องหนีออกนอกประเทศ คนพวกนี้โง่ นี่คือแผนของนายทักษิณ เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ากลับเข้าประเทศไม่ได้ เลยวางแผนให้พวกส.ส.- ส.ว.เหล่านี้ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศด้วย จะได้ไม่เหงา
นายนิติธร กล่าวต่อว่า ข้าราชการทุกหน่วยงานถ้าท่านอนุมัติงบประมาณให้นักการเมือง ฟังคำสั่งนักการเมืองให้กระทำการต่างๆท่านต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้วย เพราะตอนนี้รัฐบาลทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยต่อการปกครอง ส่วนพี่น้องตำรวจที่อาศัยคำสั่งรัฐบาลมาจัดการพี่น้องประชาชนท่านต้องรับผิดชอบด้วย ต้องดูว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า เพราะทันทีที่มีการฟ้องและศาลสั่ง คำสั่งมีผลย้อนหลังหมด
ฝากถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว (ผบ.ตร.) ต้องระวังคำสั่งให้ดี เพราะท่านต้องรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น และเชื่อว่าคุม พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง (ผบช.น.) ไม่ได้แน่นอน ส่วนตำรวจที่อยู่บริเวณคุรุสภา ทำเนียบ รัฐสภา กระทรวงศึกษาฯ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา ตำรวจเหล่านี้มาจากต่างจังหวัด ฉะนั้นคำสั่งที่ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง เขาไม่รับผิดชอบในตัวท่าน
ที่ตนเคยบอกว่าถ้าตำรวจในกทม.ทำร้ายประชาชนให้เผาทุกโรงพักในกทม. แต่มีพี่น้องตำรวจดีๆโทรมาขอร้องทำความเข้าใจว่าไม่อยากฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา เขายินดียืนอยู่ข้างประชาชน แต่วางใจไม่ได้ ฉะนั้นถ้ามีการทำร้ายประชาชนใหไปล้อมมันไว้ก่อน ถ้ายังไม่หยุด ให้พี่น้องตัดสินใจเองเลย
นายนิติธร กล่าวอีกว่า ยืนยันชัดเจนพี่น้องไม่เอาปฏิวัติรัฐประหาร ไม่เอาการเมืองเปลี่ยนขั้ว ที่ออกมาต่อสู้เพื่อให้เกิดการเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริง นับจากนี้อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชนเต็มใบ
วันนี้ยุบสภาไม่ใช่ทางออก นายกฯลาออกไม่ใช่ทางออก ทางออกเดียวคือหนีออกนอกประเทศไป ไม่อย่างนั้นก็เข้าคุก ถ้าสู้แค่เปลี่ยนขั้วเลิกชุมนุม เสียเวลา ฉะนั้นจากนี้พี่น้องประชาชนต้องออกมากันมากๆ เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ การปกครองที่เราต้องการคือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ต้องไม่ผ่านนักการเมืองชั่วๆ
"พรุ่งนี้เที่ยงตรง พร้อมกันที่นี่ เราจะขับเคลื่อนเดินหน้า เพื่อกำหนดทิศทางประเทศ นำไปสู่การปฏิรูปประเทศ พรุ่งนี้ออกเดินทางพร้อมกัน ถ้าต้องการประชาธิปไตยของประชาชนเบ่งบาน เวทีมัฆวานฯคือของจริง" นายนิติธร กล่าวทิ้งท้าย
จาก "อันเฟรนด์" ถึง "ดักแด้สารสนเทศ": สื่อสารการเมืองไทย ณ พ.ศ.2556
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 19 พ.ย. 2556
http://bit.ly/1a7lCQz
โดย: พิรงรอง รามสูต
การเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ทว่ายังสะท้อนภาพการสื่อสารการเมืองในมิติใหม่ๆ ที่ออกจะน่ากังวลด้วย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่ผู้ใช้สื่อคือผู้กำหนดและเลือกสรรทั้งเนื้อหาที่จะเปิดรับและผู้คนที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยขุมข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตซึ่งมีอยู่มหาศาลและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าสื่อใดๆ ทำให้มักเกิดความเข้าใจไปว่า ผู้ใช้น่าจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย ด้วยเสรีภาพในการเลือกและการแสดงออกที่สูงกว่าสื่ออื่นๆ ขณะเดียวกัน สังคมประชาธิปไตยก็น่าจะมั่งคั่งยิ่งขึ้นด้วยตลาดเสรีทางความคิดและช่องทางต่างๆ ในไซเบอร์สเปซที่เปิดกว้างให้มีส่วนร่วมทางการเมือง ตลอดจนการมี
พื้นที่เสมือนซึ่งสามารถจะเป็นเวทีในการปรึกษาหารือในประเด็นสาธารณะใดๆ โดยตัดข้ามอุปสรรคทางกายภาพไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เวลา หรือ สถานที่
อย่างไรก็ดี เสรีภาพในการแสดงออกและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารแม้จะเป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตย แต่แนวทางการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ถูกกำกับโดย ทัศนคติ รสนิยม และอุดมการณ์
แบบปัจเจกหรือแบบเดียวกับกลุ่มที่คิดเหมือนๆ กันมากขึ้นเรื่อยๆ อาจนำไปสู่ภาวะของความคับแคบแห่งโลกทัศน์ทางการเมืองซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีกับสังคมประชาธิปไตยที่พึงดำรงอยู่บนความหลากหลาย และพหุนิยมทางความคิดของพลเมือง
และนี่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในการสื่อสารของพลเมืองที่ตื่นตัวทางการเมืองในกรณีการเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ นอกเหนือจากสื่อการเมืองในโทรทัศน์ดาวเทียมที่มีวาระแบบแบ่งขั้วเป็นที่ชัดเจนอย่าง ช่องบลูสกาย ช่องเอเอสทีวี ผู้จัดการ และ ช่องเอเชียอัปเดต สื่อสังคมออนไลน์นับว่าทรงอานุภาพที่สุดในการแพร่กระจายกระแสต่อต้านและระดมพลสู่เวทีการประท้วงการเคลื่อนไหวต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ด้วยการสื่อสารแบบเครือข่ายและการทำการตลาดทางสังคมแบบไวรัส
ขณะที่ ช่องทีวีดาวเทียมดังกล่าวไปข้างต้นทำการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองในรูปแบบเดิมๆ อย่างแข็งขัน สื่อออนไลน์โดยเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้เชื่อมโยงติดตามและ
แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับบรรดา “เฟรนด์” (friend) (ซึ่งอาจไม่ใช่ “เพื่อน” ในโลกของชีวิตจริงก็ได้) ในช่วงเวลาปกติ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลายคนอาจยอมรับเป็น “เฟรนด์” กับคนที่ไม่ใช่เพื่อนหรือคนคุ้นเคยในชีวิตจริง หากในภาวะความตึงเครียดทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ หลายคนก็อาจจะ “อันเฟรนด์” (unfriend) หรือตัดขาดความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์จากเพื่อนในชีวิตจริงที่คิดต่างเห็นต่างจากตนเองในทางการเมืองเพราะยอมรับความแตกต่างนั้นไม่ได้ เรียกว่า “เสียเพื่อนเพราะการเมือง” ก็น่าจะไม่ผิดนัก
เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งปรารภขึ้นมาในสถานภาพ (status) บนเฟซบุ๊คของเธอว่า ตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมต่อต้านร่างพ.ร.บ.เจ้าปัญหานี้ ได้ถูก “อันเฟรนด์” จากคนในเครือข่ายของเธอกว่า 30 รายแล้ว
แต่เธอก็น้อมรับอย่างเปิดกว้างว่าไม่เป็นไร หากบรรดา “เฟรนด์” คนใดรู้สึกทนไม่ได้กับจุดยืนทางการเมืองและการสื่อสารอัตลักษณ์ทางการเมืองของเธอ (ผ่านการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ การอัพโหลด
รูปกิจกรรมทางการเมือง การแสดงออกด้วยถ้อยคำ การเชื่อมโยงข้อมูลไปยังลิงก์ต่างๆ หรือ แม้แต่การกดไลค์) ก็เชิญกลั่นกรองเธอออกจากการรับรู้ได้ตามสบาย เพราะเป็นเสรีภาพที่พึงทำได้
คำปรารภดังกล่าวทำให้ผู้เขียนฉุกคิดถึงแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านสื่อและนัยต่อประชาธิปไตยที่เรียกว่า “ดักแด้สารสนเทศ” (information cocoons) ของนักวิชาการอเมริกัน ชื่อ แคส ซันสเทน (Cass Sunstein) ซึ่งอธิบายถึงภาวการณ์ที่ผู้ใช้สื่อพยายามหลีกเลี่ยงไม่เปิดรับข่าวสารหรือความคิดเห็นใดๆ ที่พวกเขาไม่ต้องการได้ยิน เพราะขัดกับความเชื่อและทัศนคติส่วนตัว เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างสื่อสังคมออนไลน์แบบเฟซบุ๊คเปิดช่องให้การกลั่นกรองเนื้อหาที่ไม่ “ถูกใจ” สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยการตั้งกลุ่มเฉพาะซึ่งกำหนดค่าได้ว่าจะให้เป็นส่วนตัว เป็นกลุ่มเปิด กลุ่มปิด หรือให้เป็นกลุ่มลับไปเลยก็มี และยังสามารถปิดกั้นเนื้อหาของ “เฟรนด์” ที่เราไม่อยากเห็นไม่ให้มาปรากฏในฟีดข่าว (News feed) ของเรา หรือกลั่นกรองสิ่งที่เราโพสต์ไม่ให้ไปปรากฏคนในฟีดข่าวของคนที่เราไม่พึงประสงค์จะให้รับรู้ก็ได้
ในช่วงการเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ผู้เขียนสังเกตเห็นแนวโน้มชัดเจนของคนที่คิดเหมือนๆ กันจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในประเด็นเดียวกันเกี่ยวกับตัวกฎหมาย นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาล แกนนำการประท้วง และแม้แต่เกี่ยวกับผู้ที่ออกมาแสดงบทบาทต่างๆ ในการคัดค้าน พ.ร.บ.อย่างดารา คนมีชื่อเสียง หรือนักวิชาการ แต่แทบไม่เจอการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนจุดยืนและมุมมองที่แตกต่าง พูดอีกอย่างก็คือ พลเมืองไทยที่ไม่เฉยบนพื้นที่ออนไลน์ (และอาจจะออฟไลน์ด้วย) นั้นแสดงการมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ในขั้วของตัวใน “ดักแด้สารสนเทศ” ที่อบอุ่นด้วยพวกพ้องสีเดียวกันเท่านั้น แต่ไม่ข้ามไปสร้างพื้นที่ตรงกลางเพื่อทำความเข้าใจกับคนที่คิดต่างเห็นต่าง เพราะประเมินว่าอีกฝั่งฝ่ายไม่มีค่าเพียงพอ เนื่องจากไม่มีฐานคิดที่ “ถูกต้อง” แบบกลุ่มของตน
คงไม่ต้องประเมินซ้ำอีกครั้งว่าภาวะ “ดักแด้สารสนเทศ” นี้ไม่เป็นผลดีต่อประชาธิปไตยเลย เพราะไม่เอื้อต่อการสร้างภาวะความหลากหลายและพหุนิยมในสังคมอันจะนำไปสู่ สังคมที่ไม่คับแคบทางปัญญาและการแสวงหาทางออกร่วมกันของสาธารณะต่อปัญหาสังคม การจะรังสรรค์สิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้พลเมืองก็จำเป็นต้องเปิดรับหรือเปิดโลกทัศน์ให้กว้างต่อเนื้อหาหรือประสบการณ์ที่อาจไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้เลือก แต่ก็เป็นประสบการณ์ร่วมของคนในสังคม เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ผู้เขียนเองก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับปัญหาที่หยิบยกไว้ แต่จะขอทิ้งท้ายอีกสองคำถามไว้เป็นข้อคิดเพิ่มเติมดังนี้
หนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงออกหากผู้คนใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อฟังและพูดกับคนที่คิดเหมือนๆ กันเท่านั้น และ
สอง อินเทอร์เน็ตซึ่งให้ทางเลือกด้านข้อมูลข่าวสารแบบไร้ขีดจำกัดจะมีประโยชน์อะไรหากพลเมืองผู้ใช้กลั่นกรองข้อมูลที่เปิดรับให้อยู่ในกรอบแคบๆ ตามความสนใจและจุดยืนในเรื่องต่างๆ ของแต่ละบุคคล หรือกลุ่มที่ตนเห็นพ้องด้วยเท่านั้น
ภาพประกอบจาก http://eslcommunity.org/profmark/2013/09/17/unfriend-your-teacher-facebook/
http://bit.ly/1a7lCQz
โดย: พิรงรอง รามสูต
การเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ทว่ายังสะท้อนภาพการสื่อสารการเมืองในมิติใหม่ๆ ที่ออกจะน่ากังวลด้วย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่ผู้ใช้สื่อคือผู้กำหนดและเลือกสรรทั้งเนื้อหาที่จะเปิดรับและผู้คนที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยขุมข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตซึ่งมีอยู่มหาศาลและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าสื่อใดๆ ทำให้มักเกิดความเข้าใจไปว่า ผู้ใช้น่าจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย ด้วยเสรีภาพในการเลือกและการแสดงออกที่สูงกว่าสื่ออื่นๆ ขณะเดียวกัน สังคมประชาธิปไตยก็น่าจะมั่งคั่งยิ่งขึ้นด้วยตลาดเสรีทางความคิดและช่องทางต่างๆ ในไซเบอร์สเปซที่เปิดกว้างให้มีส่วนร่วมทางการเมือง ตลอดจนการมี
พื้นที่เสมือนซึ่งสามารถจะเป็นเวทีในการปรึกษาหารือในประเด็นสาธารณะใดๆ โดยตัดข้ามอุปสรรคทางกายภาพไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เวลา หรือ สถานที่
อย่างไรก็ดี เสรีภาพในการแสดงออกและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารแม้จะเป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตย แต่แนวทางการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ถูกกำกับโดย ทัศนคติ รสนิยม และอุดมการณ์
แบบปัจเจกหรือแบบเดียวกับกลุ่มที่คิดเหมือนๆ กันมากขึ้นเรื่อยๆ อาจนำไปสู่ภาวะของความคับแคบแห่งโลกทัศน์ทางการเมืองซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีกับสังคมประชาธิปไตยที่พึงดำรงอยู่บนความหลากหลาย และพหุนิยมทางความคิดของพลเมือง
และนี่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในการสื่อสารของพลเมืองที่ตื่นตัวทางการเมืองในกรณีการเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ นอกเหนือจากสื่อการเมืองในโทรทัศน์ดาวเทียมที่มีวาระแบบแบ่งขั้วเป็นที่ชัดเจนอย่าง ช่องบลูสกาย ช่องเอเอสทีวี ผู้จัดการ และ ช่องเอเชียอัปเดต สื่อสังคมออนไลน์นับว่าทรงอานุภาพที่สุดในการแพร่กระจายกระแสต่อต้านและระดมพลสู่เวทีการประท้วงการเคลื่อนไหวต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ด้วยการสื่อสารแบบเครือข่ายและการทำการตลาดทางสังคมแบบไวรัส
ขณะที่ ช่องทีวีดาวเทียมดังกล่าวไปข้างต้นทำการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองในรูปแบบเดิมๆ อย่างแข็งขัน สื่อออนไลน์โดยเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์จะเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้เชื่อมโยงติดตามและ
แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับบรรดา “เฟรนด์” (friend) (ซึ่งอาจไม่ใช่ “เพื่อน” ในโลกของชีวิตจริงก็ได้) ในช่วงเวลาปกติ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลายคนอาจยอมรับเป็น “เฟรนด์” กับคนที่ไม่ใช่เพื่อนหรือคนคุ้นเคยในชีวิตจริง หากในภาวะความตึงเครียดทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ หลายคนก็อาจจะ “อันเฟรนด์” (unfriend) หรือตัดขาดความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์จากเพื่อนในชีวิตจริงที่คิดต่างเห็นต่างจากตนเองในทางการเมืองเพราะยอมรับความแตกต่างนั้นไม่ได้ เรียกว่า “เสียเพื่อนเพราะการเมือง” ก็น่าจะไม่ผิดนัก
เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งปรารภขึ้นมาในสถานภาพ (status) บนเฟซบุ๊คของเธอว่า ตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมต่อต้านร่างพ.ร.บ.เจ้าปัญหานี้ ได้ถูก “อันเฟรนด์” จากคนในเครือข่ายของเธอกว่า 30 รายแล้ว
แต่เธอก็น้อมรับอย่างเปิดกว้างว่าไม่เป็นไร หากบรรดา “เฟรนด์” คนใดรู้สึกทนไม่ได้กับจุดยืนทางการเมืองและการสื่อสารอัตลักษณ์ทางการเมืองของเธอ (ผ่านการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ การอัพโหลด
รูปกิจกรรมทางการเมือง การแสดงออกด้วยถ้อยคำ การเชื่อมโยงข้อมูลไปยังลิงก์ต่างๆ หรือ แม้แต่การกดไลค์) ก็เชิญกลั่นกรองเธอออกจากการรับรู้ได้ตามสบาย เพราะเป็นเสรีภาพที่พึงทำได้
คำปรารภดังกล่าวทำให้ผู้เขียนฉุกคิดถึงแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านสื่อและนัยต่อประชาธิปไตยที่เรียกว่า “ดักแด้สารสนเทศ” (information cocoons) ของนักวิชาการอเมริกัน ชื่อ แคส ซันสเทน (Cass Sunstein) ซึ่งอธิบายถึงภาวการณ์ที่ผู้ใช้สื่อพยายามหลีกเลี่ยงไม่เปิดรับข่าวสารหรือความคิดเห็นใดๆ ที่พวกเขาไม่ต้องการได้ยิน เพราะขัดกับความเชื่อและทัศนคติส่วนตัว เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างสื่อสังคมออนไลน์แบบเฟซบุ๊คเปิดช่องให้การกลั่นกรองเนื้อหาที่ไม่ “ถูกใจ” สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยการตั้งกลุ่มเฉพาะซึ่งกำหนดค่าได้ว่าจะให้เป็นส่วนตัว เป็นกลุ่มเปิด กลุ่มปิด หรือให้เป็นกลุ่มลับไปเลยก็มี และยังสามารถปิดกั้นเนื้อหาของ “เฟรนด์” ที่เราไม่อยากเห็นไม่ให้มาปรากฏในฟีดข่าว (News feed) ของเรา หรือกลั่นกรองสิ่งที่เราโพสต์ไม่ให้ไปปรากฏคนในฟีดข่าวของคนที่เราไม่พึงประสงค์จะให้รับรู้ก็ได้
ในช่วงการเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ผู้เขียนสังเกตเห็นแนวโน้มชัดเจนของคนที่คิดเหมือนๆ กันจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในประเด็นเดียวกันเกี่ยวกับตัวกฎหมาย นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาล แกนนำการประท้วง และแม้แต่เกี่ยวกับผู้ที่ออกมาแสดงบทบาทต่างๆ ในการคัดค้าน พ.ร.บ.อย่างดารา คนมีชื่อเสียง หรือนักวิชาการ แต่แทบไม่เจอการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนจุดยืนและมุมมองที่แตกต่าง พูดอีกอย่างก็คือ พลเมืองไทยที่ไม่เฉยบนพื้นที่ออนไลน์ (และอาจจะออฟไลน์ด้วย) นั้นแสดงการมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ในขั้วของตัวใน “ดักแด้สารสนเทศ” ที่อบอุ่นด้วยพวกพ้องสีเดียวกันเท่านั้น แต่ไม่ข้ามไปสร้างพื้นที่ตรงกลางเพื่อทำความเข้าใจกับคนที่คิดต่างเห็นต่าง เพราะประเมินว่าอีกฝั่งฝ่ายไม่มีค่าเพียงพอ เนื่องจากไม่มีฐานคิดที่ “ถูกต้อง” แบบกลุ่มของตน
คงไม่ต้องประเมินซ้ำอีกครั้งว่าภาวะ “ดักแด้สารสนเทศ” นี้ไม่เป็นผลดีต่อประชาธิปไตยเลย เพราะไม่เอื้อต่อการสร้างภาวะความหลากหลายและพหุนิยมในสังคมอันจะนำไปสู่ สังคมที่ไม่คับแคบทางปัญญาและการแสวงหาทางออกร่วมกันของสาธารณะต่อปัญหาสังคม การจะรังสรรค์สิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้พลเมืองก็จำเป็นต้องเปิดรับหรือเปิดโลกทัศน์ให้กว้างต่อเนื้อหาหรือประสบการณ์ที่อาจไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้เลือก แต่ก็เป็นประสบการณ์ร่วมของคนในสังคม เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ผู้เขียนเองก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับปัญหาที่หยิบยกไว้ แต่จะขอทิ้งท้ายอีกสองคำถามไว้เป็นข้อคิดเพิ่มเติมดังนี้
หนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงออกหากผู้คนใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อฟังและพูดกับคนที่คิดเหมือนๆ กันเท่านั้น และ
สอง อินเทอร์เน็ตซึ่งให้ทางเลือกด้านข้อมูลข่าวสารแบบไร้ขีดจำกัดจะมีประโยชน์อะไรหากพลเมืองผู้ใช้กลั่นกรองข้อมูลที่เปิดรับให้อยู่ในกรอบแคบๆ ตามความสนใจและจุดยืนในเรื่องต่างๆ ของแต่ละบุคคล หรือกลุ่มที่ตนเห็นพ้องด้วยเท่านั้น
ภาพประกอบจาก http://eslcommunity.org/profmark/2013/09/17/unfriend-your-teacher-facebook/
'วสันต์'ย้ำร่างแก้ไขรธน.ที่มาส.ว.สิ้นสุด
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 19:15
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
อดีตประธานศาลรธน.ชี้ร่างแก้ไขรธน.ที่มาส.ว.ไปต่อไม่ได้ ย้ำไม่สามารถยก รธน.ม.151 มาใช้ได้ ระบุสำนักราชเลขาฯส่งคืน เพราะขัดรธน.
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง "ระบบยุติธรรมกับทางรอดของประเทศไทย" ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางรอดของประเทศสักเท่าไหร่ คล้ายๆ
เกิดความขัดแย้งตลอดเวลาในรอบหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเวลานี้ใส่เสื้อสีอะไรก็ลำบาก ไม่ว่าสีเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง แม้กระทั่งเดินไปไหนขณะนี้ ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็จะถูกเป่านกหวีดใส่ ทำ
ให้มีหน่วยงานอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ออกมารับลูก คดีเป่านกหวีด นำมาเป็นคดีพิเศษ เห็นว่าเป็นแค่คดีลหุโทษ ที่ทางประมวลกฎหมายอาญา ไม่สามารถออกหมายจับหรือคุมขังได้
น่าแปลกใจว่าการเป่านกหวีด ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย แต่การขว้างปาก้อนหินใส่ กลับไม่เห็นมีใครดำเนินการ ทั้งที่เป็นคดีอาญา เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติของพนักงานสอบสวนหรือไม่
นายวสันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 นั้น ถึงวันนี้ก็ยังคงมีคนพูดอยู่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่มีอำนาจรับคำร้องนี้ ต้องผ่านอัยการ พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง รวมถึงมีการพูดว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับ เพราะผู้ถูกร้อง ไม่ใช่บุคคลหรือพรรคการเมืองตามความหมายของ มาตรา 68 แท้
จริงมาตราดังกล่าว อยู่ในส่วนของสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่หมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพของอัยการสูงสุด ดังนั้นจึงต้องแปลความให้ประชาชนยื่นตรงต่อศาลหรือ
อัยการ เพื่อเป็นการขยายพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนให้กว้างขว้าง อีกทั้งที่มีการโต้แย้งสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่ผู้ที่ถูกร้องตามมาตรา 68 นั้น ถามหน่อยว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่บุคคลหรือ
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ ก็ยังมีคนส่งสัยว่า ทำไมศาลไม่สั่งให้เลิกการกระทำ ตัดสินค้างลอยไปอย่างนั้น อยากบอกว่าจะให้เลิกการกระทำอะไร ในเมื่อวันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. เสร็จสิ้นกระบวนการไปแล้ว และร่างกฎหมายอยู่ในชั้นของการทูลเกล้าฯ จึงไม่เป็นเหตุผลที่ศาลสั่งให้เลือกการกระทำได้ และเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยเช่นนี้ แนวทางขณะนี้ที่มีอยู่ คือ นายกฯ ต้องไปขอพระราชทานอนุญาตนำร่างกลับคืน หรือทิ้งไว้ และรอให้สำนักราชเลขาฯ ส่งกลับคืน ซึ่งผมเดาใจว่า สำนักราชเลขาฯ คงไม่ยอมทิ้งไว้เฉยๆ คงต้องส่งกลับมา" นายวสันต์ กล่าว
นายวสันต์ กล่าวอีกว่า ถือว่าขณะนี้ร่างดังกล่าวไปต่อไม่ได้แล้ว และรัฐสภาไม่สามารถที่จะดึงดันโดยใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เพราะไม่ใช่กรณีที่พระมหากษัตริย์ มีพระบรมราชวินิจฉัย ที่จะไม่ลงปรมาภิไธย เนื่องจากร่างกฎหมายกดังกล่าวอยู่ในชั้นการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของสำนักราชเลขาฯ เท่านั้น ส่วนเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยแล้ว การดำเนินการเอาผิดกับผู้ถูกร้องนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นของ ป.ป.ช. ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญผูกพันทุกองค์กร ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้าโหวตวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนตนก็เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปีที่แล้ว ที่ให้ยกคำร้อง มีผลทำให้คำขอต่างๆ ตกไป ดังนั้นรัฐสภาก็สามารถผลักดันร่างดังกล่าวได้ เพราะคำว่าควรจะทำประชามติ หรือแก้ไขรายมาตรา เป็นเพียงคำแนะนำ แต่ทั้งนี้หากการแก้ไขรัฐธรมนูญ มีเนื้อหาสาระขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีสิทธิที่จะถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญได้อีก
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
อดีตประธานศาลรธน.ชี้ร่างแก้ไขรธน.ที่มาส.ว.ไปต่อไม่ได้ ย้ำไม่สามารถยก รธน.ม.151 มาใช้ได้ ระบุสำนักราชเลขาฯส่งคืน เพราะขัดรธน.
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง "ระบบยุติธรรมกับทางรอดของประเทศไทย" ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางรอดของประเทศสักเท่าไหร่ คล้ายๆ
เกิดความขัดแย้งตลอดเวลาในรอบหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเวลานี้ใส่เสื้อสีอะไรก็ลำบาก ไม่ว่าสีเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง แม้กระทั่งเดินไปไหนขณะนี้ ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็จะถูกเป่านกหวีดใส่ ทำ
ให้มีหน่วยงานอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ออกมารับลูก คดีเป่านกหวีด นำมาเป็นคดีพิเศษ เห็นว่าเป็นแค่คดีลหุโทษ ที่ทางประมวลกฎหมายอาญา ไม่สามารถออกหมายจับหรือคุมขังได้
น่าแปลกใจว่าการเป่านกหวีด ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย แต่การขว้างปาก้อนหินใส่ กลับไม่เห็นมีใครดำเนินการ ทั้งที่เป็นคดีอาญา เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติของพนักงานสอบสวนหรือไม่
นายวสันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 นั้น ถึงวันนี้ก็ยังคงมีคนพูดอยู่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่มีอำนาจรับคำร้องนี้ ต้องผ่านอัยการ พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง รวมถึงมีการพูดว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับ เพราะผู้ถูกร้อง ไม่ใช่บุคคลหรือพรรคการเมืองตามความหมายของ มาตรา 68 แท้
จริงมาตราดังกล่าว อยู่ในส่วนของสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่หมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพของอัยการสูงสุด ดังนั้นจึงต้องแปลความให้ประชาชนยื่นตรงต่อศาลหรือ
อัยการ เพื่อเป็นการขยายพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนให้กว้างขว้าง อีกทั้งที่มีการโต้แย้งสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่ผู้ที่ถูกร้องตามมาตรา 68 นั้น ถามหน่อยว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่บุคคลหรือ
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ ก็ยังมีคนส่งสัยว่า ทำไมศาลไม่สั่งให้เลิกการกระทำ ตัดสินค้างลอยไปอย่างนั้น อยากบอกว่าจะให้เลิกการกระทำอะไร ในเมื่อวันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. เสร็จสิ้นกระบวนการไปแล้ว และร่างกฎหมายอยู่ในชั้นของการทูลเกล้าฯ จึงไม่เป็นเหตุผลที่ศาลสั่งให้เลือกการกระทำได้ และเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยเช่นนี้ แนวทางขณะนี้ที่มีอยู่ คือ นายกฯ ต้องไปขอพระราชทานอนุญาตนำร่างกลับคืน หรือทิ้งไว้ และรอให้สำนักราชเลขาฯ ส่งกลับคืน ซึ่งผมเดาใจว่า สำนักราชเลขาฯ คงไม่ยอมทิ้งไว้เฉยๆ คงต้องส่งกลับมา" นายวสันต์ กล่าว
นายวสันต์ กล่าวอีกว่า ถือว่าขณะนี้ร่างดังกล่าวไปต่อไม่ได้แล้ว และรัฐสภาไม่สามารถที่จะดึงดันโดยใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เพราะไม่ใช่กรณีที่พระมหากษัตริย์ มีพระบรมราชวินิจฉัย ที่จะไม่ลงปรมาภิไธย เนื่องจากร่างกฎหมายกดังกล่าวอยู่ในชั้นการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของสำนักราชเลขาฯ เท่านั้น ส่วนเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยแล้ว การดำเนินการเอาผิดกับผู้ถูกร้องนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นของ ป.ป.ช. ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญผูกพันทุกองค์กร ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้าโหวตวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนตนก็เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปีที่แล้ว ที่ให้ยกคำร้อง มีผลทำให้คำขอต่างๆ ตกไป ดังนั้นรัฐสภาก็สามารถผลักดันร่างดังกล่าวได้ เพราะคำว่าควรจะทำประชามติ หรือแก้ไขรายมาตรา เป็นเพียงคำแนะนำ แต่ทั้งนี้หากการแก้ไขรัฐธรมนูญ มีเนื้อหาสาระขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีสิทธิที่จะถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญได้อีก
ศุ บุญเลี้ยง : มีมิตรสหายอยู่รายทาง
เพื่อนนักประพันธ์
ผมมีพรรคพวกอยู่ส่วนหนึ่ง เป็นนักเขียน เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ และเป็นคนขายหนังสือ
ในทุกๆวงการ มีคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ เราต่างก็มียุคสมัยของเราเอง
ผมเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกั บนักเขียน
อย่าง เสี้ยวจันทร์ แรมไพร
ขจรฤทธิ์ รักษา
ดิเรก นนทชิต
เราพบเจอกันบ้าง
แต่ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้ร่วมเดิ นทางด้วย
ภาพความทรงจำยามได้ถ่ายภาพร่วมก ันในชุดนอนของแต่ละคน จึงเป็นความทรงจำล้ำเลอค่า
คราหนึ่งนั้นเราไปเยือนบ้านนักเ ขียนที่เราชื่นชม สนิทสนม
อย่าง บ้านริมน้ำยม ละแวก ชุมแสง ของกวีซีไรท์ พี่ไวท์ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
เราไปกิน ไปดื่ม ไปนอน และไปลุ้นผลรางวัลซีไรท์ ซึ่งกำลังจะประกาศและเสี้ยวจันท ร์ เป็นบรรณาธิการ พิมพ์หนังสือกวีส่งเข้าชิงรางวั ล ในฤดูนั้น พอดี
ขจรฤทธิ์ เป็นคนก่อตั้ง นิตยสาร ไรเตอร์
คอลัมน์ นัก(อยาก)เขียน ผมก็เปิดเขียนประจำในนิตยสารที่ เพื่อนทำ
เขายังสัมภาษณ์ผม เพื่อให้ขึ้นปก สองครา ด้วยเหตุผลว่ามันขายได้
ขายดีแบบที่นิตยสารเกี่ยวกับนัก เขียนพอจะขายได้
ไม่ได้ดีถล่มทลาย ร่ำรวยแต่ประการใด
จำได้ว่าฤดูนั้น
เราเดินทางกันไป สัมภาษณ์กันไป เล่นไพ่กันบ้าง
ทดลองสมอง บางด้าน
หลังจากขจรฤทธิ์ เหนื่อยกับการทำนิตยสารไรเตอร์
กนกพงศ์ ก็สืบทอดเจตนา มาทำต่อ
เสียดายว่า ผมกับกนกพงศ์ คุยกันน้อยไปสักนิด
เขาเคยเดินไปเยี่ยมเยือนถึงบ้าน พบพ่อที่บนเกาะสมุย
เราเคยดวลวาทะกัน บนเวทีเสวนา เขาอยู่ข้างบน ผมแย้งอยู่ข้างล่าง
เราเคยเขียนหนังสือ โต้อักษรกัน แลกหมัดความคิดกัน
กระทั่งเขาเสียชีวิต ผมเดินทางไปเคารพศพ ในวันเผาที่ พัทลุง อย่างเสียดาย
เสียดายว่า เราคุยกันน้อยไป เราเถียงกันน้อยไป และเราดื่มกันน้อยไป
ตอนนี้บินหลา สันกาลาคีรี มิตรสหายอีกราย
นำนิตยสารไรท์เตอร์มาทำต่อ
เขาขอร้องว่า อยากได้เพลงเกี่ยวกับนักเขียน
เพื่อมาใช้ในงานเปิดตัวหนังสือ
ผมยินดียิ่ง ที่ได้เขียนถึงอาชีพ นักเขียน นักปั้นคำ
ตอนแต่งก็รู้สึกว่า ตัวเองกำลังประพันธ์บทเพลง ที่ชื่อว่า นักประพันธ์
แต่งแล้วก็ไม่ได้ไปแสดงที่ไหนอี ก
กำลังคิดว่า
จะลองนำมาเรียบเรียงให้ดีๆ
แล้วนำมาแสดงในคอนเสิร์ต สักครา
เพื่อระลึกถึง มิตรสหายผู้เป็นนักประพันธ์ทั้ง หลาย
‘วสิษฐ’ ซัด พท. ทำตัวเหมือนโจรหลังประกาศเดินหน้าถอดถอนตุลาการฯ
‘วสิษฐ’ ซัด พท. ทำตัวเหมือนโจรหลังประกาศเดินหน ้าถอดถอนตุลาการฯ – เตือนมวลชนต้องเตรียมพร้อมสู้ทั นเล่ห์เหลี่ยม ‘แม้ว’
(21พ.ย.56)เมื่อเวลา 19.15 น. ที่เวทีประชาชนต้านกฎหมายนิรโทษ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก ขึ้นกล่าวปราศรัยต่อประชาชนที่ม าชุมนุมว่า เมื่อวานนี้ (20 พ.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ย วกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ ่มเติมประเด็นที่มา ส.ว.ว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68นั้น หมายความว่าขณะนี้ ส.ส. กับ ส.ว. ที่กระทำการดังกล่าว หมดความชอบธรรมไปแล้ว ซึ่งในการที่คนในพรรคเพื่อไทย ประกาศเดินหน้าถอดถอนตุลาการและ ไม่รับคำวินิจของศาลนั้น เป็นการกระทำของคนนอกกฎหมาย เปรียบเหมือนกับโจรที่มาปล้นบ้า น ดังนั้น เป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ที่ของประชา ชนที่จะปกป้องบ้านเรา ดังนั้น ตนอยากจะพูดกับข้าราชการโดยเฉพา ะตำรวจว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธร รมนูญที่ชี้ชัดว่า รัฐบาลกำลังทำผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น การกระทำหรือคำสั่งของรัฐบาลตำร วจต้องระมัดระวังว่า เป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะตนเชื่อว่า ตำรวจไม่ได้ไร้การศึกษา แต่รู้กฎหมายดีว่าอะไรถูกหรือผิดกฎหมาย ดังนั้น ขอให้ตำรวจใส่ใจทุกคำสั่งที่ทาง รัฐบาลดำเนินการ มิฉะนั้น ตำรวจจะกลายเป็นผู้รับใช้รัฐบาล ชั่ว และต่อไปตำรวจจะตกเป็นจำเลยด้วย ดังนั้น ตนยืนยันว่า มวลชนที่นี้มาด้วยความภาคภูมิใจ ที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะฉะนั้น เพื่อนตำรวจที่มีอุดมการณ์เดียว กันขอให้คิดว่า ยังมีเพื่อนอยู่ที่นี้เสมอ
พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวต่อว่า การชุมนุมของมวลชนคนเสื้อแดงที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่แกนนำสั่งมวลชนถอยกลับบ้านไป นั้น ตนขอให้เห็นใจ เพราะการที่การชุมนุมครั้งนี้ไม ่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่ ได้ตาสว่างแล้ว เพราะรู้ว่าธาตุแท้ของ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นอย่างไร ถือเป็นการชุมนุมยุติอย่างไม่มี ใครคาดฝัน โดยบางคนหลังจากเซ็นต์รับเงินแล ้ว ก็ถอดเสื้อแดงมาที่ ถ. ราชดำเนินมาเชียร์มวลชนที่นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า ยังวางใจไม่ได้เพราะยังอยู่ในเก มส์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน อยู่ เพราะว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเล่ห์เพทุบายมาก ดังนั้น พวกเราจะต้องเตรียมพร้อมในการทั นเล่ห์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป ถือเป็นเหตุผลว่าทำไมมวลชนที่นี ้ต้องชุมนุมต่อ ดังนั้น ในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ขอเชิญประชาชนให้มาชุมนุมกันอีก ครั้ง จนกว่าจะได้ชัยชนะ นอกจากนี้ ที่ตนมายืนบนเวทีที่นี้ ไม่ได้เลื่อมใสในพรรคประชาธิปัต ย์ แต่ตนมาด้วยเหตุผล จิตสำนึก และในฐานะคนไทย ซึ่งตนเชื่อมั่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำที่นี้ เพราะเชื่อในความเป็นสุเทพ ส่วนความสัมพันธ์กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนรักเป็นการส่วนตัวไม่ใช่ในฐาน ะหัวหน้าพรรค และ ตนได้ศึกษานิสัยใจคอของบุคคลทั้ ง 2 แล้ว เห็นว่าเป็นเพื่อนที่สามารถรวมใ จ รวมพลังกันได้ ซึ่งหนทางข้างหน้าอีกยาวกว่าจะช นะ ดังนั้น ขอให้มวลชนที่นี้อาศัยความอดทนแ ละเอื้ออาทรกันและกัน ถึงจะกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ถ้าอดทนแล้ว จะไปสู่ชัยชนะอย่างไม่ลำบาก โดยต้องละทิ้งทิฐิ มานะบ้าง เพราะขณะนี้จุดหมายคือต้องล้มระ บอบทักษิณเท่านั้น ซึ่งคนที่นี้ไม่ได้คิดล้มรัฐบาล แต่อย่างใด ถ้าเปลี่ยนจากฟังพ.ต.ท.ทักษิณ มาฟัง ประชาชน คนที่นี้ก็ยอมให้อำนาจรัฐบาลทำง านต่อไป แม้แต่แลเห็นชัยชนะแล้ว ขออย่าแน่ใจว่าเป็นชัยชนะเด็ดขา ดต้องสู้ต่อไป จนกว่าจะได้ชัยชนะที่เด็ดขาดที่ แท้จริง
พรรคสามัญชนหนุนเดินหน้า ร่างแก้ รธน. ม.291 วาระ 3
Thu, 2013-11-21 19:32
กลุ่มนักกิจกรรมรุ่นใหม่ในชื่อพรรคสามัญชน ออกแถลงการณ์ ‘เดินหน้าแก้ไข รธน. ม.291 วาระ 3 และขอประชามติจากประชาชน’ หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากมีมติว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา ส.ว.ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
21 พ.ย.56 กลุ่มนักกิจกรรมรุ่นใหม่ในชื่อพรรคสามัญชน ออกแถลงการณ์ ‘เดินหน้าแก้ไข รธน. ม.291 วาระ 3 และขอประชามติจากประชาชน’ ภายหลังจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติต่อคำร้องในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว.เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ชี้ว่าเนื้อหาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น ขัดรัฐธรรมนูญ (คลิกอ่าน)
แถลงการณ์ระบุว่า พรรคสามัญชน มีความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิก้าวล่วง และศาลรัฐธรรมนูญควรมีหน้าที่วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างกฎหมายอื่นมีเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น
อีกทั้งเป็นเรื่องปกติที่ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญเดิม เพราะหากไม่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญเดิมก็ย่อมไม่จำเป็นต้องแก้ไข ดังนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญเดิมหรือไม่ จึงเป็นเพียงเรื่องตลกทางการเมืองเท่านั้นเอง
นอกจากนี้ พรรคสามัญชน เห็นด้วยกับแนวทางการเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม.291 วาระ 3 เพื่อเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.3) ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อไป อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันว่าประชาชนเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 จริง จึงเสนอว่า หลังสภาผู้แทนพิจาณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม.291 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปทำประชามติก่อนที่จะส่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อให้วุฒิสภา
อนึ่งรายละเอียดแถลงการณ์ มีดังนี้
แถลงการณ์ พรรคสามัญชน
เดินหน้าแก้ไข รธน. ม.291 วาระ 3 และขอประชามติจากประชาชน
ตามที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากมีมติว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภาขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้น พรรคสามัญชนเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิก้าวล่วง พรรคสามัญชนเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีหน้าที่วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างกฎหมายอื่นมีเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
อีกทั้งเป็นเรื่องปกติที่ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญเดิม เพราะหากไม่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญเดิมก็ย่อมไม่จำเป็นต้องแก้ไข ดังนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญเดิมหรือไม่ จึงเป็นเพียงเรื่องตลกทางการเมืองเท่านั้นเอง
เพื่อยืนยันหลักการนี้ พรรคสามัญชนเห็นด้วยกับแนวทางการเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม.291 วาระ 3 เพื่อเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.3) ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อไป
อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 จริง พรรคสามัญชนขอเสนอเพิ่มเติมว่า หลังจากสภาผู้แทนพิจาณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม.291 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปทำประชามติก่อนที่จะส่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อให้วุฒิสภา
อนึ่ง พรรคสามัญชนเป็นพรรคการเมืองที่เกิดจากการรวมตัวกันของนักกิจกรรมทางสังคมซึ่งเห็นร่วมกันว่าจำเป็นจะต้องมีพรรคการเมืองเพื่อเป็นองค์กรในการผลักดันสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและมีความเป็นธรรมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของสามัญชน
เปลี่ยนแปลงสังคม โดยคนธรรมดา เพื่อสามัญชน
พรรคสามัญชน
21 พฤศจิกายน 2556
|
ป.ป.ช.ยกคณะนั่งอนุ กก.ไต่สวน 5 คำร้องถอดถอน “สมศักดิ์ – นิคม”
ป.ป.ช.ยกคณะนั่งอนุ กก.ไต่สวน 5 คำร้องถอดถอน “สมศักดิ์ – นิคม” และร้องอาญา 308 ส.ส.-ส.ว. ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรธน. “ปรีชา” รับ นำคำวินิจฉัยเป็นส่วนหนึ่งในการ ตรวจสอบด้วย ด้าน “วิชัย” แจง ฟันเลยไม่ได้ ต้องตรวจสอบเจตนาก่อน คาด ใช้เวลาพอสมควร
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาคำร้องขอให้ถอดถอนออก จากตำแหน่งและคำกล่าวหาที่มีผู้ ร้องจำนวน 5 เรื่องแล้ว และมีมติให้นำคำร้องขอให้ถอดถอน และคำกล่าวหาทั้งหมดมารวมพิจารณ าเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งให้กรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็ จจริง โดยให้นายวิชา มหาคุณ, นายใจเด็ด พรไชยา และนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวน ทั้งนี้ 5 คำร้อง แบ่งเป็นเรื่องกล่าวหาร้องเรียน ขอให้ดำเนินคดีอาญา จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้ 1.สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 3 คน ได้กล่าวหา ส.ส. และ ส.ว. จำนวน 308 คน ร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมน ูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่รา ชการ ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทำผิ ดต่อตำแหน่งที่ตามกฎหมายอื่น ทำให้ผู้กล่าวหาหรือประชาชนได้ร ับความเสียหาย และ 2.ประชาชนกล่าวหาร้องเรียน กรณีมีสมาชิกรัฐสภาใช้บัตรประจำ ตัวของตน เสียบบัตรเข้าเครื่องลงคะแนนแทน สมาชิกรัฐสภาคนอื่น ในการออกเสียงลงคะแนนโดยมิชอบ
http://www.manager.co.th/ Politics/ ViewNews.aspx?NewsID=9560000144 970
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





