PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

โลกมองไทยหลังรัฐประหารใหม่ๆ

19 กรกฎาคม 2014
หนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องกอบกู้ฟื้นฟู หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 คือการบริหารความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ทั้งด้านการทูต ความมั่นคง และด้านการค้า-การลงทุน ท่ามกลาง “โผรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” ที่มี 2 ชื่อคู่คี่-แข่งขัน คือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย
โดยตอนหนึ่งของรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้กล่าวว่า”บัดนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คนไทยและมิตรประเทศทุกประเทศจะช่วยกันมองไปสู่อนาคตและหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามา ในอดีตในการเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย มิตรประเทศเหล่านั้นคงไม่ปฏิเสธว่า ไทยมีสถานะเป็นหุ้นส่วนสำคัญของมหาอำนาจต่างๆในโลก เป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอีกหลายประเทศในชาติตะวันตก กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของสำนักงานสหประชาชาติประจำเอเซียแปซิฟิค ที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคขององค์กรระหว่างประเทศ และมี จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นสมาชิก นอกจากนั้นยังเป็นหุ้นส่วนความร่วมมืออีกมากมาย ทั้งในระดับภูมิภาค และนานาชาติ ในหลายมิติ ใน 3 เสาหลัก คือ ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ตลอดจนความร่วมมือช่วยเหลือป้องกันและเยียวยาภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ร่วมปฏิบัติการสันติภาพโลกมาอย่างยาวนาน และต่อเนื่อง
ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับแรก ๆ ของอาเซียน ไทยมีส่วนสร้างให้เกิดฐานการผลิตและการบริการ การลงทุนร่วมหลายต่อหลายแห่ง ไทยมีบทบาทหลักในการก่อตั้งอาเซียน และการประชุมความร่วมมือแห่งเอเชียหรือที่เรียกว่า ACD ซึ่งมีประเทศในเอเชียกว่า 30 ประเทศเป็นสมาชิก และไทยมีบทบาทเป็นสมาชิกที่แข็งขันของ APEC และ ASEM ของเอเชีย ยุโรป และในการประชุมเชิงบวกของ EAS (สุดยอดเอเชียตะวันออก) ที่ทั้งสหรัฐฯและออสเตรเลียเป็นสมาชิก เราได้เข้าสู่การเจรจาตามที่สหรัฐฯ ได้เชื้อเชิญในเวที TPP (หุ้นส่วนความร่วมมือแห่งแปซิฟิค) เป็นสมาชิกแข็งขันของ RCEP (ร่วมมือเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน) และกำลังจะเป็นเวที AEC ในภูมิภาค 10 ชาติอาเซียนในอนาคต
ดังนั้น เราควรต้องร่วมมือกันดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง ในอนาคต การที่ คสช. เข้ามาจัดระเบียบต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะฉะนั้นไม่น่าทำให้ความจริงแห่งพื้นฐานทางเศรษฐกิจต้องเปลี่ยนแปลงไป หรือมีผลกระทบต่อโอกาสของประเทศไทยที่มีต่ออาเซียนและประชาคมโลก ในการที่จะก้าวต่อไปเพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน เราไม่อยากให้มิตรประเทศจำกัดบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของทหารหรือ คสช. ในเวลานี้ โดยขอให้ไทยยังคงมีส่วนร่วมในเวทีนานาชาติต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อมิตรประเทศมากกว่าเดิม”
ทั้งนี้ความพยายามในการเคลื่อนประเทศเข้าสู่มหาอำนาจโลก ได้ดำเนินการผ่าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และทีมที่ปรึกษาคณะ คสช. อย่างเป็นระบบ ทั้งการไปปรากฏตัวในวงประชุมระดับสูงของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (ECOSOC) ที่สำนักงานสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในช่วงต้นเดือนกรฏกาคม และการกำหนดบุคคลระดับสูงในทีมที่ปรึกษา คสช. เดินทางไปกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมๆ กับการเดินทางไปเจรจาการค้า และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นในช่วงถัดไป
ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ หลังรัฐประหาร เป็นไปทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ มีทั้งฝ่ายคณะผู้บริหาร คสช. ต้องการไปเจรจากับประเทศต่างๆ และฝ่ายประเทศต่างๆที่ต้องการ “เข้าถึง” คณะนายทหารจากกองทัพ
นางคริสตี เอ. เคนนี่ย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้เข้าพบพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง เพื่อหารือถึงข้อกังวลของสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ที่มาภาพ : U.S. Embassy Bangkok's Photos
นางคริสตี เอ. เคนนี่ย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้เข้าพบพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง เพื่อหารือถึงข้อกังวลของสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับไทย
ที่มาภาพ : U.S. Embassy Bangkok’s Photos
ความสัมพันธ์ ที่มีทั้งบวกและลบ ที่ปรากฏชัดจากท่าทีของ นางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบบุคคลสำคัญในคณะผู้บริหารประเทศ ที่มาจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดย คสช. เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 เดือน หลังการรัฐประหาร และทั้ง 3 ครั้งเป็นการเข้าพบบุคคลสำคัญระดับ “หัวหน้าสูงสุด” ของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายเศรษฐกิจ และฝ่ายพลเรือน
ครั้งแรกที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ปรากฏตัวร่วมกับคณะ คสช. คือการเข้าพบ พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ในฐานะรองหัวหน้า คสช. ผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เมื่อคราวครบรอบ 1 เดือน หลังรัฐประหาร (23 มิ.ย.) จากนั้น เข้าพบ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะรองหัวหน้า คสช. ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ (10 ก.ค.) และล่าสุดเข้าพบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (17 ก.ค.)
ขณะที่มหาอำนาจอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น มีสภาอุตสาหกรรมและนักธุรกิจรายใหญ่ทางการเงิน การธนาคาร เข้าพบหารือกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปแล้ว ก่อนที่จะมีการส่งผู้นำในทีมที่ปรึกษา คสช. ไปเยือนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์กับมหาอำนาจในโลกตะวันออก
องค์กรเหนือรัฐและรัฐบาลต่างประเทศมีปฏิกิริยาเอนเอียงไปในทางลบต่อการทำรัฐประหารของ คสช. ทั้งยังแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยด้วย การโจมตีจากต่างชาตินั้นมุ่งไปในประเด็นการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและการลิดรอนสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน อาทิเช่น ความเห็นจากสหภาพยุโรป (EU) สหประชาชาติ (UN) รัฐบาลออสเตรเลีย กัมพูชา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี มาเลเซีย รัสเซีย สิงคโปร์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ทาง คสช. เองยังมีการติดต่อเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลต่างชาติด้วย
หลังจากการบริหารของคสช. ไม่นาน กระทรวงการต่างประเทศของไทย เผยรายชื่อประเทศที่มีการประกาศเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทย 62 ประเทศ มี 19 ประเทศประกาศให้ ‘หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศไทยหากไม่จำเป็น’ ในระดับ ‘สีแดง’ (avoid non-essential travel) ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สเปน อิตาลี ฟินแลนด์ รัสเซีย กรีซ ฮังการี มอลตา อิหร่าน ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม โครเอเชีย และไซปรัส
อีก 43 ประเทศนั้น ได้แจ้งเตือน ‘ให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทางในประเทศไทยโดยให้เฝ้าติดตามสถานการณ์ และหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม’ ในระดับ ‘สีเหลือง’ (warning/exercise caution/monitor situation/avoid certain sites) ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก บราซิล ชิลี อังกฤษ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก ลิทัวเนีย นอร์เวย์ โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก โรมาเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย สโลวัก ลักเซมเบิร์ก ตุรกี อินเดีย คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เคนยา ไนจีเรีย อิสราเอล คาซัคสถาน มัลดีฟส์ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน มาเก๊า อินโดนีเซีย บรูไน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ปฏิกิริยาต่างประเทศที่มีต่อไทยในระดับองค์กรเหนือรัฐ
บัน คี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้ไทยกลับคืนสู่การปกครองตามรัฐธรรมนูญ โดยพลเรือน เป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว เช่นเดียวกันกับ เนวี พิลเลย์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวประณามรัฐประหาร และกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการแทนที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การกำหนดกฎอัยการศึก การระงับรัฐธรรมนูญและมาตรการฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังอยากให้ฟื้นฟูหลักนิติธรรมในประเทศไทยโดยเร็วด้วย
ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ออกแถลงการณ์ที่มีเนื้อหาว่า มีการเฝ้าติดตามการพัฒนาในประเทศไทยด้วยความวิตกอย่างยิ่ง กองทัพต้องยอมรับและเคารพอำนาจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ และทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทย ทำให้ข้อตกลงทางการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งหมายรวมถึงการชะลอการลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือไทย-ประชาคมยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (พีซีเอ) และการเดินทางเยือนอียูและไทยอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะต้องระงับไว้ชั่วคราว (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)
ท่าทีต่างประเทศต่อรัฐประหารไทย
ปฏิกิริยาต่างประเทศที่มีต่อไทยในระดับรัฐบาล
ในด้านปฏิกิริยาระดับรัฐบาลนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลีย จูลี บิชอป กล่าวถึงสถานการณ์ในไทยว่า ‘กังวลอย่างยิ่ง’ ต่อรัฐประหาร ทั้งยังขอให้นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียใช้ความระมัดระวังและให้ความสนใจต่อความปลอดภัยของตนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังลดความสัมพันธ์กับไทย ห้ามผู้นำรัฐประหารเข้าประเทศ และเลื่อนกิจกรรมทางทหารกับกองทัพไทย
ทางการออสเตรเลียได้สั่งเลื่อนกิจกรรม 3 อย่างที่มีแผนดำเนินการร่วมกันกับไทย คือ หนึ่ง การฝึกอบรมปฏิบัติการทางทหารตามหลักสูตรกฎหมายให้กับเจ้าหน้าที่ทหารไทย สอง การฝึกปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อกอบกู้วัตถุระเบิดที่ทำขึ้นเอง สาม การฝึกปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย โดยทางการออสเตรเลียยังจะพิจารณากิจการด้านการกลาโหมและกิจกรรมอื่นๆ ที่มีแผนดำเนินการร่วมกันกับไทย
นอกจากนี้ รัฐบาลออสเตรเลียยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้นำการรัฐประหารเดินทางเข้าประเทศออสเตรเลีย และยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้กองทัพไทยวางแนวทางเพื่อนำประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงขอให้ยกเลิกการจับกุมผู้คนตามอำเภอใจ ให้มีการปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมตัวด้วยเหตุผลทางการเมือง และให้เคารพในสิทธิมนุษยชนและหลักการเสรีภาพขั้นพื้นฐานด้วย
ขณะที่โฆษกคณะรัฐมนตรี ปาย สิฟาน (Phay Siphan)ของกัมพูชา กล่าวว่า อยากเห็นการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพ ที่ยังเคารพเจตจำนงและผลประโยชน์ของชาวไทย รัฐบาลกัมพูชาจะเคารพผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองประเทศเสมอ
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาหลังจากการประกาศจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติของ คสช. ตามมาตรการความสงบตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 59 เรื่องการรักษาความสงบและการกำกับดูแลการบริหารแรงงานข้ามชาติ ประกาศเมื่อ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา แรงงานกัมพูชาทยอยกลับประเทศ ผ่านด่านพรมแดนคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รวมแล้วกว่า 84,234 คน โดยมีตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว คอยอำนวยความสะดวกจัดรถรับ-ส่ง
เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ กัมพูชา เดลี่ ในประเทศกัมพูชารายงานเมื่อ 18 มิ.ย.ว่า นายซาร์ เค็ง รมว.มหาดไทยกัมพูชา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า กองทัพไทยต้องรับผิดชอบต่อกรณีแรงงานชาวกัมพูชาอย่างน้อย 150,000 คนหลั่งไหลออกจากประเทศไทยกลับบ้านเกิด รวมถึงต้องรับผิดชอบเหตุการณ์ที่มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และบาดเจ็บ 19 คน จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะพยายามหลบหนีกลับประเทศ
ประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ก็มีการออกแถลงการณ์สั้นๆ จากกระทรวงการต่างประเทศ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์และหวังให้ความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่ประเทศไทย นอกจากนี้โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสิงคโปร์แถลงด้วยความหวังว่าทุกฝ่ายจะอดกลั้น และร่วมมือกันเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นบวก ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อจะฉุดให้ไทยและชาติอาเซียนโดยรวมก้าวถอยหลัง และหวังว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ปกติโดยเร็ว
ตามด้วยกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย แนะนำให้พลเมืองมาเลเซียหลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทยในขณะนี้และเลื่อนการเยือนประเทศไทยที่ไม่จำเป็น ทั้งแนะนำให้พลเมืองมาเลเซียในประเทศไทยปฏิบัติตามการห้ามออกจากเคหสถานเวลาค่ำคืนเพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคลและเหตุผลด้านความมั่นคง ขณะเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ออกความเห็นว่า รัฐประหารในประเทศไทยจะไม่กระทบต่อประเทศมาเลเซียในด้านการเมืองหรือเศรษฐกิจ
ความเห็นจากอีกซีกโลก ฝรั่งเศสออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการรัฐประหาร ผ่านนาย ฟร็องซัว ออล็องด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสรบะบุว่า ฝรั่งเศสเรียกร้องให้นำเอารัฐธรรมนูญกลับคืนมาเพื่อจัดการเลือกตั้ง และให้เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วย
เช่นเดียวกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งและฟื้นฟูการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญโดยเร็ว รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ก็เรียกร้องให้หวนคืนสู่กระบวนการการเมืองและการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญด้วย
ขณะที่ วิลเลียม เฮก รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ แสดงความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการรัฐประหาร อังกฤษขอเร่งให้ประเทศไทยคืนสู่การจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งอันเป็นประชาธิปไตย รับใช้ผลประโยชน์ของประชาชน และเป็นไปตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
พร้อมแสดงความหวังว่าฝ่ายผู้มีอำนาจจะกำหนดตารางเวลาที่รวดเร็วและชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งเพื่อช่วยฟื้นฟูกรอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ควรมีการหันไปสู่ความรุนแรง การหารืออย่างเปิดกว้างถึงประเด็นทั้งหลายเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปและมีเสถียรภาพมากขึ้นได้ พร้อมทั้งกล่าวว่ากำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างระมัดระวังที่สุด
มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ปฏิบัติการตอบโต้ทันที ด้วยการ ทบทวนความช่วยเหลือแบบกองทัพต่อกองทัพ และการเกี่ยวพันกับประเทศไทย โดยอาจจะรวมถึงการซ้อมรบร่วมที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศไทย ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินและทหารเรือเข้าร่วมประมาณ 700 นาย และสหรัฐฯ ยัง ระงับเงินช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศไทยมูลค่า 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเงินช่วยเหลือรวม 10.5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และยกเลิกข้อผูกพันทางทหาร รวมทั้งการเยือนและการฝึกทหารนอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางและชะลอการเยือนของข้าราชการที่ไม่จำเป็น
ถึงแม้สหรัฐฯ จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพไทยมายาวนาน แต่กฎหมายสหรัฐฯ และหลักการความเป็นประชาธิปไตยทำให้ทางการสหรัฐฯ จำเป็นต้องพิจารณาปรับความสัมพันธ์กับกองทัพไทย
ด้านนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า ผิดหวังต่อการตัดสินใจของทหารไทยที่ล้มรัฐธรรมนูญและเข้าควบคุมการปกครองภายหลังความวุ่นวายทางการเมืองที่ยาวนาน ไม่มีเหตุผลที่ชอบธรรมสำหรับรัฐประหารในครั้งนี้ ทั้งยังกังวลถึงการระงับการแสดงออกของสื่อ และได้ร้องขอให้มีการฟื้นฟูรัฐบาลพลเรือนและกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยในทันที ตลอดจนเคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐาน อาทิ เสรีภาพของสื่อ พร้อมทั้งเสนอให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว
นานาประเทศเยือนไทยหลังเกิดรัฐประหาร – คสช. รุกชี้แจงโรดแมป ‘ปรองดอง-ปฏิรูป-เลือกตั้ง’
หลังจากการทำรัฐประหาร นอกจากจะมีปฏิกิริยาทางลบจากนานาชาติแล้ว อีกทางหนึ่งก็มีการเดินทางของตัวแทนรัฐบาลต่างๆ เพื่อเข้ามาหารือกับ คสช.
ประเทศมาเลเซีย ถือเป็นรัฐบาลต่างประเทศชาติแรกที่เดินทางมานับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ซึ่งการเดินทางเยือนครั้งนี้อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมิตรภาพที่ดีระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน รวมทั้งอาจมีความเข้าใจในสถานการณ์ของไทยเป็นอย่างดียิ่ง พร้อมที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและความร่วมมือที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ
ตามด้วยกลุ่มนักธุรกิจจากจีน ที่เข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรม และนักธุรกิจรายใหญ่ของจีน ได้แก่ นักธุรกิจภาคการเงิน การธนาคาร ธนาคาร ICBC ธนาคารใหญ่ที่สุดของประเทศจีน และภาคอุตสาหกรรม ภาค ICT ไฟฟ้า บริษัทผลิตรถยนต์ เกษตรกรรม โรงงานผลิตปุ๋ย และอุปกรณ์พื้นฐานในการเกษตร นอกจากนั้น มีผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ นักลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ
สำหรับการเข้าพบในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความร่วมมือด้านการลงทุน สร้างความมั่นใจในการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งหัวหน้า คสช. ได้อธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นในการใช้อำนาจบริหารประเทศเพื่อแก้ไขข้อจำกัดทั้งด้านข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้ระบบบริหารราชการแผ่นดินสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่มีอุปสรรค รวมถึงนโยบายการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ โดยหัวหน้า คสช. ได้ให้ความมั่นใจว่า จากนี้ไป การค้า การลงทุน จะมีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริต คอร์รัปชัน โดยมุ่งประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นแบบในการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
ทั้งนี้ นักธุรกิจจีนที่ต้องการมาลงทุนในประเทศไทย ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ สร้างความเข้มแข็งแก่แรงงานไทย โดยเฉพาะการตั้งบริษัทลูกที่บริหารโดยคนไทย จะเป็นการสนับสนุนบริษัทแม่ของจีน และสามารถเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในประเทศโดยเฉพาะด้านการเกษตรที่มีราคาตกต่ำ นอกจากนี้ ให้นักธุรกิจจีนที่ต้องการจัดตั้งโรงงานขึ้นใหม่ในไทยนั้น คำนึงถึงการใช้พลังงานทดแทน รักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มศักยภาพและพัฒนาบุคลากร ขอความร่วมมือกับนักธุรกิจชาวจีนในการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่ถูกต้องแก่นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่อให้มีความมั่นใจต่อการลงทุนและท่องเที่ยวในประเทศไทย
นอกจากนี้ เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศรายงานว่า ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้ขอบคุณจีนที่แสดงความเข้าใจสถานการณ์การเมืองของไทย และชี้แจงพัฒนาการทางการเมืองของไทย การเดินหน้าการปฏิรูปประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามโรดแมป 3 ขั้นตอน และสร้างความเชื่อมั่นถึงการดำเนินการของ คสช. ในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐมนตรีช่วยฯ ของจีนสนับสนุนแนวทางที่ไทยดำเนินอยู่ และเห็นว่าการเมืองไทยเป็นเรื่องที่คนไทยต้องหาทางแก้ไขกันเองเพื่อนำประเทศกลับสู่เสถียรภาพ ซึ่งความมั่นคงและเสถียรภาพของไทยมีความสำคัญต่ออาเซียนและภูมิภาคโดยรวม
จีนแสดงความพร้อมที่จะหารือและลงนามในสนธิสัญญาเพื่อความเป็นมิตรภาพและเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และผลักดันให้เริ่มการเจรจายกระดับความร่วมมือเขตการค้าเสรีอาเซียนจีน เพื่อพัฒนาไปสู่ระดับใหม่ ส่งเสริมการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank- AIIB) เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งเงินทุนให้กับประเทศในเอเชียเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค จีนประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางทะเล เสริมสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระดับบุคคล
ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ความสัมพันธ์และการเป็นหุ้นส่วนไทย – จีน ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อภูมิภาคโดยรวม เนื่องในโอกาสครอบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 40 ปี ในปี 2558 ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างสองประเทศ เพื่อหารือถึงความร่วมมือในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างสองประเทศ ตั้งแต่ระดับราชวงศ์ ผู้นำ และการจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ทางรัฐบาลจีนได้เชิญ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เยือนจีน โดยจะมีการหารือเรื่องกำหนดการในโอกาสต่อไป
คสช. พบปะหารือกับเอกอัครราชทูตและกงสุลจำนวน 23 ประเทศ
เมื่อ 11 มิ.ย. 2557 คสช. ได้พบปะหารือกับเอกอัครราชทูตและกงสุลจำนวน 23 ท่าน จาก 28 ประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นจากกลุ่มประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหภาพยุโรป ซึ่งมีข้อกังวลเกี่ยวกับประเทศไทย คสช. ได้ชี้แจงและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันให้มากขึ้น ทั้งนี้ประเทศต่างๆ เห็นพ้องว่าไทยเป็นมิตรประเทศที่สำคัญ มีความสัมพันธ์ที่ยาวนาน และมีความร่วมมือครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การลงทุน
คสช. ได้ย้ำเกี่ยวกับความสำคัญในการเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียนในปีหน้า (2015) โดยจะได้มีการตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
และเมื่อ 9 มิ.ย. 2557 คสช. แถลงว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม East Asia Summit ที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ โดยได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศคู่เจรจาที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา พร้อมย้ำกับประเทศต่างๆ ถึงความจำเป็นของไทย และขอให้สนับสนุนประเทศไทย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐ ได้ยืนยันความสำคัญของไทยในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ และหวังให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว ในขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยืนยันไทยเป็นมิตรประเทศที่สำคัญ และมีความเชื่อมั่นมากขึ้นภายหลังที่ไทยได้มีการประกาศโรดแมป นอกจากนี้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับหัวหน้าคณะผู้แทนของอินเดีย ซึ่งได้แสดงความเข้าใจในสถานการณ์การเมืองของไทย และเห็นว่าเป็นเรื่องที่คนไทยต้องหาทางออกด้วยตนเอง และความสัมพันธ์ไทย-อินเดียยังคงดำเนินไปตามปกติ โดยยังได้เชิญผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปเยือนอินเดียด้วย
ต่อมา 19 มิ.ย. 2557 ผู้แทนหอการค้าต่างประเทศประจำประเทศไทย จาก 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน และออสเตรเลีย เข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์ มีเนื้อหาสำคัญว่าไทยได้เร่งสร้างความพร้อมประเทศในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558 การขับเคลื่อนและการสนับสนุนการลงทุนที่มีการหยุดชะงักไป รวมทั้งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และมีการอนุมัติโครงการไปแล้วกว่า 18 โครงการเป็นเงินกว่าแสนล้านบาท การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ทั้งที่ถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย และได้รับการผ่อนผัน เพื่อความสร้างความมั่นคง ปลอดภัย แก่ประชาชน การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุน การเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างๆที่คั่งค้าง เช่น FTA RCEP การเร่งขยายความร่วมมือในกรอบต่างๆ เช่น อาเซียน EU ให้ยั่งยืนและเกิดประโยชน์ร่วมกัน
ทูตคริสตี้-หอการค้าอเมริกา กุศโลบาย 2 ทาง
เมื่อ 23 มิ.ย.2557 นางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบ พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดย พล.อ. ธนะศักดิ์ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ของไทยและแผนโรดแมปของ คสช. ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจสถานการณ์การเมืองของไทย และยินดีที่ไทยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน
สำหรับการประกาศผลรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2557 นั้น พล.อ. ธนะศักดิ์กล่าวแสดงความผิดหวังและไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ ลดอันดับไทยไปอยู่ในกลุ่ม Tier 3 พร้อมกับได้ยืนยันว่าไทยยังคงมุ่งมั่นดำเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันที่จะร่วมมือและสนับสนุนไทยในการดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการหารือด้านความร่วมมือทางทหาร โดยทั้ง 2 ฝ่ายยินดีที่จะยังให้มีการฝึกร่วม/ผสมที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาคต่อไป
ในวันเดียวกัน พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของ คสช. ได้พบกับนายดาร์เรน บัคลีย์ ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (Mr. Darren N Buckley President, the American Chamber of Commerce Thailand) พร้อมด้วย นายปวิน รอดลอยทุกข์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารซิตี้แบงก์ เพื่อหารือเรื่องความสัมพันธ์และการพัฒนาด้านการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ ประธานหอการค้าอเมริกันได้เสนอที่จะให้การสนับสนุนประเทศไทยและคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเรื่องที่เกี่ยวกับด้านการค้าและเศรษฐกิจ อีกทั้งจะเป็นผู้ประสานงานกับบริษัทที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทย-อเมริกัน ในการสนับสนุนประเทศไทยและการทำความเข้าใจกับบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยในการที่จะเข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และยินดีที่จะสนับสนุนข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้แก่ฝ่ายเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติอย่างเต็มที่
ประธานหอการค้าเกาหลีใต้-ไทย เข้าหารือความร่วมมือธุรกิจ
เมื่อ 26 มิ.ย. 2557 พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ให้การต้อนรับ นายจอน แจ-มัน (H.E. Mr.Joen Jae-man) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย และคณะเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 10 ของสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับที่มีความสำคัญมาก จากสถานการณ์ทางการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เกิดผลกระทบกับการติดต่อทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศทั้งในด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว
ในการสนทนาหารือกันครั้งนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้นำข้อเสนอในการที่จะส่งเสริมให้นักลงทุนชาวเกาหลีเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งการชักชวนให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้กลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากเหมือนเดิมหลังจากที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ลดลงไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง และได้ยืนยันว่าสาธารณรัฐเกาหลีใต้จะเป็นมิตรที่ดีกับประเทศไทยตลอดไป
หลังจากนั้น 2 ก.ค. 2557 ประธานหอการค้าเกาหลี-ไทย นำคณะผู้แทนภาคธุรกิจเกาหลี เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อรับฟังแนวทางการแก้ปัญหาและขับเคลื่อนประเทศ พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือไทย-เกาหลี ในการทำธุรกิจ การค้า และการลงทุน โดยหวังว่าความสัมพันธ์และความร่วมมือต่างๆ จะได้รับการสนับสนุนผลักดันให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป โดยไทยและเกาหลีต่างสนับสนุนกันในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นมิตรที่ใกล้ชิดในด้านความมั่นคงด้วย
หัวหน้า คสช. ยืนยันว่า ไทยมุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือ และพร้อมที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนกับเกาหลีต่อไป รวมถึงการผลักดันความร่วมมือที่ยังคั่งค้าง เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement-CEPA) ระหว่างไทยกับเกาหลีให้มีผลเป็นรูปธรรมต่อไปโดยขณะนี้ คสช. กำลังดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าการลงทุนระหว่างกัน สำหรับโครงการการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และสาธารณูปโภคพื้นฐาน ขณะนี้ คสช. กำลังทบทวนและปรับปรุงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว รวมทั้งเปิดโอกาสให้เกาหลีได้เข้ามามีส่วนร่วมต่อไปด้วย
ผู้นำทหารสูงสุดเมียนมาร์ เข้าพบผู้นำสูงสุด คสช.
พล.อ. อาวุโส มีน ออง ไลง์ (Min Aung Hlaing) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาร์ เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกองบัญชาการกองทัพไทย ระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2557
พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยและเมียนมาร์ที่มีความร่วมมือกันอย่างดีทั้งในกรอบทวิภาคีและภูมิภาค อาทิ การประชุมคณะผู้นำระดับสูงกองทัพไทย-เมียนมาร์ (HLC) การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และการประชุมคณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการแลกเปลี่ยนฝึกอบรมในด้านต่างๆ อาทิ การเกษตรตามทษฎีใหม่แก่เกษตรกรเมียนมาร์และกำลังพล พร้อมชื่นชมในการเป็นประธานอาเซียนของเมียนมาร์ ในการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ครั้งที่ 8 ได้มีการขยายความร่วมมือทางการแพทย์ทหาร ซึ่งกองทัพไทยพร้อมให้การสนับสนุน และยินดีต้อนรับคณะทหารเมียนมาร์ที่จะเข้าร่วมการฝึกร่วมอาเซียนในด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ด้วย
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยและเมียนมาร์ได้มีความร่วมมือในทุกระดับ โดยเฉพาะการจัดระเบียบตามแนวบริเวณชายแดนและการป้องกันภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ การปราบปรามการค้ายาเสพติด การค้าอาวุธสงคราม รวมถึงความร่วมมือตามแนวทางการบริหารจัดการชายแดนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ผบ.สส. ประเทศเมียนมาร์ ได้กล่าวขอบคุณที่ประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนในการเป็นประธานอาเซียนของเมียนมาร์ พร้อมจะผลักดันให้เกิดความร่วมมือในทุกระดับ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกองทัพไทยและเมียนมาร์ ซึ่งทำให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขและลดลง นอกจากนี้ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับไทย ในการพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศร่วมกัน
ทั้งหมดนี้ คือความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างคณะผู้บริหารสูงสุด ของคณะรักษาความสงบแห่งขาติ กับผู้นำสูงสุดของประเทศมหาอำนาจ และนานาประเทศ ทั้งในฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายการค้า การลงทุน
คือ ภาระของว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ว่าในโผ จะมีเป็นชื่อของ ดร.สมคิด จาตุศริพิทักษ์ หรือ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย

"บิ๊กป้อม" แจงเรียก"ปึ้ง"ปรับทัศนคติ จะดูเจตนาสร้างแตกแยกหรือไม่ ย้ำถอด ปู ยึดกฎหมาย

28/1/58
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนการประชุมสภากลาโหม ถึงกรณีที่นายเดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวถึงกรณีการให้ยกเลิกกฎอัยการศึกทั่วประเทศ และยกเลิกข้อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม โดยพลเอกประวิตรกล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามที่กระทรวงการต่างประเทศชี้แจง เพราะเกรงว่าข้อมูลจะไม่ตรงกัน
http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14224320951422432109l.jpg

ส่วนกรณีที่นายสุรพงศ์ โตวิจักษ์ชัยกุล แสดงความคิดเห็นกรณีการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรีและบทบาทของสหรัฐฯ ที่อาจจะสร้างความแตกแยกในสังคมนั้น พลเอกประวิตรระบุต้องดูที่เจตนา ว่าต้องการสร้างความแตกแยกหรือไม่

ทั้งนี้พลเอกประวิตรยังกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยมาเลซียหรือจีบีซี เป็นการพูดคุยปัญหาชายแดนร่วมกัน และไม่มีการพูดคุยในประเด็นตัวแทนพูดคุยสันติสุขใดใดทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คสช.วานนี้เป็นการพูดคุยเรื่องการลงตรวจสอบการเพื่อให้เป็นไปตามแผนงานของคสช. 8 เดือนที่ผ่านมา โดยไม่มีการลงไปตรวจสอบการใช่งบประมาณเพราะจะทับซ้อนกับคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐหรือคตร.

ในส่วนของกรอบงบประมาณปี2559ของกระทรวงกลาโหม นั้นไม่มีปัญหาเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีหลังประชุมร่วมกัน โดยมีแผนระยะยาว 5 -10 ปี เพื่อพัฒนากองทัพ ส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ เป็นเรื่องของเหล่าทัพไม่ใช่กระทรวงกลาโหม

สำหรับเรื่องการถอดถอนเป็นเรื่องของกฎหมาย หลักนิติธรรม ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง ขอให้ทุกฝ่ายอย่าสร้างความแตกแยก เพราะรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

อย่างไรก็ตามตนยังไม่ทราบว่าจะมีทูตสหรัฐมาประจำประเทศไทยเมื่อใด เพราะเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ

มทภ.1ได้รับคำสั่งเรียก"ปึ้ง"คุยแล้ว

"ผบ.กองกำลังรักษาความ"คสช. เผยรับทราบคำสั่ง "บิ๊กตู่" เรียก"สุรพงษ์" แล้ว รอดูพฤติกรรม จะได้กลับบ้าน หรือนอนค่าย
บิ๊กโชย พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาค1/ผบ.กกล.รส. เผยว่า ได้รับคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหน.คสช. ที่ให้.เชิญ นาย"สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล". อดีต รมว.กต. มารายงานตัว แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าวันไหน. เพราะเชื่อว่า เดี๋ยวสื่อก็รู้
ส่วนจะ ปล่อยกลับบ้าน หรือ ให้อยู่ค้างคืน ปรับทัศนคติ ในค่ายทหาร พลโท กัมปนาท กล่าวว่า 
รอดูพฤติกรรมก่อนว่า ถ้าร่วมมือดีก็ให้กลับบ้านได้ แต่ถ้าไม่ร่วมมือ ก็นอนค่ายทหาร เพื่อคุย ปรับทัศนคติ อละหากยังไม่ร่วมมืออีก ก็จะถูกตรวจสอบธุรกรรมการเงิน ตามขี้นตอน
ส่วนคนที่จะพูดคุยกับ นาย สุรพงษ์ นั่น พลโม กัมปนาท กล่าวว่า มีทีมพูดคุยอยู่แล่ว. ตนไม่ต้องคุยเอง


นักวิชาการ ชี้ สหรัฐฯ พบ"ปู" ต่างชาติอาจมองไทยอีกมุม พบ มาร์ค ไม่มีอะไรน่าสน!

 วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558 เวลา 09:58:07 น

นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ได้แสดงความเห็นถึงท่าทีสหรัฐอเมริกาที่มีต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝ่ายนิติบัญญัติ กระบวนการที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย ผ่านการเดินทางเยือนไทยพบปะฝ่ายต่างๆ ของนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ว่า
http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14224138001422413824l.jpg

คํากล่าวของนายแดเนียล รัสเซล สะท้อนให้เห็นว่ายังมองปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาคนี้ทั้งหมด ไทยเป็นประเทศในภูมิภาคนี้ที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงทางการเมืองที่จะสร้างปัญหาให้กับภูมิภาค และการมาเข้าพบบุคคลสำคัญในแง่การเมือง การมาพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯและ รมว.การต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องการทูตปกติ ไม่ได้มีความหมายอะไร ส่วนการมาพบกับคู่กรณีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เเละ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเรื่องน่าสนใจ

คิดว่าการพบนายอภิสิทธิ์ เป็นการพบเพื่อให้การพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ถูกโจมตีว่ามีฝักมีฝ่ายมากกว่า เพราะนายอภิสิทธิ์ ในความคิดผมเป็นผู้นำที่หลุดจากความสำคัญทางการเมืองในปัจจุบันไปเเล้ว

ส่วนการบรรยายและการแสดงความคิดเห็นต่างๆของนหลุดความสำคัญทางการเมืองไปแล้วายแดเนียล ที่จุฬาฯ เรื่องอยากให้เกิดประชาธิปไตยและอยากให้มีการเลือกตั้ง เป็นธรรมเนียมในการพูดปกติไม่มีความสำคัญเป็นพิเศษ แต่เรื่องยกเลิกกฎอัยการศึก หรือการออกแบบกระบวนการประชาธิปไตยที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องที่เป็นพิเศษกว่าเรื่องอื่น เป็นสาระหลักสำคัญครั้งนี้ เพราะการจะให้เท่าเทียมกันจะไม่เกิดขึ้นถ้ามีการปิดกั้นเสรีภาพ มีการใช้กฎอัยการศึก มีการห้ามเเสดงออกทางการเมือง

ผมมองว่าการออกมาของสหรัฐอเมริกา ฝ่ายรัฐบาลยังไม่มีท่าทีหรือแสดงออกอะไร รัฐบาลชุดนี้อยู่ในภาวะของความคิดว่าสามารถปิดประเทศ ทำให้ประเทศไม่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกในการสร้างประชาธิปไตย มองการปิดประเทศเป็นเรื่องเป็นไปได้ แต่สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอหรือนักธุรกิจระหว่างประเทศ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่าสิ่งที่เราทำในเวลานี้ กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นสิ่งที่ต่างประเทศไม่ได้มองแบบที่รัฐบาลอยากให้คนในสังคมไทยมอง

สิ่งที่ตัวแทนของสหรัฐพูดสอดคล้องกับสื่อต่างประเทศกรณีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องของกระบวนการทางกฎหมาย รัฐบาลไทยอาจจะต้องฟังว่าเขามองว่าการกลั่นแกล้งทางการเมืองอย่างไร เพราะเขาจะมองว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีอำนาจพิเศษที่จะแทรกเเซง การดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมได้

ปชช.ชุมนุมหน้าสถานฑูตสหรัฐ จี้มะกันหยุดแทรกแซงไทย

จี้มะกันหยุดแทรกแซงประเทศไทย
Cr:เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานทูตอเมริกา ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน นายยุทธภัณฑ์ พันธ์สิงสอน เลขาธิการเครือข่ายปกป้องผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีของคนไทย พร้อมคณะเดินทางเข้ายื่นหนังสือผ่านเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้กับ นายเดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เพื่อขอให้สหรัฐอเมริกาหยุดแทรกแซงกิจการภายในราชอาณาจักรไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม และขอให้เคารพอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.5 และตำรวจ สน.ลุมพินี คอยดูแลความปลอดภัยอยู่โดยรอบสถานทูต
ด้าน นายยุทธภัณฑ์ เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของการเดินทางมาในวันนี้ก็เพื่อต้องการเรียกร้องกับสถานทูตสหรัฐอเมริกา 2 ข้อ คือ 1.เรียกร้องให้อเมริกาเลิกยุ่งเกี่ยวและแทรกแทรงกิจการภายในราชอาณาจักรไทย และ 2.สหรัฐอเมริกาควรเคารพอธิปไตยในราชอาณาจักรไทย สำหรับเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นในหน่วยราชการและทุจริตจำนำข้าวนั้น ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องความของความมั่นคง เราจึงขอสนับสนุนการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อปราบปรามการทุจรติคอรัปชั่นให้หมดไป ซึ่งตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ อยู่ในระหว่างดำเนินการเป็นที่น่าพอใจ.


โชว์เก๋า ?? หรือแก้เก้อเสียหน้า ? เรียก อุปทูตอเมริกา มาชี้แจง


โชว์เก๋า ?? หรือแก้เก้อเสียหน้า ? เรียก อุปทูตอเมริกา มาชี้แจง
จำได้เลยเช้าวันที่ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรี สหรัฐได้พบกับตัวแทนฝ่ายการเมืองไทยทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ยิ่งลักษณ์ - อภิสิทธิ์ - พล.อ.ธนะศักดิ์ ต่างฝ่ายก็ต่างโฆษณาตัวเองกันใหญ่ว่า ได้พบตัวแทนจากอเมริกา PR ตัวเองเต็มที่
แต่หลังจากยิ้มยังไม่ทันได้หุบปาก ปชป.คสช. ก็ต้องมาหน้าหงาย จากที่อวดภาพการได้เข้าพบ กลายเป็นมานั่งด่า อเมริกาสาดเสียเทเสีย กันแบบว่าไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลยทีเดียว
เหตุเพราะ หลังจากการพบปะท่านผู้ช่วยรัฐมนตรี สหรัฐ ได้เดินทางไปยังงานบรรยายสาธาณะที่ จุฬาต่อ โดยในการบรรยาย ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีฯสหรัฐได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยมีใจความที่ว่า
- เป็นห่วงเรื่องในเรื่อง กฎอัยการศึก และข้อจำกัดเสรีภาพในการพูด
- ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งถูกปลดออกจากตำแหน่ง ถูกถอดถอนโดยผู้มีอำนาจที่ก่อรัฐประหาร และตกเป็นเป้าด้วยข้อหาอาญาในขณะที่กระบวนการและสถาบันพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักลง ประชาคมโลกจึงเกิดความรู้สึกว่า ขั้นตอนเหล่านี้อาจเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง
- สหรัฐฯ หวังว่าจะได้เห็นกระบวนการที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนไทยต่อรัฐบาลและสถาบันตุลาการ
ด้าน คสช.-รบ. ก็คงจะไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่คงพูดได้แค่เพียงว่าไม่สบายใจที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น จนถึงขั้นที่ต้องเรียกอุปทูตสหรัฐอเมริกา รักษาการแทนเอกอัครราชทูตทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เดินทางมาชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ (28 ม.ค. เวลา 8.00 น. )


ระวัง! ฝรั่งใช้เงินเก๊แทนเงินจริง

ระวัง! ฝรั่งใช้เงินเก๊แทนเงินจริง
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 28 มกราคม 2558
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องกับการเงินของประเทศเพื่อเตรียมรับมือกับเงินสกุลต่างประเทศบางสกุล โดยเฉพาะดอลลาร์ เยน และยูโร ที่อาจจะไหลบ่าเข้าท่วมประเทศไทย
ต้องขอสดุดีว่าเป็นการตื่นตัวและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างฉับพลันทันด่วน แทนที่จะปล่อยให้บรรดา “นักการเงิน” เล่นเกมการเงินจนประเทศล่มจม ประชาชนพินาศ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2540
และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะต้องตื่นตัวทั่วพร้อม ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สนับสนุนการเตรียมการทั้งปวงของรัฐบาลอย่างเอาการเอางาน และลงมือปฏิบัติการในทิศทางที่รัฐบาลกำหนด ก็จะรักษาบ้านเมืองและระบบการเงินของประเทศเอาไว้ได้อย่างแน่นอน
ก็ต้องทำความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า QE เสียก่อน และจะเข้าใจได้ง่ายที่สุดถ้าเข้าใจว่า QE ก็คือเงินกงเต๊กชนิดหนึ่งนั่นเอง
สหรัฐอเมริกาได้ใช้มาตรการ QE เป็นครั้งแรก อันเป็นผลเนื่องมาจากสหรัฐอเมริกากำลังเป็นประเทศหนี้สินล้นพ้นตัว ชาวอเมริกันก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว เฉพาะประเทศเองมีหนี้สินมากมายมหาศาล จนไม่สามารถชำระหนี้ได้ แม้กระทั่งดอกเบี้ยที่จะพึงจ่ายให้กับหนี้ก้อนมหาศาลนั้นก็ไม่สามารถชำระได้แล้ว
เป็นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องออกพันธบัตรที่ไม่มีดอกเบี้ยมาค้ำจุนและใช้มาตรการทางการเมืองและการทหารบังคับกดดันเพื่อการขายพันธบัตรเหล่านั้น แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดที่ขายไม่ได้
เมื่อจะชำระหนี้ก็ไม่ได้ แค่ดอกเบี้ยของหนี้ก็ไม่สามารถชำระได้ และไม่สามารถกู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยมาแปลงหนี้ใหม่ได้อีก จึงมีการใช้มาตรการพิสดารที่เรียกว่า QE นั่นคือการพิมพ์ธนบัตรนอกเหนือกฎเกณฑ์ที่จะพิมพ์ได้ตามกฎหมายว่าด้วยการเงินการคลัง และโดยไม่มีทองคำหรือเงินตราต่างประเทศค้ำจุนหนุนหลังเลย
ตราสารที่ออกมานี้ก็เพื่อการชำระหนี้ที่เป็นหนี้อยู่แต่เดิม และใช้ในการจับจ่ายใช้สอยประจำวัน ประจำเดือน ประจำปีด้วย ดังนั้น QE จึงเป็นเงินกงเต๊กที่ออกมาเพื่อซื้อหาสินค้าและบริการรวมทั้งชำระหนี้ มีสภาพเหมือนกันกับเงินที่ญี่ปุ่นพิมพ์ขึ้นใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และพอสิ้นสงครามก็ต้องเอาไปเผาแทนเงินกงเต๊ก
สหรัฐอเมริกาออก QE มากมายมหาศาล ญี่ปุ่นซึ่งตกอยู่ในสภาพร่วมหัวจมท้ายกับสหรัฐก็เอาตาม และลุกลามไปถึงสหภาพยุโรป
ดังนั้นเมื่อเงินกงเต๊กออกมามากจึงไหลท่วมบ่าไปยังประเทศต่าง ๆ แต่เพราะเงินดังกล่าวมีฐานะเป็นแค่เงินกงเต๊ก จึงอ่อนค่าลง แล้วฉุดเอาเงินสกุลอื่นที่ผูกมัดติดตรึงกันอยู่กับเงินสกุลนั้น ๆ ให้แข็งค่าขึ้น
เพราะคนทั้งหลายไม่มีใครอยากได้เงินกงเต๊ก ต่างพากันไปถือเงินจริงจนทำให้เงินจริงแข็งค่าจนเกินจริง ดังเช่นที่สวิสเซอร์แลนด์ ชาวยุโรปแห่กันไปเอาเงินกงเต๊กไปแลกเอาเงินของสวิสเซอร์แลนด์ จนไม่อาจรองรับได้ไหว ในที่สุดธนาคารกลางของสวิสเซอร์แลนด์ก็ต้องลอยตัวและทำให้สกุลเงินของประเทศที่เกี่ยวข้องทรุดหนักลงไปอีก
ประเทศไทยของเรามีเงินบาทเป็นสกุลเงินที่ใช้สอย จะดีจะร้ายอย่างไรก็เป็นเงินจริง เพราะมีทั้งทองคำ และเงินตราต่างประเทศเป็นประกันค้ำจุนหนุนหลังอยู่ ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายที่จะมีการเงินกงเต๊กมาแลกเงินบาทด้วยวิธีการต่าง ๆ มากหลาย ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นโดยลำดับ
อะไรที่แข็งนั้นคนมักจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องดี แต่สำหรับค่าเงินแล้วหากแข็งค่าผิดปกติก็อาจจะทำให้ชาติล่มจมได้ เพราะอย่างเบาที่สุด
สินค้าส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศพังพินาศหมด เพราะเมื่อเงินบาทแข็ง สินค้าไทยก็แพง การท่องเที่ยวไทยก็แพง จะกระชากเอาระบบเศรษฐกิจของประเทศพังครืนลงไปอย่างง่ายดาย
หาก “นักการเงิน” กระทำการบัดซบเหมือนที่เคยทำกับประเทศเมื่อปี 2540 เข้าแทรกแซงพยุงค่าเงินบาทให้ผิดจากธรรมชาติ ก็จะซ้ำรอยปี 2540 เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งเงินที่เข้าแทรกแซงก็จะผลาญเอาเงินสำรองของประเทศจนหมดสิ้น เงินบาทก็จะกลายเป็นเงินกงเต๊กด้วย จากนั้นก็จะถูกทุบค่าเงินบาทจนพินาศวายวอดเหมือนเมื่อปี 2540
คสช. และรัฐบาลนี้ไม่ได้โง่เง่าเต่าตุ่นและไม่ได้หูหนวกตาบอดเหมือนนักการเมือง จึงรู้ทันเกมทันกล รู้ผล รู้เหตุ ที่กำลังจะเกิดเป็นเพศภัยแก่ชาติบ้านเมืองและประชาชน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงได้เรียกประชุมเตรียมการรับมือในเรื่องนี้อย่างฉับพลันทันด่วนในเรื่องนี้อย่างทันท่วงที
ก็ได้แต่วาดหวังว่า “นักการเงิน” ที่เกี่ยวข้องจะไม่แทรกแซงค่าเงินบาททำความผิดพลาดซ้ำรอยปี 2540 เพราะในบัดนี้เงินบาทไม่ได้ผูกติดอยู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนอดีต แต่ได้มีการลอยตัวค่าเงินบาท มาตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 แล้ว
ดังนั้นถ้ามีไอ้โม่งคนไหนกระทำการซ้ำรอยปี 2540 ก็ต้องรับผิดชอบ เช่นเดียวกับอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านหนึ่ง แต่ความรับผิดชอบลม ๆ แบบนั้นไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้ หากจำเป็นก็อาจต้องใช้อำนาจพิเศษเพื่อหยุดยั้งการแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยปี 2540 อีก.

สหรัฐฯ เข้าชี้แจงด่วน! เหตุแทรกเเซงการเมืองไทย

มติชน: สหรัฐฯ เข้าชี้แจงด่วน! เหตุแทรกเเซงการเมืองไทย
28 มค 2558 (09:18 น.)
กรณี นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รมว.ต่างประเทศ โดย นายแดเนียล ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการใช้กฎอัยการศึกในประเทศ นั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังปรากฏข่าวเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการเมืองไทยของ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทย ภายหลังการเข้าพบอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เพิ่งโดน สนช.ลงมติถอดถอน ปรากฏว่าได้สร้างความไม่สบายใจต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอย่างมาก ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศจึงได้เรียก นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้ามาชี้แจงกรณีดังกล่าวในเช้าวันพุธที่ 28 มกราคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ทำหน้าที่รักษาการเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยในช่วงที่ทางสหรัฐยังไม่ได้ส่งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาแทนทูตคริสตี้ เคนนีย์ ที่อยู่ประเทศไทยมาครบวาระ 4 ปีและเดินทางกลับไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

"บิ๊กตู่"เสียใจ สหรัฐฯ ไม่เข้าใจไทย ชี้มองปชต.ต่างกัน ขู่เรียกคนปลุกระดมปรับทัศนคติ

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558 เวลา 14:02:42 น
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุเสียใจสหรัฐไม่เข้าใจสถานการณ์ไทย ยันไม่ไล่ล่าตระกูลใดๆ เผยเตรียมเรียกสุรพงษ์และคนปลุกระดมทางการเมืองรายงานตัว พร้อมขอประชาชนหากตนเป็นความหวัง อย่าทำลายกัน
http://www.matichon.co.th/online/2015/01/14224285661422428582l.jpg
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า รู้สึกเสียใจที่สหรัฐอเมริกา ไม่เข้าใจกรณีการที่สนช.ลงมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ย้ำว่า ไม่กระทบกับความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศที่มีมายาวนาน โดยมองว่าสหรัฐ มีมุมมองด้านประชาธิปไตยที่แตกต่างจากไทย จึงอยากให้พิจารณาถึงบริบทการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ด้วย ยืนยันว่า ไม่ได้ไล่ล่าตระกูลใด ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ขอให้เชื่อมั่นใน สนช.ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐสภา

พร้อมกันนี้ยืนยันว่า ตนเองไม่สามารถสั่งการได้ หากทำเช่นนั้นจะทำให้ระบบยุติธรรมของประเทศเสียหาย นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า การเดินทางไปต่างประเทศของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในการดูแลของคสช. ที่จะพิจารณา โดยทาง คสช.จะสอบถามไปยังศาลอาญา หากศาลไม่อนุญาต ก็ไม่สามารถให้เดินทางไปได้

ทั้งนี้ คสช. ได้เตรียมเรียก นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีส่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในลักษณะข่มขู่รัฐและปลุกระดม มาปรับทัศนคติ เพราะหวั่นว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก แต่หากยังมีการเคลื่อนไหว คสช.จะใช้อำนาจระงับการเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงิน ส่วนที่ยังไม่เรียกนางสาวยิ่งลักษณ์มาพบนั้น เพราะส่วนตัวยังให้เกียรติในฐานะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และไม่อยากให้มองว่า เป็นการกลั่นแกล้ง

สำหรับการเตรียมออกมาเรียกร้องของเกษตรกรชาวสวนยางพารา ในวันที่ 30 มกราคมนี้ ยืนยันว่า ไม่ห่วงว่าจะมีการมาชุมนุมกันถึง 5,000 คน โดยรัฐบาลจะไม่ยอมให้เกิดการชุมนุม เพราะขณะนี้ รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอยู่ โดยสั่งการให้มีการทำความเข้าใจ แต่พบว่ายังมีการเรียกร้องกันอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการรวมกลุ่มตัวแทนของเกษตรกรให้เป็นเอกภาพ ดังนั้นเมื่อมีการตกลงกันบางกลุ่มก็มีการแสดงความไม่เห็นด้วย จึงอยากให้เกษตรกรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ปัญหา ทั้งนี้ รู้ว่าตนเป็นความหวังของคนทั้งประเทศในการแก้ไขปัญหา แต่ขอให้เห็นใจตนบ้าง และอย่าทำลายความหวังของท่าน อย่านำประเทศไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง

"อย่าทำลายความหวังเดียวของคนไทย"!!! บิ๊กตู่ ขอ

"อย่าทำลายความหวังเดียวของคนไทย"!!! บิ๊กตู่ ขอ
บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯและ หัวหน้า คสช. กล่าวว่า
"วันนี้ขอร้องว่า ถ้ามอง "ผมเป็นความหวังที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่" ก็ขอร้องว่า "อย่าทำลายความหวังของท่านตรงนี้ "ถ้าเห็นว่าผมเป็นความหวังเดียว เพราะที่ผ่านมามันไม่มีใครทำ และที่ผมมีอารมณ์โมโหก็เป็นแบบนี้คนสูงวัย"
"ผมก็ถอดหินสีออกไปแล้ว และได้บอกกับลูกสาวซึ่งเขาก็เข้าใจดีซึ่งเขารู้ว่าอะไรก็เอาไม่อยู่"
"ปกติผมเป็นคนอารมณ์ดี เป็นคนโรแมนติกอยู่เหมือนกัน" บิ๊กตู่ กล่าว
"ทั้งวันผมก็ไม่ได้คิดเรื่องอื่นคิดแต่เรื่องการแก้ปัญหาตั้งแต่เช้ายันเย็นจนกลับบ้าน นั่งดูทีวีดูข่าวอ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็นั่งเขียนว่าพรุ่งนี้ว่าจะทำอะไร พอเช้าขึ้นมาก็มีคณะทำงานเข้ามาพบ มีการสั่งงานเซ็นหนังสือและประชุม ชีวิตทุกวันนี้มีอยู่เท่านี้
"จึงขอร้องว่าท่านอย่าทำลายความหวังเดียวของท่านถ้าคิดว่าผมเป็นความหวังของท่าน" ฝากสำหรับทุกคนด้วยเพราะถ้าเราไม่ทำวันนี้ก็จะสายเกินไป อย่าให้ใครมากดดันรัฐบาล เราเป็นคนไทยมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นไทยและเราต้องภูมิใจในความเป็นไทยทำให้เห็นว่าคนไทยรักกัน แต่ถ้าคนไทยไม่ต้องการแบบนี้ก็จะนำไปกลับไปสู่ความขัดแย้งอีก อย่างไรก็ไปไม่ได้เพราะจะเกิดความขัดแย้ง การเลือกตั้งถ้าทำได้ก็ทำไปแต่ถ้าเลือกไม่ได้จะให้ทำอย่างไร ใครแก้ได้ก็มาทำไปหรือจะลากใครเข้ามาแก้ก็ยกประเทศไทยให้เขาไปทั้งหมด"


ฟิเดล คาสโตร : "ผมไม่เชื่อใจสหรัฐฯ"

ฟิเดล คาสโตร : "ผมไม่เชื่อใจสหรัฐฯ"
----------

เมื่อวานนี้สำนักข่าว RT ของรัสเซียลงข่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ อดีตประธานาธิบดีฟิเดล คาสโตร ของคิวบา วัย 88 ปี ได้เขียนจดหมายส่งไปถึงสหพันธ์นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาวานาและพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Communist Party ว่า "ผมไม่เชื่อมั่นในสหรัฐฯ และจะไม่เจรจาต่อรองกับพวกเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมปฏิเสธแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแปซิฟิก เราจะให้ความร่วมมือและเป็นมิตรกับทุกคนทั่วโลก รวมทั้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของพวกเราด้วย"

เอาหละสิโอบามาเจอวาทะจากคุณปู่ฟิเดลจอมเก๋าเข้าให้แล้ว แผนจะหันหน้าไปคบกับคิวบาเพื่อยุให้คิวบาแตกคอกับรัสเซียนี่เขารู้ทันหมดแล้วอ่ะ เพราะปู่ฟิเดลบอกว่ารัสเซียก็คบ จีนก็คบ ถ้าอเมริกาอยากคบกับคิวบา คิวบาก็จะคบด้วย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความปึ๊กนั้นอเมริกาคงจะสู้ฝ่ายจีนกับรัสเซียไม่ได้หรอกนะ

เมื่อเร็วๆ นี้ก่อนหน้าคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯจะเดินไปถึงคิวบาเพียงวันเดียว CNN ก็ไปทำข่าวเต้นเป็นเจ้าเข้าเลยว่า ดูซิ... รัสเซียมาจอดเรือสายลับที่ฮาวานาในคิวบานี่ๆ ชี้มือให้โอบามาดู ดูซิ พี่โอ ดูๆ รัสเซียทำงี้ได้ไงอ่ะ อ้าว! ก็พวกเขาก็ไปมาหาสู่กันอย่างนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว CNN ไม่รู้รึ? เขาให้อเมริกาเข้าไปตั้งสถานทูตของตัวเองในคิวบาได้หนะดีขนาดไหนแล้ว

แต่สิ่งแรกเลยที่คิวบาเรียกร้องก็คือให้สหรัฐฯรีบปล่อยตัวนักโทษของคิวบาจำนวน 53 คนที่อเมริกาจับไว้นั้นมาก่อน โอบาม่ารับรีบรับปากว่าไม่มีปัญหาครับปู่ เดี๋ยวหลานจะจัดให้ทู๊กกกอย่างตามใจปู่เลยครับ ปู่ฟิเดลนิ่งอยู่นิดนึง แล้วก็ลองแย็บต่ออีกหมัดว่า อ้าว…แล้วรายชื่อรายประเทศผู้สนับสนุนการก่อการร้ายที่อเมริกาขึ้นชื่อคิวบาไว้ด้วยนั่นหละจะว่ายังไง เอาออกได้ไหม? งานนนี้ทำให้โอบามาถึงกับกึ๊กทันทีเลย แล้วก็ตอบกลับไปว่ากำลังจะหาทางพิจารณาให้อยู่ครับผม ปู่ฟิเดลก็บอกว่างั้นจัดเอาคิวบาออกจากรายชื่อประเทศที่ก่อการร้ายออกให้ได้ก่อนละกันแล้วค่อยกลับมาคุยกันเรื่องอื่น ตอนนี้ขอไปคุยเรื่องติดตั้งฐานยิงขีปนาวุธในคิวบาจากฝั่งรัสเซียก่อนว่าเขาจะมาติดตั้งให้ได้เมื่อไรว่าแล้วก็คาบซิก้าคิวบาเดินพ่นควันปุ๋ยๆ ออกไปเลย

เกล็ดความรู้ พูดถึงเรื่องรายชื่อประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายที่อเมริกาขึ้นบัญชีดำไว้มี 4 ประเทศดังนี้

1.) Cuba March 1, 1982
2.) Iran January 19, 1984
3.) Sudan August 12, 1993
4.) Syria December 29, 1979

แต่การเชื่อมสัมพันธ์สหรัฐฯกับคิวบาในครั้งนี้ก็ใช่ว่านักการเมืองจากสหรัฐฯจะเห็นด้วยทุกคนนะ ด้านพรรครีพับริกันไม่ค่อยจะชอบใจสักเท่าไร พวกนี้โหดกว่าโอบามาเยอะ และชอบเล่นไม้แข็งเป็นส่วนมากด้วย อเมริกาก็แสบใช่ย่อย ต่อหน้าแกล้งทำเป็นนอบน้อมต่ออดีตผู้นำคิวบา แต่ลับหลังให้พวก NGO และสิทธิ์มนุษยชนต่างๆ ออกมาเรียกร้องเรื่องการปรับปรุงสิทธิมนุษยชนในคิวบาด้วย นั่นไงเชื่อใจมันได้ซะที่ไหนหละพวกนี้อ่ะ แค่ยกเรื่องสิทธิมนุษยชนมานี้ก็กินได้ตลอดหละ เช่นต้องปรับปรุงกฏหมายในประเทศ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ต้องมีการเลือกตั้ง ต้องเป็นประชาธิปไตย สารพัดอย่างที่พวกนี้จะเรียกร้องเอาโดยอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนบังหน้านี่แหละครับ

ไหนๆ ก็พูดเรื่องการก่อนการร้ายแล้ว ขอเสริมซะหน่อยนะ ก็เห็นมีข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าอเมริกาให้เงินสนับสนุนกลุ่มกบฎในซีเรียและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลต่างๆ ในประเทศตะวันออกกลาง แล้วกบฎพวกนั้นก็เอาไปก่อการสารพัดอย่างทั้งในและนอกประเทศ อ้าว แล้วทีอย่างนี้ทำไมสหรัฐฯไม่ขึ้นชื่อของประเทศตัวเองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายบ้างหละนะ รู้สึกว่าจะให้่ทั้งเงินและอาวุธสนับสนุนกบฎกลุ่มต่างๆ มากกว่าประเทศอื่นด้วยนะ แต่กรณีของยูเครนอเมริกาบอกว่างานนี้ไม่สนับสนุนพวกกบฎแบ่งแยกดินแดนที่ตะวันออกของยูเครน แต่หนุนรัฐบาลกรุงเคียฟ เอ๋า... ทำไมมันกลับตาลบัดอย่างนั้นหละ ที่ตะวันออกกลางอเมริกาสนับสนุนให้กลุ่มกบฎโค่นรัฐบาลของตนเอง แต่ที่ยูเครนช่วยรัฐบาลยูเครนถล่มกบฎซะงั้น อเมริกาใช้กี่มาตรฐานนี่?

The Eyes
28/01/2558
----------

http://rt.com/news/226547-castro-letter-trust-us/
http://www.bbc.com/news/world-latin-america-30996202
http://www.bbc.com/news/world-us-canada-30957118
http://www.state.gov/j/ct/list/c14151.htm
http://edition.cnn.com/…/sot-lv-russian-spy-ship-docks-in-h…
http://edition.cnn.com/…/po…/cuba-us-human-rights/index.html
http://www.bbc.com/news/world-us-canada-30957122

รูปภาพของ Pinkstone Eyes