PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สถานการณ์ระเบิด

บึม! กรมสรรพาวุธ ย่านเกียกกาย พบทหารเจ็บหลายราย จนท.เร่งนำส่งรพ.พระมงกุฎเกล้า เบื้องต้น อาการไม่รุนแรง 'วินธัย' แจงอุบัติเหตุ ขณะซ่อม RPG แต่เกิดในอุโมงค์จึงไม่รุนแรงมาก...

เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเชียลฯ ได้มีการโพสต์ภาพ เกิดเหตุระเบิดภายในกรมสรรพาวุธ ทหารบก ย่านเกียกกาย เบื้องต้นมีภาพเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บหลายราย ทั้งนี้ นำผู้บาดเจ็บส่ง รพ.พระมงกุฎเกล้า ส่วนสาเหตุการเกิดระเบิดยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน

ต่อมา ผอ.กองอุบัติเหตุฯ รพ.พระมงกุฎเกล้า เปิดเผยกับสื่อวิทยุ คลื่น 100.5 ว่า มีทหารได้รับบาดเจ็บจากระเบิดที่กรมสรรพาวุธ ทบ. ถูกส่งเข้ามารักษาตัว ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว จำนวน 5 นาย โดยอาการไม่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญูรายหนึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ได้เปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุระเบิดเป็นโรงซ่อมอาวุธกองทัพบก ซึ่งขณะนั้น มีเจ้าหน้าที่ทหารกำลังซ่อมบำรุงเครื่องยิงลูก RPG อยู่ ทั้งนี้หลัง จนท.เข้าตรวจสอบเหตุระเบิดในกรมสรรพาวุธ ทบ. พบเครื่องยิง RPG ขัดข้อง ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นจนมีทหารได้รับบาดเจ็บ จำนวน 5 นาย

ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกทบ. แจง กรณีอุบัติเหตุที่กรมสรพาวุธ ทบ.ยืนยัน ไม่ใช่การระเบิด ผบ.ทบ.ทราบเรื่องแล้ว โดยได้สั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บ พร้อมกำชับกำลังพลให้เพิ่มความระมัดระวัง

ทั้งนี้ สาเหตุเป็นการซ่อมอุปกรณ์ชุดเครื่องยิงจรวด RPG (ที่ไม่มีลูก) ของจนท.ในโรงซ่อม แล้ว ขณะทำการซ่อมอยู่นั้นเกิดการจุดตัวของชุดขับเคลื่อนลูกจรวดที่อยู่ภายในกระบอกลำกล้องจรวด จึง
มีผลทำให้ชุดขับเคลื่อนพุ่งทะลุหลุดออกมา ไปกระแทกอุปกรณ์เครื่องมืออื่นบริเวณใกล้เคียง ทำให้มีเศษชิ้นส่วนแตกกระจายจนไปทำให้มีกำลังพล ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 5 นาย ผู้-บาดเจ็บ 5 ราย เป็นช่างของโรงงาน บาดเจ็บที่ศรีษะต้องเย็บ 1 นาย ที่ลำตัว 1 นาย อีก 3 นาย มีการจุกเนื่องจากแรงอัด

รายชื่อทหารได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น

1.นายบรรเจิด เชียงสาย 58 ปี
อาการ มีบาดแผลที่ศีรษะ รู้สึกตัวดี

2.นายบัญชา ศรีประยูร 30 ปี
อาการ แน่นหน้าอก รู้สึกตัวดี

3.นายพีรภัทร ศรีนิยม
อาการ หูอื้อ รู้สึกตัวดี

4.นายกันตพล ภาคเจริญ 22 ปี
อาการ หูอื้อ รู้สึกตัวดี

5.นายสันติภาพ เกิดน้อย
อาการ หูอื้อ รู้สึกตัวดี ส่วนยศรอการตรวจสอบ

 อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อเวลา 13.50 น. พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าเหตุดังกล่าวว่า ขณะนี้ พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก รับทราบเรื่องแล้ว และสั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บ พร้อมกำชับกำลังพลให้เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน และยืนยันว่าเหตุดังกล่าวไม่ใช่ระเบิดแต่อย่างใด

          พ.อ. วินธัย กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการซ่อมอุปกรณ์ชุดเครื่องยิงจรวด RPG (ที่ไม่มีลูก) ของเจ้าหน้าที่ในโรงซ่อม และขณะที่ทำการซ่อมอยู่นั้น ก็เกิดการจุดตัวของชุดขับเคลื่อนลูกจรวดที่อยู่ภายในกระบอกลำกล้อง จึงทำให้ชุดขับเคลื่อนพุ่งทะลุหลุดออกมาไปกระแทกอุปกรณ์เครื่องมืออื่น บริเวณใกล้เคียง ทำให้มีเศษชิ้นส่วนแตกกระจาย จนกำลังพลได้รับบาดเจ็บเนื่องจากแรงอัด

           ส่วนทางด้าน พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กรณีนี้เป็นอุบัติเหตุ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นนายช่างเครื่องมือกล ไม่ใช่ทหาร  ส่วนข่าวที่ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน นั้นไม่เป็นความจริง เพราะตรวจสอบพบผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน โดยบาดเจ็บบริเวณศีรษะ 1 คนและอีก 4 คน มีอาการหูดับ

/////////////////
โฆษก สตช. เผย สั่งทางลับประกบกลุ่มต้องสงสัยวางบึ้มพารากอนแล้ว รับหนักใจ อาจมีการก่อเหตุจุดสัญลักษณ์อีก สั่งระดมพล ระวังจุดเสี่ยงแล้ว ด้าน 'พ.อ.บรรพต' ให้รอ ตร.แถลงจับมือบึ้มได้ในภูเก็ตจริงหรือไม่

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ความคืบหน้าเหตุระเบิดทางเชื่อมห้างสยามพารากอน กับรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม หลัง
จากที่ศาลอนุมัติอหมายจับ 2 ผู้ต้องสงสัยแล้วนั้น ล่าสุด ทางทีมสืบสวนสอบสวน ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มก้อนในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งที่ยังรวมตัวกันอยู่
หรือแยกกันไปแล้ว แต่อาจจะกลับมารวมตัวกันใหม่ ซึ่งได้สั่งการและสนธิกำลังกับหน่วยความมั่นคงในการลงพื้นที่ประกบกลุ่มผู้ต้องสงสัยหมดแล้ว ซึ่งเป็นการทำงานในทางลับ ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้

โฆษก สตช. กล่าวอีกว่า ยอมรับค่อนข้างหนักใจ ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะก่อเหตุอีก โดยเฉพาะในจุดเชิงสัญลักษณ์ ที่มีผู้คนพลุกพล่าน และเป็นจุดเสี่ยงสาธารณะใน กทม. ดังนั้น จึงได้เฝ้าระวังระดับเข้มข้นที่สุด อาทิ ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีทั้งบนสกายวอล์ค และในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ระดม ตร.นอกเครื่องแบบหาข่าวแล้ว นอกนั้นก็เป็นจุดเสี่ยงสำคัญอื่นๆ ซึ่งได้ส่งกำลังเข้าไปเฝ้าระวังทั้งหมดแล้ว
////////////////
ระเบิดการเมือง
เหตุระเบิดบริเวณทางเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม กับห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อค่ำวันที่ 1 ก.พ.

ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดตำรวจและฝ่ายความมั่นคงสันนิษฐานตรงกัน โดยให้น้ำหนักว่าน่าจะเกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดเมื่อ 29 มี.ค.57 บนถนนราษฎร์อุทิศ ย่านมีนบุรีช่วงนั้นเป็นช่วงการชุมนุมของ กปปส. คนร้ายน่าจะกำลังเคลื่อนย้ายระเบิด "ไปป์บอมบ์" แบบเดียวกับที่ตูมตามหน้าสยามพารากอนไปส่ง ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่เกิดอุบัติเหตุจนเกิดระเบิดขึ้นมาเสียก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บ้านเช่าของผู้ตายอยู่ห่างออกไปไม่มาก เมื่อเกิดระเบิด คนร้ายที่เหลือก็เผ่นหนีหมด ทิ้งระเบิดไปป์บอมบ์อีก 4-5 ลูกไว้ดูต่างหน้า

หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง ระเบิดที่สยามพารากอนก็น่าจะเป็น "ระเบิดการเมือง"

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) อดีตนายทหารด้านการข่าวชื่อดัง วิเคราะห์ย้อนหลังไปไกลกว่าปี 57 โดยบอกว่า แนวคิดที่คนร้ายทำคล้ายกับระเบิดวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เมื่อปี 49 หลังการรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รูปแบบคล้ายคลึงกันหมด โดยเฉพาะการใช้ระเบิดแสวงเครื่อง แต่คนทำเป็นคนละกลุ่ม

"กลุ่มที่ทำเมื่อปี 49 ถูกจับหมดแล้ว ไม่ใช่กลุ่มทหารที่ฝ่ายตำรวจไปจับมา แต่เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ถูกจับดำเนินคดีโดยไม่เป็นข่าวโด่งดังมากนัก"

พล.ท.นันทเดช บอกอีกว่า กลุ่มที่ทำระเบิดแสวงเครื่องได้มีหลายกลุ่ม และกลุ่มที่ป่วนเมืองช่วงชุมนุมทางการเมืองปี 57 ก็ยังถูกจับกุมไม่หมด โดยมีบางพวกมีความชำนาญเรื่องระเบิดแสวงเครื่อง

ไม่ใช่แค่เอ็ม 79 สำหรับจังหวะเวลาที่สร้างสถานการณ์ ชัดเจนว่าเป็นเรื่องการเมือง คงต้องการทำเพื่อเอาใจนาย หลังมีเหตุการณ์ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล-สนับสนุนอำนาจเก่ากำลังเพลี่ยงพล้ำ

"การก่อเหตุลักษณะนี้ทำให้คนคิดว่ารัฐบาลทำเองหรือเปล่า และสังเกตได้ว่ามีการปล่อยข่าวทันทีว่ารัฐบาลทำเองหรือไม่ เพื่อกระชับอำนาจและกวาดล้างอีกฝ่าย จึงอยากทำความเข้าใจว่าไม่มีรัฐบาลที่ไหนสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตตัวเอง ผลดีอาจจะมีแต่น้อยกว่าผลเสียมาก โดยเฉพาะการถูกมองว่าขนาดมีกฎอัยการศึกยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และนี่คือสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านหรือฝ่ายผู้กระทำต้องการให้สังคมคิด"

"ผมคิดว่าถ้าตำรวจเอาจริงน่าจะจับกุมคนร้ายได้ หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าเป็นใคร กลุ่มไหน เพราะคนร้ายมาก่อเหตุถึงย่านธุรกิจการค้ากลางเมืองหลวง ซึ่งมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเยอะมาก หากไล่ดูภาพในกล้องไปทั้งหมด น่าจะพอได้เบาะแส" เขาชี้ช่อง

บทวิเคราะห์ของ พล.ท.นันทเดช สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาล ที่ระบุว่า ระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นชนิดแสวงเครื่อง ทำให้ดูเหมือนผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ดูรายละเอียดแล้วไม่เหมือนกัน

"ระเบิด 2 ลูกนี้เป็นระเบิดการเมือง มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน เราทราบแผนของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลว่าจะทำตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ แต่ช่วงนั้นได้สั่งเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทำให้ไม่สามารถกระทำได้ตามแผน กระทั่งล่าสุดการรักษาความปลอดภัยเริ่มหย่อนลง ประกอบกับทางห้างสรรพสินค้ามีอีเวนท์ จึงมีช่องว่างให้เข้าไปก่อเหตุ"

แหล่งข่าวระดับสูงรายนี้บอกอีกว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลประเมินว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ จึงเลือกก่อเหตุร้ายตรงศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้เกิดผลกระทบ (อิมแพค) สูงๆ เมื่อเหตุเกิดแล้วก็จะถูกผสมโรงหลายเรื่อง ฝ่ายผู้ก่อการก็จะได้ประโยชน์

อย่างไรก็ดี ทฤษฎีของหน่วยงานรัฐและผู้สนับสนุนช่างตรงกันข้ามกับทฤษฎีของ "คนเสื้อแดง" อย่างสิ้นเชิง เพราะคนเสื้อแดงและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.มองว่าเหตุระเบิดตูมตามเที่ยวนี้รัฐบาลอาจทำเองเพื่อคงกฎอัยการศึกไว้ และหลอกสหรัฐที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกโดยเร็ว ทำนองว่าเมืองไทยยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่จริง จึงยังเลิกกฎอัยการศึกไม่ได้

ขณะที่อีกทฤษฎีที่ฮาร์ดคอร์กว่านั้น คือ "ฝ่ายอำมาตย์" กำลังขัดแย้งกันเอง และเตะตัดขากันเพื่อประโยชน์ในเชิงอำนาจและการกำหนดทิศทางประเทศมุมมองต่างกันสุดขั้วยิ่งกว่าเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้แบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดประเทศไทยถึงวุ่นวายไม่หยุด!
//////////////////
รายงานการเมือง
     
       คืบหน้าไปพอสมควรกับการสืบหามือระเบิด “ไปป์บอมบ์” หน้าสยามพารากอน ศูนย์กลางธุรกิจ และชอปปิ้งระดับโลก เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ขณะนี้ศาลได้อนุมัติออกหมายจับชายต้องสงสัยที่ปรากฏในภาพวงจรปิดทั้ง 2 คนแล้ว และรู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร อยู่ระหว่างติดตามจับกุม เชื่อว่าคนร้ายมีมากกว่า 2 คนอย่างแน่นอน ส่วนสาเหตุตำรวจพุ่งเป้าไปยังประเด็นการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาการลอบวางระเบิดส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เป็นการสร้างสถานการณ์ โฟกัสมาทางการเมืองทั้งสิ้น กรณีที่คนร้ายเลือกห้างสรรพสินค้าพารากอน เป็นสถานที่จุดระเบิด เชื่อว่า หวังผลหลายอย่าง รวมทั้งการท้าทายเจ้าหน้าที่ด้วยชัดเจน ไม่มีกั๊ก ทั้งกลุ่มคนร้ายที่มั่นใจว่ามีมากกว่า 2 คน โดยมือวางตำรวจทราบว่าเป็นใครแล้วกำลังตามจับ

ประเด็นสำคัญ “บิ๊กแป๊ะ” ยืดอก “ฟันธง” เลยว่าสาเหตุมาจากเรื่องการเมืองอย่างแน่นอน แต่เป็นการเมืองข้างไหน รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง ไม่ยอมบอก
     
       หากจับทิศทางที่ได้เปิดไว้แต่วันแรก ก็สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะเหตุการณ์ระเบิดที่สยามเมตตาแมนชั่น บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อปี 2553 ผู้เกี่ยวข้องก็คือฮาร์ดคอร์สายคนเสื้อแดงล้วนๆ ส่วนคดี “ไปป์บอมบ์” ย่านมีนบุรี ชานเมืองกรุงเทพฯ ตัวละครที่เกี่ยวข้องก็คือมวลชนคนเสื้อแดง
       
       แนวทางสืบสวนสอบสวนของตำรวจจึงหนีไม่พ้นที่จะมุ่งไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีประวัติน่าสงสัย ส่วนจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม เป็นสตอรี่ระทึกขวัญที่มีผู้เขียนบท “ล็อก” ตัวแสดงขึ้นมาหรือไม่ คงต้องรอคำตอบที่งวดเข้ามาทุกขณะ
     
       เมื่อกล่าวถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง ขอโฟกัสประวัติย้อนหลังสักเล็กน้อยเพื่อให้เห็นภาพอื่นๆ ซ้อนขึ้นมาอีกมิติหนึ่ง นายตำรวจผู้นี้เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่น 36
เส้นทางความก้าวหน้าเติบโตมาอย่างรวดเร็ว และจุดที่พลิกผันจนขึ้นมาเป็นตัวเต็งว่าที่ ผบ.ตร. ก็คือ ตำแหน่ง “ผู้บัญชาการตำรวจ” โดยเมื่อปี 2551 ขึ้นเป็นผู้บัญชาการประจำปี 2553 ก้าวมาเป็น “ผู้
บัญชาการตำรวจนครบาล” ภายใต้ยุครัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อันเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นรัฐบาลก่อตั้งในรั้วทหาร และมีทหารเป็นพี่เลี้ยงระมัดระวังภัยคุกคามจากความร้อนแรงของมวลชนคนเสื้อแดง
     
       และในปี 2553 นั่นเองมีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองหลายครั้ง รวมทั้งคดีระเบิดสยามเมตตาแมนชั่น บางบัวทอง จ.นนทบุรี จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย บาดเจ็บอีกนับสิบหนึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิต คือ นายสมัย วงศ์สุวรรณ อดีต นปช. สายฮาร์ดคอร์จากเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นในซากปรักหักพังของห้องคนตายพบซีดีเขียนด้วยปากกาเคมี “รัฐไทยใหม่” จำนวนมากจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
     
       อย่างไรก็ตาม จากพยานหลักฐานที่ปรากฏ รวมทั้งประวัติของนายสมัย ที่เป็นคนเสื้อแดง แม้ตำรวจจะมีแนวโน้มว่าเป็นอุบัติเหตุเกิดความผิดพลาดจนวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่กลุ่มคนร้ายได้ตระเตรียมไว้เกิดระเบิดขึ้นก่อน แต่ยังมีข้อหักล้าง หรือข้อสงสัยจากกลุ่มคนเสื้อแดง และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งว่าเป็นการจัดฉากเพื่อดิสเครดิตคนเสื้อแดง
     
       อีกทั้งเป็นมาตรการตามเก็บบรรดาเสื้อแดงหัวรุนแรง รวมทั้งประเด็นซีดีรัฐไทยใหม่กว่า 100 แผ่นที่กระจัดกระจายในห้องพักนายสมัย ไม่น่าเชื่อว่าการดำเนินงานลักษณะ “ใต้ดิน” จะทิ้งหลักฐาน เขียนข้อความประเจิดประเจ้อตามที่เจ้าหน้าที่รัฐให้ข่าว
     
       และเป็นเรื่องน่าบังเอิญอย่างเหลือเชื่อเมื่อขณะนั้นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุคือ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รักษาการ ผบช.ภ.1 ในขณะนั้นอย่างพอดิบพอดี
     
       ระเบิดไปป์บอมบ์หน้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2558 หรืออีก 5 ปีต่อมา จึงเป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง กับ “บิ๊กปู” พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. อย่างมิได้นัดหมาย
     
       โดยฝ่าย “บิ๊กแป๊ะ” มีขุมกำลังจาก นรต. 36 เป็นเครือข่ายตามล่าหามือระเบิด ประกอบด้วย พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.สันติบาล พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ และ พล.ต.ต.สุวัจน์ แจ้งยอดสุข
นักสืบมือปราบ จากกองบัญชาการยุทธศาสตร์ตำรวจ เป็นต้น
     
       ส่วนเครือข่ายของ “บิ๊กปู” อาศัยเพื่อนร่วมรุ่น นรต.35 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บชน. เป็นกำลังหลัก
     
       ผลงานจะเป็นอย่างไร “แป๊ะ - ปู” จะลืมเรื่องความขัดแย้งแล้วจับมือกันเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กรตำรวจหรือไม่โปรดติดตามห้ามกะพริบตา

(ข้อมูล)การเมืองเชิงสัญลักษณ์

การเมืองเชิง "สัญลักษณ์"

เมื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ไม่เชื่อ "อานันท์ ปันยารชุน" ประธานคณะปฏิรูปประเทศไทย ที่เสนอวิธีการแก้ปัญหาด้วยประโยคสั้นๆ

"การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง"

ปรากฏการณ์ที่ตามมาหลังเหตุการณ์ "พฤษภามหาโหด" จึงเป็น "เสียงระเบิด" และการชุมนุมของ "คนเสื้อแดง" เป็นระยะๆ

ข้อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน "โดยเร็ว" ของ "อานันท์" ถูกปฏิเสธแบบ "นักภาษาไทยดีเด่น" จาก "อภิสิทธิ์"

"โดยเร็ว" ไม่ใช่ "ทันที"

การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไว้จนถึงวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า "อภิสิทธิ์" เป็น "คนใจเย็น" อย่างยิ่ง เพราะผ่านไป 6 เดือนหรือครึ่งปีแล้ว พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยังคงอยู่

ถึงวันนี้คำว่า "โดยเร็ว" ใน "ความรู้สึก" ของ "อภิสิทธิ์" จะหมายถึง 1 ปี หรือ 10 ปีก็ได้ ไม่มีใครรู้

อย่าลืมว่า "อานันท์" นั้นเคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในฐานะ "ผู้ถูกกระทำ" มาแล้ว

เขาถูกปลดจากตำแหน่ง "ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ" และถูกกล่าวหาว่าเป็น "คอมมิวนิสต์" นายอานันท์ย่อมรู้ซึ้งถึง "ความเจ็บปวด" ของ "ผู้ถูกกระทำ" ทางการเมือง

แต่ "อภิสิทธิ์" ไม่รู้

ไม่แปลกที่ผลพวงหลังเหตุการณ์ "พฤษภามหาโหด" จะพัฒนาไปอย่างน่ากลัว เสียงระเบิดในเมืองกรุงทั้งที่รัฐบาลมี "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ควบคุมอยู่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ "สมานเมตตาแมนชั่น"

แม้เหตุระเบิดจะเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดในการประกอบระเบิดของ "สมัย วงศ์สุวรรณ์" คนเสื้อแดงจากจังหวัดเชียงใหม่

แต่ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งว่า "คนเสื้อแดง" กลุ่มหนึ่งเลือกหนทาง "ความรุนแรง" ในการต่อสู้กับ "อำนาจรัฐ"

หากอ่านบทสัมภาษณ์ของ "บัวคำ เมืองมา" ภรรยาของ "สมัย" จะรู้เลยว่า "ความแค้น" หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่สี่แยกคอกวัวสามารถเปลี่ยนชาวบ้านคนหนึ่งที่เงียบๆ และมีน้ำใจเป็น "มือระเบิด" ได้ในพริบตา

เป็น "ความแค้น" ในลักษณะเดียวกันกับ "นักศึกษา" ที่เข้าป่าจับอาวุธสู้กับรัฐบาลหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ครั้งนั้น บางคนอาจเข้าป่าเพราะความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ "คอมมิวนิสต์" แต่ส่วนใหญ่เข้าป่าเพราะ "ไม่มีทางเลือก" และ "ความแค้น"

หลังเหตุการณ์ "พฤษภามหาโหด" อารมณ์ความรู้สึกของคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เปี่ยมไปด้วย "ความแค้น"

ยิ่งรัฐเลือกวิธี "ดับไฟด้วยไฟ" ความรู้สึกนั้นก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ปฏิกิริยาใน "ม็อบเสื้อแดง" ที่แยกราชประสงค์และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสะท้อนถึง "ความรู้สึก" ของ "คนเสื้อแดง" ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เก็บความแค้นอยู่ในใจ แต่อีกกลุ่มหนึ่งได้เลือกแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองของตน

เป็นการต่อสู้เชิง "สัญลักษณ์"

สัญลักษณ์ของ "ความรุนแรง"

แบบ "สมัย วงศ์สุวรรณ์"



ในอีกทางหนึ่ง "คนเสื้อแดง" กลุ่มใหญ่ได้เลือกแนวทางการต่อสู้แบบ "สันติวิธี"

เสนอรูปแบบการเคลื่อนไหมใหม่จากเดิมที่เน้นการชุมนุมใหญ่ที่มี "แกนนำ" เป็นการชุมนุมกลุ่มเล็กๆ กระจายไปทั่วแบบ "แกนนอน"

"สมบัติ บุญงามอนงค์" หรือ "บ.ก.ลายจุด" นักกิจกรรมเพื่อสังคมเป็น "ผู้นำ" แนวคิดนี้

เขาเริ่มต้นด้วยการผูก "ผ้าแดง" ที่ป้ายแยกราชประสงค์

เมื่อตำรวจตั้งกำแพงไม่ให้เข้าไปผูก "ผ้าแดง" เขาก็ไม่ได้แข็งขืนกลับยอมผูก "ผ้าแดง" ที่รั้วเหล็กแทน

ใช้ความอ่อนสยบความแข็งกร้าว

ทำให้ "อำนาจรัฐ" เป็น "ตัวตลก" เพราะใช้กำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายแยกราชประสงค์ไม่ให้ผูกผ้าแดง

"สมบัติ" สามารถสร้างวาทกรรม "ที่นี่มีคนตาย" ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วง เช่นเดียวกับกิจกรรมผูก "ผ้าแดง" จุดเทียนแดง ปล่อยลูกโป่งสีแดง ฯลฯ

รวมทั้งการเล่นละครให้คนนอนตายบนพื้นถนนเพื่อแสดงให้รู้ว่า "ที่นี่มีคนตาย"

ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ จนคนรู้สึก

ในช่วงต้นหลังการสลายการชุมนุม "สมบัติ" ใช้วิธีการยั่ว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วยกิจกรรมทางการเมืองแบบ "พูดให้ชัด แต่เตะไม่ถึง" ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิกที่สวนลุมพินี ขี่จักรยานที่สวนรถไฟ หรือลงทะเลที่พัทยา ฯลฯ

สร้างกิจกรรมชุมนุม "คนเสื้อแดง" ทุกวันอาทิตย์อย่างตั้งใจ เหมือนไม่ใช่กิจกรรมทางการเมือง แต่เนื้อแท้คือเรื่องการเมือง

"วันอาทิตย์สีแดง" เริ่มมีเสียงตอบรับมากขึ้น เพราะเป็นกิจกรรมแบบ "สันติวิธี" ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้

วันนี้ กิจกรรมที่ "สมบัติ" ทำเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ก็คือ เดินทางไปต่างจังหวัดชวน "คนเสื้อแดง" ขี่จักรยานรอบเมือง

เหมือน "ไร้สาระ" แต่มีพลัง

ไม่แปลกที่ "คำนูณ สิทธิสมาน" วุฒิสมาชิก และ "มันสมอง" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเคยเป็นผู้นำนักศึกษามาก่อน จะมองทะลุว่า "การต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ของ สมบัติ บุญงามอนงค์ อันตรายกว่าการใช้ความรุนแรง"

เพราะ "การต่อสู้ด้วยความรุนแรงคือการทำผิดกฎหมาย หากรัฐบาลเป็นมวย ย่อมฉกฉวยเป็นประโยชน์ในการปราบปรามได้ แต่การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของ สมบัติ บุญงามอนงค์ เอาผิดตามกฎหมายใดๆ ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือมาตราอื่นๆ อันนี้น่ากลัวหากรัฐบาลไม่เป็นมวย หรือยังคิดแต่จะซื้อเวลาไปเรื่อยๆ กลัวโน่นกลัวนี่"

เมื่อ "คำนูณ" และพลพรรคพันธมิตรออกโรง "บ.ก.ลายจุด" ก็โต้ตอบทันทีตามสไตล์ทีเล่นทีจริงในเฟซบุ๊กของเขา

"คำนูณ สำราญ สุริยะใส แหม...เดินหน้ามาเป็นชุดเลยนะตัวเอง กลัวการต่อสู้ทางสัญลักษณ์ยิ่งกว่าระเบิดอีกเหรอ โห...ทำไมขวัญเสียง่ายจัง"

และ "ด้วยตรรกะแห่งรัฐตอแหลแลนด์ ข้าพเจ้าขอประกาศว่า "รองเท้าแตะ" เป็นอันตรายกว่าระเบิด TNT โดย คำนึง สิทธิสยอง"

ใช้ "อารมณ์ขัน" เป็น "อาวุธ" เช่นเดิม



ในการชุมนุมใหญ่ที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 และที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2553

"สมบัติ" เป็นผู้นำกิจกรรมเชิง "สัญลักษณ์" และมี "คนเสื้อแดง" มาร่วมงานอย่างล้นหลาม

ไม่มีใครเกรงกลัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เลย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีการปราบปรามด้วยความรุนแรง แต่ไม่สามารถสลาย "คนเสื้อแดง" ได้

แค่ "สมบัติ" จัดกิจกรรม "จุดเทียน" รำลึกถึง "คนตาย" ที่สี่แยกคอกวัว พร้อมทั้งเขียนจดหมายถึง "คนเสื้อแดง" ที่อยู่ในเรือนจำ หรือกิจกรรม "red letter

ก็สามารถชิงพื้นที่สื่อ และขยายผลทางความรู้สึกได้แล้ว

แนวทางสันติ หรือการต่อสู้เชิง "สัญลักษณ์" ของ "บ.ก.หนูหริ่ง" จึงเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่สู้ ไม่ปะทะ

แค่ "จุดเทียน" และ "ขี่จักรยาน"

แต่พลานุภาพกลับรุนแรงยิ่งกว่าระเบิด TNT

ล่า"บรรพต" นปช.ตัวการหมิ่นเบื้องสูงผ่านเว็บฯ ตั้งค่าหัว 2 แสน Cr:ผู้จัดการ

ล่า"บรรพต" นปช.ตัวการหมิ่นเบื้องสูงผ่านเว็บฯ ตั้งค่าหัว 2 แสน
Cr:ผู้จัดการ
ASTVผู้จัดการ - ตร.ขออนุมัติหมายจับผู้ที่ใช้นามแฝง "บรรพต" หัสดิน อุไรไพรวัน หัวหน้าเครือข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูงรายใหญ่ เผยยังอยู่ในประเทศ ตั้งรางวัลนำจับ 2 แสน หลังบุกค้นบ้านย่านสุขุมวิทพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสื่อผ่านเว็บไซด์ เพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่าย เพื่อเป็นทุนในการเคลื่อนไหวกลุ่มนปช.
วันนี้ (9 ก.พ.)เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร.และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ร่วมกันแถลงความคืบการสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่าย "บรรพต" ขบวนการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงรายสำคัญ โดยระบุว่า ล่าสุดศาลทหารกรุงเทพ ได้อนุมัติหมายจับผู้ที่ใช้นามแฝง "บรรพต" คือ นายหัสดิน อุไรไพรวัน อยู่บ้านเลขที่ 167 ถ.วิสุทธิ์กษัตริย์ แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กทม. ในข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พล.ต.ต.ศิริพงษ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ปอท.ได้มีการสนธิกำลังกันระหว่างเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง และทหาร เข้าตรวจค้นบ้านพัก นายหัสดิน ภายในซอยสุขุมวิท 101ตรวจพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสื่อ อาทิ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค อุปกรณ์บันทึกเสียง เอกสารร่างเพื่อใช้ในการบันทึกเสียง เอกสารทางการเงิน จากการตรวจสอบมีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารแต่ละเดือนเป็นหลักแสนบาท ซึ่งคาดว่ามาจากรายได้การจำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มผู้สนับสนุน โดยหลังจากนี้จะมีการส่งข้อมูลเหล่านี้ให้ทางป.ป.ง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วย ขณะเดียวกันได้มีการตรวจยึดแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก ที่นายหัสดินใช้ในการทำสำเนาจำหน่ายให้กับกุล่มเครือข่าย เพื่อเป็นทุนในการเคลื่อนไหว ทั้งนี้ นายหัสดิน เคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. แต่จากการสืบสวนไม่พบว่ากลุ่ม นปช.มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว เพียงแต่พบว่ามีสมาชิกในเครือข่ายนี้ที่ได้ไปร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่ม นปช.เท่านั้น
"สำหรับ นายหัสดิน ไม่ได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่อาศัยเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา จึงนำข้อมูลต่างๆ มาเรียบเรียง และแต่งเรื่องเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการร์ทางการเมือง เพื่อให้มีเนื้อหาดึงดูดความสนใจ แล้วชี้นำปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังต่อสถาบันฯ สำหรับวิธีการทำคลิปก็ไม่มีขั้นตอนซับซ้อนไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากนัก เพียงแต่ใช้โปแกรมแปลงเสียงก่อนที่จะมีการอัพโหลดไฟล์ลงเว็บไซต์รับฝากไฟล์ต่างๆ โดยมีการอัพโหลดไฟล์ในประเทศ ขณะที่ผู้ที่ติดตามหรือผู้ที่จะนำไฟล์ไปแชร์ต่อ ก็จะเข้าไปดาวน์โหลดคลิปเสียงดังกล่าว ก่อนนำไปแชร์ต่อ" ผบก.ปอท. กล่าว
พล.ต.ต.ศิริพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นได้การมีจับกุมสมาชิกระดับปฏิบัติการเพิ่มอีก 2 ราย คือ น.ส.สายฝน อินทสร อายุ 48 ปี ภรรยานายหัสดิน ได้ที่บ้านพักย่านพระโขนง และสามารถจับกุม นายนที ผสมทรัพย์ อายุ 54 ปี ได้ขณะมาทำธุระย่านฝั่งธนบุรี โดย น.ส.สายฝน เป็นผู้เปิดบัญชีธนาคาร เพื่อให้ผู้อื่นโอนเงินมาช่วยเหลือการกระทำผิด เป็นการสนับสนุนให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิดในการโพสต์คลิปเสียงชื่อ "บรรพต" ทางเฟซบุ๊ก ซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันฯ นอกจากนี้ยังได้มีการอัพโหลดคลิปเสียงและโพสต์ต่อกันไปอีกหลายทอดในลักษณะเครือข่ายกระจายกันออกไปทางสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ส่วนนายนที เป็นผู้ส่งสินค้า และซีดีคลืปเสียงบรรพต โดยได้รับค่าจ้าง ถือเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำผิด เบื้องต้นจึงแจ้งข้อหาฐานสนับสนุนผู้กระทำผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขณะที่เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน บก.ปอท.ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ไปยื่นคำร้องเพื่อขออำนาจศาลฝากขังต่อศาลทหาร
พล.ต.ต.ศิริพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการติดตามตัว นายหัสดิน ขณะนี้ทางปอท.ได้มีการส่งประกาศสืบจับนายหัสดินไปยังสถานีตำรวจ และด่านตรวจคนเช้าเมืองทั่วประเทศ โดยจากข้อมูลล่าสุดทราบว่านายหัสดินยังอยู่ในประเทศและยังหลบหนีอยู่ในกทม. ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจับกุมตัว โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้งรางวัลนำจับแก่ผู้ที่สามารถแจ้งเบาะแสแล้วนำไปสู่การจับกุมตัวได้ เป็นเงินจำนวน 2 แสนบาท ทั้งนี้ อยากฝากเตือนไปยังประชาชน ว่า นายหัสดิน เป็นผุคคลที่เป็นภัยอันตรายอย่างยิ่ง อย่าให้การช่วยเหลือ หรือ สนับสนุน เครือข่ายดังกล่าว ทั้งการบริจาคเงินซื้อสินค้า หรือ โพสต์ข้อความคิดเห็นสนับสนุน หรือนำเอาข้อความ รูปภาพ คลิปเสียงไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งจะถือว่ามีความผิดในฐานะผู้ร่วมเครือข่ายบรรพตด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าจากแนวทางการสืบสวนมีผู้ที่บงการที่อยู่เหนือกว่านายหัสดิน หรือไม่ พล.ต.ต.ศิริพงษ์ กล่าวว่า จากสมมติฐานของตำรวจเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น โดยนายหัสดิน เป็นเพียงผู้ผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ออกไปน่าจะมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือระดับผู้บงการที่สูงกว่านี้ แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งอาจเป็นลักษณะของการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากได้ตัว นายหัสดิน มา ประเด็นนี้ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับสมาชิกของเครือข่ายนี้เพิ่มเติมอีกในเร็วๆ นี้


2556 ปีแห่งการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ โดย



http://www.matichon.co.th/online/2015/02/14234654221423465568l.jpg

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งเงินรางวัลนำจับ หัวหน้าขบวนการบรรพตตัวการเผยแพร่คลิปหมิ่นสถาบัน สองแสนบาท ยังไม่พบเครือข่ายเอี่ยวปลอมแถลงการณ์

พลตำรวจโทประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำภาพถ่ายและ หมายจับผู้ต้องหาที่เป็นผู้ผลิตคลิปเสียงหมิ่นสถาบันชื่อว่า "บรรพต" Banpodj หลังตำรวจได้สืบสวนขยายผลจนทราบตัว และขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายหัสดิน อุไรไพรวัน ผู้ที่เป็นหัวหน้าขบวนการและเป็นผู้ผลิตคลิปเสียงเล่าเรื่องแนวคิดหมิ่นสถาบัน
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้สนธิกำลังร่วมกันตรวจค้นบ้านนายหัสดินย่านสุขุมวิท101 เมื่อวันที่ 6ก.พ.ที่ผ่านมา พบอุปกรณ์การผลิตสื่อ/คอมพิวเตอร์ เอกสารทางการเงิน/เอกสารของเครือข่าย และแผ่นซีดีจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าบรรพตเป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ใหญ่ที่ผลิตและจำหน่ายซีดีหมิ่นสถาบันมีรายรับเข้ามามากกว่า1แสนบาทต่อเดือนโดยทำกันเป็นขบวนการซึ่งหลังจากนี้จะร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ในการตรวจสอบเส้นทางเงินและ อายัดทรัพย์สินต่อไป พร้อมขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุนเครือข่ายนายบรรพต

โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดเงินรางวัลนำจับกับผู้แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมนายบรรพตจำนวน2แสนบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่มีข้อมูลว่านายหัสดินยังคงหลบหนีอยู่ในกรุงเทพฯ และจากการสืบสวนพบว่านายบรรพตเคยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ด้วย ทั้งนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบจุดเชื่อมโยงกับกลุ่มผลิตแถลงการณ์ปลอมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายบรรพตไปแล้ว4คน ต่อเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 58 ได้ขยายผลเพิ่มเติม โดยจับกุมนางสาวสายฝน อินทสร ผู้ทำหน้าที่เปิดบัญชีสนับสนุนเงินช่วยเหลือเครือข่ายบรรพต และ จับกุมนายนที ผสมทรัพย์ ผู้ทำหน้าที่ส่งสินค้าและซีดีคลิปเสียงบรรพต และนำตัวส่งฝากขังศาลทหารเมื่อวันที่7ก.พ.ในความผิดฐานสนับสนุนผู้กระทำผิดกรณีหมิ่นเบื้องสูง ตามมาตรา112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

ห้ามยิ่งลักษณ์ไปนอก

วันนี้ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวทีนิวส์ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทำเรื่องขอเดินทางไปต่างประเทศในระหว่างวันที่ 8 - 22 กุมภาพันธ์ นี้ ต่อมาทาง คสช.ได้สอบถามทางไปทางสำนักงานอัยการสูงสุดและได้รับทราบว่ามีกำหนดการยื่นฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ต่อศาล ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกับเวลาที่นางสาวยิ่งลักษณ์ขออนุญาตพอดี
.....คสช.จึงไม่อนุญาตให้นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศในครั้งนี
.....การฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง แม้ว่าไม่ต้องนำตัวจำเลยไปศาลในวันฟ้องคดี เช่น คดีอาญาทั่วไปที่ฟ้องต่อศาลชั้นต้นพนักงานอัยการต้องนำตัวจำเลยไปส่งศาลด้วย
.....ทั้งนี้เพราะขณะที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีนั้น ยังไม่มีองค์คณะผู้พิพากษาที่จะพิจารณาพิพากษาคดี
.....พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542
.....มาตรา 13 บัญญัติว่า เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาเป็นองค์คณะผู้พิพากษา จำนวน 9 คน เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
.....มาตรา 27 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคําสั่งประทับฟ้องแล้วให้ศาลส่งสําเนาฟ้องแก่จําเลย และนัดคู่ความมาศาลในวันพิจารณาครั้งแรก
.....ในวันพิจารณาครั้งแรก เมื่อจําเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเชื่อว่า เป็นจําเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟ้อง และถามว่าได้กระทําผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คําให้การของจําเลยให้บันทึกไว้ ถ้าจําเลยไม่ให้การ ก็ให้บันทึกไว้ และให้ศาลกําหนดวันตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์และจําเลย ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน
.....ตามบทบัญญัติในมาตรา 13 และ 27 ดังกล่าวหมายความว่า เมื่ออัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ประธานศาลฎีกาต้องเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อให้ที่ประชุมเลือกองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คน เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
.....เมื่อได้องค์คณะผู้พิพากษาแล้ว องค์คณะผู้พิจารณาว่า จะให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่
.....ถ้ามีคำสั่งประทับฟ้องก็ต้องส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยและนัดให้โจทก์ จำเลย มาศาลในวันพิจารณาครั้งแรก
.....สำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้จะไม่ต้องไปศาลในวันที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดี แต่นางสาวยิ่งลักษณ์และที่ปรึกษากฎหมายน่ารู้ดีว่า ตามรูปคดีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโอกาสที่จะถูกลงโทษมีมากกว่า ยกฟ้อง
.....ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอันเป็นที่รู้กันอยู่ก็คือเรื่องที่ รมต.กระทรวงพาณิชย์ อ้างว่ามีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ให้แก่ประเทศจีน ซึ่งไม่เป็นความเป็นจริง และนางสาวยิ่งลักษณ์ก็รู้จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของ ส.ส. ฝ่ายค้านแล้ว แต่นางสาวยิงลักษณ์ก็ปล่อยให้มีการดำเนินไป โดยไม่ให้สั่งให้หยุดการกระทำ
.....จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี ถึง 10 ปี
.....ถ้า คสช. อนุญาตให้นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศ โอกาสที่นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางไปแล้วไปลับไม่เดินทางกลับประเทศไทย เช่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตร เป็นไปได้สูงมาก ครับ

ที่มา : เพจ ชูชาติ ศรีแสง

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตำรวจออกหมายจับ ผู้ดูแลระบบเว็บไซต์ ASTV สารภาพเป็นผู้นำลงเว็บข่าวจริง

วันนี้ (6 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. และ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทวิตข้อความ ผ่านทางทวิตเตอร์  @Dr_Prawut ว่า 
http://www.matichon.co.th/online/2015/02/14232188381423218848l.jpg
พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ยื่นคำร้องขอออกหมายจับ ผู้ดูแลระบบและเป็นผู้แชร์ภาพแถลงการณ์เท็จลงในเว็บไซต์ ASTV 

โดยเจ้าหน้าที่ได้เสนอศาลทหาร ออกหมายจับ นายนิรันดร์ เยาวภาว์ ผู้ดูแลระบบเว็บไซต์ ผู้จัดการออนไลน์ 2 ข้อหา คือ ผิด ตามประมวลกฎหมายอาญาม.112 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งนายนิรันดร์ ถูกเจ้าหน้าที่ เชิญไปสอบปากคำและได้รับสารภาพว่าเป็นผู้เอาแถลงการณ์ปลอมขึ้นเวปจริง

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายนิรันดร์ เยาวภาว์ ผู้ดูแลเว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการ ได้เข้าพบ ร.ต.ท.อภิชาติ กอนจันดา พงส.สน.ชนะสงคราม เพื่อลงบันทึกประจำวัน กรณีที่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. เว็บไซต์ www.manager.co.th ได้เผยแพร่แถลงการณ์สำนักงานพระราชวัง ฉบับที่ 13 ซึ่งเป็นเอกสารแถลงการณ์ที่มีผู้ไม่หวังดีนำมาเผยแพร่ในโลกโซเซียลมีเดีย จนภายหลังทราบว่า เป็นเอกสารที่มีข้อมูลไม่เป็นจริง ทางผู้ดูแลเว็บไซต์จึงได้ทำการลบข้อมูลดังกล่าว และขึ้นประกาศขออภัยในความผิดพลาดในเวลาต่อมา

และต่อมาทางผู้บริหารของ ASTV ผู้จัดการ ได้มีคำสั่งปลด นายนิรันดร์ ออกจากตำแหน่งผู้ดูแลเว็บไซต์ พร้อมหักเงินเดือนร้อยละ 50 ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความผิดดังกล่าว

รมว.กลาโหมจีนพบ"ประยุทธ์"

6 ก.พ.58 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉาง ว่านฉวน มนตรีแห่งรัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 5 - 7 ก.พ.นี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางทหาร และความมั่นคงทางภูมิภาค
โดย ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการเข้าพบว่า การเข้าพบของ รมว.กลาโหมจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย - จีน
ยกระดับความสัมพันธ์ในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยไทยยืนยันนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมความสัมพันธ์ และพัฒนาความร่วมมืออย่างใกล้ชิด
สำหรับความร่วมมือทางด้านความมั่นคง ทาง รมว.กลาโหมจีน แสดงความประสงค์ให้มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และเห็นพ้องให้การฝึกร่วมของเหล่าทัพมีความเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ไทย - จีน ได้เคยฝึกร่วมคอบร้าโกลด์ในปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก และปีนี้ก็จะฝึกร่วมในลักษณะเดียวกัน โดยเน้นโครงการให้ความช่วยเหลือประชาชน
ในส่วนอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศไทยอยากให้จีนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงด้านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างเหล่าทัพที่เป็นรูปธรรม โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชื่นชมและสนับสนุนวิสัยทัศน์ของผู้นำจีน ในแนวคิดเส้นทางสายไหมทางทะเล และเส้นทางการค้าการลงทุนต่างๆ ซึ่งไทยมีความประสงค์จะร่วมด้วย
นอกจากนี้ ไทยและจีนได้มีความร่วมมือทางด้านรถไฟ และสินค้าทางการเกษตร ที่จะเดินหน้าผลักดันต่อไป อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย โดยในเทศกาลตรุษจีนของไทย จะเชิญชวนฝ่ายจีนมาร่วมด้วย
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่จีนจะซื้อข้าวและยางพาราจากไทย มีความคืบหน้าอย่างไร ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เป็นเรื่องความร่วมมือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากไทย ทั้งข้าวและยางพารา แต่ยังไม่มีการลงในรายละเอียดว่าจะเป็นเมื่อไหร่อย่างไร
เมื่อถามว่า นายกฯ ได้ชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทยหรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพราะฝ่ายจีนมีความเข้าใจในสถานการณ์เป็นอย่างดี และพร้อมจะร่วมมือกับไทยสนับสนุนเรื่องการปฏิรูป ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายจีนได้สนับสนุนไทยในการไปศึกษาดูงานเรื่องการปฏิรูป ระบบกฎหมาย และเรื่องความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ไม่มีการพูดถึงเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึกแต่อย่างใด เมื่อถามว่า การที่ไทยมีความใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น จะเป็นการถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐอเมริกาหรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย - จีน มีมายาวนาน ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร จีนก็มีความคงเส้นคงว่ามาโดยตลอด มีการสนับสนุนกันในเวทีต่างๆ ทั้งสองฝ่ายก็มีความชื่นชม และคิดว่าเป็นการดำเนินความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ
นสพ.แนวหน้า


"วอยซ์ทีวี" โหมกระพือข่าว "สหรัฐฯ" ระงับพันธมิตรกับไทย รับ รมว.กลาโหมจีนพบ "บิ๊กตู่"

"วอยซ์ทีวี" โหมกระพือข่าว "สหรัฐฯ" ระงับพันธมิตรกับไทย รับ รมว.กลาโหมจีนพบ "บิ๊กตู่"
Cr:ผู้จัดการ
ASTVผู้จัดการ - เว็บไซต์วอยซ์ทีวี ของลูกชายทักษิณโหมกระพือข่าว ระบุ "สหรัฐระงับพันธมิตรเต็มรูปแบบกับไทย" รับข่าว รมว.กลาโหมจีนพบ "ประยุทธ์" ตรวจสอบพบเป็นเพียงแค่ขู่เรื่องพันธมิตรทางทหาร ภายหลังลบข่าวทิ้งไปแล้ว
วันนี้ (6 ก.พ.) เว็บไซต์วอยซ์ทีวี ได้นำเสนอข่าวโดยพาดหัว "สหรัฐระงับพันธมิตรเต็มรูปแบบกับไทย" ระบุว่า รัฐบาลวอชิงตันระงับพันธมิตรทางทหารเต็มรูปแบบกับประเทศไทย ตั้งเงื่อนไขต้องฟื้นฟูประชาธิปไตยก่อน โดยอ้างถึงรายงานข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี ซึ่งเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์แชนแนลนิวส์เอเชีย สถานีโทรทัศน์ข่าวภาคภาษาอังกฤษ ของมีเดียคอร์ป บริษัทสื่อครบวงจรที่มีกองทุนเทมาเส็กโฮลดิ้งส์ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์เป็นเจ้าของ
"เมื่อวันพฤหัสบดี นักการทูตอาวุโสผู้หนึ่งของสหรัฐ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงวอชิงตันว่า สหรัฐจะไม่ดำเนินความสัมพันธ์เยี่ยงพันธมิตรทางทหารอย่างเต็มรูปแบบกับไทย ตราบเท่าที่ประเทศซึ่งปกครองโดยคณะรัฐประหารแห่งนี้ยังปฏิเสธที่จะกลับสู่ ระบอบประชาธิปไตย จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูหลักการปกครองที่ดี และความยุติธรรม รวมทั้งฟื้นฟูรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตย" เนื้อข่าวที่วอยซ์ทีวีนำมาแปล
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเว็บไซต์วอยซ์ทีวีได้ลบข่าวชิ้นดังกล่าว แต่ลิ้งค์ข่าวที่ระบุภาพพาดหัวและโปรยยังคงถูกแชร์ในเฟซบุ๊ก พร้อมวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ถึงการบริหารประเทศในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงที่ความเคลื่อนไหวในวันนี้ พล.อ.ฉาง ว่าน ฉวน รมว.กลาโหม สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล
อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า ข่าวต้นฉบับใช้คำว่า "The United States will not fully reactivate its military alliance with Thailand as long as the junta-controlled country refuses to restore democracy, a US diplomat warned on Thursday (Feb 5)." ซึ่งแปลได้ว่า "อเมริกาจะไม่คืนความเป็นพันธมิตรทางทหารกับไทยอย่างสมบูรณ์ ตราบใดที่ประเทศซึ่งถูกควบคุมโดยคณะรัฐประหารแห่งนี้ยังปฏิเสธฟื้นฟูประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงของสหรัฐฯเตือนเมื่อวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.)" ซึ่งคนละความหมายกับเว็บไซต์วอยซ์ทีวี ที่ระบุว่า สหรัฐระงับพันธมิตรเต็มรูปแบบกับไทย


สถานการณ์ข่าว6/2/58

ระเบิด
แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุ แถลงการณ์ปลอมกับระเบิดที่บีทีเอสสยามเชื่อมโยงกันหรือไม่ ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการสอบสวน

พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กกล.รส.) กล่าวถึงการควบคุมตัวกรณี นายกฤษณ์ หรือ เน็ท บุตรดีจีน อายุ 26 ปี ผู้ที่แชร์หรือแพร่
แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอม ว่า การสอบสวนขึ้นอยู่กับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญส่วนทหารจะเข้าไปร่วมดำเนินการด้วยภายใต้กฎอัยการศึก สำหรับสถานการณ์
ช่วงนี้ที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาเคลื่อนไหวบ่อยขึ้นนั้น ไม่อยากพูดถึงสาเหตุมาก เพราะเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เน้นย้ำไว้ชัดเจนไม่อยากให้ขยายปมความขัดแย้ง เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นบ้านเรากฎหมายก็จะไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ใครทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย

ส่วนกรณีการปลอมแปลงแถลงการณ์สำนักพระราชวังกับเหตุการณ์ระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม จะมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่นั้น พล.ท.กัมปนาท กล่าวว่า ยังไม่ตอบ ไม่มีความชัดเจน ซึ่งทุกอย่างต้องว่าตามกระบวนการสอบสวน
---------------
คสช. ยัน เป็นธรรมหนุ่มปลอมแถลงการณ์ ยึดสิทธิมนุษยชน - เร่งล่าคนผิด

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มาขอติดตามคดี

และขอพบนายกฤษณ์ ที่ถูกควบคุมตัวไว้นั้น ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสอบสวน ยังไม่อยู่ในขั้นตอนการถูกตั้งข้อกล่าวหาจึงยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทนายมาช่วยแก้ต่างให้ พร้อมยืนยัน
ว่าเป็นไปตามแนวทางที่หน่วยงานด้านความมั่นคงเคยปฏิบัติมา ซึ่งทุกคนจะได้รับความเป็นธรรมได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แม้อยู่ในกรอบของกฎอัยการศึก และยึดถือเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ เป็นคดีที่ละเอียดอ่อน มีผลกระทบต่อจิตใจคนไทยจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องระมัดระวังและสืบค้นเพื่อให้ได้ตัวผู้ที่จงใจทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ขอให้ตระหนักถึงเนื้อหาแถลงการณ์ดังกล่าวว่ามีความผิดปกติและไม่เผยแพร่ต่อ เพราะเป็นสิ่งที่กระทบต่อความรู้สึกและจิตใจคนไทย ในขณะเดียวกันต้องการให้สังคมให้เวลากับ

เจ้าหน้าที่รวบพยานหลักฐานให้ครบทุกด้าน เพื่อนำไปสู่การหาตัวผู้กระทำผิด ทั้งในเรื่องการผลิตเอกสารปลอม การเผยแพร่ และนำเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
--------------------------------
โฆษก ตร. ชี้ ข้อมูลการไล่ล่ามือบึ้ม ที่พารากอน ยังเผยไม่ได้ คาด ผู้ต้องหา น่าจะหลบหนีไปต่างจังหวัดแล้ว

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า สำหรับความคืบหน้าในกรณีการติดตามจับกุมตัว 2 ผู้กระทำผิดคดีลอบวางระเบิด
ไปป์บอมบ์ ที่ทางเชื่อมบริเวณสถานี BTS สยาม และ ห้างสยามพารากอน ล่าสุด ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลในการติดตามไล่ล่า 2 คนร้ายได้ เนื่องจากคดีดังกล่าวนั้นเป็นคดีที่ต้องใช้การทำงานใน
ทางลับ โดยขอให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวนดำเนินการก่อน ทั้งนี้ คาดว่า ผู้กระทำน่าจะหลบหนีออกนอกพื้นที่กรุงเทพมหานครแล้ว
--------------
ผบ.ตร. สั่งเข้มให้ทุกหน่วยวางมาตรการเตรียมรับมือป้องกันเหตุป่วนเมือง ส่งกำลังทุกหน่วยลงเต็มพื้นที่เสี่ยง

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือคำสั่งราชการกำชับการปฏิบัติหลังเกิดเหตุระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 1 ก.พ. โดยให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มความถี่และมาตรการเชิงรุกด้านสายตรวจทุกประเภทโดยเพราะการจัดสายตรวจเดินเท้า การแสดงกลุ่มก้อน การตรวจรถยนต์ ว.10 ประจำจุดและให้เปิดสัญญาณไฟวาบเพื่อป้องปรามลดแรงจูงใจและตัดโอกาสในการกระทำความผิดในพื้นที่สำคัญที่มีประชาชน นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อาจตกเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุหรือสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่งสถานีรถไฟฟ้า สวนสาธารณะสำหรับออกกำลังกายพักผ่อนหย่อนใจ และชุมทางรถโดยสารขนาดใหญ่ เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ห้าแยกลาดพร้าว ศูนย์ค้าสยาม สนามกีฬา วงเวียนใหญ่ รังสิต ฯลฯ ตลอดจนท่าเรือและสถานที่สำคัญทุกแห่งในพื้นที่รับผิดชอบ ให้ ผบช.น. ร่วมกับ ผบก.น.1-9 รับผิดชอบศึกษาวิเคราะห์และกำหนดสถานที่เสี่ยงและวางแผนจัดกำลังสายตรวจ สนับสนุนการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายรักษาความปลอดภัยของสถานที่นั้น ๆ โดยให้ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายมั่นคง รับผิดชอบดูแลอำนวยการปฏิบัติในภาพรวมและให้ ศปก.ตร. ร่วมกับ สำนักงานยุทธศาสตร์ ตร.ติดตามแผนและผลการปฏิบัติของทุกหน่วยโดยกำหนดแบบรายงานของหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ ผ่าน ศปก./ บช.ภ.ให้เป็นระบบในการรายงานที่ชัดเจนให้หน่วยปฏิบัติโดยเคร่งครัด
----------------------
โฆษก ตร. ปัด จับมือบึ้มได้ พร้อมสอบชายสงสัยไม่โยง - พบ 1 มือระเบิดขากะเผลก ลั่น คดีคืบหน้าไปมาก

พลตำรวจโท ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธข่าวการควบคุมตัวคนร้ายวางระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าเป็นลักษณะของชุดสืบสวนได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำ และบางคนก็ไปสอบที่บ้าน แต่ไม่มีการจับกุมตัวแต่อย่างใด ซึ่งยอมรับว่ามีกระแสข่าวการจับกุมมาตลอด แต่ตอนนี้มีความคืบหน้าเพียงว่าคนร้ายในภาพวงจรปิดมีบุคลิกในการเดินผิดปกติ คือเดินขากะเผลกหนึ่งคนคือคนที่ใส่เสื้อแขนยาวสีขาว ซึ่งภาพวงจรปิดจับบุคลิกลักษณะนี้ได้ทุกตัวที่ตำรวจได้ภาพมา ซึ่งได้เปรียบเทียบกับผู้ต้องหาตามหมายจับหรือกลุ่มผู้ต้องสงสัยกลุ่มต่าง ๆ ก็ยังไม่พบว่า ไม่ตรง

ส่วนแท็กซี่ที่รับคนร้ายมานั้นก็ได้มีการสอบปากคำแล้ว โดยให้การเป็นประโยชน์ในทางคดี แต่ขณะนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ารับคนร้ายมาจากจุดใด แต่เป็นการเดินทางมาทอดเดียว ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุนั้นยังเชื่อว่ามีมากกว่า 2 คน แต่อาจไม่ได้มาร่วมก่อเหตุในพื้นที่เท่านั้น

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังปฏิเสธถึงกรณีกองทัพกดดันการทำงานของตำรวจเพราะผ่านไปหลายวันแล้ว ซึ่งตำรวจได้รายงานความคืบหน้าการทำงานอยู่ตลอด ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปมาก
----------------
โฆษก ตร. ปัดข่าวจับมือบึ้มพารากอนที่ภูเก็ต รับสอบปากคำหลายรายแต่ยังไม่ตรง ชี้ 1 ในคนร้ายขาขวาบาดเจ็บ 

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยความคืบหน้ามือวางระเบิดห้างสยามพารากอน ว่า จากที่มีกระแสข่าวว่าผู้ต้องหาหลบหนีไปอยู่ที่ภูเก็ตนั้นไม่เป็นความจริง และยอมรับว่าได้มีการเรียกตัวพยานมาสอบปากคำจำนวนมากและทุกคนก็ให้การเป็นประโยชน์ รวมถึงได้มีการเรียกตัวคนขับแท็กซี่มาสอบปากคำ ทราบว่าได้รับทั้ง 2 คนมาลงที่สยามพารากอน แต่ยังไม่เปิดเผยว่ารับมาจากที่ใด

และจากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังก็พบว่า 1 ในผู้ต้องหาที่ใส่เสื้อแขนยาวอายุมากนั้นมีอาการบาดเจ็บที่ขาขวาและเดินขากะเผลกจึงทำให้การติดตามตัวนั้นอาจเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น

จากการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหารายเก่า ๆ นั้นไม่พบว่ามีใครที่มีอาการแบบนี้ และขณะนี้ก็ยังไม่ได้ออกหมายจับใครซึ่งหากใครพบเบาะแสคนร้ายให้โทรแจ้งที่ 191 ได้ทันที
-----------------
ผบช.น.เผยภาพกล้องวงจรปิดเห็นภาพมือบึ้มพารากอนชัดเจน มีประชาชนแจ้งเบาะแสแล้ว 1 ราย 

ความคืบหน้าคดีรอบวางระเบิดบริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม วันนี้มีรายงานว่าหลังจากที่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ได้เผยแผร่ภาพจากกล้องวงจรปิดล่าสุดซึ่งเห็นภาพคนร้ายค่อนข้างชัดเจน  ได้มีประชาชนแจ้งเบาะแสมายังกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล แล้ว 1 ราย ซึ่งผู้แจ้งอยู่ต่างจังหวัดและแจ้งว่าเคยเห็นบุคคล 1 ใน2 รายที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดที่มีการเผยแพร่ ดังนั้นชุดสืบสวนจึงจัดกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันนี้

นอกจากนี้ คณะทำงานทั้ง 7 ชุดได้กระจายกำลังหาหลักฐานเบาะแสเพิ่มเติมในพื้นที่ต่างจังหวัดรวมทั้งชายแดนทั่วประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนของการประชุมติดตามความคืบหน้าของคดี เพื่อรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจะมีการประชุมอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์)
-------------
ผบ.ตร. เผย คืบคดีระเบิด มอบหมายให้ โฆษก สตช. ดูแล ย้ำไม่เร่งรัด จนท.ในการจับกุมคนร้าย เข้ม รปภ.จุดเสี่ยง

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีระเบิดบริเวณห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ว่า ในส่วนของรายละเอียดได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ดูแล ส่วนการดำเนินคดีนั้นอยู่ระหว่างการสืบสวน โดยทางผู้บังคับบัญชา ไม่ได้มีการกดดันฝ่ายสืบสวนในการเร่งรัดการจับกุมตัวคนร้าย เนื่องจากอยากให้การทำงานเป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยก็ยังคงเข้มงวด และไม่ได้หละหลวม แต่เพียงปรับรูปแบบในการรักษาความปลอดภัยที่จะไม่เน้นใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบประจำจุดต่าง ๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการท่องเที่ยวเท่านั้น

ส่วนกรณีการเชิญตัวบุคคลที่ต้องสงสัย หรือเข้าข่ายการกระทำผิดเข้าให้ข้อมูลนั้น ก็เป็นการดำเนินการตามปกติตามขั้นตอนเนื่องจากบุคคลดังกล่าว อาจจะมีความเกี่ยวข้อง หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดเหตุดังกล่าว

ส่วนกรณีการปลอมแปลงแถลงการณ์นั้น จะต้องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่โดยไม่ละเว้น

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.สมยศ ยังกล่าวถึงกรณีการหายตัวไปของ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ว่า ตนก็เพิ่งทราบจากข่าวเมื่อเช้านี้ และยังไม่ได้รับรายงานว่า มีการแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่จากที่ติดตามข่าวคาดว่า เป็นปัญหาภายในครอบครัว
--------------
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผย ยังจับมือบึ้มพารากอนไม่ได้ เพียงแต่เชิญมาสอบเพื่อฝห้เบาะแสเพิ่มเติม - ยันตำรวจไม่หละหลวม 

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวยืนยันว่าตำรวจยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย ลอบวางระเบิด2จุดหน้าห้างสรรพสินค้าพรากอน แต่เป็นเพียงการเชิญมาสอบ เพื่อให้ข้อมูลหรือเบาะแสเพิ่มเติมโดยไม่ขอเปิดเผยว่าเชิญกลุ่มไหนมาบ้าง โดยในการเชิญมาสอบทหารและตำรวจทำงานร่วมกันตลอด เพราะบางครั้งต้องใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษของทหารในการเชิญตัวมาสอบ โดยอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง เป็นธรรมไม่กลั่นแกล้งใคร และไม่เคยกดดันผู้ใต้บังคับบัญชาว่าจะต้องจับได้ภายใน 3 วัน 5 วัน
 
อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้มีมาตรการในการเฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มข้น  และทำมาอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความหละหลวม เพียงแต่ที่ผ่านมามีการผ่อนกำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเพื่อไม่ให้กระทบบรรยกาศการท่องเที่ยวเท่านั้น โดยหลังจากนี้ได้กำชับให้ตำรวจสันติบาลเกาะติดการข่าวร่วมกับฝ่ายมั่นคงต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบสัญญานที่น่ากังวลแต่อย่างใด
//////////////
แถลงการณ์ปลอม

รรท.ผบก.ป. ชี้อยู่ระหว่างการสืบสวน กรณีแถลงการณ์ปลอม ลั่นคดีคืบหน้าไปมาก ยันขณะนี้ผู้ต้องหามีเพียงรายเดียว

พันตำรวจเอก อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีมีการเผยแพร่ปลอมแปลงแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนของ ปอท. ซึ่งเบื้องต้นได้มีการจับกุม นายกฤษณ์ บุดดีจีน ไปแล้ว จำนวน 1 คน และอยู่ระหว่างสืบสวนหาตัวผู้ร่วมกระทำผิด และตรวจสอบว่า นายกฤษณ์ เป็นเพียงผู้ส่งต่อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตหรือไม่ทั้งนี้ ตนยังได้รับรายงานจาก พลตำรวจตรี ศิริพงษ์ ติมุลา ผบก.ปอท. ว่า การดำเนินการมีความคืบหน้าไปมาก และเบื้องต้นพบว่าอาจจะมีผู้ต้องสงสัยอีกหนึ่งคนที่เกี่ยวข้องกับแถลงการณ์ปลอมดังกล่าว แต่จะต้องทำการตรวจสอบหาพยานหลักฐานให้แน่ชัดอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่า ขณะนี้ยังมีผู้ต้องหาเพียงรายเดียวเท่านั้น

ด้าน พลตำรวจตรี ศิริพงษ์ ติมุลา ผบก.ปอท. กล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลในระบบพบว่า ขณะนี้แหล่งต้นตอการผลิตน่าจะอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างแกะรอยสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ยืนยันว่าการสืบสวนมีความคืบหน้าไปมากและ ปอท. ไม่ได้นิ่งนอนใจอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ ซึ่งจะต้องขอเวลาในการทำงานอีกสักระยะหนึ่งด้วย
--------------------------
โฆษก นปช. บุกยื่นหนังสือ ผบ.ตร. จี้เอาผิดคนเผยแพร่แถลงการณ์อย่างเท่าเทียม 

นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. พร้อมด้วย นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนาย นปช. เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและให้ดำเนินคดีและเอาผิดกับผู้ที่เผยแพร่แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอมอย่างเท่าเทียม เนื่องจากเห็นว่าการเอาผิดและดำเนินกับ นายกฤษณ์ บุดดีจีน อายุ 26 ปี ชาวเพชรบูรณ์ ซึ่งต่อมามีการแถลงข่าวว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการของ นปช. นั้น ทาง นปช. เห็นว่าเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีความเป็นธรรมหลายประการ เพราะเป็นการกระทำของแต่ละบุคคลไม่อาจหมายรวมทั้งกลุ่ม นปช. ได้ ประกอบกับ นายกฤษณ์ ไม่ทราบว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นของปลอม การกระทำของ นายกฤษณ์ จึงไม่น่าจะมีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และความผิดตามมาตรา 112 เพราะไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนา พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่อย่างเท่าเทียม เนื่องจากผู้ที่เผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกับ นายกฤษณ์ มีหลายคน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้สังคมมองว่าตำรวจดำเนินคดีเฉพาะเจาะจงกับ นปช. จึงขอให้ดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นายวิญญัติ กล่าวด้วยว่า เมื่อวานที่ผ่านมา ไม่สามารถเข้าเยี่ยม นายกฤษณ์ ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ได้ เนื่องจากเป็นการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ไม่สามารถใช้สิทธิพิเศษใด ๆ ได้ โดยหลังจากครบ 7 วันแล้ว จะต้องมีการยื่นฟ้องจ่อศาลซึ่งตนจะเป็นทนายความต่อสู้คดีให้
--------------------------

////////////////
เคลื่อนไหวนายกฯ

โฆษกกระทรวงกลาโหม เผยจีนขอยกระดับฝึกร่วมทหารอากาศ-เรือ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น 

พันเอก คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการหารือระหว่าง พลเอก ฉาง ว่าน ฉวน มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐประชาชนจีน และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศให้ดีขึ้น โดยแลกเปลี่ยนด้านยุทธศาสตร์ การเข้าออกประเทศของกำลังพลทุกระดับ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ โดยจีนขอความร่วมมือจากไทย อยากให้มีการฝึกร่วมผสมระหว่างทหารอากาศ และการฝึกร่วมทางทะเล หรือยกพลขึ้นบกในอีก 3-5 ปี เพื่อยกระดับการฝึกร่วมผสม และความมั่นคงในภูมิภาค การเสริมสร้างการป้องกันประเทศ ซึ่งจีนพร้อมสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีทางทหาร ยุทโธปกรณต่าง ๆ อาทิ รถถัง เรือดำน้ำ ในราคามิตรภาพ ซึ่งจีนหวังไทยดำรงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในการฝึกร่วมไทย-จีน ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่สร้างสรรค์ของไทยขณะที่ไทยขอให้จีนสนับสนุนเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการลงทุนต่าง ๆ
-------------------
'พล.อ.ประยุทธ์' ต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะ ผอ.สำนักงานเลขาธิการองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ เข้าพบ 'หม่อมอุ๋ย'

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ พล.อ.ฉาง ว่าน ฉวน (H.E. General Chang Wanquan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มงวด

ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ให้การต้อนรับผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเลขาธิการองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial
Development Organization - UNIDO) ในการเข้าเยี่ยมคารวะ ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
--------------------------
โฆษกกระทรวงกลาโหม เผย จีนยืนยันไม่แทรกแซงไทย พร้อมสนับสนุนด้านข่าวกรอง ข้าว และยางพารา

พันเอก คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนาไทย-จีน 40 ปี ว่า ทางจีน
เข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงซับซ้อน ทั้งยังชื่นชมกองทัพที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ในประเทศให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนได้ และยืนยันจะไม่แทรกแซงไทย

ทั้งนี้ ไทยได้ขอความร่วมมือจากจีนในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงขอให้จีนรับซื้อพืชผลเกษตรของไทย โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ซึ่งจีนพร้อมให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้จีนยินดีที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ทหารของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
--------------------
โฆษก ทบ. ปัดอาหารสโมสรกองทัพบกแพง ย้ำสินค้ามีมาตรฐานเทียบเท่าภัตตาคารและโรงแรม 

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อกล่าวถึงเมนูข้าวกะเพราของสโมสรกองทัพบก ราคาไม่เหมาะสม ว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. มีนโยบายและมีความตั้งใจที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กำลังพลและครอบครัวตามแนวทางรัฐบาล และได้ให้หน่วยต่าง ๆ ดำเนินตามนโยบายดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่มีราคาถูกกว่าร้านค้าภายนอกเป็นส่วนใหญ่

และสำหรับสโมสรทหารบก (วิภาวดี) นั้น มีมาตรฐานเทียบเท่าภัตตาคารและโรงแรมมาตรฐาน ซึ่งอัตราค่าบริการคงเป็นไปตาม ต้นทุนสินค้าและการบริการที่ใกล้เคียงกับสถานประกอบการในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นจากข้อท้วงติงดังกล่าว ทางหน่วยงานที่ดูแลสโมสรจะนำไปพิจารณาและได้ปรับราคาให้พิเศษกว่าที่อื่น โดยยังคงมาตรฐานที่มีคุณภาพไว้

อย่างไรก็ตาม สโมสรทหารบก (วิภาวดี) เป็นสถานที่ให้บริการกับกำลังพลและประชาชนทั่วไป ทั้งการจัดงาน  การจัดกิจกรรม สถานที่ออกกำลังกาย และการจัดพิธีสำคัญของหน่วยงานต่าง ๆ ในวัตถุประสงค์ ไม่ได้มุ่งหวังให้มีผลกำไรสูง แต่ยึดอัตราค่าบริการอย่างสมเหตุสมผล และยังมีส่วนลดสำหรับข้าราชการทหาร และหน่วยงานราชการอื่น ๆ ด้วย
--------------------------
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ไทย-จีน ยกระดับความสัมพันธ์ สนันสนุนฝึกร่วม ผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาเส้นทางรถไฟ

ร้อยเอก นายแพทย์ยงยุทธ ไมยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการหารือระหว่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ พลเอกฉาง ว่านฉวน มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า เป็นการพูดคุยกันเรื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ไทยจีน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งด้านความมั่นคงที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องให้ยกระดับการฝึกร่วมกันของเหล่าทัพทั้ง 2 ประเทศ โดยจีนจะสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์ ส่วนด้านเศรษฐกิจจะเป็นการพัฒนาเส้นทางรถไฟ ผลผลิตทางการเกษตร และการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ไทยยังขอให้จีนสนับสนุนเรื่องของงานวิจัยและการศึกษาของเหล่าทัพอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ร้อยเอก นายแพทย์ยงยุทธ ยืนยันว่า การยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศจีนไม่เกี่ยวกับข้องกับการถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐอเมริกา เป็นเพียงการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีมายาวนานเท่านั้น
-----------------------
นายกรัฐมนตรีเตรียมเยือนบรูไนมีนาคมนี้ พร้อมลงนามความร่วมมือ 6 ฉบับ

ร้อยเอก นายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลัง ดาโต๊ะปาดูกา ฮัจญี กามิส บิน ฮัจญี ตามิน (H.E. Dato Paduka Haji Kamis bin Haji Tamin) เอกอัครราชทูตบรูไนดารุสซาลามประจำประเทศไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่า เอกอัครราชทูตบรูไนฯ เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีเพื่ออำลาตำแหน่ง พร้อมพูดคุยถึงการสนับสนุนภาษาอังกฤษระหว่างมหาวิทยาลัยบรูไนฯ ร่วมกับสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษในอาเซียน และนายกรัฐมนตรีของไทยยังได้ร่วมถวายพระพรกษัตริย์ของบรูไน รวมถึงชื่นชมวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนมีนาคม นายกรัฐมนตรีจะมีกำหนดการเยือนประเทศบรูไนดารุสซาลามอย่างเป็นทางการเพื่อลงนามความร่วมมือ หรือ เอ็มโอยู 6 ฉบับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการร่าง
ความตกลง
-----------------------------
รัฐบาลปัดห้ามบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์ งดขบวนการเมือง โยน คสช.ดู ห่วงขยายผลขัดแย้ง 

พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข่าวการงดจัดขบวนล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบรายละเอียด แต่รัฐบาลไม่มีนโยบายแบบนี้ โดยอาจจะเกี่ยวข้องกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

ทั้งนี้ ต้องเห็นใจว่าการจัดงานดังกล่าวมองได้หลายมุม เช่น สิทธิเสรีภาพ เป็นประเพณี ไม่มีอะไรร้ายแรง แต่จะต้องคำนึงถึงบริบทหลายประการ ว่าคนจัดงานอาจไม่คิดว่าการจัดกิจกรรมจะส่งผลร้ายต่อประเทศ แต่อาจมีอีกกลุ่มนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะต้องสอบถามทาง คสช.
----------------------
พ.อ.วินธัย ยัน ไม่ได้ห้ามบอลจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ แปรอักษรล้อการเมือง เพียงประสานผู้จัดดูเเล กังวลถูกโยงการเมือง 

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ว่า ทางผู้จัดทั้งสองสถาบันได้มีการประสานกันกับทางเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในระดับพื้นที่ถึงรายละเอียดกิจกรรมว่าก่อนแข่งขันอาจจะมีการละเล่นเชิงหยอกล้อการเมือง จึงประสานกันว่าปีนี้จะมีการระมัดระวังในเนื้อหาให้อยู่ในกรอบของความบันเทิงทางการกีฬาตามธรรมเนียมที่พอเหมาะสม เพราะทั้งผู้จัดและเจ้าหน้าที่เห็นตรงกันว่ามีโอกาสที่อาจถูกบางบุคคลหยิบไปบิดขยายผลส่งผลให้เกิดความไม่เรียบร้อย หรือถูกนำไปอ้างเชื่อมโยงเป็นประเด็นขัดแย้งได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ห้าม แค่เห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ทางผู้จัดเข้าใจและมีแผนที่จะระมัดระวังให้อยู่แล้ว
////////////
เศรษฐกิจ

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เผยเศรษฐกิจในประเทศมีการขยับตัวขึ้นถึง 450,000 ล้านบาท ขณะยังไม่ได้รับรายงานรถไฟความเร็วปานกลางจีนแพงกว่าญี่ปุ่น

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวภายหลังการเข้าพบผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเลขาธิการองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ ว่า เป็นเพียงการพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลในการพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม หลังการก่อสร้างอุตสาหกรรม พร้อมทั้งยังเป็นการพูดคุยถึงการสนับสนุนในการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เศรษฐกิจในบริเวณประเทศเพื่อนบ้านมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ยังได้มีการชื่นชมการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการนำแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยไปเผยแพร่ให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาด้วย

นอกจากนี้ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ยังกล่าวว่า หลังจากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้อนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ แบบ ร.ง.4 ให้กับผู้ประกอบการ 4,200 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้มีการจ้างงานกว่า 99,000 คน และยังทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีการขยับตัวขึ้นถึง 450,000 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังพบว่ายังมีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเพิ่มขึ้น โดยในเดือนมกราคมนี้มีตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่มถึง 40,000 ล้านบาท และคาดว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมนี้จะมีตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่มถึง 38,000-39,000 ล้านบาท

ส่วนการลงทุนสร้างรถไฟความเร็วปานกลางร่วมกับจีน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการกู้เงินมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการลงทุนร่วมกับญี่ปุ่นนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว เชื่อว่าไทยมีความพร้อมในการกู้เงินในประเทศ แต่อาจจะมีปัญหาในการตรวจสอบ เนื่องจากไม่มีการประมูล ส่วนการสร้างรถไฟร่วมกับญี่ปุ่นมองว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะไทยไม่ต้องดำเนินการศึกษาเส้นทางในการก่อสร้างด้วยตนเอง โดยเส้นทางดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ชายแดนฝั่งตะวันออกของไทยไปสิ้นสุดยังชายแดนฝั่งตะวันตก
//////////////
ปฏิรูป

เวทีสานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปฯ แบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิด ขณะ 'ถวิลวดี' ระบุ คนใต้ช่างคิด เชื่อ วันนี้มีความชัดเจนในข้อเสนอแนะ

บรรยากาศวันที่สองของเวทีประชาเสวนาหาทางออก "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ที่โรงแรมร้อยเกาะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุดในขณะนี้เป็นช่วงของการแบ่งกลุ่มย่อยเป็น 8 กลุ่ม เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นตามที่กำหนด คือ พลเมืองที่ดีและการทีส่วนร่วมทางการเมืองที่พึงปรารถนา ผู้นำที่พึงปรารถนา การต่อต้านทุจริตที่พึงปรารถนา และการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่พึงประสงค์ ซึ่งบรรยากาศในการเสวนาเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยประชาชนที่เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ได้ให้ความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี

ด้าน นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กล่าวถึงภาพรวมของการเสวนาในวันแรกว่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งประชาชนที่เข้าร่วมได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากคนใต้นั้นเป็นคนที่ช่างคิด ช่างวิเคราะห์ ช่างสังเกต รวมถึงกล้าที่จะพูดถึงความต้องการออกมาอย่างชัดเจน และเชื่อว่าในวันนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นสำหรับความต้องการในการปฏิรูปประเทศของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้
----------------
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มประชุมแล้ว โดยพิจารณาเรื่องกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง หมวด 7 กระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งหมด 6 มาตรา ซึ่งขณะนี้ได้พิจารณาผ่านแล้ว 2 มาตรา

ทั้งนี้ ได้แขวนมาตรา 2  ซึ่งในวรรคเรื่ององค์กรบริหารท้องถิ่นต้องมีคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง หรือความเห็นชอบจากประชาชนด้วยวิธีอื่น ซึ่งตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยอย่างน้อยสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมีสัดส่วนของสตรีไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามซึ่งในวรรคนี้ คณะกรรมาธิการได้แขวนไว้ก่อน

สำหรับอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารท้องถิ่นอย่างน้อยต้องมีอำนาจในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การจัดทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐาน การศึกษาอบรม และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยบริหารงานไปตามหลักธรรมาภิบาลและมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคลและการคลัง
--------------
กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประชุมอย่างต่อเนื่อง คาดพิจารณาการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 6 มาตราเสร็จวันนี้ 

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง หมวด 7 การกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ สมาชิกได้อภิปรายในแต่ละวรรคกันอย่างกว้างขวาง โดยต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือจากส่วนกลาง

อย่างไรก็ตาม ในหมวดนี้มีทั้ง 6 มาตรา โดยคณะกรรมาธิการฯ จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันนี้อย่างแน่นอน
---------------------
กกต. ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำแม่น้ำ 5 สาย กรณี กมธ.เห็นชอบลดอำนาจ-ให้ กจต.จัดเลือกตั้งแทน

นางสาวสุรณี ผลทวี ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกของ กกต. ถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอข้อสังเกตของการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยเห็นว่า การให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง หรือ กจต. ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน เห็นว่าการแยกผู้ควบคุมการเลือกตั้งและผู้จัดการเลือกตั้งออกจากกัน ไม่เป็นไปหลักสากล และอาจส่งผลให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ขาดความเป็นอิสระ

ส่วนการให้ กกต. มีอำนาจเพียงสั่งเลือกตั้งใหม่ หรือให้ใบเหลือง เฉพาะในช่วงก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง โดยให้การเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งผู้สมัครหรือใบแดงเป็นอำนาจของศาล มองว่า จะเป็นการเปิดช่องว่างให้ผู้กระทำผิด เข้ามามีอำนาจทางการเมืองและใช้อิทธิพลข่มขู่พยานเพื่อประโยชน์ทางคดีในการชนะการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ การตัดอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานกับหน่วยราชการในการให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นการตัดสิทธิ์การมีส่วนร่วมและรับรู้ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม นางสาวสุรณี ระบุว่า เมื่อกฎหมายออกมา กกต. ก็พร้อมรับและปรับปรุงองค์กรให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีได้ลงนามโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งครบทั้ง 5 คน โดยหลังจากนี้ นางสาวสุรณี จะเดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่กองบัญชาการกองทัพบก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภาต่อไป
----------------------
ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา วันนี้ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดประชุมเพื่อพิจารณารายมาตราต่อเนื่อง ในหมวด7 การกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ตัวแทน 

กกต. ยื่นหนังสือเพื่อขอให้ทบทวนการลดอำนาจการเลือกตั้งของ กกต.

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม ซึ่งวันนี้เป็นการพิจารณาในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง หมวด7 การกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น มาตรา2 องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องมีคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสภา

ท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง หรือความเห็นชอบจากประชาชนด้วยวิธีอื่น ซึ่งตามที่กฏหมายบัญญัติ โดยอย่างน้อยสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมีสัดส่วนของสตรีไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ซึ่งในวรรคนี้ สมาชิกได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยบางส่วนเห็นว่าควรมีการบัญญัติให้มีสัดส่วนของสตรี เนื่องจากเป็นความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญในระดับสากล ขณะที่บางส่วนมองว่าจะเป็นการบังคับให้ประชาชนต้องเลือกผู้สมัครที่เป็นสตรี เพื่อให้สอดคล้องกับสัดส่วน จึงแขวนวรรคนี้ไว้

ทั้งนี้ สำหรับอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารท้องถิ่นอย่างน้อยต้องมีอำนาจในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การจัดทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐาน การศึกษาอบรม และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยบริหารงานไปตามหลักธรรมาภิบาลและมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคลและการคลัง

ขณะเดียวกันวันนี้ ตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ทบทวนการลดอำนาจจัดการเลือกตั้งของ กกต. ซึ่งเห็นว่า การจัดการเลือกตั้ง จนถึงการประกาศผลการเลือกต
---------------------------
กมธ.ยกร่างฯ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ขณะสมาชิกเสนอบัญญัติให้ภาครัฐกำกับดูแลท้องถิ่นเท่าที่จำเป็น

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุด ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา หมวด 7 กระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้ได้พิจารณาในมาตรา 2 เรื่องของการกำกับดูแลท้องถิ่น สมาชิกเสนอให้บัญญัติภาครัฐกำกับดูแลท้องถิ่นเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และเสนอให้บัญญัติไว้ว่า ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโบายการดำเนินการของท้องถิ่น และเพื่อให้เกิดประโยชน์ตามนี้อาจจัดให้มีสมัชชาพลเมือง เพื่อให้ร่วมกันดำเนินการในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้นำความเห็นของพรรคการเมือง สปช. สนช. และประชาชนมาพิจารณาร่วมด้วย ซึ่งสมาชิกบางส่วนเสนอให้มีการบัญญัติเพิ่มเติมในเรื่องของการแบ่งเขต และการควบรวมเขตเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ประชาชนและยังเสนอให้ประชาชนมีสิทธิ์ถอดถอนนักการเมืองท้องถิ่นได้

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังคงหารือและเตรียมการตั้งอนุกรรมาธิการยกร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่น เพื่อมาทำหน้าที่รวมกฎหมายท้องถิ่น อาทิ กฎหมายเทศบาล กฎหมาย อบจ. กฎหมาย อบต. กฎหมายปกครองกรุงเทพมหานคร เพื่อควบรวมให้เป็นกฎหมายฉบับเดียวกันตามแผนการกระจายอำนาจ
---------------------------------
เวทีสานเสวนาปฏิรูปประเทศภาคใต้ตอนบนเสร็จสิ้น สรุปผลเสนอลงโทษผู้ทุจริตเด็ดขาด ไม่มีหมดอายุความ

บรรยากาศการสัมมนา เวทีประชาเสวนาหาทางออก "สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนล่าสุดได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยก่อนจบกิจกรรมประชาชนที่เข้าร่วมได้มีการเสนอผลการระดมความคิดเห็นโดยมีข้อเสนอที่สำคัญ อาทิ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการเสนอให้มีการบัญญัติบทลงโทษกับผู้ที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด และคดีความจะต้องไม่มีการหมดอายุ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ใช้กฎหมายจะต้องใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม ตลอดจนมีการเสนอให้มีการใช้มาตรการทางสังคมในการลงโทษผู้ที่ทุจริตอย่าให้มีที่ว่างที่จะยืนอยู่ในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอว่า หากนักการเมืองคนใดที่ทุจริตแล้วศาลได้พิพากษาว่าผิดและถึงที่สุดแล้ว จะไม่สามารถลงเล่นการเมืองอีกได้ตลอดชีวิต ส่วนผู้นำที่ดีนั้นจะต้องมีประวัติที่ดี สามารถตรวจสอบได้ มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ เสียสละ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน พร้อมทั้งเสนอให้นักการเมืองมีวาระในการดำรงตำแหน่งได้แค่วาระเดียว และจะต้องมีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนและหลังเข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลา 3-4 ปี รวมถึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ตลอดเวลา
-----------------------------------------
"คำนูณ" หวัง สมัชชาพลเมืองร่วมแก้ปัญหาท้องถิ่นกำหนดนโยบาย

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การจัดตั้งสภาพลเมือง จะเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่นในการกำหนดนโยบาย, ตัดสินใจแก้ปัญหา และมีส่วนร่วมในการดำเนินการต่างๆ ในท้องถิ่น ซึ่งการจัดตั้งสมัชชาพลเมือง ขึ้นอยู่กับความพร้อมและรูปแบบท้องถิ่นในแต่ละท้องที่ ทั้งนี้ ถือว่าสมัชชาพลเมืองเป็นตัวแทนของประชาชน ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทักท้วงอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการจัดเลือกตั้งนั้น คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะรับเรื่องไว้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเริ่มพิจารณา ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 1 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความ

เป็นธรรม

รมว.กห.จีนเข้าเยี่ยมคารวะ'บิ๊กตู่'กระชับความสัมพันธ์ 2 ประเทศ

รมว.กห.จีนเข้าเยี่ยมคารวะ'บิ๊กตู่'กระชับความสัมพันธ์ 2 ประเทศ
Cr:แนวหน้า
6 ก.พ.58 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉาง ว่านฉวน มนตรีแห่งรัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 5 - 7 ก.พ.นี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางทหาร และความมั่นคงทางภูมิภาค
โดย ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการเข้าพบว่า การเข้าพบของ รมว.กลาโหมจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย - จีน ยกระดับความสัมพันธ์ในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยไทยยืนยันนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมความสัมพันธ์ และพัฒนาความร่วมมืออย่างใกล้ชิด
สำหรับความร่วมมือทางด้านความมั่นคง ทาง รมว.กลาโหมจีน แสดงความประสงค์ให้มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และเห็นพ้องให้การฝึกร่วมของเหล่าทัพมีความเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ไทย - จีน ได้เคยฝึกร่วมคอบร้าโกลด์ในปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก และปีนี้ก็จะฝึกร่วมในลักษณะเดียวกัน โดยเน้นโครงการให้ความช่วยเหลือประชาชน
ในส่วนอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศไทยอยากให้จีนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงด้านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างเหล่าทัพที่เป็นรูปธรรม โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชื่นชมและสนับสนุนวิสัยทัศน์ของผู้นำจีน ในแนวคิดเส้นทางสายไหมทางทะเล และเส้นทางการค้าการลงทุนต่างๆ ซึ่งไทยมีความประสงค์จะร่วมด้วย
นอกจากนี้ ไทยและจีนได้มีความร่วมมือทางด้านรถไฟ และสินค้าทางการเกษตร ที่จะเดินหน้าผลักดันต่อไป อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย โดยในเทศกาลตรุษจีนของไทย จะเชิญชวนฝ่ายจีนมาร่วมด้วย
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่จีนจะซื้อข้าวและยางพาราจากไทย มีความคืบหน้าอย่างไร ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เป็นเรื่องความร่วมมือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากไทย ทั้งข้าวและยางพารา แต่ยังไม่มีการลงในรายละเอียดว่าจะเป็นเมื่อไหร่อย่างไร
เมื่อถามว่า นายกฯ ได้ชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทยหรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพราะฝ่ายจีนมีความเข้าใจในสถานการณ์เป็นอย่างดี และพร้อมจะร่วมมือกับไทยสนับสนุนเรื่องการปฏิรูป ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายจีนได้สนับสนุนไทยในการไปศึกษาดูงานเรื่องการปฏิรูป ระบบกฎหมาย และเรื่องความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ไม่มีการพูดถึงเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึกแต่อย่างใด เมื่อถามว่า การที่ไทยมีความใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น จะเป็นการถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐอเมริกาหรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย - จีน มีมายาวนาน ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร จีนก็มีความคงเส้นคงว่ามาโดยตลอด มีการสนับสนุนกันในเวทีต่างๆ ทั้งสองฝ่ายก็มีความชื่นชม และคิดว่าเป็นการดำเนินความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ


"เพ็ญโสม ดามาพงศ์" ลาออกทุกตำแหน่ง "เอสซีแอสเสท" มีผล 3 ก.พ.

http://www.matichon.co.th/online/2015/02/14231127851423112803l.jpg

นายสมบูรณ์ คุปติมนัส เลขานุการ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำหนังสือแจ้งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องนางเพ็ญโสม ดามาพงศ์ กรรมการ กรรมการบริหาร กรรมการบรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท บริษัท เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัททุกตำแหน่ง เพื่อไปปฏิบัติภารกิจอื่น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558