PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คดี112 จารุวรรณ 85วันอิสรภาพที่หายไป

112 the series
จารุวรรณ: 85 วันที่เสียไป
คดีหมิ่นเบื้องสูงของจารุวรรณกลายเป็นข่าวดังกลางเดือนพฤศจิกายน หลังจากนายทหารพระธรรมนูญเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตำรวจดำเนินคดี กับ "เฟซบุ๊คหมิ่นฯ" ที่โลกออนไลน์แชร์ต่อกันเกือบหมื่นครั้ง และ 2-3 วันให้หลัง ก็มีข่าวจับกุมเพื่อนชายที่เกี่ยวข้องกับคดีเพิ่มอีก 2 คน
9 กุมภาพันธ์ 2558 อัยการทหารสั่งไม่ฟ้องจารุวรรณและเพื่อนอีก 2 คน น่ายินดีกับทั้งสามคนที่ไม่ต้องถูกจองจำไร้ซึ่งอิสรภาพอีกต่อไป แต่กว่าจะมาถึงวันที่ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ พวกเขาต้องถูก "ควบคุมตัวระหว่างการสอบสวน" เป็นเวลาถึง 85 วัน โดยที่ทั้งสามคนก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูงที่เป็นต้นเหตุให้พวกเขาต้องถูกกักขัง และกลายเป็นที่กังวลใจให้กับครอบครัวของทั้งสาม
ดูรายละเอียดคดีของจารุวรรณได้ที่http://freedom.ilaw.or.th/th/case/641#detail
คดีนี้ดูผิวเผินอาจเป็นคดีโพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นเบื้องสูงไม่ต่างจากหลายคดีก่อนหน้านี้ แต่เอาเข้าจริงกลับลากผู้ต้องหามาขังอยู่ในเรือนจำอย่างน้อย 3 คน คือ “จารุวรรณ” สาวผู้มีชื่อนามสกุลเดียวกับเฟซบุ๊กที่มีการโพสข้อความ “บอล” สามีของจารุวรรณ และ “ชาติ” เพื่อนของบอลซึ่งจารุวรรณสงสัยว่าอาจเป็นผู้แฮ็คเฟซบุ๊กของเธอ
จารุวรรณเป็นหญิงสาวอายุ 26 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ พ่อมีอาชีพทำไร่ พี่น้องของจารุวรรณต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานโรงงานตามต่างจังหวัด ก่อนถูกจับจารุวรรณทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี และอยู่กับสามีที่ชื่อบอล จารุวรรณมีลูกสองคนกับสามีคนแรก โดยลูกทั้งสองได้เรียนหนังสือและอยู่กับพ่อของจารุวรรณที่เพชรบูรณ์
หลังถูกจับกุม ข่าวหลายสำนักรายงานว่าจารุวรรณให้การปฏิเสธ และสงสัยว่า "ชาติ" ซึ่งเป็นเพื่อนของบอล โกรธเธอ ที่เธอกันไม่ให้บอลเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จึงกลั้นแกล้งเธอด้วยวิธีการนี้
เช้ามืดของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ทหารและตำรวจบุกเข้าจับกุมตัวบอลที่บ้านพักในจังหวัดราชบุรี บอล อายุ 22 ปี เป็นสามีของจารุวรรณและเป็นเพื่อนกับชาติ บอลเป็นชาวราชบุรี เรียนจบชั้นป.6 อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ ในช่วงเย็น ชาติก็ถูกตำรวจและทหารบุกเข้าจับกุมที่บ้านเช่นเดียวกัน ชาติ อายุ 20 ปี เป็นเพื่อนของบอล ชาวราชบุรี สัญชาติไทย-พม่า สามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้ ปัจจุบันชาติมีลูกและภรรยาแล้ว โดยทำประมงอยู่กับพ่อตาที่ประจวบคีรีขันธ์
จารุวรรณให้การปฏิเสธตั้งแต่ถูกจับกุม ถูกสอบสวน และตั้งใจจะต่อสู้คดีในชั้นศาล บอลและชาติก็เช่นเดียวกัน แต่พวกเขายังไม่มีเงินจ้างทนายความ สำหรับการต่อสู้คดีในศาลทหาร และเป็นคดีต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะเพราะเกี่ยวข้องกับการพิสูจน์ตัวตนทางเทคนิคคอมพิวเตอร์
จารุวรรณเล่าว่า ก่อนหน้าจะมีการโพสต์หมิ่นเบื้องสูง 2-3 สัปดาห์ เฟซบุ๊กของเธอถูกแฮ็คไปใช้ในทางเสื่อมเสีย และเคยแจ้งความไว้ที่ สภ.ราชบุรีแล้ว ซึ่งนี่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการต่อสู้คดีของเธอ
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เวลาประมาณบ่ายโมง พนักงานสอบสวนนำตัวจารุวรรณมาขออำนาจศาลทหารฝากขังผลัดแรก จารุวรรณไม่มีญาติมาเยี่ยม ไม่มีเงินสำหรับยื่นขอประกันตัว ไม่มีทนายความและไม่มีความรู้กฎหมาย เธอลุกขึ้นคัดค้านการฝากขัง แต่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังโดยให้เหตุผลว่า คดีนี้เป็นที่รับรู้ทั่วราชอาณาจักร หากปล่อยตัวไป เกรงว่าผู้ต้องหาจะไม่ปลอดภัย
วันต่อมา บอลและชาติ ผู้ต้องหาอีกสองรายในคดีนี้ ถูกนำมาฝากขังที่ศาลทหารเช่นกัน
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 หลังจากถูกขังได้ 12 วัน เจ้าหน้าที่จากราชทัณฑ์นำตัวจารุวรรณ บอล และชาติ มาฝากขังอีกผลัดที่ 2 จารุวรรณเล่าว่าชีวิตในเรือนจำ แม้จะมีทีวีให้ดู มีหนังสืออ่าน และมีเพื่อนคุยด้วย แต่เธอยังคงรู้สึกเหงา เธอคิดถึงพ่อและลูกๆ ของเธอ แต่เมื่อสอบถามว่า อยากให้พ่อและลูกๆ ของเธอมาเยี่ยมหรือไม่ จารุวรรณกลับมีท่าทีลังเล เนื่องจากเธอทราบดีว่า การเดินทางมากรุงเทพเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และอาจต้องพาลูกๆ มาด้วย
ด้านบอลและชาติ ถึงจะพบกับความยากลำบากบ้าง โดยเฉพาะบอลซึ่งยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าข้อกล่าวหาของเขาคืออะไร แม้เขาจะได้สำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องมาจากตำรวจด้วยแต่เขาก็อ่านหนังสือไม่ออก ยังดีที่ตอนเข้าไปใหม่ๆ ทั้งสองคนยังได้อยู่แดนเดียวกัน จึงคอยช่วยเหลือกัน และยังได้รับความช่วยเหลือจากนักโทษการเมืองในเรือนจำชายที่อยู่มาก่อนจำนวนมาก
ในวันดังกล่าวพ่อของบอลเป็นญาติคนเดียวที่เดินทางมาเยี่ยมบอลและจารุวรรณที่ศาลทหารกรุงเทพ แต่ก็ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวทั้งสองคน เนื่องจากไม่มีเงินประกันตัว ส่วนชาติ ตั้งแต่ถูกจับยังไม่สามารถติดต่อกับญาติได้ ถึงปัจจุบันผู้ต้องหาทั้งสามคนยังไม่มีวี่แววว่าจะมีหลักทรัพย์สำหรับยื่นเรื่องประกันตัว เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวทั้งสามค่อนข้างยากจน
เดือนมกราคม 2558 พ่อ พี่สาว และลูกชายคนเล็กของจารุวรรณ เดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อมาเยี่ยมจารุวรรณและบอลที่ศาลทหารกรุงเทพ โดยพักค้างคืนอยู่ที่บ้านของพี่สาวจารุวรรณที่คลองเตย
ทนายความเล่าว่า พ่อของเธอต้องทำไร่และขายถั่วเพื่อให้ได้ค่ารถเดินทางมาเยี่ยมลูกสาวที่เรือนจำในกรุงเทพ ขณะที่ทนายความก็ยังไม่สามารถติดต่อญาติของชาติได้
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ครบกำหนดฝากขัง 85 วัน ทางการหมดอำนาจตามกฎหมายที่จะกักขังทั้งสามคนได้อีกต่อไป อัยการทหารมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามรายในคดีนี้ จารุวรรณ บอล และชาติได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำที่กรุงเทพ ใบหน้าของทั้งสามยิ้มแย้มต้อนรับอิสรภาพที่ได้คืนมา
พี่สาวของจารุวรรณนั่งรถทัวร์จากเพชรบูรณ์ไปรับเธอที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งสองคนกอดกันเมื่อได้เห็นหน้ากัน พี่สาวบอกกับน้องว่าพ่อดีใจมากเมื่อทราบข่าวว่าลูกจะได้รับการปล่อยตัว และขอให้รีบกลับบ้านที่เพชรบูรณ์ในวันนี้ทันที โดยหลังจากนี้จารุวรรณจะหางานใหม่ เนื่องจากคดีนี้ทำให้เธอต้องออกจากงานที่โรงงานในจังหวัดราชบุรี
ทางด้านบอลก็มีพ่อเดินทางมารับกลับบ้านของเขาที่ราชบุรี ส่วนชาติ แม้จะไม่มีใครเดินทางมารับเขากลับบ้าน แต่เขาก็ได้โทรศัพท์ติดต่อทางบ้านเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่กล่าวว่า หลังจากนี้จะกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวตามปกติ
คดีของ จารุวรรณ บอล และชาติ เป็นตัวอย่างของผู้ต้องขังตามมาตรา 112 จากการถูกกล่าวหาว่าโพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นเบื้องสูง เช่น คดีของพงษ์ศักดิ์http://freedom.ilaw.or.th/case/650#detail คดีของชโยhttp://freedom.ilaw.or.th/th/case/652#detail
ในประเทศที่มีประชากรจำนวนมากใช้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ในการสื่อสารและแสดงความคิดเห็น แต่กลับมีการจองจำผู้คนจากการมีข้อความปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊กของตน การกักขังผู้ต้องสงสัยสามคนในคดีจารุวรรณเป็นเวลาถึง 85 วัน โดยไม่มีหลักฐานการกระทำผิดที่แน่ชัด มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับผู้ใช้เฟซบุ๊กและคนรอบตัวทุกคนในประเทศนี้

มือมืด วางสารเคมีให้รถเมล์เหยียบแตก กระเด็นเจ็บเพียบ

มือมืด วางสารเคมีให้รถเมล์เหยียบแตก กระเด็นเจ็บเพียบ
Cr:kapook
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 บริเวณป้ายรถเมล์ประจำทางปากซอยเพชรเกษม 25/1 ขาออก มุ่งหน้าตัดถนนราชพฤกษ์ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ เกิดเหตุประชาชนที่มายืนรอใช้บริการรถเมล์ได้รับบาดเจ็บ จากการถูกสารเคมีกระเด็นใส่ หลังรถเมล์สาย 84 วิ่งมาเหยียบขวดสารเคมีจนขวดแตก เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากสารดังกล่าว 5 ราย สาหัส 1 ราย จึงนำส่งโรงพยาบาลบางไผ่ 2 ราย ซึ่งได้รับบาดเจ็บเป็นแผลพุพองบริเวณต้นขาและท้อง แพทย์ได้ทำการรักษาและอนุญาตให้กลับบ้านได้
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ภาษีเจริญ ได้เดินทางมาตรวจสอบพบที่บริเวณป้ายโฆษณา และตามพื้นถนน ต้นไม้ มีคราบสารเคมีสีขาวกระจายอยู่โดยรอบ และจากการสอบถามประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ได้ให้การว่า ขวดดังกล่าวเป็นลักษณะคล้ายขวดน้ำกลั่นร่วงอยู่บนกลางถนน ประกอบกับจังหวะที่รถเมล์สาย 84 วิ่งผ่านมาพอดี จึงเหยียบขวดที่บรรจุสารเคมีแตก และกระเด็นเข้าใส่ประชาชนที่ยืนรอรถเมล์อยู่บริเวณป้ายพอดี
อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรอให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่า สารเคมีดังกล่าวเป็นสารชนิดใด


พบระเบิดสังหารMK2 พร้อมใช้งานที่เพชรเกษมแจ้งEODกู้

ตร.เพชรเกษม รับแจ้งพบระเบิดอยู่ในโรงหล่ออะลูมิเนียมย่านบางแค จากการตรวจสอบเป็นชนิดขว้างสังหารแบบ MK2 พร้อมใช้งาน ที่เกิดเหตุเป็นห้องที่ใช้พักคนงานและมีคนงานสลับกันเข้าออกตลอดเวลา เจ้าหน้าที่เร่งเก็บกู้เพื่อนำไปทำลายต่อไป
       
       วันนี้ (10 ก.พ.) พ.ต.ท.อมรพิพัฒน์ วงศ์ไชย สวป.สน.เพชรเกษม ได้รับแจ้งพบวัตถุคล้ายระเบิดอยู่ในโรงหล่ออะลูมิเนียมชื่อเอ็งฮั่วเส็ง เลขที่ 28 ซอยเพชรเกษม 51 แขวงและเขตบางแค กทม. จึงประสานเจ้าหน้าที่เก็บกู้และตรวจพิสูจน์ระเบิด บก.สปพ.เข้าตรวจสอบ
       
       ที่เกิดเหตุพบระเบิดขว้างสังหารแบบ MK2 หรือระเบิดน้อยหน่าสภาพเก่า พร้อมใช้งานเนื่องจากสลักยังไม่ถูกดึงออกอยู่ในห้องเก็บของของโรงหล่อดังกล่าว ชุดเก็บกู้จึงทำการนำออกจากสถานที่มาไว้ในจุดปลอดภัย
       
       จากการสอบสวนนายสรรพชัย อรัญทรวานิช อายุ 44 ปี เจ้าของโรงหล่อกล่าวว่า ระเบิดดังกล่าวถูกพบภายในห้องเก็บของในระหว่างที่ตนและคนงานกำลังช่วยกันทำความสะอาด โดยแรกพบนั้นถูกห่อด้วยผ้าสีขาวซุกไว้ในมุมห้องอย่างมิดชิด เมื่อตนเปิดดูพบเป็นลูกระเบิด สำหรับที่มาของระเบิดลูกนี้ตนไม่ทราบแน่ชัดเนื่องจากห้องเก็บของห้องนี้เคยใช้เป็นที่พักคนงานมาเยอะ เคยมีคนงานสลับกันเข้าออกตลอดในระยะยี่สิบกว่าปีที่ดำเนินธุรกิจมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อรอหาตัวเจ้าของและนำไปทำลายต่อไป

วุ่นกันใหญ่ !! เด้ง“นภดล”กลับไทย ส่งผล “เด็กแม้ว”นั่งฑูตกีวีเต็มตัว

วุ่นกันใหญ่ !! เด้ง“นภดล”กลับไทย ส่งผล “เด็กแม้ว”นั่งฑูตกีวีเต็มตัว
เด้ง“นภดล เทพพิทักษ์”กลับไทย ส่งผล “เด็กแม้ว”นั่งเอกอัครราชทูตวิสามัญ ผู้มีอํานาจเต็มประจำนิวซีแลนด์ เต็มตัว เผยถูกย้ายกลับในช่วงที่ “ตั้ง อาชีวะ”ได้รับ “วีซ่าถาวรเมืองกีวี”
วันนี้ (9ก.พ.) มีรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ พ้นจากตําแหน่ง และแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จํานวน 2 ราย ดังนี้
1. นายนภดล เทพพิทักษ์ พ้นจากตําแหน่ง เอกอัครราชทูตวิสามัญ ผู้มีอํานาจเต็มประจํานิวซีแลนด์ และแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง รองปลัดกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวง
2. นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ พ้นจากตําแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป และแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต จำนวน 12 ราย
ในส่วนของนายนภดล เทพพิทักษ์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน นิวซีแลนด์ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง สืบแทนนายมนัสวี ศรีโสดาพล ที่เกษียณอายุราชการ
โดยได้โยกย้ายนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ จากเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน นิวซีแลนด์ สำนักงานปลัดกระทรวง สืบแทนนายนภดล
ขณะที่ นายมาริษ นั้นสังคมออนไลน์ ระบุว่า มีความใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ
รายงานระบุว่า นายนภดล ถูกย้ายจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน นิวซีแลนด์ กลับประเทศไทย ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2557 ซึ่งตรงกับช่วงที่มีกระแสข่าวว่า นายเอกภพ เหลือรา หรือ ตั้ง อาชีวะ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ได้รับวีซ่าถาวร (Permanent Residence visa) ของรัฐบาลนิวซีแลนด์ และนายเอกภพได้เข้าไปอยู่ในนิวซีแลนด์ได้ ตามโควต้า ข้อตกลงระหว่าง UN กับรัฐบาลนิวซีแลนด์ ที่ UN มีโควต้าจะส่ง refugee ไปอาศัยในนิวซีแลนด์ได้ปีละ 750 คน
ส่วนนายศรัณย์ เจริญสุวรรณ อธิบดีกรมยุโรป (นักบริหาร ระดับสูง) ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก (นักบริหาร ระดับสูง) สืบแทนนายดำรง ใคร่ครวญ ที่เกษียณอายุราชการ


เผย "ผังเครือข่ายบรรพต" ชี้มีผู้บงการอยู่เบื้องหลังอีกต่อ

ภายหลังจากที่วานนนี้ (9 ก.พ.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายหัสดิน อุไรไพรวัน ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลถึงเครือข่ายการกระทำผิด ยืนยันว่า นายหัสดิน เป็นผู้ใช้นามแฝง "บรรพต" Banpodj ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการผลิตคลิปเสียงหมิ่นสถาบัน
http://www.matichon.co.th/online/2015/02/14235387171423538727l.jpg

ทั้งนี้ ตำรวจจับผู้ต้องหาที่ร่วมกับเครือข่ายบรรพตไปแล้ว 6 คน ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า นายหัสดิน เป็นระดับผู้สั่งการ แต่ยังไม่พบการกระทำผิดเชื่อมโยงกับกลุ่มใด โดยจากนี้ จะสืบสวนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องพร้อมกันนี้ อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินของนายหัสดิน















กกต.สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งพร้อมดำเนินคดีอาญา นางสาววิลดา อินฉัตร ส.ว.ศรีสะเกษ

วันนี้ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการด้านสืบสวนสอบสวน สำนักงาน กกต. แถลงว่า ที่ประชุม กกต.มีมติสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งพร้อมดำเนินคดีอาญา นางสาววิลดา อินฉัตร ส.ว.ศรีสะเกษ ที่เลือกตั้งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2557 กรณีให้นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นำแผ่นซีดีไปแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2556 ของสมาคมฌาปณกิจสงเคราะห์ ของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด อำห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้ และกรณีรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์ และนายพรชัย มณีนิล หาเสียงด้วยวิธีการใส่ร้ายคู่แข่งและหลอกหลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุม เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนให้กับตนเอง และ กกต.ได้สั่งให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่นายอริสมันต์ด้วย
.....นอกจากนี้ ยังสั่งให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญาแก่นายศักดิ์ดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ส.ว.ระนอง จากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2557 จากกรณีรู้เห็นเป็นใจให้ผู้สนับสนุนนำปฏิทินประจำปี 2557 ที่มีภาพตราสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ภาพนายวิรัช ร่มเย็น อดีต ส.ส.ระนอง และภาพของตนเอง พร้อมข้อความใต้ภาพว่า "อดีตผู้สมัคร ส.ว.ระนอง อดีตผู้ชำนาญการประจำตัว ส.ส.วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์" ไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในจังหวัดระนอง เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
.....โดยทั้ง 2 กรณี กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา หากศาลมีความเห็นตามที่ กกต.เสนอ ก็จะดำเนินคดีอาญาต่อไป
.....ทั้งสองกรณีดังกล่าวเหตุเกิดต้นปี 2557 กกต. ใช้เวลาพิจาณาประมาณ 1 ปี จึงแล้วเสร็จ
.....ส่วนกรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐในการเดินทางไปหาเสียงเลือกตั้งหรือที่เรียกกันว่า คดีทัวร์นกขมิ้นและคดีการใช้สื่อของรัฐหาเสียงเลือกตั้งทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(เอ็นบีที) เหตุเกิดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 ทั้งกรณีที่เกิดขึ้นสื่อมวลชนทุกแขนงก็เสนอข่าวกันให้ประชาชนได้รู้เห็นกันทั่วประเทศ ไม่มีความลี้ลับอะไรที่จะต้องใช้เวลามากมายในการสืบสวนสอบสวน แต่จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือนแล้ว กกต. ก็ยังพิจารณาไม่เสร็จ ไม่รู้มีเหตุจูงใจอะไรหรือไม่ จึงพิจารณาไม่เสร็จเสียที
.....ดังนั้นการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีแนวคิดจะให้ กกต.เป็นเพียงผู้ควบคุมการเลือกตั้งเท่านั้น โดยให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผูสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
.....ก็เป็นเหตุผลที่สมควรและน่าจะถูกต้องแล้ว ครับ

"ยิ่งลักษณ์"โดนตร.ทหารค้นรถที่เขียงใหม่

“ยิ่งลักษณ์” โผล่เชียงใหม่ เผยทหาร-ตร.ประกบแน่น หลัง คสช.ห้ามออกนอกประเทศ
Cr:ผู้จัดการ
วันนี้ (10 ก.พ.) มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษร่วมกับญาติๆ ที่วัดโรงธรรมสามัคคี
ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกนอกประเทศตามคำว่า อดีตนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่เมื่อบ่ายวันที่ 9 ก.พ.เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษ
อย่างไรก็ตาม การเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาค 3 ได้เข้ามาสืบข่าวถึงบ้านพักที่กรีนวัลเล่ย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านพักของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตามปรากฎว่าเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 ก.พ.ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมผู้ติดตามและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังออกจากบ้านพักกรีนวัลเลย์เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษร่วมกับญาติๆที่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง ปรากฎว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 และตำรวจ ตั้งด่านตรวจค้นรถของอดีตนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ที่ติดตามเพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่งอยู่ในรถโฟล์กตู้ ทะเบียน กธ 77 เชียงใหม่ ซึ่งก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ยังได้ติดตามความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ ตลอดทั้งวัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการถูกตรวจค้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังคงเดินทางไปร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่วัดโรงธรรมสามัคคีตามปกติ รวมทั้งได้เดินที่ตลาดสันกำแพงด้วย ซึ่งก็ยังคงได้รับการต้อนรับอย่างดี


ประวัติ บรรพต ผู้ผลิตคลิปหมิ่น กว่า 400 ตอนในอินเตอร์เน็ต

------------------------------------------
สืบเนื่องจากในปัจจุบันได้มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นสื่อในการยุยง ปลุกปั่น ให้เกิดความวุ่นวาย และความเกลียดชังขึ้นในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการหมิ่นสถาบันฯ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคง สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดดังกล่าวมาลงโทษตามกฎหมาย
จากความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและ หน่วยงานทหาร และหน่วยงานความมั่นคง ได้ดำเนินการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “บรรพต” มีการร่วมกันกระทำความผิดเป็นเครือข่าย ที่มีลักษณะในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการยุยง ปลุกปั่น ให้เกิดความวุ่นวาย และความเกลียดชังขึ้นในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งในเครือข่ายนี้ได้แบ่งหน้าที่ในการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ ประกอบด้วย ผู้บงการ, ผู้ผลิตแนวคิด/วิทยากร, ผู้ปฏิบัติการ, แนวร่วม และผู้แสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการจับกุมกลุ่มบุคคลที่อยู่ในส่วนผู้ปฏิบัติการ, แนวร่วม และผู้แสวงหาผลประโยชน์ ได้หลายราย ได้แก่

- กลุ่มปฏิบัติการ ประกอบด้วย นายดำรงค์ ชาญสิทธิโชค, นางศิวาพร ปัญญา, นายเงินคูณ อุดมคุณากร, นายไพศิษฐ์ จิรประดับวงศ์ ,นายสุรัช สมิตชาติ และนางอัญชัญ ปรีเลิศ
- กลุ่มแนวร่วม ประกอบด้วย นายชโย อัญชลีพัชระ,นายราชกวี ปรางค์ชัยกุล, นายเฉลียว จันเขียด และนายพงษ์ศักดิ์ ศรีบุญเพ็ง
- กลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์ ได้แก่ นายธารา วานิชพงษ์พันธุ์
ต่อมาจากการสืบสวนขยายผลจนสามารถทราบตัวบุคคลระดับ ผู้ผลิตแนวคิด/วิทยาการ และจับกุมตัวผู้ต้องหาระดับ กลุ่มผู้ปฏิบัติการ ได้เพิ่มอีกจำนวน ๒ ราย ได้แก่
ผู้ผลิตแนวคิด/วิทยาการ
๑) ผู้ที่ใช้นามแฝงว่า “บรรพต” คือ นายหัสดิน อุไรไพรวัน จึงได้ดำเนินการออกหมายจับนายหัสดินฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ได้มีการสนธิกำลังกันระหว่างเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ เข้าตรวจค้นบ้านที่นายหัสดินฯ หรือ บรรพต ใช้เป็นที่พักและที่ผลิตสื่อ ได้ตรวจพบทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสื่อที่ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค อุปกรณ์ การบันทึกเสียง เอกสารร่างเพื่อใช้ในการบันทึกเสียง เอกสารทางการเงิน เอกสารของกลุ่มเครือข่าย และแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมากที่นายหัสดินฯ หรือ บรรพต ใช้ทำสำเนา จำหน่ายให้กับกลุ่มแนวร่วมเมื่อเป็นทุนในการเคลื่อนไหว

ประวัติ "บรรพต"

ผลการสืบสวนสามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของบรรพต คือนายหัสดิน อุไรไพรวัน ซึ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญคอมเมิรซ์ และไม่ได้จบการศึกษาปริญญาใดๆ นอกจากการไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในต่างประเทศ เมื่อกลับมาได้เข้าทำงานที่โรงแรมวินเซอร์ และย้ายสถานที่ทำงานหลายครั้ง นายหัสดินได้ร่วมกับนางสายฝน อินทรสร ผู้ต้องหาอีกคนหนึ่ง จัดตั้งบริษัท แต่ประสบขาดทุนจึงเลิกกิจการ ต่อมาเมื่อปี 2548 ได้ถูกฟ้องล้มละลาย นายหัสดินจึงไม่ได้ประกอบสัมมาชีพใดๆ นอกจากขอเงินจากบุตรทั้ง 3 คน ทั้งที่บุตรทั้งสามคนไม่เคยได้รับการเลี้ยงดูจากนายหัสดินตั้งแต่ยังเยาว์วัยเลย ปล่อยให้ภรรยาเก่าเป็นผู้เลี้ยงดู ขณะที่นายหัสดินกลับใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย ใช้ของราคาแพง เมื่อเกิดสถานการณ์ทางการเมือง 

นายหัสดินเคยไปร่วมชุมนุมของกลุ่ม นปช. และมีความคิดต่อต้านสถาบันฯ จึงเลียนแบบการจัดรายการวิทยุของบุคคลต่างๆ อาศัยที่นายหัสดินเป็นผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา จึงนำข้อมูลต่างๆ มาเรียบเรียงและแต่งเรื่องเพิ่มเติมขึ้นใหม่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง เพื่อให้มีเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจ แล้วชี้นำปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แสร้งทำเป็นบุคคลที่เทิดทูนต่อพระราชวงศ์บางพระองค์ เพื่อให้เกิดภาพว่าตนเองมีความจงรักภักดี แต่ที่แท้จริงนายหัสดินมีทัศนะที่ต้องการล้มล้างสถาบันหลักของชาติ การเผยแพร่คลิปเสียงจึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและใช้เวลาหลายปีจนถึงปัจจุบัน
นายหัสดินอวดอ้างกับเครือข่ายว่า ตนเองใช้ชีวิตหรูหราเพราะมีพื้นฐานทางครอบครัว แต่ที่แท้จริงเป็นบุคคลล้มละลาย หย่าขาดกับภรรยาคนแรกกว่า 30 ปี เนื่องจากภรรยาจับได้ว่านายหัสดินมีภรรยาคนใหม่ และนายหัสดินยังมีผู้หญิงอื่นอีกหลายคนเพื่อหลอกขอเงินใช้ตลอดมา รวมทั้งใช้ให้เครือข่ายตัวเองหลอกลวงบรรดาสมาชิก ให้หลงเชื่อ จัดทำสินค้า ยาดมสมุนไพรจำหน่าย เพื่อเอาเงินมาใช้ในการเช่าบ้านอยู่ และค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสุราดื่มทุกวัน ทำให้นายหัสดินมีโรคประจำตัวหลายอย่าง โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่ต้องกินยาควบคุม และเป็นโรคปวดหลังต้องนอนกับพื้นห้อง ขณะที่นายหัสดินกลับโฆษณากับสมาชิกว่า สมุนไพรที่ตนเองแนะนำสามารถรักษาได้ทุกโรค
กลุ่มผู้ปฏิบัติการ
๑) น.ส. สายฝน อินทสร เป็นผู้ดำเนินการเปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี แววทราย อินทสร เพื่อให้ผู้อื่นโอนเงินมาช่วยเหลือการกระทำผิด
เป็นการสนับสนุนให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิดในการโพสต์คลิปเสียงชื่อว่า“บรรพต” (Banpodj) ทางเวปไซต์เฟสบุ๊กที่ใช้ ชื่อว่า “บรรพต” (Banpodj) มีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้ต้องหากับพวกได้ร่วมกันทำการอัพโหลดคลิปเสียง และโพสต์ต่อกันไปอีกหลายทอดในลักษณะของเครือข่ายกระจายกันออกไปทางสื่อสังคมออนไลน์ อันเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
๒) นายนที ผสมทรัพย์ เป็นผู้ส่งสินค้าและซีดีคลิปเสียงบรรพต โดยได้รับค่าจ้าง เป็นการ สนับสนุนให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิด ในการโพสต์คลิปเสียงชื่อว่า“บรรพต” (Banpodj) ทางเว็บไซต์เฟสบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า “บรรพต” (Banpodj) มีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาด ร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้ต้องหากับพวกได้ร่วมกันทำการอัพโหลดคลิปเสียง และโพสต์ต่อกันไปอีกหลายทอดในลักษณะของเครือข่ายกระจายกันออกไปทางสื่อสังคมออนไลน์ อันเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการนำเข้าสู่ ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ทั้ง นางสาวสายฝนฯ และนายนทีฯ สองคนมีความผิดฐานสนับสนุน ผู้กระทำผิดกรณี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และในวันที่ ๗ ก.พ.๒๕๕๘ ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้นำตัวไปศาลทหารเพื่อฝากขังเรียบร้อยแล้ว
สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเรียนว่า นายหัสดินมิได้เป็นบุคคลที่มีอุดมการณ์ หรือเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีเทิดทุนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด ตรงกันข้ามนายหัสดินเป็นบุคคลที่เป็นภัยอันตรายอย่างยิ่ง สำหรับบุคคลที่ใกล้ชิดและผู้ที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ทั้งจากการบริจาคเงิน หรือการโพสต์แสดงความคิดเห็นสนับสนุน ซึ่งจะถือว่ามีความผิดในฐานะผู้ร่วมในเครือข่ายบรรพตด้วย

ทั้งนี้ล่าสุด (9 ก.พ.) เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร. ยืนยันว่า ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคงได้จับกุม นายหัสดิน อุไรไพรวัน เจ้าของนามแฝง "บรรพต" ผู้ต้องหาตามหมายจับคดี 112 ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ผลิตคลิปเสียงหมิ่นสถาบันเบื้องสูงได้แล้วที่โรงแรมเอวัน ย่านพระราม9 โดยจะนำตัวไปสอบสวนก่อนสืบหาผู้บงการต่อไป

ที่มา เพจ V For Thailand


ศาลฎีกาของมาเลเซียพิพากษายืนคุก5ปี"อันวาร์ อิบราฮิม"

ศาลฎีกาของมาเลเซียพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซีย ต้องโทษจำคุกห้าปีในความผิดข้อหารักร่วมเพศ ซึ่งเขาถูกกล่าวหาว่ามีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ช่วยคนสนิทเมื่อปี 2008
ก่อนหน้านี้ นายอันวาร์ถูกตัดสินจำคุกห้าปี เมื่อเดือนมีนาคม 2014 หลังรัฐบาลมาเลเซียยื่นอุทธรณ์ให้กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นเมื่อปี 2012 ที่ระบุว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่านายอันวาร์กระทำความผิด
นายอันวาร์กล่าวว่า คดีความนี้เป็นความพยายามของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะกีดกันเขาออกจากการเมือง
นายอันวาร์นั้นเป็นผู้นำพันธมิตรร่วมสามพรรค ซึ่งเขาถูกมองว่าเป็นคนเดียว ที่อาจท้าทายต่อการครองอำนาจของพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน หรือ บาริซาน แนชันแนลได้ โดยในการเลือกตั้งปี 2013 บาริซาน แนชันแนลสูญเสียคะแนนเสียงไปมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นายอันวาร์วัย 67 ปีกล่าวกับบีบีซีว่า เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และคดีความนี้เป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่จะให้เขาต้องโทษจำคุก และในเมื่อเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดอีก ก็จะไม่สามารถลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งจะมีขึ้นในปี 2018


เผย "ผังเครือข่ายบรรพต" ชี้มีผู้บงการอยู่เบื้องหลังอีกต่อ

ภายหลังจากที่วานนนี้ (9 ก.พ.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายหัสดิน อุไรไพรวัน ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลถึงเครือข่ายการกระทำผิด ยืนยันว่า นายหัสดิน เป็นผู้ใช้นามแฝง "บรรพต" Banpodj ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการผลิตคลิปเสียงหมิ่นสถาบัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้
http://www.matichon.co.th/online/2015/02/14235387171423538727l.jpg

ทั้งนี้ ตำรวจจับผู้ต้องหาที่ร่วมกับเครือข่ายบรรพตไปแล้ว 6 คน ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า นายหัสดิน เป็นระดับผู้สั่งการ แต่ยังไม่พบการกระทำผิดเชื่อมโยงกับกลุ่มใด โดยจากนี้ จะสืบสวนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องพร้อมกันนี้ อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินของนายหัสดิน















วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ย้อนเหตุการณ์ระเบิด

จากกรณีเกิดเหตุวางระเบิดชนิดแสวงเครื่อง จำนวน 2 ลูก บริเวณทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม เมื่อวานนี้ (1 ก.พ. 58) ทางเอเอสทีวีผู้จัดการ จึงขอรวบรวมเหตุการณ์ป่วนเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงรัฐบาลของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ระหว่างปี 2549 - 2550 และรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างปี 2551 - 2554 ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
     
       วันที่ 31 ธ.ค. 2549 - 1 ม.ค. 2550 : เกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องทั่วกรุงฯ ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่รวม 9 จุด มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บ 36 ราย
     
       วันที่ 14 ม.ค. 2553 : ยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้ามาที่ตึกกองบัญชาการกองทัพบก บริเวณห้องทำงานของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น
     
       วันที่ 27 ก.พ. 2553 : ขว้างระเบิดเอ็ม 76 เข้าไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาพระราม 2 แต่ระเบิดไม่ทำงาน
     
       วันที่ 27 ก.พ. 2553 : ขว้างระเบิดเอ็ม 26 เข้าไปที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนสีลม ซึ่งสามารถจับคนร้ายได้ 2 คน เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง และในคืนเดียวกัน คนร้ายขว้างระเบิดไม่ทราบชนิด เข้าไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาพระประแดง ทำให้กระจกธนาคารได้รับความเสียหาย
     
       วันที่ 28 ก.พ. 2553 : ขว้างระเบิดเอ็ม 67 เข้าไปที่ธนาคารกรุงเทพฯ สาขาศรีนครินทร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เก็บกู้ไว้ได้
     
       วันที่ 15 มี.ค. 2553 : ยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) จำนวน 6 ลูก แต่ทำงานเพียง 4 ลูก ทำให้กำลังพลบาดเจ็บ 2 นาย
     
       วันที่ 16 มี.ค. 2553 : ยิงเอ็ม 79 ใส่บ้านเลขที่ 22/18 ซอยลาดพร้าว 23 ไม่ปรากฎว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
     
       วันที่ 19 มี.ค. 2553 : ยิงเอ็ม 16 ใส่บ้านประชาชนภายในซอยทองหล่อ 3 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ คาดเป็นการทวงหนี้ และเกิดเหตุยิงเอ็ม 16 ใส่บ้านประชาชนภายในซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ กทม. ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ คาดว่าเป็นการทวงหนี้ ในคืนเดียวกันนี้ยังเกิดเหตุคนร้ายใช้น้ำมันก๊าดจุดไฟโยนเข้าถูกงรถถังหน้ากองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม 2 รอ.) ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนขับแท็กซี่ร่วมก่อเหตุเป็นผู้ชมนุมเสื้อแดง 2 คน
     
       วันที่ 20 มี.ค. 2553 : ใช้ระเบิดเอ็ม 67 ขว้างใส่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี และเกิดเหตุยิงจรวดอาร์พีจี ใส่กระทรวงกลาโหม ในวันเดียวกันนี้ยังพบวัตถุต้องสงสัยบริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยิงทำลายได้สำเร็จ
     
       วันที่ 22 มี.ค. 2553 : ขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่ที่สำนักงานบำรุงทางธนบุรี
     
       วันที่ 23 มี.ค. 2553 : ยิงเอ็ม 79 ใส่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี และเกิดเหตุขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่กรมบังคับคดีบางขุนนนท์
     
       วันที่ 24 มี.ค. 2553 : ปาระเบิดบริเวณตู้ควบคุมไฟฟ้าริมรั้วของศาลากลาง จ.นนทบุรี ไม่ปรากฎความเสียหาย และเกิดเหตุขว้างระเบิดเอ็ม 67 บริเวณเสาไฟฟ้าริมรั้วของกรมบังคับคดีเขตตลิ่งชัน
     
       วันที่ 26 มี.ค. 2553 : ปาระเบิดเอ็ม 67 ใส่สำนักงานอัยการสูงสุด
     
       วันที่ 27 มี.ค. 2553 : เกิดระเบิดหลายจุด (ยิงเอ็ม 79 ใส่ร้านบ้านลุงใหญ่ , ยิงระเบิด เค 75 ใส่อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร , พบระเบิดเอ็ม 67 จำนวน 2 ลูก บนถนนนวมินทร์ , ขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 , ยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11
     
       วันที่ 28 มี.ค. 2553 : ยิงเอ็ม 79 ใส่กรมทหารราบที่ 11 , ปาระเบิดเอ็ม 67 ใส่บ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา
     
       วันที่ 30 มี.ค. 2553 : ปาระเบิดเอ็ม 67 ใส่อาคารมูลนิธิรัฐบุรุษ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
     
       วันที่ 3 เม.ย. 2553 : ระเบิดชุมสายโทรศัพท์ทีโอที สาขาผดุงกรุงเกษม และกองขยะริมทางเท้า หน้าบ้านเลขที่ 260-262 ถนนหลานหลวง
     
       วันที่ 4 เม.ย. 2553 : ระเบิดคาร์บอมบ์ สถานอาบอบนวดโพไซดอน เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดทีเอ็นที
     
       วันที่ 6 เม.ย. 2553 : ยิงเอ็ม 79 ใส่บ้านเลขที่ 48 หมู่บ้านมงคลนิเวศน์ ซอยวิภาวดีรังสิต 44 เขตจตุจักร กทม.
     
       วันที่ 7 เม.ย. 2553 : ปาระเบิดเอ็ม 26 ถล่มป้อมที่ทำการตำรวจชุมชน (ศูนย์อยู่เย็น) ถนนนวมินทร์ และนำถังน้ำยาดับเพลิงบรรจุปุ๋ยยูเรียผสมน้ำมันดีเซลและวงจรนาฬิกา วางใกล้ห้างแฟชั่น ไอส์แลนด์
     
       วันที่ 8 เม.ย. 2553 : ยิงเอ็ม 79 และเอ็ม 16 ถล่มที่ทำการพรรคการเมืองใหม่ ถนนพระสุเมรุ และตึกทีพีไอ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์
     
       วันที่ 10 เม.ย. 2553 : ยิงเอ็ม 79 ใส่กองปราบปราม และวันเดียวกันนั้น กลุ่ม นปช. และทหารปะทะกันรุนแรง ที่สี่แยกคอกวัว มีผู้เสียชีวิตกว่า 25 ราย บาดเจ็บกว่า 800 คน
     
       วันที่ 12 เม.ย. 2553 : ใช้อาวุธปืนยิงใส่ตึกไซเบอร์ ถนนรัชดาภิเษก และยิงเอ็ม 79 ใส่บ้านเลขที่ 11 ถนนประดิพัทธ์ เขตพญาไท กทม.
     
       วันที่ 19 เม.ย. 2553 : คนร้ายวางระเบิดแสวงเครื่องหน้าบริษัทเคแอล แกรนิต เลขที่ 31/48-49 ซอยเอกชัย 10/1 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กทม. ตำรวจคาดปมขัดแย้งธุรกิจ
     
       วันที่ 23 เม.ย. 2553 : ยิงเอ็ม 79 จำนวน 5 ลูก ใส่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง และย่านใกล้เคียง มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 คน
     
       วันที่ 26 เม.ย. 2553 : พบระเบิด เค 75 จำนวน 2 ลูก ที่หน้าโชว์รูมคาร์แม็กซ์ ถนนพระราม 9 ซอย 22 และค่ำวันเดียวกันคนร้ายได้ปาเอ็ม 67 ใส่บ้านนายบรรหาร ย่านบางพลัด
     
       วันที่ 27 เม.ย. 2553 : เกิดระเบิดหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาตลิ่งชัน
     
       วันที่ 26 พ.ค. 2556 : เกิดเหตุระเบิดปากซอยรามคำแหง 43/1
     
       วันที่ 1 ก.พ. 2558 : วางระเบิดชนิดแสวงเครื่อง 2 ลูก หลังหม้อแปลงไฟฟ้าบริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสยาม

สถานการณ์ระเบิด

บึม! กรมสรรพาวุธ ย่านเกียกกาย พบทหารเจ็บหลายราย จนท.เร่งนำส่งรพ.พระมงกุฎเกล้า เบื้องต้น อาการไม่รุนแรง 'วินธัย' แจงอุบัติเหตุ ขณะซ่อม RPG แต่เกิดในอุโมงค์จึงไม่รุนแรงมาก...

เมื่อเวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเชียลฯ ได้มีการโพสต์ภาพ เกิดเหตุระเบิดภายในกรมสรรพาวุธ ทหารบก ย่านเกียกกาย เบื้องต้นมีภาพเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บหลายราย ทั้งนี้ นำผู้บาดเจ็บส่ง รพ.พระมงกุฎเกล้า ส่วนสาเหตุการเกิดระเบิดยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน

ต่อมา ผอ.กองอุบัติเหตุฯ รพ.พระมงกุฎเกล้า เปิดเผยกับสื่อวิทยุ คลื่น 100.5 ว่า มีทหารได้รับบาดเจ็บจากระเบิดที่กรมสรรพาวุธ ทบ. ถูกส่งเข้ามารักษาตัว ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว จำนวน 5 นาย โดยอาการไม่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญูรายหนึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ได้เปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุระเบิดเป็นโรงซ่อมอาวุธกองทัพบก ซึ่งขณะนั้น มีเจ้าหน้าที่ทหารกำลังซ่อมบำรุงเครื่องยิงลูก RPG อยู่ ทั้งนี้หลัง จนท.เข้าตรวจสอบเหตุระเบิดในกรมสรรพาวุธ ทบ. พบเครื่องยิง RPG ขัดข้อง ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นจนมีทหารได้รับบาดเจ็บ จำนวน 5 นาย

ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกทบ. แจง กรณีอุบัติเหตุที่กรมสรพาวุธ ทบ.ยืนยัน ไม่ใช่การระเบิด ผบ.ทบ.ทราบเรื่องแล้ว โดยได้สั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บ พร้อมกำชับกำลังพลให้เพิ่มความระมัดระวัง

ทั้งนี้ สาเหตุเป็นการซ่อมอุปกรณ์ชุดเครื่องยิงจรวด RPG (ที่ไม่มีลูก) ของจนท.ในโรงซ่อม แล้ว ขณะทำการซ่อมอยู่นั้นเกิดการจุดตัวของชุดขับเคลื่อนลูกจรวดที่อยู่ภายในกระบอกลำกล้องจรวด จึง
มีผลทำให้ชุดขับเคลื่อนพุ่งทะลุหลุดออกมา ไปกระแทกอุปกรณ์เครื่องมืออื่นบริเวณใกล้เคียง ทำให้มีเศษชิ้นส่วนแตกกระจายจนไปทำให้มีกำลังพล ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 5 นาย ผู้-บาดเจ็บ 5 ราย เป็นช่างของโรงงาน บาดเจ็บที่ศรีษะต้องเย็บ 1 นาย ที่ลำตัว 1 นาย อีก 3 นาย มีการจุกเนื่องจากแรงอัด

รายชื่อทหารได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น

1.นายบรรเจิด เชียงสาย 58 ปี
อาการ มีบาดแผลที่ศีรษะ รู้สึกตัวดี

2.นายบัญชา ศรีประยูร 30 ปี
อาการ แน่นหน้าอก รู้สึกตัวดี

3.นายพีรภัทร ศรีนิยม
อาการ หูอื้อ รู้สึกตัวดี

4.นายกันตพล ภาคเจริญ 22 ปี
อาการ หูอื้อ รู้สึกตัวดี

5.นายสันติภาพ เกิดน้อย
อาการ หูอื้อ รู้สึกตัวดี ส่วนยศรอการตรวจสอบ

 อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อเวลา 13.50 น. พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าเหตุดังกล่าวว่า ขณะนี้ พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก รับทราบเรื่องแล้ว และสั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บ พร้อมกำชับกำลังพลให้เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน และยืนยันว่าเหตุดังกล่าวไม่ใช่ระเบิดแต่อย่างใด

          พ.อ. วินธัย กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการซ่อมอุปกรณ์ชุดเครื่องยิงจรวด RPG (ที่ไม่มีลูก) ของเจ้าหน้าที่ในโรงซ่อม และขณะที่ทำการซ่อมอยู่นั้น ก็เกิดการจุดตัวของชุดขับเคลื่อนลูกจรวดที่อยู่ภายในกระบอกลำกล้อง จึงทำให้ชุดขับเคลื่อนพุ่งทะลุหลุดออกมาไปกระแทกอุปกรณ์เครื่องมืออื่น บริเวณใกล้เคียง ทำให้มีเศษชิ้นส่วนแตกกระจาย จนกำลังพลได้รับบาดเจ็บเนื่องจากแรงอัด

           ส่วนทางด้าน พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กรณีนี้เป็นอุบัติเหตุ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นนายช่างเครื่องมือกล ไม่ใช่ทหาร  ส่วนข่าวที่ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน นั้นไม่เป็นความจริง เพราะตรวจสอบพบผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน โดยบาดเจ็บบริเวณศีรษะ 1 คนและอีก 4 คน มีอาการหูดับ

/////////////////
โฆษก สตช. เผย สั่งทางลับประกบกลุ่มต้องสงสัยวางบึ้มพารากอนแล้ว รับหนักใจ อาจมีการก่อเหตุจุดสัญลักษณ์อีก สั่งระดมพล ระวังจุดเสี่ยงแล้ว ด้าน 'พ.อ.บรรพต' ให้รอ ตร.แถลงจับมือบึ้มได้ในภูเก็ตจริงหรือไม่

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ความคืบหน้าเหตุระเบิดทางเชื่อมห้างสยามพารากอน กับรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม หลัง
จากที่ศาลอนุมัติอหมายจับ 2 ผู้ต้องสงสัยแล้วนั้น ล่าสุด ทางทีมสืบสวนสอบสวน ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มก้อนในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งที่ยังรวมตัวกันอยู่
หรือแยกกันไปแล้ว แต่อาจจะกลับมารวมตัวกันใหม่ ซึ่งได้สั่งการและสนธิกำลังกับหน่วยความมั่นคงในการลงพื้นที่ประกบกลุ่มผู้ต้องสงสัยหมดแล้ว ซึ่งเป็นการทำงานในทางลับ ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้

โฆษก สตช. กล่าวอีกว่า ยอมรับค่อนข้างหนักใจ ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะก่อเหตุอีก โดยเฉพาะในจุดเชิงสัญลักษณ์ ที่มีผู้คนพลุกพล่าน และเป็นจุดเสี่ยงสาธารณะใน กทม. ดังนั้น จึงได้เฝ้าระวังระดับเข้มข้นที่สุด อาทิ ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีทั้งบนสกายวอล์ค และในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ระดม ตร.นอกเครื่องแบบหาข่าวแล้ว นอกนั้นก็เป็นจุดเสี่ยงสำคัญอื่นๆ ซึ่งได้ส่งกำลังเข้าไปเฝ้าระวังทั้งหมดแล้ว
////////////////
ระเบิดการเมือง
เหตุระเบิดบริเวณทางเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม กับห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อค่ำวันที่ 1 ก.พ.

ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดตำรวจและฝ่ายความมั่นคงสันนิษฐานตรงกัน โดยให้น้ำหนักว่าน่าจะเกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดเมื่อ 29 มี.ค.57 บนถนนราษฎร์อุทิศ ย่านมีนบุรีช่วงนั้นเป็นช่วงการชุมนุมของ กปปส. คนร้ายน่าจะกำลังเคลื่อนย้ายระเบิด "ไปป์บอมบ์" แบบเดียวกับที่ตูมตามหน้าสยามพารากอนไปส่ง ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่เกิดอุบัติเหตุจนเกิดระเบิดขึ้นมาเสียก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บ้านเช่าของผู้ตายอยู่ห่างออกไปไม่มาก เมื่อเกิดระเบิด คนร้ายที่เหลือก็เผ่นหนีหมด ทิ้งระเบิดไปป์บอมบ์อีก 4-5 ลูกไว้ดูต่างหน้า

หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง ระเบิดที่สยามพารากอนก็น่าจะเป็น "ระเบิดการเมือง"

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) อดีตนายทหารด้านการข่าวชื่อดัง วิเคราะห์ย้อนหลังไปไกลกว่าปี 57 โดยบอกว่า แนวคิดที่คนร้ายทำคล้ายกับระเบิดวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เมื่อปี 49 หลังการรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รูปแบบคล้ายคลึงกันหมด โดยเฉพาะการใช้ระเบิดแสวงเครื่อง แต่คนทำเป็นคนละกลุ่ม

"กลุ่มที่ทำเมื่อปี 49 ถูกจับหมดแล้ว ไม่ใช่กลุ่มทหารที่ฝ่ายตำรวจไปจับมา แต่เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ถูกจับดำเนินคดีโดยไม่เป็นข่าวโด่งดังมากนัก"

พล.ท.นันทเดช บอกอีกว่า กลุ่มที่ทำระเบิดแสวงเครื่องได้มีหลายกลุ่ม และกลุ่มที่ป่วนเมืองช่วงชุมนุมทางการเมืองปี 57 ก็ยังถูกจับกุมไม่หมด โดยมีบางพวกมีความชำนาญเรื่องระเบิดแสวงเครื่อง

ไม่ใช่แค่เอ็ม 79 สำหรับจังหวะเวลาที่สร้างสถานการณ์ ชัดเจนว่าเป็นเรื่องการเมือง คงต้องการทำเพื่อเอาใจนาย หลังมีเหตุการณ์ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล-สนับสนุนอำนาจเก่ากำลังเพลี่ยงพล้ำ

"การก่อเหตุลักษณะนี้ทำให้คนคิดว่ารัฐบาลทำเองหรือเปล่า และสังเกตได้ว่ามีการปล่อยข่าวทันทีว่ารัฐบาลทำเองหรือไม่ เพื่อกระชับอำนาจและกวาดล้างอีกฝ่าย จึงอยากทำความเข้าใจว่าไม่มีรัฐบาลที่ไหนสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตตัวเอง ผลดีอาจจะมีแต่น้อยกว่าผลเสียมาก โดยเฉพาะการถูกมองว่าขนาดมีกฎอัยการศึกยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และนี่คือสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านหรือฝ่ายผู้กระทำต้องการให้สังคมคิด"

"ผมคิดว่าถ้าตำรวจเอาจริงน่าจะจับกุมคนร้ายได้ หรืออย่างน้อยก็รู้ว่าเป็นใคร กลุ่มไหน เพราะคนร้ายมาก่อเหตุถึงย่านธุรกิจการค้ากลางเมืองหลวง ซึ่งมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเยอะมาก หากไล่ดูภาพในกล้องไปทั้งหมด น่าจะพอได้เบาะแส" เขาชี้ช่อง

บทวิเคราะห์ของ พล.ท.นันทเดช สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาล ที่ระบุว่า ระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นชนิดแสวงเครื่อง ทำให้ดูเหมือนผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ดูรายละเอียดแล้วไม่เหมือนกัน

"ระเบิด 2 ลูกนี้เป็นระเบิดการเมือง มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน เราทราบแผนของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลว่าจะทำตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ แต่ช่วงนั้นได้สั่งเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทำให้ไม่สามารถกระทำได้ตามแผน กระทั่งล่าสุดการรักษาความปลอดภัยเริ่มหย่อนลง ประกอบกับทางห้างสรรพสินค้ามีอีเวนท์ จึงมีช่องว่างให้เข้าไปก่อเหตุ"

แหล่งข่าวระดับสูงรายนี้บอกอีกว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลประเมินว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ จึงเลือกก่อเหตุร้ายตรงศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้เกิดผลกระทบ (อิมแพค) สูงๆ เมื่อเหตุเกิดแล้วก็จะถูกผสมโรงหลายเรื่อง ฝ่ายผู้ก่อการก็จะได้ประโยชน์

อย่างไรก็ดี ทฤษฎีของหน่วยงานรัฐและผู้สนับสนุนช่างตรงกันข้ามกับทฤษฎีของ "คนเสื้อแดง" อย่างสิ้นเชิง เพราะคนเสื้อแดงและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.มองว่าเหตุระเบิดตูมตามเที่ยวนี้รัฐบาลอาจทำเองเพื่อคงกฎอัยการศึกไว้ และหลอกสหรัฐที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกโดยเร็ว ทำนองว่าเมืองไทยยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่จริง จึงยังเลิกกฎอัยการศึกไม่ได้

ขณะที่อีกทฤษฎีที่ฮาร์ดคอร์กว่านั้น คือ "ฝ่ายอำมาตย์" กำลังขัดแย้งกันเอง และเตะตัดขากันเพื่อประโยชน์ในเชิงอำนาจและการกำหนดทิศทางประเทศมุมมองต่างกันสุดขั้วยิ่งกว่าเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้แบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดประเทศไทยถึงวุ่นวายไม่หยุด!
//////////////////
รายงานการเมือง
     
       คืบหน้าไปพอสมควรกับการสืบหามือระเบิด “ไปป์บอมบ์” หน้าสยามพารากอน ศูนย์กลางธุรกิจ และชอปปิ้งระดับโลก เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ขณะนี้ศาลได้อนุมัติออกหมายจับชายต้องสงสัยที่ปรากฏในภาพวงจรปิดทั้ง 2 คนแล้ว และรู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร อยู่ระหว่างติดตามจับกุม เชื่อว่าคนร้ายมีมากกว่า 2 คนอย่างแน่นอน ส่วนสาเหตุตำรวจพุ่งเป้าไปยังประเด็นการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาการลอบวางระเบิดส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เป็นการสร้างสถานการณ์ โฟกัสมาทางการเมืองทั้งสิ้น กรณีที่คนร้ายเลือกห้างสรรพสินค้าพารากอน เป็นสถานที่จุดระเบิด เชื่อว่า หวังผลหลายอย่าง รวมทั้งการท้าทายเจ้าหน้าที่ด้วยชัดเจน ไม่มีกั๊ก ทั้งกลุ่มคนร้ายที่มั่นใจว่ามีมากกว่า 2 คน โดยมือวางตำรวจทราบว่าเป็นใครแล้วกำลังตามจับ

ประเด็นสำคัญ “บิ๊กแป๊ะ” ยืดอก “ฟันธง” เลยว่าสาเหตุมาจากเรื่องการเมืองอย่างแน่นอน แต่เป็นการเมืองข้างไหน รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง ไม่ยอมบอก
     
       หากจับทิศทางที่ได้เปิดไว้แต่วันแรก ก็สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะเหตุการณ์ระเบิดที่สยามเมตตาแมนชั่น บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อปี 2553 ผู้เกี่ยวข้องก็คือฮาร์ดคอร์สายคนเสื้อแดงล้วนๆ ส่วนคดี “ไปป์บอมบ์” ย่านมีนบุรี ชานเมืองกรุงเทพฯ ตัวละครที่เกี่ยวข้องก็คือมวลชนคนเสื้อแดง
       
       แนวทางสืบสวนสอบสวนของตำรวจจึงหนีไม่พ้นที่จะมุ่งไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีประวัติน่าสงสัย ส่วนจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม เป็นสตอรี่ระทึกขวัญที่มีผู้เขียนบท “ล็อก” ตัวแสดงขึ้นมาหรือไม่ คงต้องรอคำตอบที่งวดเข้ามาทุกขณะ
     
       เมื่อกล่าวถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง ขอโฟกัสประวัติย้อนหลังสักเล็กน้อยเพื่อให้เห็นภาพอื่นๆ ซ้อนขึ้นมาอีกมิติหนึ่ง นายตำรวจผู้นี้เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่น 36
เส้นทางความก้าวหน้าเติบโตมาอย่างรวดเร็ว และจุดที่พลิกผันจนขึ้นมาเป็นตัวเต็งว่าที่ ผบ.ตร. ก็คือ ตำแหน่ง “ผู้บัญชาการตำรวจ” โดยเมื่อปี 2551 ขึ้นเป็นผู้บัญชาการประจำปี 2553 ก้าวมาเป็น “ผู้
บัญชาการตำรวจนครบาล” ภายใต้ยุครัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อันเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นรัฐบาลก่อตั้งในรั้วทหาร และมีทหารเป็นพี่เลี้ยงระมัดระวังภัยคุกคามจากความร้อนแรงของมวลชนคนเสื้อแดง
     
       และในปี 2553 นั่นเองมีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองหลายครั้ง รวมทั้งคดีระเบิดสยามเมตตาแมนชั่น บางบัวทอง จ.นนทบุรี จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย บาดเจ็บอีกนับสิบหนึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิต คือ นายสมัย วงศ์สุวรรณ อดีต นปช. สายฮาร์ดคอร์จากเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นในซากปรักหักพังของห้องคนตายพบซีดีเขียนด้วยปากกาเคมี “รัฐไทยใหม่” จำนวนมากจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
     
       อย่างไรก็ตาม จากพยานหลักฐานที่ปรากฏ รวมทั้งประวัติของนายสมัย ที่เป็นคนเสื้อแดง แม้ตำรวจจะมีแนวโน้มว่าเป็นอุบัติเหตุเกิดความผิดพลาดจนวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่กลุ่มคนร้ายได้ตระเตรียมไว้เกิดระเบิดขึ้นก่อน แต่ยังมีข้อหักล้าง หรือข้อสงสัยจากกลุ่มคนเสื้อแดง และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งว่าเป็นการจัดฉากเพื่อดิสเครดิตคนเสื้อแดง
     
       อีกทั้งเป็นมาตรการตามเก็บบรรดาเสื้อแดงหัวรุนแรง รวมทั้งประเด็นซีดีรัฐไทยใหม่กว่า 100 แผ่นที่กระจัดกระจายในห้องพักนายสมัย ไม่น่าเชื่อว่าการดำเนินงานลักษณะ “ใต้ดิน” จะทิ้งหลักฐาน เขียนข้อความประเจิดประเจ้อตามที่เจ้าหน้าที่รัฐให้ข่าว
     
       และเป็นเรื่องน่าบังเอิญอย่างเหลือเชื่อเมื่อขณะนั้นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุคือ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รักษาการ ผบช.ภ.1 ในขณะนั้นอย่างพอดิบพอดี
     
       ระเบิดไปป์บอมบ์หน้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2558 หรืออีก 5 ปีต่อมา จึงเป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง กับ “บิ๊กปู” พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. อย่างมิได้นัดหมาย
     
       โดยฝ่าย “บิ๊กแป๊ะ” มีขุมกำลังจาก นรต. 36 เป็นเครือข่ายตามล่าหามือระเบิด ประกอบด้วย พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.สันติบาล พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ และ พล.ต.ต.สุวัจน์ แจ้งยอดสุข
นักสืบมือปราบ จากกองบัญชาการยุทธศาสตร์ตำรวจ เป็นต้น
     
       ส่วนเครือข่ายของ “บิ๊กปู” อาศัยเพื่อนร่วมรุ่น นรต.35 พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บชน. เป็นกำลังหลัก
     
       ผลงานจะเป็นอย่างไร “แป๊ะ - ปู” จะลืมเรื่องความขัดแย้งแล้วจับมือกันเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กรตำรวจหรือไม่โปรดติดตามห้ามกะพริบตา

(ข้อมูล)การเมืองเชิงสัญลักษณ์

การเมืองเชิง "สัญลักษณ์"

เมื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ไม่เชื่อ "อานันท์ ปันยารชุน" ประธานคณะปฏิรูปประเทศไทย ที่เสนอวิธีการแก้ปัญหาด้วยประโยคสั้นๆ

"การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง"

ปรากฏการณ์ที่ตามมาหลังเหตุการณ์ "พฤษภามหาโหด" จึงเป็น "เสียงระเบิด" และการชุมนุมของ "คนเสื้อแดง" เป็นระยะๆ

ข้อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน "โดยเร็ว" ของ "อานันท์" ถูกปฏิเสธแบบ "นักภาษาไทยดีเด่น" จาก "อภิสิทธิ์"

"โดยเร็ว" ไม่ใช่ "ทันที"

การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไว้จนถึงวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า "อภิสิทธิ์" เป็น "คนใจเย็น" อย่างยิ่ง เพราะผ่านไป 6 เดือนหรือครึ่งปีแล้ว พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยังคงอยู่

ถึงวันนี้คำว่า "โดยเร็ว" ใน "ความรู้สึก" ของ "อภิสิทธิ์" จะหมายถึง 1 ปี หรือ 10 ปีก็ได้ ไม่มีใครรู้

อย่าลืมว่า "อานันท์" นั้นเคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในฐานะ "ผู้ถูกกระทำ" มาแล้ว

เขาถูกปลดจากตำแหน่ง "ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ" และถูกกล่าวหาว่าเป็น "คอมมิวนิสต์" นายอานันท์ย่อมรู้ซึ้งถึง "ความเจ็บปวด" ของ "ผู้ถูกกระทำ" ทางการเมือง

แต่ "อภิสิทธิ์" ไม่รู้

ไม่แปลกที่ผลพวงหลังเหตุการณ์ "พฤษภามหาโหด" จะพัฒนาไปอย่างน่ากลัว เสียงระเบิดในเมืองกรุงทั้งที่รัฐบาลมี "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ควบคุมอยู่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ "สมานเมตตาแมนชั่น"

แม้เหตุระเบิดจะเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดในการประกอบระเบิดของ "สมัย วงศ์สุวรรณ์" คนเสื้อแดงจากจังหวัดเชียงใหม่

แต่ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งว่า "คนเสื้อแดง" กลุ่มหนึ่งเลือกหนทาง "ความรุนแรง" ในการต่อสู้กับ "อำนาจรัฐ"

หากอ่านบทสัมภาษณ์ของ "บัวคำ เมืองมา" ภรรยาของ "สมัย" จะรู้เลยว่า "ความแค้น" หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่สี่แยกคอกวัวสามารถเปลี่ยนชาวบ้านคนหนึ่งที่เงียบๆ และมีน้ำใจเป็น "มือระเบิด" ได้ในพริบตา

เป็น "ความแค้น" ในลักษณะเดียวกันกับ "นักศึกษา" ที่เข้าป่าจับอาวุธสู้กับรัฐบาลหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ครั้งนั้น บางคนอาจเข้าป่าเพราะความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ "คอมมิวนิสต์" แต่ส่วนใหญ่เข้าป่าเพราะ "ไม่มีทางเลือก" และ "ความแค้น"

หลังเหตุการณ์ "พฤษภามหาโหด" อารมณ์ความรู้สึกของคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เปี่ยมไปด้วย "ความแค้น"

ยิ่งรัฐเลือกวิธี "ดับไฟด้วยไฟ" ความรู้สึกนั้นก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ปฏิกิริยาใน "ม็อบเสื้อแดง" ที่แยกราชประสงค์และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสะท้อนถึง "ความรู้สึก" ของ "คนเสื้อแดง" ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เก็บความแค้นอยู่ในใจ แต่อีกกลุ่มหนึ่งได้เลือกแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองของตน

เป็นการต่อสู้เชิง "สัญลักษณ์"

สัญลักษณ์ของ "ความรุนแรง"

แบบ "สมัย วงศ์สุวรรณ์"



ในอีกทางหนึ่ง "คนเสื้อแดง" กลุ่มใหญ่ได้เลือกแนวทางการต่อสู้แบบ "สันติวิธี"

เสนอรูปแบบการเคลื่อนไหมใหม่จากเดิมที่เน้นการชุมนุมใหญ่ที่มี "แกนนำ" เป็นการชุมนุมกลุ่มเล็กๆ กระจายไปทั่วแบบ "แกนนอน"

"สมบัติ บุญงามอนงค์" หรือ "บ.ก.ลายจุด" นักกิจกรรมเพื่อสังคมเป็น "ผู้นำ" แนวคิดนี้

เขาเริ่มต้นด้วยการผูก "ผ้าแดง" ที่ป้ายแยกราชประสงค์

เมื่อตำรวจตั้งกำแพงไม่ให้เข้าไปผูก "ผ้าแดง" เขาก็ไม่ได้แข็งขืนกลับยอมผูก "ผ้าแดง" ที่รั้วเหล็กแทน

ใช้ความอ่อนสยบความแข็งกร้าว

ทำให้ "อำนาจรัฐ" เป็น "ตัวตลก" เพราะใช้กำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายแยกราชประสงค์ไม่ให้ผูกผ้าแดง

"สมบัติ" สามารถสร้างวาทกรรม "ที่นี่มีคนตาย" ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วง เช่นเดียวกับกิจกรรมผูก "ผ้าแดง" จุดเทียนแดง ปล่อยลูกโป่งสีแดง ฯลฯ

รวมทั้งการเล่นละครให้คนนอนตายบนพื้นถนนเพื่อแสดงให้รู้ว่า "ที่นี่มีคนตาย"

ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ จนคนรู้สึก

ในช่วงต้นหลังการสลายการชุมนุม "สมบัติ" ใช้วิธีการยั่ว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วยกิจกรรมทางการเมืองแบบ "พูดให้ชัด แต่เตะไม่ถึง" ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิกที่สวนลุมพินี ขี่จักรยานที่สวนรถไฟ หรือลงทะเลที่พัทยา ฯลฯ

สร้างกิจกรรมชุมนุม "คนเสื้อแดง" ทุกวันอาทิตย์อย่างตั้งใจ เหมือนไม่ใช่กิจกรรมทางการเมือง แต่เนื้อแท้คือเรื่องการเมือง

"วันอาทิตย์สีแดง" เริ่มมีเสียงตอบรับมากขึ้น เพราะเป็นกิจกรรมแบบ "สันติวิธี" ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้

วันนี้ กิจกรรมที่ "สมบัติ" ทำเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ก็คือ เดินทางไปต่างจังหวัดชวน "คนเสื้อแดง" ขี่จักรยานรอบเมือง

เหมือน "ไร้สาระ" แต่มีพลัง

ไม่แปลกที่ "คำนูณ สิทธิสมาน" วุฒิสมาชิก และ "มันสมอง" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเคยเป็นผู้นำนักศึกษามาก่อน จะมองทะลุว่า "การต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ของ สมบัติ บุญงามอนงค์ อันตรายกว่าการใช้ความรุนแรง"

เพราะ "การต่อสู้ด้วยความรุนแรงคือการทำผิดกฎหมาย หากรัฐบาลเป็นมวย ย่อมฉกฉวยเป็นประโยชน์ในการปราบปรามได้ แต่การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของ สมบัติ บุญงามอนงค์ เอาผิดตามกฎหมายใดๆ ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือมาตราอื่นๆ อันนี้น่ากลัวหากรัฐบาลไม่เป็นมวย หรือยังคิดแต่จะซื้อเวลาไปเรื่อยๆ กลัวโน่นกลัวนี่"

เมื่อ "คำนูณ" และพลพรรคพันธมิตรออกโรง "บ.ก.ลายจุด" ก็โต้ตอบทันทีตามสไตล์ทีเล่นทีจริงในเฟซบุ๊กของเขา

"คำนูณ สำราญ สุริยะใส แหม...เดินหน้ามาเป็นชุดเลยนะตัวเอง กลัวการต่อสู้ทางสัญลักษณ์ยิ่งกว่าระเบิดอีกเหรอ โห...ทำไมขวัญเสียง่ายจัง"

และ "ด้วยตรรกะแห่งรัฐตอแหลแลนด์ ข้าพเจ้าขอประกาศว่า "รองเท้าแตะ" เป็นอันตรายกว่าระเบิด TNT โดย คำนึง สิทธิสยอง"

ใช้ "อารมณ์ขัน" เป็น "อาวุธ" เช่นเดิม



ในการชุมนุมใหญ่ที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 และที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2553

"สมบัติ" เป็นผู้นำกิจกรรมเชิง "สัญลักษณ์" และมี "คนเสื้อแดง" มาร่วมงานอย่างล้นหลาม

ไม่มีใครเกรงกลัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เลย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีการปราบปรามด้วยความรุนแรง แต่ไม่สามารถสลาย "คนเสื้อแดง" ได้

แค่ "สมบัติ" จัดกิจกรรม "จุดเทียน" รำลึกถึง "คนตาย" ที่สี่แยกคอกวัว พร้อมทั้งเขียนจดหมายถึง "คนเสื้อแดง" ที่อยู่ในเรือนจำ หรือกิจกรรม "red letter

ก็สามารถชิงพื้นที่สื่อ และขยายผลทางความรู้สึกได้แล้ว

แนวทางสันติ หรือการต่อสู้เชิง "สัญลักษณ์" ของ "บ.ก.หนูหริ่ง" จึงเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่สู้ ไม่ปะทะ

แค่ "จุดเทียน" และ "ขี่จักรยาน"

แต่พลานุภาพกลับรุนแรงยิ่งกว่าระเบิด TNT

ล่า"บรรพต" นปช.ตัวการหมิ่นเบื้องสูงผ่านเว็บฯ ตั้งค่าหัว 2 แสน Cr:ผู้จัดการ

ล่า"บรรพต" นปช.ตัวการหมิ่นเบื้องสูงผ่านเว็บฯ ตั้งค่าหัว 2 แสน
Cr:ผู้จัดการ
ASTVผู้จัดการ - ตร.ขออนุมัติหมายจับผู้ที่ใช้นามแฝง "บรรพต" หัสดิน อุไรไพรวัน หัวหน้าเครือข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูงรายใหญ่ เผยยังอยู่ในประเทศ ตั้งรางวัลนำจับ 2 แสน หลังบุกค้นบ้านย่านสุขุมวิทพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสื่อผ่านเว็บไซด์ เพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่าย เพื่อเป็นทุนในการเคลื่อนไหวกลุ่มนปช.
วันนี้ (9 ก.พ.)เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร.และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ร่วมกันแถลงความคืบการสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่าย "บรรพต" ขบวนการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงรายสำคัญ โดยระบุว่า ล่าสุดศาลทหารกรุงเทพ ได้อนุมัติหมายจับผู้ที่ใช้นามแฝง "บรรพต" คือ นายหัสดิน อุไรไพรวัน อยู่บ้านเลขที่ 167 ถ.วิสุทธิ์กษัตริย์ แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กทม. ในข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พล.ต.ต.ศิริพงษ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ปอท.ได้มีการสนธิกำลังกันระหว่างเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง และทหาร เข้าตรวจค้นบ้านพัก นายหัสดิน ภายในซอยสุขุมวิท 101ตรวจพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสื่อ อาทิ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค อุปกรณ์บันทึกเสียง เอกสารร่างเพื่อใช้ในการบันทึกเสียง เอกสารทางการเงิน จากการตรวจสอบมีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารแต่ละเดือนเป็นหลักแสนบาท ซึ่งคาดว่ามาจากรายได้การจำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มผู้สนับสนุน โดยหลังจากนี้จะมีการส่งข้อมูลเหล่านี้ให้ทางป.ป.ง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วย ขณะเดียวกันได้มีการตรวจยึดแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก ที่นายหัสดินใช้ในการทำสำเนาจำหน่ายให้กับกุล่มเครือข่าย เพื่อเป็นทุนในการเคลื่อนไหว ทั้งนี้ นายหัสดิน เคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. แต่จากการสืบสวนไม่พบว่ากลุ่ม นปช.มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว เพียงแต่พบว่ามีสมาชิกในเครือข่ายนี้ที่ได้ไปร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่ม นปช.เท่านั้น
"สำหรับ นายหัสดิน ไม่ได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่อาศัยเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา จึงนำข้อมูลต่างๆ มาเรียบเรียง และแต่งเรื่องเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการร์ทางการเมือง เพื่อให้มีเนื้อหาดึงดูดความสนใจ แล้วชี้นำปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังต่อสถาบันฯ สำหรับวิธีการทำคลิปก็ไม่มีขั้นตอนซับซ้อนไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากนัก เพียงแต่ใช้โปแกรมแปลงเสียงก่อนที่จะมีการอัพโหลดไฟล์ลงเว็บไซต์รับฝากไฟล์ต่างๆ โดยมีการอัพโหลดไฟล์ในประเทศ ขณะที่ผู้ที่ติดตามหรือผู้ที่จะนำไฟล์ไปแชร์ต่อ ก็จะเข้าไปดาวน์โหลดคลิปเสียงดังกล่าว ก่อนนำไปแชร์ต่อ" ผบก.ปอท. กล่าว
พล.ต.ต.ศิริพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นได้การมีจับกุมสมาชิกระดับปฏิบัติการเพิ่มอีก 2 ราย คือ น.ส.สายฝน อินทสร อายุ 48 ปี ภรรยานายหัสดิน ได้ที่บ้านพักย่านพระโขนง และสามารถจับกุม นายนที ผสมทรัพย์ อายุ 54 ปี ได้ขณะมาทำธุระย่านฝั่งธนบุรี โดย น.ส.สายฝน เป็นผู้เปิดบัญชีธนาคาร เพื่อให้ผู้อื่นโอนเงินมาช่วยเหลือการกระทำผิด เป็นการสนับสนุนให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิดในการโพสต์คลิปเสียงชื่อ "บรรพต" ทางเฟซบุ๊ก ซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันฯ นอกจากนี้ยังได้มีการอัพโหลดคลิปเสียงและโพสต์ต่อกันไปอีกหลายทอดในลักษณะเครือข่ายกระจายกันออกไปทางสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ส่วนนายนที เป็นผู้ส่งสินค้า และซีดีคลืปเสียงบรรพต โดยได้รับค่าจ้าง ถือเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำผิด เบื้องต้นจึงแจ้งข้อหาฐานสนับสนุนผู้กระทำผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขณะที่เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน บก.ปอท.ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ไปยื่นคำร้องเพื่อขออำนาจศาลฝากขังต่อศาลทหาร
พล.ต.ต.ศิริพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการติดตามตัว นายหัสดิน ขณะนี้ทางปอท.ได้มีการส่งประกาศสืบจับนายหัสดินไปยังสถานีตำรวจ และด่านตรวจคนเช้าเมืองทั่วประเทศ โดยจากข้อมูลล่าสุดทราบว่านายหัสดินยังอยู่ในประเทศและยังหลบหนีอยู่ในกทม. ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจับกุมตัว โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้งรางวัลนำจับแก่ผู้ที่สามารถแจ้งเบาะแสแล้วนำไปสู่การจับกุมตัวได้ เป็นเงินจำนวน 2 แสนบาท ทั้งนี้ อยากฝากเตือนไปยังประชาชน ว่า นายหัสดิน เป็นผุคคลที่เป็นภัยอันตรายอย่างยิ่ง อย่าให้การช่วยเหลือ หรือ สนับสนุน เครือข่ายดังกล่าว ทั้งการบริจาคเงินซื้อสินค้า หรือ โพสต์ข้อความคิดเห็นสนับสนุน หรือนำเอาข้อความ รูปภาพ คลิปเสียงไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งจะถือว่ามีความผิดในฐานะผู้ร่วมเครือข่ายบรรพตด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าจากแนวทางการสืบสวนมีผู้ที่บงการที่อยู่เหนือกว่านายหัสดิน หรือไม่ พล.ต.ต.ศิริพงษ์ กล่าวว่า จากสมมติฐานของตำรวจเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น โดยนายหัสดิน เป็นเพียงผู้ผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ออกไปน่าจะมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือระดับผู้บงการที่สูงกว่านี้ แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งอาจเป็นลักษณะของการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากได้ตัว นายหัสดิน มา ประเด็นนี้ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับสมาชิกของเครือข่ายนี้เพิ่มเติมอีกในเร็วๆ นี้


2556 ปีแห่งการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ โดย



http://www.matichon.co.th/online/2015/02/14234654221423465568l.jpg

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งเงินรางวัลนำจับ หัวหน้าขบวนการบรรพตตัวการเผยแพร่คลิปหมิ่นสถาบัน สองแสนบาท ยังไม่พบเครือข่ายเอี่ยวปลอมแถลงการณ์

พลตำรวจโทประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำภาพถ่ายและ หมายจับผู้ต้องหาที่เป็นผู้ผลิตคลิปเสียงหมิ่นสถาบันชื่อว่า "บรรพต" Banpodj หลังตำรวจได้สืบสวนขยายผลจนทราบตัว และขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายหัสดิน อุไรไพรวัน ผู้ที่เป็นหัวหน้าขบวนการและเป็นผู้ผลิตคลิปเสียงเล่าเรื่องแนวคิดหมิ่นสถาบัน
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้สนธิกำลังร่วมกันตรวจค้นบ้านนายหัสดินย่านสุขุมวิท101 เมื่อวันที่ 6ก.พ.ที่ผ่านมา พบอุปกรณ์การผลิตสื่อ/คอมพิวเตอร์ เอกสารทางการเงิน/เอกสารของเครือข่าย และแผ่นซีดีจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าบรรพตเป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ใหญ่ที่ผลิตและจำหน่ายซีดีหมิ่นสถาบันมีรายรับเข้ามามากกว่า1แสนบาทต่อเดือนโดยทำกันเป็นขบวนการซึ่งหลังจากนี้จะร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ในการตรวจสอบเส้นทางเงินและ อายัดทรัพย์สินต่อไป พร้อมขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุนเครือข่ายนายบรรพต

โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดเงินรางวัลนำจับกับผู้แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมนายบรรพตจำนวน2แสนบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่มีข้อมูลว่านายหัสดินยังคงหลบหนีอยู่ในกรุงเทพฯ และจากการสืบสวนพบว่านายบรรพตเคยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ด้วย ทั้งนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบจุดเชื่อมโยงกับกลุ่มผลิตแถลงการณ์ปลอมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายบรรพตไปแล้ว4คน ต่อเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 58 ได้ขยายผลเพิ่มเติม โดยจับกุมนางสาวสายฝน อินทสร ผู้ทำหน้าที่เปิดบัญชีสนับสนุนเงินช่วยเหลือเครือข่ายบรรพต และ จับกุมนายนที ผสมทรัพย์ ผู้ทำหน้าที่ส่งสินค้าและซีดีคลิปเสียงบรรพต และนำตัวส่งฝากขังศาลทหารเมื่อวันที่7ก.พ.ในความผิดฐานสนับสนุนผู้กระทำผิดกรณีหมิ่นเบื้องสูง ตามมาตรา112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

ห้ามยิ่งลักษณ์ไปนอก

วันนี้ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวทีนิวส์ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทำเรื่องขอเดินทางไปต่างประเทศในระหว่างวันที่ 8 - 22 กุมภาพันธ์ นี้ ต่อมาทาง คสช.ได้สอบถามทางไปทางสำนักงานอัยการสูงสุดและได้รับทราบว่ามีกำหนดการยื่นฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ต่อศาล ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกับเวลาที่นางสาวยิ่งลักษณ์ขออนุญาตพอดี
.....คสช.จึงไม่อนุญาตให้นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศในครั้งนี
.....การฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง แม้ว่าไม่ต้องนำตัวจำเลยไปศาลในวันฟ้องคดี เช่น คดีอาญาทั่วไปที่ฟ้องต่อศาลชั้นต้นพนักงานอัยการต้องนำตัวจำเลยไปส่งศาลด้วย
.....ทั้งนี้เพราะขณะที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีนั้น ยังไม่มีองค์คณะผู้พิพากษาที่จะพิจารณาพิพากษาคดี
.....พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542
.....มาตรา 13 บัญญัติว่า เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาเป็นองค์คณะผู้พิพากษา จำนวน 9 คน เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
.....มาตรา 27 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคําสั่งประทับฟ้องแล้วให้ศาลส่งสําเนาฟ้องแก่จําเลย และนัดคู่ความมาศาลในวันพิจารณาครั้งแรก
.....ในวันพิจารณาครั้งแรก เมื่อจําเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเชื่อว่า เป็นจําเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟ้อง และถามว่าได้กระทําผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คําให้การของจําเลยให้บันทึกไว้ ถ้าจําเลยไม่ให้การ ก็ให้บันทึกไว้ และให้ศาลกําหนดวันตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์และจําเลย ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน
.....ตามบทบัญญัติในมาตรา 13 และ 27 ดังกล่าวหมายความว่า เมื่ออัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ประธานศาลฎีกาต้องเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อให้ที่ประชุมเลือกองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คน เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
.....เมื่อได้องค์คณะผู้พิพากษาแล้ว องค์คณะผู้พิจารณาว่า จะให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่
.....ถ้ามีคำสั่งประทับฟ้องก็ต้องส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยและนัดให้โจทก์ จำเลย มาศาลในวันพิจารณาครั้งแรก
.....สำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้จะไม่ต้องไปศาลในวันที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดี แต่นางสาวยิ่งลักษณ์และที่ปรึกษากฎหมายน่ารู้ดีว่า ตามรูปคดีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโอกาสที่จะถูกลงโทษมีมากกว่า ยกฟ้อง
.....ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอันเป็นที่รู้กันอยู่ก็คือเรื่องที่ รมต.กระทรวงพาณิชย์ อ้างว่ามีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ให้แก่ประเทศจีน ซึ่งไม่เป็นความเป็นจริง และนางสาวยิ่งลักษณ์ก็รู้จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของ ส.ส. ฝ่ายค้านแล้ว แต่นางสาวยิงลักษณ์ก็ปล่อยให้มีการดำเนินไป โดยไม่ให้สั่งให้หยุดการกระทำ
.....จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี ถึง 10 ปี
.....ถ้า คสช. อนุญาตให้นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศ โอกาสที่นางสาวยิ่งลักษณ์ เดินทางไปแล้วไปลับไม่เดินทางกลับประเทศไทย เช่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตร เป็นไปได้สูงมาก ครับ

ที่มา : เพจ ชูชาติ ศรีแสง