PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

“สุรชาติ บำรุงสุข” ชี้ระเบิดราชประสงค์เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เตรียมรับมือปัญหาทุกด้านไม่เฉพาะการก่อการร้ายเพราะเมืองคือแนวรบใหม่



“สุรชาติ บำรุงสุข” ชี้ระเบิดราชประสงค์เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เตรียมรับมือปัญหาทุกด้านไม่เฉพาะการก่อการร้ายเพราะเมืองคือแนวรบใหม่ ทั้งยังต้องป้องกันตัวเองด้วยนโยบายต่างประเทศที่สร้างมิตรกับมหาอำนาจทั้งตะวันตกและตะวันออก ระบุในการเมืองระหว่างประเทศต้องใช้สติไม่ใช่อารมณ์

นักวิชาการด้านความมั่นคงและด้านการต่างประเทศจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า เหตุการณ์วางระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อ 17 ส.ค.ที่ผ่านมาน่าจะนับได้ว่าเป็นการก่อเหตุรุนแรงหนที่ใหญ่ที่สุดที่กรุงเทพฯเคยมี แต่ทว่าไม่ใช่หนแรก เหตุการณ์โจมตีในกรุงเทพฯที่เคยเกิดและเป็นครั้งที่สำคัญคือการวางระเบิดในเมืองถึง 8 จุดในช่วงของการฉลองปีใหม่เมื่อปี 2549 แต่ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้หมด ในวันนี้ระเบิดที่ราชประสงค์นับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเป็นพื้นที่ที่เปราะบางของเมือง เพราะการก่อเหตุรุนแรงในสมัยใหม่นั้นกลุ่มก่อเหตุมักย้ายมาทำในเมืองเนื่องจากจะได้รับความสนใจมากกว่าการก่อเหตุในชนบทซึ่งเป็นรูปแบบในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์หรือสงครามเย็น

สุรชาติชี้ว่าในปัจจุบันเมืองใหญ่ไม่ว่าในที่ใดได้กลายเป็นแนวรบด้านความมั่นคงรวมทั้งปัญหาอีกหลายอย่างตั้งแต่เรื่องของการจราจล ภัยธรรมชาติ และการก่อการร้าย ผู้บริหารต้องทำให้เมืองสามารถป้องกันตัวเองเพราะแนวโน้มเมืองจะกลายเป็นพื้นที่เช่นนี้มากขึ้น เนื่องจากได้กลายเป็นพื้นที่รองรับความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่เหตุการณ์ 11 ก.ย. 2544 หรือที่เรียกกันว่า 9/11 เขายกตัวอย่างว่าในหลายประเทศในตะวันตกที่เผชิญภัยเช่นนี้มาแล้ว และต่างต้องวางแผนรับมือยามวิกฤติ เช่นกรุงลอนดอนเคยมีปัญหาการก่อเหตุจากกลุ่มไอร์อาร์เอ และหนหลังสุดคือการวางระเบิดรถไฟใต้ดิน ต้องวางแผนรองรับในยามเกิดเหตุซึ่งมีหลายด้าน เช่นเรื่องของการขนส่ง การจัดการสถานที่สาธารณะต่างๆ บวกกับการจัดการกับปัญหาข่าวลือซึ่งเขาเรียกมันว่าอาฟเตอร์ชอคจะที่ติดตามมาเหมือนเป็นระลอกคลื่น ซึ่งหากเป็นพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ที่มีประสบการณ์รับมือมานานนับสิบปี เจ้าหน้าที่และคนทั่วไปรู้ว่าจะทำอย่างไร ในขณะที่กรุงเทพฯอยู่ในสถานการณ์ปกติมานาน การก่อการร้ายเป็นสิ่งที่จะกระตุ้นอารมณ์ของคนเนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัว สิ่งที่จะตามมาคือความตื่นตระหนก การจัดการในปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นในกรณีระเบิดราชประสงค์ต้องมีข้อมูล
“มันต้องการเวลาอีกสักช่วงในการรวบรวมหลักฐานเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ปัจจัยภายนอกหรือภายใน ความน่ากลัววันนี้อยู่ที่ว่าภาครัฐใจร้อนและด่วนสรุปไปนิด ผมคิดว่าวันนี้ สิ่งที่เราอยากเห็นการคือการให้ข้อมูลแต่ไม่ใช่การชี้นำในขณะที่พยานหลักฐานไม่มี แล้วสุดท้ายมีการฉวยประโยชน์ทางการเมือง ผมว่าอันนี้มันเป็นอันตราย ทำให้เราไปปิดบังมูลเหตุที่แท้จริงหากไม่ใช่อย่างที่กล่าวอ้างกัน คิดว่าเรื่องนี้สังคมไทยต้องตั้งสติ”
อย่างไรก็ตาม การป้องกันตัวเองในบางบริบทอาจต้องมองไกลไปกว่าเรื่องของการวางระบบในเมืองดังกล่าว เสียงสะท้อนส่วนหนึ่งชี้ว่า ภัยต่อชุมชนใหญ่และเมืองอาจเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เช่นการที่อังกฤษเข้าร่วมสนับสนุนสหรัฐฯในการบุกอิรัก สุรชาติตอบคำถามนี้ว่า แนวความคิดเช่นนี้ทำให้มีความจำเป็นในการจัดวางความสัมพันธ์ในการเมืองระหว่างประเทศอย่างระมัดระวัง ซึ่งสำหรับเขาชี้ไทยเวลานี้มีคำถามเรื่องการกลับลำจากที่เป็นพันธมิตรกับตะวันตกจะหันมาหามหาอำนาจตะวันออก
สุรชาติระบุว่า ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่พัฒนามายาวนานตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองที่ผูกพันกับตะวันตกมาโดยตลอด ท่าทีระยะหลังคือการหันหลังให้ตะวันตก “ผู้นำไทยที่ทำรัฐประหารไปปักกิ่งบ่อย ก็อาจเพราะว่ามีโจทย์จากการที่ตะวันตกไม่รับผู้นำจากรัฐประหาร แต่ที่นายกรัฐมนตรีไปปักกิ่งสองครั้งเป็นเรื่องที่เริ่มถูกจับตามอง และเริ่มมีการพูดถึงโครงการสร้างทางรถไฟไทยจีน โครงการซื้อเรือดำน้ำ 3.6 พันล้าน และต่อมาคือเรื่องการส่งอุยกูร์กลับจีน สี่ประเด็นใหญ่นี้ถ้ามองจากภายนอกเข้ามาทำให้มีการตั้งคำถามว่า ไทยกำลังเปลี่ยนทิศทางด้านความมั่นคงไทยหรือไม่ ถ้าเปลี่ยน อะไรคือผลกระทบ”
นักวิชาการด้านความมั่นคงยกตัวอย่างบทเรียนในอดีตคือสงครามโลกครั้งที่สอง ในครั้งนั้นไทยมีความเสี่ยงว่าจะตกอยู่ในสถานะอย่างใดในส่วนที่เกี่ยวกับการทำสงคราม เนื่องจากผู้นำประเทศในยุคนั้นได้ประกาศสงครามกับพันธมิตรเมื่อ 25 ม.ค. 2485 “เมื่อสงครามสิ้นสุด มีคำถามว่าตะวันตกจะปฏิบัติต่อไทยในฐานะคนเข้าร่วมฝ่ายอักษะ หรือว่าจะปฏิบัติต่อไทยในฐานะประเทศที่ถูกอักษะยึดครอง ถ้าเป็นอันแรกกองทัพสัมพันธมิตรจะเข้ามาปลดอาวุธ และยึดครองไทยเหมือนที่ทำกับเยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น แต่สุดท้ายตะวันตกบอกว่าไทยถูกยึดครองจึงไม่ถูกแตะต้อง แต่ว่าข้อสรุปนี้ไม่ได้เกิดง่ายๆ” สุรชาติชี้ว่าการที่ไทยเป็นพันธมิตรญี่ป่น แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงญี่ปุ่นเป็นผู้แพ้สงครามแต่ไทยกลับไม่ใช่ เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นความสามารถของผู้นำไทยในช่วงดังกล่าวที่พยายามแก้ไขปมปัญหาทำให้ไทยหลุดจากเงื่อนไขสงคราม
เขากล่าวอีกว่า การวางสถานะของประเทศในการเมืองระหว่างประเทศนับเป็นความท้าทายที่ปรากฏมานานมากแล้วโดยเฉพาะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เช่นเมื่อไทยเผชิญแรงกดดันจากฝรั่งเศส ในช่วงนั้นมีกลุ่มขุนนางสองกลุ่มที่มี “ชุดความคิด” ต่างกัน โดยกลุ่มหนึ่งเห็นว่าไทยสามารถรบกับฝรั่งเศสได้ แต่อีกกลุ่มเห็นตรงกันข้าม “และรัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินพระทัยว่าสยามในขณะนั้นไม่ควรจะต้องรบกับฝรั่งเศส นอกจากจะไม่รบกับฝรั่งเศสแล้วยังจะต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับฝรั่งเศสด้วย” และสรุปว่า “สยามผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เราไม่เคยใช้อารมณ์ตัดสิน ถ้าใช้อารมณ์เราจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับเยอรมัน เพราะตอนนั้นขุนนางจำนวนมากจบการศึกษาจากปรัสเซีย” เขาว่า
“งานต่างประเทศละเอียดอ่อน ตัดสินด้วยอารมณ์ไม่ได้ การใช้อารมณ์ของคนชั้นกลางมันไม่เป็นประโยชน์ ในขณะที่ข้อเรียกร้องเช่นว่าวันนี้เราต้องเดินด้วยนโยบาย look east เพราะการคบมหาอำนาจอีกแห่งจะสร้างนโยบายถ่วงดุล อันนี้คงต้องทำความเข้าใจครับว่า รัฐเล็กๆทำนโยบายถ่วงดุลไม่ได้ การถ่วงดุลเป็นกิจกรรมการเมืองระหว่างประเทศของมหาอำนาจใหญ่ รัฐเล็กๆทำได้แค่ อยู่ในกระบวนที่ขับเคลื่อนด้วยมหาอำนาจใหญ่ ผมเชื่อว่าวันนี้ไทยต้องอยู่ทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีข้อเลือก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นไทยสละความสัมพันธ์กับตะวันตกไม่ได้ แต่ก็ทอดทิ้งตะวันออกที่กำลังขยายตัวไม่ได้เช่นกัน”

มุมมองจาก๒นักการข่าวกรองทหาร ระเบิดรุนแรงราชประสงค์ฝีมือคนไทย

การวิเคราะห์ และมุมมองน่าสนใจ....กรณีระเบิดจาก ๒ นักการข่าวกรองของไทย
บทวิเคราะห์จากข้อมูลเเละการประมวลข่าว ด้วยประสพการณ์ของพี่ชาย2ท่านที่เคยร่วมงานกับผมในหลายกรณีสำคัญ ถือเป็นมือการข่าวลับสำคัญระดับเเนวหน้าของประเทศ เขียนถึงคนก่อเหตุระเบิดราชประสงค์เเละผู้ที่น่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ได้ชัดเจน ตรงประเด็น ที่สำคัญตรงกับข้อมูลที่มีตรงกันครับ. ลองอ่านเเละใช้วิจารณญานดูกัน จากพี่ที่ผมเคารพทั้งสองท่านครับ

1)พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตผอกองข่าว ศรภ 

"ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มาตั้งแต่เกิดระเบิดขึ้นที่ราชประสงค์แล้ว แต่อยากรอข้อมูล ๒ เรื่องให้ชัดเจนเสียก่อน คือ ชนิดของระเบิดว่าเป็น TNT หรือ C๔ รวมถึงจุดระเบิดที่แน่นอนว่ามาจาก “ใต้ม้านั่ง” หรือ “บนม้านั่ง” กันแน่ แต่รอมาถึงปัจจุบันก็ยังไม่ทราบ จึงขอเขียนไปตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในปัจจุบันก่อนประกอบด้วย
๑. ระเบิดเป็นชนิดไปป์บอมที่มีความรุนแรงมาก แต่เนื้อระเบิดที่บรรจุภายในยังไม่ชัดเจนว่าเป็น TNT หรือ C๔ (เดิมตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ตำรวจระบุว่า เป็น TNT ขนาด ๓ กิโลกรัม) ประเด็นสำคัญอยู่ที่เคยมีระเบิดที่มีความรุนแรงขนาดนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือเปล่า ตอบได้ว่าเคยเกิดขึ้นและแรงกว่านี้อีก ซึ่งเกิดจากกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนเลือกฝ่ายทางการเมืองที่สมานเมตตาแมนชั่น จ.นนทบุรี เมื่อปี ๒๕๕๓
๒. ระเบิดครั้งนี้มีเจตนาแน่ชัดว่ามุ่งที่จะสังหารประชาชนที่บริสุทธิ์โดยไม่เลือกหน้า มุ่งที่จะสร้างความหวาดกลัวขึ้นในประเทศ ประเด็นจึงมีอยู่ว่า การวางระเบิดที่มีเจตนาแบบนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยไหม ตอบได้ว่า เคยครับที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์เช่นกัน เมื่อตอนวันขึ้นปีใหม่ ในช่วงรอยต่อระหว่างปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่โชคดีที่รัฐบาลสั่งระงับการจัดงานปีใหม่ไปเสียก่อน เมื่อตอน ๑ ทุ่ม และปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์ทั้งหมดเพื่อตรวจหาระเบิด แต่ไม่พบ พอเวลาเที่ยงคืนได้เกิดระเบิดขึ้นที่บนตู้โทรศัพท์ตรงข้ามสถานที่จัดงาน เมื่อไม่มีการจัดงานปีใหม่และปิดถนน พอเกิดระเบิดจึงไม่มีคนตายและบาดเจ็บ ต่อมาอีก ๕ นาทีได้เกิดระเบิดขึ้นที่ท่าน้ำซ้ำอีก ก็คงคาดเดาได้ว่า ถ้ามีการจัดงานที่ลาน หน้าเซ็นทรัลเวิล์ดจริงๆ แล้วคงจะมีผู้บาดเจ็บ /เสียชีวิตนับ ๑๐๐ คนขึ้นไป ทั้งจากระเบิดและการเหยียบกันตาย โชคดีที่เจ้าหน้าที่ปิดถนนไว้ก่อน จึงมีผู้ที่เสียชีวิตที่ท่าน้ำ เพียง ๑ คน บาดเจ็บอีก ๓ คน
จากประเด็นตามข้อ ๑. และ ๒. จะเห็นได้ว่า ระเบิดชนิดที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ ทั้งความรุนแรงและการมีเจตนาฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เมื่อ ๑๗ ส.ค. ๕๘ นั้น เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรครับ และไม่ต้องสงสัยว่า “จะเป็นชาวต่างประเทศมาจัดทำระเบิด”
๓. ระเบิดที่ราชประสงค์นั้นมีเจตนาหลักในการวางระเบิดชัดเจนประการหนึ่ง คือ การมุ่งที่จะทำลายการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้เข้าประเทศที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของ ประเทศไทย (กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีคนมาเที่ยวมากอันดับต้นๆ ของโลก จากการประเมินค่าใช้จ่ายของบัตรเครดิตต่างประเทศ) โดยพิจารณาได้จาก
๓.๑ จุดที่วางระเบิดเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว
๓.๒ มีการจัดวางระเบิดชนิดเดียวกันอย่างต่อเนื่องที่สะพานตากสิน และมีการวางระเบิดปลอมต่อเนื่องกันมาจนถึงวันนี้
๓.๓ มีการวางแผนสร้างความสับสนจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือโซเชียล อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ จนทำให้รัฐบาลต้องออกมาปราม
๔. ส่วนพยานหลักฐานจากคลิปวีดีโอซึ่งมีชายใส่เสื้อสีเหลือง ลักษณะคล้ายคนต่างชาติ นำเป้มาวางไว้บริเวณจุดที่เกิดระเบิดแล้วเดินหายไปนั้น พอยืนยันได้ว่าชายคนนี้มีส่วนรู้เห็นกับการวางระเบิดค่อนข้างแน่นอน แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประเด็นครับ เช่น
- กรณีที่ชายคนดังกล่าวนำเป้มาวางแล้วจุดระเบิดเอง น่าจะไม่ทันต่อเวลาที่จะหลบหนีออกจากพื้นที่ อาจจะต้องมีอีกคนหนึ่งคอยจุดระเบิดแทน ตรงจุดนี้จะชี้ให้เห็นว่า น่าจะมีการดำเนินงานกันหลายคน และอาจจะมีการวางระเบิดไว้ล่วงหน้าก่อนก็ได้ ชายดังกล่าวเป็นเพียงตัวแสดงเพื่อปกปิดร่องรอยเท่านั้น (๑๘.๕๔.๔๓ น. กล้องCCTVจากโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ด้านศาลพระพรหม พบคนร้ายเดินออกมา ๑๘.๕๕.๑๘ น. กล้องทางเดินสกายวอล์คจับภาพการระเบิดได้) นอกจากนั้นข้อมูลจากคนขับมอเตอร์ไซต์รับจ้างระบุว่า ผู้ต้องสัยถึงขนาดที่เขียนภาษาอังกฤษลงบนกระดาษว่า “LUMPINI PARK” แต่นั่งมอเตอร์ไซต์ไปเพียง ๕๐ เมตรเท่านั้นก็ลงรถ ทำไมไม่เดินต่อไปล่ะ! ต้องการสร้างหลักฐานให้เป็นคนต่างชาติหรือเปล่า
- ส่วนเป้ที่ระเบิด ถ้ามีระเบิดใส่ไว้น่าจะต้องมีเศษชิ้นส่วนเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะสายเป้ ไม่น่าจะหายไปหมด
- การแต่งกายของผู้ต้องสงสัยก็มีเจตนาเลียนแบบผู้ที่วางระเบิดกรณีงานบอสตันมาราธอน ที่สหรัฐฯ เมื่อปี ๒๕๕๖
จากเรื่องเหล่านี้ ตำรวจควรทบทวนกล้องวงจรปิดย้อนหลังลงไปสัก ๔-๕ ชั่วโมงก่อนระเบิด และควรดูฝั่งตรงข้ามศาลพระพรหมเพิ่มเติมอีกด้วย
สรุป จากเหตุผลดังกล่าว ระเบิดจุดนี้จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายสากลค่อนข้างแน่นอน เพราะ
(๑) เป้าหมายการก่อเหตุร้ายไม่มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ของการก่อการร้ายสากลเลย
(๒) ไม่มีการประกาศความรับผิดชอบ
(๓) มีการกระทำในลักษณะต่อเนื่องกันที่บริเวณสะพานตากสิน และวางระเบิดปลอมอีกหลายแห่งจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งน่าจะมาจากคนไทยทำทั้งหมด
(๔) มีการเตรียมงานขยายผลเหตุระเบิด และการสร้างความสับสนผ่านสังคมออนไลน์ จนรัฐบาลต้องออกมาปราม
(๕) ส่วนการสร้างข่าวว่าการก่อเหตุร้ายเป็นผลมาจากกลุ่มอุยกูร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะกลุ่มอุยกูร์เป็นเพียงกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนในจีนกลุ่มเล็กๆ ไม่มีศักยภาพที่จะวางระเบิดนอกประเทศ และไม่เคยทำมาก่อน นอกจากเอามีดไปไล่ฟันเท่านั้น ฯลฯ นอกจากนั้น เชื่อได้ว่าทางกลุ่มอุยกูร์นั้นไม่ต้องการจะออกมาทำงานการก่อการร้ายนอกประเทศ ถ้าออกมาทำ ก็จะถูกยกระดับเป็นกลุ่มก่อการร้ายสากล นักธุรกิจชาวอุยกูร์ผู้สนับสนุนกลุ่มอุยกูร์นอกประเทศก็จะเดือดร้อน ถึงขั้นต้องหลบหนี จะทำให้กลุ่มอุยกูร์ขาดเงินสนับสนุนในการเคลื่อนไหวในประเทศจีนทันที ดังนั้นเรื่องนี้จึงน่าหัวเราะจนฟันหักครับ
วันนี้พอพิสูจน์ได้ว่าระเบิดที่ราชประสงค์ไม่ได้มาจากการก่อการร้ายนอกประเทศ แต่มาจากคนในประเทศเอง พวกนี้คือพวก ENEMY OF THE STATE คอยบ่อนทำลายประเทศไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดฆ่าคนไทยด้วยกันเอง แต่ เหตุร้ายครั้งนี้นอกจากเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับคนไทยแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยได้รับสิ่งดีๆ คืนกลับมาหลายอย่าง
- คนไทยตื่นตัวกันมากขึ้น เข้าใจเหตุและผลมากขึ้น
- ความสามัคคีของคนไทยส่วนใหญ่เริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งหนึ่ง
- ทำให้คนไทยและข้าราชการฝ่ายความมั่นคงตื่นตัวมากขึ้น
- ระเบิดครั้งนี้จะทำให้เห็นว่า การขับเคลื่อนประเทศเพื่อการปฏิรูประบบต่างๆในสังคมไทยยังเป็นเรื่องที่เร่งด่วน
พวกเราคนไทยต้องให้กำลังใจกันเอง ต้องเข้มแข็ง ฟังและพูดทุกเรื่องราวอย่างมีเหตุผล มีสติ อย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง การระเบิดครั้งนี้จะบ่งบอกว่า ใครเป็นคนรักชาติจริงหรือไม่จริง ประเทศไหนรักประเทศไทยบ้าง ถ้าเรามั่นคง ดูแลกันจริงๆ แล้ว ขบวนการก่อกวนประเทศไทยจะได้รู้สึกตัว และยุติการก่อกวนลงเสียทีครับ
2) ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีต ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 

เขียนบทความใน นสพ.โพสต์ทูเดย์ ระบุว่า 

"คนไทยมีความสุขได้เพียง 1-2 วันจากโครงการปั่นเพื่อแม่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2558 ได้เพียงวันเดียวเท่านั้น พอวันรุ่งขึ้นที่ 17 ความสุขก็เปลี่ยนเป็นความเศร้าแทน เมื่อคนร้ายลอบวางระเบิดที่ศาลท่านท้าวมหาพรหมจนทำให้คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตไปแล้ว 20 คน และบาดเจ็บ 123 คน ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 68 ราย ไม่เพียงรัฐบาลไทยเสียหายเท่านั้น แต่ประเทศไทยเสียหายด้วย คนไทยต้องใช้สติและปัญญามองและแก้ไขปัญหา อย่าตื่นตกใจ เชื่อว่วคนส่วนใหญ่อยากรู้ว่า ใครทำ ทำไมถึงทำ และให้รัฐบาลเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้
- เราต้องค้นหา “ความจริง” ให้ได้เสียก่อน ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่สรุปว่า เป็นการกระทำของมืออาชีพ การระเบิดสมบูรณ์ที่สุด ระเบิดเป็นแบบไปป์บอมบ์ใส่ลูกปืนหรือแบริ่งบอลล์ ไมได้ใช้โทรศัพท์มือถือและนาฬิกาเป็นตัวจุดชนวนระเบิด เพราะไม่พบเศษซากชิ้นส่วนซึ่งไม่ว่าการระเบิดจะสมบูรณ์เพียงไรย่อมทิ้งร่องรอยอุปกรณ์พวกนี้ไว้บ้าง แสดงว่าใช้การกดแบบถ่วงเวลา พิจารณาจากคราบไนเตรทที่เหลืออยู่เป็นได้ทั้งระเบิด ทีเอ็นที. ที่ใช้ระเบิดหิน และ ซีโพร์ ที่ใช้ในกิจการทหาร ทหารส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะเป็น ซีโฟร์เพราะอำนาจทำลายรุนแรงมาก มิฉนั้นต้องใช้ ทีเอ็นที.หลายแห่ง คนร้ายหวังผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตรุนแรงที่สุด
- มืออาชีพแบบนี้ต้องมีการ “เคสซิ่ง” หรือสำรวจสถานที่หลายแห่งล่วงหน้าและตัดสินใจเลือกเอาบริเวณศาลท่านท้าวมหาพรหม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีคนไทยและต่างชาติจำนวนมากมาไหว้ขอพร โดยเฉพาะคนจีนซึ่งมีความศรัทธา มีการวางแผนเข้าสู่เป้าหมายและออกจากเป้าหมายโดยใช้รถตุ๊ก ๆ ไปที่ศาลพระพรหม และออกจากศาลพระพรหมมาใช้รถจักรยานยนต์ไปทางสีลม จากนั้นมีข่าวว่าขึ้นรถแท็กซี่ไปสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติประจำที่ผู้ก่อเหตุร้ายชาวต่างชาติต้องออกจากไทยให้เร็วที่สุดหลังปฏิบัติการ ส่วนชายที่ลุกจากม้านั่งเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นคนที่ถูกส่งมาจองที่นั่งเหมาะที่สุดสำหรับการวางระเบิดเพื่อให้แรงระเบิดพุ่งไปในทิศทางที่ต้องการ ดังนั้น คนขับรถตุ๊ก ๆ ชายที่ลุกจากที่นั่ง คนขับจักรยานยนต์ และคนขับแท็กซี่ ควรมาให้ข้อมูลกับตำรวจแบบเงียบ ๆ เพื่อช่วยกันหาตัวคนร้ายและเอาคนที่อยู่เบื้องหลังมาลงโทษให้ได้
- ในวันรุ่งขึ้นที่ 18 มีคนร้ายซ้อนจักรยานยนต์ขว้างระเบิดจากที่สูงไปที่ท่าเรือข้ามฟากที่สาธรซึ่งช่วงเวลานั้นมีคนไทยและชาวจีนรอข้ามฟากจำนวนมาก แต่ระเบิดที่ทำงานแล้วพลาดตกไปน้ำ ตำรวจเปิดเผยว่าเป็นระเบิดแบบเดียวกันที่ศาลพระพรหม ข้างในใส่โลหะแบบเดียวกัน ใช้วิธีจุดชนวนแบบ
เดียวกัน แสดงว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกันที่มุ่งหวังชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ คนที่กล้าจะทำความรุนแรงแบบนี้ติดต่อกันได้สองวันย่อมไม่ใช่ธรรมดา
- สิ่งที่ทุกคนอยากรู้คือ “ใครทำ” เวลานี้ค่อนข้างแน่ใจว่าคนใส่เสื้อเหลืองสะพายเป้ที่ศาลพระพรหมเป็นผู้วางระเบิด แต่คน ๆ นี้คงเป็นผู้ปฏิบัติการเท่านั้น แล้วใครล่ะที่ “อยู่เบื้องหลัง” เจ้าหน้าที่ได้ตั้งสมมติฐานไว้ 3 ประเด็นคือ เป็นฝีมือของ
(1) กลุ่มก่อการร้ายสากล
(2) มหาอำนาจตะวันตก
(3) กลุ่มสูญเสียอำนาจทางการเมืองในไทย
- สำหรับกลุ่มแรกนั้นมีการพูดถึงชาวอุยกูร์โดยมองว่าชายเสื้อเหลืองอาจเป็นชาวอุยกูร์ที่ต้องการแก้แค้นรัฐบาลจีนเพราะผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แต่จากพฤติกรรมที่ผ่านมา กลุ่มก่อการร้ายอุยกูร์ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน น้ำหนักในข้อแรกจึงมีน้อยยกเว้นมีข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง
- ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงพุ่งความสนใจมากที่ 2 ประเด็นหลัง หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐหลายรายมองว่าเป็นฝีมือของอเมริกันที่สามารถปฏิบัติการเช่นนี้ได้ เพื่อลดความน่าเชื่อถือรัฐบาลเพราะไม่พอใจที่รัฐบาล คสช.ใกล้ชิดกับจีน ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้ออกไปโดยเร็วเพื่อให้พรรคเพื่อไทยที่อเมริกันหนุนหลังกลับคืนสู่อำนาจ เพราะก่อนหน้านี้ มหาอำนาจตะวันตกชาติหนึ่งเคลื่อนไหวบ่อนทำลาย จัดตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และมีการเปลี่ยนทีมงานในสถานทูตผิดปกติ อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องการเมืองในประเทศ เพื่อตอบโต้การถอดยศและริบเครื่องราชย์ของทักษิณ หรือกลุ่มสองและสามร่วมมือกันเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
- คนเลวพวกนี้ใช้ชีวิตของประชาชนที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องสังเวยความกระสันต์ทางการเมืองของตน คนเลวที่คิดและทำแบบนี้กับประเทศไทยมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ
- การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่จะเป็นตัวกำหนดในเวลาต่อมาว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มใดมากที่สุด สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งหาคือ “ซิกเนเจอร์” ที่บอกรูปแบบระเบิด วิธีการว่าจะไปเหมือนกับกลุ่มใดในอดีต ปรากฎว่า ข้อมูลชั้นแรกพบว่า เป็นแบบเดียวกับกรณีระเบิดที่เมตตาแมนชั่นในช่วงเผาบ้านเผาเมือง และเหมือนกับมือระเบิดจักรยานยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุทำให้ระเบิดที่เตรียมไปวางระเบิดขึ้นและฆ่ามือระเบิดตายทั้งคู่ที่ปทุมธานีในช่วงการชุมนุมของ กปปส. ตำรวจได้ตามรอยไปจนพบแหล่งประกอบระเบิดในบ้านหลังหนึ่งที่มี “ซิกเนเจอร์” ตรงกับระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ และเมื่อสืบสาวต่อไปพบว่า พวกนี้อยู่ในเครือข่ายอดีตเจ้าหน้าที่ใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ถ้าซิกเนเจอร์ตรงกันเช่นนี้ ก็พอจะรู้ว่าใครน่าจะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ศาลพระพรหมเอราวัณ โดยอาจเป็นเรื่องการเมืองภายในอย่างเดียว หรือมีการประสานงานกับการเมืองภายนอกก็ได้
# เราเชื่อว่า อีกไม่นาน เจ้าหน้าที่จะสามารถคลี่คลายคดีได้ แล้ววันนั้น เราจะได้รูว่า “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังระเบิดครั้งนี้คือใคร

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คำต่อคำ รอยร้าว คสช. !!! "คุณชายอุ๋ย" ตั้งโต๊ะแถลงปฏิเสธรับตำแหน่งกุนซือนายกฯ แฉที่ผ่านมาถูกจับผิดทุกฝีก้าว-ไม่มีความสุข

คำต่อคำ รอยร้าว คสช. !!! "คุณชายอุ๋ย" ตั้งโต๊ะแถลงปฏิเสธรับตำแหน่งกุนซือนายกฯ แฉที่ผ่านมาถูกจับผิดทุกฝีก้าว-ไม่มีความสุข ซัดผู้ปกครอง "ไม่ชอบหลักการแบ่งแยกแล้วปกครอง" ฉุน หลังจากนี้จะไม่ให้คำปรึกษาบิ๊กตู่
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ใต้ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีถูกปรับออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยจะให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มารับตำแหน่งแทน ทั้งนี้จะให้หาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธรถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี จะให้มารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ว่า ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงเลย ที่ผมจะรับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพราะประการแรกยังไม่เคยมีใครทาบทามผมไปเป็นที่ปึกษานายกรัฐมนตรีเลย และที่มีข่าวว่าให้ ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาทาบทามผมนั้น ที่ผ่านมา ดร.อำพน ยังไม่เคยติดต่อ หรือโทรมาหาผมเลย เป็นข่าวที่ไม่เป็นความจริง
ประการที่สอง ถึงจะทาบทามผมก็ไม่รับ เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการใช้หลักแบ่งแยกและปกครอง ถ้าเป็นว่าคุณสมคิดเหมาะที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านนี้ ก็ควรจะให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ ควรสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ อย่าตั้งที่ปรึกษาไปคอยจับผิด อย่างนี้มันไม่ดี ผมเองกับคุณสมคิดก็รู้จักกัน ถ้าอะไรที่ไม่เหมาะผมก็บอกเขาตรง ๆ ได้อยู่แล้ว แต่ระหว่างนี้ต้องสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ไม่ควรแบ่งแยกและปกครองอีกต่อไป ประเทศไทยทะเลาะกันไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ควรช่วยทำให้เศรษฐกิจเดินให้ดีให้ได้ อยากจะฝากสื่อมวลชนว่า อย่าไปออกข่าวเลยว่าผมจะไปเป็นที่ปรึกษา ผมไม่เคยได้รับการทาบทาม ถึงแม้ว่าจะทาบทามมาก็ไม่รับ ไม่ชอบหลักการแบ่งแยกและปกครองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีไม่เคยมาพูดเรื่องให้มาเป็นที่ปรึกษาเลยม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าววว่า ไม่เคย ไม่เคยมาทาบทามผม และดร.อำพนก็ไม่เคยมาติดต่อผม ผมจำเป็นต้องออกมาปฏิเสธ เพราะเดี่ยวจะมองว่าผมวิ่งไปโน่น ไปนี่ แต่ผมก็ไม่รับ เพราะผมไม่ชอบหลักการแบ่งแยกและปกครอง
เมื่อถามว่าทำไมถึงมองว่าเป็นการแบ่งแยกแล้วปกครอง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เอ้า ก็ผมโดนมาแล้วไง ผมทำงานก็โดนตามจับผิดตลอด ซึ่งคนทำงานมันหมดแรง ผมไม่อยากให้คุณสมคิดหมดแรง ให้เขาทำเต็มที่ สนับสนุนเขาเต็มที่ ผมก็รู้จักกับเขา
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาถูกจับผิดมาตลอด ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า อีกคนทำ อีกคนเป็นที่ปรึกษา มันก็ตามจับว่าอันไหนถูก อันไหนผิด ใช่ไหม
เมื่อถามว่าเป็นจุดอ่อนของการทำงานในช่วงที่ผ่านมาใช่หรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว่า ไม่ใช่ แต่ถือว่าเป็นหลักแบ่งแยกและปกครอง ซึ่งผมไม่ชอบเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาผมโดนมาแล้ว จึงไม่อยากให้คุณสมคิดเขาโดนแบบนี้
"ให้เขาทำเต็มที่เลย (เน้นเสียง) ไม่ดีก็โทรไปบอกกันได้อยู่แล้ว ไม่ใช่มาคอยเป็นที่ปรึกษา มาคอยตามงาน ตามดูกันแบบนี้ คนทำงานไม่มีความสุขหรอก"
เมื่อถามว่าการถูกจับผิดเป็นสาเหตุของการถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีใช่หรือไม่ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่าไม่เกี่ยว ผมไม่เคยรู้สึกอะไรอยู่แล้ว ผมก็ทำของผมไป
เมื่อถามว่าเรื่องใดว่าที่รู้สึกว่าถูกจับผิด ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เอ้า ก็ระหว่างที่คุณทำงานแล้วมีที่ปรึกษาคอยดูงานคุณตลอดเวลา แสดงว่าคอยตามดูว่าจะถูกหรือผิดใช่ใหม ถ้าให้คุณสมคิดทำไม่ควรมีที่ปรึกษาคอยตามงานเขา หนังสือพิมพ์ตามงานอย่างเดียวก็เหนื่อยพออยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ควรให้ที่ปรึกษาไปคอยตามจ้องจับเขา ว่าเขาทำโน่น ทำนี่ ต้องให้เขาทำเต็มที่ ผมเองสนับสนุนเต็มที่แน่นอน ประเทศมันแบ่งแยกไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว ใครทำต้องหนุนเต็มที่เพื่อให้เศรษฐกิจดีให้ได้ อะไรไม่ดีก็แอบเตือนกันได้
เมื่อถามว่าตำแหน่งที่ปรึกษาที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมาทำให้ทำงานติดขัดม.ร.ว.ปรีดิยาธรกว่าวว่าวีธีการทำงานที่คอยมาตามงานผม มาจี้ผม คอยมาบอกว่าผิดหรือถูก ทั้งที่ไม่เข้าใจต่างหากที่มันน่ารำคาญ ทำงานไม่มีความสุข ให้ใครทำงานต้องให้เขามีความสุข หนุนเขาเต็มที่ เพราะตอนนี้ต้องให้ประเทศเดินไปดีให้ได้ อย่าไปใช้หลักการแบ่งแยกและปกครอง
เมื่อถามว่ารู้สึกน้อยใจนายกรัฐมนตรีบ้างหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ไม่น้อยใจ เขามาเพื่อทำงาน ทำให้ดีที่สุดให้ได้
เมื่อถามว่าจากนี้จะช่วยนายกรัฐมนตรีอย่างไร ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ไม่ต้องช่วยไง อยู่บ้านผมซิ
เมื่อถามว่าหลังจากนี้วางแผนทำอะไรต่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า แก่แล้ว อายุ 68 แล้ว เกษียณบ้างซิ แค่นี้ก็หมดแรงแล้ว
เมื่อถามว่าการปรับคณะรัฐมนตรครั้งนี้จะดีขึ้นหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าววว่า ยังไม่เห็นชัดเจนว่าใครบ้าง แต่จะเปลี่ยนอย่างไรก็ต้อง ต้องหนุนให้เต็มที่ อย่าไปหาใครมาคอยคานอำนาจ อย่าหาใครมาคอยตามผลงาน คนทำงานไม่มีความสุขหรอก ควรให้เขามีความสุข
เมื่อถามว่าหากนายกรัฐมนตรีเชิญไปปรับความเข้าใจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว่า ผมไม่ไป ผมเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครเป็นเจ้าของหัวใจผม โอเคนะ
เมื่อถามว่าหลังจากปรับคณะรัฐมนตรีหากนายกรัฐมนตรีขอคำปรึกษา ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ไม่ให้ ส่วนคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ได้คิดว่าจะเอายังไงดี
เมื่อถามว่าอนาคตหากมีการปรับคณะรัฐมนตรีอีกและนายกรัฐมนตรีเชิญมาร่วมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งจะรับตำแหน่งหรือไม่ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่าอยู่ของผมอย่างนี้สบายดีแล้ว สบายดีแล้ว

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Stronger Together....โดย บิ๊กตู่



Stronger Together....โดย บิ๊กตู่
พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี คิดเอง คำ"Stronger Together" หวังใช้กระจายในโลกออนไลน์ โซเชี่ยลฯ ปลุกคนไทยเข้มแข็งก้าวฝ่าปัญหาไปด้วยกัน หลังเกิดเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ ยันจะทำความดี เอาชนะคนเลว
 — กับ Wassana Nanuam

สปิริต"หม่อมอุ๋ย"......แม้มีข่าวถูกปรับจาก ครม. แต่ มรว.ปริดียาธร เทวกุล รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ยังคงมาทำเนียบรัฐบาล





สปิริต"หม่อมอุ๋ย"......แม้มีข่าวถูกปรับจาก ครม. แต่ มรว.ปริดียาธร เทวกุล รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ยังคงมาทำเนียบรัฐบาล โดยเดินจากตึกบัญชาการ ไปตึก สน.เลขาธิการนายกฯประชุม คณะกรรมการพิเศษพัฒนาถนนราชดำเนิน เผย นายกฯยังไม่คุยส่วนตัว เรื่อง หลุด ครม. แล้วดึง "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาแทน ยังคงยิ้มแย้ม ทักทายสื่อ.....เผย นายกฯไม่บอกก่อนเลยว่า จะปรับออก ครม. ยันผมพร้อมไป ทำใจมานานแล้ว แต่ขอทำงานจนนาทีสุดท้าย ยันไม่มี ที่นายกฯ จะตั้งเป็นปรึกษาฯ เผย รมต.หลายคน ทำใจไม่ได้ เพราะมันเร็ว เท่าที่ถาม นายกฯยังไม่เคยพูดส่วนตัวกับใครก่อนถูกปรับออกเลย

คสช.แถลง ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ดูแล สถานที่ท่องเที่ยว เน้นนักท่องเที่ยวจีน เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวลให้กับนักท่องเที่ยว

คสช.แถลง ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ดูแล สถานที่ท่องเที่ยว เน้นนักท่องเที่ยวจีน เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวลให้กับนักท่องเที่ยว
เมื่อเวลา11.50 น. พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช.ได้แถลงผ่าน ทีวีพูล. ถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดราชประสงค์ ว่า สถานการณ์ในภาพรวมอยู่ในความเรียบร้อย ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ รวมทั้งได้มีการแสดงความเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและญาติของผู้เสียชีวิตอย่างท่วมท้น ตลอดจนมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในเชิงสร้างสรรค์
ส่วนการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้ที่เสียชีวิต นั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและติดต่อญาติผู้เสียชีวิต ที่สำคัญได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำเอกสารขอรับเงินช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งปัจจุบันติดต่อได้แล้ว จำนวน 53 ราย
สำหรับส่วนที่เหลือหน่วยต่างๆ ก็จะเร่งรัดดำเนินการต่อไป ในส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขจะช่วยเหลือในเรื่องค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด

ส่วนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ นั่น กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ก็ยังคงตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด และจัดชุดสายตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ต่างๆ ให้การรักษาความปลอดภัยแก่พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญได้จัดกำลังเพิ่มเติมเข้าไปดูแลความปลอดภัยให้กับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวลให้กับนักท่องเที่ยว
สำหรับการสอบสวนคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานผลว่ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับการติดตามเบาะแสของผู้ต้องสงสัยไปแล้วอย่างมาก และขณะนี้อยู่ระหว่างนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบผลการพิสูจน์ด้านนิติวิทยาศาสตร์กับวัตถุพยานที่รวบรวมได้จากที่เกิดเหตุและพยานแวดล้อมอื่นๆ
สำหรับการรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
ยอดผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข เมื่อเวลา12.30น. ของวันนี้ ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว จำนวน 55 ราย คงเหลือรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน 68ราย
"คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องขอขอบคุณประชาชนและสื่อมวลชน โดยเฉพาะในเรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ในการตักเตือนและแนะนำการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
ทั้งนี้ก็คงต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในการสร้างความเชื่อมั่น ว่าไทยยังคงเป็นประเทศที่มีความสุขและความเอื้ออาทรต่อชนทุกชาติและศาสนา ที่เดินทางเข้ามาประกอบกิจการหรือท่องเที่ยวในประเทศของเรา" พันเอกวินธัย กล่าว
— กับ Wassana Nanuam

"นายกฯบิ๊กตู่" แย้มโผครม.ปรับกว่า20 ตำแหน่ง ปรับหมด ทีมเศรษฐกิจ ยกเว้นฝ่ายความมั่นคง


"นายกฯบิ๊กตู่" แย้มโผครม.ปรับกว่า20 ตำแหน่ง ปรับหมด ทีมเศรษฐกิจ ยกเว้นฝ่ายความมั่นคง เผย ให้"หม่อมอุ๋ย"สลับกับ"สมคิด"ไม่มีปัญหา แย้มครม."หม่อมอุ๋ย-ยงยุทธ" นั่งที่ปรึกษา ส่วนรองฯที่เหลือเก้าอี้เดียว "ธนะศักดิ์"หลุด รมต.ตปท.เหลือรองนายกฯตำแหน่งเดียว ดันคนในกระทรวงขยับขึ้นทำงานแทน ชมทุกคนทำงานดีไม่มีบกพร่อง ระบุใหม่ต้องทำงานหนักกว่าเดิมเร่งปฏิรูป
นายกฯ ไม่ปฏิเสธ"พลเอกอนันตพร"เป็น รมว พลังงาน คุยจัดแบบผู้นำ ไม่ปรึกษาใคร
ยอมรับเอาทหารบางคนที่เกษียณเข้ามาเป็นรมต.เพิ่ม ตามกระทรวงที่จำเป็น ยันไม่ได้บกพร่อง แต่ทำงานหนัก อยากให้พักผ่อน
เผย รมต.ที่ถูกปรับออก ตอบรับที่จะมาเป็นที่ปรึกษา ต่อ เผยให้ พลเอก วิลาส อรุณศรี เลขาฯนายกฯไปเจรจา ระบุ ครม.ชุดที่แล้ว มาแก้ปัญหาหลักๆ แต่ชุดใหม่ ต้องปฏิรูป มึเวลา1ปีกว่าๆ
ที่ กองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่าจะปรับกว่า 20 ตำแหน่ง มีทั้งปรับตำแหน่งเพื่อเอาคนใหม่เข้ามา และสลับหมุนเวียนด้วย
เมื่อถามถึงการปรับทีมเศรษฐกิจยกทีม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ทำไม ใครเป็นคนปรับก็บอกแล้วว่าถึงเวลาผมก็ปรับของผม ที่ปรับไม่ได้ถือว่าเขาบกพร่องอะไรเลยเพราะท่านเหล่านั้นถือว่าได้เริ่มต้นไว้ให้เราแล้ว 1 ปีที่ผ่านมาเขาทำงานหนัก หลายคนก็สูงอายุแล้ว ก็ผ่านให้ได้พักผ่อนบ้าง
"แล้วจะมาช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับผม และทุกคนก็ตอบรับดี ผมให้เลขาฯนายกฯไปคุยแล้ว"
ถามว่าแสดงครม.เศรษฐกิจจะถูกปรับยกชุดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ก็น่าจะหมด เป็นการหมุนเวียน"
เมื่อถามว่าการปรับทีมเศรษฐกิจจะทำให้การทำงานของรัฐบาลดีขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกไปแล้วว่าการปรับเปลี่ยนเรื่องตัวบุคคลจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ยังไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องการทำงานข้างหน้าที่ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่สภาพวะแวดล้อมปัจจัยภายในภายนอกทำให้เศรษฐกิจเรามีปัญหาหมด
เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าเมื่อปรับครม.เศรษฐกิจแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น นายกฯ กล่าวย้อนว่า ก็คิดว่าอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นจะปรับทำไม ยืนยันว่าคนเก่าไม่ได้บกพร่อง
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคสช.เข้ามาช่วยงานเป็นรองนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ท่านอยู่กับผมมาอยู่มาอยู่แล้วในคณะที่ปรึกษาคสช.มาตั้งแต่ต้น ก็ให้สลับกันให้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ไปเป็นที่ปรึกษาก็ไม่มีปัญหาอะไร ทุกคนผมได้มอบหมายให้ พลเอกวิลาส อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ ไปพูดคุยแล้ว และทุกคนก็ยินดีที่จะมาเป็นที่ปรึกษาของผม ที่ผ่านมาไม่เคยทาบทามแต่ไปพูดและตัดสินใจเอง
เมื่อถามว่าในครม.ชุดใหม่ยังมีนายทหารเข้าร่วมอยู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนว่า "แล้วทำไม คุณรังเกียจทหารนักเหล่า ชุดใหม่ก็มีเพิ่มมานิดหน่อยในกระทรวงที่จำเป็น แต่เป็นคนที่เกษียณแล้วแต่ไม่มาก
นายกฯ กล่าวว่า ฝ่ายมั่นคงที่ยังอยู่ ไม่มีการเปลี่ยน ส่วน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมายยังอยู่ ส่วนนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกฯ ด้านสังคมให้มาเป็นที่ปรึกษาผม
ส่วน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ ด้านการต่างประเทศ ก็ยังเป็นรองนายกฯ อยู่ ส่วนงานในต่างประเทศก็อาจจะเปลี่ยนบ้างคือให้คนในกระทรวงขึ้นมา"
เมื่อถามถึงกระแสข่าวให้พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกฯและประธานคตร. ไปเป็น รมว,พลังงาน นี้นพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไปเอาข่าวมาจากไหน ไม่รู้ลืมไปแล้ว ให้รอดู
ถามว่าคาดหวังกับครม.ที่จะเข้ามาทำงานอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่คาดหวังแล้วจะตั้งขึ้นมาทำไม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตผม เพราะเป็นคนขับเคลื่อนงานอยู่แล้ว การทำงานในระยะที่ 1 มีปัญหาเยอะ ท่านที่ทำงานมาก่อนเขาแก้ปัญหาให้ในการเดินหน้าประเทศในระดับมหภาคเขาทำแล้ว ส่วนการลงรายละเอียดในระยะสองที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยและเร่งรีบตามเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดประมาณ1ปีกว่าก็ต้องว่าไปตามนั้น
ส่วนครม.ชุดใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำงานหนักกว่าชุดแรกด้วยซ้ำเพราะจะให้ทำเรื่องของการปฏิรูปด้วย โดยนำข้อมูลการปฏิรูปของการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำมาพิจารณากลั่นกรองว่าเรื่องใดควรทำต่อเพื่อส่งแผนการปฏิรูปให้กับคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดใหม่ถ้าจะต้องมีและก็น่าจะต้องมีเพราะจะต้องอยู่ไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง
ส่วนการปฏิรูปเรื่องใดที่ทำมาแล้วก็ตัดไปหรือมีเรื่องใดที่จะต้องทำเพิ่มเติมจึงต้องมีการวางแผนล่วงหน้าแต่ไม่ได้บอกสื่อเท่านั้นเอง
"ไม่ได้บอกใครเพราะคิดและตัดสินใจเองเพราะการเป็นผู้นำรัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ"

บิ๊กตู่ แนะผบ.ตร.และว่าที่ ดู หนังตำรวจฝรั่งซีรีย์ Blue Bloods คลี่คดีบึ้มราชประสงค์


หนังแนะนำ จาก นายกฯ วันนี้....
นายกฯบิ๊กตู่ แนะดู หนังตำรวจฝรั่งซีรีย์ Blue Bloods เพราะจะช่วยเกิดแนวคิด มุมมองเรื่องสืบสวนสอบสวน มันเป็นมาตรฐาน แนะ"สมยศ-จักรทิพย์"ผบตร.เก่า-ใหม่ ดู เผื่อใช้คลี่คลายคดีบึ้มราชประสงค์ แม้เราอาจจะไม่ได้เท่าเขาหรอก ผมไม่ได้ว่าของเรานะ เราก็ดีแบบของเรา แต่ประเทศเจ้าของหนังเอง เขาก็คงไม่ได้ชนาดนั้นหรอก แต่ลองดูกันนะ
"เห็นมั่ยละ บ้านเราทะเลาะกัน จนเกิดเรื่อง หากเหตุระเบิดครั้งนี้มาจากเรื่องการเมืองประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอันตรายแล้ว และหากคนเหล่านี้ยังอยู่ อันตรายจะเกิดขึ้นอีก จึงต้องมาเพ่งเล็งฝ่ายการเมืองด้วยว่าปฏิบัติตัวอย่างไร เรียบร้อยรึเปล่า แต่ตอนนี้เขาก็ออกมาปฏิเสธ ตนก็ยังไม่ได้ว่าเขาสักคำ จะเป็นอะไรก็ได้เพราะยังไม่มีความชัดเจน"
 — กับ Wassana Nanuam
////////////

ทั้งนี้ ภาพยนตร์ซีรีย์ชุดนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว Reagans ที่เป็นตำรวจของเมืองนิวยอร์คมาหลายรุ่น มีหัวหน้าครอบครัวคือ แฟรงค์ ผบ.ตร., แดนนี่ พี่ชายคนโตที่ผ่านสงครามอิรักมาและตอนนี้เป็นตำรวจสืบสวน, แจมมี่ น้องชายคนเล็กที่เพิ่งจบจากโรงเรียนตำรวจ และ อิริน ลูกสาวคนเดียว ที่เป็นผู้ช่วยอัยการ โดยพวกเขาต้องปกป้องผู้คนจากคดีต่างๆ ที่เกิดในนิวยอร์ค และสืบค้นหาคนที่ฆ่าพี่น้องของพวกเขา โจ ซึ่งโดนกลุ่ม บลูเท็มพล่า ฆ่าตาย รวมทั้งยังต้องพึ่งพากันและกันในครอบครัวด้วย

นายกฯ เตือน มือระเบิด"ราชประสงค์" รีบมอบตัว ไม่งั้นอาจโดนฆ่าปิดปาก

Wassana Nanuam


นายกฯ เตือน มือระเบิด"ราชประสงค์" รีบมอบตัว ไม่งั้นอาจโดนฆ่าปิดปาก ฝากบอกคนที่รู้จักช่วยบอกด้วย แขวะ "ไม่มืออาชีพ"หากคิดว่าไม่ปลอดภัยก็ให้มาหาจนท./ทำพิธีบวงสรวงมหามังคลาภิเษก อุทยานราชภักดิ์ ขอ คนไทยร่วมอธิฐานขอให้บ้านเมืองปลอดภัย เชื่อเป็นการจ้างวาน วอนทุกคนเป็นหูเป็นตา เตือน “ปชช.สื่อ” หลังเกิดเหตุ อย่าทำตัวเป็นไทยมุง ชี้ รอดมาได้เพราะไม่มีระเบิดซ้

ที่ สวนสนประดิพัทธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ว่าวันนี้เป็นวันดี ที่ได้มาทำพิธีบวงสรวง และมหามังคลาภิเษก พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม ที่มีบุญคุณอันประเสริฐต่อชาติ ทำให้เราอยู่ได้อย่างปลอดภัยถึงวันนี้ หวังว่าคนไทยจะร่วมกันตั้งจิตอธิฐานให้บ้านเมืองมีความปลอดภัย แม้จะมีภัยอันตรายใดก็ให้เป็นบทเรียน ว่าจะอยู่ร่วมกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร ที่สำคัญจะทำอย่างไร ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ตนมองว่าคนสมัยนี้ขาดศีลธรรม คุณธรรม ทำอะไรโดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดความเสียหาย จึงต้องมาคิดใหม่ว่าจะอยู่กับสถานการณ์ลักษณะนี้อย่างไร เพราะมันเกิดขึ้นทุกแห่งทั่วโลกได้ตลอดเวลา แต่ในประเทศไทยยังไม่เคยเกิดเหตุรุนแรงแบบนี้ จึงหวังอย่างยิ่งว่าทุกคนจะช่วยกันดูแล และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความบกพร่องของใคร บางเรื่องเกิดในพื้นที่คนพลุกพล่าน แต่ไม่ได้จะบอกว่าให้อยู่กับบ้าน ดังนั้นถ้าเราช่วยกันแจ้งเบาะแสคิดว่าคนไม่ดีคนชั่วมันไม่กล้าทำอะไร แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นแล้วบอกว่าช่างมัน หากเห็นอะไรผิดปกติก็รีบกระจายตัวแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ ให้เข้าไปตรวจสอบ อย่างนี้เหตุการณ์ถึงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเห็นว่ามีคนลับๆล่อๆแต่งตัวพรางหน้าพรางตาใส่แว่นตาดำ คนทำไม่ดีมันจะต้องแสดงออก มันไม่ใช่มืออาชีพนักหนาหรอก จึงขอให้ทุกคนช่วยกันและอย่าให้มันเกิดขึ้นอีก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า คดีความต่างๆก็มีความคืบหน้าตามลำดับ มีการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด จึงเห็นความเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุหรือผู้ต้องสงสัย วันนี้ตนไม่อยากให้ลงลึกในรายละเอียดมาก เพราะจะทำให้รูปคดีเกิดความเสียหายเจ้าหน้าที่ทำงานได้ยาก นอกจากนี้ตนยังเป็นห่วงคนที่มาวางระเบิดจะถูกฆ่า เพราะเป็นเป้าหมายที่จะต้องสืบสวนจับกุมให้ได้ ตนอยากจะบอกกับผู้ก่อเหตุว่าถ้าอยากจะปลอดภัยให้กลับมาหาเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่จะหาวิธีการทางกฎหมายให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งดีกว่าการหลบๆซ่อนๆ และตนคิดว่าจะทำให้มีชีวิตอยู่ได้ยาก เพราะจะมีการฆ่าปิดปากอะไรซักอย่าง

เมื่อถามว่าทั้งสองกรณีทั้ง แยกราชประสงค์ กับบริเวณสาธร เจ้าหน้าที่ได้รายงานว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นการตั้งสันนิษฐานเฉยๆ เพราะต้องดูลักษณะของระเบิด ซากชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ ถ้าเป็นชนิดเดียวกันก็จะโยงใยกัน ยิ่งทำมากก็ยิ่งจะพิสูจน์ได้ง่ายขึ้น เพราะคนจะเยอะขึ้น คนที่เป็นเป้าหมายเราจะต้องหาคนเหล่านี้ให้เจอ อยากจะฝากบอกใครที่อยู่ใกล้ตัว ผู้ต้องสงสัย ให้รีบมาพบเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นพวกเดียวกันหรือคนละพวกก็แล้วแต่ คิดว่าเขาน่าจะอันตราย

เมื่อถามว่าคิดว่าผู้ก่อเหตุถูกจ้างวานมาใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ มันต้องจ้างอยู่แล้ว ใครจะไปคิดเองทำเอง ต้องจ้างมา สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่ใช่คนก่อเหตุทำระเบิดเองหรือมาวางเอง ด้วยจุดประสงค์ส่วนตัวมันไม่ใช่ มันต้องมีการจ้างวานทั้งสิ้น เพราะเขาไม่สามารถที่จะไปหาวัตถุเหล่านี้มาด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพราะมันอันตรายผิดกฎหมาย

“ผมอยากขอร้อง อะไรก็ตามที่จะทำให้สถานการณ์มันแย่ลง ผมว่าเสนอข่าวให้มันเบาๆลงหน่อย นี่คือสิ่งที่จะช่วยเรา หากท่านขยายไปเรื่อยทุกวันสิ่งที่ควรจะจบและเบาลง ก็จะไม่เบา ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่เขาทำงาน วันนี้เสนอแค่นี้มีความคืบหน้าแค่นี้ วันต่อไปก็ว่ากัน ต้องถามเจ้าหน้าที่เขา ซึ่งขึ้นอยู่ว่าโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขาจะสามารถให้ข่าวได้แค่ไหน ผมวางเขามาแล้ว เขาแค่รายงานให้ผมทราบมันมีขั้นตอนการทำงานอยู่ ฉะนั้นเรื่องคดีความผมคิดว่า ถามโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงความก้าวหน้าดีกว่า เขาพอตอบได้ก็คงตอบ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า วันนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ ต้องมีรูปแบบการบริหารพื้นที่เกิดเหตุจะต้องกันให้ได้ ไม่เช่นนั้น คนเข้าไปเยอะๆ หลักฐานมันหาย และภาพที่ไม่ควรออก ก็จะออกมา ภาพคนเจ็บคนเสียชีวิต ตนถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ญาติพี่น้องเขาก็ไม่สบายใจ ไม่มีความสุข อีกประการคือเป็นห่วงคนที่เข้าไปใกล้ ไม่รู้หรอกว่ามันอันตรายแค่ไหน ถ้ามีเหตุการณ์ระเบิดลูกที่สองซ้อนจะตาย เจ็บกว่านี้ ที่รอดๆมาครั้งแรกถือว่าพระดี แต่นี่ไม่มีลูกที่สอง

“ขอให้สื่อเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ช่วยกันเป็นกำลังใจกันนะ” พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนขึ้นรถไปกับพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผบ.ทบ. พร้อมยกมือสัญลักษณ์I love u ให้สื่อมวลชน

นายกฯเตรียมใช้คำStronger Togetherดึงคนไทยร่วมมือแก้วิกฤติชาติ

Wassana Nanuam 



Stronger Together นายกฯ หวังเป็นนายกฯที่จะทำให้คนไทยเป็นหนึ่งเดียว แม้จะเป็นนายกฯจากรัฐประหาร
พลเอกประยุทธ์เผย คิดใช้ Stronger together หวังเป็นผู้นำ ที่จะรวมคนไทยเป็นหนึ่ง แม้ผมจะเป็นนายกฯจากรัฐประหาร แต่วิธีการผม เป็น ปชต.คิดว่า จะหาคำอะไรมาใช้ดี อย่าหาว่า ดัดจริต แต่ต้องเป็นคำสากล ตปท. เลยคิดคำนี้ เพราะ มันบ้านเราour home our country stronger together เราต้องร่วมมือ แล้วก้าวไปด่วยกัน เราจะเข้มแข็งได้ด้วยมือของเราเอง ไม่ใช่คนอื่น"เอา องค์กรตปท.หรือประเทศอื่น มาร่วมสืบสวน คดีระเบิดราชประสงค์ ยันใช้กม.ไทย นี่ประเทศไทย เราจัดการกันเองได้ ไม่ต้องพึ่งคนอื่น ยกเว้นร้องขอไปเอง สะกิดพวก "ร้อนตัว"ออกมาปฏิเสธ ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำ เผยผู้นำหลายชาติโทรมา ประสานมา "มาเลเซีย-จีน-สหรัฐ"/วอนเลิกขุดคุ้ย -พูด เรื่อง"อุยกูร์" ล้างแค้น หวั่นดึงเข้ามา เขื่อไม่เกี่ยว เพราะไม่มีการอ้างความรับผิดชอบ/

ที่ศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก กรมการขนส่งทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ว่า ขณะนี้มีผู้นำหลายประเทศได้แสดงความแสดงใจมายังประเทศไทย ซึ่งผมก็เแสดงความขอบคุณหลายประเทศเช่นเดียวกัน ทั้ง นายกฯออสเตรเลีย ที่ก็พูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศเราต่อ นายกฯมาเลเซีย ก็โทรมา แสดงความเป็นห่วง ผมก็แสดงความเสียใจ ที่ คนมาเลเซีย เสียชีวิต 2 คน พร้อมยืนยันว่ายังคงต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย

ส่วนข้อเสนอที่ อังกฤษ และประเทศต่างๆ จะเข้าร่วมในการสอบสวนในเหตุการณ์ครั้งนี้ นั้น นายกฯ กล่าวว่า เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น บ้านเมืองเรามี จนท.เรามี กม.เรามี เพราะเจ้าหน้าที่ไทยยังคงมีประสิทธิภาพในการสืบสวน ให้กำลังใจ จนท.เรา อย่าให้เขาท้อแท้ เขาทำเต็มที่กันอยู่ จะต้องยึดกฏหมายภายในประเทศ
"คุณต้องการให้ ตปท.เข้ามาแทรกทุกเรื่องเลยหรือ ชอบมั้ย ประเทศอื่นเขาไม่ทำกันหรอก มันเป็นการก้าวล่วงสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เพราะเป็นเรื่องภายในประเทศ และยังไม่จำเป็นให้คนภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าให้คำแนะนำ นั่นรับมาได้ แต่จะมาสอบสวน ไม่ได้ เพราะมันเกิดในประเทศไทย นี่แผ่นดินของใครทำไมจะต้องเอาคนอื่นเขามา เขาเห็นใจเรา เราขอบคุณ อยากช่วยเรา เราขอบคุณ แต่เมื้อใดที่เราต้องการ เราจะประสานไป ทำไมจะต้องไปเชื้อเชิญเขามา" นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ตนมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่เร่งหาตัวคนร้ายมาเร็วที่สุดเพราะหลักฐานที่มีอยู่จะใช้ในการติดตามตัว ซึ่งยังไม่ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งทิ้ง เขาเรียกมาสอบ และ ดูวงจรปืด ยังไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องการเมืองในประเทศ ส่วนผู้ต้องสงสัยต่างชาติ เราก็ยังไม่ได้สรุป ฟันธงใดๆว่าใช่ หรือไม่ใช่ ทำไมจะต้องฟันธงเร็ว

ส่วนที่บอกเป็นการจ้างวานนั้น นายกฯ กล่าวว่า มันคงไม่มาทำด้วยตัวเอง ถ้าทำเองมีสาเหตุอะไร ต้องมีขบวนการในการทำ ไม่ใช่จู่ๆ อยากทำ ก็ไปซื้อระเบิดตลาดนัด จตุจักรมา ได้มั้ย แล้วไปวางเอง เพราะไม่ชอบปรับย้ายตำรวจ เลอะเทอะ ใครจะไปโหดร้ายขนาดนั่น คนไทย

ส่วนระเบิดที่ท่าน้ำสาธร จะทำให้มองเป็น การเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขากำลังสืบสวนอยู่ สหรัฐฯก็เตือนมาแล้ว อย่าใช้คำว่าก่อการร้าย ตำรวจเอาตัวคนโพสต์เฟสบุ้ค มาสอบสวนแล้ว
ส่วนเรื่องอุยกูร์ นั้น นายกฯ กล่าวว่า ทำไมสื่อจะตัองไปขุดคุ้ย มันเป็นนโยบายของรัฐบาลเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เขาไม่มาก้าวล่วงกันหรอก มีแต่สื่อที่มาขุดคุ้ย เราไม่ได้ส่งให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง ถ้่าทางนี้พิสูจน์ได้ก็เอาไป ส่งไปจีน เราก็ตามไปดูว่า เขาทำตาม ที่สัญญากับเรามั่ย

"ก็คุยกันว่า ถ้าเป็นเริ่องระหว่างประเทศ คือ เรื้องนั้น น่ะ ผมไม่อยากเอ่ยชื้อ จะเป็นไปได้มั่ย ในโลกนี้ กลุ่มนี้แก้แค้น เกิดที่ไหนบ้าง รุนแรง ไม่รุนแรง ปกติมันต้องมีการแสดงความรับผิดชอบว่าเป็นคนทำ นี่3 วันแล้ว ก็ไม่มี แต่ถ้ามาอ้างตอนนี้ ผมก็ไม่เชื่อแล้ว เราอยู่ตรงกลางน่ะดีแล้ว ไม่เลือกข้างใด ข้างหนึ่ง อย่าไปชี้ชัดกันเอง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ ส่วนตัวยังไม่ตัดสินใจว่าเหตุระเบิดเกิดจากประเด็นใด จนกว่าหลักฐานชัดเจน พร้อมขอบคุณหลายฝ่ายที่มีความหวังดีที่จะช่วยเจ้าหน้าที่สืบสวน

นายกฯยังแนะดู หนังตำรวจฝรั่งซีรีย์ Blue Bloods เพราะจะช่วยเกิดแนวคิด มุมมองเรื่องสืบสวนสอบสวน กาีเก็บข้อมูล มันเป็นมาตรฐาน ต้องคิดแบบ ผบ.ตำรวจ เขา ต่องบอก"สมยศ-จักรทิพย์"ผบตร.เก่า-ใหม่ ดู เผื่อใช้คลี่คลายคดีบึ้มราชประสงค์ ปลุกเร้าจิตสำนีก แม้เราอาจจะไม่ได้เท่าเขาหรอก ผมไม่ได้ว่าของเรานะ เราก็ดีแบบของเรา แต่ประเทศเจ้าของหนังเอง เขาก็คงไม่ได้ชนาดนั้นหรอก
"เห็นมั่ยละ บ้านเราทะเลาะกัน หวาดระแวงกันเองจนเกิดเรื่อง เมื่อเกิดเรื่องนี้ เราต้องรวมกันให้ได้ Our home Our country,Stronger together"
นายกฯ เผย ผู้นำจีน ก็ติดต่อมาทาง พลเอกประวิตร แสดงความเข้าใจเรา เป็นห่วง เขาจะดูแล เริ่องการท้องเที่ยว ไม่ให้กระทบ อเมริกาก็ดี เตือนมาให้เราแก้ปัญหา ให้ได้ แล้วอย่าไปพูด "คำเนี้ย"(อุยกูรฺ) อย่าดึงเรื่องนี้เข้ามาในประเทศเรา ที่ผ่านมา แม้เราขัดแย้ง ก็มีเรื่องบ้างกระปริบกระปรอย
"หากเหตุระเบิดครั้งนี้มาจากเรื่องการเมืองประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอันตรายแล้ว และหากคนเหล่านี้ยังอยู่ อันตรายจะเกิดขึ้นอีก จึงต้องมาเพ่งเล็งฝ่ายการเมืองด้วยว่าปฏิบัติตัวอย่างไร เรียบร้อยรึเปล่า"
แต่ตอนนี้ มีฝ่ายการเมืองก็ออกมาปฏิเสธ ทั้งๆที่ผมก็ยังไม่ได้ว่าเขาสักคำ จะเป็นอะไรก็ได้เพราะยังไม่มีความชัดเจน"
นายกฯ กล่าว่า ผมเลย คิดว่าเอา
Stronger together
มาใช้ โดยผม ผู้นำ ที่จะรวมคนไทยเป็นหนึ่ง แม้ผมจะเป็นนายกฯจากรัฐประหาร แต่วิธีการผม เป็น ปชต.คิดว่า จะหาคำอะไรมาใช้ดี อย่าหาว่า ดัดจริต แต่ต้องเป็นคำสากล ตปท. เลยคิดคำนี้ เพราะ มันบ้านเรา
our home our country stronger together
เราต้องร่วมมือ แล้วก้าวไปด่วยกัน เราจะเข้มแข็งได้ด้วยมือของเราเอง ไม่ใช่คนอื่น"

ขอให้วางใจลุงตู่ ไม่หลงทางสร้างศัตรูแน่นอน??


Paisal Puechmongkol

ขอให้วางใจลุงตู่ ไม่หลงทางสร้างศัตรูแน่นอน??
ลุงตู่ฟันธงแล้วว่ามือระเบิดเป็นแค่คนรับจ้าง ถึงเป็นฝรั่ง แขกดำ แขกขาวหรือเขมรก็ไม่สำคัญ 
ดังนี้แล้วย่อมมั่นใจได้ว่าไทยจะไม่หลงทางไปเป็นศัตรูใคร และมันไม่ใช่ก่อการ้ายสากลบ้าบออะไรดอก
1เรามีไมตรีอันดีกับตุรกี ท่าทีหลังส่งอุยกูร์ก็ดีมาก กรณีจึงน่าจะไม่ใช่เตอร์ก
2ชาวอุยกูร์ได้กลับบ้านนั้นดีแล้ว และชาวอุยกูร์ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับไทย
3อิหร่านมีไมตรักับไทยและไม่ได้เกี่ยวกับisis
4แม้ isis ก็ไม่มีปัญหากับไทยเพราะเราไม่ได้ขัดขวางการเผยแพร่ศาสนานิกายของเขา
5ลุงตู่ย่อมมีข้อมูลแน่ชัดแล้วจึงยืนยันมั่นใจว่ามือระเบิดแค่รับจ้างมาและยังห่วงว่าจะถูกตัดตอนอีกด้วย
มั่นใจได้ว่าไทยจะไม่หลงทางสร้างศัตรูอย่างแน่นอน และเหตุการณ์นี้ไทยสามัคคีทั่วประเทศเป็นพลังแผ่นดินแล้ว

ตร.ยังไม่แจ้งข้อหาเจ้าของFB"วิชเวช พรพรหมรักษา"อ้างก็อปมาจากเพจแดงอีกที



สรุป ก๊อปมาจากเพจแดง ตร.ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา 
.
ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "วิชเวช พรพรหมรักษา" เป็นผู้ให้ข้อมูลด้วยตัวเอง เจ้าตัวชื่อ "พงศ์ภพ บุญสารี" 
อายุ 36 ปี / ระบุว่าเป็นผู้โพสต์ข้อมูล "ระวังในกทม.14-18ส.ค." ในเฟซบุ๊กวิชเวชด้วยตัวเอง แต่ข้อมูลไม่ได้เขียนเอง
.
นายพงศ์ภพบอกข้อมูลโพสต์ให้ระวังใน กทม. ไปคัดลอกมาจากแฟนเพจการเมืองแฟนเพจนึง ที่มีสมาชิกกว่า 60,000 คน / ที่คัดลอกมาโพสต์ต่อเพราะต้องการเตือน แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี ส่วนที่ให้น้ำหนักไป 86% นั้น เพราะแฟนเพจการเมืองที่ไปคัดลอกข้อมูลเตือนในกทม.มา เคยเป็นจริงถึง 3 ครั้ง
.
แต่ข้อมูลที่คัดลอกมาโพสต์ ไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ล่าสุดถูกดีดออกจากกลุ่มแฟนเพจการเมืองนั้นแล้ว
.
นายพงศ์ภพ บอกไม่ได้ปิดเฟซบุ๊กวิชเวชหนี แต่ถูกแจ้งปิดจากคนอื่น ส่วนเฟซบุ๊กชื่อภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ของตัวเอง ถูกปลอมขึ้นมา / ที่ใช้ชื่อเฟซบุ๊ก วิชเวช พรพรหมรักษา เพราะตั้งให้ล้อกับท้าวเวสสุวรรณ โดยใช้มาตั้งแต่ปี 53 แล้ว
.
******************
.
พล.ต.ท.ประวุฒิ ผช.ผบ.ตร. ระบุยังไม่แจ้งข้อหานายพงศ์ภพ เพราะเจ้าตัวยอมรับและเต็มใจมาให้ข้อมูล หลังจากนี้จะไปตรวจสอบที่บ้านนายพงศ์ภพ ว่าใช้โซเชียลอย่างไร ไปดูแฟนเพจการเมืองที่เค้าคัดลอกข้อมูลมา >>> จะขยายผลต่อจากแฟนเพจการเมืองที่นายพงศ์ภพไปดึงข้อมูลมาด้วย ว่ารู้ล่วงหน้าเหตุการระเบิดจริงไหม
.
จบ 17.00 น. / @Pacharapapon

อุปฑูตสหรัฐฯร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตแยกราชประสงค์




เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม อุปทูตดับเบิลยู. แพทริค เมอร์ฟี พร้อมคณะผู้แทนชาวไทยและชาวอเมริกันจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย เดินทางมาร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตและแสดงความเสียใจกับครอบครัวและมิตรสหายของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดหน้าศาลท้าวมหาพรหม เอราวัณ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม “เรามาที่นี่เพื่อร่วมไว้อาลัย สหรัฐอเมริกาและประชาชนชาวอเมริกันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับประเทศไทยและประชาชนชาวไทยทุกคน เราขอประณามการใช้ความรุนแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นนี้ ชาวอเมริกันและชาวไทยมีมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ให้แก่กัน และนี่คือเหตุผลที่พวกเรามาที่นี่ในวันนี้ด้วยหัวใจเดียวกัน” อุปทูตเมอร์ฟีกล่าว
On August 19 Chargé d’affaires W. Patrick Murphy and delegation of Thai and American representatives of the U.S. Mission in Thailand visited the Erawan Shrine to pay respects to the victims, their families, and friends affected by the bombing on Monday, August 17. “We are here to pay our respects. The United States and the American people express our deepest sympathies and condolences to the Kingdom of Thailand and all Thai people. We strongly condemn the kind of violence that has taken place. The American and Thai people share a great friendship and that is why we are here today in solidarity,” said Chargé Murphy.