PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บทเรียนประชาธิปไตยจากอาร์เจนตินา ต่อการก้าวผ่านจุดบอดการเมืองไทย

13 ธันวาคม 2015
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ
อาร์เจนตินา เป็นประเทศที่มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยหลายอย่าง มีเมืองหลวงชื่อ กรุงบัวโนสไอเรส ที่มักจะแข่งขันกับกรุงเทพฯ เป็นเมืองขวัญใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประเทศอาร์เจนตินามีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของอเมริกาใต้ คล้ายกับขนาดเศรษฐกิจไทยในบริบทอาเซียน
การเมืองของอาร์เจนตินาก็มีส่วนคล้ายคลึงกับประเทศไทยไม่น้อย และจะถูกเปรียบเทียบกับการเมืองไทยอยู่บ่อยครั้งในวงการวิชาการรัฐศาสตร์ (อีกประเทศที่ถูกเปรียบเทียบกับไทยอยู่บ่อยๆ คือ ตุรกี) ประชาธิปไตยของอาร์เจนตินามีบทเรียนหลายอย่างให้กับการเมืองไทย โดยเฉพาะ 1) บทบาทของพรรคที่มีประชาชนสนับสนุนให้อยู่ในอำนาจเป็นเวลานาน 2) บทบาทและอิทธิพลของฝ่ายทหารในการเมืองพลเรือน 3) ปัญหาคอร์รัปชันที่หยั่งรากลึก
แต่ทั้งสองประเทศก็มีข้อแตกต่างอยู่หลายประการเช่นกัน คือ 1) วิวัฒนาการของฝ่ายอนุรักษนิยม 2) การ “ลด” บทบาทของฝ่ายทหารในการเมืองพลเรือนปัจจุบัน 3) การเดินหน้าทางประชาธิไตยในสถานการณ์ที่ปัญหาคอร์รัปชันรุมเร้า ซึ่งความคล้ายคลึงของการเมืองทั้งสองประเทศ แต่กลับเลือกทางออกของปัญหาทางการเมืองที่แตกต่างกันนั้น ทำให้ประเทศอาร์เจนตินาเป็นกรณีศึกษาที่ดี สำหรับทุกๆ ฝ่ายที่ต้องการให้ประเทศไทยหลุดพ้นวงจรการเมืองที่ล้มเหลว

ความคล้ายคลึงที่ 1: การยึดครองอำนาจผ่านการเลือกตั้งอันยาวนานของพรรคเดียว

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายเมาริซิโอ มาครี ตัวแทนของพรรคอนุรักษนิยมของอาร์เจนตินา (PRO) ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่อย่างเหนือความคาดหมาย โดยเอาชนะพรรค Justicialist Party ของนางคริสตินา เคิร์ชเนอร์ (Cristina Kirchner) ซึ่งกำลังจะเป็นอดีตประธานาธิบดีที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน พรรคของนางเคิร์ชเนอร์ก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นประชานิยม โดยนายฮวน โดมิงโก เปรอน (Juan Dominco Peron)ในปี 1947 (2491) โดยได้รับชับชนะถึง 9 ครั้งจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งหมด 12 ครั้ง ก่อนที่จะพ่ายแพ้ครั้งล่าสุด พรรค Justicialist Party ครองอำนาจติดต่อกันมายาวนานถึง 12 ปี ตั้งแต่ปี 2003 โดยนางเคิร์ชเนอร์ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำอาร์เจนตินาแทนสามีนายเนสเตอร์ เคิร์ชเนอร์ ที่ได้เสียชิวิตลง
นายฮวน โดมิงโก เปรอน ที่มาภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/09/ Discurso_de_Per%C3%B3n.jpg
นายฮวน โดมิงโก เปรอน ที่มาภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/09/
Discurso_de_Per%C3%B3n.jpg
การขึ้นมาครองอำนาจของพรรค Justicialist Party ในช่วงแรก นอกจากอยู่บนพื้นฐานความเป็นประชานิยมแล้ว ยังใช้ความเป็นชาตินิยมปลุกเร้าประชาชนให้อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง ประเทศอาร์เจนตินาภายใต้การปกครองของพรรค Justicialist Party หรือที่สังคมโลกเรียกกันติดปากว่า “ระบอบ Peronism” เป็นขวัญใจของกลุ่มสหภาพแรงงานต่างๆ ในอาร์เจนตินา และมีฐานเสียงแข็งแกร่งในชนบท มีมาตรการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ และจ่ายเงินเดือนในวันหยุด
“ระบอบ Peronism” ใช้เงินจากภาครัฐอุดหนุนโครงการต่างๆ อย่างกว้างขวาง มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ สภาวะเศรษฐกิจมีทั้งขึ้นทั้งลง มีการพยามยามคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นเผด็จการแบบที่นักวิชาการเรียกว่า Competitive Authoritarianism คือ มีการแข่งขันเลือกตั้งแต่มีฝ่ายหนึ่งที่มีชัยชนะเกือบจะตลอดเวลา การคุมอำนาจอย่างยาวนานของพรรค Justicialist Party ทำให้ระบอบ Peronism มีศัตรูทั้งจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน และฝ่ายค้าน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือความสำเร็จอย่างยาวนานของระบอบ Peronism ในสนามเลือกตั้ง

ความคล้ายคลึงที่ 2: การ “มี” บทบาทของฝ่ายทหารในการเมืองพลเรือน

ตามประวัติศาสตร์อาร์เจนตินา มีการพยายามทำรัฐประหารทั้งหมด 11 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นการปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จ 6 ครั้ง (สำหรับประเทศไทย หลังจากมีการเปลี่ยนการปกครองปี 2475 มีความพยายามทำรัฐประหาร 19 ครั้ง สำเร็จ 12 ครั้ง และอีกข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ประเทศไทยมีสถิติการพยายามทำรัฐประหารมากที่สุดเป็นที่ 2 ของโลก รองจากประเทศเฮติ ส่วนอันดับที่ 3 คือประเทศกรีซ) การรัฐประหารครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 1955 หลังจากนายเปรอนครองอำนาจมา 8 ปี ปัญหาเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด และการที่ความนิยมในตัวนายเปรอนได้พัฒนากลายเป็นเหมือนลัทธิบูชาบุคคล ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างกลุ่ม Peronist และกลุ่มอำนาจเดิม ที่นำโดย ผู้นำนิกายคาทอลิก (ซึ่งมีบทบาทคล้ายๆ กับสถาบันพระมหากษัตริย์) และกลุ่มนักธุรกิจภาคเอกชน ส่วนฝ่ายค้านในทางการเมืองในขณะนั้นก็เรียกร้องและต่อต้านรัฐบาลของนายเปรอน โดยที่นักเขียน นักข่าว นักคิดทางสังคม ที่คิดต่างจากนายเปรอนนั้นถูกจับเข้าคุกเป็นว่าเล่น บ้างก็ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ
การยึดอำนาจของทหารในครั้งนั้นดูเหมือนจะได้รับแรงสนับสนุนจากหลายๆ สถาบันทางการเมืองและชนชั้นกลางของอาร์เจนตินา หลังจากรัฐประหารครั้งนั้น ตัวนายเปรอนเองก็ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ และหลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1958 ฝ่ายทหารที่ยึดครองอำนาจก็จัดการเลือกตั้ง โดยพรรค Justicialist Party ของนายเปรอนนั้นถูกห้ามลงแข่งขัน และพรรค Radical Civic Union Party ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของกลุ่มนายเปรอนได้ครองอำนาจ นำมาซึ่งความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง และเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในปี 1962, 1966 และ 1976
รัฐประหารปี1976 ที่มาภาพ : http://www.irishtimes.com/polopoly_fs/1.1583538.1383588933!/image/image.jpg_gen/derivatives/box_620_330/image.jpg
รัฐประหารปี1976 ที่มาภาพ: http://www.irishtimes.com/polopoly_fs/1.1583538.1383588933!/image/image.jpg_gen/derivatives/box_620_330/image.jpg
รัฐประหารในปี 1976 นั้นมีความสำคัญที่ควรถูกพูดถึง กล่าวคือ เป็นรัฐประหารที่ทำการยึดอำนาจจากนางอิสเบล เปรอน ภรรยาคนที่สามของนายเปรอน ที่ขึ้นสู่อำนาจหลังจากนายเปรอนเสียชีวิตลง (นายเปรอนกลับมาครองอำนาจได้อีก 2 ครั้งหลังจากรัฐประหารปี 1955) ถึงแม้ว่ารัฐบาลพลเรือนของนางอิสเบล เปรอน ในช่วงก่อนการปฏิวัติปี 1976 ได้มีการข่มขู่และทำร้ายผู้เห็นต่าง แต่การยึดอำนาจของทหารกลับทำให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมตลอดช่วงปี 1976-1983 ที่กองทัพครองอำนาจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การท้าทายของกลุ่มคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น ทำให้การปกครองของกองทัพเต็มไปด้วยการใช้กำลังกับผู้ที่กองทัพเห็นว่าอาจฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ กลายเป็นเหตุการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” ของอาร์เจนตินา

ความคล้ายคลึงที่ 3: ปัญหาคอร์รัปชัน

นายเนสเตอร์ และนางคริสตินา เคิร์ชเนอร์ จากพรรค Justicialist Party ที่มาภาพ : http://infolitica.com.ar/wp-content/uploads/2015/10/nestor-y-cristina.jpg
นายเนสเตอร์ และนางคริสตินา เคิร์ชเนอร์ จากพรรค Justicialist Party ที่มาภาพ: http://infolitica.com.ar/wp-content/uploads/2015/10/nestor-y-cristina.jpg
ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศอาร์เจนตินานั้นย่ำแย่พอๆ กับปัญหาของประเทศไทย หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ ปัจจุบันอาร์เจนตินาได้ 34 คะแนน อยู่อับดับที่ 104 ของจาก 175 ประเทศจากการจัดอับดับขององค์กรความโปร่งใสสากล ส่วนไทยได้ 32 คะแนนอยู่อันดับที่ 85 ปัญหาคอร์รัปชันในอาร์เจนตินาเกิดในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นในยุคของระบอบ Peronism หรือ รัฐบาลทหาร หรือภายในองค์กรภาครัฐต่างๆ คอร์รัปชันได้หยั่งรากฝังลึกอยู่คู่กับการเมืองอาร์เจนตินาไปแล้ว
ในยุคของครอบครัวเคิร์ชเนอร์ที่กำลังจะหมดลงมีเหตุการณ์น่าสงสัยหลายอย่าง ตลอดระยะเวลาที่นางคริสตินา เคิร์ชเนอร์ และอดีตประธานาธบดี นายเนสเตอร์ เคิร์ชเนอร์ สามีของเธอ ครองอำนาจนาน 12 ปี ทรัพย์สินของเธอเติบโตขึ้น 7 เท่า หรือจาก 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 17.7 ล้านเหรียญสหรัฐ มีคดีอื้อฉาวหลายคดี เช่น การพยายามฟอกเงิน 65 ล้านเหรียญสหรัฐของนายลาซาโร บาเอซ เศรษฐีผู้รับเหมาก่อสร้างที่ตั้งบริษัทรับเหมาก่อนหน้านายเนสเตอร์ขึ้นรับตำแหน่งในปี 2003 เพียงไม่กี่อาทิตย์ แต่หลังจากครอบครัวเคิร์ชเนอร์เข้าสู่ตำแหน่ง บริษัทของนายบาเอซก็ได้สัมปทานมากมาย
ปัญหาคอร์รัปชันทั้งในรัฐบาลของนายและนางเคิร์ชเนอร์แย่เสียจนเคยมีนักข่าวเปรียบเปรยว่า ปรัชญาการจัดการปัญหาคอร์รัปชันของรัฐคือ “ถ้ามีการคอร์รัปชัน ก็ให้กลบเกลื่อนการกระทำนั้นไว้ ถ้ากลบเกลื่อนไม่ได้ ก็อย่าให้มีการพิสูจน์ได้ ถ้าเป็นเรื่องที่สาธารณะรับรู้และสามารถพิสูจน์ได้ ข้าราชการผู้นั้นต้องลาออก แต่ไม่ใช่เพราะความไม่ซื่อสัตย์ แต่เพราะเลินเล่อปิดไม่มิดชิดเอง”
ก่อนหน้านั้น ในยุคที่ฝ่ายทหารเรืองอำนาจในปี 1976-1983 ปัญหาคอร์รัปชันก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ารัฐบาลพลเรือน คดีคอร์รัปชันอื้อฉาวที่สุดในช่วงนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 1982 ขณะกำลังเกิดสงครามสำคัญระหว่างกองทัพอาร์เจนตินากับกองทัพประเทศอังกฤษ เพื่อแย่งชิงเกาะ Falkland รัฐบาลทหารของอาร์เจนตินาได้เรี่ยไรเงินบริจาคจากสาธารณชนเพื่อซื้ออาวุธยุธโทปกรณ์สนับสนุนกองทัพ การบริจาคจากชาวอาร์เจนตินาในครั้งนั้นได้เงินมากถึง 45 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงทองหลายร้อยกิโลกรัม แต่เรื่องที่ทำให้อื้อฉาวก็คือ กองทัพอาร์เจนตินากลับประกาศยอมแพ้ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา และไม่มีใครทราบว่าเงินบริจาคที่เหลือนั้นหายไปไหน มีการสืบค้นภายหลังว่าเงินส่วนหนึ่งไปอยู่ในบัญชีลับที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ท่านผู้อ่านที่ติดตามการเมืองไทย น่าจะสามารถเปรียบเทียบได้เองถึงความคล้ายคลึง ของการเมืองอาร์เจนตินาและการเมืองไทย แต่ในความคล้ายคลึงนี้ มีหลายประการสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าการเมืองของทั้งสองประเทศกำลังเดินหน้าไปคนละทาง ประเทศหนึ่งยังดูเหมือนจะยังไม่เห็นทางออก ส่วนอีกประเทศจะดูมีความสดใสมากกว่า

ความแตกต่าง 1: วิวัฒนาการของฝ่ายอนุรักษนิยม

การที่นายเมาริซิโอ มาครี ตัวแทนพรรคอนุรักษนิยมของอาร์เจนตินา (PRO) สามารถคว้าชัยชนะเหนือตัวแทนจากพรรค Justicialist Party ที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน ทำให้ประชาธิปไตยในอาร์เจนตินานั้นน่าจะให้บทเรียนกับประเทศไทยได้ในหลายๆ เรื่อง ช่วงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งมีผู้สังเกตการณ์ว่า นายเมาริซิโอ มาครี นั้นน่าจะต้องได้รับความปราชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผลโพลต่างๆ ที่ออกมาก่อนการเลือกตั้งให้คะแนนของนายมาครีตามหลังตัวแทนจากพรรค Justicialist Party แต่เมื่อการเลือกตั้งจริงเกิดขึ้น นายมาครีกลับได้รับชัยชนะไปอย่างฉิวเฉียด เขาได้คะแนนมากกว่าคู่แข่งเพียงแค่ 3% ของผลโหวตทั้งหมด ชัยชนะครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีหลายๆ อย่างที่นายมาครีทำระหว่างหาเสียงที่อาจจะเป็นประโยชน์ ให้บทเรียน และการปรับใช้ของฝ่ายต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ในบ้านเรา
นายเมาริซิโอ มาครี ที่มาภาพ : http://www.internationalpolicydigest.org/wp-content/uploads/2015/11/1593710112511.jpg
นายเมาริซิโอ มาครี ที่มาภาพ: http://www.internationalpolicydigest.org/wp-content/uploads/2015/11/1593710112511.jpg
ในบริบทการเมืองขวา-ซ้าย ฝ่ายขวา คือ กลุ่มอนุรักษนิยม มีจุดยืนที่ว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ หรือบริการทุกๆ อย่างทางสังคมให้กับประชาชน รัฐบาลไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป และไม่ควรเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน เพราะพวกเขาจะให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางสังคม ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ส่วนฝ่ายซ้าย คือ กลุ่มที่ได้รับแรงสนับสนุนจากรากหญ้า มีความเป็นสังคมนิยมและประชานิยม คิดว่ารัฐบาลควรตอบโจทย์ทุกอย่างเพื่อสังคม จะให้อำนาจในการทำทุกอย่างกับรัฐบาลมาก รัฐจะใช้จ่ายมากเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ จะค่อนข้างไม่ลงรอยกับภาคเอกชนมากนัก
นายมาครีวางตนเองในฐานะนักการเมืองกลางเอียงขวา เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นลูกของผู้อพยพ นายมาครีเป็นผู้นับถือคริสต์ศาสนาที่เคร่งครัด ในระหว่างการหาเสียงเขาพยายามไม่พูดถึงเรื่องมรดกตกทอดจากยุคของนายเปรอน ผู้เป็นฮีโร่ของของชาวชนบท และกลุ่มสหภาพแรงงานต่างๆ ในเชิงลบมากนัก มิหนำซ้ำเขากลับพยายามเข้าถึงกลุ่มผู้ที่ยังรำลึกถึงยุคของนายเปรอน เขาเข้าร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญนายเปรอน และร่วมพิธีเปิดอนุสรณ์สถานของนายเปรอน มีการหาเสียงอยู่ครั้งหนึ่ง นายมาครีพูดกับกลุ่มสหภาพแรงงานซึ่งเป็นฐานเสียงของนางเคิร์ชเนอร์และกลุ่ม Peronist ถึงขนาดว่า เขานั้นเป็น “Peronist 100%”
สโลแกนของนายมาครีในการหาเสียงคือ “Let’s change” แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าเขาต้องการการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพแรงงาน ข้อความการหาเสียงจึงเน้นไปทางเชิงปรองดอง กล่าวคือ เขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดเลิกการขัดแย้ง และเขาไม่ได้เรียกร้องให้มีการ “ปิด” เพื่อเปลี่ยนแปลง วิธีการหาเสียงของนายมาครีดูเหมือนว่าจะสามารถก้าวข้ามความบาดหมางในอดีตและพูดถึงเรื่องอนาคตเสียมากกว่า ในเชิงนโยบาย นายมาครีจะกล่าวย้ำอยู่ตลอดเวลาในช่วงหาเสียงว่า นโยบายอะไรที่ดีของประธานาธิบดีเคิร์ชเนอร์ ที่ดีอยู่แล้วเขาก็จะเก็บไว้และทำให้ดีกว่าเดิม ฐานเสียงของนายมาครีคือคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมาก่อน เขาใช้อาสาสมัครวัยรุ่นที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงและเบื่อหน่ายการเมืองเก่าๆ เป็นคนช่วยหาเสียงผ่านทางโลกโซเชียล ก่อนการเลือกตั้ง พรรค PRO ของนายมาครีได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับพรรค Radical Civic Union Party ซึ่งเป็นพรรคกลางเอียงซ้าย (ในอดีตเป็นพันธมิตรกับพรรคในระบอบ Peronism) ทำให้ฐานเสียงของนายมาครีนั้นได้รับการขยายออกจากเมืองใหญ่ไปในชนบทด้วย
ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับศาสตราจารย์สตีเวน เลวิตสกี (Steven Levitsky) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Competitive Authoritarianism และเป็นผู้เชี่ยวชาญการเมืองอาร์เจนตินา ซึ่งท่านได้ให้ความเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายมาครีได้รับชัยชนะคือการที่เขา “break the polarization” หรือ การทำลายขั้วการเมือง ศาสตราจารย์เลวิตสกีให้ความเห็นว่า ท่านไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่านายมาครีนั้นมีความคิดทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมตามประเพณีและฐานเสียงเดิมของพรรคที่เขาสังกัดหรือไม่
ศาสตราจารย์สตีเวน เลวิสกีที่มาภาพ : https://oslofreedomforum.com/uploads/listings/_splash/Steven-Levitsky-Web-Speaker.jpg
ศาสตราจารย์สตีเวน เลวิตสกี ที่มาภาพ: https://oslofreedomforum.com/uploads/listings/_splash/Steven-Levitsky-Web-Speaker.jpg
นายมาครีมีจุดยืนทางการเมืองแบบทางสายกลางที่มีพื้นฐานมาจากฝั่งอนุรักษนิยม นั่นเป็นทิศทางการเมือง ที่กำลังได้รับความนิยมในหลายๆ ประเทศในอเมริกาใต้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาฝ่ายค้านของประเทศเวเนซุเอลาก็พึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเหนือฝ่ายซ้ายที่เป็นพรรคที่มีแนวทางประชานิยมและครองอำนาจมายาวนาน นักการเมืองในประเทศชิลี โคลัมเบีย เปรู และบราซิล ที่มีจุดยืนแบบกลางเอียงขวานั้นก็กำลังทำผลงานได้ดีในสนามเลือกตั้ง การที่ประเทศเหล่านี้มีชนชั้นกลางมากขึ้น ทำให้สามารถช่วยตัวเองได้มากขึ้น รัฐจึงมีความจำเป็นต้องอุดหนุนน้อยลง แต่รัฐก็สามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น จึงทำให้ประชาชนจะค่อนข้างใส่ใจกับการใช้จ่ายเงินของรัฐ แต่พรรคการเมืองสายกลางที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ในอเมริกาใต้ก็ต้องหาเสียงเอาใจประชาชนในชนบทและสหภาพแรงงานต่างๆ เช่นกัน
กลับมาดูประเทศไทย ทางออกที่สำคัญของบ้านเราคือการมีพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งและเป็นตัวเลือกของประชาชนได้ พรรคประชาธิปัตย์ของไทยเป็นพรรคที่ใกล้เคียงกับจุดยืนทางการเมืองของพรรค PRO ของนายมาครีมากที่สุด แต่พรรคประชาธิปัตย์ของเรานั้นยังดูหลงทางอยู่มาก การที่พรรคให้ท้ายผู้สนับสนุนของตัวเองที่มีอุดมการณ์ขวา/อนุรักษนิยมสุดโต่งในการประท้วงตอบโต้กลุ่มฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายผู้สนับสนุนทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงและเล็งหาพันธมิตรที่พรรคเองสามารถสร้างได้กับบุคคลเหล่านี้ หรือการที่บุคคลในพรรคยังยึดติดกับการตอบโต้ระบอบทักษิณแบบไม่ลืมหูลืมตา ทำให้พรรคนั้นมองไปข้างหน้าได้ไม่เต็มที่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการที่พรรคประชาธิปัตย์จะประสบชัยชนะในสนามเลือกตั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำก็คือ การ “break the polarization” และสิ่งแรกที่ต้องทำคือการก้าวผ่านจุดมุ่งหมายที่จะโค่นระบอบทักษิณให้หมดสิ้น

ความแตกต่าง 2: การ “ลด” บทบาทของฝ่ายทหารในการเมืองพลเรือน

ผู้เขียนขอย้ำว่าประชาธิปไตยในอาร์เจนตินานั้นยังมีปัญหาอยู่มาก แต่ก็มีหลายๆ สิ่งที่ประสบการณ์ของอาร์เจนตินานั้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองของประเทศไทย หลังจากรัฐบาลทหารพ้นอำนาจในอาร์เจนตินาเมื่อปี 1983 ได้มีความพยายามก่อรัฐประหารหลายครั้งของกองทัพอาร์เจนตินา ครั้งสุดท้ายนั้นเกิดขึ้นในปี 1990 แต่ก็ไม่มีครั้งไหนประสบความสำเร็จในระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา จุดเปลี่ยนสำคัญก็คือการที่ประชาชนค่อนข้างตื่นตัวกับการบังคับให้ทหารนั้นเล่นเกมการเมืองภายใต้กรอบประชาธิปไตย การตื่นตัวเหล่านี้ทำให้ในปี 1994 รัฐธรรมนูญของอาร์เจนตินานั้นประกาศชัดเจนในหมวดที่ 22 และ 36 ว่าจะไม่ยอมรับการแทรกแซงทางการเมืองโดยการใช้กำลัง และรัฐธรรมนูญนั้นไม่อาจจะถูกฉีกได้และจะยังคงอยู่ต่อไปหากมีการแทรงแซงทางการเมือง
ประเทศอาร์เจนตินามาถึงจุดนี้ได้เพราะประชาชนโดยทั่วไปนั้นไม่ปล่อยและเปิดช่องว่าง ไม่สร้างสถานการณ์ และปัจจัยทางการเมือง เพื่อเชื้อเชิญกองทัพ และไม่สร้างเงื่อนไขความจำเป็นและความชอบธรรมให้กับกองทัพขึ้นมามีอำนาจได้ ประชาชนทั้งฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนระบอบ Peronism และฝ่ายขวาที่เป็นพรรคของชนชั้นกลางนั้น ได้สร้างสัญญาประชาคมว่าทุกสถาบันการเมืองต้องเคารพหลักประชาธิปไตย
ย้อนกลับมาดูเมืองไทย ผู้เขียนเชื่อว่าตัวกองทัพเองนั้นไม่ได้อยากเข้ามามีอำนาจ กองทัพไทยมองตนเองเป็นผู้พิทักษ์ความมั่นคงทั้งภายในและภายนอก การสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย โดยเฉพาะฝ่ายที่ทำการเรียกร้องให้กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ได้มอบความชอบธรรมให้กับกองทัพ การที่ประเทศของเราจะก้าวข้ามพ้นวงจรทางการเมืองที่แสดงถึงความล้มเหลวนี้ ประชาชนโดยทั่วไปต้องตระหนักเสียก่อนว่าการคงไว้ซึ่งสถาบันประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าจะมีปัญหา หรือไม่สมบูรณ์เพียงใด ก็ดีกว่าไม่มีอยู่เลย
การพัฒนาทางประชาธิปไตยนั้นจะเกิดขึ้นได้ดีกว่าหากใช้การแก้ไข เพิ่มเติม ดีกว่าการล้มหมากทั้งกระดาน ฝ่ายที่เคยคุมอำนาจอยู่ และแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการทำงานบริหารประเทศ ก็ควรจะรับรู้ถึงการที่ฝ่ายตนทำลายความชอบธรรมที่ประชาชนเคยได้ให้ผ่านการเลือกตั้ง ลดความหยิ่งทะนงในอำนาจที่ประชาชนได้มอบให้ลงบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลดปัจจัยและข้ออ้างที่จะทำให้กองทัพเข้ามายึดอำนาจได้

ความแตกต่าง 3: ปัญหาคอร์รัปชันไม่เคยเป็นเหตุผลในการ “หยุด” การเมืองอาร์เจนตินา

ดังที่กล่าวมาข้างต้น ปัญหาคอร์รัปชันในอาร์เจนตินานั้นอาจจะเลวร้ายกว่าประเทศไทยเสียอีก ในยุคการครองอำนาจของครอบครัวเคิร์ชเนอร์ 12 ปีนั้นมีเรื่องอื้อฉาวมากมายหลายสิบเรื่อง ประชาชนก็ออกมาประท้วง โดยหลายครั้งพวกเขาได้ใช้ช้อนตีก้นหม้อเพื่อให้เกิดเสียงดังเป็นสัญลักษณ์การประท้วง แต่ที่น่าสังเกตคือชาวอาร์เจนตินาที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบ Peronism นั้นไม่เคยเรียกร้องให้มีการปิดประเทศหรือให้ทหารเข้ามาแทรกแซง พวกเขาดูเหมือนจะทราบดีว่าการพัฒนาการเมืองและการปฏิรูปไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยการหยุดเดินทั้งระบบ
การประท้วงเดือนกันยายน ปี 2012 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ที่มาภาพ : http://www.thetimes.co.uk/tto/multimedia/archive/00354/116259819__354239c.jpg
การประท้วงเดือนกันยายน ปี 2012 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ที่มาภาพ: http://www.thetimes.co.uk/tto/multimedia/archive/00354/116259819__354239c.jpg
การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในยุคของนางเคิร์ชเนอร์นั้นเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2012 หลังจากนางเคิร์ชเนอร์ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ปัญหาคอร์รัปชันที่หยั่งลึก และการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เธอกลับมาเลือกตั้งได้เป็นครั้งที่สาม (รัฐธรรมนูญอาร์เจนตินากำหนดให้บุคคลหนึ่งสามารถเป็นนายกฯได้ 2 สมัย) การประท้วงในครั้งนั้นเกิดขึ้นในหลายจังหวัดของอาร์เจนตินาและในหลายประเทศที่มีชาวอาร์เจนตินาอาศัยอยู่ จำนวนประชาชนที่ออกมาประท้วงนั้นประมาณ 500,000-2,000,000 คน (ขึ้นอยู่กับใครเป็นผู้ประมาณการ)
นายเมาริซิโอ มาครี นักการเมืองฝ่ายค้านในขณะนั้น ก็ได้ร่วมประท้วงด้วย ผลสรุปของการประท้วงครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงพลังประชาชนที่พร้อมจะตรวจสอบและเรียกร้องความชอบธรรมจากรัฐบาลของนางเคิร์ชเนอร์ ในที่สุดพรรคของนางเคิร์ชเนอร์ก็ล้มเลิกความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้นางลงเลือกตั้งอีกสมัย การที่ประชาชน ผู้ประท้วง และนักการเมืองฝ่ายค้าน ออกมาชุมนุมประท้วงตามสิทธิที่พึงมีตามประชาธิปไตย และยังยึดมั่นกับหลักการประชาธิปไตย แม้ว่าพวกเขาจะเกลียด โกรธ และไม่พอใจต่อระบอบ Peronism เพียงใด นั่นเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่ทำให้ประชาชนผู้เห็นต่างเหล่านี้ ผู้ซึ่งต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของครอบครัวเคิร์ชเนอร์นานเป็นเวลา 12 ปี สามารถโค่นล้มระบอบ Peronism ผ่านการเลือกตั้งอย่างใสสะอาดได้ในที่สุด
ความอดทนอดกลั้นของชนชั้นกลาง ที่ไม่สิ้นหวังกับกระบวนการประชาธิปไตยและกับการเลือกตั้ง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยของเราก้าวพ้นวงจรที่ล้มเหลวทางการเมืองในปัจจุบันนี้ไปได้ การเก็บพลังไว้เพื่อนำไปใช้ในการปฏิเสธ Competitive Authoritarianism ในสนามเลือกตั้งนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและได้ผลมากกว่า อันเป็นวิธีการที่ถูกพิสูจน์มาแล้วในประเทศอาร์เจนตินาและอีกหลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้
ในกรณีนี้ ศาสตราจารย์สตีเวน เลวิตสกี ได้กล่าวกับผู้เขียนว่า “Patience” หรือ “ความใจเย็นทางการเมือง” คือสิ่งที่ชาวอาร์เจนตินามี แต่ชนชั้นกลางของเมืองไทยไม่มี และ “ความใจเย็นทางการเมือง”นั้นคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งสำหรับการทำงานของกลไกระบอบประชาธิปไตย
สิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ หวังจะสื่อเพียงว่า ปัญหาของประเทศไทยนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่เราเผชิญอยู่ประเทศเดียว และเราสามารถจะเรียนรู้สิ่งดีๆ จากประเทศอื่นๆ ที่ (เคย) ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน และเขาดูเหมือนกำลังก้าวพ้นปัญหานั้นไปแล้ว

สงคราม & สันติภาพ

Cr:Thanong Fanclub
มินิซีรีส์
20. สงคราม & สันติภาพ
โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ โต้กลับฮิลลารี่ คลินตัน อย่างดุเดือดเผ็ดมันด้วยการกล่าวว่า คลินตันฆ่าคนตายหลายแสนคนด้วยความงี่เง่าในขณะที่ดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ
"เธอเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สร้างปัญหาด้วยนโยบายที่งี่เง่าของเธอ คุณดูซิว่าเธอได้ทำอะไรลงไปในลิเบีย เธอได้ทำอะไรลงไปในซีเรีย ดูที่อียิปต์ เกิดอะไรขึ้นกับอียิปต์ เละตุ๊มเป๊ไปหมด" ทรัมป์กล่าวอย่างมีอารมณ์
“เธอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่ฮ่วยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ เธอบอกว่าผมเป็นบุคคลอันตราย แต่เธอฆ่าคนตายนับแสนคนด้วยความงี่เง่าของเธอ"
ทรัมป์พูดในสื่อFox Televisionในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อตอบโต้คลินตันที่กล่าวหาว่าเขาล้ำเส้น เมื่อทรัมป์พูดเร็วๆนี้ว่า สหรัฐควรที่จะห้ามวีซ่าไม่ให้คนมุสลิมเข้าประเทศชั่วคราวจนกว่าจะมีการจัดการปัญหาเรื่องการก่อการร้ายได้อย่างมั่นใจ
คลินตันบอกว่า สิ่งที่ทรัมป์พูดเข้าทางพวกก่อการร้ายพอดี
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาของทรัมป์ต่อคลินตันไม่ได้ห่างไกลจากความจริงเลย เพราะว่าการรุกรานลิเบียในปี คศ. 2011โดยกองทัพสหรัฐในสมัยที่คลินตันเป็นรมว.ต่างประเทศทำให้่ชาวลิเบียโดนฆ่าตาย30,000คน หรืออาจจะมากกว่า100,000คน
คลินตันให้สัมภาษณ์อย่างพากภูมิใจทีหลังว่า กองทัพสหรัฐสามารถโค่นล้มผู้นำลิเบียนายมูมมาร์ กัดดาฟี่และฆ่าเขาตายได้
เธอพูดว่า "We came. We Saw. He died."
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ลิเบียกลายเป็นรัฐล้มเหลว มีผู้ก่อการร้ายเต็มไปหมด ชาวลิเบียต้องกลายเป็นผู้อพยพหลังจากเคยอยู่ดีกินดีภายใต้กัดดาฟี่ที่โดนสื่อตะวันตกวาดภาพว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่โหดเหี้ยม จำต้องกำจัดออกไปเพื่อให้ลิเบียมีประชาธิปไตยและมีหลักมนุษยธรรม
ตอนนี้ไม่มีใครใส่ใจไปดูความทุกข์ยากของชาวลิเบีย
คลินตันดำเนินโยบายที่ต้องการล้มรัฐบาลซีเรียของนายบาซ่าร์ อัล อัสซาดด้วยการสนับสนุนพวกนักรบจีฮัดให้เข้าไปทำสงครามล้มรัฐบาลซีเรีย พวกนักรบจีฮัดเหล่านี้หลังจากได้การฝึกอบรม และได้รับการติดอาวุธจากสหรัฐแล้่ว ก็ย้ายไปเข้าพวกกับพวกอัล นุสรา และพวกไอซิส
คลินตันเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังไอซิสทางอ้อมนั้นเอง และเธอกำลังจะมีโอกาสเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ
thanong
14/12/2015
http://www.infowars.com/trump-clinton-killed-hundreds-of-t…/

"เด็กเพื่อไทย"โดนอีก! เจอทหารเรียกเข้าค่าย-หลังบ่นราคาข้าวไม่ได้ดั่งใจ

"เด็กเพื่อไทย"โดนอีก! เจอทหารเรียกเข้าค่าย-หลังบ่นราคาข้าวไม่ได้ดั่งใจ

Cr:ทีนิวส์
ทหารเรียก "สมคิด เชื้อคง" ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย มาปรับทัศนคติหลังจากโพสต์เฟช เรื่อง "ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ" วอนอยากได้ราคาเหมือนสมัยยิ่งลักษณ์
วันนี้ ( 14 ธ.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์วารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พล.ต.อชิร์ฉัตร โรจนะภิรมย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 และ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดอุบลราชธานี สั่งการให้ร.ท.ธีระศักดิ์ สืบพงษ์ หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 6 จ.อุบลราชธานี เชิญตัว นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี เขต 10 พรรคเพื่อไทย มาปรับทัศนคติ กรณี นายสมคิด ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ อยากได้จำนำข้าวเหมือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า นายสมคิด ยินยอมที่จะลบข้อความดังกล่าวในเฟซบุ๊กออก และได้ทำหนังสือสัญญาจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง หากมีการกระทำอีก ให้ดำเนินการตามกฎหมาย

กำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระสังฆราช

กำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระสังฆราช
Cr:kapook
วันที่ 14 ธันวาคม 2558 เว็บไซต์ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เผยแพร่กำหนดการบำเพ็ญกุศลโดยพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ในการพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในวันที่ 14-20 ธันวาคม โดยมีหมายกำหนดการทั้งหมด ดังนี้
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2558
เวลา 13.30 น. พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานโดยเสด็จพระราชกุศล ในการออกพระเมรุฯ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
- พระสงฆ์ 600 รูป รับทักษิณานุประทาน
- บรรพชิตจีน อนัม 40 รูป สดับปกรณ์
เวลา 19.00 น. สวดพระอภิธรรม
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558
เวลา 10.30 น. พิธีบำเพ็ญกุศลโดยเสด็จพระราชกุศลในการออกพระเมรุฯ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
- พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์
เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์ ณ ตำหนักเพ็ชร และถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุและสามเณร 1,000 รูป ณ อาคารวชิรญาณวงศ์ โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร โดยเสด็จพระราชกุศล
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558
เวลา 08.00 น. เชิญพระโกศจากตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร โดยขบวนพระอิสริยยศไปยังพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
เวลา 16.30 น. พระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558
เวลา 07.00 น. พิธีเก็บพระอัฐิ ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส
เวลา 08.00 น. เชิญพระอัฐิจากพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส มาประดิษฐานยังตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558
เวลา 08.00-18.00 น. เปิดให้พุทธศาสนิกชนถวายสักการะพระอัฐิ ณ ตำหนักเพ็ชร
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2558
เวลา 08.00-14.00 น. เปิดให้พุทธศาสนิกชนถวายสักการะพระอัฐิ ณ ตำหนักเพ็ชร
เวลา 16.30 น. บำเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ ณ ตำหนักเพ็ชร
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2558
เวลา 10.30 น. บำเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ ณ ตำหนักเพ็ชร และบรรจุพระสรีรางคาร ณ พระวิหารเก๋ง วัดบวรนิเวศวิหาร
- พระสงฆ์ 10 รูป ถวายพรพระ แล้วรับพระราชทานฉัน
- ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุและสามเณร 1,000 รูป ณ อาคารวชิรญาณวงศ์ โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร โดยเสด็จพระราชกุศล
เวลา 12.00 น. เชิญพระโกศพระอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ ตำหนักเดิม วัดบวรนิเวศวิหาร
- พระสงฆ์ 5 รูป สดับปกรณ์
เชิญผอบพระสรีรางคารไปยังพระวิหารเก๋ง
- พระสงฆ์ 10 รูป สดับปกรณ์
- บรรจุพระสรีรางคาร

ว่าด้วการสื่อสารของรัฐบาล

CR :Fb Kittitouch

วันนี้มีเรื่องที่ผมทั้งอยากจะชมรัฐบาล
และขอตำหนิรัฐบาลไปพร้อมๆ กันเลย
โดยจะขอเริ่มด้วยเรื่องทีจะขอชมก่อนนะครับ

- การทำฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร
ที่มีการ #ระบุอาชีพและรายได้ นั้นเป็นเรื่องดีครับ
จะช่วยทำให้เราสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง
และประเทศอื่นๆหลายประเทศ เค้าก็ทำกันไปแล้ว
ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และในยุโรปหลายประเทศ 
อย่างในเอเชียก็เกาหลีใต้ที่ใช้ระบบ E-Government

(หมายถึงรัฐบาลที่ดำเนินการบริหารข้อมูลด้วยระบบ
คอมพิวเตอร์ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การประกวดราคา
การเสียภาษี การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ และอื่นๆ
https://en.wikipedia.org/wiki/E-Government
http://www.openbase.in.th/node/2251)

- เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสั่งให้กระทรวงการคลัง
ไปดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2558 แล้ว
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1440994544
รมว. คลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ก็ออกมาประกาศว่า
จะทำเรื่องระบบการชำระเงินผ่านอิเลคทรอนิกส์ 
หรือ E-payment ให้เสร็จสิ้นภายในปีหน้านี้
รวมถึงที่อธิบดีกรมสรรพากรออกมาประกาศ
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมานี้ ว่า..

"...มั่นใจด้วยระบบนี้จะช่วยรัฐอุดรูรั่ว
เก็บภาษีได้เพิ่ม ๑ แสนล้านบาทต่อปี 
โดยกรมสรรพากรจะเร่งนำระบบใบกำกับ
ภาษีอิเลคทรอนิกส์ (E-Tax Invoice) 
และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax Receive) 
มาใช้ให้ทันตามกำหนดเวลาอย่างแน่นอน"
http://www.isranews.org/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B2/item/43238-open_43238.html

*** ล่าสุดรัฐบาลประกาศจะทำฐานข้อมูล
โดยมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ 

1. ทำฐานข้อมูลรายได้+อัตราเสียภาษี 
เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างเหมาะสม
และทุกคน (ที่รายได้ถึงเกณฑ์) ต้องจ่ายภาษี
(ประเทศเราเก็บภาษีได้น้อยมากและมีการรั่วไหล
ของเงินภาษีเยอะ จากการคอรัปชั่นและสินบน)

2. จากการทำฐานข้อมูลจะทำให้ระบุได้ว่า
ใครคือผู้มีรายได้น้อย และใครควรจะได้รับสิทธิ
ที่ทางภาครัฐจัดหาให้ เช่น สิทธิการใช้บัตรทอง, 
ขึ้นรถเมล์ฟรี, ขึ้นรถไฟฟรี, หรือลดหย่อนค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ไม่ใช่ว่าให้คนมีเงินอยู่แล้ว มาแย่งภาษีที่จะนำไปช่วยคนจน
(แบบที่เป็นอยู่กันตอนนี้)

- ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ "ดีและน่าสนับสนุนมาก" ครับ 
ซึ่งผมคิดว่าประเทศเราควรจะทำมาตั้งนานมากแล้ว
ต่อไปประชาชนก็จะสามารถเช็คภาษีที่ต้องจ่ายและ
จ่ายภาษีผ่านระบบออนไลน์หรือผ่านธนาคารได้
รวมถึงทำให้ประเทศมี #ระบบจัดเก็บภาษี ที่ 
#ทัดเทียมกับประเทศพัฒนาอื่นๆ ได้เสียที!!!
-------------------------------

*** แต่ปัญหาคือ การที่นายกรัฐมนตรี
ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการคืนความสุข
ในวันที่ 12 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ว่า...

"ตนได้เน้นว่าปี 2560 บัตรประชาชนน่าจะมีการ
ระบุอาชีพและรายได้ เพื่อแยกแยะให้ได้ว่ารัฐบาล
จะได้ใช้งบประมาณอย่างไรให้เหมาะสม"
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000136883
http://www.dailynews.co.th/politics/366543

*** ท่านควรจะพูดในมันชัดเจนนะครับว่า
คำว่า #ระบุ ที่ผ่านว่ามานี้ มันหมายถึงอะไร?
เพราะตอนนี้หลายๆคนในสังคมไป #ตีความ
เอาว่าจะหมายถึงการเขียนอาชีพและรายได้
"ลงบนหน้าบัตรประชาชนเลย" -_-"

(ซึ่งตามข้อกฎหมายมันทำไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล)

- และวันนี้แม้ว่า พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะได้ออกมา
ให้สัมภาษณ์ว่า "การระบุอาชีพและรายได้"
ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน" นั้น
ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความสงสัยว่า
ไอ้คำว่า "ระบุ" นั้นมันคืออะไรกันแน่....
http://www.dailynews.co.th/politics/366790

*** ส่วนตัวจากข่าวสารทั้งหมดผมไม่คิดว่าจะให้
มีการระบุอาชีพและรายได้ #บนหน้าบัตร นะครับ
(มันน่าจะเป็นการระบุในฐานข้อมูลอิเล็คทรอนิค)
เพราะในความเป็นจริงนั้น ต่อให้ไม่นับข้อกฎหมาย
การระบุข้อมูลบนหน้าบัตรฯ มันทำไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะบัตรประชาชนมีอายุ 8 ปี ในระหว่าง 8 ปีนี้ 
คนเราต้องเปลี่ยนงาน และรายได้อยู่ตลอดเวลา
(คงไม่มีใครทำงานตำแหน่งเดิมรายได้เท่าเดิมตลอด)
ดังนั้นสมมุติรายได้ขยับ หรือมีการเลื่อนขั้นช่วง 2-3 ปี
ประชาชนไม่ต้องเปลีย่นบัตรใหม่ทุกครั้งหรือครับ? 

อันนี้ใช้สามัญสำนึกทั่วไปก็คิดกันได้แล้วว่า
มันไม่น่าจะเป้นไปได้อยู่แล้วตั้งแต่แรก....

*** อัพเดทข้อมูลนะครับ:
ล่าสุดเวลา 3 ทุ่มวันนี้ เนชั่นลงข่าวว่า
ปลัดกระทรวงมหาดไทย กฤษฎา บุญราช
ชี้แจงแล้วว่าเป็นการ #ใส่ข้อมูลลงในไมโครชิพ
http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=774935
-------------------------------

*** แต่ประเด็นสำคัญที่ผมอยาก "เตือน" ก็คือ 
รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา นั้น
มีปัญหาเรื่อง #การสื่อสารกับประชาชน มากๆ!!

- หลายๆครั้งผมก็ไม่เข้าใจว่าพวกท่าน
ปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้ได้อย่างไร?
บางเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง แต่ก็มามีประเด็นปัญหา
เพราะการสื่อสารของคนในรัฐบาลเองที่พูดจาไม่ชัดเจน
หรือพูดไม่รู้เรื่อง จากเรื่องหนึ่งก็ให้คนตีความไปอีกเรื่อง

- ผมอยากจะขอแนะนำว่าถ้าพวกท่าน
บรรดาทหารทั้งหลาย ไม่มีความเชี่ยวชาญ
ในเรื่อง #การประชาสัมพันธ์ในวงการการเมือง 
(ในวงการทหารกับการเมืองนั้นคนละอย่างนะครับ)
กรุณาใช้งาน #มืออาชีพ ที่เค้ามีความสามารถด้านนี้
(อย่างที่พรรคการเมืองบางพรรคเค้าใช้) กันเถอะครับ
ไม่งั้นพวกท่านตกเป็นประเด็นให้สื่อตีข่าวจนเละเทะ
และต้องมานั่งแก้ข่าวแบบนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที...

คสช.ติดหล่มการเมือง

ติดหล่มการเมือง ทายท้ายวิชามาร : ใบตองแห้ง
2015-12-14 



โฆษกรัฐบาลแถลงเมื่อวันเสาร์ เร่งรัดหน่วยงานให้จูงใจบริษัทต่างชาติมาตั้งสำนักงานใหญ่ ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมาย น่าชื่นชมรัฐบาลขยันกระตุ้นการลงทุน ออกมาตรการ Tax Holidays จนแทบจำไม่ได้ ก้าวหน้ากระทั่งให้เช่าแผ่นดิน 99 ปี ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง มีหวังโดนถล่มยับ อ้าว ก็ไหนว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร

แต่นักลงทุนก็ไม่โง่ ไม่เพียงปัจจัยเศรษฐกิจโลก ไม่เพียงความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพแรงงาน การศึกษา ฯลฯ ลดน้อยถอยลง ข้อสำคัญการเมืองไทยยังอยู่ในโค้งอันตราย ไม่มีใครตอบได้ว่าจบอย่างไร

ถึงวันนี้ถ้ามีเดิมพัน ว่าการเมืองจะราบรื่นตามโรดแม็พไหม 6-4-6-4 เลือกตั้งเดือน ก.ค.ปี 60 หลายคนกล้าต่อ 100 เอา 1 ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถ้าถามว่าจะพลิกผันอย่างไร ลงเอยท่าไหน ก็ไม่มีใครตอบได้ มืดแปดด้าน เพราะหลายปัจจัยเกินคาดการณ์

เอากันง่ายๆ ในขณะที่รัฐบาลชวนต่างชาติลงทุน ทางการเมืองกลับวิวาทะทูตอังกฤษทูตสหรัฐ ทั้งที่ไม่นานมานี้เพิ่งประโคมความสัมพันธ์อันดีหลังประชุมสหประชาชาติสัมผัสมือโอบามา

จะเชิญชวนต่างชาติมาตั้งสำนักงานใหญ่ เขาไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์ทางภาษี เขาต้องมองบรรยากาศประชาธิปไตย เสรีภาพในการสื่อสารการใช้ชีวิต สิทธิมนุษยชน ซึ่งเมื่อก่อนประเทศไทยมีเหลือล้น แต่วันนี้ไม่แน่ใจ

ในทางเศรษฐกิจ ไม่ปฏิเสธหรอกรัฐบาลทุ่มเททำงานหนัก ยิ่งหลังปรับ ครม. ทีมสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ออกมาตรการกระตุ้นขวัญกำลังใจ รวมไปถึงเอาจริงปราบค้ามนุษย์ เรือประมงผิดกฎหมาย (แม้มีปัญหานายตำรวจลี้ภัย)

แต่ในทางการเมือง กลับไม่ไปด้วยกัน ความขัดแย้งแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกรณีอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งไม่ปรักปรำหรอกว่าทุจริตจริงไหม แต่วิธีจัดการคนต่อต้านนี่สิ ทำให้บานปลาย แทนที่จะมุ่งเคลียร์ข้อครหาให้กระจ่าง กลายเป็นนักศึกษาถูกคุมตัว กลายเป็นคนโพสต์ผังทุจริต ซึ่งแม้ผิดฐานหมิ่นประมาท กลับเจอข้อหาหนัก เป็นภัยความมั่นคง พ่วงกด like ข้อความ “ไม่เหมาะสม” ก็ผิด 112 กระทั่งอุ้มไปจากโรงพยาบาล

การใช้อำนาจครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งนะครับ ที่ผ่านมา ท่านอาจบอกว่าใช้เพื่อรักษาความสงบของสังคม แต่ครั้งนี้ใช้กับคนที่กล่าวหาท่าน

แน่ละ ไอ้พวกที่เย้วๆ อยู่นี่ไม่มีปัญญาสู้รบปรบมือกองทัพหรอก แต่ถ้ามองย้อนไป 22 พ.ค. 2557 คสช.เริ่มต้นด้วยคำประกาศว่า “เป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” ปีครึ่งผ่านไป  โดยเฉพาะในปี 2558 ถามว่าท่านสามารถรักษาสถานภาพดังกล่าวได้ไหม

ถ้ารัฐประหารเข้ามายุติความขัดแย้งชั่วคราว หาทาง “ปรองดอง” แล้วจากไป ก็ไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ถ้าคณะรัฐประหารถลำเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง ก็จะหาทางออกไม่ได้ เป็นใครก็ต้องกลัวว่าหมดอำนาจเมื่อไหร่กระแสจะตีกลับ จริงไหม

นี่ยังไม่นับการยกร่างรัฐธรรมนูญ “ทางลง” ของรัฐประหาร ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้นทุกวัน มีแต่นักเทคนิคกฎหมายกลุ่มหนึ่งไปนั่งงึมงำ สภาปฏิรูปเป็นข่าวแต่ละครั้งก็เสนอความคิดหลุดโลก ชวนหัวร่องอหาย

ไว้รัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาปลายเดือนม.ค.คงพอเห็น ว่าไปสู่ประชามติได้ไหม ถ้าไม่ได้จะทำอย่างไร การเมืองขัดแย้งหนักจะทำประชามติได้ไง หรือจะแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว หาทางออกใหม่ ฯลฯ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนที่คิดจะลงทุนขนาดใหญ่รอดูหลังสงกรานต์ยังไม่สาย ถึงตอนนั้นถ้ามองไม่เห็น ก็รอไปอีกๆๆๆ

เปลวสีเงิน:ทักษิณเมิงตายแล้ว

เปลว:ทักษิณเอ็งตายแล้ว:25/5/58
////

และแล้วก็ ‘ถลกหนังหน้า’ ตัวเอง

เปลว สีเงิน 
Monday, May 25, 2015

ไทยโพสต์ – อิสรภาพแห่งความคิด

๒๒ พฤษภา ๕๘ นอกจากครบรอบ “วันเกิด” ๑ ปี คสช. สัญญาณครบรอบ “วันแห้งตาย” ของระบอบทักษิณก็ปรากฏ!
ก็ดูซี….

แกนนำหลักทักษิณ มีใครฉวยโอกาสคำว่า “รัฐบาลทหาร” ออกมาต้านต่อในวันครบรอบ คสช.เข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ เป็นการแสดงถึงสวามิภักดิ์ “ขยะแผ่นดิน” ตัวพ่อ ดังเดิมบ้าง?

นปช.ส่วนใหญ่ ถึงไม่มีใครชอบ คสช. แต่การที่ทักษิณออกอาการ “สั่งสมุนไปตาย…ให้กูรอด” ด้วยการ…….

กล่าวหาในวัง กล่าวหาองคมนตรี ว่ารู้เห็นเป็นใจกับกปปส.และทหารให้ยึดอำนาจประเทศ

นปช.เขาก็โตๆ กันแล้ว……..!

แต่ละคน มีประสบการณ์ในผิด-ถูกมาพอสมควรแล้ว เมื่อลูกพี่เห่าเกาขี้เรื้อนระยะสุดท้ายจากนอกประเทศ

ลูกพี่ทำอย่างนั้น…ตัวลูกพี่รอด

แต่ลูกน้องที่อยู่ในประเทศ ถ้า “หอนรับ”….ไม่รอด!

ดังนั้น การส่งสัญญาณรบรอบใหม่ของไอ้ขี้เรื้อน จึงไม่ได้รับการตอบสนองจากแกนนำ-แกนนอน

ต้องไปใช้บริการ “ขนอุย” ในคราบนักศึกษาออกมาทำบ้าๆ บอๆ!

ทำยังไง…?

ก็อย่างที่เห็นหน้าหอศิลป์ กรุงเทพฯ ย่านสยามสแควร์บ้าง ที่ขอนแก่นบ้าง ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะเข้าใจบทเริ่มต้น-ลงท้ายได้อยู่ เพียงดูผ่านๆ ทางโซเชียล มีเดีย ที่เขาโพสต์กัน ก็ครบรส-ครบด้าน

เพลินดี อย่างที่พวกขนอุยออกมาแสดงนั่น-นี่ ก็มีคนนำ “แผนรับจ้าง” มาปูด ด้วยการโพสต์ว่อนไปหมด

จริง-ไม่จริง ผมไม่ทราบ ลองอ่านแผนที่รุ่นใหญ่ “กำกับบท” ให้รุ่นขนอุยแสดงดูก็ได้ เขาสั่งว่างี้….

แผนการวันนี้ (อย่าส่งคนนอกกลุ่ม)

1.ใช้แนวร่วมที่ปลุกระดมและติดต่อไว้ โดยเอากลุ่ม นศ.นำ แล้วยุให้ไปสร้างสถานการณ์ในวันนี้ (22 พ.ค.) ตามสถานที่สำคัญ แล้วติดตามดูสถานการณ์อีกที

2.ถ้าเหตุการณ์เป็นไปตามที่คาดไว้ ให้ระดมคนมาเพิ่ม และใช้ชื่อปลุกกระแสให้ นศ.เกลียดชัง คสช.และรัฐบาล

3.ถ่ายภาพตอนชุลมุนไว้ให้มากๆ ถ้ามีสภาพคนเจ็บ มีภาพเลือด ให้รีบเอาลงเฟซหรือสื่อโซเชียล เพื่อเรียกให้คนมาชุมนุมเพิ่ม

4.ให้มีคนเป็นแกนคอยตอบโต้ตำรวจหรือทหารในด้านกฎหมาย และอย่าลืมอ้างสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน เพื่อความได้เปรียบ เพราะ จนท.จะได้ไม่กล้าทำอะไร จะได้ใช้เป็นข้ออ้างว่า จนท. 2 มาตรฐาน หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้อีกเรื่อง

5.ถ้าคนมามากๆ ให้กดดันเรียกร้องด้วยข้อเสนอที่ยากๆ และชุมนุมยืดเยื้อ แล้วเรียกสื่อมาตีข่าว แล้วให้บอกว่าตำรวจหรือทหารที่มาทำร้ายประชาชน

6.ถ้ามีสื่อต่างชาติ ให้เรียกมาถ่ายในวงที่ชุมนุม เพื่อให้ได้ภาพข่าวฝั่งเราออกไปต่างประเทศมากๆ จะได้ใช้ประโยชน์ เป็นการกดดันองค์กรต่างชาติมาสนใจมากขึ้น

7.ทีมแต่งภาพ ให้เก็บภาพมาทำกราฟิก และปล่อยให้เร็ว ปล่อยในเฟซกลุ่ม นศ.ที่คัดไว้ให้มากๆ และบอกว่า จนท.เจตนาทำร้าย นศ. เล่นหนักๆ ให้ออกมาเพิ่มให้ได้

เนี่ย…อ่านแล้วขำดี แผนจริง-ไม่จริงไม่รู้ รู้แต่ว่าที่ขบวนการกวนเมืองระบอบทักษิณ ในซีกที่ใช้นักศึกษา ใช้มวลชนเปลี่ยนหน้า-เปลี่ยนเสื้อที่ผ่านมาทุกครั้ง

เป็นไปตามนั้นเปี๊ยบ!

พวกนี้เขารับงานเป็นทอดๆ จ้างสำนักข่าวและนักข่าวต่างประเทศไว้แก๊งหนึ่ง พวกขนอุยยั่วให้ตำรวจ-ทหารจับ แล้วพวกสำนักข่าวก็ถ่ายภาพ-รายงานข่าว

“รัฐบาลเผด็จการคุกคามสิทธิมนุษยชน”!

แล้วก็ถึงคิว ไอ้พวกอัมเนสตวย พวกหิวหมา สมุนรับใช้ไอ้กันทั้งนั้น รับลูกต่อ แสดงบทผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาล

นี่คือแพตเทิร์นสร้างข่าว-สร้างกระแสหวังกำจัดรัฐบาลคสช.เพื่อให้รัฐบาลตามใบสั่งไอ้กันเข้ามาแทน!

ที่ผมบอกว่าเป็นสัญญาณ “วันแห้งตาย” ของระบอบทักษิณก็คือ เป็นที่ประจักษ์ชัด………

การฉวยโอกาสออกมาแสดงเป็นสัญลักษณ์ต้านรัฐบาลคสช.ของแก๊งไอ้ขี้เรื้อนวานซืนนี้

สังคมประเทศ “ไม่เอาด้วย”!

แม้กระทั่งผู้นิยมชมชอบทักษิณ ก็ไม่มีใครออกมาร่วมป่วนบ้าน-ป่วนเมือง มีแต่ขนอุยกระจุกเดียว ลูกหลานใครบ้างก็ดูเอา ทำตัวเป็นขยะสังคมน่ารังเกียจ

แต่อ้อ…เห็นอยู่ ๒ คน ออกไปแสดงตนเป็นผู้อภิบาลขนอุย

ส.ศิวลักษณ์

กับ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล

เมื่อดูกระแสทางโซเชียล มีเดีย จะมีทัศนคติต่อการทำบ้าๆ บอๆ ของพวกอ้างเป็นนักศึกษาที่โพสต์กันประมาณนี้……….

-รู้จักเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ….แต่ไม่รู้จักเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประเทศ
-โหยหาการเลือกตั้ง…..แต่ไม่เคยถามหาคนรับผิดชอบที่ทำให้ประเทศเสียหาย
-เรียกร้องประชาธิปไตย….แต่ไม่เคยถามหาความผิดคนโกงกิน
-รู้จักต่อสู้กับทหาร….แต่กับทรราชไม่กล้าแตะ
ถ้าประเทศชาติจะล่มจม ก็เพราะมีเยาวชนโง่ๆ อย่างนี้แหละ

อีกเจ้า โพสต์จั่วหัวว่า “อีกมุมความจริง ที่สื่อหลักไม่ค่อยนําเสนอ”!!

๐ เมื่อบอดบื้อสื่อใบ้ไม่ขายข่าว
ความก้าวร้าวนักศึกษา หน้าแก่
ไม่เผยภาพอันธพาลอันยอดแย่
กูจึงช่วยเผยแผ่ให้โลกรู้

๐ ให้โลกเห็นขี้เหงื่อ เด็กเหลือขอ
มันก็แค่กํามะลอรับจ้างสู้
ไม่มีหรอกอุดมการณ์ในพานชู
แค่หาอยู่หากินกับสินบน

๐ ให้โลกเห็นความร้ายกาจ ผงาดหมัด
เหมือนท่วงท่าถนัดสัตว์หน้าขน
จิกขยํ้า คํ้ากะโหลก เถอะโลกยล
เจ้าหน้าที่แทบปี้ป่นไปกับมือ

๐ มันก็แค่ผีห่าในผ้าขาว
พวกหนุ่ม-สาวสาไถย แสร้งใสซื่อ
พวกรับจ้างขายแรงแข่งกระบือ
ออกมาถือความหมายทําร้ายแผ่นดิน

๐ อยากเป็นข่าว กูจะช่วยอํานวยโชค
โฆษณาความโสโครกไม่รู้สิ้น
ให้โลกรู้ความตอแหลเด็กทมิฬ
เห็นเจตจินต์โปรเจ็คเด็กระยํา
………เพลงผ้า ปรพากย์

เนี่ย…ปรอท สำหรับวัดไข้ โซเชียล มีเดีย สำหรับวัดกระแสสังคม สรุปได้เลย ถึง ณ ขณะนี้ ทักษิณ….มึงตายแล้ว!

มีแต่คนออกมาโกนขนอุยและก่นด่าหมาขี้เรื้อน อย่าว่าแต่ในประเทศเลย ที่สหรัฐฯ ข่าวว่า นายสุนัย นายสุรพงศ์ นังดา และใครต่อใคร ขายบัตรจัดงานถล่ม คสช.ที่ชิคาโก

แต่กลับกลายเป็นว่า ถูกคนไทยในสหรัฐฯ รุมถล่มพวกจัญไรจนเวทีล่ม ….เลิกจัด!

เห็นมั้ย….ทักษิณ ไม่มีใครเอากะมึงแล้ว นี่ เมื่อวาน (๒๔ พ.ค.) เห็นซื้อพื้นที่ CNN ขององค์การ CFR ออกคำสัมภาษณ์ เป็นการส่งสัญญาณ

ดิ้นครั้งสุดท้ายตามสันดานเดิม ก่อน “ตายทั้งพี่-ทั้งน้อง”…………

“กระบวนการพิจารณาที่ขัดหลักยุติธรรมทำให้ผู้สนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหว ผมก็ได้เรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนอดทนไว้ แต่หากถึงจุดที่จำเป็นก็ขอให้เป็นไปด้วยความสงบ อย่าให้กลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรง เชื่อว่า

กลุ่มผู้สนับสนุนจะยังไม่ออกมาเคลื่อนไหว จนกว่าสถานการณ์จะเลวร้ายจริงๆ ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังทดสอบ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ ก็เพียงแค่รอ”

เห็นมั้ย…สุดท้ายก็ กระชากหน้ากากตัวเองให้เห็นว่า…ไอ้หน้าหมาตัวไหน ที่บงการทำลาย-ทำร้ายบ้านเมืองมาตลอด?

“ผมเรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุนอดทนไว้…….สิ่งที่ต้องทำ ก็เพียงแค่รอ”!

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ความอ้ำอึ้งของคณะคสช.กรณีราชภักดิ์

ยืนแถวตรงมาแต่เร่ิมแรก  ย้ำไม่มีการทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่ เป็นผู้ร่ิเร่ิมผลักดันแต่แรก  หลังมีข่าวนายทหารใก้ลขิดสองนายถูกตั้งข้อสงสัยอาจเข้าไปเกี่ยวข้องหาประโยชน์ในเรื่องจัดสร้างอุทยาน รวมถึงเรื่องการการหล่อพระบรมรูปนุสาวรีย์ 7พระองค์ที่เป็นการดำเนินการของมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ที่พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เป็นประธาน มีพล.ต.สุชาติ พรมใหม  ฝ่ายอำนวยการที่ใก้ลชิดทำหน้าที่เลขานุการมูลนิธิ ตลอดช่วงที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินคำชี้แจงที่ชัดเจนจากตัวพล.อ.อุดมเดช  ว่าเกิดอะไรขึ้น กับนายทหารที่ใก้ลขิดสองนาย รวมถึงพ.อ.คชาชาติ บุญดี  ที่เป็นสาเหตุให้ต้องหลบหนีและลาออกจากการรับราชการ  เป็นที่มาของข้อสงสัยของสังคมว่าแล้วนายจะมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วยไหม และในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชาต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรหรือไม่ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางที่มิชอบของการเป็นฝ่่ายอำนวยการให้กับพล.อ.อุดมเดช ของนายทหารทั้งสองนายจนนำไปสู่การออกหมายจับ พร้อมข้อสงสัยจากสังคมว่ามีส่วนร่วมหาประโยชน์ในการจัดหล่อพระรูป...
หากตัดสินทางการเมืองแต่แรก  เรื่องคงไม่บานตะเกียงมาให้อาตู่ปวดตับอย่างทุกวันนี้ … 
หรือยังคิดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าในสถานการณ์อย่างนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไร … 

ที่มา:Fb sermsuk kasitipradit

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เริ่มแล้ว! ลาวส่งออกข้าวชุดแรกไปยังประเทศจีน



เริ่มแล้ว! ลาวส่งออกข้าวชุดแรกไปยังประเทศจีน
เมื่อวานนี้ (10 ธ.ค.) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ส่งออกข้าวชุดแรกไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งออกข้าวไปยังประเทศจีน โดยพิธีส่งมอบได้จัดขึ้นในเมืองสะหวันนะเขต ประเทศลาว
Phet Phomphiphak รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ได้กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลาวและจีน ซึ่งเป็น "เพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี สหายที่ดี และพันธมิตรที่ดีต่อกัน"
ภายใต้ความร่วมมือที่ครอบคลุมระหว่างทั้งสองประเทศ ข้าวในปริมาณที่มากขึ้นจากประเทศลาวจะถูกส่งออกไปยังประเทศจีน นาย Phet ยังได้กล่าวเสริมว่ากระทรวงของเขาจะยังคงสนับสนุนการส่งออกข้าวลาวไปยังประเทศจีน ขณะเดียวกันก็จะมีการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรลาว เพื่อจะยกระดับรายได้ของประชาชนลาวอีกด้วย
ลาวจะขยายพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรและกำหนดภูมิภาคสำหรับการทำสวน ด้วยควาหวังว่าจะได้มีการลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับประเทศจีนที่มากขึ้น เพื่อส่งออกข้าว ผัก และผลไม้ของลาวไปยังตลาดจีน รัฐมนตรีกล่าว

อนาคตของยูเครนและตุรกี:

ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

อนาคตของยูเครนและตุรกี:
ผมไม่คิดเลยว่ามะกันจะให้ความสำคัญอะไรแก่ตุรกีและยูเครนมากมายนัก นอกจากแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง
ที่คิดอย่างนี้ เพราะตะกี้เห็นข่าวแว็บๆ ว่าทหารยูเครนบ่นกันว่าอาวุธที่มะกันส่งให้ยูเครนใช้ตอนนี้มีแต่เก่า บุโรทั่งทั้งนั้น รถฮัมวีย์ที่เอาไปวิ่งยูเครนก็ติดขัดบ่อยๆ มะกันเคยนำไปใช้ที่อิรักอย่างสมบุกสมบันมาแล้วค่อยยกให้ยูเครน ทำให้สรุปได้ว่ามะกันคงจะแค่ต้องการให้ยูเครนเป็นฐานทัพของตัวเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น ส่วนว่ายูเครนจะมีปัญหาเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างไรส่วนใหญ่ก็จะแก้กันเอง เช่น ก่อนนี้ เคยใช้ก๊าซจากรัสเซียในราคามิตรภาพ พอมะกันแทรกแซงจนมิตรภาพหมดไป ยูเครนก็ดิ้นรนหาจากที่อื่นอย่างหนักเพื่อเอาตัวให้รอด มะกันมายุให้มิตรแตกมิตรเพื่อตนจะได้ประโยชน์อย่างเดียว ถึงช่วยอะไรก็ไม่ได้ช่วยอย่างยั่งยืน
ตุรกีก็เหมือนกัน เป็นเพื่อนรัสเซียอยู่ดีๆ ได้เงินจากนักท่องเที่ยวรัสเซียเป็นจำนวนมหาศาลต่อปี ได้ก๊าซจากรัสเซียในราคาเป็นธรรมอยู่ดีๆ แต่พอคบกับมะกัน มิตรภาพกับรัสเซียก็หมดไป ตอนนี้ จะพึ่งรัสเซียอีกก็ไม่ได้แล้ว จะไปพึ่งมะกันก็ไม่มีอะไรจะพอพึ่งได้ นอกจากมีอาวุธให้ซื้อเท่านั้น
ที่เขียนมานี้ ผมมีข้อสังเกตว่าชาติไหนที่มีฐานทัพหรือทหารมะกันเคยไปตั้งอยู่หรือกำลังตั้งอยู่ ประชาชนรำคาญทั้งนั้นเพราะไม่ได้อะไร ผลเสียมีมากกว่า ไม่ว่าไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์และยูเครน และรัฐบาลมะกันนี้ชอบให้ชาติอื่นๆ แตกแยกกันจัง ดูชะตากรรมตุรกีตอนนี้สิครับ พอทะเลาะกับรัสเซียซึ่งเป็นชาติที่อยู่ใกล้และเคยพึ่งพากันมาตลอด แล้วต่อไปจะลงเอยอย่างไร? จะไปพึ่งมะกันเหมือนที่เคยพึ่งรัสเซียได้หรือเพราะวันๆ มีแต่จะเสนอขายอาวุธให้?
ผมมองแบบบ้านๆ ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรครับ
11 ธันวาคม 2558

“บิ๊กโด่ง” จวกใครบางคน ให้มีวุฒิภาวะ-มีสติ อย่าตั้งธงชี้นำว่าทุจริต เพราะแค่เพียงรับเอกสารจากคนบางคน




“บิ๊กโด่ง”  จวกใครบางคน ให้มีวุฒิภาวะ-มีสติ อย่าตั้งธงชี้นำว่าทุจริต เพราะแค่เพียงรับเอกสารจากคนบางคน

เมื่อเวลา 13.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ว่า ตนตั้งใจทำโครงการดังกล่าว ไม่ได้ต้องการหาประโยชน์เพื่อตัวเอง และไม่เคยคิดว่าในชีวิตจะต้องเจออะไรแบบนี้ เพราะในชีวิตผ่านการรบฝ่าดงระเบิดก็ผ่านมาได้ แต่กรณีนี้กระทบต่อชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดชีวิต ที่ผ่านมาทำหน้าที่ปราบคนโกง ผู้มีอิทธิพล แต่กลับถูกตราหน้าว่าเป็นคนโกงเสียเอง โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ คิดว่าเป็นจุดแข็งของตน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาจึงรู้สึกเป็นห่วง และต้องแก้กันเป็นห้วงๆ ไป ตอนนี้ทุกอย่างหยุดชะงัก หากเป็นแบบนี้ในระยะยาวจะเกิดความเสียหายต่ออุทยานขึ้น ตนอยากจะตั้งโต๊ะชี้แจงในกรณีที่เป็นปัญหา แต่เวลานี้ถือว่าไม่เหมาะสมแล้ว เพราะเหมาะที่จะให้คณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบแล้วจึงแถลง และขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่สามารถฮั้วกับคณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหมได้ หากจะซักถามอย่างไรต้องเป็นไปตามกระบวนการ

“ทำงานก็ทำกันไป รับเงินมาก็เป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ทางการเงิน คนที่ใช้จ่ายก็ไปเบิกตามความเป็นจริง ตามแผนงาน ไม่มีอะไร มีแต่สิ่งดีๆ ทั้งนั้น เราก็เสียใจที่ทำสิ่งดีๆ แล้วมาเป็นถึงขนาดนี้ ไม่ได้ห่วงใยตำแหน่งหรืออะไรหรอก งานที่ทำเราก็ทำไป ไม่ได้บอกว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ต้องทำไปเรื่อยๆ” พล.อ.อุดมเดชกล่าวและว่า เสียดายที่การชี้แจงรายรับ-รายจ่ายของกองทัพบกครั้งที่แล้วน่าจะมีการนำรายละเอียดเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายมาชี้แจงด้วย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถตรวจสอบได้ เช่น การปลูกต้นปาล์มที่ได้รับบริจาคมานั้นและมีข่าวว่าต้นละ 3 แสนบาท แม้จะมีการชี้แจงจาก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. แต่ยังไม่ชัดเจน เพราะมีบางคนยังตั้งแง่ ทั้งที่การรับบริจาคนั้นเพื่อหาเงินเข้าโครงการ ทำด้วยกันหลายส่วน มีการจัดคอนเสิร์ต ส่วนที่ตนเคยพูดว่าอาจมีการหักค่าหัวคิวของโรงหล่อนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นการยอมรับว่ามีการรับค่าหัวคิว แต่เหมือนกับค่าตอบแทนบางอย่างระหว่างบริษัทหนึ่งกับบริษัทหนึ่งที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกี่ยวกับกองทัพบก

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่ามีการทุจริต พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า

“ต้องถามว่าถูกต้องหรือไม่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วมีคนสองคนเดินมาหาแล้วนำซองเอกสารสีน้ำตาลบางๆมาให้ คุยกันอยู่สักพักเสร็จแล้วมาบอกว่าทุจริตแน่นอน มีที่ไหนเขาทำกัน จริงๆ แล้วทำแบบนี้ผิด เพราะเป็นการชี้นำ เพราะกรรมการที่ตรวจสอบต้องหาคนผิดให้ได้ ต้องเป็นลักษณะที่ว่าเอาข้อมูลมาแล้วไปให้กับ สตง. ป.ป.ช. ไปไล่ดูแต่ละจุดว่ามีความผิดต่างๆ อย่างไร ไม่ใช่ออกมาพูดแบบนี้ อย่างนี้แสดงว่าอย่างไร เป็นนายพรานออกมาจากพุ่มไม้หรืออย่างไร เป็นนายพรานหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ผมไม่ได้ทะเลาะกัน แต่เขาพลาดพลั้งที่พูดไป ถามว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีวุฒิภาวะในตัวเองทุกคน จะต้องมีสติ ไม่ใช่มีธงในใจ พอนักข่าวถามก็ตั้งใจว่าเดี๋ยววันนี้จะฟันแน่ การเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่มีเอกสารอยู่แค่นั้นแล้วจะมาบอกว่าผิดแน่นอน ต้องให้กรรมการเข้าไปตรวจสอบดูบัญชี” 

หัวหน้าเรือนจำมทบ.11 แจ้งเอาผิดเว็บประชาไท

หัวหน้าเรือนจำมทบ.11 แจ้งเอาผิดเว็บประชาไท
Cr:เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. นายนฤพนธ์ แก้วเทศ ผอ.ส่วนควบคุมผู้ต้องขัง เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมนายบุญญรักษ์ บุญญาธิการ หัวหน้าเรือนจำชั่วคราว แขวงถนนนครไชยศรี ซึ่งตั้งอยู่ในมทบ. 11 เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนปอท. เพื่อแจ้งความเอาผิดกับเว็บไซต์ประชาไท โดยนายบุญญรักษ์ กล่าวว่า เนื่องจากเว็บไซต์ดังกล่าวได้ เผยแพร่บทความพาดพิงตนในฐานะผู้ดูแลเรือนจำชั่วคราวฯระบุว่า ได้รับตัวนายฐนกร ศิริไพบูลย์ ผู้ต้องหาความผิดมาตรา 112 ซึ่งโพสต์แผนผังทุจริตการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ควบคุมไว้ในเรือนจำชั่วคราว 1 คืน ซึ่งไม่เป็นความจริง และตนเคยชี้แจงให้ทราบไปแล้ว การที่เว็บไซต์ดังกล่าว โพสต์ข้อความว่าตนเป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวซึ่งเป็นความเท็จ จึงทำให้ตนเสียหาย ตนจึงนำบทความจากเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งโพสต์เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา มามอบให้พนักงานสอบสวน พื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบสำนวน เอาผิดกับเว็บไซต์ประชาไท และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวฯกล่าวต่อว่า ตนทำงานในกรมราชทัณฑ์มาแล้ว 27 ปี ที่ผ่านมาดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการรับตัวผู้ต้องขังไปคุมขัง มีหน้าที่ดำเนินการตามคำสั่งศาลเท่านั้น หากทำเกินคำสั่งถือว่า กระทำผิดระเบียบ และเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กรด้วย เมื่อถามว่า ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาปล่อยข้อมูลในลักษณะนี้อย่างไร หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวฯ กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจเจตนา แต่สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ เป็นอย่างไรตนไม่เคยให้สัมภาษณ์ การจะให้สัมภาษณ์จะเป็นไปตามคำสั่งและต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อนเท่านั้น.

ทูตสหรัฐฯ-อังกฤษ-นิวซีเเลนด์ แชะภาพร่วม เตรียมพร้อมก่อน"ปั่นเพื่อพ่อ"



วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เวลา 14:52:32 น.






ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมาร์ค เคนท์ (Mark  Kent)เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย นายกลิน เดวีส์ เอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และนายเบน คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีเเลนด์ประจำประเทศไทย ถ่ายรูปร่วมกันก่อนเข้าร่วมในกิจกรรม Bike for Dad ปั่นเพื่อพ่อ ก่อนทวิตภาพลงในทวิตเตอร์ส่วนตัวของ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร

ส่วนบรรยากาศที่กระทรวงการต่างประเทศ เป็นที่รวมตัวของ ขบวนนานาชาติ (D1) ซึ่งประกอบด้วย คณะทูตต่างประเทศ ผู้ช่วยทูตทหาร ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่กรมข่าวทหาร ก่อนออกเดินทางปั่นจักรยานจากกระทรวงการต่างประเทศไปร่วมขบวนที่ลานพระราชวังดุสิต

จุฬาราชมนตรีชี้ผลกระทบจากข่าวด้านลบจนมีกระแสต้านมุสลิม


จุฬาราชมนตรีชี้ผลกระทบจากข่าวด้านลบจนมีกระแสต้านมุสลิม ต้องแก้ด้วยการที่รัฐช่วยป้องปราม ขณะที่มุสลิมเองต้องแสดงออกในวิถีที่ทำให้คนเข้าใจตัวเอง
นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยถึงเรื่องของผลกระทบในด้านลบจากข่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงและมุสลิมทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งเรื่องกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) และเหตุก่อการร้ายต่าง ๆ โดยยอมรับว่าเท่าที่เห็นขณะนี้รับรู้ได้ว่า เหตุการณ์หลายอย่างได้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านมุสลิม แต่ก็เห็นว่าสำหรับสังคมไทยแล้ว อาจจะถือว่ายังไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มหรือความเป็นไปได้อยู่บ้างว่าจะรุนแรงได้หากไม่ป้องปราม จุฬาราชมนตรีชี้ว่า เรื่องนี้ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากรัฐ ในขณะที่มุสลิมเองก็ต้องประพฤติตนให้คนเชื่อมั่น
“มุสลิมก็ต้องแสดงตัวให้แตกต่างไปจากผู้ที่มีความคิดใช้ความรุนแรง การแสดงออกของมุสลิมจะเป็นสิ่งที่อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจได้ดีที่สุด มากกว่าการใช้เอกสารหรือการประชาสัมพันธ์ใด ๆ การแสดงออกของมุสลิมต่อคนต่างศาสนา การโอภาปราศรัย มีความรู้สึกเป็นพี่น้องร่วมประเทศ สิ่งนี้จะอธิบายข้อเท็จจริงและลักษณะที่แท้จริงของอิสลาม ต้องเอื้ออาทรต่อคนอื่น โดยเฉพาะคนต่างศาสนา ในสังคมไทยเราไม่มีความแตกต่างทางศาสนาที่จะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต ยังไม่เคยมี” พร้อมกับย้ำว่า มุสลิมควรจะศึกษาประวัติศาสตร์ ว่าผู้นำในอดีตเคยปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร แม้กระทั่งคนที่เป็นศัตรูก็ยังช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าอาจจะพบกับคนที่ไม่เปิดใจ แต่ก็เป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องแสดงออกให้ชัดเจนถึงความเอื้ออาทรต่าง ๆเพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นมุสลิมและอิสลาม
จุฬาราชมนตรีกล่าวว่า กระแสต่อต้านมุสลิมที่ปรากฎในบางครั้ง เช่นเรื่องของการสร้างกระแสจะทำลายมัสยิด ทำให้ที่ผ่านมาได้พยายามขอความร่วมมือกับทางรัฐบาลให้ช่วยยับยั้งกระแสต่อต้านและให้ร้าย แต่อีกด้านก็พยายามบอกมุสลิมไม่ให้ตอบโต้ แต่ให้ใช้วิธีการแสดงออกในการปฏิบัติเพื่อให้เห็นว่าเป็นมิตรและไม่ใช่ศัตรู
“เราก็เคยขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหานี้ เพราะมันเป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติด้วย ช่วยหาทางยับยั้งกระแสในเรื่องการต่อต้านก่อนที่มันจะบานปลาย ขณะที่มุสลิมก็ต้องตรวจสอบตัวเอง” จุฬาราชมนตรีกล่าว
อย่างไรก็ตาม จุฬาราชมนตรีเห็นว่า ไม่น่าจะมีอะไรรุนแรงมากสำหรับคนเอเชีย โดยเฉพาะสำหรับสังคมไทย เพราะชาวพุทธเองก็เป็นผู้ที่รักความสงบเช่นกัน แต่จุดที่น่าเป็นห่วงอีกจุดหนึ่งคือมือที่สาม ที่อาจจะสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้นได้ จึงต้องฝากให้รัฐบาลดูแลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป ความขัดแย้งทางศาสนาไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะว่าเกิดแล้วแก้ไขได้ยาก

ระหว่างสถาบัน-คนที่เรียกว่าตำรวจ เปลว สีเงิน

11122558 ระหว่าง "สถาบัน-คน" ที่เรียกตำรวจ เปลว สีเงิน
เมื่อเอ่ยชื่อ "พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์" คงรู้จักกันดี?
ท่านเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ และหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา
เมื่อมีคำสั่งย้ายไปประจำศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.)
ท่านลาออกจากราชการตำรวจ!
เหตุลาออก ฟังที่ท่านบอกนักข่าว เพราะรู้สึกว่าการย้ายนั้นไม่เป็นธรรม ที่สำคัญ จากการทำคดีนี้ มีผลให้ข้าราชการทั้งทหาร-ตำรวจ และผู้มีอิทธิพล ตกเป็นผู้ต้องหาจำนวนมาก
และนั่นเป็นเหตุให้ทั้งตัวท่าน-ครอบครัว "ตกอยู่ในอันตราย" ด้วยถูกข่มขู่-คุกคาม หมายปองชีวิตมาตลอด
เมื่อถูกย้ายไปอยู่ชายแดนภาคใต้เช่นนี้ ก็เหมือนถูก "ส่งไปตาย"!
ท่านไม่ได้พูดคำนี้.........
แต่ความหมายทำนองนี้ และเมื่อผู้บังคับบัญชาไม่ยอมทบทวนคำสั่ง เพื่อรักษาชีวิตตัวเองและครอบครัว จึงตัดสินใจยื่นใบลาออก
ทั้งที่อายุราชการเหลืออีก ๓ ปี!
แล้วเมื่อวาน (๑๐ ธ.ค.๕๘) ก็มีข่าวใหม่ หลังได้รับอนุมัติการลาออกเรียบร้อยแล้ว ท่านพาครอบครัวไปพักผ่อนที่ออสเตรเลีย
ที่นั่น ท่านให้สัมภาษณ์นักข่าวโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลีย ว่าจะไม่กลับมาไทยแล้ว
จะยื่นขอลี้ภัยทางการเมืองต่อรัฐบาลออสเตรเลีย หวังลงหลักปักครอบครัวอยู่ออสเตรเลียเลย!
เหตุผลคือ..........
"กลัวตาย" จากการ "เอาคืน" ของแก๊งค้ามนุษย์!
นักข่าวถาม ในฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีโรฮีนจา ถึงวันศาลนัด จะกลับไปขึ้นศาลมั้ย?
ท่านตอบ...ไม่!
ครับ...สรุปเรื่องราวก็จบตรงนี้ ความจริง เรื่อง พล.ต.ต.ปวีณนี้ ผมเห็นใจ แอบให้กำลังใจท่านแต่แรก ด้วยเข้าใจความรู้สึก ทั้ง ๒ ประเด็น
คือประเด็น "ทำความชอบ ผู้บังคับบัญชากลับย้ายไปประจำชายแดนเป็นรางวัลตอบแทน"
กับประเด็น ตัวเองและครอบครัว ถูกข่มขู่-คุกคามเอาชีวิต จากการทำหน้าที่พนักงานสอบสวนตงฉิน แต่ผู้บังคับบัญชากลับไม่อินังขังขอบ
เป็นใคร....ใครก็น้อยใจเป็นธรรมดา!
แต่มาฟังเมื่อวาน ทำให้ต้องนั่งทบทวนอะไรบางอย่าง?
ตอนแรก บอก...ลาออกแล้ว จะพาครอบครัวไปพักผ่อนต่างประเทศสักระยะ
แต่วันนี้ บอกจะขอลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศเลย ไม่กลับมาไทยแล้ว?
สรุป...
ผมชักไม่แน่ใจ "พล.ต.ต.ปวีณ" ต้องการอะไรกันแน่?
ดูประวัติแล้ว ท่าน "เลือดตำรวจ" ร้อยเปอร์เซ็นต์ คือจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่สามพราน โดยตรง
พูดที่ไหน...ใครจะเชื่อ ถ้าคนกลัวตาย กลัวโจร กลัวอิทธิพล ก็ต้องไปสอบเข้าโรงเรียนเย็บปักถักร้อย
แต่นี่ พล.ต.ต.ปวีณ กลับสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งใครก็รู้ นอกจากต้องแข่งขันกันชนิดเลือดตากระเด็นแล้ว
ใจต้องรัก..ใจต้องรู้ ว่าตำรวจนั้น เมื่อเข้าไปเป็นแล้ว ด้วยภาระ-หน้าที่อันเป็นจิตวิญญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ต้องเจออะไรบ้าง?
"อำนาจ-โจร-ปืน-ในกฎหมาย-เหนือกฎหมาย-ตาย-อยู่-ไม่มึงก็กู...ต้องไปกันข้าง"
ถ้า "ตำรวจ-ทหาร" บอก.....กลัวตาย
ผมว่า "เรื่องใหญ่" กว่าระเบิดลงกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกองทัพบกอีก!
ชีวิตทหาร-ตำรวจ เมื่อผู้บังคับบัญชาย้ายไปอยู่ในที่ไม่ถูกใจ เสี่ยงภัย-เสี่ยงอันตราย บ้านไร่-ปลายแดน ต่อรองไม่ได้ ก็พากันลาออก
แล้วแบบนี้......
ประเทศชาติ จะมีกองทัพ-กองตำรวจไว้เพื่ออะไร?
มนุษย์ทุกคน นอกจากพระอรหันต์แล้ว มีใครรู้ "ที่ตาย" ตัวเองบ้าง?
พล.ต.ต.ปวีณ รู้ได้อย่างไรว่า ย้ายไปประจำศูนย์ชายแดนภาคใต้แล้วต้องตาย อยู่ที่อื่น ที่ไม่ใช่ชายแดนใต้ แล้วจะไม่ตาย
อย่างขอลี้ภัยอยู่ออสเตรเลีย........
สมมุติแก๊งค้ามนุษย์จะ "เอาคืน" จริงๆ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่า อยู่ออสซี่แล้วปลอดภัย มันมาเอาคืนไม่ได้?
ด้วยแนวคิดตามทัศนคติท่าน ทำคดีไหนตงฉิน เอาคนมีสี-มีเส้น-มีเงิน-มีอิทธิพลเข้าคุกแล้ว ชีวิตจะไม่ปลอดภัย
แบบนี้...ตำรวจทั้งฝ่ายปราบและฝ่ายสอบสวนอีกครึ่ง-ค่อนสถาบันวันนี้ก็ไม่มีใครปลอดภัยแล้ว ต่างตกอยู่ใต้การข่มขู่-คุกคามพวกโจรทั้งนั้น
แล้วจะทำยังไงดี........!
ในเมื่อตำรวจกลัวโจรซะแล้ว ผมก็ยังคิดวิธีแก้ไม่ตก หรือต้องพากันลาออก แล้วขอลี้ภัยโจร ไปอยู่ต่างประเทศกันให้หมด?
ชีวิตข้าราชการ ไม่ว่าข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ.....
คำว่า "ไม่เป็นธรรม" มันคู่กับคำว่า "ถูกย้าย" มาตั้งแต่พระเจ้าชักกระดูกซี่โครงอดัมไปปั้นเป็นอีฟโน่นแล้ว!
ใครที่คิดว่าโลกนี้มีความเป็นธรรม หรือไม่มีความเป็นธรรม ขอให้รู้ไว้นั่น...คิดนั้นก็ไม่เป็นธรรม
ทุกวงการ ทุกคน ทุกหน่วยงาน ถ้าคิดหาเหตุผลในการย้าย ก่อนจะหา... ต้องรู้จักด้วยเข้าใจคำว่า "หน้าที่" ในงานที่ตัวเองอาสาเข้ามาก่อน
หา-ด้วยเข้าใจภาระ-หน้าที่พบ ก็จะพบเหตุและผลในการย้าย
เมื่อพบแล้ว.......
บั้นปลายของการย้าย ก็จะเข้าใจเองในคำว่า "เป็นธรรม-ไม่เป็นธรรม" คืออะไร!
สมัยผมเป็นนักข่าวโรงพัก พวกสารวัตรใหญ่ จำใจอดเปรี้ยวไปกินหวาน ต้องย้ายก้นไปนั่งปากแห้งในตำแหน่ง "รองผู้กำกับ"
ผู้กำกับก็เหมือนกัน ไม่มีใครอยากไปนั่งหาวในตำแหน่ง "รองผู้บังคับการ" แต่มันจำเป็น...ต้องไป
นี่คือตัวอย่าง ทุกคนในระบบรู้ จากสารวัตรใหญ่จะพรวดขึ้นผู้กำกับย่อมไม่ได้ และจากผู้กำกับระดับ พ.ต.อ.จะพรวดขึ้นเป็นผู้บังคับการ ระดับ พล.ต.ต.ก็ไม่ได้
ต้องยอมถูกย้ายไปอยู่ในที่ "ต้องจำใจ" เพื่อรอขึ้นเก้าอี้ที่ใหญ่กว่าเดิมกันแทบทั้งนั้น
พล.ต.ต.ปวีณนั้น ดูตามประวัติ ท่านเป็นนายตำรวจผลงานดีเด่นเหนือใครๆ ใน นรต.รุ่น ๓๕
และชีวิตตำรวจ เติบโตวนเวียนอยู่ในภาคใต้มาตลอด!
เนี่ย...ดูแล้ว ก่อนลาออก อยู่ในตำแหน่ง "รองผู้บัญชาการ" ถ้าอดใจไปอยู่ชายแดนใต้ซักพัก ด้วยความเจิดจ้าพิชิตคดีโรฮีนจา
อดใจซักพัก เก้าอี้ "ผู้บัญชาการ" ด้วยยศ พล.ต.ท.จะต้องมาเป็นคำตอบของคำว่า "เป็นธรรม-ไม่เป็นธรรม" ค่อนข้างแน่
แต่ในเมื่อตัดสินใจเช่นนี้ ก็ต้องเคารพการตัดสินใจท่าน แต่ที่บอก...จะไม่มาทำหน้าที่ในศาล ในคดีโรฮีนจาที่ท่านเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนนั้น
อืมมมมม....!?
เอาล่ะ...ถึงยังไงผมยังให้เกียรติที่จะไม่เชื่อตามที่ท่านย้ำ "กลัวโจร" ถึงขั้นลาออก หนีตายขอลี้ภัยไปอยู่นอกประเทศ
แต่ถ้ามี "ตำรวจกลัวโจร" จริงๆ ล่ะก็ ผมอยากขอเพิ่มเติม
ขอให้ตำรวจ "กลัวบาป" บ้าง บุญจะได้มีตกถึงประชาชน!
ไหนๆ ท่านก็ลาออก ไปดี-ลี้ภัยรอดแล้ว........
แต่สถาบันตำรวจยังอยู่ ตำรวจอีกหลายแสนนาย ยังต้องเป็น "งูเห่า-พังพอน" กับสุจริตชนและทุจริตชนอีกนานแสนนาน
เห็นแก่รูปปั้น "ตำรวจอุ้มประชาชน" หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเถอะ หยุดให้สัมภาษณ์หรือบอกใครต่อใครว่า...ที่ลาออก ที่ต้องขอลี้ภัย
เพราะเป็นตำรวจ "กลัวตาย"
เพราะถูกย้ายไปอยู่ ๓ จว.ใต้...กลัวแก๊งค้ามนุษย์เอาคืนเลย!
ผมอยากให้ "ความทรงจำดีๆ" ของผม ที่มีต่อตัวอ่าน สวยงามอยู่ตลอดไป
ไม่อยากเห็น-ไม่อยากได้ยินท่านพูดด้านร้ายกับสถาบันที่ท่านเลือกเข้าไปอยู่-เข้าไปเป็นเองแต่แรก
เพราะอย่างน้อย "สถาบันตำรวจ" ก็สถาบันของชาติ
สถาบันไม่เคยชั่ว ไม่เคยเลว ไม่เคยอคติ-ลำเอียง ยุติธรรม-อยุติธรรมกับตำรวจหรือประชาชนคนไหน
มีแต่คนที่เข้าไปอาศัย-ไปแฝงสถาบันตำรวจในเครื่องแบบ "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" บางคน-บางพวกนั่นแหละ
มันชั่ว-มันเลว บางคน เป็นใบบัว "บังโจร"!
ก็หวังท่านอยู่จะได้ช่วยพยุงบ้าง แต่เมื่อตัดช่องน้อย ผมก็พลอยเศร้าครับ.

เตรียมจับแอดมินเพจกว่า20คน เล็งเอาผิดอีกกว่า100คนร่วมไลค์-แชร์



วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เวลา 10:11:37 น.


กรณี พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อม พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คสช. เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายฐนกร หรือเอฟ ศิริไพบูลย์ อายุ 27 ปี ชาว อ.เมืองสมุทรปราการ ที่ทหารเข้าควบคุมตัวเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากสืบสวนพบว่าเป็นผู้โพสต์แผนผังการทุจริตโครงการราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ข้อหาปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 นั้น

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พนักงานสอบสวน บก.ป.เข้าขออำนาจศาลทหารเพื่อออกหมายจับนายฐนกร และศาลได้พิเคราะห์หลักฐานแล้วจึงอนุมัติออกหมายจับเลขที่ 63/2558 ให้จับกุม นายฐนกรในข้อหาตามมาตรา 112 มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550
        
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า แอดมินของเพจ “สถาบันคนเสื้อแดงแห่งชาติ” มีจำนวนกว่า 20 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่มีข้อมูลของแอดมินทั้งหมดแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเตรียมดำเนินคดี นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังรวบรวมรายชื่อเจ้าของเฟซบุ๊กที่เป็นสมาชิกเพจดังกล่าว ที่กดถูกใจและแชร์ข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม ส่อเค้าว่าจะกระทำความผิดข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เอาไว้ทั้งหมดแล้ว สำหรับเรื่องดังกล่าวฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะ ดำเนินการจับกุมบุคคลที่ทำผิดกฎหมายในลักษณะที่ส่อว่า เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างเด็ดขาด หลังจากนี้จะออกหมายจับกลุ่มบุคคลในฐานความผิดนี้เพิ่มเติมอีกหลายร้อยราย