PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559

บิ๊กตู่ เปิดใจกลางดงทหาร....

บิ๊กตู่ เปิดใจกลางดงทหาร....
นายกฯถาม "ทหารน่ารังเกียจตรงไหน เขาพยายามสลายทหารให้ได้ ยันเราไม่ได้หวงความรักชาติสถาบัน ไว้คนเดียว แต่เราเป็นแกนให้" เผย"พอมีเรื่อง ก็เรียกทหาร พอเรามาแก้ปัญหาให้ ก็ไม่โกรธ แต่พอปชต.ไปไม่ได้ก็โทษทหารอึก นี่คือคำตอบว่า มีทหารไว้ได้อะไรมากกว่าที่คิด"...ถามรู้หรือยัง "ทหารมีไว้ ทำไม" ไว้ตายเพื้อปกป้องชาติ รักษาแผ่นดิน ให้คนที่ถามคำถามนึ้ นั่นแหล่ะ เรารักษาแผ่นดิน เพื่อคน70 ล้านคน อย่ารังเกียจทหาร และอย่าดูถูกน้ำใจทหาร ยันทหารพร้อมเสียสละ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ได้ต้องการเข้ามามีอำนาจ เราต้องรัก สามัคคีกัน อย่าแตกแยก
ถามใครอยากปฏิวัติผมมาเลย ยันไม่มีแย่งตำแหน่ง แยกค่าย.. เผย กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่ถ้าจะถูกทำลาย ลงได้ภายในไม่กี่วัน กว่าจะเป็นปชต.เรา83ปี แล้ว เป็นปชต.แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ต้องใช้ไม้พยุง ตลอดเวลา...เผย จับตัว"ด็อกเตอร์"อ้างชื่อรมต.อ้างว่ารู้จักผมและรองนายกฯ เพื่อต้องการเอาโครงการต่างๆ รู้แล้วว่าเป็นใคร คนของเราคือไม่ซื่อสัตย์
รร.เตรียมทหาร นครนายก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ซึ่งเป็น ตท.12 พร้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ/รมว.กห. ตท.6 พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มท.ตท.10 พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กห.ตท.14 พลเอกไพบูลย์ ตท.15ปลัดกห.ผบสส.ผบ.เหล่าทัพ ผบตร.ร่วมงานเกียรติยศจักรดาว 58ปี รร.เตรียมทหาร ขาด บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ.ไปจีน แม้จะได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว แต่ไม่ได้มารับรางวัล
นายกฯชมวิดีทัศน์ 3 ทหาร ที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ และมอบรางวัล จักรดาวสดุดี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในนามของศิษเก่าขอยกย่องทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ สมเกียติยศศักดิ์ศรีของชาติ
"ทำให้ตอบคำถาม ที่ถามว่า มีทหารไปเพื่ออะไร ก็เพราะว่าทหารทุกคนรักษาแผ่นดินให้คนที่ถามและคนอีก70ล้านคนได้อยู่ ดังนั้นอยากให้ทุกคนช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนให้เขารู้คุณค่าของทหาร"
นายกฯ กล่าวว่า พี่น้องๆต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาขนว่าประเทศนี้ จะต้องเป็นอย่างไรในอนาคต ตัองมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือว่าเราจะต้องทะเลาะกัน แย่งกันเข้ามามีอำนาจ เพื่อใช้ได้เป็นรัฐบาล ใช้งบประมาณ ประเทศเรามีแค่นั้นหรือ
"วันนี้เขาลืมกันหมดแล้วว่า ผมต้องเอาศักดิ์ศรีของทุกคนเข้ามาตรงนี้เพราะอะไร"
นายกฯ ระบุว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล ทำประโยชน์ต่อกองทัพ ประเทศชาติ ประชาชน นำไปสู่ความภาคภูมิใจของโรงเรียนเตรียมทหาร คนที่ได้รับรางวัลในวันนี้หลายคนยังอยู่ในราชการ ก็ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ส่วนคนที่เกษียณอายุราชการก็ยังมาช่วยทำงานเพื่อประเทศชาติ
นายกฯออกตัวว่า วันนี้ แม้จะรีบ แต่พอมีเวลาที่จะพูดกับะวกเรา เพราะเป็นสายเลือดเดียวกัน มาจากต้นทางเดียวกัน ถึงแม้จะมีคนฟังเพียงคนเดียว ผมก็จะพูดต่อไป เพราะบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีใครพูด เราถือเป็นสายเลือดเดียวกัน ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปได้ภายในเวลาที่มี ไม่ใช่เพราะศักดิ์ศรีของผมแต่เป็นเพราะศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยทั้งประเทศ ตนย้ำว่า พวกเรามาจากต้นกำเนิดเดียวกันดังนั้นไม่มีวันแยกออกจากกันได้ วันนี้เราต้องมาช่วยกันเพื่อทำให้เกิดประวัติศาสตร์ที่ดี และพัฒนารักษาประเทศชาติ ศาสนา พระมหกษัตริย์ ประชาชนให้เข้มแข็ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การทำงานให้ประเทศชาตินั้น ไม่มีวันจบสิ้น ฝากทุกคนช่วยเรียนรู้หลสยอย่าง การเรียนทุกคนมุ่งหวังให้เรียนจบได้ปริญญา แต่สิ่งที่จะช่วยพัฒนาคือการเพิ่มการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้คนมีความเข้มแข็งรู้ตัวเองว่าจะเป็นอะไรในอนาคต
"ส่วนทหารมีทุกสาขาสามารถพัฒนาประเทศชาติได้ ดังนั้นขอให้รู้แบบลึกซึ้ง รู้ให้ครบ เพราะเขาหาว่า เราแข็งแรง อย่างเดียว ใช้แต่แรง แต่ไม่ฉลาด แต่ที่ผ่านมามีทหารจบ ดร.เป็นจำนวนมาก เป็นความภาคภูมิใจ"
นายกฯ กล่าวว่า เราต้องร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ ต้องอาศัยทุกคนช่วยกัน เพราะเราติดกับดักประเทศของตัวเอง โดยเฉพาะปัญหาคำว่าประชาธิปไตย
"ผมมายืนตรงนี้เพื่ออะไร เราต้องเพิ่มการเรียนรู้พัฒนาทรัพยากรให้เข้มแข็ง เพราะ "กรุงโรมไม่ได้สร้างภายในวันเดียว ประชาธิปไตยเราสร้างมา 83ปีไม่สำเร็จ ต้องใช้ไม้ค้ำพยุงตลอดเวลา"
"ผมพูดแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องมาสู้รบ ถามว่า ทหารน่ารังเกียจตรงไหน เขาพยายามสลายทหารให้ได้ ดังนั้นขอให้ไปบอกใครก็ไม่รู้ว่า เราไม่ได้หวงความรักชาติ สถาบัน ไว้คนเดียว แต่เราต้องเป็นแกนให้ประชาชนช่วยกัน "
แม้รัฐบาลนี้แม้ว่าผมจะมาจากอำนาจพิเศษ ที่ผมจำเป็นต้องเข้ามา เพราะประเทศไปไม่ได้ แล้วไมาได้เตรียมการอะไร แต่มาวันนี้ ต่างประเทศ ก็มาพบปะ นานาประเทศเขาก็ยินดี ต่างชาติเข้าใจหมด มาพบจนบันไดทำเนียบฯลื่นหมดแล้ว ขอเจรจาการค้า ธุรกิจ ผมบอกว่า อย่านึกว่าเป็นผม แต่นี่เป็นประเทศไทย แค่ตอนท้ายทุกประเทศ ถามว่า จะเลือกตั้งเมื่อไหร่
นายกฯ เชื่อว่า ตปท.เข้าใจว่า ตามโรดแมพ แต่คนในประเทศไม่เข้าใจ ผมประกาศแล้วว่าทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม๊ป เลือกตั้งปี60 มาถามอีกว่า เดือนอะไร จะต้องให้บอกว่า วันไหนเวลาเท่าไหร่ ด้วยมั้ย
"พอมีเรื่อง ก็เรียกทหาร พอเรามาแก้ปัญหาให้ ก็ไม่โกรธ แต่พอปชต.ไปไม่ได้ก็โทษทหารอึก นี่คือคำตอบว่า มีทหารไว้ได้อะไรมากกว่าที่คิด":นายกฯ
นายกฯเผยว่า ผมตื่นตี3 เขียนงานไป3หน้า ผมถาม รองนายกฯ พลเอกประวิตร ว่า อยู่มาจะ2ปีสั่งไปกว่า1.5หมิ่นเรื่องแล้ว แต่เสร็จไปกี่เรื่อง ท่านตอบ สัก50เรื่องก็แย่แล้ว
"ผมกับรองนายกฯแหย่กัน เป็นความผูกพัน ไม่มีค่าย ไม่มีแย่งตำแหน่งใครจะปฏิวัติผมมาเลย ใครพร้อมยกมือขึ้นเลย ผมว่าไม่มี อย่าไปเชื่อพวกยุแยงตะแคงรั่ว ไม่มีใครอยากได้ตำแหน่งอะไรทั้งนั้น ทุกคนที่เข้ามาเป็นคนดี อย่าดูถูกหัวใจทหารมากเกินไป ทุกคนช่วยเหลือกัน ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองดังนั้นอย่าดูถูกน้ำใจทหาร " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ทุกคนทำงานหนักเพราะปัญหาสะสมมาเป็นเวลานาน นี่คือสาเหตุที่ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉะนั้นขอให้พวกเราทุกคนไปสร้างความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแตกต่างกับฉบับที่แล้ว เพราะมีเรื่องการปฏิรูปทุกอย่างภายในประเทศ
ส่วนคนที่พยายามป้ายเรื่องทุกอย่างให้กับประเทศ ตนถามว่าเป็นคนไทยหรือไม่ ที่นี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน
"ผมอยากจะพูดตรงนี้ยาวๆในหมู่พี่น้องทหารด้วยกัน เพราะอยากจะคุยกับใครสักคนที่เข้าใจเรา มันเป็นภาระความรับผิดชอบที่กดดันผมทุกวัน เราเลยต้องทำงานหนักเพื่อให้คนเข้าใจ และต้องวางรากฐานทุกอย่าง"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาระบบราชการเสียหาย ดังนั้นเราจึงต้องมีเรื่องการปฏิรูป การใช้จ่ายงบประมาณ การบูรณาการทำงาน การสร้างคุณธรรม จริยธรรม ถือเป็นสิ่งสำคัญ การทำงานต้องให้เสร็จให้ได้ในปี2560 ส่วนเรื่องใดที่เป็นเรื่องระยะยาวต้องนำไปใส่ในสภาปฏิรูปประเทศเพื่อดำเนินการต่อ ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีหน้าที่ออกกฎหมายและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องมองที่เป็นเรื่องระยะยาว
ต่อจากนี้เราจะมียุทธศาสตร์ประเทศ20ปี เพื่อให้มีอนาคตข้างหน้าไม่ใช่สเปะสะปะ ต้องมีความชัดเจนในแต่ละเรื่อง ขึ้นอยู่กับพวกเราที่จะกำหนดประเทศ ไม่ใช่เฉพาะใครคนใดคนหนึ่งหรือนักการเมือง สร้าง "กรุงโรม"ที่ว่ายาก แต่สร้างประเทศไทยให้แข็งแรง ยากกว่า
"เพราะยังมีคนทำร้ายกันเองอยู่ ที่ผ่านมามี ดร.คนหนึ่งอ้างว่ารู้จักผมและรองนายกฯ เพื่อต้องการเอาโครงการต่างๆ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นใคร ปัญหาคนของเราคือไม่ซื่อสัตย์ไม่รักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเอง โกงไปหมด วันหน้าคงอยู่ไม่ได้ในประเทศไทย
เราต้องสร้างความเป็นปึกแผ่นให้ได้ ประเทศขาติสำคัญที่สุด ไม่ชอบผม ไม่ชอบรัฐบาลก็ได้ แต่ต้องชอบประเทศไทย ที่นี่เป็นดินแดนศักดิสิทธิ์"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เปิดบันทึก"เด่น โต๊ะมีนา"ชำแหละ"วะฮาบีย์"ทำมุสลิมใต้ป่วน!

โดย "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง
10 เมษายน 2548 19:59 น.

•• ผู้อ่านบางท่าน e-mail เข้ามาหา “เซี่ยงเส้าหลง” บอกว่าที่เขียนไปว่าใน กอส. – คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ นั้นมีแต่ ซุนนีห์, วะฮาบีฮ์ ไม่มี ชีอะห์ ไม่ถูกต้องครบถ้วนเสียทั้งหมดเพราะตามจริงแล้วถ้าจะมองอีกมุมหนึ่งยังไม่มีตัวแทนจุฬาราชมนตรีท่านปัจจุบัน มีแต่ ขั้วตรงข้าม ทั้งขั้วของ เด่น โต๊ะมีนา และขั้วของ ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา ที่ในวงในลึก ๆ รู้กันว่าตั้งความหวังไว้กับการขึ้นไปเป็น จุฬาราชมนตรีท่านใหม่ หรือมองจากอีกมุมหนึ่งนอกจากไม่มี ชีอะห์ แล้วยังไม่มี กลุ่มวะดะฮ์ ซึ่งหมายถึงว่าไม่มี เครือข่ายของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อย่าได้คิดว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สำคัญเพราะในบรรดาสารพัดสาเหตุอันเป็นที่มาของ วิกฤตจังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งในจำนวนนั้นที่ ปรากฏชัดขึ้นทุกที คือ ความขัดแย้งระหว่างสำนักต่าง ๆ ในศาสนาอิสลามด้วยกัน ในประการนี้ถ้า กอส. ภายใต้การนำของ อานันท์ ปันยารชุน ถูกมองเสียตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะ ถูกครอบงำทางความคิด โดย วะฮาบีฮ์ การพิจารณาปัญหาก็ยากจะพบ สาเหตุที่ครบถ้วนรอบด้าน ได้
       
       •• ความสัมพันธ์ 3 เส้า ซุนนีย์, ชีอะห์ และ วะฮะบีฮ์ รวมทั้ง ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้โดยสังเขปแล้ว ณ ที่นี้ตั้งแต่ วันที่ 6 เมษายน 2548 คงจะไม่ต้องทบทวน ณ ที่นี้
       
       •• แต่ที่อยากจะกล่าวถึง วะฮะบีฮ์ อีกครั้ง ณ ที่นี้ก็เพราะระลึกขึ้นมาได้ว่าใน จดหมายเปิดผนึก 30 หน้า ของ เด่น โต๊ะมีนา ที่ยื่นเสนอโดยตรงต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่เมื่อ วันที่ 10 มิถุนายน 2546 (เป็นเวลา 7 เดือนก่อนเกิดปฏิบัติการปล้นปืน ที่ เจาะไอร้อง) ก็ได้มีการเอ่ยถึงร่องรอยบางประการที่เกี่ยวกับ วะฮาบีฮ์ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าการเผยแพร่ศาสนาอิสลามบริสุทธิ์ดั้งเดิม ตามแนวของ มูฮัมหมัด บิน อับดุลวาฮับ ได้สร้าง ความขัดแย้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่งคำสอนบางประการ ขัดกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่เจือปนด้วย วัฒนธรรมฮินดู อีกด้านหนึ่งเป็นปัญหาด้าน เงินช่วยเหลือจากตะวันออกกลางจำนวนมาก ที่ส่งตรงเข้ามายัง อดีตนักเรียนทุนตะวันออกกลาง ชนิดไม่ผ่าน คณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัด ก่อให้เกิดเป็น 2 ขั้วคู่ขนาน ชนิดที่ เด่น โต๊ะมีนา กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “...ทำให้ประชาชนแตกแยกเป็น 2 พวก.” ในจดหมายบอกเล่าว่าเป็นเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ขอยกบางข้อความในหน้า 23 – 24 มาแสดงไว้ ณ ที่นี้โดยใช้ ตัวสะกดภาษาไทย ตามเอกสารต้นฉบับ.....
       
       ....กระผมขอถือโอกาสชี้แจงเกี่ยวกับวาฮาบีเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร
      
       ....ศาสนาอิสลามหลังยุคของท่านศาสดามูฮัมหมัดแล้ว ได้แตกเป็น 2 นิกาย คือ สุหนี่ (ซุนนะฮ์) และชีอะห์ ซึ่งศาสนาอื่น ๆ ก็แตกเป็นหลายนิกายเช้นเดียวกัน
      
       ....วาฮาบีไม่ใช่นิกาย แต่เป็นคำสอนของนักปราชญ์ทางศาสนาอิสลามท่านหนึ่งมีชื่อว่า มูฮัมหมัด บินอับดุลวาฮาบ เกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 ในดินแดนคาบสมุทรอาราเบีย เป็นยุคที่อารยธรรมอิสลามกำลังเสื่อมโทรม ท่านจึงยินหยัดในมุสลิมหันกลับไปสู่คำสอนของศาสนาอิสลามตามพระมหาคุมภีร์อัลกุรอาน และหลักปฏิบัติของท่านศาสดามูฮัมหมัดอย่างแท้จริง คัดค้านพิธีกรรมต่าง ๆ ที่มิได้กำหนดไว้ในอัลกุรอานและอัลฮะดิษ ทำให้กระทบกระเทือนกับผู้ปกครองท้องถิ่นที่ได้ปฏิบัติในสิ่งที่เกินเลยไปกว่าคำสอนอันบริสุทธิ์ดั้งเดิมของศาสนาอิสลาม จึงอาศัยอยู่ในถิ่นเดิมของตัวเองไม่ได้ ต้องเร่ร่อนไปอีกเมืองหนึ่ง จึงได้รับการต้อนรับจากอิบนีสะอู๊ด ซึ่งต่อมาได้ยึดครองนครเมกกะ (มักกะฮ์) ได้จากตุรกีด้วยความช่วยเหลือของอังกฤษ ได้สถาปนาเป็นกษัตริย์สะอู๊ด และกลายเป็นประเทศซาอุดีอารเบียจนถึงปัจจุบัน
      
       ....เมื่อซาอุดีอารเบียเป็นประเทศร่ำรวยด้วยทรัพยากรน้ำมัน จึงเริ่มตั้งมหาวิทยาลัยทางศาสนา และให้ทุนการศึก ษาแก่นักศึกษาทั่วโลก ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอก
      
       ....ในจำนวนนักศึกษาที่ได้รับทุนดังกล่าวก็มีนักศึกษาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จบปริญญาเอกจากซาอุดีอารเบียหลายคน

       
       ....นักศึกษาที่จบ โดยเฉพาะปริญญาเอกจากซาอุดีอารเบีย ในแต่ละประเทศ ก็นำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาไปเผยแพร่ในประเทศของตน พร้อมกับเงินทุนเพื่อเผยแพร่ตามหลักการของวาฮาบี เพื่อให้มุสลิมทุกคนในโลกนี้ได้ปฏิบัติตามคำสอนของอัลกุรอานและฮาดิษอย่างแท้จริง
       
       ....ในจำนวนนักศึกษาที่กลับประเทศของตนที่ได้ทั้งความรู้และเงินทุนเผยแพร่ ก็มีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมอยู่ด้วย
       
       ....เมื่อมีบุคคลที่นำคำสอนตามแนววาฮาบีไปเผยแพร่ใน 3 จังหวัด ก็เกิดความขัดแย้งกับโต๊ะครูปอเนาะต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่นเดียวกับมูฮัมหมัด บินอับดุลวาฮาบเริ่มสอนครั้งแรกในดินแดนคาบสมุทรอารเบียจนอยู่ในถิ่นเดิมไม่ได้
       
       ....เมืองปัตตานีเดิมนับถือศาสนาฮินดู ประเพณีบางอย่างที่ตกทอดมาถึงวันนี้ก็ยังมีปฏิบัติกันอยู่ แต่ส่วนใหญ่ได้ยกเลิกไปแล้ว
      
       ....ฉะนั้น เมื่อมีผู้นำคำสอนที่เพียว ๆ และห้ามมิให้กระทำสิ่งที่เคยกระทำ เช่น การจัดงานเมาลิด เป็นต้น ความขัดแย้งก็เกิดขึ้น
      
       ....องค์กรเผยแพร่แนววาฮาบีที่ซาอุดีอารเบียมีทุนมหาศาล จึงได้ให้เงินและให้ทุนแก่นักเรียนเก่าของเขา ให้ทุกคนปฏิบัติตามแนววาฮาบี
      
       ....ผู้นำแนววาฮาบีไปปฏิบัติจะต้องแสดงศักยภาพของตนให้องค์กรที่ซาอุดีฯเห็นถึงความสามารถของเขาว่ามีประชาชนคล้อยตามมากขึ้นทุกวัน จำเป็นที่จะต้องให้มีประชาชนมาเรียนมาก จะต้องใช้เงินนำพาคนไปฟังคำสอนในระยะแรก เมื่อมีคนติดคำสอนแล้ว คนก็ไปกันเอง เกือบทุกหมู่บ้านตำบลจะมีประชาชนส่วนหนึ่งในหมู่บ้านหรือตำบลเช่ารถไปเรียนทุกสัปดาห์
      
       ....เฉพาะในจังหวัดปัตตานี มีสถานที่สอนศาสนาประจำสัปดาห์ 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ในอำเภอยะรัง ซึ่งมีการสอนแนวใหม่ อีกแห่งหนึ่งที่มัสยิดกลางปัตตานี มีการสอนแนวเดิม แต่ละแห่งจะมีประชาชนไปฟังการสอนเป็นพัน ๆ คนทุกสัปดาห์

       
       ....เมื่อในแต่ละหมู่บ้านมีคนไปเรียนกับการสอนแนวใหม่บางส่วนกลับมาในหมู่บ้าน แล้วมีความรู้สึกว่าประชาชนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านของตนปฏิบัติตามหลักศาสนาไม่ตรงตามที่พวกเขาไปเรียนมา ก็เลยไม่ยอมปฏิบัติตามคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน จนกระทั่งไม่ยอมไปละหมาดทุกวันศุกร์ในมัสยิดประจำหมู่บ้านที่มีอยู่เดิม จึงแยกไปทำอีกต่างหาก
      
       ....เมื่อแยกตัวไปแล้วก็ไปขอเงินจากผู้สอนแนวใหม่เพื่อก่อสร้างมัสยิดใหม่ ผู้สอนแนวใหม่ก็ขอเงินจากองค์กรเผยแพร่มาให้สร้างมัสยิดแต่ละแห่ง แต่ละหมู่บ้าน เป็นแสน ๆ บาทขึ้นใหม่ ในหลายหมู่บ้านกลายเป็นหมู่บ้านที่มีมัสยิด 2 แห่ง
      
       ....คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดทำอะไรไม่ได้ ทำได้อย่างเดียว ไม่รับจดทะเบียนให้เท่านั้น ซึ่งคนเหล่านี้ไม่แคร์เลย

       
       ....เหตุการณ์อย่างนี้เกิดมาหลายปีแล้ว
      
       ....กระผมเองเคยไปประเทศคูเวต และได้รับเชิญไปเยี่ยมองค์กรเผยแพร่ศาสนาองค์กรหนึ่งในคูเวต เขาได้ชี้ให้ดูรูปมัสยิดต่าง ๆ ในจังหวัดปัตตานีมากกว่า 10 แห่งที่เขาให้ทุนในการก่อสร้าง เขาบอกด้วยความภาคภูมิใจที่เขาได้ช่วยคนปัตตานีในด้านศาสนสถาน

       
       ....กระผมก็ชี้แจงเขาว่า วันนี้ผมได้พบแล้วแหล่งที่ทำให้คนมุสลิมแตกแยกในจังหวัดปัตตานี บอกเขาว่าที่คุณให้ทุนสร้างมัสยิดทั้งหมดนี้ เป็นการสร้างมัสยิดใหม่ที่ซ้อนกับมัสยิดที่มีอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนแตกแยกเป็น 2 พวก ทำไมคุณไม่มอบทุนเหล่านี้ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งเป็นองค์กรอิสลามที่ดูแลเรื่องมัสยิด
       
       ....เขาตอบว่าเขาไม่รู้ เพราะผู้ขอได้ขอผ่านองค์กรเผยแพร่ศาสนาในซาอุดีฯ องค์กรในซาอุดีฯจึงแบ่งมาให้ช่วยทำการกุศล
      
       ....ฯลฯ....ฯลฯ......

       
       •• นอกจากปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่พูดกันมากว่าเป็น ขนมรวมมิตร แล้วเราไม่อาจพิจารณาปัญหาวิกฤตด้ามขวานทองได้ ทะลุปรุโปร่ง หากปฏิเสธที่จะทำความเข้าใจเรื่อง วะฮาบีฮ์ และ แนวทางใหม่ในการสอนศาสนา ด้วย 

การบินพลเรือนชี้ "ตุ๊กตาลูกเทพ" ไม่ใช่มนุษย์ ให้ปฏิบัติเหมือนสัมภาระหากนำขึ้นเครื่องบิน

การบินพลเรือนชี้ "ตุ๊กตาลูกเทพ" ไม่ใช่มนุษย์ ให้ปฏิบัติเหมือนสัมภาระหากนำขึ้นเครื่องบิน
นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานความปลอดภัยด้านการบินและสายการบินต่าง ๆ ในวันนี้ว่า ทางสำนักงานการบินพลเรือนฯจะกำหนดหลักปฏิบัติในการนำตุ๊กตาลูกเทพขึ้นเครื่องบิน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินในระดับสากลดังนี้
ผู้โดยสารสามารถนำตุ๊กตาลูกเทพขึ้นเครื่องบินได้ แต่จะอยู่ในสถานะเป็นสัมภาระติดตัวของผู้โดยสาร ซึ่งจะต้องจัดเก็บไว้ในที่วางของเหนือศีรษะ หรือที่วางของใต้ที่นั่ง ขณะที่เครื่องบินเตรียมบินขึ้นหรือลงจอด อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารอาจซื้อที่นั่งเพิ่มอีกหนึ่งที่นั่ง เพื่อเป็นที่วางสัมภาระตุ๊กตาลูกเทพได้
ตุ๊กตาลูกเทพจะต้องผ่านการตรวจค้น ตามมาตรการความปลอดภัยของสนามบินและสายการบิน หากไม่ยอมให้ตรวจค้นจะไม่สามารถนำตุ๊กตาลูกเทพขึ้นเครื่องบินได้ หรือหากตรวจค้นแล้วพบสิ่งผิดปกติก็ไม่สามารถเดินทางไปต่อได้
ส่วนการจะให้บริการอาหารหรือน้ำแก่ตุ๊กตาลูกเทพหรือไม่ รวมทั้งกรณีที่ผู้โดยสารรายอื่นอาจต้องการย้ายที่นั่ง เพราะไม่ต้องการนั่งใกล้ตุ๊กตาลูกเทพ การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละสายการบิน

ดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันไทยปี 58 อันดับ 3 อาเซียน อยู่ที่ 76จาก168 ปท.ทั่วโลก

‘นายกฯ’ลั่น!อย่าดูถูกน้ำใจทหาร


‘นายกฯ’ลั่น!อย่าดูถูกน้ำใจทหาร
‘พล.อ.ประยุทธ์’ เป็นประธานวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหารครบรอบ 58 ปี ย้ำเดินหน้าปฏิรูปตามโรดแม็พ ยกย่องทหารเสียสละรักษาประเทศชาติ ลั่นอย่าดูถูกน้ำใจทหาร
27 ม.ค.59 เมื่อเวลา 08.00 น.ที่โรงเรียนเตรียมทหาร จ.นครนายก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหารครบรอบ 58 ปี และงานเกียรติยศจักรดาว ปี 2559 พร้อมด้วยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และอดีตทหารที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งศิษย์เก่าทุกรุ่นร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง ขาดเพียง พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ติดภาระกิจไปต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ พล.อ.วลิต โรจนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นตัวแทน โดยมีการวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 วางพวงมาลาอนุสรณ์สถานโรงเรียนเตรียมทหาร
ต่อจากนั้นเวลา 09.30 น. ที่หอประชุมนวนครินทร์ ร่วมกันแสดงมุทิตาจิตอดีตผู้บังคับบัญชา ครู-อาจารย์ โดยมีการขับเสภาเพื่อเป็นเกียรติให้กับนายกรัฐมนตรี มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานตลอด 1 ปีที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับค่านิยม 12 ประการ ก่อนจะมอบรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2559 แก่ศิษย์เก่าที่มีผลงานดีเด่นและทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ในสาขาต่างๆประกอบด้วย 10 ท่านคือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เตรียมทหารรุ่นที่ 15 ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เตรียมทหารรุ่นที่ 14 ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ เตรียมทหารรุ่นที่ 15 ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.เพิ่มศักดิ์ พวงสาโรจน์ เตรียมทหารรุ่นที่ 2 สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงฯ และ พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม เตรียมทหารรุ่นที่ 12 สาขาการวิจัย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เตรียมทหารรุ่นที่ 15 สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงฯ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เตรียมทหารรุ่นที่ 16 สาขาพัฒนาสังคม พล.ต.วัฒนชัย คุ้มครอง เตรียมทหารรุ่นที่ 19 สาขาการทหาร พล.ร.ต.สมัย ใจอินทร์ เตรียมทหารรุ่นที่ 22 สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ เตรียมทหารรุ่นที่ 26 สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังมีรางวัลจักรดาวสดุดี ในปี 2559 กับศิษย์เก่าเตรียมทหารที่ได้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ 3 คน คือ พล.ร.อ.สาทิพ จิตนาวา เตรียมทหารรุ่นที่ พล.ร.อ.สกนธ์ ชัยวนนท์ เตรียมทหารรุ่นที่ 35 โดยทั้ง2 นาย เสียชีวิตจาก อุบัติเหตุรถยนต์ ในขณะร่วมคณะพล.ร.อ.ธนะรัตน์ อุบล รองเสธ.ทหาร ที่สุราษฎร์ธานี เมื่อปลายปีที่แล้ว และนาวาอากาศเอก นพนนท์ นิวาศานนท์ เตรียมทหารรุ่นที่ 45 หรือ น้อง F นักบิน F16 ที่เสียชีวิต จาก เครื่องบินตก เมื่อกพ. ปี2558
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในนามของศิษเก่าขอยกย่องทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ สมเกียติยศศักดิ์ศรีของชาติ ทำให้ตอบคำถามที่ถามว่า มีทหารไปเพื่ออะไร ก็เพราะว่าทหารทุกคนรักษาแผ่นดินให้คนที่ถามและคนอีก 70 ล้านคนได้อยู่ ดังนั้นอยากให้ทุกคนช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนให้เขารู้คุณค่าของทหาร ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล ทำประโยชน์ต่อกองทัพ ประเทศชาติ ประชาชน นำไปสู่ความภาคภูมิใจของโรงเรียนเตรียมทหาร คนที่ได้รับรางวัลในวันนี้หลายคนยังอยู่ในราชการ ก็ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ส่วนคนที่เกษียณอายุราชการก็ยังมาช่วยทำงานเพื่อประเทศชาติ ถึงแม้จะมีคนฟังเพียงคนเดียวตนก็จะพูดต่อไป เพราะบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีใครพูด เราถือเป็นสายเลือดเดียวกัน ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปได้ภายในเวลาที่มี ไม่ใช่เพราะศักดิ์ศรีของตน แต่เป็นเพราะศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยทั้งประเทศ ตนย้ำว่า พวกเรามาจากต้นกำเนิดเดียวกัน ดังนั้นไม่มีวันแยกออกจากกันได้ วันนี้เราต้องมาช่วยกัน เพื่อทำให้เกิดประวัติศาสตร์ที่ดี และพัฒนารักษาประเทศชาติ ศาสนา พระมหกษัตริย์ ประชาชนให้เข้มแข็ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การทำงานให้ประเทศชาตินั้น ไม่มีวันจบสิ้น ฝากทุกคนช่วยเรียนรู้หลายๆอย่าง การเรียนทุกคนมุ่งหวังให้เรียนจบได้ปริญญา แต่สิ่งที่จะช่วยพัฒนาคือการเพิ่มการเรียนรู้ ทำอย่างไรให้คนมีความเข้มแข็งรู้ตัวเองว่าจะเป็นอะไรในอนาคต ส่วนทหารมีทุกสาขาสามารถพัฒนาประเทศชาติได้ ดังนั้นขอให้รู้แบบลึกซึ้ง รู้ให้ครบ เพราะเขาหาว่าเราแข็งแรงแต่ไม่ฉลาด แต่ที่ผ่านมามีทหารจบ ดร.เป็นจำนวนมาก เป็นความภาคภูมิใจ ตนพูดกับสื่อทะเลาะกันทุกวัน เพราะเราต้องร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ ต้องอาศัยทุกคนช่วยกัน เพราะเราติดกับดักประเทศของตัวเอง โดยเฉพาะปัญหาคำว่าประชาธิปไตย ตนมายืนตรงนี้เพื่ออะไร เราต้องเพิ่มการเรียนรู้พัฒนาทรัพยากรให้เข้มแข็ง เพราะกรุงโรมไม่ได้สร้างภายในวันเดียว ประชาธิปไตยเราสร้างมาหลายปีไม่สำเร็จ ต้องใช้ไม้ค้ำพยุงตลอดเวลา
"ผมพูดแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องมาสู้รบ ถามว่า ทหารน่ารังเกียจตรงไหน เขาพยายามสลายทหารให้ได้ ดังนั้นขอให้ไปบอกใครก็ไม่รู้ว่า เราไม่ได้หวงสถาบัน แต่เราต้องเป็นแกนให้รัฐและประชาชนช่วยกัน รัฐบาลนี้แม้ว่าผมจะใช้กฏหมายพิเศษ การพบปะนานาประเทศเขาก็ยินดี ต่างชาติเข้าใจหมด เว้นคนในประเทศไม่เข้าใจ ผมประกาศแล้วว่าทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็พ มีทหารได้อะไรมากกว่าที่คิด ทหารไม่มีค่าย ไม่มีแบ่งขั้ว กระแสปฏิวัติซ้อนผมไม่กลัว ใครพร้อมยกมือมาเลย อย่าไปเชื่อพวกยุแยงตะแคงรั่ว ไม่มีใครอยากได้ตำแหน่งอะไรทั้งนั้น ทุกคนที่เข้ามาเป็นคนดี อย่าดูถูกหัวใจทหารมากเกินไป ทุกคนช่วยเหลือกันทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ดังนั้นอย่าดูถูกน้ำใจทหาร" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ทุกคนทำงานหนักเพราะปัญหาสะสมมาเป็นเวลานาน นี่คือสาเหตุที่ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉะนั้นขอให้พวกเราทุกคนไปสร้างความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแตกต่างกับฉบับที่แล้ว เพราะมีเรื่องการปฏิรูปทุกอย่างภายในประเทศ ส่วนคนที่พยายามป้ายเรื่องทุกอย่างให้กับประเทศ ตนถามว่าเป็นคนไทยหรือไม่ ที่นี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน ตนอยากจะพูดตรงนี้ยาวๆในหมู่พี่น้องทหารด้วยกัน เพราะอยากจะคุยกับใครสักคนที่เข้าใจเรา มันเป็นภาระความรับผิดชอบที่กดดันตนทุกวัน เราเลยต้องทำงานหนักเพื่อให้คนเข้าใจ และต้องวางรากฐานทุกอย่าง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาระบบราชการเสียหาย ดังนั้นเราจึงต้องมีเรื่องการปฏิรูป การใช้จ่ายงบประมาณ การบูรณาการการทำงาน การสร้างคุณธรรม จริยธรรม ถือเป็นสิ่งสำคัญ การทำงานต้องให้เสร็จให้ได้ในปี 2560 ส่วนเรื่องใดที่เป็นเรื่องระยะยาวต้องนำไปใส่ในสภาปฏิรูปประเทศเพื่อดำเนินการต่อ ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีหน้าที่ออกกฎหมายและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องมองที่เป็นเรื่องระยะยาว ต่อจากนี้เราจะมียุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี เพื่อให้มีอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่สะเปะสะปะ ต้องมีความชัดเจนในแต่ละเรื่อง ขึ้นอยู่กับพวกเราที่จะกำหนดประเทศ ไม่ใช่เฉพาะใครคนใดคนหนึ่งหรือนักการเมือง สร้างกรุงโรมที่ว่ายาก แต่สร้างประเทศไทยให้แข็งแรงยากกว่า
“เพราะยังมีคนทำร้ายกันเองอยู่ ที่ผ่านมามี ดร.คนหนึ่ง อ้างว่ารู้จักผมและรองนายกฯ เพื่อต้องการเอาโครงการต่างๆ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นใคร ปัญหาคนของเราคือไม่ซื่อสัตย์ไม่รักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเอง โกงไปหมด วันหน้าคงอยู่ไม่ได้ในประเทศไทย เราต้องสร้างความเป็นปึกแผ่นให้ได้ ประเทศชาติสำคัญที่สุด ไม่ชอบผมไม่ชอบรัฐบาลก็ได้ แต่ต้องชอบประเทศไทย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

'สุขุมพันธุ์' เซ็นคำสั่งตั้ง 'อำนวย-บรรจง' นั่งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.แล้ว


'สุขุมพันธุ์' เซ็นคำสั่งตั้ง 'อำนวย-บรรจง' นั่งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.แล้ว
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2559 15:43
"สุขุมพันธุ์" เซ็นคำสั่งแต่งตั้ง "อำนวย-บรรจง" เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการ กทม. แทน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ตัดสินใจ ยื่นใบลาออกแล้ว มีผลตั้งแต่ 1 ก.พ. 2559
วันที่ 27 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เซ็นคำสั่ง แต่งตั้งให้ 1. นายบรรจง สุขดี 2. พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออก โดยให้เหตุผลว่า มีกิจกรรมงานในครอบครัวต้องรับผิดชอบ จึงไม่สามารภทำงานให้ กทม.ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 283 /2559
เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เพื่อให้การบริหารราชการกรุงเทพมหานครเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 49 (3) และมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จึงแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำนวน 2 ราย ดังนี้
1.นายบรรจง สุขดี
2.พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
สั่ง ณ วันที่ 26 มกราคม 2559
(ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

"ใครอยากปฏิวัติผม....มาเลย" นายกฯ ถาม

"ใครอยากปฏิวัติผม....มาเลย" นายกฯ ถาม
ที่ รร.เตรียมทหาร พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ซึ่งเป็น ตท.12 พร้อม พลเอกประวิตร ตท.6 พลเอกอนุพงษ์ ตท.10 พลเอกอุดมเดช ตท.14 พลเอกไพบูลย์ ตท.15ปลัดกห.ผบสส.ผบ.เหล่าทัพ ผบตร.ร่วมงานเกียรติยศจักรดาว 58ปี รร.เตรียมทหาร ขาด บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย ผบทบ.ไปจีน แม้จะได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว แต่ไม่ได้มารับรางวัล
นายกฯ เปิดใจกับเตรียมทหารรุ่นพี่ น้อง บอก พวกเราเป็น สายเลือดเตรียมทหาร สายเลือดเดียวกัน 35นาที หลัง ขมวิดีทัศน์ 3 ทหาร ที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ และมอบรางวัล จักรดาวสดุดี
โดยกล่าวว่า พวกเราเตรียมทหาร มี 2 ทางคือ ตาย และ ที่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ทำหน้าที่และเกษียณราชการไป
ถามรู้หรือยัง "ทหารมีไว้ ทำไม" ไว้ตายเพื้อปกป้องชาติ รักษาแผ่นดิน ให้คนที่ถามคำถามนึ้ นั่นแหล่ะ เรารักษาแผ่นดิน เพื่อคน70 ล้านคน อย่ารังเกียจทหาร และอย่าดูถูกน้ำใจทหาร ยันทหารพร้อมเสียสละ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ได้ต้องการเข้ามามีอำนาจ เราต้องรัก สามัคคีกัน อย่าแตกแยก
ถามใครอยากปฏิวัติผม ยกมือขึ้นสิ ใครพร้อมมาเลย

'มือปราบหูดำ' ไขก๊อกรายแรก ชิ่งหนี 'ชายหมู' ทิ้งตำแหน่งที่ปรึกษาฯ

'มือปราบหูดำ' ไขก๊อกรายแรก ชิ่งหนี 'ชายหมู' ทิ้งตำแหน่งที่ปรึกษาฯ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2559 12:20
2,939 ครั้ง

"วิชัย" ยื่นหนังสือลาออกที่ปรึกษา กทม. หลัง ปชป.ออกแถลงการณ์ตัดขาดบริหารงานกรุงเทพฯ คาดยังมีต่อคิวทยอยลาออกอีก อยู่ในขั้นตัดสินใจ ด้าน ขรก.ผวา ไม่กล้าเซ็นรับงานหลอดไฟแอลอีดี 39.5 ล้าน หวั่นโดนหางเลขปล่อยข้อมูลโกง เหตุทนพฤติกรรมทุจริตคนใกล้ชิด "ชายหมู" ไม่ไหว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค.59 หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับปัญหาการบริหารงาน กทม. ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งถูกอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบว่า มีปัญหาทั้งด้านประสิทธิภาพและความโปร่งใส แต่ไม่สามารถประสานงานเพื่อหารือกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้นานกว่าสามเดือน ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุง จนนำไปสู่ความเห็นของกรรมการบริหารพรรค ที่ออกมาประกาศให้การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. เป็นเอกเทศจากพรรค โดยพรรคไม่สามารถใช้ระบบและกลไกของพรรคสนับสนุนการบริหารของ กทม.ต่อไปได้อีกนั้น ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ทำหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง ลงวันที่ 24 ม.ค. 59 โดยให้เหตุผลดังนี้

หนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง
"ตามที่ผู้ว่าฯ กทม.ได้แต่งตั้งผมเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการ กทม. ตามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1376 /2556 ลงวันที่ 3 เมษายน 2556 เรื่องแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.นั้น เนื่องจากผมต้องดำเนินธุรกิจของครอบครัว ประกอบกับได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการและที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานนโยบายสำคัญที่ท่านมอบหมาย ในฐานะที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่อราชการและผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้นผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้หากในโอกาสต่อไปมีสิ่งใดที่ผมจะสามารถเป็นประโยชน์ต่อราชการหรือท่านได้ ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะดำเนินการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ลงชื่อ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ"
รายงานข่าวแจ้งว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้รับหนังสือลาออกดังกล่าวแล้วและพยายามยับยั้ง โดยมีการประสานงานให้ พล.ต.ต.วิชัย ไปพบ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ได้รับการปฏิเสธ ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตัดสินใจที่จะให้หนังสือลาออกมีผลทันที แทนที่จะเป็นวันที่ 1 มีนาคม โดยคนใกล้ชิดผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า จะมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาคนใหม่มาแทน และไม่คิดว่ากรณีนี้จะกระทบต่อการบริหารและความน่าเชื่อถือของผู้ว่าราชการ กทม.แต่อย่างใด
สำหรับ พล.ต.ต.วิชัย นับเป็นรายแรกที่ลาออกจากตำแหน่งฝ่ายบริหารใน กทม. หลังจากพรรคตัดขาดความสัมพันธ์กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เนื่องจากไม่เคารพระบบพรรค ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น โดยคาดว่าจะมีคนของพรรคที่ไปร่วมบริหารงานที่ กทม.ลาออกเพิ่มเติมอีก ยกเว้น นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากเจ้าตัวให้เหตุผลว่าไม่ได้ไปทำงานในนามพรรค แต่ได้รับการแต่งตั้งโดยส่วนตัวจาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ทั้งนี้ยังมีบุคลากรของพรรคที่ไปเป็นฝ่ายบริหารอีกสองคนคือ นางผุสดี ตามไท และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่
ที่ผ่านมา พล.ต.ต.วิชัย มีผลงานเกี่ยวกับการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย เพื่อคืนพื้นที่ให้กับคน กทม. ตามนโยบายคืนความสุขของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยได้ดำเนินการไปแล้วหลายที่ อาทิ ถนนริมคลองหลอดใกล้สนามหลวง, ปากคลองตลาด, ตลาดโบ้เบ้, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นต้น
ส่วนกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในหลายโครงการ และตั้งงบประมาณไม่ถูกต้องตามระเบียบ/ไม่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ สภา กทม.เป็นหน่วยงานนิติบัญญัติ มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอพิจารณาตราข้อบัญญัติ ให้ความเห็นชอบร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และควบคุมตรวจสอบการทำงานของฝ่ายผู้บริหาร กทม. แต่ปรากฏว่าการใช้งบประมาณของสภา ซึ่งงานส่วนใหญ่ควรเป็นงบที่เกี่ยวกับงานการประชุม งานสารบรรณธุรการ และคณะกรรมการวิสามัญชุดต่างๆ แต่กลับพบว่า 71 เปอร์เซ็นต์ หรือจำนวนเงินถึง 228.19 ล้านบาท ของงบ 312.34 ล้านบาท หมวดค่าใช้จ่ายอื่น กลายเป็นเงินที่ใช้จ่ายไปกับการฝึกอบรม การสัมมนาดูงานในต่างประเทศ ซึ่งสตง.ระบุว่า เป็นการตั้งงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ ไม่เกิดประโยชน์ต่อ กทม.รวมถึงอีก 17 โครงการดูงานต่างประเทศ งบ 106.15 ล้านบาท ที่ไม่มีเหตุผลจำเป็น/ไม่เหมาะสม/ไม่เกิดประโยชน์ในปี 2554 ซึ่งได้มีการจัดโครงการไปดูงานต่างประเทศรวม 15 โครงการ ใช้เงินไป 50.67 ล้านบาท และกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับโครงการกรุงเทพแสงสีแห่งความสุข ที่มีการติดตั้งหลอดไฟแอลอีดี 5 ล้านดวง ใช้งบประมาณ 39.5 ล้านบาท
รายงานข่าวจาก กทม.แจ้งว่า ขณะนี้ข้าราชการเริ่มมีความหวาดวิตกว่า จะเกิดปัญหาจนส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ โดยเฉพาะกรณีติดตั้งหลอดไฟ 39.5 ล้านบาท ทำให้มีกรรมการตรวจรับงานอย่างน้อยสองคน ไม่ยอมเซ็นรับงาน นอกจากนี้ ยังมีการให้ข้อมูลการทุจริตออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทีวีมหานคร ที่มีความเกี่ยวโยงกับคนใกล้ชิดกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ รวมไปถึงการให้สัมปทานป้ายโฆษณา ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าที่อยู่ในการดูแลของ กทม. ให้กับบริษัทของบุตรรองผู้ว่าฯ กทม. คนหนึ่งด้วย

ทหารมีไว้ทำไม โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ก่อให้เกิดความเสียหายแน่ แต่ไม่ใช่กับคนที่แต่งเครื่องแบบจำนวนน้อยที่เป็นนายทหาร พวกนี้เสียหายเหมือนกัน แต่เป็นความเสียหายระดับกระจอก แม้แต่เมื่อรวมเงินกินนอกกินในที่ได้จากการซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์แล้ว ก็ยังถือว่ากระจอก
เงินจำนวนมหาศาลจากวิสาหกิจกองทัพไม่ได้ใช้จ่ายไปกับเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เหรียญตรา ฯลฯ ของทหารหรอกครับ แต่จ่ายไปกับอาวุธยุทธภัณฑ์และยุทธบริการที่ขายให้แก่กองทัพโดยบริษัทต่างๆ นี่เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของการผลิตในโลกปัจจุบัน มีการจ้างงานคนจำนวนมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำกำไรต่อปีมากกว่างบประมาณประจำปีของหลายประเทศในโลกนี้ แบ่งปันกันไปในหมู่ผู้ถือหุ้น ทั้งรายใหญ่และเล็ก รวมทั้งรัฐบาลของประเทศผู้ผลิตอาวุธด้วย
หากไม่สามารถตอบให้เป็นที่น่าพอใจได้ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” จนทำให้โลกนี้ไม่มีทหารเหลืออยู่อีกเลย ส่วนนี้ของระบบการผลิตในโลกปัจจุบันจะต้องยุติลง คงใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าเศรษฐกิจใหญ่ๆ ทั้งหลายจะสามารถปรับตัว เอาทุนและแรงงานฝีมือไปใช้ในการผลิตสิ่งอื่นซึ่งมีการแข่งขันสูงกว่าได้ ฉะนั้น บางส่วนคงเจ๊ง และบางส่วนก็อาจหากำไรในการประกอบการอย่างอื่นได้ แต่จะให้ได้กำไรเหมือนการผลิตอาวุธและยุทธบริการไม่ได้หรอก
เสียหายแน่ แต่เสียด้านหนึ่งก็จะมีผลดีต่ออีกด้านหนึ่ง
ย้อนกลับไปเพียงแค่สมัยอยุธยาตอนปลาย ไปถามว่าทหารมีไว้ทำไม ชนชั้นปกครองก็จะตอบว่า เพื่อจัดหมวดหมู่กำลังแรงงานไพร่ เอาไว้ใช้ในราชการบ้าง ในกิจการส่วนตัวของเจ้าขุนมูลนายบ้าง แต่จะไม่มีใครตอบว่าเพื่อเป็นยามไว้ป้องกันขโมยเป็นอันขาด เพราะไพร่ที่ถูกจัดในหมวดทหาร มิได้มีหน้าที่พิเศษในด้านการรบ เมื่อเกิดศึกสงครามขึ้น ไพร่ที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่พลเรือนก็ถูกเกณฑ์ไปรบไม่ต่างจากไพร่ในหมวดหมู่ทหาร
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ สังคมไทยไม่เคยมีชนชั้น หรือกลุ่มประชากร ที่มีอาชีพในการรบเหมือนสังคมยุโรปหรือญี่ปุ่น อันที่จริงพูดว่าอัศวินในสมัยกลางของยุโรป หรือซามูไร เป็นอาชีพ ก็ชวนให้ไขว้เขวได้ อย่างน้อยคนเหล่านี้ไม่เคยคิดว่าตัวต้องทำอะไรเพื่อแลกกับอาหารและเครื่องอุปโภค คนที่ต้องทำอย่างนั้นคือชาวนาซึ่งไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนอัศวินหรือซามูไร พวกเขาสั่งสมความสามารถในการรบไว้กับตัวเพื่อรับใช้นายของเขาด้วยความภักดี และความสามารถในการรบเป็นเกียรติยศในตัวของมันเอง ไม่ใช่ไว้ทำมาหากิน
คนเหล่านี้สังกัดใน “ชนชั้น” ของนักรบ เรียกว่าชนชั้นก็เพราะสืบทอดสถานะนั้นผ่านลงมายังลูกหลานได้ และสังคมไทยกับอีกหลายสังคมในโลกนี้ ก็ไม่เคยมี “ชนชั้น” อย่างนี้ในสังคม จริงๆ คำว่า “ทหาร” ในกฎหมายตราสามดวงแปลว่าอะไรก็ไม่รู้แน่หรอกครับ ถ้ามันเคยมีความหมายอะไรเกี่ยวกับเรื่องรบราฆ่าฟันมาก่อน ความหมายนั้นก็เลือนไปในกฎหมายตราสามดวงแล้ว
หากจะนับนักรบเป็นชนชั้นในสังคมโบราณ ยังมีชนชั้นนักรบในสังคมที่ไม่ใช่ยุโรปและญี่ปุ่นอีก เช่นบางสังคมมีกองทัพทาส คือเอาทาสมาฝึกรบ จนกลายเป็นกองกำลังประจำการของพระราชาหรือของเจ้าครองแคว้น ลูกหลานของทาสเหล่านี้ก็ยังดำรงสถานะนักรบประจำการของนายสืบมา จึงถือว่าเป็นชนชั้นเหมือนกัน
ในอีกหลายสังคม โดยเฉพาะชนเผ่าเร่ร่อน การรบหรือการต่อสู้สัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกจากการล่าสัตว์, การรักษาทุ่งหญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์, หรือบางทีก็รวมการหาคู่ด้วย ดังนั้น วิถีที่เด็กผู้ชายเติบโตขึ้นมาก็คือถูกฝึกปรือให้มีความชำนาญด้านการต่อสู้ เช่น ขี่ม้าได้ตั้งแต่ยังเดินไม่คล่อง ผู้ชายของเผ่าทุกคนจึงรบเป็น แต่จะเรียกว่าพวกเขาเป็น “ทหาร” ทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะเขาคือนักเลี้ยงสัตว์ที่รบเป็นเท่านั้น
ผมไล่เรียงนักรบในสังคมต่างๆ มาเพื่อจะบอกว่า “ทหาร” ตามที่เราเข้าใจปัจจุบันเป็นสิ่งใหม่มาก เป็น “อาชีพ” ที่เกิดขึ้นในเงื่อนไขของโลกสมัยใหม่ นั่นคือเมื่อรัฐไม่ได้เป็นสมบัติส่วนตัวของพระราชาแล้ว แต่เป็นสมบัติร่วมกันของพลเมืองทุกคน หน้าที่ป้องกันบ้านเมืองจึงกลายเป็นของทุกคน
ในยุโรป ความคิดแบบนี้เกิดแก่ชาวฝรั่งเศสขึ้นก่อนหลังปฏิวัติฝรั่งเศส และด้วยเหตุดังนั้นกองทัพฝรั่งเศส จึงสามารถป้องกันประเทศจากการรุมยำของมหาอำนาจยุโรปสมัยนั้น (ออสเตรีย, ปรัสเซีย, อังกฤษ) ได้สำเร็จ เพราะมหาอำนาจเหล่านั้นล้วนยังใช้กองทัพนักรบและไพร่พลสังกัดมูลนายมารบกับกองทัพฝรั่งเศส ซึ่งกลายเป็นกองทัพของอาสาสมัครพลเมือง ซึ่งไม่คิดจะรบให้ใครนอกจากให้แก่ “ชาติ” ซึ่งมีตนเองเป็นส่วนหนึ่งในชาติ ปลดปล่อยฝรั่งเศสจากศัตรู คือปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการของระบบศักดินา
ความเป็นชาติทำให้เกิดกองทัพประจำการขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากกองทัพประจำการที่เคยมีมาก่อนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกองทัพซึ่งมีไว้รักษาพระองค์, หรือราชวงศ์, หรือตระกูลเจ้าเมือง, หรือเจ้าครองแคว้น และไม่เหมือนกองทัพรับจ้างซึ่งนายทุนใหญ่ๆ มักสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการหากำไรทางการค้าของตนเอง เช่นกองทัพของบริษัทอินเดียตะวันออกทั้งของวิลันดาและอังกฤษ มีคนหลายชนชาติรับจ้างรบให้กับบริษัทของทั้งวิลันดาและอังกฤษ
กองทัพแห่งชาติเป็นกองกำลังประจำการ คือไม่ได้มีอยู่ตอนจะรบกับใคร แต่มีประจำการอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยก็ต้องรักษาแกนกลางของกองทัพเอาไว้ คือกลุ่มนายทหารซึ่งร่ำเรียนมาในการทำสงครามและทำการรบ ส่วนพลทหารก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากการอาสาสมัครไปสู่การเรียกเกณฑ์ ด้วยอำนาจของรัฐชาติ ทำให้เรียกเกณฑ์ได้จำนวนมาก เพราะรัฐชาติรวบรวมภาษีไว้ได้มากกว่าที่เจ้านายสมัยก่อนจะสามารถเรียกได้ จึงมีกำลังทางเศรษฐกิจที่จะเลี้ยงดูกองทัพที่มีกำลังพลจำนวนมาก พร้อมทั้งฝึกปรือทักษะขั้นพื้นฐานในการรบให้แก่ทหารเกณฑ์ได้หมด
ในหลายรัฐทั่วโลก ส่วนใหญ่แล้วไม่เคยมีกองทัพประจำการมาก่อน นอกจากกองกำลังเล็กๆ ที่มีไว้รักษาความปลอดภัยให้เจ้านาย เช่นเมืองไทยนั้นไม่เคยมีทั้งกองทัพประจำการจนถึง ร.5 และเช่นเดียวกับเมืองไทย เมื่อรัฐต่างๆ เริ่มเปลี่ยนหรือถูกบังคับให้เปลี่ยนมาเป็นรัฐชาติ (รัฐชาติจริงหรือจำแลงก็ตาม) ก็เกิดกองทัพประจำการของชาติขึ้นทั่วไป
ที่เรียกว่า “ทหาร” ในความหมายปัจจุบัน คือคนที่ทำงานอยู่ในกองทัพประจำการ เป็นอาชีพใหม่มากจนกระทั่งจะถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” จึงเป็นปรกติธรรมดามากๆ
ที่สงครามในโลกสมัยใหม่มักรุนแรงและเกิดความเสียหายมาก ไม่ได้มาจากอาวุธยุทธภัณฑ์ซึ่งมีกำลังทำลายล้างสูงเพียงอย่างเดียว แต่เพราะกองทัพแห่งชาติที่เข้าสัประยุทธ์กันนั้น เป็นกองทัพขนาดใหญ่กว่าที่พระราชาหรือบริษัทค้าขายจะสามารถระดมมาได้ด้วย
เมื่อรัฐชาติมีกองทัพประจำการขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของความเป็นรัฐชาติ เพราะกองทัพเป็นเครื่องมือให้รัฐผูกขาดความรุนแรงได้เด็ดขาดที่สุด แต่ปัญหาที่ตามมาทันทีก็คือ แล้วกองทัพประจำการนั้นอยู่ในความบังคับบัญชาของใครกันเล่า โดยทฤษฎีแล้วกองทัพต้องอยู่ภายใต้การบังคับควบคุมของผู้บริหารรัฐ เพราะกองทัพเป็นกลไกรัฐอย่างหนึ่ง
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ในรัฐชาติซึ่งเกิดขึ้นโดยยังไม่มีอำนาจอื่นพัฒนาขึ้นมาให้สูงเด่นเป็นที่ยอมรับทั่วไป เช่น รัฐสภา, พรรคการเมืองผูกขาด (เช่น พรรคคอมมิวนิสต์ พรรคอุมโน หรือพรรคกิจประชา), หรือองค์กรศาสนา ฯลฯ กองทัพมักเป็นอิสระเหมือนเป็นรัฐซ้อนรัฐ (และมักจะซ้อนข้างบน) แสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ, เกียรติยศ, อำนาจทางการเมือง ฯลฯ ให้แก่องค์กรของตนเอง หรือผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นนายทหารระดับสูง วิธีจะทำอย่างนั้นมักใช้อำนาจดิบที่มีในมือข่มขู่ให้อำนาจอื่นๆ ต้องยอมตามคำเรียกร้อง หรือมิฉะนั้นก็ร่วมมือกับบุคคลบางคนที่พอมีฐานคะแนนนิยมในสังคมอยู่บ้าง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน เช่น อดีตประธานาธิบดีมาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์ หรือซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซีย กองทัพได้ค่าต๋งจากงบประมาณและการเรียกเก็บนอกกฎหมาย รวมทั้งตำแหน่งฝ่ายพลเรือนทั้งในรัฐวิสาหกิจและผู้ว่าราชการจังหวัด ในขณะที่ผู้มีฐานคะแนนนิยมอยู่ในสังคมได้อำนาจเด็ดขาดทางการเมือง จะใช้อำนาจนี้ไปทำอะไรต่อก็แล้วแต่บุคคล
ในแง่นี้ กองทัพในหลายรัฐชาติ จึงขัดขวางพัฒนาการสองอย่างของรัฐชาติ หนึ่งคือขัดขวางพัฒนาการของประชาธิปไตย และสองคือขัดขวางแม้แต่พัฒนาการของความเป็นชาติในรัฐนั้น เพราะบทบาทของกองทัพทำให้พลเมืองทั่วไปมองไม่เห็นว่าชาติเป็นสมบัติร่วมกันของทุกคนโดยเสมอภาค ตราบเท่าที่แม้แต่สำนึกพื้นฐานของชาติเพียงเท่านี้ยังไม่เกิดแก่พลเมืองทั่วไป ตราบนั้นก็ไม่มีทางจะเกิด “ชาติ” ที่แท้จริงขึ้นได้ ไม่ว่ากองทัพจะเน้นย้ำความรักชาติสักเพียงใดก็ตาม
ปัญหาที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งคือ การรักษาอธิปไตยของรัฐชาติ อันที่จริงเป็นหน้าที่ซึ่งทำกันหลายฝ่าย แต่หากโชคร้ายที่ถึงที่สุดแล้วต้องมาลงเอยที่สงคราม กองทัพจะมีหน้าที่สำคัญสุด แต่สงครามเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ทุกฝ่าย แม้แต่ฝ่ายที่ชนะ จึงมีความพยายามจะสร้างกลไกไว้นานาชนิด เพื่อทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐไม่พัฒนาไปจนถึงจุดที่ต้องทำสงครามระหว่างกัน แต่จะพูดว่ากลไกระหว่างประเทศเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ เช่น สนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Westphalia) ซึ่งกำหนดให้รัฐไม่ว่าใหญ่หรือเล็กในยุโรปตะวันตกมีอธิปไตยเท่าเทียมกันหมด ตามมาด้วยการสร้างดุลอำนาจระหว่างรัฐใหญ่ต่างๆ เพื่อทำให้สงครามเกิดขึ้นได้ยาก แต่แล้วยุโรปตะวันตกก็เกิดสงครามขึ้นจนได้ ซ้ำเป็นสงครามร้ายแรงด้วย เพราะยกเอาพันธมิตรในดุลอำนาจฝ่ายตนเข้าราวีห้ำหั่นกัน
ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงสงครามแย่งผลประโยชน์กันนอกยุโรปตะวันตก เช่นในแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งไม่ถูกถือตามสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลียว่าทุกรัฐมีอธิปไตยเท่ากัน
มองด้านล้มเหลวก็ล้มเหลว แต่มองด้านสำเร็จก็สำเร็จมากเหมือนกัน จากสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลียมาถึงปัจจุบัน กลไกระหว่างประเทศดังกล่าวถูกพัฒนาไปอย่างมาก นอกจากองค์กรโลกเช่นสหประชาชาติแล้ว ยังมีการรวมกลุ่มในภูมิภาคต่างๆ เช่น สหภาพยุโรป, อาเซียน และกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอเมริกาเหนือและกลาง โอกาสที่จะเกิดสงครามภายในกลุ่มเหล่านี้เหลือน้อยลงมาก ถึงยังมีสงครามกับประเทศนอกกลุ่ม แต่ก็อยู่ในวงจำกัดไม่ลามไปเป็นสงครามขนาดใหญ่
โลกภายใต้กลไกระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและระงับสงครามดังที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้คำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามที่มีเหตุผล และควรต้องถามกันอย่างวิเคราะห์เจาะลึกทีเดียว อาจเป็นได้ว่ากองทัพประจำชาติคือกระดุมที่ติดอยู่ปลายแขนเสื้อนอก ซึ่งไม่ได้มีไว้กลัดกับอะไร แต่ต้องมีไว้เพราะเป็นธรรมเนียมที่เหลือตกค้างมาแต่อดีต
แม้แต่จะธำรงรักษากองทัพแห่งชาติไว้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนการจัดองค์กร, ขนาด, เครื่องไม้เครื่องมือ, สายการบังคับบัญชา ฯลฯ กันใหม่หมด จึงจะเหมาะกับโลกปัจจุบันซึ่งมีกลไกระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและป้องปรามการสงครามที่สลับซับซ้อนเช่นนี้
คําถาม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามสำคัญแห่งยุคสมัยอย่างที่แทบจะหาคำถามอื่นเทียบไม่ได้ และเราต้องไม่ลืมว่า กองทัพแห่งชาติบวกกับธุรกิจค้าอาวุธและยุทธบริการแก่ทหาร ทำให้กองทัพไม่ว่าของชาติใดทั้งสิ้นเป็นองค์กรรัฐที่สิ้นเปลืองอย่างมาก จนบางครั้งแทบทำให้รัฐพิการลงไปเพราะหมดสมรรถนะที่จะดูแลพลเมืองของตนเอง
ไม่มีกองทัพ เราจะสามารถทำให้ทุกคนเข้านอนได้ด้วยท้องที่อิ่ม ไม่มีกองทัพ จะมีเงินเหลือมาปรับปรุงระบบสุขภาพถ้วนหน้าได้มากกว่านี้อีก และในทุกประเทศทั่วโลก ไม่มีกองทัพ เด็กและผู้ใหญ่ทุกคนที่อยากเรียนรู้ จะได้เรียนรู้ ไม่มีกองทัพ โลกทั้งโลกจะสามารถบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกได้ก่อนเวลาที่ตกลงกันเป็นหลายสิบปี ไม่มีกองทัพ เราจะสามารถขจัดโรคติดต่อร้ายแรงให้หมดไปจากโลกโดยสิ้นเชิงได้ ไม่มีกองทัพ ทั้งโลกจะยิ่งพัฒนากลไกระหว่างประเทศเพื่อระงับสงครามให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่มีกองทัพ… จะมีโลกใหม่ที่ชีวิตผู้คนอาจดำเนินไปอย่างสงบสุขและสร้างสรรค์กว่าที่เราเผชิญมา
เรามาช่วยกันตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ให้ติดปากทุกคน และช่วยกันหาคำตอบต่อคำถามนี้อย่างเอาจริงเอาจัง โดยไม่ยอมให้ใครสถาปนาแนวคำตอบของตนขึ้นครอบงำคนอื่น
ประกอบบทความนิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนสุดสัปดาห์ 1-7 มกราคม 2559)

ประกอบบทความนิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนสุดสัปดาห์ 1-7 มกราคม 2559)
ประกอบบทความนิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนสุดสัปดาห์ 1-7 มกราคม 2559)

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

ลักยิ้ม แก้มบุ๋ม กลับมาแล้ว....

ลักยิ้ม แก้มบุ๋ม กลับมาแล้ว....
บิ๊กโด่ง พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เคยได้รับฉายา ผบทบ.แก้มบุ๋ม ...ยังพอมีรอยยิ้ม พร้อมลักยิ้มแก้มบุ๋ม ให้เห็นได้บ้าง ระยะหนึ่ง หลัง ผลสอบ ทบ. และกห. ไม่พบทุจริต แถม ป๋าเปรม การันตี ว่า"โด่งเป็นคนดี"....แม้ว่า ตอนนึ้ ต้องรอลุ้นผลสอบ"ราชภักดิ์" ในส่วนของ สตง.และปปท. ของกระทรวงยุติธรรม ที่ บิ๊กต๊อก พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ดูแลอยู่ ปลายมค.นี้....วันนี้ บิ๊กโด่ง ไม่หนีสื่อ หยุดรอ เมื่อสื่อ สวัสดี ทักทาย และยิงคำถาม

นายกฯ ลั่นเลือกตั้งปี60 แม้ร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ

นายกฯ ลั่นเลือกตั้งปี60 แม้ร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ แต่ถ้าเลือกตั้งแล้ว ยิงกัน หรือไม่ยอมรับ ก็แก้กันเอง ผมไม่ออกไปปราบม็อบ แน่ คนไทยด้วยกัน
พลเอกประยุทธ์ นายกฯ และหัวหน้า คสช. ยืนยันว่า แม้ ร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ ก็จะทำให้มีการเลือกตั้งในปี2560 ให้ได้ ยึดตามโรดแมพของผม แต่ไม่บอกว่าใช้รธน.ที่เขียนเอง หรือแก้รธน.ชั่วคราว57 เช่น"มีชัย"พูด " เรื่องของผม" ถ้ารธน.ไม่ประชามติ จะทำยังไง แต่จะทำให้มีเลือกตั้งได้ตามโรดแมพ ปี60 ไม่วิจารณ์"มีชัย"จะแก้รธน.ชั่วคราว57 มาใช้แทน เผยอยากให้ร่างรธน.ผ่าน เพื่ออนาคตประเทศไทย และพวกเธอทุกคน แต่ถ้่าไม่ผ่านปี60ก็อยู่กันเองแล้วกัน ถ้าเลือกตั้งไม่ได้ ไม่อยากบอกก่อนว่า ผมจะทำไง เดี๋ยว ร่างรธน.ไม่ผ่าน
" ถ้ารธน.ไม่ผ่านปี60ก็อยู่กันเองแล้วกัน ถ้าเลือกตั้งไม่ได้ หรือถ้าเลือกตั้งแล้วยิงกันอีก ก็ไปแก้กันเองแล้วกัน .... ถ้าเลือกตั้งไม่ได้ เป็นรัฐล้มเหลวแน่ เช่นที่ผ่านมาเพราะรัฐล้มเหลว บริหารไม่ได้ เบิกงบไม่ได้ ไม่อยากเข้ามา ไม่อยากมีอำนาจ แต่เพราะ ผมแก้ได้คนเดียว
เมิ่อถามว่า หากเลือกตั้ง60แล้ว บางกลุ่มไม่ยอมรับผลเลือกตั้งจะทำยังไง นายกฯ กล่าวว่า "ก็ไปแก้กันเอง ผมคงไม่ไปปราบใครอยู่แล้ว คนไทยด้วยกันทั้งนั้น"
ประชด เตรียมรธน.แค่3มาตรา คือ ให้มีเลือกตั้ง-สิทธิมนุษยชน-ปชต.เสรีภาพไร้ขีดจำกัด พอแล้ว ปัดตอบเตรียมไว้ร่างรธน.ไว้50มาตรา จริงหริอเปล่า เผย รธน.เตรียมไว้ไม่ยาก อันไหนมีอยู่แล้ว อันไหนไม่มีก็เติมเข้าไป แต่ต้องนำไปสู่การปฏิรูป ประชดมี2-3มาตราพอ

"ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นคนละเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น"

วันอังคารที่ 26 มกราคม 2559 เวลา 16.00 น.
บทความจากคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล
เจ้าคุณเสนาะ (นายเสนาะ - ธัมมชโย - สมเด็จช่วง (รักษาการสมเด็จพระสังฆราช) - วิษณุ เครืองาม - สมเด็จเกี่ยว - มหาเถรสมาคม - ตุ๊กตาลูกเทพ)
"ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นคนละเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น"
นายเสนาะ (เจ้าคุณเสนาะ) ปาราชิก มาตั้งแต่โดนจับได้ ว่าทุจริต และโกงเงินไป 67 ล้านบาท แต่ก็ได้มีการช่วยเหลือกัน เพียงแค่ปลดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ทั้งๆที่การกระทำดังกล่าวนั้น เป็นปาราชิก

นายเสนาะ เป็นพระมือขวา คนสนิทของสมเด็จเกี่ยว - สมเด็จพระพุฒาจารย์ - อดีตรักษาการณ์สมเด็จพระสังฆราช ที่มรณภาพไปแล้ว
นายเสนาะ สมัยที่ยังเป็น เจ้าคุณเสนาะ มีสมณะศักดิ์ เป็นพระเถระชั้นพรหม ซึ่งชั้นต่อไปก็จะเป็นสมเด็จ กลายเป็นพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่สามารถมีสิทธิ์มีเสียงในมหาเถระสมาคมได้
สมเด็จเกี่ยว ได้ส่งนายเสนาะ ไปรักษาการเจ้าอาวาส วัดโสธรฯ นายเสนาะขณะนั้น ก็เอาสีกาคนหนึ่ง ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตนเองเป็นพิเศษ เข้าไปดูแลผลประโยชน์ของวัดโสธรฯ จนมีเรื่องมีราวกันขึ้น เป็นที่ฉาวโฉ่ มีการเอาเงินที่ประชาชนบริจาคให้วัดโสธรฯ เข้าพกเข้าห่อ แต่เรื่องราวก็เงียบหายไป เพราะนายเสนาะ เป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมกับสมเด็จเกี่ยว ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ ธัมมชโย และลัทธิธรรมกายมาโดยตลอด
นายเสนาะ ถูกจับได้ว่าทุจริต เงิน 67 ล้านบาท จากการที่ไปเบิกเงิน 67 ล้านบาท เพื่อมาซื้อโต๊ะหมู่บูชา เอาไปแจกวัดต่างๆทั่วประเทศ ทั้งๆที่ในข้อเท็จจริงแล้ว มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคโต๊ะหมู่บูชาให้จนครบจำนวน
การทุจริตโต๊ะหมู่บูชา จากนายเสนาะ ไม่ได้ต่างกว่าการทุจริตในเรื่องอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งมีการอ้างว่า ได้ซื้อต้นปาล์มมาต้นละ 3 แสนบาท แต่ก็มีผู้บริจาคต้นปาล์มออกมายืนยันว่า ต้นปาล์มทุกต้นในอุทยานราชภักดิ์นั้น มีผู้บริจาคให้ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน เสียแค่ค่าขนส่งเท่านั้น
การปลดนายเสนาะออกจากเจ้าอาวาส วัดสระเกศ นั้น มหาเถระสมาคม ไม่มีทางเลือกเพราะผู้ตรวจพบการทุจริตครั้งนี้คือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ถึงอย่างนั้นเถอะ แม้แต่ความผิดขนาดนี้ ซึ่งถือว่าต้องปาราชิกแล้ว ก็ยังลงโทษสถานเบา เพียงแค่ให้ปลดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสเท่านั้น
มิหนำซ้ำ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ยังออกมาให้สัมภาษณ์ ให้ท้ายนายเสนาะอีกว่า ไม่ผิด เพราะได้คืนเงินให้วัดไปเรียบร้อยแล้ว เหมือนกับที่สมเด็จช่วง ฯบอกว่า ธัมชโย ไม่ผิด เพราะได้คืนเงินที่ยักยอกมาให้หมดแล้ว
สาธุชนที่รู้เรื่องนี้ ติดตามข่าวเรื่องนี้ และศึกษาเรื่องนี้ ก็ย่อมมีความท้ออก ท้อใจ ที่วันนี้ชาติบ้านเมือง ไม่มีอะไรเหลือ จะให้เป็นที่พึงอย่างถูกต้องเป็นธรรมอีกต่อไปแล้ว
เมื่อโรงเรียนก็โกง วัดก็โกง ครูอาจารย์ก็โกง พระมหาเถระชั้นสูงก็โกง แล้วยังมีคนระดับพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ชั้นสมเด็จ - รักษาการสมเด็จพระสังฆราช ตลอดไปจนถึงรองนายรัฐมนตรี ที่เชี่ยวชาญและรู้เรื่องทางกฎหมาย ยังร่วมให้ท้าย เห็นดีเห็นชอบกับพระที่ทำผิดศีลข้อ 2 เรื่องเอาทรัพย์สมบัติที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง (อทินนาทานา เวรมณีสิกขาปทัง สมาทิยามิ) มาเป็นของตัวเอง
ทหารที่มีเกียรติ์ ยศ พล.ต. -พล.ท. -พล.อ. ก็โกงจากโครงการอุทยานราชภักดิ์
ทั้งหมดนี้แล้ว เราจะมาโทษความด้อยปัญญาของสังคมไทยได้อย่างไรว่า ป่วยทางจิต เอาตุ๊กตายาง มาบูชา แล้วเรียกว่า ตุ๊กตาลูกเทพถ้ามองตามหลัก ปฎิจจสมุปบาท (อิทัปปัจจยตา) คนที่มีธรรมในใจ ก็ต้องถามตัวเองว่า ตุ๊กตาลูกเทพนี้ พ่อแม่มาจากไหน ถ้าพ่อแม่มาจากเทวดาชั้นพรหม ก็ต้องไปถามเรื่องตำนานเทพพรหมอีกครั้ง ว่า เทวดาชั้นพรหมนั้น เป็นเทวดาที่ไม่มีเพศ หรือเป็นเพศชายทั้งหมด แล้วตุ๊กตาลูกเทพ ที่คนโง่ คลั่งกันนี้ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?
และทำไมคนไทยมันถึงโง่ จนกระทั่งไม่รู้ความลึกของความโง่ ที่วัดไม่ถึงจริงๆว่า มันโง่กันขนาดนี้ได้อย่างไร รวมไปถึงบรรดาพระสงฆ์องค์เจ้า ที่วิปริตหนัก เข้ามาทำพิธีปลุกเสกตุ๊กตาลูกเทพ เพื่อให้ดูขลัง จะได้เอาไปขายในเชิงพาณิชย์ ให้ได้ราคาสูง โดยอ้างว่าปลุกเสกมาแล้ว
พระสงฆ์องค์เจ้า (ผมแทบไม่อยากเรียกว่าพระ เสียด้วยซ้ำ) ก็วิปริตไม่ใช้ธรรมพิจารณา ใช้ความโง่ ใช้กิเลส เข้ามาทำสังฆกรรม ที่ผิดๆ มาสวดมนต์คาถา เพื่อปลุกเสกตุ๊กตายางเหล่านี้
เมื่อมองเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว มองไปที่นายเสนาะ (เจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ)
มองไปที่ธัมมชโย (คนที่สร้างจรวดจำลอง และค้อนทองจำลอง เพื่อให้พุทธศาสนิกชนบริจาคเงินเพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ - และบอกว่า ผู้ใดเสียเงินเสียทองทำบุญ มีระดับชั้นของสวรรค์เป็นอัตราส่วนกับระดับเงินทำบุญบริจาคที่จ่ายไป - ยิ่งทำบุญมาก ยิ่งขึ้นสวรรค์ได้มาก - และยังบอกว่าตัวเองได้ไปพบกับสตีฟ จ๊อบ และได้ทำบุญตักบาตรให้พระพุทธเจ้า ฯลฯ)
มองไปที่สมเด็จเกี่ยว (สมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่มรณภาพไปแล้ว ที่ให้การสนับสนุน ธัมมชโย และนายเสนาะ ตลอดจนสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ ที่ออกมาปกป้องธัมมชโย)
เมื่อมองไปที่ นายวิษณุ เครืองาม ที่เป็นต้นเหตุและตัวการตั้งสมเด็จเกี่ยวฯ ขึ้นมา เป็นรักษาการณ์สมเด็จพระสังฆราช แทนสมเด็จญาณสังวรฯ
เมื่อมองไปที่ อุทยานราชภักดิ์ ที่โกงกินกัน และบรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลายออกมาช่วยกันปกป้องว่า ไม่มีอะไรผิดปกติ
เช่นเดียวกับที่ มหาเถระสมาคม ตลอดจนนายวิษณุ เครืองาม ที่บอกว่าธัมมชโย และนายเสนาะ ไม่ผิด เพราะคืนเงินแล้ว
เมื่อมองไปที่ ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ที่ต้องมากราบนักเรียนชั้น ม. 6
ฯลฯ
เพียงแค่นี้สังคมไทย ไม่ใช่เป็นสังคมที่ไม่สบายอย่างเดียวเท่านั้น ยังเป็นสังคมที่นอกจากจะด้อยปัญญาแล้ว ยังบ้าอีกต่างหาก
ก็ไม่น่าประหลาดใจใดๆทั้งสิ้น ที่จู่ๆคนบ้า และคนป่วย เอาตุ๊กตายางมาบูชา และบอกว่าเป็นตุ๊กตาลูกเทพ
ก็คงอีกไม่นานหรอก ก็อาจจะมีคนบ้าเอารูปศิวะลึงค์ ของพระศิวะมาบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล
สังคมไทยไม่มีที่พึ่งพาทางใจจริงๆ
คนอย่างนายเสนาะ (พระชั้นพรหม) เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ และสอนหลักปริยัติ ให้กับพระภิกษุสงฆ์ ยังตัดสินใจฆ่าตัวตาย ทั้งๆที่ ในหลักพุทธศาสนาแล้ว อย่าว่าแต่พระเลย คนที่ฆ่าตัวตายนั้น จะถูกปิดประตูสวรรค์ และต้องลงนรกลูกเดียว ยิ่งเป็นพระที่ฆ่าตัวตาย ยิ่งเลวกว่าคนที่เป็นฆราวาสฆ่าตัวตายเสียอีก เพราะตัวเองต้องรู้ ยิ่งสอนหลักปริยัติแล้ว ต้องรู้ว่ากรรมของการฆ่าตัวตายนั้นมันคืออะไร
ตัวเองเป็นถึงพระชั้นพรหม สอนหนังสือพระทางปริยัติ ตัวเองยังไม่เข้าใจ และจะไปตำหนิพวกโง่ๆ ที่มันเอาตุ๊กตายางมาบูชาเป็นเทพเป็นเจ้าได้อย่างไร
ยิ่งมองเรื่องราวต่างๆ ยิ่งใช้ธรรมพิจารณา แต่ละเรื่องแล้ว ยิ่งเห็นได้ชัดว่า มหาเถระสมาคม คือ สมาคมแห่งการรวมกิเลส
คนที่นั่งอยู่ในนั้น ล้วนแล้วแต่ได้สมณะศักดิ์มา ด้วยการใช้กิเลสเกือบทั้งสิ้น
ยิ่งมองมหาเถระสมาคมวันนี้ ทำให้เห็นว่า ไม่ได้ต่างกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลย
มองพระชั้นราช - ชั้นเทพ - ชั้นพรหม - ชั้นสมเด็จ มองแล้ว เส้นทางที่จะขึ้นสมณะศักดิ์ แต่ละขั้นๆนั้น เป็นเส้นทางที่ไม่ต่างไปกว่า พ.ต.อ. ขึ้น พล.ต.ต. - พล.ต.ต. ขึ้น พล.ต.ท. - พล.ต.ท. ขึ้น พล.ต.อ. ที่ถ้าไม่ใช้กิเลส เพื่อผลักดันตัวเองแล้ว ตัวเองก็จะไม่มีวันที่จะได้ขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่สมณะศักดิ์ กับพัดยศ ก็เช่นกัน

ก็เลยไม่ต้องประหลาดใจว่าทำไมพระดีๆ อย่างท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ปราชญ์ทางศาสนาพุทธแห่งประเทศไทย มหานิกาย ทำไมถึงไม่ได้ขึ้นสมเด็จซักที หรือพระพุทธทาส ซึ่งเป็นมหานิกาย เหมือนกัน ก็ยังเป็นพระพุทธทาสเหมือนเดิม ไม่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมหาเถระสมาคม

ก็ไม่ได้ต่างกับตำรวจดีๆ ที่ซื่อสัตย์ กล้าหาญ มีคุณธรรม ไม่กลัวอำนาจอิทธิพลใดๆทั้งสิ้น ก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง ให้มีอำนาจสูงขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉันท์ใดฉันท์นั้น
ด้วยเหตุนี้ มหาเถระสมาคมวันนี้ ไม่ใช่เป็นที่รวมสงฆ์ที่มีประสบการณ์ ในทางธรรม แต่กลับเป็นที่รวมสงฆ์ส่วนใหญ่ ที่หมกมุ่น และใช้กิเลส เพื่อทำให้ตนเองก้าวขึ้นมาอยู่ในมหาเถระสมาคม
คนอย่างท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (ท่านประยุทธ์ ปยุตโต) หรือคนอย่างท่านพุทธทาส หรือคนอย่างท่านปัญญานันทภิกขุ ฯลฯ คนพวกนี้จะไม่มีวันที่จะได้เข้าไปบริหารจัดการกับสงฆ์ เพราะคนพวกนี้เป็นคนที่ใช้ธรรมนำหน้า สำหรับคนพวกนี้แล้ว ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรม
เพราะธรรมเป็นคำตอบ
เพราะธรรมเป็นสรณะ
สองสามวันที่ผ่านมานี้ มีพระ 2 องค์ที่มรณภาพไป องค์หนึ่ง ก็คือ นายเสนาะ ที่ฆ่าตัวตายจะด้วยสำนึกผิด หรือจะด้วยอะไรก็ตามแต่ นายเสนาะเป็นตัวอย่างรอยด่างทางวงการสงฆ์ ที่เมื่อดูให้ดีๆแล้ว สามารถจะเห็นเครือข่ายของสงฆ์ชั่วๆ ที่เอาหน้ากากความดีมาใส่ แล้วหลอกตัวเองว่า ตัวเองเป็นสงฆ์ที่ดี
อีกองค์หนึ่งที่เพิ่งมรณภาพไป คือหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน ซึ่งการมรณภาพของท่าน แตกต่างกับการฆ่าตัวตายของนายเสนาะ ราวฟ้ากับดิน
หลวงพ่อจรัญ เป็นพระอริยะสงฆ์ เคยเป็นพระธุดงค์มาก่อน เมื่อมีวัดเป็นของตัวเอง ก็สอนให้พุทธศาสนิกชน ได้เข้าใจหลักพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนให้ประชาชนเน้นการภาวนาสมาธิ การปฏิบัติธรรม เน้นไปที่การฝึกจิต ท่านเคยบริจาคเงินก้อนใหญ่ ให้กับการกุศล เงินที่ญาติโยมมีจิตศรัทธามอบให้ท่าน ท่านเอาไปทำบุญทำกุศลทั้งหมด
หรือหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน ที่เอาเงินที่ประชาชนมีศรัทธามาร่วมทำบุญ ซื้อทองคำเพื่อไปช่วยชาติ ในยามที่ชาติวิกฤติ และยังมีอีกหลายองค์ พระ 2 กลุ่มนี้ ช่างต่างกันราวกับสวรรค์ และนรก กลุ่มหนึ่ง ยึดถือธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ และปฏิบัติด้วยศีลที่บริสุทธิ์ อีกกลุ่มหนึ่ง ยึดกิเลสเป็นสรณะ และใส่หน้ากากธรรมเอาไว้หลอกชาวบ้าน
หลวงตามหาบัว ท่านเคยพูดกับผมว่า พระมหากษัตริย์อ่อนแอ ศาสนาก็อ่อนแอ
ศาสนาอ่อนแอ พระมหากษัตริย์ก็อ่อนแอ
หลายปีที่ผ่านมานี้ พระมหากษัตริย์สุขภาพพลานามัยไม่สมบูรณ์ เจ็บไข้ได้ป่วยตลอด ศาสนาก็เลยพลอยอ่อนแอตาม
และถ้าพวกเรายังไม่เข้ามาร่วมกันต่อสู้ เพื่อทำให้ศาสนานั้นเข้มแข็ง ในที่สุดแล้ว ก็จะเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันนี้ จริงๆแล้วศาสนาไม่ได้อ่อนแอ แต่เป็นวิกฤติของสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ที่น่าเสียดาย ควรจะเป็นคนที่มาสั่งสอนสังคมไทย ให้รู้จักบาป บุญ คุณ ชั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับพระมหาเถระ
แต่พวกเขาส่วนใหญ่ กลับละเลย และส่งเสริม ให้พระละทิ้งธรรม และยึดกิเลส เป็นตัวตั้ง วันนี้สาธุชนไม่ต้องเข้าวัดทำบุญกับพระก็ได้ ถ้าเรามีพระที่ไม่มีศีล ซึ่งก็จะไม่มีธรรม เราจะไปเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ทำไม สู้เรารักษาจิต รักษาใจ ของเรา ให้นิ่ง ให้สงบ ยึดถือพระธรรมคำสั่งสอนเป็นสรณะ และพยายามปฏิบัติตนให้เป็นไปในทิศทางที่พระธรรมคำสั่งสอนนำทางเราให้ดีที่สุด
ทุกวงการวันนี้ เราพึ่งไม่ได้เลย แม้แต่วงการเดียว
มันวิปริต และมันบ้าไปหมด
พระไม่เป็นพระ
ทหารไม่เป็นทหาร
ครูไม่เป็นครู
นักเรียนไม่เป็นนักเรียน
มันเป็นบ้ากันไปหมดแล้ว
รีบดูแลตัวเอง รักษาจิตใจตัวเองให้นิ่ง ให้สงบ จะเป็นทิศทางที่ดีที่สุด...
26 มกราคม 2559
สนธิ ลิ้มทองกุล
เเล้วพบกันในรายการ มองโลก มองเรา กับสนธิ เร็วๆนี้ ...