PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องมือปืนป๊อปคอร์น



ประเด็นใหญ่ ของการที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องมือปืนป๊อปคอร์น คือการที่อัยการโจทย์ ไม่นำสืบพยานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะพยานผู้ถ่ายภาพ จึงยกประโยชน์ให้จำเลยแม้จะรับสารภาพก็ตาม ... ดังนั้น ถ้าดูรูปการณ์แล้ว ศาลฎีกาก็น่าจะตัดสินไปในทางเดียวกัน
-------
ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง มือปืนป๊อปคอร์น วิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ คดีพยายามฆ่ากลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ที่บริเวณห้างไอทีสแควร์ ย่านหลักสี่ เมื่อ ก.พ.ปี 57 ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ แต่ยังให้นำตัวไปขังระหว่างฎีกา
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า มีประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีพนักงานสอบสวน ได้สืบสวนทราบว่า มีคนร้ายเกี่ยวข้องกับการยิงรวม 21 คน ในจำนวนนี้มีชายชุดดำ คือจำเลยคดีนี้รวมอยู่ด้วย ดังที่ปรากฏในภาพนิ่งที่เห็นชายชุดดำ ในสถานที่และเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุหลายรูป แม้โจทก์จะมีเทปภาพเคลื่อนไหวหรือวีทีอาร์กับภาพนิ่ง จากหนังสือพิมพ์ แต่โจทก์ไม่นำสืบถึงความเกี่ยวข้องหรือนำตัวผู้ถ่ายหรือนำประจักษ์พยานมาเบิกความประกอบให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องพยานโจทก์จึงมีข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยพิพากษายกฟ้องแต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/985200

แผนปฏิรูปกองทัพ-



แผนปฏิรูปกองทัพ---ออกแผนปรับลดอัตรากำลังพล ผู้ทรงคุณวุฒิและนายทหารปฏิบัติการ ร้อยละ 2.5 ต่อปีจนถึงปี 2571
‬
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม สั่งการในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ให้ จัดทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากองทัพ โดยเฉพาะ ยุทโธปกรณ์ของสหรัฐอเมริกา ว่า ตัองการอะไร เพื่อที่ นายกฯ ไปเป็นข้อมูล ในการเดินทางไปพบ หารือ กับ ประธานาธิบดี Donald Trump ที่สหรัฐฯ ปลาย กค.นี้ ตามคำเชิญ.
เผื่อว่ามีการหารือเริ่องความร่วมมือเรื่องความร่วมมือทางการทหาร และความช่วยเหลือ ทางการทหาร
พลตรีคงชีพ กล่าวถึงความคืบหน้า ในการปฏิรูปกองทัพให้มีขีดความสามารถที่เหมาะสม ว่า พลเอกประวิตร รมว.กลาโหม. สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ เร่งดำเนินการ สรุปจำนวน/ชนิดอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพที่มีอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการที่จำเป็น ในการเสริมสร้างขีดความสามารถกองทัพ
โดยคำนึงถึงศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศรอบบ้าน รวมทั้งภัยคุกคามในห้วงเวลา ประกอบการพิจารณาให้มีขีดความสามารถในการทำสงครามจำกัด ควบคู่กับการปฏิรูปการจัดหน่วยให้เหมาะสม ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน ตามที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย
โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ประสานกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ ในการจัดเตรียมข้อมูลร่วมกัน
ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้ นายกฯ ในการเดินทางไปพบ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา. พบ Donald Trump ที่อเมริกา ปลาย กค.นี้
ส่วนการปฏิรูปกองทัพมีพัฒนาการและความคืบหน้าตามลำดับ นั้น ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกองทัพมาตลอด ด้วยการปรับให้กองทัพมีขนาดที่เหมาะสม มีขีดความสามารถด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ที่เพียงพอต่อการตอบสนองความเสี่ยงของภัยคุกคามด้านความมั่นคงของภูมิภาค โดยคำนึงถึงความเป็นประชาคมอาเซียน
​​
พล.อ.ประวิตร ได้กำหนดเป็นนโยบายของกระทรวงกลาโหม ให้กองทัพต้องปฏิรูปทั้งโครงสร้างการจัดหน่วย ระบบบริหารจัดการ และพัฒนากำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้มีความคล่องตัวและเหมาะสมกับปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
โดยมีความคืบหน้าที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้
▪ ได้ทบทวนสภาพแวดล้อมความมั่นคงและจัดทำ ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2560-2579 เสร็จสิ้นแล้ว
โดยกำหนดวิสัยทัศน์คือ “การมีกองทัพชั้นนำ มีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงของรัฐและมีบทบาทในการส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค”
▪ กำหนดแนวความคิดสำคัญในการพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพ ในด้าน การเตรียมกำลังและการใช้กำลัง
▪ แนวความคิดด้านการจัดเตรียมกำลัง ได้จัดทำแผนหลักรองรับ 2 แผน คือ แผนแม่บทการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560-2569 และแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560-2569 เสร็จสิ้นแล้ว
▪ แนวความคิดด้านการใช้กำลัง ตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหมจะครอบคลุมแนวทางใช้กำลังและขีดความสามารถของกองทัพที่ต้องการพัฒนากำลังตามห้วงระยะเวลา เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมเผชิญกับภัยคุกคามทางทหารและภัยคุกคามอื่นๆ
​ที่ผ่านมามีการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและการปฏิรูประบบงาน ทั้ง 18 ระบบงาน โดยขอสรุปการดำเนินการที่สำคัญ พอสังเขปดังนี้
▪ ด้านโครงสร้างการจัดหน่วย ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์กระทรวงกลาโหม การจัดตั้งศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย การจัดตั้งศูนย์การลาดตระเวนทางอากาศและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ จัดตั้งกรมทหารพรานนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นกำลังประจำถิ่นในการดูแลแก้ปัญหา จชต
. การปรับปรุงโครงสร้างศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล การปรับปรุง แปรสภาพโครงสร้างหน่วยกำลังรบทั้ง ทบ. ทร. และ ทอ. รวมทั้งศึกษาภาระงานเพื่อยุบรวมปรับลดอัตรากำลังพลในส่วนที่ไม่จำเป็น
▪ ด้านกำลังพล ตราพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ.2558 พร้อมกับจัดทำแผนแม่บทการพัฒนากิจการกำลังสำรองระยะ 5 ปี นำระบบข้าราชการพลเรือนกลาโหมมาใช้ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกัน ปรับลดอัตรากำลังพลในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิและนายทหารปฏิบัติการ ร้อยละ 2.5 ต่อปีจนถึงปี 2571
▪ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พ.ศ. 2558 -2563 เสนอร่าง พ.ร.บ. สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อการวิจัยพัฒนา มุ่งสู่การใช้งานและการพึ่งพาตนเอง
▪ ด้านการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับต่างประเทศ การจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน และการลงนามความร่วมมือทางทหารกับ กห. ประเทศต่างๆ เป็นต้น
▪ ด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส จัดทำแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตของ กห. ปี 58 - 60 และทบทวนเพื่อจัดทำแผนปี 60 – 64 เพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกัน

อาวุธมะกันแพง...แต่อยากซื้อ ฮ.Black Hawk เพิ่มให้ครบฝูง

อาวุธมะกันแพง...แต่อยากซื้อ ฮ.Black Hawk เพิ่มให้ครบฝูง
‪"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่ได้เตรียมซื้ออาวุธ US เพราะราคาแพง แต่สั่ง ผบ.เหล่าทัพเตรียมข้อมูลทางทหารให้นายกฯไปอเมริกา คุย ปธน.Donald Trump ยันไม่ใช่ให้ลิสต์รายการซื้ออาวุธ แต่อาจมีความช่วยเหลือทางทหาร ความร่วมมือต่างๆ ข้อมูล อาวุธยุทโธปกรณ์สหรัฐฯที่เรามีอยู่
ยอมรับ อยากซื้อ ฮ.Black Hawk ให้ครบฝูง‬ แต่ก็ไม่รู้ทางสหรัฐฯจะให้ความช่วยเหลืออะไรหรือไม่ เพราะตอนเราซื้อ ตอนแรก สหรัฐฯก็ไม่ได้ให้เงิ่อนไขพิเศษอะไรกับเรา
ทั้งนี้ ฮ.Black hawk ของทบ.มี6 ลำ อต่หากครบฝูง คือ12 ลำ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสั่งการให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพสำรวจยุทโธปกรณ์ ที่เคยได้รับการสนับสนุนมาจากสหรัฐอเมริกา ก่อนที่นายกฯจะเดินทางไปเยือนสหรัฐในเดือนก.ค.ว่า ตนให้สำรวจดูว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยกับสหรัฐได้มีความร่วมมือกันในเรื่องใดบ้าง เช่นเรื่องด้านการศึกษา การฝึกร่วมทางทหาร และยุทโธปกรณ์ที่มีการแลกเปลี่ยนกัน เป็นต้น
ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การเดินทางไปครั้งนี้ของนายกฯจะมีแนวโน้มจะการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯนั้นพลเอกประวิตร กล่าวว่า มันไม่เกี่ยวกัน เราไม่ได้จะซื้อ เพราะยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯมีราคาแพง

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ไทยซื้อยุทโธปกรณ์จากจีนบ่อยครั้งคิดว่าสหรัฐจะมีท่าทีอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่มีอะไรเพราะทางสหรัฐฯ ก็รู้ว่าไทยไม่มีงบประมาณในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์
และหากว่าทางสหรัฐให้ความช่วยเหลือ เรื่องยุทโธปกรณ์ก็ต้องดูก่อน เช่น ฮ.Black Hawk ที่เรามีอยู่ นั้น ยังไม่ครบฝูง หากจำเป็นก็ต้องซื้อก็จะต้องซื้อให้ครบฝูง
ส่วนการจัดซื้อจะได้เงื่อนไขพิเศษหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีเรื่องใดที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯเป็นกรณีพิเศษ

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงเรื่องการรายงานผลการค้ามนุษย์ TIP Report ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่จะประกาศผลการจัดอันดับออกมาในคืนนี้ ว่า ไทยได้ดำเนินการมาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ตนยังไม่สามารถตอบได้ว่าผลจะออกมาดีหรือไม่ แต่มั่นใจว่าทำเต็มที่แล้ว
ส่วนผลจะเป็นอย่างไรยังไม่ทราบ ตนยังตอบไม่ได้
ส่วนที่ทางสหรัฐฯจะมาตรวจการดำเนินการของไทยอีกครั้งในเดือนก.ค.นี้ก็พร้อมและสามารถมาตรวจได้ตลอดเวลา

กลอนแปด..ของ..."บิ๊กตู่"

กลอนแปด..ของ..."บิ๊กตู่"
เสธ.ก้อง พันเอกอธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผช.โฆษกรัฐบาล อ่านกลอน..."ไทยแลนด์4.0"
นายกฯบิ๊กตู่ สวมบท "สุนทร ตู่"แต่งกลอน "ไทยแลนด์4.0"ให้ ครม. เขียนมาด้วยลายมือ.. คุย..ผมก็แต่งกลอนเป็น‬
‪
คำว่าไทย คือไทย ด้วยใจรัก
ร่วมใจภักดิ์ ต่อชาติ ศาสนา
สถาบัน คงอยู่ คู่นานมา
เป็นม่านฟ้า ปกป้อง ล้วนผองไทย
มาวันนี้ สืบสาน ทำงานต่อ
แผ่นดินพ่อ แผ่นดินแม่ ช่วยแก้ไข
ให้ยั่งยืน ตื่นเถิด สังคมไทย
ก้าวต่อไป อนาคต ให้มั่นคง
เราลูกหลาน ช่วยสาน สืบงานต่อ
อย่ารั้งรอ ขัดแย้ง แกล้งเล่าขาน
ทำวันนี้ ดีกว่า ปล่อยช้านาน
ทำเพื่อบ้าน เมืองเรา ให้เท่าทัน
ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ
เปลี่ยนชีวิต รายได้น้อย ค่อยส่งเสริม
คนละน้อย ร้อยท่อ ช่วยต่อเติม
เร่งส่งเสริม รายได้ ให้มั่นคง
พัฒนาคน การศึกษา พาไทยรุ่ง
ล้วนต้องมุ่ง ตามประสงค์ จำนงหมาย
สร้างสังคม ปลอดภัย ไม่วุ่นวาย
ช่วยผ่อนคลาย มีสุข ทุกครอบครัว
สิ่งสำคัญ วันนี้ คือกฎหมาย
ไม่ท้าทาย ยึดถือ เป็นพื้นฐาน
ช่วยกันทำ ช่วยกันเริ่ม เสริมยาวนาน
เป็นการงาน ผองไทย ร้อยใจกัน
ประชารัฐ ช่วยเสริม ใช้เติมแต่ง
ทุกหนแห่ง กิจกรรม ทำสร้างสรรค์
ไทยเจริญ ด้วยไทย ไปพร้อมกัน
ทำความฝัน ต้องการ ให้เป็นจริง
ต้องลดแรง เร่งขจัด ความขัดแย้ง
ลดระแวง เชื่อมั่น เพื่อวันหน้า
สืบสานต่อ โบราณ นานนำมา
ให้ก้าวหน้า ด้วยไทย ใจมั่นคง
สู่เศรษฐกิจ 4.0 จากมูลฐาน
ทุกกิจการ พัฒนา อย่าใหลหลง
สู้อาชีพ สู้งาน บ้านมั่นคง
มุ่งจำนง ปวงชน ทุกคนไทย

‘พันธุ์เก่า’ ไม่ได้ไปต่อ

‘พันธุ์เก่า’ ไม่ได้ไปต่อ

ปี่กลองเชิดฉิ่งโหมโรงตามเงื่อนเวลาที่กระชั้นเข้ามา
เดดไลน์ก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม ไฟต์บังคับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องร่อนใบลาออก เพื่อเลี่ยงเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ
นัก “ลากตั้ง” เตรียมแต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้ง
ในจังหวะที่เซียนจอมเก๋าก็ขยับแข้งขยับขา เดินหน้ากระตุกเรตติ้งกันคึกคัก
อาศัยเหลี่ยมกระแทกทหาร เทกแอ็กชั่นปฏิเสธอำนาจพิเศษ แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แท็กทีมพรรคเพื่อไทย แตะมือลูกข่าย “ทักษิณ” ประสานเสียงคัดค้านระบบไพรมารีโหวต ต่อต้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
นักเลือกตั้งอาชีพหันมาปรองดอง ต้องช่วยกันรักษาผลประโยชน์ในเส้นทางอำนาจตัวเองไว้
ดิ้นสู้ ไม่ยอมให้ทหารตีกินง่ายๆ
แต่นั่นก็ไม่แน่ว่าจะสายเกินไปหรือไม่ กับการยื้ออ้อยออกจากปากช้าง
เพราะโดยรูปการณ์ที่มันสวนทางกับกระแสข่าววงใน หลายสายยืนยันตรงกัน สถานการณ์ไหลมาถึงตรงนี้ ยุทธศาสตร์ของฝ่ายคุมเกมอำนาจ
ล็อกคำตอบไว้ 2 ทางเลือก
ทางแรกเลย ยังไม่ปล่อยเลือกตั้ง ลากยาวต่อไป เพราะตามรูปการณ์ที่หัวเชื้อความขัดแย้งยังแฝงอยู่ทุกอณู เลือกตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์ เสี่ยงปฏิวัติเสียของซ้ำซาก
หรืออีกทางหนึ่งคือมีการเลือกตั้ง แต่มีเงื่อนไขต้องเซ็ตซีโร่ โดยให้เป็นพื้นที่ของนักการเมืองรุ่นใหม่ นักการเมืองพันธุ์เก่าโดนล้างบางหมด
ว่ากันตามโจทย์บังคับออกมาแบบนี้ นั่นหมายถึงนักการเมืองที่ส่งเสียงเย้วๆกันอยู่ ส่วนหนึ่งคงต้องล้มหายตายจากไปเกินกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขทางคดี คุณสมบัติติดล็อกในรัฐธรรมนูญ หรือด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็ตามแต่
ที่แน่ๆพวกที่มีส่วนร่วมในการก่อวิกฤติ ไม่มีสิทธิ์ไปต่อ
โดนตัดตอนไม่ให้กลับมาก่อปัญหาซ้ำอีก
เรื่องของเรื่อง ด้วยเงื่อนไขกระแส “ปฏิรูป” มันเอื้อกับฝั่ง คสช.มากกว่า
ดูจากสถิติที่สะท้อนจาก “นิด้าโพล” ประชาชนหนุนพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แต่เชื่อว่ายากจะเป็นไปได้เพราะแตกต่างกันคนละขั้ว
แต่ขณะเดียวกันก็เห็นด้วยกับการผุดพรรคการเมืองเพื่อหนุน คสช.เป็นรัฐบาล
นั่นหมายถึงตามสภาพความเป็นจริง ประชาชนส่วนใหญ่ก็เข้าใจเงื่อนไขสถานการณ์บังคับทางการเมือง พร้อมรับได้กับสภาพรัฐบาลที่ผิดรูปผิดร่างในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ
ในเมื่อนักการเมืองเองยังแก่งแย่งผลประโยชน์ไม่เลิก ก็เป็นประโยชน์กับรัฐบาลทหาร ตัวแทนชนชั้นนำที่ยังอยู่ในชัยภูมิได้เปรียบ ส่อเค้าคุมเกมอำนาจยาว
เข้ากับบทวิเคราะห์ของนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการ อดีตคนเดือนตุลาฯ ที่ฟันธงเลยว่า รัฐบาล คสช.จะใช้ยุทธศาสตร์ผ่านไทยแลนด์ 4.0 และโครงการประชารัฐ
ในการดีลอำนาจแลกประโยชน์กับประชาชน
ไม่ใช่ฟอร์มทหารเดิมๆที่ใช้ปลายกระบอกปืนบีบบังคับ ยั่วกระแสตีกลับ
และก็อย่างที่เห็นๆ กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ยึดโยงกับยุทธศาสตร์ทางการเมือง ตามแผนที่วางโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ
ค่อยๆรุกคืบ วาง “มัดจำ” กับประชาชนคนไทย
ด้านหนึ่งก็เร่งเครื่องโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ใช้เม็ดเงินมหาศาลจากเมกะโปรเจกต์ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาพกว้าง
แต่นั่นก็ยังถือเป็นเรื่องไกลตัวชาวบ้าน แว่วๆโจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องเร่งอุดรอยโหว่เรื่องปัญหาปากท้อง ต้องรีบอัดฉีดช่วยเหลือ
ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาพืชผล
ตามรูปการณ์คงหนีไม่พ้นการจ่ายเงินสดช่วยเหลือเพื่อลดขั้นตอน บรรเทาภาวะปากท้องเฉพาะหน้า พร้อมๆกับกระตุ้นการใช้จ่าย ช่วยการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องระวังไม่ให้ซ้ำรอยอดีตรัฐบาล เผลอแจกดะไม่ได้
ต้องลดโทนประชานิยม เป็นแค่ “สวัสดิการประชารัฐ”.

ทีมข่าวการเมือง

ปฏิรูปกฎหมายปฏิวัติระบบราชการ : ปลดล็อกการเมือง

ปฏิรูปกฎหมายปฏิวัติระบบราชการ : ปลดล็อกการเมือง



รัฐบาลและ คสช.จะปฏิรูปอะไรในช่วงเวลาที่เหลือก่อนจะมีการเลือกตั้ง”
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) บอก ทีมข่าวการเมือง ระหว่างที่ให้สัมภาษณ์ชนิดเปิดใจว่า เป็นสิ่งที่สังคมตั้งคำถามต่อรัฐบาลและ คสช.
ก่อนเฉลยว่า เมื่อ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ย่อมมีผลกระทบต่อ ป.ย.ป. เพราะตามกฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงตามรัฐธรรมนูญ
ฉะนั้น ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ป.ย.ป.จะประชุมในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อสรุปส่งมอบงานให้ ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งเป็นงานจาก 4 แท่ง ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามยุทธศาสตร์ (มินิคาบิเนต) คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง
แท่งมินิคาบิเนตน่าจะอยู่ต่อ เพราะเป็นเครื่องมือของนายกรัฐมนตรีใช้ตามงาน แท่งยุทธศาสตร์ชาติ กำลังต่อจิ๊กซอว์ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวงและยุทธศาสตร์ภาคเคลื่อนไปพร้อมกัน นี่คือสิ่งที่จะส่งมอบให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเอาไปต่อยอดปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
แท่งการปฏิรูป ความชอบธรรมของรัฐบาลและ คสช.ที่เข้ามาเพราะต้องการปฏิรูปก่อนหน้านั้นมีประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งมีม็อบตลอด การทุจริตคอร์รัปชัน และประสิทธิภาพของภาครัฐ
ปรากฏว่า วันนี้เราลงมือทำ ปฏิรูปนำร่องในหลากหลายมิติในรอบ 3 ปี รวมถึงการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และกำหนดวาระการปฏิรูปก่อนส่งมอบให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
แท่งการปฏิรูป แม้ส่งมอบงานให้กับตัวจริงเสียงจริงแล้ว แต่รัฐบาลยังมีหน้าที่จะต้องปฏิรูปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ โดยไม่ก้าวก่ายส่วนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ การปฏิรูปย่อมต้องใช้ระยะเวลายาวถึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม อย่างประเทศจีนใช้เวลา 30 ปี ปฏิรูป 6 พันเรื่อง แต่ยังเหลืออีก 3 พันเรื่องจะต้องสานต่อ
รัฐบาลจะส่งมอบงาน 10 ด้านบวกหนึ่ง ประกอบด้วย การเมือง ความเหลื่อมล้ำ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจสังคม การศึกษาและสาธารณสุข สื่อสารมวลชนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การต่างประเทศ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน การปฏิรูปด้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และด้านอื่นๆ
การปฏิรูปแต่ละด้านเกี่ยวโยงกับยุทธศาสตร์ชาติที่บอกเป้าหมายและทิศทางของประเทศ 20 ปี

แท่งปรองดองมีโรดแม็ปชัดเจน รัฐบาลและ คสช.มีความตั้งใจจริง โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความปรองดอง
คาดรายละเอียดสัญญาประชาคมคงออกมา 10 ด้าน เป็นเรื่องพื้นฐานที่คาดเดากันออกอยู่แล้วว่ามีอะไรบ้าง เช่น ปมความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะยึดโยงกับการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดอง
มาถึงวันนี้ ป.ย.ป.ยังมีงานอีกหลายอย่างที่จะต้องทำ รวมถึงด้านการยกเครื่องกฎหมายให้ทันสมัยต่อการปฏิรูปและเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย
ซึ่งชุดนี้มีคณะกิโยติน จะเข้าไปปรับรื้อกฎหมายที่ล้าสมัย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ การปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ และการพัฒนากฎหมายใหม่
เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ
ถ้าส่งมอบงานให้ตัวจริงเสียงจริงไปแล้วคณะไทยแลนด์ 4.0 จะอยู่ไหน นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลจะต้องช่วยเรื่องการปฏิรูป เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ฉะนั้น อาจจะตั้งคณะกรรมการคล้ายๆชุดนายบวรศักดิ์ขึ้นมาขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ร่วมกับภาคเอกชน
ยุค 4.0 ไม่ใช่นวัตกรรมอย่างเดียว จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดของทรัพยากรมนุษย์ โดยเริ่มจาก “ปฏิวัติความคิดปฏิรูปตัวเอง” นายกรัฐมนตรีถึงเน้นว่า ยุค 4.0 จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคนไทยไม่ใช่ 4.0 ไม่ว่าจะอยู่ระดับไหนขอให้มีความรู้สึกว่าพรุ่งนี้ชีวิตของเราต้องดีขึ้น ถึงสอดรับกับการปฏิรูป เราถึงมีโครงการประชารัฐให้เอกชนเข้ามาช่วย เร่งเทงบประมาณลงไปชุมชน เพราะต้องการให้มีการปฏิรูปในพื้นที่
การปฏิรูปต้องมีคานงัดสองคาน คือ “การปฏิรูปกฎหมาย-ปฏิรูประบบราชการ”
เพื่อนำไปสู่กระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ
คานงัดสองตัวนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าแก้ไม่ได้ต่อให้มีความคิดดีแค่ไหนก็ทำไม่ได้ หากยังไม่ปฏิรูประบบราชการ ฉะนั้นเวลาที่เหลือก่อนจะมีการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีพยายามปลดล็อกคานงัดสองคานนี้ หลายเรื่องจำเป็นต้องใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 44 เพื่อผ่าทางตัน
และต่อให้กฎหมายเขียนดีอย่างไร ถ้าระบบราชการไม่ปฏิรูป รับรองไม่มีทางปฏิรูปประเทศสำเร็จ ระบบราชการในอนาคตต้องตอบโจทย์การสร้างภาครัฐที่น่าเชื่อถือ เป็นภาครัฐที่เปิดกว้าง เชื่อมโยงกัน มีสมรรถนะสูงและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ต่อไประบบราชการจะให้บริการตามความต้องการเฉพาะปัจเจกบุคคล โดยแต่ละบุคคลสามารถออกแบบ เลือกรูปแบบ วิธีการในการรับบริการได้ บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมโยงทุกส่วนราชการในการให้บริการประชาชน ให้บริการเชิงรุก นำเสนอบริการที่เหมาะสมแก่ผู้รับบริการแต่ละบุคคล ขอรับบริการได้หลากหลายช่องทาง ขอรับบริการได้หลากหลายบริการ ณ ช่องทางเดียว
การเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบค่าตั้งต้น สามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนร้องขอ การใช้ แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆในการให้คำปรึกษา ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบ เพื่อสร้างความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภาครัฐ
การดำเนินงานที่ตอบสนองทันที ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีการคาดการณ์ วางแผนดำเนินงานล่วงหน้า มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญในหลากหลายสาขาวิชาและข้ามสาขาวิชา การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพ การกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชนและใช้ข้อมูลเชิงลึกเป็นหลัก การบูรณาการทำงานร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ระดับการวางนโยบายไปจนถึงการนำไปปฏิบัติ
การทำงานมีการเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ทำงานสถานที่ใดก็ได้ทั่วทุกมุมโลก การใช้ประโยชน์หน่วยงานสนับสนุนร่วมกัน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างนวัตกรรมการทำงานใหม่ๆ
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติราชการ ต่อไปจะตั้งง่ายยุบง่าย มีการจ้างงานตามเงื่อนไขสัญญา ให้ความสำคัญกับประเด็นภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีโมเดลร่วมบริการจัดการในยุค 4.0 เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาคของประชาชน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน พร้อมวางรูปแบบการโอนอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นแบบมีเงื่อนไข
ภายใต้การบริการจัดการงบประมาณตามวาระการขับเคลื่อนและระดับการบริหารจัดการ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความซ้ำซ้อนของภารกิจและงบประมาณ สะท้อนภาพบูรณาการของภารกิจและงบประมาณ
เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ
นับจากนี้ไปเราจะเดินหน้า “ปฏิรูปกฎหมาย-ปฏิรูประบบราชการ”
มันเป็นเรื่องยาก ถ้าไม่ยากจะทำไปทำไม ถ้าคิดจะทำแต่เรื่องง่ายๆ ก็ลูบหน้าปะจมูกกันไป
ขอถามว่า ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทำและไม่ทำวันนี้ เมื่อไหร่จะได้ทำ
อย่าถามว่า ทำได้หรือไม่ แต่ควรถามว่าจะมาช่วยให้มันเกิดขึ้น ได้อย่างไรจะดีกว่า
เพราะสิ่งที่ ป.ย.ป.ทำล้วนเป็นงานที่ยาก แถมถูกท้าทายพอสมควร
สำเร็จเมื่อไหร่ ประชาธิปไตยจะไม่หวนกลับไปสู่วงจรเดิมอีกต่อไป.
ทีมการเมือง

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นายกฯ สั่ง กองทัพ ส่งทหารช่างสำรวจ ถนนเชื่อมหมู่บ้านที่ชำรุดจากน้ำท่วม โดยด่วน

นายกฯ สั่ง กองทัพ ส่งทหารช่างสำรวจ ถนนเชื่อมหมู่บ้านที่ชำรุดจากน้ำท่วม โดยด่วน เร่งรายงาน ในกค. นี้ /คสช.เดินหน้าช่วยแจงโครงการรัฐ เตรียมเปิดเวทีสาธารณะ4 กองทัพภาคชี้แจงสัญญาประชาคมสร้างสามัคคีปรองดอง ย้ำ กกล.รส.คงระดับดูแลความปลอดภัย
พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบทบ./รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช . กล่าวว่า ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้กลไก กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยและฝ่ายปกครอง ในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เกี่ยวกับความคืบหน้าในงานบริหารราชการแผ่นดิน
โครงการและมาตรการต่างๆที่ภาครัฐกำลังดำเนินการเพื่อส่วนรวม รวมทั้งเรื่องที่ประชาชนได้รับประโยชน์
และประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม เช่น ความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมการคมนาคมขนส่ง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กลไกราคาพืชผลทางการเกษตร
การจัดทำผังเมืองในระดับประเทศและผังเมืองในทุกจังหวัดที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม
และการใช้มาตรา 44 ในการขับเคลื่อนวาระเร่งด่วนและคลี่คลายปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น การใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ในกิจการพลังงาน
ความร่วมมือรถไฟไทย-จีน เป็นต้น โดยมอบให้ กกล.รส. เดินหน้าช่วยเผยแพร่ความคืบหน้าในเรื่องที่เป็นประโยชน์ดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจ และช่วยเสริมสร้างความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี/หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีความห่วงใยในด้านการสัญจรของประชาชน ที่เดือดร้อนจากการชำรุดของ ถนน และเส้นทาง หลังเกิดอทกภัยใช่วงที่ผ่านมา
นายกฯได้มีบัญชาให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยกระทรวงกลาโหม ส่งหน่วยทหารช่างของกองทัพบก และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เข้าสำรวจเส้นทางที่เสียหายจากอุทกภัยทั่วประเทศ
โดยเฉพาะถนนหรือเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน และเตรียมเข้าดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซมโดยด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจร และขนส่งพืชผลทางการเกษตรได้โดยสะดวกและปลอดภัย
โดย พลเอกพิสิทธิ์ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เร่งรัดให้หน่วยทหารช่าง ร่วมกับทางจังหวัด เข้าตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลความเสียหายให้เรียบร้อยภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้
ส่วนการดูแลความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยนั้น รองเลขาธิการ คสช.ระบุว่า การทำงานของ กกล.รส. ในเรื่องนี้ ยังต้องคงระดับความเข้มงวดในมาตรการรักษาความปลอดภัย ป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้ดำเนินการติดตั้งและจัดระบบกล้องวงจรปิดให้เรียบร้อยในทุกพื้นที่ในเดือนนี้ตามนโยบายของ หน. คสช.
รวมทั้งการสร้างเครือข่ายและให้ความรู้ ประชาชนอย่างต่อเนื่องในการเฝ้าระวังเหตุและการแจ้งข้อมูล สิ่งผิดปกติ เสริมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่ด้วย
การประชุมในวันนี้ พลเอกพิสิทธิ์ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาค ร่วมกับส่วนราชการ จัดเตรียมพื้นที่และความพร้อมในการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อชี้แจงสาระสำคัญของร่างสัญญาประชาคมให้ประชาชนได้รับทราบ อันเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมีกำหนดดำเนินการใน ๑-๒ สัปดาห์นี้ ต่อจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศเป็นสัญญาประชาคมฉบับสมบูรณ์ต่อไป

ทำใจให้เชื่อลำบาก!

ทำใจให้เชื่อลำบาก!

กลับมาออกหน้าสื่อถี่ยิบอีกรอบ
ตามจังหวะที่แรงเสียดทานหลายช็อตกระแทกใส่รัฐบาลพร้อมๆกัน
กลายเป็นไฟต์บังคับให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ต้องเลิกปิดปาก หันหน้าคืนไมค์ กลับเข้าสไตล์ธรรมชาติของตัวเอง ตอบคำถามสื่อเป็นชุดๆไม่หยุดหย่อน
หลังจากเจอสารพัดปมร้อนแฉลบเข้าเนื้อเล่นงานจนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องไล่เคลียร์ให้เกิดความกระจ่าง ไม่ให้ถูกปั่นกระแส ขยายผลสร้างความเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้น
อย่างที่เห็นๆกัน จากปรากฏการณ์วุ่นไม่เลิก อารมณ์เดือดของกลุ่มเอ็นจีโอไล่ล้มเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นประชาชนเรื่องการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในหลายจังหวัด
ขัดขวางไม่ให้แก้กฎหมายโครงการบัตรทอง
หรือประเด็นการใช้มาตรา 44 เร่งเครื่องโครงการรถไฟความเร็วสูง กทม.-นครราชสีมา ก็ถูกท้วงติงจากฝั่งนักการเมือง นักวิชาการ กลุ่มวิศวกร และสถาปนิก ส่งเสียงคัดค้านในทำนองเอื้อประโยชน์ให้จีนมากเกินเหตุ
เรียกร้องให้ “บิ๊กตู่” ทบทวนโครงการรถไฟไทย-จีนใหม่
แม้แต่อดีต รมว.คลัง ที่เคยร่วมทีมเรือแป๊ะอย่าง “สมหมาย ภาษี” ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดต้องใช้ช่องทางอำนาจพิเศษมาขับเคลื่อนโครงการแทนการใช้ช่องทางปกติ
ไล่เรียงไปถึงปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ อาทิ ยางพารา กดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอยู่ในเวลานี้
และสดๆร้อนๆ กับฉากดราม่าของ “อดีตนายกฯปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่โชว์ซีนน้ำตานองหน้ารับวันเกิดกลางวัดสระเกศ ระบายความอัดอั้นตันใจที่ถูกกดดันจากการต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าว
ออกอาการขาสั่น เมื่อใกล้ถึงวันชี้ชะตาตัดสินคดีจำนำข้าวในปลายปี 2560
แต่อีกทางก็เป็นเหลี่ยมบิ๊วต์อารมณ์แฟนคลับให้ฮึกเหิมตั้งแต่เนิ่นๆ ตามปฏิกิริยาของกลุ่มแม่ยกที่รีบยกพลไปให้กำลังใจ ตะโกนปลุกใจให้ “อดีตนายกฯปู” ถึงบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3
ได้เช็กเรตติ้ง รู้ยอดกองหนุน ส่งสัญญาณเตือนว่า ยังมีไพร่พลอยู่ในหน้าตัก
แต่ละเรื่องถูกเขี่ยหัวเชื้อ รอการขยายผลให้พร้อมลุกโชนได้ทุกขณะ
ปมอันตรายยังอยู่รายล้อมรอบตัว “บิ๊กตู่” ที่ต้องเร่งเครื่องสร้างความเข้าใจ
ยังไม่รวมกับบรรยากาศร่างกฎหมายลูกสำคัญ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ยังมีปัญหาไม่สะเด็ดน้ำ
เผยให้เห็นอาการไม่ลงรอยกันระหว่าง กกต. สนช. และ กรธ.
หันมาเป็นคู่ขัดแย้งให้ชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด
ปมงัดข้อทั้งเรื่อง “เซ็ตซีโร่” และ “ไพรมารีโหวต” ยังฝุ่นตลบ ส่อเค้าได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ทบทวนหาข้อยุติกันให้ลงตัว
ขั้นตอนคลอดกฎหมายลูก ถูกทอดเวลายืดเยื้อจนถึงที่สุด แนวโน้มยื้อเลือกตั้งเริ่มเด่นชัดขึ้น
มันก็เป็นธรรมดาที่ฝ่ายการเมืองต้องออกลูกตีโพยตีพาย กรณี
สนช.สอดไส้เพิ่มเติมกติกาในร่างกฎหมายลูกให้มีขั้นตอนสลับซับซ้อนมากกว่าร่างเดิมที่ กรธ.เสนอมา
ตีความขัดแย้งข้อกฎหมายลูกในทำนองแบ่งบทกันเล่น มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ หวังเลื่อนโปรแกรมกาบัตรเลือกตั้ง ต่อโปรโมชั่นคุมเกมอำนาจกันยาวๆ
พอดิบพอดีกับบริบทที่ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุกันตรงๆ การกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐจะรักษาพื้นที่อำนาจต่อไปอีก 10 ปี
เป็นข้อเท็จจริงที่ขั้วอำนาจพิเศษแก้ตัวไม่ได้เต็มปาก ถ้าดูตามกติการัฐธรรมนูญปี 2560 นอกจากสร้างกลไกระบบเลือกตั้งใหม่ สกัดไม่ให้มีพรรคใดได้ครองเสียงข้างมากในสภาฯแบบเด็ดขาดแล้ว
ยังมีออปชั่นพิเศษในบทเฉพาะกาล เปิดช่องให้ ส.ว.สรรหา 250 คน โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก
แปลความตรงๆคือ ส.ว.สรรหา 250 คน มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯคนนอกได้ 2 สมัย หรือ 8 ปีของรัฐบาลเลือกตั้ง
วางกลไกคุมเกมอำนาจต่อกันยาวๆ ไม่มีที่ว่างให้พรรคการเมืองในห้วงเวลาร่วม 10 ปีหลังจากนี้
ดูตัวเลขช่วงเวลาแล้วก็ไม่ต่างจากที่นายเสกสรรค์คาดการณ์ไว้
ในสถานการณ์ที่ท็อปบูตอ่านเกมขาดว่า โอกาสที่ฝ่ายการเมืองขั้วใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะจับมือร่วมกันสกัดท็อปบูตไม่ให้ผงาดกลับมาครองอำนาจย่อมเป็นไปได้ยาก
แม้ “บิ๊กตู่” และทีมงานจะออกมาโต้แย้งคลายแรงกดดัน ไม่เคยคิดผูกขาดอำนาจระยะยาว
แต่ดูจากรูปการณ์จะชี้แจงยังไง ก็ทำใจเชื่อลำบาก.
ทีมข่าวการเมือง

โจทย์ "เสกสรรค์" ชี้เป้าแผน "ทหาร" ฮุบ10ปี : การเมืองปฏิรูป ทวงคืนอำนาจ

โจทย์ "เสกสรรค์" ชี้เป้าแผน "ทหาร" ฮุบ10ปี : การเมืองปฏิรูป ทวงคืนอำนาจ

ปฏิทินเข้าสู่ปลายเดือนมิถุนายน กำลังผ่านพ้นครึ่งปีแรก
วันคืนหมุนผ่านไปไว แปรผันตรงกับเงื่อนไขสถานการณ์ที่กระชั้นเข้ามาของคดีสำคัญที่ลุ้นเดิมพันพลิกคว่ำพลิกหงาย ใกล้เวลาชี้เป็นชี้ตายเข้ามาทุกขณะ
ตามฉากบีบคั้นหัวใจกองเชียร์ ยั่วต่อมหมั่นไส้กองแช่ง
กับช็อตที่ “น้องปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลั่งน้ำตานองหน้า ในระหว่างการทำบุญเนื่องในวันเกิดครบรอบ 50 ปี พร้อมตัดพ้อเป็นเชิงน้อยใจ
คนอื่นรอสิ่งดีๆในวันเกิด แต่ตัวเองต้องรอความหวังว่าจะรอดอุปสรรค
โดยอารมณ์บีบคั้น สะท้อนเบื้องลึกในจิตใจ อดีตผู้นำหญิงเริ่มหวั่นไหวกับชะตากรรมตัวเองที่ผูกอยู่กับคดี ปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
ที่กำลังคืบเข้าใกล้จุดไคลแมกซ์ น่าจะรู้ผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
บท “หญิงแกร่ง” ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหลั่งน้ำตาปลอบขวัญตัวเอง
แน่นอนปรากฏการณ์ของ “ยิ่งลักษณ์” พูดได้ว่านี่คือเหยื่อของวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดจากการแก่งแย่งอำนาจ ช่วงชิงผลประโยชน์ของนักเลือกตั้งอาชีพ
เล่นกันแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่มีใครยอมใคร
มุ่งแต่เอาชนะกัน ไม่สนการเมืองพิกลพิการ การเลือกตั้งพิลึกกึกกือ ได้สภาผู้แทนราษฎรที่ไร้คุณภาพ รัฐบาลที่ขาดประสบการณ์ในเชิงบริหาร ทำให้ประเทศชาติฉิบหายวายป่วง
สุดท้ายก็ต้องรับชะตากรรมกันไป
แต่ในห้วงกระแสน้ำตา “นารีพิฆาต” กระตุกฉากการต่อสู้ทางการเมืองให้กลับมาคุกรุ่น
โดยจังหวะก็พอดีเวียนมาถึงวันที่ 24 มิถุนายน วันเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อ ปี พ.ศ.2475
ครบรอบ 85 ปีเต็มพอดิบพอดี
และก็อย่างที่เห็นๆ แนวโน้มการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทยยังห่างไกลประเทศศิวิไลซ์ ระดับคุณภาพของ “ประชาธิปไตย” ไม่ได้คืบหน้าไปถึงไหน
ยังหลงอยู่ในวังวนของวงจรอุบาทว์
ตามสถานการณ์วนซ้ำไปซ้ำมา เดี๋ยวเลือกตั้ง เดี๋ยวปฏิวัติรัฐประหาร เดี๋ยวร่างรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวฉีกรัฐธรรมนูญ ผ่าน 20 ฉบับไปแล้ว ทำสถิติประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดในโลก
เกมอำนาจประเทศไทยกลายเป็นสมบัติผลัดกันชม
สลับฉากกันไปสลับฉากกันมาระหว่างนักการเมืองกับทหาร
แน่นอน ณ วันนี้ ทุกอย่างตกอยู่ในกำมือของฝ่ายท็อปบูต นักการเมืองโดนไล่ไปอยู่ข้างสนาม
โดยเงื่อนสถานการณ์แบบที่ล่าสุด นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และอดีตแกนนำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
ถ่ายทอดปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยได้อย่างแจ่มแจ้ง
แสดงมุมมองอย่างตรงไปตรงมาในเหลี่ยมเชิงทางวิชาการ
ฟันธงกันเลยว่า ด้วยเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเรื่องการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน และบทเฉพาะกาลที่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง รวมทั้ง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ
จะทำให้การกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 9–10 ปี
และสังเกตว่า งานนี้มีเสียงตอบโต้จาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่ปฏิเสธกันแบบเถียงหัวชนฝา
นั่นก็เพราะนายเสกสรรค์ไม่ใช่พวกขาประจำ ไม่มีเหลี่ยมแฝงผลประโยชน์ทางการเมือง
ที่สำคัญด้วยเครดิตของอดีตแกนนำคนเดือนตุลาฯที่ยังรักษาสถานภาพของนักคิดเพื่อมวลมหาประชาชน โดยไม่สนจะเข้ามาเกลือกกลั้วทางการเมือง
การพูดจา บทวิเคราะห์จึงมีน้ำหนัก ทรงพลังให้สังคมเงี่ยหูฟัง
อีกทั้งตามท้องเรื่องที่นายเสกสรรค์ฟันธงว่าชนชั้นนำ โดยทีมงานทหารจะกุมอำนาจยาวอีก 10 ปี ก็ไม่ใช่การใช้อำนาจปลายกระบอกปืนมาบีบบังคับตามฟอร์มเหมือนในอดีต
แต่เป็นการใช้กลไกของรัฐธรรมนูญและแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ประกอบกับการพยายามยกระดับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย ผ่านนโยบายสำคัญ 2 ประการ คือ 1.การยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือไทยแลนด์ 4.0 และ 2.นโยบายขับเคลื่อนจุดหมายทางเศรษฐกิจด้วยกลไกประชารัฐ
นี่จะเป็นจุดตัดสินสถานการณ์ต้านหรือหนุนรัฐบาลชนชั้นนำ
ซึ่งตามจังหวะที่สอดคล้องกับการสะท้อนปรากฏการณ์ของนายเสกสรรค์ มันก็ล้อต่อเนื่องกันเลยกับจังหวะที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์
เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย
แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใกล้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
โดยการกำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน จำนวน 11 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม
5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.ด้านสังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ล็อกเส้นทางปฏิรูปประเทศไทย ไม่มีผลแม้จะเปลี่ยนรัฐบาล
ขณะที่อีกด้านก็เป็นจังหวะการเดินหน้าเสริมฐานความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ ตามฉากล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นเวที Thailand’s Big Strategic Move กวักมือเรียกนักลงทุนทั่วโลก
โรดโชว์ทิศทางยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกองทุนต่างชาติที่ให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทย ตามเงื่อนไขจูงใจจากแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่จะเป็นแนวทางพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สร้างฐานในการพัฒนาโดยใช้โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อก้าวไปสู่อนาคต
แสดงให้เห็นความเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ขายฝันกันลอยๆ
ต่อเนื่องจากการใช้อำนาจมาตรา 44 ผ่าทางตันให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟไทย–จีน รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าอีก 2–3 สาย โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) หรือการแก้ปมกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ในเชิงเศรษฐกิจ
ยังไม่นับสารพัดมาตรการอัดฉีดงบประมาณส่งตรงถึงประชาชนฐานราก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย กระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน
ตามยุทธศาสตร์ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประเทศไทยพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ด้วยการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างคนเมืองกับคนต่างจังหวัด
แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น
อันนำมาซึ่งวิกฤติความแตกแยก
รัฐบาลทหาร คสช.ได้แสดงความจริงใจที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกันก็ยังมีการเตรียมฟื้นโครงการประชุม ครม.สัญจรในต่างจังหวัดที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลทหาร
คสช.กำลังเดินยุทธศาสตร์การตลาดในการชิงมวลชน
สู้กับนักการเมืองที่จ้องแต่ปั่นกระแสเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่
เป็นการประคองเวลายื้อสู้กับนักการเมือง เพราะรู้อยู่แก่ใจ ปล่อยเลือกตั้งไปก็เสี่ยง “เสียของ” ซ้ำ
เรื่องของเรื่อง ถึงนาทีนี้ แม้จะยื้อการเลือกตั้งออกไป แต่กระแสก็ยังเลือกอิงอยู่กับทหาร สังคมวางใจ คสช.มากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ทำให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ ไม่มีม็อบป่วนเมือง
เพราะพฤติกรรมของนักเลือกตั้งที่ทำให้เกิดวิกฤติ เปิดช่องให้ทหารเข้ามา
ว่ากันตามเงื่อนสถานการณ์ตรงหน้าที่ล้อกับมุมมองของนายเสกสรรค์ โอกาสที่ชนชั้นนำจะคุมเกมอำนาจประเทศไทยไปอีก 10 ปี จึงเป็นเรื่องมีที่มาที่ไป และโอกาสความเป็นไปได้สูงมาก
นี่คือโจทย์ยากๆของนักการเมืองจะต้องขบคิดกัน
อันดับแรก ทางเดียวที่ยังพอเห็นโอกาสในการทวงคืนอำนาจ นั่นคือต้องรีบปฏิรูปตัวเองก่อนอื่นใด
นักการเมืองต้องทำให้สังคมเห็นว่า พอฝากผีฝากไข้ได้มากกว่าทหาร
แต่ถ้ายังเป็นประเภทที่แสดงตัวแสดงตนตั้งแต่ไก่โห่ เชียร์ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างออกนอกหน้า เคลื่อนไหวตั้งพรรคเพื่อเกาะเอวทหารเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หวังแค่เสวยอำนาจและผลประโยชน์
ยอมเป็นแค่ “หางเครื่อง” ตัวประกอบทหาร
ก็ชอบแล้วที่จะโดนดองยาว จน “สูญพันธุ์” ไปตามกาลเวลา.
“ทีมการเมือง”

พรรค คสช"พรรคคืนความสุข"...พรรคทางเลือกที่3!!

"พรรค คสช"พรรคคืนความสุข"...พรรคทางเลือกที่3!!
"‪บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร ยันไม่คิดตั้งพรรคการเมือง แม้ผลโพลล์หนุน คสช.ตั้งพรรค ก็ตาม.. แต่ไม่รู้นายกฯบิ๊กตู่ ว่าไง ให้นักข่าวไปถามเอง ปัดตอบ "น้องตู่"เหมาะเล่นการเมืองมั้ย ชี้เป็นถึงนายกฯคิดเองได้ แต่ไม่ตอบ ข้อดีข้อเสีย การตั้งพรรค หรือ คสช.จะเป็น "พรรคทางเลือกที่3" ของคนไทย....ยันคสช.ยึดโรดแมพ‬ นำไปสู่การเลือกตั้ง

เร่งทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้เสร็จในมิย.นี้

ช๊อปปิ้ง ลิสต์....
"‪โฆษก กห."เผย บิ๊กป้อม สั่งผบ.เหล่าทัพ ในที่ประชุมสภากลาโหม เร่งทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้เสร็จในมิย.นี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้นายกฯไปเยือน USA และพบปธน. Trump กค.นี้ 
‬
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม สั่งการในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ให้ จัดทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากองทัพ โดยเฉพาะ ยุทโธปกรณ์ของสหรัฐอเมริกา ว่า ตัองการอะไร เพื่อที่ นายกฯ ไปเป็นข้อมูล ในการเดินทางไปพบ หารือ กับ ประธานาธิบดี Donald Trump ที่สหรัฐฯ ปลาย กค.นี้ ตามคำเชิญ.
เผื่อว่ามีการหารือเริ่องความร่วมมือเรื่องความร่วมมือทางการทหาร และความช่วยเหลือ ทางการทหาร
พล.ต.คงชีพ เผยว่า ในที่ประชุม พลเอกประวิตร ได้กล่าวถึงการปฏิรูปกองทัพให้มีความทันสมัยโดยพล.อ.ประวิตร ได้ขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ เร่งดำเนินการสรุปจำนวนชนิด ยุทโธปกรณ์ ของกองทัพที่มีอยู่
รวมทั้งความต้องการตามที่จำเป็นในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพ โดยพิจารณาถึงขีดความสามารถของกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน และภัยคุกคามในห้วงระยะเวลาต่างๆในการประกอบการพิจารณา และให้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้
โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทย ประสานการปฏิบัติร่วมกัน ในการจัดทำข้อมูล
ทั้งนี้ พล.ต.ประวิตร ได้ระบุว่า การปรับโครงสร้างของกองทัพกำหนดให้เป็นนโยบายของกระทรวงกลาโหม ให้กองทัพปฏิรูปทั้งโครงสร้าง รวมถึงการจัดหน่วยการบริหารจัดการและพัฒนากำลังพลยุทโธปกรณ์ให้มีความคล่องตัวเหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลาย
โดยมีความคืบหน้า คือได้มีการทบทวน สภาพแวดล้อมของความมั่นคงและจัดทำยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหมเสร็จสิ้นแล้วและมีการกำหนดวิสัยทัศน์ การเป็นกองทัพชั้นนำ มีบทบาทด้านความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมทั้งกำหนดการเตรียมกำลังและใช้กำลัง

นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมข้อมูลส่งไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ตามคำเชิญของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กระทรวงกลาโหม โดยเหล่าทัพจะสำรวจข้อมูลยุทโธปกรณ์ว่าทางสหรัฐฯ สนับสนุนช่วยเหลืออะไรเรามาในอดีต และเราต้องการอะไรที่สนับสนุนช่วยเหลือเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งจะดำเนินการไปในคราวเดียวกัน ทั้งยุทโธปกรณ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ ความจริงประสิทธิภาพของอาวุธสหรัฐฯ ดีมาก
แต่บางอย่างก็ไม่ขาย บางอย่างให้เปล่า เช่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็จะให้มาในโครงการความร่วมมือ ความช่วยเหลือทางทหาร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็อยู่ในแผนพัฒนาขีดความสามารถกองทัพอยู่แล้ว
แต่ที่ นายกฯ จะไปสหรัฐฯ เราก็จะแยกว่าส่วนที่มีอยู่คืออะไร และ ส่วนที่จะได้คืออะไร อย่างกองทัพบก มีทั้ง เฮลิคอปเตอร์ ชีนุก ฮ.โจมตีCobra และ ฮ.Black hawk ก็ต้องคุยทั้งในเรื่องส่งกำลังบำรุงและ อะไหล่ เพราะยุทโธปกรณ์บางประเภทไม่มีอะไหล่ ก็ไม่สามารถใช้ได้ ทั้งที่ราคาแพง ทำให้ความมั่นคงไม่ค่อยมี เพราะสหรัฐฯ ก็มีเงื่อนไขค่อนข้างมาก

“ตอนนี้เราเลยต้องถ่วงดุลย์ และไปซื้ออาวุธจากจีน เราก็นำปัญหาที่คุยกับสหรัฐฯ มาคุยกับจีน ว่าต่อไปการซ่อมบำรุงจะมี อะไหล่ให้เรามากน้อยแค่ไหน จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราหรือไม่ เราคุยผ่านทูตสหรัฐฯไปแล้วว่าเราอยากได้อาวุธของเขา เราก็จะดูความร่วมมือในการจัดหาร่วมกัน เพราะสหรัฐฯ กับไทย เป็นพันธมิตรร่วมกันมาช้านาน โครงสร้างการจัดหน่วยของไทย หลักนิยม ก็เป็นของสหรัฐฯ

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

24มิ.ย.2475

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 คือ การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

      เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้ใช้กลลวง นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือน ประกาศยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อไป
      หลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นหมุดทองเหลือง ฝังอยู่กับพื้นถนน บนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า (ถ้าหันหน้าไปทางเดียวกับหัวม้า จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ) มีข้อความว่า "ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ" เป็นหลักฐานถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เมื่อ 72 ปีก่อน ข้อความเหล่านี้นับวันแต่จะเลือนหายไปตามกาลเวลา

      คณะราษฎรที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นั้นประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียนไทยในต่างประเทศ และกลุ่มนายทหารในประเทศไทยบุคคลทั้งสองกลุ่มพื้นฐานการศึกษาคล้ายกัน คือ ศึกษาวิชาพื้นฐานหรือวิชาชีพจากประเทศทางตะวันตก ใกล้ชิดกับการปกครองของประเทศที่ตนไปศึกษา คือ ได้สัมผัสกับบรรยากาศการปกครองในระบอบประธิปไตย เห็นความเจริญก้าวหน้าจากการที่ประชาชนในยุโรปตะวันตกมีส่วนร่วมในการปกครอง ประกอบกับบุคคลทั้งสองกลุ่มเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาสูง ส่วนใหญ่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง จึงกำหนดในความคิดว่าตนควรจะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ
      คณะผู้ก่อการยึดอำนาจการปกครอง ได้รวมกลุ่มกันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 ได้มีข้อขัดแย้งกับผู้ดูแลนักเรียนไทยในฝรั่งเศสซึ่งเป็นพระราชวงศ์องค์หนึ่ง ซึ่งกล่าวหาว่านักเรียนไทยเป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัย ควรเรียกบางคนกลับประเทศไทยำให้นักเรียนในต่างประเทศมีพื้นฐานการไม่พอใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นส่วนตัว คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นนักเรียนไทยในต่างประเทศเมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ก็ได้เตรียมการวางแผนยึดอำนาจโดยชักชวนให้กลุ่มนายทหารเข้าร่วมด้วย การยึดอำนาจการปกครองของประเทศไทยมีผู้กระทำมาครั้งหนึ่งแล้วใน ร.ศ.130 กระทำไม่สำเร็จ ดังนั้นคณะราษฎรจึงได้วางแผนอย่างดีป้องกันข้อบกพร่องที่อาจมีขึ้น และการชัดชวนทหารเข้าร่วมด้วยจึงทำให้เกิดความสำเร็จเพราะทหารมีอาวุธ ผู้บริหารประเทศยินยอมให้คณะราษฎรยึดอำนาจไม่โต้แย้ง ด้วยเกรงว่าพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงประชาชนจะเป็นอันตรายเพราะอาวุธ
      ชนวนที่ทำให้คณะราษฎรลงมือวางแผนยึดอำนาจมีหลายสาเหตุ สาเหตุแรก ได้แก่ สภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาอภิรัฐมนตรีสภาซึ่งสมาชิกทั้งหมดเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วยเหตุผลที่จำให้แก้สถานการณ์ที่กล่าวว่า พระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่แตกแยกกัน อภิรัฐมนตรีสภาช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้หลายประการแต่ความคิดของผู้ใหญ่และของผู้เยาว์กว่าย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นการยับยั้งข้อเสนอบางเรื่องโดยเฉพาะพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเย้าอยู่หัวที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชนชาวไทยในวาระราชวงศ์จักรีทรงปกครองแผ่นดินมาครบ 150 ปี จึงทำให้คณะราษฎรและกลุ่มหนังสือพิมพ์มองว่า พวกเจ้าหลงกับอำนาจ สาเหตุที่สอง ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศรายได้ไม่พอกับรายจ่าย สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการใช้จ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว การแก้ไขคือ การดุลข้าราชการ ยุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ ตัดทอนค่าใช้จ่ายของกระทรวง กรม กอง และเก็บภาษีบางประการเพิ่มการแก้ไขดังนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้เสียประโยชน์ ในวงการทหารก็เช่นกัน การขัดแย้งเรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหม จนถึงเสนาบดีกระทรวงกลาโหมขอลาออกจากราชการ จึงเป็นเหตุให้นายทหารคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่มีการดุลข้าราชการออก ก็มีกลุ่มบุคคลมองว่าดุลออกเฉพาะสามัญชน ส่วนข้าราชการที่เป็นเจ้าไม่ต้องถูกดุล แล้วยังบรรจุเข้าทำงานแทนสามัญชนอีก ความแตกต่างทางฐานะด้านสังคมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง
      สาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ ความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะฝึกข้าราชการในสภากรรมการองคมนตรีให้เรียนรู้วิธีการประชุม ปรึกษาแบบรัฐสภาเพื่อเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้อย่างไม่มีผลเท่าไรนักพระราชบัญญติเทศบาลซึ่งจะเป็นรากฐานของการปกครองตนเองก็ยังไม่ได้ประกาศออกใช้ และข้อสุดท้ายคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ผู้ชำนาญการร่างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ได้พระราชทานแก่ประชาชน
      การเปลี่ยนแปลงการปกครองกระทำได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชน การปกครองของประเทศจึงเปลี่ยนไป คือมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
76 ปี ประชาธิปไตยไทย
การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในยุครัตนโกสินทร์ ยั่งยืนมา 150 ปี จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) จนบัดนี้กำลังล่วงลุสู่ปีที่ 76 ในวันที่ 24 มิถุนายน 2551 ที่จะถึงนี้
เมื่อวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติได้ออกประกาศเรียกว่า ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อ้างเหตุผลความจำเป็นในการต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองความว่า
"เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิมทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย มิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆได้กระทำกัน ..... ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว"
"ฯลฯ.......เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงม าก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่า ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว"
คณะผู้ก่อการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์ ได้ประกาศนโยบาย โดยเรียกว่า "หลักใหญ่ๆที่คณะราษฎรวางไว้" มีอยู่ว่า 
1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง 
2.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก 
3.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก 
4.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)
5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักสี่ประการดังกล่าวข้างต้น 
6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติ ได้ให้ความหวังแก่ประชาชนในแถงการณ์สุดท้ายว่า "ราษฎรทั้งหลาย จงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมาย พึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใดๆอันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลนของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาส พวกเจ้าหมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า "ศรีอาริย์" นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า"
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎรที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองและได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรดังกล่าว เหตุการณ์บ้านเมือง มีความสับสนวุ่นวาย อาญาสิทธิในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลายเป็นการผูกขาดอำนาจเผด็จการในระบอบประชาธิปไตยที่คณะราษฎรกำหนดให้ จนมีคำกล่าวขานเป็นคำคล้องจองว่า "พระยาพหลต้นคิด หลวงประดิษฐ์ต้นเรื่อง โค่นอำนาจพระราชา ปล่อยหมูปล่อยหมามานั่งเมือง"
วันที่ 2 มีนาคม 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสละราชสมบัติ โดยพระราชหัตถเลขา ความว่า
"ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุติธรรม ตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน"
76 ปีที่ผ่านมาจนบัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองดังที่คณะราษฎรได้หยิบยกขึ้นมาประกอบเพื่อเป็นเหตุผลในการปฏิวัติยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วนทุกประการ ซ้ำร้ายหลายประการยิ่งเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่า"คนสอพลอไร้คุณงามความรู้ขึ้นดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ การไม่ฟังเสียงราษฎร การปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในการรับสินบนทุจริตคอรัปชั่น การหากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน การปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม การทำตนอยู่เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้" หลักใหญ่ 5 ประการที่เสมือนนโยบายดังได้ประกาศไว้ และให้ความหวังไว้ว่าจะนำความสุขความเจริญอย่างประเสริฐเยี่ยง "ศรีอาริย์"มาบังเกิดแก่ราษฎรถ้วนหน้า ดูเหมือนกำลังจะนำพาประเทศชาติไปสู่ "กลียุค" เข้าทุกขณะ
ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 และฉบับต่อมาหลายฉบับ คือการ "ล้มเจ้า" และบังอาจจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผยและร้ายแรงที่สุดต่อสาธารณะ
วันที่ 9 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชย์ ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยพระราชปณิธานว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
62 ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาล และทศพิธราชธรรมที่มั่นคง เป็นสิ่งที่นำพาชาติไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขและอยู่รอดตลอดมา
ข้อมูลจาก :
http://www.rakbankerd.com
http://www.naewna.com

ทำไม ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จึงก่อ ‘ปฏิกิริยา’

ทำไม ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จึงก่อ ‘ปฏิกิริยา’

บทเรียนจากคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 กับบทเรียนคณะราษฎรเมื่อเดือนมิถุนายน 2475 มีมากมายอย่างยิ่งทั้งในทางการเมืองและในทางการทหาร
บทเรียน 1 ก็คือ แม้มีความตั้งใจแน่วแน่แต่ก็มิได้หมายความว่าจะสำเร็จ
คำว่า “สำเร็จ” หากประเมินจากคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ก็คือ ถูกจับกุมเสียก่อนที่จะสามารถลงมือปฏิบัติการ
เนื่องจาก “ความลับ” แตก
ขณะเดียวกัน แม้ว่าในวันก่อการคณะราษฎรจะประสบความสำเร็จ สามารถยึดอำนาจและสถาปนาตนเองเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษา “ความสำเร็จ” ได้อย่างยั่งยืน
เพียงไม่ถึง 1 ปีก็เกิดความขัดแย้ง แตกแยก
เป็นความขัดแย้ง แตกแยก จาก “ภายใน” โดยอีกฝ่าย “เสี้ยม” และเจาะทะลวงเข้าไป ทั้งโดยกระบวนการทางการเมือง และกระบวนการทางทหาร
พอถึงเดือนพฤศจิกายน 2490 คณะราษฎรก็เรียบโร้ย

หากถามว่า “ปัจจัย” อะไรทำให้คณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ต้องล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้ปฏิบัติการ อะไรทำให้คณะราษฎรต้องถูกทำลายในอีก 15 ปีต่อมา
คำตอบในแบบ “สมัยใหม่” คือ การบริหารจัดการ
คำตอบในแบบ “ซ้ายเก่า” ไม่ว่าอยู่ในยุคของเลนิน ไม่ว่าอยู่ในยุคของเหมาเจ๋อตุงก็คือ การจัดตั้งภายในไม่เข้มแข็งอย่างเพียงพอ
นั่นเพราะมิได้นำโดยความคิดของชนชั้นกรรมาชีพ
คำตอบประการหลังนี้เป็นคำตอบในเชิงทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงแม้จะมีการจัดตั้งในแบบลัทธิเลนินก็ยังมีคนที่ต้านพรรค เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค
ไม่ว่าจะภายใน “บอลเชวิก” ไม่ว่าจะภายใน “กุงฉานตั๋ง”
กระนั้น ลักษณะจัดตั้งก็สามารถอธิบายความล้มเหลวของคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ได้ ลักษณะจัดตั้งก็สามารถอธิบายความไม่ยั่งยืนของคณะราษฎร2475 ได้
ลักษณะ “จัดตั้ง” จึงสำคัญในทางการเมือง
ใครก็ตามที่ศึกษาชัยชนะของกองทัพในการเล่นบทของ “นักรัฐประหาร” มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานตั้งแต่ยุค 2475 กระทั่งยุค 2557 ก็จะประจักษ์ในจุดเด่น
นั่นก็คือ ลักษณะจัดตั้งของ “กองทัพ”
เนื่องจากกองทัพเป็นกองกำลังติดอาวุธจึงมีความจำเป็นสูงอย่างยิ่งในการจัดระบบการจัดตั้ง การบังคับบัญชาอย่างเข้มงวด เพราะหากกองทัพ “ไร้วินัย” ก็ไม่ต่างไปจาก “กองโจร”
ความเข้มแข็งและแข็งแกร่งของกองทัพนี้เองทำให้ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวก่อนเดือนกันยายน 2549 ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 ในที่สุด ก็ต้องออก “บัตรเชิญ” ไปยังกองทัพ
บทสรุปก็คือ เท่ากับปูทางและสร้างเงื่อนไขให้กับ “รัฐประหาร”
ในห้วงที่ ดร.ซุนยัดเซ็น เคลื่อนไหวปลุกระดมชาวจีนโพ้นทะเลให้รวมตัวกันเพื่อนำไปสู่การเกิดกบฏซินไฮ่ในเดือนตุลาคม 1911 คือ เรียกร้องให้ชาวจีนสามัคคีกัน
ที่ชาวจีนอ่อนแอและอยู่ในฐานะ “คนไข้แห่งเอเชีย” ก็เพราะขาดความสามัคคี
นั่นก็คือ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด เท่ากับเป็นการดำรงอยู่อย่างตัวใครตัวมันเหมือนกับทรายที่ร่วนซุย ไม่สามารถผนึกพลังอย่างเป็นหนึ่งเดียว
แต่เมื่อรวมพลังกันได้ก็จะก่อสถานการณ์อันใหญ่หลวงขึ้นได้
คนรุ่นใหม่หลังยุคกำแพงเบอร์ลินพังทลาย ชมชอบความเป็นอิสระ ชมชอบลักษณะปัจเจกนิยม ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้ง
เห็นว่าลักษณะจัดตั้งทำให้ขาดเสรีภาพ
จึงไม่แปลกที่เพียง ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เอ่ยว่าปัญญาชนนักวิชาการทุกวันนี้ไม่สนใจการเมืองภาคประชาชน ก็ถูกเสียงตอบโต้อย่างดุเดือดกลับมา
ทั้งๆ ที่ทุกคนล้วนรู้ว่าลักษณะจัดตั้งก่อให้เกิดกำลัง

“จักรทิพย์” สั่งเด็ดขาด ห้าม ผตห.จ้อผ่านสื่อ ปรามตร.อย่าทำตัวสนิทสนม หวั่นกระทบค.เชื่อมั่น

“จักรทิพย์” สั่งเด็ดขาด ห้าม ผตห.จ้อผ่านสื่อ ปรามตร.อย่าทำตัวสนิทสนม หวั่นกระทบค.เชื่อมั่น


เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) มีวิทยุในราชการ ศปก.ตร.ด่วนที่สุด เลขที่ 0001(ศปก.ตร.)96 ลงวันที่ 22 มิถุนายน60 เกี่ยวกับการแถลงข่าว การให้ข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชนและการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถึงรองผบ.ตร. จนถึงผู้บัญชาการและผู้บังคับการทุกหน่วย ใจความว่า เนื่องจากที่ผ่านมาปรากฏมีการให้ข่าว ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ตร. ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
“จึงกำชับ ห้ามนำ จัดให้ หรือยินยอมให้ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการควบคุมของตำรวจ มาให้ข่าว แถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทุกแขนง โดยเด็ดขาดในทุกกรณี ห้ามจัดให้ ยินยอม หรืออนุญาตให้บุคคลใด บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะอยู่ร่วมกับผู้ต้องหา เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ และห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แสดงกิริยาอาการในลักษณะที่อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจในทำนองว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ต้องหาเป็นการส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”คำสั่งผบ.ตร.ระบุ และกำชับให้ทุกหน่วยและผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะถูกพิจารณาข้อบกพร่องทั้งทางวินัยและการปกครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคำสั่งนี้มีขึ้นหลังจาก ตร.นำตัวนายวัฒนา ภุมเรศ อายุ62ปี อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผู้ต้องหาคดีวางระเบิดต่อเนื่อง 6 จุดในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2560 ล่าสุดเหตุที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โดยในการแถลงข่าวนายวัฒนาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงเหตุจูงใจในการก่อเหตุระเบิด ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงรายถ่ายภาพคู่กับนางสาวปรียานุช โนนวังไชย หรือเปรี้ยว ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ

เรื่องมันก็น่าอัดอั้นจริง

เรื่องมันก็น่าอัดอั้นจริง

มองในมุมดราม่าการเมือง ถึงคิวตัวพระ-ตัวนางครองจอก็ไม่ผิดอะไร
ทั้งคิวของ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับการทำบุญวันเกิด 50 ปี พร้อมน้ำตาสะอื้นไห้ และโปรแกรมลงพื้นที่ต่างจังหวัดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.
โดยฉากร่ำไห้ในวันเกิดของ “อดีตนายกฯปู” อีกมุมก็เป็นบทจริงที่น่าเห็นใจ
คดีหนักๆอย่างโครงการรับจำนำข้าวงวดเข้ามา
ตามโปรแกรมลุ้นระทึก รอการไต่สวนพยาน 3 นัดสุดท้าย ก่อนแถลงปิดคดีลุ้นคำพิพากษา ในข้อหาปล่อยปละละเลย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว
ลุ้นโทษถึงขั้นคุก-ไม่คุก ไม่น่าจะเกินปลายปี 2560 นี้
เจอเข้ากับใคร ก็เบรกบทโศกในใจได้ยากเหมือนกัน
เป็นอย่างที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ย้อนคำถามที่ว่า ปมจำนำข้าวสร้างความกังวลใจให้อดีตนายกฯหญิงหรือไม่
“ใจเขาใจเรา”
หันโฟกัสมาที่อีกมุมหนึ่งของประเทศไทย “นายกฯลุงตู่” กำลังกลับมาครองจอ คืนสู่ไมค์อีกครั้ง แต่ละวันนอกจากกล่าวเปิดงาน ยังคัมแบ็กตอบคำถามนักข่าว ไม่รวมที่จัดโปรแกรมเดินสาย “จับเข่าคุย” สื่อ
และวันเดียวกับที่อดีตนายกฯหญิงทำบุญวันเกิด “นายกฯลุงตู่” ไปทัวร์เมืองขอนแก่น เล่นครบทั้งทักทายพูดคุย เซลฟี่ถ่ายรูปกับแฟนๆ โดยไม่ลืมบทเข้มในภาคเดี่ยวไมโครโฟน
ติดหน้าจอครองหน้าสื่อเหมือนกัน
และแน่นอน คิวทอล์กโชว์ของ “บิ๊กตู่” มีรายการแฉลบมากระแทกคนตระกูลชินฯ
จากที่ก่อนหน้านี้เคยสวนกลับ ไม่สนยอดไลค์เฟซบุ๊ก เพราะมุ่งแต่ทำงาน
เหน็บคิวฉลอง 6 ล้านไลค์แฟนเพจ “อดีตนายกฯปู”
ล่าสุดยังกระแทกไปถึงต้นขั้วเครือข่าย “ทักษิณ” เต็มๆ โดยเรียกร้องไม่ให้เอาความขัดแย้งมาสู้กัน เอ่ยลอยๆ อย่าบอกว่ามีการไปไล่ล่า เรียกร้องขอให้ยอมรับกติกากลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
“ก็ไม่กลับมาเองไม่ใช่หรือ หนีแล้วไปนั่งด่าโก้ๆ ไม่รักประเทศไทยเหรอ”
เอาเป็นว่าพี่น้องชินวัตรอาการไม่สู้ดีจริงๆ
โดยเฉพาะอดีตผู้นำหญิงต้องรีบเคลียร์ปมคาดเดาหลังคิวทำบุญทั้งน้ำตา
บอกปัดเตรียม “เผ่น”
เพียงแต่คิวนี้ ก็ไม่เหนือการคาดเดาเท่าใดนัก เพราะนอกจากคดีอาญาที่ยังเหลือเวลาสู้คดี อีกด้านก็ยังมีกรณียึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้านบาท ที่ร้องคัดค้านเพิกถอนคำสั่งไปยังศาลปกครอง
แม้ล่าสุดมือกฎหมายรัฐบาลอย่าง “ดร.วิษณุ” ไม่เคลียร์ชัด เหตุคิวยึดทรัพย์จำนำข้าวยังอืด
แต่ก็ไม่ได้หมายความจะวางใจได้ว่า “รอด”
เพราะตั้งแต่ลงจากเก้าอี้ผู้นำ ชะตาชีวิตของ “อดีตนายกฯปู” ก็ดูเหมือนจะเป็นกราฟดิ่งลง ทั้งถูกถอดถอนจากปมจำนำข้าว พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต้องขึ้นศาลสู้คดีอาญา ยื้อสู้คิวยึดทรัพย์
ในห้วงที่ปมชนักคดี มีสัญญาณไม่สู้ดีมาต่อเนื่อง
ขณะที่อ่านทางผู้คุมเกมอย่าง “บิ๊กตู่” เล่นบทเข้มตลอด ทั้งยืนยันในหลักการ เรียกร้องทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
และปมจำนำข้าว ถึงขั้นใช้มาตรา 44 ไฟเขียวกรมบังคับคดีทำหน้าที่ยึดทรัพย์
สัญญาณบวกไม่มี สัญญาณดียังไม่มา ส่วนพี่ชายก็อยู่ไกล แถมยังหามุกชิ่งออกจากมุมอับไม่พ้น
ต้องถอยไปสู้ไป “ยิ่งลักษณ์” จะน้ำตาไหลร่วงก็คงไม่แปลก.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กตู่....สั่ง ห้าม นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ชี้ พูดเลอะเทอะ

บิ๊กตู่....สั่ง ห้าม นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ชี้ พูดเลอะเทอะ
นี่น่าจะเป็น สาเหตุ ที่ ผบ.ตร.ออกคำสั่งด่วน เรื่องการแถลงข่าว และการถ่ายรูป ผู้ต้องหา!!!
"นายกฯ บิ๊กตู่" ระบุ ในตอนหนึ่ง ในงานวันยาเสพติด ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ว่า อยากให้มีการปรับรูปแบบการแถลงข่าว โดยไม่ต้องนำผู้ต้องหามานั่งแถลงให้สื่อมวลชนซักถาม มีเพียงรูปภาพประกอบก็น่าจะเพียงพอแล้ว
"ไม่ใช่ต้องออกมาพูดเลอะเทอะ เพราะผู้ต้องหา ไม่มีสิทธิ์พูดกับสื่อ แต่ต้องไปพูดในชั้นศาล"
ทั้งนี้ นายกฯระบุว่า หากมีผลกระทบต่อคดีสื่อต้องผู้รับผิดชอบด้วย เข้าใจว่าทุกคนอยากได้ข่าว แต่ให้คำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นด้วย

"บิ๊กป้อม"ไม่ฟันธง มีใครอยู่เบื้องหลัง"วัฒนา ภุมเรศ"

"บิ๊กป้อม"ไม่ฟันธง มีใครอยู่เบื้องหลัง"วัฒนา ภุมเรศ" แม้พบDNA ที่สายไฟ วงจรระเบิด รอตำรวจสืบสวน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังไม่ชี้ชัด กรณีการตรวจพบ DNAของบุคคลอื่นที่สายไฟ ที่พบที่บ้าน นายวัฒนา ภุมเรศ ผู้ต้องหา วางระเบิดรพ.พระมงกุฎเกล้า จนทำให้เชื่อว่ามีผู้ก่อเหตุมากกว่า 1 คน
"ให้เป็นเรื่องของ ฝ่ายสอบสวนดำเนินการไป หากพบว่ามีใครที่เกี่ยวข้องหรือร่วมกระทำการ ก็จะเร่งดำเนินการตามกฎหมาย"
แต่เบื้องต้น ผู้ก่อเหตุ ยืนยันว่ากระทำคนเดียว
ส่วน ข้อสงสัยว่า มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นั้น พลเอกประวิตร ระบุว่า ส่วนตัวไม่ขอฟันธง ขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการไป