PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ปูเสื่อรอครองอำนาจต่อ

ปูเสื่อรอครองอำนาจต่อ

ตัวเลขยังไหลออกต่อเนื่อง

ตามหน้าฉากที่เหล่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ชิงทิ้งเก้าอี้กันล่วงหน้า แต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้ง ก่อนครบเดดไลน์ 90 วัน ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

ไล่ดูจากชื่อชั้นมีตั้งแต่ระดับหัวแถวไปถึงพวกโนเนม

แต่ละคนโร่หาป้อมค่ายในสังกัด บางคนยังไม่มีค่ายใหม่ชัดเจน แต่ก็ออกมาแสดงตัวพร้อมลงเล่นการเมือง ประกาศจับขั้ว ฟอร์มทีมงานกันแต่หัววัน

อย่างที่เห็นๆจากซีนเรียกราคาในรายของ นายสมพงษ์ สระกวี และ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล สมาชิก สปท. ที่แบไต๋กลยุทธ์รวบรวมพรรคเล็กๆมาตั้งเป็นพรรคขนาดกลาง ไว้สู้กับพรรคใหญ่ในสนามเลือกตั้ง

เตรียมพร้อมรับมือระบบไพรมารีโหวตตามกติกาฉบับใหม่

รวมพลังพรรคเล็กให้มีหนทางอยู่รอดในสนาม ภายใต้กฎเกณฑ์ที่พรรคเล็กตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทั้งเรื่องการหาสมาชิกพรรค การตั้งสาขาพรรค

ยกชื่อชั้นระดับบิ๊กเนมอย่าง “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และพรรคขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา อยู่ในข่ายการดิวประสานงาน เพื่อขายฝันมาจับขั้วร่วมกันทำงาน

พ่วงออปชั่นสำคัญ ไม่รังเกียจหากจะต้องทำงานร่วมกับทหาร

หงายหน้าไพ่ให้เห็นล่วงหน้า ขอเป็นพันธมิตรกับฝ่ายท็อปบูตในอนาคต ทอดสะพานพา “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ 2 สมัยติด

นั่นคือโปรเจกต์ในฝันของระดับพวก “นกแล” ที่ต้องเร่งตีปี๊บ สร้างราคาโปรโมตให้ตัวเองดังๆ ผิดกับระดับ “พญาอินทรี” พวกมืออาชีพที่ยังอยู่นิ่งๆ ไม่กระโตกกระตาก ชิงเปิดตัวเร็วให้เจ็บตัวก่อน

ในสภาวะที่สองขั้วใหญ่อย่าง “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ยังออกตัวเพียงแค่การออกแอ็กชั่นคัดค้านระบบไพรมารีโหวต กระตุกเรตติ้งเลี้ยงกระแสให้ตัวเองมีชื่อติดตามหน้าสื่อเท่านั้น

ไม่กล้าโหมโรงเปิดตัวลงสนามอย่างจริงๆจังๆ

เพราะสภาพความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันยังต้องลุ้นหนักว่า จะมีคิวเข้าคูหาหย่อนบัตรเลือกตั้งเกิดขึ้นตามโปรแกรมเดิมปลายปี 2561 หรือไม่

ตามท้องเรื่องที่ยังวุ่นกันไม่เลิก กรณีการงัดข้อร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับสำคัญ โดยเฉพาะ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ส่อเค้าความขัดแย้งบานปลายออกไปเรื่อยๆ
ในประเด็นระบบไพรมารีโหวตที่แต่ละฝ่ายยังเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียด จูนกันไม่ลงตัว มีแนวโน้มต้องตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย มาหาข้อสรุปใหม่

เหล่าทีมงานแม่น้ำ 5 สาย และองค์กรอิสระ ต่างแข่งกันอวดวิชา หาเหตุผลยืนกรานความถูกต้องในเนื้อหากฎหมายลูกของฝ่ายตัวเองจนมั่วไปหมด

ขั้วอำนาจพิเศษล่อกันเองจนฝุ่นตลบ เส้นทางไปสู่สนามเลือกตั้งฉายแววถูกทอดเวลาจนถึงที่สุด

ต้องรอลุ้นกันยาวๆว่า จะเคลียร์อาการคาใจกันลงตัวหรือไม่

แต่คิวแทรกเฉพาะหน้าที่น่าห่วงเวลานี้คือ อาการสะดุดของ ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่ สนช.เพิ่งประทับตราเห็นชอบวาระ 3 ไปเมื่อเร็วๆนี้

เจอแท็กทีมจาก “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ไล่เจาะยาง ขวางการประกาศใช้เป็นกฎหมายทุกวิถีทาง ถึงขั้นเตรียมจองกฐินส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

จับผิดส่อขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ขาดการรับฟังความเห็นจากประชาชนในการยกร่างกฎหมาย

ดูตามยอดคลิกจากประชาชนที่อ่านเนื้อหาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวในเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล มีประมาณ 3,000 คน แต่ตอบคำถามแสดงความคิดเห็นแค่ 8 คน เป็นอะไรที่อ้างได้ไม่เต็มปากว่าผ่านการฟังความเห็นจากชาวบ้านอย่างทั่วถึง

นักเลือกตั้งอาชีพทุกค่ายพากันขวางลำเต็มตัว ไม่ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ถูกตีตรวนต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ถูกออกแบบโดยทีมงานฝ่ายอำนาจพิเศษ

และตามรูปการณ์หนีไม่พ้นที่ “บิ๊กตู่” ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะนั่งหัวโต๊ะคุมเกมการเขียนแผนยุทธศาสตร์ กำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศในอนาคตด้วยตัวเอง

สบโอกาสวางเกมยาวล่วงหน้า รองรับการอยู่ขี่หลังเสือต่อ เพื่อสานต่องานให้เป็นเนื้อเดียวกัน

ยังไม่วางมือ ส่งไม้ต่อให้นักเลือกตั้งมารับช่วงกำหนดนโยบายตามใจชอบ

ปูเสื่อรอเป็นผู้นำอีกรอบ กดฝ่ายการเมืองเป็นเบี้ยล่างอีกยาว.
ทีมข่าวการเมือง

ซ้อมแผนเผชิญเหตุ CMEX2017

(29/6/60)"ศูนย์ต่อต้านก่อการร้าย" บก.ทัพไทย ซ้อมแผนเผชิญเหตุ CMEX2017 ป้องกันเกิดเหตุบน"รถไฟฟ้าใต้ดิน"
ด้าน "พลเอกเฉลิมชัย" ยัน ฝ่ายความมั่นคงไม่ประมาท เตรียมรับมือ"ก่อการร้าย"/ เผย ซ้อมแผนเตรียมพร้อม. วันนี้ ส่งทหารรบพิเศษฝร่วมซ้อมป้องกันเหตุ "รถไฟฟ้า"รองรับภัยคุกคาม ลามมาภูมิภาคอาเซียน
บิ๊กปุย พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สูงสุด บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พร้อม ตัวแทนเหล่าทัพ พร้อม บิ๊กแดง พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อ
แม่ทัพภาค1 และ พลตรีณรงค์พันธุ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.พล.1รอ. ร่วมชมการฝึกด้วย ที่สถานีรถไฟฟ้าพระราม9

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.กล่าวถึงการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ก่อการร้ายและความมั่นคงภายในว่า บ่ายวันนี้ (29 มิ.ย.) จะมีการทดสอบการเตรียมพร้อมกลไกต่อต้านการก่อการร้าย ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้การก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ ขณะนี้มีสถานการณ์เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งทางด้านยุโรป และฝั่งตะวันตก อีกส่วนหนึ่งก็เข้ามาทางภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่ประเทศไทยเอง แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน เรื่องการก่อเหตุร้าย หรือเหตุรุนแรงในประเทศไทยก็ตาม แต่ในภาพรวม ส่วนงานด้านความมั่นคงก็ไม่ได้ประมาท ได้เตรียมการไว้อย่างต่อเนื่อง

พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ประเด็นหลักของการการป้องกันการก่อการร้ายสากลคือ เตรียมการของหน่วยประชาคมข่าว ที่ต้องติดตามเรื่องนี้มาตลอด ทั้งในประเทศและการประสานงานจากต่างประเทศ ในกรณีที่มีผู้ต้องสงสัย เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวพันก็ต้องดำเนินการ ที่ผ่านมาดำเนินการมาโดยตลอด เช่น การเชิญออกนอกประเทศ
ในส่วนที่สองคือ การเตรียมกำลังเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ได้แก่ ส่วนที่ 1 การเตรียมการด้านกำลังพล หน่วยที่รับผิดชอบหลักคือ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย (ศตก.) กองบัญชาการกองทัพไทย มีกำลังจากทุกภาคส่วน และกำลังจากทุกกองทัพเข้าไปร่วมด้วย
ซึ่งตนเห็นใจกำลังพลเหล่านี้เพราะต้องมีความพร้อมตลอดเวลา หมุนเวียนเพื่อเตรียมพร้อมหรือสแตนด์บาย 24 ชั่วโมง เพราะไม่รู้ว่า จะเกิดเหตุเมื่อไหร่
ส่วนที่ 2 เป็นความพร้อมของยุทโธปกรณ์ ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมอยู่แล้ว ส่วนที่ 3 คือ แผนเผชิญเหตุที่จะมีการทดสอบในช่วงนี้ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายใต้การดำเนินการของ ศตก.
ถือเป็นการดำเนินการตามวงรอบประจำปี และหมุนเวียนไปตามการกำหนดสมมุติฐานของแต่ละพื้นที่ ปีนี้ก็จะเป็นพื้นที่รถไฟฟ้า ปีก่อนหน้านี้จะเป็นสถานการณ์บนเครื่องบิน ถือเป็นการเตรียมการทุกปีอยู่แล้ว เพราะเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วน สำหรับกองทัพบกเอง ก็ส่งส่วนที่สำคัญเข้าไปคือ กรมปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และหน่วยEOD ของกรมสรรพาวุธทหารบก รวมถึงหน่วยของกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก และหน่วยแพทย์ทหารด้วย

ยัง ไม่มีพรรคทหาร

ยัง ไม่มีพรรคทหาร
"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่ตั้งพรรค ยัง ไม่มีพรรคทหาร แม้มี สปท. ลาออก ไปตั้งพรรค ก็เป็นเรื่องของเขา ใครจะไปอยู่พรรคไหน ก็ไป แต่ยังไม่เห็นมี คสช.ร่วม.....ปัดเป็น "ผู้จัดการรัฐบาล"ในอนาคต เปรย "คิดกันไปเอง ใครจะนั่งเป็น ผู้จัดการ มาถามแบบนี้ได้ไง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการความเห็นแย้ง การร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง เรื่องPrimary vote 
อาจทำให้เลื่อนเลือกตั้ง ว่า ยืนยันว่ายึดตามโรดแมพ
ส่วนเรื่องPrimary vote ก็ว่ากันไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการถกเถียงของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมกรธ. และส่วนที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ได้ความชัดเจน คงต้องรอดูว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ชัดเจน
"ยืนยันว่า การเลือกตั้ง ยังเหมือนเดิม ไม่เลื่อน"
เมื่อถามถึง กรณีกลุ่มการเมืองเรียกร้องให้คสช.ลงเลือกตั้ง พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมไม่มีความคิดเห็น ขอให้ติดตามกันต่อไป
ส่วนกรณีสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลาออกมาลงเล่นการเมืองนั้น พลเอกประวิตร เขามีพรรคการเมืองของตนเองอยู่แล้ว จะไปอยู่กับใคร สังกัดพรรคไหน ก็เรื่องของเขา แต่จะไม่สังกัดพรรคทหาร เพราะพรรคทหารไม่มีอยู่แล้ว
"ในส่วนตัวของไม่เล่นการเมืองแน่นอน สื่อก็ถามหลายครั้ง"
ส่วนที่มองว่า จะนั่งเป็นผู้จัดการรัฐบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "พูดกันไปเอง ใครจะไปนั่งเป็นผู้จัดการ มาถามแบบนี่ได้อย่าไร
ทั้งนี้หากมีรัฐบาลใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้ง ขอยืนยันว่า คสช.ก็หมดอำนาจไป
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ลงเลือกตั้ง ว่า "นายกฯบอกอยู่แล้วว่าไม่เล่นการเมือง และที่ระบุว่านายกฯพูดไม่ชัดเชนนั้น ผมอยากให้ไปฟังอีกครั้ง
"ในอนาคตหากสถานการณ์เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านนายกฯอาจจะต้องลงก็ได้ เราก็ไม่รู้ ถือเป็นเรื่องส่วนตัวท่านนายกฯ "
"เมื่อถามว่า นายกฯลงเลือกตั้ง ในฐานะที่เป็นพี่ จะเชียร์ไหม ไม่ขอออกความคิดเห็น ถือเป็นเรื่องของนายกฯ ท่านจะเป็นอย่างไรท่านรู้ตัวท่านดี

'บิ๊กป้อม' ชี้ แล้วแต่สถานการณ์"บิ๊กตู่" ลงเลือกตั้ง เปรย "นายกฯจะต้องลงไปเป็นก็ได้"

'บิ๊กป้อม' ชี้ แล้วแต่สถานการณ์"บิ๊กตู่" ลงเลือกตั้ง เปรย "นายกฯจะต้องลงไปเป็นก็ได้" อ้าง ผมไม่รู้ เรื่องส่วนตัว ออกตัว "ไม่มีความเห็น" เชียร์นายกฯ เลือกตั้งมั้ย นายกฯรู้ตัวเอง‬‬
‪พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีกลุ่มการเมืองท้าให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงเลือกตั้ง ว่า นายกฯบอกแล้วว่า ไม่เล่นการเมือง ได้ฟังนายกฯพูดรึเปล่า
ส่วนการที่ นายกฯ ยังพูดไม่ชัด บอก แล้วแต่วถานการณ์ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ให้ไปรอฟังให้ชัดเจน ‬
‪ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าอยู่ที่สถานการณ์ในอนาคตนั้น หรือจะลงส.ส.หรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สถานการณ์. ก็พูดไป
"นายกฯจะต้อง ลงไปเป็น ก็ได้ ผมไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ‬"
‪เมื่อถามว่า ในฐานะพี่ชาย จะเชียร์พล.อ.ประยุทธ์ ลงเลือกตั้ง หรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่มีความคิดเห็น"
ส่วนจะมีโอกาสหรือไม่ พลเอกประวิตร เลี่ยงตอบว่า ผมไม่มีความคิดเห็น. เป็นเรื่อง. ของนายกฯว่าจะทำอย่างไร ท่านรู้ตัวท่านดี"‬

ยิ้มอย่างมีเลสนัยจากบิ๊กป้อมเมื่อถามนายกฯจะลงการเมืองไหม

ดู.....บิ๊กป้อม ยิ้มอมพะนำ เปรย"สถานการณ์ ต่อไป นายกฯจะต้อง ลงไปเป็น...ก็ได้ ....เราไม่รู้"
‪'บิ๊กป้อม' ชี้ แล้วแต่สถานการณ์"บิ๊กตู่" ลงเลือกตั้ง เปรย "นายกฯจะต้องลงไปเป็นก็ได้" ชี้เป็น เรื่องส่วนตัว ออกตัว "ไม่มีความเห็น" เชียร์นายกฯ เลือกตั้งมั้ย นายกฯรู้ตัวเอง‬‬
‪พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีกลุ่มการเมืองท้าให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงเลือกตั้ง ว่า นายกฯบอกแล้วว่า ไม่เล่นการเมือง ได้ฟังนายกฯพูดรึเปล่า
ส่วนการที่ นายกฯ ยังพูดไม่ชัด บอก แล้วแต่วถานการณ์ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ให้ไปรอฟังให้ชัดเจน ‬
‪ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าอยู่ที่สถานการณ์ในอนาคตนั้น หรือจะลงส.ส.หรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สถานการณ์ ต่อไป
"นายกฯจะต้อง ลงไปเป็น ก็ได้ เราไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ‬"
‪เมื่อถามว่า ในฐานะพี่ชาย จะเชียร์พล.อ.ประยุทธ์ ลงเลือกตั้ง หรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่มีความคิดเห็น"
ส่วนจะมีโอกาสหรือไม่ พลเอกประวิตร เลี่ยงตอบว่า ผมไม่มีความคิดเห็น. เป็นเรื่อง. ของนายกฯว่าจะทำอย่างไร ท่านรู้ตัวท่านดี"‬

เครือข่ายแรงงานข้ามชาติยื่นจม.เปิดผนึกถึงนายกฯ

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ส่งจดหมายเปิดผนึก 6 หน้า เรื่อง ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ....

         จดหมายเปิดผนึก....เครือข่ายองค์กรด้านประชากรเเรงงานข้ามชาติ 6 หน้า ถึง นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ข้อความว่า ...
         ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ตามข้อเสนอของกระทรวงแรงงาน หลังจากที่กระทรวงแรงงานได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว
       โดยได้มีการรวมเนื้อหาของกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 และพระราชกำหนดการการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้าง พ.ศ.2559 ไว้เป็นฉบับเดียวกัน
          เครือข่ายประชากรข้ามชาติ เห็นว่าร่างพระราชกำหนด นี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิทางเศรษฐกิจและสิทธิแรงงาน จึงได้จัดเวทีแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชกำหนด โดยมีผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนได้ตัวแทนผู้ประกอบการ ตัวแทนลูกจ้าง สภาอุตสาหกรรม ฝ่ายวิชาการ ผู้นำแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย เพื่อจัดทำเป็นข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงแรงงานโดยเฉพาะการป้องกันการขยายตัวของปัญหาที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานหรือการกระทำอันเป็นการค้ามนุษย์ต่อคนต่างด้าว ในประเด็นดังต่อไปนี้
          กระบวนการตราร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ...
          การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ อาศัยช่องทางตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติไว้ให้คณะรัฐมนตรีสามารถออกพระราชกำหนดได้ในกรณี”เพื่อ ประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ...” โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ “เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”
         เครือข่ายประชากรแรงงานข้ามชาติเห็นว่า กรณีการจัดการแรงงานต่างด้าว มิได้เป็นหนึ่งใน “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ซึ่งจำเป็นต้องตราเป็นพระราชกำหนด ประกอบกับแนวทางการตราพระราชกำหนดภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า จะเห็นได้ชัดว่าฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีจะใช้ช่องทางนี้อย่างจำกัด เเละเป็นข้อยกเว้นเฉพาะประเด็นที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศด้านอื่น เช่น กรณีมีเหตุความไม่สงบอันอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ก่อการร้ายกรณีเกิดอุทุกภัยอย่างกระทันหันซึ่งต้องมีกฎหมายเร่งด่วนออกมาป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ เป็นต้น
       ข้อเสนอ รัฐบาลควรทบทวนในการออกกฎหมายในรูปแบบของพระราชกำหนดภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 172 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆอย่างรอบด้าน รวมถึงการออกงานวิชาการออกมารองรับ เพื่อเเสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องใช้ช่องทางดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐในการบัญญัติกฎหมายให้ครอบคลุมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวได้ทั้งระบบและการส่งเสริมงานที่มีคุณค่าและการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเเท้จริง
       หมวด 1 บททั่วไป    
       การประกาศกำหนดให้งานใดเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำได้หรือไม่ และในท้องที่ใดนั้น ตัวแทนผู้ประกอบการ และเครือข่ายประชากรข้ามชาติมีความเห็นว่าเป็นการย้อนกลับไปใช้แนวทางการกำหนดกิจการที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำตามกฎหมายเดิม คือ พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ดังนั้น รัฐมนตรีโดยความเห็นของคณะกรรมการควรออกประกาศกำหนดงานที่แรงงานสามารถทำได้เท่านั้น
       การออกแบบระบบจัดสรรจำนวนคนต่างด้าวเข้าทำงาน หรือการออกโควต้าของประเภทอาชีพตามมาตรา 12 และ 13 ทางเครือข่ายประชากรข้ามชาติเห็นว่ามีความเสี่ยงและอาจทำให้เกิดช่องทางทุจริต จึงควรยกเลิกระบบจัดสรรจำนวนคนต่างด้าวเข้าทำงาน
      การประกาศเขตที่พักอาศัยสำหรับผู้รับอนุญาตให้ทำงาน เฉพาะจำพวกใดหรือท้องที่ใด ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้ไม่มีบทลงโทษกรณีฝ่าฝืน แต่ยังเป็นข้อบัญญัติที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ รวมทั้งอาจจะมีผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ดังนั้น เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติจึงเสนอให้มีการยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 15
         หมวดที่ 1 และหมวดที่ 3 ส่วนที่ 3 หน้าที่และความรับผิดชอบ ยังมีความคลุมเครือของถ้อยคำอาจก่อให้เกิดปัญหาการบังคับใช้
        เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่าแม้ในมาตรา 16 จะกำหนดขอบเขตการบังคับใช้กับเฉพาะบุคคลสามประเภท คือ นายจ้าง คนต่างด้าว เเละผู้ได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน
       เเต่ในส่วนของบทบัญญัติที่กำหนดว่าจะใช้กับคดีที่เป็นข้อพิพาทในประเด็นสิทธิหรือหน้าที่ตามร่างพระราชกำหนดนี้ หรือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านเเรงงานนั้น เครือข่ายเเรงงานประชากรข้ามชาติเห็นว่า เเม้รายละเอียดในร่างพระราชกำหนด จะมีการเเบ่งหมวดหมู่เรื่องหน้าที่เเละความรับผิดไว้ในส่วนที่ 3 เเต่ในทางปฏิบัติ ประเด็นข้อพิพาทจริงๆมิได้เกิดจากความสัมพันธ์เชิงนายจ้างเเละลูกจ้าง แต่เกิดจากการกำหนดอำนาจหน้าที่ของบุคคลทั้งสามฝ่ายก่อนที่จะมีการจ้างงานเกิดขึ้นจริงหรือหลังจากการจ้างงานเเล้ว เมื่อบัญญัติให้ประเด็นดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลเเรงงาน
     ซึ่งใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อคงความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างเเละนายจ้างไว้ จึงยังไม่มีความเหมาะสม เเละอาจเกิดการตีความการบังคับใช้มาตรานี้เกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบคลุมไปยังความผิดอาญาอื่นซึ่งมิได้กระทบเเต่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสามฝ่ายเท่านั้น เเต่ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบการจ้างงานเเละภาคเศรษกิจอีกด้วย เช่นกรณีการยึดหนังสือเดินทางลูกจ้าง การหลอกลวงว่ามีการจ้างงาน เป็นต้น
       ข้อเสนอ ขอให้ทบทวนเนื้อความตามมาตราดังกล่าวควบคู่ไปกับปัญหาในทางปฏิบัติของการใช้ศาลเเรงงานเข้ามาไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างนายจ้าง คนต่างด้าวเเละผู้ได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานมากที่สุด
       หมวดที่ 2 ว่าด้วย คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
       เครือข่ายประชากรแรงงานข้ามชาติเห็นว่า คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ยังขาดผู้แทนองค์กรนายจ้าง อีกทั้งในมิติของการคุ้มครองแรงงานนั้น มีเพียงตัวแทนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเท่านั้นที่เป็นคณะกรรมการ
        ข้อเสนอ ควรทบทวนในการการเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการที่มีตัวแทนขององค์กรนายจ้าง เพิ่มอีก 1 คน เนื่องจากมีตัวแทนสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมแล้ว และตัวแทนองค์กรลูกจ้างเพิ่มอีก 1 คน เป็นฝ่ายละสามคนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักไตรภาคี รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองลูกจ้างด้วย
       หมวดที่ 3 ว่าด้วย การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ ส่วนที่ 3 หน้าที่และความรับผิดชอบ
        มาตรา 50 การเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่า อธิบดีกรมการจัดหางาน ควรกำหนดแนวการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร และให้สิทธิลูกจ้างในการลาออกได้ โดยกำหนดให้กรณีที่ลูกจ้างประสงค์ลาออกเองเพื่อเปลี่ยนย้ายไปทำงานกับนายจ้างใหม่ ให้นายจ้างใหม่เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่นายจ้างคนเดิมได้จ่ายไปให้กับลูกจ้างเกี่ยวกับการนำเข้าแรงงาน โดยคำนวนค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาการได้รับอนุญาตทำงานที่เหลือ
          มาตรา 51 และ 53 กรณีที่ลูกจ้าง ประสงค์ทำงานกับนายจ้างคนใหม่ กำหนดให้ลูกจ้างต้องทำงานกับนายจ้างรายอื่นภายใน 15 วัน เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับความสามารถของลูกจ้างในการหางานใหม่ ดังนั้น ทบทวนระยะเวลาให้ลูกจ้างสามารถหานายจ้างใหม่ภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2534
         มาตรา 54 กรณีนายจ้างขอรับค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมา
ทำงาน ให้สามารถเรียกเก็บคืนได้ภายใน 30 วัน เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอ ให้นายจ้างสามารถเรียกเก็บคืนได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่นายจ้างขอรับค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน และขอให้อธิบดีกรมการจัดหางานกำหนดมาตรฐานของสัญญาระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้าง
        มาตรา 57 กรณีที่คนต่างด้าวได้รับความเสียหายจากการที่นายจ้างหรือผู้รับอนุญาตให้นำ
คนต่างด้าวมาทำงาน ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้เพิ่ม มาตรา 57 วรรคสอง ว่า “กรณีที่มีคนต่างด้าวดำเนินการร้องเรียนกรณีที่มีการละเมิดสิทธิตามกลไกการคุ้มครองสิทธิ ให้คนต่างด้าวสามารถอยู่และสามารถหางานใหม่ได้ในประเทศไทยได้จนกว่ากระบวนการพิจารณาการคุ้มครองสิทธิจะถึงที่สุด”
       หมวดที่ 4 ว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว
        มาตรา 71 เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้มีการเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า กรณีที่เป็นลักษณะกิจการที่มีลักษณะการเคลื่อนย้ายพื้นที่ในการทำงานที่ค่อนข้างสูง เช่น กิจการขนส่งทั้งทางเรือทางบก และกิจการก่อสร้าง ให้มีสามารถขอเปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ หรือลักษณะการทำงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขการทำงาน
        มาตรา 74 บัญญัติให้นายจ้างต้องแจ้งนายทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ผู้รับอนุญาตให้ทำงานออก
จากงานไม่ว่าด้วยเหตุใด เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้เปลี่ยนกำหนดระยะเวลาแจ้งจาก 7 วัน เป็นภายใน 15 วัน
       หมวด 5 ว่าด้วยกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
       ก. มาตรา 76 เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้ค่าปรับที่กำหนดไว้ในร่างพระราชกำหนด เงินที่อยู่ในกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
       ข. บทบัญญัติของมาตรา 78 ให้มีคณะกรรมการกองทุนเพื่อบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวนั้น ประกอบไปด้วยตัวแทนของเจ้าหน้าที่จากภาครัฐจากหลายหน่วยงาน แต่ยังขาดองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและการทำงาน เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติจึงเสนอให้เพิ่มตัวแทนองค์กรลูกจ้างและนายจ้าง อยู่ในคณะกรรมการกองทุนบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว
        หมวด 6 ว่าด้วย มาตรการทางปกครอง
        ส่วนที่ 1 เรื่องการพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน การเพิกถอนใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน และการเพิกถอนใบอนุญาต
       มาตรา 91 เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้ศาลเป็นผู้มีอำนาจประกาศรายชื่อนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานซึ่งได้รับโทษเพราะฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้
        หมวดที่ 7 ว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่
          มาตรา 98 กำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้น แต่มิได้กำหนดช่วงเวลาในการเข้าไปตรวจค้น ซึ่งทางเครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่า ควรพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายเดิมที่ใช้มาตรการเดียวกับวิธีพิจารณาความอาญา ที่กำหนดเวลาในค้นว่า สามารถทำได้ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นถึงตกดินเท่านั้น หรือจะมีการค้นในช่วงกลางวันต่อเนื่องไปถึงกลางคืน เป็นต้น
        หมวดที่ 8 ว่าด้วยบทลงโทษ
        เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่านิตินโยบายของร่างกฎหมายฉบับนี้ มีบทลงโทษมากกว่ากฎหมายทุกฉบับที่ผ่านมา ซึ่งการที่รัฐมีมาตรการในการเพิ่มโทษ เช่น การเพิ่มจำนวนเงินค่าปรับ หรือโทษจำคุก จะยิ่งเป็นช่องทางในการทำผิดกฎหมาย การทุจริตในวงราชการ
      นอกจากนี้กระบวนการลงโทษระหว่างลูกจ้างและนายจ้างยังมีความแตกต่างกัน เช่น กรณีลูกจ้างทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกหรือปรับ กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืน กำหนดบทลงโทษไว้เฉพาะโทษปรับ อาจจะกลายเป็นประเด็นในการเลือกปฏิบัติอีกได้ด้วย
      เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติจึงเสนอให้ ความผิดใดๆที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานให้เป็นไปตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และให้ยกเลิกโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ให้ยืนตามเงื่อนไขร่างพระราชกำหนด หรือบทลงโทษในเชิงการระงับสิทธิ
     อัตราค่าธรรมเนียม เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้เป็นไปตามกฎหมายเดิม
ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์    เครือข่ายองค์กรด้านประชากรเเรงงานข้ามชาติ 
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ นายอดิศร เกิดมงคล 
089-788-7138 

เขมรแห่กลับบ้านหลังนายจ้างลอยแพหวั่นกม.ใหม่แรง


30 มิ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.อ.เบญจพล รอดสวาสดิ์ ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ได้สั่งการให้ จนท.ตม.ประจำอาคารที่พักรอการส่งกลับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา นำตัวแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาจำนวน 143 คน ที่ จนท.ตม.จากหลายจังหวัดโดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา,จ.สระบุรี,ฉะเชิงเทรา และ ลพบุรี นำมาส่งเพื่อให้ ตม.จว.สระแก้ว ทำการผลักดันกลับประเทศต้นทาง โดย จนท.ตม.จว.สระแก้ว ได้นำแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาทั้ง 143 คนที่ควบคุมอยู่ที่ห้องกักกันแรงงานต่างด้าว ออกมาทำประวัติและถ่ายภาพก่อนนำขึ้นรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ติดลูกกรงของ ตม.จว.สระแก้ว นำไปผลักดันกลับประเทศกัมพูชาที่ ด่าน ตม.ปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดย จนท.ตม.จว.สระแก้ว ได้ประสาน จนท.ด่าน ตม.ปอยเปต มารอรับและดำเนินการรับการผลักดันแรงงานกัมพูชาที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไทย
ทั้งนี้ พ.ต.อ.เบญจพล  รอดสวาสดิ์  ผกก.ตม.จว.สระแก้ว เผยว่าตั้งแต่ พ.ร.บ.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ของไทย ประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 60 ซึ่งมีโทษรุนแรงกว่าฉบับเดิม ทำให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายแล้ว ลักลอบไปทำงานในสถานที่ต่างๆในหลายจังหวัดเกิดความกลัว จึงยอมเดินทางเข้ามามอบตัวกับ จนท.ตม.ประจำจังหวัดต่างๆเพื่อนำมาผลักดันกลับประเทศ ทั้งนี้การมอบตัวของแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ถือว่าเป็นการยอมรับที่จะเดินทางกลับประเทศต้นทางจึงได้มีการผ่อนปรนไม่ถูกส่งดำเนินคดี แต่ถ้าหาก จนท.จับกุมได้เองจะมีโทษตาม พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ทันที คาดว่าช่วงนี้จะมีแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายมาแสดงตัวมอบตัวกับ จนท.เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทาง ตม.จว.สระแก้ว ได้ประสานทำความเข้าใจกับ จนท.ตม.ปอยเปต ของกัมพูชาแล้ว
ซึ่งนอกจากดำเนินการนำแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาไปผลักดันกลับประเทศต้นทางแล้ว ตม.จว.สระแก้ว ยังต้องเร่งประชาสัมพันธ์และอธิบายให้กับแรงงานชาวกัมพูชา ได้เข้าใจถึง พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ฉบับใหม่ถึงโทษที่รุนแรงขึ้น โดยแนะนำให้แรงงานชาวกัมพูชาที่ต้องการจะกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ต้องไปทำพาสปอร์ตและขออนุญาติทำงานในประเทศไทยตาม MOU อย่างถูกต้อง แต่หากทำงานอยู่ในจังหวัดสระแก้ว ก็สามารถทำบอเดอร์พาสแรงงาน หรือหนังสือเดินทางทำงานท้องถิ่น ได้ครั้งละ 30 วัน อย่าได้ลักลอบเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมายไทย เพราะมีอัตราโทษสูงและค่าปรับรุนแรง
ทั้งนี้ พ.ต.อ.เบญจพล  รอดสวาสดิ์  ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ยังเผยอีกว่าจากการสอบถามแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาบางคนให้รายละเอียดว่า ถูกนายจ้างลอยแพเนื่องจาก พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ โทษของนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจะมีโทษรุนแรงและค่าปรับสูงมาก จึงทำให้นายจ้างเกิดความกลัวสั่งยกเลิกการจ้างแรงงานกัมพูชากระทันหันทันทีและให้แรงงานกัมพูชารีบเดินทางกลับประเทศ ทำให้แรงงานกัมพูชาบางส่วนได้รับความเดือดร้อน ต้องรีบเดินทางกลับประเทศโดยไม่ได้ตั้งตัว
ต่อมาเวลา 12.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.เบญจพล  รอดสวาสดิ์  ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากตำรวจรถไฟสาย กทม.-อรัญประเทศ ขบวน ที่จะเข้าสถานีอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เวลา 12.00 น.ว่า จนท.ตำรวจรถไฟ ได้ควบคุมตัวแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาที่ไม่มีหนังสือเดินทางบนขบวนรถไฟ ได้จำนวน กว่า 100 คน จึงได้สั่งการ จนท.ชุดสืบสวนปราบปราม ตม.จว.สระแก้ว นำกำลังไปรับตัวแรงงานต่างด้าวชาวเขมรกว่า 100 คน จากตำรวจรถไฟ ที่สถานีรถไฟอรัญประเทศ เพื่อนำมาดำเนินการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ก่อนนำไปผลักดันกลับประเทศต่อไป

พ.ร.ก.ต่างด้าวพ่นพิษพม่าหนีกลับวันละ2พัน

นายจ้าง หวั่นแรงงานต่างด้าว หนีกลับถิ่นหลังพ.ร.ก. รัฐประกาศใช้ พ.ร.ก.ต่างด้าว 60พม่าเดินทางกลับบ้านวันละ 2,000 คน ขณะที่กัมพูชากลับวันละ15 คันรถ

     พลันที่รัฐบาลได้ประกาศราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ “พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2560 เป็นต้นไป เป็นการรวมกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. การทำงนของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และ พ.ร.ก. การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 ปรับปรุงกฎหมายให้บทบัญญัติครอบคลุมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวทั้งระบบ โดยเน้นการให้ความคุ้มครอง อำนวยความสะดวกให้กับทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าว รวมถึงมีการเพิ่มโทษนายจ้างที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมดึงประชาคนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน
    ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้เหล่านายจ้าง หวั่นวิตก เกิดภาวะแรงงานต่างด้าวหนีกลับถิ่น เหตุด้วยนายจ้างส่งกลับ และขอกลับเอง คือ การเพิ่มโทษให้มีอัตราที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโทษปรับ “นายจ้าง” จากเดิมหากกระทำผิดเกี่ยวกับการจ้างงานแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะทำผิดต่อแรงงานต่างด้าวกี่คนจะรับรวมเป็นกรณีเดียว แต่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะปรับนายจ้างแยกตามจำนวนแรงงานต่างด้าวรายคน ทำให้โทษสูงขึ้น
      เช่น นายจ้างที่จ้างต่างด้าวทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ หรือรับต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือรับต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงาน มีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 - 800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หรือนายจ้างให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 400,000 บาท ต่อต่างด้าว 1 คน เป็นต้น
    นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่าพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นพม่า หรือกัมพูชา เริ่มทยอยกลับบ้านของตนเองมากขึ้น ซึ่งตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. มีแรงงานพม่าเดินทางกลับบ้านวันละ 2,000 คน ขณะที่กัมพูชา จากเดิมมาทำงานในไทย ประมาณ 4 คันรถ ก็กลายเป็นจำนวนลดน้อยลง แต่เดินทางกลับไปกัมพูชาประมาณ 15 คันรถ หากเกิดภาวะการไหลออกของแรงงานต่างด้าวมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิต อุตสาหกรรม และการขาดแคลนแรงงานระดับล่างของประเทศอย่างแน่นอน
   “สิ่งที่แรงงานต่างด้าว และนายจ้างเห็นจากพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว คือ การปรับโทษให้รุนแรงมากขึ้น ตามความเชื่อของรัฐที่มองว่าหากมีบทลงโทษรุนแรง จะทำให้นายจ้างเกรงกลัว แต่ในความเป็นจริงยิ่งส่งผลให้ช่องทางลัด การกระทำที่ไม่ถูกต้องมากขึ้น เช่น การแอบเอาแรงงานต่างด้าวเข้ามา การจ่ายส่วย เป็นต้น เพราะเมื่อต้องจ่ายค่าปรับแพงมากขึ้น การจ้างหรือการทำให้มันไม่ถูกต้องเป็นทางออกที่ดี ดังนั้น ตอนนี้เกิดความหวั่นวิตกของนายจ้างแรงงาน และแรงงานต่างด้าวจากการประคอมของภาครัฐที่พูดแต่เรื่องบทลงโทษ อยากให้ทบทวนการออกกฎหมายดังกล่าว การมีบทลงโทษรุนแรงเป็นทางช่วยแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวจริงหรือไม่”
   ผู้ประสานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า อยากทราบว่า “มีความจำเป็นที่ต้องออกพ.ร.ก. ซึ่งถือเป็นกฎหมายเร่งด่วนที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ หรือควรทบทวน ออกเป็นบทเฉพาะกาล หรือกลับไปทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน ถามผู้ที่ได้รับผลกระทบ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว… แล้วค่อยออกกฎหมายหรือมองหาแนวทางที่เหมาะสมว่าควรจะทำอย่างไร”
    นายอดิศร กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน มีการแรงงานข้ามชาติที่ถูกกฎหมาย ประมาณ 2 ล้านคน และไม่ถูกกฎหมาย ประมาณ 1 ล้านคน ตอนนี้อยากให้มาดูในเรื่องของการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย การลงนามความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศต่างๆว่าการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาในไทยนั้น สามารถดำเนินการให้ถูกต้องได้อย่างไร น่าจะดีกว่ามีบทลงโทษที่รุนแรงจนเกิดกระแสต่อต้าน เกิดผลกระทบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แรงงานต่างด้าวเริ่มออกจากประเทศไทย มีผลต่อฐานการผลิตทั่วไป โรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูป อุตสาหกรรมการเกษตร การประมง ก่อสร้าง และงานรับใช้ในบ้าน เป็นต้น
   “พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อดี คือ เป็นการวางแผนจัดการระยะยาว มีการคุ้มครองแรงงานมากขึ้น แต่ตอนนี้ที่ทุกคนล้วนมองแต่ข้อเสีย ฉะนั้น หลังจากนี้ ในกลุ่มของผมจะยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี 4 ประเด็น ดังต่อไปนี้ 1. การออกพ.ร.ก. ฉบับกล่าว มีความจำเป็นที่ต้องประกาศเป็น พ.ร.ก.หรือไม่ 2.บทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้น อยากให้มีการรับฟังความคิดเห็นรอบด้านไม่ใช่ความเห็นจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว 3. เสนอให้มีการยุติกระบวนการในการจับกุมแรงงานต่างด้าวชั่วคราว เพื่อให้นายจ้างและแรงงานได้เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ให้รับความคิดเห็นชัดเจน ไม่กระทบต่อ การจ้างแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ และ4. มีมาตรการในการคุ้มครอง เพราะพ.ร.ก.ดังกล่าว ส่งผลให้นายจ้างหลายคน ต้องมีการเลิกจ้างแรงงาน ทำให้ต้องมีแนวทางในการจัดการค่าจ้างคงค้างต่างๆ คาดว่าจะยื่นจดหมายเปิดผนึกได้เร็วๆ นี้”  นายอดิศร กล่าว 
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285385

วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"วิกฤตต้มกบ" ซึมลึกย่ำแย่กว่า"วิกฤตต้มยำกุ้ง"

นักวิชาการเตือนไทยระวังเจอ"วิกฤตต้มกบ" ซึมลึกย่ำแย่กว่า"วิกฤตต้มยำกุ้ง" ขืนย่ำอยู่กับที่ ภาคธุรกิจวิจัยพัฒนาต่ำ การเกษตรขาดประสิทธิภาพ ข้าราชการคอร์รัปชั่น ทำไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพื่อนบ้านแซงหน้า
29 มิ.ย.60 ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ว่า เราเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป และไทยยังเป็นประเทศที่ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอยู่ เนื่องจากมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและข้อได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงในภูมิภาค แต่ภาคธุรกิจยังคงระมัดระวังในทุกด้าน โดยเฉพาะภาคสถาบันการเงินที่เรียนรู้จากประสบการณ์ความผิดพลาดจากวิกฤตในอดีต มีการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้า เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL มากจนเกินไป ซึ่งการใช้วิธีนี้จะทำให้เกิดผลดีในอนาคต เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงในการขาดทุนของภาคสถาบันการเงิน และทำให้ลูกค้าสถาบันการเงินมีวินัยทางการเงินมากขึ้นด้วย
นอกจากนั้น แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มเกิดภาวะฟองสบู่บ้างจากปริมาณที่อยู่อาศัยรอการขายมากสวนทางกับความต้องการของประชาชนที่ลดลง โดยเฉพาะในแถบชานเมือง แต่ยังเชื่อว่าในระยะต่อไปภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะเริ่มลดลงจากการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ ซึ่งทำให้จำนวนที่อยู่อาศัยรอการขายจะทยอยลดลงในอนาคต ประกอบกับการบริหารจัดการของภาครัฐที่มาถูกทาง โดยเฉพาะการส่งเสริมธนาคารรัฐในการออกผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน และสนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา
ดร.สุทธิกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มาตรการที่สำคัญที่ภาครัฐควรทำเพิ่มเติม คือ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเกิดการลงทุนในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หรือ Reinvestment อาทิ การนำผลกำไรที่ได้ไปต่อยอดซื้อเครื่องจักรหรือพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในระยะยาว แทนที่จะนำผลกำไรไปใช้เพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น การเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรือตลาดอสังหาริมทรัพย์ นอกจากจะเป็นการพัฒนาธุรกิจของตนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้แรงงานมีทักษะและรายได้เพิ่มมากขึ้น
นอกเหนือจากการสนับสนุนภาคธุรกิจทั่วไปแล้วนั้น ภาครัฐควรเร่งให้เกิดการพัฒนาในภาคเกษตรกรรมของประเทศ ซึ่งมีการจ้างงานถึงเกือบประมาณครึ่งหนี่งของกำลังแรงงานไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของประเทศ เพื่อก้าวข้ามการแข่งขันในเรื่องราคากับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า โดยการยกระดับภาคธุรกิจและภาคการเกษตรจะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถกระตุ้นการบริโภคของทั้งระบบเศรษฐกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนั้น การพัฒนาเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจและเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในช่วงที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ประเทศเมียนมาร์ที่มีการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น หลังจากการเปิดประเทศอันเนื่องมาจากความได้เปรียบของต้นทุนการผลิตที่ต่ำและทรัพยากรที่มีมาก รวมถึงเวียดนาม ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในหลากหลายด้าน ทั้งด้านทรัพยากรมนุษย์และสาธารณูปโภค เป็นต้น
ดร.สุทธิกร ยังกล่าวอีกว่า ในภาพรวมถึงแม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค สามารถเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และยังอยู่ในความสนใจของต่างชาติในการลงทุน แต่ประเทศเราก็ยังมีปัญหาการพัฒนาในหลายภาคส่วน ทั้งการวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ภาคการเกษตรที่ยังขาดประสิทธิภาพในการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ระบบการศึกษาที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้ และระบบราชการที่ยังขาดประสิทธิภาพเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น เป็นต้น
"ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลทำให้ประเทศไทยเราย่ำอยู่กับที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปัญหาเรื้อรังเหล่านี้คอยฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศก่อให้เกิด "วิกฤตต้มกบ" ในปัจจุบัน ซึ่งสร้างผลกระทบกับประเทศแตกต่างจาก "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ในอดีต ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในทันทีทันใด ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างและกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ต่างจาก "วิกฤตต้มกบ" ในปัจจุบันที่ประเทศเราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งกว่าที่เราจะรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเกินกว่าที่จะปรับตัวแล้ว" ดร.สุทธิกร กล่าว

จับ“โจชัว หว่อง”แกนนำประท้วงฮ่องกง


29 มิถุนายน 2560
นายโจชัว หว่อง แกนนำนักศึกษาผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ถูกตำรวจฮ่องกงจับกุมตัวเมื่อวันพุธ หลังนั่งชุมนุม
ประท้วงในรูปปั้นดอกชงโค เพื่อต่อต้านจีน ก่อนหน้าการเดินทางมาเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
 นายโจชัว หว่อง แกนนำนักศึกษาผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ถูกตำรวจฮ่องกงจับกุมตัวพร้อมกับพวกรวม 30 คนที่เข้าไปนั่งชุมนุมประท้วงนาน
ชั่วโมง เพื่อต่อต้านรัฐบาลจีนภายในบริเวณรูปปั้นดอกชงโคบริเวณท่าเรือ และถูกตำรวจนำตัวขึ้นรถแวนไป
การจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีน มีขึ้นก่อนหน้าการเดินทางมาเยือนฮ่องกงของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ
การส่งมอบเกาะฮ่องกงจากอังกฤษกลับคืนมาสู่จีนและยังเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดความหวาดวิตกว่ารัฐบาลจีนกำลังเข้มงวดในการควบคุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ
ในเขตปกครองพิเศษแห่งนี้
ผู้ชุมนุมประท้วงไปรุมล้อมกันบริเวณรูปปั้นดอกชงโคสีทอง ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกงมาตั้งแต่ปี 2540 และจีนได้มอบรูปปั้นดังกล่าวเพื่อ
เป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบอำนาจให้กับฮ่องกง
ก่อนที่จะถูกนำตัวขึ้นรถตำรวจไป นายโจชัว หว่อง แกนนำคนสำคัญได้ตะโกนขอให้ชาวฮ่องกงออกมามาประท้วงในวันที่ 1 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็น
วันครบรอบการส่งมอบฮ่องกง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5ต.ค.ปีที่แล้ว โจชัว หว่อง เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิกักตัว ไม่อนุญาตให้เดินทางเข้า
สู่ประเทศไทย และคาดว่าจถูกส่งตัวกลับด้วยเครื่องบินเที่ยวต่อไปที่เดินทางไปยังฮ่องกง ด้วยสายการบินเอมิเรตส์
แกนนำนักศึกษาประท้วงรัฐบาลจีนรายนี้  เดินทางมาไทย เพื่อร่วมเป็นแขกรับเชิญพิเศษของงานปาฐกถา 6 ตุลาคม 59 ในหัวข้อการเมือง
ของคนรุ่นใหม่ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันพฤหัสบดี ที่ 6 ต.ค.ปีดังกล่าว

ทราบแล้วเปลี่ยน ชัดเจนช่วงปลายปี



ทราบแล้วเปลี่ยน ชัดเจนช่วงปลายปี
พันเอก สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฎิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร12 ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถึงการตัดสินใจลาออกจากสปท. เพื่อมาทำงานการเมืองร่วมกับนักการเมืองคนอื่นๆผ่านพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่มีแนวทางสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ถามถึงความชัดเจนของการจัดตั้งพรรคการเมืองที่จะมาหนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกบอกยังไม่มีความชัดเจนในช่วงนี้ แต่จะชัดเจนในช่วงปลายปี
พันเอกสุชาติ อดีตสส.พรรคความหวังใหม่ พร้อมเพื่อน อดีตสปท.อีกหลายคนรวมถึงพลเอกธวัชชัย สมุทรสาคร นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานรัฐสภา นายสมพงษ์ สระกวี ได้ลาออกจากสปท.เพื่อรักษาสิทธิ์ทางการเมืองในการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของของรัฐธรรมนูญให้ต้องลาออกก่อน90วันหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6เมษายน

ทอล์คทหารรุก10เป้าหมาย/เดือนทั่วประเทศ

Talk รักชาติ Delivery

ทบ. เตรียมจัด "ชุดวิทยากร" นักทอล์คทหาร  เดินสายไป บรรยาย ประกอบ แสงสีเสียง การแสดง แบบนี้ ไปตามจังหวัดต่างๆ  เดือนละ10 เป้าหมาย เพื่อปลุกอุดมการณ์รักชาติ รักทหาร รักสามัคคี ให้ประชาชน ด้วยการใช้ประวัติศาสตร์ 

วันนี้ พันเอกวรวุฒิ แสงทอง นักพูดทหาร จาก มทบ.11  ที่ทำหน้าที่ "สร้างคนดี ด้วยประวัติศาสตร์ สร้างขาติ ด้วยอุดมการณ์" มา25ปี...เดินสาย ปลุก "อุดมการณ์รักชาติ"....ด้วยประวัติศาสตร์ ชาติไทย และความเสียสละของทหาร....ที่ว่ากันว่า ไม่ว่าไปบรรยายที่ไหน. ก็ทำให้คนไทยน้ำตาซึม มาแล้ว นับไม่ถ้วน

วันนี้ มาบรรยาย ให้ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย ผบ.ทบ. และบิ๊กๆ ทบ. พร้อมกำลังพล  ฟัง แต่เช้า  ที่หอประชุมกิตติขจร...

ผบ.ทบ.-พรรคคสช.

เป็นเรื่องอนาคต
"บิ๊กเจี๊ยบ"โบ้ย ไม่รู้ คสช.จะตั้งพรรคมั้ย บอกไม่ทราบ  "เป็นเรื่องอนาคตข้างหน้า"

ปัดนั่ง เลขาฯพรรค ยันเกษียณแล้ว ก็จบ  สยบทุกข่าวลือ /ระบุการเลือกตั้งเป็นเริ่องของรัฐบาล ส่วน คสช.ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคง  ถ้าทุกอย่าง เรียบร้อย  ก็เลือกตั้ง ตามโรดแมพ  ตามที่นายกฯระบุ

พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช. กล่าวถึง กระแสหนุน คสช.ตั้งพรรค และการให้ พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯต่อ ว่า ผมไม่ทราบ และไม่ขอแสดงความคิดเห็น

ส่วนโอกาสที่จะเลื่อนเลือกตั้ง เพราะกฏหมายลูก ไม่ผ่านนั้น พลเอกเฉลิมชัย ซึ่งเป็น สนช. ด้วย ระบุว่า ไม่มี และเชื่อว่า เป็นไปตามโรดแมพ ปลายปี2561 ตามที่นายกฯบอก  

ทั้งนี้ การเลือกตั้งเป็นเริ่องของรัฐบาล ส่วน คสช.ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคง  ถ้าทุกอย่าง เรียบร้อย  ก็เลือกตั้ง ตามโรดแมพ

เมื่อถามว่า ในฐานะเลขาฯคสช. มองการตั้งพรของคสช.อย่างไร พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า  ไม่ทราบ เพราะสำหรับผม เกษียณแล้ง ผมก็จบ แล้ว

เมื่อถาม ว่า พรรคที่ คสช.ตั้งมา ประชาชนจะยอมรับ หรือไม่ พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคตข้างหน้า

‘ไพรมารีโหวต’เพื่อ..? โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

‘ไพรมารีโหวต’เพื่อ..? โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข



แฟ้มภาพ
เป็นประเด็นถกเถียงเมื่อ สนช.เห็นชอบร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองเพิ่มเติมให้มี “ไพรมารีโหวต” หรือการเลือกตั้งเบื้องต้นเข้าไปด้วย

สาระสำคัญคือ บังคับว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ต้องผ่านกระบวนการไพรมารีโหวต

จากร่างเดิมที่ กรธ.ของ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ กำหนดหลวมๆ ให้การคัดเลือกผู้สมัครฟังความเห็นสมาชิกในพื้นที่ประกอบการพิจารณา

สนช.เพิ่มความเข้มข้นในมาตรา 35 ให้พรรคการเมืองจะต้องมีตัวแทนในทุกเขตเลือกตั้ง

เพิ่มในมาตรา 49 ให้ผู้สมัคร ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาจากการลงคะแนนเลือกของที่ประชุมสาขาพรรคการเมืองที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 คน

หรือที่ประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 50 คน

ส่วนผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ กำหนดว่าต้องคัดเลือกโดยคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง

จากนั้นจัดการประชุมเพื่อให้สมาชิกลงคะแนนเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อ

เมื่อได้รายชื่อแล้ว ส่งให้กรรมการบริหารพรรคดำเนินการต่อไป

เจอ 2 รายการนี้เข้าไป พรรคการเมืองก็กระอัก เพราะเท่ากับ “งานงอก” จากเดิมที่หนักอยู่แล้ว
ต้องมานับหนึ่งใหม่อีกรอบ ตั้งตัวแทนพรรค หาสมาชิกสาขาพรรคให้ครบทุกเขตเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องหมูๆ

โดยเฉพาะในยามที่ประชาชนแหยงๆ การเมือง การสมัครเป็นสมาชิกพรรคต้องเสียเงิน อย่างในปัจจุบันนี้

ถ้าพูดกันอย่างลอยๆ เชิงหลักการ ไพรมารีโหวตเป็นระบบที่ดี เพราะทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนจากพื้นฐาน

แต่ถ้าจะปฏิบัติให้ได้ผลตามหลักการต้องมีขั้นตอนและใช้เวลาในการสร้างพื้นฐาน

ถ้าทำเร็วๆ ลวกๆ จะกลายเป็นช่องทางต่อรอง เล่นเกม และบั่นทอนทำลายความแข็งแรงขององค์กรพรรคแบบไทยๆ ที่ยังโซเซ ไม่มีความต่อเนื่อง

นักการเมืองรุ่นใหญ่หลายคนฟันธงว่า ถ้าจะให้พรรคการเมืองทำแบบนี้ เลือกตั้งปี 2561 ที่พูดๆ กันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว

บ้างก็ชี้ว่าเป็นการเติมเข้ามาเพื่อ “เตะถ่วง” ไม่ให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น

และยังถกเถียงกันอยู่ว่า หากเกิดปัญหาในไพรมารีโหวต จะร้องเรียนร้องค้านกันยังไง จะมี กกต.เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่

ทั้งหมดนี้ต้องรอดูว่า ในขั้นตอนการปรับแก้โดยคณะกรรมาธิการร่วมระหว่าง กกต. กรธ. และ สนช. ผลจะออกมายังไง

จะตัดออกตามความประสงค์ของอาจารย์มีชัย หรือจะต้องเจอกันครึ่งทาง ค่อนทาง ฯลฯ

เรื่องนี้ทุกฝ่ายต่างอ้าง “เจตนาดี” อ้าง “หลักการ” ด้วยกันทั้งหมด

แต่ “เจตนาดี” หรือหลักการที่มาผิดจังหวะจะโคน อาจเกิดผลเป็นตรงกันข้าม

โดยเฉพาะเจตนาดี รักประชาธิปไตย แต่ยังไม่ค่อยอยากให้มีการเลือกตั้ง

การแก้ไขที่กำลังจะเกิดขึ้นจะบ่งบอกเบื้องลึกของเรื่องนี้
……………
วรศักดิ์ ประยูรศุข

คนคุ้นเคย

คนคุ้นเคย

โครงการรถไฟความเร็วสูงสายโคราช-กรุงเทพฯ ราคา 1.7 แสน ล้านบาท ระยะทาง 252 กม. กลายเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดใครต่อใครออกมาวิจารณ์โครงการนี้กันเกรียวกราว
โดยเฉพาะการยกเว้นกฎระเบียบต่างๆ เพื่อผลักดันให้โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทยสามัคคีเดินหน้าได้อย่างสะดวกโยธิน
และประเด็นสำคัญ...คือความคุ้มค่าของการลงทุน

เนื่องจากโครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้จะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 50 ปี
แสดงว่ากว่าถึงจุดคุ้มทุนจะต้องขาดทุนบานฉ่ำไปอีก 49 ปี
ใครฟังแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงไปตามๆกัน
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนตาม ตรงว่าโครงการรถไฟความเร็วสูง (จีน-ไทยสามัคคี) มีจุดอ่อนให้วิพากษ์วิจารณ์ได้มากกว่าโครงการอื่นๆของรัฐบาล
ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เปิดใจ กว้างรับฟังความเห็นต่างด้วยความอดทน
ถ้ามองมุมกลับ กระแสคัดค้านโครงการนี้จะเป็นผลดีต่อรัฐบาลเช่นกัน
เพราะถ้าเป็นข้อท้วงติงที่มีเหตุมีผลน่ารับฟัง รัฐบาลสามารถนำไปใช้เป็นเงื่อนไขเจรจาต่อรองกับฝ่ายจีนเพิ่มเติมก่อนเซ็นสัญญา
เพราะถ้าเซ็นสัญญาไปแล้วจะ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขไม่ได้ทุกกรณี!!
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าในบรรดาเสียงวิจารณ์ดังสนั่นหลายพันเดซิเบล
มีหนึ่งเสียง...ที่ดังสนั่นกว่าใครๆ
เนื่องจากเจ้าของเสียงวิจารณ์เคยลงเรือแป๊ะลำนี้มาเอง
เขาคือ นายสมหมาย ภาษี อดีต รมว.คลัง เบอร์แรกของรัฐบาล คสช.
แม้ช่วงหลังๆอดีต รมว.คลังเคยออกมาวิจารณ์โครงการรัฐบาลประปราย
แต่ครั้งนี้ “นายสมหมาย” วิจารณ์โครงการรถไฟความเร็วสูงแบบดับ เครื่องชน
พุ่งเป้าไปที่ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ สุดลิ่มทิ่มประตู
สรุปย่อๆคือ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเร่งรีบลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ ซึ่งมีผลตอบแทนทางการเงินต่ำเตี้ยติดดิน
เพราะเสี่ยงขาดทุนหนักในระยะยาว
ข้อสำคัญ งบลงทุน 1.7 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดลงไป ส่วนใหญ่จะไหลไปเข้ากระเป๋าจีน ซึ่งผูกขาดทั้งการออกแบบ การควบคุมงานก่อสร้าง ผูกขาดระบบอุปกรณ์สัญญาณ ผูกขาดขายหัวรถจักร และตู้รถโดยสารเบ็ดเสร็จครบวงจร
ส่วนเงินลงทุนที่เหลือจะตกอยู่ในมือบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย
และสุดท้าย เสือนอนกินตัวจริง คือธนาคารที่ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลได้รับประทานดอกเบี้ยสะดือบวม

อดีตรัฐมนตรีคลัง สมหมาย ภาษี ยํ้าว่า การเร่งลงทุนโครงการรถไฟ ความเร็วสูงไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างที่รัฐบาลฉายหนังโฆษณา
เพราะเม็ดเงินไม่ตกไปถึงรากหญ้าเลย
นอกจากแรงงานขุดดินขนหินแบก ปูน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติบ้านใกล้เรือนเคียง
สิ่งเดียวที่คนไทยจะได้แน่ๆ คือได้แบกหนี้ก้อนโตไปอีก 50 ปี
ประทานโทษ เคยลงเรือแป๊ะมาแท้ๆ ไม่น่าจัดหนักขนาดนี้เลยนะคุณลุง.
“แม่ลูกจันทร์”

แก้ปัญหาให้ตรงจุด

แก้ปัญหาให้ตรงจุด

ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองใหม่ ที่ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สมาชิกพรรคเลือกตั้งเบื้องต้น หรือไพรมารี เพื่อเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย ทั้งจากนักการเมือง และนักวิชาการ มีการโต้เถียงกัน แม้แต่ระหว่าง กรธ. ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ กับ กกต. จนอาจต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วม

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชี้แจงว่า กรธ.ต้องไปดูรายละเอียดของปัญหาด้วยตัวเอง เพราะถ้าร่างกฎหมายส่งผลให้พรรคส่งผู้สมัครไม่ได้ และทำการเลือกตั้งไม่ได้ อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งจดหมายเปิดผนึกร่ายยาวถึง กรธ. ชี้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น หากให้มีไพรมารีในไทยที่ใช้ระบบรัฐสภา

การเลือกตั้งเบื้องต้นหรือไพรมารี เป็นการเมืองระบบอเมริกัน ที่มีการเลือกตั้งทุกอย่างที่ขวางหน้า เป็นระบบประธานาธิบดีที่แยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ มีกำหนดวันเวลาเลือกตั้งตายตัว เช่น 2 ปีต่อครั้ง หรือ 4 ปีต่อครั้ง ต่างจากไทยที่ใช้ระบบรัฐสภา อาจมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ได้ทุกเมื่อ จนอาจทำไพรมารีไม่ทัน

คนอเมริกันชอบผูกพันเป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่ง ในสองพรรคใหญ่ แต่ละพรรคจึงมีสมาชิกมากมายมหาศาล เหมาะกับการทำไพรมารี แต่คนไทยไม่ชอบผูกพันเป็นสมาชิกพรรค มีคนเป็นสมาชิกพรรคไม่เกิน 2-3 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดเกือบ 50 ล้าน บางพรรคอาจมีสมาชิกในเขตเลือกตั้งแค่ร้อยกว่าคน ถ้ามีเลือกตั้งเบื้องต้นจะเป็นปาหี่การเมือง

ถ้าเป็นพรรคเล็กหรือพรรคที่จัดตั้งใหม่ ไม่มีสมาชิกมากพอ และจัดไพรมารีไม่ได้ก็จะส่งสมาชิกสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้ และนำไปสู่ผลกระทบอื่นๆตามมา วิธีการที่น่าจะเหมาะกับประเทศไทยมากที่สุด น่าจะจัดการประชุมใหญ่ในเขตเลือกตั้ง เพื่อให้สมาชิกพรรคเลือกผู้สมัคร ส่วนมาตรการป้องกันนายทุนเป็นเจ้าของพรรค ต้องบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น

ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า การบริหารพรรคต้องสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานประชาธิปไตย หาก ส.ส. หรือสมาชิกพรรคเห็นว่ามติหรือข้อบังคับพรรคใด ขัดต่อหลักประชาธิปไตย มีสิทธิยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ยกเลิกมติ แต่ต้องเพิ่มความเข้มข้นถ้าผู้นำพรรคหรือคณะผู้บริหาร กระทำการครอบงำพรรค ต้องได้รับโทษถูกถอดถอนและติดคุก

สนช.มีเจตนาดี ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม เป็นเจ้าของพรรค และป้องกันการครอบงำจากนายทุนใหญ่ แต่ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยคำนึงถึงความเป็นจริง และวัฒนธรรมการเมืองคนไทย เหตุที่พรรคถูกครอบงำ เพราะการซื้อเสียงเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้ง พรรคเงินหนามักจะเป็นผู้ชนะ ส่วนพรรคเงินน้อยคือผู้แพ้ เราจะแก้ปัญหาซื้อเสียงอย่างไร?

"พรเพชร"ขออย่ากังวลข่าวคว่ำร่าง พ.ร.ป.เพื่อเลื่อนเลือกตั้ง ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามกรอบเวลา

"พรเพชร"ขออย่ากังวลข่าวคว่ำร่าง พ.ร.ป.เพื่อเลื่อนเลือกตั้ง ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามกรอบเวลา

โดย MGR Online   
29 มิถุนายน 2560 14:29 น.
        นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีมีนักการเมืองวิเคราะห์มีช่องทางที่จะคว่ำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อเลื่อนวันเลือกตั้ง โดยขอให้อย่าเพิ่งกังวล เพราะการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญยังอยู่ในกรอบเวลาที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สนช. ต้องยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ ให้แล้วเสร็จ และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับแรกได้ผ่านการพิจารณาของ สนช. แล้ว แม้ว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจะมีความคิดเห็นขัดแย้งกันในเรื่องไพรมารีโหวต แต่ส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่ากรรมาธิการร่วม จะได้ข้อสรุปภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด จึงไม่ใช่กระบวนการคว่ำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรอบเวลา ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ ก็ยังต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อเวลา และยังไม่เห็นว่าจะมีผลต่อการเลื่อนวันเลือกตั้ง
       
       อย่างไรก็ตาม ประธาน สนช. ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์การแสดงความเห็นของนักการเมืองที่ออกมาวิเคราะห์ เพราะเห็นว่าทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความเห็น ซึ่ง สนช. ก็มีสิทธิชี้แจง พร้อมย้ำว่า ไม่มีกระบวนการเหมือนที่นักการเมืองกังวล และอย่ามองว่าความเห็นต่างคือความขัดแย้ง เพราะ กรธ. และ สนช. ไม่เคยทะเลาะกัน 

จาก...แผนพัฒนาชาติ สู่...ยุทธศาสตร์ชาติ (2)

จาก...แผนพัฒนาชาติ สู่...ยุทธศาสตร์ชาติ (2)
โดย ซูม

(ต่อจากวานนี้)
นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2516 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาของแผน ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519) เป็นต้นมาประเทศไทยได้แปรสภาพจากเผด็จการเต็มใบมาสู่ยุคประชาธิปไตยเต็มใบ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อีกครั้งหนึ่ง

เป็นธรรมชาติของรัฐบาลจากการเลือกตั้งย่อมจะมีนโยบายของตนเอง และได้เสนอนโยบายนั้นต่อประชาชนระหว่างหาเสียง ดังนั้น เมื่อได้เป็นรัฐบาลก็ย่อมจะต้องนำนโยบายมาใช้

หลายๆนโยบายอาจไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ ที่ส่วนใหญ่จะกำหนดโดย “เทคโนแครต” หรือข้าราชการประจำฝ่ายวิชาการ เช่น สภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ, กระทรวงการคลัง เป็นต้น
พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก แต่ไม่พอที่จะจัดตั้งรัฐบาลกลายเป็นพรรคกิจสังคม ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีแค่ 18 เสียง ได้รับการสนับสนุนจากสภา และอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้เป็นนายกฯโดยมีอาจารย์ใหญ่ บุญชู โรจนเสถียร เป็นขุนคลังเอก

อาจารย์ใหญ่บุญชู ไม่ใช้แผนพัฒนาเลย เพราะท่านมีแผนเศรษฐกิจของท่านเอง โดยเฉพาะแผนเงินผันอันลือลั่นในยุคนั้น

ประกอบกับต่อมาก็เกิดเหตุวุ่นวาย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาลที่กลับคืนสู่ระบอบเผด็จการอีกหน ท่านไม่สนใจเรื่องการพัฒนามากนัก เป็นรัฐบาลขวาสุดโต่งอย่างที่เราทราบ

แผนพัฒนาฉบับที่ 3 จึงถูกละเลยแทบจะโดยสิ้นเชิง

ยกเว้นบางโครงการที่เริ่มจัดทำในช่วงที่อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ มาเป็นรัฐบาล ตอนเปลี่ยนแปลงระยะแรกๆ ซึ่งก็มีไม่มากนัก

ต่อมาก็มีการจัดทำแผนพัฒนาฉบับที่ 4 พ.ศ.2520-2524 ซึ่งโดยห้วงเวลาจะต้องเตรียมการตั้งแต่ปี 2518-2519 อันเป็นช่วงที่ประชาธิปไตยกำลังเบ่งบานสุดขีด (ก่อนเหตุการณ์สำคัญ วันที่ 6 ตุลาคม)

คณะทำแผนซึ่งมีสภาพัฒน์เป็นโต้โผมองว่า ต่อไปรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งจะต้องมีสัญญาประชาคมอย่างที่ว่า การเตรียมแผนพัฒนา

จึงจำเป็นต้องยืดหยุ่น

แผนพัฒนาประเทศจะไม่ใช่แผนสั่งการแบบแผน 1 แผน 2 หรือแผน 3 อีกแล้ว เพราะรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยคงจะไม่สั่งการอะไรได้แบบยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ในอดีต

แผนพัฒนาประเทศจึงควรเป็นเพียงคู่มือสำหรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะพิจารณานำไปใช้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

สภาพัฒน์จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงของสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ชี้ให้เห็นว่าปัญหาของชาติอยู่ตรงไหน ควรแก้อย่างไรและควรเดินอย่างไร

ซึ่งเป็นการพลิกโฉมการจัดทำแผนพัฒนาที่สำคัญยิ่ง จากวิธีเดิมคือแผนเพื่อให้รัฐบาลนำไป สั่งการ ให้ปฏิบัติ มาเป็นแผนเพื่อให้รัฐบาล (ที่จะมาจากประชาชน) “เลือก” เอาเองว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไรบ้างตามข้อเท็จจริงของประเทศในขณะนั้น

ปรากฏว่า รัฐบาลที่มาจากประชาชนสลับกับเผด็จการ (เพราะช่วงนั้นสับสนมาก) ไม่ค่อยเลือกใช้ข้อเสนอจากแผนเท่าไรนัก ทำให้แผนพัฒนาฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) เป็นแผนที่ถูกละเลยไปอีกฉบับหนึ่ง
ครั้นมาถึงแผนพัฒนาฉบับที่ 5 ซึ่งเป็นยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ มีป๋าเปรมเป็นนายกฯ คนนอกได้แรงหนุนจากกองทัพ แผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) จึงเริ่มกลับสู่ความเป็นแผน “ครบเครื่อง” คล้ายๆแผนที่ 1 คือ มีแผนงานมีโครงการที่พร้อมปฏิบัติการได้กลับมารองรับอีกครั้ง และมีกรรมการระดับชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คอยกำกับสั่งการ

แต่ก็เป็นแผนครบเครื่องแบบให้เกียรติประชาธิปไตย คือจะมีการสั่งการโดยอาศัยอำนาจนายกฯเพียงบางเรื่องที่สำคัญเท่านั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนแผน 5 ไปได้

โดยเฉพาะ 2 เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ แผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด กับ แผนพัฒนาชนบทยากจน

ซึ่งจะเป็นแผนที่มีโครงการรับรองอย่างชัดเจน และจะมีเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์กลุ่มหนึ่งลงไปประสานผลักดันกับส่วนราชการและภาคเอกชนให้ดำเนินตามแผนที่วางไว้

ในทางปฏิบัติก็อย่างที่ทราบ ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่เต็มตัวจากความสำเร็จของอีสเทิร์นซีบอร์ด.

(อ่านต่อพรุ่งนี้)
“ซูม”

ลงสนามเองเท่กว่า

ลงสนามเองเท่กว่า

ผิดหวัง เหนื่อยฟรี อารมณ์นี้เลย
โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่หมายมั่นปั้นมือเต็มที่ในการระดมสรรพกำลัง ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ มหาดไทย ไปยันกรมประมง
ถึงขั้นใช้อำนาจมาตรา 44 ลุยแก้ปมเรือประมงผิดกฎหมาย
ตามข่าวตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ในมุมรัฐบาลทหารของไทยแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ที่โยงถึงธุรกิจการส่งออกสินค้าการประมงของไทย
หมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นผลงานโบแดงของรัฐบาล คสช.
แต่เมื่อผลสอบออกมา อันดับไม่ดีขึ้น ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ “เทียร์ ทู วอทช์ลิสต์”
ตามรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ฉบับล่าสุดของสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ดำเนินการขจัดการค้ามนุษย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานต่ำสุดอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังไม่ได้ดำเนินความพยายามเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่มีการจัดทำรายงานครั้งที่แล้ว
โดยไทยไม่ได้ดำเนินคดีและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรู้เห็นในการก่ออาชญากรรมค้ามนุษย์ และปล่อยให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยังคงขัดขวางความพยายามในการแก้ปัญหา
เรื่องของเรื่อง สาเหตุอย่างเป็นทางการก็แล้วแต่จะเอ่ยอ้างกันไป
แต่ถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ เงื่อนไขของเกมต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ
ก็ต้องเข้าใจ “มวยหมัดเมา” อย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง ไม่เน้นนโยบายที่ยึดโยงกับเรื่องพันธสัญญา ข้อตกลงองค์กรโลกบาลต่างๆ
แบบที่ฉีกสัตยาบันข้อตกลงปารีสหน้าตาเฉย หันหลังให้ความร่วมมืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการลดภาวะเรือนกระจกหรือโลกร้อน
ถอนตัวกันดื้อๆโดยไม่สนใจจะโดนโจมตี โดนโห่ฮายังไง
นั่นก็สะท้อนถึงมาตรฐาน กระบวนการความคิด ตอนนี้ผู้นำสหรัฐฯคือนักธุรกิจใหญ่ ที่ยึดผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเองเป็นหลักเท่านั้น
ตามสูตร “อเมริกาต้องมาก่อน”
โดยรูปการณ์ประเด็น “เทียร์ 2” ของไทยหนีไม่พ้นโยงกับการประคองดุลอำนาจโลก
ก็อย่างที่เห็นๆ ทั้งเรือดำน้ำ ทั้งรถถัง ทั้งรถไฟความเร็วสูง
ที่รัฐบาลไทยเซ็นสัญญา ล้วนแล้วแต่ “เมด อิน ไชน่า” ไม่ได้มี“เมด อิน ยูเอสเอ” ร่วมแจมแต่อย่างใด
อย่าได้แปลกใจ ทำไมไทยถึงโดนผลสอบค้ามนุษย์ไม่ดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆระหว่างประเทศมันโยงกับดุลการเมืองโลก ทุกอย่างก็อยู่ที่ลีลาการเจรจา จังหวะการต่อรองในการถ่วงดุลระหว่างชาติมหาอำนาจ
ซึ่งไม่น่าจะเกินขีดความสามารถของยี่ห้อ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” กัปตันทีมเศรษฐกิจไทย
ณ วันนี้ การเมืองภายนอกไม่ได้กดดันรัฐบาลทหารเหมือนช่วงยึดอำนาจปีแรกๆ
ไม่ต่างจากสถานการณ์การเมืองภายใน ที่ถึงตรงนี้ดุลได้เปรียบก็ยังอยู่กับฝั่ง คสช.
ล่าสุดกับคำพูดลึกๆ “สถานการณ์จะเป็นตัวชี้วัดเองว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต”
“นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แสดงความขอบคุณโพลที่ประชาชนสนับสนุนให้ตั้งพรรคการเมืองสนับสนุนรัฐบาล คสช.
ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
สะท้อนเหลี่ยมลีลานักการเมืองค่อนตัวไปแล้ว
เอาเป็นว่า แนวโน้มตามรูปการณ์ ถ้า “ลุงตู่” จะลงสนามเลือกตั้งเองก็ไม่แปลกแต่อย่างใด
ด้วยต้นทุนของ “นายกฯลุงตู่” ที่มีแฟนคลับอยู่พอตัว ไม่ต้องกลัวแต้มโบ๋
และไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็มี 250 เสียง ส.ว.สรรหาเป็นฐานต้นทุนหน้าตักประกันความชัวร์ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
แต่จุดสำคัญมันอยู่ตรงได้ชื่อว่า เป็นนายกฯที่มาจากสนามเลือกตั้ง
ยังไงก็สง่างามกว่า ชอบธรรมกว่าสถานะนายกฯคนนอก
ไม่ต้องถูกค่อนขอดว่า “ลากตั้ง” เข้ามา.

ทีมข่าวการเมือง