PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อาการ Over Reaction ต่อปม ‘พลังดูด’ ทางการเมือง

อาการ Over Reaction ต่อปม ‘พลังดูด’ ทางการเมือง


ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะปฏิเสธการไม่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ “ดูด” ในทางการเมือง
แต่หากติดตาม”บทบาท” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
จะสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์กับกระบวนการ “ดูด”แม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยยอมรับ
ยอมรับว่าได้มีการหารือของ”รัฐมนตรี”บางคนในเรื่องการจัด ตั้งพรรคการเมือง โดยที่ตัว”รัฐมนตรี”ท่านนั้นก็มิได้ปฏิเสธ
“สอบถามพรรคที่มีข่าวสนับสนุนผมว่าทำแบบนั้นหรือไม่ ไป เสนอผลประโยชน์กันไว้หรือ เขาบอกไม่ได้มีอะไรนั่งอยู่เฉยๆก็มีคนติดต่อมาขอพบหารือ”
เป็นการยืนยันล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

การยืนยันครั้งนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะปกป้องตัวเองว่า “ผมยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง”
แต่อย่างน้อยก็เท่ากับรับรองการมีอยู่ ดำรงอยู่
นั่นก็คือ การดำรงอยู่ของ”พรรคที่มีข่าวสนับสนุนผม”ซึ่งในทางเปิดก็มีอยู่แล้วจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็น “พรรคประชาชนปฏิรูป” ไม่ว่าจะเป็น “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ว่าจะเป็น “พรรคพลังธรรมใหม่” ไม่ว่าจะเป็น”พรรคทางเลือกใหม่”

ประเด็นอยู่ที่ว่าในบรรดาพรรคเหล่านี้มีพรรคการเมืองใดที่ดำรงอยู่ในสถานะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวได้ว่า
สามารถ “สอบถาม” ได้โดยตรง
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุในเชิง”หลุด”ออกมาระดับนี้จึงย่อมเป็นธรรมดาที่จะได้รับความสนใจอย่างน้อยก็จาก พรรคประชาธิปัตย์
เพราะพรรคประชาธิปัตย์คือ”เป้าหมาย”ใน”การดูด”

การออกมายืนยัน“ความชอบธรรม”ในการดูดถึงระดับพูดผ่านรายการ”ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่า
“ดูด” คือ ครรลองของประชาธิปไตย”ไทยนิยม”
บทบาทและความหมายก็คือ การรับรองให้กับทุกปฏิบัติการอันสั่งการผ่าน “ทำเนียบรัฐบาล”
คำถามอยู่ที่ว่า ใครกันที่ Over Reaction ในเรื่องนี้

มธ.แจงปิดเซิร์ฟเวอร์ตัดช่องโหว่แล้ว หลังถูก‘แฮกเกอร์’ แอบใช้ปล่อยมัลแวร์เจาะข้อมูลประเทศ

มธ.แจงปิดเซิร์ฟเวอร์ตัดช่องโหว่แล้ว หลังถูก‘แฮกเกอร์’ แอบใช้ปล่อยมัลแวร์เจาะข้อมูลประเทศ


จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าว มีนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก McAfee รายงานว่าช่วง กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)บางเครื่องถูกเข้ามาควบคุม การทำงานบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้เป็นฐานสำหรับการพยายามไปควบคุมการทางของระบบคอมพิวเตอร์อื่นในหลายประเทศนั้น ทางมธ. ได้ดำเนินการตรวจสอบ ข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อน และมีความปลอดภัยสูงสุด
นายปกป้อง ส่องเมือง ผู้อำนวยการ สำนักงานศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (สทส.) มธ. กล่าวว่า จากกรณีกระแสข่าวมีนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก McAfee รายงานว่าช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เซิร์ฟเวอร์ของมธ.บางเครื่องถูกเข้ามาควบคุมการทำงานบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาตและใช้เป็นฐานสำหรับการพยายามไปควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์อื่นในหลายประเทศ ด้วยลักษณะของการใช้ชุดคำสั่งของโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ที่มีรูปแบบคล้ายกับกรณี Hidden Cobra ที่กองทัพแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ สทส. ขอแจ้งข้อมูลว่ากรณีดังกล่าว เราตรวจพบเมื่อวันที่ 24 เมษายน และได้ทำการประสานงานกับ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน เบื้องต้น สทส. ได้ดำเนินการตามคำแนะนำจากไทยเซิร์ต ด้วยการตัดการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เพื่อปิดช่องทางการจราจรทางอินเตอร์เน็ตที่อาจเป็นช่องโหว่หรือ สาเหตุทั้งหมด จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังมากยิ่งขึ้น และได้วางแผนดำเนินการ ดังนี้ 1. ขยายประสิทธิภาพของอุปกรณ์ Firewall ให้สามารถทางานได้ครอบคลุมมากขึ้น 2. เพิ่มขนาด/เงื่อนไขของอุปกรณ์ IPS ให้ตรวจจับเข้มงวดในระดับสูงขึ้น 3. เพิ่มอุปกรณ์ที่สามารถ วิเคราะห์+ตรวจจับ การบุกรุก/โจมตี รูปแบบใหม่ๆ และแจ้ง เตือนผู้ดูแลระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ จากกรณีที่เกิดขึ้น สทศ.ได้มีการดำเนินการตรวจสอบการใช้งานของเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดในระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม ผล ตรวจสอบพบว่าไม่เกิดความเสียหายต่อระบบภายในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

‘วันนอร์’แจ้งชื่อร่วม’ประชาชาติ’ พร้อมยกก๊วน ‘วาดะห์’ 3 จชต.เข้าสังกัด

‘วันนอร์’แจ้งชื่อร่วม’ประชาชาติ’ พร้อมยกก๊วน ‘วาดะห์’ 3 จชต.เข้าสังกัด


‘วันนอร์’แจ้งชื่อร่วม’ประชาชาติ’ พร้อมยกก๊วน ‘วาดะห์’ 3 จชต.เข้าสังกัด ‘สุรพล’ เดินเครื่องหาสมาชิกภาคเหนือ-อีสาน
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายสุรพล นาควานิช ผู้ยื่นขอจัดตั้งพรรคประชาชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อตั้งพรรคว่า ในเบื้องต้นพรรคประชาชาติมีสมาชิกกว่า 500 คนแล้ว แต่ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศอนุญาตให้สามารถเปิดประชุมพรรคอย่างเป็นทางการเสียก่อน ทั้งนี้ความก้าวหน้าของพรรคคือ 1.กลุ่มอดีต ส.ส.วาดะห์ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และนายซูการ์โน่ มะทา ได้นำสมาชิกวาดะห์ทั้งหมด 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาอยู่กับพรรคประชาชาติ พร้อมทั้งรวบรวมรายชื่อในกลุ่มเข้ามาร่วมจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แกนนำกลุ่มวาดะห์ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ในเบื้องต้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งว่าจะมาร่วมตั้งพรรคประชาชาติ แต่อนาคตจะมีตำแหน่งเป็นอะไรในพรรคยังไม่ได้ชี้แจงกับตน 2.จากการลงพื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่มผู้นำชาวจีนพุทธและมุสลิมในพื้นที่ภาคเหนือและผู้นำท้องถิ่นกว่า 50 -100 คน เป็นคนที่เราคุ้นเคยบริเวณชายแดนได้ตกปากรับคำจะมาร่วมก่อตั้งพรรคประชาชาติด้วย อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ไปภาคอีสาน เพื่อไปเชิญชวนประชาชนที่สนใจการเมืองให้มาเข้าร่วมพรรคประชาชาติเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า จุดยืนของพรรคจะมีท่าทีสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หรือไม่ นายสุรพล กล่าวว่า อยากให้เข้าใจ และเปรียบเสมือนว่าพรรคประชาชาติยังไม่มีลูกเลย เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงผสมพันธุ์ต้องรอดูท่าทีที่อีกสักพักหนึ่งว่าจะเป็นอย่างไร หากมีลูกเกิดขึ้นมาแล้วมีความคิดเห็นเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น เป็นเรื่องของอนาคต
“เจตนารมณ์ที่ตั้งพรรคขึ้นมาคงไม่จำเป็นที่จะต้องไปสนันสนุนนายกฯ หรอก เพราะพล.อ.ประยุทธ์มีพรรคที่สนับสนุนเยอะแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนตัวผมไม่ได้รังเกียจในตัวพล.อ.ประยุทธ์ เพราะพรรคประชาชาติเปิดรับความหลากหลายทุกกลุ่มอยู่แล้ว” นายสุรพล กล่าว

หน้า3 กลยุทธ์ โหดเหี้ยม ทำลาย ‘ประชาธิปัตย์’ กลยุทธ์ จาก คสช. 2พ.ค.61

หน้า3 กลยุทธ์ โหดเหี้ยม ทำลาย ‘ประชาธิปัตย์’ กลยุทธ์ จาก คสช. 2พ.ค.61


สภาพที่พรรคประชาธิปัตย์กำลัง “โดน” ในขณะนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสอย่างยิ่งในทางการเมือง ไม่ว่าจะมองผ่านจำนวน “สมาชิกพรรค” ไม่ว่าจะมองผ่านอาการกระเพื่อมของ “อดีต ส.ส.”
นอกจาก นายสกลธี ภัททิยกุล ยังมี นายชื่นชอบ คงอุดม
ความเจ็บปวดอย่างยิ่งยวดยังอยู่ที่การมายืนยันความเป็นสมาชิกภาพตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ระหว่าง 1 แสนคน
เป็น 1 แสนจากจำนวนทั้งสิ้น 2.5 ล้าน
นี่คือผลสะเทือนอย่างเป็นรูปธรรมอันเนื่องมาแต่คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ที่ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
เท่ากับเป็นการ “เซตซีโร่” ในทางเป็นจริง
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย อันเป็นพรรคการเมืองเก่าล้วนโดนกันหมด
แต่ “พรรคประชาธิปัตย์” หนักหนา สาหัสที่สุด
นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 พรรคประชาธิปัตย์เหน็ดเหนื่อยที่สุด
เมื่อปี 2549 ยังอยู่ใน “บันได 4 ขั้น”
แม้ในการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 อาจไม่สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2551 ก็เรียบร้อย
และพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้าเสวยประโยชน์ในอีก 1 เดือนต่อมา
การร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าทหารแห่ง “บูรพาพยัคฆ์” ในสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 อาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์หลอมรวมเข้าไปได้อย่างแนบแน่นด้วยความเชื่อมั่นว่าจะสามารถกำชัยได้ในการเลือกตั้งจึงได้ประกาศยุบสภา
แม้การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้ แต่ก็แปรความแพ้ไปสู่การเคลื่อนไหวผ่าน “กปปส.” กระทั่งก่อให้เกิดรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557

ตรงนั้นคือจุดตัดนำอันก่อปัญหาให้กับ “พรรคประชาธิปัตย์” ในวันนี้
รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มองว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นรัฐประหารเสียของและปัจจัย 1 ซึ่งทำให้เสียของคือพรรคประชาธิปัตย์
แม้ก่อนรัฐประหารจะมีการร่วมมือกันในระดับที่แน่นอน
แต่ภายหลังรัฐประหาร คสช.ก็สามารถแยกสลายความเป็นเอกภาพของพรรคประชาธิปัตย์ลงได้ เมื่อแกนหลักของ กปปส. กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ คสช.
เป็นองค์ประกอบในการสืบทอด “อำนาจ”
มิได้เป็นองค์ประกอบในสภาพอันเหมือนกับ “นั่งร้าน” ให้พรรคประชาธิปัตย์เหมือนกับ คมช.ในยุคหลังรัฐประหารเมื่อปี 2549
พรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นเป้าในการแยกสลาย
หากกลุ่มของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังดึงดันอย่างดื้อรั้นครรลองแห่ง “การดูด” จักดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง
ทุกอย่างเป็นไปตามกลยุทธ์ “ม้าไม้เมืองทรอย”
กลยุทธ์นี้ คสช.ประเมินว่าจะเป็นผลดีและอำนวยประโยชน์ให้กับการสืบทอดอำนาจ ที่สำคัญก็คือ เอาพลังจากพรรคประชาธิปัตย์มาสร้างความมั่นใจ
แต่ในอีกด้าน ก็เท่ากับทำลายพรรคประชาธิปัตย์
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแยกทางเดินกับ คสช. ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกสลายกลายเป็นหางเครื่องของ คสช. ล้วนไม่ส่งผลดีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้คือ “กรรมเก่า” ของพรรคประชาธิปัตย์

หึ่ง”ประดิษฐ์-วินัย”จ่อลงพรรคเพื่อไทย-วินัยเผยยังไม่ได้สังกัดพรรคใดแต่ลงสมัครส.ส.แน่

หึ่ง”ประดิษฐ์-วินัย”จ่อลงพรรคเพื่อไทย-วินัยเผยยังไม่ได้สังกัดพรรคใดแต่ลงสมัครส.ส.แน่


เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตรว่า จากกรณีที่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีต สส. พรรคชาติไทยพัฒนา และนาย วินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ออกงานกับนางสาวสุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีต สส. พรรคเพื่อไทย หลายงานในช่วงนี้พร้อมกับถ่ายรูปคู่กันแบบชื่นมื่น ทำให้เกิดกระแสข่าวลือ ว่า ทั้ง 2 คนพี่น้องจะลงลง สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ขณะที่ในส่วนของนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเป็นอดีต ส.ส.พิจิตรพรรคชาติไทยพัฒนา ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไปลงในพรรค ภูมิใจไทย
นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส.พิจิตร เขต 1 กล่าวว่า ตนเองยังไม่ได้ลงสมัครพรรคการเมืองใด หลังจากที่ได้ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนามา เมื่อช่วงปฏิวัติอย่างไรก็ตามยืนยันว่ายังจะเล่นการเมืองอยู่ แต่ยังไม่ได้ลงสมัครพรรคการเมืองพรรคไหนเท่านั้น


นายวินัย กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มี ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยมาทาบทามให้มาสมัครในนามพรรคเพื่อไทยนั้น ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีใครมาทาบทาม ส่วนเรื่องการเลือกตั้งนั้นมองว่าเรื่องนี้ยังอีกนาน หากถามว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 62 หรือไม่นั้น เรื่องนี้ตอบไม่ได้ เพราะกฎหมายร่ายรัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จเลย
“เขตเลือกตั้งของจังหวัดพิจิตร ต้องมาทำประชาคมกัน ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วนักการเมืองในจังหวัดพิจิตร ไม่มีเรื่องบาดหมางกัน ทุกคนต่างยิ้มแย้ม เจอหน้ากันทักทายกันเป็นปกติ เรื่องการเมืองก็เป็นส่วนของเรื่องการเมือง ส่วนที่มีภาพข่าวออกมาว่า คุณสุนีย์ เหลืองวิจิตร มาทาบทามผมกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ พี่ชายผม ให้มาลงพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นเพียงกระแสข่าวลือเท่านั้น ภาพข่าวที่ออกมาวันนั้น เป็นวันที่เราไปสรงน้ำพระกันในช่วงสงกรานต์ ที่เขาพระ ซึ่ง คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ก็สึกอออกมาแล้ว ขอย้ำว่า นักการเมืองไม่ได้เป็นศัตรูกันเลย เหมือนพี่เหมือนน้องมากกว่า การแข่งขันทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ว่าไปตามกติกา”นายวินัยกล่าว
นายวินัย กล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งในสมัยหน้า ตนก็พร้อมที่จะลงสมัคร ส.ส.อีกครั้ง เพราะทำงานทางการเมืองไปแล้ว ก็อยากทำงานรับใช้ชาวพิจิตรให้ต่อเนื่อง ส่วนกระแสที่ออกมาว่า จะลงในนามพรรคเพื่อไทยนั้น ยังตอบไม่ได้ ว่าจะลงพรรคการเมืองไหน เพราะยังไม่มีพรรคการเมืองใดทาบทามเข้ามา เรื่องนี้จึงตอบไม่ได้ แต่จะลงเลือกตั้งแน่นอน

ถือแต้มต่อคุมเกมม็อบ

ถือแต้มต่อคุมเกมม็อบ



ถอดพิมพ์แทบจะโคลนนิ่งกันมาเป๊ะเลย
ทั้งรูปร่างหน้าตาและลีลาของหนุ่ม “ไอติม” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชาย “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุดให้สัมภาษณ์นักข่าว ขณะรายงานตัวเข้ารับราชการทหารเกณฑ์ผลัดแรก ที่เจ้าตัวสมัครรับใช้ชาติและต้องฝึกวิชาทหารเป็นเวลา 6 เดือน
โชว์จุดยืนชัดๆ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปรับตัวเป็นยุคใหม่ได้ ตนเองก็สมัครเป็นสมาชิกพรรค และขณะนี้ก็ยังไม่มีเหตุผลอะไรที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าสู่ยุคใหม่ไม่ได้
หลักการแน่น โปรไฟล์ปึ้ก พูดเก่ง ภาษาการเมืองจัดอยู่ในจำพวก “มีแสงในตัวเอง” มันก็ไม่แปลกที่ “หนุ่มไอติม” จะเป็นหนึ่งในเบอร์ต้นๆนักการเมืองรุ่นใหม่ที่โดดเด่นขึ้นมา
โดยสถานการณ์สวนทางกับน้าชาย “เดอะมาร์ค” กำลังอยู่ในห้วงอาทิตย์อัสดง
ตอนนี้เหลือแค่รุ่นอาวุโสระดับนายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค กับทีมงานใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์เท่านั้น ที่ยังเป็นแนวร่วม ฝืนแรงกระแทกจากฝ่ายเดินเกมโค่นเก้าอี้
กับภาวะที่นายอภิสิทธิ์ถูกมองเป็น “ตัวถ่วง” มากกว่าจะเป็นผู้นำทัพไปทวงคืนความยิ่งใหญ่
กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่รู้จะเดินแต้มไปต่อกันในทิศทางใด เพราะประตูเดียวที่เหลือคือเกาะขบวนรถไฟกับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ถ้า “เดอะมาร์ค” ยังอยู่ ก็ดูท่าจะไปด้วยกันยาก
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ลำบาก อารมณ์เหมือนมวยถูกต้อนให้เข้ามุม “โยนผ้า”
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องทุนที่นายอภิสิทธิ์ออกมาปูดเองเลยว่า ขาใหญ่ในรัฐบาล “ลุงตู่” ส่งซิกเอกชนไม่ให้ต่อท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์
ข่าววงในจากคนประชาธิปัตย์ย้ำว่า ขัดสนจริงๆ
สถานการณ์ถึงขั้นที่ว่ากันว่า “ช่องทีวีสีฟ้า” ของทีม “อภิสิทธิ์” ต้องเอาเงินบริษัททัวร์มา “หมุน” สำรองจ่ายล่วงหน้า 2-3 ล้าน พอถึงเวลาไม่มีเงินออกตั๋วเครื่องบินให้ลูกทัวร์ ต้องวิ่งหากันให้วุ่น
กลุ่มทุนหายหน้า น้ำเลี้ยงเหือดแห้ง ไม่รู้จะเจาะ “ตาน้ำ” ตรงไหน
ประชาธิปัตย์อยู่ในภาวะเดี้ยงจริงๆ
ขณะที่ค่ายเพื่อไทยที่พยายามตีปี๊บ เลี้ยงกระแส “เต็งหนึ่ง” แชมป์เก่าหลายสมัย
แต่ภาพจริงตามข่าว ผ่านเส้นตายวันที่ 30 เมษายนแล้ว ต้องมีประกาศคนหาย มีพวกไม่มายืนยันสมาชิก ทั้งบ้านใหญ่นครปฐม ทีมวังน้ำยมสุโขทัย กลุ่มวาดะห์แห่ง 3 จังหวัดชายแดนใต้
นี่แค่พวกนำร่อง ตามรูปการณ์ถึงเวลาจริงที่หมดเวลาแทงกั๊ก น่าจะมีอีกเยอะ พวกหนีเกมลุยสุดซอย ชิ่งเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับ “นายใหญ่”
ยี่ห้อ “ทักษิณ” ขลังแค่ไหน มันก็ยังมีปัจจัยตัวบุคคลทำให้พลิกล็อกได้
เพราะงานนี้ฝ่ายคุมเกมอำนาจทำการบ้านกันมานาน ตามโจทย์ไม่ให้ซ้ำรอยเสียของซ้ำซาก ชัวร์แล้วถึงเปิดไพ่ดันหลัง
“นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ ยกระดับเป็นนายกฯคนในผ่านพรรคการเมือง
ตามจังหวะต่อเนื่อง คสช.เปิดไฟเขียวให้พรรคการเมืองเก่าขยับเช็กฐานสมาชิกใครออกใครเข้า
แค่เขย่าเบาๆ ทำเอานอตหลวมไปตามๆกัน
เต็งหนึ่ง เต็งสอง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ “แน่น” หรือ “กลวง” จับไต๋ได้หมด
สรุปเกมของนักเลือกตั้งอยู่ในกำมือทีม “นายกฯลุงตู่” สู้ได้สบาย
สถานการณ์ท้าทายจริงๆน่าจะอยู่ที่เกมมวลชน ตามรูปการณ์ที่หัวเชื้อม็อบระอุกลับมา
จับสัญญาณจากที่ประชุมสภากลาโหมที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ทำคู่มือ “สยบม็อบ” เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง
เนื่องจากหน่วยข่าวฝ่ายความมั่นคงได้กลิ่นมือที่สามจะแทรกตัวเข้าฉวยสถานการณ์การชุมนุมของม็อบคนอยากเลือกตั้งที่นำโดย “จ่านิว” กับ “รังสิมันต์ โรม” ผู้นำกลุ่มนักศึกษา ที่นัดหมายรวมพลกันวันที่ 5 พฤษภาคม โอกาสครบรอบ 4 ปี การยึดอำนาจโดย คสช.
นั่นก็ล้อไปกับน้ำเสียงเครียดๆของ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เลขาธิการ คสช. เบอร์หนึ่งคุมกำลังฝ่ายความมั่นคง ที่แสดงความกังวลต่อการชุมนุมของม็อบคนอยากเลือกตั้ง จะปั่นป่วนวุ่นวาย
และก็เป็นอะไรที่ออกมาได้จังหวะพอดี ล่าสุดนายสมยศ พฤกษา-เกษมสุข นักเคลื่อนไหวทางการเมือง แนวร่วมเสื้อแดง นปช. เพิ่งพ้นโทษคดีผิดมาตรา 112 ออกจากเรือนจำ ให้สัมภาษณ์หน้าคุกทันที
กระตุกบรรยากาศคล้ายพฤษภาทมิฬ 35 และจะนำไปสู่ความรุนแรง
ประกาศพร้อมร่วมเคลื่อนไหวทวงคืนประชาธิปไตยและเรียกร้องเลือกตั้ง
ถึงจังหวะเดิมพันที่มีผลต่อจุดแข็งของรัฐบาล จุดขายของ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นคือการคุมเกมความมั่นคง ปลอดม็อบ ทำบ้านเมืองสงบ เอื้อต่อการพัฒนา
แน่นอน ฝ่ายต้านก็จ้อง “ตบหน้า” ปั่นเกมม็อบตัดแต้ม “ลุงตู่”.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พรรคทหาร ตกเขียว “ก๊วนเนวิน” ปั่นราคาหุ้นการเมือง-กระจายความเสี่ยง

พรรคทหาร ตกเขียว “ก๊วนเนวิน” ปั่นราคาหุ้นการเมือง-กระจายความเสี่ยง

รายงานพิเศษ
7-8 พฤษภาคม 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะประชุม ครม.นอกสถานที่ (สัญจร) จังหวัดสุรินทร์-บุรีรัมย์ พื้นที่ที่เป็นดินแดนของตระกูลชิดชอบ-ชาญวีรกูล ของนายเนวิน-อนุทิน แห่งพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
การขยับของ พล.อ.ประยุทธ์-ครม.ทหาร ที่มี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ดีลเมกเกอร์ เป็นสัญญาณปิดดีลสุดท้ายทางการเมือง
สัญจรบุรีรัมย์ปิดดีล 25 ที่นั่ง
หากการเยือนสุรินทร์-บุรีรัมย์ ถิ่นของเนวิน-อนุทิน เป็นไปตามเป้าหมาย พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถ “ควบรวม” ผู้ลงสมัคร ส.ส. ภท. ในสังกัดเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี”54 ในนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ กว่า 35 ชีวิต
อ้างอิงจากผลการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี”54 ภท.ได้เก้าอี้ ส.ส.กว่า 34 ที่นั่ง แต่หากหักลบ “กลุ่มมัชฌิมา” ที่แยกตัวออกไปจาก ภท.ไปอยู่พรรคเพื่อไทย (พท.) 11 ชีวิต ซึ่งมี “ดีกรี” เป็นอดีต ส.ส.เมื่อปี”54 จำนวน 9 คน
หาก พล.อ.ประยุทธ์ “ปิดดีล” สำเร็จ จะทำให้ “พรรค คสช.” เพิ่มเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกฯ คนใน-คนนอก ได้ถึง 25 ที่นั่งเลยทีเดียว
ปิดดีลพลังชล 7 ที่นั่ง
หากเราย้อนกลับไปจับสัญญาณภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์-คณะเคลื่อนพลลงพื้นที่ต่างจังหวัดเดือนละ 2 ครั้ง ทั้งแบบไม่เป็นทางการและเป็นทางการ
ประกอบกับสัญญาณตอบกลับที่ส่งมาอย่างเป็นรูปธรรม คือ การรับตำแหน่งข้าราชการการเมืองของหัวหน้าพรรค-แกนนำกลุ่ม-มุ้งต่าง ๆ
การแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล (พช.) เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นับได้ว่า “เมกะดีล” ทางการเมืองในครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จเป็นโดมิโน
พลังของ พช. ของ “สนธยา” หากวัดจากการเลือกตั้งปี”54 ส่งผู้สมัคร ส.ส. 11 ที่นั่ง ได้แก่ ชลบุรี ปราจีนบุรี และแม่ฮ่องสอน บทสรุปในครั้งสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ พช.ได้ ส.ส.เขต 6 ที่นั่งและบัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง รวม 7 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตาม พช.ที่มีฐานเสียงในชลบุรีก็ยังมี “จุดอ่อน” คือ ชลบุรี เขต 4 ได้คะแนนลำดับที่ 3 ยังเป็นรองพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)-เพื่อไทย (พท.) ทิ้งห่างหลักหมื่นคะแนน ขณะที่จันทบุรี เขต 1 อยู่ลำดับ “บ๊วย” ต่อจาก ปชป.-พท.-ชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)
ขณะที่ปราจีนบุรี เขต 3 ของนายสุรัตน์ ก็พ่ายแพ้ให้กับ ภท.-ปชป. รวมถึงแม่ฮ่องสอน เขต 1 ก็พ่ายแพ้ให้กับ ปชป.-พท.
ชพ.รอเสียบ 7 ที่นั่ง
จังหวัดแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์และคณะเคลื่อนทัพลงไปตีเมืองแรก คือ จังหวัดนครราชสีมา ในการประชุม ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 21-22 สิงหาคม 2560 อาจเพราะเป็น “บ้านเกิด” ของพล.อ.ประยุทธ์ หรือเป็นฐานเสียงของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ผู้มีบารมีของพรรคชาติพัฒนา (ชพ.) ที่เข้าได้ทุกขั้ว-
อ่านเกมแล้วว่า พรรคทหารกลับมาอีกแน่นอน
การเลือกตั้งเมื่อปี”54 ชพ. หรือชื่อเดิม “พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน” ได้เก้าอี้ ส.ส. 7 ที่นั่ง แบ่งออกเป็น แบบบัญชีรายชื่อ 2 ที่นั่ง แบบเขต 5 ที่นั่ง จาก 15 ที่นั่ง ได้แก่ 1.นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล 2.นายวัชรพล โตมรศักดิ์ 3.นายประเสริฐ บุญชัยสุข 4.นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ 5.นายพลพีร์ สุวรรณฉวี
ชทพ.ต้านไม่อยู่
ต่อจากนั้นวันที่ 18-19 กันยายน 2560 เป็นคิวของ ชทพ. ของ “วราวุธ ศิลปอาชา” ทายาททางการเมืองของ “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตหัวหน้าพรรค
ต้องเผชิญกับบทพิสูจน์กระดูกทาง
การเมืองว่าจะแข็ง-เหมาะกับการต้องรับมรดกทางการเมืองของนายบรรหาร-ผู้ล่วงลับไปหรือไม่
การเลือกตั้งเมื่อปี”54 พรรคชาติไทย ที่ยังมีนายบรรหาร “ถือธง” นำเลือกตั้ง สามารถกวาดเก้าอี้ ส.ส.แบบแบ่งเขต ใน 3 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี อ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ได้ถึง 7 ที่นั่ง ได้แก่ สุพรรณบุรี คือ 1.นายสรชัด สุจิตต์ 2.นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ 3.นายนพดล มาตรศรี 4.นางสาวพัชรี โพธสุธน อ่างทอง คือ 1.นายภราดร ปริศนานันทกุล
2.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล และพระนครศรีอยุธยา คือ 1.นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร
เมื่อรวมเบ็ดเสร็จแล้ว ทั้งจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ-แบ่งเขต มีอยู่ 19 ที่นั่ง
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เลือกที่จะเหยียบถิ่นมังกร-สุพรรณบุรี เมืองราชธานี กินแดนไปถึงอยุธยา-อ่างทอง จึงไม่กลับมามือเปล่าแน่นอน
มัชฌิมาไปแน่
ต่อมาวันที่ 25-26 ธันวาคม 2560 ในการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดสุโขทัย ของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำ “ก๊วนมัชฌิมา” มีอดีต ส.ส.อยู่ในมือกว่า 10 ที่นั่ง ภายใต้สังกัด ภท. ก่อนออกไป “ซบอก” พรรคเพื่อไทย ในพื้นที่สุโขทัย-ชัยนาท-ราชบุรี ได้แก่ 1.นางพรทิวา นาคาศัย 2.นางนันทนา สงฆ์ประชา
3.นายมานิต นพอมรบดี 4.นางบุญยิ่ง และ 5.นายสรรค์ชัย นิติกาญจนา 6.นางสาวชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร 7.นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา 8.นายประศาสตร์ ทองปากน้ำ 9.นายเกียรติศักดิ์ ต้นประสงค์
10.นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล และ 11.นายมนู พุกประเสริฐ
ถึงแม้ว่า “สมศักดิ์” จะเลื่องชื่อในจังหวัดสุโขทัย แต่ก็ยังมีบางเขตที่ “เป็นรอง” ปชป. เช่น สุโขทัย เขต 1 เขต 2
สะสมทรัพย์ปิดจ็อบ
นอกจากการลงพื้นที่ในที่แจ้งแล้ว พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานเบื้องหลัง ยังเปิดเกม-ปิดดีลหลังฉาก อย่างลับ ๆ
ตามอีเวนต์ออกรอบตีกอล์ฟ-ก๊วน “ตระกูลสะสมทรัพย์” จังหวัดนครปฐม มี 5 เขตเลือกตั้ง ตระกูลสะสมทรัพย์และ ส.ส.ในสังกัด ภายใต้เสื้อคลุม พท. ประกอบด้วย 1.นายอนุชา และ 2.นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
3.นายฐานุพงศ์ รังสิไตรพงศ์ 4.นายรัฐกร เจนกิจณรงค์ และ 5.นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร ตระกูลสะสมทรัพย์ ถึงแม้ 4 พี่น้อง เผดิมชัย-ไชยยศ-ไชยา-อนุชา สะสมทรัพย์ จะเป็นผู้กว้างขวางในจังหวัดนครปฐม แต่เขตการเลือกตั้งบางเขตก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับ ชทพ.-ปชป. เช่น เขต 1
บ้านริมน้ำเกลอเก่า
ขณะเดียวกัน กลุ่มบ้านริมน้ำของ “สุชาติ ตันเจริญ” ชัดเจนว่า อาจมาร่วมงานกับ “เกลอเก่า” อย่าง “สมคิด” ภายหลังข่าวแพร่สะพัดว่านายสมคิดจะเดินทางไปร่วมกินข้าว-เคล้ากับแกล้มการเมืองที่บ้านริมน้ำย่านนนทบุรี
ขณะที่อดีต ส.ส.ที่เดินทางไปร่วมวงกินข้าวในวันนั้น อาทิ นายรณฤทธิชัย คานเขต อดีต ส.ส.ยโสธร นายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส.นครราชสีมา นายสรชาติ สุวรรณพรหม อดีต ส.ส.หนองบัวลำภู นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีต ส.ส.ขอนแก่น
การเลือกตั้งปี”54 ที่ผ่านมา “ตระกูลตันเจริญ” เข้าเส้นชัยสนามฉะเชิงเทรา ทั้ง นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ-พี่ชาย อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 3 และนายณัชพล ตันเจริญ-หลาน อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 ในนาม ภท.
จังหวัดฉะเชิงเทรา ถือเป็น 1 ใน 3 จังหวัด ตามนโยบายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่รัฐบาล คสช.โดยนายสมคิด หัวหน้าทีมเศรษฐกิจกำลังปลุกปั้น นี่อาจเป็นเหตุผลให้สมคิด-สุชาติ แสวงหาจุดร่วมได้ลงตัว
สุเทพ-กปปส.หนุนสุดตัว
ขณะที่คนที่ออกตัว-แสดงตนชัดเจนแล้วว่า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ คนที่ 30 อย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตหัวหน้า กปปส. ที่เตรียมส่ง “เชน-ธานี” ผู้น้อง อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี เป็นตัวชูโรงรวบคะแนนเสียงชาวปักษ์ใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี-สาวก กปปส. เพื่อปฏิบัติภารกิจภาคต่ออีกครั้ง

แค่จังหวะเขย่าเบาๆ

แค่จังหวะเขย่าเบาๆ



ว่ากันตรงๆ เอากันจริงๆ ณ วันนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจนสักอย่าง
แค่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ประกาศสนับสนุนให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ตีตั๋วเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อ เพราะทำให้บ้านเมืองสงบเอื้อต่อการพัฒนา
ไม่ได้พูดชัดด้วยซ้ำว่าจะตั้งพรรคการเมืองมาเสนอชื่อชิงนายกรัฐมนตรี
ขณะที่เจ้าตัว “นายกฯลุงตู่” เองก็ยังตีกรรเชียง ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ เรื่องการลงสนามกับพรรคการเมือง เบิ้ลเก้าอี้ผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่านอีกรอบ
ให้รอคำตอบจะชัดเจนในเดือนมิถุนายน ดีเดย์ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง
ตามปรากฏการณ์ นี่แค่จังหวะ “เขย่า” เบาๆด้วยข่าวลอยๆ
แต่แรงกระเพื่อมเล่นเอาป้อมค่ายเก่า ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย “นอตหลวม” ไปตามๆกัน
ขาสั่น หวั่นไหว ผวาอาการ “เลือดไหล” จนนั่งไม่ติด
เดาอาการของ “นายใหญ่” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่อาศัยเหลี่ยมเดินหมากผ่าน “นอมินี” ตัวจริงเสียงจริงอย่าง
“เสี่ยโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายหัวโปรด ล่าสุดโพสต์รูปพ่อกับ “อาปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือถ้วยกาแฟรูปหน้าตัวเอง
อำกันเรื่องดูด เบิ้ลกระแสบลัฟพรรคทหาร คสช.
ล้อกับจังหวะที่ “หัวเขียง” นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย หัวขบวน “นิรโทษกรรมสุดซอย”
ออกมาตีกลองร้องป่าวเกมดูด ส.ส.อีสาน ด้วยการใช้คดีกดดัน และข่มขู่เรื่องธุรกิจ
จับอารมณ์วิตกจริต สะท้อน “แต้มต่อ” กระแส “ทักษิณ” ที่ว่าตีกินได้ ก็ไม่ชัวร์เสมอไป
ยังมีปัจจัยตัวแปรที่จะทำให้สถานการณ์พลิกผันได้
ที่แน่ๆตามข่าวแว่วๆกลุ่มการเมืองใหญ่ๆยังไม่ยืนยันสมาชิกกับพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่แค่ทีมบ้านใหญ่นครปฐม ทีมวังน้ำยมจังหวัดสุโขทัยเท่านั้น
ยังมีอีกหลายจังหวัดที่กั๊กจนเลยวันสุดท้าย 30 เมษายนแล้ว
และตามแนวโน้มจับทางมวยหลักของพรรคเพื่อไทยอย่าง “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กระโดดออกมายุ ปลุกกระแสนักประชาธิปไตยให้ต่อต้าน “ลุงตู่” ทุกวิถีทาง
ปล่อยไม้ตายขวางลำ พล.อ.ประยุทธ์ หงายไพ่ทั้งสำรับเล่นหมดตั้งแต่หัววัน
นั่นหมายถึงทีมงาน “ทักษิณ” ก็ไม่น่ามีทีเด็ดอะไรมากไปกว่านี้ในการบี้กับทีม “ลุงตู่” ไอ้ที่ว่าขุมพลังแน่นปึ้ก กระแสดี แค่รัฐบาลเคาะกะลา เขย่าเกมเลือกตั้ง ก็เห็นไต๋หมดเลย
เพื่อไทย “นอตหลวม” แต่ที่หนักกว่าคือประชาธิปัตย์ที่ส่อเค้า “นอตหลุด”
ตามปรากฏการณ์ที่สะท้อนผ่านอาการเฮี้ยวๆของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่เปิดฉากถล่ม ปล่อยหมัดซัด “นายกฯลุงตู่” แบบไม่ยั้งไมตรี
อารมณ์แบบที่เกรี้ยวกราด ไล่คนหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไสหัวออกจากพรรคไป ตั้งแต่วันแรกที่ คสช.เปิดไฟเขียวให้พรรคเก่าขยับเช็กฐานสมาชิก ตรวจขุมกำลังคนเข้าคนออก
อาการตีรวนยังติดพันต่อเนื่องมาถึงรายการรุมโห่ฮา ตีปี๊บกระแสดูด ปูดวาทกรรม “ตกเขียว” พรรคทหาร ไปยันรายการแฉ “คนโต” ในรัฐบาลใช้อำนาจบีบกลุ่มทุนไม่ให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์
เตะตัดขา เจาะยาง กะเอา “ลุงตู่” ให้ล้มหัวคะมำ
“อภิสิทธิ์” คุมคิวเล่นบทบู๊ล้างผลาญเอง โดยไม่ใช้ “สตันต์แมน” แสดงถึงความเอาจริงเอาจัง
นั่นก็ทำให้แผนการเดิมที่เปิดดีลจับขั้วกันไว้ ล่มทันที
สถานการณ์แบบที่แว่วๆวงในรัฐบาลพูดกัน ถ้า “อภิสิทธิ์” เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ นิ่งกว่านี้ ทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” ก็ไม่ต้องเหนื่อยในการเดินเกมตั้งป้อมค่ายเอง
ที่ไม่เสี่ยงยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพราะไม่ไว้ใจประชาธิปัตย์ภายใต้การคุมของ “อภิสิทธิ์”
ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้ เท่ากับปิดประตู อย่าว่าแต่รีเทิร์นเก้าอี้นายกฯ แม้ตำแหน่งประธานสภาฯที่ “เดอะมาร์ค” แอบหวังไว้ลึกๆก็ยาก เพราะต้องเป็นโควตาของพรรคที่ “นายกฯลุงตู่” สังกัด
อะไรไม่เท่ากับว่า ตามเงื่อนไขสถานการณ์มันลามมากระตุกอาการอึดอัด บรรยากาศอึมครึมภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ต้องการพลาดเกาะรถไฟขบวนต่อไปของ พล.อ.ประยุทธ์
ถึงจุดที่พวกกบฏพร้อมเดินเกมใต้ดินโค่นหัวหน้าพรรค ทันทีคสช.ไฟเขียวให้จัดประชุมพรรคได้
และก็เป็นอะไรที่ “อภิสิทธิ์” ก็คงรู้ตัวดี จับทางจากอารมณ์ที่ออกตัวล่วงหน้า อยากเปิดให้สมาชิกพรรคมีสิทธิโหวตเลือกหัวหน้าพรรค ไม่ใช่จำกัดแค่เวทีของกรรมการบริหาร
สะท้อนสถานการณ์ในเกมยื้อเก้าอี้แม่ทัพประชาธิปัตย์
“อภิสิทธิ์” เหลือแนวร่วมน้อยเต็มที.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

"ไอติม" วิจารณ์ "พลังดูด" ก่อนกลายเป็น "พลทหาร"

"ไอติม" วิจารณ์ "พลังดูด" ก่อนกลายเป็น "พลทหาร"
หนุน ย้ายพรรคตามอุดมการณ์ไม่ใช่ย้ายเพราะผลประโยชน์ยันไม่ยอมให้ใครดูด เพราะมีอุดมการณ์ชัดเจน/ คาดหวัง"พรรคประชาธิปัตย์"ปรับตัว เป็นยุคใหม่ได้
นาย พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ"ไอติม"หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคปชป. ที่ถูกคาดหมายว่า จะเป็นนักการเมืองคนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ มารายงานตัวเพื่อเป็น พลทหาร ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11)
โดยให้สัมภาษณ์ ก่อนแปรสถานภาพเป็นทหาร
โดยกล่าวถึงกรณีการยืนยันเป็นสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปรับตัว เป็นยุคใหม่ได้ ผมก็สมัครเป็นสมาชิกพรรค และขณะนี้ก็ยังไม่มีเหตุผลอะไรที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าสู่ยุคใหม่ไม่ได้ ซึ่งเป็นยุคใหม่ที่ชัดเจนขึ้นในระบอบประชาธิปไตย และสมาชิกพรรคสามารถกำหนดทิศทางพรรคได้มากขึ้น เช่น การเลือกหัวหน้าพรรคได้โดยตรง สามารถคิดนอกกรอบได้ และกำหนดนโยบายตอบโจทย์สังคม
แต่ทั้งนี้ก่อนที่จะไปเป็นสมาชิกพรรค ตนก็ต้องทำหน้าที่รับใช้ชาติตามกฎหมายก่อน อีกทั้งต้องรอดูว่าจะมีการปลดล็อคให้พรรคการเมืองเมื่อไหร่ด้วย
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับเรื่องพลังดูดนักการเมือง ของ คสช.นายพริษฐ์ กล่าวว่า
ผมกำลังจะมาเป็นทหาร แล้วให้ผมวิจารณ์ทหารเนี่ยนะ
"ผมมองว่ามี 2 เงื่อนไขที่ ส.ส.ย้ายพรรค คือ 1.ย้ายตามอุดมการณ์พรรคการเมือง ไม่ใช่ย้ายเพราะผลประโยชน์
2.เชื่อว่าการแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี การที่อยากให้ระบอบประชาธิปไตยแข็งแรง ก็ควรให้มีการแข่งขันกันหลายพรรคการเมือง ซึ่งการแข่งขันในแง่ตัวผู้สมัครก็สำคัญ แต่ก็ควรอยู่บนพื้นฐานการแข่งขันที่ยุติธรรม
เมื่อถามว่า จะมีโอกาสที่ถูกดูดหรือไม่ในฐานะที่เป็นคนเก่ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า คิดว่าไม่โดนดูด เพราะผมก็มีอุดมการณ์ที่ชัดเจนมาก เพราะถึงอย่างไรก็ต้องเริ่มต้นที่อุดมการณ์ของตัวเอง ต้องดูว่า พรรคการเมืองใดที่ตอบโจทย์ของผม

ไม่สน กระแส ยกเลิกเกณฑ์ทหาร!!

ไม่สน กระแส ยกเลิกเกณฑ์ทหาร!!
ไม่เกี่ยว ล้างภาพ"น้ามาร์ค"!
"ไอติม" ยัน สมัครเป็น"พลทหาร" ทำหน้าที่ตามกฎหมาย. ยัน ไม่ใช่ ลบภาพพจน์"น้ามาร์ค" หนีทหาร แต่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขจุดบกพร่องอะไร ยัน ถ้าผมไม่ได้เป็นหลาน"อภิสิทธิ์" ก็มาเกณฑ์ทหารเหมือนกัน / ยัน ไม่ควรมีการใช้ความรุนแรง กับทหารเกณฑ์ หวังไม่มี ทำเกินอำนาจนอกกฎหมาย

นาย พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม หลานชาย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางด้วยรถบรรทุกทหาร หลังรายงานตัวกับสัสดี เขตสวนหลวง แล้วเดินมายัง มทบ.11
นาย พริษฐ์ ยอมรับว่ารู้สึกอ่อนเพลีย เพราะเมื่อคืนนอนน้อย เนื่องจากต้องเคลียร์งานทุกอย่าง เพื่อมาทำหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเวลา 6 เดือน ทั้งงานด้านรายการโทรทัศน์ และงานด้านการเมือง
ทั้งนี้ได้เตรียมใจมานานแล้ว เพราะวางแผนมาก่อน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า. ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ตนมีงานจำนวนมาก มีเวลาพักผ่อนวันละ 3-4 ชั่วโมง จึงทำให้ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพ่อแม่มาส่งที่เขตสวนหลวง และบอกว่าอะไรที่เตรียมไปได้ก็ให้นำไปด้วย ซึ่ง ตนก็เป็นหนึ่งในแสนคนที่มาเป็นทหารใหม่ พ่อแม่ทุกคนก็มีความเป็นห่วงลูกเป็นเรื่องธรรมดา
ส่วนกับนายอภิสิทธิ์ ก็มีการพูดคุยกันเรื่องการเมืองโดยมีการประชุมร่วมกันครั้งสุดท้าย เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ก่อนที่ตนจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นทหารใหม่ในเรื่องของนโยบายและทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 6 เดือนที่ตนจะหายไป รวมถึงทีมคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาร่วมงานด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรกับข้อเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารและเรียกร้องให้ใช้การรับสมัครแทน นายพริษฐ์ กล่าวว่า การที่ผมสมัครเป็นทหารไม่ได้คิดว่าในอนาคตควรหรือไม่ควร กับการมีระบบเกณฑ์ทหาร
"แต่ผมทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะผมไม่ได้เรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร เนื่องจากศึกษาอยู่ต่างประเทศ
เมื่อถึงเวลาก็ไม่ได้จับใบดำใบแดง แต่ใช้วิธีการสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการเลย เพราะรู้สึกว่าผมได้เลือกช่องทางที่โปร่งใสและชัดเจนที่สุด
เมื่อมาเกณฑ์ทหารแล้วคิดว่าน่าจะได้สัมผัสมุมมองตรงนี้มากขึ้นว่าควรหรือไม่ควรที่จะมีระบบการเกณฑ์ทหารในอนาคต
เมื่อถามว่า หวังอะไรกับการเป็นทหารเกณฑ์ 6 เดือน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนหวังไว้หลายอย่าง ซึ่งอย่างแรกคือหวังว่าจะได้มีโอกาสรับใช้ชาติ โดยการนำศักยภาพที่ตนมีมาทำประโยชน์เพื่อกองทัพและประเทศอย่างแท้จริง เพราะหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเมื่อเรามาเป็นทหารเกณฑ์แล้วเรามาทำอะไร
รวมถึงตนเรียนและทำงานที่ต่างประเทศมาหลายปี เป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนไทยที่มาจากหลายพื้นที่หลายจังหวัด คิดว่าจะทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น
นายพริษฐ์ กล่าวว่าหลังจากนี้อีก 6 เดือนตนจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง
อย่างไรก็ตามตามหลักการการเกณฑ์ทหารไม่ว่าจะประเทศใดก็ตาม ไม่ควรมีการใช้ความรุนแรง และหวังว่าคนที่ทำเกินอำนาจนอกกฎหมายจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย
"ผมไปตัดผมมาก่อนล่วงหน้า ที่จะเดินทางมารายงานตัว โดยบอกช่างตัดผมว่าจะตัดอย่างไรก็ได้ ที่ผมไปเป็นทหารเกณฑ์ได้"
เมื่อถูกถามว่า มีการมองว่ามาเป็นทหารเพื่อแก้ข้อผิดพลาดในอดีตของน้า (นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ)นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นหนึ่งในแสนคนที่เป็นทหารเกณฑ์ คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขจุดบกพร่องอะไร ถ้าตนไม่ได้เป็นหลาน นายอภิสิทธิ์ ก็คงมาเกณฑ์ทหารเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย

อยากได้ทั้งใหม่-เก่า

อยากได้ "นักการเมืองใหม่" และ"นักการเมืองเดิมที่ดีๆ"

"บิ๊กตู่" ซัด นักการเมือง หนุนหลัง"กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ยัน ไม่เลื่อนเลือกตั้ง ปีหน้าแน่ ย้ำ ผมไม่เคยคิดจะเลื่อนเลย ชี้ บ้านเมืองต้องการความสงบ/ หนุนเลือกตั้ง ให้ได้ "นักการเมืองใหม่" และ"นักการเมืองเดิมที่ดีๆ"

พลเอกประยุทธ์ ชี้ "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง"นัดชุมนุม 4ปีการรัฐประหาร คสช.เผยบอกแล้วว่า จะเลือกตั้งต้นปีหน้านี้แน่นอน แต่ยังจะเคลื่อนไหวอีก ก็ขอให้ไปดูกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวว่าเป็นคนเดิม หรือ คนใหม่ มีการสนับสนุนจากใคร สอดคล้องกับสิ่งที่นักการเมือง พรรคการเมืองออกมาพูดตรงไหน ก็กลุ่มนั้นแหละที่สนับสนุนออกมา

"ขอให้ประชาชนใช้การเรียนรู้ในอดีตที่ผ่านมา เข้ามาช่วยรัฐบาลในการแก้ปัญหา และกฎหมายก็มีทุกตัว เมื่อบานปลาย ออกไปต้องบังคับใช้กฎหมาย และกลายเป็นรัฐบาลไปละเมิดสิทธิมนุษยชน  แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมก็ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่น
 
วันนี้บ้านเมืองต้องการความสงบ เพื่อจะได้ทำมาหากินได้ การท่องเที่ยวไปได้ ชุมนุมไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะรัฐบาลนี้เอาทุกประเด็นมาทำอยู่แล้ว 

"การเลือกตั้งเป็นกระบวนการประชาธิปไตย ต้องไปคิดดูว่าการเลือตั้งครั้งหน้าทำอย่างไร ที่จะให้เป็นการเลือกตั้งที่มีธรรมาภิบาลนั่นต่างหาก

สังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีการเลือกตั้ง และหลักการที่จะเอาคนไปเป็นสส. มันต้องเปลี่ยนวิธีการหมด ผมบังคับใครได้ล่ะ ก็ขึ้นกับประชาชนทั้งระดับบน ระดับกลาง และรายได้น้อย ทั้งหมดต้องออกมาช่วยกันเลือกตั้ง เพื่อให้ได้นักการเมืองใหม่ขึ้นมาให้ได้ และมีนักการเมืองเดิมที่ดีๆให้ได้ ผมยังไม่ไปก้าวล่วงในเรื่องนี้เลย 

“ขอเถอะบ้านเมืองกำลังไปได้ดี ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
และเราก็พูดไปแล้ว ประกาศไปแล้วว่าเราจะเลือกตั้งในต้นปี 62 ก็ไม่เห็นมีประเทศใดเขาทักท้วง เขาก็พอใจและขอให้เราเดินไปตามนั้น 

ไม่ต้องมาเป็นห่วงว่ารัฐบาล จะเลื่อนเลือกตั้ง ผมไม่เคยคิดจะเลื่อนเลย และมาหาว่าผมทำให้กฎหมายมายืดเยื้ออีก แหม!!ผมจะไปทำอะไรขนาดนั้น”

สิ่งที่ผมเป็นกังวล วันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลทำไว้ และวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ปมไม่รู้ บางอย่างที่แก้ไขไปแล้วก็โอเค แต่จะกลับมาใหม่หรือไม่ก็ขึ้นกับรัฐบาลใหม่ อันที่2 สิ่งที่เริ่มไปแล้ว จะทำต่อเนื่องหรือไม่

 วันนี้เราทำต่อเนื่องมา4ปี มันถึงสำเร็จในบางเรื่องซึ่งใช้เวลาถึง4ปี บางเรื่องใช้เวลาปีเดียว 2ปี 3ปี บางเรื่องต้องใช้เวลาเป็น10ปี 20 ปีด้วยซ้ำ มันจะได้รับการสานต่อหรือไม่ จากฝ่ายค้านและรัฐบาลในสภา เป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะห่วงใยมากกว่า ขออย่ามาโจมตี ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

เปล่าดูดเขามาเอง

ฮ๊าาาาาาา!!

"บิ๊กตู่"แจง ไม่ได้"ดูด"แต่ นักการเมือง มาเอง ติดต่อเข้าพรรคที่หนุนผมเอง ยันไม่ได้ยอมรับ ระบบ"ดูด" ค้าน การต่อรอง เก้าอี้รมต.-ผลประโยชน์ ยัน รู้ตัวดี ว่ากำลังทำอะไรอยู่ 

พลเอกประยุทธ์ แจงข้อกล่าวหา  นักวิชาการ วิจารณ์ รัฐบาลและคสช.ดูด. อดีตสส.จะเป็นการทำลายการปฎิรูปการเมือง และกลับสู่วงจรการเมืองแบบเก่า  

"ผมก็ฟังและ ผมก็รู้ว่าเราทำอะไรอยู่"

ส่วนที่ ผมพูดว่ากรณีดูดสส.เป็นมานานแล้วนั้น  ไม่ใช่ว่าผมยอมรับกติกานี้ 

"ขอให้ไปพิจารณาดูว่าที่มีข่าวสารออกมานั้น เป็นการสมัครใจของนักการเมืองเองหรือไม่ ทุกครั้งเวลาเลือกตั้ง ทุกคนจะเห็นอยู่ว่า จะมีการย้ายพรรคตรงโน้นตรงนี้ อะไรต่างๆของ สส. ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายพรรคของ สส.ที่อยู่มาก่อน และเขาเห็นอนาคตเขาหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของเขา ผมไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวตรงนี้เลย"

ทั้งนี้ ผมได้สอบถามไปยังพรรคการเมืองที่มีข่าวว่าสนับสนุนผม   ไปว่าทำอย่างที่มีข่าวหรือเปล่า  ไปเสนอผลประโยชน์กับอดีตสส.หรือไม่ เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร อยู่เฉยๆ ก็มีคนติดต่อมาขอพบ ขอหารือซึ่งเป็นธรรมดา ของการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในช่วงนี้ 

"ผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง และสิ่งสำคัญที่สุด ผมไม่เห็นด้วยเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง ก็เป็นเรื่องของเขา ผมบังคับใครไม่ได้อยู่แล้ว และผมไม่ต้องการให้มีการใช้เงิน และเสนอผลประโยชนไว้ล่วงหน้า ผมไม่ต้องการให้มีโดยเด็ดขาด 

โดยเฉพาะการซื้อ การสัญญาให้ตำแหน่งโควต้ารัฐมนตรี ผมว่ามันไม่ค่อยถูก เป็นเรื่องของทุกคนที่จะมาทำงานร่วมกัน พัฒนาประเทศร่วมกัน ต้องไปหารือกันว่าจะทำอย่างไร ในการเป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน"