PR
วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ขุดสาแหรก “พงศ์เทพ” เจ้าของไอเดีย “ยุบโรงเรียน” ส่งลูกเรียนอินเตอร์ปีละ 2 ล้าน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
9 พฤษภาคม 2556 14:26 น.
“สำนักข่าวอิศรา” เผย รมว.ศึกษาธิการ เจ้าของไอเดียยุบโรงเรียนขนาดเล็กตามชนบทโดยอ้างไร้คุณภาพ พบบ้านรวยสองพันล้าน ส่งลูกเข้า “บางกอกพัฒนา” โรงเรียนนานาชาติชื่อดัง ค่าเทอมสี่แสน
เรียนสามเทอมต่อปี ตกปีละล้านสอง สองคนสองล้านสี่ ขณะที่เสียงวิจารณ์โลกออนไลน์ไม่เห็นด้วยกระหึ่ม
หลังจากที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการ ออกมาเปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษานำไปดำเนินการ ถ้าโรงเรียนขนาดเล็กแห่งใดอยู่ในข่ายไม่จำเป็นต้องคงอยู่ก็ให้ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนั้น โดยเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน เป็นโรงเรียนที่ด้อยคุณภาพ และมีโรงเรียนใกล้เคียงที่มีคุณภาพรองรับ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง พร้อมตั้งคำถามว่านายพงศ์เทพ รวมทั้งบรรดารัฐมนตรีมีบุตรหลานเรียนที่ไหน
วันนี้ (9 พ.ค.) สำนักข่าวอิศราได้สืบค้นข้อมูลนายพงศ์เทพ พบว่า นายพงศ์เทพยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ระบุว่ามีบุตรในสมรส 4 คน ประกอบด้วย บุตรสาวคนโต ชื่อ น.ส.ญาภา เทพกาญจนา อายุ 24 ปี ศึกษาที่ FERNOD RICARD HONGKONG COMPANY คนที่ 2 ชื่อ น.ส.พิริยา เทพกาญจนา อายุ 21 ปี ศึกษาที่มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ส่วนคนที่ 3 เป็นบุตรสาว อายุ 17 ปี ศึกษาที่โรงเรียนบางกอกพัฒนา และคนที่ 4 เป็นเด็กหญิง อายุ 12 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนบางกอกพัฒนา
ทั้งนี้ โรงเรียนบางกอกพัฒนา ที่บุตรสาวทั้งสองของนายพงศ์เทพกำลังศึกษาอยู่ เป็นโรงเรียนนานาชาติ ที่อยู่เลขที่ 643 สุขุมวิท 105 แขวงบางนา เขตบางนา กทม. เปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-ปี 13 มี
ผู้ให้ข้อมูลในกระทู้ว่าโรงเรียนดังกล่าวค่าเทอมละประมาณ 400,000 บาท (1 ปีมี 3 เทอม)
ในส่วนของนายพงศ์เทพเกิดจังหวัดสมุทรสาคร บิดาคือนายสุรินทร์ เทพกาญจนา อดีต รมว.อุตสาหกรรม และ ส.ส.สมุทรสาคร สังกัดพรรคกิจสังคม มารดาคือนางวรารัตน์ เทพกาญจนา อยู่บ้านเลขที่ 1000 ต.วิเชียรโชฎก ต.มหาชัย อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่นที่ 35 (เพื่อนร่วมรุ่น นางปรางทิพย์ นพรัมภา ภรรยานายธีรพล นพรัมภา
เลขาธิการนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช)
ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิต (สอบได้อันดับที่ 2 ของรุ่นที่ 34) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และปริญญาโท Master of
Comparative Law จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ภรรยาชื่อ นางพนิดา เทพกาญจนา (วัธนเวคิน) เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งสองคนแจ้ง ป.ป.ช.มีทรัพย์สินรวมกัน 2,921,347,996 บาท ไม่มี
หนี้สิน
นายพงศ์เทพกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะทางสังคมออนไลน์กรณีมีนโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อยมากและที่ด้อยคุณภาพ ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อย
กว่า 120 คน มีทั้งหมด 14,816 โรง น้อยกว่า 60 คน มีทั้งหมด 5,962 โรง แยกเป็นโรงเรียน ขนาดไม่เกิน 20 คน 709 โรง จำนวนนักเรียนไม่เกิน 21-40 คน 2,090 โรง และ จำนวนนักเรียนไม่เกิน 41-60
คน 3,163 โรง โรงเรียนที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีเป้าหมายยุบรวมเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 60 คน ซึ่งคนจำนวนไม่น้อย แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายดัง
กล่าว
อำนาจหน้าที่ศาลฎีกา
ศาลฎีกาเป็นศาลยุติธรรมชั้นสูงสุด มีเขตอำนาจทั่วราชอาณาจักร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ภายใต้เงื่อนไขของ
กฎหมายว่าด้วยการฎีกา และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกาไม่ต้องผ่านศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามกฎหมายเฉพาะ เช่น
คดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีล้มละลายเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น และคดีที่กฎหมายอื่นบัญญัติให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษา รวมทั้งมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดหรือสั่งคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลฎีกาตามกฎหมาย (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓) คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นที่สุด (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓)
ศาลฎีกามีเพียงศาลเดียวตั้งอยู่ ณ อาคารเลขที่ ๖ ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ มีองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีประกอบด้วยผู้พิพากษาอย่างน้อย ๓ คน
(พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๗) แต่หากคดีใดมีปัญหาสำคัญ เมื่อประธานศาลฎีกาเห็นว่าควรให้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ประธานศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้นำปัญหาดังกล่าวเข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ หรือเมื่อเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเป็นการเฉพาะว่าให้คดีเรื่องใดวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๐ วรรคสอง) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาประกอบด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในวันที่มีการจัดประชุมใหญ่ แต่ทั้งนี้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมด
ศาลฎีกามีแผนกคดีพิเศษทั้งสิ้น ๑๑ แผนก เพื่อประโยชน์ในด้านการวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่อาศัยความชำนาญพิเศษ โดยประธานศาลฎีกาแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกามาประจำแผนก ๆ ละประมาณ ๑๐ คน แผนกคดีพิเศษในศาลฎีกาประกอบด้วยแผนกคดีที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ๑๐ แผนก ได้แก่
๑) แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
๒) แผนกคดีแรงงาน
๓) แผนกคดีภาษีอากร
๔) แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
๕) แผนกคดีล้มละลาย
๖) แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
๗) แผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ
๘) แผนกคดีสิ่งแวดล้อม
๙) แผนกคดีผู้บริโภค
๑๐) แผนกคดีเลือกตั้ง
และแผนกคดีที่ศาลฎีกาแบ่งเป็นการภายใน ๑ แผนกคือ
๑๑) แผนกคดีปกครอง (ภายใน)
นอกจากผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว ศาลฎีกามีกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและค้นคว้าปัญหาข้อกฎหมาย ตลอดจนช่วยตรวจและแก้ไขปรับปรุงร่างคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อเป็นหลักประกันในด้านความถูกต้องความรวดเร็ว และความเป็นธรรมแก่ประชาชน
นอกจากอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่าง ๆ คือ
๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๕๕ บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีหน้าที่คัดเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน ๕ คน ไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
๒) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๓๘ (๒) บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีหน้าที่สรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน ๕ คน เสนอต่อ
ประธานวุฒิสภา เพื่อเลือกเป็นกรรมการการเลือกตั้งต่อไป
๓) พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๕ (๑) บัญญัติให้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีหน้าที่คัดเลือกผู้มีความรู้ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม จำนวน ๑ คน ไปเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาไว้รวม ๒ กรณี
กรณีแรก เป็นกรณีตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้วินิจฉัยว่ามีสิทธิรับเลือกตั้งหรือไม่ และศาลฎีกาต้องพิจารณาและมีคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน เมื่อศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเช่นใด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลฎีกาโดยเร็ว
กรณีที่สอง เป็นกรณีตามมาตรา ๓๔/๑ วรรคหนึ่ง ก่อนวันเลือกตั้งถ้าปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดำเนินการสอบสวนโดยเร็ว ถ้าเห็นว่าผู้สมัครผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ซึ่งในกรณีที่สองนี้หากถึงวันเลือกตั้ง ถ้าปรากฏว่าไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามวรรคหนึ่งหรือมีการยื่นคำร้องแล้ว แต่ศาลฎีกายังไม่มีคำวินิจฉัย ให้การพิจารณาเป็นอันยุติและให้ดำเนินการเลือกตั้งไปตามประกาศการรับสมัครที่มีผลอยู่ในวันเลือกตั้ง
สำหรับแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกานั้น จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๒ วรรคสองและวรรคสาม, มาตรา
๓๐๘ เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น รวมทั้งกรณีบุคคลอื่นที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนด้วย
องค์คณะผู้พิพากษาในแผนกนี้ประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๙ คน ที่คัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ขึ้นนั่งพิจารณาคดีเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น แต่การพิจารณาคดีจะแตกต่างจากวิธีพิจารณาที่ใช้ในคดีทั่วไปเนื่องจากเป็นระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร ตามวิธีพิจารณาคดีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒
วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
สมชาย อาสนจินดา ผู้จองหองทุบหมอข้าวตัวเองกระชิ่งเผด็จการ
ตำนานแห่งความอดอยากปากแห้ง ของนักเขียน นักนสพ.ชื่อ ส.อาสนจินดา
เช้านี้อากาศกรุงเทพฯ สดใสหลังฝนใหญ่ต้นเดือนสิงหา ลัดดาคิดถึงครูหนังสือพิมพ์อีกคน ครู ส.อาสนจินดา
เป็น ครู ส.อาสนจินดา ผู้รู้จักมักคุ้นเป็นอันมากกับความอดอยากปากแห้งแห่งวิชาชีพ
เป็น ครู ส.อาสนจินดา ผู้มีชีวิตพลิกผันจากครูสอนหนังสือชั้นมัธยม เสมียนสหกรณ์ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ พระเอกละครเวที ผู้กำกับการแสดง ผู้อำนวยการสร้าง กระทั่งถึงศิลปินแห่งชาติ
เป็น ครู ส.อาสนจินดา ที่ในปี2530 ได้รางวัลดาราประกอบยอดเยี่ยมจากเรื่อง " บ้าน " ในงานงานภาพยนตร์แห่งเอเซีย
เป็น ครู ส.อาสนจินดา ผู้ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2531 ในฐานะดาราสนับสนุนดีเด่น (ชาย) และรางวัลอื่นๆอีกมากมาย
เป็นครู ส.อาสนจินดา ผู้กำกับบทภาพยนตร์คลาสสิคเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาที่เป็นตำนานของเมืองไทยอย่าง “7 ประจัญบาน” ในฐานะฮีโร่ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี
ลัดดาจะกล่าวเฉพาะเรื่องราวแห่งชีวิตพิสดารของ ส.อาสนจินดา ที่ในความทรงจำของลัดดาคนวัย 73 พอจำได้หลายเรื่อง บังเอิญ 4-5 นาทีนี้นึกได้บางเรื่อง ก็อยากบันทึกไว้
เรื่องแรก เกิดราวปีพุทธศักราช 2492
หลังตกเก้าอี้บรรณาธิการ ‘8 พฤศจิ’ ได้ไม่กี่วัน ส.อาสนจินดา ไม่มีบ้านของตนเอง ต้องกลับไปอาศัยนอนในกุฏิพระวัดมหรรณพฯ
วันหนึ่งเขาสวมเครื่องแต่งกายที่มีอยู่ชุดเดียว นุ่งกางเกงก้นปะตัวเก่า นำต้นฉบับเรื่องสั้นชื่อ ‘หมึกพิมพ์บนฝ่ามือ’ ไปขาย อิศรา อมันตกุล ผู้ให้ความอบอุ่น ให้ความเมตตาเสมอมานับนาน
อิศรา อมันตกุล ช่วงนั้นเป็นบรรณาธิการ ‘เอกราช’ มีสำนักงานอยู่หลังอาคาร 9 ถนนราชดำเนิน
พลันที่ก้าวเข้าไปห้องกองบรรณาธิการ ได้ยินเสียงอิศรา อมันตกุล ดังขึ้นก่อนว่า
“นี่ไง เพื่อนฝูงนี่แหละ ม.จ.นิรันดร์ฤทธิ์ธำรง พระเอกละครเวทีของนาย เขาเดินเข้ามายืนอยู่ต่อหน้าพวกเราแล้ว”
อิศรา อมันตกุล บอกกับ ศักดิ์เกษม หุตาคม เจ้าของนามปากกา ‘อิงอร’ ชาวสงขลา ที่เข้ามารับราชการในกรุงเทพ แล้วเขียนนวนิยายเรื่อง 'ดรรชนีนาง' ลงในหนังสือประชามิตรมีชื่อเสียงโด่งดัง
เมื่อนำมาแสดงละครที่ศาลาเฉลิมนคร โดยมีพระเอกนักประพันธ์ คือ ส. อาสนจินดา
ควรทราบว่าไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น ศักดิ์เกษม หุตาคม นั่งตื๊อปั้นหน้าอย่างคนมีปัญหาความคิด ให้อิศรา อมันตกุล ตกลงปลงใจรับบท ม.จ.นิรันดร์ฤทธิ์ธำรง พระเอกละครเรื่อง ‘ดรรชนีนาง’ ที่จะแสดงบนเวทีศาลาเฉลิมนครในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้าแทน สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ พระเอกตัวจริงผู้ตกปากรับคำแล้วกลับถอนตัวอย่างปัจจุบันทันด่วน
เมื่อ อิศรา อมันตกุล ปฏิเสธอย่างหัวเด็ดตีนขาดว่าเล่นไม่เป็น เล่นไม่ได้ ศักดิ์เกษม หุตาคม จึงหันมาร้องขอ ส.อาสนจินดา ให้ช่วยขายผ้าเอาหน้ารอด
ในชั้นต้น ส.อาสนจินดา ขัดข้องว่าตนเองกำลังเตรียมการจะลาบวช ที่พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา ทว่าเมื่อเห็นตัวเลขรายได้ประมาณ 1,000 บาท จากการเล่นเป็นพระเอกละคร 12 วัน 32 รอบ
ส.อาสนจินดา นั่งอึ้งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบตกลงใจให้เพื่อนฝูงไชโยโห่ร้องกันลั่นโรงพิมพ์
ถามว่า ส.อาสนจินดา คิดอย่างไรกับการตัดสินใจในวันนั้น
ส.อาสนจินดา เคยตอบผู้สนิทสนมบางคนว่า เขาไม่ได้คิดอะไรมากมายหรอก ในความเป็นจริง วันนั้นเขาหิวโหยมากกว่ากินกาแฟ 8 ถ้วยต่างข้าวตั้งแต่เช้า ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินแค่ 6 บาท และดีใจตายโหงเมื่อยินว่าค่าตัวพระเอกจะได้ตั้งพัน
อนึ่ง มีเกร็ดเรื่องเพลงสากลเพลงหนึ่งที่ใช้ทำนองเพลงไทยเดิมนั่นคือเพลง "เดือนต่ำ-ดาวตก"
เดือนต่ำดาวตก (ฮัม) วิหคร้อง เหมือนเสียงน้องครวญคร่ำร่ำเฉลยสารภีโชยกลิ่นเรณูเชย เหมือนพี่เคยจูบเกศแก้วกานดา หอมระรวยชวนชื่นระรื่นจิตถวิลคิดครั้งเมื่อขนิษฐา สละศักดิ์ฐานันดรดวง
ดอกฟ้าต้องหนีหน้าวงศ์ญาติมาด้วยกัน ณ เวิ้งอ่าวชายฝั่ง ณ ที่นี้ น้องช่วยพี่สร้างห้องหอสวรรค์ กระท่อมน้อย (ฮัม) คอยเตือน เรือนผูกพัน ระลึกวันขวัญสวาท อนาทรัก
เพลงพม่าแปลง อัตราสองชั้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 ม.ล. ต่วนศรี วรวรรณ ได้ดัดแปลงทำนองมาจากเพลง มอญแปลง และเรียกชื่อใหม่ว่าเพลง มะตะแบ แต่คนทั่วไปเรียกว่า พม่าแปลง ใช้บรรเลงตอน
นางเอกโศกเศร้า ต่อมา ศ.ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้นำเพลงพม่าแปลงสองชั้น มาแต่งขยายเป็นอัตราสามชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียวครบเป็นเพลงเถา เพลงเดือนต่ำ-ดาวตก นี้ ครูแจ๋ว วรจักร หรือสง่า
อารัมภีร ได้เขียนเล่าความเป็นมาของเพลงไว้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2492 “อิงอร” หรือนายศักดิ์เกษม หุตาคม ไปที่บ้านคุณชลหมู่ ชลานุเคราะห์ (ท่านเป็นสามีผู้ล่วงลับของคุณสุวรรณี ศิลปินแห่งชาติอีกท่าน
และยังมีศักดิ์เป็นปู่ของ อุ้ม จารุตม์) และไปแต่งเนื้อเพลง เดือนต่ำ-ดาวตกใช้เวลาเพียงสั้นๆเท่านั้นก็แต่งได้สำเร็จแล้วนำทำนองเพลงพม่าแปลง สองชั้นมาดัดแปลงบรรจุคำร้อง ให้ชื่อว่า
เพลง เดือนต่ำ-ดาวตก
เพลงนี้ ปรีชา บุนยเกียรติ เป็นผู้ร้องหลังฉาก แทนพระเอก ส. อาสนจินดา โดยให้พระเอกทำลิปซิ้ง ทำให้เพลงโด่งดังมาก ปรีชา บุนยเกียรติ ได้นำติดตัวไปร้องตามวิทยุ กรมโฆษณาการ และกรม
ไปรษณีย์ที่กระจายเสียงอยูที่ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า แถวๆโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ทำให้ปรีชา บุนยเกียรติ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วไปนับแต่นั้นมา
***************************
เรื่องที่สอง เกิดระหว่างปี 2490
มีสองเหตุการณ์ที่ ส.อาสนจินดา ไม่เคยลืมความอดอยากปากแห้งแสนสาหัสระหว่างเป็นบรรณาธิการ ‘8 พฤศจิ’ ต้องอาศัยนอนโรงพิมพ์เพราะไม่มีบ้านอยู่
คืนหนึ่งท่ามกลางอากาศหนาวเย็น เสื้อหนาวไม่มีใส่ ส.อาสนจินดา หลบลงนอนคุดคู้ห่มผ้าผวยอยู่ใต้โต๊ะทำงานที่โรงพิมพ์ 2 คูหาละแวกสะพานผ่านฟ้า กับเพื่อนรุ่นน้องสองคนชื่อ ประทีป โกมลภิส กับ สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช
มีเพื่อนเก่า ตมธ.รุ่น 4 ของ ประทีป โกมลภิส ชื่อ สนิท เอกชัย แวะมาเยี่ยมเยียน
เมื่อยินเสียงขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวกุกกักใต้โต๊ะทำงานในห้องที่แสงไฟสลัว สนิท เอกชัย ถาม ประทีป โกมลภิส ว่า
‘เอ็งเอาลูกหมามาเลี้ยงไว้ใต้โต๊ะนี้ด้วยหรือวะ’
ประทีป โกมลภิส รีบบอก
‘ไม่ใช่ลูกหมาโว้ย เขาเป็นลูกพี่อั๊ว เขาเป็นบรรณาธิการ เขาชื่อ ส.อาสนจินดา
พลันที่ สนิท เอกชัย ยินชื่อ ส.อาสนจินดา เขาลิงโลดยินดีว่ารู้จักชื่อเสียงเป็นนักเขียนหน้าใหม่เขียนเรื่องสั้นชื่อ ‘รอยไม้ที่หลังแขน’ กับ ‘เจ็บถึงหัวใจ’ ลงใน ‘สุภาพบุรุษ-ประชามิตร’ เขียนดีมาก ‘อั๊ว
เพิ่งอ่านวานนี้ อั๊วอยากรู้จัก’
แล้ว สนิท เอกชัย ก็นั่งคุกเข่าลงคารวะบรรณาธิการ ‘8 พฤศจิ’ ที่เลิกผ้าผวยยื่นหน้าในชุดเสื้อกล้าม นุ่งผ้าขาวม้า ขึ้นมารับไหว้ให้เห็นว่าเป็น ส.อาสนจินดา หาใช่ลูกหมาไม่
อีกเหตุการณ์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อ ส.อาสนจินดา ท้องกิ่วหิวโหย ไม่มีเงินเลยสักบาท ลูกน้องอีก 6-7 คน ก็โรยแรงตั้งแต่เช้าหามีอะไรตกถึงท้องไม่
ส.อาสนจินดา ตัดสินใจถอดนาฬิกาข้อมือให้ สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช นำไปเข้าโรงรับจำนำเยื้องโรงพิมพ์ ฟากถนนฝั่งตรงข้าม
หลงจู๊โรงรับจำนำพิจารณาแล้วบอกนาฬิกาข้อมืออะไรวะ เสียงดังยังกับโรงสี พลางหยิบเงินรับจำนำให้แค่ 2 บาท
สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช บอกหลงจู๊ว่า นาฬิกาเรือนนี้เป็นของลูกพี่บรรณาธิการ คนร่างสูงหล่อผมหยักศก เขาจะเอาเงินไปซื้อข้าวซื้อน้ำให้พวกอั๊วกินแค่ 2 บาท จะพอยาไส้อะไรที่ไหนกัน
ปรากฏว่า หลงจู๊เห็นใจเพิ่มให้จาก 2 บาท เป็น 8 บาท อาหารคนในกองบรรณาธิการ ‘8 พฤศจิ’ เที่ยงวันนั้น จึงมีทั้งข้าวผัด ทั้งก๋วยเตี๋ยว กินอย่างอิ่มหมีพีมันกัน 7-8 ห่อ
///////////
สมชาย อาสนจินดา
ผู้จองหองทุบหมอข้าวตัวเองกระชิ่งเผด็จการ
ส.อาสนจินดา เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน และนักแสดง โดยเริ่มจากเป็นครูสอนหนังสือ ม.3 โรงเรียนอำนาจศิลป์ ต่อมาหันเอาดีไปรับราชการเป็นเสมียนสหกรณ์เชียงราย และใช้ช่วงเวลากลางคืน
เขียนเรื่องสั้นส่งให้นิตยสารสุภาพบุรุษประชามิตร ก่อนลาออกจากราชการ เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งงานหนังสือพิมพ์ที่กรุงเทพฯ โดยเข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์บางกอกรายปักษ์ ก่อนขยับไปทำ บางกอก
รายวัน ที่คึกคักไปด้วยนักเขียนหนังสือพิมพ์ชื่อเฟื่องระดับ อิศรา อมันตกุล เสนีย์ เสาวพงศ์ อุษณา เพลิงธรรม โดยน้องใหม่ถูกมอบหมายให้รับหน้าที่ตระเวนข่าวโรงพัก
แต่ บางกอกรายวัน ขายดินขายดีไม่ทันไรก็ร่วงผล็อยต้องปิดตัวลง เพราะนายทุนถอดใจ
เขาตกงานอยู่พักใหญ่ ต้องหอบเสื่อผืนหมอนใบ กลับไปอาศัยวัดมหรรณพฯ อันเป็นวิวาสสถานเดิม กระทั้งเกิดรัฐประหารโดยพล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ได้อาทิตย์กว่าๆ เขา
ยังนุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำอยู่กลางลานวัด มีหนุ่ม 2 คน ชื่อ ประทีป โกมลภิศ และ สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช แนะนำตัวว่าทั้งสองได้รับหมอบหมายจากผู้ใหญ่ในคณะรัฐประหาร จะเป็นใครไม่ขอเปิด
เผย ให้เตรียมการออกหนังสือพิมพ์รายวัน 8 พฤศจิกา จึงมาเชื้อเชิญให้นั่งเก้าอี้บรรณาธิการ อันมี หลวงกาจสงคราม และ ขุนจำนง ภูมิเวท เป็นหัวเรือใหญ่ เขาตอบตกลงในเงื่อนไขว่า มีอิสระใน
ภาระหน้าที่บรรณาธิการอย่างเต็มภาคภูมิ ผู้ใหญ่ไม่ว่าใครในคณะรัฐประหารจะเข้ามาแทรกแซงมิได้
หนังสือพิมพ์ 8 พฤศิจิกา จึงเดินเครื่องตามมงคลฤกษ์ที่ผู้จัดการชื่อ เทพ สาริกบุตร โหรใหญ่เป็นผู้กำหนด มียอดขายในระยะเริ่มแรกค่อนข้างดี เพราะมีข่าวความเคลื่อนไหวติดตามจับ ปรีดี พนมยงค์ กับพวก และบุคคลในคณะรัฐบาลชุดเก่าอย่างตื่นเต้น ต่อเนื่อง
กระทั้งวันหนึ่งคณะรัฐประการจับกุมคนหนังสือพิมพ์เกือบ 20 คน ไปคุมขัง ในจำนวนนี้ มี อิศรา อมันตกุล หัวหน้ากองบรรณาธิการเอกราช รวมอยู่ด้วย
ต้องไม่ลืมว่า ส.อาสนจินดา บูชา อิศรา อมันตกุล ว่า เป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ในอุดมการณ์ ไม่มีค่ายไม่เอียงฝ่ายไหนยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชน
เขา จึงใช้คอลัมน์บรรณาธิการ คือ บทนำ เขียนตำหนิ จอมพลป. พิบูลสงคราม หัวหน้ารัฐบาลในขณะนั้นอย่างดุเดือด การกระทำดังกล่าวเปรียบเหมือนผู้จองหองทุบหม้าข้าวตัวเอง ที่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฝ่ายรัฐประหาร เขียนบทนำ ตำหนิการกระทำของงฝ่ายรัฐประหารเอง
ปัญหาจึงเกิดขึ้นภายในโรงพิมพ์โดยพลันอย่างน่าใจหาย เมื่อปรากฏว่าสัปดาห์นั้น เงินทุกบาทของกองบรรณาธิการไม่ออกตามกำหนด
ส.อาสนจินดา เป็นนกรู้ อยู่เหมือนกัน รู้ว่าตัวเองควรปฏิบัติสถานใด เพื่อมิให้พรรคพวกในกองบรรณาธิการและครอบครัวต้องระทบกระเทือนเดือนดร้อน เขาจึงบินเดี่ยว ทำหนังสือลาออก
เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับสุดท้ายที่เขาทำงานในวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ก่อนหลุดวงจรทะยานเข้าสู่แวดวงบันเทิง
เขาเคยรำพึงรำพันว่า ไม่มีอาชีพใดที่ผมจะเป็นสุขได้เท่ากับเป็นนักเขียนไส้แห้ง เป็นนักหนังสือพิมพ์เตะฝุ่น ผมขอยืนยันว่าวันหนึ่งผมจะกลับมา ทว่าในท้ายสุดหาได้กลับมาไม่ เพราะวันที่ 19
กันยายน 2536 ในวัย 71 ปีเขาปิดฉากชีวิตด้วยโรคหัวใจ
////////////
สมชาย อาสนจินดา หรือ ส. อาสนจินดา (16 พฤศจิกายน 2464 - 19 กันยายน 2536)
ศิลปินอาวุโส นักแสดง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนบท ผู้กำกับการแสดง และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เป็นผู้บุกเบิกวงการละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ไทย เป็นเวลากว่า 50 ปี ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครเวที ภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์) ประจำปี พ.ศ. 2533
เกิดที่กรุงเทพมหานคร เติบโตที่เชียงใหม่ โดยติดตามพระยาอนุบาลพายัพกิจ (ปุ่น อาสนจินดา) ปลัดมณฑลประจำจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง พ.ศ. 2471-2481 (ปัจจุบันคือตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด) ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง
จบชั้นมัธยม 6 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และมัธยม 8 จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
สมรสกับ สมใจ เศวตศิลา (ตุ๊) บุตรีของพระยาวันพฤกษ์พิจารณ์ (ทองคำ เศวตศิลา) ซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2493 [1]
เริ่มงานเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ แล้วไปรับราชการที่จังหวัดเชียงรายเป็นเสมียนสหกรณ์ เวลาว่างตอนกลางคืน เขียนเรื่องสั้นส่งหนังสือ "สุภาพบุรุษ-ประชามิตร" ซึ่งจัดทำโดย วิตต์ สุทธเสถียร กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาลัย ชูพินิจ และโชติ แพร่พันธุ์ เรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ "ชีวิตในภาพวาดอันเลอะเลือนของข้าพเจ้า " ได้ตีพิมพ์เป็นเรื่องเอกประจำฉบับ และได้รับการชักชวนให้มาทำงานหนังสือพิมพ์ จึงลาออกจากราชการ และเริ่มงานหนังสือพิมพ์ "บางกอกรายวัน" ร่วมงานกับ อิศรา อมันตกุล เสนีย์ เสาวพงศ์ อุษณา เพลิงธรรม ประหยัด ศ. นาคะนาท แต่ไม่นานก็เลิกกิจการ จึงย้ายไปอยู่หนังสือพิมพ์นวนิยายรายวัน "วันจันทร์" รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา ตีพิมพ์ได้สามเดือนก็ขาดทุนจนเลิกกิจการ
เมื่อตกงานได้ไปอาศัยวัดมหรรณพารามอยู่ จนกระทั่งเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ก็ได้รับการชักชวนให้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหาร ชื่อ "8 พฤศจิ" จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้จับกุมนักหนังสือพิมพ์เกือบ 20 คนไปคุมขัง รวมทั้ง อิศรา อมันตกุล หัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "เอกราช" ที่นับถือเป็นการส่วนตัว จึงใช้บทบรรณาธิการเขียนโจมตี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีอย่างรุนแรง และประกาศลาออก โดยขึ้นหัวข่าวหนังสือพิมพ์ เพื่อไม่ให้ผู้ร่วมงานต้องเดือดร้อน [1] เหลือเพียงงานเขียนเรื่องสั้นหาเลี้ยงชีพ
เริ่มเข้าสู่วงการแสดงในปี พ.ศ. 2492 หลังจากตกงานหนังสือพิมพ์ โดยรับบทเป็น "หม่อมเจ้านิรันดร์ฤทธิ์ธำรง" พระเอกละครเวทีเรื่อง "ดรรชนีนาง " ของศักดิ์เกษม หุตาคม (อิงอร) แทนสุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ พระเอกเดิมที่ถอนตัวกะทันหัน [2][1] ละครเวทีประสบความสำเร็จ และสร้างชื่อเสียงในฐานะนักแสดงในวงการบันเทิงนับแต่นั้น
เป็นทั้งผู้ประพันธ์ และ ผู้กำกับการแสดงยุคหนังไทย 16 มม.ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีโรงถ่ายทำ ส.อาสนจินดาภาพยนตร์ ที่เชิงสะพานท่าพระ ย่านฝั่งธนบุรีเจ้าของความคิดแปลกใหม่ทันยุค ในช่วงทศวรรษ 2500-2520 กับฉายา "เชือกกล้วยกางเกงแดง " จากตัวละครยอดนิยมแนวบู๊นักเลงชุด หนึ่งต่อเจ็ด และ เจ็ดประจัญบาน ซึ่งมีภาคต่อตามมาอีกหลายครั้ง ,หนังไทยแนววิทยาศาสตร์สืบสวนกับยานดำน้ำล้ำยุค กระเบนธง ที่ได้แรงบันดาลใจจากยานสติงเรย์ (Stingray) หนังหุ่นชักแนวผจญภัยทางทีวียุค '60 จนถึงจินตนิยายอภินิหารพื้นบ้านไทยที่ผู้แต่งชื่นชอบมากที่สุด ลูกสาวพระอาทิตย์ เป็นต้น ทุกเรื่องประสบความสำเร็จทำรายได้ มีผู้ชมคับคั่ง
เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2536 ด้วยโรคถุงลมโป่งพอง เนื่องจากสูบบุหรี่จัด
รางวัล
ตุ๊กตาทองพระสุรัสวดี
พ.ศ. 2500 - มงกุฏเดี่ยว (ลำดับภาพ)
พ.ศ. 2501 - กตัญญูประกาศิต (บทภาพยนตร์)
พ.ศ. 2505 - เรือนแพ (นักแสดงประกอบชาย)
พ.ศ. 2529 - บ้าน (นักแสดงประกอบชาย)
พ.ศ. 2536 - ณ สุดขอบฟ้า (นักแสดงประกอบชาย)
รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ
พ.ศ. 2523 - เลือดสุพรรณ (นักแสดงประกอบชาย)
รางวัลมหกรรมเอเซีย-แปซิฟิค
พ.ศ. 2523 - อุกาฟ้าเหลือง (นักแสดงประกอบชาย)
พ.ศ. 2530 - บ้าน (นักแสดงประกอบชาย)
รางวัลศิลปินแห่งชาติ
พ.ศ. 2533 - สาขาศิลปะการแสดง (ละครเวที ภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์)
/////
กำกับภาพยนตร์
ทุรบุรุษทุย (2500)
สุภาพบุรุษสลึมสลือ (2500)
ม่วยจ๋า (2501)
หนึ่งต่อเจ็ด (2501)
ยอดชาย (2501)
เจ็ดสิงห์สมุทร (2502)
ภูติเหลือง (2502)
ฝ่ามรสุม (2502)
มัจจุราชประกาสิต (2502)
สิบสองนักสู้ (2502)
ฟูแมนจู (2503)
สุรีรัตน์ล่องหน (2504)
หมู่กล้าตาย (2504)
นันทาวดี (2505)
เจ็ดประจัญบาน (2506)
เขี้ยวพิษ (2506)
เก้ามหากาฬ (2507)
จ้าวพยัคฆ์ (2507)
มงกุฎเพชร (2508)
สุภาพบุรุษนักเลง (2508)
หนึ่งในสยาม (2508)
เกียรติศักดิ์ทหารเสือ (2508)
น้ำเพชร (2508)
น้องนุช (2508)
ชุมทางเขาชุมทอง (2508)
น้ำผึ้งป่า (2508)
อรัญญิก (2508)
ลูกของแม่ (2508)
แม่ยอดชีวิต (2509)
หงส์เหิร (2509)
ชุมทางหาดใหญ่ (2509)
จอมประจัญบาน (2509)
น้ำค้าง (2509)
จามเทวี (2509)
ปีศาจดำ (2509)
แก้วกลางสลัม (2509)
มือนาง (2509)
4 สมิง (2509)
ดรุณีสีเลือด (2509)
กระเบนธง (2509)
มนุษย์ทองคำ (2510)
เหล็กเพชร (2510)
ป้อมปืนตาพระยา (2511)
ที่รักจ๋า (2511)
ขุนตาล (2512)
นางละคร (2512)
ไอ้เปีย (2512)
ตาลเดี่ยว (2512)
ลูกสาวพระอาทิตย์ (2512)
หวานใจ (2513)
ไอ้สู้ (2513)
ทุ่งมหาราช (2513)
จอมบึง (2513)
เพชรพระอุมา (2514)
ดอกดิน (2514)
คนใจเพชร (2514)
กระท่อมปรีดา (2515)
หนองบัวแดง (2516)
เจ้าปลิวสิงห์สุพรรณ (2516)
อย่ารักฉัน (2517)
ผู้ดีเถื่อน (2517)
โสมสลัว (2517)
แผ่นดินของเรา (2519)
หนึ่งต่อเจ็ด (2520)
ความรักไม่มีขาย (2520)
อินทรีแดง ตอนพรายมหากาฬ (2523)
ดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง (2524)
ศรีธนญชัย (2524)
กำแพงหัวใจ (2524)
แผ่นดินต้องสู้ (2524)
เกียรติศักดิ์ทหารเสือ (2526)
ไอ้หม่าลูกแม่ (2527)
เสือลากหาง (2527)
แสดงภาพยนตร์
ทุรบุรุษทุย (2500)
สาปสวรรค์ (2500)
สุภาพบุรุษสลึมสลือ (2500)
ทหารเสือกรมหลวงชุมพร (2501)
หนึ่งต่อเจ็ด (2501) รับบท จ่าดับ จำเปาะ
เจ็ดสิงห์สมุทร (2502)
มัจจุราชประกาสิต (2502)
สิบสองนักสู้ (2502)
เรือนแพ (2504) รับบท เจน
มือปืนสติเฟื่อง (2504)
วายร้ายตลาดเก่า (2504)
นันทาวดี (2505)
เจ็ดประจัญบาน (2506) รับบท จ่าดับ จำเปาะ
เทพบุตรนักเลง (2508)
สุภาพบุรุษนักเลง (2508)
ครุฑเพชร (2508)
ผู้ใหญ่ลี (2508)
วังเสือ (2508)
เกียรติศักดิ์ทหารเสือ (2508)
ค่ายบางระจัน (2508)
แม่ยอดชีวิต (2509)
ลมหนาว (2509)
จอมประจัญบาน (2509)
กระเบนธง (2509)
เหนือเพชฌฆาต (2510)
ไอ้เปีย (2512)
ลูกสาวพระอาทิตย์ (2512)
แม่ย่านาง (2513)
ข้าชื่อจ่าแผน (2514)
รอยแค้น (2515)
ภูกระดึง (2516)
มือปืนพ่อลูกอ่อน (2518)
หัวใจราชสีห์ (2518)
มาหยารัศมี (2518)
แผ่นดินของเรา (2519)
แผลเก่า (2520)
เกวียนหัก (2521) รับบท ตาแอบ
เลือดทมิฬ (2522)
สุดห้ามใจรัก (2522)
เลือดสุพรรณ (2522)
หนุ่มบ้านนา สาวนาเกลือ (2523) รับบท แทน
อุกาฟ้าเหลือง (2523) รับบท เฒ่าหลัก
อีพริ้ง คนเริงเมือง (2523) รับบท หลวงเสนาะ
นายอำเภอคนใหม่ (2523)
ไข่ลูกเขย (2524)
ไอ้ค่อม (2524)
สามเสือสุพรรณ (2524)
แผ่นดินต้องสู้ (2524)
สายสวาทยังไม่สิ้น (2525)
ดวงตาสวรรค์ (2525)
นายอำเภอไข่ดาว (2525)
ขุนแผน ตอนปราบจระเข้เถรขวาด (2525)
รักข้ามรั้ว (2525)
ไอ้หนุ่มรถไถ่ (2525)
สาวจอมกวน (2525)
นิจ (2526) รับบท เจ้าคุณสุรแสนสงคราม
หนูเป็นสาวแล้ว (2526) รับบท บุญทิ้ง
สาวแดดเดียว (2526)
เลขาคนใหม่ (2526)
เจ้าสาวเงินล้าน (2526)
กำนันสาว (2526) รับบท กำนันเล็ก
ดรุณี 9 ล้าน (2526)
รักที่ต้องรอ (2527)
สาวนาสั่งแฟน (2527)
อาจารย์เด๋อเจอพุ่มพวง (2527)
10 คงกระพัน (2527)
ไอ้หนุ่มรถอีแต๋น (2527)
ทับทิมโทน (2528)
นางฟ้ากับซาตาน (2528)
สามเณรใจสิงห์ (2528)
หยุดโลกเพื่อเธอ (2528) รับบท เจ้าคำแสง
สามล้อซี 5 (2528) รับบท ทองก้อน
ครูสมศรี (2529) รับบท ครูใหญ่
ลูกสาวเถ้าแก่เฮง (2529)
แด่คุณครูด้วยหัวใจ (2529)
เจ้าสาวมะลิซ้อน (2529)
วันนี้ยังมีรัก (2529)
บ้าน (2530)
อย่าบอกว่าเธอบาป (2530)
ทายาทคนใหม่ (2531)
ซอสามสาย (2531)
แอบฝัน (2531)
บุญชู 2 น้องใหม่ (2532) รับบท มหาแจ่ม
แม่เบี้ย (2532) รับบท ลุงทิม
บุญชู 5 เนื้อหอม (2533) รับบท มหาแจ่ม
บุญชู 7 รักเธอคนเดียวตลอดกาลใครอย่าแตะ (2536) รับบท มหาแจ่ม
อำแดงเหมือนกับนายริด (2537) รับบท สมภาร
ฉลุยหิน คนไข่สุดขอบโลก (2538) รับบท บ๊อก
คำแปล แถลงการณ์พรรคประชาธิปัตย์
โดยนายนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และนายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ระบุว่าทางพรรค ได้ออกแถลงการณ์
///
แถลงการณ์พรรคประชาธิปัตย์
นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 ประเทศไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ได้ผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยและอุปสรรคต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีประชาชนชาวไทยก็ไม่เคยหมดความหวังและไม่ท้อถอยในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง
ในการกล่าวสุนทรพจน์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในที่ประชุมประชาคมประชาธิปไตย ณ เมืองอูลัน บาตอ ประเทศมองโกเลีย ในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวติติงต่อกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศว่ามีการถดถอยและเสื่อมลง โดยอ้างว่าตัวเธอ พี่ชายของเธอ และครอบครัวของเธอเป็นผู้ปกป้องคุณค่าของประชาธิปไตยและยังกล่าวว่าฝั่งของเธอนั้นเป็นตัวแทนของประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยดำรงอยู่ภายในประเทศไทย
โดยข้อเท็จจริงแล้วเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไปว่าครอบครัวนายกรัฐมนตรี และโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้น รํ่ารวยขึ้นมาจากการได้รับสัมปทานการสื่อสารในอดีตจากรัฐบาลที่นำโดยกลุ่มของทหารจากเหตุการณ์ปฏิวัติในปี พ.ศ. 2534 ต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้าสู่เวทีการเมืองและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2544 – 2549 การบริหารราชการแผ่นดินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้น เต็มไปด้วยการทุจริต คอร์รัปชั่น มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางธุรกิจ นโยบายการทำสงครามยาเสพติด ซึ่งก่อให้เกิดการฆาตกรรมเกินขอบเขตกฎหมายหรือ “การฆ่าตัดตอน” หลายพันศพ รวมทั้งนโยบาย “กําปั้นเหล็ก” ต่อเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้เป็นหลักฐานของการขาดเป็นประชาธิปไตย
วิธีการบริหารบ้านเมืองโดยการใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ถ่วงดุล รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม และการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง และพวกพ้อง นำมาซึ่งความไม่พอใจของประชาชนจนการประท้วงลุกลามออกสู่ท้องถนน และรัฐบาลในขณะนั้นกลับสนับสนุนให้มีสถานการณ์การเผชิญหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจยุบสภา
และในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ฝ่ายทหารได้เข้าแทรกแซงในเดือนกันยายน ปีพ.ศ. 2549 และแต่งตั้งรัฐบาลพลเรือนชั่วคราว ต่อมาก็มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนได้ให้ความเห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนสิงหาคม ปีพ.ศ. 2550 ในการลงประชามติซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทย การเลือกตั้งทั่วไปจึงได้เกิดขึ้น
นายสมัคร สุนทรเวช จากพรรคพลังประชาชนที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สนับสนุนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นนายกรัฐมนตรีในต้นปีพ.ศ. 2551 จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อต่อสู้ต่อคดีทุจริต และไม่นานก่อนที่จะถึงการตัดสินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ขออนุญาตศาลเดินทางออกนอกประเทศเป็นการชั่วคราวและมิได้กลับมาสู่ประเทศไทยจนกระทั่งปัจจุบัน โดยศาลได้พิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเวลา 2 ปีในคดีดังกล่าว
นายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่ง จากการกระทำซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และแม้ว่า นายสมัคร สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก แต่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเป็นผู้ที่ได้รับการลงคะแนนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ตลอดมาทั้งนายสมัครและนายสมชายมีความพยายามที่จะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถเดินทางกลับสู่ประเทศไทยอย่างพ้นผิด และปราศจากมลทินทุกประการ เรื่องดังกล่าวเป็นชนวนก่อให้เกิดการประท้วงบนท้องถนนขึ้นอีกครั้ง หลังจากนั้นนายสมชาย ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคพลังประชาชนถูกยุบในข้อหาทุจริตในการเลือกตั้งและในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจำนวนหนึ่งที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ได้ตัดสินใจลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2553
โดยในช่วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ สภาพการเมืองไทยมีการเผชิญหน้า และมีความรุนแรง สืบเนื่องมาจากแนวทางแก้ว 3 ประการของ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มผู้สนับสนุน คือ พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง และกองกําลังติดอาวุธ โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนั้นก็ได้มีส่วนร่วมในการประท้วงกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาให้เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ใช่เป็นไปตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การชุมนุมได้มีการละเมิดสิทธิ เสรีภาพพื้นฐานของผู้อื่น และยังมีกองกำลังที่เรียกว่า “ชายชุดดำ” ใช้อาวุธสงคราม เช่น ลูกระเบิด M67 M79 และอาวุธสงครามต่างชนิด แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับถ้อยแถลงของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าการประท้วงในปีพ.ศ. 2553 นั้นเป็นไปเพื่อประชาธิปไตยและเป็นไปในแนวทางของสันติวิธี แต่ควรจะเรียกว่าเป็นการชุมนุมที่มีกองกำลังติดอาวุธ ก่อการร้ายต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ฝ่ายรัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ได้นำประเทศกลับสู่ภาวะปกติด้วยกลไกต่างๆ ภายในขอบเขตของกฎหมาย
ผู้เสียชีวิต 91 คนที่นางสาวยิ่งลักษณ์ระบุนั้น มีทั้งข้าราชการ ทหาร และตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษากฎหมายและความมั่นคงของประเทศ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และผู้ประท้วงหลายคนถูกเข่นฆ่าด้วยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ และขณะนี้กระบวนการยุติธรรมของประเทศ ก็ได้มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายจากเหตุการณ์ดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่เพื่อเป็นการแสดงออกต่อความปรองดอง ในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2554
นางสาวยิ่งลักษณ์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประเทศไทยมีความเสถียรภาพและมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง แต่นางสาวยิ่งลักษณ์กลับทำหน้าที่ด้วยการรับคำสั่งจากพี่ชาย และหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่อย่างเช่นการเข้าร่วมการประชุมรัฐสภา นางสาวยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงดำเนินการอย่างไม่ลดละ ที่จะรวบอำนาจรัฐ และพยายามลดความน่าเชื่อถือขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ ฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ และจนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีกลุ่มมวลชนของรัฐบาลที่เรียกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงยังได้มีพฤติกรรมคุกคาม ข่มขู่ องค์กรตุลาการ ภาคประชาชน พรรคการเมือง และสื่อมวลชนที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อคุกคามฝ่ายตรงข้าม ด้วยพฤติกรรมดังกล่าว นางสาวยิ่งลักษณ์จึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้กล่าวประนามผู้อื่นว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
พรรคประชาธิปัตย์ยืนหยัดต่อหลักการว่าด้วยเสรีประชาธิปไตย ทั้งชายและหญิงควรจะได้รับความเคารพในสิทธิ การแสดงออกอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมีความคิดทางการเมืองในฝ่ายของเสียงข้างมากหรือไม่ก็ตาม
การประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง และการคุกคามต่อองค์กรภาคประชาสังคมและผู้ที่เห็นต่าง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการบ่อนทำลายสิทธิ เสรีภาพทางการเมือง และความหวังของประชาชนชาวไทย โดยที่การตระหนักและการเล็งเห็นการคุกคามต่างๆ ต่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยประชาชนคนไทย และมิตรสหายในประชาคมโลกเท่านั้น เราจึงจะสามารถร่วมกันเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาธิปไตยของประเทศมีความยั่งยืนสืบไป
7 Dangerous Facebook's Habits: 7 นิสัยอันตรายในเฟซบุ๊ค!
ธาม เชื้อสถาปนศิริ,
นักวิชาการ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.)
timeseven@gmail.com
เพราะเฟซบุ๊คเป็นโลกชุมชนเส มือนจริงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คนเข้ามาพูดคุย บอกเล่า และสร้างความสัมพันธ์เก่าให ม่ไปพร้อมๆ กัน เมื่อชุมชนหนึ่งๆ ที่มีประชากรมากขนาดนั้น “ปฏิสัมพันธ์” ระหว่างกันย่อมเป็นสิ่งที่ห ลีกเลี่ยงได้ยาก และ ผู้คนต่างๆ นี้เอง ก็พาเอานิสัย/ บุคลิกส่วนตัวเข้ามาในโลกนี้ ด้วย
มีการศึกษาจากวารสารการแพทย ์อเมริกันพบว่า เฟซบุ๊คทำให้คนกล้าที่จะพูด เรื่องตัวเองมากขึ้น ช่างคุยมากขึ้น และในบางราย คือ หลงตัวเองมากขึ้น อันเป็นผลมาจาก การใช้สื่อเฟซบุ๊คเพื่อสื่อ สารกับคนทั้งโลกว่าคุณทำอะไ รอยู่ เช่นเดียวกับ ยูทูบว์ หรือ ทวิตเตอร์ ที่เน้นการสื่อสารจากตัวคุณ เอง
การสื่อสารในสื่อใหม่ คือ การทำให้ .”คุณ” (you) ได้พูดเรื่องตนเองมากขึ้น
โดยมีโลกทั้งใบพร้อมฟังคุณ!
อย่างไรก็ตาม จากที่ผู้เขียนค้นดูงานวิชา การที่ศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรม / อุปนิสัย ที่อาจเป็นที่น่ากังวลอันเกดม าจากพฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊คท ี่ขาดสติเท่าทัน
มี 7 อุปนิสัย ที่อาจพัฒนาเป็นบุคลิกภาพที ่เป็นปัญหาเชิงจิตวิทยาในระ ยะยาวของผู้ใช้เฟซบุ๊คที่อา จรู้ไม่เท่าทัน ดังนี้
(1) “หลงไหลตัวเองมากขึ้น”
เป็นอุปนิสัยแรกเริ่มที่อาจ ดูไม่เป็นปัญหา หรือนำไปสู่หลายๆ ปัญหา ไม่น่าเชื่อว่า เฟซบุ๊คทำให้คนหลงตัวเองมาก ขึ้น!
ผู้คนส่วนมากรู้เรื่องตนเอง ดีที่สุด ฉะนั้นพวกเขาจึงมักโพสต์ทุก อย่างที่พวกเขาภูมิใจ ง่ายที่สุดคือเรื่อง “หน้าตา” คนพวกนี้มักชอบโพสต์รูปตัวเ องในมุมสวย หล่อ และเฝ้ารอคนมากดชื่นชอบหรือ แสดงความคิดเห็น หรือ กระทั่งการกดปุ่มไลค์ รูปที่ตนเองเพิ่งจะโพสต์ลงไ ป!
เฟซบุ๊คทำให้คนขี้โม้ ขี้คุย ขี้อวดมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมการอวด หลายคนมักโพสต์รูปถ่ายกับรถ ใหม่ บ้านใหม่ ของเล่นชิ้นใหม่ บ้านใหม่ งานใหม่ สถานที่เที่ยวใหม่ๆ กระทั่งอาหารที่กำลังจะทานพ วกเขาก็ไม่วายที่จะถ่ายรูปเ พื่อเอามาอวดเพื่อนๆ หรืออวดว่ามีจำนวนคนมาขอเป็ นเพื่อนมากมาย คนมากดชอบ แสดงความคิดเห็น ก็กลายเป็นการส่งเสริมให้พว กเขาหลงตัวเองมากขึ้นไปอีก
แน่ว่า พวกเขาทำล้วนทำทุกอย่างเพื่ อโปรโมทตัวเอง!
(2) “ขี้อิจฉามากขึ้น”
เมื่อมีคนโพสต์เรื่องตนเอง หน้าตาดี ชีวิตดี ฐานะดี ดูดี ดูเท่ห์ คนอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่ าชีวิตตนเองไม่ดีแบบนั้น จึงกลายเป็นคนที่ขี้อิจฉามา กขึ้น พวกเขายิ่งรู้สึกดอยค่าและไ ม่พอใจในชีวิตตนเอง และรู้สึกว่าตนเองเป็น “ไอ้ขี้แพ้” ตลอดเวลา
ในแง่นี้อธิบายได้ว่า “เพราะในโลกจริง ผู้คนส่วนใหญ่ ก็ยังเป็นคนจน ชนชั้นกลาง หลายๆ คนไม่ได้เป็นคนเก่ง คนที่ได้รับสถานะทาสังคมเฉก เช่นดารา คนดัง หรือบุคคลสาธารณะ เพื่อคนธรรมดาเหล่านั้นเข้า มาใช้เฟซบุ๊ค เขาก็เพียงแค่อยากจะรู้สึกเ ป็นคนเด่น คนดัง คนสำคัญบ้าง จึงต้องสร้างภาพตนเองให้ดูด ีในพื้นที่สาธารณะสักเล็กน้ อย เพื่อหลอกตัวเองหรือผู้อื่น การยกระดับภาพชีวิตตนเองให้ ดีขึ้น ก็มิใช่อะไรอื่น นอกจากขาอิจฉาคนอื่น ไม่ว่าจะมาจากโลกจริงหรือโล กเสมือนก็ตาม”
(3) “มองโลกในแง่ร้าย”
เฟซบุ๊คเป็นที่ที่คนชอบโพสต ์เรื่องส่วนตัวดีๆ ขณะที่เรื่องส่วนรวมของสังค มมักเป็นเรื่องร้ายๆ ดังนั้นคนที่เสพข้อมูลข่าวส ารจำนวนมาก จึงมักเห็นเรื่องปัญหาสังคม ต่างๆ ถูกหยิบขยายความ ตีความ ส่งต่อแพร่หลายกระจายวงกว้า ง พวกเขาจึงรู้สึกว่า “โลกช่างโหดร้าย” และมีลักษณะไม่ไว้วางใจผู้ค นเรื่องต่างๆ มากขึ้น
(4) “ชอบสอดส่องสอดรู้ชีวิตคนอื ่นๆ”
เฟซบุ๊คเอื้อโอกาสให้เราสาม ารถสอดส่องดูชีวิตของเพื่อน เราได้อย่างไร้ขอบเขตเวลาแล ะสถานที่ แม้จะมีระบบติดตั้งความปลอด ภัย ความเป็นส่วนตัว แต่ผู้คนจำนวนมากก็หลงลืมกา รสร้างเขตแดนจำกัดพื้นที่ชี วิตของตน หลายคนถูก “หลงไหล/ติดตาม/ เฝ้าดู” อย่างใกล้ชิดจากคนแปลกหน้าที่เข้ามาเป็นเพื่ อน และชีวิตของเราก็ถูกคนทั้งโ ลกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
การสอดส่อง ติดตาม (stalker) หรือการเข้าไปก้าวล่วงชีวิต ของผู้อื่น นั่นแสดงว่าคุณมีปัญหาสุขภา พจิตอย่างหนัก เพราะคุณเริ่มแยกไม่ออกระหว ่าง พื้นที่สาธารณะ และความเป็นส่วนตัวของผู้อื ่น และนั่นอาจทำให้คุณรู้สึก “ย่ามใจและมีอำนาจเหนือชีวิ ตของผู้อื่น” และก้าวไปสู่ปัญหาความสัมพั นธ์ในโลกจริงกับเขาที่คุณชื ่นชอบ
(5) “เปิดเผยตนเองมากขึ้น-กันเอ งมากขึ้น”
ในที่นี้หมายถึง เป็นกันเองมากขึ้นกับทุกๆ คน เฟซบุ๊คมีระดับความเป็นเพื่ อนมากมาย แต่ทุกคนก็หลงลืมระยะห่างทา งกายภาพในโลกแห่งความเป็นจร ิง ผู้คนในเฟซบุ๊คใช้ภาษา หรือเข้ามาพูดจาทักทายผ่านข ้อความกับบุคคลต่างๆ เสมือนเป็นเพื่อนมาอย่างยาว ยาน พวกเขา “ระมัดระวังและรักษาระยะห่า งน้อยลง” ความสัมพันธ์กลายเป็น “ง่ายๆ และกันเอง” นั่นทำให้ภาษาพูดและ ระดับการคุกคาม การวิพากษ์วิจารณ์มีระดับรุ นแรง และนำไปสู่การพูดแบบไม่ใส่ใ จเขาใจเรามากขึ้น
ผู้คนในเฟซบุ๊คใช้ถ้อยคำภาษ าที่กันเองมากขึ้น พวกเขาไม่รู้สึกแปลกที่จะบอ กเล่าเรื่องราวความคิดความร ู้สึกของตนเองกับคนแปลกหน้า
และนั่นนำมาสู่ การเปิดรับ รู้จักคนแปลกหน้ามากขึ้น และกับดักของอาชญากรในเฟซบุ ๊คที่พวกเขามักใช้ คือ ถ้อยคำที่สุภาพ ท่าทางที่ดูคบได้ ไว้ใจได้ และการสร้างความไว้วางใจที่ มาจากบทสนทนาที่ดูเป็นกันเอ ง
(6) “จมทุกข์แบกโลกซึมเศร้า”
มีหลายคนที่ในชีวิติจริงพวก เขาไม่มีความสุข พวกเขาจึงแบกโลกที่พวกเขาอย ู่มาสถิตไว้ในเฟซบุ๊ค กลายเป็นแหล่งระบายอารมณ์ จมทุกข์ โศกเศร้ามากขึ้น การระบายอารมณ์ หรือแสดงความรู้สึกผิดหวังเ สียใจนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่คุณอาจพบว่ามีเพื่อนบางค นที่มักจะอยู่ในอารมณ์เศร้า ตลอดเวลา นั่นแสดงว่าเขาไม่สามารถหลุ ดพ้นก้าวข้าวสภาวะนั้นได้ และ จะกลายเป็นคนที่มีภาวะซึมเศ ร้าแบบออนไลน์ตลอดเวลา และคนอื่นๆ ก็จะพากันเบื่อหน่ายหรือรัง เกียจพกเขา แทนที่จะเข้าใจและช่วยรักษา พวกเขา
(7) “หลงใหลยึดติดแบบอย่างชีวิต ของผู้อื่น”
เฟซบุ๊คเป็นสังคมเสมือนจริง แต่ไม่ใช่โลกจริง เป็นที่ที่ผู้คนดี เลว รวย จนมาสื่อสารร่วมกัน คนธรรมดา ดารา คนดัง มาใช้ชีวิตร่วมกันในโลกออนไ ลน์ ผู้คนส่วนมากที่ติดเฟซบุ๊คจ ะแยกแยะไม่ออกระหว่างชีวิตจ ริง โลกจริง พวกเขาเริ่มรู้สึกยึดติด ติดตาม ผูกพันกับชีวิตของคนอื่นๆ มากขึ้น กลายเป็นว่า พวกเขาจะใช้ชีวิตของตนเองด้ วยการยึดเอาชีวิตของคนอื่นเ ป็นแนวทาง ที่พักพิงใจ และเริ่มสนใจชีวิตตนเองน้อย ลง
คนที่หลงใหลในชีวิตผู้อื่น จะสูญเสียความภูมิใจในตนเอง มากไปกว่านั้น คือ เฝ้ารอ เฝ้าคอยที่จะติดต่อติดตามสื ่อสารกับผู้อื่น คนที่เขานับถือเป็นแบบอย่าง ตลอดเวลา เขาจะไม่สนใจชีวิตของตนเองอ ีกต่อไป!
ร้ายกว่านั้นคือ เขาอนุญาตให้ชีวิตคนอื่นเข้ ามาควบคุมบงการชีวิตของเขาเ อง
ร้ายที่สุด คือ สับสนในโลกจริง โลกเสมือน และไปใช้ชีวิตของตนเองในชีว ิตเฟซบุ๊คของคนอื่น!
จะเห็นว่า เฟซบุ๊คนั้น มิใช่เชื้อโรคหรือไวรัส แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมท ี่บ่มเพาะ ผลิต และเผยแพร่โรค อันเกิดมาจากผู้คนที่มาใช้ช ีวิตร่วมกันในสังคมเสมือนจร ิง ผู้คนต่างๆ เข้ามาเสพติดมันและเปลี่ยนน ิสัยตนเอง หรือย้ำสร้างนิสัยเดินตนเอง ให้มีความรุนแรงมากขึ้น
พลังของเฟซบุ๊ค ที่ให้การสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ สภาวะไร้ขอบเขตเวลาพรมแดน และการปลดปล่อยตัว ซ่อนเร้นตนเองจากชีวิตจริง นั่นทำให้ต่างคนต่างแพร่กระ จายโรคออนไลน์ได้ง่ายขึ้น หากเราใช้สื่ออย่างรู้ตระหน ักเท่าทันสภาวะจิตใจตนเอง เท่าทันอารมณ์ และรู้ทันความโลกเสมือนจริง นี้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันสื่อแล ะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข!
============
ธาม เชื้อสถาปนศิริ
นักวิชาการ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.)
timeseven@gmail.com
เพราะเฟซบุ๊คเป็นโลกชุมชนเส
มีการศึกษาจากวารสารการแพทย
การสื่อสารในสื่อใหม่ คือ การทำให้ .”คุณ” (you) ได้พูดเรื่องตนเองมากขึ้น
โดยมีโลกทั้งใบพร้อมฟังคุณ!
อย่างไรก็ตาม จากที่ผู้เขียนค้นดูงานวิชา
มี 7 อุปนิสัย ที่อาจพัฒนาเป็นบุคลิกภาพที
(1) “หลงไหลตัวเองมากขึ้น”
เป็นอุปนิสัยแรกเริ่มที่อาจ
ผู้คนส่วนมากรู้เรื่องตนเอง
เฟซบุ๊คทำให้คนขี้โม้ ขี้คุย ขี้อวดมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมการอวด หลายคนมักโพสต์รูปถ่ายกับรถ
แน่ว่า พวกเขาทำล้วนทำทุกอย่างเพื่
(2) “ขี้อิจฉามากขึ้น”
เมื่อมีคนโพสต์เรื่องตนเอง หน้าตาดี ชีวิตดี ฐานะดี ดูดี ดูเท่ห์ คนอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่
ในแง่นี้อธิบายได้ว่า “เพราะในโลกจริง ผู้คนส่วนใหญ่ ก็ยังเป็นคนจน ชนชั้นกลาง หลายๆ คนไม่ได้เป็นคนเก่ง คนที่ได้รับสถานะทาสังคมเฉก
(3) “มองโลกในแง่ร้าย”
เฟซบุ๊คเป็นที่ที่คนชอบโพสต
(4) “ชอบสอดส่องสอดรู้ชีวิตคนอื
เฟซบุ๊คเอื้อโอกาสให้เราสาม
การสอดส่อง ติดตาม (stalker) หรือการเข้าไปก้าวล่วงชีวิต
(5) “เปิดเผยตนเองมากขึ้น-กันเอ
ในที่นี้หมายถึง เป็นกันเองมากขึ้นกับทุกๆ คน เฟซบุ๊คมีระดับความเป็นเพื่
ผู้คนในเฟซบุ๊คใช้ถ้อยคำภาษ
และนั่นนำมาสู่ การเปิดรับ รู้จักคนแปลกหน้ามากขึ้น และกับดักของอาชญากรในเฟซบุ
(6) “จมทุกข์แบกโลกซึมเศร้า”
มีหลายคนที่ในชีวิติจริงพวก
(7) “หลงใหลยึดติดแบบอย่างชีวิต
เฟซบุ๊คเป็นสังคมเสมือนจริง
คนที่หลงใหลในชีวิตผู้อื่น จะสูญเสียความภูมิใจในตนเอง
ร้ายกว่านั้นคือ เขาอนุญาตให้ชีวิตคนอื่นเข้
ร้ายที่สุด คือ สับสนในโลกจริง โลกเสมือน และไปใช้ชีวิตของตนเองในชีว
จะเห็นว่า เฟซบุ๊คนั้น มิใช่เชื้อโรคหรือไวรัส แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมท
พลังของเฟซบุ๊ค ที่ให้การสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ สภาวะไร้ขอบเขตเวลาพรมแดน และการปลดปล่อยตัว ซ่อนเร้นตนเองจากชีวิตจริง นั่นทำให้ต่างคนต่างแพร่กระ
============
ธาม เชื้อสถาปนศิริ
มาร์ค-สุเทพ ยันพบดีเอสไอ14พ.ค.นี้
มาร์ค-สุเทพ ไม่หวั่น ดีเอสไอ ส่งหมายเรียกรับทราบข้อหา ก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล พยายามฆ่า 14 พ.ค.นี้ เตรียมพบพนักงานสอบสวนตามนัด มาร์ค ลั่น ไม่ยอมให้ต่อรองเรื่องนิรโทษกรรม ไม่เสียสมาธิในการต่อสู้ทางการเมือง ด้าน สุเทพ ใช้หลักตาต่อตาฟันต่อฟัน ย้อนศร ฟ้องกลับ ธาริต-พวก ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทุกคดี รับสภาพ อยู่ในยุคอธรรมครองเมือง กร้าว ยอมติดคุกเพื่อรักษากฎหมายแต่ไม่สยบให้กับอำนาจอธรรม จวก แม้ว และพวก เหลิงอำนาจ ไม่ใช่นัก ปชต. เชื่อ ใกล้ถึงจุดจบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดีเอสไอได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางมาที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือแจ้งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ไปรับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานดีเอสไอในวันที่ 14 พ.ค. 56 ในสองคดี ประกอบด้วย ข้อหา ก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล กรณีการเสียชีวิตของ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา และฐานพยายามฆ่า นายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากการเข้าควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในปี 2553 ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นคดีที่สองและสามหลังจากที่ดีเอสไอเคยแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้วครั้งหนึ่ง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนพร้อมกับนายสุเทพ ตามที่ดีเอสไอนัดหมายเพื่อรับทราบการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งก็อยู่บนฐานแนวคิดเดิมของดีเอสไอที่เคยมีการแจ้งข้อหามาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่นั้นจะต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาให้ชัดเจนก่อน โดยคาดว่าคงใช้เวลาไม่นานแตกต่างจากคราวที่แล้วที่พนักงานสอบสวนมีการบรรยายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยาว แต่คราวนี้คงไม่ต้องท้าวความอะไรอีก อย่างไรก็ตามแรงบีบที่เกิดขึ้นไม่มีผลต่อจุดยืนของตนและนายสุเทพ นอกจากทำให้ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาเท่านั้น และการดำเนินคดีกับตนและนายสุเทพ หลายคดีก็จะส่งผลเพียงแค่ทำให้ต้องใช้เวลาไปกับการต่อสู้คดีมากขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่ทำให้เสียสมาธิในการต่อสู้ทางการเมืองที่กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้นในหลายประเด็น โดยเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้สังคมเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐในขณะนี้ เหมือนกับที่พรรคได้เขียนไปในจดหมายเปิดผนึกว่าทั้งตำรวจและดีเอสไอเป็นเครื่องมือทางการเมือง
“ผมเตือนไปแล้วว่าถ้าหวังว่าจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อต่อรองก็บอกได้ว่าไม่มีผล และไม่อยากให้คนมีหน้าที่ตามกฎหมายไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้ากระทำผิดกฎหมายผมก็มีสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิเท่านั้นเอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีต เลขาสมช.ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระบุว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอจะสะดุดพฤติกรรมของตัวเองไม่วันใดก็วันหนึ่งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนย้ำไปหลายครั้งว่าใครก็ตามที่ไม่ทำตามเนื้อของกฎหมายในที่สุดก็ต้องรับผิดชอบ ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเหตุใดนายธาริตจึงยังเดินหน้าแบบนี้ เพราะหากมีอำนาจการเมืองเข้าไปสั่งการในที่สุดแล้วคนทใช้อำนาจตามกฎหมายต้องเป็นคนรับผิดชอบ
ด้านนายสุเทพ กล่าวยืนยันว่า การที่นายธาริตเจ้าเก่าดำเนินคดีกับตนและนายอภิสิทธิ์เพิ่มนั้นเป็นสิ่งที่คาดหมายไว้อยู่แล้ว เพราะคนเหล่านี้มีเป้าหมายที่จะยัดเยียดข้อหาสั่งฆ่า และพยายามฆ่าให้กับตนและนายอภิสิทธิ์ มาโดยตลอด แต่ตนยืนยันว่า การทำหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบจากการก่อจลาจล ก่อการร้าย มีการใช้อาวุธสงครามฆ่า ทหาร ตำรวจ และประชาชนในขณะนั้นเป็นไปตามหลักของกฎหมายซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่คืนความสงบให้บ้านเมือง และดีเอสไอไม่มีอำนาจในการสอบสวนคดีนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดังนั้นเมื่อมีการแจ้งข้อหาตนเพิ่มอีกสองคดีก็จะฟ้องกลับนายธาริตเพิ่มอีกสองคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเช่นเดียวกัน
นายสุเทพ ยังฝากถึงพนักงานสอบสวนด้วยว่า ตนจะใช้สิทธิทางกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อเห้นว่านายธาริตและพวกได้ทำตัวเป็นพนักงานสอบสวนทั้งที่ไม่มีอำนาจ แต่มีเจตนาที่จะเอาผิดตนกับนายอภิสิทธิ์ ด้วยการตั้งข้อหาทั้งตนและนายอภิสิทธิ์ไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถกระดิกกระเดี้ยไปไหนได้ เพื่อหวังผลกดดันให้ยอมจำนนและบีบบังคับให้จำยอมในเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสมุน บริวาร โดยกฎหมายที่จะออกมานั้นพยายามจะบอกว่าพวกตนจะได้ประโยชน์ด้วย ซึ่งทั้งตนและนายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าไม่ต้องการได้รับการนิรโทษกรรม แต่เห็นว่ากฎหมายบ้านเมืองต้องศักดิ์สิทธิ์ ใครทำผิดต้องได้รับโทษ แต่ถ้าสู้คดีแล้วแพ้ก็ต้องรับโทษ นี่คือหลักของบ้านเมือง ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็จะไม่สงบสุข และเชื่อว่าความพยายามของรัฐบาลจะไม่สำเร็จ เพราะพวกตนมีหัวใจที่หนักแน่น ไม่ยอมสยบให้กับอธรรม หรือคนที่ใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เราไม่มีวันยอมแม้ต้องแลกด้วยการติดคุกก็ตาม เป็นไงเป็นกัน ขอรักษาหลักการของบ้านเมืองและหลักการของกฎหมาย จึงขอย้ำว่าจะบีบบังคับอย่างไร พวกตนก็ไม่มีวันยอมจำนน แต่จะสู้คดีตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยถือว่าเกิดมามีชีวิตในประเทศไทยช่วงอธรรมครองเมืองก็ต้องก้มหน้าก้มตาสู้คดีไป
นายสุเทพ ยังเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย อย่ายอมให้มีการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง อย่ายอมให้ใช้พวกมากเขียนกฎหมายยกเว้นโทษ ลบล้างความผิดให้พวกตัวเอง เพราะนั่นคือการทำลายหลักการที่สำคัญของบ้านเมือง และจะทำให้บ้านเมืองมีปัญหาต่อไปไม่สิ้นสุด ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันทุกองค์กรต้องไม่หวั่นไหว แต่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเชื่อว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังถูกกดดันในขณะนี้ก็จะไม่หวั่นไหวเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เห็นว่าบรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้กำลังนำไปสู่ปัญหา ซึ่งพรรคก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองและประชาชนก็ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเองในการรักษาประเทศด้วย
สำหรับสัญญาณที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งถึงพรรคเพื่อไทยนั้นทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นนักโทษหนีคดีมีอิทธิพลบงการนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ทำตามได้ทุกเรื่อง โดยมีความฮึกเหิม เหลิงอำนาจ ไม่เคารพกฎหมายและศาล ไม่ใช่นักประชาธิปไตย ซึ่งจะทำให้ชัยชนะของคนเหล่านี้ไม่ยั่งยืน เพราะในวันหนึ่งประชาชนจะทนไม่ได้ และวันนั้นก็จะได้รับผลกรรมที่สร้างขึ้น โดยในส่วนของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศ แต่ทำตามคำบงการของพี่ชายโดยไม่คำนึงถึงความถูก ผิด ถึงขนาดบิดเบือนข้อเท็จจริงในการกล่าวปาถกฐาทำร้ายประเทศไทยในเวทีโลกอย่างที่ไม่เคยมีผู้นำชาติไหนทำมาก่อน
//////
วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
'สมชาย'แขวะรัฐ ระวัง 2 มาตรฐาน จี้ ครม.ใช้ ก.ม.มั่นคง สกัดแดงชุมนุม
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 17:10 น.
"สมชาย แสวงการ" ส.ว.สรรหา จี้ ครม.ใช้ ก.ม.มั่นคง สกัด "แดง" ชุมนุม 8 พ.ค.นี้ แขวะควรจัดการเหมือนที่ทำกับม็อบ "เสธ.อ้าย" ไม่เช่นนั้น ระวังข้อครหา 2 มาตรฐาน
วันที่ 6 พ.ค. นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าทางคดีการเสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองวุฒิสภา กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเร่งจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเล็ก เพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร เพื่อให้อำนาจฝ่ายความมั่นคง เข้ามาควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ที่ประกาศระดมคนปิดล้อมศูนย์ราชการ ในวันที่ 8 พ.ค.
ที่ผ่านมา รัฐบาลเคยประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงจัดการกับองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) มาแล้ว โดยแต่งตั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลสถานการณ์ ระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศกว่า 5 หมื่นนาย เข้ามาคุมพื้นที่ ที่สำคัญมีการใช้แก๊สน้ำตาจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ครั้งนี้เห็นว่าการประกาศท่าทีของคนเสื้อแดงเข้าลักษณะเดียวกับองค์การพิทักษ์สยามชุมนุมใหญ่เมื่อปลายปี 2555 ดังนั้น รัฐบาลควรใช้กฎหมายแบบเดียวกัน
นายสมชายกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไม่ทำ อาจถูกมองได้ว่า 2 มาตรฐาน หรือหากรัฐบาลไม่คิดจะใช้กฎหมายฉบับนี้ ก็ขอให้บอกตามตรงว่าม็อบเสื้อแดงครั้งนี้มีไม่มาก จึงไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายดังกล่าว และอยากฝากถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เร่งจัดการกับผู้เผยแพร่ข้อความ และรูปภาพที่มีลักษณะดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ประกาศจัดการเฉพาะเว็บไซต์หมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ที่ผ่านมา ไอซีที ขอจัดสรรงบประมาณไปกว่า 500 ล้านบาท เพื่อติดตั้งอุปกรณ์จัดการกับผู้กระทำความผิด จึงอยากถามว่าปัจจุบันได้ดำเนินการจัดการกับเว็บไซต์หมิ่นสถาบันไปถึงไหนแล้ว
โดย ไทยรัฐออนไลน์
"สมชาย แสวงการ" ส.ว.สรรหา จี้ ครม.ใช้ ก.ม.มั่นคง สกัด "แดง" ชุมนุม 8 พ.ค.นี้ แขวะควรจัดการเหมือนที่ทำกับม็อบ "เสธ.อ้าย" ไม่เช่นนั้น ระวังข้อครหา 2 มาตรฐาน
วันที่ 6 พ.ค. นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าทางคดีการเสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองวุฒิสภา กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเร่งจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดเล็ก เพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร เพื่อให้อำนาจฝ่ายความมั่นคง เข้ามาควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ที่ประกาศระดมคนปิดล้อมศูนย์ราชการ ในวันที่ 8 พ.ค.
ที่ผ่านมา รัฐบาลเคยประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงจัดการกับองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) มาแล้ว โดยแต่งตั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลสถานการณ์ ระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศกว่า 5 หมื่นนาย เข้ามาคุมพื้นที่ ที่สำคัญมีการใช้แก๊สน้ำตาจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ครั้งนี้เห็นว่าการประกาศท่าทีของคนเสื้อแดงเข้าลักษณะเดียวกับองค์การพิทักษ์สยามชุมนุมใหญ่เมื่อปลายปี 2555 ดังนั้น รัฐบาลควรใช้กฎหมายแบบเดียวกัน
นายสมชายกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไม่ทำ อาจถูกมองได้ว่า 2 มาตรฐาน หรือหากรัฐบาลไม่คิดจะใช้กฎหมายฉบับนี้ ก็ขอให้บอกตามตรงว่าม็อบเสื้อแดงครั้งนี้มีไม่มาก จึงไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายดังกล่าว และอยากฝากถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เร่งจัดการกับผู้เผยแพร่ข้อความ และรูปภาพที่มีลักษณะดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ประกาศจัดการเฉพาะเว็บไซต์หมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ที่ผ่านมา ไอซีที ขอจัดสรรงบประมาณไปกว่า 500 ล้านบาท เพื่อติดตั้งอุปกรณ์จัดการกับผู้กระทำความผิด จึงอยากถามว่าปัจจุบันได้ดำเนินการจัดการกับเว็บไซต์หมิ่นสถาบันไปถึงไหนแล้ว
โดย ไทยรัฐออนไลน์
58 ส.ว.เผย รู้อยู่แล้วนายกฯ เบี้ยวแจง สปีช 'มองโกเลีย'
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 19:45 น.
58 ส.ว. เผย รู้อยู่แล้วนายกฯ เบี้ยวแจงสปีช "มองโกเลีย" เล็ง หามาตรการกดดันต่อ อัด "ยิ่งลักษณ์" ไม่ใช่รัฐบาลพลัดถิ่น ถึงต้องถล่มบ้านตัวเอง...
วันที่ 6 พ.ค. นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา หนึ่งในกลุ่ม 58 ส.ว.ผู้รักชาติ ที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบ คำปาฐกถาโจมตีประเทศไทย กล่าวว่า รู้อยู่แล้วว่า นายกฯ คงไม่ยอมมาชี้แจง ที่เราเชิญไปเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ในเมื่อนายกฯ ไปพูดเรื่องระบอบประชาธิปไตย ท่านก็ต้องยอมรับกลไกการทำงานของคณะกรรมาธิการด้วย เราต้องการทราบว่าวัตถุประสงค์การพูดคืออะไร
เมื่อถามว่ารัฐบาลมีท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะไม่มาชี้แจง กรรมาธิการของวุฒิสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นพ.เจตน์ตอบว่า ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม จะขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 ก็ทำไม่ได้ ต้องรอดูท่าทีรัฐบาลต่อไปว่า จะมีการพัฒนาการมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแแดง หากมีการข่มขู่กดดันศาลรัฐธรรมนูญหนักขึ้น โดยที่รัฐบาลไม่ยอมควบคุม เราจะนัดหารือเพื่อออกมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป
นพ.เจตน์กล่าวต่อว่า ส่วนที่คนในรัฐบาลระบุว่า กลุ่ม 58 ส.ว.เคลื่อนไหวเพื่อหวังผลการเมืองนั้น ทางกลุ่มมองว่า นายกฯ ทำไม่เหมาะสม ไม่ได้หวังดิสเครดิต เพราะในเวทีระหว่างประเทศโดยปกติ ผู้นำเขา จะพูดแต่ด้านดีของประเทศตัวเอง ไม่เคยมีใครพูดให้ร้ายประเทศ จึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ ที่ผู้นำไปใช้เวทีระหว่างประเทศมาโจมตีประเทศตัวเอง เพราะไม่ใช่รัฐบาลพลัดถิ่น
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ ส.ว. นพ.เจตน์ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. ตอบว่าขณะนี้พิจารณาเสร็จเกือบทั้งร่างฯแล้ว เหลือเพียงส่วนของบทเฉพาะกาล คงเรียกประชุมอีกนัดเพื่อพิจารณาให้จบ จากนั้นจะเรียกสมาชิกที่เสนอคำแปรญัตติมาชี้แจง ซึ่งในญัตตินี้มีผู้แปรญัตติกว่า 200 คน ไม่นับรวมกรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อยอีก
ดังนั้น คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร อย่างตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สมาชิกบางคนใช้เวลาชี้แจงเกือบ 4 ชั่วโมง
โดย ไทยรัฐออนไลน์
58 ส.ว. เผย รู้อยู่แล้วนายกฯ เบี้ยวแจงสปีช "มองโกเลีย" เล็ง หามาตรการกดดันต่อ อัด "ยิ่งลักษณ์" ไม่ใช่รัฐบาลพลัดถิ่น ถึงต้องถล่มบ้านตัวเอง...
วันที่ 6 พ.ค. นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา หนึ่งในกลุ่ม 58 ส.ว.ผู้รักชาติ ที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบ คำปาฐกถาโจมตีประเทศไทย กล่าวว่า รู้อยู่แล้วว่า นายกฯ คงไม่ยอมมาชี้แจง ที่เราเชิญไปเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ในเมื่อนายกฯ ไปพูดเรื่องระบอบประชาธิปไตย ท่านก็ต้องยอมรับกลไกการทำงานของคณะกรรมาธิการด้วย เราต้องการทราบว่าวัตถุประสงค์การพูดคืออะไร
เมื่อถามว่ารัฐบาลมีท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะไม่มาชี้แจง กรรมาธิการของวุฒิสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นพ.เจตน์ตอบว่า ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม จะขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 ก็ทำไม่ได้ ต้องรอดูท่าทีรัฐบาลต่อไปว่า จะมีการพัฒนาการมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแแดง หากมีการข่มขู่กดดันศาลรัฐธรรมนูญหนักขึ้น โดยที่รัฐบาลไม่ยอมควบคุม เราจะนัดหารือเพื่อออกมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป
นพ.เจตน์กล่าวต่อว่า ส่วนที่คนในรัฐบาลระบุว่า กลุ่ม 58 ส.ว.เคลื่อนไหวเพื่อหวังผลการเมืองนั้น ทางกลุ่มมองว่า นายกฯ ทำไม่เหมาะสม ไม่ได้หวังดิสเครดิต เพราะในเวทีระหว่างประเทศโดยปกติ ผู้นำเขา จะพูดแต่ด้านดีของประเทศตัวเอง ไม่เคยมีใครพูดให้ร้ายประเทศ จึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ ที่ผู้นำไปใช้เวทีระหว่างประเทศมาโจมตีประเทศตัวเอง เพราะไม่ใช่รัฐบาลพลัดถิ่น
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ ส.ว. นพ.เจตน์ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. ตอบว่าขณะนี้พิจารณาเสร็จเกือบทั้งร่างฯแล้ว เหลือเพียงส่วนของบทเฉพาะกาล คงเรียกประชุมอีกนัดเพื่อพิจารณาให้จบ จากนั้นจะเรียกสมาชิกที่เสนอคำแปรญัตติมาชี้แจง ซึ่งในญัตตินี้มีผู้แปรญัตติกว่า 200 คน ไม่นับรวมกรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อยอีก
ดังนั้น คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร อย่างตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สมาชิกบางคนใช้เวลาชี้แจงเกือบ 4 ชั่วโมง
โดย ไทยรัฐออนไลน์
'นพดล'โพสต์เฟซฯ'แม้ว'คุย'ราจิบ'ขออำนวยสะดวก'ไทย'คุย'บีอาร์เอ็น'
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 16:45 น.
"นพดล" โพสต์เฟซฯ"แม้ว"คุย"ราจิบ"ยินดี ชนะเลือกตั้ง ขอ"มาเลย์"อำนวยสะดวกไทยคุย"บีอาร์เอ็น" ยัน ไม่เปลี่ยนนโยบาย แขวะ"มาร์ค"อย่าดูหมิ่นคนไทย ความวุ่นวายการเมืองไม่ได้มาจาก"นายใหญ่"แต่มาจากฝ่ายที่มองไม่เห็น
วันที่ 6 พ.ค. นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัว Noppadon Pattama ยืนยันว่า พ.ต.ท ทักษิณ ได้ โทรศัพท์ยินดีกับนายนาจิบ ราซัค นายกฯ มาเลเซีย ที่ชนะการเลือกตั้ง ทั้งยังประสานนายนาจิบ เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยกันระหว่าง สมช. กับ บีอาร์เอ็น เพื่อแก้ไขปัญหา ลดความรุนแรง และนำสันติสุขมาสู่ดินแดนภาคใต้ และการพูดคุยระหว่าง สมช. กับ กลุ่มบีอาร์เอ็น ก็คงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน ยังตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.ว่า ก้าวไม่พ้นและตามไม่ทัน พ.ต.ท.ทักษิณกรณีที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาณ ให้ดำเนินการขั้นแตกหัก และบอกว่า ความวุ่นวายทางการเมืองปัจจุบัน เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะมันไม่ใช่ความจริง แต่เหตุที่เกิดขึ้น เป็นเพราะการทำรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญ และใช้กลไกทุกอย่างทำลายฝ่ายตรงกันข้าม โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย และผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 54 ไม่บอกอะไรนายอภิสิทธิ์บ้างเลยหรือ ว่า ทำไมประชาชน จึงได้สนับสนุนฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด
คำแถลงนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากที่พรรคอัมโน นำโดยนายนาจิบ ราซัค ชนะการเลือกตั้งทั่วไป ในมาเลเซีย เมื่อวานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายราจิบที่ได้เป็นรัฐบาลอีกสมัยหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และนายนาจิบ มีความสนิทสนมเป็นอย่างดี เพราะเคยทำงานร่วมกันมา
นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ประสาน นายนาจิบ เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยกันระหว่าง สมช. กับ บีอาร์เอ็น เพื่อแก้ไขปัญหา ลดความรุนแรง และนำสันติสุขมาสู่ดินแดนภาคใต้ และการพูดคุยระหว่าง สมช. กับ กลุ่มบีอาร์เอ็น ก็คงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นายนพดล ปัทมะ กล่าวต่อว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่า การดำเนินการของรัฐบาลปัจจุบัน และคนเสื้อแดง เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาณ ให้ดำเนินการขั้นแตกหัก และบอกว่า ความวุ่นวายทางการเมืองปัจจุบัน เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ และว่า จะเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่สามารถล้างผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นั้น ตนเห็นด้วยกับนายอลงกรณ์ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ก้าวไม่ข้ามและตามไม่ทัน พ.ต.ท.ทักษิณ และก็ไม่เหนือความคาดหมายว่า นายอภิสิทธิ์จะโยนความผิดทุกอย่างให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่เคยดูการกระทำของตัวเองว่า เป็นเหตุให้เกิดความปัญหา และทำลายความมั่นคงทางการเมืองของประเทศ มาอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการบอยคอตการเลือกตั้งปี 2548 และท่าทีในการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ที่นำสู่วิกฤติการทางเมืองก่อนรัฐประหาร
นายอภิสิทธิ์ อย่าดูหมิ่นสติปัญญาของคนไทย ว่าปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ความวุ่นวายของประเทศเกิดขึ้นจากฝ่ายมือที่มองไม่เห็น ไปทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ และใช้กลไกทุกอย่างทำลายฝ่ายตรงกันข้าม โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย และผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 54 ไม่บอกอะไรนายอภิสิทธิ์บ้างเลยหรือ ว่า ทำไมประชาชน จึงได้สนับสนุนฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด
“การที่นายอภิสิทธิ์พูดว่า เลือกตั้งกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถล้างผิด พ.ต.ท.ทักษิณ แต่นายอภิสิทธิ์ควรรู้ว่า ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารนั้น เกิดจากการสอบสวนของ คตส. ที่คณะรัฐประหารตั้งฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นกรรมการ ซึ่งล้วนขัดหลักนิติธรรมทั้งสิ้น
ทีตัวเองถูกตั้งข้อกล่าวหา ว่า เป็นนายกฯ สองสัญชาติ ใช้เอกสารปลอมในการเข้ารับราชการทหาร และก่อให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตหลายคน ก็บอกว่า ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตั้งข้อกล่าวหาหลังรัฐประหาร ก็บอกว่า ชอบธรรมแล้ว นี่คือความเลวร้ายของระบบอภิสิทธิ์ชนที่นายอภิสิทธิ์ควรรู้” นายนพดล กล่าว.
โดย ไทยรัฐออนไลน์
'อนุดิษฐ์'รับเร่งฟันคนด่า'ปู' ปัดเลือกปฏิบัติปล่อยเว็บทำผิดอื่นๆ
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 15:01 น.
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ลั่น เอาผิดคนโพสต์หมิ่นประมาท ไม่ปฏิเสธ "แอ็กชั่น" ป้องนายกฯ "ปู" เร็ว ชี้ เป็นถึงระดับผู้นำประเทศ แนะ ปชช.ร้องเรียนได้ หากเจอคนโพสต์หมิ่นฯ ไม่เฉพาะเรื่องนายกฯ เท่านั้น...
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีการดำเนินการกับผู้โพสต์ข้อความหมิ่นฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามเว็บไซต์ว่า ขณะนี้กระทรวงไอซีทีดำเนินการร่วมกับ สำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปท.) กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (ปอท.) ติดตามผู้โพสต์ข้อความลักษณะหมิ่นประมาท โดยหากใช้ชื่อจริง สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากใช้นามแฝงต้องตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงไอซีทีที่ต้องดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทุกคน
รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า การดำเนินการเอาผิดกับผู้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท ไม่ได้เป็นกรณีที่กระทรวงไอซีทีดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมากรณีที่เกี่ยวข้อง อาทิ เรื่องเว็บหมิ่นฯ เรื่องพนัน และยาเสพติด ก็มีผลงานอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่ากรณีนายกฯ
“การหมิ่นประมาทผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ถูกคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ พี่สาว น้องสาว อา หรือใครก็แล้วแต่ ย่อมได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม และเป็นภัยที่ต้องเอาผิดกับผู้กระทำ เพราะเป็นสิ่งไม่ถูกกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะกรณีของนายกฯ เท่านั้น แต่เรื่องของท่านนายกฯ เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
ต่อข้อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของไอซีที เรื่องนายกฯ ที่รวดเร็วกว่ากรณีอื่นๆ นั้น รมว.ไอซีที กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธ เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นถึงระดับผู้นำของประเทศ และยังมีการใช้ข้อความดูหมิ่น ดูแคลน ซึ่งกระทรวงไอซีทีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า หากประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการโพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ในลักษณะหมิ่นประมาท สามารถแจ้งความดำเนินคดีและร้องเรียนมาที่กระทรวงไอซีทีได้ สำหรับโทษของการโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ด่าว่าร้ายผู้อื่น ทำให้เกิดความเสียหายทางเว็บไซต์จะเข้าข่ายมีความผิดข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่ 326 มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม รมว.ไอซีที ยังกล่าวถึงกรณีที่เมื่อวานที่ผ่านมา มีการประชุมกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เพื่อหารือภายหลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ส่งตัวเทน มอบหมายให้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ให้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดคดีหมิ่นประมาทและ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับ "ชัย ราชวัตร" คอลัมนิสต์และนักเขียนการ์ตูนชื่อดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า ส่วนตัวไม่ได้เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ในชุดดังกล่าว จึงไม่ทราบผลสรุป แต่ก็มีความเห็นว่าควรที่จะดำเนินการไปตามกฎหมาย
โดย ไทยรัฐออนไลน์
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ลั่น เอาผิดคนโพสต์หมิ่นประมาท ไม่ปฏิเสธ "แอ็กชั่น" ป้องนายกฯ "ปู" เร็ว ชี้ เป็นถึงระดับผู้นำประเทศ แนะ ปชช.ร้องเรียนได้ หากเจอคนโพสต์หมิ่นฯ ไม่เฉพาะเรื่องนายกฯ เท่านั้น...
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีการดำเนินการกับผู้โพสต์ข้อความหมิ่นฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามเว็บไซต์ว่า ขณะนี้กระทรวงไอซีทีดำเนินการร่วมกับ สำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปท.) กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (ปอท.) ติดตามผู้โพสต์ข้อความลักษณะหมิ่นประมาท โดยหากใช้ชื่อจริง สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากใช้นามแฝงต้องตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงไอซีทีที่ต้องดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทุกคน
รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า การดำเนินการเอาผิดกับผู้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท ไม่ได้เป็นกรณีที่กระทรวงไอซีทีดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมากรณีที่เกี่ยวข้อง อาทิ เรื่องเว็บหมิ่นฯ เรื่องพนัน และยาเสพติด ก็มีผลงานอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่ากรณีนายกฯ
“การหมิ่นประมาทผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ถูกคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ พี่สาว น้องสาว อา หรือใครก็แล้วแต่ ย่อมได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม และเป็นภัยที่ต้องเอาผิดกับผู้กระทำ เพราะเป็นสิ่งไม่ถูกกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะกรณีของนายกฯ เท่านั้น แต่เรื่องของท่านนายกฯ เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
ต่อข้อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของไอซีที เรื่องนายกฯ ที่รวดเร็วกว่ากรณีอื่นๆ นั้น รมว.ไอซีที กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธ เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นถึงระดับผู้นำของประเทศ และยังมีการใช้ข้อความดูหมิ่น ดูแคลน ซึ่งกระทรวงไอซีทีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า หากประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการโพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ในลักษณะหมิ่นประมาท สามารถแจ้งความดำเนินคดีและร้องเรียนมาที่กระทรวงไอซีทีได้ สำหรับโทษของการโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ด่าว่าร้ายผู้อื่น ทำให้เกิดความเสียหายทางเว็บไซต์จะเข้าข่ายมีความผิดข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่ 326 มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม รมว.ไอซีที ยังกล่าวถึงกรณีที่เมื่อวานที่ผ่านมา มีการประชุมกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เพื่อหารือภายหลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ส่งตัวเทน มอบหมายให้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ให้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดคดีหมิ่นประมาทและ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับ "ชัย ราชวัตร" คอลัมนิสต์และนักเขียนการ์ตูนชื่อดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า ส่วนตัวไม่ได้เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ในชุดดังกล่าว จึงไม่ทราบผลสรุป แต่ก็มีความเห็นว่าควรที่จะดำเนินการไปตามกฎหมาย
โดย ไทยรัฐออนไลน์
'จารุพงศ์' ย้ำ 312 ส.ส.-สว.ไม่เข้าแจงศาล รธน.15 พ.ค.นี้
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 12:30 น.
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยัน 312 ส.ส.-ส.ว.ไม่เข้าแจงศาล รธน. 15 พ.ค.นี้แน่ เหตุเชื่อว่าฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการถูกต้อง
วันที่ 6 พ.ค. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณี 312 ส.ส. และ ส.ว. จะไม่เข้าไปชี้แจง การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าผิด รธน.ม.68 หรือไม่? วันที่ 15 พ.ค. 2556 นี้
เพราะส่วนตัว เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติทำถูกต้องแล้ว และมาตรา 68 ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด เหมือนกับที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต และเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ตีความ ส่วนศาล รธน.จะตีความออกมาอย่างไร คงไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ เพราะต้องแล้วแต่ศาลพิจารณา และหากต่างฝ่ายต่างคิดว่า ตนเองถูกต้อง ก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ.
โดย ไทยรัฐออนไลน์
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยัน 312 ส.ส.-ส.ว.ไม่เข้าแจงศาล รธน. 15 พ.ค.นี้แน่ เหตุเชื่อว่าฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการถูกต้อง
วันที่ 6 พ.ค. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณี 312 ส.ส. และ ส.ว. จะไม่เข้าไปชี้แจง การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าผิด รธน.ม.68 หรือไม่? วันที่ 15 พ.ค. 2556 นี้
เพราะส่วนตัว เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติทำถูกต้องแล้ว และมาตรา 68 ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด เหมือนกับที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต และเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ตีความ ส่วนศาล รธน.จะตีความออกมาอย่างไร คงไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ เพราะต้องแล้วแต่ศาลพิจารณา และหากต่างฝ่ายต่างคิดว่า ตนเองถูกต้อง ก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ.
โดย ไทยรัฐออนไลน์
'จรัญ'ยกธรรมะสยบม็อบแดงไล่ ยันรู้ตัวผู้อยู่เบื้องหลัง
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 10:45 น.
'จรัญ ภักดีธนากุล' ระบุใช้ธรรมะสยบม็อบ กปว. ขู่ไล่ 9 ตุลาการศาล รธน. ยืนยันรู้คนอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ย้ำไม่หวั่นไหวเชื่อในผลกรรม...
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยไทยรัฐออนไลน์ถึงกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) จะยกระดับการชุมนุมเรียกร้องให้ตุลาการทั้ง 9 คนหยุดการทำหน้าที่ โดยจะเริ่มจากกดดันตนก่อนนั้น ว่า ไม่ได้สนใจต่อข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนที่จะขับไล่จนไม่ให้มีแผ่นดินอยู่นั้น นายจรัญ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ปล่อยกันไป ไม่อยากไปทะเลาะกับเขา การที่คนกลุ่มนี้กร้าวออกมาขับไล่ตุลาการ ก็ต้องไปถามเจ้าหน้าที่บ้านเมืองว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ จะมาถามตนในฐานะผู้เสียหายได้ไง
เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องร้องหรือผู้ที่ออกมายุยงปลุกปั่นหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า อย่าให้ตนต้องไปฟ้องร้องประชาชน เราจะไปฟ้องร้องประชาชนได้อย่างไร เมื่อถามต่อว่าผู้ที่ออกมาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญในทางกฎหมายมีความผิดหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า ทางกฎหมายก็ว่ากันไป แต่คนที่ถูกดูหมิ่นใครควรจะต้องเป็นผู้ที่ชี้แจงกับสังคม อย่าให้ตนออกไปทะเลาะกับเลย เขาทำอะไรอย่างไร สังคมเข้าใจว่า และมั่นใจว่าสุจริตชนในประเทศไทยมีสติปัญหาพอที่จะวิเคราะห์ได้ ว่าอะไรเป็นอะไร
"อย่าให้ผมต้องลงไปทะเลาะกับเขาเลย อย่าต้องดึงผมลงไปเลย จะเหมือนเอาน้ำไปสาดกัน ใครทำอะไรทุกคนต้องรับผิดชอบในผลกรรมที่ทำอยู่ของตนแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงไปทะเลาะเบาะแว้ง และในเรื่องนี้ก็ทราบกันอยู่ว่าคนเหล่านี้ที่ออกมามีใครอยู่เบื้องหลัง ผมไม่อยากไปฟาดหรือบาดหมาง ผมไม่อยากหนักข้อ คนพวกนี้ทำเพื่ออะไร ก็ขอร้องอย่าเอาผมไปเป็นเหยื่อเลย" นายจรัญ กล่าว
เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้มีผู้ออกมาให้กำลังใจเยอะหรือไม่ นายจรัญ กลาวว่า คนที่มาให้กำลังใจก็ไม่ได้ช่วยให้เราดีเด่นขึ้น คนที่ทำร้ายเราด่าเราก็ไม่ทำให้เราเลวลง กรรมะคือการกระทำของเราที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราดีหรือเลวลง อย่าหวั่นไหวกับคำชมกับเสียงด่า ทั้งสรรเสริญแล้วนิทนาเป็นโลกธรรมผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่มีสาระแกนสารอะไร และการกระทำของเขาอย่าทำให้เราผลัดตกลงไปในอกุศล สิ่งยึดเหนี่ยวใจคิดอย่างไรก็ว่าไปอย่างนั้นไม่มีอะไรยอกย้อน.
/////
โดย ไทยรัฐออนไลน์
'จรัญ ภักดีธนากุล' ระบุใช้ธรรมะสยบม็อบ กปว. ขู่ไล่ 9 ตุลาการศาล รธน. ยืนยันรู้คนอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ย้ำไม่หวั่นไหวเชื่อในผลกรรม...
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยไทยรัฐออนไลน์ถึงกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) จะยกระดับการชุมนุมเรียกร้องให้ตุลาการทั้ง 9 คนหยุดการทำหน้าที่ โดยจะเริ่มจากกดดันตนก่อนนั้น ว่า ไม่ได้สนใจต่อข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนที่จะขับไล่จนไม่ให้มีแผ่นดินอยู่นั้น นายจรัญ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ปล่อยกันไป ไม่อยากไปทะเลาะกับเขา การที่คนกลุ่มนี้กร้าวออกมาขับไล่ตุลาการ ก็ต้องไปถามเจ้าหน้าที่บ้านเมืองว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ จะมาถามตนในฐานะผู้เสียหายได้ไง
เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องร้องหรือผู้ที่ออกมายุยงปลุกปั่นหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า อย่าให้ตนต้องไปฟ้องร้องประชาชน เราจะไปฟ้องร้องประชาชนได้อย่างไร เมื่อถามต่อว่าผู้ที่ออกมาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญในทางกฎหมายมีความผิดหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า ทางกฎหมายก็ว่ากันไป แต่คนที่ถูกดูหมิ่นใครควรจะต้องเป็นผู้ที่ชี้แจงกับสังคม อย่าให้ตนออกไปทะเลาะกับเลย เขาทำอะไรอย่างไร สังคมเข้าใจว่า และมั่นใจว่าสุจริตชนในประเทศไทยมีสติปัญหาพอที่จะวิเคราะห์ได้ ว่าอะไรเป็นอะไร
"อย่าให้ผมต้องลงไปทะเลาะกับเขาเลย อย่าต้องดึงผมลงไปเลย จะเหมือนเอาน้ำไปสาดกัน ใครทำอะไรทุกคนต้องรับผิดชอบในผลกรรมที่ทำอยู่ของตนแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงไปทะเลาะเบาะแว้ง และในเรื่องนี้ก็ทราบกันอยู่ว่าคนเหล่านี้ที่ออกมามีใครอยู่เบื้องหลัง ผมไม่อยากไปฟาดหรือบาดหมาง ผมไม่อยากหนักข้อ คนพวกนี้ทำเพื่ออะไร ก็ขอร้องอย่าเอาผมไปเป็นเหยื่อเลย" นายจรัญ กล่าว
เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้มีผู้ออกมาให้กำลังใจเยอะหรือไม่ นายจรัญ กลาวว่า คนที่มาให้กำลังใจก็ไม่ได้ช่วยให้เราดีเด่นขึ้น คนที่ทำร้ายเราด่าเราก็ไม่ทำให้เราเลวลง กรรมะคือการกระทำของเราที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราดีหรือเลวลง อย่าหวั่นไหวกับคำชมกับเสียงด่า ทั้งสรรเสริญแล้วนิทนาเป็นโลกธรรมผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่มีสาระแกนสารอะไร และการกระทำของเขาอย่าทำให้เราผลัดตกลงไปในอกุศล สิ่งยึดเหนี่ยวใจคิดอย่างไรก็ว่าไปอย่างนั้นไม่มีอะไรยอกย้อน.
/////
โดย ไทยรัฐออนไลน์
สุกำพล'ยอมรับ เหตุ 3 จว.ใต้ แรงขึ้นหลังเจรจา 'บีอาร์เอ็น'
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 20:00 น.
"สุกำพล" รมว.กลาโหม เชื่อ "ทักษิณ" หวังดีหากคุย "ฮัสซัน ตอยิบ" จริง รับ เหตุภาคใต้แรงขึ้น หลังเจรจา "บีอาร์เอ็น" ยัน เดินหน้าเจรจาต่อ ระบุ "นาจิบ" ชนะเลือกตั้ง "มาเลเซีย" เป็นผลดีต่อการเจรจา
วันที่ 6 พ.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ว่า ยอมรับว่าตั้งแต่มีการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น รู้สึกว่าเหตุการณ์รุนแรงยังเกิดขึ้น โดยกลุ่มที่ก่อเหตุได้แสดงฤทธิ์เดชออกมา ซึ่งฝ่ายความมั่นคงยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และช่วงนี้ต้องทำงานกันอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีการพักเจรจาชั่วคราว เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีผลต่อการพูดคุย ส่วนสถานการณ์เผายางหลายจุดในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ถือเป็นการส่งสัญญาณใดๆ เป็นวิธีการก่อกวนที่เหมือนเดิม อะไรที่ทำได้ก็ทำหมด
เมื่อถามว่า ดูเหมือนกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่สามารถเจรจากับกลุ่มอื่นๆ ได้ ทำให้สถานการณ์ยังรุนแรง พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวว่า ยังไม่มีการคุยกันขนาดนั้น ยังไม่มีการสัญญาว่าต้องให้หยุดก่อเหตุในสิบวัน และผู้ก่อเหตุไม่ใช่แค่กลุ่มบีอาร์เอ็นเท่านั้น มีผู้ก่อความไม่สงบหลายกลุ่ม บีอาร์เอ็น เป็นแค่กลุ่มใหญ่เท่านั้น
เมื่อถามว่า การชนะเลือกตั้งของ นายนาจิบ ราซัค พรรคอัมโน ชนะการเลือกตั้ง และได้กลับมาเป็นผู้นำมาเลเซียอีกครั้ง จะมีผลดีต่อการพูดคุยในการเจรจาให้ต่อเนื่องใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า แน่นอน เพราะเขาเป็นคนริเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมา และต้องมีการทำต่อเนื่องไป เหมือนเชือกที่ต้องขมวดให้มันแน่นขึ้น
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าทักษิณบินไปคุยกับ นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ประเทศมาเลเซีย พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบในเรื่องนี้ และคงไม่สามารถตอบแทนได้หากมีการคุยกันจริง ตนก็ไม่ทราบว่ามีการคุยกันจริง ดังนั้น อย่าไปคาดการณ์ในเรื่องนี้
เมื่อถามว่า นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ บินไปมาเลเซียจริง พล.อ.อ.สุกำพลย้อนถามกลับมาว่า แล้วมีการคุยกันหรือไม่ ซึ่งไม่ได้คุยกัน ดังนั้นอย่าไปคิดหรือคาดการณ์ก่อนล่วงหน้า เพราะทุกคนต่างทำเพื่อเป้าหมายที่ดีทั้งนั้น
เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ บินไปคุยจริงถือเป็นเรื่องดีใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวว่า ทุกคนทำเพื่อให้เกิดผลดีทั้งนั้น หากคุยแล้วห่วยลงก็คงไม่มีการคุยหรอก อย่างไรก็ตาม ตนก็ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณบินไปพบจริงหรือไม่.
โดย ไทยรัฐออนไลน์
"สุกำพล" รมว.กลาโหม เชื่อ "ทักษิณ" หวังดีหากคุย "ฮัสซัน ตอยิบ" จริง รับ เหตุภาคใต้แรงขึ้น หลังเจรจา "บีอาร์เอ็น" ยัน เดินหน้าเจรจาต่อ ระบุ "นาจิบ" ชนะเลือกตั้ง "มาเลเซีย" เป็นผลดีต่อการเจรจา
วันที่ 6 พ.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ว่า ยอมรับว่าตั้งแต่มีการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น รู้สึกว่าเหตุการณ์รุนแรงยังเกิดขึ้น โดยกลุ่มที่ก่อเหตุได้แสดงฤทธิ์เดชออกมา ซึ่งฝ่ายความมั่นคงยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และช่วงนี้ต้องทำงานกันอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีการพักเจรจาชั่วคราว เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีผลต่อการพูดคุย ส่วนสถานการณ์เผายางหลายจุดในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ถือเป็นการส่งสัญญาณใดๆ เป็นวิธีการก่อกวนที่เหมือนเดิม อะไรที่ทำได้ก็ทำหมด
เมื่อถามว่า ดูเหมือนกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่สามารถเจรจากับกลุ่มอื่นๆ ได้ ทำให้สถานการณ์ยังรุนแรง พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวว่า ยังไม่มีการคุยกันขนาดนั้น ยังไม่มีการสัญญาว่าต้องให้หยุดก่อเหตุในสิบวัน และผู้ก่อเหตุไม่ใช่แค่กลุ่มบีอาร์เอ็นเท่านั้น มีผู้ก่อความไม่สงบหลายกลุ่ม บีอาร์เอ็น เป็นแค่กลุ่มใหญ่เท่านั้น
เมื่อถามว่า การชนะเลือกตั้งของ นายนาจิบ ราซัค พรรคอัมโน ชนะการเลือกตั้ง และได้กลับมาเป็นผู้นำมาเลเซียอีกครั้ง จะมีผลดีต่อการพูดคุยในการเจรจาให้ต่อเนื่องใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า แน่นอน เพราะเขาเป็นคนริเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมา และต้องมีการทำต่อเนื่องไป เหมือนเชือกที่ต้องขมวดให้มันแน่นขึ้น
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าทักษิณบินไปคุยกับ นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ประเทศมาเลเซีย พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบในเรื่องนี้ และคงไม่สามารถตอบแทนได้หากมีการคุยกันจริง ตนก็ไม่ทราบว่ามีการคุยกันจริง ดังนั้น อย่าไปคาดการณ์ในเรื่องนี้
เมื่อถามว่า นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ บินไปมาเลเซียจริง พล.อ.อ.สุกำพลย้อนถามกลับมาว่า แล้วมีการคุยกันหรือไม่ ซึ่งไม่ได้คุยกัน ดังนั้นอย่าไปคิดหรือคาดการณ์ก่อนล่วงหน้า เพราะทุกคนต่างทำเพื่อเป้าหมายที่ดีทั้งนั้น
เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ บินไปคุยจริงถือเป็นเรื่องดีใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวว่า ทุกคนทำเพื่อให้เกิดผลดีทั้งนั้น หากคุยแล้วห่วยลงก็คงไม่มีการคุยหรอก อย่างไรก็ตาม ตนก็ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณบินไปพบจริงหรือไม่.
โดย ไทยรัฐออนไลน์
'ยิ่งลักษณ์' ตั้ง 'วิม' นั่งโฆษกเศรษฐกิจ
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 16:24 น.
"ยิ่งลักษณ์" ตั้ง "วิม" นั่ง โฆษกเศรษฐกิจ เร่งตีปี๊บ พ.ร.บ.กู้เงิน-บริหารน้ำ
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งแต่งตั้งนายวิม รุ่งวัฒนจินดา เลขานุการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายประสานงานและเผยแพร่นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ (โฆษกเศรษฐกิจ) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เพื่อให้ได้คุมงานทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมติ ครม.โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์โครงการต่างๆ ตามร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ...วงเงิน 2 ล้านล้านบาท และโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำ
โดย ไทยรัฐออนไลน์
"ยิ่งลักษณ์" ตั้ง "วิม" นั่ง โฆษกเศรษฐกิจ เร่งตีปี๊บ พ.ร.บ.กู้เงิน-บริหารน้ำ
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งแต่งตั้งนายวิม รุ่งวัฒนจินดา เลขานุการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายประสานงานและเผยแพร่นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ (โฆษกเศรษฐกิจ) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เพื่อให้ได้คุมงานทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมติ ครม.โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์โครงการต่างๆ ตามร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ...วงเงิน 2 ล้านล้านบาท และโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำ
โดย ไทยรัฐออนไลน์
การเดินทางของความสุข
การเดินทางของ ความสุข บางครั้ง หาได้อยู่ไกลในการแสวงหา_เพียงแต่เราใช้ ปัญญา ในการทำความเข้าใจ ว่า อันใด คือความสุข สำหรับเรา
แน่นอน ความสุข ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน และบางทีบางครั้ง ในขณะที่เราบอกว่ามีความสุข แต่แท้จริงแล้วในใจหรือบึกลงไปกว่านั้นในระดับ จิตใต้สำนึก เราอาจกำลังทุกข์ จากสภาพที่เราตั้งไว้ที่ ความกลัว การจาา และ การสูญเสีย
สิ่งที่เราทำ_อยู่มีทั้งบวกและลบ ในทางบวกเราไม่แบกรับเอาความเคร่งเครียดจากความทุกข์ในทุกขณะคิด แต่ในทางหนึ่งเราอาจละเลยในการจัดการกับปัญหาที่หากปล่อยล่วงเลย จะกลายเป็น ความทุกข์ ในอนาคต ก็เป็นได้___
เราอาจ หลอกตัวเอง ว่า ในทุกๆวัน ความสุขรายล้อมเรา เราพอแล้ว นั่นคือคิดแบบ ลบ
แต่หากคิดแบบ บวก ชีวิตของมนุษย์ทุกผู้คนล้วนแสวงหา ความสุขที่แท้จริง ดังนั้น อาจคิดได้ว่า สิ่งที่เป็นอยู่ ไมว่าผลมันจะเป็นเข่นไร จะออกมา ลบ หรือ ออกมา บวก มันก็เป็นเช่นที่มันเป็นไป หรือมันเป็นเช่นนั้นเอง
ในทางคนเฒ่าคนแก่บอกว่า ปลง ในทางธรรมคือ ปล่อยวาง เหมือนกับมีบางคนเปรียบเทียบกับบรรดา ภาพปูนปั้นรอบๆวัดพระแก้ว ที่มีสีหน้ามองไกลๆเหมือนดุทมึงทึง พอมองไกลๆพบว่า สีหน้าของยักษ์ดูจะเหมือน เป็นทุกข์ กับการ ที่ต้องแบกโบสถ์วิหารไว้ด้วยมือสองข้าง โดยที่ไ่ม่สามารถ ปล่อยหรือวางลงได้__
เราๆท่านๆก็อาจคล้ายยักษ์ ที่แต่ละวันมี ภาระแบกบนบ่า จนยากที่จะหยุดปล่อยวางลงได้ เพราะหากวางลง ก็เป็นการละเลยหน้าที่ การงาน หรืออาจหมายถืึงละเลย คนรอบข้างครอบครัว
นี่เป็นเหตุหนึ่งที่หลายคนละเลยตัวเองไม่ดูตัวเองกับน้ำหนักภาระที่กดทับในขณะที่วัตถุน้ำหนักคงสภาพแต่ร่างกายเราหาใช่ปูนปั้นรูปยักษ์ไม่
กว่าจะ รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีแรงแบกน้ำหนักเหล่านั้นไว้ได้อีกต่อไป และสิ่งเหล่านั้นหล่นลงมาทับตัวเองตายในที่สุด หรือ บางคน โชคดีหน่อยละออกมาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ผ่องถ่ายให้คนอื่นๆมาแบกแทน ตรงนี้ก็อาจมีเวลาหายใจหายคอ หรือได้พัก เพื่อ ออกเดินทางไปหา ความสุข บ้าง___
7/5/56
แน่นอน ความสุข ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน และบางทีบางครั้ง ในขณะที่เราบอกว่ามีความสุข แต่แท้จริงแล้วในใจหรือบึกลงไปกว่านั้นในระดับ จิตใต้สำนึก เราอาจกำลังทุกข์ จากสภาพที่เราตั้งไว้ที่ ความกลัว การจาา และ การสูญเสีย
สิ่งที่เราทำ_อยู่มีทั้งบวกและลบ ในทางบวกเราไม่แบกรับเอาความเคร่งเครียดจากความทุกข์ในทุกขณะคิด แต่ในทางหนึ่งเราอาจละเลยในการจัดการกับปัญหาที่หากปล่อยล่วงเลย จะกลายเป็น ความทุกข์ ในอนาคต ก็เป็นได้___
เราอาจ หลอกตัวเอง ว่า ในทุกๆวัน ความสุขรายล้อมเรา เราพอแล้ว นั่นคือคิดแบบ ลบ
แต่หากคิดแบบ บวก ชีวิตของมนุษย์ทุกผู้คนล้วนแสวงหา ความสุขที่แท้จริง ดังนั้น อาจคิดได้ว่า สิ่งที่เป็นอยู่ ไมว่าผลมันจะเป็นเข่นไร จะออกมา ลบ หรือ ออกมา บวก มันก็เป็นเช่นที่มันเป็นไป หรือมันเป็นเช่นนั้นเอง
ในทางคนเฒ่าคนแก่บอกว่า ปลง ในทางธรรมคือ ปล่อยวาง เหมือนกับมีบางคนเปรียบเทียบกับบรรดา ภาพปูนปั้นรอบๆวัดพระแก้ว ที่มีสีหน้ามองไกลๆเหมือนดุทมึงทึง พอมองไกลๆพบว่า สีหน้าของยักษ์ดูจะเหมือน เป็นทุกข์ กับการ ที่ต้องแบกโบสถ์วิหารไว้ด้วยมือสองข้าง โดยที่ไ่ม่สามารถ ปล่อยหรือวางลงได้__
เราๆท่านๆก็อาจคล้ายยักษ์ ที่แต่ละวันมี ภาระแบกบนบ่า จนยากที่จะหยุดปล่อยวางลงได้ เพราะหากวางลง ก็เป็นการละเลยหน้าที่ การงาน หรืออาจหมายถืึงละเลย คนรอบข้างครอบครัว
นี่เป็นเหตุหนึ่งที่หลายคนละเลยตัวเองไม่ดูตัวเองกับน้ำหนักภาระที่กดทับในขณะที่วัตถุน้ำหนักคงสภาพแต่ร่างกายเราหาใช่ปูนปั้นรูปยักษ์ไม่
กว่าจะ รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีแรงแบกน้ำหนักเหล่านั้นไว้ได้อีกต่อไป และสิ่งเหล่านั้นหล่นลงมาทับตัวเองตายในที่สุด หรือ บางคน โชคดีหน่อยละออกมาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ผ่องถ่ายให้คนอื่นๆมาแบกแทน ตรงนี้ก็อาจมีเวลาหายใจหายคอ หรือได้พัก เพื่อ ออกเดินทางไปหา ความสุข บ้าง___
7/5/56
วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
10 วิธีการที่ทั่วโลกใช้ปราบปรามและป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว
เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (3 พ.ค.) Amnesty International ได้เปิดเผย 10 วิธีการที่ทั่วโลกใช้ปราบปรามและป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวอย่างเสรีและเป็นธรรม
1. การทำร้ายร่างกาย
ในบางประเทศ อย่างเช่น ซีเรีย เติร์กเมนิสถาน และโซมาเลีย รัฐบาล กองทัพ และกลุ่มติดอาวุธทำร้ายร่างกายหรือสังหารผู้สื่อข่าว ที่ถูกมองว่าพยายามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและการปฏิบัติของตน เมื่อเดือน พ.ย.2555 ฮัสซัม ซาลาเมห์ (Hussam Salameh) ช่างภาพวีดิโอชาวปาเลสไตน์ และมามุด อัล-เคามี (Mahmoud al-Koumi) ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ Al-Aqsa ของกลุ่มฮามัส ถูกทางการอิสราเอลสังหารด้วยการยิงขีปนาวุธใส่รถยนต์ของพวกเขาระหว่างอยู่ในเมืองกาซา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลไม่พบหลักฐานว่าบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกิจการอย่างอื่นนอกเหนือจากการเป็นผู้สื่อข่าวพลเรือนทั่วไป แม้ว่ากองทัพอิสราเอลจะแถลงว่าบุคคลทั้งสองเป็น “สายลับของกลุ่มฮามัส”
ในเดือน พ.ค.2555 อาบัด อัล-ฆานี คายาเก (Abd al-Ghani Ka'ake) ผู้สื่อข่าวพลเมือง อายุ 18 ปี ได้ถูกหน่วยซุ่มยิงของรัฐบาลซีเรียยิงจนเสียชีวิต ระหว่างถ่ายภาพการชุมนุมประท้วงที่กรุงอาเล็บโป (Aleppo) กลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ติดอาวุธก็ทำร้ายและสังหารผู้สื่อข่าวเช่นกัน
มิเกล แองเจล โลเปส เวลัสโก (Miguel Ángel López Velasco) ผู้สื่อข่าว ภรรยาและลูกชายของเขาถูกยิงจนเสียชีวิตที่บ้านในเมืองเวราครูซ (Veracruz) เม็กซิโก โดยไม่ทราบตัวมือปืนเมื่อเดือน มิ.ย.2554 ก่อนหน้านั้นเขาได้รับคำขู่ว่าจะสังหารหลายครั้ง
อับดีฮาเร็ด ออสมัน อาเด็น (Abdihared Osman Aden) จากโซมาเลียถูกมือปืนที่ไม่ปรากฏชื่อสังหารระหว่างเดินไปทำงานเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2556 เขาเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 23 คนที่ถูก
สังหารในประเทศนี้นับแต่ปี 2554
2. การขู่จะขังคุก
ผู้สื่อข่าวยังเสี่ยงที่จะถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายที่ใช้ปราบปรามการแสดงความเห็นอย่างสงบ หรือไม่ก็มีการตั้งข้อหาเท็จโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง (อย่างเช่น ข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองและฉ้อโกง) ทั้งนี้เพื่อขัดขวางไม่ให้มีการรายงานข่าว
ในวันที่ 12 มี.ค.2556 อาวาซ เซนาลี (Avaz Zeynali) ได้ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานติดสินบน ใช้กำลังข่มขู่รีดไถ หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล และข้อหาหนีภาษี เขาถูกลงโทษจำคุกเก้าปีที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน ที่ผ่านมาเขามักรายงานเปิดโปงการคอรัปชั่นและวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามของประธานาธิบดีที่จะคุกคามสื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหวในอิหร่าน ผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 18 คนถูกจับกุมนับแต่เดือนมกราคม 2556 และถูกตั้งข้อหาว่าร่วมมือกับหน่วยงานสื่อนอกประเทศอิหร่าน “ที่ต่อต้านการปฏิวัติ” ผู้สื่อข่าวหลายสิบคนเป็นผู้จัดทำเว็บบล็อกและได้ถูกทางการอิหร่านคุมขัง
ในวันที่ 5 ก.พ.2556 อับเดียซิซ อับนูร์ อิบราฮิม (Abdiaziz Abdnur Ibrahim) ได้ถูกศาลพิพากษาจำคุกหนึ่งปีที่กรุงโมกาดิชู (Mogadishu) โซมาเลีย ในข้อหาหมิ่นสถาบันแห่งชาติ หลังจากเขาได้
สัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งที่ให้ข้อมูลว่าถูกทหารของรัฐบาลข่มขืนกระทำชำเรา ต่อมาศาลฎีกาได้ยกฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนมีนาคม
ในเดือน ม.ค.2555 เรโยต์ อาเลมู (Reyot Alemu) และวูบเช็ต ทาเย (Woubshet Taye) ผู้สื่อข่าวได้ถูกศาลสั่งลงโทษข้อหาก่อการร้ายที่ประเทศเอธิโอเปีย ในระหว่างการไต่สวนคดี มีการจำกัดการเข้า
ถึงทนายความ ไม่มีการจัดล่ามที่ดีพอให้ ทั้งศาลยังยอมให้มีการใช้พยานหลักฐานที่ได้มาจากการข่มขู่บังคับ
3. การข่มขู่คุกคาม
รัฐบาลหลายประเทศพบว่าการข่มขู่ผู้สื่อข่าวหรือญาติของพวกเขาเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลเพื่อปิดปากพวกเขา
ทางการอิหร่านออกคำสั่งห้ามเดินทางสำหรับญาติของเนการ์ โมฮัมมาดี (Negar Mohammadi) ผู้สื่อข่าว Voice of America และยังยึดหนังสือเดินทางของญาติคนหนึ่งไว้เมื่อเดือน ก.พ.2555
ในเยเมน อับดุล คาริม อัล-ไควานี (Abdul Karim al-Khaiwani) ได้ถูกคุกคามตั้งแต่ต้นปี 2556 หลังจากเขาเขียนบทความเปิดโปงคุกลับและการทรมานของหน่วยทหารเกราะที่หนึ่ง มีการยิงอาวุธ
สงครามใส่บ้านเขาสองครั้ง และเขายังได้รับโทรศัพท์ถามว่าได้ยินเสียงปืนหรือไม่
มูซา โมฮัมหมัด ออวัล (Musa Mohammad Auwal) ได้ถูกทหารฝ่ายความมั่นคงจับกุมที่บ้านที่กรุงกาดูนา (Kaduna) ไนจีเรียเมื่อเดือน ก.พ.2555 เขาถูกขังไว้แปดวัน และมีการสอบปากคำเกี่ยวกับ
หน่วยงานข่าวของเขา รวมทั้งสอบถามที่อยู่ของบรรณาธิการบริหาร (ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบซ่อนตัวเพราะถูกคุกคาม) ต่อมาเขาได้รับการประกันตัวออกไป
4. การจับตามอง
ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งคิวบาและจีน นักเคลื่อนไหวและผู้สื่อข่าวมักประสบปัญหาในการรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากทางการมักเฝ้าติดตามการสื่อสารของพวกเขา
ในเดือน มี.ค.2555 เยานี ซานเชซ (Yoani Sánchez) ผู้จัดทำเว็บบล็อกและผู้สื่อข่าวในคิวบา ไม่สามารถรับข้อความสั้นหรือรับโทรศัพท์ได้ในระหว่างที่สมเด็จพระสันตปปาเสด็จเยือนประเทศ
ในจีน ศาลสั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลานานสำหรับคนที่จัดทำเว็บบล็อกหรือส่งข้อมูลที่ถือว่ามีความละเอียดอ่อนเมื่อปี 2555
ในเดือน มี.ค.2556 มีรายงานข่าวว่าทางการซาอุดิอารเบียขู่ที่จะปิดกั้นการใช้งาน Skype, WhatsApp, Viber และ Line หากบริษัทสื่อสารเหล่านี้ไม่ยอมให้ทางการเจาะข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสในโปรแกรมได้
5. การปิดกั้นการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต
รัฐบาลที่กดขี่บางแห่งพยายามควบคุมการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อจำกัดการดำเนินงานของผู้สื่อข่าว
ทางการจีนได้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ New York Times และ Bloomberg เป็นการชั่วคราว และยังห้ามไม่ให้เสิร์ชหาคำว่า ‘New York Times’ หลังจากสำนักข่าวเหล่านี้เปิดโปงข้อมูลด้านการเงินที่
อื้อฉาวของผู้นำรัฐบาลจีนบางคน
6. การออกกฎหมายหมิ่นประมาทที่รุนแรง
ในบางประเทศมีการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทอย่างมิชอบเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าววิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้มีอิทธิพล
ในติมอร์เลสเต้ ออสการ์ มาเรีย ซานซินฮา (Oscar Maria Salsinha) และไรมันโด โอกิ (Raimundo Oki) ถูกตั้งข้อหาว่า “หมิ่นประมาทด้วยถ้อยคำร้ายแรง” หลังจากตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับอัยการเขต
ซึ่งถูกกล่าวหาว่ารับสินบนในคดีอุบัติเหตุด้านจราจรซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ต.ค.2554
ในเดือน ส.ค.2555 อิสลาม อาฟีฟี (Islam Affifi) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ El-Dostor อียิปต์ ต้องเข้ารับการไต่สวนของศาลฐานที่ตีพิมพ์ข้อมูลเท็จ ซึ่งเป็น “การดูหมิ่นประธานาธิบดี” การไต่สวนยัง
ดำเนินต่อไป
หน่วยงานความมั่นคงของทางการปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ และหน่วยงานความมั่นคงของกลุ่มฮามัสในเขตฉนวนกาซา มีมักสอบปากคำและคุกคามผู้สื่อข่าว ในเดือนมีนาคม 2556 มัมดูห์ ฮา
มัมเรห์ (Mamdouh Hamamreh) ชาวปาเลสไตน์ได้ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปีในข้อหาดูหมิ่นประธานาธิบดีมามุด อับบาส (Mahmoud Abbas) ต่อมาเขาได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีและ
ได้รับการปล่อยตัว
7. การเพิกถอนวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน
ในบางประเทศ รวมทั้งซีเรีย รัฐบาลปฏิเสธหรือเพิกถอนวีซ่าผู้สื่อข่าวต่างชาติเพื่อหยุดยั้งไม่ให้พวกเขาสอบสวนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนผู้สื่อข่าวในประเทศก็เจอกับความเสี่ยงที่จะถูก
เพิกถอนใบอนุญาตทำงานเช่นกัน
ในปี 2554 ทางการซีเรียได้เพิกถอนใบอนุญาตของอายัด ชาบี (Ayad Shabi) หลังจากเขาไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่กำหนดโดยกระทรวงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรายงานข่าวการประท้วง
แอนเดซ พ็อกโซบูต์ (Andrzej Poczobut) ได้รับโทษจำคุกสามปีแต่รอลงอาญาที่ประเทศเบลารุส ซึ่งมีผลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาทประธานาธิบดี” เนื่องจากตีพิมพ์บทความ
เกี่ยวกับนักโทษด้านความคิดในประเทศ ตามเงื่อนไขของบทลงโทษ เขาจะต้องไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นประจำ และไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ
เมื่อเดือน ส.ค.2555 ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่เดินทางไปประเทศแกมเบียเพื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับการรื้อฟื้นการประหารชีวิต ถูกกักตัวที่สนามบิน และได้รับแจ้งให้เดินทางออกนอกประเทศ แม้จะได้รับ
อนุญาตล่วงหน้าให้เข้าประเทศมาทำงานได้
ในเดือน พ.ค.2555 สำนักข่าว Al Jazeera ภาคภาษาอังกฤษได้ปิดสำนักงานที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนหลังจากทางการปฏิเสธที่จะต่ออายุวีซ่าของเมลิสสา เฉิน (Melissa Chan) นักข่าวที่รายงานเกี่ยว
กับการคุมขังแบบลับและการบังคับทำแท้ง
8. การไม่ยอมสอบสวนเมื่อเกิดกรณีการทำร้ายผู้สื่อข่าว
การที่รัฐบาลไม่นำตัวผู้ทำร้ายผู้สื่อข่าวมาลงโทษ เป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่ง ทำให้นักข่าวไม่กล้ารายงานข้อมูลในประเด็นที่ละเอียดอ่อน
มีการยกฟ้องคดีต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าทรมานนาซีฮา ซาอีด (Nazeeha Saeed) ผู้สื่อข่าวระหว่างที่เธอถูกจับกุมตัวที่ประเทศบาห์เรน ในปี 2554 แม้จะมีหลักฐานทางนิติเวชว่าเธอได้ถูกทรมานจริง
นาซีฮาได้ถูกควบคุมตัวและทรมานช่วงที่ออกมาเปิดโปงว่ามีการสังหารผู้ประท้วง ซึ่งเธอมีส่วนเป็นพยานรู้เห็นและเกิดขึ้นที่วงเวียน Pearl Roundabout
ในเดือน เม.ย.2555 อีดรัก อับบาซอฟ (Idrak Abbasov) และอาดาเล็ต อับบาซอฟ (Adalet Abbasov) ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลที่อาเซอร์ไบจาน หลังจากถูกทำร้ายร่างกายโดย
พนักงานราชการและตำรวจ 25 คน พวกเขาพยายามถ่ายภาพการรื้อบ้านอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ชานกรุงบากุ (Baku) ทางการไม่เคยสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ที่ผ่านมายังไม่มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในปากีสถาน กรณีที่มีการลักพาตัวและสังหารซาลีม ชาซัด (Saleem Shahzad) เมื่อเดือน พ.ค.2554 ก่อนเขาจะเสียชีวิตสองวัน ชาซัดได้ตีพิมพ์บท
ความกล่าวหาว่ามีการแทรกซึมของกลุ่มอัลกออีดะห์ในกองทัพ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องห้ามในประเทศนี้
9. การสั่งปิดหน่วยงานสื่อ
ทางการในหลายประเทศสั่งปิดหนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุที่ถูกมองว่ามุ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2555 ทางการซูดานได้สั่งพักการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์สามฉบับ โดยใช้กฎหมายที่ให้อำนาจในการยุติการดำเนินงานของสิ่งพิมพ์ที่มีข้อมูลซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคาม
ต่อความมั่นคงแห่งชาติ
เมื่อเดือน ก.ย.2555 หนังสือพิมพ์ The Standard และ Daily News newspapers ในแกมเบียได้ถูกสั่งปิด หลังจากมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบซึ่งเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองเข้าไปในสำนักงาน
และสั่งการให้พวกเขายุติการดำเนินการใด ๆ เป็นการชั่วคราว
ในโซมาเลีย เมื่อเดือน เม.ย.2556 ทางการในเขตพันต์แลนด์ (Puntland) ได้สั่งปิดสถานีวิทยุสามแห่ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามคุกคามต่อสื่อมวลชนก่อนจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น
10. สนับสนุนการใส่ร้ายป้ายสี
ในหลายประเทศ รัฐบาลส่งเสริมให้มีการใส่ร้ายป้ายสีผู้สื่อข่าวที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ทางการ
ในศรีลังกา รัฐได้สนับสนุนแผนการใส่ร้ายป้ายสีฆนาสิริ ก็อดเตโกดา (Gnanasiri Kottegoda) จนเป็นเหตุให้เขาต้องหนีหายไปจากบ้านเมื่อปี 2555 และต้องไปลี้ภัยในที่อื่นเนื่องจากถูกคุกคามด้านความปลอดภัย
ที่เวเนซูเอลา รายมา ซูปรานี (Rayma Suprani) ถูกข่มขู่และดูหมิ่นทั้งโดยผ่านข้อความสั้นและสื่อสังคมออนไลน์ เธอเชื่อว่าเป็นความพยายามที่จะทำร้ายเธอเนื่องจากเธอทำงานเป็นนักเขียนการ์ตูน
การเมืองและเป็นผู้สื่อข่าว.
เสียงสะอื้นจากแม่น้องไตเติ้ลเด็กน้อยเหยื่อไฟใต้6ศพ
เหตุเมื่อคืน(01พ.ค.56).. ผลการสอบสวน ประวัติ ปืนกบ.1 HK33 เคยก่อเหตุมาแล้ว 19 คดี ตั้งแต่ปี 50 ได้ยิงทั้งประชาชน ตำรวจ ทหาร เช่น- ยิง ด.ต.มะรอซี สุหรง ที่ อ.เมือง ปน.เมื่อ 31 ส.ค.51 - ยิง จ.ส.อ.สุรชัย ก้าวประเสริฐ ภายในปั๊มเอสโซ่ เมือง ปน.เมื่อ 21 มี.ค. 52 ยิงนายยะโก๊ป หร่ายมณี โต๊ะอิหม่ามมัสยิดกลางปน.เมื่อ 11 ต.ค.53 - ยิง ทหารร้อย ร 1523 ถนนเลียบสะพานตะลุโบะ เมื่อ 4 ม.ค.2556 สำหรับประวัติปืน AK102 เคยก่อเหตุมา 1 คดี คือ ยิงหม้อแปลงไฟฟ้า ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง ปน.เมื่อ 23 ก.พ.56
"แฟนพูดทุกวันว่าอยากกลับไปอยู่บ้านเกิด พาพ่อพาลูกไปอยู่ที่โน่น แต่ติดที่เรายังไม่มีเงินก้อนเลย หากจะไปก็ลำบาก ต้องทนอยู่ทำมาหากิน กลัวตายก็กลัว แต่ก็กลัวอดเหมือนกัน พอมีเหตุอย่างนี้ เสียทั้งพ่อทั้งลูก จัดงานศพเสร็จจัดการอะไรเสร็จก็จะอพยพครอบครัวกลับไปอยู่บุรีรัมย์แน่นอน"
เป็นเสียงครวญปนสะอื้นของ วัชริน นวลสาย หรือ "ตา" วัย 34 ปี ภรรยาของ สมาน เฮียงมา วัย 38 ปี และเป็นแม่ของ "น้องไตเติ้ล" หรือ จักริน เฮียงมา วัย 2 ขวบเศษ ทั้งสามีและลูกน้อยของเธอถูกกราดยิงเสียชีวิตหน้าร้านขายของชำของตัวเองย่านรูสะมิแล ทั้งๆ ที่อยู่ไม่ห่างจากย่านชุมชนเมืองปัตตานีเมื่อคืนวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา
วัชริน ที่นัยน์ตาแดงก่ำเพราะร้องไห้อย่างหนัก เล่าว่า เธอเป็นคนบุรีรัมย์ แม่ย้ายมาตั้งรกรากที่ปัตตานีตั้งแต่เธออายุได้เพียง 8 เดือน เธอจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนปัตตานีตั้งแต่กำเนิด เพราะทะเบียนบ้านก็อยู่ที่นี่ พ่อกับแม่ก็ทำมาหากินที่นี่ ใช้ชีวิตอยู่ปัตตานีอย่างสงบสุขตลอดมา กระทั่งเริ่มมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้งในห้วง 8-9 ปีหลัง และเหตุการณ์เริ่มโหดร้ายทารุณ ทั้งยังกระทำกับคนไทยพุทธถี่ขึ้น ทำให้เธอและครอบครัวเริ่มคุยกันถึงการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของพ่อแม่ คือ จ.บุรีรัมย์
"ก็คุยกันมาพักหนึ่งแล้ว แต่ติดตรงที่ครอบครัวของเรามีรายได้น้อยเหลือเกิน พอแค่ได้กินได้ใช้ไปในแต่ละวัน สามีของฉันก่อนหน้านี้มีอาชีพหาของเก่าขาย แต่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายเลยหันไปออก
เรือประมงทางฝั่งมาเลย์ ไปครั้งละ 2 เดือน ก่อนถูกยิงเขาเพิ่งกลับมา กำลังจะไปใหม่วันที่ 4 พ.ค.นี้ ส่วนฉันเองก็ขายของชำอยู่กับบ้านมา 6 ปีแล้ว จะปิดร้านประมาณ 2 ทุ่มของทุกวัน"
วัชริน เล่าให้ฟังถึงนาทีที่ถูกโจมตีจากกระสุนปืนสงครามของคนร้าย
"คนที่ตายเกือบทั้งหมดเขานั่งกันอยู่ที่โต๊ะม้าหินหน้าร้าน ตอนแรกฉันก็นั่งอยู่กับพวกเขา แล้วก็เดินไปจะอาบน้ำ เปิดน้ำอยู่ในห้องน้ำ ได้ยินเสียงปืนดังลั่นก็เลยปิดน้ำแล้วรีบออกมา เห็นเขม่าควันเต็มไปหมด เสียงปืนดังต่อก็กลัว เลยกลับเข้าไปในห้องน้ำอีก พอเสียงเงียบคิดว่าเป็นหน้าบ้านเราแน่ๆ สักพักเจ้าหน้าที่ก็มา และพาฉันไปหลบด้านหลังบ้าน เขากลัวว่าจะมีเหตุซ้ำ จากนั้นก็ตามไปที่โรงพยาบาล ยังไม่ได้ดูศพทั้งพ่อทั้งลูก ศาลาวัดก็ยังไม่ว่าง ต้องรอญาติสามีลงมาจากหนองบัวลำภูด้วยเพื่อมาจัดการศพ อยากให้เขามาทันรดน้ำศพ และน่าจะเผาได้วันจันทร์"
วัชริน บอกว่า แต่ละวันน้องไตเติ้ลจะวิ่งเล่นซนตามประสาเด็ก เขาติดพ่อ ไม่ว่าพ่ออยู่ไหนเขาก็จะไปอยู่ด้วย ส่วนใหญ่เพื่อนที่มานั่งคุยนั่งกินกันก็จะรู้ว่า 3 ทุ่มจะปิดร้าน ปิดไฟ หลังจากนั้นก็ไปนั่งกันที่ม้าหินข้างบ้านต่อเป็นปกติ นั่งกันมานานไม่เคยมีเหตุร้ายอะไร ถ้านั่งอยู่ด้วยก็คงโดนหมดทั้งบ้าน แต่คิดว่าตายพร้อมกันดีกว่าต้องมาทรมานกับการที่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ไตเติ้ลเป็นเด็กหัวไว จำได้หมดว่าอะไรเป็นอะไรในร้าน ใครสั่งอะไรไปหยิบถูก ท่องศัพท์ได้หมด ก.ไก่ ข.ไข่ก็คล่อง กำลังหาโรงเรียนให้เขา ถ้าตายไปพร้อมกันคงดีกว่าที่ต้องมานั่งเห็นบ้าน เห็นข้าวของและคิดถึงเขาสองคนอยู่แบบนี้ มันโหดร้ายมากที่ทำกับเด็ก 2 ขวบได้ กราดยิงแล้วไปยิงซ้ำเขาอีก เด็กบริสุทธิ์ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมต้องทำกับเขาขนาดนี้ แฟนก็เป็นคนขยันทำมาหากิน รักครอบครัว อะไรที่ทำแล้วได้เงินมาเขาไม่เคยเกี่ยงเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด กำลังจะเอาของเก่าที่หาได้ไปขายเพื่อจะได้จ่ายค่าเช่าร้าน ค่านมลูก เขาไม่อยู่แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ"
"แฟนเคยพูดทุกวันว่าอยากกลับไปอยู่บ้านเกิด พาพ่อพาลูกไปอยู่ที่โน่น แต่ติดที่เรายังไม่มีเงินก้อน จะไปก็ลำบาก ต้องทนอยู่ทำมาหากิน กลัวตายก็กลัว แต่ก็กลัวอดเหมือนกัน พอมีเหตุอย่างนี้ทั้งพ่อทั้งลูก จัดงานศพเสร็จจัดการอะไรเสร็จก็จะอพยพครอบครัวกลับไปอยู่บุรีรัมย์แน่นอน ไม่รู้จะอยู่อีกทำไม ไม่อยากตายทั้งครอบครัว"
ด้าน "ยายน้อย" สัมฤทธิ์ นวลสาย แม่ของวัชริน และยายของน้องไตเติ้ล บอกว่า มาตั้งรกรากที่ปัตตานีกว่า 30 ปีแล้ว ทำมาหากินสุจริตมาตลอด ตาของไตเติ้ลก็ไปเป็นคนเรือ ออกเรือฝั่งมาเลเซียเหมือนกัน แม้อายุจะเยอะก็ต้องทำเพื่อให้มีกิน ญาติพี่น้องที่บุรีรัมย์จะถามมาเสมอว่าเมื่อไหร่จะกลับไปอยู่บุรีรัมย์เพราะเป็นห่วงสถานการณ์ในพื้นที่
"ที่ผ่านมาก็บอกเขาไปว่าคงไม่ซวยมาตายไกลบ้าน เพราะเราเช่าบ้านอยู่ในเมือง ไม่ใช่ชนบท แต่สุดท้ายก็มาเกิดเหตุจนได้ ทั้งๆ บ้านเราอยู่ห่างกับจุดตรวจแค่ 200 เมตร คืนที่เกิดเหตุถ้าใครอยู่หน้า
บ้านก็คงถูกยิงตายหมด ยายอยู่บ้านถัดมาอีกสามห้อง ได้ยินเสียงปืนแต่ไม่กล้าออกไปดู สงสารลูกที่ต้องเสียทั้งสามีและลูก คราวนี้คงได้กลับบุรีรัมย์จริงๆ แล้ว" ยายน้อยบอกทั้งน้ำตา
ด้าน นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชาว จ.ปัตตานี ซึ่งไปเยี่ยมกำลังใจครอบครัวของวัชริน กล่าวว่า เป็นเหตุสะเทือนขวัญเหตุใหญ่ที่สุดเหตุหนึ่งของปัตตานีตั้งแต่มีสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่เมื่อปี 2547 เป็นต้นมา เพราะมีผู้เสียชีวิตพร้อมกันถึง 6 คน ผู้ที่รับผิดชอบปัญหาภาคใต้ต้องดูแลเป็นพิเศษแล้ว
"จากภาพรวมเหตุการณ์ในพื้นที่ตั้งแต่รัฐบาลไปลงนามในข้อตกลงพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อ 28 ก.พ.2556 เหตุการณ์นี้นับว่าสะเทือนขวัญมากที่สุด พุ่งเป้าไปยังเป้าหมายอ่อนแอ เพราะผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวบ้าน กราดยิงแล้วยังลงไปยิงซ้ำ หนึ่งในนั้นคือเด็กชายวัยเพียง 2 ขวบ ถูกยิงจนกะโหลกไม่มีมันสมอง แล้วยังยิงคนพิการด้วย ประชาชนตั้งคำถามว่าคาดหวังอะไรได้กับการพูดคุยสันติภาพ เพราะมีเหตุการณ์ถี่และมากขึ้นทุกวันอย่างชัดเจน"
"ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์แบบนี้ทำให้แม่น้องไตเติ้ลตัดสินใจย้ายกลับไปบุรีรัมย์ ทั้ง
ที่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แบเบาะ เนื่องจากไม่อยากมีชะตากรรมเหมือนสามีกับลูก"
ในฐานะประธานอนุกรรมการการติดตามประเมินผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อนุศาสน์ บอกว่า อยากให้ภาครัฐดูแลครอบครัวผู้สูญเสีย
เป็นพิเศษและครบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะค่าเดินทางมาร่วมพิธีศพของญาติ อยากให้ช่วยดูแลเหมือนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน
ที่โรงพยาบาลปัตตานี อดุลย์ ดวงแก้ว หนุ่มใหญ่วัย 40 ปีที่รอดชีวิตอย่างหวุดหวิดจากเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 6 ศพยังคงนอนพักรักษาอาการบาดเจ็บอยู่บนเตียงผู้ป่วย
เขาเล่าถึงนาทีชีวิตให้ฟังสั้นๆ ว่า "ไม่ได้นั่งรวมอยู่กับกลุ่มที่ม้าหินอ่อน แต่ยืนอยู่นอกร้าน จู่ๆ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ 2 คันแล่นมาจอด คนบนรถ 4 คนแต่งชุดสีดำคล้ายทหารพราน ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะแถวนี้มีทหารพรานเดินผ่านบ่อยๆ อยู่แล้ว แต่เสี้ยววินาทีนั้นเองเขาก็กราดยิง ผมก็เลยรีบวิ่งหนี แต่ยังถูกยิงที่ขา ก็พยายามตะเกียกตะกายต่อไปจนไปล้มที่หน้าร้านอีกร้านหนึ่ง คนอื่นๆ ละแวกนั้นก็วิ่งหนีเข้าบ้าน"
อดุลย์ บอกด้วยว่า เขามีพื้นเพเป็นคน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง และพักอาศัยอยู่ในย่านที่เกิดเหตุ ส่วนคนที่ถูกยิงส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทสหพันธ์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้าง
"คนแถวนั้นก็นั่งสังสรรค์กันปกติอยู่แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น" อดุลย์กล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง
สถานการณ์ความไม่สงบที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ทารุณ ทำให้ทุกชีวิตที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ล้วนมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรง...จะมีอีกสักกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยกว่าจะถึงวัน
สันติภาพ!
ข้อมูลโดย:สถาบันอิศรา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


