อับดุลเราะห์มาน นักกีฬามวยปล้ำ ผู้ชนะเลิศเหรียญเงิน ของอียิปต์ในโอลิมปิกลอนดอน 2012 ถูกฆ่าตายในการชุมนุมต่อต้านทหารที่สลายการชุมนุมฝูงชนที่ต่อต้านการทำรัฐประหารในประเทศอียิปต์
PR
วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556
มิคสัญญี′อียิปต์′ บทพิสูจน์ "รัฐประหาร"
มติชน วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 13:09:57 น.
อียิปต์ขับไล่ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 2 คน และได้เห็นการประท้วงนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงเวลา 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา
25 กรกฎาคม 2554 ผู้ชุมนุมประท้วงชาวอียิปต์เรือนล้านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการลุกฮือในตูนิเซีย รวมตัวกันบนท้องถนนในกรุงไคโร เพื่อชุมนุมประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค
หลังจากพยายามใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ในที่สุด มูบารัค ผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมาเกือบ 30 ปี ต้องยอมก้าวลงจากตำแหน่ง ส่งต่ออำนาจการปกครองให้กับสภากลาโหม เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์
2 ปีหลังการชุมนุมประท้วงใหญ่เพื่อขับไล่มูบารัค ชาวอียิปต์พบว่าพวกเขาต้องถอยกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
ครานี้เป็นการประท้วงที่นำไปสู่การขับไล่ โมฮัมเหม็ด มอร์ซี ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยระบอบประชาธิปไตยคนแรกของประเทศออกจากตำแหน่ง บางคนขนานนามว่าเป็น "การปฏิวัติครั้งที่ 2" ของอียิปต์
"ลองคิดถึงผู้คนหลายล้านที่ยินดีกับชัยชนะในการเลือกตั้งของมอร์ซี คนเหล่านี้ที่ตั้งความหวังไว้กับมอร์ซี" ฟาวาซ เกอร์เจส ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางศึกษาของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน (แอลเอสอี) กล่าว
"หนึ่งปีหลังจากนั้น ชาวอียิปต์หลายล้านคนที่สนับสนุนมอร์ซีบอกว่า เขาต้องไป"
พวกเขาได้ตามที่ปรารถนาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อกองทัพอียิปต์ก่อรัฐประหารโค่นมอร์ซีลงจากอำนาจ
มอร์ซี เป็นชาวมุสลิมผู้เคร่งครัดที่มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 โดยชนะแบบได้คะแนนเสียงฉิวเฉียด 51.7 เปอร์เซ็นต์ จากการสามารถดึงเสียงสนับสนุนได้จากชาวอียิปต์ทุกกลุ่ม
ทว่าหลังจากนั้น มอร์ซีถูกฝ่ายตรงข้ามวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลของเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากพุ่งเป้ารวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จนับตั้งแต่ขึ้นครองตำแหน่ง และยังล้มเหลวที่จะนำมาซึ่งความคาดหวังของประชาชนชาวอียิปต์ถึงเสรีภาพและความยุติธรรมในสังคม
มอร์ซียังถูกกล่าวหาถึงความเป็นเผด็จการ โดยบังคับใช้นโยบายอนุรักษนิยมตามความต้องการของตน ผ่านการบังคับใช้กฤษฎีกาและเสียงข้างมากที่เกินมาเพียงเล็กน้อย เขาทำตัวเป็นศัตรูกับฝ่ายตุลาการ ตำรวจ และสื่อมวลชน
ชาวอียิปต์ยังผิดหวังกับการก่ออาชญากรรมรุนแรงและความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ ที่ไม่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีขึ้นเลยนับตั้งแต่ขับไล่มูบารัคออกไป การว่างงานยังคงสูง ราคาอาหารถีบตัวขึ้น ไฟฟ้าดับบ่อยๆ และต้องเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอเติมน้ำมัน
จนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556 จัตุรัสตาหรีร์ กลายเป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่มผู้ประท้วงอีกครั้ง ในการชุมนุมครบรอบ 2 ปี จุดเริ่มต้นการปฏิวัติต่อต้านมูบารัค เพียงแต่ครั้งนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อเป้าหมายที่ฝูงชนผู้โกรธแค้นตะโกนขับไล่คือมอร์ซี
หลังจากนั้น เกิดการประท้วงในวงกว้างนับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน นำไปสู่การตัดสินใจของกองทัพที่รัฐประหารโค่นอำนาจมอร์ซี
ทว่าอีกด้านหนึ่งก็ยังคงมีผู้สนับสนุนมอร์ซีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน
และพิสูจน์ว่า การรัฐประหารไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้ แม้จะอ้างการสนับสนุนจากประชาชนก็ตาม
8 กรกฎาคม กลุ่มผู้สนับสนุนมอร์ซี ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 คน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม กลุ่มผู้สนับสนุนมอร์ซียังคงชุมนุมเป็นรายวัน การปะทะกันครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้น มีผู้เสียชีวิต 80 คน
กระทั่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่รัฐบาลรักษาการของอียิปต์ภายใต้ประธานาธิบดีอัดลีย์ มันซูร์ ประกาศว่าจะสลายค่ายผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่ที่มัสยิดราบา อัล อาดาวิยาภายใน 24 ชั่วโมง
และเข้าสลายจริงในวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตไป 638 คน เป็นอย่างน้อย
ผู้สังเกตการณ์ภายนอกบอกว่า การขับไล่มอร์ซีออกไปก่อนที่จะหมดวาระดำรงตำแหน่งเป็นการขัดขวาง หลีกเลี่ยงไม่ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตย และเป็นย่างก้าวที่ค่อนข้างอันตราย
"การชุมนุมประท้วงเป็นสัญญาณของการมีประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง แต่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลควรจะกระทำที่หีบเลือกตั้ง ไม่ใช่ผ่านการใช้ความรุนแรง" เอ็ด ฮุสเซน นักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางศึกษาที่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าว
และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การขับมอร์ซี
พ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าการประท้วงและความรุนแรงจะยุติลง กลุ่มภราดรภาพมุสลิมยังคงได้รับการสนับสนุนมากอย่างมีนัยสำคัญในอียิปต์ และคนกลุ่มนี้ได้ระเบิดความไม่พอใจออกมา
จนมาถึงจุดที่นำไปสู่อันตรายแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้อียิปต์เกิดความไร้เสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
และยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
หน้า 9 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2556
อียิปต์ขับไล่ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 2 คน และได้เห็นการประท้วงนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงเวลา 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา
25 กรกฎาคม 2554 ผู้ชุมนุมประท้วงชาวอียิปต์เรือนล้านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการลุกฮือในตูนิเซีย รวมตัวกันบนท้องถนนในกรุงไคโร เพื่อชุมนุมประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค
หลังจากพยายามใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ในที่สุด มูบารัค ผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมาเกือบ 30 ปี ต้องยอมก้าวลงจากตำแหน่ง ส่งต่ออำนาจการปกครองให้กับสภากลาโหม เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์
2 ปีหลังการชุมนุมประท้วงใหญ่เพื่อขับไล่มูบารัค ชาวอียิปต์พบว่าพวกเขาต้องถอยกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
ครานี้เป็นการประท้วงที่นำไปสู่การขับไล่ โมฮัมเหม็ด มอร์ซี ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยระบอบประชาธิปไตยคนแรกของประเทศออกจากตำแหน่ง บางคนขนานนามว่าเป็น "การปฏิวัติครั้งที่ 2" ของอียิปต์
"ลองคิดถึงผู้คนหลายล้านที่ยินดีกับชัยชนะในการเลือกตั้งของมอร์ซี คนเหล่านี้ที่ตั้งความหวังไว้กับมอร์ซี" ฟาวาซ เกอร์เจส ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางศึกษาของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน (แอลเอสอี) กล่าว
"หนึ่งปีหลังจากนั้น ชาวอียิปต์หลายล้านคนที่สนับสนุนมอร์ซีบอกว่า เขาต้องไป"
พวกเขาได้ตามที่ปรารถนาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อกองทัพอียิปต์ก่อรัฐประหารโค่นมอร์ซีลงจากอำนาจ
มอร์ซี เป็นชาวมุสลิมผู้เคร่งครัดที่มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 โดยชนะแบบได้คะแนนเสียงฉิวเฉียด 51.7 เปอร์เซ็นต์ จากการสามารถดึงเสียงสนับสนุนได้จากชาวอียิปต์ทุกกลุ่ม
ทว่าหลังจากนั้น มอร์ซีถูกฝ่ายตรงข้ามวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลของเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากพุ่งเป้ารวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จนับตั้งแต่ขึ้นครองตำแหน่ง และยังล้มเหลวที่จะนำมาซึ่งความคาดหวังของประชาชนชาวอียิปต์ถึงเสรีภาพและความยุติธรรมในสังคม
มอร์ซียังถูกกล่าวหาถึงความเป็นเผด็จการ โดยบังคับใช้นโยบายอนุรักษนิยมตามความต้องการของตน ผ่านการบังคับใช้กฤษฎีกาและเสียงข้างมากที่เกินมาเพียงเล็กน้อย เขาทำตัวเป็นศัตรูกับฝ่ายตุลาการ ตำรวจ และสื่อมวลชน
ชาวอียิปต์ยังผิดหวังกับการก่ออาชญากรรมรุนแรงและความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ ที่ไม่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีขึ้นเลยนับตั้งแต่ขับไล่มูบารัคออกไป การว่างงานยังคงสูง ราคาอาหารถีบตัวขึ้น ไฟฟ้าดับบ่อยๆ และต้องเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอเติมน้ำมัน
จนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556 จัตุรัสตาหรีร์ กลายเป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่มผู้ประท้วงอีกครั้ง ในการชุมนุมครบรอบ 2 ปี จุดเริ่มต้นการปฏิวัติต่อต้านมูบารัค เพียงแต่ครั้งนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อเป้าหมายที่ฝูงชนผู้โกรธแค้นตะโกนขับไล่คือมอร์ซี
หลังจากนั้น เกิดการประท้วงในวงกว้างนับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน นำไปสู่การตัดสินใจของกองทัพที่รัฐประหารโค่นอำนาจมอร์ซี
ทว่าอีกด้านหนึ่งก็ยังคงมีผู้สนับสนุนมอร์ซีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน
และพิสูจน์ว่า การรัฐประหารไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้ แม้จะอ้างการสนับสนุนจากประชาชนก็ตาม
8 กรกฎาคม กลุ่มผู้สนับสนุนมอร์ซี ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 คน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม กลุ่มผู้สนับสนุนมอร์ซียังคงชุมนุมเป็นรายวัน การปะทะกันครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้น มีผู้เสียชีวิต 80 คน
กระทั่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่รัฐบาลรักษาการของอียิปต์ภายใต้ประธานาธิบดีอัดลีย์ มันซูร์ ประกาศว่าจะสลายค่ายผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่ที่มัสยิดราบา อัล อาดาวิยาภายใน 24 ชั่วโมง
และเข้าสลายจริงในวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตไป 638 คน เป็นอย่างน้อย
ผู้สังเกตการณ์ภายนอกบอกว่า การขับไล่มอร์ซีออกไปก่อนที่จะหมดวาระดำรงตำแหน่งเป็นการขัดขวาง หลีกเลี่ยงไม่ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตย และเป็นย่างก้าวที่ค่อนข้างอันตราย
"การชุมนุมประท้วงเป็นสัญญาณของการมีประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง แต่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลควรจะกระทำที่หีบเลือกตั้ง ไม่ใช่ผ่านการใช้ความรุนแรง" เอ็ด ฮุสเซน นักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางศึกษาที่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าว
และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การขับมอร์ซี
พ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าการประท้วงและความรุนแรงจะยุติลง กลุ่มภราดรภาพมุสลิมยังคงได้รับการสนับสนุนมากอย่างมีนัยสำคัญในอียิปต์ และคนกลุ่มนี้ได้ระเบิดความไม่พอใจออกมา
จนมาถึงจุดที่นำไปสู่อันตรายแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้อียิปต์เกิดความไร้เสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
และยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
หน้า 9 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2556
สื่อฮ่องกงตีข่าวสิ้น "หลวงปู่มังกรขาว" เจ้าสำนักดังชลบุรี
ลูกศิษย์ดาราฮ่องกงดังเศร้า สื่อฮ่องกงตีข่าวสิ้น "หลวงปู่มังกรขาว" เจ้าสำนักดังชลบุรี นสพ.บันเทิงฮ่องกงลงแทบทุกฉบับ สิ้น"หลวงปู่มังกรขาว" ชลบุรี ลูกศิษย์คนดังเพียบ
วันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ข่าวบันเทิงแทบทุกฉบับในหน้าหนั งสือพิมพ์ฮ่องกง พร้อมใจกันลงข่าวการจากไปของ ร่างทรง "หลวงปู่มังกรขาว หรือ อาจารย์กิมน้ำ แซ่จิว ถึงแก่กรรมด้วยโรคหลอดลมอักเสบใ นวัย76 ผู้เป็นเจ้าสำนัก"ตำหนักมังกรขา ว" (White Dragon King temple, Bailong King temple, 白龙王) ซึ่งเป็นศาลเจ้าจีน ตั้งอยู่ในเขตตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ยังความเศร้าแก่บรรดาลูกศิษย์ลู กหา
อาจารย์กิมน้ำ แซ่จิว (คนกลาง) พร้อมทั้ง หลิวเต๋อหัว และ เหลียงเฉาเหว่ย
โดยตำหนักแห่งนี้มีชื่อเสียงอย่ างมาก โดยเฉพาะชาวฮ่องกง และ ไต้หวัน สร้างขึ้นเมื่อปี 2530 มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วสารทิศหลั่ง ไหลมารอการลงประทับทรงของหลวงปู ่มักกรขาวเพื่อปัดเป่าทุกข์ หนึ่งในนั้นคือ นายหว่อง ชองชาน หรือ คีรี กาญจนพาสน์ นักธุรกิจระหว่างชาติ ทำให้หลวงปู่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไกลไปถึงฮ่องกง ไต้หวัน มีลูกศิษย์ดารา คนมีชื่อเสียงของฮ่องกงมาขึ้นที ่ตำหนักมักกรขาวอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น อลัน ทัม หลิวเต๋อหัว เหมียวเฉียวเหว่ย หงจินเป่า “อาเจียว” หรือ เจิ้นเซอะสือ เหลียงเฉาเหว่ย เป็นต้น
แต่ละคนที่มาเมื่อกลับไปก็มีควา มสำเร็จทางหน้าที่การงานและจิตใ จทั้งสิ้น หลวงปู่ขาวจึงเป็นที่เคารพศรัทธ าอย่างมาก อีกเหตุผลหนึ่งที่หลวงปู่มังกรข าวเป็นที่เคารพนับถือในหมู่ชาวจ ีน เพราะว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ชาวจีนถือว่ามังกรขาว ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่พญามังกรจีนโ บราณ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นักแสดงใ นวงการบันเทิงจากฮ่องกง และไต้หวัน ต้องข้ามน้ำข้ามแผ่นดินเพื่อมาส ักการบูชากันสักครั้งหนึ่ง
ตามตำนานเล่าว่า หลวงปู่มังกรขาว หรือ แป๊ะ เล้ง ฮ้วง ลงมาประทับทรง ตั้งแต่ปี 2519 ที่หนองมน และย้ายมาอยู่ที่ใหม่ที่บ้านพัก ของอาจารย์กิมน้ำ แซ่จิว เมื่อเดือนธันวาคมปี 2527 และต่อมาปี 2530 อาจารย์กิมน้ำได้ซื้อที่ดิน 35 ไร่ เพื่อสร้างตำหนักขึ้นมา โดยทำพิธียกเสาเอกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2530 และทำพิธีปิดแท่นบูชา ของหลวงปู่มังกรขาวเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2530 จากนั้นมีการทำพิธีไหว้ครูในเดื อนสิงหาคมของทุกปี
"นิพิฎฐ์"จ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แก้ไขรธน. 3 ฉบับเป็นโมฆะ หลังผ่านวาระ 3 เหตุจากการนับวันแปรญัตติ
นายนิพิฏฐ์ อิทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงท่าทีของพรรคประชาธิปัต ย์ กรณีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิ จารณาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่างว่า รัฐบาลระบุว่าจะพิจารณาแค่ที่มา ของส.ว.ซึ่งพรรคเห็นด้วยกับส.ว. จากการเลือกตั้ง แต่เราคัดค้านกรณีการยกเลิกเงื่ อนเวลาที่เปิดให้ส.ว.เลือกตั้งท ี่จะหมดวาระในเดือนมี.ค.2557 สามารถลงสมัครต่อได้ จากเดิมที่ต้องเว้นวรรค 1 วาระ หรือ 4 ปี หรือการเปิดช่องให้ส.ส.ลาออกและ มาสมัครส.ว.ได้ทันที จากเดิมที่ผู้สมัครส.ว.ต้องปลอด จากการเมืองคือ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง 5 ปี หรือการเปิดให้สามี ภรรยา พ่อ แม่ ที่เป็นส.ส.สามารถให้คนในครอบคร ัวลงสมัครได้ ก็จะกลายเป็นสภาครอบครัวหรือสภา ผัวเมีย เป็นการผูกขาดอำนาจในจังหวัดนั้ นๆไว้กับคนแค่สกุลเดียว ซึ่งตนมองว่าเป็นการแก้ไขเพื่อห าทางออกรองรับบัญชี 3 บัญชี 4 ในพรรคเพื่อไทยที่ขณะนี้พวกบัญช ี 1 บัญชี 2 ที่เคยติดโทษแบนทางการเมืองออกม ารับตำแหน่งได้แล้ว จึงต้องมีการผ่องถ่ายคนในเครือข ่าย ใกล้ชิดโดยจัดหาตำแหน่งให้แทน ซึ่งกรณีนี้ถือว่าขัดต่อหลักการ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทั้งป ี 40 และ 50
นายนิพิฎฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีปัญหาในเรื่องวันแปรญัต ติว่าจะนับจากวันไหน ดังนั้นหากการพิจารณาแก้ไขรัฐธร รมนูญและโหวตผ่านวาระ3 หลังวันที่ 20 ส.ค. ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 15วัน ตนจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทันทีว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่างถือเป็นโมฆะหรือไม่ เพราะตัวประธานกรรมาธิการยึดกรอ บแปรญัตติเวลา 15วันแรก แต่ไม่ครบองค์ประชุม ขณะที่ประธานรัฐสภากลับมาย้อนกร ะบวนการโดยนับองค์ประชุมใหม่และ ให้แปรญัตติภายใน15วันครั้งที่ 2
"ผมสอบถามนักกฎหมายหรือส.ส.ร.ที ่ร่างรัฐธรรมนูญต่างฟันธงว่า 100 เปอร์เซนต์ ว่าต้องนับจากการลงมติกำหนดวันแ ปรญัตติครั้งที่ 2 จึงมีปัญหาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมน ูญทั้ง 3 ฉบับนี้เป็นโมฆะ หากศาลชี้ให้เป็นโมฆะ ก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดเพ ื่อความถูกต้องตามหลักกฏหมาย" นายนิพิฎฐ์ กล่าว
นายนิพิฎฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีปัญหาในเรื่องวันแปรญัต
"ผมสอบถามนักกฎหมายหรือส.ส.ร.ที
วันชัย สุทธิวรชัย “ผู้ว่าฯอุบล” รับเสียงตัวเองในคลิป แต่ถูกตัดต่อ หลอกให้พูดแบ่งเงินสินบน 10 %
วันชัย สุทธิวรชัย “ผู้ว่าฯอุบล” รับเสียงตัวเองในคลิป แต่ถูกตัดต่อ หลอกให้พูดแบ่งเงินสินบน 10 % แต่ไม่เอา ลั่นไม่เคยเซ็นต์อนุมัติโครงการ มอบให้ “รองผู้ว่าฯ” ไปแล้ว เผยรู้จักคนชื่อ “หน่อย” แต่มีหลายคน - เคลียร์ “จารุพงษ์” มท.1 แล้ว
กรณีมีผู้ใช้ชื่อว่า anniey arnie โพสต์คลิปเสียง ความยาว 1.35 นาที ผ่านเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งเป็นบทสนทนาของชายคนหนึ่ง กำลังสั่งการให้มีการเจรจาต่อรองกับบริษัทเอกชนที่เข้ามารับงาน โดยขอเรียกรับส่วนแบ่งเป็นจำนวนเงิน 10% และถูกคนในโลกออนไลน์ตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าของเสียงในคลิปดังกล่าว อาจจะเป็นของ “ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี”
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2556 นายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สำนักข่าว อิศรา www.isranews.org ถึงเรื่องคลิปเสียงดังกล่าวว่า ตนยอมรับว่าเป็นเสียงของตนจริง แต่มันมีการตัดต่ออย่างชัดเจน คนจังหวัดอุบลราชธานีรู้ดีว่าตนพูดออกอากาศวิทยุเป็นประจำ อาจจะมีการนำบางประโยคที่ผมพูดมาตัดต่อเทียบเคียง
“ผมรู้ว่าใครทำผม เพราะมันมี 2-3 คน มาหลอกให้ผมพูดเรื่องเงิน 10 % มาเสนอให้ผมรับเงินส่วนแบ่งโครงการ 10 % ผมก็พูดไปว่าผมไม่เอา จะมาเอาอะไรกับเงิน 10 % ผมพูดไปเยอะ พูดแบบนักเลงเขาพูดกัน แต่มันตัดต่อให้ผมเสียหาย ผมบอกเลยว่าการเซ็นอนุมัติโครงการผมไม่เคยเซ็น งานรับเหมา งานจัดซื้อจัดจ้าง ผมมอบหมายให้เป็นอำนาจของรองผู้ว่าฯไปแล้ว ทีนี้ก็ไปไล่ดูได้เลยว่าใครทำ ถามหน่อยว่าหน้าผู้รับเหมาผมยังไม่เคยเจอ แล้วผมจะไปทำเหมือนในคลิปได้อย่างไร” นายวันชัย กล่าว
นายวันชัย กล่าวว่า ตนมีนโยบายชัดเจนว่าอยากให้จังหวัดอุบลฯมีความเจริญ โครงการที่เข้ามาต้องทำประโยชน์ให้ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย บางโครงการมีคนเสนอเข้ามาไม่ถูกต้องตนก็บอกว่าไม่เอา เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ ตนยืนยันว่าไม่เคยจัดงานเพื่อใคร เพราะจัดงานให้คนอุบลราชธานีเท่านั้น
“ตอนนี้ผมไม่อยากใส่ร้ายใคร พยายามทำให้ผมเป็นทำผิด เขาทำเพื่อหวังประโยชน์อะไรผมไม่รู้ได้ การเมืองในอุบลฯทะเลาะกันหนัก บางกลุ่มจับขั้วกับอีกกลุ่มหนึ่ง ผมอยู่ตรงกลางเลยโดนเล่นงาน ความจริงผมไม่อยากเข้าไปยุ่ง ผมไม่ใช่คนอุบลฯมาทำงานก็โดนแกล้งตลอด” นายวันชัยระบุ
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ในคลิปก็มีการพูดว่าบอกไปเลยว่าผู้ว่าฯ ขอ นายวันชัย กล่าวว่า “ก็เขาเอาเสียงของผมไปตัดต่อ บางครั้งก็มาหลอกถามผม ล่อให้ผมตอบ ผมก็ตอบทุกอย่าง เพราะผมไม่มีลับลมคมในกับใคร ถามอะไรตอบหมด มันก็เป็นเทคนิคของเขาที่หลอกผมได้”
เมื่อถามว่า มีการระบุคนชื่อ "หน่อย" ในคลิปเสียงรู้จักคนชื่อหน่อยหรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า “คนชื่อหน่อยที่ผมรู้จักมีหลายคน นายกฯอบต.ชื่อหน่อยก็มีประมาณ 2 คน รุ่นน้องผมที่มหาลัยฯก็ชื่อหน่อยก็มี เอกชนที่รับงานชื่อหน่อยก็มี 2 คน ซึ่งผมเจอทุกคน แต่ผมไม่เข้าไปเกี่ยวกับผม พอมีหลายหน่อยผมไปพูด เขาก็เอาไปตัดต่อง่าย”
เมื่อถามว่า ได้ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นต่อนายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วหรือไม่ นายวันชัย กล่าวว่า “ผมได้โทรศัพท์ไปคุยกับท่านแล้ว บอกไปว่าเป็นเสียงผมแน่นอน แต่มันเป็นเสียงตัดต่อ ซึ่งท่านมท.1 ก็เข้าใจผม ท่านรู้ว่าผมโดนแกล้ง ท่านก็บอกให้ทำหนังสือชี้แจงมา”
(ฟังคลิปฉบับเต็มที่นี้ http://youtu.be/n5-UFGLWzXc)
วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556
“ขุนค้อน”เรียกประชุมรัฐสภาถกแก้ รธน.ที่มา ส.ว. 20 ส.ค.
วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2556 เวลา 14:34 น.
“ขุนค้อน”เรียกประชุมร่วมรัฐสภาถกแก้รธน.ที่มาส.ว. 20 ส.ค.นี้ เบื้องต้นวิปรัฐบาลวางกรอบอภิปราย 4 วัน เหตุมีผู้เสนอคำแปรญัตติถึง 202 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค. นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา ได้มีหนังสือด่วนมาก ที่ สผ 0014/ร 31 ถึง ส.ส. ส.ว.เพื่อนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เนื่องด้วยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป)ในวันที่ 20 ส.ค.นี้ เวลา09.30น. เพื่อพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 111 มาตรา112 มาตรา 115 มาตรา116 วรรคสอง มาตรา 117มาตรา118 มาตรา 120 และมาตรา 241วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา 113และมาตรา 114) ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
อย่างไรก็ตามในระเบียบวาระได้มีการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้เพียงฉบับเดียว ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่มา ส.ว.ในขณะที่ทั้งนี้ระเบียบวาระของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในระหว่างวันที่ 21-22ส.ค.54 ยังไม่มีการบรรจุระเบียบวาระแต่อย่างใด
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้เพราะยังไม่สามารถคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาในการประชุมร่วมรัฐสภากี่วัน เนื่องจากมีผู้เสนอคำแปรญัตติ จำนวน 202 คน ใน 13 มาตรา โดยเบื้องต้นได้วางกรอบเวลาไว้ 4 วัน คือวันที่ 20-23ส.ค.นี้.
ที่มา เดลินิวส์
วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556
"ทักษิณ"โพสFBแนะวิธีรัฐรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ
เมื่อคืนก่อนดูข่าวว่ายุโรปเริ่ มหลุดจากเศรษฐกิจถดถอยหลังจาก 18 เดือน คงมีหลายสาเหตุที่ทำให้การฟื้นต ัวทางเศรษฐกิจของยุโรปล่าช้า แต่เหตุที่สำคัญอันหนึ่งและตัวเ ลขก็ยังปรากฏอยู่ การตกงานยังสูงมาก ทั้งนี้เพราะเขาแก้ปัญหาธนาคารไ ม่ครบวงจร เพราะธนาคารเป็นตัวกลางของคนมีเ งินเหลือ กับคนต้องการใช้เงิน พอเศรษฐกิจแย่คนมีเงินเหลือก็มี น้อยต้องถอนเงินกัน ธนาคารจึงต้องเพิ่มทุน ผู้ถือหุ้นก็ไม่มีเงิน รัฐจึงต้องเพิ่มทุนให้แทน
แต่คนใช้เงินคือผู้กู้ก็ไม่มีเง ินมาชำระ แถมยังเป็นหนี้เสีย ธนาคารก็ตั้งสำรองตลอดเวลาในขณะ ที่ทุนก็ไม่พอ เงินฝากก็น้อย ธนาคารจึงไม่ปล่อยกู้รายย่อยเพร าะกลัวหนี้จะเสีย SME ก็ต้องปิดกิจการ คนก็ตกงานเพิ่ม บริษัทใหญ่ก็เจ๊งบ้าง หดตัวบ้าง
ถ้ารัฐไม่ตั้ง Bad Bank หรือสถาบันบริหารสินทรัพย์เพื่อ มาซื้อหนี้เสียออกจากธนาคาร ธนาคารก็ไม่มีกำลังปล่อยกู้ภาคเ อกชน การจ้างงานการขยายธุรกิจก็ไม่เก ิดก็ต้องใช้เวลานาน ธนาคารที่อมหนี้เสียไว้เยอะจะกล ับมาแข็งแรงอีกครั้งและจะมาช่วย สร้างเศรษฐกิจด้วยการปล่อยกู้เพ ื่อให้เกิดการสร้างงาน
ตอนสมัยที่ผมเป็นนายกฯ ผมรีบประชุมนายแบงค์ทันทีแล้วตั ้ง บสท. (บรรษัทบริหารสินทรัพย์) ขึ้นทันที แล้วซื้อหนี้เสียออกจากธนาคาร เพื่อให้ธนาคารแข็งแรงเหมือนผ่า มะเร็งออกทันที พอธนาคารเริ่มแข็งแรงผมก็เริ่มก ระตุ้นให้ธนาคารปล่อยกู้ทันที เลยทำให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นเร็ว มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่ อง
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ รัฐบาลในยุโรปเน้นเรื่อง Austerity Program ก็คือการประหยัดและตัดงบประมาณล งในหลายด้าน ซึ่งหลักการถูกแต่วิธีการบางรัฐ บาลทำไม่เป็น เศรษฐกิจเลยยิ่งหดตัวใหญ่ คนตกงานมาก ระบบราชการที่บริการประชาชนก็มี ปัญหาทันที ทั้งๆที่เป็นจังหวะที่ประชาชนกำ ลังเดือดร้อนอยู่
ก็เปรียบเสมือนการที่เราต้องการ ลดน้ำหนักละครับ ถ้าลดน้ำหนักด้วยการกินน้อยลง เลือกหมวดอาหารที่เป็นประโยชน์ไ ม่มีไขมัน ไม่มีแป้งน้ำตาล น้ำหนักก็จะลดแต่ยังแข็งแรง ถ้าออกกำลังกายอีกก็ยิ่งแข็งแรง มากโดยน้ำหนักก็ลด แต่ถ้าเราขี้เกียจและก็เห็นแก่ก ิน แถมไม่มีสติ ก็ใช้ระบบตัดแขนตัดขา น้ำหนักก็ลดจริงแต่ทำงานไม่ได้
ที่ผมยกตัวอย่างที่อาจจะเพี้ยนไ ปหน่อย ก็เพื่อจะให้เห็นชัดๆเข้าใจง่าย ๆว่าการจะทำอะไรอย่ามองจุดใดจุด หนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะในโลกปัจจุบันซับซ้อนมีหลา ยมิติที่มองไปพร้อมๆกัน ดูจุดเดียวมิติเดียวก็พลาดได้ง่ ายเพราะมองไม่เห็นภาพรวม มองไม่เข้าใจถึงจุดหมายปลายทางท ี่ต้องการ
สำหรับท่านที่มีปัญหาครอบครัวชั กหน้าไม่ถึงหลังก็ดี ท่านที่ทำธุรกิจแล้วขาดทุนก็ดี อย่าลืมที่ผมเคยพูดไว้ว่า “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” นี่คือสูตรสำเร็จของชีวิตครับ คือ
(1) ทำบัญชีให้ชัดว่าเรามีรายจ่ายอะ ไรบ้างทุกบาททุกสตางค์ อันไหนไม่จำเป็นในช่วงนี้ให้ตัด ทิ้ง ชวนทั้งครอบครัวมาดูตัวเลขการใช ้จ่ายด้วยกันเลย ถ้าเป็นกระเป๋าเดียวกัน
(2) ทำบัญชีรายได้ว่ามีรายได้มาจากไ หนบ้าง เอา (1) กับ (2) มาเปรียบเทียบดูถ้ารายได้น้อยกว ่ารายจ่ายทั้งๆที่ตัดรายจ่ายไปแ ล้ว หรือรายได้พอๆกับรายจ่ายไม่ค่อย มีเงินเหลือ ก็ขอให้ไปสู่ข้อ 3
(3) คือการขยายโอกาสในการทำมาหากินข องตัวเองและสมาชิกในครอบครัวที่ ใช้กระเป๋าเดียวกันว่าใครพอจะมี โอกาสสร้างรายได้เพิ่มเติมก็ต้อ งทำทุกอย่างที่สุจริต จะได้อยู่รอดและมีเงินเหลือในที ่สุดครับ
ขอให้โชคดีทุกคน ทุกครอบครัว ทุกบริษัทครับ.
สภาทนายความออกแถลงการณ์เฉ่งปอท.คุมไลน์
เมื่อเวลา 15.00 น. สภาทนายความได้ออกแถลงการณ์ กรณี การล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบ ุคคลบน Social Network โดยหน่วยงานของรัฐ อันสืบเนื่องมาจากกรณีที่กองบัง คับการปราบปรามการกระทำความผิดเ กี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มีแนวคิดที่จะตรวจสอบและออกกฎเก ณฑ์ในการควบคุมการใช้ Application Line โดยอ้างว่าเพื่อการป้องกันปัญหา การกระทบกับความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายค วาม เห็นว่า การที่กองบังคับการปราบปรามการก ระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมท างเทคโนโลยี (ปอท.) จะทำการตรวจสอบและออกกฎเกณฑ์ในก ารควบคุมการใช้ Application Line นั้น เป็นการอ้างข้อยกเว้นของกฎหมายซ ึ่งจะต้องแปลความในทางที่แคบ เพราะหลักการที่สำคัญกว่าก็คือ การที่ ปอท. ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจหน้าท ี่ให้สอดคล้องกับกฎหมายและโดยเฉ พาะจะต้องไม่เป็นการก้าวล่วงละเ มิดสิทธิของบุคคลอื่น ทั้งต้องให้สอดคล้องกับรัฐธรรมน ูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ได้กำหนดการใช้อำนาจโดยองค์ก รของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโด ยทางที่ชอบด้วยกฎหมายของบุคคลแล ะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
ดังนั้น การที่หน่วยงานกองบังคับการปราบ ปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอา ชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) จะทำการตรวจสอบและออกกฎเกณฑ์ควบ คุมการใช้ Application Line โดยลำพังตนเอง ไม่ผ่านการตรวจสอบของศาลยุติธรร ม จึงไม่ชอบ การจะตั้งข้อกล่าวหาว่ามีการกระ ทำผิดโดย ปอท. จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในแต่ ละกรณี และจะต้องได้รับคำสั่งอนุญาตจาก ศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 105 เนื่องจากการส่งข้อความผ่าน Application Line ถือได้ว่าเป็นสิ่งพิมพ์หรือเอกส ารอื่นซึ่งมีการส่งทางไปรษณีย์แ ละโทรเลข ทั้งนี้ จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการ สอบสวนคดีและการพิจารณาคดี หรือเพื่อประกอบการกระทำซึ่งเป็ นการกระทำความผิดทางอาญา
รัฐบาลอียิปต์ยืดอกรับ "จำเป็น" ต้องใช้กำลังสลายการชุมนุม
รัฐบาลรักษาการอียิปต์ออกโรงปกป ้องภารกิจของเจ้าหน้าที่ความมั่ นคงในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่าย สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮาเห ม็ด มอร์ซี โดยยืนยันว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการนำพาค วามสงบสุขกลับคืนสู่ประเทศ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ ้นเป็นอย่างน้อย 343 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 1,400 คนแล้ว
นายกรัฐมนตรีฮาเซ็ม เบบลาวี แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเ มื่อวันพุธ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยั งครอบครัวของผู้เสียชีวิตและได้ รับบาดเจ็บทุกคน พร้อมกับยืนยันว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเ ทศตั้งแต่เวลา 19.00 น.- 06.00 น. ที่จะมีผลบังคับใช้ 1 เดือนเต็มนั้น อาจถูกยกเลิกก่อนได้ หากสถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกต ิด้วยความรวดเร็ว
เบบลาวีกล่าวด้วยว่า รัฐบาลใช้เวลาพิจารณานานพอสมควร กว่าจะตัดสินใจออกคำสั่งให้มีกา รสลายการชุมนุม และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุ กคนทำงานด้วยความเป็น "มืออาชีพ" เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับคืน สู่ความสงบดังเดิมโดยเร็ว และจะไม่มีการใช้กระสุนจริง ขณะที่รายงานจากกระทรวงมหาดไทยร ะบุว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 343 ศพนั้น มีเจ้าหน้าที่รวมอยู่ด้วย 43 ศพ
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพภายในรัฐบาลรักษาการเร ิ่มสั่นคลอนเช่นกัน เมื่อรองประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด เอลบาราเดย์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยให้เหตุผลว่า ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่บนกองเล ือดของประชาชนได้อีกต่อไป
ขณะที่ทั่วโลกพากันออกมาร่วมประ ณามเหตุนองเลือดที่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเลวร้ายและรุนแรงที่ส ุด นับตั้งแต่การลุกฮือของประชาชนเ พื่อขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก เมื่อกว่า 2 ปีก่อน โดยนายบัน คี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) แถลงแสดงความผิดหวัง "อย่างรุนแรง" ต่อการที่รัฐบาลรักษาการอียิปต์ ซึ่งมีกองทัพหนุนหลัง ตัดสินใจใช้กำลังต่อกลุ่มผู้ชุม นุม เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป ( อียู ) อังกฤษ ฝรั่งเศส อิหร่าน กาตาร์ และตุรกี ที่ต่างออกแถลงการณ์ประณามเช่นก ัน
สำหรับท่าทีของสหรัฐนั้น นายจอห์น แคร์รี รมว.กระทรวงการต่างประเทศ แถลงประณามสถานการณ์ในอียิปต์ว่ า "น่าสะพรึงกลัว" อย่างมาก พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาล และกองทัพใช้ "อำนาจ" ที่มีอยู่หยุดยั้งเหตุรุนแรงที่ กำลังจะเกิดขึ้นตามมา เพื่อคืนสันติภาพและความสงบสุขใ ห้กลับคืนสู่ชาวอียิปต์โดยเร็วท ี่สุด
http:// www.theatlanticwire.com/global/ 2013/08/ egypt-cairo-army-crackdown/ 68302/
http://www.sbs.com.au/ podcasts/Podcasts/radionews/ episode/283063/ Bloodshed-in-Egypt-crackdown
by..@theatlanticwire.com/ sbs.com.au/dailynews
มหาเศรษฐี "ผู้ปิดทองใต้ฐานพระ" ซุ่มบริจาคทรัพย์เงียบ 30ปี มูลค่ากว่าแสนล้าน
มหาเศรษฐี "ผู้ปิดทองใต้ฐานพระ" ซุ่มบริจาคทรัพย์เงียบ 30ปี มูลค่ากว่าแสนล้าน
เดลี่ เมล์ ได้เปิดเผยเรื่องราวของนายชัค ฟีเนย์ อภิมหาเศรษฐีผู้ได้ชื่อว่าเป็น "บุรุษใจบุญซุ่มเงียบ" ผู้บริจาคทรัพย์สินกว่า 7,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.51 แสนล้านบาท) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากบิล เกตส์ อภิมหาเศรษฐี เจ้าพ่อกิจการไมโครซอฟท์ ซึ่งกลายเป็นบุรุษใจบุญรายใหญ่ท ี่สุดของโลก
รายงานระบุว่า นายชัค ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน-ไอริช
เจ้าของกิจการขายสินค้าปลอดภาษี ได้เริ่มบริจาคเงินอย่างลับๆ ตั้งแต่ปี 1984 และได้ก่อตั้งมูลนิธิชื่อว่า "แอตแลนติค ฟาวเดชั่น" โดยเขาได้ซุ่มบริจาคเงินอย่างเง ียบๆ เป็นเวลากว่า 29 ปี เป็นมูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว และมีแผนจะบริจาคเพิ่มไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะเสียชีวิต
ขณะที่เจ้าตัวมีภาพลักษณ์ถือควา มสมถะมาก โดยเขาใส่นาฬิกายี่ห้อ "คาสิโอ" ราคาเพียง 15 ดอลลาร์ ชอบเดินทางด้วยรถไฟ ไม่เคยมีรถยนต์เป็นของตัวเอง และชอบแต่งกายในสไตล์เชยๆ และให้ลูกของเขาทำงานไปพร้อมกับ การเรียนหนังสือ
รายงานระบุว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่นายชัคบริจา ค ถือเป็นสัดส่วนถึง 99 เปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินทั้งหมด ที่เขามี โดยบริจาคให้มูลนิธิที่เขาก่อตั ้งที่จะกระจายเงินบริจาคให้แก่ด ้านสาธารณสุข, วิทยาศาสตร์, การศึกษา และสิทธิพลเรือนทั่วโลก และนายชัคเคยกล่าวกับ "ฟอร์บส์" ว่า ผู้คนมีแต่รับปากว่าจะให้ แต่สำหรับเขา เขาไม่ชอบพูดว่าเขามีสิทธิจะอวด ว่าตัวเองก็เป็นนักบริจาค แต่เขาชอบทำเรื่องแบบนี้อย่างฉล าดมากกว่า
พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า เขาเชื่อว่า เขาพอใจมากกว่ากับการกระทำเช่นน ี้ และได้เห็นสิ่งต่างๆ ถูกเนรมิตขึ้นจากเงินบริจาคของเ ขา เช่น โรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย และว่าการบริจาคทรัพย์เป็นเรื่อ งมีเหตุผล มากกว่าการนำเงินไปเข้าบัญชีธนา คาร และรอให้เงินนั้นงอกเงยขึ้นเรื่ อยๆ และเขาคิดว่า...
"เขามีความสุขเมื่อเขาได้ทำสิ่ง ที่ช่วยเหลือผู้คน
และไม่มีความสุข ถ้าสิ่งที่เขาทำไม่ได้ช่วยเหลือ ผู้อื่น"
อ่านเรื่องราวของคนหัวใจดีอีกมา กมาย คลิก
https://www.facebook.com/ media/set/ ?set=a.570038436373777.10737418 36.240466992664258&type=1
ขอบคุณที่มา
http://www.matichon.co.th/ news_detail.php?newsid=13745646 81&grpid=01&catid=06&subcatid= 0600
เปิดคำพิพากษาศาลยกฟ้องคดี “แม้ว” ฟ้อง “สนธิ”- ย้ำพฤติการณ์ “นช.ทักษิณ” จาบจ้วงชัด
|
จากกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีหมายเลขดำ อ.3323/2550 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างการหลบหนีคำพิพากษาของศาลในคดีที่ดินรัชดา มอบอำนาจให้นายสมบูรณ์ คุปติมนัส โดย นายสรรพวิชช์ คงคาน้อย ผู้รับมอบอำนาจช่วง เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ อดีตผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ ASTV นั้น
“ASTVผู้จัดการออนไลน์” พบว่า ในคำพิพากษาโดยละเอียดของศาลอุทธรณ์มีความน่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะพฤติการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อข้อกล่าวหาจาบจ้วงเบื้องสูง
ทั้งนี้ คดีนี้เกิดขึ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เห็นว่ารายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ดำเนินรายการโดยนายสนธิ และ น.ส.สโรชา ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2550 ซึ่งขณะนั้นนำเสนอเทปที่นายสนธิได้พูดถึงนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกกับนายสนธิ ถึงสาเหตุที่ถอนตัวออกจากรัฐบาลทักษิณ เพราะรับไม่ได้ที่หลังการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ตลอดเวลา 8 ชั่วโมงที่อยู่ร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พูดจาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงตลอดเวลา
5 ปีผ่านไป คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2555 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ปรับ 2 หมื่นบาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี
ทว่า เมื่อ นายสนธิ และ น.ส.สโรชา ได้ยื่นอุทธรณ์ และต่อมาเช้าวันที่ 14 สิงหาคม 2556 ศาลอุทธรณ์จึงอ่านคำพิพากษา ประเด็นที่สำคัญคือ จำเลยคือ นายสนธิ และ น.ส.สโรชา หมิ่น นักโทษหนีคดี พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่
จากการเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลย ประกอบภาพถ่ายและเอกสารได้ความว่า “ในขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อระหว่างปี 2548 ถึง 2549 มีกรณีกล่าวหาว่าโจทก์พูดจาจาบจ้วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2548 เอกสารหมายเลข ล.4 ในหน้าแรกพาดหัวข่าวว่า “ตอก แม้วจาบจ้วงพาดพิงถึงเบื้องสูงด้วยคำหยาบคาย แนะพบจิตแพทย์” และในฉบับเดียวกันบทความ เปลว สีเงิน หน้า 5 ได้กล่าวถึงโจทก์ว่า การที่โจทก์ใช้คำพูดว่า “เอะอะก็หาว่าผมไม่จงรักภักดี ปัดโธ่...ถ้านายกฯ ไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดีวะ” นั้นเป็นการไม่บังควรและยังเป็นการเหยียบย่ำ ให้ความรู้สึกว่าหมิ่นแคลนมากกว่าการเทิดทูน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549 เอกสารหมายเลข ล.5 ในหน้าแรกพาดหัวข่าวว่า “ทักษิณเลยเถิดดึงเบื้องสูงยุ่งการเมืองรับสั่งคำเดียวกราบพระบาทลาออก แค่ในหลวงกระซิบ” รายละเอียดข่าวในหน้า 10 มีใจความตอนหนึ่งว่า “ในช่วงหนึ่งของรายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน พ.ต.ท.ทักษิณได้อ้างถึงในหลวงอย่างไม่เหมาะสม และได้สร้างความไม่สบายใจให้กับหลายฝ่ายหลังจากเขากล่าวจบ “พี่น้องครับ วันนี้ผมรู้ว่าคนส่วนใหญ่ยังอยากให้ผมทำงาน เพราะฉะนั้นผมลาออกไม่ได้ ผมทรยศกับคนที่ต้องการให้ผมทำงานไม่ได้ ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เอาผมอีกเรื่องหนึ่ง คนที่จะให้ผมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้ ไม่ต้องหลายคนเลยครับ คนเดียวให้ออกได้เลยนั่นคือพระเจ้าอยู่หัว ถ้าพระเจ้าอยู่หัวกระซิบผมรับสั่งคำเดียว ทักษิณออกเถอะ รับรองกราบพระบาทออกแน่นอนครับ...” “...การอ้างให้ในหลวงมากระซิบลาออก จึงจะลาออกนั้นเป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับสังคมในวงกว้าง มีการวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่รู้ที่สูงที่ต่ำ เหมือนครั้งที่เคยกล่าวกับคนขับแท็กซี่ที่สนามกีฬาหัวหมากช่วงปีใหม่ว่า “นายกฯ ไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดีวะ” ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2549 เอกสารหมายเลข ล.6 ในหน้าแรกพาดหัวข่าวว่า “ทักษิณแฉบุคคลมากบารมีจ้องล้มกระดาน ตั้งรัฐบาลชั่วคราวแก้ รธน.” และในหน้า 9 มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกฯ กล่าวในการเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายปฏิบัติราชการให้แก่หัวหน้าส่วนราชการในตอนหนึ่งว่า วันนี้ความวุ่นวายเกิดจากหลายอย่าง เมื่อใดองค์กรตามปกติถูกองค์กรที่อยู่นอกระบบครอบงำหรือมีอิทธิพลมากกว่า องค์กรปกตินั้นวุ่นวาย หรือถ้าจะแปลชัดๆ คือ บุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป ไม่เคารพกติกา หลายฝ่ายหลายองค์กรไม่ทำหน้าที่ของตัวเองตามหน้าที่ที่ต้องทำ นอกจากนี้ยังปรากฏภาพข่าวของหนังสือพิมพ์หมายเอกสารหมาย ล.7 รวม 5 แผ่น ว่า ในการพบประชาชนของโจทก์ในหลายโอกาส ประชาชนผู้มารอต้อนรับโจทก์ได้ถือธงไตรรงค์โดยในธงไตรรงค์บางส่วนมีคำว่า “ทรงพระเจริญ” อยู่ด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าธงไตรรงค์ที่มีคำว่า “ทรงพระเจริญ” อยู่ด้วยนี้ จะใช้ในการเฝ้ารับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น จะไม่ใช้กับสามัญชนดังเช่นโจทก์ ได้ความต่อมาว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองทำให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นได้เกิดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่ากลุ่มคนเสื้อแดง รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนโจทก์และเรียกร้องให้นำประชาธิปไตยกลับคืน ซึ่งนายสรรพวิชช์ ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่้ 2 ถามค้านว่าโจทก์ได้โฟนอินเข้ามาให้กำลังใจกลุ่ม นปก.อยู่ตลอดเวลา และในการชุมนุมของกลุ่ม นปก.แต่ละครั้งจะมีภาพถ่ายของโจทก์อยู่เสมอ ตามตัวอย่างภาพถ่ายหมาย ล.29 และเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 กลุ่ม นปก.ได้รวมตัวกันบริเวณหน้าบ้านพักของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อบทบาท และการทำหน้าที่ของพลเอกเปรมโดยในวันดังกล่าวมีเหตุการณ์ที่กลุ่ม นปก.ฝ่าด่านกั้นของเจ้าพนักงานตำรวจ และใช้กำลังต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจด้วย ตามภาพข่าวเอกสารหมาย ล.15 ซึ่งตามประเพณีการปกครองและตามรัฐธรรมนูญที่สืบต่อกันมาได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งประธานองคมนตรีและองคมนตรี ตลอดจนการให้ประธานองคมนตรีและองคมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย ทั้งประธานองคมนตรีและองคมนตรีมีหน้าที่หลักเพียงถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาเท่านั้น การที่กลุ่ม นปก.รวมตัวกันแสดงความไม่พอใจต่อพลเอกเปรม ผู้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีในขณะนั้น ย่อมทำให้เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงแต่งตั้งพลเอกเปรมด้วย เมื่อโจทก์เป็นผู้ให้การสนับสนุน นปก.อยู่ จึงอาจทำให้คนทั่วไปคาดคิดได้ว่าโจทก์มีส่วนรู้เห็นในการกระทำของกลุ่ม นปก.ดังกล่าว โดยภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ปรากฏตามแผนผังโครงข่ายจาบจ้วงสถาบันเอกสารหมาย ล.34 ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นำออกเผยแพร่ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสอดคล้องกับกรณีที่มีการกล่าวหาโจทก์ดังกล่าวมาแล้วทั้งหมดข้างต้น จากพฤติการณ์ของโจทก์ประกอบกับสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมาย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้พสกนิกรชาวไทย ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ที่มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาเคารพเทิดทูนและจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นไปได้ว่าโจทก์กระทำการจาบจ้วงดูหมิ่นและต้องการโค่นล้มพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโจทก์ทำตัวเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน และทำตัวเหนือองคมนตรี การที่จำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำต่อโจทก์ในลักษณะดังกล่าวข้างต้น จึงถือได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(3) จำเลยที่ 2 ซึ่งนำวิดีโอเทปถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาออกอากาศเผยแพร่ในรายการทางโทรทัศน์ จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2”
“รู้สึกดีใจที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ซึ่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้ได้ยืนยันสิ่งผมพูดและเข้าใจว่ามาจากพฤติการณ์และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งการมอบอำนาจให้ตัวแทนมายื่นฟ้องผมนั้น เห็นว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่หากในขั้นตอนการสืบพยาน พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นโจทก์ไม่ได้เดินทางมาตอบคำซักค้าน ก็จะทำให้ผมซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยเสียสิทธิในการต่อสู้คดีในชั้นศาล จึงเห็นว่าหากเป็นเช่นนี้ศาลก็น่าจะมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องได้” นายสนธิ กล่าวหลังจากฟังคำพิพากษา
วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556
"มัลลิกา" ลั่นไม่กลัว!! "ธาริต" รับคดีพิเศษตัดต่อภาพนายก - สวนกลับ "โอ๊ค" ทำไมทำได้
"มัลลิกา" ไร้กังวลกรณี DSI จ่อเอาผิดคดีโพสต์ รูปตัดต่อ "ยิ่งลักษณ์" ยืนคู่ป้าย “เสือ-สิงห์-กระทิง” -ตอกกลับ "ธาริต" 2 มาตรฐาน ปล่อย "โอ๊ค" ตัดต่อภาพ ห้ามตะโกนในโรงหนัง กลับไม่ดำเนินคดี
วันนี้ (14 ก.ค.) น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเ ศษ (ดีเอสไอ) รับสอบกรณีการโพสรูปภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ยืนคู่กับป้ายอุทยานแห่งชาติกุย บุรี ที่มีภาพปรากฏในเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ของตนมีคำว่าเสือ สิงห์ กระทิง ตามที่คนเสื้อแดงร้องเรียนเป็นค ดีพิเศษนั้น ว่า ตนไม่รู้สึกกังวลในกรณีนี้ เพราะตนไม่ได้ทำอะไรผิด ภาพที่เอามาโพสตนไม่ได้ตัดต่อขึ ้นมาเอง มีการโพสและแชร์จากในเฟซบุ๊กคนอ ื่น ซึ่งพอเราทราบว่าเป็นรูปที่ตัดต ่อขึ้นมาเราก็ได้มีการขอโทษ และนำภาพจริงมาเปรียบเทียบกับภา พตัดต่อเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใ จผิด แต่การที่นายธาริตบอกว่าได้สั่ง การให้คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษท ันทีเนื่องจากเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.แนบท้ายการสอบสวนคดีพิเศษ นั้น จึงอยากถามว่า การที่นายธาริตบอกรับคดีดังกล่า วเป็นคดีพิเศษนั้น ต้องผ่านคณะกรรมการคดีพิเศษว่าค วรรับหรือไม่ เพราะแม้นายธาริตจะเป็นเลขาธิกา รคณะกรรมการคดีพิเศษ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจร ับคดีพิเศษ โดยไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรม การคดีพิเศษ เพราะถือเป็นความผิด และหากผ่านการพิจารณาของคณะกรรม าธิการคดีพิเศษแล้ว ตนก็อยากทราบเหตุผลที่รับคดีดัง กล่าวเป็นคดีพิเศษ
“หากคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณาแ ล้วรับเป็นคดีพิเศษ ดิฉันก็จะใช้คดีนี้เป็นหอกแทงกล ับไปยังนายธาริตเอง เพราะการกระทำของดิฉันในเรื่องน ี้ เทียบเคียงได้กับกรณีของการโพสร ูปตัดต่อของนายพานทองแท้ ชินวัตร ที่โพสต์รูปการจัดทอล์คโชว์ของพ รรคประชาธิปัตย์ ที่มีการตัดต่อพื้นหลังจากคำว่า กรรเชียงปู เป็นคำว่าห้ามตะโกนในโรงหนังห้า มใช้เสียงในระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นการกระทำลักษณะเดียวกัน เพราะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสื่ อมเสีย ดังนั้นหากกรณีนี้มีความผิดมีโท ษรุนแรง นายธาริตก็ต้องดำเนินการกับนายพ านทองแท้ด้วย หากไม่ดำเนินการก็จะเป็นการกระท ำสองมาตรฐาน” น.ส.มัลลิกากล่าว
วันนี้ (14 ก.ค.) น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเ
“หากคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณาแ
เหตุนองเลือดอียิปต์เข้าขั้นวิกฤต รบ.ประกาศเคอร์ฟิว-ภาวะฉุกเฉิน 1 เดือน
มติชน วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556
สื่อรัฐบาลอียิปต์รายงานว่า รัฐบาลอียิปต์ประกาศภาวะเคอร์ฟิวในระหว่างเวลา 19.00-06.00 น. ใน 11 จังหวัดของอียิปต์ ซึ่งรวมถึงกรุงไคโร กิซา อเล็กซานเดรีย และสุเอซ นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 16.00 น.ของวันที่ 14 ส.ค.เป็นต้นไป
เหตุนองเลือดในกรุงไคโรของอียิปต์ทำให้ช่างภาพของสถานีโทรทัศน์สกายนิวส์ของอังกฤษถูกยิงเสียชีวิตขณะที่การบุกสลายค่ายผู้ชุมนุมสองแห่งในกรุงไคโรของกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ดมอร์ซีทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
รายงานข่าวระบุว่า นายมิค ดีน วัย 61 ปี ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการบุกทำลายค่ายผู้ชุมนุมที่มัสยิดราบา อัล-อาดาวิยา ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ชุมนุมปักหลักประท้วงมานานกว่า 6 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี ไม่มีรายงานว่าทีมงานคนอื่นของสถานีได้รับอันตราย ทั้งนี้ นายดีนทำงานให้กับสกายนิวส์มานานกว่า 15 ปี โดยประจำที่กรุงวอชิงตัน และนครเยรูซาเลม
นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ามีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตอีกหนึ่งราย ต่อมาทราบชื่อว่านายฮาบิบา อาห์เหม็ด เอลาซิส วัย 26 ปี จากหนังสือพิมพ์เอ็กซ์เพรสของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งไม่ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ แต่อยู่ระหว่างการพักร้อนเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิดในกรุงไคโร
เจ้าหน้าที่เผยว่า ได้เข้ารื้อค่ายที่พักของผู้ชุมนุมที่บริเวณจัตุรัสนาห์ดา ใกล้มหาวิทยาลัยไคโรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้านกระทรวงมหาดไทยเผยว่ากำลังเก็บกวาดและเข้าเคลียร์พื้นที่ดังกล่าวแล้ว ขณะที่
ยังคงได้ยินเสียงปืนดังเป็นระยะๆ โดยยังคงมีรถถังเดินทางเข้ากรุงไคโรอย่างต่อเนื่อง และปรากฎกลุ่มควันสีดำในหลายจุด
อย่างไรก็ดี ยังคงไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการกวาดล้าง 2 จุดครั้งนี้มีจำนวนเท่าใดกันแน่ เนื่องจากแหล่งที่มาของข้อมูลการรายงานไม่ตรงกัน โดยผู้สื่อข่าวต่างชาติหลายคนกล่าวว่า เห็นศพผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน ที่ห้องเก็บศพชั่วคราวที่มัสยิด ราบา อัล-อาดาวิยา ขณะที่เว็บไซต์ lkhwanonline ของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 800 คน ส่วนกระทรวงสาธารณสุขยืนยันตัวเลขที่ 56 คน
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยปฏิเสธว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากการใช้กระสุนจริงของเจ้าหน้าที่ทางการสลายการชุมนุมโดยใช้เพียงแก๊สน้ำตาเท่านั้นและการยิงโต้ตอบเกิดขึ้นภายในค่ายผู้ประท้วงระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
ด้านโฆษกรัฐบาลกล่าวชมเชยการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการรื้อค่ายที่พักของผู้ประท้วงและระบุว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งโดยรัฐบาลจะตัดสินใจเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงที่ต้องการโจมตีอาคารที่ทำการรัฐบาลและสถานีตำรวจ
นอกจากนั้นยังมีรายงานเหตุปะทะในจังหวัดอื่นๆของอียิปต์อาทิสุเอซ อเล็กซานเดรีย เบไฮรา อัสซุต อัสวานและเมนยา
กระทรวมหาดไทยอียิปต์ เปิดเผยว่า ยังคงดำเนินปฏิบัติการกวาดล้างผู้ชุมนุมต่อไป สถานีโทรทัศน์ไนล์ ทีวีรายงานว่า กลุ่มนักเรียกร้องที่สนับสนุนนายมอร์ซี ถูกต้อนให้ไปรวมตัวกันที่สวนสัตว์และมหาวิทยาลัยไคโร ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศว่ากองกำลังรักษาความมั่นคงกำลังใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นในการสลายค่ายผู้ประท้วงพร้อมประกาศจัดหาหนทางที่ปลอดภัยให้ผู้ที่ต้องการยุติการประท้วงออกจากพื้นที่ด้วยความปลอดภัยยกเว้นแต่ผู้ที่ยังขัดขืนคำสั่งแต่ไม่ต้องการให้มีการเสียเลือดเนื้อ
ตำรวจได้เริ่มปฏิบัติการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงแล้วโดยได้ใช้แก๊สน้ำตายิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักกันอยู่ภายนอกมัสยิดราบาห์อัล-อดาวิยาและในบริเวณจตุรัสนาห์ดาในกรุงไคโร ส่วนที่ด้านนอกมหาวิทยาลัยไคโร เจ้าหน้าที่ได้ใช้ยานยนต์หุ้มเกราะเข้าผลักดันผู้ประท้วง และทำลายแนวกั้นที่ผู้ประท้วงได้สร้างขึ้น
โดยก่อนหน้านี้ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ในเหตุปะทะระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี และฝ่ายต่อต้านอดีตผู้นำอียิปต์ที่กรุงไคโร เมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมได้เผชิญหน้ากับชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งมีแนวคิดต่อต้านนายมอร์ซีและกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ที่ตะโกนด่าผู้ชุมนุมว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย ต่อมาผู้ชุมนุมได้พยายามบุกเข้าไปยังพื้นที่ที่ทำการรัฐบาล ขณะที่ตำรวจปราบจลาจลได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้เดินขบวนซึ่งมีทั้งเด็กและสตรีรวมอยู่ด้วย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างปาก้อนหินเข้าใส่กัน ทำให้ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอุตลุด
สื่อรัฐบาลอียิปต์รายงานว่า รัฐบาลอียิปต์ประกาศภาวะเคอร์ฟิวในระหว่างเวลา 19.00-06.00 น. ใน 11 จังหวัดของอียิปต์ ซึ่งรวมถึงกรุงไคโร กิซา อเล็กซานเดรีย และสุเอซ นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 16.00 น.ของวันที่ 14 ส.ค.เป็นต้นไป
เหตุนองเลือดในกรุงไคโรของอียิปต์ทำให้ช่างภาพของสถานีโทรทัศน์สกายนิวส์ของอังกฤษถูกยิงเสียชีวิตขณะที่การบุกสลายค่ายผู้ชุมนุมสองแห่งในกรุงไคโรของกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ดมอร์ซีทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
รายงานข่าวระบุว่า นายมิค ดีน วัย 61 ปี ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการบุกทำลายค่ายผู้ชุมนุมที่มัสยิดราบา อัล-อาดาวิยา ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ชุมนุมปักหลักประท้วงมานานกว่า 6 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี ไม่มีรายงานว่าทีมงานคนอื่นของสถานีได้รับอันตราย ทั้งนี้ นายดีนทำงานให้กับสกายนิวส์มานานกว่า 15 ปี โดยประจำที่กรุงวอชิงตัน และนครเยรูซาเลม
นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ามีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตอีกหนึ่งราย ต่อมาทราบชื่อว่านายฮาบิบา อาห์เหม็ด เอลาซิส วัย 26 ปี จากหนังสือพิมพ์เอ็กซ์เพรสของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งไม่ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ แต่อยู่ระหว่างการพักร้อนเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิดในกรุงไคโร
เจ้าหน้าที่เผยว่า ได้เข้ารื้อค่ายที่พักของผู้ชุมนุมที่บริเวณจัตุรัสนาห์ดา ใกล้มหาวิทยาลัยไคโรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้านกระทรวงมหาดไทยเผยว่ากำลังเก็บกวาดและเข้าเคลียร์พื้นที่ดังกล่าวแล้ว ขณะที่
ยังคงได้ยินเสียงปืนดังเป็นระยะๆ โดยยังคงมีรถถังเดินทางเข้ากรุงไคโรอย่างต่อเนื่อง และปรากฎกลุ่มควันสีดำในหลายจุด
อย่างไรก็ดี ยังคงไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการกวาดล้าง 2 จุดครั้งนี้มีจำนวนเท่าใดกันแน่ เนื่องจากแหล่งที่มาของข้อมูลการรายงานไม่ตรงกัน โดยผู้สื่อข่าวต่างชาติหลายคนกล่าวว่า เห็นศพผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน ที่ห้องเก็บศพชั่วคราวที่มัสยิด ราบา อัล-อาดาวิยา ขณะที่เว็บไซต์ lkhwanonline ของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 800 คน ส่วนกระทรวงสาธารณสุขยืนยันตัวเลขที่ 56 คน
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยปฏิเสธว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากการใช้กระสุนจริงของเจ้าหน้าที่ทางการสลายการชุมนุมโดยใช้เพียงแก๊สน้ำตาเท่านั้นและการยิงโต้ตอบเกิดขึ้นภายในค่ายผู้ประท้วงระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
ด้านโฆษกรัฐบาลกล่าวชมเชยการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการรื้อค่ายที่พักของผู้ประท้วงและระบุว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งโดยรัฐบาลจะตัดสินใจเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงที่ต้องการโจมตีอาคารที่ทำการรัฐบาลและสถานีตำรวจ
นอกจากนั้นยังมีรายงานเหตุปะทะในจังหวัดอื่นๆของอียิปต์อาทิสุเอซ อเล็กซานเดรีย เบไฮรา อัสซุต อัสวานและเมนยา
กระทรวมหาดไทยอียิปต์ เปิดเผยว่า ยังคงดำเนินปฏิบัติการกวาดล้างผู้ชุมนุมต่อไป สถานีโทรทัศน์ไนล์ ทีวีรายงานว่า กลุ่มนักเรียกร้องที่สนับสนุนนายมอร์ซี ถูกต้อนให้ไปรวมตัวกันที่สวนสัตว์และมหาวิทยาลัยไคโร ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศว่ากองกำลังรักษาความมั่นคงกำลังใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นในการสลายค่ายผู้ประท้วงพร้อมประกาศจัดหาหนทางที่ปลอดภัยให้ผู้ที่ต้องการยุติการประท้วงออกจากพื้นที่ด้วยความปลอดภัยยกเว้นแต่ผู้ที่ยังขัดขืนคำสั่งแต่ไม่ต้องการให้มีการเสียเลือดเนื้อ
ตำรวจได้เริ่มปฏิบัติการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงแล้วโดยได้ใช้แก๊สน้ำตายิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักกันอยู่ภายนอกมัสยิดราบาห์อัล-อดาวิยาและในบริเวณจตุรัสนาห์ดาในกรุงไคโร ส่วนที่ด้านนอกมหาวิทยาลัยไคโร เจ้าหน้าที่ได้ใช้ยานยนต์หุ้มเกราะเข้าผลักดันผู้ประท้วง และทำลายแนวกั้นที่ผู้ประท้วงได้สร้างขึ้น
โดยก่อนหน้านี้ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ในเหตุปะทะระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี และฝ่ายต่อต้านอดีตผู้นำอียิปต์ที่กรุงไคโร เมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมได้เผชิญหน้ากับชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งมีแนวคิดต่อต้านนายมอร์ซีและกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ที่ตะโกนด่าผู้ชุมนุมว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย ต่อมาผู้ชุมนุมได้พยายามบุกเข้าไปยังพื้นที่ที่ทำการรัฐบาล ขณะที่ตำรวจปราบจลาจลได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้เดินขบวนซึ่งมีทั้งเด็กและสตรีรวมอยู่ด้วย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างปาก้อนหินเข้าใส่กัน ทำให้ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอุตลุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











