PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

บิ๊กป้อม เผย หลักสูตรอบรมนักการเมือง พร้อมแล้ว เปิดวันนี้เลยยังได้





บิ๊กป้อม เผย หลักสูตรอบรมนักการเมือง พร้อมแล้ว เปิดวันนี้เลยยังได้ ยันเฉพาะคนที่ทำผิด ถูกเรียกตัวเท่านั้น หากเข้าใจ คุยชม.เดียวกลับบ้าน ก็ได้ ไม่กระทบภาพพจน์ คสช.คนดีอยู่แล้ว/ ด้าน
บิ๊กหมู ขอเวลาอีก1-2 วัน จะแถลงหลักสูตร
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าหลักสูตรอบรมปรับทัศนคตินักการเมือง ว่า พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ./เลขาธิการคสช. มีหลักสูตรอยู่แล้ว สามารถใช้ได้ทันที ถ้าเปิดได้วันนี้ ก็เปิด
ส่วน จะใช้ค่ายทหาร หรือสถานที่อื่น ต้องแล้วแต่ คสช. ซึ่งหลักเกณฑ์ สำหรับคนที่ทำผิด คนที่วิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น คงไม่ไปเอาคน 60-70 ล้านคนมาปรับความเข้าใจ คนไม่ผิด เราไม่สามารถเรียกเขามาได้ ถ้ามีคนที่ฝ่าฝืน หรือกระทำผิด เราถึงจะเรียกมา ซึ่งถ้าเรียกมาแล้ว พูดคุยกันแล้วเข้าใจง่าย ชั่วโมงเดียวก็ออกมาได้
ส่วนห่วงจะกระทบภาพพจน์คสช.ในแง่ลบหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ห่วง ในเมื่อ คสช.เรียบร้อยอยู่แล้ว และทุกคนเบื้องหลังเป็นคนดี
ด้าน พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ./เลขาฯคสช. กล่าวว่า จะชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้ ใน1-2วัน

ตำรวจกำลังไม่พอ


บิ๊กป้อม เผย บิ๊กตู่ ออกคำสั่ง หน.คสช. 13/2559 ให้ทหารช่วย ปราบปรามผู้มีอิทธิพล เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย เพราะกำลังตำรวจ ไม่พอ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย ว่า อย่าไปเรียกว่า มาเฟีย แต่เราต้องการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
เมื่อถามว่าการออกคำสั่งดังกล่าว เพราะตำรวจไม่เพียงพอในการทำหน้าที่ปราบปรามผู้กระทำผิดหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ใช่ จึงต้องให้ทหารเข้ามามีอำนาจด้วย
ส่วนคำสั่งคสช. ที่ 12/2559 ย้ายผู้ว่าฯ 4 จังหวัดนั้น เนื่องจากมีคดี ถ้าไม่มีคดีเราคงไม่ทำ แต่เราไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของคดีได

ทีมโฆษกคสช. ประชดพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ไม่รับร่างรธน. บอก ชัดเจนดี ที่แถลงออกมา


ขอบคุณ ที่ชัดเจน....
ทีมโฆษกคสช. ประชดพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ไม่รับร่างรธน. บอก ชัดเจนดี ที่แถลงออกมาแบบนั้น ระบุ ร่างรธน.ฉบับปราบโกง ย่อมกระทบ คนจ้องจะทุจริต หาประโยชน์ แต่เชื่อว่า ปชช.คนไทย มีเวลา ๔เดือน ในการศึกษาด้วยตนเอง ก่อนลงประชามติ ๗สค.นี้ เล็งเอาผิด ออกแถลงการณ์ชี้นำระบุ กรธ.เจตนาแรงกล้า ร่างรธน.นี้เพื่อแก้ปัญหาประเทศและเพื่อศักดิ์ศรีของคนไทยในสังคมโลก
พันเอกปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองผบ.มทบ.๑๑ และ ทีมโฆษกคสช. กล่าวว่า ขณะนี้ กรธ.ได้ส่ง ร่างรธน.และชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขใดๆได้แล้ว ช่วงนี้จึง เป็นช่วงที่ประชาชนจะได้ศึกษา ร่างรธน.ฉบับนี้ เพื่อเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ ที่มีอยู่ ๒๗๙มาตรา ๑๖หมวด อันมีเนื้อหา เพื่อการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น และเพื่อ ศักดิศรีในสังคมโลกของคนไทย แก้ปัญหาถ่วงดุลย์การบริหารอำนาจรัฐ มีการตรวจสอบ ผู้มี่มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทีมโฆษกคสช. กล่าวว่า ต้องขอบคุณในความชัดเจนของพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ยอมรับกฎกติกานี้ ที่ได้ออกแถลงการณ์ ไม่รับร่าง รธน. นี้ แต่เชื่อว่า ประชาชนคนไทยมีเวลาศึกษาข้อดีของร่างรธน.ฉบับนี้ จากการที่ กรธ.ได้ใช้ความเพียรพยายามในการศึกษาปัญหาของประเทศต่างๆ แล้วก็นำมาร่าง เป็น รธน.นี้เพื่อใช้เป็นกฎกติกาในการแก้ไขปัญหาประเทศ ที่ไม่มีทางออกและวางอนาคตของประเทศ ด้วยความปรารถนาและเจตนาที่ดีอย่างแรงกล้า ในการแก้ปัญหาประเทศ
“เจตนารมณ์ของร่างรธน. ฉบับนี้คือ ป้องกันปัญหาการทุจริต มีบทลงโทษที่รุนแรง ย่อมกระทบกันคนที่คิดจ้องหาประโยชน์ จ้องทุจริต คอรัปชั่น ที่เกรงว่าจะกระทบต่อตนเอง ดังนั้น ในเวลา ๔เดือนที่เหลืออยู่ จนกว่าจะลงประชามติ ๗สค.นี้ ขอให้ประชาชนศึกษาให้ดี เพื่อไปลงประชามติ” พันเอกปิยพงศ์ กล่าว
โดย คสช.เรายังคงยืนยันว่า คสช.ยึดโรดแมพ ที่จะต้องมีการเลือกตั้ง ในปี๒๕๖๐ โดยไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น
พันเอกปิยพงศ์ กล่าวว่า คสช.กำลังตรวจสอบดูว่า แถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทย นี้จะขัดต่อกฏหมายประชามติ หรือไม่ ดูว่า ชี้นำ และ เป็นไปในการทำให้เกิดความเข้าใจที่สับสน หรือเข้าข่ายผิดกม. หรือการสร้างความเข้าใจผิดต่อร่างรธน. หรือไม่ ก็อาจมีข้อพิจารณาเพิ่มเติม ว่าจะดำเนินการในการเอาผิดอย่างไรต่อไป สำหรับคนที่เกี่ยวข้อง

ตรวจค้น จับกุม ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล คดีซึ่งหน้า !!

ตรวจค้น จับกุม ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล คดีซึ่งหน้า !!
คสช. แจงคำสั่งหน.คสช.๑๓/๒๕๕๙ ไม่ให้ให้อำนาจทหารมากเกินไป เพราะปฏิบัติต่อ ผู้มีอิทธิพล และเป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย ตามรายชื่อ เผยให้อำนาจทหาร เพิ่มในการตรวจค้น จับกุม โดยไม่ต้องมีหมายศาลได้ เพื่อรับปัญหาซึ่งหน้า ได้ทันท่วงที เพื่อเสริมการทำงานของตำรวจ
พันเอกปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองผบ.มทบ.๑๑ และ ทีมโฆษกคสช. กล่าวถึง คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ ๑๓/๒๕๕๙ การกระทำที่เป็นภยันตรายต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ว่า เป็นการให้อำนาจ ทหาร ยศร้อยตรี เรือตรี และเรืออากาศตรี ขึ้นไป ในการเป็น เจ้าพนักงานในการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ในทั้ง ๑๖ฐานความผิด รวมทั้ง แต่งตั้งให้ทหารที่ยศต่ำลงมา รวมทั้ง ทหารประจำการ กองประจำการ อาสาสมัครทหารพราน ผช.เจ้าพนักงานฯ ด้วย เพื่อปราบปรามผู้ทำความผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ เพราะในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ นั้น การ ต้องมีหมายศาล ในบางกรณีอาจทำให้ล่าช้า แต่เพื่อให้รวดเร็วทันท่วงที ต่อความผิดซึ่งหน้า คำสั่งนี้ จึงให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ตามที่หัวหน้า คสช.แต่งตั้ง
ส่วนที่วิจารณ์กันว่า เป็นการให้อำนาจ ทหารมากเกินไป นั้น พันเอกปิยพงศ์ กล่าวว่า เราปฏิบัติต่อเป้าหมายที่มีชื่อบัญชีอยู่แล้ว เท่านั้น จึงต้องให้อำนาจทหาร ในการทำงานร่วมกับจนท.ตำรวจและส่วนอื่นๆ เพื่อ ให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน
ทั้งตามตามกำหนดเดิมของ การแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล นั้น จะสิ้นสุดระยะ ๖เดือน ในปลายเดือน เม.ย.นี้ แต่จะต้องมีการดูผลงกานทำงาน ว่า สำเร็จหรือยังมีอุปสรรคใดๆ หรือไม่ เพื่อที่จะให้เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามคำสั่งของหัวหน้าคสช.

คสช.เอกจริงอบรมนักการเมือง



โรงเรียนคสช.
คสช.เผย เตรียมกรอกหู ผลงานรัฐบาล-คสช. ให้พวกที่โดนอบรมหลักสูตรใหม่ของ คสช. ยันไม่เรียกว่า ปรับทัศนคติ แล้ว เพราะอายุเยอะกันแล้ว โฆษกคสช. เผย เตรียมค่ายทหารไว้หลายแห่งรองรับ พร้อมดูแลสุขภาพ ให้ด้วย แฉเหตุเพราะนักการเมือง รับปาก แล้วไม่รักษาคำพูด ออกจากค่ายทหารแล้วก็เหมือนเดิม
พันเอกปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองผบ.มทบ.๑๑ และ ทีมโฆษกคสช. กล่าวถึง หลักสูตรการอบรมนักการเมือง ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ได้มอบหมายให้ พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.และเลขาธิการคสช. จัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ทั้งหลักสูตร ครูฝึก สถานที่
ทั้งนี้เพราะในห้วงที่ผ่านมา คสช.ได้เชิญ บุคคลต่างๆ มาพูดคุยปรับทัศนคติ โดย เป็นแบบวันต่อวัน โดยมีการรับปาก มีการลงชื่อในข้อตกลง การจะให้ความร่วมมือกับ คสช. แต่ ปรากฏว่า เมื่อออกมาแล้ว ก็ไม่ทำตามที่ได้ตกลงกันไว้ ไม่รักษาคำพูด ไม่นำพาคำพูดของตนเอง ดังนั้น คสช.จึงต้องหามาตรการ เพื่อต้องอยู่พูดกันนานมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น พร้อมทั้ง ดูแลสุขภาพ ความเป็นอยู่ ให้ด้วย
โดย หลักสูตรการอบรมนี้ บุคคลที่ถูก คสช. เชิญตัว เข้ารับการอบรมนั้น จะได้รับทราบ เรื่องผลงานรัฐบาล คสช. ในห้วงที่ผ่านมา
“ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนทัศนคติ แล้ว เพราะอายุมากแล้ว เปลี่ยนไม่ได้ แล้ว แต่เป็นการให้ข้อมูลและผลงานรัฐบาล และคสช.ได้ทำไปแล้ว”
ทั้งนี้ จะไม่ได้ระบุว่า จะใช้ค่ายทหารหรือหน่วยทหารที่ใด เพราะอาจมีหลายแห่ง ที่พร้อมรองรับ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร
ทั้งนี้เราไม่ได้เชิญคนทั่วไป แต่คนที่วิจารณ์ร่าง รธน.และวิจารณ์ตัวบุคคล ให้ข้อมูลที่เป็นผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อทำความเข้าใจ ขอความร่วมมือ เพราะสำหรับคนไทยด้วยกันแล้วสิ่งที่ดีที่สุดคือ การทำความเข้าใจกัน แต่เมื่อเป็นคนไม่อยากรับรู้ เราก็ต้องใช้ความสุภาพอ่อนน้อม พูดคุย นำผลงานรัฐบาล และคสช.มาให้รับรู้ ให้ดู นำข้อมูลมาให้ทราบ
พันเอกปิยพงศ์ กล่าวว่า คสช.เรา หวังเพื่อความสงบ จึงต้องมีการบังคับใช้กม.เข้มข้น ขึ้นในทุกๆด้าน อะไรที่ติดขัด ค้างคา คสช.ต้องแก้ไข และรักษาสภาพ เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการที่รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน และตอบสนอง การดูแล ประชาชนคนไทย จึงต้องขอความร่วมมือ และช่วยกันติดตามการทำงานขอ รัฐบาลและ คสช.

วันประวัติศาสตร์การเมืองใหม่เมียนมา อู ถิ่นจอ เพื่อนสนิทของออง ซาน ซูจี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา

วันประวัติศาสตร์การเมืองใหม่เมียนมา อู ถิ่นจอ เพื่อนสนิทของออง ซาน ซูจี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมาแล้ววันนี้ (30 มี.ค.59) นับเป็นผู้นำพลเรือนคนแรกของประเทศใน 54 ปี สืบต่อจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ที่มาจากรัฐบาลทหาร ขณะที่อองซานซูจี จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ 4 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ภายใต้การนำของนางซูจี คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายเมื่อ พ.ย.58 จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในเมียนมา โดยนาย ถิ่น จอ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเอ็นแอลดี ได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงเกินครึ่ง ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ ขณะที่ นายเฮนรี วาน ธียู และนายมินต์ ส่วย ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงประธานาธิบดี ได้นั่งเก้าอี้รองประธานาธิบดี

ประชาธิปไตยในบัญชา ทายท้าวิชามาร

ใบตองแห้ง

ทหารตำรวจจับชาวเชียงใหม่โพสต์ภาพ “ขันแดง” ยิ่งลักษณ์ ทักษิณ ขึ้นศาลทหารฐานเป็นภัยความมั่นคง ต้อนรับวัน กรธ.แถลงร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค” ขณะที่ คสช. “อัพหลักสูตร” ปรับทัศนคตินักการเมือง 3-7 วัน ทั้งที่ให้สัญญากลับสู่เลือกตั้ง กำลังจะทำประชามติรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
เราจะทำประชามติอย่างไร ทำภายใต้บรรยากาศที่ห้ามปริปากวิพากษ์วิจารณ์? คสช.ใช้ ม.44 กกต.ห้ามจัดเวที แล้วจะทำประชามติไปทำไม ทำให้คนติดคุกติดตะรางเปล่าๆ ถ้าอยากให้รัฐธรรมนูญผ่าน ก็ประกาศใช้ไปเลยดีกว่า
ทำประชามติแต่ไม่เปิดให้มีเสรีภาพ ไม่ต่างอะไรกับมีรัฐธรรมนูญ มีเลือกตั้ง แต่ไม่มีประชาธิปไตย ลำพังร่างรัฐธรรมนูญมีชัยก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว กีดกันอำนาจที่ประชาชนเลือกตั้ง เพิ่มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ถอดถอนตัดสิทธินักการเมือง โดยยังไม่ทันทำผิดกฎหมาย แค่ศาลเห็นว่า “ผิดจริยธรรม” ก็ตกเก้าอี้ทันใด
พูดง่ายๆ คือระบอบสถาปนาอำนาจ elite ผู้ลากมากดี ที่อ้างตัวว่ามีศีลธรรมมีการศึกษาเหนือชาวบ้านทั่วไป ให้เข้าสู่อำนาจด้วยระบบอุปถัมภ์ เข้าไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ แล้วมีอำนาจเหนือทุกองค์กร เหนืออธิปไตยของปวงชน เหนือนิติรัฐ แต่อ้างกฎหมาย กำจัดอำนาจที่จะเป็นภัยต่อคนชั้นนำ
ขนาดนั้นร่างรัฐธรรมนูญมีชัยก็ยังไม่สมใจ คสช. ซึ่งไม่ต้องการให้มีช่องทางแม้แต่น้อย ที่อำนาจจากเลือกตั้งอาจกลับมาเป็นภัย จึงขอให้มีบทเฉพาะกาล วุฒิสภา 5 ปีมาจากเลือกตั้งโดยมีที่นั่งให้ ผบ.เหล่าทัพ พร้อมกับโอกาสที่จะมีนายกฯ คนนอกง่ายขึ้น แม้ กรธ.ยังไม่ยอมให้อำนาจวุฒิสภาลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล (แต่ใครจะรู้ได้ สนช.ยังสามารถตั้งคำถามประชามติเพิ่มเติม บางคนอยากให้วุฒิสมาชิกแต่งตั้งโหวตเลือกนายกฯ ได้ด้วยซ้ำ)
เราอยู่ในสถานการณ์อะไร เห็นชัดว่านี่คือสภาวะที่กลุ่มอำนาจนำในสังคมไทยหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลงและ “เปลี่ยนผ่าน” กลัวจนกระทั่งปิดกั้นทุกสิ่งอย่าง หวังว่าการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จจะสามารถควบคุมสังคมได้ ทั้งที่อีกใจก็รู้ว่าไม่จริง แถมยิ่งใช้อำนาจมากยิ่งหวาดกลัว ยิ่งลงไม่ได้ กลัวหมดอำนาจเมื่อไหร่จะถูกลบล้าง ถูกเอาคืน ก็ยิ่งใช้อำนาจมากขึ้นๆ และเสี่ยงถูกเอาคืนยิ่งขึ้น เพราะยิ่งกระทบคนอื่นมากไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่นักการเมือง
ผู้มีอำนาจอาจ “โชคดี” ที่สังคมไทยวันนี้มาไกลกว่า 40 ปีที่แล้ว แม้อาจมีทั้งข้อดีข้อเสีย ด้านหนึ่งคนไทยอาจมีสติปัญญา มีเหตุผลมากขึ้น ตระหนักว่าประชาธิปไตยไม่สามารถได้มาด้วยความรุนแรง หรืออีกด้านหนึ่งคนไทยอาจสนใจเรื่องทางสังคมน้อยลง บ้าดารา บ้าเกาหลี ฯลฯ ทำมาหากินดีกว่า เพื่อเสพสุขบริโภค ไม่ว่าอย่างไร ผลที่ออกมาคือสังคมไทยยังอดทน หรือไม่งั้นก็มึนงง ไม่รู้จะทำอย่างไรกับการใช้อำนาจที่เหมือนโผล่มาจาก 40-50 ปีที่แล้ว
แต่ภาวะอย่างนี้ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันหรอกนะครับว่าจะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จต่อไปได้อีกนาน หรือใช้อำนาจมากขึ้นๆ ทั้งที่อยู่ในช่วงควรจะผ่อนคลาย ควรจะค่อยๆ ถอยลงจากหลังเสือ
วันนี้เราอาจตอบไม่ได้ว่าวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้น การใช้อำนาจอย่างนี้ไปอีกปีกว่า กับคงอำนาจบางส่วนอีก 5 ปี เพียงเพราะ “กลัวความเปลี่ยนแปลง” จะสะดุดตรงไหนก็ไม่ทราบ แต่ถ้าสะดุดเมื่อไหร่ ก็อาจแหลกลาญไม่เหลืออะไรเลย

ประยุทธ์"เฉียบ!งัดมาตรา44ให้อำนาจทหารปราบมาเฟีย

"ประยุทธ์"เฉียบ!งัดมาตรา44ให้อำนาจทหารปราบมาเฟีย
Wednesday, March 30, 2016 - 12:21

"บิ๊กตู่"ใช้มาตรา44แต่งตั้งทหารปราบปรามผู้อิทธิพลที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลมารายงานตัวจับบกุมผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าได้และเข้าไปในเคหสถานโดยไม่ต้องรอหมายค้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๓/๒๕๕๙ เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ด้วยปรากฏว่าได้มีบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดอาญาบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยการข่มเหง ขู่เข็ญรังแก หรือแสดงตน อันเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเกรงกลัว ไม่กล้าขัดขืน หรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะเกรงภัยจะเกิดแก่ตน นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ามีบุคคลที่ดำรงชีพด้วยการกระทำผิดกฎหมายเช่น ค้ายาเสพติด เป็นเจ้ามือพนัน มีพฤติการณ์ซ่องสุมอาวุธ เพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์ต่าง ๆที่มิชอบด้วยกฎหมาย การที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีจึงมีความยุ่งยาก ซับซ้อน หรืออาจเกิดความเสี่ยงภัยต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องกำหนดกระบวนการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญาที่มีลักษณะดังกล่าวเป็นพิเศษ เพื่อเป็นมาตรการเสริมกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา รวมทั้งคุ้มครองความสงบเรียบร้อย และระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตลอดจนเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้แก่สุจริตชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ในคำสั่งนี้

“เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” หมายความว่า ข้าราชการทหารซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี ขึ้นไป ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามคำสั่งนี้

“ผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” หมายความว่า ข้าราชการทหารซึ่งมียศต่ำกว่าชั้นร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี ลงมา และให้หมายความรวมถึง ทหารประจำการ ทหารกองประจำการและอาสาสมัครทหารพราน ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามคำสั่งนี้ข้อ ๒ ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำ
อันเป็นความผิดตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายคำสั่งนี้

บุคคลซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดตามวรรคหนึ่งซึ่งจะอยู่ในบังคับตามคำสั่งนี้ ต้องเป็นผู้มีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ดังต่อไปนี้

(๑) กระทำความผิดโดยการข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น

(๒) แสดงตนให้บุคคลอื่นเกรงกลัว ไม่กล้าขัดขืนหรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการเพราะเกรงภัยจะเกิดแก่ตน

(๓) ดำรงชีพด้วยการกระทำผิดกฎหมายการกระทำตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการใช้ จ้างวาน หรือสนับสนุนการกระทำใด ๆที่เป็นการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งด้วย

ข้อ ๓ ในการดำเนินการตามข้อ ๒ ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามหรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามข้อ ๒

(๒) จับกุมตัวบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า และควบคุมตัวผู้ถูกจับนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป

(๓) ช่วยเหลือ สนับสนุน หรือเข้าร่วมในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนในความผิดตามข้อ ๒ โดยในการเข้าร่วมดังกล่าวให้ถือว่าเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(๔) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใด ๆทั้งนี้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลซึ่งกระทำความผิด ตามข้อ ๒ หลบซ่อนอยู่หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดตามข้อ ๒ หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ บุคคลนั้นจะหลบหนีไป หรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

(๕) ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบตาม (๔)

(๖) กระทำการอื่นใดตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมายข้อ ๔ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดตามข้อ ๒ ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีอำนาจเรียกตัวบุคคลนั้นมาเพื่อสอบถามข้อมูลหรือให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการตามข้อ ๒ และในกรณีที่ยังสอบถามไม่แล้วเสร็จจะควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ก็ได้แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวัน แต่การควบคุมตัวดังกล่าวต้องควบคุมไว้ในสถานที่อื่น
ที่มิใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้ต้องหามิได้
เมื่อมีเหตุอันจะต้องดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งในฐานะเป็นผู้ต้องหาให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจดำเนินการต่อไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อ ๕ ในกรณีที่บุคคลใดถูกควบคุมตัวตามข้อ ๔ วรรคหนึ่ง เนื่องจากการกระทำความผิดตามข้อ ๒ เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามอาจปล่อยตัวไปโดยมีหรือไม่มีเงื่อนไขก็ได้เงื่อนไขในการปล่อยตัวตามวรรคหนึ่ง หมายถึง การกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา ๓๙ (๒) ถึง (๕) แห่งประมวลกฎหมายอาญา การห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย หรือการสั่งระงับธุรกรรมทางการเงินผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปล่อยตัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อ ๖ ให้ผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ตามที่เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามสั่งการหรือมอบหมาย

ข้อ ๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามและผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาข้อ ๘ การกระทำตามคำสั่งนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

ข้อ ๙ เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามและผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามที่กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. ๒๕๔๘ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ข้อ ๑๐ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

บัญชีความผิดท้ายคำสั่ง
๑. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังต่อไปนี้
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน
(๒) ความผิดเกี่ยวกับเพศเฉพาะที่มีลักษณะเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป
เพื่ออนาจาร หรือเพื่อการค้าประเวณี หรือการดำรงชีพจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณี
(๓) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสารราชการ
(๔) ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง
(๕) ความผิดเกี่ยวกับกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์
(๖) ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน
๒. ความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๓
๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. ๒๕๕๘
๔. ความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑
๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ เฉพาะที่มีลักษณะเป็นบ่อน
การพนัน โต๊ะพนันบอล หวยใต้ดิน จับยี่กี ตู้เกมส์ไฟฟ้า
๖. ความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒
๗. ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖
๘. ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
๙. ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘
๑๐. ความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔๔ และมาตรา ๖๑
๑๑. ความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. ๒๕๕๑
๑๒. ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔
๑๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
๑๔. ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙
๑๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑
๑๖. ความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗
๑๗. ความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ เฉพาะที่มีลักษณะเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
๑๘. ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ เฉพาะที่มีลักษณะเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายยาเสพติดให้โทษ และมีไว้เพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษที่มีจำนวนปริมาณเกินที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
๑๙. ความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๓/๑
๒๐. ความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕
๒๑. ความผิดตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. ๒๕๐๕
๒๒. ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐพ.ศ. ๒๕๔๒
๒๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
๒๔. ความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙
๒๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕
๒๖. ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง
และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐
๒๗. ความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
ข้อ ๕ (๗) และข้อ ๖

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

ร่างรัฐธรรมนูญเปิดทาง "นายกฯ คนนอก" เฉพาะคนแรกหลังเลือกตั้ง



หนึ่งในข้อถกเถียงต่อร่างรัฐธรรมนูญที่สังคมสนใจ คือ ร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือ 'นายกฯ คนนอก' ได้หรือไม่ ประเด็นนี้สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของไทยมายาวนาน และเป็นประเด็นหลักของการต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ปี 2535 สุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะนำไปลงประชามติก็เปิดทางให้รัฐสภาตั้ง 'นายกฯ คนนอก' ได้อีกครั้ง สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงครั้งเดียว
 
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 กำหนดไว้ในมาตรา 88, 158 และ 159 ว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไว้ก่อนเลือกตั้ง พรรคละไม่เกินสามรายชื่อ 
 
แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่ารายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอจะต้องเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยหรือไม่ ทำให้อาจเข้าใจได้ว่า คนที่จะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี อาจไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ต้องเป็น ส.ส. ก็ได้ แต่เนื่องจากพรรคการเมืองต้องเสนอสามรายชื่อก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้นหากประชาชนไม่ชอบรายชื่อใดก็ยังพอจะตัดสินใจไม่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองนั้นได้ ระบบเสนอสามรายชื่อก่อนเลือกตั้งนี้อาจจะเปิดให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องเป็นส.ส.ได้ แต่ไม่ถึงกับเป็นช่องทางให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งเสียทีเดียว
 
ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีมาตรา 272 อยู่ในหมวดบทเฉพาะกาล ที่กำหนดว่า 
 
"มาตรา 272 ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดําเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้"
 
หลักการตามมาตรา 272 เปิดโอกาสให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มี "นายกฯ คนนอก" ที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งได้โดยตรง โดยก่อนที่จะมี "นายกฯ คนนอก" ได้นั้น จะต้องมีสามขั้นตอนประกอบกัน คือ 
 
1) ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 250 คน เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา
2) รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว.ทั้งหมด ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก 750 คน ให้มีนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้
3) ส.ส. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 หรือ 50 คนเสนอชื่อบุคคลใดก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 คน
 
อีกหนึ่งข้อสังเกตต่อมาตรา 272 คือ มีคำว่า "ในวาระเริ่มแรก" ซึ่งน่าจะหมายถึงวาระที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ เท่ากับว่าหลักการที่เปิดช่องให้มี 'นายกฯ คนนอก' ได้ตามมาตรา 272 น่าจะใช้กับการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึงได้ครั้งเดียว หลังจากนั้นไม่ว่าจะเลือกตั้งกันอีกกี่ครั้งก็ไม่อาจนำมาตรา 272 มาใช้เพื่อตั้งนายรัฐมนตรีจากนอกบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้อีกแล้ว
 
 
 
 
ร่างแรกของ กรธ. ไม่ได้เปิดช่อง 'นายกฯ คนนอก' ไว้ชัดเจน แต่ถูก คสช.-สนช. ท้วงติง
 
จากร่างแรกที่ กรธ.เคยเปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 ในมาตรา 83 กำหนดไว้ว่า ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองส่งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกินสามรายชื่อ โดยไม่ได้กำหนดว่าสามรายชื่อนั้นจะต้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ และเมื่อเลือกตั้งแล้วมาตรา 154 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไว้
 
เท่ากับว่า ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก ของ กรธ.ยังไม่ได้เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไว้ชัดเจนนัก 
 
แต่หลังจากร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก เผยโฉมออกมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับไม่เห็นด้วยกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีด้วยวิธีนี้ ดังปรากฏในข้อเสนอของ คสช. ต่อ กรธ. ให้แก้ไข โดยให้เหตุผลไว้ตอนหนึ่งว่า
 
"เรื่องนี้เป็นมาตรการที่เพิ่งจะนำมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยหลังการเลือกตั้งที่ว่างเว้นมาและอาจเป็นครั้งแรกในโลกด้วย การพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกติกาสากลเป็นเรื่องจำเป็นแต่การดำเนินการทุกอย่างและโดยทันทีอาจยังไม่เหมาะสมเพราะอ่อนไหวสุ่มเสี่ยงและอันตรายสำหรับระยะเปลี่ยนผ่าน"
 
"ในกรณีนี้ควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นเพราะเหตุที่มีเงื่อนไขเข้มงวด เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีจากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี แต่ย่อมไม่อาจทำได้"
 
"ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการหาทางออกในยามวิกฤติในระยะแรกตามบทเฉพาะกาล ก็ควรงดเว้นไม่นำเรื่องการแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 ชื่อตามมาตรา 83 และมาตรา 154 มาใช้บังคับ"
 
 
เท่ากับคสช.ยังกังวลว่า การเขียนเงื่อนไขว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากบุคคลตามรายชื่อที่ประกาศไว้ก่อนการเลือกตั้งอาจทำให้ไม่ได้นายรักฐมนตรีที่ทุกพรรคการเมืองเห็นชอบร่วมกัน และนำไปสู่ความขัดแย้งในช่วงที่ประเทศยังอยู่ในวิกฤติได้ แม้ คสช. จะไม่ได้เสนอตรงๆ ว่าให้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 'นายกฯ คนนอก' ได้ แต่ก็ได้กล่าวเป็นนัยๆ เอาไว้ด้วยว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งอาจเห็นชอบร่วมกันเสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชีก็ได้
 
ด้านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาและจัดทำข้อเสนอต่อกรธ. โดยมีสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นประธานกรรมาธิการ สนช. เสนอแก้ไขประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรีอีกเช่นกัน ข้อเสนอมีเนื้อหาโดยสรุปว่า คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วมีมติไม่เห็นด้วยกับหลักการที่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาให้ความเห็นชอบเฉพาะบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อไว้เท่านั้น จึงเสนอให้ตัดมาตรา 83 และ 84 ออก 
 
โดยคณะกรรมาธิการของสนช.ให้เหตุผลเอาไว้ด้วยว่า ถ้ารายชื่อที่ถูกเสนอนั้นคัดเลือกมาจากกลุ่มผู้สมัครรับเลือกตั้ง และเมื่อประกาศผลการเลือกตั้งแล้วแพ้การเลือกตั้ง บุคคลเหล่านั้นก็จะไม่มีสถานภาพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งดูไม่เหมาะสมที่จะนำรายชื่อเหล่านั้นมาเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรรับรองเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้ารายชื่อที่ถูกเสนอคัดเลือกจากบุคคลที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะเป็นจุดอ่อนให้พรรคการเมืองอื่นโจมตีได้ว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
 
 
ย้อนดูร่างบวรศักดิ์ ก็ให้มี 'นายกฯ คนนอก' ด้วยเสียง 2 ใน 3 ของส.ส.
 
ข้อเสนอให้มีช่องทางสำหรับ 'นายกฯคนนอก' ปรากฏชัดเจนก่อนหน้านี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) ซึ่งมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ที่เผยโฉมออกมาในปี 2558 และถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่เห็นชอบ โดยกำหนดไว้ในมาตรา 165 ในเรื่องการได้มาของนายกรัฐมนตรีไว้ว่า
 
มาตรา 165 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ แต่ในกรณีที่บุคคลได้รับการเสนอชื่อมิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ 
 
ถือว่า มาตรา 165 เขียนไว้ให้เห็นโดยชัดเจนแล้วว่า สภาผู้แทนราษฎรอาจลงมติด้วยคะแนน 2 ใน 3 ให้คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีได้
 
 
หลักการ 'นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง' เกิดขึ้นหลังพฤษภา 2535 
 
ในเดือนพฤษภาคม 2535 เกิดกระแสที่ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพล.อ.สุจินดา คราประยูร ทั้งที่เคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่รับตำแหน่งนี้ แต่เมื่อหลังการเลือกตั้งณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมที่มีผู้แทนมากที่สุด ไม่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพราะถูกแบล็คลิสต์จากสหรัฐอเมริกา หลายพรรคการเมืองจึงรวมคะแนนเสียงกันเสนอชื่อพล.อ.สุจินดา ซึ่งไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จนนำมาสู่เหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ และเหตุการณ์ความรุนแรง
 
สาเหตุหนึ่งที่สภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้นสามารถเลือกพล.อ.สุจินดา ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2534 ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ซึ่งร่างโดยคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
 
การชุมนุมขนาดใหญ่ของประชาชน ทำให้กระแสเรียกร้องว่า "นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง" กลายเป็นกระแสความคิดหลักของสังคมไทยในสมัยนั้น แม้กระชุมนุมจบลงด้วยความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ก็ตามมาด้วยการลาออกของพลเอกสุจินดา และมอบหมายให้มีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาราชการแทนเป็นการชั่วคราว และตามมาด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 159 วรรคสอง กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
 
รัฐธรรมนูญอีกสองฉบับหลังจากนั้น คือ ฉบับปี 2540 และ 2550 ก็ยึดถือหลักการนี้ไว้แน่นหนาเช่นกัน โดย รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดไว้ในมาตรา 171 วรรคสอง และ รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดไว้ในมาตรา 201 วรรคสอง ว่า นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
 
แต่หากย้อนดูตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย จากรัฐธรรมนูญทั้งหมด 19 ฉบับของ มีเพียง 4 ฉบับที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2517, ฉบับปี 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535, ฉบับปี 2540 และ ฉบับปี 2550 เท่านั้น ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจนทำให้การมี 'นายกฯ คนนอก' เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการเมองไทยในอดีตมาอย่างยาวนาน
 
 

"เฉลิม" แจงภาพคนใส่รองเท้าให้ยันเป็น "คนสวน" ชื่อ "ไอ้หยอง" ไม่ใช่ตำรวจ ชี้รู้ตัวมือโพสต์รูปแล้ว

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 17:14:00 น
(ข่าวเก่า)




ข่าวสดออนไลน์รายงานว่า จากกรณีนักนักท่องอินเตอร์เน็ต และสมาชิกเฟซบุ๊ก ส่งต่อภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ขณะยืนอยู่ท่ามกลางตำรวจ และมีชายคนหนึ่งก้มลงถอดรองเท้าให้ จนทำให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโลกออนไลน์ว่า เหมาะสมหรือไม่ พร้อมกันนั้นนักท่องเน็ตบางรายยังตั้งคำถามโจมตีว่าชายคนที่ใส่รองเท้าให้ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตำรวจหรือไม่ ถ้าเป็นถือเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวถูกโพสท์ขึ้นครั้งแรกที่ แฟนเพจของ Bangkok Post Learning โดยให้รายละเอียดไว้ว่า  “It looks like when you are an important deputy prime minister you can expect help with just about everything. Photo by Somchai Poomlard”

ล่าสุด วันที่ 29 ก.พ. ร.ต.อ.เฉลิม ได้ชี้แจงกล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่รูปคนใส่รองเท้าให้ตนเองบนหน้าเฟซบุ๊ก ว่า เป็นคนสวนชื่อ “ไอ้หยอง” เวลาป่วยก็มาเฝ้า มาคอยช่วยนวด ภาพนั้นจะขึ้นไปกราบศาล ต้องถอดรองเท้าและจะล้ม ไอ้หยองก็ไปดึงให้ อาการปวดศีรษะมันเป็นบางครั้ง ถ้าแดดร้อนจะเป็น ถ้าแดดไม่ร้อนก็ปกติ อายุ 64 ปีแล้ว ลูกน้องตนไม่ได้เป็นข้าราชการ คนสวนที่บ้านมาช้อนรองเท้าใส่ให้

"ถ้าอย่างนี้มันเลวบ้านเมืองมันก็ลำบาก ถ้าตนไปใช้ตำรวจ ไม่ให้เกียรตินายตำรวจ อันนี้ไม่เหมาะสมเพราะตนเป็นนักการเมือง ถ้าอย่างนั้นเวลาอยู่บ้านไปเรียกเขาตักข้าวต้องกราบเหรอ ไปกันใหญ่แล้ว ส่วนคนที่เอาไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่จังหวัดสระบุรี แป๊บเดียวตนก็รู้แล้ว" ร.ต.อ.เฉลิม ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภาพดังกล่าวถ่ายโดยนายสมชาย ภูมิลาด ช่างภาพของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โดยนายสมชายยอมรับว่าเป็นผู้ถ่ายภาพดังกล่าว แต่ไม่ทราบว่ารูปดังกล่าวใครเป็นผู้นำไปโพสต์ทางอินเตอร์เน็ต
จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์  พบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่รองนายกรัฐมนตรีกำลังสักการะศาล หน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)  สวนพลู   ระหว่างเดินทางไปมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง  เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์  2555 ที่ผ่านมา  ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้สื่อข่าวในพื้นที่ว่า ร.ต.อ.เฉลิมเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวจริง ในช่วงเวลาดังกล่าว

"บิ๊กตู่" ฉุนขาด หงุดหงิดโพสต์ภาพถอดรองเท้า ชี้คนเผยแพร่จิตใจต่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 29 มีนาคม 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
และ หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีผู้โพสต์ภาพขณะ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้ามาช่วยถอดรองเท้าให้นายกฯ ระหว่างที่ตัวแทนนักเรียนอาชีวะ
จากวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพฯ ได้นำเครื่องสแกนรูปเท้า “ฟุตสแกนเนอร์” เพื่อใช้เป็นโมเดลวัด
ขนาดแผ่นยางรองรองเท้าเพื่อสุขภาพจากแนวคิดของนักเรียน โดยนายกฯ กล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด
ว่า คนเผยแพร่มีจิตใจต่ำ  

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จากที่ให้รุ่นน้องของผมถอดรองเท้าวัดให้เมื่อเช้านี้ เจตนาของผมไม่มีอะไร 
เเต่คนที่ส่งภาพออกไป อยากจะบอกว่าจิตใจมันต่ำ ใครไม่รู้ ว่าจะไม่โมโหละนะ ผมไม่เคยดูถูกคน 
มันเป็นเรื่องของความผูกพัน ถ้าเห็นว่าไม่สมควร ผมก็ขอโทษด้วยละกัน

“ใครถ่ายว่ะ มันเป็นเรื่องภายในของผม” นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ รายงานข่าว ระบุว่า ระหว่างพล.อ.สุรเชษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้ามาช่วย
ถอดรองเท้าให้ทำให้บิ๊กตู่ถึงขนาดเอามือไปจับหลังบิ๊กน้อย พร้อมยิ้มและกล่าวคำขอบคุณ โดยนายก
รัฐมนตรีได้หันมาพูดแก้เขินว่า “เท้าฉันสะอาด ไม่ต้องห่วง”

อย่างไรก็ตาม ผลการสแกนเท้านายกฯ มีรูปเท้าที่ปกติ ถือว่าเป็นคนที่มีสุขภาพเท้าดี ทั้งนี้ ทางตัวแทน
นักเรียนจะนำรูปเท้าที่ได้จากการสแกนมาผลิตเป็นแผ่นรองเท้าขนาดเบอร์ 42 นิ้ว มอบให้นายกฯ ไว้ใช้ 

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.สุรเชษฐ์ ถือเป็นนายทหารที่สนิทกันมานาน โดยพล.อ.ประยุทธ์ เป็น
นักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 23 ขณะที่พล.อ.สุรเชษฐ์ เป็นนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 25

"วรชัย เหมะ" ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว 3 คืน

"วรชัย เหมะ" ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว 3 คืน พร้อมระบุ ยังคงยืนยันจะแสดงความคิดเห็นที่ถูกต้องต่อไป และเห็นควรให้มีการจัดตั้งเวทีเปิดกว้างเรื่องรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมที่แท้จริง
***************************************************************************
นายวรชัย เหมะ อดีตสมาชิกผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ได้รับการปล่อยตัวจากเจ้าหน้าที่ทหารภายหลังจากถูกควบคุมตัวที่บ้านพักส่วนตัวย่านสมุทรปราการเพื่อปรับทัศนคติ เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา จากกรณีที่นายวรชัยวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ
.
นายวรชัย เปิดเผยว่า ขอบคุณสื่อที่ติดตามข่าวตลอดระยะเวลาสองวันสามคืนที่ถูกควบคุมตัว ซึ่งได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ทหารอย่างเป็นกันเอง เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการกดดันอะไร แต่มีนายทหารบางท่านมานั่งพูดคุยและขอร้อง ว่าอย่ามีการพูดลักษณะที่มีการหมิ่นเหม่ กดดันหรือชักนำให้ใครเสียหาย ซึ่งตนเองเป็นนักการเมืองที่มาจากประชาชน สิ่งที่พูดไปไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายแต่พูดตามข้อเท็จจริง นักการเมืองทุกคนไม่ใช่คนเลวร้ายทั้งหมด แต่เจ้าหน้าที่ต้องดูด้วยว่าการพูดของแต่ละคนมีลักษณะอย่างไร หากอนาคตของชาติจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องบอกให้ประชาชนทราบ
.
ส่วนสิ่งที่กระทำอยู่บางครั้งในการปกครองประเทศภายใต้กรอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ควรรับฟังความคิดเห็นเนื่องจากบางครั้งความคิดเห็นแบบทหารและนักการเมืองย่อมแตกต่างกัน พร้อมยืนยันว่า จะยังคงพูดในสิ่งที่ควรทำว่าจะทำอย่างไรต่อไป และควรมีการจัดตั้งเวทีในการเปิดกว้างเรื่องรัฐธรรมนูญ พร้อมขอให้ คสช.ปลดล็อคการทำประชามติภายใต้กรอบประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งการบริหารประเทศควรมีแนวทางการเมืองที่ถูกต้อง คือ ต้องให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง จะได้มีต้องมีการแก้ไขเกิดขึ้น และยืนยันว่าการมีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่นั้นไม่สำคัญเท่ากับให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพราะประเทศไทยเสียเวลามามากพอแล้ว ตนเองต้องการแก้ปัญหาให้ประเทศอย่างจริงจัง ต้องการให้มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือเรื่องคอรัปชั่น
.
สำหรับกรณีที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมีการจัดหลักสูตรอบรม 3 ถึง 7 วันให้กับนักการเมืองที่ถูกเรียกปรับทัศนคตินั้น นายวรชัย ระบุว่า ยังไม่ถึงขั้นมีหลักสูตรมานั่งอบรมตามที่เป็นข่าว แต่เป็นเพียงการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเท่านั้น