PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

ธวัชชัยถูกทำให้ตายแต่ไม่ใช่ฆาตรกรรม

ย!! "ถูกทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม"

หลังจากมีคำว่า “ถูกทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม” ในคดีการตายของ "ธวัชชัย อนุกูล" ทำให้ผู้คนเกิดสงสัยว่า มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่!?    

 

            เป็นเรื่องขึ้นมาจนได้ จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง   ที่ว่า คดีนี้เป็นสำนวนคดีการชันสูตรพลิกศพ จะไม่มีการกล่าวหาผู้หนึ่งผู้ใด แต่จะเป็นการค้นหาว่าตายเพราะฆ่าตัวตาย หรือตายเพราะถูกผู้อื่นทำให้ตาย ตายเพราะอุบัติเหตุ สัตว์ร้ายทำให้ตาย ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐานสามารถพิสูจน์ และบ่งชี้ให้เห็นได้ว่า การเสียชีวิตของนายธวัชชัย มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะมีผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม ซึ่งจะสืบสวนสอบสวนประเด็นนี้ต่อไป

              เพราะหลังจากมีคำว่า “ผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม” ทำให้ผู้คนเกิดสงสัยว่า มันหมายความว่าอย่างไร    

              ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า คดีการตายของนายธวัชชัย อนุกูล อดีตที่ดินจังหวัดพังงา ตอนนี้ยังเป็น“คดีชันสูตรพลิกศพ ”  ไม่ใช่คดีอาญาที่มีตัวจำเลยเป็นตัวตน  

               สำหรับสาเหตุที่ต้องมี“การชันสูตรพลิกศพ” ก็เนื่องจากตอนแรกมีข่าวว่าออกมาว่านายธวัชชัย ผูกคอตายในห้องขังดีเอสไอ  ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 หากมีการตายเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ต้องมีการชันสูตรพลิกศพ   

               และเมื่อการสอบสวนในสำนวนชันสูตรพลิกศพดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง  ผู้กำกับการ สน.ทุ่งสองห้อง ก็ออกมาเปิดเผยว่า นายธวัชชัย ถูกผู้อื่นทำให้ตายแต่ไม่ใช่ฆาตกรรม

             แล้วอะไร คือ  สิ่งที่ ผู้กำกับการ สน.ทุ่งสองห้อง ต้องการบอก อันแรกเลย ก็คือ นายธวัชชัย ตายโดยผิดธรรมชาติ โดยถูกผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย 

            ทำไมจึงว่าเช่นนั้น ?..

           เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 148   ให้คำนิยาม เกี่ยวกับ การตายโดยผิดธรรมชาติ คือ 1. ฆ่าตัวตาย 2.ถูกผู้อื่นทำให้ตาย 3. ถูกสัตว์ทำร้ายตาย 4. ตายโดยอุบัติเหตุ  5. ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ   ดังนั้น สิ่งที่ ผู้กำกับการ สน.ทุ่งสองห้อง บอกก็คือ นายธวัชชัยตายเพราะเหตุข้อ 2 น่ะ คือถูกผู้อื่นทำให้ตาย  ไม่ใช่ข้อ 1 คือไม่ได้ฆ่าตัวตายโดยวิธีผูกคอตาย

           เรื่องน่าจะจบลงเพียงแค่นี้ หากผู้กำกับการ สน. ทุ่งสองห้อง  ไม่พ่วงด้วยคำว่า “ไม่ใช่ฆาตกรรม ” มาด้วย

           เพราะคำว่า “ นายธวัชชัย ถูกผู้อื่นทำให้ตายแต่ไม่ใช่ฆาตกรรม ” เป็นประโยคที่สร้างความฮือฮา และทำให้คนฉงนสงสัยว่า หมายความว่าอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร 

           กรณีนี้ ผู้กำกับการ สน.ทุ่งสองห้อง น่าจะพูดตามผลชันสูตรพลิกศพของ“นิติเวช” รายงานให้ทราบ เพราะปกติแล้วนิติเวช จะรายงานการชันสูตรพลิกศพว่าผู้ตาย ตายเพราะอะไร เช่น ถูกผู้อื่นทำให้ตาย แต่จะไม่บอกว่า ใครเป็นคนทำให้ตาย และไม่บอกว่าเป็นการฆาตกรรม หรือไม่

          ดังนั้นการที่ผู้กำกับการ สน.ทุ่งสองห้องบอกว่า นายธวัชชัย ไม่ได้ถูก “ฆาตกรรม” จึงน่าจะดูจากหลักฐานอย่างอื่นประกอบด้วย ไม่เพียงแต่รายงานการชันสูตรพลิกศพของนิติเวช เท่านั้น

         แล้วการที่นายธวัชชัย ถูกผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม  (ซึ่งก็คือ ไม่ได้คิดจะฆ่า แต่เผอิญเกิดการตายขึ้น) เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

          ตามสมมติฐาน ตามคำว่า “ถูกผู้อื่นทำให้ตาย แต่ไม่ใช่ฆาตกรรม” น่าจะเกิดขึ้นได้จากการกระทำโดยพลาดพลั้งและทำให้นายธวัชชัย ถึงแก่ความตาย ซึ่งก็จะต้องสอบสวนกันต่อไปว่า เกิดขึ้นในขั้นตอนไหน เช่น ก่อนหรือหลังเจ้าหน้าที่กู้ชีพจะมาถึงและเข้าช่วยเหลือนายธวัชชัย หากการตายนายธวัชชัย เกิดขึ้นก่อนเจ้าหน้าที่กู้ชีพมาถึง ก็แสดงว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพ ไม่เกี่ยวกับการตาย ก็ต้องสอบสวนกันต่อไปว่าเป็นใคร เช่น เป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอหรือไม่  แต่หากการตายนายธวัชชัย เกิดขึ้นหลังหน่วยกู้ชีพมาถึงแล้ว ก็ต้องมาดูว่า มีการช่วยชีวิตที่ผิดวิธี แล้วทำให้เกิดการตายขึ้นได้หรือไม่ หรือว่าเกิดจากการกระทำของใครอื่น

        รูปการณ์ของคดีนี้ สุดท้ายอาจ“โอละพ่อ”ออกมาว่า เป็นการประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เท่านั้น

        แต่ต้องเข้าใจว่าก่อนว่าสำนวนคดีที่ทำอยู่ในขณะนี้ เป็นคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ จึงไม่มีการระบุว่าใครเป็นจำเลย ทั้งสิ้น

        และเมื่อศาลไต่สวนเสร็จสิ้น ก็จะมีคำสั่งว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้ระบุว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้ 

        ดังนั้น คดีนี้เมื่อนายธวัชชัย ถูกทำให้ตาย ศาลก็จะน่ามีคำสั่ง ได้ว่าใครทำให้นายธวัชชัย ตาย เพราะคนที่น่าเกี่ยวข้องกับการตายของนายธวัชชัย มีไม่มาก ( แต่ก็มีบางคดีที่ศาลไม่สามารถรู้ได้ว่าใครทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลก็จะไม่ระบุว่าใครเป็นคนทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เช่น การชุมนุมในปี 2553 ที่แนวร่วม นปช.ถึงแก่ความตาย  ศาลมีคำสั่งในคดีชันสูตรพลิกศพแต่เพียงว่า ผู้ตายถูกยิงด้วยกระสุนปืนชนิดร้ายแรงและมีความเร็วสูงแต่ไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนยิงผู้ตาย คงเป็นเพราะมีคนชุมนุมจำนวนมากและเกิดจลาจล จึงไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นคนยิง )

        สรุปก็คือ คดีการตายนายธวัชชัย หากสำนวนคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ชัดเจนว่า ใครเป็นคนทำให้นายธวัชชัย ตาย ศาลก็จะระบุในคำสั่งในคดีชันสูตรพลิกศพ ว่าใครทำให้นายธวัชชัย ตาย แต่ถ้าไม่ชัดเจน ก็จะไม่ระบุว่าใครทำให้นายธวัชชัย ตาย ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้นำไปสู่การตั้งสำนวนในคดีอาญาต่อไป 

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

นักศึกษายกเลิกจัดงานวันสันติภาพที่มัสยิดกรือเซะ

นักศึกษายกเลิกจัดงานวันสันติภาพที่มัสยิดกรือเซะ เผยจะจัดงานในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต้องให้กรมศิลปากรอนุญาต
นายก อบต.ออกรับหน้า ระบุขั้นตอนไม่ครบถ้วนไม่อาจให้จัดได้ แต่นักศึกษาชี้ปกติการขออนุญาตจัดงานที่มัสยิดเก่าแก่แห่งนี้เพียงขออนุญาตจาก อบต.ก็ทำได้ แต่หนนี้กลับต้องขออนุญาตกรมศิลปากร จึงได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ
บ่ายวันนี้ (21 ก.ย.) ที่มัสยิดกรือเซะ ปัตตานี ประชาชนจำนวนหนึ่งได้ไปรอฟังการเสวนาเรื่อง “สันติสุขชายแดนใต้ สันติภาพปาตานี สันติสุขประเทศไทยหรือสันติภาพสากล” ที่เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพหรือ คปส.เตรียมจัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันสันติภาพสากล โดยเป็นการอภิปรายในเนื้อหาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการสันติภาพมีวิทยากรเตรียมขึ้นเวทีพูดคุยและมีการจัดเตรียมเต้นท์ให้ประชาชน แต่ต่อมาผู้จัดได้ประกาศขอยกเลิกการจัดงานทั้งนี้เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่
ก่อนการประกาศยกเลิกจัดงานได้มีการเจรจาต่อรองกันอย่างเข้มข้นระหว่างกลุ่มผู้จัดและฝ่ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าผู้จัดต้องประสานงานไม่เพียงเฉพาะกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือนายก อบต.ในพื้นที่เท่านั้น แต่ต้องได้รับไฟเขียวจาก กอ.รมน.และทางจังหวัดด้วย
ต่อมานายก อบต.ตันหยงลุโละ นายมะตอเฮ เจ๊ะกูแต ชี้แจงกับประชาชนว่า การจัดงานที่มัสยิดกรือเซะสามารถทำได้ เพราะมัสยิดแห่งนี้ถือว่าเป็นของทุกคนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เองก็พร้อมจะสนับสนุน แต่การจัดงานต้องมีขั้นตอนการขออนุญาต ต้องทำให้ครบถ้วน หากไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถสนับสนุนได้ พร้อมกับขอโทษชาวบ้านและเสนอให้ผู้ที่ไปร่วมงานร่วมกันละหมาด นายมะตอเฮให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังจากนั้นว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นทางเทคนิคที่ทำให้เบื้องบนไม่อนุญาต “อิสลามถือเป็นเรือนร่างเดียวกัน เมื่อมีส่วนหนึ่งส่วนใดเจ็บ ส่วนอื่นก็เจ็บไปด้วย” เขากล่าวในตอนหนึ่งของการชี้แจงกับประชาชน
ต่อมา นายอารีฟีน โสะ ประธานกลุ่มเปอร์มาส กลุ่มนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในพื้นที่และเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้จัดงานได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า อันที่จริงกลุ่มผู้จัดงานได้ขออนุญาตแล้ว ที่ผ่านมาเท่าที่กลุ่มเคยดำเนินการ การจัดงานที่มัสยิดกรือเซะ เพียงทำเรื่องขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งกลุ่มก็ได้ติดต่อและส่งเอกสารแก่เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นคืออบต. พร้อมกับได้รับคำตอบรับอนุญาตไปแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับแจ้งเพิ่มเติมในวันนี้ว่า การจัดงานจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรเสียก่อน ตลอดจนให้นายอำเภอรับทราบด้วย ตนทราบมาว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เรียกนายก อบต.และกำนันไปประชุมเพื่อแจ้งว่า หากอนุญาตให้จัดงานก็เกรงว่าจะกระทบกระเทือนความสงบสุข
“ในวันสันติภาพเราก็มองว่าการใช้สัญลักษณ์ในอดีตเป็นการสื่อสารอัตลักษณ์ ยึดโยงวันสันติภาพโลก คือการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน สันติภาพที่มีเกียรติต้องยึดโยงกับประชาชน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ต้องพยายามให้มีเวทีสาธารณะที่เป็นบันไดชั้นแรกๆ ที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่แค่นี้ พื้นที่สาธารณะถูกยกเลิกไปนับครั้งไม่ถ้วน นับเป็นการย้อนแย้งในระดับนโยบายของรัฐ” นายอารีฟีนกล่าว
กลุ่มผู้จัดได้แจกจ่ายแถลงการณ์ที่ลงชื่อโดยเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพซึ่งระบุข้อเรียกร้องสามประการคือ ประการแรก ขอให้รัฐและ “ขบวนการเอกราชปาตานี” สร้างสันติภาพที่ไม่ปฏิเสธปัญหารากเหง้าของความขัดแย้ง เรื่องของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองการปกครองที่ไม่สมดุลกับวิถีอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของคนมาลายูปาตานี ข้อสอง เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายสร้างพื้นที่สาธารณะให้เห็นเป็นรูปธรรมและชี้วัดได้ มีข้อตกลงจากการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ และข้อสาม ให้เคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของคนมลายูปาตานีว่ามีสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองเทียบเท่ามาตรฐานของสหประชาชาติที่เห็นว่าทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน เปิดพื้นที่ทางการเมือง มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของตนเองในอนาคต
ผู้จัดได้นำแถลงการณ์ดังกล่าวอ่านต่อกลุ่มผู้เข้าร่วมด้วย นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อ่านแถลงการณ์ กล่าวด้วยว่า ไม่คิดว่ากิจกรรมแนววิชาการเพื่อสันติภาพในสถานที่อย่างมัสยิดกรือเซะจะกลายเป็นประเด็นที่มีการตั้งแง่มุมกันเช่นนี้ เพราะภาครัฐไม่ไว้ใจประชาชน หากเกิดช่องว่างมากขึ้นเพราะเหตุการณ์ในวันนี้ รัฐควรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และว่าสันติภาพที่แท้จริงยั่งยืนคือสันติภาพที่รัฐให้เกียรติกับประชาชน แล้วประกาศเปลี่ยนจากการเสวนาเป็นการละหมาดร่วมกันแทน นอกจากนั้นในบริเวณงานที่มีนักศึกษา คนหนุ่มสาวจำนวนมากเข้าร่วม มีการนำผ้ามาเขียนข้อความและวาดภาพเกี่ยวกับสันติภาพ ส่วนใหญ่เรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองเพื่อสร้างสันติภาพที่ประชาชนมีส่วนร่วม

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “แทน เทือกสุบรรณ” และผู้เกี่ยวข้องคดีบุกรุกที่เขาแพง อ.เกาะสมุย

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “แทน เทือกสุบรรณ” และผู้เกี่ยวข้องคดีบุกรุกที่เขาแพง อ.เกาะสมุย
ศาลอาญามีคำพิพากษาวันนี้ (21 ก.ย.) จำคุกโดยไม่รอลงอาญาบุคคล 4 คน ซึ่งรวมถึงนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จากกรณีบุกรุกที่เขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ ในความผิดร่วม ฐานครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน และ พ.ร.บ.ป่าไม้
โดยนายแทน และนายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อดีตเลขานุการของนายสุเทพ ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี และนายพงษ์ชัย ฟ้าทวีพร ผจก.ห้างหุ้นส่วนเรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น กับนายสามารถ เรืองศรีหุ้นส่วนห้างหุ้นส่วนเรืองปัญญาฯ ถูกจำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ดี บุคคลทั้งสี่ได้รับอนุญาตปล่อยตัวหลังจากทนายความยื่นขอประกันตัวโดยมีเงื่อนไขห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาต
เว็บไซต์บางกอกโพสต์รายงานว่า ศาลพบว่าจำเลยทั้งสี่ได้ใช้เอกสาร น.ส.3 ก ในการยื่นขอออกโฉนดที่ดินซึ่งกินพื้นที่มากกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารที่เดินเดิม โดยที่ดินที่ขยายออกไปนั้นเป็นทรัพย์สินของรัฐ นอกจากนี้คนทั้งสี่ยังก่อสร้างฝายซึ่งปิดกั้นทางน้ำสาธารณะอีกด้วย ศาลชี้ว่าการกระทำของจำเลยมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและอาจก่อให้เกิดภัยทางธรรมชาติ ซึ่งศาลสั่งให้มีการรื้อถอนและย้ายคนงานออกจากพื้นที่ด้วย
(ภาพนายสุเทพ เทือกสุบรรณ บิดาของนายแทน เทือกสุบรรณ)

เปล่า ล้าง ซวย !!

เปล่า ล้าง ซวย !!
บิ๊กติ๊ก เผยทำพิธีบวงสรวงปืนใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์วันนี้ ไม่ใช่เพราะโดนมรสุมโจมตี แต่จะปรับภูมิทัศน์ ที่วางแผนไว้นานแล้ว จะทำฝา ปิดปากกระบอกปืน "ตราประจำแผ่นดิน"ให้สวย แบบที่ต่างประเทศเขาทำกัน และเพื้อไม่ให้ สัตว์หรือ สิ่งแปลกปลอมใด เข้าไปอยู่ในปืนด้วย
07.29 น...พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกห.พร้อม บิ๊กช้าง พล.อ.ชัยชาญ ว่าที่ปลัดกห. บวงสรวง ปืนใหญ่ 40กระบอก หน้ากลาโหม รวมทั้งปืนพญาตานี รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รอบกลาโหม เพื่อความเป็นสิริมงคล เพิ่อความสงบร่มเย็น เป็นการ ขอขมา ต่อการล่วงเกินต่างๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ และการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม

"จันทร์โอชา" กับปืนพญาตานี

"จันทร์โอชา" กับปืนพญาตานี
บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ทำพิธีบวงสรวง ขอขมา เพื่อปรับภูมิทัศน์ ปิดฝากระบอกปืน"พญาตานี"ด้วย"ตราประจำแผ่นดิน" ของรัชกาลที่5 พร้อม ปืนใหญ่อีก39กระบอก หน้ากระทรวงกลาโหม
บิ๊กติ๊ก ยัน ไม่เกี่ยวกับความเชื่อใดๆ แต่เพื่อให้สวยงาม เรียบร้อย ไม่ให้ สัตว์หรือ สิ่งใดเข้าไปอยู่
แต่ต้องจับตาว่า เป็นความเชื่อล้างอาถรรพณ์ไฟใต้ หรือไม่. หลังจากก่อนหน้านี้ เคยมีการเปลี่ยน ทิศทางกระบอกปืนพญาตานี จาก ที่หันไปทางวัดพระแก้ว. มาทางด้ายข้าง แทน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ ไฟใต้สงบ หรือ บ้านเมือง สงบ

บิ๊กติ๊ก ลงนามในบันทึกข้อตกลง MOUในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของกลาโหม

บิ๊กติ๊ก ลงนามในบันทึกข้อตกลง MOUในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของกลาโหม เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พึ่งพาตัวเอง

พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) การสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กับ กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ โดยมีผู้แทนจากกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ ณ ห้องพินิตประชานาถ ในศาลาว่าการกลาโหม
โดยการจัดทำบันทึกข้อตกลงการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐบาลที่จะให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวง กลาโหม ช่วยกันส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่กระทรวงกลาโหม ผลิตขึ้น เพื่อตอบสนองนโยบายการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้ายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ
ทั้งยังช่วยให้เกิดความคุ้มค่าต่อการดำเนินงานของโรงงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมอีกด้วย ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน และเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศต่อไป

บิ๊กติ๊ก แจง 7,800 บาท งบฯสร้างฝาย "แม่ผ่องพรรณ"

บิ๊กติ๊ก แจง 7,800 บาท งบฯสร้างฝาย "แม่ผ่องพรรณ" หน่วยออกไปค่าซื้อหิน แต่ต่อมา ทางสมาคมฯก็สนับสนุนงบฯให้หน่วย
พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกห. แจง ใช้งบประมาณสำนักปลัดกลาโหม แค่7,800บาท ค่าซื้อหินสร้างฝาย"แม่ผ่องพรรณ" ชาวบ้าน-ทหารช่วยกันสร้าง และ ชาวบ้าน ตั้งชื่อให้เอง ยันสมาคมภริยาขรก.สำนักงานปลัดกห.แม้จะไม่ได้เป็นหน่วยขึ้นตรง สป.กห. แต่ก็ทำงานสาธารณประโยชน์ร่วมกัน เหมือนกับเป็นหน่วยขึ้นตรง เราจึงขอให้หน่วยของเรา ศูนย์ปิโตรเลียมภาคเหนือ ใช้เงิน7,800 บาท ไปซื้อหิน การทำงานสาธารณประโยชน์ ร่วมกัน เราสามารถสนับสนุนงบประมาณให้ได้. ถือเป็นกิจกรรมCSR ของศูนย์ปิโตรเลียมภาคเหนือ แล้วจากนั้น ทางสมาคมภริยาฯ ก็มาสนับสนุนงบฯ มอบให้หน่วย ตามปกตื เมื่อไปเยี่ยมหน่วย

บิ๊กโด่ง อุ่นเครื่อง... งานสันติภาพ สันติสุข เตรียมรับบัญชา "นายกฯ" ลงไปเป็น "คปต.ส่วนหน้า

บิ๊กโด่ง อุ่นเครื่อง... งานสันติภาพ สันติสุข เตรียมรับบัญชา "นายกฯ" ลงไปเป็น "คปต.ส่วนหน้า"/ มุ่งหวังเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคม
บิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธานเปิดงานวันสันติภาพสากล ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลวกรณราชวิทยาลัย(มจร.)ภายใต้คอนเซ็ปต์ "ลมหายใจแห่งศาสนา ลมหายใจแห่งสันติภาพ " โดยมีพระราชวรเมธี,ดร. รองอธิการบดี มจร. ฝ่ายบริหาร และ พระมหาหรรษาธัมมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มจร. ให้การต้อนรับ
พล.อ.อุดมเดช ได้กล่าวชื่นชมการจัดกิจกรรม วันสันติภาพสากล ที่จัดขึ้นโดย มจร.และรู้สึกประทับใจที่ได้เห็น ตัวแทนจากศาสนาต่างๆ ทั้ง พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิก มาอยู่ร่วมกัน และมีความมุ่งมั่นเดียวกันคือ ทำอย่างไรให้สันติสุขเกิดขึ้นในสังคม ทั้งประเทศไทย และทั่วโลก
และมีความร่วมมือ ในการหาหนทางนำไปสู่การแก้ปัญหา ทำให้สังคมเกิดความสงบ และดีใจที่ มจร. มีหลักสูตรสันติศึกษา ให้ทั้งพระสงฆ์ และฆราวาส ได้มาศึกษา ให้เกิดความเข้าใจ เพราะศาสนา จะเป็นแกนหลักในการนำพาความสงบสุข ให้เกิดขึ้นในประเทศ.

“บิ๊กป้อม” ไม่บอก "บิ๊กโด่ง" จะเป็น "คปค.ส่วนหน้าหริอไม่ จำไม่ได้ สมองเสีย

“บิ๊กป้อม” ไม่บอก "บิ๊กโด่ง" จะเป็น "คปค.ส่วนหน้าหริอไม่ จำไม่ได้ สมองเสีย แต่ได้ชื่อคปต.ส่วนหนัา ที่จะลงไป3 จ.ใต้แล้ว รอนายกฯกลับมา ชี้ทำหน้าที่ ประสานงานนายกฯได้เร็วขึ้น/ส่วน อนาคต“บิ๊กหมู” หลังเกษียณ ยังไม่ได้คิด
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะทำงานพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ส่วนหน้า ที่จะลงไปประสานงานชายแดนใต้ ว่า ขณะนี้ได้รายชื่อมาทั้งหมดแล้ว รอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับมาจาก อเมริกา ก่อนที่จะลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง
เมื่อถามว่า มีชื่อพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธานคปต.ส่วนหน้า หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นความคิดของสื่อ จะคิดอย่างไรก็คิดได้
" แต่ผมจำชื่อไม่ได้ ตอนนี้สมองเสีย เพราะอายุมาก "
ซึ่งการแต่งตั้งคนทำหน้าที่ในคปต.ส่วนหน้านี้ จะทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถประสานงานโดยตรงถึงพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อถามว่า หากมีการปรับครม.รัฐบาลจะเพิ่มเติมตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเพิ่มอีก 1 ต่ำแหน่งหรือไม่ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ขณะนี้มีรมช.กลาโหมอยู่แล้ว วันนี้ผมทำงานได้
ส่วนพล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่เกษียณอายุในเดือนกันยายนนั้น ตอนนี้มีหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่แล้ว จึงลืมคิดว่าจะเอามาช่วยงานในตำแหน่งใด
ส่วนรายชื่อสนช.ใหม่จำนวน 30 คน ประกาศภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

"บิ๊กป้อม”แจง "ลูกชาย บิ๊กติ๊ก"รับงาน ทัพภาค3 ไม่ผิด มีสิทธิยื่นซองประมูลงาน



"บิ๊กป้อม”แจง "ลูกชาย บิ๊กติ๊ก"รับงาน ทัพภาค3 ไม่ผิด มีสิทธิยื่นซองประมูลงาน ชี้ ประมูลทาง อืเลคทรอนิคส์ืไม่เห็นหน้า เชื่อไม่กระทบกองทัพ เปิดช่องนักการเมืองก็ทำได้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมช.กลาโหม กล่าวถึงเสียงวิจารณ์กรณีบุตรชายพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม เข้ามารับทำโครงการของกองทัพภาค 3 ว่า โครงการนั้นต้องผ่านการประมูล ซึ่งใครก็สามารถเข้ามาประมูลได้ ทุกคนสามารถยื่นซองได้ ไม่ได้ห้ามลูกพล.อ.ปรีชายื่นซองประมูล ใครก็ยื่นได้หากให้ราคาต่ำ และกำหนดสเปค งานได้ตามความต้องการของกองทัพภาค 3 ก็ถือว่าได้งานไป
" เดี๋ยวนี้เขาใช้วิธีการประมูลแบบอีเล็คทรอนิคส์ ซึ่งไม่เห็นหน้ากันอยู่แล้ว"
ส่วนการที่สังคมสงสัย นั้น ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนามสกุลจันทร์โอชา เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่บานปลาย เพราะไม่มีอะไร และไม่กลัวว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อกองทัพ ผมอยู่มาตั้งนานไม่เห็นมีอะไรเลย เป็นผู้บังคับหน่วยมาตลอด และเป็นรัฐมนตรีมาตั้งนานก็ไม่เคย ทุกอย่างทำตรงไปตรงมาทุกเรื่อง
เมื่อถามว่า กรณีนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้นักการเมืองสามารถส่งคนในนามสกุลเดียวกันมาประมูลงานของหน่วยงานรัฐได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ทำได้หมดถ้าทำตรงไปตรงมา การประมูลงานสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว”

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

"บิ๊กติ๊ก” ลั่น เรื่องไม่ถูกต้อง ผมไม่ทำอยู่แล้ว โอด “ลูก-เมีย”ถูกโจมตี ชี้เพราะเป็น “น้องชายนายกฯ”



"บิ๊กติ๊ก” ลั่น เรื่องไม่ถูกต้อง ผมไม่ทำอยู่แล้ว โอด “ลูก-เมีย”ถูกโจมตี ชี้เพราะเป็น “น้องชายนายกฯ”เผย ลูกชาย ได้ 2 โครงการ ทัพภาค3 เพราะทำถูกต้องตาม ขั่นตอน ยันไม่ได้ใช้อำนาจไปยุ่งเกี่ยวเลย/บิ๊กตู่ เตือน น้องชาย-น้องสะใภ้ ตกเป็นเป้า

บิ๊กติ๊ก พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักข่าวอิศรา เสนอข่าวว่า หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมีบุตรชายคนโต ถือหุ้นส่วนส่วนรับเหมา 2 โครงการกองทัพภาค 3 ส่วนหน้าสร้างอาคารค่ายพ่อขุนผาเมือง ตึกแถวนายทหารประทวน โรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ จ.ตาก จำนวน 26.9 ล้านบาท ในช่วงปี 2558-2559 นั่น ว่า เรื่องนี้บุตรชายทำถูกกฎหมายทุกอย่าง โดยเฉพาะขั้นตอนของการประกวดราคาที่มีหลายบริษัทเข้าร่วมแข่งขัน
เมื่อบริษัทลูกชายของผมเสนอราคาเป็นที่น่าพอใจ ทางกองทัพภาคที่ 3 จึงได้ว่าจ้างให้บริษัทลูกชายผมเข้าไปรับเหมาก่อสร้าง
“ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย และไม่ได้ใช้อำนาจวาสนาของผมเลย เป็นเรื่องของลูกชาย ผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอะไร"
ส่วนที่สำนักข่าวอิศรานำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผย นั้น พลเอกปรีชา กล่าวว่า ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร อยากจะเปิดเผยข้อมูลอะไรก็เปิดไป ไม่ได้มีความกังวลอะไร แต่ถ้าอะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะทุกอย่างในการดำเนินของลูกชายทำไปตามขั้นตอนทุกอย่าง ไม่ได้มีการแทรกแซงอะไร หรือ เอาอำนาจไปบีบบังคับ ว่าคนนี้เป็นลูกชายผมแล้วจะต้องได้โครงการดังกล่าว ผมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัทลูกชายอยู่แล้ว”
เมื่อถามว่า ทำไมช่วงนี้ถึงโดนมรสุมรอบด้าน ทั้งภริยา ในเรื่องการสร้างฝายพัฒนา และ บุตรชาย หรือเป็นเพราะเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ปรีชา กล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว จึงได้นำประเด็นหลาย ๆ ประเด็นมาผูกโยงกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภริยา และ บุตรชาย ผมไม่สนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผมพยายามทำใจอยู่แล้ว
แต่เรื่องทั้งหมดคงจะรู้ว่า ผม ภริยา และ ลูกชาย ได้ทำอะไรไว้บ้าง แต่ทุกอย่างครอบครัวผม ทำอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ถ้าเรื่องไม่ถูกต้อง ผมไม่ทำอยู่แล้ว"
ทั้งนึ้ก่อนเดินทาง ไปสหรัฐอเมรืกา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพี่ชาย ได้โทรศัพท์ มาสอบถาม พลเอกปรีชา พร้อมเตือนให้ ระวังตัว ในการตกเป็นเป้าหมาย ถูกโจมตี ทั้ง พลเอกปรีชา และ ภริยา เพราะตอนนี้ฝ่ายตรงข้าม ต้องการจะดิสเครดิต โจมตี เพราะคิดว่า พลเอกประยุทธ์ จะมาเป็นนายกฯ ต่อไปอีกหลังเลือกตั้ง
ทั้งนี้ พลเอกปรีชา ได้ชี้แจงกับ พลเอกประยุทธ์ ถึงข้อเท็จจริง ทึ่ชาวบ้าน เป็นคนตั้งชื่อฝาย. และ ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะความขัดแย้งภายใน สมาคมภริยาข้าราชการสำนักปลัดกลาโหม. และ ความไม่ชอบส่วนตัว ที่มีต่อ นางผ่องพรรณ และปัญหา จากการแต่งตั้งโยกย้าย ที่มีคนผิดหวัง
(ภาพ-จากเพจ หยุดดัดจริตฯ)

ทอ.แจง จัดเครื่องบินC-130 ให้"ปลัดกห."ตามหนังสือ ไม่ได้จัดให้"แม่ผ่องพรรณ"

ทอ.แจง จัดเครื่องบินC-130 ให้"ปลัดกห."ตามหนังสือ ไม่ได้จัดให้"แม่ผ่องพรรณ" เพราะในหนังสือไม่ได้ระบุว่า ให้สมาคมภริยา ฯหรือพลเรือน ชี้เป็นระเบียบ ทอ.จัดเครื่องบินสนับสนุน ตามที่ส่วนราชการร้องขอได้
พลอากาศตรี พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษก ทอ. กล่าวว่า กองทัพอากาศ ได้รับการประสานด้วยหนังสือจากสำนักปลัดกห.ในการ ขอสนับสนุน เครื่องบิน C-130 รับส่งคณะ โดยระบุว่า เป็น คณะของปลัดกห. ไม่ได้ระบุว่า เป็น สมาคมภริยา สป. หรือพลเรือน ซึ่งตามหลักการ หน่วยราชการขอมา ทอ.ก็สนับสนุนให้อยู่แล้ว. แต่ไม่ได้จัดเครื่องบิน สนับสนุน สมาคมภริยาสป. หรือพลเรือน เช่นที่ในข่าวระบุ. เพราะ ทอ.เรายึดตามหนังสือที่ส่งมา ระบุว่า เป็น ปลัดกลาโหม. เรามีจดหมายยืนยัน
ทั้งนี้ กองทัพอากาศ ไม่ต้องการจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นใดๆ แต่ที่เราสนับสนุน เครื่องบิน ถือว่า เป็นไปตามระเบียบและหลักการ ที่จะทำได้อยู่แล้ว

"เมียบิ๊กติ๊ก" แจง ขาวบ้าน ตั้งเอง ชื้อฝาย "แม่ผ่องพรรณฯ" จำง่ายดี เป็นที่ระลึก



"เมียบิ๊กติ๊ก" แจง ขาวบ้าน ตั้งเอง ชื้อฝาย "แม่ผ่องพรรณฯ" จำง่ายดี เป็นที่ระลึก เผยปกติเรียก "แม่อุ๊ย" ยันไม่ชี้แจงใด้ เปรย เรตติ้งกำลังแรง
นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา นายกสมาคมภริยาขรก.สำนักงาน ปลัดกห. ภริยา พลเอกปรีชา ปลัดกห. กล่าวว่า ไม่ขอแถลงข่าวใด ขออยู่เงียบๆ
" ตอนนี้เรตติ้งกำลังแรง" เธอ กล่าวพร้อม อมยิ้มเล็กๆ
" ไม่เป็นไร เพราะ เราตั้งใจทำให้ชาวบ้าน ให้ชาวบ้าน เป็นเจ้าของ"
ส่วนชื่อฝาย นั้น นางผ่องพรรณ กล่าวว่า ปกติชาวบ้านเรียก"พ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ย" แต่เขาจะตั้งชื่ออะไรก็แล้วแต่เขา เพราะให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของ แต่เขาอยากให้ตั้งชื่อไว้เป็นที่ระลึกของเขา ชื่อนี้ จำง่ายดี"
พร้อมยืนยันว่า กำลังใจดี ไม่เป็นไร

บิ๊กติ๊ก เผย นายกฯบิ๊กตู่ เป็นห่วง โทรมาเตือน ว่า ให้ระวังตัว และให้อยู่เงียบๆ



บิ๊กติ๊ก เผย นายกฯบิ๊กตู่ เป็นห่วง โทรมาเตือน ว่า ให้ระวังตัว และให้อยู่เงียบๆ ยันขออยู่เงียบๆ จนเกษียณ ไม่แจง เรื่อง"เมีย-ลูกชาย" ยันไม่คิดเล่นการเมือง หรือเป็นรมต.ใดๆยันไม่ชี้แจงใดๆ ใครอยากพูดอะไรก็พูดไป เรื่องเก่ายังเอามาพูดใหม่ ยันทำถูกต้อง
พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม กล่าวว่า ตนเองก็ไม่อยากชี้แจง ใดๆ เรื่องถริยา และลูก "นาย"โทรมาสั่งแล้ว ให้เงียบๆ ใครอยากจะพูดอะไรก็พูดไป เรื่องเก่า ก็เอามาพูด ใครอยากว่าอะไรก็ตามใจ แต่ ยืนยันว่าตนเอง ทำถูกต้อง
พลเอกปรีชา กล่าวว่า นายกฯ เป็นห่วง โทรมาเตือน ว่า ให้ระวังตัว ด้วย ท่านเป็นห่วง
ทั้งนั้น ขออยู่เงียบๆ จนเกษียณ ไม่คิดเล่นการเมือง หรือเป็นรมต.ใดๆ

จากใจ สนธิญาน 10 ปี ีนิวส์



จากใจ สนธิญาน
๓๐กว่า ปีบนเส้นทางสื่อของผม
๑๐ ปีของสำนักข่าวทีนิวส์
๖ ปีของช่องทีนิวส์ทีวี
สิ่งที่ทีนิวส์ทำมาโดยตลอดคือ การยืนหยัดในการเปิดเผยความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด สื่อเองก็ไม่กล้าพูด นักธุรกิจไม่กล้าพูด ข้าราชการไม่กล้าพูด เพราะกลัวขัดใจคุณทักษิณที่มีอำนาจในตอนนั้น
และสิ่งที่เป็นความสัตย์จริงมาโดยตลอดเช่นกันคือ ทีนิวส์ คือ นำ้พรรคน้ำแรงของผม เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไปคือเงินของสนธิญาน เคยมีคนพยายามจะบริจาคช่วยทีนิวส์ ก็ไม่เคยรับเงินบริจาคจากใคร เพราะผมเชื่อว่าถ้าทีนิวส์อยู่ได้ก็ต้องอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง และต้องอยู่ได้เพราะแฟนข่าวทีนิวส์ที่ดูและติดตามความจริงที่ไม่มีใครเคยพูดให้ฟัง
๓ ปีของ "ทีนิวส์ทีวี" ทีนิวส์ทะยานขึ้นเป็นสถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่ง แม้จะแบกตัวเลขขาดทุนอยู่ ๒๐ ล้าน แต่เอเจนซี่หลั่งไหลเข้ามา วันนั้นทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่จู่ก็เกิดการยืดอำนาจของ คสช. พล.อ.ประยุทธ์เซ็นคำสั่งปิดทีนิวส์ทีวี ...วันนั้นผมได้นึกอยู่ในใจตามลำพังว่า "ท่านได้ทำลายทีนิวส์ลงเสียแล้ว"
ถามว่าเจ็บหรือเปล่า? เจ็บครับ ทีนิวส์ล้มเซซวนครั้งนี้เพราะ คสช. แต่ยินดีที่จะล้มเซซวนถ้าทำให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้
ถึงเจ็บก็อย่างเสือ ไม่ครวญครางอย่างหมา ไม่เคยต่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ และยังเดินหน้าสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์สุดตัว แม้จะถูกตราหน้า ถูกเหยียดหยามว่าเป็นสื่อรับใช้เผด็จการ ผมถามว่ารับใช้เพื่อ? เอาเงินใส่กระเป๋า? สู้แล้วรวย? ที่ผ่านมาไม่เคยแม้จะเดินไปขอเงิน ของานมาจากกองทัพ
จากวันนั้นที่ล้มลง ทีนิวส์ยังคงยืนหยัดต่อสู้ ด้วยลำแข้ง ด้วยสองขา ของตัวเอง ต้องกลืนเลือดปลดน้องๆที่เคยร่วมต่อสู้กันมา ต้องลดเงินเดือน เพื่อให้ทีนิวส์ทีวีอยู่ต่อไปจนวันนี้
แต่เสือก็ตายได้ แต่ถ้าจะตายก็ต้องตายแบบเสือ ด้วยเสียงคำรามแบบเสือ สำหรับผมการยุติ "ทีนิวส์ทีวี" วันนี้ คือการเปิดใจ ไม่ใช่การจากลา ทีนิวส์จะไม่มีวันตายและจะคำรามประกาศก้องอีกครั้งในสมรภูมิ "นิว มีเดีย" ใครจะรู้ นี่อาจเป็นการคำรามครั้งสุดท้าย แต่สำหรับผมและทีนิวส์นี่คือการคำรามเพื่อความจริง เพื่ออุดมการณ์ เพื่อสถาบันที่เคารพรัก และเพื่อประเทศชาติ ดังที่เป็นมาตั้งแต่วันแรกที่ทีนิวส์ถือกำเนิดขึ้น

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

เซ็นแล้วจ้า! “อภิรดี” ลงนามคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายจีทูจีเก๊ 2 หมื่นล้านบาท ต่อนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย

เซ็นแล้วจ้า! “อภิรดี” ลงนามคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายจีทูจีเก๊ 2 หมื่นล้านบาท ต่อนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย
        “อภิรดี” ลงนามคำสั่งบังคับทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจีทูจีเก๊ 2 หมื่นล้านบาทแล้ว เผยรู้สึกธรรมดา เพราะเป็นการทำตามขั้นตอน เตรียมส่งหนังสือแจ้งนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 รายทันที
       
       นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ย. 2559 ตนได้เซ็นหนังสือคำสั่งบังคับทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับนักการเมืองและข้าราชการจำนวน 6 รายแล้ว โดยเป็นการลงนามแทนนายกรัฐมนตรี และในส่วนของ รมว.พาณิชย์ ได้มอบหมายให้ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทน
       
       “จะมีการส่งหนังสือไปยังนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 คนทันที โดยจะมีระยะเวลาในการตอบกลับภายใน 30 วัน หากครบ 30 วันแล้วยังไม่มีการตอบกลับจะมีการส่งหนังสือแจ้งเตือนไปอีกรอบใน 15 วัน หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของกรมบังคับคดีต่อไป” นางอภิรดีกล่าว
       
       ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวบ่ายวันนี้ นางอภิรดีระบุว่า รู้สึกธรรมดากับการลงนามในครั้งนี้เพราะเป็นไปตามขั้นตอน และมีการศึกษาข้อกฎหมายที่มีอยู่ก่อนที่จะมีการลงนามแล้ว
       
       รายงานข่าวแจ้งว่า นักการเมืองและข้าราชการ 6 คนที่จะถูกบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์, นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์, พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์, นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ 

สำนักปลัด กห.แจง ชื่อ "ฝาย แม่ผ่องพรรณพัฒนา" ชาวบ้านช่วยกันตั้ง ต้อนรับ "ภริยาบิ๊กติ๊ก"



สำนักปลัด กห.แจง ชื่อ "ฝาย แม่ผ่องพรรณพัฒนา" ชาวบ้านช่วยกันตั้ง ต้อนรับ "ภริยาบิ๊กติ๊ก" ชี้ลงพื้นที่ไป พบปะ และช่วยเหลือประชาชนเสมอๆ/ ทีมงาน คาดเป็นผลพวงจากโยกย้ายทหาร มีคนอกหัก และความไม่ชอบ "แม่ผ่องพรรณ" ที่เป็นคนดุ เข้มงวด เจ้าระเบียบ
มีรายงานข่าวจากสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ชี้แจง กรณีการสร้างฝาย ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ กันเรื่องความไม่เหมาะสม นั้นว่า การสร้างฝายที่จุดนี้ เป็นไปตามแนวคิดของ นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา นายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกลาโหม ที่ได้หารือหน่วยในพื้นที่ ตั้งแต่เมื่อ 23 สค. 59 ในวันที่ได้ไปปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ที่ จ. ลพบุรี เพราะได้รับทราบปัญหาจากชาวบ้าน ในพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ว่าต้องการฝาย จึงขอให้หน่วยในพื้นที่ไปสำรวจว่า ควรจะสร้างฝายในจุดใดให้ประชาชน รวมทั้ง จะนำโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ไปปลูกในพื้นที่ด้วย
จากนั้น ทางทหาร ก็ร่วมกับชาวบ้านในการสำรวจ และเลือก จุดที่จะสร้างฝาย แล้วทหารและชาวบ้าน ก็ช่วยกันสร้างฝาย โดยใช้ไม้ไผ่ และหิน ที่มีอยู่แล้วตามภูมิประเทศ ไม่ได้ใช้งบประมาณอะไรมากนัก แค่ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และน้ำมันรถ แต่ใช้แรงงาน ทหารกับชาวบ้าน ที่ร่วมกันทำด้วยใจ เพื่อให้มีแหล่งน้ำไว้ใช้
อีกทั้ง สมาคมภริยาข้าราชการสำนักปลัดกลาโหม ก็ถือเป็นหน่วยในสำนักปลัดกห. ที่ดูแลด้านสวัสดิการ ขวัญกำลังใจของครอบครัวทหาร จึงเป็นสิ่งที่หน่วยในพื้นที่ให้การสนับสนุน และก็จะมีการมอบเงินช่วยเหลือหน่วย ให้ทุกครั้งที่มาเยือน
ส่วนเรื่องชื่อฝาย "ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา" นั้น ทางหน่วยรายงานว่า เกิดจากการที่ ชาวบ้านช่วยกันคิดชื่อ ขึ้นมาเอง เพื่อเป็นการต้อนรับ เนื่องจากชาวบ้าน มีความคุ้นเคย เคารพนับถือ คุณอู๊ด ผ่องพรรณ อยู่แล้ว เพราะปกติ จะมาทำประโยชน์ให้ชาวบ้าน มาเยี่ยมเยียน มาแจกผ้าห่ม เพราะเห็นว่าอากาศหนาวเย็น และมีโครงการนำ ลูกหลานกำลังพล ที่เป็น เด็กพิเศษ ออทิสติค มาเที่ยวเชียงใหม่ อีกด้วย
ทั้งนี้ ในวันที่ไปปลูกป่า และทำพิธีเปิดฝาย นั้น เกิดฝนตกอย่างหนัก ทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่ก่อนวันงาน ทำให้พื้นดินลื่น ทั้งนี้ระยะทางเดินจาก จุดลงรถ มายังฝาย ประมาณ 1กม. แต่ นายกสมาคมฯ ก็ เต็มใจเดินมา สวมชุดกันฝน แต่เพราะทางลื่น และชัน จึงต้องมีคนคอยให้พะยูง เพื่อไม่ให้ลื่นล้มไป เท่านั้น
///
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีรูปภาพ นางผ่องพรรณ และฝาย ออกมา และภาพต่างๆตามมาอีก ทั้งภาพเก่า ภาพใหม่ นั้น มีการตั้งข้อสังเกตุ ในหมู่"คนใกล้ชิด" ว่า อาจมี"คนใน" ที่นำภาพเหล่านี้ไป ส่งต่อไป เผยแพร่ และบิดเบือน เพื่อหวังผล เพราะรู้ว่า นางผ่องพรรณ เป็นเป้าทางการเมือง เพราะเป็นภริยา พลเอกปรีชา ปลัดกลาโหม น้องชายนายกฯ เพราะเป็นจันทร์โอชา เป็นน้องสะใภ้นายกฯ อีกด้วย
จึงมีการสันนิษฐาน ใน2ประการคือ หนึ่ง เกิดจากพวกที่ผิดหวังจากการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ในโผล่าสุด ที่ไม่พอใจปลัดกลาโหม
ประการที่2 อาจเป็นเพราะ อาจมีคนใน ที่ไม่พอใจ หรือไม่ชอบ นางผ่องพรรณ เนื่องจาก เป็นคนดุ เข้มงวด เจ้าระเบียบ และอาจจะเคยดุใครไปแบบตรงๆ ก็อาจทำให้เกิดความไม่พอใจ แต่ถ้าใครที่รู้แนว ก็จะต้องทำงาน อย่างเต็มที่. ให้ดีที่สุด และตอบคำถาม ให้ได้ทุกคำถาม เมื่อนั้น คุณอู๊ด ก็จะไม่ดุ
อย่างไรก็ตาม นางผ่องพรรณ จะมีการชี้แจงเรื่องนี้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

"บิ๊กเจี๊ยบ" นำถก ทีมเลขาฯคสช.สั่งทุกส่วนทำงานร่วม โดยใช้กฎหมายปกติเป็นหลัก ลุยปราบมาเฟีย



"บิ๊กเจี๊ยบ" นำถก ทีมเลขาฯคสช.สั่งทุกส่วนทำงานร่วม โดยใช้กฎหมายปกติเป็นหลัก ลุยปราบมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล/เดินหน้าช่วยอุทกภัยภาคเหนือ อีสาน พร้อมประสานทุกส่วน เพิ่มมาตรฐานดูแลการสัญจรทางเรือช่วงน้ำหลาก
​​วันนี้ ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ.และ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ว่าที่ ผบ.ทบ.เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้ภาพรวมของการขับเคลื่อนประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และได้สะท้อนผ่านผลการสำรวจความคิดเห็นเป็นระยะๆ
ดังนั้นการปฏิบัติงานของ
กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ยังคงให้เกิดความต่อเนื่องในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ป้องปราบการกระทำผิดกฎหมาย ดูแลพื้นที่ให้มีความสงบเรียบร้อย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนต่อไป
โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๓/๒๕๕๙ เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นั้น ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังคงยึดถือตามคำสั่งดังกล่าว ดูแลให้ประชาชนมีความปลอดภัย
พร้อมทั้งยังคงใช้กฎหมายปกติเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาและคลี่คลายเหตุการณ์ต่างๆ โดยประสานการปฏิบัติงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองอย่างเหมาะสม
ส่วนในเรื่องการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในระยะนี้รวมถึงในระยะต่อไปให้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ ๒ - ๓ ซึ่งเป็นหน่วยในพื้นที่ประสานงานกับทางจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฝ่ายพลเรือน ดำรงความต่อเนื่องในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นรูปธรรม รวมทั้งเนื่องจากในระยะนี้น้ำในแม่น้ำลำคลองมีปริมาณเพิ่มขึ้น บางพื้นที่มีน้ำหลาก โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่ใช้ในการสัญจรทางน้ำ อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ อย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น คือ เรือท่องเที่ยวล่มที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้สั่งการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณามาตรการความปลอดภัยในการสัญจรทางเรือ
โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันอุบัติภัยทางน้ำ การเข้มงวดในมาตรฐานของท่าเรือ และเรือโดยสาร ความพร้อมของผู้ประกอบการ อุปกรณ์กู้ชีพ ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเจ้าหน้าที่ในการกู้ภัย เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ ประชาชนได้รับความสะดวก
ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้การสัญจรทางเรือ โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. แล้วยังจะเป็นการสนับสนุนตามแนวทางของรัฐบาลที่เชิญชวนให้ประชาชนใช้การสัญจรทางเรือ เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางให้เกิดความสะดวกยิ่งขึ้น และเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด ดังตัวอย่างโครงการนำร่องของรัฐบาล คือการเดินเรือโดยสาร บริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งประสบผลสำเร็จอยู่ในขณะนี้

วันของทหารเสือราชินี......ไม่ใช่ บูรพาพยัคฆ์

วันของทหารเสือราชินี......ไม่ใช่ บูรพาพยัคฆ์
บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อดีต ผบ.ทบ. อดีตผบ.ร.21รอ. ทหารเสือฯหัวใจสีม่วง
สวมเครื่องแบบทหารบก ร่วมงานวันสถาปนา ย้อนหลัง 66ปี ร.21รอ. ที่ปกติจะตรงกับ 21สค. แต่ปีนี้ ทางหน่วยเลื่อนมา เพราะ พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ติดภารกิจ จึงกำหนดในวันที่ 19กย. เพื้อที่จะเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ พระราชินี84พรรษา ด้วย แต่เมื่อใกล้เวลา นายกฯ ต้องเดินทางไป สหรัฐอเมริกา เร็วขึ้น จาก21-25กย. เป็น 18-25 กย. นายกฯจึงมอบ พลเอกอนุพงษ์ มาแทน.ส่วน พลเอกประวิตร. ติดภารกิจ ประชุมที่กระทรวงแรงงาน
แต่ พลเอกประยุทธ์ จะมาในวันที่12 ตค.เพื่อเปิดอาคารนี้
วันนี้ นายทหารเสือราชินีรุ่นเก่า-ปัจจุบัน...มากันแต่ไม่คึกคักมากนัก เพราะส่วนใหญ่ คนที่มาจะเป็นคนที่เป็นทหารเสือฯ เคยอยู่ ร.21รอ.มาก่อน
บิ๊กโด่ง พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กห.อดีตผบ.ร.21รอ. ก็มา...ส่วนบิ๊กหมู พลเอกธีรชัย ผบทบ. เป็น บูรพาพยัคฆ์ ไม่ใช่ทหารเสือราชินี จึงไม่มา แต่ มอบ พลเอกวลิต โรจนภักดี รองผบ.ทบ.มาแทน ส่วน บิ๊กแดง พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม้เป็น วงศ์เทวัญ ก็มา ในฐานะ ว่าที่ แม่ทัพภาค1

เสวนา มธ.วุ่น! ยุติจัดงาน หลังแทนคุณถูกโห่ ผู้เข้ารับฟังไม่พอใจ บก.ลายจุดรับเสียใจ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน เวลา 13.30 น. ที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ อาคารเอนก ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้มีการจัดงาน “ย่ำอยู่กับที่ 10 ปี สังคมไทย” เพื่อเป็นการรำลึกถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยมีวิทยากรประกอบด้วย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สมบัติ บุญงามอนงค์, แทนคุณ จิตต์อิสระ, อธึกกิต แสวงสุข, ปกรณ์ อารีกุล, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และวริษา สุขกำเนิด ทั้งนี้มีรายงานว่า ได้เกิดเหตุความวุ่นวายจนไม่สามารถดำเนินการเสวนาต่อไปได้ โดยในช่วงของการดีเบตระหว่างสมบัติ บุญงามอนงค์ และแทนคุณ จิตต์อิสระ ได้มีผู้เข้าร่วมบางส่วนไม่พอใจแทนคุณ มีการเเสดงออกโดยการโห่ร้องและลุกขึ้นเถียงเมื่อแทนคุณแสดงความคิดเห็น จนที่สุดผู้จัดงานตัดสินใจยุติการจัดเวทีเสวนา
โดยเริ่มต้นนายแทนคุณ กล่าวว่า ในช่วงเวลานั้นไม่ได้สนใจทางการเมือง มีการชุมนุมแต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมเพราะอายุ 21 ปี กำลังเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จึงไม่ได้อินกับการเมือง และมองว่าไกลจากตัวเอง
“ส่วนตัวเพิ่งมาติดตามการเมืองในช่วง 5-6 ปีหลัง แต่พอเกิดเหตุการณ์มีคนที่เข้ามาอ้างว่ามีอำนาจบทบาทในการจัดตั้งกติกาใหม่ มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้”
นายแทนคุณ กล่าวอีกว่า การชุมนุมของคนเสื้อเหลืองมีหลายสิ่งที่เป็นจุดประสงค์ที่ดีคือ แต่หลังจากที่เรียนรู้ก็ได้เห็นว่า การชุมนุมไม่ควรที่จะนำสถาบันมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในการชุมนุมของปีกฝ่ายเสื้อเหลือง นี่เป็นสิ่งที่ไม่ควร เช่นเดียวกับการบอกว่าตนเองเป็นคนดีและชี้ว่าคนอื่นเป็นคนเลว
“อย่างน้อยที่สุดความพยายามที่จะตั้งใจที่จะมาคุยด้วย ท่ามกลางสังคมที่เจอหน้ากันก็เกลียดกัน ทำร้ายกัน กลายเป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การรัฐประหารอย่างไม่จบสิ้น ส่วนตัวจะไม่ใช้คำว่าปรองดองเพราะคิดว่ามันไม่มีจริง ทางเดียวที่จะทำให้คือการคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะทางประชาธิปไตย” นายแทนคุณกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการเสวนาได้มีการถกเถียงกันระหว่าง นายแทนคุณ กับ นายสมบัติ กรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การตรวจสอบการคอรรัปชั่นของทั้งสองฝ่าย จนประชาชนส่วนหนึ่งที่มาฟังไม่พอใจและลุกขึ้นโต้เถียงนายแทนคุณอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาอีกส่วนหนึ่งก็โต้เถียงกันเองเพราะต้องการที่จะรับฟังงาน เสวนาต่อ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด จนทำให้ผู้จัดงานตัดสินใจยุติงานเสวนาดังกล่าว
ทั้งนี้ นายสมบัติ กล่าวว่า ส่วนตัวเสียดายโอกาสที่เราจะคุยกันในเรื่องที่ยากๆ ผมได้เรียนหนังสือกับแทนคุณก็ไม่ได้เห็นด้วยกันไปทั้งหมด แต่ก็ไม่เห็นต่างกับเขาในทุกๆ เรื่องเช่นกัน แต่สิ่งที่เรียนรู้เพิ่มขึ้นว่าทำไมคนถึงคิดไม่เหมือนกันผม และเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราได้ฟังในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ว่ามามโนเอาเองว่าทำไมเขาเป็นอย่างนั้น ทำไมเขาเห็นต่างกันเรา
“สังคมไทยขาดโอกาสแบบนี้ เราต้องพาตัวเองเข้าไปฟังความเห็นที่แตกต่าง และเราเองต้องรับฟัง ผมหวังว่าโอกาสหน้าจะมีเวทีแบบนี้อีก และผมเองยินดีที่จะไปเสวนาที่พรรคประชาธิปัตย์ และมหาวิทยาลัยรังสิตเช่นเดียวกัน” นายสมบัติ กล่าว
จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม หนึ่งในผู้จัดงานได้ขึ้นมากล่าวว่า งานนี้เป็นงานแลกเปลี่ยนเพื่อแสดงทัศนะ เราไม่ได้บอกว่านี้คือการปรองดอง แต่เป็นการเปิดโอกาสในการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง เป็นความมุ่งหวังที่งานนี้อยากจะทำ มันเลยน่าเสียดายที่เราไม่สามารถที่จะพูดคุยกันได้จนจบงาน
“หลังจากนี้เราไม่รู้ว่าคนไทยจะคุยกับคนอีกฝ่ายหนึ่งได้หรือไม่ และใครจะเป็นคนที่ได้ประโยชน์ทื่สุดจากความเป็นไปไม่ได้ตรงนี้ ผมยืนยันว่าผมจะทำ จัดงานเสวนาแบบนี้อีก และขอประกาศ ณ ที่นี้ว่าเราต้องรับฟังอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเราไม่ฟังซึ่งกันและกัน คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือทหาร ถ้าเราบอกว่าทหารใจคับแคบ ประชาชนเองก็ต้องรับฟังทุกฝ่ายได้ และเมื่อไรวันนั้นมาถึงทหารจะไม่มีที่ยืนในสังคม ” นายรังสิมันต์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากเสร็จสิ้นงานเสวนา ประชาชนส่วนหนึ่งพร้อมด้วยวิทยากรได้เข้าไปจับมือให้กำลังใจแก่ นายแทนคุณ ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลความเรียบร้อยและพา นายแทนคุณ ออกจากงานเสวนา