PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

24มิ.ย.2475

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 คือ การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

      เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้ใช้กลลวง นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือน ประกาศยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อไป
      หลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นหมุดทองเหลือง ฝังอยู่กับพื้นถนน บนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า (ถ้าหันหน้าไปทางเดียวกับหัวม้า จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ) มีข้อความว่า "ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ" เป็นหลักฐานถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เมื่อ 72 ปีก่อน ข้อความเหล่านี้นับวันแต่จะเลือนหายไปตามกาลเวลา

      คณะราษฎรที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นั้นประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียนไทยในต่างประเทศ และกลุ่มนายทหารในประเทศไทยบุคคลทั้งสองกลุ่มพื้นฐานการศึกษาคล้ายกัน คือ ศึกษาวิชาพื้นฐานหรือวิชาชีพจากประเทศทางตะวันตก ใกล้ชิดกับการปกครองของประเทศที่ตนไปศึกษา คือ ได้สัมผัสกับบรรยากาศการปกครองในระบอบประธิปไตย เห็นความเจริญก้าวหน้าจากการที่ประชาชนในยุโรปตะวันตกมีส่วนร่วมในการปกครอง ประกอบกับบุคคลทั้งสองกลุ่มเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาสูง ส่วนใหญ่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง จึงกำหนดในความคิดว่าตนควรจะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ
      คณะผู้ก่อการยึดอำนาจการปกครอง ได้รวมกลุ่มกันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 ได้มีข้อขัดแย้งกับผู้ดูแลนักเรียนไทยในฝรั่งเศสซึ่งเป็นพระราชวงศ์องค์หนึ่ง ซึ่งกล่าวหาว่านักเรียนไทยเป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัย ควรเรียกบางคนกลับประเทศไทยำให้นักเรียนในต่างประเทศมีพื้นฐานการไม่พอใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นส่วนตัว คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นนักเรียนไทยในต่างประเทศเมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ก็ได้เตรียมการวางแผนยึดอำนาจโดยชักชวนให้กลุ่มนายทหารเข้าร่วมด้วย การยึดอำนาจการปกครองของประเทศไทยมีผู้กระทำมาครั้งหนึ่งแล้วใน ร.ศ.130 กระทำไม่สำเร็จ ดังนั้นคณะราษฎรจึงได้วางแผนอย่างดีป้องกันข้อบกพร่องที่อาจมีขึ้น และการชัดชวนทหารเข้าร่วมด้วยจึงทำให้เกิดความสำเร็จเพราะทหารมีอาวุธ ผู้บริหารประเทศยินยอมให้คณะราษฎรยึดอำนาจไม่โต้แย้ง ด้วยเกรงว่าพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงประชาชนจะเป็นอันตรายเพราะอาวุธ
      ชนวนที่ทำให้คณะราษฎรลงมือวางแผนยึดอำนาจมีหลายสาเหตุ สาเหตุแรก ได้แก่ สภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาอภิรัฐมนตรีสภาซึ่งสมาชิกทั้งหมดเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วยเหตุผลที่จำให้แก้สถานการณ์ที่กล่าวว่า พระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่แตกแยกกัน อภิรัฐมนตรีสภาช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้หลายประการแต่ความคิดของผู้ใหญ่และของผู้เยาว์กว่าย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นการยับยั้งข้อเสนอบางเรื่องโดยเฉพาะพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเย้าอยู่หัวที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชนชาวไทยในวาระราชวงศ์จักรีทรงปกครองแผ่นดินมาครบ 150 ปี จึงทำให้คณะราษฎรและกลุ่มหนังสือพิมพ์มองว่า พวกเจ้าหลงกับอำนาจ สาเหตุที่สอง ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศรายได้ไม่พอกับรายจ่าย สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการใช้จ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว การแก้ไขคือ การดุลข้าราชการ ยุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ ตัดทอนค่าใช้จ่ายของกระทรวง กรม กอง และเก็บภาษีบางประการเพิ่มการแก้ไขดังนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้เสียประโยชน์ ในวงการทหารก็เช่นกัน การขัดแย้งเรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหม จนถึงเสนาบดีกระทรวงกลาโหมขอลาออกจากราชการ จึงเป็นเหตุให้นายทหารคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่มีการดุลข้าราชการออก ก็มีกลุ่มบุคคลมองว่าดุลออกเฉพาะสามัญชน ส่วนข้าราชการที่เป็นเจ้าไม่ต้องถูกดุล แล้วยังบรรจุเข้าทำงานแทนสามัญชนอีก ความแตกต่างทางฐานะด้านสังคมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง
      สาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ ความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะฝึกข้าราชการในสภากรรมการองคมนตรีให้เรียนรู้วิธีการประชุม ปรึกษาแบบรัฐสภาเพื่อเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้อย่างไม่มีผลเท่าไรนักพระราชบัญญติเทศบาลซึ่งจะเป็นรากฐานของการปกครองตนเองก็ยังไม่ได้ประกาศออกใช้ และข้อสุดท้ายคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ผู้ชำนาญการร่างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ได้พระราชทานแก่ประชาชน
      การเปลี่ยนแปลงการปกครองกระทำได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชน การปกครองของประเทศจึงเปลี่ยนไป คือมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
76 ปี ประชาธิปไตยไทย
การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในยุครัตนโกสินทร์ ยั่งยืนมา 150 ปี จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) จนบัดนี้กำลังล่วงลุสู่ปีที่ 76 ในวันที่ 24 มิถุนายน 2551 ที่จะถึงนี้
เมื่อวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติได้ออกประกาศเรียกว่า ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อ้างเหตุผลความจำเป็นในการต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองความว่า
"เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิมทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย มิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆได้กระทำกัน ..... ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว"
"ฯลฯ.......เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงม าก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่า ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว"
คณะผู้ก่อการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์ ได้ประกาศนโยบาย โดยเรียกว่า "หลักใหญ่ๆที่คณะราษฎรวางไว้" มีอยู่ว่า 
1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง 
2.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก 
3.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก 
4.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)
5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักสี่ประการดังกล่าวข้างต้น 
6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
คณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติ ได้ให้ความหวังแก่ประชาชนในแถงการณ์สุดท้ายว่า "ราษฎรทั้งหลาย จงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมาย พึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใดๆอันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลนของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาส พวกเจ้าหมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า "ศรีอาริย์" นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า"
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ รวมทั้งความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎรที่ได้กราบบังคมทูลเชิญเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองและได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรดังกล่าว เหตุการณ์บ้านเมือง มีความสับสนวุ่นวาย อาญาสิทธิในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลายเป็นการผูกขาดอำนาจเผด็จการในระบอบประชาธิปไตยที่คณะราษฎรกำหนดให้ จนมีคำกล่าวขานเป็นคำคล้องจองว่า "พระยาพหลต้นคิด หลวงประดิษฐ์ต้นเรื่อง โค่นอำนาจพระราชา ปล่อยหมูปล่อยหมามานั่งเมือง"
วันที่ 2 มีนาคม 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสละราชสมบัติ โดยพระราชหัตถเลขา ความว่า
"ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุติธรรม ตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน"
76 ปีที่ผ่านมาจนบัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองดังที่คณะราษฎรได้หยิบยกขึ้นมาประกอบเพื่อเป็นเหตุผลในการปฏิวัติยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วนทุกประการ ซ้ำร้ายหลายประการยิ่งเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่า"คนสอพลอไร้คุณงามความรู้ขึ้นดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ การไม่ฟังเสียงราษฎร การปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในการรับสินบนทุจริตคอรัปชั่น การหากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน การปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม การทำตนอยู่เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้" หลักใหญ่ 5 ประการที่เสมือนนโยบายดังได้ประกาศไว้ และให้ความหวังไว้ว่าจะนำความสุขความเจริญอย่างประเสริฐเยี่ยง "ศรีอาริย์"มาบังเกิดแก่ราษฎรถ้วนหน้า ดูเหมือนกำลังจะนำพาประเทศชาติไปสู่ "กลียุค" เข้าทุกขณะ
ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 และฉบับต่อมาหลายฉบับ คือการ "ล้มเจ้า" และบังอาจจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผยและร้ายแรงที่สุดต่อสาธารณะ
วันที่ 9 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชย์ ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยพระราชปณิธานว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
62 ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาล และทศพิธราชธรรมที่มั่นคง เป็นสิ่งที่นำพาชาติไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขและอยู่รอดตลอดมา
ข้อมูลจาก :
http://www.rakbankerd.com
http://www.naewna.com

ทำไม ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จึงก่อ ‘ปฏิกิริยา’

ทำไม ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จึงก่อ ‘ปฏิกิริยา’

บทเรียนจากคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 กับบทเรียนคณะราษฎรเมื่อเดือนมิถุนายน 2475 มีมากมายอย่างยิ่งทั้งในทางการเมืองและในทางการทหาร
บทเรียน 1 ก็คือ แม้มีความตั้งใจแน่วแน่แต่ก็มิได้หมายความว่าจะสำเร็จ
คำว่า “สำเร็จ” หากประเมินจากคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ก็คือ ถูกจับกุมเสียก่อนที่จะสามารถลงมือปฏิบัติการ
เนื่องจาก “ความลับ” แตก
ขณะเดียวกัน แม้ว่าในวันก่อการคณะราษฎรจะประสบความสำเร็จ สามารถยึดอำนาจและสถาปนาตนเองเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษา “ความสำเร็จ” ได้อย่างยั่งยืน
เพียงไม่ถึง 1 ปีก็เกิดความขัดแย้ง แตกแยก
เป็นความขัดแย้ง แตกแยก จาก “ภายใน” โดยอีกฝ่าย “เสี้ยม” และเจาะทะลวงเข้าไป ทั้งโดยกระบวนการทางการเมือง และกระบวนการทางทหาร
พอถึงเดือนพฤศจิกายน 2490 คณะราษฎรก็เรียบโร้ย

หากถามว่า “ปัจจัย” อะไรทำให้คณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ต้องล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้ปฏิบัติการ อะไรทำให้คณะราษฎรต้องถูกทำลายในอีก 15 ปีต่อมา
คำตอบในแบบ “สมัยใหม่” คือ การบริหารจัดการ
คำตอบในแบบ “ซ้ายเก่า” ไม่ว่าอยู่ในยุคของเลนิน ไม่ว่าอยู่ในยุคของเหมาเจ๋อตุงก็คือ การจัดตั้งภายในไม่เข้มแข็งอย่างเพียงพอ
นั่นเพราะมิได้นำโดยความคิดของชนชั้นกรรมาชีพ
คำตอบประการหลังนี้เป็นคำตอบในเชิงทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงแม้จะมีการจัดตั้งในแบบลัทธิเลนินก็ยังมีคนที่ต้านพรรค เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค
ไม่ว่าจะภายใน “บอลเชวิก” ไม่ว่าจะภายใน “กุงฉานตั๋ง”
กระนั้น ลักษณะจัดตั้งก็สามารถอธิบายความล้มเหลวของคณะเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 ได้ ลักษณะจัดตั้งก็สามารถอธิบายความไม่ยั่งยืนของคณะราษฎร2475 ได้
ลักษณะ “จัดตั้ง” จึงสำคัญในทางการเมือง
ใครก็ตามที่ศึกษาชัยชนะของกองทัพในการเล่นบทของ “นักรัฐประหาร” มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานตั้งแต่ยุค 2475 กระทั่งยุค 2557 ก็จะประจักษ์ในจุดเด่น
นั่นก็คือ ลักษณะจัดตั้งของ “กองทัพ”
เนื่องจากกองทัพเป็นกองกำลังติดอาวุธจึงมีความจำเป็นสูงอย่างยิ่งในการจัดระบบการจัดตั้ง การบังคับบัญชาอย่างเข้มงวด เพราะหากกองทัพ “ไร้วินัย” ก็ไม่ต่างไปจาก “กองโจร”
ความเข้มแข็งและแข็งแกร่งของกองทัพนี้เองทำให้ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวก่อนเดือนกันยายน 2549 ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 ในที่สุด ก็ต้องออก “บัตรเชิญ” ไปยังกองทัพ
บทสรุปก็คือ เท่ากับปูทางและสร้างเงื่อนไขให้กับ “รัฐประหาร”
ในห้วงที่ ดร.ซุนยัดเซ็น เคลื่อนไหวปลุกระดมชาวจีนโพ้นทะเลให้รวมตัวกันเพื่อนำไปสู่การเกิดกบฏซินไฮ่ในเดือนตุลาคม 1911 คือ เรียกร้องให้ชาวจีนสามัคคีกัน
ที่ชาวจีนอ่อนแอและอยู่ในฐานะ “คนไข้แห่งเอเชีย” ก็เพราะขาดความสามัคคี
นั่นก็คือ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด เท่ากับเป็นการดำรงอยู่อย่างตัวใครตัวมันเหมือนกับทรายที่ร่วนซุย ไม่สามารถผนึกพลังอย่างเป็นหนึ่งเดียว
แต่เมื่อรวมพลังกันได้ก็จะก่อสถานการณ์อันใหญ่หลวงขึ้นได้
คนรุ่นใหม่หลังยุคกำแพงเบอร์ลินพังทลาย ชมชอบความเป็นอิสระ ชมชอบลักษณะปัจเจกนิยม ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้ง
เห็นว่าลักษณะจัดตั้งทำให้ขาดเสรีภาพ
จึงไม่แปลกที่เพียง ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เอ่ยว่าปัญญาชนนักวิชาการทุกวันนี้ไม่สนใจการเมืองภาคประชาชน ก็ถูกเสียงตอบโต้อย่างดุเดือดกลับมา
ทั้งๆ ที่ทุกคนล้วนรู้ว่าลักษณะจัดตั้งก่อให้เกิดกำลัง

“จักรทิพย์” สั่งเด็ดขาด ห้าม ผตห.จ้อผ่านสื่อ ปรามตร.อย่าทำตัวสนิทสนม หวั่นกระทบค.เชื่อมั่น

“จักรทิพย์” สั่งเด็ดขาด ห้าม ผตห.จ้อผ่านสื่อ ปรามตร.อย่าทำตัวสนิทสนม หวั่นกระทบค.เชื่อมั่น


เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) มีวิทยุในราชการ ศปก.ตร.ด่วนที่สุด เลขที่ 0001(ศปก.ตร.)96 ลงวันที่ 22 มิถุนายน60 เกี่ยวกับการแถลงข่าว การให้ข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชนและการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถึงรองผบ.ตร. จนถึงผู้บัญชาการและผู้บังคับการทุกหน่วย ใจความว่า เนื่องจากที่ผ่านมาปรากฏมีการให้ข่าว ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ตร. ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
“จึงกำชับ ห้ามนำ จัดให้ หรือยินยอมให้ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการควบคุมของตำรวจ มาให้ข่าว แถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทุกแขนง โดยเด็ดขาดในทุกกรณี ห้ามจัดให้ ยินยอม หรืออนุญาตให้บุคคลใด บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะอยู่ร่วมกับผู้ต้องหา เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ และห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แสดงกิริยาอาการในลักษณะที่อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจในทำนองว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ต้องหาเป็นการส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”คำสั่งผบ.ตร.ระบุ และกำชับให้ทุกหน่วยและผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะถูกพิจารณาข้อบกพร่องทั้งทางวินัยและการปกครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคำสั่งนี้มีขึ้นหลังจาก ตร.นำตัวนายวัฒนา ภุมเรศ อายุ62ปี อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผู้ต้องหาคดีวางระเบิดต่อเนื่อง 6 จุดในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2560 ล่าสุดเหตุที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โดยในการแถลงข่าวนายวัฒนาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงเหตุจูงใจในการก่อเหตุระเบิด ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงรายถ่ายภาพคู่กับนางสาวปรียานุช โนนวังไชย หรือเปรี้ยว ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ

เรื่องมันก็น่าอัดอั้นจริง

เรื่องมันก็น่าอัดอั้นจริง

มองในมุมดราม่าการเมือง ถึงคิวตัวพระ-ตัวนางครองจอก็ไม่ผิดอะไร
ทั้งคิวของ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับการทำบุญวันเกิด 50 ปี พร้อมน้ำตาสะอื้นไห้ และโปรแกรมลงพื้นที่ต่างจังหวัดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.
โดยฉากร่ำไห้ในวันเกิดของ “อดีตนายกฯปู” อีกมุมก็เป็นบทจริงที่น่าเห็นใจ
คดีหนักๆอย่างโครงการรับจำนำข้าวงวดเข้ามา
ตามโปรแกรมลุ้นระทึก รอการไต่สวนพยาน 3 นัดสุดท้าย ก่อนแถลงปิดคดีลุ้นคำพิพากษา ในข้อหาปล่อยปละละเลย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว
ลุ้นโทษถึงขั้นคุก-ไม่คุก ไม่น่าจะเกินปลายปี 2560 นี้
เจอเข้ากับใคร ก็เบรกบทโศกในใจได้ยากเหมือนกัน
เป็นอย่างที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ย้อนคำถามที่ว่า ปมจำนำข้าวสร้างความกังวลใจให้อดีตนายกฯหญิงหรือไม่
“ใจเขาใจเรา”
หันโฟกัสมาที่อีกมุมหนึ่งของประเทศไทย “นายกฯลุงตู่” กำลังกลับมาครองจอ คืนสู่ไมค์อีกครั้ง แต่ละวันนอกจากกล่าวเปิดงาน ยังคัมแบ็กตอบคำถามนักข่าว ไม่รวมที่จัดโปรแกรมเดินสาย “จับเข่าคุย” สื่อ
และวันเดียวกับที่อดีตนายกฯหญิงทำบุญวันเกิด “นายกฯลุงตู่” ไปทัวร์เมืองขอนแก่น เล่นครบทั้งทักทายพูดคุย เซลฟี่ถ่ายรูปกับแฟนๆ โดยไม่ลืมบทเข้มในภาคเดี่ยวไมโครโฟน
ติดหน้าจอครองหน้าสื่อเหมือนกัน
และแน่นอน คิวทอล์กโชว์ของ “บิ๊กตู่” มีรายการแฉลบมากระแทกคนตระกูลชินฯ
จากที่ก่อนหน้านี้เคยสวนกลับ ไม่สนยอดไลค์เฟซบุ๊ก เพราะมุ่งแต่ทำงาน
เหน็บคิวฉลอง 6 ล้านไลค์แฟนเพจ “อดีตนายกฯปู”
ล่าสุดยังกระแทกไปถึงต้นขั้วเครือข่าย “ทักษิณ” เต็มๆ โดยเรียกร้องไม่ให้เอาความขัดแย้งมาสู้กัน เอ่ยลอยๆ อย่าบอกว่ามีการไปไล่ล่า เรียกร้องขอให้ยอมรับกติกากลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
“ก็ไม่กลับมาเองไม่ใช่หรือ หนีแล้วไปนั่งด่าโก้ๆ ไม่รักประเทศไทยเหรอ”
เอาเป็นว่าพี่น้องชินวัตรอาการไม่สู้ดีจริงๆ
โดยเฉพาะอดีตผู้นำหญิงต้องรีบเคลียร์ปมคาดเดาหลังคิวทำบุญทั้งน้ำตา
บอกปัดเตรียม “เผ่น”
เพียงแต่คิวนี้ ก็ไม่เหนือการคาดเดาเท่าใดนัก เพราะนอกจากคดีอาญาที่ยังเหลือเวลาสู้คดี อีกด้านก็ยังมีกรณียึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้านบาท ที่ร้องคัดค้านเพิกถอนคำสั่งไปยังศาลปกครอง
แม้ล่าสุดมือกฎหมายรัฐบาลอย่าง “ดร.วิษณุ” ไม่เคลียร์ชัด เหตุคิวยึดทรัพย์จำนำข้าวยังอืด
แต่ก็ไม่ได้หมายความจะวางใจได้ว่า “รอด”
เพราะตั้งแต่ลงจากเก้าอี้ผู้นำ ชะตาชีวิตของ “อดีตนายกฯปู” ก็ดูเหมือนจะเป็นกราฟดิ่งลง ทั้งถูกถอดถอนจากปมจำนำข้าว พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต้องขึ้นศาลสู้คดีอาญา ยื้อสู้คิวยึดทรัพย์
ในห้วงที่ปมชนักคดี มีสัญญาณไม่สู้ดีมาต่อเนื่อง
ขณะที่อ่านทางผู้คุมเกมอย่าง “บิ๊กตู่” เล่นบทเข้มตลอด ทั้งยืนยันในหลักการ เรียกร้องทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
และปมจำนำข้าว ถึงขั้นใช้มาตรา 44 ไฟเขียวกรมบังคับคดีทำหน้าที่ยึดทรัพย์
สัญญาณบวกไม่มี สัญญาณดียังไม่มา ส่วนพี่ชายก็อยู่ไกล แถมยังหามุกชิ่งออกจากมุมอับไม่พ้น
ต้องถอยไปสู้ไป “ยิ่งลักษณ์” จะน้ำตาไหลร่วงก็คงไม่แปลก.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กตู่....สั่ง ห้าม นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ชี้ พูดเลอะเทอะ

บิ๊กตู่....สั่ง ห้าม นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ชี้ พูดเลอะเทอะ
นี่น่าจะเป็น สาเหตุ ที่ ผบ.ตร.ออกคำสั่งด่วน เรื่องการแถลงข่าว และการถ่ายรูป ผู้ต้องหา!!!
"นายกฯ บิ๊กตู่" ระบุ ในตอนหนึ่ง ในงานวันยาเสพติด ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ว่า อยากให้มีการปรับรูปแบบการแถลงข่าว โดยไม่ต้องนำผู้ต้องหามานั่งแถลงให้สื่อมวลชนซักถาม มีเพียงรูปภาพประกอบก็น่าจะเพียงพอแล้ว
"ไม่ใช่ต้องออกมาพูดเลอะเทอะ เพราะผู้ต้องหา ไม่มีสิทธิ์พูดกับสื่อ แต่ต้องไปพูดในชั้นศาล"
ทั้งนี้ นายกฯระบุว่า หากมีผลกระทบต่อคดีสื่อต้องผู้รับผิดชอบด้วย เข้าใจว่าทุกคนอยากได้ข่าว แต่ให้คำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นด้วย

"บิ๊กป้อม"ไม่ฟันธง มีใครอยู่เบื้องหลัง"วัฒนา ภุมเรศ"

"บิ๊กป้อม"ไม่ฟันธง มีใครอยู่เบื้องหลัง"วัฒนา ภุมเรศ" แม้พบDNA ที่สายไฟ วงจรระเบิด รอตำรวจสืบสวน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังไม่ชี้ชัด กรณีการตรวจพบ DNAของบุคคลอื่นที่สายไฟ ที่พบที่บ้าน นายวัฒนา ภุมเรศ ผู้ต้องหา วางระเบิดรพ.พระมงกุฎเกล้า จนทำให้เชื่อว่ามีผู้ก่อเหตุมากกว่า 1 คน
"ให้เป็นเรื่องของ ฝ่ายสอบสวนดำเนินการไป หากพบว่ามีใครที่เกี่ยวข้องหรือร่วมกระทำการ ก็จะเร่งดำเนินการตามกฎหมาย"
แต่เบื้องต้น ผู้ก่อเหตุ ยืนยันว่ากระทำคนเดียว
ส่วน ข้อสงสัยว่า มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นั้น พลเอกประวิตร ระบุว่า ส่วนตัวไม่ขอฟันธง ขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการไป

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ร่างพรบ.ยุทธศาตร์ชาติ

ร่างพรบ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ...ที่ผ่านสภาวาระ3
ม.5วรรค3 การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของครม.ก่อนเข้าบริหารราชการ การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ นโยบายและแผนความมั่นคงแห่งชาติ แผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี แผนอื่นใด ต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ม.8 ในกระบวนการจีดทำร่างยุทธศาสต์ชาติ ให้ปชช.ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นและเมื่อจัดทำร่างฯเสร็จเบื้องต้น
ม.9 เมื่อจัดทำร่างฯเสร็จให้เสนอครม. พิจารณาโดยให้แก้ไขได้ แล้วส่งสภาผู้แทนฯให้พิจารณาให้เสร็จใน60วัน วุฒิสภาใน30วัน แล้วนายกฯนำขึ้นทูลเกล้า
ม.10 เมื่อมีพระบรมราชโองการฯประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ให้คกก.ยุทธศาตร์แต่ละด้านจัดทำแผนแม่บท. เมื่อประกาศในราชกิจจาแล้วให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่จะต้องปฏิบัติตาม รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องสอดคล้องกับแผนแม่บท โดยคกก. ยุทธศาสตร์ชาติแก้ไขเพิ่มเติมแผนแม่บทได้

ม.11ทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก5ปี หรือขอรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกแะในประเทศ
ม.12 คกก.ยุทธศาสตร์ชาติมีนายกฯเป็นปธ. ปธ.สภาผู้แทนฯเป็นรองฯคนที่1 ปธ.วุฒิสภาเป็นรองคนที่2 รองนายกฯหรือรมต.ที่นายกฯมอบหมายเป็นรองคนที่3 ข้าราชการโดยตำแหน่ง13คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ17คน อายุไม่เกิน75 มีวาระ5ปี จากด้านความมั่นคง ด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกม.และกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสาธารณสุขและด้านอื่นๆ ให้เลขาธิดการ สศช.เป็นกรรมการและเลขา รองเลขาสมช.และรองเลขาฯสศช.เป็นรอง
ม.15 หน้าที่และอำนาจของคกก.คือจัดทำร่างยุทธศาสต์ชาติ กำหนดวิธีการมีส่วนร่วมของปชช.ในการจัดทำฯ เสนอความเห็นต่อรัฐสภา ครม.หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และหน้าที่อื่น
ม.16 ให้คกก.แต่งตั้งคกก.จัดทำยุทธศาสตร์ขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ จำนวนไม่เกินคณะละ15คน
ม.18 ในการประชุมของคกก. ปธ.กรรมการและรองฯปธ.จะมอบหมายบุคคลใดให้มาประชุมแทนไม่ได้

ม.20 คกก.จะขอให้สำนักงานจ้างบุคคล สถาบันการศึกษาหรือสถาบันที่มีวัตถุประสงค์ศึกษาวิจัย ศึกษาค้นคว้าหรือจัดทำรายงานก็ได้
ม.22ให้สำนักงานสศช.ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคกก.
ม.24 ให้หน่วยงานของรัฐรายงานผลการดำเนินการต่อสศช.ภายในเวลาที่กำหนด สรุปผลการดำเนินการประจำปีต่อคกก., ครม.และรัฐสภาทราบ ถ้ามีเหตุรายงานให้สภาทราบเฉพาะเรื่องได้ ให้คกก.ด้านที่เกี่ยวข้องรายงานคกก.เพื่อเสนอรัฐสภา
ม.25 ในกรณีที่สภาผู้แทนหรือวุฒิสภาเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันควร ให้มีมติส่งเรื่องให้ปปช.ดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานนั้นให้แล้วเสร็จภายใน1ปี
ม.26 วรรคสาม ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและคกก. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งแล้ว ยังไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงหรือไม่แจ้งเหตุการดำเนินการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้คกก.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งปปช. ทราบเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
บทเฉพาะกาล ม.27 ให้ครม.แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน30วันนับแต่วันที่พรบ.ใช้บังคับ ให้แต่งตั้งคกก.จัดทำยุทธศาสต์ชาติด้านต่างๆให้แล้วเสร็จใน30วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ให้คกกจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นให้เสร็จใน120วันโดยให้ใช้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ20ปีเป็นหลัก โดยให้รับฟังความคิดเห็นให้เสร็จใน30วัน

คกก.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ~> คกก.ยุทธศาสตร์ชาติ~>ครม.~>
สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา พิจารณาให้เสร็จใน30วัน~>นายกฯนำยุทธศาสต์ชาติขึ้นทูลเกล้า

ยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวเป็นแนวคิดที่ดี หลายประเทศมีแล้ว คราวนี้เราจะมีเหมือนกับเขา เมื่อมีแล้วก็ต้องมีบทบังคับให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติ ถ้าไม่ทำก็ต้องส่งให้ปปช.จัดการ แผนต่างๆของชาติก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งแผนสภาพัฒน์ งบประมาณรายจ่ายประจำปี หมดยุคการบริหารบ้านเมืองตามแนวนโยบายพรรครัฐบาล ที่ไม่ได้มองภาพรวมของประเทศเสียทีครับ

Fb.นพ.เจตน์

งานเข้า เริ่มถี่ รัฐบาล นุงนัง ระวัง ทับซ้อน

งานเข้า เริ่มถี่ รัฐบาล นุงนัง ระวัง ทับซ้อน


มิใช่แต่เวทีประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสุขภาพ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “30 บาททุกโรค”
ไม่ว่าจะเป็นที่ภาคเหนือ ภาคใต้ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เท่านั้นดอกที่ระอุคุกรุ่น
แม้กระทั่งเวทีอภิปรายว่าด้วยการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่ง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ออกหน้าเอง
ก็ดุเด็ดเผ็ดร้อน
แต่ถามว่าเป้าหมายของกลุ่มผู้ออกมาคัดค้าน
ไม่ว่าจะเป็นประชาชน เป็นเอ็นจีโอ เป็นนักวิชาการ รวมไปถึงบรรดาแพทย์ชนบททั้งหลาย พุ่งไปที่กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นหรือไม่
คำตอบคือเปล่าเลย
ปลายหอกของการเคลื่อนไหวจากทุกพื้นที่
ล้วนชี้ตรงเข้าไปที่รัฐบาล
เช่นเดียวกันกับกรณี การจะประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง ส.ป.ก.กับกิจการอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะปิโตรเลียม หรือการเปิดทางให้พัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ทั้งไร่กังหันลม หรือทุ่งของแผงแปรรูปพลังงานแสงอาทิตย์
ก็ทำให้เกิดปัญหาและข้อสงสัย
สงสัยว่า
ระหว่างการให้สัมปทานปิโตรเลียมกับการประกาศพื้นที่ ส.ป.ก. อะไรเกิดขึ้นก่อนกัน
สงสัยว่า
การเปิดพื้นที่ซึ่งเดิมระบุว่ามีไว้เพื่อให้ราษฎรยากจนประกอบกิจกรรมการเกษตร ให้กับบริษัทเอกชนเข้าไปทำประโยชน์จากกิจการอื่น สามารถทำได้หรือไม่
เป็นการเอื้อต่อเอกชนหลายซ้ำหลายซ้อน
หลังจากที่บริษัทเหล่านี้ได้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากรัฐ ด้วยราคา “รับประกัน” ที่บวกกำไรจำนวนแน่นอนเอาไว้ให้แล้ว
สงสัยว่า
ในบริษัทเอกชนที่ได้ผลประโยชน์จากการประกาศใช้กฎหมายอย่างรวบรัดเช่นนี้
จะ “บังเอิญ” มีใครในรัฐบาล หรือวงศ์วานว่านเครือ
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

เป็นข้อสงสัยที่ต่อเนื่องมาจากการประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อ “ปลดล็อก” การเจรจาที่ไม่คืบหน้าในการก่อสร้างรถความเร็วสูงไทย-จีน
ที่แม้บรรดาตัวแทนของวิศวกรรมสถานหรือสภาสถาปนิกที่เข้าพบกับตัวแทนของรัฐบาล จะออกมาระบุว่า “พอใจ”
และพร้อมเปิดทางให้การเจรจา การทำสัญญา และการก่อสร้างเดินหน้า
ข้อสงสัยก็ยังไม่หายไปไหน
ยังไม่หายไปจนกว่าข้อเท็จจริงในการเจรจาจะได้รับการเปิดเผยอย่างโปร่งใส
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกำหนดคุณภาพของงานก็ดี
การกำหนดสัดส่วนใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศก็ดี
การใช้ประโยชน์จากที่ดินข้างทาง อันมี
มูลค่าและศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
จะตกอยู่ในมือฝ่ายไหนก็ดี
เงื่อนไขสัญญาเงินกู้ ว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือเป็นสัญญาบีบรัดฝ่ายผู้กู้หรือไม่ก็ดี
ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ยังตามมาด้วยคำถามคล้ายคลึงกันกับกรณีข้างต้น
ว่ามีคนใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ
เข้าไปมีส่วนได้เสียด้วยหรือไม่

สามปีผ่านไป หลังการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน
คำถามที่ คสช. และรัฐบาล ไม่คิดว่าจะได้รับฟัง และไม่เคยได้รับฟังในช่วงแรกของการอยู่ในอำนาจ ก็เริ่มดังระงมขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำถามที่จี้เข้าไปยังประเด็นที่เป็นจุดแข็งที่สุด
ซึ่งขณะเดียวกันก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดของฝ่ายผู้มีอำนาจ
ก็คือคำถามว่าด้วยความสุจริต
คำถามว่าด้วยความโปร่งใส
ไม่เพียงแต่กรณีการจัดซื้อเรือดำน้ำ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ เท่านั้น ที่ถูกติดตามตรวจสอบ
กิจกรรมอะไรก็ตามที่อาจจะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล อาทิ กรณีพลังงานทดแทน ก็ถูกติดตามตรวจสอบ
รวมไปถึงเรื่องที่กระทบกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง อย่างกรณีแก้ไขกฎหมายบัตรทอง-หลักประกันสุขภาพ
ก็ยิ่งถูกติดตามตรวจสอบ
เป็นการตรวจสอบที่ติดตามต่อเนื่องกันมาเป็นระลอก
อันบ่งชี้แนวโน้มอันใกล้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังจะต้องเชิญหน้ากับการตรวจสอบที่ถี่ขึ้น เข้มข้นขึ้น เป็นลำดับไป
ตั้งการ์ดไม่ดี มีแผลแตกให้สังคมเห็น
ที่เผชิญหน้าอยู่ในวันนี้
อาจจะเป็นแค่เรื่องขี้ฝุ่นขี้ผง

ด่วน! สนช.มติเอกฉันท์ ผ่าน “กม.ยุทธศาสตร์ชาติ – กม.ปฏิรูปฯ” 2 ฉบับรวด

ด่วน! สนช.มติเอกฉันท์ ผ่าน “กม.ยุทธศาสตร์ชาติ – กม.ปฏิรูปฯ” 2 ฉบับรวด

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเอกฉันท์ 218 คะแนน งดออกเสียง 3 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ…. ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดย พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกฯมอบหมาย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน 17 คน
ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอความเห็นต่อรัฐสภา หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นด้านต่างๆให้เสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาและเสนอต่อ ครม.ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ต่อมา ครม.ต้องส่งร่างยุทธศาสตร์ชาติให้สนช.ภายใน 30 วัน โดย สนช.ต้องให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจาก ครม. และเมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกฯนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากสนช.
จากนั้น ที่ประชุมสนช.ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธาน ได้มีมติเอกฉันท์ 216 คะแนน งดออกเสียง 4 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. … ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งตามขั้นตอนนายกฯจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะทำให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องพ้นจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดโดยทันที ซึ่งสาระสำคัญของร่างดังกล่าว คือ ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จำนวน 11 ด้าน คือ 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม 5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.ด้านสังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่ครม.กำหนด ด้านละไม่เกิน 13 คน โดย ครม.เป็นผู้แต่งตั้ง มีวาระการดำรง 5 ปี โดยแต่ละด้านต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วันจากนั้นเสนอให้ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะพิจารณา อีกทั้งเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ พิจารณาด้วยว่า ร่างแผนการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างแผนการปฏิรูปประเทศก่อนเสนอให้ ครม.เห็นชอบต่อไป

ถ้าทำ “ไพรมารี่โหวต”ไม่ทัน

“วิษณุ” เผย ตัดสิทธิ “พรรคการเมือง” ส่งคนลงสมัครเลือกตั้ง ถ้าทำ “ไพรมารี่โหวต”ไม่ทัน เว้น “กมธ.ร่วม” เขียนยกเว้น

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีเสียงคัดค้านจากพรรคการเมืองถึงระบบไพรมารีโหวตว่า ตนไม่ทราบว่าถ้าพรรคการเมืองดำเนินขั้นตอนไพรมารี่โหวตไม่ทันจะกระทบการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ถ้าหลักการอุตส่าห์ให้มีเรื่องนี้มันก็ต้องมีผล
เมื่อทำไม่ทันอาจจะตัดสิทธิหรือเสียสิทธิในการส่งคนลงสมัครได้ เว้นแต่กรรมาธิการร่วมจะไปเขียนข้อยกเว้นไว้ให้ วันนี้สังคมพูดกันว่าถ้าจะใช้ระบบนี้ประเดิมการเลือกตั้งครั้งหน้า มันอาจมีอะไรต้องผ่อนสั้นผ่อนยาวสำหรับความไม่พร้อม
“ข้อยกเว้นจะใช้เฉพาะเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ ไม่ทราบ มันจะเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ถ้าบังคับแล้วต้องบังคับเลยหรือเปล่า คนที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็จะต้องคิดว่าจะมีปัญหาอะไรขึ้น แล้วจะแก้ปัญหานั้นยังไง ส่วนระบบไพรมารี่โหวตจะเหมาะกับบ้านเราหรือไม่ ผมไม่ทราบ ไม่แน่ใจเหมือนกัน” นายวิษณุ กล่าว

จริงๆแค่เถียงแก้เขิน

จริงๆแค่เถียงแก้เขิน

แค่อาการ “แก้เขิน” กันพอเป็นพิธี

กับลีลาที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ออกมาโต้แย้ง นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ฟันธงเลยว่า รัฐบาลทหาร คสช. ทีมงานคนดี จะเป็นนอมินีของ “ชนชั้นนำ” คุมเกมอำนาจบริหารประเทศไทยต่อไปอีกอย่างน้อยเป็น 10 ปี
แต่สังเกตว่า “บิ๊กตู่” ก็ไม่ได้เถียงแบบหัวชนฝา

นั่นก็เพราะด้วยสถานะ นายเสกสรรค์ไม่ใช่ประเภท “ขาประจำ” นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวที่ฝักใฝ่ขั้วการเมือง แต่เป็นต้นแบบของ “คนเดือนตุลา” อย่างแท้จริงที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ที่คิดโดยอิงกับผลประโยชน์มวลมหาประชาชนเป็นหลัก

การคิดการพูดมาจากพื้นฐานการมองด้วยความเป็นกลาง

และก็ไม่ใช่แค่นักวิชาการระดับเสกสรรค์ที่มองเห็นมุมการต่อโปรโมชั่นอำนาจของ คสช.

ตามสภาพการณ์ที่ประชาชน คอการเมืองสภากาแฟก็รู้คำตอบมาตั้งแต่ตามแกะรอยคำถามพ่วงประชามตินำมาสู่บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้สมาชิกวุฒิสภา สรรหาจำนวน 250 คน มีสิทธิร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยน ผ่าน 5 ปี

นั่นหมายถึงโอกาส ส.ว.สรรหาได้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งอย่างน้อย 2 สมัย คือเทอม 4 ปีรัฐบาล บวกอีก 1 ปี

นี่ก็ชัดเจนว่า คสช.วางหมากเผื่อไว้ ไม่ใช่จบแค่เทอมนี้เทอมเดียวแน่

ที่สำคัญกว่านั้น หากฟังให้จบครบถ้วนกระบวนความ โดยปรากฏการณ์ที่นายเสกสรรค์วิเคราะห์โดยอ้างอิงปัจจัยสนับสนุนการอยู่คุมเกมยาวของรัฐบาล

ไม่ใช่แค่ลำพังการใช้อำนาจทางการทหารมายึดกันตามฟอร์มคนมีปืน

แต่มันโยงถึงความพยายามของรัฐบาล คสช.ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 และกลไกประชารัฐ ที่แม้ภายนอกจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ลึกๆแฝงเหลี่ยมการช่วงชิงมวลชน ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
และเชื่อว่ามีจุดหมายที่ดี ที่จะสามารถพาประเทศพ้นกับดักปานกลาง โดยอาศัยนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในการสร้างรายได้ให้กับคนไทย

ซึ่งสิ่งที่นายเสกสรรค์วิเคราะห์มันก็อิงกับสถานการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” ใช้ดาบมาตรา 44 เปิดทางให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ วางระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตระยะยาว

ทั้งการเร่งเครื่องโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ต่อเนื่องกับการผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ เมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม ที่กระจายเส้นทางออกต่างจังหวัด

เป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของคนชนบท

จากที่คนกรุงเทพฯมีรถไฟฟ้าผุดขึ้นสารพัดสาย สีแดง สีเหลือง สีชมพู สีน้ำเงิน ฯลฯ วันนี้ก็ถึงคิวของคนต่างจังหวัดจะได้รับความสะดวกด้านการคมนาคมจากรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่

เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท แก้ปมแตกต่างระหว่างชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง ชนชั้นฐานราก

ที่เป็นหัวเชื้อชนวนวิกฤติความขัดแย้งอย่างแท้จริง

เอาเป็นว่า ถ้าสารพัดโครงการไทยแลนด์ 4.0 คืบหน้าไปได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เห็นความตั้งใจของรัฐบาล คสช.ในการวางแผนปฏิรูปประเทศระยะยาว

แค่นี้นักการเมืองอาชีพก็หนาวแล้ว

ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้ โจทย์สำคัญของรัฐบาลทหาร คสช.ต้องเคลียร์ ก็เหลือแค่การบริหารกระแสเฉพาะหน้าที่นำมาซึ่งแรงเสียดทาน

อย่างที่เห็นปรากฏการณ์ป่วนๆจากปมล้มบัตรทอง โครงการประกันสุขภาพ ที่เจอเหลี่ยมแฝงทางการเมืองปลุกระดมมวลชนออกมาต่อต้าน โดยที่รัฐบาลลนลานอธิบายไม่เคลียร์

หรือปัญหาสินค้าพืชผลทางการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯยังมะงุมมะงาหราไปไม่เป็น

และอารมณ์ดราม่าแบบที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พูดน้ำตานองหน้า ในวันเกิด แทนที่จะอธิษฐานขอให้มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับชีวิต

แต่กลับต้องอธิษฐานให้รอดบ่วงกรรมคดีทางการเมือง

นี่คือเรื่องอันตรายที่ทำให้รัฐบาลหงายท้องได้ทุกขณะ.

ทีมข่าวการเมือง

ไพรมารี’ ทำโจทย์ยาก

ไพรมารี’ ทำโจทย์ยาก

“หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา”
ว่ากันตามสำนวนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือหนึ่งกฎหมายรัฐบาล คสช. เคยเปรียบเปรยปมปัญหาลักลั่นของรัฐธรรมนูญแม่บทกับกฎหมายลูก
มุกนี้น่าจะถูกต้องตามท้องเรื่องมากสุดกับปมปัญหาว่าด้วยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีการปรับเพิ่มเนื้อหาในขั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ในมาตราที่เกี่ยวกับการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
หรือเรียกกันตามสากลว่า “ไพรมารีโหวต”
เบื้องต้นเลยไม่ต้องวิเคราะห์ถึงที่มาที่ไปให้ยุ่งยาก แกะรอยจากต้นเรื่องที่มีชื่อของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่นั่งเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สนช.
ยี่ห้อนี้ถือธงมาล้างบางระบอบ “ทักษิณ” ตั้งแต่บ้าน
ตามเงื่อนสถานการณ์น่าจะยึดโจทย์ของป้อมค่าย “นายใหญ่” เป็นตัวตั้ง โยงกับปมปัญหาตัวอย่างจากในอดีตที่การกาหัวผู้สมัครของพรรคต้องมาจากทีมผู้บริหารหรือเจ้าของพรรค
เข้าฟอร์มบริษัทจำกัดมากกว่าพรรคการเมือง
เป็นเรื่องที่ฝ่ายต้านระบอบ “ทักษิณ” ปักใจเชื่อว่า เป็นต้นตอของวงจรอุบาทว์ เลือกตั้งถอนทุน ส.ส.เป็นแค่ลูกจ้าง “นายใหญ่” ทำให้การเมืองยึดโยงอยู่กับทุนสามานย์
ชาวบ้านไม่มีส่วนในการเลือกตัวแทนอย่างแท้จริง
นี่คือสิ่งที่มโนกันในหมู่ของ “นักลากตั้งอาชีพ” ที่ไม่เคยลงสนามเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม งานนี้ถือว่า “ผิดคิว” เต็มๆ
จับอาการหงุดหงิดของ “ซือแป๋” อย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ว้ากใส่ทีมงานกรรมาธิการฯ สนช.2-3 รอบ ล็อกคอเลยว่า ถ้าดึงดันก็ต้องรับผิดชอบหากระบบไพรมารีโหวตสร้างปัญหาอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
ด้วยเหตุผลที่อธิบายกันชัดๆในทางปฏิบัติ ระบบไพรมารีโหวตต้องใช้เวลานาน เนื่องจากกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นจากสมาชิกในพื้นที่ก่อน
จึงมีปัญหาว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ และพรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทันหรือไม่
เรื่องใหญ่ ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
แถมยังมีแนวโน้มกระทบการเลือกตั้งทำให้ยืดเยื้อออกไป
แต่นั่นไม่สำคัญ ด้วยระบบไพรมารีโหวตถือเป็นอุปสรรคของพรรคการเมืองใหม่มากกว่าพรรคการเมืองเก่าที่มีฐานเสียงและกลุ่มสมาชิกเดิมอยู่แล้ว
แนวโน้มป้อมค่ายใหม่เกิดขึ้นลำบาก
แทนที่จะล้างกระดานระบอบ “ทักษิณ” กลับเข้าทางพรรคเพื่อไทยมากกว่า
นี่คือผลของ “หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา” สนช.เล่นแร่แปรธาตุ ทำกฎหมายลูกใส่กติกาเกินกว่าแม่บทรัฐธรรมนูญ ทำให้ “ซือแป๋ มีชัย”หงุดหงิด
ผิดคิวกันอย่างแรงในหมู่ฝ่ายออกแบบกติกาใหม่ประเทศไทย
และถึงที่สุดเลย ถ้าเคลียร์กันไม่ได้ ก็ต้องไปสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย คือ สนช. กรรมการยกร่างฯ และตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โหวตตัดสินกันในขั้นสุดท้ายแบบใครดีใครได้
ซึ่งตามรูปการณ์น่าจะเป็นฝ่ายของนายมีชัยที่ได้เปรียบกว่า เพราะประเมินจากเสียงของฝ่าย กกต. ที่เป็นตัวแปร ก็ยังไม่ตอบรับไพรมารีโหวต
เนื่องจากความลักลั่นในทางปฏิบัติ
เหนืออื่นใด โดยเงื่อนสถานการณ์ที่โยงกับพิมพ์เขียวอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทีมงานทหาร คสช.ยังต้องแฝงตัวอยู่ในเกมบริหารต่ออีกอย่างน้อย 5 ปี
ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับจำเป็นต้องมีป้อมค่าย “นอมินีสีเขียว” มาช่วยประคอง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
ถ้าพรรคใหม่เกิดลำบาก การต่อโปรโมชั่นมันก็จะยิ่งยากไปอีก.
ทีมข่าวการเมือง

"บิ๊กตู่"ยัน เตรียม"ส่งมอบ" ภารกิจให้รัฐบาลใหม่



"บิ๊กตู่"ยัน เตรียม"ส่งมอบ" ภารกิจให้รัฐบาลใหม่ แต่จะเมื่อไร ก็เป็นไปตามนั้น แต่จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ขออย่ากังวล

พลเอกประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุว่า ภารกิจของรัฐบาล ในระยะนี้คือ การเตรียมส่งมอบ ส่วนจะส่งมอบเมื่อไร ก็เป็นไปตามนั้น โดยจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ให้มีความยั่งยืน เพื่อให้รัฐบาลต่อไปดำเนินงานได้ทันที ขออย่ากังวลเรื่องเหล่านี้
ตอนนี้เราก็ปฏิรูปไปแล้วทุกด้าน เราเริ่มปฏิรูป 130 กว่าเรื่อง ซึ่งครอบคลุมทุกด้าน ผมก็เดินไปเรื่อย โลกมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน เราก็ต้องปฏิรูปทุกวัน”
พลเอกประยุทธ์ กล่าวในการเปิดงานสัมมนาผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand's Big Strategic Move” ที่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ
//
พูด จนเหนื่อย!!
บิ๊กตู่ บ่น พูดจนเหนื่อย แต่ก็ต้องพูด เพิ้ออธิบาย แขวะ "ไม่ใช่เอาแต่คิด แล้วก็พูดๆแต่ไม่ทำ"
บิ๊กตู่ เปรย เวลาผมไปพูด พูดไปพูดมา ก็เหนื่อย ...."บางที มีเอกสาร 150 หน้า แต่ก็อยากอธิบาย แต่ถ้าไม่อธิบาย ไม่ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องกันทุกวัน
ดังนั้นเราต้องมีความคิดพื้นฐานที่เป็นตรรกะ มีเหตุผล วิเคราะห์ได้ รวมถึงระบบการเรียนการสอน และการพัฒนาคนก็ต้องสอนให้คนมีกระบวนการคิดวิเคราะห์
"ไม่ใช่เอาแต่คิด แล้วก็พูดๆแต่ไม่ทำ" ซึ่งจะทำให้สร้างปัญหาความวุ่นวาย เราจึงต้องสอนให้คนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และทำงานเป็น
พลเอกประยุทธ์ กล่าวในการเปิดงานสัมมนาผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand's Big Strategic Move” ที่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ

"แม่ทัพ2"จับตา กลุ่ม "สหพันธรัฐไทยใหม่"

"แม่ทัพ2"จับตา กลุ่ม "สหพันธรัฐไทยใหม่" เคลื่อนไหว โชยกลิ่นการเมือง ในอิสาน โยงข้ามแดนไป เพื่อนบ้าน

พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาค 2 ยอมรับว่า ฝ่ายทหาร ยังคงติดตามการเคลื่อนไหว ของ กลุ่มน่าสงสัย คือ "สหพันธรัฐไทยใหม่" ในพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเมือง และเสียประโยชน์ทางการเมือง และหนีข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน แล้วใช้เป็นเอเย่น ต่อๆมา
ทั้งนี้ จึงเป็นเหตุผล ที่ทำให้ ทหาร ต้องไปตรวจค้น บ้าน ไผ่ดาวดิน เมื่อวานนี้ วันที่ นายกฯลงพื้นที่ ขอนแก่น เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดอะไรขึ่น
ด้วยเพราะหน่วยการข่าวต้องประเมินว่า จะมีการ ลดเครดิตรัฐบาลและลดเครดิตนายกฯ และทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย จึงใช้อำนาจหน้าที่ทางทหารดูแล โดยไม่ต้องใช้ หมายศาล หมายค้น แต่ไม่เกินเลยสิ่งที่สมควรจะทำ ก็มีหลักฐานอื่นๆเข้ามาประกอบ
แต่อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เห็น ความเกี่ยวข้องของ "ไผ่ ดาวดิน" หรือ คุณพ่อไผ่ ดาวดิน กับ สหพันธรัฐไทยใหม่
แม่ทัพภาค2 กล่าวด้วยว่า กำลังติดตามตรวจสอบ ความเคลื่อนไหวของ "โกตี๋" ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะเชื่อว่า หากหนีจากลาว มาเข้าเขมร ก็จะอยู่ได้แค่ชายแดน คงไม่เข้าไปลึกถึงในเมือง หรือจังหวัดไหน

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ยันไม่หวั่นไหว "วัฒนา มือบึ้ม" พูดในคลิปเสียง รายการ"ไฟเย็น"ขู่ทำร้าย 3-4ทหาร

"บิ๊กป้อม" ยันไม่หวั่นไหว "วัฒนา มือบึ้ม" พูดในคลิปเสียง รายการ"ไฟเย็น"ขู่ทำร้าย 3-4ทหาร ชี้ เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติ ส่วนรวม จะทำยังไงได้ เราทำโดยไม่หวังอะไร‬
ทั้งนี้ คลิปเสียง พลเอกประวิตร เชื่อว่า เป็น นายวัฒนา ภุมเรศ เมื่อครั้งโทรเข้าไปในรายการ"ไฟเย็น" ที่จัดโดยนายชูชีพ ที่ลาว เมื่อเดือน เมย. ที่ผ่านมา นั้น มีการเผยแผนการ ก่อเหตุ และ ลอบทำร้าย บุคคลสำคัญ
โดยในคลิปเสียง ผู้ชาย ระบุว่า เสียดาย ที่ เมื่อ6 เมย. ที่ผ่านมา มีเป้ายิงเป้าเดียว ทั้งที่เตรียมไว้3 เป้า
พร้อมยัง เตือน สื่อมวลชน ที่รุมล้อมสัมภาษณ์ "ไอ้ 3-4ตัว นั้นด้วยนะครับ ว่า จะโดนลูกหลงไปด้วย เพราะเล็งเป้าไปที่คนให้สัมภาษณ์ แต่คนที่รุมล้อม อยู่ จะโดนไปด้วย นี่มีคนเขาฝากเตือน และถือว่า เติอนกันแล้ว
"เราพร้อม ที่จะทำ เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น
องค์การสหพันธรัฐ เราจะรวมตัวกันอีกทีในแต่ละพื้นที่ เราจ้องๆกันอยู่"
"ไม่ใช่ว่าดวงมันดี แต่โอกาสเรายังไม่พร้อม" เสียงชายในคลิป ระบุ
///
บิ๊กป้อม แฉ "วัฒนา มือบึ้ม" เคยขู่ทำร้าย ในรายการ"ไฟเย็น" ของเสื้อแดง
"‪บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตรยอมรับ"วัฒนา"มือระเบิด โทรขู่ทำร้ายผู้นำ และจะก่อเหตุ เมื่อมีโอกาส ในรายการ"เสื้อแดง" ยันไม่หวั่นไหว เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติ จะทำยังไงได้....เชื่อไม่ทำคนเดียว แต่กำลังสืบสวนสอบสวน ขยายผล อยู่....แต่ทั้งนี้ ยังไม่ข้อมูล-พยาน ว่า นายวัฒนา เชื่อมโยง"โกตี๋" ที่ชัดเจน แต่ไม่ห่วง คนเกลียดทหาร จะเลียนแบบ ‬ เพราะไม่ใช่ว่าจะเก่ง หรือประกอบทำระเบิดได้...ชี้ นายวัฒนา คนเดียว ที่เกลียดทหาร ...ยังไม่ยืนยัน "โกตี๋" หนีไปเขมร แต่ถ้าตรวจสอบได้ชัดเจน จะประสานขอความร่วมมือกับทางการกัมพูชา
///
ปิดฉาก 66/23 .....กอ.รมน.มอบเงิน ช่วย"อดีต คอมมิวนิสต์"6,183 คน ครั้งสุดท้าย1,391 ล้าน บิ๊กป้อม แนะนำไปประกอบอาชีพ สุจริต ดูแลครอบครัว
พลเอกประวิตร มอบ เงินช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพ ให้แก่ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) อดีต คอมมิวนิสต์ 6,183 คนสุดท้าย ที่สโมสรทบ.วิภาวดีฯ ให้คนๆละ 225,000.-บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,391,175,000.บาท
การมอบเงินช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพสำหรับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)จะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยตามรายชื่อผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่ได้ผ่านการพิจารณาแล้ว ในวันที่ 21 มิ.ย.60
โดยวันนี้ มี ผรท. จำนวน 294 คน มาร่วมพิธี ที่สโมสรทบ.ฯ

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นายกฯเชื่อมีคนบงการวัฒนามือบึ้ม6จุด

นายกฯ ชี้"วัฒนา"มือระเบิด เป็น Lonewolf แต่เชื่อต้องมีผู้บงการเบื้องหลัง ยันขยายผล ทำงานต่อไม่หยุด โทรคุยใตร พาดพิงใคร จัดการหมด       

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีการจับกุมตัวนายวัฒนา ภุมเรศ อดีตวิศวกรไฟฟ้า ผู้ต้องหาก่อเหตุวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ว่า คนที่มาถามผมว่ากังวลหรือไม่นั้น เขามาถามได้อย่างไร ทุกคนต้องเป็นห่วงไปพร้อมๆกับผม

สำหรับพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุแบบนี้ที่เป็นรายย่อยและทำแบบอิสระ หรือเรียกว่า Lone wolf ซึ่งมีในต่างประเทศด้วย เพียงผู้ก่อเหตุที่เป็นรายย่อยในประเทศเรามักมีรายใหญ่อยู่เบื้องหลัง

 เจ้าหน้าที่ไม่ได้หยุดแค่นี้ กำลังสืบสวนสอบสวนต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าสอบสวนไปถึงใครว่าเกี่ยวข้องก็ต้องถูกจับมาทั้งหมด รวมถึงต้องสืบต่อว่าชิ้นส่วนมาจากไหน อะไรมาจากที่ไหน เขาโทรศัพท์คุยกัน ต้องเอามาทั้งหมด พบกับใครบ้าง เจ้าหน้าที่ทำงานทุกวัน แต่เขาไม่สามารถมาตอบคำถามทุกวันได้อยู่แล้ว ต้องมาประกาศทุกวันด้วยหรือว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องของกลไกทำงาน เพียงแต่วันนี้ต้องทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จับให้ได้มากขึ้น เอาคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้มากขึ้น ขอให้ทุกคนดูตรงนั้น

“จะไปมองอะไร‘โกตี๋’ คนเดียว ยังมีอีกหลายคนที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ ก็ต้องสืบกันต่อ 

และเรื่องที่เขาบอกว่าไม่ชอบทหาร ก็อย่าไปสนใจ ก็เรื่องของท่าน ใครไม่ชอบผม ช่างท่าน ผมไม่สนใจว่าใครชอบหรือไม่ชอบ ผมสนใจว่าประเทศมีปัญหาอยู่ที่ไหน จะเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

มทภ.4ไม่เสียศูนย์

"เสียใจ แต่ไม่ เสียศูนย์" แม่ทัพ4 เตรียม แก้เกม 

หลังเกิดเหตุวางระเบิดทหาร ฉก.ปัตตานี ดับ 6 นายและบาดเจ็บอีก4 นาย ที่ ทุ่งยางแดง ปัตตานี วานนี้

บิ๊กอาร์ท พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค 4 กล่าว ว่า ได้ให้หน่วยในพื้นที่ดูแลสิทธิตามระเบียบ ทั้งนี้ กำลังพลในกองทัพภาคที่ 4 ทุกคนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ต้องไม่เสียศูนย์ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และจะมีการประชุมปรับแผน เพื่อรับมือกลุ่มก่อเหตุ ในด้านยุทธวิธี

เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าอุปกรณ์ที่คนร้ายใช้ประกอบระเบิดเป็นสายชนวนเก่า ที่นำมาลากวางไว้นานแล้ว ดูจากร่องรอยต่างๆแต่นำระเบิดมาต่อใหม่

ทั้งนี้ เพราะแนวคิดที่ผิดๆ มานานเกี่ยวกับการก่อเหตุช่วง 7 วันสุดท้ายเดือนรอมฎอนแล้วจะได้บุญมาก

ซึ่งผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่ ได้ย้ำมาตลอดว่า เป็นการ บิดเบือนหลักศาสนา  แต่อาจต้องใช้เวลา

แต่ยังไงก็ตาม เราจะพยายามทำให้พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่ 3 จ.ชายแดนใต้ และให้เกิดความสงบ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย 

โดยขณะนี้ได้ยึดนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้นำศาสนาให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี 

ส่วนการบูรณาการกล้อง CCTV ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  นั้น ก็เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.

แต่เนื่องจากติดอุปสรรคปัญหาฝนตกในพื้นที่ ทำให้ไฟกระชาก ส่งผลให้กล้อง CCTV เสีย 

ทั้งนี้ได้ประสานกับทางการไฟฟ้าและพยายามซ่อมให้เร็วที่สุด จึงขอรับผิดในส่วนนี้

กฎหมายพรรคการเมือง ระเบิดเวลารอวันปะทุ



โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศึกนอกว่าหนักแล้ว ศึกในก็หนักไม่แพ้กัน เพราะเวลานี้นอกจากแม่น้ำ 5 สายต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากฝ่ายตรงข้ามที่จ้องกดดันและหาช่องทะลวงทำลายความชอบธรรมแล้ว ปรากฏว่าแม่น้ำ 5 สายก็ยังมาเปิดศึกกันเองแบบออกหน้าออกตา

ศึกในที่ว่านั้น คือ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) กับ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) โดยมีสาเหตุมาจากความไม่ลงรอยกันในเรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ทั้งๆ ที่แม่น้ำ 2 สายนี้เพิ่งจูบหวานชื่นให้เห็นกันเมื่อครั้ง สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาก่อนหน้านี้

ย้อนกลับไปเมื่อครั้ง สนช.พิจารณาร่างกฎหมาย กกต. เวลานั้น สนช.ได้แก้ไขจากหน้ามือเป็นหลังมือในประเด็นของการเซตซีโร่ กกต.ทั้ง 5 คน ที่มีผลให้ 5 เสือ กกต.ไม่อาจอยู่ในตำแหน่งครบตามวาระ อันเป็นการแก้ไขกฎหมายที่สวนกับร่างกฎหมาย กกต.เวอร์ชั่นที่ กรธ.เสนอมาสภาอย่างชัดเจน เพราะ กรธ.ต้องการให้มีคณะกรรมการสรรหาเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดคุณสมบัติของ กกต.มากกว่าที่จะเซตซีโร่ไปเสียทั้งหมด

แต่ กรธ.เองก็แสดงความชื่นชมในความกล้าหาญในการแก้ไขร่างกฎหมาย กกต.ของ สนช. ถึงขั้นออกปากเป็นการช่วยแก้ไขปัญหา แม้ว่า กรธ.จะต้องเจอกับเสียงบ่นที่มาจาก กกต. 5 คนก็ตาม
ทว่าสิ่งไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เพราะอยู่ดีๆ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ไม่สบอารมณ์กับการแก้ไขร่างกฎหมายพรรคการเมืองของ สนช.

ประเด็นที่ประธาน กรธ.ไม่พอใจ สนช.อยู่ที่การไปเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ของพรรคการเมืองไว้อย่างเข้มงวด จนอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งต่างจากแนวทางที่ กรธ.กำหนดไว้ว่าควรให้พรรคการเมืองดำเนินการตามความเหมาะสมของแต่ละพรรคการเมืองเป็นสำคัญ ไม่ใช่ไปกำหนดเป็นกระบวนการที่ตายตัวอย่างที่ สนช.ได้ทำลงไป

“ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะเดิมปกติเวลากำหนดวันเลือกตั้งแล้วจะมีการกำหนดวันรับสมัครภายใน 7-10 วันหลังจากได้ประกาศวันเลือกตั้ง

แต่ตามกฎหมายฉบับใหม่กำหนดไว้ว่าพรรคการเมืองจะสมัคร สส.ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองมีการทำไพรมารีโหวต ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาพอสมควร จึงทำให้มีปัญหาว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไร และพรรคการเมืองจะกลับมาสมัครรับเลือกตั้งทันหรือไม่” เสียงท้วงติงจากประธาน กรธ.เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.
เมื่อพิจารณาจากท่าทีของมีชัย มีความเป็นไปได้สูงที่ กรธ.จะเสนอต่อ สนช.เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกัน 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณาทบทวนเนื้อหาในประเด็นนี้อีกครั้ง

หากเป็นอย่างนั้นเท่ากับว่าทั้ง “สนช.-กรธ.” ต้องกลับมางัดข้อกันอีกครั้ง

ตามขั้นตอนเมื่อมีการแก้ไขเนื้อหาแล้วจะต้องส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งความเป็นไปได้ที่ สนช.จะคล้อยตาม กรธ.นั้นต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ยากพอสมควร

ด้วยเหตุมองในเชิงตรรกะแล้วเมื่อ สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่คณะ กมธ.ของ สนช.แก้ไขไปแล้ว หาก สนช.จะไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายพรรคการเมืองก็ต้องลงมติคว่ำเพื่อไม่ให้เห็นด้วยกับเนื้อหาที่คณะ กมธ.แก้ไขตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ดังนั้น ในบริบทนี้เสียงท้วงติงของประธาน กรธ.อาจไม่มีความหมายในสายตาของ สนช. ซึ่ง สนช.เองก็มองว่า ถ้าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิมตามโรดแมปไปบ้างก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด

แต่กระนั้น มติของ สนช.ในการเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเวอร์ชั่นของ สนช.กำลังสร้างปัญหาในระยะยาว ภายหลังพรรคการเมืองในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านอย่างชัดเจน

สาเหตุหลักที่ไม่เห็นด้วย คือ การทำให้การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไปโดยไม่จำเป็น เพราะกฎหมายบังคับว่าพรรคการเมืองจะต้องมีการทำไพรมารีโหวตก่อน มิเช่นนั้น จะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้

ขณะเดียวกัน การกำหนดให้มีไพรมารีโหวตเป็นการปิดโอกาสของพรรคการเมืองขนาดเล็กในการส่งผู้สมัครเลือกตั้งไปในตัวด้วย เนื่องจากในเชิงโครงสร้างแล้วพรรคการเมืองไม่อาจจัดให้มีไพรมารีโหวตทั่วประเทศได้เท่ากับพรรคการเมืองขนาดใหญ่

ด้วยเหตุนี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ สนช.แก้ไขลงไปนั้นอาจเป็นจุดบ่มเพาะความขัดแย้งครั้งใหม่ไม่มากก็น้อย ด้วยการมองว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่ได้เต็มใจคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเลือกตั้งในอนาคต

จากนี้ไปปัจจัยแห่งความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นมาพร้อมกันในหลายจุด ทั้งเงื่อนไขทางกฎหมาย รวมไปถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลที่ไม่ค่อยเข้าตา หากผู้มีอำนาจยังคงมองข้ามและไม่แยแสกับระเบิดเวลาที่เริ่มนับถอยหลังแล้ว ก็อย่าได้แปลกใจว่าถ้าสุดท้ายจะได้รับก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้ 

ขบวนต้าน”บัตรทอง”ไม่ใช่”เสื้อแดง” หากแต่เป็น”เอ็นจีโอ” ภาคประชาชน

ทั้งๆที่คนที่ออกมาเดินหน้า “ชน”กับร่าง พ.ร.บ.”บัตรทอง” ไม่ว่าภาค เหนือ ไม่ว่าภาคใต้ ไม่ว่าภาคอีสาน ไม่ว่าในกทม.
ชัด
ชัดว่าเป็นองค์กร “ภาคประชาชน”ที่ทำงานด้าน”สุขภาพ”และ”ผู้บริโภค” อย่างต่อเนื่องและยาวนาน
อย่างเช่น นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณ จากภาคใต้
อย่างเช่น น.ส.บุญยืน ศิริธรรม อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม อย่างเช่น นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์
และโดยเฉพาะ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง
คนเหล่านี้มิได้เป็นคนแปลกหน้าเลย หากสงสัยก็สอบถาม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ได้
ไฉนจึงมองว่าเป็นพวก”ก่อกวน”
บุคคลที่เอ่ยออกนามมาทั้งหมดทำงานทางด้าน”สุขภาพ”และ”ผู้บริโภค”มาอย่างยาวนาน
ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นพ.พลเดช ปิ่นประทีป
ยิ่งกว่านั้น ในห้วงที่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ติดการศึกษาต่อต่างจังหวัดจากสถานการณ์ 6 ตุลาคม 2519 บรรดา”เอ็นจีโอ”เหล่านี้ต่างเดินหน้าได้มากกว่า
กระทั่ง น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ก็ได้รับเลือกจากชาวสมุทรสงครามให้เป็น ส.ว.
กระทั่ง น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เข้าไปอยู่ในสถานะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน และเป็นตัวยืนหลักของสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค
ยิ่งกว่านั้น ไม่เพียงแต่เคยหนุน “พันธมิตร” หากบางส่วนยังร่วมเป่า”นกหวีด”ด้วยซ้ำ
การชี้นิ้วไปยัง “เสื้อแดง”จึงเท่ากับ”ผิดคิว”
ไม่ว่าคสช.จะเดินหน้าร่างกฎหมาย”บัตรทอง”ไปอย่างไร แต่คนที่ควรฟังให้มาก
ไม่ใช่ “รัฐมนตรี” สาธารณสุข
หากแต่น่าจะเป็น นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับ “ภาคประชาชน”มาอย่างยาวนานมากกว่า
เพราะ”เอ็นจีโอ”เหล่านี้ล้วนเป็น”เพื่อนพ้องน้องพี่”
การที่เกิดปรากฏการณ์ทั้ง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสานและในกทม.แสดงว่าพวกเขา”เอาจริง”

วิทยา แก้วภราดัย รับมีคนใน ปชป.ไม่พอใจ กปปส. และโมเดลไหนที่จะไฟท์”ระบอบทักษิณ” ?

ยังไม่มีใครที่พูดอย่างชัดเจนได้ว่า กปปส. ที่กลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ตกลงแล้วจะ “ราบรื่น” – ชื่นมื่นหรือไม่?
แต่จากปาก นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่เป็น 1 ใน กปปส. ที่กลับเข้าพรรค ก็ออกมายอมรับว่า เป็นเรื่องปกติ ที่มีความหลากหลาย ความแตกต่างกันในพรรค ขนาดคน 2 คนอยู่ด้วยกันก็ยังคิดต่างกันเลย นับประสาอะไรกับคนอีกเป็นร้อยคนในพรรคเดียวกัน ความแตกต่างทางความเห็นและทัศนคติก็เป็นเรื่อง “ปกติ”
: หลายคนจับตาดูปฏิกิริยาหลัง กปปส.+ปชป. นัดพบปะดื่มกาแฟแล้วมองว่ายังไม่ลงรอย มีความเห็นอย่างไร
ภายในระดับพรรคมีการพบปะพูดคุยสนทนากันเป็นประจำอยู่แล้ว และในกรณีที่ถูกพูดถึงนี้ น่าจะมาจากบรรยากาศก่อนพบกัน เนื่องจากคนโน้นคนนี้ต่างออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งล้วนแล้วเป็น “ความคิดเห็นส่วนตัว” ที่มีการเสนอพูดกันผ่านสื่อ ย้ำว่าเป็นความคิดส่วนบุคคลไม่ใช่ “ท่าทีของพรรค” เพราะพรรคยังมีท่าทีไม่ได้ ตามคำสั่งห้ามของประกาศ คสช.
และการที่พวกผมไปออกต่อสู้ข้างนอกเป็น กปปส. แล้วกลับมาในเข้าพรรคไม่ใช่เรื่องแปลก-ใหม่ โดยใน 9 คนที่ออกไปต่อสู้นอกข้างนอก ผู้ที่ลั่นวาจาจะไม่กลับเข้ามาสู่สนามแล้วมีเพียงคนเดียว คือ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” นอกนั้นผมและพวกรวม 8 คนที่เหลือไม่เคยบอกว่าผมจะเลิกหรือผมจะลาออกจากพรรค ไม่มีใครเคยพูดเลย
แต่อาจจะมีบางคนเห็นว่าพวกผมออกไปต่อสู้แล้ว “อาจจะมีท่าทีไม่เหมือนพรรค” ไม่อยากให้เข้ากลับมาก็เป็นเหตุผลของคนคนนั้น ซึ่งต้องไปถามคนเหล่านั้นที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ดู แต่จะใช้คำว่าไม่ราบรื่นไม่ลงรอยไม่ได้ เพราะความคิดไม่เหมือนกันมี และมีเยอะมาก จะให้คิดเหมือนกันได้ต้องแลกเปลี่ยน ต้องถกกัน ต้องรอปลดล็อกจาก คสช. ให้การหารือกันได้ ฉะนั้น จะใช้คำว่าไม่ราบรื่นคงไม่ใช่
และต้องยอมรับว่าธรรมเนียมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปฏิบัติกันมา คือเวลาคัดสรรคนลงแข่ง หรือกระทั่งมาเป็นกรรมการบริหารพรรค ต้องมีการต่อสู้ชิงชัย-นำเสนอวิสัยทัศน์กันจริงๆ แล้วเลือกกันภายใน ไม่ใช่ให้ “นายทุนพรรคเลือก” ไม่ใช่มี “เจ้าของพรรค” มีลิสต์รายชื่อจะส่งใครไปเป็นหัวหน้า ใครรอง ใครเตรียมเป็นรัฐมนตรี พรรคนี้ทำไม่ได้ ต้องต่อสู้กันภายใน
: แนวคิดนายกฯ คนนอก เอาด้วยหรือไม่
ผมไม่ได้ค้าน และถ้ามีความเป็นไปได้ สามารถยอมรับได้ใน “สถานการณ์ที่จำเป็น” แต่ถ้าหากพรรคการเมืองต่างๆ สามารถกำหนดทิศทางตัวเอง ประเด็นนี้ตรงนี้ได้ก็ต้องทำเป็นจุดเริ่มต้นทำกัน แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ ต้องดูความเหมาะสมในเวลานั้นอีกครั้งว่าจะใช้ช่องทางใด ไม่สามารถพูดวันนี้ได้ ต้องรอให้เกิดสถานการณ์ที่นำไปสู่เหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นก่อน
ผมไม่ได้แทงกั๊กนะ เพราะว่าบ้านเมืองเราเป็นอย่างนั้น และผมในฐานะที่เคยผ่านสถานการณ์แบบนั้นมาสมัยผมต่อสู้ช่วงเดือนตุลา ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2521-2522 ต้องมีการประนีประนอมระหว่างเผด็จการทหารกับประชาธิปไตย พรรคการเมืองอยู่ร่วม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในช่วงระยะเวลานั้นถึง 8 ปี ต้องเชิญท่านมา ซึ่งพวกผมเองก็ผ่านมาแล้วทุกยุคของเผด็จการ ทั้งเผด็จการทหารยึดอำนาจ ผมก็ต่อสู้มา หรือเผด็จการรัฐสภาและระบบทุนนิยมมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้ก็ต้องต่อสู้ ฉะนั้น หากสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องมีผู้นำนอกมาก็เป็นสิ่งที่ผมรับได้
: ข้อเสนอ “วันชัยโมเดล” รวม 3 ฝ่าย อภิสิทธิ์ (ปชป.) สุเทพ (กปปส.) พล.อ.ประยุทธ์ (คสช.)
ข้อเสนอรวม 3 ฝ่าย ผมคิดว่าชื่อของคุณสุเทพต้องตัดออกไว้ก่อน เพราะเป็นคนเดียวที่ประกาศจะเลิกยุ่ง ยุติบทบาทในสนามการเมือง แต่เขาอาจจะออกมาให้ความคิดความเห็นทางdkiเมืองได้ ทำกิจกรรมคล้ายเอ็นจีโอได้ และในสังคมบ้านเรามีเยอะแยะที่ไม่ใช่นักการเมือง และคุณสุเทพคงเป็นประเภทนั้น ซึ่งผมขอตอบว่าเมื่อพวกผมในฐานะ กปปส. ที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์แล้วนั้น พวกผมต้องอยู่ภายใต้ความเห็นร่วมกันกับพรรค
ถ้าในอนาคตพรรคมีความคิดเห็นเอาด้วยกับประเด็นไหนข้อเสนอไหน ถ้าพวกผมเห็นร่วมได้ก็ต้องเป็นไปตามมติพรรค แต่ถ้าหากเห็นด้วยไม่ได้ก็ต้องออกจากพรรคไป การตัดสินใจสนับสนุนหรือไม่นั้น จะมาตัดสินใจตอบวันนี้ไม่ได้เพราะวันนี้พรรคการเมืองยังตั้งหลักไม่ได้ ตามประกาศ คสช. ห้ามไว้เช่นกัน ถ้าปลดล็อกพรรคการเมืองเริ่มตั้งหลักมีโอกาสปรึกษาหารือกันตอนนั้นจะความคิดเห็นกันมาได้ข้อสรุปชัดเจน
ซึ่งที่ผ่านมาก็มี ส.ส. หลายคนทั้งจากฝั่งเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เองที่คิดเห็นไม่เหมือนกันแล้วก็ออกจากพรรคต้นสังกัดไปหาพรรคใหม่อยู่ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มาก
และส่วนตัวก็เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้อยู่มั่นคงสถาพร และคาดว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปจะมี ส.ส. ฝั่งพรรคเพื่อไทยออกจากพรรคอีกจำนวนมาก เพราะคิดว่าถ้าอยู่ร่วมต่อสู้ไป “นายใหญ่” คงไม่รอดถูกไล่บี้อีก ลูกน้องกระเจิง ย้ายพรรค หรือไม่ก็ตั้งพรรคเองจำนวนมาก
ซึ่งขอย้ำว่าความเห็นส่วนตัว 10 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า คุณทักษิณ ชินวัตร-ระบบทักษิณยังคงอยู่เวลานี้ อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นทุนนิยมสามานย์ เป็นความเสียหายเกิดขึ้นยากจะไล่หรือจัดการให้หมดจด ไล่ยากกว่าเผด็จการทหารอีกด้วยซ้ำ เพราะเผด็จการทหารทำอะไรได้ไม่มาก หากมีความทุจริตก็จะทำให้ไปเร็วมากกว่าระบบทุนนิยม
สำหรับอีกหนึ่งข้อเสนอของ คุณพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอให้พรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคนลุกขึ้นมาต่อสู้กับทหาร โดยรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น ความเห็นส่วนตัวผมเคารพความเห็นของคุณพิชัย แต่เฉพาะพรรคเพื่อไทยตราบใดที่อยู่ภายใต้กำกับโดยอดีตนายกฯ ทักษิณ ส่งคนมาเป็นตัวแทนผู้นำก็มาจากตัวแทนคนในระบบทักษิณ นโยบายก็ทักษิณ ส่วนตัวผมประนีประนอมด้วยไม่ได้ ส่วนตัวผมไม่เอาด้วยแน่ๆ
: คิดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้จริงในปี 2561 หรือไม่?
ตามปฏิทินเวลาและเงื่อนไขต่างๆ ผมว่าน่าจะเกิดเลือกตั้งขึ้นตามนั้น ส่วนที่บอกว่าไม่เกิดกันนั้นน่าจะเป็นการพยากรณ์ เพราะอีกปีกว่าๆ ตามปฏิทินโรดแม็ป ผมก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะมีการเผา มีเหตุการณ์ไม่สงบ หรือในระดับการเมืองระหว่างประเทศ จะมีเหตุการณ์นานาชาติ หรือว่ามีสงคราม ในต่างบ้านต่างเมืองหรือไม่ ล้วนส่งผลทั้งสิ้นในเรื่องนี้ เพราะหากเกิดขึ้นแล้วย่อมมีเหตุมีผลเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการเลือกตั้งอยู่แล้ว และถึงเวลานั้นประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง แต่หากพวกที่ต้องการอยู่ยาวอยากยืดเวลาอยู่ในอำนาจยาวออกไป อยากอยู่นานๆ แบบไร้เหตุผล โดยเฉพาะเผด็จการทหารหากอยู่ต่อในลักษณะไม่มีเหตุผลจะเสี่ยงมาก
: 3 ปี คสช. อะไรที่ยังคิดว่าน่าเสียดายที่มีโอกาสแต่ไม่ได้ทำ?
ต้องบอกว่า “การปฏิรูปตำรวจ” ยังไม่เกิดขึ้นจริงจังทั้งที่มีโอกาส เราจะเห็นได้ว่ายังเป็นจุดที่มีปัญหา เช่นเดียวกันคือ “ปฏิรูปการศึกษา” ที่ยังไม่เป็นรูปธรรม และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การปฏิรูประบบราชการ” รัฐบาลต้องทำอย่างจริงจัง เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และพวกผมก็เสนอให้ข้าราชการทุกคน “ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน” เพราะตำแหน่งหน้าที่ของพวกคุณต้องทำให้โปร่งใสด้วย
: ความปรองดองจะไม่มีวันเกิดขึ้นในสังคมนี้ได้จริง?
เป็นอีกเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ ต้องใช้เวลาเยียวยาแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน ถึงรัฐบาลจะออก “กฎหมายนิรโทษกรรม” ไม่ได้ แต่มันก็มีช่องกฎหมาย (เช่นในอดีต) ใช้อำนาจทางฝ่ายบริหารผ่านองค์กรตำรวจ-อัยการ ในการยุติคดีที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น ปี 2518 เคยมีการใช้ถอนฟ้องชาวนาที่มาชุมนุมใน จ.ลำพูน หรือในยุคของ พล.อ.เปรม ก็เคยใช้วิธีลักษณะนี้ในคดีที่คาบเกี่ยวการเมือง ให้ยุติซะ แต่ไม่ใช่คดีทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ใช่คดีฆ่าคนหรือทำให้มีผู้เสียชีวิต จ้างวานฆ่าใคร บรรยากาศจะคลี่คลาย
ฉะนั้น หากเป็นไปได้ รัฐบาลควรหาจุดที่ลงตัวดู