PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม"...พลิ้ววว !!

"บิ๊กป้อม"...พลิ้ววว !!
ชี้ "นายกฯ บิ๊กตู่" บอก Donald Trump ว่า ปีหน้าจะประกาศ "วันเลือกตั้ง "...นั้นไม่ใช่ บอกว่า จะประกาศว่า ปีหน้า เลือกตั้ง แน่ หลังจาก กม.ลูก เสร็จแล้ว ใน150วัน เมื่อกม.ลูกเสร็จ จึงจะบอกว่า เลือกตั้ง วันไหน
ส่วนการที่ฝ่ายนักการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ไม่มั่นใจ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ยึดตามโรดเแมพ จะไม่มั่นใจยังไง เพราะ 150 วัน กม.ลูก เสร็จ ก็นับไป ก็เป็นวันเลือกตั้ง นักข่าว ไปพูดกันเองว่า ปีหน้าเลือกตั้ง แต่บอกว่า ปีหน้าจะประกาศ วันเลือกตั้ง แต่ รอกม.ลูก

ผงฝุ่น การเมือง กรณี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เขี้ยว คม คสช.

ผงฝุ่น การเมือง กรณี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เขี้ยว คม คสช.


กรณีของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความพยายามของ คสช. ความพยายามของรัฐบาลในการสร้างพันธมิตรใน “แนวร่วม”

เหมือนกับที่มีการทอดสะพานให้พรรคเพื่อไทย

อย่างเช่นการเชิญตัวแทนพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมในการเสนอความเห็นในประเด็นว่าด้วยการปรองดอง สมานฉันท์

ให้น้ำหนักพอๆ กับพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ว่าในกรณีอันเกี่ยวกับเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์ ไม่ว่าในกรณีอันเกี่ยวกับการแต่งตั้งให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นส่วนหนึ่งภายในคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ

เป็นการยื่นมือแห่งไมตรีมาอย่างแน่นอน

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะคิดและตัดสินใจอย่างไร ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะคิดและตัดสินใจอย่างไร

ทั้งหมดคือประเด็น ทั้งหมดคือปัญหา

หากประเมินจากผลสะเทือนอันเนื่องแต่ความพยายามของ คสช. ต่อพรรคเพื่อไทยและต่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ต้องยอมรับในความเขี้ยวความคมของ คสช.

เป้าหมายมิได้อยู่ที่พรรคเพื่อไทย หากแต่อยู่ที่ “กองเชียร์”

คำถามก็คือ พรรคเพื่อไทยจะไปร่วมทำไมในเมื่อกรณีปรองดอง สมานฉันท์ เสมอเป็นเพียงเรื่องของรูปแบบ เป็นพิธีกรรมเท่านั้น

แต่ที่สุดพรรคเพื่อไทยก็จำเป็นต้องให้ความร่วมมือ

เพราะหากไม่ร่วมมือโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะถูกมองว่าเป็นปัจจัยรั้งดึงและทำให้การปรองดอง สมานฉันท์ กลายเป็นปัญหาก็จะตามมา

เห็นหรือไม่ในความเขี้ยวของ คสช.

ยิ่งในกรณีของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยิ่งมากด้วยความแหลมคมและทวีความร้อนแรงในทางการเมือง

พลันที่มีชื่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็น 1 ในคณะกรรมการในประเด็นอันเกี่ยวกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ คสช.ก็รอดูอย่างเยือกเย็น

รอดูเหมือนกับ “กองเชียร์” ของ คสช.

ผลก็คือ ภายใน “แนวร่วม” ที่เคยชมชอบต่อพรรคเพื่อไทย ชมชอบต่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกิดปฏิกิริยาอย่างร้อนแรง

ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร

เสียงด่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ดังกระหึ่ม แม้ในอีก 2 วันต่อมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะออกมาปฏิเสธเทียบเชิญของ คสช.

แต่อารมณ์ค้างก็ยังดำรงอยู่ในหมู่คนที่เคยชื่นชอบ

ปฏิกิริยาเช่นนี้ 1 สะท้อนให้เห็นว่าอารมณ์และความหงุดหงิดของบางพวกบางกลุ่มต่อ คสช.นั้นรุนแรง ล้ำลึก

ขณะเดียวกัน 1 ก็ดำเนินไปในลักษณะ “สุดโต่ง”

เป็นความเรียกร้องต้องการในเชิงที่ว่า หากเห็นใครไม่เป็นไปตามที่ตนหรือพวกตนต้องการให้เป็นใครคนนั้นก็ต้องกลายเป็นศัตรู

ศัตรูที่ต้องทำลายล้าง ไม่ยอมร่วม “ฟ้าเดียวกัน”

หากมองจากกรณีปรองดอง สมานฉันท์ หากมองจากกรณีการส่งเทียบเชิญให้กับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ต้องยอมรับในความมากด้วยเขี้ยวมากด้วยคม

เป็นเขี้ยวและคมจาก “คสช.”

ไม่ต้องทำอะไรมากก็สามารถ “ปั่น” สถานการณ์ให้เกิดการทะเลาะวิวาทอย่างทันทีทันควันในอีกฝ่ายอย่างร้อนแรง เปี่ยมด้วยอารมณ์

ทุกอย่างดำเนินไปตามหลัก “การศึกมิหน่ายเล่ห์” โดยแท้

ไม่เป็นไร

ไม่เป็นไร

“แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือการเลือกว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ”

“สิ่งใดที่เรารู้ว่าจะทำได้ไม่ดี...ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำ”

เป็นเหตุผลแบบเท่ๆ ของ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม รัฐบาลนายกฯปู ที่ประกาศไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล คสช.

“แม่ลูกจันทร์” ตรวจสอบรายชื่อคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ที่นายกฯ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 70 คน

พบว่ามีตัวท็อปๆระดับหัวกะทิจริงๆไม่กี่คน

โดยเฉพาะชื่อที่โดดเด่นกระเด้งเข้าตาที่สุดมีอยู่ 2 คน

1, ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม
2, ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง

น่าเสียดาย ดร.ชัชชาติ และ ดร.สมชัย ต่างขอถอนตัวไม่เข้าร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีทั้งคู่เลย

“แม่ลูกจันทร์” มองโลกแง่ดี ถึงแม้ ดร.ชัชชาติ และ ดร.สมชัย ไม่ร่วมเป็นกรรมการทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ไม่เป็นไร

ยังเหลือคณะกรรมการอีก 68 คนที่จะร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติให้เสร็จสมบูรณ์ภายใน 120 วัน
และต้องเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนอีก 45 วัน

จากนั้นจึงเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความรอบคอบใน 60 วัน

ก่อนส่งแผนยุทธศาสตร์ชาติเวอร์ชั่นสุดท้ายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติเห็นชอบอีก 60 วัน

สรุปว่ากว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังต้องอุ้มท้องอีก 9 เดือน กว่าจะคลอดออกมาเป็นตัว

“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตย้อนกลับมาวิเคราะห์การที่ “ดร.ชัชชาติ” อดีต รมว.คมนาคม รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธไม่รับนิมนต์เป็นกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล คสช.

คาดว่าน่าจะมาจากสาเหตุ 3 ประการคือ...

1, ดร.ชัชชาติ ไม่เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเป้าหมายแท้จริงของรัฐบาลต้องการให้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีออกมาอย่างไร??

2, การวางแผนยุทธศาสตร์ชาติล่วงหน้าถึง 20 ปี เป็นเรื่องใหญ่ที่จะมีผลกระทบถึงอนาคตประเทศโดยตรง

การจะเร่งรีบจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เสร็จภายในเวลาสั้นๆ เพียง 120 วัน มันน้อยเกินไป

3, ดร.ชัชชาติ เป็นผู้เสนอแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศครบวงจรในยุครัฐบาลนายกฯปู
(แต่เดินหน้าไม่ได้เพราะติดด่านศาลรัฐธรรมนูญ)

ความเจ็บปวดมันยังคาอยู่ในกล่องดวงใจ

แต่อย่างไรก็ดี...ถึงแม้ ดร.ชัชชาติ จะไม่รับเทียบเชิญเป็นกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล คสช.

แต่แผนยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศที่ ดร.ชัชชาติ ทำไว้ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วยังทันสมัยสามารถหยิบมาใช้ได้อย่างสบายแฮ

เหมือนบะหมี่มาม่าเทน้ำร้อนปุ๊บกินได้เลย

ฉะนั้น ถ้าคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะก๊อบปี้แผนยุทธศาสตร์ของ ดร.ชัชชาติ มาใช้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเลย

สิ่งใดทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้จงหยิบฉวยมาใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

แหม...ของดีๆทั้งนั้น ถ้าไม่เอามาใช้ก็เสียดายแย่น่ะซีโยม.

"แม่ลูกจันทร์"

สัญญาณชัดก็ต้องขยับ

สัญญาณชัดก็ต้องขยับ

ชัดเจนและมีน้ำหนักมากกว่าพูดในเมืองไทย

กับช็อตที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ยืนยันระหว่างการหารือแบบ “โฟร์อาย” คุยกันสองต่อสองกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ว่าประเทศไทยจะยึดหลักประชาธิปไตยสากลเดินหน้าตามโรดแม็ปในการปฏิรูปประเทศ

โดยในปี 2561 จะมีการประกาศกำหนดเลือกตั้งอย่างชัดเจน

ไม่มีการเลื่อนใดๆทั้งสิ้น

เมื่อประกาศแล้วก็จะมีกรรมวิธีของการเลือกตั้ง คือนับไปอีก 150 วัน ตามกฎหมายหลังจากประกาศ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ถาม แต่เป็น พล.อ.ประยุทธ์เองที่ได้แสดงความเชื่อมั่นออกไป ถือเป็นการแสดงความจริงใจตอบกลับการต้อนรับอย่างดียิ่งของผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่ให้เกียรติ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.ที่ได้รับเชิญเข้าไปนั่งในห้องรูปไข่ ทำเนียบขาว วอชิงตัน ดี.ซี.

ไม่มีอาการตั้งแง่ใส่ผู้นำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

เรื่องของเรื่อง งานนี้น่าจะกระตุกความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้กล้านำเงินมาลงทุนในเมืองไทย เพราะผู้นำ คสช.ได้ย้ำสัญญาประชาคมในเวทีระดับโลกให้ได้ยินกันดังๆ

เลือกตั้งตามโรดแม็ป อย่างไรเสียก็คงเบี้ยวยากแล้ว

และแนวโน้มก็ต้องส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ แบบที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ยืนยันในทุกเวทีเลยว่า ยังไงก็ต้องมีการเลือกตั้งแน่

เพียงแต่ช่วงเวลาตามโรดแม็ปที่เหลืออยู่จากนี้ไป จะเป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายน่าจะต้องร่วมมือกันทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแรง เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง

ว่ากันตามนี้ ธงของทีมงาน คสช.ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน

และมาถึงตอนนี้ ประเมินตามที่ “นายกฯลุงตู่” รับปากกับประธานาธิบดี “ทรัมป์” จะประกาศกำหนดเลือกตั้งกันอย่างชัดเจนในปี 2561 นั่นหมายถึงโปรแกรมที่เหลืออยู่รัฐบาล คสช.ก็ต้องเร่งปั่นเนื้องานในโหมดปฏิรูป ตามทิศทางอย่างที่นายสมคิดปูทางนำร่องไว้

ไม่เหลือเวลาให้รำมวยกันอีกแล้ว

โดยเฉพาะแนวการบริหารแบบชักเข้า ชักออก ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 เสื่อมฤทธิ์ลงทุกที

หรือสดๆร้อนๆกับปรากฏการณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยอมรับว่า พล.อ. ประยุทธ์ต่อสายข้ามทวีปมาจากสหรัฐฯ

แสดงความเป็นห่วงเรื่องร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณา โดยไม่ได้มีที่มาจากคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด

พร้อมยืนยันนอนยันกันเลยว่า จะไม่มีการเก็บภาษีน้ำชาวนาเด็ดขาด

ในจังหวะที่ “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็สำทับอีกทางว่า “นายกฯลุงตู่” ได้ส่งข้อความผ่านไลน์มาหาในอารมณ์งงๆกับเรื่องกฎหมายภาษีน้ำ

“กูไปสั่งมันตอนไหนวะ”

“ลุงตู่” ผวากระแสต้าน ต้องรีบตัดตอนแรงปะทะที่พุ่งเข้าใส่

“ภาษีน้ำ” ทำรัฐบาล คสช.สำลัก

หนีก็ไม่ออก แก้ตัวก็ลำบาก ตามสภาวะที่แรงต้านถูกกระพือมาจากทีมงานแม่น้ำ 5 สาย ฝีมือเรียกแขกของ สนช. ฝ่ายคุมเกมอำนาจด้วยกันเอง

“เขี่ยลูก” ไปเข้าทางขบวนการ “เจาะยาง” รัฐบาล คสช.

แบบที่นักการเมืองทุกป้อมค่ายดาหน้าออกมาถล่มปมภาษีน้ำ ปลุกอารมณ์ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ให้ก่นด่ารัฐบาลประจาน ฝีมือบริหารที่เอาแต่รีดภาษี

“ลุงตู่” กับ “สมคิด” โดนด่าฟรีไป

ที่สำคัญมันเป็นอะไรที่สะท้อนภาวะแม่น้ำ 4 สาย เริ่มไหลออกนอกทิศทาง ต่างฝ่ายต่างยัดไส้วาระของตัวเอง เร่งเกมในห้วงท้ายเทอมรัฐบาล ปลายทางโรดแม็ป คสช.

ขณะที่ ครม.ก็เต็มไปด้วยตัวถ่วงน้ำหนักรอบเอว “นายกฯลุงตู่”

ดูตามเงื่อนไข สถานการณ์ตอกย้ำไฟต์บังคับ หลังเดือนตุลาคมคงมีจังหวะขยับใหญ่

“ประยุทธ์” ต้องปรับแนวเพื่อเข้าร่อง “รัฐบาลเพื่อการปฏิรูป”.


ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม"ไม่รับลูก"บิ๊กตู่" บอกTrump จะประกาศวันเลือกตั้งปีหน้า

"บิ๊กป้อม"ไม่รับลูก"บิ๊กตู่" บอกTrump จะประกาศวันเลือกตั้งปีหน้า ไม่ได้ไปคุยด้วย!!..อ้ำอึ้ง ปม ล้อบบี้ "สนช."คว่ำ ร่าง กม.ลูก
"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร ปัดไม่รู้ "บิ๊กตู่" ไปคุย "โดนัลด์ ทรัมป์" จะประกาศ วันเลือกตั้ง ปีหน้า ชี้ผมไม่ได้ไปคุยด้วย จะให้ยืนยันไม่ได้ จะมีเลือกตั้งปีหน้า มั้ย ระบุหากกฎหมายลูกเสร็จ ก็เลือกตั้งตาม Road Maps ยันไม่มีบิดพลิ้ว....ชี้ โรดแมพชัดเจนแล้ว 150วัน หลัง กม.ลูกเสร็จ ส่วน "สนช." จะคว่ำร่างกม.ลูกมั้ยเพราะไม่ได้เป็นสนช. ...อ้ำอึ้ง ไม่ตอบปม "ล็อบบี้"สนช. เพราะตั้งมาโดย หัวหน้า คสช. ...ยัน" ไม่มี ความในใจ"คสช.จะอยู่ต่อ หรือ อยากไปพักแล้ว" ยันทุกอย่าง ทำตามโรดแมพ

คสช.Count down สู่ 26ตค.

คสช.Count down สู่ 26ตค.
"บิ๊กเจี๊ยบ" ชี้นับถอยหลัง สู่พระราชพิธีฯแล้ว/ คสช. มอบ "กอร.รส."เชื่อมต่องานรักษาความปลอดภัย และดูแลประชาชนกับ "กอร.พระราชพิธีฯ"ที่กห.ให้เรียบร้อย ป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์/ สั่ง การทำงานในปีหน้า เน้น ดูภาพรวมประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเลือกตั้ง
พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน การประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ครั้งแรกในปีงบประมาณ 2561
พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง. รองโฆษก คสช. เผยว่า พลเอกเฉลิมชัย ได้กล่าวถึงภาพรวมการทำงานในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมาว่า ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกส่วนราชการ ทำให้สถานการณ์ที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ประเทศมีความสงบ และเดินหน้าไปตามโรดแมป
ทั้งนี้ เชื่อว่าในปีงบประมาณ 2561 นี้ เราจะกล่าวไปข้างหน้า ตามบริบทของการบริหารบ้านเมืองและมุ่งสู่การเลือกตั้งได้อย่างเรียบร้อย
การประชุมในวันนี้ พลเอกเฉลิมชัย ให้ความสำคัญสูงสุด ต่อการเตรียมสนับสนุนงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยเฉพาะงานรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
โดยขณะนี้รัฐบาลได้มีการจัดตั้ง กองอำนวยการร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ (กอร.พระราชพิธีฯ)
ณ กระทรวงกลาโหม ซึ่งจะดูแลภาพรวมในงานพระราชพิธีให้เรียบร้อยและสมบูรณ์ที่สุด
โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาความปลอดภัย การจราจรและการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
ทั้งนี้ ในสัปดาห์นี้ หลังปิดการเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พลเอกเฉลิมชัย กำชับให้ กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย ประสานการปฏิบัติและเชื่อมต่อข้อมูลการใช้กำลังเจ้าหน้าที่กับ กอร.พระราชพิธีฯ เพื่อเชื่อมต่องานรักษาความปลอดภัย อำนวยการจราจรให้เรียบร้อยในทุกเส้นทางและทุกพื้นที่
พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินมาตรการด้านการข่าว การชี้แจงและขอความร่วมมือในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในช่วงงานพระราชพิธีด้วย
รวมทั้งขณะนี้เริ่มนับถอยหลังเพื่อเตรียมการสู่ช่วงงานพระราชพิธีฯ ซึ่งทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินงานตามกรอบที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด
พร้อมย้ำให้หน่วยทหารในทุกจังหวัดประสานและสนับสนุนทางจังหวัดในกิจกรรมทั้งปวงให้เรียบร้อยสมพระเกียรติในทุกพื้นที่ด้วย
สำหรับการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในปีงบประมาณ 2561 นี้ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ย้ำในนโยบายที่ให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จะยังคงดูแลภาพรวมของประเทศให้มีความสงบเรียบร้อย เน้นการช่วยเหลือประชาชนเป็นสำคัญ
พร้อมสนับสนุนให้กระบวนการต่างๆ ในการขับเคลื่อนประเทศเดินหน้าไปตามกรอบแนวทางที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กำหนดไว้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเตรียมการไปสู่การเลือกตั้งและการมีรัฐบาลใหม่
นอกจากนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะเน้นสร้างความเข้มแข็งในงานจิตอาสา ส่งเสริมให้ประชาชนทำความดี ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อสร้างสังคมแห่งความสุขตามแนวพระราโชบายของรัชกาลที่ 10

7,500 คนเท่านั้น ที่จะได้เข้าถวายดอกไม้จันทน์ ณ พระเมรุมาศ สนามหลวง

7,500 คน
"บิ๊กป้อม" เผย จะมีแค่ ตัวแทนประชาชน ที่ลงทะเบียน และมีบัตร 7,500 คนเท่านั้น ที่จะได้เข้าถวายดอกไม้จันทน์ ณ พระเมรุมาศ สนามหลวง /นอกนั้น ถวาย ณ พระเมรุมาศ จำลอง /ตั้ง กอร.ที่กลาโหม ตลอด24ชม.ถึง30ตค.ยัน เข้มมาตรการ รปภ. หวั่น มีป่วน สร้างสถานการณ์ จากพวกในประเทศ ไม่เกี่ยวก่อการร้าย/ พบเบาะแสแจ้ง 1441
พลเอกประวิตร กล่าวว่า จะมีประชาชนและคนที่เกี่ยวข้อง ที่ลงทะเบียน มีบัตร แล้ว 7,500 คนเท่านั้น ที่จะได้เข้าถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่พระเมรุมาศที่ สนามหลวงได้
ส่วนประชาชนที่มา จะต้องถวายพระเพลิง ที่เมรุมาศจำลอง ที่ ลานพระราชวังดุสิต และ อีกหลายแห่ง และซุ้มต่างๆโดยรอบในกรุงเทพ ที่จัดไว้ให้ เท่านั้น ทั้งนี้เป็นการจัดระบบตามเดิมอยู่แล้ว
ส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้น เข้มข้นจะใช้กำลังทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ราว 5-7หมิ่นคน และ จะมีประชาชนจิตอาสามาช่วยดูแลอีกด้วย
ทั้งนี้สำหรับพวกที่จะก่อเหตุความวุ่นวาย จะเป็นพวกกลุ่มเดิมๆในประเทศ ไม่ใช่ กลุ่มก่อการร้าย
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงการเตรียมการรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชนในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า รัฐบาลได้เปิด "กองอำนวยการร่วม" ที่ กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา
พร้อมจัดคนเข้าไปดูแลทั้งหมด ทั้งการเดินทาง ดูแลคน รวมถึงการซ้อมในพระราชพิธี เพื่อป้องกันการป่วน หรือการกระทำผิดกฎหมาย และดูแลสถานที่เพื่อให้มีความพร้อม ซึ่งพระราชพิธีนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนไทยและคนทั่วโลก
ดังนั้นประชาชนต้องร่วมมือกันสร้างความปลอดภัย โดยผู้ที่จะเข้ามาในบริเวณพื้นที่ท้องสนามหลวงจะต้องมีบัตร เท่านั้น 7,500 คน ส่วนผู้ที่ไม่มีบัตร จะมีสถานที่เตรียมไว้ให้
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีประชาชนมา ราว2.5 แสนคน ก็จะมีที่รองรับ
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลยังได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้รองรับ โดยมีทั้งจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประชาชนจิตอาสา พร้อมดูแลพระเมรุมาศจำลองทั่วกรุงเทพ และ ทั่วประเทศ 76 แห่ง
ส่วนการเตรียมความพร้อมเราได้ประชุมสั่งการไปหมดแล้ว และมีการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดศูนย์อำนวยการไปจนถึงวันที่ 30 ตุลาคม ทำงานตลาด 24 ชั่วโมง โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 1441

"บิ๊กป้อม" เผย แผน ทบ. เตรียมซื้อ ฮ.Cobra ติด Gunship ฮ.โจมตี เพราะตอนนี้ สหรัฐฯ ไฟเขียว



"บิ๊กป้อม" เผย แผน ทบ. เตรียมซื้อ ฮ.Cobra ติด Gunship ฮ.โจมตี เพราะตอนนี้ สหรัฐฯ ไฟเขียว แล้ว
พลเอกประวิตร กล่าวว่า หลังจากที่ คสช.เข้ามา ทางสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ขายให้เรา แต่ตอนนี้ ให้แล้ว
โดยเฉพาะหลังจากที่ พลเอกประยุทธ์ ไปพบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญ แม้จะไม่ได้มีการหารือเรื่องการจัดซื้ออาวุธ. แต่ก็เป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ที่ดีในทุกๆด้าน ประเทศมหาอำนาจ เชิญท่านายกฯไป ก็แสดงว่าเขาเชื่อมั่น
แต่ให้ทางทบ พิจารณา อีกที เพราะ ฮ.โจมตี อยู่ในแผนความต้องการของกองทัพบกอยู่แล้ว
เผยเป๋นเดิมทบ.ตั้งแต่ก่อน คสช.เข้ามา แต่พอเสนอไป เขาไม่ขายให้ มาตอนนี้ เลยเอาแผนเดิมมาเสนอใหม่ ให้เป็นเรื่องของหน่วย ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล อันไหนให้ซิ้อได้ก็ให้ อันไหนไม่ได้ ก็ไม่ให้
เดิมมีใช้ จน 2ลำ สุดท้าย และจะGroundไปแล้ว เหลือชม.บินน้อยมาก
โดย หากจะซื้อก็คงเป็นรุ่นใหม่แล้ว ส่วน งบฯเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เป็น ฮ.ดี เราไม่มี ฮ.โจม ตี

บิ๊กตู่ ยัน ผมจะประกาศ วันเลือกตั้ง เอง ปีหน้าแน่"

บิ๊กตู่ ยัน ผมจะประกาศ วันเลือกตั้ง เอง ปีหน้าแน่"
"บิ๊กตู่" รีบชิง แจง "Trump"ยัน เลือกตั้ง ปีหน้าแน่ หลัง กม.ลูกเสร็จ150วัน ลั่น"ผมจะประกาศเอง วันเลือกตั้ง ปีหน้าแน่" อย่าเชื่อการบิดเบือน ยันไม่เคยปิดบัง/ Trump ไม่ได้ถาม แต่ บิ๊กตู่ บอกก่อนเลย
พล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ ที่ สหรัฐอเมริกา ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ได้สอบถาม เรื่องการเลือกตั้ง
แต่ผมได้แสดงความเชื่อมั่นให้กับ Donald Trump ว่า การเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่เป็นสากล ก็เป็นไปตามโรดแมพ
"ในปีหน้า เราจะประกาศวันเลือกตั้ง ออกมา พอเราประกาศเมื่อไหร่ จะมีกรรมวิธีของการเลือกตั้งอีก150วัน ตามกฎหมายก็แค่นั้น ประกาศเมื่อไหร่ ก็นับกันไป ผมยืนยันว่า ประกาศปีหน้าแน่"
" ผม ไม่ได้ปกปิดใคร ไม่ต้องการไปบิดเบือนอะไร ใครทั้งสิ้น อย่างที่หลายคนมากล่าวอ้าง ผมก็พูดยังงี้ มาตลอด จะได้เลิกพูดกันเรื่องนี้กันเสียที" บิ๊กตู่ ระบุ

แนวโน้ม การเมือง โพสต์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การศึก มิหน่ายเล่ห์

แนวโน้ม การเมือง โพสต์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การศึก มิหน่ายเล่ห์


ทั้งๆ ที่มีความเชื่อเป็นอย่างสูงตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม กระทั่งวันที่ 27 กันยายน ว่ากรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะจบ

จบเพราะการหนี

จบเพราะคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ามีความผิด ต้องจำคุกเป็นเวลา 5 ปี

แต่ถามว่า กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จบหรือไม่

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำ “หมายค้น” จากศาลรุดไปยังบ้านพักในซอยโยธินพัฒนา 3 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนยันว่าไม่จบ

ยิ่งข่าวระลอกแล้วระลอกเล่าจาก “อังกฤษ” ยิ่งมากด้วย “ประเด็น”

ไม่ว่าข่าวนั้นจะมาจากรายงานของกระทรวงการต่างประเทศส่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าข่าวนั้นจะมาจากสำนักข่าวต่างประเทศ

เพราะที่เด่นชัดคือ การขอสถานะเป็น “ผู้ลี้ภัย”

แม้คำแถลงท่าทีล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านปากของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ยืนยันว่า

มิได้ให้ “ความสำคัญ” มิได้ “สนใจ”

แต่เป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในทางเป็นจริง ว่าเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่มีความสำคัญ กระทั่งละเลย ไม่สนใจก็ได้

อย่างน้อย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เคยเป็น “นายกรัฐมนตรี”

อย่างน้อย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นคนที่ได้รับผลสะเทือนโดยตรงก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

ไม่ว่าจะในด้าน “ถูกถอดถอน” ไม่ว่าจะในด้าน “คดีความ”

เหตุผลและการยื่นขอสถานะ “ผู้ลี้ภัย” ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ ย่อมสัมพันธ์กับ “รัฐประหาร” และ “คดีความ” โดยตรง

ที่สุดแล้วก็คือ สัมพันธ์กับ คสช. สัมพันธ์กับรัฐบาล

ที่เคยคิดและประเมินว่า พอพ้นจากวันที่ 25 สิงหาคม และโดยเฉพาะพ้นจากวันที่ 27 กันยายนไปแล้ว เรื่องอันเกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ก็จะหมด “ความหมาย”

ไม่เพียงแต่ความหมายจากตัวตนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอง แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยและ นปช. คนเสื้อแดง ก็แทบจะขยับขับเคลื่อนอะไรไม่ได้

เพราะว่าตกอยู่ในสภาพ “มังกรไร้หัว”

จึงเมื่อมี “หมายจับ” จากศาลเนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ไปปรากฏตัวเพื่อฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม หลายคนจึงชโยโห่ร้องด้วยความคึกคัก

ยิ่ง “คำพิพากษา” เมื่อวันที่ 27 กันยายน ยิ่งเท่ากับตอกฝาโลง

แต่สภาพความเป็นจริงทางด้าน “การข่าว” นับแต่หลังวันที่ 25 สิงหาคม หรือแม้กระทั่งหลังวันที่ 27 กันยายน กลับมิได้เป็นไปตามความคาดหมาย

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงมีบทบาท

ทั้งยังเป็นบทบาทที่ยืนเรียงเคียงอยู่กับบทบาทของนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย

หากย้อนกลับไปศึกษากระบวนการวางแผนและดำเนินการ “ล่องหน” นับแต่กลางดึกของคืนวันที่ 23 สิงหาคมเป็นต้นมาตราบปัจจุบัน

จากไทยไปถึงนครดูไบ และกรุงลอนดอน

ทั้งหมดไม่เพียงแต่สะท้อนความแหลมคมอย่างยิ่งของปัญหาและความขัดแย้งในทางการเมือง หากแต่ยังยืนยันถึงศักยภาพที่ยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมของอีกฝ่าย

ทุกอย่างเป็นไปในแบบ “การศึกมิหน่ายเล่ห์” อย่างแท้จริง

ราคาของฟรี

ราคาของฟรี

“น้ำ” เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เทวดาประทาน ให้ฟรีๆ

รัฐบาลจึงไม่ใช่เจ้าของน้ำฝน และน้ำฝนก็ไม่ใช่สมบัติของรัฐบาล

การที่ธรรมชาติส่งน้ำฝนลงมาให้ใช้ฟรีๆ ประชาชนทุกคนจึงควรใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสตางค์

“แม่ลูกจันทร์” จึงไม่แปลกใจที่ใครต่อใครออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำของรัฐบาล คสช. กันอึกทึกครึกโครม

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือเปิดช่องให้รัฐบาลเรียกเก็บค่าใช้น้ำจากผู้ใช้น้ำธรรมชาติจากแม่น้ำลำคลองทั่วไปในอัตราตั้งแต่ 50 สตางค์ ถึง 3 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ตามปริมาณการใช้น้ำ และประเภทการใช้น้ำแต่ละกรณี

คาดว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คลอด ออกมาบังคับใช้ จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เข้ากระเป๋าอีกก้อนโต

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการที่รัฐบาลจะออก ก.ม.เก็บค่าใช้น้ำธรรมชาติจากประชาชน

แสดงว่ารัฐบาลกลายเป็นเจ้าของน้ำที่ธรรมชาติให้มาฟรีๆ

แต่รัฐบาลยังใจดี ยกเว้นไม่เก็บค่าต๋งใช้น้ำจากพี่น้องคนยากคนจน

ยกเว้น ไม่เก็บค่าน้ำเพื่อการบริโภคในครัวเรือน

ยกเว้น ไม่เก็บค่าน้ำจากเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินต่ำกว่า 50 ไร่ต่อราย

และยกเว้น ไม่เก็บค่าน้ำจากอุตสาหกรรมในครัวเรือน

แสดงว่ารัฐบาลเองก็กลัวเรตติ้งตกอยู่เหมือนกัน

ส่วนพี่น้องเกษตรกรชาวนาชาวสวนชาวไร่ ที่มีพื้นที่ทำกินมากกว่า 50 ไร่ขึ้นไป หรือทำฟาร์มเลี้ยงไก่ตั้งแต่ 5 พันตัว หรือทำฟาร์มเลี้ยงหมูตั้งแต่ 30 ตัว หรือทำบ่อกุ้งบ่อปลาตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป ฯลฯ

รัฐบาลจะขอเก็บค่าใช้น้ำขั้นต่ำ 50 สตางค์ต่อคิว

สำหรับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ฯลฯ รัฐบาลขอเก็บ ค่าใช้น้ำขึ้นอีกหน่อยเป็น 1 บาทต่อคิว

ใครที่เคยใช้น้ำฟรีๆ ทีนี้ก็ต้องจ่ายค่าน้ำบำรุงกระเป๋ารัฐบาลแก้ขัดหนักขัดเบา

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับใหม่เต็มเปา

คือกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือเอกชนผู้ทำธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ หรือกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และกลุ่มสนามกอล์ฟที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะฟรีๆ

เมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ ต้องโดนเก็บค่าใช้น้ำอัตราสูงสุด 3 บาทต่อคิว

ใครไม่อยากจ่ายค่าน้ำให้รัฐบาล ก็ต้องขุดน้ำบาดาลใช้เองสถานเดียว

“แม่ลูกจันทร์” มองว่าร่าง ก.ม.ฉบับนี้ ซึ่งใกล้จะคลอดออกมาบังคับใช้ก่อนสิ้นปี อ้างเหตุผลว่าการเก็บค่าใช้น้ำ ธรรมชาติจากผู้ใช้น้ำจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหามือใครยาวสาวได้สาวเอา

ในเมื่อทรัพยากรน้ำมีจำกัดควรเฉลี่ยใช้ให้ทั่วถึงกัน

ใครใช้น้ำมากจึงต้องจ่ายมากเพื่อความเป็นธรรม

อย่างไรก็ดี มีเสียงโอดโอยจากพี่น้องเกษตรกรขนาดกลางๆ ที่ต้องโดนโขกค่าน้ำ 50 สตางค์ต่อคิว ว่าโหดเกินไป

แต่เสียงคัดค้านดังที่สุดคือ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องจ่ายค่าใช้น้ำแพงหูฉี่ถึง 3 บาทต่อคิว ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอีกบานตะไท

“แม่ลูกจันทร์” ไม่แน่ใจว่าเสียงคัดค้านจากกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจะทำให้ นายกฯบิ๊กตู่ ยอมสั่งเบรกร่าง

ก.ม.ฉบับนี้หรือไม่??

เพราะกลุ่มอุตสาหกรรมเรียกร้องอะไร รัฐบาลมักใจอ่อนยอมโอเคทุกที

ครั้งนี้รัฐบาลจะโอเค? หรือโนเค? หวยออกได้ 2 ประตู

แต่ถ้าจะให้เลือก 1 ประตู “แม่ลูกจันทร์” เลือกประตูโอเค.


"แม่ลูกจันทร์"

กระพือแรงต้านเอง?

กระพือแรงต้านเอง?

แล้วก็ถึงเดือนตุลาคม เข้าสู่ห้วงพระราชพิธีสำคัญของคนไทยทั้งชาติ

อารมณ์ใจหาย บรรยากาศของการถวายอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายคงจะปกคลุมไปทั่วประเทศ เหตุการณ์ด้านต่างๆน่าจะเข้าสู่โหมดของห้วงเวลาพิเศษ

โดยเฉพาะเรื่องการเมืองก็น่าจะลดโทนลงโดยอัตโนมัติ

ในจังหวะสำคัญที่ผู้นำรัฐบาลอย่าง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.นำคณะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และทีมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ไปพบหารือประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำเนียบขาว วอชิงตัน ดี.ซี.
มีทั้งคิวหารือแบบ “โฟร์อาย” พูดคุยกันแบบตัวต่อตัวระหว่าง “ลุงตู่” กับ “ทรัมป์”

และการประชุมร่วมคณะใหญ่ของทั้งสองประเทศ เพื่อถกความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ในฐานะไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคทะเลจีนใต้ที่สหรัฐฯให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ตามภาพเชิงยุทธศาสตร์ ยังไงก็เป็นแต้มบวกรัฐบาล คสช.

เพราะเครดิตของผู้นำรัฐบาลไทยได้รับการประทับจากพี่เบิ้ม ยกระดับออกมานอกบัญชี “ผู้นำเผด็จการทหาร” ที่อเมริกาไม่สุงสิงด้วย

ด้านหนึ่งก็โชคช่วย ผลจากวิกฤติคาบสมุทรเกาหลีและอิทธิพลของจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ฝรั่งตะวันตกต้องเริ่มทำความเข้าใจกับบริบทประชาธิปไตยแบบไทยๆมากขึ้น

ซึ่งนั่นก็ทำให้แรงเสียดทานจากนานาชาติเบาบางลงตามเงื่อนไข

แต่มันจะแปร่งๆก็ตรงเหตุการณ์ภายในที่สัญญาณไม่ปกติ ตามคิวล่าสุดที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นคนเปิดปมเองเลยว่า ข้อมูลการข่าวมีกลุ่มคนจ้องก่อเหตุป่วนสถานการณ์ในห้วงพระราชพิธีสำคัญทั้งในและนอกประเทศ

ยังมีคนที่ต่อต้านและไม่หวังดีต่อสถาบัน มีการกำหนดชัดเจน ใครที่คิดไม่ดีก็ขอให้หยุด

พูดเป็นนัยให้โยงข้อมูลเชื่อมกับความเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะปมของขบวนการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พวกหมิ่นสถาบัน หรือกรณีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังเดินหมากขอลี้ภัยการเมือง

ตามท้องเรื่องรัฐบาล คสช.ต้องตั้งรับแรงกระแทกจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่หวังดี

ซึ่งยังไม่ชัดว่ามาจากทิศทางไหน

แต่ที่เห็นๆโดยปรากฏการณ์ที่แรงกระเพื่อมถูกกระพือจากฝ่ายคุมอำนาจรัฐซะเอง

ไม่ว่าจะเป็นปมร้อน “เก็บภาษีน้ำ” ตามการตีฆ้องป่าวประกาศของนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรฯ เปิดโพยร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ที่กำลังผลักดันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใกล้มีผลบังคับใช้ในไม่ช้า

ตามเงื่อนไข ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ จัดอยู่ในประเภทใช้นํ้าด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ มีสิทธิ์โดนเก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อ ลบ.ม.

โดยหลักการการจัดสรรการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ

แต่มันก็ง่ายต่อการปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลแบบที่เห็นอาการกระโดดใส่ ลูกเข้าเหลี่ยมเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์ รีบส่งมวยรุ่นใหญ่อย่างนายกรณ์ จาติกวณิช ประธานกรรมการนโยบายพรรคและคณะทำงานด้านน้ำ เปิดแถลง “ตีกิน”

ค้านการเก็บภาษีน้ำ รัฐบาลต้องไม่ซ้ำเติมทุกข์ให้ประชาชน

สถานการณ์อึมครึมคลุมเครือว่าด้วยมาตรการของรัฐยังต่อเนื่อง จากปมร้อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงของประเทศ

กระตุกต่อมผวาลามกระทบปมหวั่นไหวทางด้านเศรษฐกิจ

ยังไม่นับหัวเชื้อชนวนล่อแหลมต่อเนื่องจากปมป่วนชักเข้าชักออก ตำแหน่งของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก่อนนำมาซึ่งกฎเข้มพระสงฆ์ที่มีการแจ้งวัดทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ห้ามจำหน่ายพระบูชา วัตถุมงคล เทวรูปต่างๆภายในบริเวณโบสถ์ ห้ามปลุกเสกพระเครื่อง ปลดป้ายงานพุทธาภิเษกหรือปลุกเสก ตลอดไปจนถึงห้ามเล่นเฟซบุ๊ก

“ปลุกพระ” ให้ต่อต้านมาตรการเข้ม กระตุกอารมณ์คว่ำบาตรรัฐบาล

แน่นอนโดยปมโยงจากเงินทอนวัด ตัดตอนผลประโยชน์มหาศาลในวงการพุทธพาณิชย์

แต่อย่างที่รู้ๆกัน เรื่องของพระ ปมศาสนาเป็นเรื่องอ่อนไหว

พลาดไป รัฐบาลเสี่ยงเจอแรงต้านแบบที่ประเมินไม่ได้.


ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

DSIออกหมายเรียกโอ๊ค24ต.ค.

ดีเอสไอออกหมายเรียก "พานทองแท้" รับข้อหาฟอกเงิน-สมคบฟอกเงิน กรุงไทย ขีดเส้นให้เข้าพบพนักงานสอบสวน 24 ต.ค.นี้ 

 

          2 ต.ค. 60 - แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังคณะพนักงานสอบสวนคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มกฤษดาธานนท์ มีมติให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ส่งผู้แทนเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม เพื่อออกหมายเรียกนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน เข้ารับทราบข้อหาฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน โดยหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งหมายเรียกถึงนายพานทองแท้ นางเกศินี จิปิภพ นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และนายวัยชัย หงส์เหิน โดยกำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 24 ต.ค.นี้ หลังจากนั้นผู้ต้องหาในคดีมีสิทธิตามกฎหมายที่จะนำพยานหลักฐานเข้าโต้แย้งแก้ข้อกล่าวหาได้ในทุกประเด็น หรือจะไม่ให้การในชั้นสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานสอบสวนนำไปประกอบการพิจารณาว่าจะสรุปความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ โดยคดีนี้ดีเอสไอต้องสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จและส่งให้อัยการพิจารณา ก่อนที่คดีจะครบอายุความ 15 ปี ภายในกลางปี 2561

          สำหรับการสอบสวนคดีนี้เป็นผลมาจากคำพิพากษาในคดีทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งปรากฏหลักฐานในเส้นทางการเงินว่า นายพานทองแท้ นางเกศินี นางกาญจนาภา และนายวันชัย เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับเงินจำนวน 10 ล้านบาท และ 26 ล้านบาทจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ และนายรัชดา กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารบริษัทกฤษดามหานคร โดยก่อนหน้านี้ ปปง.ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินจำนวน 10 ล้านบาท และ 26 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มของนายพานทองแท้ได้เข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานไปแล้ว แต่พนักงานสอบสวนไม่เชื่อในหลักฐานที่พยานนำเข้าชี้แจง ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีเข้าองค์ประกอบความผิดของกฎหมายฟอกเงิน จึงมีมติให้ออกหมายเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีอาญา.

กรณียิ่งลักษณ์ 27 กันยายน “ไม่จบ” หากแต่ เริ่มต้น

กรณียิ่งลักษณ์ 27 กันยายน “ไม่จบ” หากแต่ เริ่มต้น


แม้ในทาง “รูปคดี” คณะเจ้าพนักงานสอบสวนจะไม่สามารถสรุปได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในประเทศ หรือว่าอยู่ต่างประเทศ

เนื่องจากไม่ปรากฏ “พยาน” และ “หลักฐาน”

แต่รายงานของกระทรวงการต่างประเทศอันส่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ตรงนี้อาจถือว่าเป็น “หลักฐาน” สำคัญ 1

เพราะไม่เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเท่านั้นที่ออกมารับรอง

แต่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ก็เริ่มโอนเอียง

กระนั้น ก็ยังเป็นการโอนเอียงอย่างมีหลักการ นั่นก็คือ “มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไปอยู่ที่นครดูไบ”

“แต่ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง”

การตรวจสอบข้อมูลของตำรวจตามนัยซึ่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล แถลง น่าจะดำเนินไปผ่าน 2 กระบวนการ กล่าวคือ

1 ตรวจสอบผ่านรายงานของกระทรวงการต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน 1 ตรวจสอบผ่านการประสานตำรวจสากล 190 ประเทศ ให้ออก “หมายแดง” เพื่อติดตามตัว

หาก 2 ส่วนนี้ยืนยันก็เป็นอันยุติ

กระนั้น หากติดตามกระบวนการเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับแต่คืนวันที่ 23 สิงหาคมเป็นต้นมา กระทั่งวันที่ 27 กันยายน

ก็จะพบจุดอันกลายเป็น “ปัญหา” ตามมามากมาย

1 เป็นไปได้หรือไม่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะบินออกจากประเทศไทยและตรงไปยังนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ตอบได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้

1 นี่จึงเป็นคำถามที่ไม่เพียงแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้นที่อยากรู้ หากแม้ชาวบ้านทั่วไปก็ต้องการคำตอบเช่นเดียวกัน

สถานการณ์อันเนื่องแต่การหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงกำลังเป็นประเด็นที่เริ่มบานปลายอันนอกเหนือจากคดีความและคำพิพากษา

และดำเนินไปอย่างมีลักษณะในทาง “การเมือง”

เป็นการเมืองอันไม่เพียงแต่จะสัมพันธ์กับ “เส้นทาง” ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินไปในลักษณะ “ผ่านแดน”

เหตุใดจึงไม่มีใครให้ “คำตอบ” แก่ “รัฐบาลไทย”

ยิ่งหากข่าวลือจากสำนักข่าว CNN ที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้อยู่ที่นครดูไบ หากแต่ได้เดินทางมายังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน และกำลังยื่นเรื่องขอลี้ภัยต่อกระทรวงมหาดไทยเป็นจริง ยิ่งทำให้เกิด “คำถาม” ในทาง “การเมือง” ตามมาอีกมากมาย

คำถามทั้งหมดนี้จึงกดดันและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเป็นผู้ตอบ แทนที่จะเป็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เท่านั้น

จากนี้จึงเห็นได้ว่า ที่มีคนมองและประเมินว่า การตัดสินใจหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับแต่คืนวันที่ 23 สิงหาคมเป็นต้นมาจะเป็นบทจบ

ก็ไม่น่าจะเป็นไปเช่นนั้น

คำพิพากษาที่ออกมาเมื่อวันที่ 27 กันยายน อาจเป็นบทจบ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของคดีความอันคาราคาซังนับแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

แต่ที่ต่อเนื่องอย่างไม่มีบทจบกลับเป็น “การเมือง”

09.00 INDEX “ลี้ภัย”ได้ หรือ “ลี้ภัย” ไม่ได้ ประเด็น”ร้อน” ทางการเมือง

09.00 INDEX “ลี้ภัย”ได้ หรือ “ลี้ภัย” ไม่ได้ ประเด็น”ร้อน” ทางการเมือง


พลันที่กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ยกระดับไปสู่ปัญหาการ ขอ “ลี้ภัย”

ประเด็นอื่นๆก็กลายเป็น “เรื่องรอง”

ตำรวจก็ไม่น่าจะติดอยู่กับกรณีที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในประเทศ หรือต่างประเทศ

เพราะ “คำตอบ” มีความ “แจ่มชัด”

เป็นความแจ่มชัดที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานตรงถึงนายกรัฐมนตรีว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ที่ไหนและมีเป้าหมาย อย่างไร นั่นก็คือ ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ต่างประเทศ

เพียงแต่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือว่าสหราชอาณาจักร ก็ต้องรอ

รอผลของ”การลี้ภัย”

หากติดตามจาก “ข้อมูล” ไม่ว่าจะมาจากสหราชอาณาจักร ไม่ว่าจะในประเทศไทยระบุตรงกัน

นั่นก็คือ เป็น”เรื่องส่วนตัว”

เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ กระทรวงมหาดไทยของประเทศนั้นๆ

เพียงแต่หากฟังจาก “ประเทศไทย”

ไม่ว่าจะเป็น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “เกจิด้านกฎหมาย”

เชื่อว่าไม่สามารถ “ลี้ภัย”ได้

เพราะว่ากรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเรื่องของคดีอาญา ไม่ใช่คดีทางการเมือง

จึงจำเป็นต้อง “รอ”

ถามว่าเหตุใดจึงยังไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะจาก นายทักษิณ ชินวัตร

เพราะว่า 2 คนนี้ไม่สามารถตอบได้

พลันที่มีการยื่นเรื่องเพื่อขอเป็น”ผู้ลี้ภัย”ก็เป็นเรื่องของประเทศนั้นๆจะพิจารณาและตัดสินใจ จึงมีความจำเป็นต้อง “เงียบ”

กระนั้น ความเงียบไม่ว่าจะมาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นความเงียบอันน่าระทึกใจอย่างยิ่ง

เพราะว่าทั้งหมด คือ ประเด็นในทางการเมือง

กฎหมายน้ำที่ถูก 'ปั้นน้ำเป็นตัว'

ก็น่า "สมน้ำหน้า" รัฐบาล คสช. ......
เก่งแต่ขน "พวก-พ้อง-น้อง-พี่" มาเต็มทุกซอกหลืบรัฐบาล!
คงนึกละซีท่า..........
ขึ้นชื่อว่าทหาร "รู้ทุกทิศ-เก่งทุกทาง"?
ถูกสื่อประเภท "ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ" แปลงสาร-บิดประเด็น ในเรื่อง "พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ" เข้าหน่อย
เป็น "ปลาแถกดอน" ไปเลยมั้ยล่ะ?!
"นายวรศาสน์ อภัยพงษ์" อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงวันก่อน
ว่า "ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช.กำหนดการใช้น้ำไว้ ๓ ประเภท"
ประเภทที่ ๒..........
"ใช้น้ำเพื่อประกอบธุรกิจการเกษตร, เลี้ยงสัตว์ และเพื่อการพาณิชย์ เสียค่าน้ำอัตราลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน ๕๐ สตางค์"
เท่านั้นแหละ "เข้าร่องแข้ง" นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ ที่จ้อง "จวกทุกดอก"
ขยำเป็น "หยดคำคุณภาพ" แพร่สื่อทันที........
รัฐบาลออกกฎหมาย "เก็บภาษีน้ำ" คนทำไร่-ทำนา!?
เท่านั้น ไม่แค่ไฟไหม้ทุ่ง ไหม้เกือบถึงมุ้งนายกฯ ลุงตู่เลยทีเดียว
ประเทศไทย ด้วยประชากรกว่า ๖๕ ล้านคน
เป็นประเทศเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรเกือบ ๑๕๐ ล้านไร่
อยู่ในพื้นที่ชลประทานเพียง ๓๐ กว่าล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก
ที่เหลืออีก ๑๒๐ กว่าล้านไร่ ...........
เป็นพื้นที่ "นอกเขตชลประทาน" ส่วนใหญ่เป็นแถบอีสาน
ชาวบ้านทำเกษตรกันแบบ พึ่งฝนหลวงบ้าง พึ่งนางแมวบ้าง พึ่งแหล่งน้ำธรรมชาติบ้าง สุดแต่ฟ้าฝนจะบันดาลบ้าง
เมื่อรับรู้ข่าวสารบิดเบือน ใครบ้างล่ะที่ไม่เกลียด-ไม่โกรธ ไม่อยากไล่รัฐบาล
ที่เขาเกิดจากท้องพ่อ-ท้องแม่ เพิ่งมีรัฐบาลนี้แหละ เก็บภาษีน้ำจากชาวไร่-ชาวนา!
สื่อโทรทัศน์ สื่อโซเชียล สื่อหนังสือพิมพ์ เมื่อสดับ "ประเด็นแสร้ง" แทนที่จะศึกษาก่อนว่า
แท้จริงแล้ว............
ร่าง พ.ร.บ.แต่ละมาตรามีเนื้อหาอย่างไร แผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำของรัฐบาลเป็นอย่างไร? และกฎหมายฉบับนี้ ............
อยู่ในขั้นตอนแค่ปั้นดินเป็นเค้าโครง หรือเสร็จแล้ว เตรียมประกาศใช้ อย่างที่ปั่นข่าว-ปั่นกระแสกัน?
ผมดูอยู่หลายวัน ว่ารัฐบาลทหารเขาจะรีบ "ตัดไฟแต่ต้นลม" กันยังไง?
ก็เห็นแต่นายพลเฉย.........?
มาวัน-สองวันนี้ ดูฝ่ายแปลงสารจะ "จุดติด" กลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะชาวไร่-ชาวนา ชักขยุกขยิก
ยิ่งพวกอาชีพรับจ้างปลุกระดมนำเกษตรกรออกมาเรียกร้องด้วยแล้ว ถือว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็น "ส่งเสริมอาชีพ" เขาโดยตรง!
เรื่องนี้น่ะ พูดกันตรงๆ........
ถึงไม่ได้ศึกษาเรื่องราว เพียงทุกคนใช้ "สติตรอง" ด้วยสามัญสำนึก แทนฟังอะไรปุ๊บ แล้วเชื่อปั๊บ
ก็พอจะเบรกตัวเอง ไม่ให้ไหลตามไปทันทีได้ ว่า...........
"ไม่มีรัฐบาลไหนในโลก บ้าที่จะเก็บภาษีการใช้น้ำ ทำไร่-ทำนา-ทำสวน จากชาวบ้านหรอก"!
นี่ยังโชคดีนะ "นายพีระศักดิ์ พอจิต" รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ยกคณะลงพื้นที่ พบปะรับฟังความคิดเห็นและการเสนอประเด็นปัญหาจากชาวบ้าน ที่ "มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์" วันก่อน
ท่านเซฟทีคัต "ตัดก่อนตาย" ให้ชาวบ้านได้เข้าใจในข้อเท็จจริง ว่า
ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำที่พูด-ที่เอะอะ โครมครามกันอยู่ขณะนี้ ยังอยู่ในขั้น "ฟักเป็นตัว"
คือยังอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณา ประมาณต้นปี ๒๕๖๑ โน่นแหละ จะเสร็จ
หลักการและสาระสำคัญ คือ ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ "รวมอยู่ที่เดียวกัน"
สำหรับข่าวที่ออกมาว่า "จะเก็บภาษีน้ำจากเกษตรกร"
รองประธาน สนช. "ยืนยัน ๑๐๐%" ว่าไม่มีรัฐบาลไหนจะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้เกษตรกร
มีแต่จะลดค่าใช้จ่าย .........
เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร จะได้มีกำไรในผลผลิต
ยกเว้น "เกษตรกรรายใหญ่" ที่มีพื้นที่เป็น "หลักพัน-หลักหมื่นไร่" ว่าสมควรเก็บหรือไม่ รวมทั้ง "โรงงานอุตสาหกรรม" ด้วย?
ซึ่งตามปกติ เขาก็เก็บอยู่แล้วตามกฎหมายน้ำบาดาล
แต่การเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรรายย่อย ทั้งรัฐบาลและ กมธ.ไม่มีความคิดนี้
พูดจาหนักแน่นขนาดนี้แล้ว
แต่นายพีระศักดิ์ ยังเกรงชาวบ้านจะวางใจไม่สนิท ถึงขั้นประกาศไปเลยว่า.........
"ขณะนี้ มีการกระจายข่าวทั่วประเทศ ว่ารัฐบาลเสนอกฎหมายเก็บภาษีน้ำจากเกษตรกร
ขอยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้
เพราะไม่มีรัฐบาลไหนอยากเพิ่มภาระให้เกษตรกร มีแต่จะช่วยลดภาระ
ผมขอเอาหัวเป็นประกัน........
ถ้ากฎหมายนี้ออกจาก สนช.แล้วมีการเก็บภาษีน้ำจากเกษตรกร ผมกับครูหยุย (วัลลภ ตังคณานุรักษ์) จะขอลาออกจาก สนช."
ครับ "ครูหยุย" ไปร่วมเวทีด้วยกัน
นอกจากหัวคุณพีระศักดิ์ เลยได้แถมมาอีกหัว เป็นเครื่องบัตรพลีซ้าย-ขวา "ค้ำประกัน"
ว่า "หัวเด็ด-ตีนขาด" สนช.ไม่ผลิตกฎหมายทำร้ายเกษตรกรอันเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน
๙๙.๙๙% สรุปได้ว่า.............
ดรามา เรื่อง "เก็บภาษีน้ำเกษตรกร" ชัดเจน จบ!
เพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ..........
วันนี้ (๒ ต.ค.๖๐) คอยฟัง "พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์" สมาชิก สนช.
ในฐานะ "ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ" ท่านแถลงแจงแจกชัดๆ อีกก็ได้
ความจริง กฎหมายฉบับนี้ จะๆ กันมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ก็แค่จะๆ ไม่ได้ลงมือทำซักที
มารัฐบาล คสช.นี่แหละ ทุกคนก็เห็นแล้ว บ้านเรา ทั้งแล้ง-ทั้งท่วม-ทั้งขาด-ทั้งเกิน เกิดทุกปี
สงครามแย่งน้ำทำนา สงครามผลักน้ำไปท่วมที่อื่น เห็นเป็นประจำ ถ้าไม่หาทาง "บริหาร-จัดการ" น้ำ
"สงครามน้ำ" จะเกิดเป็น "สงครามสังคม" แน่นอน!
อยากสรุปสาระหลักให้เข้าใจตรงกัน ใน พ.ร.บ.นี้ เขาแยกการใช้น้ำเป็น ๓ ประเภท
๑.ใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ คือประชาชนทั่วไป ไม่ต้องเสียค่าใช้น้ำ
๒.เพื่อธุรกิจการเกษตร, เลี้ยงสัตว์ และเพื่อการพาณิชย์ เสียค่าน้ำอัตราลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน ๕๐ สต.
๓.กิจการขนาดใหญ่ สนามกอล์ฟ, โรงไฟฟ้า, นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจขายน้ำดิบเชิงพาณิชย์ จะเก็บค่าน้ำลูกบาศก์เมตรละ ๓ บาท
ประเภท ๑ และ ๓ ไม่เป็นปัญหา เข้าใจกันอยู่แล้ว
ประเด็นปัญหาตรง "ประเภท ๒" ที่ว่า........
"ประกอบธุรกิจการเกษตร, เลี้ยงสัตว์.....เสียค่าน้ำลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน ๕๐ สตางค์" นี่แหละ!
เป็นร่างที่ใช้คำ "ทำให้เกิดศรีธนญชัย" ขึ้นมากมาย!
อธิบายก็ยาว ขอบอกว่า เป็นแค่ "หุ่นขึ้นแบบ" เดี๋ยว กรธ.เขาไปตกแต่งขั้นสุดท้ายกันเอง
คือทำให้มีกรอบชัดเจนลงไป แค่ไหนคือการทำเกษตร และแค่ไหนเป็นธุรกิจการเกษตร ขืนใช้คำครอบจักรวาล ตีความกันไม่จบ
หลักสำคัญที่เกษตรกรต้องยึดในเรื่องนี้ คือ.......
เกษตรกรในประเภท ๒ แยกเป็น ๒ ส่วน คือ พื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทาน และนอกเขตชลประทาน
ใครที่ทำเกษตรในเขตชลประทาน "ไม่เกี่ยวประเภท ๒" ใช้น้ำได้ฟรีเหมือนเดิม มีประมาณ ๑๒๐ ล้านไร่
ที่เหลือเป็น "พื้นที่นอกเขตชลประทาน" นั่นแหละ อยู่ในการใช้น้ำประเภท ๒
แต่ไม่ได้หมายความว่า กฎหมายนี้ออกมาเพื่อเก็บ "ภาษีน้ำ" คนทำเกษตรนอกเขตชลประทานนะ
เขาออกมาเพื่อ "คุ้มครองสิทธิ์" คนทำเกษตรนอกเขตชลประทานต่างหาก!
งงกันละซี....?
คืออย่างนี้ นอกเขตชลประทาน จะเกิดการแย่งน้ำแหล่งธรรมชาติกันประจำ ชาวบ้านที่ทำเกษตรทั่วๆ ไปจะเสียเปรียบ "พวกขาใหญ่"
พวกทำเกษตรเป็นร้อยๆ พันๆ ไร่ ซึ่งนั่นเข้าข่ายธุรกิจ-อุตสาหกรรม
พวกนี้ จะแย่งน้ำชาวบ้านเอาไปใช้ มีหนอง-คลอง-บึง สาธารณะตรงไหน ชาวบ้านแค่ "วัก-ตัก-สูบ" ตามฐานานุรูป
แต่พวกร้อยๆ พันๆ ไร่ เล่นใช้เครื่องกล "ดูด" หรือขุดทางเบี่ยง เอาน้ำส่วนใหญ่ไปใช้เอง
จำได้มั้ยล่ะ คนจีนมาเช่าที่ดินแถวๆ ภาคเหนือปลูกกล้วยหอมเป็นร้อย-เป็นพันไร่
"ดูดน้ำ" จากแหล่งสาธารณะไปใช้เกลี้ยง!
หรืออย่างบึงบอระเพ็ด แทนที่เกษตรกรระดับ "ทำมาหากิน" จะได้ใช้น้ำบ้าง กลับถูกพวก "ธุรกิจการเกษตร" เป็นพญานาคดูดเรียบ
เนี่ย...แบบนี้แหละ.........
พวกธุรกิจการเกษตรที่ใช้น้ำธรรมชาตินอกเขตชลประทาน "ต้องจ่าย" บ้าง เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปสร้างสรรค์แหล่งน้ำเพื่อความเป็นธรรมต่อสังคมพื้นที่
พอเข้าใจกันกระมัง?
ทุกอย่างอยู่ในขั้น "ต้นร่าง" อย่าเพิ่งทึกทักจริงจัง ยิ่งเรื่องค่าน้ำด้วย ไม่มีหรอกในตัวกฎหมาย
เป็นเรื่อง ครม.ต้องออกกฎกระทรวงเมื่อกฎหมายใช้แล้ว ตัวเลขต้องผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำ ที่นายกฯ ประยุทธ์เป็นประธานก่อน
และที่สำคัญ ก่อนเป็นกฎหมาย ต้องไปถามความเห็นประชาชนในพื้นที่ก่อนว่า "เอาแบบนี้หรือไม่เอา"
จบนะ....
เรื่อง "ปั้นน้ำเป็นตัว"!

เมื่อ 'พระยาเหยียบเมืองลุงแซม'

ผมจำไม่ได้ว่า..........
เคยมี "นายกรัฐมนตรี" ไทยคนไหน?
ที่สหรัฐฯ เคยเชิญไปเป็นแขกของทำเนียบขาวบ้าง?
เห็นแต่ที่ไปร่วมวงประชุมยูเอ็นหรือวงประชุมระดับผู้นำหลายๆ ประเทศ และมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร่วมด้วย
โอกาสนั้น ..........
ก็มีการพบปะแบบหมู่บ้าง แบบสองต่อสองบ้าง จับไม้-จับมือกัน ให้ปรากฏเป็นภาพต่อสาธารณะ
แต่แบบที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชิญเป็นทางการ ไปเป็นแขกทำเนียบขาว พูดคุยกันแบบทวิภาคี นั้น
ผมก็ว่า "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" นี่แหละ เป็นคนแรก
แรก-ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย
และ...........
แรก-ในฐานะ "นายกฯ รัฐบาลเผด็จการ" ที่ไปเหยียบทำเนียบขาว!
ทราบกันแล้วมิใช่หรือ?
ประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" ของสหรัฐฯ เชิญนายกฯ ประยุทธ์ไปพบปะที่ทำเนียบขาว
ในวันจันทร์ที่ ๒ ตุลาที่จะถึงนี้!
เดิมนัดพบกันวันอังคารที่ ๓ ตุลา แต่ด้วยเหตุผลของฝ่ายสหรัฐฯ ร่นขึ้นมาเป็นวันที่ ๒ ตุลา
"ผู้นำทั้งสองชาติจะหารือแนวทางในการสร้างความเข้มแข็ง และขยายความสัมพันธ์แบบทวิภาคี และพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก"
นี่เป็นเนื้อหาปรากฏในแถลงการณ์ "เป็นทางการ" ของสหรัฐฯ ล่าสุด
หมายความว่า วันนี้-พรุ่งนี้ นายกฯ ประยุทธ์กับคณะ ต้องออกเดินทางแล้ว
ดีซะอีก...........
ไปเร็ว ก็หนุ่มขึ้น ข้ามซีกโลกถึงสหรัฐฯ ปุ๊บ กำไรชีวิตปั๊บ ๑ วัน!
เท่าที่อ่านตามข่าว คณะที่จะไป เฉพาะทีม ครม.มี รองนายกฯ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รมว.ต่างประเทศ "ดอน ปรมัตถ์วินัย"
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และพลเอก อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม
ส่วนฝ่ายพ่อค้า-นักธุรกิจ และนักอื่นๆ ผมไม่ทราบ
เท่าที่ดูรายชื่อ ก็พอเดาได้ "สหรัฐฯ-ไทย" จะคุยเรื่องอะไรกันบ้าง และด้านไหน เพื่อการตกลงกัน?
การที่สหรัฐฯ ซึ่งยกประเทศตัวเองเป็น "ต้นธง" ประชาธิปไตย ถึงขั้นตราเป็นกฎหมาย ไม่คบผู้นำเผด็จการ
แล้วจู่ๆ วันนี้ ..........
ประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดทำเนียบขาว เชิญนายกฯ เผด็จการ "พลเอกประยุทธ์" ไปเยือนเป็นทางการ
ท่านคิดว่า การที่ประเทศ "คบผลประโยชน์เป็นมิตร" อย่างสหรัฐฯ เป็นสำรวยลืมคำเช่นนี้
เพราะ รักพลเอกประยุทธ์...รักประเทศไทย
หรือ สหรัฐฯ ต้องการ "ผลประโยชน์" อันเขาหาจากที่อื่นไม่ได้ นอกจากประเทศไทย
ผ่านความเป็น "องค์รัฏฐาธิปัตย์" ของพลเอกประยุทธ์?
ทางการค้า-การลงทุน-การเป็นมิตรน่ะ สำหรับสหรัฐฯ ไทยแค่เกิบเก่าๆ ใส่ตอนเข้าห้องน้ำ
มีแต่ยุทธศาสตร์ "ทางการทหาร" เท่านั้น สหรัฐฯ จะนอนไม่หลับเลย
ถ้าไม่มีไทยเป็น "หมอน" หนุน!
ไทยเหมือน "ขาไพ่" ร่วมวง ก็ไม่เฉพาะเราหรอก ทั้งเอเชีย-อาเซียน ต่างก็รู้ ขึ้นชื่อว่าการพนัน "โกงทั้งนั้น" และไม่มีวันชนะเจ้ามือ
รู้-ทั้งรู้ แต่ก็ต้องเล่น ..........
สิ่งที่ทำได้ คือ จะใส่มาก-ใส่น้อย "ดูตามหน้าไพ่" ในแต่ละตา!
คนเลี้ยงหมูบ้านเราจ้องกันตาเขม็ง ทรัมป์บีบให้ซื้อเครื่องบิน ซื้ออาวุธพอว่า
แต่ถ้าทรัมป์ "บีบขายหมู" นายกฯ ตู่จะเล่นเกมนี้ยังไง?
ถ้ายอม คงต้องถูกคนเลี้ยงหมูสับเป็นบะฉ่อ ตั้งแต่ยังไม่ทันกลับถึงประเทศแน่!
แต่ผมว่านะ ทุกเรื่องแหละ ไม่ว่าระดับประเทศ ระดับบุคคล การจะ "เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว" ไม่มีใครยอมใครหรอก
ก็ต้อง "เขามั่ง-เรามั่ง"..........
ขึ้นชื่อว่า "แลกเปลี่ยน" อยู่ที่ว่าแต่ละฝ่าย "ยอมรับได้" ในจุดไหน ไม่มีหรอก ที่จะเสียหรือได้ฝ่ายเดียว!
เหนืออื่นใด แค่ "นายกฯ เผด็จการ" ได้ไปเหยียบศูนย์กลางจักรวาลอำนาจสหรัฐฯ ที่เรียก "ทำเนียบขาว"
ได้-เสีย อะไรบ้าง ผมไม่รู้...........
แต่ที่แน่ๆ ไทยได้ "ดุลการเมือง" ล้านเปอร์เซ็นต์!
นายกฯ ประยุทธ์ ไม่ใช่นักการเมืองประเภท "แปลงประเทศเป็นทุน" ของพรรค-ของพวก-ของโคตรเหง้าตัวเอง
ฉะนั้น ที่ว่าไปเที่ยวนี้จะเสียท่า-เสียประโยชน์ให้ทรัมป์ ก็พูดกันไปตามประสาสังคมไม่คิดมาก ค้านไว้ก่อน ด่าไว้ก่อน มันเท่!
การพบปะกันระหว่างทรัมป์-ประยุทธ์ ต้องเข้าใจ เป็นบุคคลในตำแหน่งผู้นำประเทศ
ดังนั้น การเจรจาทำความตกลงกันแต่ละเรื่อง ไม่ใช่ทรัมป์ตกลงกับประยุทธ์ หรือประยุทธ์ตกลงกับทรัมป์ เป็นการส่วนตัว
หากแต่ เรื่องที่ผู้นำทั้งสองตกลงกันนั้น เป็นข้อตกลง "ทางการ" อันมีผลผูกพันประเทศทั้งสอง
แม้ "ผู้นำ" ที่ลงนาม สิ้นอำนาจ หรือสูญหายตายจาก ข้อตกลงก็ยังมีผลอยู่!
นั่นคือ ทุกเรื่อง "ผู้นำลงนาม" แค่ฉาก
แต่เบื้องหลังฉาก "ฝ่ายปฏิบัติ" คือ ข้าราชการประจำ "ทั้งสองฝ่ายเถียง-ทะเลาะ-ต่อรอง" เรียกว่า "คัดท้าย" กันมาเรียบร้อยก่อนแล้วทั้งนั้น
พูดนี่ ไม่ใช่อะไรหรอก............
มีบางคนไม่ให้ราคาทรัมป์ ประมาณว่า ทั้งพูด-ทั้งทำ "ไม่น่าเชื่อถือ" ไม่มีใครอยากพบ-อยากคุยด้วยซักเท่าไหร่ แล้วเราจะไปทำไม?
เทน้ำหนักไปให้จีน-รัสเซียหมด!
พวก "ดูหนังตัวอย่าง" แล้วสรุปจบ ก็แบบนี้ ต้องเข้าใจให้ชัด คุยกะทรัมป์น่ะใช่
แต่ที่ตกลงอะไรกัน ตกลงกับประเทศสหรัฐฯ ไม่ใช่ตกลงกะทรัมป์
และอีกอย่าง อินกะข่าวโลกน่ะอินได้.........
แต่ที่จะเปลี่ยน "ขั้วโลก-ขั้วอำนาจ" จากเหนือเป็นใต้ จากตะวันตกเป็นตะวันออก นั่นน่ะ
เอาเป็นแค่น้ำจิ้ม "ชั่วมื้อ-ชั่วคราว" เหอะ อย่าให้ข่าวลากไปลงรูมิดหัว-มิดหูถึงขนาดนั้นเลย!
ไม่เถียง ประเทศโน้น-ประเทศนี้ ทั้งจีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ-อิหร่าน มีอาวุธมหาประลัย ซดกับสหรัฐฯ ได้ทั้งนั้น
เรียกว่า "มีมือ-มีตีน" เหมือนกัน ต่อยกันเมื่อไหร่ก็ได้!
ขอถามคำ...อินเทอร์เน็ตของใคร?
ของ กระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ
โลกยุคไอทีวันนี้ เมนเฟรมที่เก็บโปรแกรมผู้ใช้การสื่อสารทั้งโลกอยู่ไหน?
อยู่สหรัฐฯ
แค่ "เฟซบุ๊ก" ของ "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" ล่ม ยังจะเป็น-จะตายกันทั้งโลก
ฉะนั้น โลกใต้อำนาจไอที คือโลกใต้อำนาจสหรัฐฯ!
ใครทำอะไรในโลกนี้ แม้มดแอบยิ้ม สหรัฐฯ รู้หมด-เห็นหมด
สงครามน่ะ......
รบกันด้วยอาวุธก็จริง แต่ขับเคลื่อนด้วยไอที ใครแค่ขยับ สหรัฐฯ รู้เแล้ว เพราะสหรัฐฯ คือ "อาจารย์ใหญ่" ไอที
ที่คิดกันว่า "สหรัฐฯ หมดน้ำยา" อย่าเพิ่งเพ้อ!
ต้องไม่ลืม โลกยุคนี้ สื่อสารไอทีครองโลก และเจ้าไอทีคือสหรัฐฯ!
นายกฯ ลุงตู่ไปพบทรัมป์ ผมไม่หวั่นแทนลุงตู่
ถ้า "คุณชายปรีดิยาธร" ยังอยู่ ไปด้วยก็ดีซี เพราะเขาเรียนร่วมรุ่นกัน
คนที่ผมหวั่นแทนคือทรัมป์..........
เพราะดูท่ารัฐสภาเขา "ถอดถอน" ออกจากตำแหน่งแน่!
นายกฯ ตู่ อาจเป็น "ผู้นำเผด็จการ" คนแรกและคนสุดท้ายก็ได้ ที่ทรัมป์ในฐานะ "ประธานาธิบดี"
ได้เช็กแฮนด์.