PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

ฟ้อง 8 ข้อหาแกนนำกองทัพธรรม 'แซมดิน-มั่นแมน' ร่วม กปปส. ก่อกบฎ

ฟ้อง 8 ข้อหาแกนนำกองทัพธรรม 'แซมดิน-มั่นแมน' ร่วม กปปส. ก่อกบฎ
วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561, 18.03 น.
วันที่ 19 เมษายน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง เรือตรี แซมดิน เลิศบุศย์ อายุ 60 ปี ผู้ประสานงานกองทัพธรรม และ นายมั่นแม่น กะการดี อายุ 38 ปี แนวร่วมกองทัพธรรม เป็นจำเลยฐานร่วมกันเป็นกบฏ และอื่น ๆ รวม 8 ข้อหา

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 56 - 1 พ.ค. 57 จำเลยทั้งสองได้ร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่ม กปปส.ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นผู้นำการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพาผู้ชุมนุมบุกรุกปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง
ศาลได้ประทับรับฟ้องไว้เป็น คดีหมายเลยดำ อ.1185/2561 พร้อมกำหนดนัดสอบคำให้การและตรวจหลักฐานในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
ต่อมาทนายความยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นฉลากออมสินมูลค่าคนละ 6 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราวจากศาลไป โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีการชุมนุม กปปส. นั้น อัยการได้ทยอยยื่นฟ้องคดีตั้งแต่ปี 2557 เรื่อยมา ซึ่งขณะที่นับรวมแล้ว 4 สำนวน จำเลย 29 ราย โดยทั้งหมดได้ประกันคนละ 600,000 บาท พร้อมถูกกำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ขณะที่ยังเหลือแนวร่วม กปปส.ที่รอฟ้องอีก 25 ราย ส่วนสำนวนคดีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ-แนวร่วม 23 ราย ศาลนัดพร้อมและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

“2ม.” พี่น้อง"รูปขจร"

“2ม.” พี่น้อง"รูปขจร"
ถือเป็นนายทหารในประวัติศาสตร์ ทั้งคู่ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร นายทหารม้ายังเติร์ก จปร.๗ และ พล.อ.อ.มนัส รูปขจร น้องชาย คนดังดอนเมือง
ประวัติศาสตร์หลายบท หลายตอน ที่ พล.ต.มนูญกฤต อยู่เบื้องหลัง ในการขีดเส้น ขีดเขียน แต่หลายหน้า ประวัติศาสตร์ ก็ถูกเขียน โดยผู้ชนะ
โดยเฉพาะเหตุการณ์ “เมษา ฮาวาย” 2524 ระหว่าง พล.ต.มนูญกฤต ที่ในเวลานั้น เป็น พันเอกมนูญ รูปขจร ผู้หยิ่งในเกียรติ ผยองในเหล่าทหารม้า รักทหารม้า อย่างมาก กับผองเพื่อน ยังเติร์ก จปร.7 กับ “ป๋าเปรม” รุ่นพี่ ทหารม้า และ จปร.5 และทหารเสือราชินีฯ ร.21รอ.
ที่ยังคงมี “ความลับ” เบื้องหลังประวัติศาสตร์ในยุคต่างๆ ที่ พล.ต.มนูญกฤต ต้องเก็บซ่อนไว้คนเดียว ต่อไป บางเรื่องก็เล่าให้ ลูกหลานฟังได้ แต่หลายเรื่อง ก็เล่าไม่ได้
แต่ 2พี่น้องสายเลือดทหาร ตระกูลรูปขจร ได้ร่วมชะตากรรม กันในเหตุการณ์ กบฏ 9กันยายน 2528ล้มรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ล้มเหลว กลายเป็น กบฏ จนต้องหนีออกนอกประเทศ ไปอยู่เยอรมัน
ทั้ง พล.ต.มนูญกฤต และ พล.อ.อ.มนัส จึงเป็น 2พี่น้อง ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมชะตากรรมกันมา จึงรักแนบแน่น แม้วัยจะห่างกัน 10ปี
วันนี้18เมย. วันเกิด ครบ 73ปีของ พล.อ.อ.มนัส น้องชาย ผู้เป็นพี่ชาย ไม่เคยพลาดมาอวยพร น้องชาย เลยสักปี
แถมปรากฎตัว ด้วยสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้จะ 83 แล้วก็ตาม เพราะยังรักษาสุขภาพ เลือกทานอาหารคลีน และดื่มน้ำนมอุ่น ตลอด
พล.ต.มนูญกฤต บอกไม่คิดจะเล่นการเมือง เพราะ ในอดีต ตนเอง เกี่ยวข้องกับการเมือง มาตลอด แต่ไม่เคยคิดจะตั้งพรรคการเมือง หรือลงสมัคร สส. เพราะยังเชื่ออยู่ว่า ความเป็นคน จะสิ้นสุดลงทันที ที่เป็นนักการเมือง
ในฐานะรุ่นพี่ พร้อมฝากถึง บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. และ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร ด้วยว่า ให้รีบคืนอำนาจให้ประชาชน จัดการเลือกตั้ง อย่าใช้อำนาจจากปากกระบอกปืน ทำแบบนี้อีกเลย
และจะรอดูอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะตั้งพรรคการเมือง หรือจะกลับมาเป็น นายกรัฐมนตรี อีกครั้ง ว่าจะเป็นไปอย่างไร !!

ไม่ตื่นเต้น พรรคเพื่อไทย ตีกอล์ฟ"ตระกูลสะสมทรัพย์"

"บิ๊กตู่" ตีเนียน ....ไม่ตื่นเต้น พรรคเพื่อไทย ตีกอล์ฟ"ตระกูลสะสมทรัพย์" เทียบเหมือนตอนผมไปตีกอล์ฟ สนามนี้ เขามาต้อนรับ ไม่มองเป็น"นัยยะทางการเมือง"ไม่สน เพิ่อไทย"ดูด"สะสมทรัพย์ ใครดึงใคร ผมไม่เห็นมีใครเลย”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงแกนนำพรรคเพื่อไทย ไปตีกอล์ฟและพบปะกับตระกูลสะสมทรัพย์ว่า ไม่มีนัยยะอะไร เป็นการตีกอล์ฟกันตามปกติ ก็เหมือนกับที่ตนเคยไป เมื่อเขาไป ก็มีคนมาต้อนรับ
"ตอนผมไป ก็มีคนมารับ เป็นธรรมดา แต่ความจริงเขาไม่ได้มารับผม เพราะเขาคุยกันอยู่แล้วทุกอาทิตย์ เขาอยู่กันครอบครัวครัวถ้วนหน้า อาจเป็นจังหวะที่ไปเจอกันพอดี "
แต่เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นว่าไปกันไม่ครบเพราะไม่สบาย อย่าไปมองว่าเป็นนัยยะทางการเมืองเลย
เมื่อถามว่ามีการมองว่าเป็นการดึงคนตระกูลสะสมทรัพย์ มาพรรคเพื่อไทย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อย่าไปมองเลย และผมไม่ได้ไป ถึงพวกเขา ใครดึงใคร ผมไม่เห็นมีใครเลย”
เมื่อถามถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายกฯ แสดงความชัดเจนทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า ชัดเจนเรื่องอะไร จะให้เปิดอย่างไร
เมื่อถามว่าให้แสดงความชัดเจนถึงการประกาศเล่นการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พอแล้ว ตนไม่ได้เล่นการเมือง ถ้าเล่นการเมือง ตนก็ต้องไปเลือกตั้ง เป็นส.ส. แล้วมันจะเป็นได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้
เมื่อถามว่าในใจอยากเข้าไปอยู่ ในรูปแบบนักการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่าถามว่า อยากหรือไม่อยาก แต่ถ้าถามว่าอยากไหม ก็ต้องตอบว่าไม่อยาก แต่ถามว่ามันมีความจำเป็นอะไรหรือไม่ มันเป็นเรื่องอนาคต เป็นเรื่องของประชาชนกำหนด ไม่ใช่ว่าอะไรก็นักการเมืองคิดกันเอง
"ผมไม่เคยมองว่าตัวเองสำคัญกว่าใคร หรือเก่งกว่าใคร ไม่เคยคิดอย่างนั้น เป็นเรื่องของประชาชนว่าเขาต้องการอะไร"
เมื่อถามว่าคิดว่าสถานการณ์วันนี้นายกฯจำเป็นต้องอยู่ต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่รู้ ยังตอบไม่ได้ ต้องไปรอเดือนมิ.ย.ไปแล้วโน่น จบ รอเดือนมิ.ย.ก็แล้วกัน

เหวง ชี้ พรรคขั้วปชต.รวมกันต้องได้เกิน 250 เสียง เพื่อปิดประตูรปห.-สู้เผด็จการอยู่ยาว

เหวง ชี้ พรรคขั้วปชต.รวมกันต้องได้เกิน 250 เสียง เพื่อปิดประตูรปห.-สู้เผด็จการอยู่ยาว


“เหวง” ชี้ ปชช.ต้องเลือกพรรคขั้วประชาธิปไตยให้เกิน 250 เสียง ปิดประตูรัฐประหารยึดอำนาจ หวั่นเผด็จการยาว 20 ปี เหน็บ ปชป. 72 ปีที่ผ่านมา ใช้วาทะศิลป์กลบเกลื่อนการฉวยโอกาสทางการเมือง
เมื่อวันที่ 19 เมษายน นพ.เหวง โตจิราการ อดีตสส.พรรคเพื่อไทย โพสต์แสดงความเห็นกรณีการจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนรัฐบาล คสช. และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า
ประชาชนต้องเลือก พรรคขั้วประชาธิปไตย ให้เกิน250เสียงเท่านั้น จึงจะปิดประตูการยึดอำนาจรัฐประหารได้สิ้นเชิง แม้จะยังไม่มีการยื่นเพื่อจดจัดตั้งพรรค คสช. แต่ขณะนี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามี “พรรค คสช.” จะชื่อเสียงใดไม่สำคัญ จะยื่นจดจัดตั้งเมื่อไรไม่สำคัญ

แต่นายกฯ บอกชัดว่า “เขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่”“แต่เขายังไม่มาเชิญผม” เชิญเมื่อไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แม้นายกรัฐมนตรี บอกว่า”ผมต้องพิจารณาดูก่อนว่าจะเข้าร่วมหรือไม่” แต่เป็นคนกันเองทั้งนั้น “ที่กำลังปรึกษาหารือกันอยู่” เช่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล้วนยืนยันว่า “กำลังปรึกษากันอยู่”

พร้อมๆไปกับการ “ดูด” นายสกลธี ภัทธิยกุล เป็นรองผู้ว่ากทม. นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นที่ปรึกษานายกฯฝ่ายการเมือง นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อีกทั้งคสช.ได้เดินสายตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ไปพบ พรรคบรรหาร ไปพบ พรรคนายสมศักดิ์ ที่จ.สุโขทัย ไปพบพรรคนายอนุทิน ไปพบพรรคนายสุวัจน์ ที่โคราช แตะมือกับกลุ่มนายสุชาติ ตันเจริญ ยังมี “พรรคกปปส.ของสุเทพ เทือกสุบรรณ” อีกที่ยังมีฤทธิ์เดชอยู่

การทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านลงสู่มวลชนภายใต้ธง “ไทยนิยมยั่งยืน”ครอบคลุม 85,000 ชุมชนทั่วประเทศรวมกทม. ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นการ “เคลื่อนพลขนาดใหญ่”กรีฑาทัพไปในทุกปริมณฑล ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศเพื่อสร้างปัจจัยให้บรรลุชัยชนะในการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลคสช. ภายหลังการเลือกตั้งให้ได้อย่างมั่นคง

ไม่ต้องไปถามพรรคปชป.เลยว่าจะเข้าร่วม พรรค คสช.หรือไม่ “เมื่อถึงวันนั้น” พล.อ.ประยุทธ์ ได้บอกไว้ชัดแล้วว่า “คอยดูว่าเขาจะพูดอย่างไร”

พรรคปชป.มีหรือจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล(ขั้ว)คสช.?

โดยอ้างเหตุว่าประชาชนเรียกร้องและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตามวิสัยที่เขาถนัดในการใช้วาทะเลิศหรูเพื่อกลบเกลื่อน “การฉวยโอกาสทางการเมือง” ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคนี้ถนัด และทำมาตลอดระยะเวลา72 ปี ของการตั้งพรรค ดังนั้น การสัปประยุทธ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นการสัปประยุทธ์ครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งระหว่างสองขั้วการเมืองเท่านั้น คือ ขั้วที่สนับสนุนคสช. สนับสนุนรัฐประหาร กับ ขั้วต่อต้านคสช. ต่อต้านรัฐประหารต้องการประชาธิปไตย ไม่มี “สามก๊ก” ทางการเมืองแต่อย่างไร

เมื่อสภาพการณ์ชัดเจนเช่นนี้แล้ว เบื้องหน้าทุกพรรคการเมือง ย่อมมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น คือ ท่านจะเลือกขั้วคสช. ขั้วรัฐประหาร หรือ ท่านจะเลือกขั้วต่อต้านคสช. ขั้วต่อต้านรัฐประหาร ต้องการประชาธิปไตย ไม่ต้องมัว เชิดปี่ตีกลอง รำหน้าพาทย์อยู่เลยครับ ไม่ต้องมัวอิดๆออดๆม้วนไปม้วนมาอยู่เลยครับ ประกาศให้ชัดไปเลย “สนับสนุนคสช.สนับสนุนรัฐประหาร” หรือ “ต่อต้านรัฐประหารไม่เอาคสช.ต้องการประชาธิปไตย”

ไม่เพียงแต่พรรคการเมืองเท่านั้นที่ต้องแจ่มชัดตั้งแต่วินาทีนี้ ประชาชนทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้งก็ต้องตัดสินใจแล้วครับว่า “ท่านจะสนับสนุนคสช.สนับสนุนรัฐประหาร” หรือ “ท่านจะต่อต้านรัฐประหารสร้างประชาธิปไตยเพื่อปิดตายการรัฐประหารของประเทศ” เพราะหากครั้งนี้ ประชาชนเลือกพรรคขั้วประชาธิปไตยต่อต้าน คสช. เกินกว่า 250 เสียงขึ้นไป

พรรค คสช.ก็ยากที่จะเดินหน้าทางการเมือง แม้จะมีพรรค ส.ว. 250เสียง หนุนอยู่ก็ตาม อาวุธไม่ไว้วางใจทรงอานุภาพยิ่งในการหยุดยั้งรัฐบาลต่อท่ออำนาจ คสช. และเปิดทางให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงปัจจัยเผด็จการต่างๆให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นได้ เป็นโอกาสอันงดงามที่ใช้เส้นทางสันติวิธีในการ “ปิดประตูตายสำหรับการรัฐประหารต่อไปในอนาคต” แต่หากผลออกมาตรงข้าม พรรคขั้วคสช. ได้มากกว่า 250 เสียง ประเทศไทยก็จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของ เผด็จการรัฐประหารไปอีกยาวนานอย่างน้อยก็ 20 ปี
ท่านต้องเลือกแล้วครับ

จม.จากใจ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ เลขาฯเพื่อไทย ถึง ‘อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์’ และปชช.

จม.จากใจ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ เลขาฯเพื่อไทย ถึง ‘อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์’ และปชช.


นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง จากกรณีที่ ศ.ดร.นิธิได้เขียนบทความเผยแพร่สู่สาธารณะเรื่อง “จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคเพื่อไทย” โดยนายภูมิธรรมได้เขียนจดหมายจากใจ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึง ‘อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์’ และประชาชน มีรายละเอียดดังนี้
ผมได้อ่านจดหมายของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อย่างตั้งใจ ด้วยความตระหนักรู้ถึงความปรารถนาดีของอาจารย์ ซึ่งถือเป็นกัลยาณมิตรต่อพรรคเพื่อไทย ขอขอบคุณอย่างยิ่งต่อทุกความเห็น และจะนำไปขบคิดต่ออย่างจริงจัง
ผมมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่มั่นคงไม่น้อยไปกว่าพรรคใด
การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้ประเทศหลุดพ้นจากอำนาจเผด็จการยังคงเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของพรรคเราไม่เปลี่ยนแปลง
ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยผ่านการร่วมชะตากรรมกับพี่น้องประชาชนที่รักเรา เชื่อมั่นและโอบอุ้มปกป้องเรามาโดยตลอด เราสำนึกและตระหนักดีว่าเราเป็นสถาบันทางการเมืองที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเขา
และขอให้มั่นใจได้ว่าเราจะไม่มีวันทรยศต่อประชาชนและละทิ้งภารกิจที่พี่น้องประชาชนมอบหมายให้ได้
แม้นอาจมีบางท่านมองว่า ระหว่างหนทางนั้น พรรคเพื่อไทยอาจยังไม่สามารถดำเนินการทางการเมืองได้ตามต้องการ และไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้ทั้งหมด
แต่ผมยังยืนยันว่า ภายใต้อุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ นั้น พรรคยังคงยึดมั่นในประชาชนและหลักประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง
และจะไม่ยอมรับการเมืองที่เป็นการตกลงกันเพื่อประโยชน์ร่วมของชนชั้นนำโดยละเลยหรือไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนพึงได้รับอย่างยุติธรรม
การต่อสู้เพื่อคัดค้านอำนาจและกลไกการรัฐประหารที่เกิดขึ้นของพรรคเพื่อไทยนั้นที่ผ่านมามีหลากหลายรูปแบบ
หากแต่ตั้งอยู่บนความระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงและไม่ก่อให้เกิดเหยื่อทางการเมืองใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
นั่นมิได้หมายความว่าเรายอมรับ นิ่งเฉย หรือคุ้นชินกับระบบเผด็จการที่คุกคามประชาชนมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนหลงลืมไปว่าเจตนารมณ์ของพรรคที่เรายึดมั่นกันมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนนั้น คือการเป็นส่วน
หนึ่งในการร่วมสร้างสังคมที่ทุกคน ทุกฝ่าย ต่างก็ยอมรับและเคารพในสิทธิที่แต่ละคนพึงมี หรือพึงเลือกเพื่อกำหนดอนาคตของตนเองได้
ดังนั้น ภารกิจของพรรคต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ จึงยิ่งมีความสำคัญในฐานะของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในสังคมไทยอีกครั้ง
ในขณะที่พรรคกำลังจะลงสนามแข่งขันในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่พิกลพิการและเต็มไปด้วยกลไกสุดพิสดารนั้น
ผมเห็นด้วยกับ อ.นิธิว่าพรรคการเมืองที่วางตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย มีความจำเป็นต้องยึดมั่นในยุทธศาสตร์การร่วมมือกันเพื่อสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
การร่วมมือกันของประชาชนและผู้รักประชาธิปไตย การประสานทุกกลุ่มพลังเข้าเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ร่วมกัน จึงเป็นภารกิจที่จำเป็นยิ่งในการหลุดพ้นจากระบบเผด็จการและสถาปนาความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจึงถือเป็น “การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่ใช่การต่อสู้แข่งขันกันเองของพรรคการเมืองเท่านั้น แต่หมายถึงการร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่พรรคการเมืองต้องเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง และระดมสรรพกำลังทางยุทธศาสตร์ให้เข้ามามีบทบาทร่วมกันในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศและโครงสร้างการบริหารและกลไกต่างๆ เพื่อเพิ่มบทบาทและสัดส่วนของฟากฝ่ายประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศในหลากหลายมิติ
ซึ่งถือเป็นหัวใจของนโยบายที่พรรคยึดถือมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยการดำเนินการภายใต้พรรคไทยรักไทย
สุดท้าย ผมต้องขอขอบคุณต่อประเด็นคำถามและข้อสังเกตของท่านที่ให้พรรคเราได้มีโอกาสทบทวนความคิดและตรวจสอบตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้ง
ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า หากพรรคได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เด็ดขาด พรรคจะมุ่งมั่นสร้างนโยบาย มาตรการ กลไก และกระบวนการแก้ไขปัญหาในสังคมตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนมอบให้
และขอยืนยันจุดยืนของพรรคที่ชัดเจน คือ การแก้ไขทบทวนกติกาและกฎหมายต่างๆ ที่มีลักษณะบั่นทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขัดหลักนิติธรรม และขัดหลักความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ 2560 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หากผลไม่เป็นไปตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น พรรคก็จะยังคงเป็นพรรคการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
และพร้อมทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด


ย้อนอ่านบทความ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์


จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคเพื่อไทย
ในฐานะผู้เคยลงคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทย และอาจจะลงคะแนนให้อีก จึงขอกราบเรียนความต่อไปนี้แก่พรรค
พรรคคิดจะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือไม่?
หากพรรคคิดว่านี่คือบทบาทสำคัญที่สุดของพรรคในตอนนี้ ขอให้เข้าใจด้วยว่า เป้าหมายทางการเมืองในช่วงนี้ไม่ใช่ชนะการเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ลิดรอนอำนาจของฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งเช่นนี้ จะชนะเลือกตั้งไปทำไม การต่อสู้ของพรรคไม่อาจจำกัดอยู่ที่หีบบัตรเลือกตั้งได้อีกต่อไป
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร อาจมี ส.ส.ของพรรคจำนวนไม่ถึงนิ้วของมือเดียวที่ออกมารณรงค์ต่อต้านการรัฐประหารอย่างกล้าหาญ แต่พรรคไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากหาทางประนีประนอมด้วยการเชื่อฟังคำสั่งของคณะรัฐประหารอย่างเซื่องๆ นายทุนพรรคอาจเลือกนโยบายประนีประนอมเพื่อเป้าหมายส่วนตัวของเขา แต่พรรคไม่ได้มีหรือไม่ควรมีเป้าหมายเดียวกับนายทุน ภารกิจของพรรคที่ประสบความสำเร็จทางการเมืองอย่างท่วมท้นเช่นนี้ จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากพันธะที่มีต่อประชาชนจำนวนมหึมาที่สนับสนุนพรรค และด้วยเหตุดังนั้นจึงต้องเป็นแนวหน้าในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ลองคิดดูเถิดว่า ในวันที่ 22 พ.ค.ของสี่ปีที่แล้ว หาก ส.ส.ของพรรคทุกคนที่ไม่ได้ถูกเชิญตัวไปเก็บไว้ในค่ายทหาร ออกมาชูสามนิ้วร่วมกับมวลชนทั่วประเทศ เราจะต้องทนอยู่กับอำนาจดิบของคณะทหารมาถึง 4 ปีเช่นวันนี้หรือ ส.ส.จำนวนมากอาจต้องลงเอยด้วยการติดคุกรัฐประหาร
แต่การเป็นนักการเมืองในประเทศที่ประชาธิปไตยยังไม่มั่นคง นั่นไม่ใช่หน้าที่ของนักการเมืองหรอกหรือ
แน่นอนว่า การประนีประนอมมีความสำคัญอย่างขาดไม่ได้ในการเมืองของทุกสังคม แต่ในบางกรณี การประนีประนอมกลับทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง และหาทางออกได้ยากขึ้น
ในกรณีเช่นนี้ การประนีประนอมจะทำให้เกิดผลเสียสองอย่าง
ประการแรก การประนีประนอมทำให้ต้องสูญเสียบางส่วนของเป้าหมาย โดยมากส่วนที่ต้องเสียไปคือส่วนที่มีความสำคัญต่อประชาชน เช่น จะใช้สิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ต้องผ่านการอนุมัติของรัฐเสียก่อน เพราะผู้กำหนดว่าจะต้องเอาอะไรไปแลกกับอะไรไม่ใช่ประชาชน แต่เป็น “ผู้ใหญ่” ของพรรคเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ยิ่งการเจรจาเพื่อประนีประนอมทำกันอย่างไม่เปิดเผยมากเท่าไร ประชาชนก็ต้องเป็นฝ่ายสูญเสียมากเท่านั้น
ประการที่สอง ด้วยเหตุดังนั้น การประนีประนอมจึงตอบสนองแก่ความประสงค์ของบุคคลที่แคบมาก และมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกกลืนไปเป็นส่วนหนึ่งของความชั่วร้ายได้ง่าย ลองคิดดูเถิดว่า หากคุณทักษิณ ชินวัตร หรือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นของ คสช. (ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้) ใครจะได้อะไร นอกจากคนในตระกูลชินวัตรเท่านั้น
พรรคเพื่อไทยจึงควรประกาศอย่างชัดเจนหนักแน่นตั้งแต่ตอนนี้ว่า พรรคพร้อมจะเป็นพันธมิตรกับพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าทั้งหมด นับตั้งแต่พรรคเสรีรวมไทย, พรรคอนาคตใหม่, พรรคเกรียน ฯลฯ ส่วนจะเป็นพันธมิตรในระดับใดและอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาร่วมกัน แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่า การเป็นพันธมิตรทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อทำให้โครงการเปลี่ยนประเทศไทยกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย มีพลังที่จะทำได้อย่างเป็นผลมากที่สุด ทั้งในฐานะที่ได้จัดตั้งรัฐบาล และไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล
ภารกิจทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรของพรรคก็คือ ทำให้มาตรการทุกอย่างทั้งการบริหารและกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างประเทศตกอยู่ภายใต้การรัฐประหาร ไม่มีผลลงทั้งหมด ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่บังคับอยู่เวลานี้ลงโดยเร็ว นำเอารัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กลับมาใช้พร้อมบทเฉพาะกาล ที่จะจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
สี่ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใดว่า กลไกของรัฐไทยนั้นล้าหลังมาก รัฐไทยจึงไม่มีความสามารถจะนำชาติบ้านเมืองไปสู่ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยได้เพียงลำพัง ด้วยเหตุดังนั้นพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรจะต้องผลักดัน “กติกา” ใหม่ ที่สังคมสามารถเข้ามามีบทบาทร่วมกับรัฐได้เต็มที่ ในฐานะผู้นำรัฐด้วย ไม่ใช่ผู้เสริมพลังของรัฐเท่านั้น สังคมต้องรับภาระการนำแทนรัฐล้าหลัง และการนำนี้ไม่ควรจำกัดอยู่แต่ในมือของพรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้น แต่สังคมโดยรวมต้องเข้ามามีบทบาทโดยตรงด้วย เช่น สัดส่วนของกรรมการสภาพัฒน์ต้องประกอบด้วยบุคคลนอกภาครัฐด้วย (เพียงแต่ต้องคิดให้ดีว่า ทำอย่างไรจึงอาจเลือกตัวแทนของสังคมได้กว้างกว่านายทุนและนักวิชาการ ทั้งยังต้องคิดถึงการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายให้มากกว่าบุคคลที่เป็นกรรมการ)
สองเรื่องหลักที่ต้องลงทุนทำอย่างเต็มที่ (ไม่แต่เพียงเงินงบประมาณอย่างเดียว ควรนึกถึง “ทุน” ในรูปแบบอื่นๆ อีกมาก) คือ การศึกษา, สาธารณสุข, และการกระจายอำนาจการปกครอง ไม่แต่เพียงรื้อฟื้นการเลือกตั้ง อปท.ทุกระดับกลับคืนมา แต่ต้องทำให้ อปท.แต่ละระดับมีอำนาจบริหารในมือของตนเองที่อิสระ รวมทั้งกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของประชาชนในพื้นที่ (ไม่ใช่ของกระทรวงมหาดไทย) อปท.ต้องเข้ามารับผิดชอบด้านสุขภาพอนามัยและการศึกษาในท้องถิ่นมากกว่าที่เป็นอยู่อีกมาก
ความคิดเรื่องกระจายอำนาจด้วยการตั้งองค์กรขนาดใหญ่ที่เป็นองค์กรอิสระจากรัฐ (เช่น สสส.) ไม่ใช่การกระจายอำนาจจริง เป็นแต่เพียงการถ่ายโอนอำนาจรัฐให้ไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่อ้างความเป็น “มืออาชีพ” ขึ้นมาเสวยผลประโยชน์เท่านั้น
ต้องชัดเจนมาแต่ต้นว่า เป้าหมายทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในการลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เพื่อกระจายความคิดในการเปลี่ยนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากอำนาจรัฐประหารโดยเร็ว และจะเปิดพื้นที่ให้สังคมเข้ามานำความเปลี่ยนแปลง แทนข้าราชการที่ยังคงล้าหลังเหมือนเดิมตลอดมา พรรคต้องกล้าชี้ให้ประชาชนเห็นความบกพร่องของตัวรัฐธรรมนูญและระบบการเมือง, เศรษฐกิจ ฯลฯ ที่คณะรัฐประหารได้จัดวางไว้
อย่ากลัวว่าพรรคจะถูกสั่งปิดหรือล้มเลิกไป สถานการณ์ในปัจจุบันกับ 2549 แตกต่างกันมาก และถึงถูกสั่งปิด นักการเมืองของพรรคก็ยังสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ในฐานะบุคคลธรรมดา (ความเป็นนักการเมืองไม่ได้อยู่ที่การรับรองของ กกต. แต่อยู่ที่ทรรศนะของประชาชน) พรรคเองก็ยังอาจดำรงอยู่ได้ในฐานะองค์กรทางการเมือง ที่ไม่ลงไปแข่งขันทางการเมืองในระบบ
ประการสุดท้ายที่มีความสำคัญเหมือนกันก็คือ การเป็นผู้สมัครของพรรคที่เสนอทางเลือกอย่างชัดเจนดังกล่าวข้างต้น หากจะได้รับเลือกในเขตของท่าน ก็จะได้รับเลือก หากจะไม่ได้รับเลือกก็จะไม่ได้รับเลือก ไม่ว่าจะมีนายทุนพรรคเป็นใคร ไม่มีครั้งไหนที่พรรคเพื่อไทยจะสามารถปลดแอกจากตระกูลชินวัตรได้ง่ายเหมือนครั้งนี้ พรรคไม่อาจชูใครในตระกูลชินวัตรขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกแล้ว อีกทั้งงบหาเสียงก็มีความสำคัญน้อยลง เพราะมันชัด อย่างไม่เคยชัดเท่าการเลือกตั้งครั้งไหนเลยว่า จะเลือกใครไปทำไม
การเลือกตั้งครั้งนี้คือการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ หากพรรคเพื่อไทยยังพยายามรักษาความจืดของพรรคไว้เพื่อหวังจะได้เกี้ยเซี้ย นอกจากพรรคจะไม่มีโอกาสเกี้ยเซี้ยแล้ว ประชาชนก็จะเริ่มตื่นรู้ว่า ไม่อาจใช้พรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องมือทางการเมืองของเขาได้
การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์นั้นมีจริง แต่ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อเพื่อไทยก็จะเป็นข้อได้เปรียบโดยอัตโนมัติ ประชาชนจำนวนมากรู้ว่า ความสะใจที่ได้จากการเอาชนะคณะรัฐประหารนั้น ไม่เพียงพอจะช่วยประเทศไทยให้หลุดจากหลุมดำที่ทหารบางกลุ่ม, นายทุนบางกลุ่ม, เนติบริกร และนักวิชาการบางกลุ่มได้เฝ้าเพียรขุดฝังบ้านเมืองให้มืดมิดตลอดไปได้
พรรคเพื่อไทยพร้อมหรือยัง?

สำรวจตลาด ส.ส. การเมืองฝุ่นตลบ ดีล-ดูด-เลือกขั้ว

สำรวจตลาด ส.ส. การเมืองฝุ่นตลบ ดีล-ดูด-เลือกขั้ว


ปฏิทินทางการเมืองหลังวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ เริ่มเปิดทำการในวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ก็ส่อเค้าจะกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
พลันที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง “เสี่ยแป๊ะ” นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล (พช.) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง พ่วงด้วยการแต่งตั้งน้องชาย “เสี่ยแป๊ะ” อิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
พร้อมกับคำยืนยันของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมายืนยันถึงการแต่งตั้งทั้งสองพี่น้องจากตระกูลคุณปลื้มให้มารับตำแหน่งทางการเมืองด้วยว่า
“จำเป็นต้องมีคนเหล่านี้เข้ามาบ้าง เพื่อมาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเอาคนนี้มาเพื่อประโยชน์อะไรของผม มันไม่ใช่ วันนี้กำลังจะเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น ผมก็ต้องมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้มาให้คำปรึกษาว่าเป็นอย่างไร เพราะผมก็ไม่รู้ว่าการเมืองมันทำกันมาอย่างไร ดังนั้น จึงต้องรู้บ้าง”
ในทางการเมืองถือว่าไม่เกินความคาดหมาย เนื่องด้วยในช่วงปี 2560 ต่อเนื่องมาถึงปี 2561 พล.อ.ประยุทธ์ได้นำรัฐมนตรีลงพื้นที่ไปพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหาและมอบนโยบายแก้ปัญหาให้กับกลุ่มจังหวัดต่างๆ พร้อมกับเชิญตัวแทนนักการเมืองในพื้นที่มาพูดคุยเพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาให้กับรัฐบาลด้วย
โดยคีย์แมนการเมืองทุกพรรคต่างอ่านเกมของ “บิ๊กตู่” ออกว่าเป็นการเดินสายเพื่อจับมือกับกลุ่มการเมือง ให้มาหนุน “บิ๊กตู่” ที่ส่งสัญญาณว่าจะอยู่ลงสนามทางการเมืองต่อในฐานะนายกฯคนนอก ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนหลักสนับสนุน ผ่านมือดีลอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ และทีมงาน
ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับตัวแทนนักการเมือง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เมื่อครั้งลงพื้นที่ จ.อ่างทอง และสุพรรณบุรี การคุยกับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย เมื่อครั้งลงพื้นที่ จ.สุโขทัย
แม้ “สมศักดิ์” จะยืนยันว่าเป็นการพูดคุยกับนายกฯ เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศในฐานะนักการเมืองในพื้นที่ ไม่มีนัยยะทางการเมือง แต่ถึงเวลานี้ “สมศักดิ์” พร้อมกับสมาชิกกลุ่มมัชฌิมาธิปไตยยังไม่เข้ามายืนยันความเป็นสมาชิกกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ตามคำสั่งหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่เปิดโอกาสให้เช็กชื่อสมาชิกของพรรคเก่าได้ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้
การย้ายค่าย สลับขั้วในทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ย่อมจะเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เริ่มจากพรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) เมื่อหนึ่งในผู้มีบารมีของพรรค อย่าง “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำกลุ่ม
วังบัวบาน ที่ดูแลอดีต ส.ส.ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสานบางส่วน ประกาศวางมือไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมืองอีกแล้ว จะส่งผลให้อดีต ส.ส.ในสังกัดกลุ่มวังบัวบานจะอยู่ครบถ้วน หรือโดนเจาะ โดนดูดออกไปหรือไม่

ส่วนที่ต้องจับตาคือ กลุ่มสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่บ้านใหญ่แห่ง จ.นครปฐม ที่มีภาพหมู่ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วย
ผู้บัญชาการทหารบก ที่สนามกอล์ฟนิกันติของตระกูลสะสมทรัพย์ ทั้ง “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” อดีต รมว.แรงงาน “ไชยา สะสมทรัพย์” อดีต รมว.พาณิชย์ “ไชยยศ สะสมทรัพย์” อดีต รมช.คมนาคม และ “อนุชา สะสมทรัพย์” อดีต ส.ส.นครปฐม พรรค พท.
ที่แกนนำทุกพรรคการเมืองต่างมองว่า คสช.เปิดดีลกับตระกูลสะสมทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว เป็นเหตุให้แกนนำพรรค พท. นำโดย “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯในฐานะแกนนำพรรค พท. ยกทีมแกนนำพรรคไปออกรอบตีกอล์ฟเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับคนตระกูลสะสมทรัพย์ให้ยังอยู่กับพรรค พท.ต่อ แต่ผลการออกรอบในครั้งนี้จะสู้พลังดีลของ คสช.ได้หรือไม่นั้น คงต้องรอดู
ขณะที่กลุ่มวาดะห์ที่ดูแลในพื้นภาคใต้ของพรรค พท. นำโดย “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” แกนนำกลุ่มวาดะห์และอดีตประธานรัฐสภา ก็ฟอร์มทีมอดีต ส.ส.ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามพรรคประชาชาติ ซึ่งต้องดูความชัดเจนว่าหลังการเลือกตั้ง พรรคประชาชาติจะไปจับมือกับพรรคใดในการจัดตั้งรัฐบาล
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั้นพยายามชูกลยุทธ์คนรุ่นใหม่ ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทนำอีกครั้ง โดย “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชาย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. มาพร้อมกับแคมเปญพรรค “เสรีนิยมประชาธิปไตย” เพื่อนำประชาธิปัตย์สู่ยุคใหม่ ขณะที่อดีต ส.ส.บางส่วนที่ร่วมเป็นแกนนำกลับกลุ่ม กปปส.นั้นจะขอแยกวงไปตั้งพรรค กปปส.กับ “ธานี เทือกสุบรรณ” อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรค ปชป. น้องชาย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาฯพรรค ปชป. และอดีตเลขาฯกลุ่ม กปปส. ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการแข่งกันเองในพื้นที่ภาคใต้
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แม้แกนนำพรรคอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. ประกาศความพร้อมขอสู้ทุกเขต แม้จะมีกระแสว่ามีดีลกับอดีต ส.ส.ระดับเบอร์รองๆ ของพรรคใหญ่ เพื่อหวังคะแนนมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมกับโชว์จุดยืนไม่ขอเป็นศัตรูกับใคร ขอทำงานเพื่อประเทศชาติ
แต่ที่ชัดเจนแล้วว่าจะได้ “เสี่ยยอด” ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต ส.ส.จากพรรคชาติไทยพัฒนา ย้ายมาร่วมสังกัดกับพรรค ภท.แน่นอน
อย่างไรก็ตาม กระแสการดีลทางการเมืองของ คสช. ผ่าน “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ยังได้ส่งสัญญาณไปยังผู้ว่าฯกทม. “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ให้แต่งตั้ง “สกลธี ภัททิยกุล” อดีต ส.ส.ปชป.และอดีตแกนนำ กปปส. นั่งเป็นรองผู้ว่าฯกทม.อีกด้วย ภายหลังที่สกลธีพร้อมกับ ณัฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.กทม. และแกนนำ กปปส. เข้าพบนายสมคิดที่ทำเนียบรัฐบาลช่วงก่อนวันหยุดสงกรานต์
ส่วนกลยุทธ์ดีลและดูดของผู้มีอำนาจในเวลานี้ จะสำเร็จตามโรดแมปที่วางไว้หรือไม่ อีกไม่นานคงจะได้รู้

ลอต 3 มาแรง

ลอต 3 มาแรง



คดีทุจริตเงินทอนวัด โดนกวาดล้างไปแล้ว 2 ลอต รวมเบ็ดเสร็จ 35 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 200 ล้านบาท
ลอตแรก ตรวจพบทุจริตเงินทอนวัด 12 วัด มูลค่าความเสียหาย 60 ล้านบาท มีข้าราชการโดนเช็กบิล 8 คน แถมพลเรือน ติดร่างแหอีก 1 คน
ลอตสอง ตรวจสอบพบทุจริตเงินทอนวัด อีก 23 วัด มูลค่าความเสียหาย 141 ล้านบาท มีข้าราชการโดนเช็กบิล 13 คน พระ 4 รูป และพลเรือนติดหางว่าวอีก 2 คน
ล่าสุด “พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” ผอ.พุทธศาสนาแห่งชาติ เดินหน้าลุยคดีทุจริตเงินทอนวัดลอต 3 ฉลองเทศกาลสงกรานต์
โดยนำหลักฐาน การทุจริตเงินทอนวัด เพิ่มอีก 10 วัด ประเมินมูลค่าความเสียหาย 70 ล้านบาท ไปแจ้งความ ปปป. และ ป.ป.ช. กล่าวโทษพระเถระชั้นผู้ใหญ่ถึง 5 รูป
ข้อหามีส่วนร่วมสนับสนุนการทุจริต งบส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม ทำให้ ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
โอย...ผ้าเหลืองร้อนฉ่าซะแล้วโยม
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า พระราชาคณะที่ถูก ผอ.สำนักพุทธฯแจ้งความเช็กบิลข้อหามีส่วนร่วมสนับสนุนการทุจริตเงินทอนวัดทั้ง 5 รูป ล้วนเป็นพระเถระผู้ใหญ่ มีญาติโยมนับถือมากมาย มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง
ข้อสำคัญ มีถึง 3 รูปที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) องค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุดชุดปัจจุบัน
แถมทั้ง 3 รูป มีสมณศักดิ์สูงสุดอันดับ 3 อันดับ 5 และอันดับ 7 ที่จะได้รับเลื่อนชั้นขึ้นเป็น “สมเด็จ” ในอนาคตอีกไม่ไกล
ยิ่งกว่านั้น ทั้ง 5 รูปยังครองตำแหน่งเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใหญ่เกรดเอใน กทม. ทั้งฝ่ายธรรมยุต และมหานิกาย
แถมเป็นเจ้าคณะภาค 4 เจ้าคณะภาค 5 เจ้าคณะภาค 10 และเจ้าคณะกรุงเทพฯ ปฏิบัติหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ทั่วประเทศไทย
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า การที่พระเถระ ชั้นผู้ใหญ่ชื่อเสียงโด่งดังทั้ง 5 รูป ต้องถูกกล่าวหาว่ามีส่วนสนับสนุนขบวนการทุจริตเงินทอนวัดลอตที่ 3
ยังไม่ได้เริ่มขบวนการสอบสวนตามขั้นตอน
ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 5 รูป มีความผิดตามข้อกล่าวหาจริง
ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 รูปยังมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้มีส่วนร่วมทุจริตแม้แต่นิดเดียว
เพราะตัวแสบที่สมคบคิดทุจริตเงินทอนวัดตัวจริง คือข้าราชการ และอดีตข้าราชการระดับสูง ที่ใช้อำนาจหน้าที่ฉ้อฉลโกงเงินหลวง สำหรับปฏิสังขรณ์วัด และสนับสนุนการศึกษาพระเณรเถนชีไปเข้ากระเป๋าตัวเอง
ส่วนวัด และพระที่ได้รับจัดสรรงบ สนับสนุนตะหากที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ และกลายเป็นเหยื่อถูกทุจริตเสียเอง
“แม่ลูกจันทร์” มองว่า ประเด็นนี้สามารถพิสูจน์หลักฐานได้ 2 ทาง
1,งบอุดหนุนวัดที่มีการทุจริต เจ้าหน้าที่ สำนักพุทธฯเป็นผู้ดำเนินการจัดไปถวายวัดเองใช่หรือไม่??
ถ้าใช่...จะหาว่าพระรู้เห็นเป็นใจร่วมทุจริตก็ไม่แฟร์
เพราะฝ่ายข้าราชการชงเองกินเอง
2, งบอุดหนุนที่สำนักพุทธฯจัดถวายวัด ถูกโอนไปเข้าบัญชีใคร??
ถ้าโอนไปเข้าบัญชีวัดทุกบาททุกสตางค์ก็ไม่ผิดปกติ
แต่ถ้าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวพระ... ก็ส่อทุจริตเต็มเปา
สรุป...ทุจริตเงินทอนวัดไม่ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย
แค่ตอบโจทย์ 2 ข้อเท่านั้นเอง.
“แม่ลูกจันทร์”

ต้นทุนชัวร์โปะขนมชั้น

ต้นทุนชัวร์โปะขนมชั้น



จาก “ทฤษฎีขนมชั้น” ของคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”
ย้อนตำนานการก่อกำเนิดอาณาจักรไทยรักไทยที่เริ่มต้นจากเทคโนแครต นักวิชาการ รวมตัวกันคิดนโยบายขายตรงกับชาวบ้านรากหญ้า ถัดมาก็ดึงนักธุรกิจชั้นนำที่ประสบความสำเร็จมาร่วมทีม ก่อนจะโปะด้วยนักเลือกตั้งอาชีพเป็นชั้นสุดท้าย
กลายเป็นพรรคการเมืองที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับการเลือกตั้งถล่มทลาย
นั่นหมายถึงการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเป็นต้องมีนักการเมืองเก่าเป็นส่วนผสม
เน้นจังหวัดที่ใส่แต้มล่วงหน้าได้ พวกที่ชัวร์ๆประกันไม่ให้ “จั่วลม”
และเมื่อ “ทักษิณ” ไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้ มันก็ไม่แปลกถ้าจะมีการเดินหมากตามรอยในการตั้งป้อมค่ายการเมืองใหม่ตามสูตรพรรคไทยรักไทย
เมื่อตะเกียงที่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยจุดขึ้น เริ่มสว่างไสว ส่องให้เห็นเส้นทางการตั้งพรรคการเมืองเพื่อเป็นฐานสนับสนุนให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. “ตีตั๋วต่อ” มีต้นทุนชัวร์ๆจากนักเลือกตั้งอาชีพ
หลักประกันตัวเลขให้พรรค ไม่ใช่เพ้อหวังกันลอยๆ
ตามจังหวะที่ “นายกฯลุงตู่” มีบัญชาก่อนออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อดีต รมว.วัฒนธรรม เข้ามานั่งแท่นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมกับน้องชายคือ นายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา ก็ได้รับโปรโมตให้นั่งแท่นผู้ช่วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยวฯ
สองพี่น้องมาเป็นแพ็กเกจขนาดนี้
ตามเงื่อนไขสถานการณ์มันเกี่ยวกับพรรคการเมืองใหม่ที่หนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อแน่นอน
แต่นั่นก็เป็นจังหวะที่ “ลงตัว” มีเหตุผลอธิบายได้
ไม่ว่าจะในมุมเนื้องานเชิงยุทธศาสตร์ ความต้องการที่ปรึกษาทางการเมืองที่ “นายกฯลุงตู่” แจกแจงต้องตั้งคนที่มีประสบการณ์มาช่วยงานช่วงสถานการณ์ไปสู่การเลือกตั้ง
ยังมีเรื่องของเนื้องาน ตามสถานะของตระกูล “คุณปลื้ม” คือนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
“สนธยา-อิทธิพล” อาสาเป็นแขนขาลงชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่ ประสานความต่อเนื่องโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เมกะโปรเจกต์ “เรือธง” ของรัฐบาล
ถือเป็น “เหลี่ยมการเมือง” เจือกับเนื้องานเนียนๆ
เซียนระดับ “สมคิด” เดินหมากแต่ละแต้ม ไม่ธรรมดา
และตามยุทธศาสตร์ที่แกะรอยได้ จากนี้ไปจะมีการเปิดโควตา ตั้งนักการเมืองเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ร่วมงานรัฐบาล ตามเหตุผลที่อธิบายได้ทั้งเรื่องของงานในพื้นที่และการมัดจำแต้มทางการเมือง
ที่สำคัญต้องอยู่นอกเหนือเงื่อนไขความขัดแย้งในสงครามแบ่งขั้ว
เบื้องต้นเลย โฟกัสไปที่คิวของนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต รมช.คมนาคม นักการเมืองภาพลักษณ์ดีจากกรุงเก่า พระนครศรีอยุธยา ที่เคยถูกเชิญเข้าร่วมพูดคุยกับ “นายกฯลุงตู่” ในการประชุม ครม.สัญจรและตรวจราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรีและอยุธยา
ว่ากันว่า “นายกฯลุงตู่” และ “กัปตันสมคิด” หมายมั่นปั้นมือ ต้องการให้นายเกื้อกูลเป็นแกนเชื่อมประสานพื้นที่ภาคกลาง ทั้งในเรื่องของการเมืองและเศรษฐกิจที่กรุงเก่ามีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว
เน้นพวก “น้ำดี” โปะขนมชั้นรอบในไปหานอก
แต่แน่นอน ตามฟอร์มยังไงก็หนีไม่ออก การขยับขับเคลื่อนพรรคหนุน “ลุงตู่” ต้องเจอเสียงด่าเสียงเหน็บแนมจากพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย
โจมตีพรรคใหม่ “ตกเขียว” ส.ส. ดักคอตีกันพวกย้ายพรรคขายตัว
ขณะที่คนด่าเองก็จะด่าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอีกทางหนึ่งก็ตาลีตาเหลือก ต้องรีบอุดเลือดไหล
อาการแบบที่ทีมงานเพื่อไทยต้อง “ตีปี๊บ” กอล์ฟอีเวนต์การเมือง
“นายใหญ่ดูไบ” ส่งก๊วนน้องเขยอย่างอดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยกขบวนแกนนำกว่า 20-30 คน แห่ออกรอบรายการเดิมพันสำคัญ
ชิงตระกูล “สะสมทรัพย์” บ้านใหญ่แห่งนครปฐม
ตามรอยจากที่ “นายกฯลุงตู่” ไปออกรอบ พร้อมปรากฏรูปถ่ายกับพี่น้อง “สะสมทรัพย์” ต่อเนื่องกับปรากฏการณ์ที่ “บ้านใหญ่” ไม่ยืนยันสมาชิกกับพรรคเพื่อไทย
ส่อนัย โปะ “ขนมชั้น” ค่ายพลังประชารัฐ.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

ข้างหลังภาพถ่าย...

Vulture Waiting for the Malnutritioned Child to Die, 1994
อีแร้งรอกินศพเด็กที่อดอยากใกล้ตาย 2537



ภาพโดย Kevin Carter ไดัรับรางวัล Pulitzer ประเภทสารคดี1994





ภาพจาก Google.com
หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจชาวโลก
และก่อให้เกิดการวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
เกี่ยวกับนิยามมนุษยธรรม/จริยธรรมที่พึงมีของช่างภาพ
ช่างภาพรายนี้ฆ่าตัวตายในภายหลัง
แม้ว่าจะได้รับรางวัลจากภาพนี้

หมายเหตุ ในวันที่ 11 มีนาคม 2536 Kevin Carter
ได้ร่วมเดินทางไปที่ซูดานกับกองทัพสหประชาชาติ (UN)
เพื่อแจกจ่ายอาหารให้ชาวซูดาน
ขณะที่กำลังถ่ายภาพชาวบ้านที่อดอยากหิวโหย
ที่มุ่งหน้ามารับอาหารที่ศูนย์แจกจ่ายอาหาร
มีอีแร้งบินร่อนลงในพื้นที่ใกล้เคียง
ช่างภาพรายนี้บอกแต่เพียงว่า
มันเป็นหน้าที่ที่ต้องถ่ายภาพนี้
ถ่ายภาพแล้วต้องเดินจากไป

ภาพนี้ได้ขายให้ New York Times มีการตีพิมพ์เผยแพร่วันที่ 26 มีนาคม 2536
แล้วแพร่กระจายไปตามสื่อต่าง ๆ ทั่วโลก  ผู้คนนับหลายร้อยคนได้ติดต่อสอบถาม
New York Times ถึงชะตากรรมเด็กน้อยรายนี้
แต่ New York Times ระบุว่า  ไม่ทราบว่า
เด็กคนนี้เดินไปถึงศูนย์แจกจ่ายอาหารหรือไม่

แต่ João Silva  ช่างภาพหนังสือพิมพ์โปรตุเกส
ที่ปักหลักอยู่ในอัฟริกาใต้
ได้ร่วมเดินทางกับ Carter ไปยังซูดาน
ให้สัมภาษณ์อีกแง่มุมหนึ่งกับนักเขียน/ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น
Akio Fujiwara ที่ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า  Fujiwara
โดยมีภาพหน้าปกเป็นเด็กชายคนนี้

โดย Silva ได้เล่าว่า เรื่องราวทั้งหมดนี้เิกิดขึ้น
ในช่วงเดินทางไปซูดานร่วมกับกองกำลังบรรเทาทุกข์ UN
ขณะที่เรือบินจอดแถบตอนใต้ของซูดาน
ในวันที่ 11 มีนาคม 2536 เจ้าหน้าที่ UN
บอกว่าเรือบินจะขึ้นบินอีกในสามสิบนาทีข้างหน้า
(เวลาที่จำกัด/เพียงพอกับการแจกจ่ายอาหาร)
ดังนั้นพวกเขาจึงวิ่งไปรอบ ๆ เพื่อถ่ายภาพ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ UN แจกจ่ายข้าวโพด
พวกผู้หญิงในค่ายผู้อพยพลี้ภัยต่างออกมาจากโรงเรือนไม้ชั่วคราวมายังเรือบิน
Silva ได้วิ่งไปถ่ายภาพพวกนักรบกองโจร
ขณะที่ Carter อยู่ไม่ไกลจากเรือบินเพียงสิบสองฟุตเล็กน้อย

Silva เล่าว่า Carter รู้สึกตกใจมากในครั้งแรกที่เห็นภาพการอดอยาก/ขาดอาหาร
และได้ถ่ายภาพเด็กที่อดอยาก/ขาดอาหารจำนวนมาก
Silva ก็ถ่ายภาพเด็ก ๆ ตามพื้นดินที่กำลังร้องไห้  แต่ภาพไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่
ขณะที่พ่อแม่เด็ก ๆ ต่างยุ่งอยู่กับการไปรับแจกอาหารจากเรือบิน
จึงต้องทอดทิ้งเด็ก ๆ ไว้เป็นการชั่วคราวในช่วงเวลาสั้น ๆ

ภาพเด็กขายคนนี้จึงถูกถ่ายโดย Carter
ขณะที่อีแร้งยืนอยู่ด้านหลังเด็กชายคนนี้
ในการจับภาพทั้งคู่นี้
Carter ต้องระมัดระวังไม่ให้อีแร้งตื่นตกใจแล้วบินหนีไป
ภาพนี้ถ่ายในระยะห่างประมาณ 10 เมตร
และถ่ายอีก 2-3 ภาพก่อนไล่อีแร้งไปให้พ้น

ในเวลานั้นมีช่างภาพสเปน 2 รายที่อยู่ในบริเวณนั้น คือ
José María Luis Arenzana กับ Luis Davilla แต่ไม่รู้จักกับ Kevin Carter 
พวกเขาต่างถ่ายภาพในบริเวณเดียวกัน
เรื่องนี้มีการเล่าหลายครั้งแล้วว่า
ที่ศูนย์แจกจ่ายอาหาร จะมีเหล่าอีแร้งชุมนุมกันที่บริเวณหลุมขยะ
พวกเราเดินทางจาก Pepe Arenzana ถึง Ayod
ที่เป็นศูนย์แจกจ่ายอาหารให้ชาวบ้านเดินทางมารับ
พื้นที่ปลายสุดชุมชนจะเป็นที่ทิ้งขยะ/ส้วมชาวบ้าน
ขณะที่เด็ก ๆ ต่างอ่อนแออดอยาก/ขาดอาหาร
ต่างเดินไปข้างหน้าทำให้เกิดภาพว่าพวกเขากำลังจะตาย
ในภาพจะเห็นว่ามีอีแร้งรอคอยเหยื่ออยู่ใกล้กับเด็ก
แต่ถ้าสังเกตให้ดีแล้วระยะห่างของเด็กชายกับอีแร้ง
มุมกล้องทำให้เกิดภาพลวงตา
เพราะทั้งคู่อยู่ห่างกันประมาณ 20 เมตร

วันที่ 27 กรกฏาคม 2537 Kevin Carter
ได้ขับรถยนต์ไปที่ Braamfonte
ใกล้กับ the Field and Study Centre
สถานที่ชื่นชอบตอนวัยเด็ก
แล้วจัดการพันเทปรอบท่อยาง
ที่แยงเข้าไปในท่อไอเสียรถยนต์กะบะ
แล้วจ่อท่อยางเข้ามาในหน้าต่างรถยนต์ด้านคนขับ
พร้อมกับเดินเครื่องยนต์เป็นการฆ่าตัวตาย
ด้วยพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
จบชีวิตในวัย  33 ปี  นี่คือจดหมายลาตายบางตอน

" ผมมีความสุขโดยไม่จำต้องมี ...โทรศัพท์ ... เงินค่าเช่า ...
เงินช่วยเหลือเด็ก... เงินจ่ายหนี้สิน ... เงิน!!!..
ผมถูกหลอกหลอนไปกับความทรงจำที่ไม่ลบเลือน
เรื่องการฆ่าคนและศพ  ความโกรธแค้นและความเจ็บปวด
... การอดอยาก/ขาดอาหารหรือเด็กที่ได้รับบาดเจ็บ
จากการกระทำของพวกคนบ้าที่มีความสุข(พวกซาดิสท์)
บ่อยครั้งที่เป็นตำรวจ/เพชรฆาตนักฆ่า
ถ้าผมโชคดี ผมคงจะได้ไปอยู่ร่วมกับ Ken

(เพื่อนร่วมกลุ่ม Bang Bang Club
เสียชีิวิตเพราะถูกกระสุนปืนของกองกำลังอีกฝ่าย
ในวันที่ 18 เมษายน 2537
และเป็นชื่อฆาตกรคนแรกของโลกในคัมภีร์ไบเบิ้ล)
สรุปย่อเรียบเรียงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Kevin_Carter


ที่มาของภาพ http://www.thebangbangclub.com/photographers.html
Bang Bang Club เป็นชื่อกลุ่มช่างภาพกบฏ(นอกกฎเกณฑ์/ธรรมเนียมปฏิบัติของช่าวภาพทั่วไป)
ที่รวมกลุ่มกันสี่คนออกไปถ่ายภาพสงครามกลางเมืองในแอฟริกาใต้ระหว่างปี 2533-2537
ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองการปกครองที่แบ่งแยกสีผิว (เหยียดสีผิว)
เพื่อเตรียมการไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลบนพื้นฐานความเป็นสากลโลก
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะมีเหตุการณ์สู้รบ/ความรุนแรง/การก่อการร้าย
ที่เกิดขึ้นกันเองระหว่างกลุ่มคนผิวดำกับกลุ่มคนผิวดำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการหนุนหลังของกลุ่มพรรคการเมือง
ANC (African National Congress) กับ IFP (Inkatha Freedom Party)
หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศอนุญาติให้ทำกิจกรรมการเมืองของทั้งสองกลุ่ม

Kevin Carter, Greg Marinovich, Ken Oosterbroek กับ João Silva เป็นชื่อทั้งสี่คนของกลุ่ม
แม้ว่าจะมีช่างภาพหรือช่างภาพหนังสือพิมพ์อีกหลายคนทำงานร่วมกันก็ตามแต่ (เช่น James Nachtwey กับ Gary Bernard)
ในภาพยนตร์จะนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มนี้  กำกับโดย  Steven Silver
และนำแสดงโดย  Taylor Kitsch, Ryan Phillippe  กับ  Malin Åkerman
เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ที่ the Toronto International Film Festival ในปี 2553

ชื่อ Bang Bang Club ได้แจ้งเกิดในบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสารชีวิตแอฟริกาใต้ South African magazine Living
เดิมทีใช้ชื่อกลุ่ม Bang Bang Paparazzi แต่ได้เปลี่ยนไปเป็น  Club เพราะสมาชิกรู้สึกว่า
คำว่า Paparazzi ปาปารัสซี่ (แอบถ่ายภาพ/ซุ่มถ่ายภาพโดยเจ้าของภาพไม่ยินยอม)
บิดเบือนการทำงานที่แท้จริงของพวกเขา ชื่อนี้ได้มาจากการทำมาหาเลี้ยงชีพช่างภาพกลุ่มนี้
ขณะเดียวกันผู้อยู่อาศัยในเขตเมือง/ผู้ลี้ภัยมักพูดกับช่างภาพที่เกี่ยวด้วยคำว่า Bang Bang ปัง ปัง
เวลาพูดคุยอ้างอิงถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในชุมชน/พื้นที่สู้รบของพวกเขา
ตัวอักษร bang bang  จึงหมายถึง เสียงปืน
และเป็นคำพูดธรรมดา ๆ ที่ใช้กันในกลุ่มช่างภาพเวลาพูดถึงความขัดแย้ง

วันที่ 18 เมษายน 2537 ในระหว่างการสู้กันระหว่างกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ
กับพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกัน  ในเขตการปกครอง Thokoza
กระสุนปืนได้สาดใส่ Ken Oosterbroek ถึงแก่ความตาย
ส่วน Greg Marinovich ได้รับบาดเจ็บสาหัส
การพิจารณาคดีการตายของ Ken Oosterbroek เริ่มขึ้นในปี 2538 ผู้พิพากษาตัดสินว่า
ตายโดยไม่ทราบว่าเป็นกระสุนของฝ่ายใด (ไม่มีใครควรได้รับการตำหนิ/หรือตัดสินว่าผิด)
แต่ในปี 2542  Brian Mkhize  คนของกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ
ได้บอกกับ Greg Marinovich กับ  Silva ว่า เขาเชื่อว่า
กระสุนมาจากฝ่ายของตนในการยิงถูก Ken Oosterbroek

ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 Kevin Carter ฆ่าตัวตาย

ที่ 23 ตุลาคม 2553 Silva เหยียบกับระเบิด
ขณะถ่ายภาพช่วงลาดตระเวนร่วมกับทหารสหรัฐ
ใน คันธาระ (กันดาฮาร์) ของอัฟกานิสถาน
และสูญเสียขาทั้งสอง(บริเวณข้างใต้เข่า)
เป็นการบาดเจ็บครั้งที่สองของเขาในสมรภูมิสู้รบ
การบาดเจ็บครั้งแรกของเขา  ถูกยิงด้วยกระสุนที่ใบหน้า

ช่างภาพสองรายในกลุ่ม Bang Bang Club ได้รับรางวัลภาพถ่าย Pulitzer
Greg Marinovich ชนะจากภาพถ่ายข่าวกีฬา (the Pulitzer for Spot News Photography)
ในปี 2534 จากข่าวการฆาตกรรม  Lindsaye Tshabalala ในปี 2534
Kevin Carter ชนะจากภาพถ่ายสารคดี (the Pulitzer for Featured Photography)
ในปี 2537 จากภาพอีแร้งปรากฎตัวอยู่ด้านหลังเด็กที่อดอยากหิวโหยเขตตอนใต้ซูดาน

เรียบเรียงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Bang-Bang_Club
ข้อมูล ณ 24 สิงหาคม 2556
เรียงเรียงจาก

http://goo.gl/9LmniO
http://en.wikipedia.org/
http://www.longdo.com/
http://google.com

ผิดพลาดขออภัย/โปรดชี้แนะ จะกลับมาแก้ไข ขอบคุณครับ

อยากเป็น กกต.

อยากเป็น กกต.



หลังจากที่ประชุม สนช.ลากตั้งโหวตเททิ้งยกเข่งว่าที่ กกต. ใหม่ทั้ง 7 คน
แยกเป็น 5 คน ผ่านการสรรหามาตามขั้นตอน
และ 2 คน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกมาเอง
เหตุใด สนช.ลากตั้ง จึงพร้อมใจกันโหวตไม่เห็นชอบว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน ยังไม่มีคำตอบชัดเจน
แต่ถึงไม่มีคำตอบชัดเจน ก็เดาได้ว่าต้องมีใบสั่งมา
ถ้าไม่มีใบสั่งมา...ไม่มีทางโหวตคว่ำยกเข่งแน่นอน!!
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ผลจากว่าที่ กกต.ใหม่ 7 คน ถูกโหวตคว่ำกลางสภาฯก็ต้องเปิดรับสมัครสรรหา กกต.ใหม่ซ้ำอีกที
ครั้งนี้มีผู้เสนอตัวเข้ารับการสรรหาเป็น กกต.ใหม่ รุ่น 2 รวมทั้งสิ้น 33 คน คิดเป็นอัตราส่วนการแข่งขัน 7 ต่อ 1 โดยประมาณ
ปรากฏว่า ผู้ที่เคยยื่นใบสมัครเป็น กกต.รอบแรก แต่ไม่ได้รับการสรรหากลับมายื่นสมัครซ้ำใหม่หลายคน
ใครจะผ่านการสรรหาเป็น 5 กกต.ชุดใหม่ รอลุ้นต่อไปอีก 2 เดือน
ส่วนโควตา กกต.ฝ่ายตุลาการอีก 2 คน เป็นเรื่องที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะคัดเลือกเอง
ไม่เกี่ยวกับผู้สมัครรับการสรรหาทั้ง 33 คน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า โดยหลักการ ผู้ที่จะผ่านการสรรหาเป็น กกต.น่าจะมีอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ติดโผมาด้วยไม่ต่ำกว่า 1 หรือ 2 คน
เพราะอดีตข้าราชการฝ่ายปกครอง มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญการเลือกตั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นมาแล้วอย่างโชกโชน
“แม่ลูกจันทร์” คาดล่วงหน้าว่า 1 ใน 5 ว่าที่ กกต.ใหม่ น่าจะมี นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ปทุมธานี ระนอง ชุมพร เป็นตัวเต็ง
เพราะเคยเป็นผู้ว่าฯมาแล้วทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคกลาง
นอกจากนี้ ยังมี นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล อดีตอธิบดีกรมที่ดินสังกัดเดียวกัน
และยังมีอดีตผู้ว่าฯใส่ตะกร้าล้างน้ำเข้ารับการสรรหาอีก 2 คน
จิ้มชื่อคนไหนก็เป็น กกต.ได้ทุกคน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ในยุค คสช.สืบทอดอำนาจการเมือง ถ้าจะมี กกต.ใหม่มาจากสายตุลาการทหารสักคน ก็ต้องเป็น “พล.ท.ศานิต สร้างสมวงษ์” อดีตตุลาการศาลทหาร และหัวหน้าศาลทหารสูงสุด
น่าจะมีโอกาสทะลุติด 1 ใน 5 ว่าที่ กกต.สะดวกโยธิน??
แต่ถ้าสนใจใช้งานระดับ “ปลัดกระทรวง” งวดนี้มีให้เลือกคนเดียว
นายปรีชา กันธิยะ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า รอบนี้มี “ทนายความ” เสนอตัวประกวดชายงามชิงโควตา กกต.มากถึง 13 คน
ถ้าจะมี “ทนายความ” ผ่านการสรรหาเป็น 1 ใน 5 กกต.สักคนก็เหมาะสมดี
แต่ถ้าไม่มี “ทนายความ” แหกด่านมะขามเตี้ย เข้ามาได้แม้แต่คนเดียว “แม่ลูกจันทร์” ก็ไม่ผิดหวังอยู่ดี
แต่จะผิดหวังมาก ถ้าโผว่าที่ กกต.ใหม่ 7 คน มีแต่ผู้ชายทั้งดุ้น ไม่มีผู้หญิงแทรกเป็นยาดำแม้แต่คนเดียว
ขอผู้หญิงเก่ง นั่งเก้าอี้ กกต.สักคน ไม่ได้เชียวหรือโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ไม่แปลกที่ ‘สมคิด’ น่วม

ไม่แปลกที่ ‘สมคิด’ น่วม



แข็งแรง ไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่าตัดบายพาสหัวใจแบบที่มีกระแสข่าว
ตามฉากที่พี่ใหญ่ทีมบูรพาพยัคฆ์อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม โชว์ด้วยภาพเปิดบ้านส่วนตัวที่ซอยโชคชัย 4 ให้รดน้ำสงกรานต์
รายการโชว์ความเหนียวแน่นระหว่างพี่ๆน้องๆ
งานสำคัญแบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. ควง “อาจารย์น้อง” รศ.นราพร จันทร์โอชา มาร่วมรดน้ำพี่ใหญ่ ในบรรยากาศชื่นมื่นแบบคนสนิทคุ้นเคยกันมาทั้งชีวิต
และสังเกตได้แขกที่ตบเท้าร่วมงานมีแต่รัฐมนตรีสายทหาร ผู้นำเหล่าทัพ บิ๊กตำรวจ เท่านั้น
เป็นการสำทับความแน่นปึ้กของทีมท็อปบูต “แบ็กอัพ” อำนาจ พล.อ.ประยุทธ์
ที่แน่ๆไม่เกี่ยวกับภาพทางการเมืองของรัฐบาล หรือการส่งสัญญาณเดินหน้าไปต่อของทีมงาน คสช. ล้อกับกระแสการเลือกตั้งที่กำลังครึกครื้นแต่อย่างใด
เพราะ “บิ๊กป้อม” ประกาศชัดถ้อยชัดคำแล้วว่า ไม่เล่นการเมือง
เรื่องการตีตั๋วต่อบนเก้าอี้ผู้นำหลังเลือกตั้งเป็นการตัดสินใจของ “นายกฯลุงตู่”
“พี่ใหญ่” ออกตัวล่วงหน้า เลือกตั้งเป็นกองหนุนอยู่วงนอก
ขณะเดียวกัน ดูจากอารมณ์ของพี่รองอย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็ปฏิเสธเสียงเข้ม ไม่เกี่ยวข้องและไม่มีส่วนรับรู้กับการตั้งพรรคการเมืองเพื่อเป็นฐานสนับสนุน “นายกฯลุงตู่”
และไม่คิดที่จะเข้าร่วมพรรคการเมืองที่มีข่าวว่าทีมงานของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กำลังตั้งขึ้นมา
“พี่รอง” ก็ไม่อยู่ในช็อตตีตั๋วต่อกับน้องเล็ก
หรือแม้แต่ “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ เพื่อนรักของ “บิ๊กตู่” ก็ยืนยันว่าไม่มีส่วนร่วมรับรู้กับการตั้งพรรคของทีมงานนายสมคิดเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์
พี่น้องผองเพื่อนไม่มีเอี่ยว ถึงจุดนี้ก็ชัดเจนในเบื้องต้น แนวยุทธศาสตร์การตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุน “ลุงตู่” ยกระดับความชอบธรรมเป็น “นายกฯคนใน” เป็นมุมการเมืองของนายสมคิดและทีมงาน
การก่อกำเนิดพรรคพลังประชารัฐไม่มีทหารเกี่ยวข้อง
ไม่ใช่พรรค คสช.อย่างที่ฝ่ายจ้องเตะตัดขา “ป้ายสี”
แบบที่นายสมคิดเปิดสัญญาณนำร่อง เป็นค่ายที่เน้นให้คนรุ่นใหม่ และพวกที่ไม่ยึดติดเงื่อนไขความขัดแย้ง เข้ามาร่วมงานการเมืองเชิงสร้างสรรค์สนับสนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ตามจังหวะที่ถือเป็นช็อตต่อเนื่องกับการเริ่มหงายไพ่ของ “สมคิด”
กับมติ ครม.ล่าสุดเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล และอดีตนายกเมืองพัทยา เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
สอดรับกับกระแสข่าววงในกระเส็นกระสาย ทีมงานค่ายพลังชลเป็นป้อมค่ายแรกๆที่ต่อสายตรงกับ “สมคิด” ในการร่วมงานทางการเมืองหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
เป็นการเดินหมาก “มัดจำ” เกมยุทธ์แบบนักการเมืองอาชีพ
และทั้งหมดทั้งปวง จุดที่สะท้อนว่า “สมคิด” ลุยแบบไม่มีภูมิคุ้มกัน
นั่นก็คือสภาพที่ถูกรุมสกรัมทันทีที่เริ่มเปิดตัวหนุน “ลุงตู่”
โดยรูปการณ์ที่ “เจ้าถิ่นขาใหญ่” กระโดดยำบาทา “สมคิดแอนด์โค”
ตั้งด่านสกัด เตะตัดขาดาวรุ่งเอาให้ร่วงให้ได้
อาการแบบที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปรับองศาหันมามุ่งกระแทกการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ประจานช่วง 3–4 ปี ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า
ล็อกเป้าด่ากระแทกชิ่งทีมงาน “สมคิด” แบบเจาะจงเน้นๆ
หรืออารมณ์แบบที่ “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ไล่ตามเบิ้ลบลัฟ “สมคิด” แบบกัดติด ขยันคุ้ยข้อมูลด้านลบมาดิสเครดิต ฝีมือการแก้เศรษฐกิจไม่ได้ดีจริง
ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ฟอร์มเดียวกัน
ไฟต์บังคับนักการเมืองอาชีพ ต้องรีบเจาะยาง “สมคิด” ที่ปั่นกระแสเศรษฐกิจติดลมบน จนเป็นจุดขาย ถึงขั้นมั่นใจหนุน “ลุงตู่” ไปต่อผ่านพรรคการเมือง
แต่เรื่องของเรื่อง นักการเมืองรู้ตัวช้าไปหนึ่งก้าว ถึงตรงนี้คงไม่ทันกาลแล้ว
เพราะ “สมคิด” เปิดไพ่ปุ๊บ กินรอบวงเลย.
ทีมข่าวการเมือง

แรงไปก็ขอโทษ

(17/4/61)

"ถ้ามันแรงไป ก็ขอโทษ"

"บิ๊กตู่" ชี้"เอกชัย หงส์กังวาน" ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนอื่น  ไปรบกวนคนโน้นคนนี้ อยากให้มอง2 ด้าน.  หลังตำรวจรวบตัว ก่อนไปบ้าน"บิ๊กป้อม"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายเอกชัย หงส์กังวาน และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ ก่อนเดินทางไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่หน้าบ้านพักพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรร ที่เปิดบ้านให้รดน้ำสงกรานต์ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา ว่า สื่อรู้อยู่แล้ว เขาเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง ฉะนั้นต้องมองว่า การจะไปรบกวนคนโน้นคนนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนอื่นหรือไม่ อยากให้มอง2 ด้านบ้าง อย่ามองแค่ด้านใดด้านหนึ่ง มันเหมือนเป็นการสนับสนุนให้ทำกิจกรรมสร้างผลกระทบกับคนอื่น รวมถึงการจราจร และการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่สมควรในเวลานี้

“ก็เห็นอยู่แล้วว่าเขาต้องการให้เกิดเหตุ และเกิดภาพความรุนแรงขึ้น เพื่อให้สื่อถ่ายภาพลงหนังสือพิมพ์ แล้วสื่อก็มาถามผมแบบนี้ ก็เตือนกันง่ายๆ กลับบ้านไปก็จบ แต่ก็ดิ้นรนไปเรื่อยเปื่อย 

สุดท้ายคือ ต้องการให้เกิดภาพ พอไปโรงพัก ก็ไปพังคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สำนักงานสถานีตำรวจ ตรงนี้ทำไมไม่ไปถามเขาดูบ้าง ทำแบบนี้ได้หรือไม่ และเขาก็ไม่ได้เอาเรื่องเอาราวลงโทษทางกฏหมายอะไร จริงๆ แล้วต้องลงโทษ หากทำอีกคงต้องลงโทษ เพราะมันไม่ไหว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่น

ส่วนที่มองว่าเจ้าหน้าที่กระทำรุนแรงเกินไปนั้น เป็นไปอย่างที่บอก มีการดิ้นไปดิ้นมา เจ้าหน้าที่จับแขนจับขา ก็กลายเป็นรัดคอ เพราะเขาไม่หยุด แล้วจะให้ทำอย่างไร 

"วันหลังให้สื่อไปช่วยกันทำให้เขาหยุด จะได้หรือไม่ก็ไม่รู้ ให้เจ้าหน้าที่ลองถ่ายภาพดูบ้าง ไปหาวิธีการที่เหมาะสมก็แล้วกัน ถ้ามันแรงไปก็ขอโทษ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องใดก็ตามที่เป็นความขัดแย้ง หลังสงกรานต์นี้รัฐบาลขอให้เรานำพาประเทศให้ผ่านพ้นช่วงเวลาสำคัญช่วงนี้ไปให้ได้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง หากไม่สงบเรียบร้อยเราจะทำอะไรกันต่อไปได้ วันหน้าก็จะเกิดความวุ่นวายสับสนอลหม่านเหมือนเดิม 

ฉะนั้นขอว่าจะเสนอข่าวอะไรขอให้เสนอ2ทาง อย่าไปลองตัดสินว่าโน้นนี่ผิดถูก เพราะบางทีมันไม่ใช่ เนื่องจากข้อมูลไม่ตรงกัน ข้อมูลของภาครัฐเยอะกว่าอยู่แล้วถึงได้ทำงานนั่นนี่ค่อนข้างตรงความต้องการของประชาชน ไม่อยากให้ไปฟังคำพูดคำกล่าวอะไรจากภายนอกมากนัก

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายคนมีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ผ่านมาทั้งสิ้น รัฐบาลนี้ทำสนองตอบทุกคนทั้งประชาชน การเมือง นักการเมืองที่เคยทำไม่ได้ เราก็ทำให้มันได้ ส่วนที่ดีเราทำขนาดนี้ แล้วจะมาติติงอะไร” นายกฯ กล่าว

เตือน

(17/4/61)
"บิ๊กตู่" เตือน เพื่อไทย นัดทานข้าว ตีกอล์ฟ"กับ "ตระกูลสะสมทรัพย์" อาจขัดคำสั่ง คสช. เตือนอย่าทำอะไรผิดกม.

ปีที่แล้ว  ปรากฏภาพบิ๊กตู่ พร้อม บิ๊กฉัตร พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ และ บิ๊กแดง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ กับตระกูลสะสมทรัพย์ แต่ นายกฯบิ๊กตู่ ยัน พบกันโดยบังเอิญ ไปตีกอล์ฟ สนามเขา แล้ว เขามาต้อนรับ  ไม่มี ดีลการเมือง

แต่มาคราวนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทย มีทนัดรับประทานอาหารกลางวันและตีกอล์ฟกับนักการเมืองตระกูลสะสมทรัพย์ที่สนามนิกันติ จ.นครปฐม พุธนี้  พลเอกประยุทธ์ บอกว่าจะผิดคำสั่งคสช.หรือไม่ ไม่ทราบ แต่กำลังตรวจสอบอยู่ โดยเฉพาะคนที่ไปเดินเคลื่อนไหวพบปะประชาชนต่างๆตอนนี้กำลังดูว่าผิดคำสั่งอะไรหรือไม่เพราะคำสั่งเขียนไว้ชัดเจนว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้ ขอให้ระมัดระวัง อย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

กองหนุน

"กองหนุน ชรา"

"บิ๊กอ๊อด" ลั่น พร้อมช่วย"พรรคบิ๊กตู่" เพราะเป็นพี่น้องกัน แถมรับปาก"ผู้ใหญ่"ไว้แล้ว ชี้ อนาคต"บิ๊กตู่" ไหวมั้ย ตัองรอดู ฝีมือ "สมคิด"

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรมว.กลาโหม ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย วัย 81 ปี กล่าวถึง การเล่นการเมือง ว่า “ก็ดูอยู่”  “ก็ชีวิตเรา มาแบบนี้”

เมื่อถามว่า จะรับเป็นที่ปรึกษาพรรคของ พลเอกประยุทธ์ หรือไม่ พลเอกยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ตนเอง พร้อมที่จะช่วย พล.อ.ประยุทธ์ อยู่แล้ว เพราะเป็นพี่น้องกัน มีความหวังดีต่อกัน มีความเป็นห่วง แล้ว พลเอกประยุทธ์ ก็ให้เกียรติตนเองมาตลอด 

"ที่สำคัญ ได้รับปาก"ผู้ใหญ่" ไว้ ว่าจะช่วย พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องช่วย เพราะเรารับปากไว้แล้ว"

ทั้งนี้ ตนเอง และ พลเอกประยุทธ์ ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ. ส่วนผมเป็น รมว.กลาโหม ในสมัยนั้น เขาก็เป็นน้องเรา ลงไปดูน้ำท่วมด้วยกัน ลงพื้นที่ จ.ชายแดนภาคใต้ด้วยกัน เราก็ผูกพันกับกองทัพอยู่แล้ว 

ส่วนพล.อ.ประยุทธ์  จะไปไหวในทางการเมืองหรือไม่นั้น พล.อ.ยุทธศักดิ์ ว่า “ต้องดูท่านไปเรื่อยๆ ให้ไปดูฝีมือ ท่าน สมคิด”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกฯ ที่กำลังตั้งพรรค "ภูมิธรรม"

ตั้งได้ไม่ผิด

ตั้งได้ ไม่ผิด!!

"วิษณุ" ยัน ตั้ง "สนธยา คุณปลื้ม" หัวหน้าพรรคพลังชล เป็น ที่ปรึกษานายกฯ ไม่ขัดกม. ชี้ รัฐบาลเลือกตั้ง ก็ตั้งนักการเมืองได้ยกเว้น สส.เป็น ไม่ได้ ได้เงินเดือน 6-7หมื่นบาท  ส่วน ผช.รัฐมนตรี ราว 5 หมื่นบาท ชี้ ไม่ต้องลาออก ไปลง สมัคร สส.ได้ เผย แม้เป็นที่ปรึกษา นายกฯด้านการเมือง แต่เป็นแค่ตำแหน่ง เพราะจะให้ไปช่วย โครงการ EEC

รมย์บ่จอย

ทั่น หัวหน้า!! เข้ม!!

"สมคิด" เก๊ก เข้ม!! อารมณ์ บ่จอย!!
เจอกล้อง เจอไมค์ นักข่าวรุมซัก คืบหน้าตั้งพรรคใหม่ ปัดตอบชื่อพรรค"ภูมิธรรม"หรือไม่. เอ็ด!! ลูกน้อง"เดี๋ยวไล่ออกซะนี่" หลังเอารถมารับช้าโดนนักข่าวรุม จนต้องเดินวนไปมา. ไม่ตอบ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงความคืบหน้าในการตั้งพรรคการเมืองใหม่ 

โดยตอนแรก พอมีรอยยิ้มบ้าง แต่ต่อมา 
มีสีหน้าบึ้งตึง. เมื่อถูก กล้อง และ ไมโครโฟน  นักข่าวรุมถาม 

พร้อมปฏิเสธว่าที่จะตอบว่า พรรคใหม่ จะชื่อว่า พรรคภูมิธรรม ใช่หรือไม่

และไม่ตอบความคืบหน้าในการตั้งพรรคว่า ดึงอดีตสส.เข้าร่วมพรรค ได้มากน้อยแค่ไหนแล้ว

นายสมคิด เดินวนไปวนมา รอรถมารับจนเอ่ยปากตำหนิลูกน้องว่า รถมาหรือยัง

"เดี๋ยว ไล่ออก ซะนี่"!!

ก่อนที่จะเดินขึ้นรถตู้ กลับออกไปจากทำเนียบรัฐบาล

ไม่ใช่เรื่องที่รู้ว่ามาอย่างไร

"ไม่ใช่หน้าที่ของผม ที่ต้องอธิบายทั้งหมด ผมไม่ได้ทราบที่มาทั้งหมด แต่บอกได้เท่าที่ผมรู้"

"วีระศักดิ์" รมว.ท่องเที่ยว ยอมรับ ไม่ได้เป็นคนเลือก"อิทธิพล คุณปลื้ม" มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ระบุ เพราะผมไม่ใช่เจ้าของกระทรวงท่องเที่ยว ชี้ต้องเป็นมติ ครม.แต่เคยเห็นฝีมือ ขอให้รอดูฝีมือ ส่วนจะทำงานด้วยกันได้หรือไม่ ให้รอดู เผย งานเยอะอยากมีคนมาช่วยงาน ตั้งใครมาอีก ก็ยินดี ยอมรับรู้ล่วงหน้า แค่ไม่กี่วัน

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึง กรณีที่ครม.แต่งตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา เป็นผู้ช่วยรมว.ท่องเที่ยวฯ ว่า ขณะนี้ นายอิทธิพล ยังไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ 

ส่วนเหตุผลที่เลือกนั้น ผมขอให้รอพิสูจน์ผลงานกันดีกว่า  เพราะนายอิทธิพล เป็นอดีตนายกเมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยว และตอนนี้ภาระงานของผม. เฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว ก็มีตั้ง 2,200 กิจกรรมต่อปี ถ้ามีคนมาช่วยได้ก็ดีทั้งนั้น 

อย่างไรก็ตาม ตนรู้จักกับนายอิทธิพล เคยเห็นฝีมือการทำงานมาก่อน และเคยทำงานด้านกีฬาร่วมกัน      

เมื่อถามว่า ไม่ได้มองเรื่องการเมืองใช่หรือไม่ เนื่องจากนายอิทธิพลเองอยู่ในสายของพรรคพลังชล นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่” 

เมื่อถามย้ำว่า ช่วงนี้มีการดูดตัวนักการเมืองเพื่อแลกกับตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกับตน ตนก็ทำงานของตนไป 

เมื่อถามว่า เป็นความต้องการของรมว.ท่องเที่ยวฯ หรือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเสนอมา นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า เอาเป็นว่า จะมีคนมาเท่าไร ผมสามารถใช้งานได้หมด
          
เมื่อถามย้ำว่า รมว.ท่องเที่ยวฯ เป็นคนชวนนายอิทธิพลมาเองใช่หรือไม่ นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ผมไม่ใช่เจ้าของกระทรวง แต่ถ้าจะให้โควต้าดึงใครมาเพิ่มอีก ผมก็ยินดี 

ทั้งนี้ การแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ต้องเห็นชอบก่อนจะมาที่เจ้ากระทรวง 

"ใครเสนอมา ผมไม่ได้ติดใจว่า จะมายังไง อยากรู้เพียงว่า สามารถทำงานร่วมกันและรับถ่ายโอนอำนาจ จัดการงานให้ผมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตอนนี้งานเยอะจริงๆ แต่เจ้าหน้าที่มีเท่าเดิม และกระทรวงตน ก็ไม่ได้มีรมช.

          
“ไม่ใช่หน้าที่ของผม ที่ต้องอธิบายทั้งหมด ผมไม่ได้ทราบที่มาทั้งหมด แต่บอกได้เท่าที่ผมรู้"

ส่วนข้อครหาที่บอกว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลในทำเนียบฯ นั้น ผมไม่ทราบ แต่ละวันผมทำแต่งานของผม ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับใครเลย ”นายวีระศักดิ์ กล่าว

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

แกะรอยตระกูล "คุณปลื้ม" กับอำนาจยุค "คสช."

สมจิตต์ นวเครือสุนทร
5 ชม.
แกะรอยตระกูล "คุณปลื้ม" กับอำนาจยุค "คสช."
หลังครม.มีมติแต่งตั้งสองพี่น้องตระกูลคุณปลื้มคือนายสนธยา หัวหน้าพรรคพลังชล และนายอิทธิพล อดีตนายกเมืองพัทยาเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาล โดยนายสนธยาผู้พี่รับตำแหน่งกุนซือหรือที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ขณะที่คุณปลื้มผู้น้องคือนายอิทธิพล นั่งแท่นเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายถึงว่าเป็นตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีในโควต้าของนายกรัฐมนตรี แสดงถึงความใกล้ชิดจากการแต่งตั้งครั้งนี้ว่าเป็นอำนาจสายตรงที่ต่อท่อมาจากนายกรัฐมนตรี
หมากของ คสช.เกมนี้จึงถือเป็นการเปิดหน้าไพ่ที่ชัดเจนมากขึ้นถึงทิศทางการเมืองที่เตรียมปูฐานไว้สำหรับอนาคต ตอกย้ำว่าข่าวที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯจะตั้งพรรคการเมืองสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ โดยมีพรรคการเมืองตอบรับร่วมงานแล้วคือ พลังชล จึงดูเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อว่ายังจะมีการแต่งตั้งคนการเมืองจากพรรคอื่นในลักษณะนี้อีกในเวลาอันใกล้นี้
ย้อนมาดู 3 คนสำคัญในตระกูลคุณปลื้มใต้เงา คสช.กันหน่อยว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
เริ่มกันที่กำนันเป๊าะ หรือ น.ช.สมชาย คุณปลื้ม นักโทษคดีสนับสนุนให้เจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตกรณีซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว และคดีร่วมกันใช้จ้างวานให้ผู้อื่นฆ่าคนตาย กรณีจ้างวานฆ่ากำนันยูร หรือนายประยูร สิทธิโชติ ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 30 ปี 4 เดือน ถูกจับกุมวันที่ 30 ม.ค.56
ในยุคที่คสช.บริหารประเทศ มีการออกประกาศกรมราชทัณฑ์ เรื่องหลักเกณฑ์การคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดเข้าโครงการพักโทษ กรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง พ.ศ.2560 ลงวันที่ 25 ม.ค.2560
ต่อมามีการประชุมคณะกรรมการพักการลงโทษประจำปีงบประมาณ 2561 ครั้งที่ 2/2561 สรุปผลการพิจารณาเห็นชอบให้พักการลงโทษกกรณีปกติ 407 รายและกรณีมีเหตุพิเศษ 2 ราย โดยพล.อ.อ.ประจินต์ จั่นตอง รมว.ยุติธรรม อนุมัติพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ ในวันที่ 14 ธ.ค.60
นักโทษสองรายแรกที่ได้รับประโยชน์จากประกาศนี้ประกอบด้วย กำนันเป๊าะ และน.ญ.จันทร์เพ็ญ สืบเม้ย คดีมีและจำหน่ายยาบ้า
โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรงจากโรคมะเร็งระยะสุดท้าย รวมถึงเป็นผู้สูงอายุเกิน 70 ปีขึ้นไปไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงพักโทษเพื่อเป็นการสงเคราะห์ให้นักโทษเด็ดขาดได้รับการดูแลและรับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมตามหลักมนุษยธรรม
ก่อนหน้านี้กำนันเป๊าะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลชลบุรี โดยมีการให้เหตุผลเรื่องของอาการเจ็บป่วย พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าวนานเกือบ 3 ปี กระทั่งวันที่ 1 มี.ค.60 อธิบดีกรมราชทัณฑ์สั่งให้นำตัวกลับมาควบคุมที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ และในที่สุดก็ได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษ
การพักโทษดังกล่าวทำให้เกิดกระแสข่าวว่ามีการใช้เรื่องนี้ต่อรองทางการเมืองกับพรรคพลังชลแลกกับการหนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปฏิเสธ
มาถึงนายอิทธิพล ซึ่งเป็นอดีตนายกเมืองพัทยากันบ้าง นายอิทธิพล ครบวาระในตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2559 และหัวหน้าคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แต่งตั้งพล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี เป็นนายกเมืองพัทยา ก่อนที่นายอิทธิพลจะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี
ส่วนนายสนธยา เคยออกมาแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หลังมีโอกาสได้พบกับพล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างการประชุมพบปะพูดคุยกับผู้นำท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ให้เหตุผลการแต่งตั้งครั้งนี้ว่า
"ผมจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้เข้ามาบ้าง เพื่อมาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า เอาคนนี้มาเพื่อประโยชน์อะไรของผม มันไม่ใช่ วันนี้ กำลังเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น ผมก็ต้องมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้มาให้คำปรึกษาว่าเป็นอย่างไร"
นี่คือเรื่องราวของสามคนในตระกูลคุณปลื้ม ที่เกิดขึ้นในยุค คสช. ส่วนพล.อ.ประยุทธ์กำลังเดินหน้าไปสู่อะไร และจะมีผลกับประเทศชาติอย่างไร เป็นเรื่องที่สังคมต้องจับตากันต่อไป
////////////