PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

(การ)เมืองในฝุ่น : โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

(การ)เมืองในฝุ่น : โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข



ท่ามกลางฝุ่นที่คลุมไปทั่วเมือง แวดวงกำลังจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะตอบรับให้พรรคพลังประชารัฐ นำชื่อไปใส่บัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคหรือไม่

หลังจากที่ 4 รมต. ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อมาทำงานรณรงค์เลือกตั้งให้กับพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มตัวไปแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในรัฐบาล คสช.มาเกือบ 5 ปีแล้ว มีการสื่อสารกับประชาชนในเรื่องต่างๆ ตลอดเวลา ลงพื้นที่พบปะประชาชนบ่อยๆ ขณะที่มีพรรคการเมืองหลายพรรคกล่าวทำนองว่า อยากสนับสนุนบิ๊กตู่ให้ทำงานต่อไป

ดังนั้น ถ้าบิ๊กตู่จะ “ไปต่อ” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และก็สอดคล้องกับการตระเตรียมต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเป็นขั้นเป็นตอนก่อนหน้านี้

แม้ว่ามีเสียงเตือนให้ถอยดีกว่า เพราะหนทางข้างหน้ามีหุบเหวเปลวไฟ ไม่สะดวกสบายเหมือนนายกฯ ในอีกระบบหนึ่ง

ถ้านายกฯบิ๊กตู่ตอบรับโอเคกับพรรคพลังประชารัฐ ขั้นตอนจากนั้น พรรคพลังประชารัฐ จะต้องเอาชื่อบิ๊กตู่ไปยื่นเป็น 1 ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ต่อ กกต. ในระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. นี้

ก็เท่ากับลงสนามไปร่วมชะตากรรมกับพรรคพลังประชารัฐ โรมรันเลือกตั้งอย่างเต็มตัว หลังจากวอร์มอัพ ยืดเส้นยืดสายอยู่ข้างสนามมาพักใหญ่ (มาก) และชีวิตคงจะเปลี่ยนไปอีกมาก

สำหรับประชาชน ก็เท่ากับจะมี “ตัวเลือก” มากขึ้น นอกเหนือจากรายชื่อนักการเมืองซึ่งเป็นที่รู้จักมากบ้างน้อยบ้างจากพรรคการเมืองต่างๆ

ลองไล่ชื่อก็ได้ พรรคเพื่อไทย มี เจ๊หน่อย-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ปชป. มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากนี้ ก็มีชื่อของ เสี่ยหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรคชาติพัฒนา, น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา, นายจาตุรนต์ ฉายแสง พรรคไทยรักษาชาติ ฯลฯ

บรรดาคนดังตามรายชื่อที่เอ่ยถึง ตอนนี้ เดินสายหาเสียง ขึ้นเวทีจังหวัดต่างๆ เพื่อแนะนำตนเอง และผู้สมัครของพรรคต่อประชาชน เพื่อดึงคะแนนเข้าพรรคให้มากที่สุด รวมถึงร่วมกิจกรรมต่างๆ ของพรรค


ที่น่าสนใจก็คือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์รับเชิญเข้าในบัญชีนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์จะวางตัวอย่างไร นอกเหนือจากทำหน้าที่เป็นนายกฯ ในช่วงเลือกตั้ง

จะลงมาร่วมกิจกรรมพรรค ร่วมเดินสายหาเสียงกับพรรคหรือไม่

สถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าลงมาเล่นการเมืองในช่องทางนี้ จะแตกต่างจากบรรดาแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอื่นๆ

เพราะลงสมัคร ส.ส.หรือมีชื่อเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่า บรรดาผู้มีตำแหน่งในแม่น้ำ 5 สาย หากจะลงสมัคร ส.ส. ต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วันหลังจากรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้

การเมืองกำลังขยับทีละสเต็ป ไปสู่คูหาเลือกตั้ง ที่ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ

เป็นทั้งการวัดผลของ 5 ปีที่ผ่านมา และขอ “ไฟเขียว” สำหรับ 4 ปี ข้างหน้า

ภายใต้กฎกติกาแปลกใหม่ที่ดีไซน์มาอย่างพิถีพิถัน

จะเป็นตัวช่วยหรืออุปสรรค อีก 50 กว่าวันน่าจะพอเห็นกัน

วรศักดิ์ ประยูรศุข

รบ.หน้าต้องปรองดองทุกพรรค

  “ประยุทธ์” ยังแทงกั๊กจนหยดสุดท้าย   ลั่นขึ้นอยู่กับประชาชนให้ทำต่อหรือไม่ ชี้ยังมีเวลาตัดสินใจถึง 8 ก.พ. “พปชร.” ถือฤกษ์ 15.45 น. ออกจากพรรคไปส่งเทียบเชิญ “ลุงตู่” ที่ทำเนียบรัฐบาล “สมคิด” ส่งเสียงมาจากญี่ปุ่นบอก “บิ๊กตู่” ยังเหมาะสมในช่วงเปลี่ยนผ่าน หวังตอบรับคำเชิญ วิษณุแจง “นายกฯ” หมดสิทธิ์หาเสียงทั้งในและนอกเวลาราชการให้พรรคที่ตอบรับ แต่ยังจัดรายการ-ครม.สัญจรได้ พร้อมให้ว่าที่ ส.ส.ขึ้นป้ายคู่ได้ เพื่อไทยเคาะชื่อแล้ว “สุดารัตน์-ชัชชาติ-ชัยเกษม” ส่วน “วิโรจน์” ให้นั่งแท่นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์หนึ่ง
      เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 ม.ค. นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการเสนอเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในบัญชีรายชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคว่า พรรคได้ประสานไปถึงทีมงานของ พล.อ.ประยุทธ์เรียบร้อยแล้ว ว่าภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 1 ก.พ. จะนำคณะผู้บริหารพรรค 4-5 คนไปเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 16.30 น. เพื่อเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ให้มาอยู่ในบัญชีนายกฯ ลำดับที่ 1 พร้อมนำเอกสารที่เกี่ยวกับนโยบายและแนวทางพรรคไปมอบให้เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจตอบรับ ส่วนการเชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นั้นพรรคยังไม่ได้ติดต่ออย่างเป็นทางการ เนื่องจากนายสมคิดยังติดภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ คาดว่าเมื่อนายสมคิดเดินทางกลับก็จะติดต่อประสานไป 
    “ยังตอบไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตอบรับเมื่อใด ซึ่งพรรคหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์จะกรุณาตอบรับคำเชิญของพรรค และคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์คงต้องใช้เวลาพิจารณาเอกสารเล็กน้อย เรายังมีเวลาระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. ในการยื่นชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 350 เขตของพรรคในวันที่ 2 ก.พ.นั้น จะบอกให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนได้รับทราบว่าเราได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์เรียบร้อยแล้ว” นายอุตตมกล่าว และว่า ถึงตอนนี้มีการรณรงค์หาเสียงให้เลือกระหว่างพรรคทหารกับพรรคฝั่งประชาธิปไตยว่า ตั้งแต่ตั้งพรรคมาถามว่าเห็นทหารหรือไม่ สิ่งที่พูดเป็นเหมือนวาทกรรมทางการเมืองที่ป้ายสีออกมา และที่บางคนพูดเรื่องประชาธิปไตย ถามว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไหน ซึ่งพรรคไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นแบบไหน แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยของคนไทย
    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษก พปชร. กล่าวว่า ในวันที่ 1 ก.พ. เวลา 15.45 น. แกนนำพรรค นำโดยนายอุตตม จะเดินทางออกจากที่ทำการพรรคไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งการเลือกเวลาดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฤกษ์ยามแต่อย่างใด
    ทั้งนี้ กำหนดการของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่ 1 ก.พ.นั้น ในช่วงเช้า พล.อ.ประยุทธ์จะแถลงผลการดำเนินงานปีที่ 4 ของรัฐบาลที่ตึกสันติไมตรี และในเวลา 16.30 น. จะให้นายอุตตมพร้อมคณะเข้าพบเพื่อเชิญให้เป็นหนึ่งในรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ ในนามพรรค พปชร. ส่วนกำหนดการในวันที่ 2 ก.พ.นั้นเดิมจะมีกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกับประชาชนในช่วงเช้าที่สวนวชิรเบญจทัศ ก่อนไปพบกับตัวแทนผู้ค้า กลุ่มสหกรณ์ สมาคม กลุ่มตัวแทนผู้ค้าที่ตลาดนัดสวนจตุจักรนั้น คณะทำงานนายกฯ ได้เลื่อนกิจกรรมดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากเกรงว่าอาจสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายการเลือกตั้งได้
ลั่นมีเวลาถึง 8 ก.พ.
    ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีพรรค พปชร.มีมติจะส่งเชิญให้อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคว่า วันนี้ยังไม่มีการทาบทามมา ที่พรรคเสนอชื่อตนเองนั้น ก็เป็นเรื่องของเขา ก็มีเวลาไปถึงวันที่ 8 ก.พ. เขาเชิญมาเมื่อไหร่ก็รับและยินดี ขอบคุณนะ แต่ยังไม่รับ ขอบคุณที่เชิญ
    เมื่อถามว่า พปชร.จะมาเทียบเชิญในวันที่ 1 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า ถ้ามาเชิญ ก็รับทราบว่ามาเชิญ ส่วนจะรับหรือไม่รับนั้น มีเวลาพิจารณา ประกาศ เซ็นตอบรับในเอกสาร จนถึงวันที่ 8 ก.พ. ไม่ต้องมาถามทุกวัน 
    ถามอีกว่า การตัดสินใจทางการเมืองในครั้งนี้คิดมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 เลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่เคยคิดอยู่แล้ว ไม่เคยคิดแม้แต่วันเดียว ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นปัญหาต่างๆ ก็คิดว่าจำเป็นต้องทำต่อหรือไม่ ประชาชนอยากให้ทำต่อหรือไม่ ซึ่งอยู่ที่ประชาชน ไม่ได้อยู่ที่ตนเอง
    พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานในการรับมอบสมุดปกขาวนโยบายเศรษฐกิจฐานรากสู่แนวทางการปฏิบัติ ที่ทำเนียบฯ ตอนหนึ่งว่า  ประชาชนบอกนายกฯ ประยุทธ์พูดไม่เพราะ แต่ตนเองทำจริง เพราะกำลังทำอยู่ พอบอกอย่างนี้ก็บอกว่าได้เปรียบ ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรที่ไปในทางการเมือง ก็เขียนนิยายกันได้ทุกวันว่า เอาไว้ให้เข้าไปก่อนแล้วค่อยกัน เพราะต้องระมัดระวังให้มากที่สุด แล้ววันนี้มันได้เปรียบอย่างไร แล้วแต่ก่อนนั้นที่ท่านเป็นรัฐบาลไม่ใช่ว่าได้เปรียบหรือ ก็เป็นรัฐบาลมาก่อนทั้งนั้นแหละ พวกที่ออกมาพูดๆ นั่น
    "รัฐบาลหน้าต้องเป็นรัฐบาลที่สามารถปรองดองทุกพรรคการเมืองได้ ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ซึ่งทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนทั้งสิ้น ประชาชนจะเป็นตัวกำหนดเอง ทุกคนต้องปรองดองกัน เมื่อมาเป็นรัฐบาล หลังเลือกตั้งจะมาเดินขบวนกันอีกไม่ได้ จะตีกันอีกไม่ได้ ประชาชนเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น เพราะท่านเป็นคนเลือกตั้งพรรคการเมืองใดก็ตามที่มีนโยบายในการปรองดอง ทำให้ทุกคนมาทำงานเพื่อประเทศชาติ โดยปฏิรูปการเมืองใหม่ทั้งหมดนั่นแหละ ท่านควรสนับสนุนอย่างนั้นเข้าใจหรือเปล่า" นายกฯ กล่าว
    นายสมคิดกล่าวที่ญี่ปุ่นระหว่างโรดโชว์ในเรื่องนี้ว่า ยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการทั้งสิ้น กลับไปไทยค่อยว่ากัน แต่หวังอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์จะรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร. เพราะเคยประกาศว่าช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ และ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำที่เหมาะกับสถานการณ์นี้ ซึ่งวันนี้ยังมีความเห็นเหมือนเดิม ก็หวังว่าท่านจะรับเป็นแคนดิเดตของพรรคที่ท่านเห็นสมควรและเห็นว่าเหมาะสม
    พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ กล่าวเรื่องนี้ว่าไม่มีความเห็น และไม่อยากก้าวก่าย แล้วแต่ท่าน ตัดสินใจ แต่หากพูดในฐานะเพื่อน มีความรู้สึกสงสาร ท่านเหนื่อยมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา และท่านเป็นคนตั้งใจทำงาน เวลาจะทำอะไรก็ตั้งใจจะทำให้ดี ซึ่งทั้งหมดเชื่อว่าท่านต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง และตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมารู้ว่าเวลาที่ท่านตัดสินใจ ท่านจะมีหลักคิดและเหตุผลเป็นข้อๆ เป็นขั้นเป็นตอนเสมอ ฉะนั้น ท่านคงคิดอย่างรอบคอบแล้วในการตัดสินใจ ท่านเสียสละมาก วันนี้ก็โดนรุมทุกอย่าง
    เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาเล่นการเมืองต้องโดนขุดคุ้ยและโจมตี พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า อยากเห็นสังคมไทยหลุดพ้นและก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ ถ้ายังไม่หลุดพ้นและไม่ก้าวข้าม เราจะหาคนดีๆ มาทำงานยาก ความจริงแล้วประเทศไทยมีคนดี มีความสามารถและอยากช่วยประเทศชาติอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอมาเจอแบบนี้ก็ไม่อยากเข้ามา นอกจากนี้บางเรื่องที่โจมตีก็ไม่ใช่เรื่องจริง และก็กลายเป็นคนนี้เป็นคนไม่ดี 


ตุ๊ดตู่เตือนบิ๊กตู่ให้หยุด

    ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ (พช.) กล่าวว่า นับจากนี้จนถึงวันที่ 4 ก.พ. จะเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นทางเลือกระหว่างสวรรค์กับนรก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์รู้ดีที่สุดว่าความนิยมของพรรค พปชร.อยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะมีอำนาจมากแค่ไหน การยอมรับไม่ได้จะมากขึ้นตามไปด้วย 
    “หากเป็นผม จะหยุดในเวลาที่ดีที่สุด เพราะหากยังเดินหน้าช่วงเวลาต่อจากนี้จะเป็นเวลาที่ติดลบและจะมีจุดจบไม่ต่างจากรุ่นพี่ทหารหลายๆ คน แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ยังไม่หยุด ก็เป็นกรรมใครกรรมมัน ไม่มีพรรคไหนหวาดกลัว การที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไปอยู่ในรายชื่อ เนื่องจากประชาชนทราบดีถึงผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลแล้ว และจะยิ่งเป็นการช่วยเหลือพรรคการเมืองอื่นในการหาเสียงด้วย อีกทั้งหาก พล.อ.ประยุทธ์ รับอยู่ในรายชื่อที่เขาเสนอแล้ว ก็จะมีสภาพเหมือนมีหนามตำเท้าอยู่ตลอดเวลา จะไม่มีความสุขแม้แต่วันเดียว”
    ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับเข้าบัญชีรายชื่อของพรรค พปชร. เสนอตัวเป็นนายกฯ อาจสุ่มเสี่ยงถูกยุบพรรคจากกรณีผลประโยชน์ขัดกันทางตรงและทางอ้อม ว่าไม่เกี่ยวกันเลย ใครจะไปกล่าวหากันก็ได้ แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับ พปชร.แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่สามารถหาเสียงได้ทั้งในและนอกเวลาราชการ
    ต่อมานายวิษณุได้มีประชุมร่วมกับ กกต.ในเรื่องการวางตัวของนายกฯ รัฐมนตรี และข้าราชการในช่วงการเลือกตั้ง โดยเมื่อเวลา 17.00 น. นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต. ได้ออกจากวงหารือ โดยระบุว่า กกต.ได้ขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเกี่ยวกับการวางตัวของข้าราชการ โดยที่ประชุมจะเชื่อมโยงไปตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติจำนวนมาก จึงจะมีการยกร่างเรื่องดังกล่าวใหม่ โดย กกต.จะนำเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า วันที่ 5 ก.พ. ซึ่งในส่วนของ กกต. มีเรื่องที่รับผิดชอบเพียงเท่านี้ สวนเรื่องอื่นๆ ที่ยังมีข้อสงสัยนั้นในที่ประชุมกำลังพิจารณากันอยู่ เพราะ กกต.ไม่มีหน้าที่
    “ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายหารือกับ กกต.ว่าอะไรทำได้หรือไม่นั้น ได้ปฏิเสธแล้ว เพราะ กกต.ไม่รับหารือ เนื่องจากการกระทำผิดบางเรื่องอยู่ในอำนาจ กกต.พิจารณา แต่บางเรื่องอยู่ในอำนาจศาลพิจารณา ดังนั้น กกต.จะไม่วินิจฉัยก่อนมีการร้องขึ้นมา เมื่อเคสยังไม่เกิด กติกามันหยุมหยิมมาก รอให้เคสเกิดขึ้นมาค่อยว่ากัน ซึ่ง กกต.มีแนวทางการทำงานแบบนี้” นายณัฏฐ์กล่าว
    ต่อมาเวลา 17.40 น. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกฯ และโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงถึงผลประชุมว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับให้พรรคการเมืองใดเสนอชื่อในบัญชีแล้วในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ยังถือทำได้ตามปกติ ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) และการลงพื้นที่นั้นในทางกฎหมายถือว่าทำได้ แต่อาจต้องหารือเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เนื่องจากแต่ละครั้งมีประชาชน ข้าราชการมาร่วมต้อนรับเป็นจำนวนมาก จึงอาจต้องระมัดระวัง
    นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องไม่ไปให้คุณให้โทษกับพรรคการเมืองอื่น และนายกฯ ต้องระมัดระวังการพูดคุยกับประชาชน และการให้สัมภาษณ์ที่ไม่ไปกระทบกับการเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อป้องกันข้อครหาที่เป็นผู้คุมกฎและเป็นผู้เล่นในตัว รวมถึงทุกอย่างที่ทำก็ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะให้คุณให้โทษกับพรรคที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และหาก พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับการเสนอชื่อ ผู้สมัครของพรรคนั้น ก็สามารถขึ้นรูปคู่บนป้ายหาเสียงกับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ และผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคยังสามารถลงไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่นั้นได้ แต่ต้องระมัดระวังการปฏิบัติตัว ต้องไม่ปฏิบัติต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ

ย้ำรัฐบาลอำนาจเต็ม

    “ยืนยันรัฐบาลมีอำนาจเต็ม การอนุมัติงบประมาณ การแต่งตั้ง โยกย้าย ยังเป็นไปตามปกติเช่นเดียวกับการลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ส่วนการประชุม ครม.สัญจร อาจต้องหารือเป็นรายครั้งว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ขณะที่ในส่วนของการใช้โซเชียลมีเดียถือเป็นการดำเนินการส่วนตัวของนายกฯ ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ แต่ในอนาคตถ้านายกฯ ตอบรับพรรคการเมืองใด เพื่อความปลอดภัยอาจส่งหนังสือถึง กกต. และหยุดการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลฯ ทั้ง 4 ช่องทางชั่วคราว จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมผู้ที่มาโพสต์แสดงความเห็นสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนได้” นายพุทธิพงษ์ระบุ
    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีพรรคมีมติเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องลาออก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์มาในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้ออกมาช่วยหาเสียง และที่ผ่านมาไม่มีประเพณีปฏิบัติที่ไหน
    ส่วนความเคลื่อนไหวของบัญชีนายกฯ ของพรรคอื่นนั้น ที่พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุมเรื่องดังกล่าว ก่อนที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค พท.แถลงว่า มติพรรคได้อนุมัติผู้สมัครเขตเลือกตั้ง 250 เขต ประกอบด้วย ภาคเหนือ 51 เขต, อีสาน 112 เขต, กลาง 55 เขต, ใต้ 10 เขต และ กทม. 22 เขต แม้เราจะส่ง 250 เขต แต่ก็มั่นใจจะประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะทั้ง 250 เขต ส่วนบัญชีรายชื่อแคนดิเดตฯ ที่ประชุมได้นำรายชื่อ 5 รายชื่อมาหารื อพร้อมกับผลความเห็นจากเว็บไซต์ได้ตัดสินใจสรุป 3 รายชื่อ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ จะถูกนำเสนอเป็นนายกฯ ของพรรค 
    มีรายงานว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคนั้น แม้จะหลุดจากบัญชีนายกฯ แต่ก็ถูกจัดให้อยู่ในลำดับหนึ่งของ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรค   
    ทั้งนี้ นายชัชชาติได้ปราศรัยตอนหนึ่งที่ จ.นครราชสีมา ว่ายังไม่ทราบได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์อะไร แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในบัญชีของ พปชร.ก็พร้อมดีเบตในเรื่องนโยบาย
    นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวยืนยันว่า พรรคมีมติเอกฉันท์ที่จะเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคนเดียวในบัญชีนายกฯ และในวันที่ 1 ก.พ. กรรมการบริหารพรรคจะประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว และจะจัดประชุมผู้สมัครเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขต และระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปสมัครในวันที่ 4 ก.พ.
     นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวว่า พรรคยังไม่ได้หารือกัน หลังจากนี้อีก 1-2 วันก็คงต้องหารือ และอยู่ที่พรรคจะพิจารณา
    ส่วนนายจตุพรกล่าวปฏิเสธข่าว พช.จะเชิญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ เป็นหนึ่งในรายชื่อนายกฯ โดยระบุว่า พรรคจะเสนอนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวเท่านั้น
    ที่สำนักงาน กกต. น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำกรุงเทพฯ กล่าวถึงผลการประชุมกับปลัด กทม. ถึงการกำหนดพื้นที่ปิดประกาศแผ่นป้ายหาเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่าได้ลงประกาศใน www.ect.go.th/bangkok และที่สำนักงานเขตทุกเขตแล้ว และขอให้ผู้สมัครระมัดระวังเกี่ยวกับการจัดทำแผ่นป้ายหาเสียงตามกฎหมาย เพราะ กกต.กทม.จะมีคณะทำงาน และผู้ตรวจการเลือกตั้งคอยตระเวนตรวจสอบ หากพบความผิดจะแจ้งให้ปลัด กทม.หรือผู้อำนวยการเขตสั่งให้ผู้สมัครแก้ไขภายในกำหนดเวลา หากพ้นกำหนดเวลา กกต.จะเข้ารื้อถอนและคิดค่าใช้จ่ายกับผู้สมัคร รวมทั้งส่งเรื่องให้วินิจฉัยไต่สวนชี้ขาดความผิดตามกฎหมายต่อไปด้วย
    ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.กล่าวภายหลังการตรวจความพร้อมในการรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมทั้งบุคคลที่พรรคจะเสนอชื่อเป็นนายกฯ ว่าพรรคการเมืองสามารถยื่นบัญชีของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อต่อ กกต.กลางได้เมื่อมีสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตแล้วอย่างน้อย 1 เขต โดยไม่จำเป็นต้องรอให้พรรคส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตครบ 350 เขต 
    สำหรับกรณีการวิจารณ์การ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจะส่งผลให้ ครม.สิ้นสภาพหรือไม่นั้น นายอุดม รัฐอมฤต อดีตโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า หากนายกฯ ลาออก ถือว่าความเป็น นายกฯ จะสิ้นสุดเฉพาะตัว ครม.ที่เหลือยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่หากนายกฯ ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 167 (1) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98  อาทิ ถูกจำคุก ถูกคำพิพากษาตัดสินทุจริต   ติดยาเสพติด ล้มละลาย เป็นเจ้าของสื่อมวลชน เป็นต้น และมาตรา 160 (4) ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมาตรา 160 (5) มีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ครม.จึงจะไปทั้งคณะ.

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

‘อุตตม’ยัน1ก.พ.สู่ขอ‘บิ๊กตู่’นั่งบัญชีนายกฯ ตอกคนโจมตีเป็นพรรคทหารแค่สร้างวาทกรรม


‘อุตตม’ยัน1ก.พ.สู่ขอ‘บิ๊กตู่’นั่งบัญชีนายกฯ ตอกคนโจมตีเป็นพรรคทหารแค่สร้างวาทกรรม

“อุตตม”ลั่นพร้อมยกขบวน พปชร.แห่ขันหมากเชิญ“บิ๊กตู่”เป็นนายกฯของพรรคเย็นวันพรุ่งนี้ หวังเจ้าตัวตอบรับ เผยยังไม่ได้ติดต่อ“สมคิด”เป็นทางการ ตอกคนโจมตี พปชร.เป็นพรรคทหาร แค่หวังสร้างวาทกรรมการเมือง แย้มวันนี้เคาะรายชื่อ ส.ส. ครบ 350 เขตลงตัว


เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 31 ม.ค.62 ที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการเสนอเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในบัญชีรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ว่า พรรคได้ประสานไปถึงทีมงานของ พล.อ.ประยุทธ์ เรียบร้อยแล้วว่าภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 1 ก.พ. ตนจะนำคณะผู้บริหารพรรค 4-5 คนไปเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 16.30 น. เพื่อเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ให้มาอยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค พร้อมกับนำเอกสารที่เกี่ยวกับนโยบายและแนวทางพรรคไปมอบให้ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจตอบรับ
ส่วนความคืบหน้าการเชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีด้วยอีกคนนั้น ทางพรรคยังไม่ได้ติดต่อนายสมคิด อย่างเป็นทางการ เนื่องจากนายสมคิด ยังติดภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ คาดว่าเมื่อนายสมคิด เดินทางกลับประเทศไทยแล้วก็จะติดต่อประสานไป      
“เมื่อเชิญ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ผมยังตอบไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะตอบรับเมื่อใด ซึ่งพรรคหวังว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะกรุณาตอบรับคำเชิญของพรรค และคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องใช้เวลาพิจารณาเอกสารสักเล็กน้อย เรายังมีเวลาระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. ในการยื่นชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” นายอุตตม กล่าว
นายอุตตม กล่าวด้วยว่า สำหรับการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 350 เขตของพรรคในวันที่ 2 ก.พ.นั้น จะมีการบอกให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนได้รับทราบว่าเราได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายชื่อส.ส. 350 เขตที่ยังไม่ลงตัวอีก 1 เขตของ จ.พัทลุง คาดว่าในวันนี้ (31 ม.ค.62) พรรคจะได้ว่าที่ผู้สมัครครบทุกเขต จากนั้นจะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 1 ก.พ.อีกครั้ง
เมื่อถามว่าการที่พรรคเสนอ 3 รายชื่อนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค เพราะต้องการไม่ให้ถูกมองว่าเป็นพรรคทหารหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ความคิดเห็นมีหลากหลาย ทั้งสนับสนุนและที่ยังมีข้อสงสัย รวมถึงวิจารณ์ก็มี แต่ทั้งหมดต้องให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อได้ตัดสินใจก่อน เมื่อชัดเจนแล้วสังคมก็จะเห็น ในส่วนของตนที่มีชื่อเป็น 1 ในรายชื่อจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตนก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ไม่ได้เป็นเพราะว่าต้องรอ พล.อ.ประยุทธ์ และนายสมคิดตัดสินใจก่อน
เมื่อถามว่าขณะนี้มีการรณรงค์หาเสียงให้เลือกระหว่างพรรคทหารกับพรรคฝั่งประชาธิปไตย ทางพรรคจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร นายอุตตม กล่าวว่า ต้องถามกลับว่าตั้งแต่ตอนตั้งพรรคมาได้เห็นทหารหรือไม่ สิ่งที่พูดเป็นเหมือนวาทกรรมทางการเมืองที่ป้ายสีออกมา และที่บางคนพูดเรื่องประชาธิปไตยถามว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไหน แต่ในส่วนของพรรคไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นแบบไหน แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยของคนไทย
เมื่อถามว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ ตอบรับ จะสามารถช่วยพรรคเดินสายปราศรัยหาเสียงได้หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ต้องดูข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่าระบุให้ทำอะไรได้บ้าง

‘กกต.’ชงครม.สัปดาห์หน้า ระเบียบปฏิบัติขรก.การเมือง ในช่วงเลือกตั้ง


“รองเลขาฯกกต.” เผยเตรียมยกร่างแนวทางปฏิบัติข้าราชการการเมืองในช่วงเลือกตั้ง แย้มเตรียมดันปรับปรุงฉบับใหม่ อิงข้อมูลเดิม ชง “ครม.” สัปดาห์หน้า 

31 ม.ค. 62 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าหารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางการวางตัวของข้าราชการการเมืองช่วงการเลือกตั้ง ว่า ข้อเท็จจริง กกต.  ได้ขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเกี่ยวกับการวางตัวของข้าราชการ โดยในที่ประชุมจะเชื่อมโยงไปยังปีเก่าๆจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ปฏิบัติต้องไปเปิดเอกสารแนวทางการปฏิบัติจำนวนมาก จึงจะมีการยกร่างในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาใหม่  โดยนำข้อมูลจากของเดิม และกกต. จะนำเสนอ ที่ประชุม ครม. พิจารณา คาดว่า จะเป็นในสัปดาห์หน้า วันที่ 5 ก.พ. ซึ่งในส่วนของ กกต. มีเรื่องที่รับผิดชอบเพียงเท่านี้ สวนเรื่องอื่นๆที่ยังมีข้อสงสัยนั้นในที่ประชุมกำลังพิจารณากันอยู่ เพราะกกต.ไม่มีหน้าที่
รองเลขาฯกกต. กล่าวว่า ส่วนการพิจารณาถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรี หลังจากตอบรับการเสนอชื่อว่า อะไรทำได้หรือไม่ หาก กกต.  จะต้องหารือ เป็นไปตามที่กฎหมายเปิดช่องให้ ส่งหนังสือให้กกต.พิจารณาเป็นทางการ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต. อย่างไรก็ตามในที่ประชุม ได้มีการพูดถึงกรณีที่ กกต. หรือผอ.กกต.ประจำจังหวัด หรือกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต ร้องขออะไรไปยังส่วนราชการ ก็ขอให้ให้การสนับสนุน รวมถึงเรื่องการติดป้ายหาเสียง  ซึ่งกฎหมายให้ กกต. กำหนด ก็ได้มีการออกระเบียบ เพื่อขอให้ส่วนราชการให้การสนับสนุนในการติดตั้ง  ซึ่งในส่วนนี้จะได้ขอให้ ครม.  ออกเป็นมติ เพื่อเป็นการกำกับส่วนราชการอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ส่วนราชการเกิดความสบายใจ
 เมื่อถามว่า การลงพื้นที่หรือการประชุม ครม.สัญจรยังคงทำได้หรือไม่ รองเลขาฯกกต. กล่าวว่า นายวิษณุ กำลังหารือในเรื่องนี้อยู่ ตนไม่สามารถตอบอะไรได้ และกกต. ก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาหารือ ทั้งนี้พรรคการเมืองที่เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกในบัญชีพรรคจะต้องระวังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ในกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ ตอบรับนั้น พรรคดังกล่าวไม่ต้องระวังอะไร อย่าทำผิดกฎหมายก็พอ เนื่องจากบรรยากาศทางการเมืองขณะนี้ก็ดีขึ้นเยอะ สามารถหาเสียงได้ โดยไม่พูดพาดพิงถึงคนอื่น หรือหากไม่มั่นใจ เพราะเห็นว่า ผู้สมัครรายใดหรือพรรคการเมืองใดทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต  หรือฝ่าฝืนกฎหมายสามารถยื่นคำร้องต่อ กกต.ได้เลย จะได้ดำเนินการ สืบสวนไต่สวนตามกระบวนการ
นายณัฎฐ์ กล่าวอีกว่า สวนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายหารือกับ กกต.ว่าอะไรทำได้หรือไม่นั้น ตนได้ปฏิเสธแล้ว  เพราะกกต.ไม่รับหารือ เนื่องจากการกระทำผิดบางเรื่องอยู่ในอำนาจ กกต. พิจารณา แต่บางเรื่องอยู่ในอำนาจศาลจะพิจารณา หากมีผู้ร้องต่อศาลศาลจะวินิจฉัย ดังนั้น กกต. จะไม่วินิจฉัยก่อนจนมีการร้องขึ้นมา เมื่อยังไม่มีกรณีเคสยังไม่เกิด กติกามันหยุมหยิมมาก รอให้เคสเกิดขึ้นมาค่อยว่ากัน ซึ่งกกต.มีแนวทางการทำงานแบบนี้

1 ก.พ.เทียบเชิญ "บิ๊กตู่" หวัง 7-7-7 ทำ win-win

1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.
2.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค-อดีดต รมว.อุตสาหกรรม
3.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

ทั้ง 3 ชื่อข้างต้น คือรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตามมติคณะที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค เมื่อวันพุธที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ที่เคาะรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ออกมา ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปตามคาด และหลังจากนี้ แกนนำพรรคก็ดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การที่แกนนำพรรคจะไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อส่งเทียบเชิญให้มาอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรค ซึ่งมีข่าวว่าแกนนำพรรคจะไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงวันที่ 1 ก.พ. นี้ โดยหลังจากนั้น ก็ต้องรอดูว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตอบตกลงในวันดังกล่าวทันทีเลยหรือไม่ หรือจะเว้นระยะสักช่วงหนึ่ง แต่ก็ต้องทำภายในไม่เกิน 8 ก.พ. ที่เป็นวันสุดท้าย ซึ่งพรรคการเมืองต้องแจ้งรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะเปิดรับสมัคร ส.ส.และรับแจ้งชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วง 4-8 ก.พ.

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พปชร. ให้เหตุผลมติดังกล่าวไว้ว่า พรรคจะให้ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นอันดับหนึ่ง เพราะเป็นนายกฯ ปัจจุบันและเป็นอดีตนายกฯในอนาคต ส่วนรายชื่อที่สองคือนายอุตตม เพราะเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนรายชื่อที่สาม เพราะนายสมคิดเป็นบุคคลนอกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามา

“เหตุที่พรรคเชิญ พล.อ.ประยุทธ์และนายสมคิด เพราะมีความรู้ความสามารถที่จะบริหารนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ 2.เป็นบุคคลที่ประชาชนชื่นชอบ 3.มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และการทำงานที่ผ่านมามีจริยธรรม ถือเป็นคุณสมบัติหลักในการพิจารณา พรรคเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกฯของประเทศ ความหลากหลายทางความคิดก็เป็นข้อคิดเห็น ซึ่งทางพรรคก็ยังไม่ทราบท่านเหล่านี้จะรับการเป็นนายกฯ ของพรรคหรือไม่ ก็ขอให้พรรคดำเนินการตามขั้นตอนก่อน เพราะอาจจะเร็วไปที่จะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น

ไม่ว่าชื่อใดจะเป็นนายกฯ ก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ระบบของพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับคสช. พรรคเดินตามแนวทางประชาธิปไตย และ พปชร.ก็ไม่ใช่พรรคของรัฐบาล เป็นพรรคที่กลุ่มคนต่างๆดำเนินการทางการเมือง เมื่อสุดท้ายพรรคพิจารณาแล้ว พรรคต้องมั่นใจว่าทั้ง 3 รายชื่อจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน” เลขาธิการพรรค พปชร.ระบุในการแถลงข่าวมติพรรค พปชร.

อย่างไรก็ตาม แม้แกนนำพรรค พปชร.จะบอกว่า ยังไม่แน่ใจว่า ”บิ๊กตู่” จะตอบรับหรือไม่กับเทียบเชิญดังกล่าว แต่ถึงตอนนี้ ใครต่อใครก็เชื่อกันไปหมดแล้วว่า กว่ามติ พชปร.จะออกมาดังกล่าว ระดับแกนนำพรรคที่ก็คือคนในรัฐบาล คสช.ด้วยกันเองกับ พล.อ.ประยุทธ์ ได้คุยปรึกษาหารือกันมาหมดแล้ว เพราะกระบวนการ จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ ทุกคนก็รู้กันดีว่า ระดับแกนนำ คสช.ต่างก็รู้เรื่อง และยังให้การสนับสนุนมาตลอด ยิ่งมติ พปชร.ที่ออกมา ในการจะส่งชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ มีหรือที่เรื่องแบบนี้คนในพรรค พปชร. โดยเฉพาะ 4 อดีต รมต.ของพรรค ทั้งอุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, กอบศักดิ์ ภูตระกูล จะไม่คุยกับพล.อ.ประยุทธ์และสมคิดไว้ก่อนล่วงหน้า
ในความเป็นจริง มันมีทั้งการพูดคุย-เจรจา-ต่อรองไว้หมดเรียบร้อยตั้งนานแล้ว เพียงแต่กระบวนการต่างๆ ก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เล่นไปตามสเต็ป

ยิ่งท่าทีของบิ๊กตู่ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ก็ชัดเจนแล้วว่าลงเล่นการเมือง เข้าสู่ way การเลือกตั้ง ผ่านการเป็นหนึ่งในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ แน่นอน ดังนั้น แคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร. ก็จะมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์แน่นอน แม้ต่อให้ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์จะสงวนท่าทีไว้ก็ตาม

“ขอดูก่อนสิ หลายๆ พรรคเขาก็สนับสนุนเรา แต่ปัญหาเราคือ เราเลือกได้พรรคเดียว ก็ดูก่อนว่านโยบายเขาเป็นอย่างไร“(พล.อ.ประยุทธ์ 30 ม.ค.) ก่อนมติพรรค พปชร.ในช่วงเย็นวันเดียวกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ดูตามหน้าไพ่การเมือง แคนดิเดตนายกฯ ที่จะชิงกันในช่วงการเลือกตั้ง ก็น่าจะมี 3 ขั้วใหญ่

1.ฝ่าย คสช.-พลังประชารัฐ นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีบางพรรคเป็นพันธมิตรการเมืองร่วมสนับสนุน เช่น  รวมพลังประชาชาติไทย ของสุเทพ เทือกสุบรรณ
2.ขั้วเพื่อไทย-ทักษิณ ชินวัตร ที่จะชูชัชชาติ สิทธิพันธ์, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ โดยมีกองหนุนจากพรรคเครือข่ายอาทิ ไทยรักษาชาติ–เพื่อชาติ เป็นต้น
3.ประชาธิปัตย์ นำโดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งหาก ปชป.ต้องการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องทำให้ได้เสียงส.ส.มาเป็นอันดับ 2 รองจากเพื่อไทย เพื่อต่อรองกับ พปชร.ได้แบบสมน้ำสมเนื้อ

ขณะที่บางพรรค ที่แกนนำหวังจะขอเป็น นายกฯ ตาอยู่ เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดูแล้วแม้การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่เส้นทางของอนุทินในการลุ้นเก้าอี้นายกฯ ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในศึกเลือกตั้งรอบนี้ เช่นเดียวกับหัวหน้าพรรคการเมืองอีกหลายพรรค ที่พยายามจะชูตัวเองเป็นนายกฯ อาทิ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งอนาคตใหม่, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส จากพรรคเสรีรวมไทย ในความเป็นจริง ก็คงเป็นแค่สีสันการเมืองเท่านั้น โอกาสลุ้นถึงขั้นจะเป็นนายกฯ คงเป็นแค่ความฝัน
ขณะที่มุมวิเคราะห์การเลือกตั้งจากแกนนำพรรคพลังประชารัฐ อย่าง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค มือเขียนนโยบายพรรค พปชร.7-7-7 ซึ่งเป็นแคมเปญนโยบายหลักที่ พปชร.จะใช้ในการหาเสียงหลังจากนี้ ภายใต้การชู 3 เรื่องใหญ่คือ
"สวัสดิการประชารัฐ, เศรษฐกิจประชารัฐ, สังคมประชารัฐ”

ดร.สุวิทย์ วิเคราะห์ว่า ปัจจัยชี้ขาดผลเลือกตั้งมีสามปัจจัยคือ นโยบาย ตัวผู้นำ ตัวผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ ขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ เช่น ผู้สมัคร ส.ส.หากไม่ทำการบ้านในพื้นที่ พรรคก็ไม่ได้เสียง แต่หากเขาเป็นที่รู้จัก แต่ทว่านโยบายพรรคไม่ชัดเจน ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้และปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องตัวผู้นำแคนดิเดตนายกฯ

“ถ้าได้ พล.อ.ประยุทธ์มาก็สุดยอดเลย เพราะจะไปด้วยตัวของมันอยู่แล้ว"

พร้อมกับย้ำว่า “หัวใจสำคัญของนโยบาย 7-7-7 ของพรรคพลังประชารัฐ มุ่งไปที่ ต้องขจัดความเหลื่อมล้ำ ที่จะต้องไปพร้อมกับการก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่ดีมาก เป็นสังคมอบอุ่น ช่วยเหลือแบ่งปัน แต่การเมืองช่วงก่อน 22 พ.ค.57 มีความขัดแย้ง แตกแยกกัน ซึ่งนอกจากขจัดความเหลื่อมล้ำแล้ว ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งด้วย นโยบาย 7-7-7 จึงมีความเชื่อมโยงต่อกันเพื่อตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำ”

นโยบาย 7-7-7 ของ พปชร.จะเป็นพลังหนุนให้ พปชร. ได้เสียง ส.ส.ตามที่ต้องการ จนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงทำให้บิ๊กตู่คัมแบ็ก กลับตึกไทยคู่ฟ้ารอบสองหลังเลือกตั้งได้หรือไม่ ต้องรอดูเมื่อถึงช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง กระแสขานรับนโยบาย 7-7-7 และชื่อของบิ๊กตู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร.จะมีมากน้อยแค่ไหน ในช่วงยามที่บิ๊กตู่ถอยหลังไม่ได้ ต้องเดินหน้าลูกเดียว.

เพื่อไทยเคาะแล้วนายกฯบัญชีพรรค-ผู้สมัครส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ 'ภูมิธรรม'โวลั่นกวาดเรียบ!

เพื่อไทยเคาะแล้วนายกฯบัญชีพรรค-ผู้สมัครส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ 'ภูมิธรรม'โวลั่นกวาดเรียบ!


31 ม.ค.62 - ที่พรรคเพื่อไทย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรค แกนนำพรรคและกรรมการบริหารพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง เพื่อพิจารณาอนุมัติบุคคลที่เห็นสมควรอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีทั้ง3รายชื่อ รายชื่อผู้สมัครส.ส.ระบบเขต รายชื่อส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ

ภายหลังการประชุม  นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงว่า มติกรรมการบริหารพรรค ได้พิจารณาอนุมัติ ผู้สมัครเขตเลือกตั้ง 250  เขต  ประกอบด้วยภาคเหนือ 51 เขต อีสาน 112 เขต กลาง 55 เขต ใต้ 10  เขต กทม. 22 เขต    ส่วนผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่ง 100 คน โดยพล.ต.วิโรจน์ จะเป็นผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่ง 
สำหรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  จากการรับฟังเสียงจากพี่น้องประชาชนที่เสนอมา 5รายชื่อ ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายชัยเกษม นิติสิริ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อย่างไรก็ตามที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ได้ตัดสินใจสรุป3รายชื่อ  คือ คุณหญิงสุดารัตน์ ที่มีประสบการณ์การเมือง นายชัชชาติ เป็นนักบริหารมืออาชีพ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนักกฎหมาย ทั้ง3ชื่อ จะถูกนำเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยไม่มีการจัดลำดับ
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าสำหรับสาเหตุที่ไม่ส่งครบ 350  เขต เนื่องจาก รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทั้ง 250 เขต พรรคเพื่อไทยล้วนมีความมั่นใจว่า จะนำพาพรรคเพื่อไทยไป ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน 
"มั่นใจว่าเป็น 250 เขต ที่มีคุณภาพ จะได้ทั้ง 250 ที่นั่ง เข้าสภาฯมาทั้งหมด เกือบทุกพื้นที่เป็นอดีตส.ส.ได้รับการยอมรับจากประชาชน ส่วนที่เป็นคนรุ่นใหม่ ก็เป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่"นายภูมิธรรม กล่าว

‘ถาวร’เดือด!ตบปาก‘จาตุรนต์-ณัฐวุฒิ’ป้ายสี‘ปชป.’เอี่ยวทหารปฏิวัติ

“ถาวร” ตบปาก “เต้น-อ๋อย” ป้ายสี ปชป.ต้นเหตุทหารปฏิวัติ ขู่ ฟ้องยุบพรรค ฐานใส่ร้ายบิดเบือน ชี้ รู้อยู่แก่ใจเหตุยึดอำนาจ แนะ เอาเวลานำเสนอนโยบายแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านดีกว่า 

31 ม.ค. 62 นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตแกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ปราศรัยที่จังหวัดตรัง พาดพิงพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม กปปส. เป็นต้นเหตุทำให้ทหารเข้ามาปฏิวัติว่า ที่ผ่านมาตนเคยร้องขอให้ยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนรวมถึงตัดสินทางการเมืองของนักการเมืองมาหลายคนแล้ว เพราะเนื่องจาก ทำผิดกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้ง อาทิ การโกงเลือกตั้ง การซื้อเสียง การใส่ร้ายป้ายสี จึงขอเตือนว่า อย่าทำการเมืองแบบเดิมที่หาเสียงใส่ร้ายป้ายสีประชาธิปัตย์ เล่นการเมืองแบบน้ำเน่าสาดโคลน เพราะสาเหตุการรัฐประหารเกิดจากทหารอ้างเหตุการทุจริต และทำผิดกฎหมายของพรรคการเมือง และนักการเมืองในแต่ละยุค เช่น  ปี 2534 ที่เกิดบุฟเฟ่ต์คาบิเนต ปี 2550 เกิดการทุจริตของระบอบทักษิณ ปี 2557 เกิดจากมวลมหาประชาชนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทรราช ที่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย และการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 ดังนั้น สาเหตุที่แท้จริงทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า การปฏิวัติ ปี 2557 ไม่เป็นไปตามที่บางพรรคการเมืองใส่ร้ายป้ายสี บิดเบือน 
“แกนนำกปปส.ไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทุกคนได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและ ส.ส.พรรคไปแล้ว จึงขอให้ทุกพรรคเลิกบิดเบือนใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ เหตุที่เตือนเพราะไม่อยากเห็นการตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือการยุบพรรค และขอให้ทุกพรรคนำเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชนจะดีกว่า โดยเฉพาะร่วมต่อสู้ป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารจากทหารอีกต่อไป” นายถาวร กล่าว

'พุทธิพงษ์'ยัน'บิ๊กตู่'เดินสายครม.สัญจร-จัดรายการได้ปกติ แต่ต้องระมัดระวัง

"พุทธิพงษ์"ยัน"บิ๊กตู่"เดินสายครม.สัญจร-จัดรายการได้ปกติ แต่ต้องระมัดระวัง ระบุผู้สมัครพปชร.ขึ้นป้ายรูปคู่ได้ จ่อหยุดโพสต์สื่อโซเชียลชั่วคราว

31 ม.ค.62 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า นอกจากหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว ตนยังได้หารือภายหลังหารือกับนายวิษณุ หากนายกฯ ตอบรับลงให้พรรคการเมืองใดเสนอชื่อในบัญชีนั้น ซึ่งมีการหารือกันถึงเรื่องรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" นั้น ในทางกฎหมายถือว่าไม่มีข้อจำกัด ทำได้ปกติตามเนื้อหาที่เคยทำ
ส่วนการหารือถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) และการลงพื้นที่นั้น ในทางกฎหมายยังถือว่าทำได้ แต่อาจต้องมีการหารือเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เนื่องจากแต่ละครั้งมีประชาชน ข้าราชการมาร่วมต้อนรับเป็นจำนวนมาก จึงอาจต้องระมัดระวัง สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องไม่ไปให้คุณให้โทษกับพรรคการเมืองอื่น และนายกฯ ต้องระมัดระวังการพูดคุยกับประชาชน และการให้สัมภาษณ์ ที่ไม่ไปกระทบกับการเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อป้องกันข้อครหาที่เป็นผู้คุมกฎและเป็นผู้เล่นในตัว รวมถึงทุกอย่างที่ทำก็ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะให้คุณให้โทษกับพรรคที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตอบรับการเสนอชื่อผู้สมัครของพรรคนั้นสามารถขึ้นรูปคู่บนป้ายหาเสียงกับ พ.อ.ประยุทธ์ และผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคนั้น ยังสามารถลงไปต้อนรับหาก พล.อ.ประยุทธ์ ลงไปในพื้นที่นั้นๆ แต่ต้องระมัดระวังการปฏิบัติตัว ต้องไม่ปฏิบัติต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ
นายพุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันรัฐบาลมีอำนาจเต็ม การอนุมัติงบประมาณ การแต่งตั้ง โยกย้าย ยังเป็นไปตามปกติ เช่นเดียวกับการลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ส่วนการประชุม ครม.สัญจร นั้น อาจจะต้องมีการหารือเป็นรายครั้งว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ขณะที่ในส่วนของการใช้โซเชียลมีเดียทั้ง 3 ช่องทางของนายกฯ ถือเป็นการดำเนินการส่วนตัวของนายกฯ ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ แต่ในอนาคตถ้านายกฯ ตอบรับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งให้เสนอชื่อเป็นนายกฯ ในอนาคตเพื่อความปลอดภัย อาจจะส่งหนังสือถึง กกต.จะหยุดการโพสต์ข้อความผ่านทั้ง 4 ช่องทางชั่วคราว จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมผู้ที่มาโพสต์แสดงความเห็นสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนได้

‘กกต.’ยึดกรอบกฎหมาย5วัน ยื่นสมัคร‘ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์-บัญชีนายก’

เลขากกต. ชี้พรรคไม่จำเป็นต้องยื่นสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์-บัญชีนายกฯวันเดียวกัน แต่ต้องอยู่ภายในกรอบ 5 วัน ตามกฎหมายกำหนด 

31 ม.ค. 62  ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  พ.ต.อ.จรุงวิทย์  ภุมมา  เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวภายหลังการตรวจความพร้อมในการรับสมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมทั้งบุคคลที่พรรคจะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีว่า พรรคการเมืองสามารถยื่นบัญชีของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อต่อ กกต.กลางได้ นั้น  พรรคการเมืองดังกล่าวจะต้องสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตแล้วอย่างน้อย 1 เขต โดยไม่จำเป็นต้องรอให้พรรคส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตครบ 350 เขต ซึ่งทาง กกต. กลางจะมีการประสานเชื่อมต่อข้อมูลแต่ละพื้นที่ที่รับสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต 
สำหรับขั้นตอนการยื่นสมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้น  เลขาธิการกกต. กล่าวว่า ทางพรรคการเมืองจะต้องยื่นเอกสารต่างๆในการสมัคร พร้อมทั้งชำระเงินค่าสมัคร  1 หมื่นบาทต่อรายชื่อต่อคน  หลังจากนั้นทาง กกต. จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลภายใน 7 วัน 
ในส่วนการยื่นรายชื่อบุคคลบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคจะต้องยื่นพร้อม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อหรือจะยื่นภายหลังในช่วงระยะเวลา 5 หลัง จากวันเปิดรับสมัคร ซึ่งการยื่นทั้ง 2 ส่วนทางหัวหน้าพรรคจะมาด้วยตัวเองหรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมายื่นแทนได้ ทั้งนี้ กกต.ไม่ได้กำชับหรือติดตามเรื่องใดเป็นพิเศษ 
ขณะเดียวกันนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. พร้อมด้วย กกต. ทั้ง 6  คน จะลงพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศเพื่อติดตามการรับสมัครด้วยตนเอง

เปิดขั้นตอนเชิญ'บิ๊กตู่'!พปชร.เตรียมนำเอกสารลงนามยินยอมตอบรับเป็นนายกฯให้ตัดสินใจ

31 ม.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อตอบรับอยู่ในบัญชีนายกฯ ในนามพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ว่า นายอุตตม สาวนายน พร้อมแกนนำพรรค จะเดินทางออกจากพรรคในเวลา 15.45 น.และคาดว่าจะถึงที่ทำเนียบรัฐบาล ประมาณ 16.30 น.ซึ่งเป็นเวลาหลังราชการพอดี เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาข้อกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหลัง

โดยจะมีการนำหนังสือเชิญพร้อมนำเอกสารนโยบายและแนวทางการทำงาน ประกอบกับหนังสือยินยอมให้เสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เสนอไปพร้อมกัน เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาตัดสินใจ ส่วนการพิจารณาจะใช้เวลานานแค่ไหนขึ้นอยู่กับนายกฯ เพราะต้องพิจารณาให้รอบคอบ และหากนายกฯ ตอบรับและลงนามในเอกสารแล้ว จะประสานติดต่อมาที่พรรคเพื่อให้รับเอกสารต่างๆ เพื่อนำหลักฐานไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (1 ก.พ.) ทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ไว้คอยต้อนรับแกนนำพรรคพลังประชารัฐที่จะเดินทางมา พร้อมกันนี้จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าถ่ายภาพและทำข่าวด้วย

7พรรคร่วมเสนอทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ



“เศรษฐกิจ” เป็นเรื่องที่ประชาชนชาวไทยเครียดและทุกข์ตลอด 4 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา สะท้อนผ่าน “ผลโพลล์” ที่ไม่ว่าจะสำนักใด สำรวจเวลาไหนในช่วงเวลาดังกล่าว “ปากท้อง” เป็นเรื่องอันดับ 1 ที่ประชาชนเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจช่วยแก้ไขให้ดีขึ้น และเมื่อ “ปี่กลองเลือกตั้ง” ดังขึ้นเพื่อนับถอยหลังสู่วันหย่อนบัตรลงคะแนน อาทิตย์ที่ 24 มี.ค. 2562 พรรคการเมืองต่างๆ ก็ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ ประกาศนโยบายหลากหลายด้านกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จัดการสัมมนา “นโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้างสถานทูตจีน) ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ มีตัวแทนพรรคการเมือง 7 พรรค ประกอบด้วย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยรักษาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ร่วมชี้มุมมองการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหากได้เป็นรัฐบาล
เริ่มกันที่ “แชมป์เก่า” ในการเลือกตั้งสมัยที่แล้วเมื่อปี 2554 “พรรคเพื่อไทย” ส่งตัวแทนคือ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง แสดงวิสัยทัศน์ แบ่งเศรษฐกิจเป็น 4 ด้าน 1.การส่งออกภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมไม่ต้องช่วยอะไรมาก ภาครัฐอย่าเป็นอุปสรรคก็พอ ส่วนการท่องเที่ยวภาครัฐต้องไปทำให้เกิดการบูรณาการร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละระดับ
2.การลงทุนภาคเอกชน เรียกร้องให้ “บีโอไอ” (BOI) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคเกษตร ไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมที่จ้างแรงงานไทยน้อย ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยหรือก่อมลภาวะสูง 3.การจับจ่ายใช้สอย ประเด็นนี้เล่าย้อนถึงนโยบาย “ค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ” เพราะทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แรงงานตั้งใจทำงานขึ้น และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพการผลิต 4.การใช้จ่ายภาครัฐ มองว่า “รัฐไม่ต้องเก็บภาษีมากเกินไป” เก็บแต่พอดีแล้วให้ประชาชนมีเงินติดกระเป๋าไว้จะดีกว่า
ด้านคู่แข่งสำคัญที่ขับเคี่ยวกันมานานอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” นายกรณ์ จาติกวณิช เข้าร่วมนำเสนอ ชูนโยบาย “ประกันรายได้” ที่ทำสำเร็จกับภาคเกษตรมาแล้วเมื่อครั้งเป็นรัฐบาล เตรียม “ต่อยอด” จากชาวนา ชาวไร่มัน ชาวไร่ข้าวโพด สู่ชาวสวนยางและชาวสวนปาล์ม หลังพบระยะหลังๆ ราคาผลผลิตตกต่ำ อีกทั้ง “ขยายผลถึงผู้ใช้แรงงาน” ประกาศก้อง “ต้องไม่มีคนไทยที่รายได้ต่ำกว่า 1.2 แสนบาทต่อปี” โดยรัฐจะจ่ายส่วนต่างที่ขาดให้สำหรับประชาชนที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ข้างต้น ย้ำ “ไม่เป็นภาระงบประมาณบานปลาย” แน่นอน
ขณะที่พรรคหน้าใหม่แต่กระแสแรง ถูกพูดถึงมากขณะนี้อย่าง “พรรคพลังประชารัฐ” หัวหน้าพรรค นายอุตตม สาวนายน เปิดตัวด้วยการย้ำว่า “สวัสดิการประชารัฐไม่ใช่การแจก แต่เป็นการให้โอกาสในสิ่งที่ประชาชนควรจะได้มานานแล้วแต่กลับไม่ได้” ซึ่งจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระยะยาว ประชาชนไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และยังกล่าวเน้นย้ำ “ความสำคัญของเทคโนโลยี” ต้องทำให้เข้าถึงคนไทยทุกภาคส่วน
เพื่อให้ร่วมสร้างประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน ไม่ว่าภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จนถึงประชาชนทั่วไป รวมถึง “เขตเศรษฐกิจเชื่อมโยงเพื่อนบ้าน” ต่อยอดจากระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อกระจายความเจริญ ภาครัฐต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน พร้อมเสนอให้พัฒนา “กองทุนเพื่อผู้ประกอบการรายกลาง - รายเล็ก” ตลาดทุนจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร?
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ วันนี้มาเป็นตัวแทน “พรรคไทยรักษาชาติ” เริ่มต้นด้วยการออกตัวก่อน “ผมอยู่พรรคไทยรักษาชาตินะครับ..เดี๋ยวจะเข้าใจว่าอยู่เพื่อไทย” แล้วจึงกล่าวนิยามนโยบายของพรรคที่ยึดหลัก “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ซึ่งแม้จะดูคล้ายกับพรรคเพื่อไทย แต่ความต่างคือ “ใส่เรื่องเทคโนโลยีเข้าไป” พร้อมชูนโยบาย “Code Thailand” ชวนคนไทยเสนอไอเดียปฏิรูปประเทศ “ทำจากเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัวในท้องถิ่นก็ได้” เขียนแนวทางเสนอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุน ปัญหาต่างๆ ก็จะค่อยๆ ถูกแก้ไขไปได้
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษา “พรรคชาติพัฒนา” เสนอมุมมองน่าคิด “ใครแก้จนที่อีสานได้ก็แก้จนทั้งประเทศไทยได้” ให้เหตุผลว่า “เพราะคนไทย 1 ใน 3 เป็นคนอีสาน” จึงเสนอนโยบาย “เปิดประตูสู่ทะเลให้อีสาน” ด้วยการสร้างถนนมอเตอร์เวย์ จาก จ.นครราชสีมา อ.ปักธงชัย มุ่งหน้า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี บวกกับ “เปิดประตูอีสานสู่อินเตอร์” เชื่อมเส้นทางจากเมืองเว้ - ดานัง ของเวียดนาม ผ่านภาคอีสานไปออก จ.กาญจนบุรี เข้าสู่เมียนมา เศรษฐกิจอีสานจะดีขึ้นมาทันทียุติสถานะภาคที่จนที่สุดของประเทศได้
“พรรคภูมิใจไทย” หัวหน้าพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล บอกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจเบื้องต้นไม่ต้องทำอะไรมาก “แค่ลบคำว่าดุลพินิจออกไปก็พอ” ด้วยความที่เติบโตมาจากคนทำธุรกิจ จึงรู้ดีว่า “ผู้ประกอบการหรือประชาชนเวลาจะขออนุญาตอะไรสักอย่างขั้นตอนยุ่งยากไปหมด” รวมถึงความล่าช้าในการพิจารณา “ถ้ากิจการไม่เริ่มการจ้างงานก็ไม่เกิด”จึงเสนอว่าหน่วยงานราชการต้องนำวิธีแบบตลาดหลักทรัพย์ไปใช้ “บริษัทใดทำได้ครบถ้วนตามเงื่อนไขก็ต้องอนุมัติทันที” แล้วค่อยไปตรวจสอบและดำเนินการทีหลังหากพบว่ากระทำผิด
ปิดท้ายที่ “พรรคชาติไทยพัฒนา” นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า “ต้องลดต้นทุนการผลิตในภาคเกษตร” โดยเฉพาะ “แหล่งน้ำ - ไฟฟ้า” ถ้าไม่ลดต้นทุนตรงนี้เกษตรกรก็ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สุดท้ายก็อาจท้อแท้และเลิกทำ กระทบต่อการเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศและของโลก และ “ดึงคนมีความสามารถร่วมพัฒนาการท่องเที่ยว” ก่อนทิ้งคำถามด้วยความที่มาจากคนทำธุรกิจโรงแรม เคยได้ยินกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่าโรงแรมไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพราะขอใบอนุญาตที่กระทรวงมหาดไทย..สมควรแก้ไขหรือไม่!!!

'สมคิด'หวัง'ประยุทธ์'ตอบรับแคนดิเดตนายกฯพปชร.ชี้เหมาะกับสถานการณ์

"สมคิด"หวัง"ประยุทธ์"ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯพปชร. ชี้เป็นผู้นำที่เหมาะกับสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนตัวเองยังไม่ได้รับติดต่ออย่างเป็นทางการ กลับจากญี่ปุ่นถึงไทยค่อยว่ากัน

31 ม.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น.ที่ จ.วากายาม่า ประเทศญี่ปุ่น (เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการนำคณะผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลไทย จัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุน ที่ จ.โอซาก้า และ จ.เกียวโต ซึ่งอยู่ในภูมิภาคคันไซ ของประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 31 ม.ค. - 2 ก.พ.62 ได้เปิดเผยถึงกรณีที่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้แถลงมติของพรรคพลังประชารัฐที่จะเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายสมคิด มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ว่า ตนเองยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการทั้งสิ้น กลับไปประเทศไทยค่อยว่ากัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ตนเองเคยประกาศว่าประเทศไทยช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ และมีความเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำที่เหมาะกับสถานการณ์นี้ ณ วันนี้ยังมีความเห็นเหมือนเดิม ก็หวังว่าท่านจะรับเป็นแคนดิเดตของพรรคที่ท่านเห็นสมควรและเห็นว่าเหมาะสม
"ส่วนลูกน้องของผม 4 รัฐมนตรี ที่ออกไปตั้งพรรคการเมือง ต้องให้กำลังใจเขา ไม่ได้หมายความว่าเป็นพรรคพลังประชารัฐ แต่การที่คนมีความรู้ ความสามารถ มีการศึกษา ตั้งใจดี ถ้าเขากล้าสละตัวเองไปทำการเมือง เพื่อทำให้การเมืองดีขึ้น ควรอย่างยิ่งที่เราจะสนับสนุน ไม่ว่าเขาจะไปทำพรรคอะไรก็แล้วแต่ เขาเคยบอกว่าจะลาออก ก็ลาออกตามที่พูดเอาไว้ ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีในอนาคตข้างหน้า" นายสมคิด ระบุ

กูเกิล ร่วมมือ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบ “ข่าวจริง”

24ม.ค.62

กูเกิล เตรียมเครื่องมือให้สำนักข่าวออนไลน์ นำไปใช้งานช่วงการเลือกตั้ง เพื่อแสดงข้อมูลให้ถูกต้อง และชัดเจน พร้อมร่วมมือกับSONP ให้สำนักข่าวเข้าไปยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องผ่านหน่วยงานกลางอย่าง IFCN @poynter

นางสาวสายใย สระกวี หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและมวลชนสัมพันธ์ กูเกิล ประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการในการตรวจสอบข่าวปลอมของทางกูเกิล ว่า ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ในการคัดกรองข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องขึ้นไปแสดงผลในหน้าการค้าหาของกูเกิล

“ด้วยการที่กูเกิล เป็นแพลตฟอร์มในการค้นหาข้อมูล ดังนั้น ข้อมูลที่ถูกแสดงผลออกมาทั้งหมด จะไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่กูเกิล กำลังพัฒนาในเวลานี้ คือ ร่วมกับหน่วยงานกลางที่มีความน่าเชื่อถือในเข้าไปร่วมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารต่างๆ และทำการยืนยันข้อมูลเหล่านั้นว่าเป็นข้อเท็จจริง”
  
อย่างในต่างประเทศ การแสดงผลการค้นหาของกูเกิล จะเริ่มมีการเสนอข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว (Fact Check) เมื่อมีการค้นหาเกี่ยวกับสถานการณ์ หรือภัยพิบัติต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ข้อมูลที่นำเสนอได้รับการตรวจสอบ

สำหรับในประเทศไทย ระบบดังกล่าวกำลังจะเริ่มใช้ โดยคาดว่าจะได้เห็นหลายๆ สำนักข่าวที่ทาง SONP คัดเลือก และนำเสนอขึ้นไปว่า เป็นแหล่งข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบจากทาง IFCN @poynter เพื่อให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารในประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

นอกจากนี้ กูเกิล ยังได้นำเสนอโครงการอย่าง “News Initiative” ที่ร่วมมือกับสื่อมวลชน เพื่อสนับสนุนสื่อที่มีคุณภาพ ด้วยการนำเครื่องมืออย่าง Flourish ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำกราฟิก เพื่อใช้ในการรายงานข่าวช่วงเลือกตั้ง โดยกำลังประสานให้เพิ่มแผนที่ประเทศไทยเข้าไป

รวมถึงการนำเสนอเครื่องมืออย่าง Google Trends เพื่อสำรวจว่า ผู้ใช้งานกูเกิลในประเทศไทย กำลังค้นหาข้อมูลใด เพื่อให้สำนักข่าวออนไลน์ต่างๆ สามารถนำเสนอคอนเทนต์ที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้