PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เงื่อนปม...พ.ร.บ.นิรโทษฯ ผูกโยง"กกต.-ป.ป.ช.-คตส."

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556, 15:00 น.

หมายเหตุ - ข้อถกเถียงภายหลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พิจารณาการนิรโทษกรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หมายถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมอยู่ในเงื่อนไขหรือไม่

สามารถ แก้วมีชัย

ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ

สําหรับการประชุมพิจารณาเพื่อให้ผู้ที่เสนอคำแปรญัตติมาชี้แจงต่อคณะ กมธ.นั้น คณะ กมธ.ได้เปิดโอกาสให้เข้าชี้แจงได้เป็นเวลา 2 วัน และได้เสร็จสิ้นเมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมาแล้ว การชี้แจงคำแปรญัตติมี ส.ส.ที่ไม่ได้มาชี้แจงและไม่ได้มอบอำนาจให้เพื่อน ส.ส.เข้ามาชี้แทนด้วย แต่ทางคณะ กมธ.ได้มีความเห็นให้สิทธิแก่ผู้ที่ขอแปรญัตติได้สงวนความเห็นไว้เพื่ออภิปรายวาระ 2 ต่อที่ประชุมสภาทุกคน ซึ่งขั้นตอนนับจากนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.จะไปรวบรวมคำแปรญัตติทั้งหมด เพื่อจัดทำเป็นรายงาน ซึ่งคณะ กมธ.ได้กำหนดนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 น. เพื่อตรวจรายงานความถูกต้องของคณะ กมธ.ก่อนจะส่งให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาบรรจุระเบียบวาระการประชุมต่อไป ดังนั้น กำหนดวันประชุมสภาเพื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 ประธานสภาจะเป็นผู้กำหนด

ความเห็นของนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ รองประธานคณะ กมธ.คนที่ 1 ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า การนิรโทษกรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หมายถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วยหรือไม่ เนื่องจากจะส่งผลให้คดีทุจริตการเลือกตั้งที่ กกต.วินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ส.ส.หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งระหว่างปี 2547-2556 ได้รับการนิรโทษกรรมด้วยนั้น ในที่ประชุม กมธ.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีการซักถามกัน ซึ่งองค์การที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหารก็หมายถึง คณะกรรมการตรวจสอบการ

กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.นั่นเอง ไม่ได้หมายรวมถึงคดีใน กกต.หรือ ป.ป.ช. เพราะ ป.ป.ช.ถือเป็นองค์กรที่ทำงานสืบเนื่องจาก คตส.เท่านั้น จึงไม่เกี่ยวกัน ส่วนความเห็นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ระบุว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนี้เข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงินด้วยชัดเจนนั้น ตนก็ยืนยันความตามร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ทั้งหมดไม่เข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงินตามที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตแต่อย่างใด และยืนยันด้วยว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการนิรโทษกรรมโทษทางอาญา จึงไม่ต้องคืนเงินให้ใคร แต่หากมีข้อโต้แย้ง หรือมีความเห็นต่างก็สามารถยืนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือเป็นผู้ชี้ขาดได้อยู่แล้ว 

นันทวัฒน์ บรมานันท์

คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ต้องดูเจตนารมณ์ตอนร่างกฎหมายชั้นคณะกรรมาธิการพูดเเล้วมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่านิรโทษกรรม การกระทำมันรวมถึงตรงไหน ต้องอธิบายเอาไว้เพราะหลายครั้งถ้ากฎหมายเขียนไม่ชัด ก็จะไปดูต้นร่าง ซึ่งทางปฏิบัติกฎหมายหลายร่าง พอเขียนชัดไม่ได้ คณะกรรมาธิการก็จะพูดเเล้ว สรุปบันทึกตามนั้น หากสงสัยว่าเรื่องนี้มีความหมายอย่างไรหรือมีปัญหาไม่เข้าใจในการตีความก็ให้กลับมาดูตรงนี้เเล้วยุติ 

ฉะนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องจบในชั้นกรรมาธิการ ต้องพูดให้ชัดเพราะถ้าไม่ชัดเจนย่อมเกิดปัญหาในการตีความ ซึ่งเรื่องนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ไม่ใช่เฉพาะคนไทยที่จับตามองเท่านั้น เเต่รวมถึงต่างชาติด้วย มีผลกระทบในวงกว้างพอสมควรเเละเป็นเเนวทางปฏิบัติให้ประเทศอื่นๆ เอาไปอ้าง

ประเด็นที่กฎหมายนิรโทษกรรมจะมายกเลิกผลของคำพิพากษาที่ศาลตัดสินไปเเล้วนันเป็นเรื่องใหญ่ ที่คณะกรรมาธิการต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบเเละบันทึกอย่างละเอียดเพราะปัจจุบันเรื่องเเบบนี้ หากออกมาไม่ชัดก็จะมีการประท้วงว่ากฎหมายเขียนมาเเค่นี้ เหตุใดตีความกว้างไปเเบบนี้ ทั้งนี้ ผมคิดว่าเรื่องใหญ่เเบบนี้คณะกรรมาธิการรู้อยู่เเล้วว่าจะต้องมัดประเด็นให้เเน่นเเละชัดเจน เว้นเเต่ว่าตั้งใจจะไม่มัดประเด็นเสียเอง

เรื่องสำคัญที่ถกเถียงกันอีกเรื่องอย่าง การคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องจบในชั้นกรรมาธิการ เพราะถ้าไม่จบ จะเป็นเรื่องให้โต้เถียงกันต่อไปว่าต้องคืนหรือไม่อย่างไร เเละก็เกิดการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญอีก ซึ่งร่าง พ.ร.บ นิรโทษกรรมคิดว่าต่อให้มีผลใช้บังคับ ถึงขั้นลงพระปรมาภิไธยเเล้ว ก็ต้องมีคนไปฟ้องศาลขอให้พิจารณาว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 

ทั้งหมดจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ที่ต้องมีข้อสรุปให้ชัดเจนว่า กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมตรงไหนบ้าง ถ้าเขียนเอาไว้ได้ในกฎหมายก็ควรเขียนให้ชัดเจน เเต่หากเขียนไม่ได้ก็ต้องมีมติที่ชัดเจน เเละสรุปออกมาเป็นบันทึกในชั้นกรรมาธิการ เวลามีปัญหาในการตีความจะได้เปิดดูเจตนารมณ์ของการร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ เเต่ขั้นตอนที่ถูกต้อง ควรยกเลิกมาตรา 309 ก่อน เพื่อปราศจากภูมิคุ้มกัน ไม่อย่างนั้นจะมีคนไปยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญอยู่เเล้ว

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

กรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พรรคประชาธิปัตย์

ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่หมายรวมถึงคดีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ในที่ประชุม กมธ.นิรโทษฯ ทางฝ่ายค้านได้เสนอร้องขอให้ผู้แทนกฤษฎีกาให้ความเห็นในประเด็นนี้ โดยผู้แทนกฤษฎีกาให้ความเห็นชัดเจนว่า ในข้อความที่ใช้ระบุว่าองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งมีองค์กรเดียวคือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในส่วนของประเด็นการจัดตั้งองค์กรผู้แทนกฤษฎีกาได้ยืนยันแล้ว 

นอกจากนั้นมีข้อความระบุต่อเนื่องว่า รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา หมายถึงเรื่องคดีต่างๆ ของ คตส. ที่ได้ส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. และ กกต. ให้ดำเนินคดีก็จะถูกระงับด้วยเช่นกัน ทำให้คดีต่างๆ ที่เป็นการทุจริตก็กลับกลายเป็นถูกหมด ส่วนเรื่องของการที่ฝ่ายค้านจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนหลังจบวุฒิสมาชิกก่อน เพราะตามกฎหมายศาลจะรับวินิจฉัยหลังจบวาระ 3 หรือระหว่างช่วงเวลาที่รอทูลเกล้าฯ 

ทั้งนี้ ขั้นตอนของ กมธ.นิรโทษฯยังไม่จบ แต่ดูแล้วท่าทีเขาจะเอาให้จบภายในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ช่วงนี้ดูเหมือนในสภาเร่งรัดมาก ทั้งที่สถานการณ์บ้านเมืองขณะเป็นช่วงที่ไม่ควรเร่งรีบเรื่องดังกล่าว แต่ชัดเจนว่ารัฐบาลเร่งรัด เดินหน้าต่อไปแบบไม่มีถอย 

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

กรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พรรคประชาธิปัตย์ 

ตามที่นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้เสนอให้แก้ไขกฎหมายโดยที่นายประยุทธ์ ยอมรับเจตนารมณ์ที่ได้เสนอว่า ต้องการให้ยกเลิกคดีความผิดที่เกิดจากองค์กรหลังรัฐประหารโดยรวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แต่ขณะที่คณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่า นายประยุทธ์ไม่สามารถที่จะเหมารวมถึง กกต. และ ป.ป.ช.ได้ เพราะในร่างกฎหมายที่เขียนมาต้องหมายถึงการยกเลิกคดีที่เกิดจาก คตส.เท่านั้น 

ทั้งนี้ นายประยุทธ์ยืนยันกับทางคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าต้องการยกเลิกทั้งหมด อีกทั้งทางฝั่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย กมธ.เสียงข้างมากก็ยืนยันตามที่นายประยุทธ์เสนอ ดังนั้น ก็ต้องว่าตามเขา แม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะแย้งว่าไม่ได้ เช่นนี้หากมีการประชุมอภิปราย หรือมีการถาม ส.ส.ในการสรุปอภิปรายก็ต้องว่าไปตามนั้น การประชุม กมธ.

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมีการเร่งรัดทำให้คาดว่าเป็นไปได้ที่ทางฝ่าย กมธ.เสียงข้างมากจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาในวันที่ 30 ตุลาคม 

ชวน ขอทุกฝ่ายหยุดการเมือง ไว้ทุกข์พระสังฆราช



วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556, 15:30 น.

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ แนะทุกฝ่ายหยุดการเมืองในระยะนี้ไว้ก่อน เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ สมเด็จพระสังฆราช... 

วันนี้ (27 ต.ค.56) ที่บ้านพักนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ถนนวิเศษกุล จ.ตรัง ตั้งแต่เช้าได้มีประชาชนจากกรุงเทพฯ และสถานีโทรทัศน์บลูสกายกว่า 100 ชีวิต มาเยี่ยม โดยมีนายกิจ หลีกภัย นายก อบจ.ตรัง และนายระลึก หลีกภัย ประธานชมรมฟุตบอลตรัง นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ประชาธิปัตย์ตรัง และบรรดาคนที่รักชอบพรรคประชาธิปัตย์ มารอต้อนรับ โดยมีการแสดงรำมโนราห์ และหนังตะลุงจากโรงเรียนเทศบาล 6 วัดตันตยาภิรม ต้อนรับแขก จัดเลี้ยงอาหาร ขนมจีน โรตี ข้าว หมูย่าง เครื่องดื่มหลากชนิด          

หลังจากนั้น นายชวน ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวของม็อบกลุ่มต่างๆ ในช่วงระยะนี้ว่า ในสัปดาห์นี้ทุกฝ่ายต้องหยุดการเมืองไว้ก่อน เพราะต้องให้ความเคารพไว้ทุกข์พระสังฆราช ส่วนกลุ่มที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล และระบบทักษิณ เรียกร้องจะให้มีการปฏิรูปการเมือง นายชวน กล่าวว่า ก็ได้ยินอยู่เหมือนกันแต่ไม่ทราบว่าฝ่ายไหนพูด   

ขณะเดียวกัน เมื่อถามว่า กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการเรียกร้อง นายชวน ตอบว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ในสภาได้ดี 100% อยู่แล้ว ส่วนนอกสภาก็เดินบอกความจริงกับประชาชน ในช่วงนี้ทุกฝ่ายควรหยุดการเมืองไว้ก่อน ไว้ทุกข์สังฆราชก่อน พรรคประชาธิปัตย์ในวันเสาร์นี้ยังต้องหยุดปราศรัยเลย แต่ในส่วนของรัฐบาลกลับยังเดินหน้าในสภาเพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมอยู่

ส่วนคิดว่าหลังจากสัปดาห์นี้มีโอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองจนกลายเป็นวิกฤติหรือไม่ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วิกฤติอยู่ที่รัฐบาล ประชาชนจะเผชิญหน้ากันหรือไม่ ให้ไปถามประชาชน




โดย ทีมข่าวภูมิภาค

แดงเสียงแตก กวป.เชียร์ร่างนิรโทษฯ ฉบับสุดซอย

แดงเสียงแตก กวป.เชียร์ร่างนิรโทษฯ ฉบับสุดซอย

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556, 16:00 น.

"เสื้อแดง" เสียงแตก กวป.ยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เชียร์ลุยนำร่างนิรโทษกรรมสุดซอยเข้าสภาฯ อ้างเพื่อยุติความขัดแย้งของคนในประเทศ...

เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่พรรคเพื่อไทย กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ประมาณ 70 คน ยื่นหนังสือถึง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผ่านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เพื่อสนับสนุนให้นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่กรรมาธิการฯ เสียงข้างมากได้แก้ไขเนื้อหา เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และ 3 ต่อไป โดยนายศรรักษ์ มาลัยทอง โฆษก กวป.กล่าวว่า กวป.ขอสนับสนุนร่างนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากที่ให้นิรโทษกรรมทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศยุติความขัดแย้ง และขอให้พรรคเพื่อไทยเร่งดำเนินการเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้ประธานสภาฯ บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการลงมติวาระ 2 และ 3 โดยเร็ว เพื่อแสดงให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศต้องแก้ในสภาฯ เท่านั้น

โดย ทีมข่าวการเมือง

ปชป.จัดหนัก อ้าง'ปู'มุ่งช่วยทักษิณ



วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556, 17:38 น.

ปชป. ย้อนรอย 2 ปีรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"มุ่งช่วยพี่พ้นทุกคดี ฟื้นอดีตเชิด"บิ๊กบัง"ดัน"ปรองดอง" ย้อนนายกฯ หยุดสร้างภาพต้านโกงถ้าหนุนนิรโทษฯ...

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อจะช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า มีมาตลอดสองปีของรัฐบาลนี้คือ 1 นับตั้งแต่มีการเพิ่มข้อความในมาตรา 3 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของนายวรชัย โดยนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แต่นายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยพยายามปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะชัดเจนว่าทำไปเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ และนักการเมืองในเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา และคดีทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะคดีทุจริตที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพวกเข้าไปเกี่ยวข้องถึง 16 คดี มีบุคคลเกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 75 คน จึงชัดเจนว่าการแก้ไขตามนายประยุทธเสนอเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนมา โดยมีนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ก็มีพฤติกรรมที่จะอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ในโอกาสวันที่ 5 ธันวาคม 2554 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปสิงห์บุรี ไม่ยอมกลับมาร่วมประชุม ครม. เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะพิจารณาเรื่องนี้ แต่เมื่อเรื่องดังกล่าวเปิดเผยต่อสังคม ก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรง จนทำให้ ครม.ไม่กล้าฝ่าด่านความไม่เห็นด้วยของประชาชน แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะสมรู้ร่วมคิดด้วยก็ตาม เพราะการอ้างว่าไม่สามารถกลับกรุงเทพฯ มาร่วมประชุมได้นั้น ทำให้ประชาชนหัวเราะทั้งประเทศเพราะหากใช้เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ ก็สามารถนั่งรถกลับได้ภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง จากนั้นยังมีความพยายามที่จะเชิด พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ให้เป็นประธานกรรมาธิการปรองดองฯ ของสภาฯ ซึ่งเมื่อพิจารณาไปหางก็โผล่ว่าจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และ นิรโทษกรรม โดยอ้างรายงานของสถาบันพระปกเกล้าในทางที่ตัวเองได้ประโยชน์ แต่ในปี 2555 เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่สภาฯ ก็เกิดความวุ่นวายอย่างมาก โดย พล.อ.สนธิ ถูก ส.ส.ล้อมกรอบเพื่อให้ถอนรายงานดังกล่าวออกไป เมื่อการดำเนินการเรื่องนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ รัฐบาลก็เดินหน้าต่อในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 309 เพื่อยกเลิกคดีความให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ก็ยังค้างอยู่ในสภาฯ

นายองอาจ กล่าวต่อว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยมีการเสนอหลายฉบับซึ่งล้วนแต่เป็น ส.ส.ของรัฐบาล ทั้งร่างของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงานฯ ฉบับสุดซอย แต่กระแสต่อต้านรุนแรง จึงลดกระแสแล้วหยิบเอากฎหมายฉบับของนายวรชัยมาพิจารณาแทนโดยเอาประชาชนมาบังหน้า แต่ละเลยร่างของนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด ผู้ช่วยพยาบาลอาสาที่เสียชีวิตในช่วงเหตุการณ์ปี 53 และมีข่าวว่านายประยุทธ์ เดินทางไปรับใบสั่ง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลกำลังคิดถึงประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องมากกว่าบ้านเมือง เพราะหากคิดถึงประเทศต้องคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง แต่นายกฯ หาทางยุติหรือยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่วิสัยของนายกรัฐมนตรีที่ดี ในขณะที่ภาคประชาชนมีการรวมตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ นายกฯ จึงควรไตร่ตรองก่อนที่จะมีการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวาระ 2 และ 3 แม้จะขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ที่สำคัญคือ การนิรโทษกรรมคนทุจริตคอร์รัปชันเท่ากับรัฐบาลนี้กำลังสนับสนุนการทุจริต คอร์รัปชัน ดังนั้น นายกฯต้องหยุดพูดถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว หากเพราะเห็นด้วยกับการนิรโทษให้คนทุจริต เพราะเป็นการออกกฎหมายเพื่อการช่วยเหลือคนทุจริตครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด จึงขอให้ประชาชนที่ต่อต้านการทุจริตต้องแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคนทุจริต.




โดย ทีมข่าวการเมือง

'สุริยะใส' มั่นใจนิรโทษสุดซอยเรียกแขกให้รัฐบาล


วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556, 19:57 น.

"สุริยะใส" เผยเรียกตัวแทน 77 จังหวัด รวมตัวค้านนิรโทษฯ สุดซอย พรุ่งนี้ มั่นใจนิรโทษฯ เรียกคน-เครือข่าย ร่วมได้มากสุด ชี้ มหาดไทยเดินสายล็อบบี้ สกัดคนเข้าร่วม...

วันที่ 26 ต.ค. 56 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ต.ค. ทางเครือข่ายภาคประชาชนจัดประชุมแกนนำหลายเครือข่ายและตัวแทนจาก 77 จังหวัด จะจัดประชุมหารือ ถึงสถานการณ์บ้านเมืองและกำหนดแนวทางการเคล่ื่อนไหวใหญ่ ทั้งกรณีการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย และกรณีคำตัดสินศาลโลกคดีเขาพระวิหาร ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อประเมินสถานการณ์ และกำหนดรูปแบบการเคลื่อนไหว ร่วมกันทั้งประเทศ 

โดยกระแสตอบรับจากเครือข่ายต่างๆ มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมเคลื่อนไหว ซึ่งหลายๆ จังหวัด อาจเคลื่อนไหวในระดับจังหวัดก่อน เคลื่อนขบวนมารวมกันที่กรุงเทพฯ ขณะนี้ เริ่มมีการสกัดจากภาครัฐ หลายรูปแบบ เช่น เกลี้ยกล่อมแกนนำในหลายจังหวัด ไม่ให้เคลื่อนไหว และกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่บิดเบือนให้ข้อมูลประชาชน ว่า การนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นแนวทางปรองดอง ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ 

ทั้งนี้ มั่นใจว่าผลของกฎหมายนิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย จะเป็นตัวเรียกแขก ดึงเครือข่ายต่างๆ มาร่วมกันได้คับคั่ง มากกว่าประเด็นอื่นๆ ถ้ารัฐบาลเดินหน้าไม่ถอย ไม่ทบทวน เราก็ไม่มีทางเลือกต้องคัดค้านอย่างถึงที่สุด เช่นกัน เพราะกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ set zero หรือเริ่มต้นกันใหม่ แต่เป็น Zero sum game เพราะมีคนคนเดียวได้ประโยชน์ จะสร้างความแตกแยกเพิ่มเติม.




โดย ส่วนกลาง


พท.ส่งซิกฉีกร่างนิรโทษฯ ฉบับ'วรชัย'แน่!!


วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556, 12:45 น.

เพื่อไทยส่งสัญญาณชัด ใช้มติพรรควันที่ 29 ต.ค. ฉีกร่างนิรโทษกรรม "วรชัย" วอนให้ ส.ส.และคนเสื้อแดงยอมกลืนเลือดเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ ป้อง "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ไม่ได้สั่งการรวบรัดเร่งเครื่องร่างนิรโทษกรรม...

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่าในวันที่ 29 ต.ค.พรรคจะเรียกประชุม ส.ส.เพื่อทำความเข้าใจร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่กรรมาธิการฯ เสียงข้างมากมีมตินิรโทษกรรมทุกฝ่าย โดยจะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากชี้แจงความจำเป็นที่แก้ไขเนื้อหาร่างของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และเปิดโอกาสให้ ส.ส.แสดงความเห็นเต็มที่ การประชุมในวันดังกล่าวจะมีมติพรรคออกมา ไม่มีฟรีโหวตแน่นอน เมื่อที่ประชุมมีความเห็นอย่างไร ส.ส.ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งพรรคและคณะกรรมการยุทธศาสตร์เห็นด้วยกับกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก เพราะกฎหมายไม่สามารถเลือกปฏิบัตินิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนได้ หากใช้ร่างของนายวรชัย จะถูกทำแท้งแน่นอน เมื่อถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พรรคเข้าใจความขมขื่นของ ส.ส.เสื้อแดง และมวลชนเป็นอย่างดี แต่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสำคัญ หากมีปัญหาขึ้นมาอาจนำไปสู่การยุบสภาได้ แม้การโหวตเป็นสิทธิ ส.ส. แต่หากมีการแหกมติพรรค ต่อไปพรรคคงเดินลำบาก ขอให้ลืมความเจ็บปวด ยอมกลืนเลือดเพื่อประโยชน์ของประเทศ ถ้ากฎหมายตกไปประชาชนก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะไปตอบคำถามประชาชนอย่างไร

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ส่วนที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า กรรมาธิการฯ เสียงข้างมากทำตามใบสั่ง รวบรัดลงมติแก้ไขร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น เป็นการใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นเกมการเมืองมาเรียกแขก หวังจุดกระแสชุมนุมขับไล่รัฐบาล ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่เบื้องหลังสั่งการกฎหมายฉบับนี้ เป็นเรื่องที่เสนอโดยฝ่ายนิติบัญญัติ อยากให้พรรคประชาธิปัตย์หันมาใช้วิธีพูดคุยในสภา ไม่อยากให้ใช้เรื่องนี้มาสุมไฟขัดแย้ง.




โดย ทีมข่าวการเมือง


วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แก้ "ม.309"แทนพรบ.สุดซอย?



วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556, 00:00 น.


คอลัมน์ รายงานพิเศษ



ท่ามกลางการผลักดัน "นิรโทษสุดซอย" ที่ทำท่าจะพารัฐบาลเดินสู่ทางตันมากกว่า 

นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 

เพราะเชื่อว่าจะเป็นการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้กลับบ้านอย่างสง่างามและชอบธรรมมากกว่า 

การแก้มาตรา 309 จะใช่ทางออกหรือไม่ มีความเห็นจากนักวิชาการ และส.ว.

นันทวัฒน์ บรมานันท์

คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

การแก้รัฐธรรมนูญต้องแยกกับการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม เพราะการแก้รัฐธรรมนูญต้องตั้งกระบวนการขึ้นมาใหม่ แต่วันนี้มีกฎหมายนิรโทษอยู่ในสภาแล้ว 

เมื่อมีร่างพ.ร.บ.ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทร ปราการ ค้างการพิจารณาอยู่ ก็ต้องทำให้เสร็จ ซึ่งกฎหมายนี้จะสำเร็จมาในรูปแบบไหนไม่ทราบ แต่หลักคือต้องเคารพหลักการเดิม 

เมื่อมีการแปรญัตติเกิดขึ้นคนที่แปรญัตติต้องเข้าใจประเด็นซึ่งเป็นข้อถกเถียงของสังคม เพราะมีความอ่อนไหว 

ส่วนตัวมองว่าการแปรญัตติมาตรา 3 ที่กลายเป็นเรื่องเป็นราวในขณะนี้ ครั้งนี้ไม่ใช่การโยนหินถามทาง ถ้าเป็นการโยนหินต้องมีการพูดคุยกันเกิดขึ้นแต่นี่มีการทำเป็นร่างกฎหมายขึ้นมาแล้ว เป็นการตัดเชือกและพร้อมชน

พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต้องเดินหน้าต่อให้จบ ถ้าไม่อยากกดดันก็ต้องกลับไปใช้ร่างเดิม 

ส่วนการแก้มาตรา 309 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้จะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีอีกหลายประเด็น มาตรา 190 ก็รออยู่ และยังมีประเด็นการแก้ไขมาตรา 68 และ 239 ที่ต้องเข้ากระบวนการของสภาอีก 

ส่วนตัวเห็นด้วยว่าควรยกเลิกมาตรา 309 เพราะมาตรานี้ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่ต้นเพราะเป็นการทำลายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 

เราผ่านการรัฐประหารปี 2549 จนได้รัฐธรรมนูญ 2550 มาถึง 6 ปีแล้ว แต่บทบัญญัติมาตรา 309 ยังอยู่ ทั้งที่มาตรานี้ไม่ควรมี ผลของการรัฐประหารควรจบในตัวของมันเอง 

ผ่านมาถึงวันนี้ ข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และมีเรื่องอีกจำนวนหนึ่งค้างอยู่ในองค์กรตรวจสอบต่างๆ มีการกล่าวหาอดีตนายกฯ ทั้งที่ข้อกล่าวหาควรยุติเร็ววันที่สุดหลังการรัฐประหาร แต่วันนี้ทุกอย่างยังอยู่

ในต่างประเทศจะไม่ปล่อยให้คดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารคาอยู่เนิ่นนานอย่างนี้ แต่จะรีบดำเนินการให้เสร็จ 

แต่ถ้าจะบอกว่าการแก้มาตรา 309 เพื่อจะไม่ถูกต่อต้านเหมือนการแก้พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คงไม่ใช่ เพราะไม่ว่าจะแก้กฎหมายอะไรก็โดนต้าน ถ้าจะลบมาตรา 309 ก็จะถูกมองว่าจะไปช่วยพ.ต.ท.ทักษิณให้หลุดคดีความ ซึ่งเป็นการมองด้านเดียว มองแค่ปลายเหตุ 

อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้มาตรา 309 กว่าจะเสร็จอีกนาน เพราะต้องเริ่มกระบวนการใหม่

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

หลักการการแก้มาตรา 309 ที่ผ่านมาจะพบว่าผู้เสนอต้อง การให้ยกเลิกกฎหมาย หรือคำสั่งต่างๆ ที่มีผลพวงมาจากการทำรัฐประหาร เมื่อปี 2549 เช่น คำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งปัจจุบันคณะหรือองค์กรต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นจากการรัฐประหารยังคงมีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 

หากมีการแก้ไขมาตรานี้จะส่งผลให้คำสั่งจากคณะหรือองค์กรที่เกิดขึ้นจากการทำรัฐประหารก็เป็นอันโมฆะ พ.ต.ท.ทักษิณจะได้รับอานิสงส์จากการแก้ไขด้วย

ถ้ามองในมุมที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ จริงๆ การแก้มาตรา 309 ดูแล้วยังจะมีความชอบธรรมมากกว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ครอบคลุมไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ

ยิ่งในขณะนี้กฎหมายนิรโทษกรรมได้เปลี่ยน แปลงไปจากหลักการเดิม ฉบับของนายวรชัย เหมะ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อและเป็นนักโทษทางการเมืองให้พ้นความผิด 

แต่การแก้ไขมาตรา 3 ในชั้นกรรมาธิการทำให้กฎหมายนิรโทษกรรมนี้กลายเป็นกฎหมายสุดซอย กรณีทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรมของรัฐบาล 

ที่สำคัญ การแก้มาตรา 309 คือการยกเลิกอำนาจที่เกิดจากการทำรัฐประหาร และไม่ได้หมายความว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะพ้นจากความผิด เพียงแค่กระบวนการตรวจสอบต่างๆ จะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ 

การตรวจสอบจะเป็นไปตามองค์กรที่ก่อตั้งจากรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เกิดจากการรัฐประหาร กฎหมายก็จะเป็นตามระบอบประชาธิปไตยที่มากขึ้น 

อีกทั้งยังเป็นการเตือนให้รู้ว่า หากบุคคลใดที่คิดจะทำรัฐประหารต้องระมัดระวังตัวยิ่งกว่าเดิมเพราะกฎหมายมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ 

อย่างไรก็ตามต้องอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสูง และในสถานการณ์เช่นนี้หากรัฐบาลเข้าไปแตะหรือดำเนินการเกี่ยวกับมาตรา 309 ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลอาจเดินหน้าไปพบกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 

ยิ่งการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่กำลังเป็นปัญหา หากเข้าไปแตะเรื่องมาตรา 309 ตอนนี้ รัฐบาลก็จะถูกมองว่ามีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรม เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง 

แม้ในข้อเท็จจริงการแก้มาตรา 309 เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่รัฐบาลต้องคำนึงว่าการแก้ไขกฎหมายที่มีความเสี่ยงนั้นต้องให้สังคมเป็นตัวตั้ง หรือตัวผลักดัน 

รัฐบาลอาจทำให้หลายวิธี เช่น ฟังความเห็นประชาชน หรือดูบริบทของสังคมในขณะนั้น และดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

หากรัฐบาลเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วและเร่งดำเนินการจนเกินไป ย่อมพบกับแรงต้านที่เพิ่มขึ้น

พิเชต สุนทรพิพิธ

ส.ว.สรรหา

อะไรก็แล้วแต่ที่เพิ่มมาจากการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนายวรชัย เหมะ ย่อมไม่ดีทั้งนั้น พูดง่ายๆ คือ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ หรือการเสนอแก้มาตรา 309 ไม่ใช่ทางออกที่ดี 

ทางออกที่เหมาะสมคือ การกลับไปยึดตามร่างเดิม ซึ่งประชาชนจะยอมรับได้มากกว่า 

เพราะก่อนที่จะเสนอร่างจนเข้าสู่กระบวนการวาระ 1 พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงเองก็ออกมาพูดเสียงเดียวว่าร่างฉบับดังกล่าวจะเอื้อแค่ประชาชนผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่บริสุทธิ์เท่านั้น ไม่รวมผู้สั่งการ แกนนำ ทุกคนก็เห็นว่ามีความเข้มแข็งในการเสนอร่าง 

ขณะเดียวกัน ประชาชนก็เข้าใจในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนตัวก็ยังโหวตวาระ 1 ให้ เพราะเห็นแก่การสร้างความปรองดองชาติ แต่กลับเกิดการพลิกเกมในชั้นคณะกรรมาธิการ 

ก็ยังเดาไม่ออกว่าเป็นการเตี๊ยมกับคนเสื้อแดงให้ออกมาหยั่งเชิงเสียงอีกแนวหนึ่ง หรือเป็นตัวล่อ ส่วนพรรคเพื่อไทยก็เดินหน้าอีกทาง แต่ในที่สุดอาจจะเดินตามทางล้างผิดทุกคดีให้กับพ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นได้

แม้ว่าการเสนอแก้มาตรา 309 จะดูดีกว่าร่างฉบับนายประยุทธ์ แต่ก็ต้องไปพัวพันกับช่วงรัฐประหาร ลากยาวไปถึงองค์กรทหาร คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องยากลำบากเข้าไปอีก เพราะแค่ร่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เรียกแขกได้มากอยู่แล้ว 

ไม่ทราบว่ารัฐบาลคิดอย่างไรที่หมั่นเติมฟืนเข้ากองไฟ ทั้งที่รัฐบาลเกือบจะได้เครดิตหากให้ดำเนินไปตามปกติจนผ่านวาระ 2 และวาระ 3 แต่มาเรียกเสียงต่อต้านเพิ่มขึ้น

กมธ.นิรโทษฯถกจบตี1เหมาเข่ง7มาตราเดิมขณะปชป.โวยหักดิบซัดวิ่งราว



วันนี้ ( 26 ตุลาคม ) การประชุมกรรมาธิการนิรโทษกรรม ที่มีนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยเป็นประธานได้ประชุมจบลงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าๆที่ผ่านมา โดยยังคงให้มีการคงเนื้อหาใน 7 มาตราเดิมไว้ ไม่มีการแก้ไข โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่เสนอโดยนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ที่ใหีมการนิรโทษกรรมให้กับทุกคนทุกฝ่าย หรือที่เรียกว่ากันว่า นิรโทษฯเหมาเข่ง หรือสุดซอย 
  
ทั้งนี้นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการนิรโทษกรรม เปิดเผยกับสำนักข่าวทีนิวส์ว่า การประชุมเมื่อคืนจบลงเกือบตี1 เพราะการเล่นเกมของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่เนื้อหาพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ไม่มีอะไรที่ต้องอภิปรายกันมากแล้วเพราะอย่างไรก็ต้องให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาอีกครั้ง ส่วนกรรมาธิการฯนัดประชุมจัดทำรายงานสรุปวันที่ 28 ตุลาคม ก่อนส่งให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฏร์ 
  
ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างพรบ.นิรโทษกรรม กล่าวกับสำนักข่าวทีนิวส์ด้วยว่า กรรมาธิการในส่วนพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันที่จะคงร่างพรบ.นิรโทษฯตามร่างเดิมที่ให้มีการล้างผิดแบบเหมาเข่ง และนายสามารถ ยังได้กระทำการหักดิบรวบรัดปิดการประชุมทั้งที่กรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ยังอภิปรายไม่แล้วเสร็จไม่ครบทุกคน ซึ่งเปรียบได้กับการวิ่งราวนิรโทษกรรม  

แผ่ดินไหวญี่ปุ่น7.3ริกเตอร์

แผ่นดินไหว 7.3 ญี่ปุ่น เตือนสึนามิ!!

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556, 00:49 น.

เมื่อเวลา 02:10 วันที่ 26 ต.ค.2556 ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งใกล้กับ จ.ฟุกุชิมา มีประกาศเตือนให้เฝ้าระวังสึนามิ ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต...

เมื่อเวลา 02:10 วันที่ 26 ต.ค.2556 ตามเวลาท้องถิ่น สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐ (USGS) แจ้งว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งใกล้กับ จ.ฟุกุชิมา มีประกาศเตือนให้เฝ้าระวังสึนามิ โดยคาดว่าจะมีสึนามิสูงประมาณ 1 เมตร ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 

ขณะที่ บริษัทเทปโกสั่งอพยพคนงานที่อยู่ใกล้กับกำแพงทะเลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ไดอิจิ แล้ว โดยยังไม่มีสิ่งที่ชี้ว่าสึนามิกระทบเข้าฝั่ง รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป.




โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์

'ธรรมะจากสมเด็จพระสังฆราช' คู่มือในการดำเนินชีวิต


วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556, 05:30 น.

แม้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่พระกรณียกิจที่ทรงดำเนินการมาโดยตลอด ทั้งด้านการพระศาสนาในต่างประเทศ ที่ทรงมีส่วนสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังประเทศต่างๆ ด้านสาธารณูปการ ด้านพระนิพนธ์ ตลอดจนหลักธรรมคำสอนต่างๆ ที่ประทานแก่ปวงชนชาวไทย จะยังถูกรำลึกอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป ในฐานะ “ผู้นำคณะสงฆ์สูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา”

ดังเช่นในวันอาสาฬหบูชา พ.ศ.2556 สมเด็จทรงประทานวรธรรมคติให้แก่ชาวพุทธ นำพระรัตนตรัยให้เป็นที่พึ่งของจิตใจ ไม่ใช่เพียงกราบไหว้ขอพร


“เมื่ออภิลักขิตกาลเช่นนี้เวียนมาถึง ควรที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จักได้น้อมใจรำลึกถึงพระรัตนตรัย พร้อมทั้งสำรวจตรวจสอบดูใจของตนเองว่า ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งแท้จริงแค่ไหนเพียงไร

อันการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่ง ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนานั้น มิใช่ถึงโดยการกราบไหว้อ้อนวอน หรือถึงโดยการอธิษฐานขอพรให้พระรัตนตรัยมาช่วยปกป้องรักษา เพื่อที่ตนจะได้มีชีวิตอย่างปลอดภัยเป็นสุข แต่การถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะอย่างแท้จริงนั้น คือ การศึกษาเรียนรู้พระรัตนตรัยให้เข้าใจแจ่มชัดแล้วน้อมนำเอาความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นแบบอย่าง มาเป็นหลักเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมถูกต้อง อันจะทำให้ได้ชื่อว่านับถือและบูชาพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ด้วยทั้งพระรัตนตรัยก็จะปกป้องคุ้มครองมิให้ตกไปสู่ความชั่ว โดยไม่ต้องอธิษฐานอ้อนวอน”
นอกจากนี้ในหนังสือ “100 คำสอน สมเด็จพระสังฆราช” ยังได้มีการคัดเลือกพระศาสนธรรมสำคัญๆ ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย กล่อมเกลาจิตใจให้สงบเยือกเย็น เหมาะกับยุคสมัย ผู้อ่านทุกเพศทุกวัยสามารถนำหลักธรรมคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก...

“คติธรรมดาที่ไม่มีใครเกิดมาในโลกนี้ จะหนีไปให้พ้นได้ ก็คือ ความแก่ ความตาย แต่คนโดยมากพากันประมาทเหมือนอย่างว่าไม่แก่ ไม่ตาย น่าที่จะรีบทำความดี แต่ก็ไม่ทำ กลับไปทำความชั่ว ก่อความเดือดร้อนให้แก่กันและกัน ต่างต้องเผชิญทุกข์เพราะกรรมที่ต่างก่อให้แก่กันอีกด้วย ฉะนั้นก็น่าจะนึกถึงความแก่ ความตายกันบ้าง เพื่อจะได้ลดความมัวเมา และทำความดี”

“ในการแก้ปัญหาเยาวชน บุคคลที่เป็นทิศสำคัญๆ ทุกฝ่ายของเยาวชน แต่ละคนจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันตั้งตนของตนเองไว้โดยชอบ ให้เป็นทิศที่ดีตามฐานะที่เกี่ยวข้อง และอันที่จริงไม่ใช่แต่เยาวชนเท่านั้น ทุกๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อทิศต่างๆ โดยรอบตนดีอยู่ก็ย่อมจะชักนำกันไปในทางที่ดีได้ แต่มีข้อแตกต่าง ต่างกันอยู่ว่า สำหรับเด็กหรือเยาวชนนั้นยังเป็นผู้เยาว์ สติปัญญาจำต้องอาศัยทิศรอบตนที่ดี ซึ่งผู้ใหญ่จำต้องทำตนให้เป็นทิศของเด็ก และช่วยสร้างทิศที่ดีให้แก่เด็ก”
“ทุกคนต้องการความสุข ความสบายใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ทุกคนก็ยังไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ เพราะใจยังมีความปรารถนาต้องการหรือความโลภนี้แหละอยู่เป็นอันมาก โดยที่ไม่พยายามทำให้ลดน้อยลงเห็นจะด้วยมิได้คิดให้ประจักษ์ในความจริงว่า ความโลภคือเหตุใหญ่ประการหนึ่ง ซึ่งนำให้ทุกข์ ให้เดือดร้อน ให้ไม่มีความสุข ความสบายใจกันอยู่อย่างมากทั่วไปในทุกวันนี้ แม้ทำสติพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ไม่ยากนัก”

ในหนังสือ “ชีวิตนี้น้อยนัก” ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ไว้ ซึ่งคำว่า “ชีวิตนี้น้อยนัก” หมายถึงชีวิตในชาติปัจจุบันน้อยนัก สั้นนัก ท่านมุ่งให้เปรียบเทียบชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตที่จะนับชาติอีกไม่ถ้วนเช่นกัน สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญา จะไม่สามารถนำพาจนพ้นทุกข์สิ้นเชิงได้ โดยในหนังสือบางช่วงระบุว่า...

“ชีวิตนี้แม้น้อยนัก แต่ก็เป็นความสำคัญนัก สำคัญยิ่งกว่าชีวิตในอดีตและชีวิตในอนาคต ที่ว่าชีวิตนี้ คือชีวิตในชาติปัจจุบันนี้สำคัญ ก็เพราะในชีวิตนี้เราสามารถหนีกรรมไม่ดีที่ได้ทำไว้ในอดีตได้ และสามารถเตรียมสร้างชีวิตในอนาคตไว้ดีเลิศเพียงใดก็ได้ หรือตกต่ำเพียงใดก็ได้ ชีวิตในอดีตล่วงเลยไปแล้ว ทำอะไรอีกไม่ได้ต่อไปแล้ว ชีวิตในอนาคตก็ยังไม่ถึง ยังทำอะไรไม่ได้ เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าชีวิตนี้สำคัญนัก พึงใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ให้สมกับความสำคัญของชีวิตนี้”

นอกจากสมเด็จจะทรงนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้จำนวนมาก ทั้งตำรา พระธรรมเทศนา และทั่วไปแล้ว ยังมีพระธรรมคำสอนและหลักธรรมอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนที่ทุกคนสามารถนำไปเป็นแนวคิด แนวปฏิบัติ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี.






โดย ไทยรัฐออนไลน์

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อาการ"เฉลิม"ยังทรงตัวหมอยังไม่ให้ออก รพ.

ความคืบหน้าอาการป่วยของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ที่มีอาการชักเกร็งขณะนั่งประชุมที่กระทรวงแรงงาน และยังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพิเศษ ชั้น 9 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ รพ.รามาธิบดี เป็นวันที่ 5 เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นายนวรัตน์ อยู่บำรุง สก.เขตหนองแขม น้องชายของ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวหลังจากเข้าเยี่ยมอาการที่ห้องพักฟื้น ว่า จากที่ได้พูดคุยกันดีขึ้นมากแล้ว อาการโดยรวมดีขึ้นทุกอย่าง รับประทานอาหารและเดินได้เป็นปกติ เข้าห้องน้ำเอง แต่แพทย์ยังให้รอดูอาการอีกระยะหนึ่ง คาดว่าอีกไม่กี่วันก็คงออกจากโรงพยาบาล สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ แต่ต้องให้พักผ่อนมากขึ้น เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นคนทำงานมาก ชอบนอนดึก และชอบการออกกำลังกายด้วยการเดินนานๆ บางครั้งเดินท่ามกลางแดดร้อนเกินไป

นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผอ.รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า โดยภาพรวมอาการของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังทรงตัว พูดคุย เดิน นอน รับประทานอาหารได้ตามปกติมานานแล้ว แต่ที่ยังต้องนอนฟักฟื้นที่โรงพยาบาลต่อไปอีกระยะหนึ่งเพราะแพทย์ยังต้องปรับยาให้เข้าที่กับตัวคนไข้ ต้องปรับลดหรือปรับเพิ่มยาให้อยู่ในระดับพอดี มีการเจาะเลือดตรวจดูการดูดซึมว่าดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการดูดซึมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คาดว่าอาจต้องอยู่ฟักฟื้นต่อไปราว 1 อาทิตย์ ส่วนจะออกจากโรงพยาบาลได้วันไหน ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เจ้าของไข้ โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงไม่ต้องเป็นห่วง แต่คนไข้ต้องดูแลตัวเอง ส่วนหายแล้วจะกลับไปทำงานหนักหรือประชุมเครียดๆ นานๆ ได้หรือไม่ ตนไม่ขอตอบ ต้องไปถามแพทย์เจ้าของไข้


อวสาน “แซม -ยุรนันท์” ป.ป.ช.มติเอกฉันท์จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน


เขียนวันที่
วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม 2556 เวลา 17:02 น.
อวสาน "แซม-ยุรนันท์" ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินกรณีไม่แจ้งการถือครองหุ้นบ.วิลล่า เมดิก้า 14 ล้าน และหุ้นสหกรณ์การบินไทย ภรรยา อีก 3 ล้าน เตรียมส่งเรื่องฟ้องศาลฎีกา ตัดสิทธิห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี
ffffffff
แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ได้มีการพิจารณาผลการไต่สวนคดี นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ “แซม” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ถูกกล่าวหาว่าจงใจปกปิดไม่แจ้งการถือครองหุ้นบริษัท วิลล่า เมดิก้า (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 14 ล้านบาท ต่อ ป.ป.ช. ตอนรับตำแหน่ง ส.ส.เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา 
 “โดยเบื้องต้นที่ประชุม มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่านายยุรนันท์ จงใจที่จะปกปิดไม่แจ้งการถือครองหุ้น บริษัท วิลล่า เมดิก้า ตามที่ ป.ป.ช. ได้รับการร้องเรียนเข้ามา และจากการตรวจสอบข้อมูลของป.ป.ช. ยังพบว่า นายยุรนันท์ ไม่ได้ยื่นข้อมูลการถือครองหุ้นในสหกรณ์การบินไทย ของภรรยาอีกจำนวน 3 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบให้ยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้พ้นจากตำแหน่งและห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ให้สัมภาษณ์ยืนยัน สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ตนและภรรยา ได้เข้าให้ข้อมูล ต่อ ป.ป.ช. ไปเรียบร้อยแล้ว และ ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะปกปิดข้อมูลบัญชีทรัพย์ต่อ ป.ป.ช. ตามที่ถูกร้องเรียน แต่ปัญหาเกิดจากเหตุสุดวิสัยบางประการ ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบเอกสาร ที่ติดปัญหาน้ำท่วม รวมถึงการแจ้งข้อมูลเรื่องการลงทุนในบริษัท แต่ไม่ได้แจ้งมูลค่าหุ้น
" เรื่องข้อมูลบริษัท ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะปิดบังอะไร เพราะสังคมรับทราบกันดีอยู่แล้วว่า เรามีตำแหน่งอะไรในบริษัท จึงไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องไปปิดบังข้อมูลอะไร"
นายยุรนันท์ ยังระบุด้วยว่า ตนเข้าใจการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. เมื่อมีผู้ร้องเรียนเข้ามาก็ต้องมีการตรวจสอบข้อมูล รวมถึงการทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องติดตามข่าวไปจนถึงที่สุด และตนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อมูลอย่างเต็มที่ เพื่อที่สังคมจะได้ไม่มีปัญหาคลางแคลงใจอะไรต่อตนเองอีก
 ทั้งนี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org สรุปความเป็นมา กรณีดังกล่าวดังนี้
18 ธันวาคม 2554 สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เสนอข่าว จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท วิลล่า เมดิก้า ( ประเทศไทย ) จำกัด ที่นางสาวพริมรตา ติยะจินดา นำส่งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ระบุผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ปรากฏชื่อนายยุรนันท์ ภมรมนตรี ถือครอง 144,500 หุ้น (มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ทั้งหมด 940,000 หุ้น)
 และจากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท โทรญ่า จำกัด ณ วันที่ 30 เมษายน 2554 พบนางมาริษา ภมรมนตรี ภรรยานายยุรนันท์ ถือ 3,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท
 ทว่าเมื่อตรวจสอบในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายยุรนันท์กรณีรับตำแหน่ง ส.ส. วันที่ 31 สิงหาคม 2554 ไม่ได้ระบุ “เงินลงทุน”ทั้งสองรายการ
 9 กุมภาพันธ์ 2555 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ยอมรับว่าไม่ได้แจ้งการถือครองหุ้นดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.จริง เนื่องจากเป็นความผิดพลาดในขั้นตอนการจัดทำเอกสารแจ้งบัญชีทรัพย์สินกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ของตนเองที่ดูรายละเอียดไม่เรียบร้อย
 นายยุรนันท์ชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่ได้แจ้ง เงินลงทุนบริษัท วิลล่า เมดิก้า ( ประเทศไทย ) จำกัด เป็นเพราะอยู่ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม และตนไปช่วยงานอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ขณะที่บ้านของตนเองและลูกน้องก็ถูกน้ำท่วม ทำให้มีเอกสารบ้างส่วนตกหล่นไป การจัดทำข้อมูลส่วนนี้จึงไม่ครบถ้วน แต่ก็ได้มีการแจ้งข้อมูลว่าตนเองมีตำแหน่งอะไรอยู่ในบริษัทนี้ไปแล้ว จึงไม่ใช่เป็นการปกปิดข้อมูลอะไร
“ในช่วงที่ลูกน้องนำเอกสารแจ้งบัญชีทรัพย์สินมาให้เซ็น ผมมาช่วยงานอยู่ ศปภ. ซึ่งผมได้ย้ำไปว่า ให้ไปตรวจสอบข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนนะ อะไรขาดหายไปก็เอามาให้ครบ ถ้าเจออะไรเพิ่มเติม ก็ไปแจ้งเขาให้เรียบร้อย แต่ก็เพิ่งมารู้ในภายหลังว่า ยังขาดข้อมูลส่วนนี้ไป ก็ได้สั่งการให้ลูกน้องไปแจ้ง ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคมก่อนหน้าที่ ป.ป.ช. จะมีหนังสือแจ้งมาให้ชี้แจงอีก โดยอ้างข้อมูลของสื่อมวลชน และผมก็ได้ยืนยันข้อมูลกับป.ป.ช.ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรแอบแฝง ซึ่งทาง ป.ป.ช. ก็เข้าใจดีแล้ว”
 กรณีการไม่แจ้งการถือครองหุ้นบริษัท โทรญ่า จำกัด ของภรรยา นายยุรนันท์ ชี้แจงว่า มาจากความเข้าใจผิดพลาดของตนเองและภรรยา ที่คิดว่าไม่มีหุ้นอยู่ในบริษัทนี้อีกแล้ว เนื่องจากภรรยาของตนได้ขายหุ้นออกไปนานเป็นปีแล้ว แต่ทางบริษัทฯ ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อภรรยาออก เพราะอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ จึงทำให้ยังปรากฏชื่อภรรยาอยู่ในบริษัทอีก ทั้งที่ทางพฤตินัย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรอีกแล้ว และปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ ก็ไม่ได้ทำธุรกิจ จึงไม่ได้แจ้งข้อมูลส่วนนี้ไว้ แต่ก็ได้มีการแจ้งข้อมูลส่วนนี้ให้ ป.ป.ช. ทราบแล้วเช่นกัน
 อย่างไรก็ตาม จากคำชี้แจงของนายยุรนันท์ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตั้งข้อสังเกต 5 ประการดังนี้
 ประการแรก นายยุรนันท์เข้ารับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ต่อมาได้นำส่งบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง 1 สำนักงาน ป.ป.ช. วันที่ 11 ตุลาคม 2554 เวลา 14.42 น. ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ว่า จะเริ่มเตรียมการทั้งหมดตั้งแต่ 08.00 น.วันที่ 8 ต.ค. 2554 เป็นต้นไป เท่ากับนายยุรนันท์นำส่งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. หลังจากที่รัฐบาลประกาศจัดตั้ง (ศปภ.) ประมาณ 3 วัน
 ประการที่สอง สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org นำเสนอข่าวชิ้นนี้ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2554 หลังจากนั้นนายยุรนันท์ได้ยื่นรายทรัพย์สินในส่วนที่เป็นเงินลงทุน 2 บริษัทเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. น่าสังเกตว่าการยื่นเพิ่มเติมของนายยุรนันท์ เกิดขึ้นภายหลังจากสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2554
 ประการที่สาม นายยุรนันท์กรอกแบบฟอร์มในบัญชีทรัพย์สิน “ตำแหน่งปัจจุบันของผู้ยื่นในหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานเอกชนอื่น” ระบุ ตำแหน่ง “VICE PRESIDENT” บริษัท วิลล่า เมดิก้า ( ประเทศไทย ) จำกัด ที่ตั้ง เลขที่ 2/55-57 อาคารแบงคอก เมดิเพล็กซ์ ชั้น 3 ซอยสุขุมวิท 42 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 และระบุว่าได้รับเงินเดือนจากบริษัท 1,440,000 บาท อีกทั้งนายยุรนันท์ได้ลงลายมือชื่อกำกับในเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของตนเองที่ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช.ทุกหน้า แต่ทว่ากลับมิได้แจ้งการถือครองหุ้นดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.
 ประการที่สี่ ทรัพย์สินของนายยุรนันท์ ตามที่แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 90,884,815.29 บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุน 2 รายการมูลค่า 90,490.05 บาท ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 300,000 หุ้น มูลค่า ณ วันแสดงบัญชี 90,488.08 บาท และ บริษัท หลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ มูลค่า 1.97 บาท (มิได้ระบุจำนวนหุ้น) แต่ทว่าทรัพย์สินหุ้นที่นายยุรนันท์มิได้แจ้งการถือครองต่อ ป.ป.ช. มูลค่า 14 ล้าน หรือคิดเป็น 15.40 % ของสินทรัพย์ จำนวน 90.8 ล้านบาท
 ประการที่ห้า บริษัท โทรญ่า จำกัด (ขายเครื่องสำอาง) ที่นางมาริษา ภมรมนตรี ถือครองจำนวน 3,000 หุ้น จากจำนวนทั้งหมด 10,000 หุ้น และไม่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. นั้น ล่าสุด บัญชีผู้ถือหุ้นวันที่ 25 มกราคม 2556 ไม่ปรากฏชื่อนางมาริษา ร่วมถือหุ้น แต่บริษัทยังคงประกอบกิจการ บริษัท เซลแทค จำกัด ถือหุ้นใหญ่ แจ้งผลประกอบการ ปี 2554 รายได้ 1,799,298 บาท กำไรสุทธิ 245,202 บาท (กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังไม่เปิดเผยงบการเงินปี 2555) มิได้ไม่ได้ประกอบกิจการแต่อย่างใด
 และล่าสุดทางป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายยุรนันท์ ไม่ได้ยื่นข้อมูลการถือครองหุ้นในสหกรณ์การบินไทย ของภรรยา จำนวน 3 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งด้วย

พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับเหมาเข่ง-สุดซอย ครอบคลุม "ทักษิณ-อภิสิทธิ์-สุเทพ"

เปิดเนื้อหาร่างสุดท้ายพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับเหมาเข่ง-สุดซอย ที่ กมธ.นิรโทษกรรม มีมติแก้ไขให้ครอบคลุมถึง "ทักษิณ-อภิสิทธิ์-สุเทพ" และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ต่อไป

---มาตรา 1 พ.ร.บ.นี้เรียกว่า “พ.ร.บ.ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ....”

---มาตรา 2 พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
---มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทำต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่อจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
การกระทำในตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ขอประชาชนผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าวผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
---มาตรา 4 เมื่อ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลหรืออยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนผู้ซึ่งมีอำนาจสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับการสอบสวนหรือการฟ้องร้อง หากถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้อง หรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีไม่ว่าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง ให้ศาลพิพากษายกฟ้องหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดี ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดถ้าผู้นั้นในกรณีที่บุคคลใดอยู่ระหว่างการรับโทษ ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น ทั้งนี้ ให้ทุกองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อผู้กระทำตามมาตรา 3 ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัดต่อไป
---มาตรา 5 การนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นอันเกี่ยวเนื่อกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง
---มาตรา 6 การดำเนินการใดๆ ตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลซึ่งไม่ใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดตาม พ.ร.บ.นี้ และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหา
---มาตรา 7 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตาม พ.ร.บ.นี้ — กับ เพื่อชาติ เพื่อพ่อหลวง

ให้คนข่าวระวังการทำหน้าที่ในสถานการณ์ใต้

วันที่ 21 ต.ค. 56 นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย (สนต.) เปิดเผยว่า ทางสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ขอให้ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส และ จ.สงขลา ระมัดระวัง ในการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่มีเหตุซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร เนื่องจากอาจจะได้รับอันตรายจากการซุ่มโจมตีที่เกิดขึ้น

รวมทั้งขอสื่อสารไปยังขบวนการก่อการร้าย เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวเป็นการทำหน้าที่รายงานข่าวที่เกิดขึ้น เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ โดยยึดมั่นในความเป็นกลาง จึงขอให้ขบวนการก่อความไม่สงบอย่าทำร้ายผู้สื่อข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เนติวิทย์ โดนจับ ข้อหาดัดแปลงรถ หลังใช้เครื่องขยายเสียงร้องปฏิรูปการศึกษา

เนติวิทย์ โดนจับ ข้อหาดัดแปลงรถ หลังใช้เครื่องขยายเสียงร้องปฏิรูปการศึกษา



เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Netiwit Ntwเฟซบุ๊ก สภาหน้าโดมเฟซบุ๊ก Toto Piyarat Chongthep

           เนติวิทย์ โดนจับ พร้อมเพื่อนที่ สน.ดุสิต ข้อหาดัดแปลงรถ เหตุเพราะใช้เครื่องขยายเสียงร้องปฏิรูปการศึกษา

           วันนี้ (25 ตุลาคม 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต จับกุม พร้อมกับเพื่อนนักเรียนอีก 10 คน ในข้อหารถดัดแปลง

           โดยก่อนหน้านี้ นายเนติวิทย์ พร้อมกับเพื่อน ได้เดินทางไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อแจกใบปลิวและปราศรัยเรียกร้องการปฎิรูปการศึกษา เพื่อให้บรรดาประชาชนได้รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำการศึกษาไทยให้ดีขึ้น แต่แล้วนายเนติวิทย์ ก็ถูกจับยกคัน ข้อหาปราศรัยโดยใช้รถดัดแปลง เนื่องจากใช้เครื่องเสียงติดรถรณรงค์ปฏิรูปการศึกษา โดยที่เฟซบุ๊ก Toto Piyarat Chongthep ได้โพสต์รูปภาพ พร้อมข้อความว่า ดังนี้..

            ถูกจับยกคัน เอาเรื่อง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ข้อหารถดัดแปลงรถ

 เนติวิทย์ โดนจับ
         

            ตำรวจพยายามแจ้งข้อหาละเมิด พ.ร.บ. และรถดัดแปลง แต่รถตำรวจก็ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สรุปถ้านอนคุกขอข้าวและน้ำด้วย

 เนติวิทย์ โดนจับ
          

            นั่งอยู่บนรถตำรวจ กำลังนำตัวไปส่งกระทรวงศึกษาหลังเจรจาปล่อยตัว ตำรวจพิจารณาข้อเรียกร้องไม่เข้าข่ายการเมือง จึงปล่อยตัวแต่ปรับคนขับรถและพยายามจะลงบันทึกประจำวันพวกเรา แต่เราไม่ยินยอม ก็ใช้เวลาอยู่นานจนยอมกัน

 เนติวิทย์ โดนจับ
         

            ภาพสวมหน้ากากและปราศรัย เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2556

 เนติวิทย์ โดนจับ

ปัด"ทักษิณ"สั่ง ส.ส.โหวตหนุน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย

"นพดล" โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุ "ทักษิณ"ปัดสั่ง ส.ส.โหวตหนุน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ย้ำ ฟังความคิดเห็นต่างของทุกฝ่าย

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊คระบุว่า ตามที่มีการเสนอข่าวของสื่อมวลชนบางฉบับ อ้างแหล่งข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้คุยกับ ส.ส.แกนนำเสื้อแดง และบอกว่าถ้าไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีการแก้ไขโดยกรรมาธิการ ก็สามารถโหวตสวนได้ และบอกว่าคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการคงมีเพียง 1 หมื่นคนนั้นว่า ในวันนี้ผมเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ จึงได้ตรวจสอบข่าวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และขอปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้พูดเช่นนั้น การที่ ส.ส.เพื่อไทยจะโหวตไปในทิศทางใด เป็นเรื่องของพรรคและที่ประชุม ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่จะเป็นคนพิจารณา และโดยปกติ พรรคก็จะรับฟังความเห็นของ ส.ส. และที่สุดก็จะมีแนวทางในการลงมติ ในประเด็นปัญหาสำคัญของบ้านเมืองอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะสั่งการอย่างนั้นอย่างนี้

ส่วนในประเด็นที่บอกว่า พ.ต.ท ทักษิณกล่าวว่าจะมีคนคัดค้านร่างของกรรมาธิการเพียง หมื่นกว่าคนนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่เคยพูดเช่นนั้น

"พ.ต.ท.ทักษิณ รับฟังและเคารพความเห็นแตกต่างของทุกฝ่าย เพราะมุมมองทางการเมืองในสังคมประชาธิปไตย ย่อมมองแตกต่างกันได้ แต่อยากให้บ้านเมืองเดินหน้า มีประชาธิปไตยที่แท้จริง และประเทศเกิดความปรองดอง นั่นคือหลักการใหญ่ที่สำคัญ"

ผลสอบคลิปเสียง ผวจ.อุบลราชธานี เรียกรับผลประโยชน์เป็นคลิปตัดต่อ


ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ "วันชัย สุทธิวรชัย" ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม หลังผลสอบคลิปเสียงเรียกรับผลประโยชน์ เป็นคลิปที่มีการตัดต่อ


นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ได้ลงนามในหนังสือส่งตัวนายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีคำสั่งให้ช่วยราชการกระทรวงมหาดไทย กรณีมีคลิปเสียงที่พูดในลักษณะการเรียกรับผลประโยชน์ ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีตามเดิม เนื่องจาก กรรมการจากกองพิสูจน์หลักฐานร่วมกับกรรมการของกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบคลิปเสียงแล้ว ไม่พบว่านายวันชัย มีความผิด คลิปเสียงดังกล่าวเป็นคลิปที่มีการตัดต่อ


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ใช้ชื่อว่า anniey arnie โพสต์คลิปเสียงดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ยูทูป

http://www.youtube.com/watch?v=n5-UFGLWzXc

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เร่งเร้าไฟศึกสยามประเทศ


เพลานี้ ได้เห็นได้ยินยลเหล่า"นักก่อการ" อดีตขุนศึก ทหารเก่า กุนซือ ที่เคยเป็บ"อุปกรณ์อำนาจ" ของ"เหล่าชนชั้นปกครองในอดีต" กำลังกระเหี้ยนกระหือรือ"จุดไฟ"สุมขอนปลุกเร้ามวลชนและระดมเสบียงกรัง สะสมกำลัง เตรียมเข้าทำสงครามชิงอำนาจ อีกละลอก..

หรือ"สยามประเทศ"จักไม่มีวันสงบ จากไฟที่ปลายด้ามขวาน สู่ใจกลางเมือง จากเมืองสู่ชนบทเขตแดนเขมร จาก"น้ำ"สู่"ไฟ"อีกครั้ง..

สงครามการปกป้องพทักษ์ตนเองและแสวงหาประโยชน์ไม่เคยพอ แห่งชนชั้นปกครอง กำลังถูกจุด..

ไฟที่ลุกโชนเผาทำลายใจทำลายสรรพสิ่ง..ผู้ก่อการทหารเฒ่า นักจรยุทธแก่ ผู้ขบคิดชรา ผู้กุมสภาพผู้ใกล้ฝั่ง ถึงเวลาสังขารโรยลาลับ ทิ้งไว้เพียงซากสลักปรักพังของบ้านเมือง และประวัติศาสตร์ชัยชนะที่พ่ายแพ้ไว้เป็นมรดกบาปแด่ ลูกหลาน สืบต่อไปตราบจนกว่าการสลายสิ้นในแผ่นดิน...

21ต.ค.56

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"เสริม สาครราษฎร์" อดสวมชุดครุยทนาย


วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2556 เวลา 21:50 น.
เมื่อวันที่ 17ต.ค. นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะนายกสภาเนติบัณฑิต ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารเนติบัณฑิต รวม 26 คน เพื่อพิจารณาคุณสมบัติบัณฑิตนิติศาสาตร์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หลายร้อยคน ที่มาสมัครเป็นวิสามัญสมาชิกเนติฯ เพื่อมีสิทธิ์สวมเสื้อครุยทนายความ และเป็นส่วนหนึ่งของการมีคุณสมบัติสอบเป็นผู้พิพากษา ในจำนวนนี้มีนายเสริม สาครราษฎร์ อายุ 37 ปี อดีตผู้ต้องขังเด็ดขาด โทษประหารชีวิต แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆ่าหั่นศพ น.ส.เจนจิรา พลอยองุ่นศรี นักเรียนแพทย์วชิรพยาบาล เมื่อปี 2544 และพ้นโทษเดือน ธ.ค. 2555 โดยนายเสริมสำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช และได้เปลี่ยนชื่อนามสกุลใหม่เป็น นายไชยา ตันทกานนท์ แต่ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านสายตาคณะกรรมการกล่ันกรองไปได้ ที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับนายเสริม เป็นวิสามัญสมาชิกเนติฯ เนื่องด้วยนายเสริมเคยมีคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป ถือว่ามีความมัวหมอง ทั้งนี้ก่อนหน้านี้นายเสริมได้ไปสมัครสอบใบอนุญาตว่าความของสภาทนายความ แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไฟไหม้ซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต วอดเกือบหมด ยังควบคุมเพบิงไม่ได้

ไฟไหม้ห้างซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต ระดมดับเพลิงทั่วเกาะดับไฟแต่ยังลุกไหม้อย่างหนัก

เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 17 ต.ค.2556 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์ชีป ศูนย์รวมสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองภูเก็ต ถ.เทพกษัตรี เพลิงเริ่มลุกไหม้เจ้าหน้าที่พยายามฉีดน้ำเพื่อสกัดเปลวไฟ ระดมรถดับเพลิงทั่วเกาะภูถเก็ตกว่า 50 คัน แต่ในขณะนี้ (00.15น.) ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

โดยเจ้าหน้าที่คาดกว่าต้นเพลิงน่าจะมาจากส่วนที่เก็บสินค้าประเภทพลุและดอกไม้ไฟ ซึ่งอาคารแห่งนี้เป็นไม้ทั้งหลังจึงทำให้ยากแก่การควบคุม เจ้าหน้าที่พยายามสกัดไม่ให้เพลิงลามไปยังปั๊มน้ำมันใกล้เคียง เบื้องต้นมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแต่ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุได้ ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นหลายร้อยล้านบาท...........ข่าวสารฉับไว ภาพจุใจ” ต้องเฟสบุ๊ค นสพ.ภูเก็จอันดามันhttp://www.facebook.com/Phuketandamannews.FC และเพื่อเป็นกำลังใจ กรุณากด “ถูกใจ” ที่แฟนเพจด้วยคับ ขอบคุณครับ — กับหนังสือพิมพ์ ภูเก็จอันดามัน และ บุญรัตน์ อภิวันทนากร


"พรีม่าโกลด์" แจ้งสาวชูป้ายด่านายกฯแสดงความรับผิดชอบลาออกแล้ว หลังถูกล่าแม่มด

Thu, 2013-10-17 00:01

เฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อ ‘Prima Gold’ แจ้งพนักงานสาวชูป้ายด่านายกฯ ลาออกแล้ว หลังถูกไล่เสียบประจาน ‘สมศักดิ์-เกษียร-จิตรา’ วิจารณ์ล่าแม่มด ชี้เป็นความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับองค์กร ระบุเป็นวิธีการแบบฟัสซิสต์
ภาพหญิงคนดังกล่าวพร้อมข้อความที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก
วันนี้(16 ต.ค.)เวลา 15.48 น. เฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อ ‘Prima Gold’ ของบริษัท พรีม่าโกลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หนึ่งในเครือบริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงแฟนเพจหลังจากมีการตั้งคำถามกรณีมีภาพสาวที่ถูกอ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัทนี้ถือป้ายด่า ‘ยิ่งลักษณ์’ ในที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ว่า “ทางบริษัทฯ ได้ทำการพิจารณาหาข้อยุติ โดยพนักงานท่านนี้จะขอแสดงความรับผิดชอบ โดยการลาออกเพื่อไม่ให้การแสดงออกส่วนตัวทางการเมืองเกิดผลกระทบต่อองค์กร”
ก่อนหน้านี้ผู้หญิงถือป้ายดังกล่าวถูกผู้สนับสนุนรัฐบาลในโซเชียลเน็ตเวิร์กนำมาล่าแม่มดเสียบประจานพร้อมข้อมูลส่วนตัวโดยเฉพาะสถานที่ทำงาน รวมไปถึงการตัดต่อข้อความบนป้ายในลักษณะเป็นการประกาศขายบริการทางเพศ พร้อมทั้งมีการเข้าไปโพสต์ในเพจ ‘Prima Gold’ เรียกร้องให้ดำเนินการกับพนักงานคนด้งกล่าว แต่เมื่อเพจดังกล่าวชี้แจงว่าพนักงานคนดังกล่าวลาออกแล้ว ก็มีคนอีกกลุ่มเข้าไปแสดงความไม่เห็นด้วยกับการลาออก รวมถึงให้กำลังใจพนักงานคนดังกล่าวด้วย

‘สมศักดิ์’ วิจารณ์การล่าแม่มด เป็นวิธีฟัสซิสต์
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กต่อกรณีการเสียบประจานพนักงานสาวนี้ด้วยว่า “การเอาทัศนะทางการเมืองของใคร (โดยที่การแสดงทัศนะนั้นของเขา ไม่ได้ทำในนามองค์กร) มาเล่นงานที่อาชีพการงานส่วนตัวของเขา เป็นลักษณะสำคัญของยุคสมัยและวิธีการรณรงค์ที่เรียกว่า "แม็คคาธี่อิสม์" ใน ปวศ อเมริกัน ที่ใช้ทัศนะการเมืองของดารา นักเขียน จำนวนมาก มาบีบให้เขาตกงาน (เรียกว่าถูกขึ้น "แบล็คลิสต์")
“นี่เป็นวิธีการแบบฟัสซิสต์ ที่เราเห็น ฝ่ายเหลือง ทำกัน (บีบไม่ให้มหาวิทยาลัย รับ "ก้านธูป" หรือการกดดันจะให้มหาลัย หรือที่ทำงานไล่ นศ. หรือ พนังงานที่ "ล้มเจ้า" ออก) ก็นับว่า "ประหลาด" ดีที่เสื้อแดงหลายคน (แม้แต่คนที่มีการศึกษาและอาชีพการงานสูง คือไม่ใช่เสื้อแดง "ระดับชาวบ้าน" อะไร) ที่อ้างเสมอว่า "เป็นฝ่ายประชาธิปไตย" กลับนิยมชมชอบวิธีการแบบฟัสซิสต์แบบนี้ หรือมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ให้กับวิธีฟัสซิสต์ แบบนี้
“การยืนยันว่าวิธีการแบบนี้ผิด ไม่เกี่ยวกับ "มองโลกสวย" อะไร แค่ยืนยันว่า ไม่ต้องการใช้วิธีการแบบฟัสซิสต์ แต่ปากว่าตาขยิบว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย” สมศักดิ์ กล่าว ซึ่งเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์สนับสนุนความเห็นของสมศักดิ์ด้วยเช่นกัน

จิตรา ชี้ขายแรง 8 ชม.ไม่ได้ขายวิญญาณ ทำไมจะแสดงออกทางการเมืองไม่ได้
เช่นเดียวกับ จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ที่เคยถูกเลิกจ้างจากกรณีสวมเสื้อ “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม” ออกโทรทัศน์ ซึ่งในครั้งนั้นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวได้นัดหยุดงาน 45 วัน เพื่อเรียกร้องในบริษัทรับจิตรา ในฐานะประธานสหภาพฯ ขณะนั้นกลับเข้าทำงานด้วย ซึ่งจิตรา โพสต์แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ด้วยว่า “บริษัทไหนห้ามพนักงานแสดงออกทางการเมือง มันเผด็จการชัดๆ มันต้องประจานบริษัทแบบนี้มากกว่า”
“เราขายแรงแค่วันละ 8 ชั่วโมง ไม่ได้ขายจิตวิญญาณความเป็นคนของเราให้ไปด้วย ทำไมจะแสดงออกทางการเมืองไม่ได้ ถึงแม้นการแสดงออกนั้นไม่เหมาะสมในสายตาของคนส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นสิทธิที่เขาจะทำได้ถ้าไม่ไปละเมิดสิทธิของใคร แต่ถ้าละเมิดก็มีขั้นตอนทางกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟเห็นพูดกันจังเวลาด่าคนอื่น” จิตรา กล่าว
อนึ่ง ก่อนหน้านี้การถูกเสียบประจาน หรือล่าแม่มดออนไลน์นั้น มักเกิดกับฝั่งที่มีความคิดเห็นต่างจากกรอบความคิดหลักของสังคม โดยเฉพาะประเด็นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเริ่มปรากฏมากขึ้นเมื่อเกิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม Social Sanction: SS (facebook.com/SocialSanction) ในปี 53 เป็นผลมาจากสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นมีความตึงเครียด ลักษณะการล่าแม่มดจะเป็นการนำเอาข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อจริง ที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน ช่องทางติดต่อของเป้าหมายซึ่งมักไม่ใช่บุคคลสาธารณะแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างหรือถูกกล่าวหาว่าละเมิดสถาบันกษัตริย์มาเผยแพร่ เพื่อให้แฟนเพจกดดันหรือประณาม แต่ก็มีการเสียบประจานกลับจากฝ่ายผู้ถูกล่าหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเพจ SS โดยการกล่าวหาว่าใครเป็นแอดมินเพจ SS เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเช่นนี้กระจายไปถึงประเด็นอื่นๆ เช่น การปกป้องรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ รวมมาถึงเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยก็เสียบประจานผู้ที่เห็นต่างหรือด่าทอรัฐบาล รวมไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วย เช่น กรณี แอร์โฮสเตสสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก โพสต์ในเฟซบุ๊กแสดงความไม่พอใจเมื่อพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเครื่องบิน เพราะไม่พอใจที่การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ต้องเลิกไปในเวลาอันรวดเร็วเมื่อวันที่ 24 พ.ย.55 หลังจากนั้นเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากมองว่ามีการนำเอาข้อมูลการเดินทางของ น.ส.แพทองธาร บางส่วน มาเผยแพร่ด้วย ทำให้มีผู้เรียกร้องให้ปลดแอร์ฯ คนดังกล่าว เนื่องจากเปิดเผยข้อมูลลูกค้า และในเวลาต่อมาแอร์ฯ คนดังกล่าวได้ลาออกจากสายการบินคาเธ่ย์ฯ