PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

'บิ๊กตู่'ฟัน ขรก.ลอตสอง 71 ราย- อธิบดีพช. เลขาฯสปช. ปลัดท่องเที่ยว-7นายก อบจ.

'บิ๊กตู่'ฟัน ขรก.ลอตสอง 71 ราย- อธิบดีพช. เลขาฯสปช. ปลัดท่องเที่ยว-7นายก อบจ.

เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2558 เวลา 16:00 น.
เขียนโดย
isranews
‘ประยุทธ์’ใช้ ม.44 ฟัน ขรก.ลอต 2 รวม 71 ราย อธิบดีกรม พช.  เลขาฯ สปช.  ปลัด ก.ท่องเที่ยวฯ อธิการฯม.สารคาม นายก อบจ. 7 จว. ล้างปากน้ำ เอ๋-ชนม์สวัสดิ์ พ่วง4จนท. ‘พรชัย โควสุรัตน์‘จ.อุบลฯ 'ยุทธนา' หนองคาย 'ไพบูลย์'ภูเก็ต ผอ.รร.หาดใหญ่ฯ 2 โดนด้วย
pppepeeedddfffff
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 25  มิถุนายน 2558  ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19 /2558 เรื่อง แต่งตั้งและให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น
ระบุว่า ตามที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558  เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2558 นั้น โดยที่ต่อมาหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบได้เสนอรายงานเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องประกาศรายชื่อบุคคลเพิ่มเติม ตามความในข้อ 5 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558  ประกอบกับจำเป็นต้องแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการบางตำแหน่งเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของงานอันเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปราชการแผ่นดินอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557  หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
1. ให้นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี
2. ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 1 ตามบัญชีแนบท้ายคำสั่งนี้ระงับการปฏิบัติราชการในตำแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราวและไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งประจำสำนักงานปลัดกระทรวงที่สังกัดโดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิมและให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐมนตรีเจ้าสังกัดมอบหมาย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐเป็นการชั่วคราวก็ได้
3. ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 ตามบัญชีแนบท้ายคำสั่งนี้ระงับการปฏิบัติราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำรงตำแหน่งอยู่เป็นการชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
4. ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 5 ตามบัญชีแนบท้ายคำสั่งนี้ไปช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นตั้งอยู่หรือสถานที่ราชการอื่นตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดแต่ต้องมิใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่เดิม โดยไม่ต้องมีคำร้องขอ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นผู้บังคับบัญชามีอำนาจมอบหมายให้ผู้นั้นปฏิบัติงานตามความเหมาะสมในกรณีนี้ มิให้บุคคลดังกล่าวได้รับเงินประจำตำแหน่งและสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2555 อันเนื่องจากการไปช่วยราชการตามคำสั่งนี้
5. นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี อาจมีคำสั่งหรือมติเปลี่ยนแปลงคำสั่งตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 ได้ตามที่เห็นสมควร
คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 25 มิถุนายน พุทธศักราช 2558
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ แนบท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2558  ประกอบไปด้วย 
กลุ่มที่ ๑ ข้าราชการ (๒๑ ราย)
๑. นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
๒. นายไชยวัฒน์ พันธ์นรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร กระทรวงมหาดไทย
๓. นายรังสรรค์ มณีเล็ก รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
๔. นายศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กระทรวงศึกษาธิการ
๕. นายวินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
กระทรวงสาธารณสุข
๖. นายชัยรัตน์ กรรณิการ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานคดีศาลสูงภาค ๘ สำนักงานอัยการสูงสุด
๗. พันตำรวจเอก นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม
๘. นางพัชณีย์ ยงยอด ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบริการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยวกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
๙. นายศุภยุทธ สาครบุตร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยุทธศาสตร์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
๑๐.นายสุทธิ ศิลมัย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
๑๑.นายชูศักดิ์ ตั้งศิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๑๒.นายสมพร ดำนุ้ย ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุดรธานี กรมชลประทาน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
๑๓.นายยุทธนา นวมะชิติ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสตูล กรมชลประทาน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
๑๔.นายชัยฤกษ์ เมษสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ ๑๖ จังหวัดนครศรีธรรมราชกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม
๑๕.นายธงชัย จินตนาวงศ์ วิศวกรใหญ่ด้านบำรุงรักษา กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม
๑๖.นายสุใหญ่ หลิ่มโตประเสริฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ กระทรวงสาธารณสุข
๑๗.นายปรีชา วงศ์ศิลารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา กระทรวงสาธารณสุข
๑๘.นางพิมพ์มาส รังสรรค์สฤษดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ จังหวัดสงขลากระทรวงศึกษาธิการ
๑๙.นายนิวัจน์ พิมเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนนิคม ซอย ๑๐ จังหวัดสตูล
กระทรวงศึกษาธิการ
๒๐.นายเอกชัย ปานเม่น ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกวิชาชีพกาญจนบุรี “สามสงฆ์ทรงพระคุณ”กระทรวงศึกษาธิการ
๒๑. นายกิตติ โกมลกุลพัทธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาไก่นาคำน้อยวิทยา อำเภอสุวรรณคูหา(ภูดอนนาง) จังหวัดหนองบัวลำภู กระทรวงศึกษาธิการ
กลุ่มที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (จำนวน ๗ ราย)
๑. นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
๒. นายพรชัย โควสุรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี
๓. นายยุทธนา ศรีตะบุตร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย
๔. นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต
๕. นายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร
๖. นายสมชอบ นิติพจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม
๗. นางสุนี สมมี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง
กลุ่มที่ ๓ นายกและรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (จำนวน ๑๗ ราย)
๑. นายสนิท วรกิจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท้ายเมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา
๒. นายประพจน์ เพียรพิทักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้ำไหล
อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร
๓. นายสุมิตร สากาลี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง อำเภอชนบท
จังหวัดขอนแก่น
๔. นายณรงค์ ถาวร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองจิก อำเภอคีรีมาศ
จังหวัดสุโขทัย
๕. นายสมเกียรติ บรรพบุรุษ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราษฎร์นิยม อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี
๖. นายสมพงษ์ รอดดารา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรสาคร
๗. นายนิวัฒน์ วัฒนเวศวิทย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
๘. นายเสรี ทิจินะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย
จังหวัดเชียงราย
๙. นายสมาน ดาหมาด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลย่านซื่อ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล
๑๐. นายประภัย เพ็ชร์สุวรรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุน อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
๑๑. นายแซน กมุทชาติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่ง อำเภอเมือง
จังหวัดอำนาจเจริญ
๑๒. นายธงชัย ดอกไม้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเมย อำเภอเมือง
จังหวัดอำนาจเจริญ
๑๓.นายเวชยันต์ สิงห์ขันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
๑๔.นายพงษ์สวรรค์ สถาธรรม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา
๑๕. นายวัฒนา ภูเกิดพิมพ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางตลาด อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์
๑๖. นายสมชาย ลานทอง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี
๑๗. นายวิรัตน์ วัฒนสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น
กลุ่มที่ ๔ นายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล (จำนวน ๑๘ ราย)
๑. นายจำรัส อินใจ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่ข่า อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
๒. นายลำพอง นามพันธ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพิมลราช อำเภอบางบัวทอง
จังหวัดนนทบุรี
๓. นายภูษิต คงเดิม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา
๔. นายบุญเลิศ ต่างสี นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสระโบสถ์ อำเภอสระโบสถ์
จังหวัดลพบุรี
๕. นายอภิชิต วิโนทัย นายกเทศมนตรีเทศบาลนครตรัง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง
๖. นายประพัฒน์ ริ้วทองชุ่ม นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
๗. นายวิทยา อุ่นคำ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ
จังหวัดเชียงราย
๘. นายนัฏฐชัย มูลนาม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหมอม้า อำเภอเมือง
จังหวัดอำนาจเจริญ
๙. นายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแพร่ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
๑๐. นางสาวสาวิตรี สิทธิธรรม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอุบล อำเภอเมือง
จังหวัดอุบลราชธานี
๑๑. นายปิยะชัย โชติวุฒิมนตรี นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเวินพระบาท อำเภอท่าอุเทน
จังหวัดนครพนม
๑๒. นายประดิษฐ์ วณีสอน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองตองพัฒนา อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
๑๓. นายพุฑฒิพงษ์ ฤาชัย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน
๑๔. นางสาวลาเคละ จะทอ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
๑๕. นายเกรียงไกร ไกรทอง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์
อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
๑๖. นายบุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปราจีนบุรี อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี
๑๗. นายสาร สมรักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนายม อำเภอเมือง
จังหวัดอำนาจเจริญ
๑๘.นายสมศักดิ์ ธรรมเมธาพร สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวังเย็น ตำบลวังเย็น
จังหวัดฉะเชิงเทรา
กลุ่มที่ ๕ ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จำนวน ๗ ราย)
๑. นายสายัณห์ รักษนาเวศ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
๒. นางสาวกาญจนา ทาโบราณ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลศรีบุญเรือง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น
๓. นางอรชา พัฒนศุภสุนทร ปลัดเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
๔. นายประดิษฐ์ นามลักษณ์ ปลัดเทศบาลตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
๕. นายสุรศักดิ์ ปรีชาผล ผู้อำนวยการกองคลัง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
๖. นายนิพนธ์ บุณยเกียรติ ผู้อำนวยการกองแผนและงบประมาณ องค์การส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
๗. นายวิชัย จันทร์จำรูญ ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
-------------------------------------

24 มิถุนายน ประวัติศาสตร์การยึดอำนาจ สู่การล่มสลายของคณาธิปไตยในนามคณะราษฏร

24 มิถุนายน ประวัติศาสตร์การยึดอำนาจ สู่การล่มสลายของคณาธิปไตยในนามคณะราษฏร

11412331_1438553199787033_128136249141476081_n
24 มิถุนายน ประวัติศาสตร์ การ “ปฏิวัติ” , “การยึดอำนาจ” และ “การเปลี่ยนแปลงการปกครอง” สู่การล่มสลายของ คณาธิปไตย ในนาม”คณะราษฏร”

ขอบคุณ เฟสบุ๊ค เพจ ปราชญ์ สามสี

จากที่ทราบกันดีว่า 24 มิถุนายน นั้น เคยเป็นวันที่ คณะราษฎรประกาศ เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปไปสู่ระบอบที่อ้างว่าเป็น “ระบอบประชาธิปไตย” ในการปฏิบัติการ มีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้าคณะราษฎร
แต่จะมีใครทราบใหมว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดนั้น ล้วนเกิดจากการกระทำของกลุ่มบุคคลที่มีอาวุธเพียงกลุ่มเดียวที่ลุกขึ้นทำสงครามกับ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน …. ยังจำได้ไหมว่า ก่อนที่ คณะราชฏร ได้ประกาศยึดอำนาจ นั้น ยังได้เคยวางแผนใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถานซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายความอารักขาแก่ในหลวงในฐานองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญ
แต่โชคยังดีที่แผนนี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดการปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขึ้นนองเลือด จนสุดท้าย คณะราษฏร ได้ ใช้วิธีก่อการ ด้วยการกระจายใบปลิว ในย่ำรุ่งวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่ง เป็นใบปลิวโจมตีสถาบันฯอย่างรุนแรง และข่มขู่ประชาชนด้วยการเผยแพร่ข้อมูลไว้บนใบปลิว ว่า ได้จับพระบรมศานุวงศ์ ไว้เป็นองค์ประกัน ซึ่งในเวลานั้น ประชาชน ทั้งหมดเลื่อมใสในสถาบันฯเป็นอย่างมาก แต่เพราะในใบปลิวเหล่านั้นกำชับหนักว่ามิให้ผู้ใดขยับขับเคลื่อนมิเช่นนั้นจะทำให้ พระบรมศานุวงศ์ ไม่ได้รับความปลอดภัย… จึงทำให้ไม่มี ราษฏรคนใดกล้าขัดขืน คณะราษฏรเลย

10561714_1438552079787145_850507058789638270_n

ทั้งนี้บทบาทของพระยาทรงสุรเดช(หนึ่งในคณะราษฏรผู้ก่อการ)ในวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คือ “การปล่อยข่าวลวงและล่อหลอก “เพื่อชักนำให้ทหารแต่ละกรมกองมาชุมนุมร่วมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไม่ขัดขืน ซึ่งโดยส่วนใหญ่มิเข้าใจว่า การกระทำดังกล่าวนั้นคือ การ โค่นอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งการกระทำทั้งหมดเป็นการ สร้างสถานการณ์ซึ่งข่มเหง และ บีบคั้น รัชกาลที่ 7ด้วยความเท็จเป็นอย่างมาก
เพราะแท้จริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหา กษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พระองค์ทรงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังมิได้ทรงทำการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ด้วยทรงคำนึงว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แต่เมื่อคณะราษฎรได้ทำการ”เปลี่ยนแปลงการปกครอง” อย่างบีบคั้นเร่งรีบ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัย และทรง ลงพระปรมาภิไธยในธรรมนูญการปกครองประเทศ โดยทรงเพิ่มคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้ายธรรมนูญการปกครองประเทศ ซึ่งปรีดี พนมยงค์เป็นผู้ร่างในเวลานั้น
โดย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า รัชกาลที่ 7 มีพระราชดำรัสว่า
“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่ เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

10246346_1438556483120038_8269755412889979302_n
ซึ่งเป็นการเตือนสติ กลุ่มคณะทหารที่ชื่อ”คณะราษฏร”ในเวลานั้นให้มองเห็นถึงเสียงสวรรค์ของประชาชนจริงๆมากกว่า กลุ่ม”คณะราษฏร”ด้วยกันเอง
แต่แล้วต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ได้เกิดสงครามกลางเมืองที่เรียกกันว่า กบฏบวรเดช ขึ้น โดยพระองค์เจ้าบวรเดชกับพระยาศรีสิทธิสงคราม รวมกำลังทหารหัวเมืองมุ่งเข้าตีกรุงเทพมหานคร ตามคำแถลงการณ์ที่จะเข้ามาช่วยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงหลุดพ้นจากอำนาจของคณะราษฎร เหตุการณ์ในครั้งนี้มีการปราบปรามด้วยอาวุธ ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกันเอง และมีผู้เสียชีวิตด้วยกันทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นที่สะเทือนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก จึงทรงตัดสินพระราช หฤทัยเสด็จไปประทับที่ประเทศอังกฤษ ด้วยเหตุผลเพื่อไปรักษาพระเนตรเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2476 และในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ และเสด็จไปยังต่างประเทศ
และแล้วประเทศสยามเวลานั้นก็ได้กลายเป็นประเทศไทยตามแนวทางการบริหารของ คณะราษฏรอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ในขณะที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ และมิได้ทรงสมมติเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นรัชทายาท ดังนั้น คณะรัฐมนตรี(คณะราษฏร)ในเวลานั้นกำลังประสบปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองกับหลายฝ่ายในคณะราษฏรซึ่งกำลังสั่นคลอนความมั่นคงของคณะราษฏและเกรงว่าอาจจะทำให้ประชาชนไม่พอใจในคณะราษฏร (อันเป็นผู้ปกครองสูงสุดเบ็ดเสร็จหรือเรียกว่าคณาธิปไตยในเวลานั้น)จึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันมหิดล ขณะที่มีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา ซึ่งเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์แห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์ต่อไป โดยได้รับการเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 8 แห่งราชจักรีวงศ์ เพื่อให้พระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญและศูนย์รวมใจของประชาชนไทยสืบไป โดยที่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ดังนั้นจึงมีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ต่อมา ปรีดี ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงครอบงำให้สภาผู้แทนราษฎร ให้มีมติแต่งตั้งเขาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ” แต่เพียงผู้เดียว” และแต่งตั้งให้เป็นต่อไปอีกเรื่อยๆ แบบไร้เวลาสิ้นสุด จึงเป็น ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ เหนือ ราชบัลลังค์ แต่เหตุที่ปรีดี ยังไม่กล้าออกกฎหมายยกเลิกการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชจนหมดสิ้น เสียเลยทันที ตั้งแต่ ปฏิวัติ 2475 นั้น ก็เพราะเกรงความไม่พอใจของปวงชนจำนวนมากซึ่งยังจงรักภักดีต่อสถาบันฯนั่นเอง
ช่วงขณะนั้น ปรีดี และคณะราษฎร จึงกลายเป็นผู้มากบารมีเบ็ดเสร็จในประเทศไทย คุมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติทุกส่วน สภาออกกฎหมายอะไรก็ได้ เพราะปรีดี ก็เป็นผู้สำเร็จราชการลงนามประกาศใช้ได้ทันที เรียกว่าชงเอง กินเอง เบ็ดเสร็จ ประเทศไทยขณะนั้น คือ ระบอบเผด็จการคณาธิปไตย เพราะไม่มีการถ่วงดุลอำนาจใดๆ เลย
ในปี พ.ศ. 2479 รัฐบาลได้ทูลอัญเชิญรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนคร แต่ในระหว่างเตรียมการเสด็จนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่หลายครั้ง คณะรัฐบาลใหม่จึงขอเลื่อนการรับเสด็จออกไปอย่างไม่มีกำหนด
พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 รัชกาลที่ 8 จึงได้เสด็จกลับประเทศไทย โดยเรือเมโอเนีย ซึ่งมาจากเมืองมาเชลล์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นับเป็นการเสด็จนิวัติพระนคร ครั้งแรก ทรงใช้เวลาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน จึงได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
….ใน ช่วงปีพ.ศ. 2487 ประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองและยุติเมื่อ พ.ศ. 2488 และประเทศไทยรอดพ้นจากการพ่ายแพ้สงคราม
จากบทความ “ไขปริศนา ขั้นตอนปรีดีวางแผน ก่อนรัชกาลที่ 8 สวรรคต ” ได้ระบุไว้ว่า วันที่ 15 ตุลาคม 2488 ม.ร.ว.เสนีย์ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และยังรักษาการนายกฯ เดือนนี้ ปรีดี วางแผนจัดให้หนอนร้าย คือ นายเฉลียว คนสนิทชิดชอบของนายปรีดี เป็นคณะราษฎรคนหนึ่ง “ ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ” ให้ไปดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อเข้าไปสอดแนม และครอบงำราชการในวัง และนี่คือ”ลางร้ายในเวลาต่อมา”ร.อ.วัชรชัย ซึ่งออกจากราชการไปแล้ว ปรีดี ให้เข้ามารับราชการเป็นราชองครักษ์ , ทั้งสองนี้เป็นผู้ที่ฝักใฝ่ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายปรีดีเป็นอย่างมาก นายเฉลียว จึงจัดให้ นายชิต และ นายบุศย์ เป็นมหาดเล็กรับใช้ “ประจำห้องพระบรรทม” ทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจของนายเฉลียว
วันที่ 5 ธันวาคม 2488 เป็นเวลานานถึง 10 ปีหลังการรัชกาลที่ 7 เสด็จออกจากประเทศไทย วันนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และพระราชอนุชา เสด็จนิวัติพระนครเป็นครั้งที่สอง มีพระองค์ทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว(20 พรรษา) ทำให้พระองค์สามารถเป็นพระประมุขแผ่นดิน โดยไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการอีกต่อไป (นับเป็นการเสด็จกลับมาที่ประเทศไทย ครั้งที่สอง)
“รัชกาลที่ 8 แม้พระชนม์มายุเพียง 20 พรรษา แต่กลับทรงเฉลียวฉลาดมาก พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัย ที่จะทรงทราบ และศึกษา โปรดเกล้าฯ ให้เชิญนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ปลัดกระทรวง และอธิบดีผลัดเปลี่ยนกันเข้าเฝ้า เพื่อเป็นโอกาสที่จะทรงซักถามกิจการในหน้าที่และแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความหวาดระแวงให้กับปรีดี และพรรคพวกอย่างมาก”
จากบทความ “ไขปริศนา ขั้นตอนปรีดีวางแผน ก่อนรัชกาลที่ 8 สวรรคต ” ยังระบุด้่วยว่า
(”ปรีดี จึงได้ชิงจังหวะชุลมุนเพิ่งเลิกสงครามโลก บีบบังคับกราบบังคมทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ให้ยกย่องเขาไว้ในฐานะ “รัฐบุรุษอาวุโส” จุดนี้ คือ จุดเริ่มต้นของการคิดการใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงปรีดี จะสามารถก้าวยกระดับต่อไปเป็น ” ประธานาธิบดี” ของประเทศไทย ในอีกขั้นระยะถัดไป ถ้าประเทศไทยไม่มีสถาบันเบื้องสูง
วันที่ 23 ธันวาคม 2488 รัชกาลที่ 8 เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยนายปรีดี , พลโท พระศรา สมุหราชองค์รักษ์ “ นายเฉลียว นายชิต” ทอดพระเนตรการแสดงอาวุธ ของคณะพลพรรคเสรีไทย ทรงโปรดการหัดยิงปืนชนิดใหม่ ๆ ที่มีผู้น้อมเกล้าถวาย )
ในภายหลัง จากการเสด็จกลับมาที่ประเทศไทย ครั้งที่สองนี้ รัชกาลที่ 8 ทรงพระปรีชาสามารถและเป็นความหวังของชาติมาก แต่ปรีดีก็มิได้ให้เกียรติ พระองค์มากนัก ในช่วง มกราคม 2489 มีการช่วงชิงการนำทรัพยสินของวัง พระราชพาหนะ( รถแนซ พระที่นั่ง) ไปจากโรงเก็บรถ ในพระบรมมหาราชวังในเวลากลางคืน มาใช้นั่งเป็นการส่วนตัวในถานะ ผู้สำเร็จราชการแทน ทั้งๆ มีเวรยามเฝ้ารักษา เพื่อแสดงอำนาจเหยียดหยามพระองค์ที่ทรงสนพระทัยในรถคันนี้ พระองค์ข้องพระราชหฤทัยมาก ทรงพระราชอุตสาหะไปทรงตรวจสถานที่ในคืนวันหนึ่งว่า เก็บอย่างไร และยามอยู่ตรงไหน
ความขัดแย้งภายในระหว่างรัชกาลที่8 และ ปรีดี ยังคงเกิดขึ้น
และแล้วเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ก็เกิดขึ้น ในปี 2489 ซึ่งเป็นปีเดียวกัน ที่ ม.ร.ว เสนีย์ ร่วมกับนายควง อภัยวงศ์ ดำเนินการจัดตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้จากการ สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นายปรีดีและคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบต่อสภาว่า ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ควรได้แก่ สมเด็จพระอนุชา เมื่อสภามีมติเห็นชอบแล้ว นายปรีดีก็ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงแต่งตั้งตนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้สวรรคตเสียแล้ว (ซึ่งช่วงนี้มีข่าวลือหนาหูว่า “นายปรีดีฆ่าในหลวง”)
8 พฤศจิกายน ปี 2489 – พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และ น.อ.กาจ กาจสงคราม นำกำลังทหารยึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (นายกรัฐมนตรี รับช่วงต่อจากนายปรีดี) โดยอ้างว่าไม่สามารถสะสางกรณีสวรรคตได้ และได้ทำการฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2489 ทิ้ง จากเหตุการณ์รัฐประหารนี้ ทำให้นายปรีดี และพล.ร.ต.ถวัลย์ ต้องหลบหนีออกนอกประเทศไปยังสหรัฐอเมริกา ในขณะนั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้ความสนับสนุนฝ่ายรัฐประหาร นายปรีดีจึงเดินทางไปจีนแทน
พ.ศ. 2491 ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาล คณะทหารในกลุ่ม 4 คน นำโดย น.อ.กาจ กาจสงคราม ได้บีบบังคับให้นายควงลาออกและ แต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม (อดีต คณะราษฏร) เป็นนายกรัฐมนตรีแทน และผลของการรัฐประหารครั้งนี้เป็นการขจัดกลุ่มอำนาจเก่าของ นายปรีดี พนมยงค์ ส่งผลให้นายปรีดี ต้องขอลี้ภัยการเมืองที่ต่างประเทศตราบจนเสียชีวิต ปิดฉาก “คณะราษฏร”
และ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 – นายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี และ นายบุศย์ ปัทมศริน ถูกประหารชีวิต จากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8
และในปี พ.ศ. 2500 คณะทหารที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (อดีต คณะราษฏร) ด้วยข้อกล่าวหาสำคัญคือ ฝ่ายรัฐบาลจัดการเลือกตั้งสกปรกจึงหมดความชอบธรรม
และ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 – จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลงนามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย” ยกเลิกวันชาติ 24 มิถุนายน แล้วกำหนดให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย
เป็นอัน หมดสิ้น 24 มิถุนายน …
****************************************
สำหรับ กลุ่มคนผู้ที่สดับรับฟังข่าวที่ผิดเพี้ยนไปว่ากลุ่ม คณะราษฏร์นั้นคือผู้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยการปฏิวัติรัฐประหารและออกจดหมายเวียนเทียนข่มขู่ว่าได้จับ ร.7 ไว้เป็นตัวประกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยกล่าวอ้างว่า นั้นคือ “ประชาธิปไตย” การกระทำนั้นมีอยู่ขึ้นจริงแต่มิใช่ความจริงโดยทั้งหมด
เพราะ แท้จริงแล้ว การกระทำคณะราษฏร์นั้นเป็นเพียงการกระทำของขุนนางและทหารบางฝ่ายซึ่งต้องการอำนาจ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7 ในเวลานั้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการปล้นพระราอำนาจด้วยกระบอกปืนและรถถัง
ในหลวง ร.7 ทรงคาดหวังว่าจะมอบอำนาจประเทศให้ประชาชนทุกคน จึงได้จัดตั้ง การกระจายอำนาจแบบเทศบาล -สุขาภิบาล และ ธรรมนูญลักษณะการปกครองโดยคณะนคราภิบาล( อันมีพรรค ผ้าแถบแดง และ ผ้าแถบน้ำเงิน เป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล) . เพื่อรองรับ รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น … เรามาร่วมกัน ฟังพระสุรเสียงรัชกาลที่ ๗ ที่ประกาศที่สหรัฐว่าจะมอบอำนาจและเสรีภาพให้กับปวงชนชาวไทย อันเป็นต้นกำเนิดรัฐธรรมนูญไทยฉบับแรกนั้นเอง
https://www.facebook.com/1403156603326693/videos/vb.1403156603326693/1438581603117526/?type=2&theater
ชัยชนะและความล้มเหลว ของ “คณะราษฏร” จนกระทั้่งก่อนการกลับมาของ ระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ(ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข) เช่น รัชกาลที่ 8 เป็นประวัติศาสตร์ทำดำมืดและไม่ยอมถูกพูดถึงในฝ่ายการเมือง และไม่เคยถูก บรรจุอยู่ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ รั้งแต่พยายามปิดบังเก็บเงียบ หรือบิดเบือนไปในทิศทางอื่น แต่กลับพูดถึงเพียงเฉพาะด้านดีของ คณะราษฏร แต่เพียงอย่างเดียว ตามแนวทฤษฏี ที่ว่า … “ทำลายอดีต บิดเบือนปัจจุบัน ชักนำอนาคต”เพราะ ฉะนั้นแล้วมันถึงเวลาแล้วที่ จะมาร่วมกันกระจายข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เพื่อจุดเทียนแห่งปัญญาแก่ ราษฎรของราชอาณาจักรไทยทุกคน

40 วันอันตราย "วิกฤติน้ำ" ! ฝนไม่ตก น้ำหมดเขื่อน โรงงานผวา-ชาวนาอ่วม

บทความพิเศษ

ศัลยา ประชาชาติ

มติชนสุดสัปดาห์ 19-25 มิถุนายน 2558



แม้ว่ากรมอุตุนิยมวิทยา จะประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นมา

แต่สถานการณ์จริงกลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม เนื่องจากประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วง แถมฝนที่ตกลงมาก็มีปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์ที่ประเมินไว้

โดยปริมาณฝนในภาคเหนือและภาคกลาง "ต่ำกว่า" ค่าปรกติ 98.6 มิลลิเมตร (55%) และ 119.1 มิลลิเมตร (69%) ตามลำดับ ซึ่งจัดเป็นปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปรกติในรอบ 30 ปีทีเดียว

ที่สำคัญ ฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปรกติอยู่แล้ว ยังเป็นฝนที่ตกลงมาใต้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของประเทศ ส่วนพายุที่จะพัดเข้ามาจากทะเลจีนใต้ต้นฤดูนี้มีแนวโน้มจะเข้ามาเพียง 1-2 ลูก ที่จะขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้

ทั้งหมดนี้มีผลทำให้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 4 เขื่อนหลักที่หล่อเลี้ยงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตกอยู่ในสถาวะวิกฤติ



ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ได้รายงานตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก ล่าสุด ปรากฏว่าเขื่อนภูมิพล เหลือปริมาตรน้ำใช้การได้จริงเพียง 372 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 4% ของความจุน้ำใช้การได้ (9,662 ล้าน ลบ.ม.), เขื่อนสิริกิติ์ 712 ล้าน ลบ.ม. หรือ 11% (6,660 ล้าน ลบ.ม.), เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 91 ล้าน ลบ.ม. หรือ 11% (896 ล้าน ลบ.ม.) และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 82 ล้าน ลบ.ม. หรือ 9% (957 ล้าน ลบ.ม.) รวม 4 เขื่อนเหลือน้ำใช้การได้จริงอยู่เพียง 1,257 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น

ที่สำคัญก็คือ ทั้ง 4 เขื่อนหลักแทบจะไม่มีน้ำไหลเข้าอ่าง ส่งผลให้กรมชลประทานตัดสินใจลดการระบายน้ำออกจากอ่าง เหลือเฉพาะกิจกรรมน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค กับการผลักดันน้ำเค็ม โดยเขื่อนภูมิพลระบายน้ำวันละ 9 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 22.09 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 1.73 ล้าน ลบ.ม. และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 1.77 ล้าน ลบ.ม.

พร้อมกันนั้น นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกประกาศขอให้ชาวนาชะลอการปลูกข้าวนาปี 2558/59 ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาออกไปจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม หรือ ประมาณ 40 วัน เพื่อรอสถานการณ์ให้ฝนตกหรืออ่างเก็บน้ำหลักๆ ทั้ง 4 แห่งมีปริมาณน้ำใช้การได้จริงมากกว่านี้

"ปีนี้ฝนมาล่าช้ากว่าปรกติ ปริมาณน้ำต้นทุนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อต้นฤดูแล้งปี 2557/58 ก็น้อย โดยในช่วงระหว่างวันละ 1 พฤษภาคม - 10 มิถุนายน 2558 มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างรวมกันเพียง 219 ล้าน ลบ.ม. จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีค่าเฉลี่ยน้ำไหลลงอ่างรวมกันประมาณ 904.56 ล้าน ลบ.ม. หรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 76% เราจำเป็นต้องวางแผนการระบายน้ำใหม่จากปริมาณน้ำที่มีอยู่จะจัดสรรให้กับการอุปโภค-บริโภค และผลักดันน้ำเค็ม จากที่ระบายออกมาวันละ 62 ล้าน ลบ.ม. ตอนนี้เหลืออยู่ 31 ล้าน ลบ.ม. จึงขอให้ชาวนาที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปีอีกประมาณ 4.67 ล้านไร่ ชะลอการปลูกข้าวออกไปก่อน"

นายเลิศวิโรจน์กล่าว



อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะ 4 เขื่อนหลักที่ระบายน้ำหล่อเลี้ยงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ประสบปัญหาเท่านั้น แต่ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่ออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคอีสาน ตัวเลขน้ำในอ่างล่าสุดชี้ว่า สถานการณ์ไม่ได้ดีกว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยาเลย ยกตัวอย่าง เขื่อนห้วยหลวง เหลือปริมาณน้ำใช้การได้จริงแค่ 21 ล้าน ลบ.ม. หรือ 16%, เขื่อนน้ำพุง 26 ล้าน ลบ.ม. หรือ 17%, เขื่อนจุฬาภรณ์ 24 ล้าน ลบ.ม. หรือ 19%, เขื่อนลำตะคอง 60 ล้าน ลบ.ม หรือ 21%, เขื่อนลำพระเพลิง 29 ล้าน ลบ.ม. หรือ 27% และ เขื่อนสิรินธร 14 ล้าน ลบ.ม. หรือ 1%

จนถึงขณะนี้เขื่อนเหล่านี้แทบจะไม่มีน้ำไหลเข้าอ่าง เพราะ "ฝนไม่ตก" เหมือนกับสถานการณ์เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ หรือไม่เกิน 40 วันถ้าฝนไม่ตกลงมา ปริมาณน้ำใช้การได้จริงก็จะหมดไป หรือ การระบายเป็น 0 จะเหลือเพียงระดับ "น้ำตาย (Dead Storage)" ที่ใช้หล่อเลี้ยงอ่างเป็นพื้นที่รับตะกอนอยู่เท่านั้น

สถานการณ์วิกฤตภัยแล้งดังกล่าว ส่งผลให้ประปาภูมิภาค โดย นางรัตนา กิจวรรณ ผู้ว่าการ ออกมาแถลงว่า เริ่มมีสาขาประปาภูมิภาคจำนวน 9 สาขา ได้รับผลกระทบ จนต้องแบ่งการจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลาหรือจ่ายน้ำแบบวันเว้นวัน เช่น การประปาสาขาปักธงชัย นครราชสีมา, การประปาสาขาเกาะพงัน สุราษฎร์ธานี, การประปาสาขาแก้งคร้อ ชัยภูมิ ฯลฯ

ส่วนการประปานครหลวงที่ดูแลกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง กล่าวว่า ปริมาณน้ำดิบหรือน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาขณะนี้ยังมีเพียงพอ แต่เพื่อความไม่ประมาท กปน. สั่งลดการจ่ายน้ำประปาในช่วงหน้าแล้งลงจากวันละ 5.4 ล้าน ลบ.ม. เหลือ 5.2 ล้าน ลบ.ม. และระหว่างที่รอฝนตก กปน. มีการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของแหล่งน้ำดิบจากเดิมที่ใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา (ปากคลองสำแล ปทุมธานี) มาผลิตน้ำประปาที่โรงผลิตบางเขนวันละ 3.9 ล้าน ลบ.ม. ก็ลดลงมาเหลือ 3.6 ล้าน ลบ.ม. และหันไปใช้น้ำดิบจากแม่น้ำแม่กลองที่โรงผลิตน้ำประปามหาสวัสดิ์มากขึ้น

แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือ ปริมาณน้ำเค็มจะรุกขึ้นมาสูงกว่าท่าน้ำนนทบุรีหรือไม่ เนื่องจากการระบายน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มของกรมชลประทานปัจจุบันใช้น้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ เป็นหลัก (ระบายน้ำวันละ 22 ล้าน ลบ.ม.) หากเขื่อนมีน้ำไม่เพียงพอ น้ำเค็มมีสิทธิ์จะทะลุถึงแหล่งน้ำดิบที่ปากคลองสำแล ปทุมธานี ได้



ดูเหมือนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำโดยตรงในขณะนี้ก็คือ "ชาวนา" ในภาคกลาง 22 จังหวัด ที่เกิดปรากฏการณ์แย่งน้ำกันทำนา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาช่วยเหลือด้วยการจ่ายเงินชดเชยกรณีที่ต้องหยุดทำนาไร่ละ 3,000 บาทไม่เกิน 30 ไร่

แต่คำขอนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลที่แสดงท่าทีผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมที่จะจ่ายเงินชดเชยไร่ละ 1,000 บาทไม่เกิน 15 ไร่ ภายใต้เงื่อนไข ต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติก่อน

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงงานที่ต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เริ่มเตรียมรับมือกับปริมาณน้ำในแม่น้ำจะลดต่ำลงแล้ว โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ขอให้นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า-นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน-นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร เตรียมแผนสำรองด้วยการทดลองใช้น้ำจากแหล่งเก็บกักและน้ำบาดาล ส่วนนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จะหันไปใช้น้ำประปาและแหล่งน้ำของนิคมที่เก็บกักน้ำสำรองไว้

ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสถานการณ์ที่ยังล่อแหลมและน่าเป็นห่วง ว่าถึงที่สุดแล้ว ฟ้าฝนจะเป็นใจให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตภัยแล้งระลอกนี้ไปได้หรือไม่

โดยเฉพาะในช่วง 40 วันอันตรายนับจากนี้ หากยังไม่มีฝนตกเติมน้ำลงเขื่อนอย่างที่กำลังช่วยกันลุ้นอยู่ในขณะนี้

"ตรีลุพธ์" ลูกชาย "คำรณวิทย์" หอบเอกสารอาวุธปืนบินแจงจนท.ญี่ปุ่น

"ตรีลุพธ์" ลูกชาย "คำรณวิทย์" หอบเอกสารอาวุธปืนบินแจงจนท.ญี่ปุ่น

จากกรณีที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผบช.น.ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสนามบินนารีตะ ประเทศญี่ปุ่นควบคุมตัวไว้ ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ขณะจะเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 22 มิ.ย.58 ที่ผ่านมา และมีรายงานว่า ทางพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้ชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นว่า เป็นปืนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นปืนแฟชั่นที่ซื้อมาเก็บไว้ในกระเป๋า จนลืมเอาไว้ในกระเป๋านั้น ซึ่งทางการเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศญี่ปุ่น ได้ขอเอกสารหลักฐานการครอบครองอาวุธปืนที่ได้ซื้อ

โดยในวันนี้ ทาง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ได้ประสานให้ นายตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมการท่าเรือและเป็นบุตรชายของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ให้นำหลักฐานเอกสารทะเบียนอาวุธปืนต่าง ๆ เกี่ยวกับอาวุธปืน นำไปแสดงให้เจ้าหน้าที่ทางประเทศญี่ปุ่นได้ตรวจสอบแล้ว โดยนายตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง ได้บินไปตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาแล้ว

ส่วนแหล่งข่าว คณะที่ไปดูงานเรื่องโรงงานขยะไฟฟ้า แจ้งกลับมาว่า ขณะนี้เรื่องทั้งหมดได้จบแล้ว และคณะที่บางส่วนยังอยู่เป็นเพื่อนกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ได้พากันออกมาทานข้าวกันแล้ว และพร้อมที่จะบินกลับประเทศไทยในวันนี้เลย

ว่าที่ทูตสหรัฐฯประจำไทย ตั้งปณิธาน ระงับความช่วยเหลือจนกว่าไทยจะเป็นประชาธิปไตย

เมื่อเวลาประมาณ 9:30 น. ของวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ( ประมาณ 13:30 น. ในวันนี้ตามเวลาประเทศไทย) นายเกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ อดีตผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือระหว่างพ.ศ. 2555–2557 ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้าให้คำแถลงต่อคณะกรรมาธิการฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา
http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14351441831435144214l.jpg

ภายใต้คำแถลงของนายเกล็น เดวีส์ ที่ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผู้ถูกเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตฯ กล่าวถึงประเทศไทยว่า “ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาธำรงมิตรภาพร่วมกันมายาวนาน ไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรคู่สนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาในเอเชีย”

“แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องจำกัดความสัมพันธ์บางด้านกับไทยหลังเหตุการณ์รัฐประหารโดยทหารเมื่อเดือนพฤษภาคมพ.ศ.2557ความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้ยังคงกว้างขวางและก่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่ทั้งสองประเทศอย่างที่ความสัมพันธ์อื่นน้อยนักจะเทียบเคียงได้” ซึ่งนายเดวีส์ชี้ว่าการระงับความช่วยเหลือบางประการนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าไทยจะมีการบริหารประเทศโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจะนำไปสู่ความสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ

“ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาความแตกแยกทางการเมืองภายในประเทศไทยถลำลึกลงไปอย่างมาก นำไปสู่การแบ่งขั้วไม่เพียงระดับการเมืองเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายไปถึงสังคมไทยโดยรวมอีกด้วย” พร้อมเน้นย้ำว่าสหรัฐฯยึดมั่นสนับสนุนหลักประชาธิปไตยและไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งนี้

“การที่สหรัฐฯเรียกร้องให้ไทยกลับไปมีรัฐบาลพลเรือนคืนสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยและเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบนั้นมิได้หมายความว่า สหรัฐฯ มุ่งเจาะจงสนับสนุนพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญหรือการเมืองประเด็นใดโดยเฉพาะ สิ่งเหล่านั้นเป็นคำถามที่คนไทยต้องตัดสินใจโดยผ่านกระบวนการทางการเมืองที่ครอบคลุมอันเอื้อต่อการอภิปรายที่เปิดกว้างและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศ หากผมได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการให้ดำรงตำแหน่งผมจะดำเนินงานสานต่อในการสนับสนุนปณิธานด้านประชาธิปไตยของประชาชนชาวไทย”

นายเดวีส์ระบุว่านับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารสหรัฐฯเน้นย้ำผ่านทั้งเวทีสาธารณะและการเจรจาส่วนตัวถึงข้อกังวล “ เกี่ยวกับการที่การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยได้หยุดชะงักลง” รวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบของพลเมือง

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพสหรัฐฯและกองทัพไทยนั้นนายเดวี่ส์ชี้สหรัฐฯยังคงยึดมั่นในการรักษาพันธมิตรด้านความมั่นคง “ด้วยตระหนักถึงผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวของเรา” และประวัติศาสตร์การต่อสู้ร่วมกันของสองประเทศไม่ว่าจะในสงครามเวียดนามและสงครามเกาหลี ทั้งการฝึกซ้อม กิจกรรมความร่วมมือต่างๆ อาทิ การฝึกคอบร้าโกลด์ ที่ถือเป็นการฝึกซ้อมทางทหารระดับพหุภาคีที่ใหญ่ที่ในสุดในเอเชีย

อดีตผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือแถลงถึงความสัมพันธ์หลากหลายด้านของสองประเทศไม่ว่าจะเป็นการค้า,วัฒนธรรม,กิจการมนุษยธรรม,และความร่วมมือผ่านองค์กรพหุภาคีต่างๆ ในภูมิภาค


ก่อนทิ้งท้ายว่า “เราก็หวังจะเห็นไทยหวนคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยเพื่อความพยายามร่วมกันระหว่างประเทศเราทั้งสองจะดำเนินก้าวหน้าได้อย่างเต็มวิสัย สหรัฐฯ เชื่อว่าราชอาณาจักรไทยจะสามารถสร้างความปรองดองสถาปนาประชาธิปไตย และเติมเต็มโชคชะตาบนหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะชาติที่ยิ่งใหญ่และเสรี”

โดยหลังจากสิ้นสุดการแถลงดังกล่าวแล้วคณะกรรมาธิการฯจำเป็นต้องกำหนดวันลงมติรับรองตำแหน่งก่อนส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาซึ่งยังไม่ทราบกำหนดเวลาแน่ชัด

ที่มา: สถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

“ชวน” ลั่นอนาคตทหารยึดอำนาจอีกไม่ได้ ชี้ไม่ว่าเลือกตั้ง-แต่งตั้ง มีคนไม่ดีปะปนเสมอ

“ชวน” ลั่นอนาคตทหารยึดอำนาจอีกไม่ได้ ชี้ไม่ว่าเลือกตั้ง-แต่งตั้ง มีคนไม่ดีปะปนเสมอ ขออย่าทุ่มเทกับ รธน.ใหม่ จนมองข้ามปัญหาที่เกิดจากคนใช้กฎหมาย ซัดประชาชนไม่มีสิทธิในกฎหมายของเผด็จการ
PIC chuan 24 6 58 1
นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในงานปาฐกถา “หลักนิติธรรม สร้างนิติรัฐ ค้ำจุนประชาธิปไตย” ให้แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตร หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 3 ว่า การเลือกตั้งหรือการแต่งตั้งมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนอยู่เสมอ เวลาเลือกตั้ง มีทั้งคนที่มาจากการเลือกตั้งจริง ๆ มีพวกซื้อเสียง หรือพวกทุจริตเข้ามาจริง ๆ แต่เวลาแต่งตั้งแน่ใจหรือ เพราะฉะนั้นมันปะปนกันอยู่เสมอ ถ้าเรายอมรับความจริงสิ่งนี้ได้ ในอนาคตจะได้รู้ว่า วิธีการรักษาบ้านเมืองให้อยู่รอดได้ คือการเลือกคนดีเข้ามา นอกจากนี้ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนเข้าใจเจตนาผู้ร่างว่ามีเจตนาดี เพราะมีการเห็นนักการเมืองบางกลุ่มทำอย่างนี้ เลยไปเอามายึดว่า ต้องเป็นอย่างนี้ ทั้งที่ต้องยึดความเป็นอิสระ ดังนั้นขอให้ไปดูให้ดี อย่าไปยกเว้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง มิฉะนั้นจะเสียโอกาส ที่จะทำให้ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็ง
“ทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นเผด็จการ หรือประชาธิปไตย ก็ใช้หลักกฎหมาย เผด็จการก็ใช้กฎหมาย แต่ไม่ใช่หลักกฎหมายที่ประชาชนจะมีสิทธิได้” นายชวนกล่าว
นายชวน กล่าวอีกว่า การที่จะเป็นนิติรัฐ และหลักนิติธรรมอย่างที่พูดถึงนั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สภานิติบัญญัติ หรือฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ต้องออกกฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม ไม่ใช่ออกกฎหมายตามอำเภอใจ หรือเอื้อธุรกิจของตัวเองเพื่อเอากำไร หรือเอาเปรียบคนอื่น อย่างนี้ไม่เรียกว่าหลักนิติธรรม แม้มีเสียงข้างมาก แต่ไม่ใช่มีสิทธิจะเอาอะไรก็ได้ ซึ่งหากแก้ไขตรงนี้ได้ จะทำให้ประเทศเราเป็นนิติรัฐได้
นายชวน กล่าวด้วยว่า เราให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ แต่อย่าทุ่มเททั้งหมดกับรัฐธรรมนูญ จนมองข้ามปัญหาแท้จริงว่า วิกฤติที่ผ่านมามาจากคนใช้กฎหมาย ไม่ใช่มาตราใดมาตราหนึ่ง ที่พูดกันว่า เพราะให้ฝ่ายบริหารแข็งเกินไป ให้ฝ่ายค้านอ่อนไป หรือฝ้ายค้านแข็ง ฝ่ายบริหารอ่อน ก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
“ข้างหน้าเมื่อมีการเลือกตั้ง ทหารไม่มีสิทธิออกมาแล้ว ทหารจะไปทำอะไรไม่ได้ แต่เราจะปฏิรูปตำรวจกันอย่างไร เพื่อตำรวจมาทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ ในวันข้างหน้า” นายชวน กล่าว

ข้อเท็จจริง คดีบิ๊กแจ๊ส .22

ข้อเท็จจริง คดีบิ๊กแจ๊ส .22

"โดยหลักการแล้ว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฏหมายญี่ปุ่น ในข้อหาครอบครองอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องถูกคุมตัวไว้ไม่เกิน 20 วัน คาดว่าในวันที่ 24 (หรือ 25) มิถุนายน น่าจะมีความชัดเจน"

"ถ้าอัยการญี่ปุ่นสั่งฟ้อง ศาลญี่ปุ่นตัดสินว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ผิดจริง โทษสูงสุดของคดีนี้คือ ตัดสินจำคุกไม่เกิน 10 ปี บิ๊กแจ๊สจะต้องติดคุกที่นั่นทันที"

"การประสานขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะต้องได้รับโทษ 1 ใน 3 ของกฏหมายญี่ปุ่นก่อน จึงจะขอตัวกลับมาได้"
พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ
"พล.ต.ท.คำรณวิทย์ รับสารภาพว่าเป็นปืนของตัวเองที่ลืมไว้ในกระเป๋าใส่ยา ตอนเดินทางไปโหลดไว้ใต้เครื่อง แต่พอขากลับนำมาใส่กระเป๋าสะพาย"
"ส่วนตอนที่เดินทางออกจากประเทศไทยแล้วสแกนไม่พบปืน เพราะเป็นปืนขนาดเล็ก เมื่อผ่านเครื่องสแกนในแนวตั้ง จะไม่เห็นว่าเป็นอาวุธปืน"
"จากกล้องวงจรปิด ขาออก พบว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เดินผ่านเครื่องสแกนแล้วมีเสียงร้อง จึงถอดรองเท้าออก แล้วเดินผ่านไปได้" พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร
"..ยอมรับว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ผ่านช่องทางพิเศษ ซึ่งเป็นช่องทางอำนวยความสะดวกให้ผู้ใหญ่ แต่ขั้นตอนและอุปกรณ์การตรวจร่างกาย กับสัมภาระ เหมือนช่องทางปกติ" นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.

ฉะนั้น..ตัดประเด็นกระแสข่าวที่ว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไปซื้อปืนกระบอกจิ๋วนี้ที่นั่น เพราะเจ้าตัวยอมรับสารภาพแล้วว่าลืม! ลืมก็คือ..เป็นของตัวเอง ที่พกไปจากเมืองไทย และที่สำคัญ มีกระสุนพร้อม 5 นัด
บิ๊กแจ๊ส..คงไม่โง่โบ้ยว่า ซื้อปืนจากที่นั่น เพราะถ้ารับแบบนั้น ติดคุกสถานเดียว แต่เมื่อยอมรับว่าลืม 

กระแสก็พุ่งมาที่ ระบบการตรวจสอบอาวุธของสนามบินสุวรรณภูมิ มีปัญหาจริงๆ

วันนี้สื่อต่างประเทศ ก็เชื่อมประเด็น การสแกนหาอาวุธของสนามบินประเทศไทย กับการถูก ICAO ปักธงแดง

นี่ยังไม่ได้ลงในรายละเอียดยิบย่อยว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ร่วมเดินทางไปดูงานกำจัดขยะที่โตเกียว กับคณะของจังหวัดปทุมธานี ในฐานะอะไร? ฐานะที่เคยเป็น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือ ก็ไม่ใช่
ตอนนี้เอาเป็นว่า อดีตนายตำรวจที่ภักดีต่อทักษิณ ต้องนอนอยู่ที่โรงพักชิบะ กรุงโตเกียว ลุ้้นคดีความชั่วโมงต่อชั่วโมง
รายการLineกนก
สื่อญี่ปุ่นแพร่ภาพบิ๊กแจ๊ดถูกจับครอบครองปืน ทูตเผยทนายความเตรียมทิศทางสู้คดี โฆษกตร.ลุ้นอัยการญี่ปุ่นฟ้องไม่ฟ้องเย็นนี้
KOMCHADLUEK.NET

'แก้วสรร' จวก 'บวรศักดิ์' ตัวสร้างปัญหาการเมือง

แก้วสรร อติโพธิ ซัด "บวรศักดิ์" ตัวสร้างปัญหาการเมือง ตอกยังกล้าเสนอตัวเขียนรัฐธรรมนูญ แฉ ขรก.ช่วยงาน คตส.ถูกเช็กบิลยุค"ปู"เพียบ แนะ คสช.จัดถกประชาธิปไตย...
วันที่ 22 ก.พ. นายแก้วสรร อติโพธิ แกนนำกลุ่มไทยสปริง กล่าววิจารณ์การร่างรัฐธรรมนูญของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ประเทศไทยมีสภาพเป็นไข้รุม คนเขียนรัฐธรรมนูญจึงตั้งเป้ารักษาไข้คือ ความขัดแย้งต้องยุติ ประเทศจึงจะพ้นวิกฤติ ฟังที่นายบวรศักดิ์ดำริจะสร้างกลไกมีกรรมการปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติเป็นคนกลางดึงคู่ขัดแย้งให้มาหันหน้าหากัน ทั้งที่ไข้รุมนี้เป็นมะเร็งที่กำลังก่อตัว ที่จำเป็นต้องปราบเนื้อร้าย หรือมะเร็งที่ว่านี้ อันที่จริงนายบวรศักดิ์ มีส่วนก่อขึ้นโดยตรงในคราวเป็นเลขาฯ ผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ ปี40 ทุ่มเทวางกลไกให้พรรคการเมืองเข็มแข็ง เหนือ ส.ส. และรัฐบาลเข้มแข็งเหนือฝ่ายค้าน
จากนั้นจึงมาสร้างกลไกอิสระคอยตรวจสอบ การใช้อำนาจของเสียงข้างมากด้วยมาตรการทางกฎหมาย อีกชั้นหนึ่ง เป็นกลไกประกันการลงทุนทางการเมืองของนายทุน ที่จับมือกันทุ่มทุนเป็นพันล้านสร้างเผด็จการพรรคการเมืองขึ้นมา จนกลายเป็นทรราชจากหีบเลือกตั้งที่แข็งขืนต่อกฎหมายตลอดเวลา เกิดผู้คนลุกฮือขึ้นสู้เป็นสองระลอก ทั้ง พันธมิตร และ กปปส. แล้วจบด้วยคำสัญญาของ คสช.ในวันนี้ว่าจะคืนความสุขให้เราในที่สุด
นายแก้วสรร ระบุต่อว่า ความคิด ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่เผด็จการพรรคการเมืองนายทุน อัดฉีดลงไปในสังคมไทยทำให้เสียทั้งความเสมอภาคในการมีส่วนร่วมและแบ่งปันกัน และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน และการข่มเหงรังแกล่วงสิทธิพื้นฐานในความคิด ชีวิต ร่างกายของผู้อื่นในที่สุด หากไม่ขุดรากถอนโคน ทั้งความคิดและความเคลื่อนไหวของเผด็จการนี้ เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็เละอีก รุนแรงอีกพรรคการเมืองต้องไม่ใช่ลิ่มตอกประเทศให้แตกออกจากกันเป็นภาค ต้องไม่ใช่คลังสินค้าประชานิยมที่เอาเงินส่วนรวมมาแปลงเป็นสินบนทางการเมืองให้ผู้คนในรูปต่างๆ จนประชาธิปไตยกลายเป็นการอุปถัมภ์ ที่สำคัญต้องไม่จัดตั้งขบวนการมวลชน และใช้ตำรวจกับอันธพาลทำร้ายฆ่าฟันผู้คนอีก
ทั้งหมดนี้คือเผด็จการพรรคการเมืองที่ ดร.บวรศักดิ์ เขียนเมื่อปี40 ประกันการลงทุนของพวกนายทุนสามานย์ไว้ พอปิศาจตัวนี้กำเริบขึ้นมาในเสื้อคลุมประชาธิปไตย ก็อาละวาดทำประเทศเสียหายมาจนทุกวันนี้ แล้วปีนี้คนฉลาดที่ผิดพลาดไปแล้วคนนี้ ก็มาเสนอหน้าจะเขียนรัฐธรรมนูญ
นายแก้วสรร กล่าวต่อว่า คสช.ต้องยืนให้ชัดว่า ตนกำลังจะไล่เผด็จการออกจากประชาธิปไตย ซึ่งหนึ่งมาตรการสำคัญในนั้น ก็คือการใช้กฎมายอย่างเฉียบขาด ทั่วถึง และฉับพลัน ไม่ใช่เอาแต่อ้าปากบอกผู้คนให้ยึดถือกฎหมายกันเท่านั้น ยิ่งคดีคอร์รัปชันต้องสปีดสูงสุดเลย เพราะถ้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้งแล้ว พยานจะกลับคำหรือหายหน้าไปหมดเหมือนหลายคดีสำคัญในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) พอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี พยาน ก็กลับคำกันเป็นแถว ข้าราชการดีๆ เก่งๆ ที่มาช่วยงาน คตส.พอกลับกรมกอง ก็โดนรังแกเหยียบย่ำสิ้นอนาคตไปหลายคน ไม่มีใครช่วยอะไรได้ มันชัดเจนว่า บ้านเราถ้าฝ่ายเผด็จการมีแรง กฎหมายก็หมดแรงทุกทีไป ปัจจุบันงานกฎหมายจัดการเผด็จการในยุค คสช.ก็ล้มเหลว ยืนดูปล่อย ปปช.กระเสือกกระสนอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้น มันไปไหนไม่ได้แน่นอน
แกนนำไทยสปริง กล่าวอีกว่า คสช.ต้องประกาศภารกิจของตนว่า เป็นประชาธิปไตย เข้ามาขับไล่เผด็จการพรรคการเมืองออกจากระบบผู้แทนไทยให้ชัดเจนแต่แรก แล้วเชิญทูตทุกประเทศไปดูข้าวเน่าตามโกดังทั่วประเทศ ไปเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิตทั่วประเทศ จัดการประชุมสัมมนานานาชาติ หัวข้อ "ความล่มสลายของประชาธิปไตยว่าด้วยเผด็จการจากหีบเลือกตั้ง" มีสาระว่าเมื่อใดคนส่วนใหญ่ถูกทำให้เห็นว่าการปกครองคือการส่งผู้แทนไปยักยอกประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นของตนแล้ว ผู้คนในแผ่นดินจะแตกแยกเป็นเสี่ยง คนฉวยโอกาสจะขึ้นเป็นใหญ่ คนตลบตะแลงจะรุ่งเรือง อันธพาลจะกำเริบ ทำให้ชัดเจนเป็นที่เข้าใจเสียแต่แรกเลยอย่างนี้ สถานการณ์สากลของเราจะดีกว่านี้มาก.

ประวัติศาสตร์บางบรรทัดวันที่24มิ.ย.2475


วันนี้วันรัฐธรรมนูญ
24 มิถุนายน 2475 รถถังสองคันวิ่งเข้ามาปิดประตูทางเข้า ออกสองประตูของโรงเรียนสวนกุหลาบ ปืนรถถังหันเข้าสู่โรงเรียน นักเรียนหนีไม่ได้ เพราะมีแค่สองประตู
ทหารเข้าไปกวาดต้อนนักเรียนเข้าหอประชุม ควบคุมตัวไว้ ในหมู่นักเรียนมีลูกหลานเชื้อพระวงศ์ ข้าราชการ และลูกหลานสามัญชนโดยทั่วไป
การต่อสู้นองเลือดจืงไม่เกิดขื้น เพราะยุทธการจับเด็กเป็นตัวประกัน โคตรแมนเลย
ประวัติศาสตร์ตอนนี้ คณะราษฏร์ไม่เคยบันทืกเป็นประวัติศาสตร์ชาติ แต่คือประวัติศาสตร์โรงเรียนที่บันทืก บอกเล่าสืบต่อกันมา
รัชกาลที่7 มิได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่ทรงหนีภัยไปต่างประเทศ ที่ทรงลงนามก็เพื่อแลกกับความปลอดภัยของพระบรมวงศานุวงศ์
เมื่อคณะราษฎรขื้นมีอำนาจ เห็นว่าโรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนเอกชนทั้งหลายที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์นั้นเป็นภัย จืงจัดการทำให้อ่อนแอเสีย โดยสั่งให้โรงเรียนทั้งปวงยุติการสอนชั้นมัธยมปลาย ตั้งแต่ปี พศ 2480 เป็นต้นมา ใช้วิธีเดียวกับในฝรั่งเศส
การศืกษาของชาติจืงพังทลายลง อาจารย์ชาวต่างประเทศถูกส่งกลับ ครูอาจารย์ดีๆถูกย้ายหรือปลดออกจากราชการ หากการเรียนแบบสองภาษาในยุคนั้นไม่ถูกระงับ ตอนนี้คนไทยจะพูดอังกฤษคล่องแบบนักเรียนมาเลเซีย และสิงคโปร์
รัฐบาลได้จัดตั้งโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยที่จุฬา ธรรมศาสตร์ ศิลปากร ขื้นมารองรับนักเรียนที่จะเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย ก็โยกย้ายครู อาจารย์จากโรงเรียนที่เปิดสอนชั้นมัธยมปลายเดิมนั่นแหละ
ฉลาดจัง
โรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศถูกปิดการสอนชั้นมัธยมปลายไปถืงสิบปี เปิดสอนได้อีกครั้งในปี 2491
ที่ได้เปิดสอนอีกครั้ง เพราะศิษย์เก่าจากโรงเรียนต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักหนังสือพิมพ์ ต่างร่วมกันกดดันรัฐบาล ครูเก่าเดินไปด่าคณะราษฏรถืงที่
ศืกชิงโรงเรียนคืน ดำเนินไปอย่างดุเดือด เป็นที่มาของการแยกกลุ่ม เปลี่ยนฝ่ายในหมู่คณะราษฏร ตีกันเองเละ ทั้งในบ้าน นอกบ้าน ในหมู่เพื่อนฝูง
การปิดโรงเรียนสิบปี ทำให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมต้น ต่างหลั่งไหลไปเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าอย่างต่อเนื่อง การเดินทางไปเตรียมจุฬา ยุคนั้นไกลมาก เดินไปราชดำเนินนอกง่ายกว่า ค่ารถรางแพงมาก แต่ต้องไปเรียนที่เตรียมจุฬามากเหมือนกัน พวกมีตังค์
คนที่รู้สืกว่าตนเองถูกรังแก โรงเรียนถูกยืดเมื่อไปเรียนทหารต่อเนื่องกันทุกรุ่นได้ คุมกำลัง คุมอาวุธ จืงเข้ายืดอำนาจรัฐคืน เอาโรงเรียนคืน
เมื่อเปลี่ยนการปกครอง จุฬาถูกรอนอำนาจ คณะ การสอนที่เกี่ยวกับการปกครอง บริหารประเทศถูกสั่งยุบ ให้ย้ายไปธรรมศาสตร์คือ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ ให้คงไว้เฉพาะคณะภาษา วิทยาศาสตร์ วิศวะ คณะแพทย์โอนไปมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทำให้เล็กลง เดิมไม่ได้มีมหาวิทยาลัยชื่อชื่อมหิดลนะครับ
รัฐศาสตร์ จุฬามาเปิดใหม่ปี 2492 หลังโรงเรียนต่างๆสู้ได้สำเร็จ โอนย้ายคณะต่างๆกลับมามาก กโลบายตัดขาดประชาชนกับพระมหากษัตริย์จืงยุติลง
ที่จริงจอมพล ป พิบูลสงครามต้องการถูกจารืกชื่อในฐานะผู้ก่อตั้งจุฬา ม แพทยศาสตร์ โรงเรียนเตรียมจุฬา ส่วนท่านปรีดีก็เป็นบิดาของตมธก ธรรมศาสตร์ อ เกษม สุวรรณกุล. ท่านอดีตอธิการบดี จุฬา จืงงหาทางสร้างอนุสาวรีย์สองรัชกาลขื้น ท่านบอกผมว่าไม่งั้น จะมีใครมาสร้างอนุสาวรีย์ของตนเองขื้น แล้วทืกทักว่าตนเองเป็นผู้สร้่างจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ถ้าไม่มีการต่อสู้จากศิษย์เก่าโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ. จุฬาคงเปลี่ยนไปแล้ว. ชื่อมหาวิทยาลัยคงถูกเปลี่ยน พระเกี้ยวจะถูกเปลี่ยนเป็นตราไก่ ตราประจำปีเกิดของท่านจอมพล
การเอาโรงเรียนทั่วประเทศคืนคือ การเอาประชาธิปไตยในการศืกษาคืนมา เมื่อพวกเขารวมเป็นหนื่ง การปฏิวัติจืงเกิดต่อเนื่อง เพราะคนที่ถูกรังแกเหล่านี้ ไม่ศรัทธานักการเมืองที่เอารถถังไปยืดโรงเรียนของเขา ทำร้าย ทำลายผู้ที่พวกเขาเคารพนับถือ
น่าเสียดาย นักเรียนที่เก่งที่สุดของประเทศสามร้อยกว่าคน ที่ถูกส่งไปเรียนวิชาการต่างๆด้วยทุนของรัฐบาลในสมัยรัชกาลที่5 ไม่ได้รับบรรจุเข้ารับราชการ ถูกส่งเข้าคุกก็มาก
ประเทศไทยเสียโอกาสความเจริญก้าวหน้าไปมาก
พวกที่เพิ่งออกกฏเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชานี่ก็โง่ขนาด ภาษีจะถูกผลักไปที่เด็ก ก็อาจารย์สอนฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตสายตรงไม่ยอมให้มาเป็นครู เขาก็ต้องไปหาครูสายตรงข้างนอก ยังตามไปเก็บภาษีอีก
โง่มาก ไม่รู้ประวัติศาสตร์
วันรัฐธรรมนูญจืงมีประวัติความเป็นมาที่ประหลาดๆ
พูดเรื่องใหญ่ๆแต่ทำเรื่องเล็กๆไม่เป็น
แต่ก็ทำให้พวกหากินกับงานร่างรัฐธรรมนูญมีอาชีพ
กลับมาร่างครั้งนี้ คงฉลาดกว่าครั้งก่อนๆๆๆๆๆนะ
แต่ดูแล้วไม่ได้มีอะไรใหม่ดอก กล้าซะเมื่อไหร่
สวัสดีครับ วันรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวจะไปนอนล่ะ

รับ ช่วย "แจ๊ด" ยาก ! - ผิดจริง ต้องรับโทษ ที่ ญี่ปุ่น 1 ใน 3 ก่อน ขอ กลับ ไทย

รับ ช่วย "แจ๊ด" ยาก ! - ผิดจริง ต้องรับโทษ ที่ ญี่ปุ่น 1 ใน 3 ก่อน ขอ กลับ ไทย
เช้าวันนี้ (24 มิถุนายน2558) พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น จับกุมตัวในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ขณะกำลังจะเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับคณะกว่า 80 คน ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินทีจี 640 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนว่าการประสานให้ประเทศญี่ปุ่นปล่อยตัว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น และในส่วนของกองการต่างประเทศ อยู่ระหว่างรอการประสานเกี่ยวกับเอกสารอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นยังไม่สามาระระบุได้ว่าขั้นตอนเอกสารจะแล้วเสร็จเมื่อใด แต่โดยหลักการแล้ว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายญี่ปุ่นในข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าวว่า ส่วนแนวทางการให้การช่วยเหลือ ขณะนี้ทำได้เพียงแค่ประสานทางการทูต และยืนยันทางเอกสารว่าเคยดำรงตำแหน่งอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจริง ซึ่งขณะที่กระบวนการทางกฎหมายของญี่ปุ่นดำเนินการอยู่นั้น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะต้องถูกควบคุมตัวภายใน 20 วัน แต่คาดว่าในวันนี้น่าจะมีความชัดเจนว่าทางการญี่ปุ่นจะสั่งฟ้อง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หรือไม่ นอกจากนี้หากกรณีนี้ศาลประเทศญี่ปุ่น ตัดสินว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ มีความผิดจริง ตามขั้นตอนของกฎหมายระหว่างประเทศ ในเรื่องการประสานขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะต้องรับโทษ 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่น ก่อนประสานส่งตัวกลับมายังประเทศไทยได้.
--------
สถานทูตไทย ใน ญี่ปุ่น ส่ง ทนาย ช่วย "แจ๊ด" ลุ้น สั่งฟ้อง ศาล หรือไม่ !
กรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น จับกุมตัวในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ขณะกำลังจะเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับคณะกว่า 80 คน ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินทีจี 640 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น
ช่วงเย็นของวันที่ 23 มิถุนายน มีการอ้างรายงานข่าวระบุว่า "หลังจากที่ได้พูดคุยเจรจากับทางเจ้าหน้าที่นานกว่า 12 ชั่วโมง ทางเจ้าหน้าที่รับทราบว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์เคยเป็นอดีตนายตำรวจระดับสูงเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน เที่ยวบินที่ ทีจี 640 เป็นการท่องเที่ยวแบบส่วนตัวโดยทางเจ้าหน้าที่ได้ขอควบคุมไว้ก่อน และจะปล่อยตัวในวันที่ 24 มิถุนายน พร้อมอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศไทยได้ทันที"
อย่างไรก็ตามช่วงดึกที่ผ่านมา พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านบีบีซีไทยว่า ฝ่ายตำรวจต่างประเทศได้รับแจ้งจากตำรวจญี่ปุ่นว่า ในวันพรุ่งนี้จะมีการฝากขัง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศญี่ปุ่นจับกุมที่สนามบินนาริตะในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พยายามประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แต่ยอมรับว่าทางการไทยคงช่วยเหลืออะไรได้ไม่มาก เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายของญี่ปุ่น โดยสิ่งที่ทำได้คือการรับรองว่าเคยเป็นนายตำรวจระดับสูงของไทย ขณะที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดบทลงโทษสำหรับความผิดลักษณะดังกล่าวไว้ค่อนข้างสูง คือจำคุกไม่เกิน 10 ปี แต่หากเหตุเกิดในมาเลเซียหรือสิงคโปร์ โทษสูงสุดอาจถึงขั้นประหารชีวิต
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าปืนกระบอกดังกล่าวผ่านเครื่องตรวจเอ็กซ์เรย์ที่สนามบิน ณ จุดใด และเท่าที่ทราบปืนที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พกพาไปนั้นเป็นปืนขนาดเล็กมากสามารถถือไว้ในฝ่ามือได้ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นปืนพกรุ่นใด รวมทั้งไม่แน่ใจด้วยว่ามีใบอนุญาตพกปืนหรือไม่
กระทั่งเมื่อเช้าวันนี้(24 มิถุนายน 2558) นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้การช่วยเหลือด้วยการส่งเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยฯไปเป็นล่ามแปลภาษา และประสานงานกับคณะ รวมทั้งแนะนำทนายความให้กับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าวขณะนี้อยู่ในกระบวนการสอบสวน จึงต้องรอการพิจารณาตามกฎหมายของญี่ปุ่นต่อไป โดยสถานเอกอัครราชทูตไทยฯจะอำนวยความสะดวกและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่เพื่อให้พล.ต.ท.คำรณวิทย์ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย
มีรายงานว่าเจ้าหน้าทีี่ตำรวจของญี่ปุ่น ได้ทำการสอบสวนพล.ต.ท.คำรณวิทย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วและขั้นตอนต่อไปอัยการ จะพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ ในช่วงบ่ายของวันนี้.
--------
ตำรวจ ญี่ปุ่น คุม " แจ๊ด" ส่ง อัยการ ฟ้องคดี พกปืนขึ้นเครื่อง
สื่อออนไลน์ของประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่คลิปวิดีโอขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นควบคุมตัวพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ส่งอัยการเพื่อพิจารณาฟ้องต่อศาล หลังถูกจับกุมตัวในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ขณะกำลังจะเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินทีจี 640 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา.
タイ首都圏警察元長官を現行犯逮捕 拳銃と銃弾5発を所持(15/06/24)
-----
ภาพ อาวุธปืน NAA Mini-Revolver with grip/holster open and closed (North American Arms .22 Mini-Revolver นอร์ธ อเมริกัน .22 บรรจุกระสุน 5 นัด ปืนจิ๋ว) รุ่นเดียวกันกับอาวุธปืน ของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่ถูกทางการญี่ปุ่นยึดไว้.
--------
วัน พุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"บิ๊กป้อม"ไม่มีความเห็นปม"กาสิโน"-จ่อสอบสนามบินปล่อย"บิ๊กแจ๊ด"พกปืนไปญี่ปุ่น


http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14351191851435119198l.jpg

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนการประชุมสภากลาโหม พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ถึงปัญหาภัยแล้งที่ตนได้ประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อเช้านี้ โดยสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำเครื่องไปขุดน้ำบ่อบาดาลและบ่อน้ำ เพื่อบรรเทาภัยแล้งให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และคาดจะมีฝนในสิงหาคมเป็นต้นไป เพื่อแก้ไขเบื้องต้น โดยระยะยาวต้องให้มีน้ำในเขื่อนเพียงพอ พร้อมได้สั่งการให้หน่วยทหารพัฒนาเข้าช่วยเหลือและสำรวจพื้นที่ เพื่อรายงานผลนายกรัฐมนตรีให้รับทราบต่อไป ทั้งนี้ตนไม่ห่วงชาวนาออกมาชุมนุม เพราะกำลังเร่งช่วยเหลือ และขอให้ชาวนาอย่าออกมาชุมนุม

นอกจากนี้ เรื่องการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย กล่าวว่า ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ และย้ำว่า ตนไม่ทราบเรื่องพลเอกท่านหนึ่งที่ทำการล็อบบี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ให้ผลักดันแนวคิดดังกล่าว เพราะมีเรื่องต่างๆที่ตนต้องคิดอยู่จำนวนมาก และยืนยันว่าไม่บั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาล เป็นเรื่องความคิดของบุคคลที่มีมานานแล้ว และการสนับสนุนของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อแนวคิดนี้ ระบุ ตนสั่งการไม่ได้ เพราะเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว จึงไม่จำเป็นต้องปลดหรือเปลี่ยนจากตำแหน่ง

เมื่อถามถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 จะรักษาเจตนารมณ์คณะราษฎรเพื่อรักษาประชาธิปไตยอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรากำลังดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญสถานการณ์เกิดขึ่นมาจากความขัดแย้ง ต้องรักษาภาพของประเทศไว้ และยืนยันว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ไม่เป็นเผด็จการ ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ดำเนินการตามโรดแมป และจะรักษาเจตนารมณ์ของคณะราษฎร กำลังทำให้ประเทศเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง

ส่วนการสร้างกระเเสข่าวรัฐประหารซ้อนนั้น ระบุ ขณะนี้สามารถจับกุมผู้ปล่อยข่าวได้แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการสอบสวน และยืนยันว่าทหารไม่ทำประชาธิปไตยสะดุด แต่มีหน้าที่รักษาชีวิตและทรัพย์สินประชาชน รักษาความสงบให้ประเทศ ถ้าทหารไม่เข้ามาประเทศก็ไม่สงบ แต่สื่อกลับโจมตีการทำงานของรัฐบาล

สำหรับเรื่องพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บิ๊กแจ๊ด) ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมที่สนามบินนาริตะ เพราะพกอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเข้าสนามบิน หลังบินจากประเทศไทย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า หากเป็นการนำเข้าไปจากประเทศไทยถือว่าเจ้าหน้าที่ของไทยหละหลวม เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ตรวจทุกคนไม่มีข้อยกเว้น ในเรื่องสิ่งของผิดกฎหมายที่จะออกนอกประเทศ และยืนยันว่าไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คำรณวิทย์

วันที่ 24 มิถุนายน 2558 พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตำรวจญี่ปุ่นได้จับกุมและดำเนินคดี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในข้อหามีอาวุธปืน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 22 มิถุนายน 2558

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า วันนี้เวลา 17.00 น. ตามเวลาในท้องถิ่น ตำรวจญี่ปุ่น จะส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา ว่า จะมีความเห็นสั่งฟ้องคดีหรือไม่ โดยอัยการ มีเวลาพิจารณาสำนวนภายใน 20 วัน หาก อัยการ มีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็จะต้องยื่นประกันตัวต่อไป ทั้งนี้ หากอัยการสั่งไม่ฟ้องก็สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ทันที สำหรับข้อหาดังกล่าว กฎหมายญี่ปุ่น มีอัตราโทษจำคุก 3 ปี ถึง 10 ปี การต่อสู้คดีนั้น สถานทูตไทย ประจำประเทศญี่ปุ่น ได้จัดหาทนายความ และให้การรับรองว่า เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงไม่เคยมีประวัติเสียเรื่องการใช้อาวุธปืน

ทั้งนี้ จากการสอบถามข้อมูลผ่านทางสถานทูต ทราบว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ รับสารภาพว่า เป็นอาวุธปืนเป็นของตัวเองจริง ซึ่งลืมไว้กระเป๋าใส่ยาที่พกติดตัวเป็นประจำ โดยขากลับได้ย้ายกระเป๋ายามาใส่กระสะพาย เพื่อขึ้นเครื่องกลับประเทศไทย และถูกตรวจพบดังกล่าว ปืนที่พบเป็นปืน นอร์ธ อเมริกัน ขนาด .22 พร้อมกระสุน 5 นัด ซึ่งเป็นปืนขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ ที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ พกประจำตัว ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และการเดินทางออกนอกประเทศของ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่านำปืนติดตัวไปได้อย่างไร