PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มือปืนบุกยิง นายมนตรี สิหนาทกถากุล เสี่ยแลนด์มาร์คดับ

น็อคเลย! เมื่อได้อ่าน จม.ลูกน้องคนสนิทที่ยิง มหาเศรษฐี รร.แลนด์มาร์ค ดับสยอง! กระจ่างทันตา!

น็อคเลย! เมื่อได้อ่าน จม.ลูกน้องคนสนิทที่ยิง มหาเศรษฐี รร.แลนด์มาร์ค ดับสยอง! กระจ่างทันตา!
มือปืนบุกยิง นายมนตรี สิหนาทกถากุล อายุ 78 ปี มหาเศรษฐีเจ้าของโรงแรมแลนด์มาร์ค ดับสยองคาบ้านพักหรูย่านสาทร ก่อนที่คนร้ายจะลั่นไกฆ่าตัวตายตาม โดยทิ้งจดหมายระบายความว่าถูกหลอกให้ร่วมลงทุน
เมื่อ เวลา 21.30 น. วันที่ 21 ก.ค. ร.ต.ท.มงคล ไพรศูนย์ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ รับแจ้งเหตุฆ่ากันตาย ภายในบ้านเลขที่ 1719/5-9 ซอยจันทน์เก่า 10 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ภาดล ประภานนท์ รักษาการ ผบก.น.5 กำลังสายตรวจ และฝ่ายสืบสวนจำนวนหนึ่ง ที่เกิดเหตุเป็นบ้านหรูมีด้วยกัน 3 หลังในรั้วเดียวกัน ปลูกอยู่ในพื้นที่ประมาณกว่า 2 ไร่ ภายในบ้านหลังที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว บริเวณหน้าห้องทำงาน พบศพ นายมนตรี สิหนาทกถากุล อายุ 78 ปี มหาเศรษฐีเจ้าของโรงแรมแลนด์มาร์ค และเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง สภาพนอนหงายจมกองเลือด อยู่ข้างที่วางรองเท้า โดยมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธ 11 มม. เข้าที่บริเวณด้านหลังศีรษะและใบหน้า รวม 2 นัด

ส่วน ภายในห้องเก็บของ พบศพ นายประสาร โพธิ์ด้วง อายุ 68 ปี สภาพนั่งอยู่บนเก้าอี้พับ ในมือขวาถือปืน 11 มม. มีบาดแผลถูกยิงด้วยปืนขนาดเดียวกันที่ขมับขวาทะลุขมับซ้าย 1 นัด สมองกระจาย เลือดไหลนองพื้น ใกล้ศพพบจดหมายเขียนด้วยลายมือ 2 หน้ากระดาษ เนื้อหามีลักษณะตัดพ้อ น้อยใจ และอ้างว่าถูก นายมนตรี หลอกลวงให้ร่วมลงทุนธุรกิจ และข่มเหงคนที่ด้อยกว่า นอกจากนี้ยังกล่าวหา นายมนตรี ด้วยว่า มีการโกงนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง และมารดาของนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่ง
จากการสอบสวน นายไพสิทธิ์ เข็มรักษ์ อายุ 58 ปี คนขับรถของ นายมนตรี และเป็นผู้ดูแลบ้าน ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายประสาร ได้ขับรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีเทา ทะเบียน ศอ 8396 กรุงเทพมหานคร มาหา นายมนตรี ที่บ้าน และมีการพูดคุยตกลงปัญหาบางอย่างกัน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ นายประสารจึงใช้อาวุธปืนยิง นายมนตรี จนเสียชีวิต แล้วยิงตัวตายตาม ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตั้งประเด็นไปที่ความขัดแย้งทางธุรกิจ อย่างไรก็ตามจะต้องมีการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
 
 

ชายไทยเตรียมตัว !ครม.ไฟเขียวตั้ง “ตำรวจเกณฑ์“ มีสถานะเหมือนทหารเกณฑ์

"วิจารณ์ได้ ภาษีของเรา ลูกหลานของเรา ประเทศของเรา"
ชายไทยเตรียมตัว !ครม.ไฟเขียวตั้ง “ตำรวจเกณฑ์“ มีสถานะเหมือนทหารเกณฑ์
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำหนด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ตำรวจกองประจำการ) โดยมีสาระสำคัญคือ การจัดให้มีตำรวจกองประจำการขึ้น ในลักษณะเดียวกับทหารกองประจำการ เมื่อมีการเกณฑ์ทหารกองประจำการ นอกจากจะแบ่งกองกำลังไปยังเหล่าทัพต่างๆ แล้ว ยังต้องแบ่งสัดส่วนมายังหน่วยงานตำรวจด้วย วิธีการปฏิบัติของตำรวจกองประจำการ จะเหมือนกับทหารกองประจำการ คือประจำการ 2 ปี โดยไม่มียศ เป็นพลตำรวจ หลังจากปลดประจำการแล้วก็จะมีสถานะเหมือนทหารกองหนุน
ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้กำหนดให้ตำรวจกองประจำการ มีหน้าที่สนับสนุนภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร ตามที่ผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่ง การปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งให้ตำรวจกองประจำการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
"การกำหนดอัตราเงินเดือนและการให้ได้รับเงินเดือนของตำรวจกองประจำการนั้นให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหารมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตลอดจนเงินเพิ่มอื่น หรือเงินช่วยเหลือเช่นเดียวกับที่ทหารกองประจำการมีสิทธิได้รับตามที่กำหนดโดยคณะรัฐมนตรี ส่วนการกำหนดวินัย การรักษาวินัย โทษทางวินัย และการดำเนินการทางวินัยของตำรวจกองประจำการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร."


"ศักดิ์เจียม"สิ้นสภาพอาจารย์"ก.พ.อ."ยืนตามมติ"มธ."สั่งไล่ออก!

นายพินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)ได้มีหนังสือลงวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องขอแจ้งผลการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ

หนังสือระบุว่า ตามที่หนังสือที่อ้างถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ส่งเอกสารและพยานหไลักฐานไปยังสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)กรณีนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการตามคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ 356/2558 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อก.พ.อ.ตามมาตรา 62 แห่งพรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาพ.ศ.2547 นั้น

สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาขอเรียนว่า ก.พ.อ.ในการประชุมครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วมีความเห็นดังนี้

1.นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ยื่นเรื่องขอลาไปปฏิบัติงานในประเทศเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2557 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2557หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ได้แจ้งให้นายสมศักดิ์ ทราบถึงการพิจารณาอนุมัติการลาดังกล่าวว่าการพิจารณาเป็นไปด้วยความล่าช้าและระยะเวลาได้ล่วงเลยไปถึง 6 เดือนแล้วยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากมหาวิทยาลัย และแจ้งให้นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กลับมาปฏิบัติราชการและรับมอบภาระงานสอน แต่นายสมศักดิ์ ไม่กลับมาปฏิบัติราชการตามที่ภาควิชาได้แจ้งดังกล่าว ต่อมาเมื่อคณะศิลปศาสตร์ได้มีบันทึกลงวันที่ 26 ธันวาคม 2557 แจ้งให้นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กลับมาปฏิบัติราชการโดยด่วน นายสมศักดิ์ ก็ยังเพิกเฉยไม่กลับมาปฏิบัติราชการแต่อย่างใด 

ซึ่งในท้ายที่สุกชด มหาวิทยาลัยได้พิจารณาไม่อนุมัติการลาของนายสมศักดิ์ ดังกล่าว พฤติการณ์จึงถือเป็นการจงใจไม่ปฏฺบัติหน้าที่ราชการตามระเบียบแบบแผนของทางราชการในเรื่องการลาและการปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยและทรัพย์สินซึ่งเป็นเงินเดือนและสวัสดิการอื่นๆ ที่่มหาวิทยาลัยและคณะศิลปศาสตร์ได้จ่ายให้แก่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในระยะเวลาระหว่างนั้น เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ตามมาตรา 39 วรรคห้าแห่งพระราชบัญญัติระเบียบราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อ 55 (6) ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ด้วย

2.ข้อกล่าวอ้างของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่อ้างว่าถูกข่มขู่ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากคณะบุคคลซึ่งเข้าแย่งชิงอำนาจการปกครอง ทำให้ไม่สามารถไปปฏิบัติราชการตามปกติ การขอลาไปปฏิบัติงานในประเทศเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการดังกล่าวจึงมีเหตุผลสมควรนั้น ไม่ปรากฎพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่อย่างใด ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น 

อีกทั้ง การที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ขอให้ ก.พ.อ. ทบทวนการใช้ดุลพินิจโดยเห็นว่าการใช้ดุลพินิจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ไล่ตนออกจากราชการนั้นไม่เหมาะสมนั้น เห็นว่า ด้วยมติคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 กำหนดให้การละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่กลับมาปฏิบัติราชการอีกเลย เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งควรลงโทษไล่ออกจากราชการ แม้จะมีเหตุอันควรปรานีอื่นใดก็ไม่เป็นเหตุลดหย่อนลงเป็นปลดออกจากราชการ ซึ่งส่วนราชการจะต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ตามมติคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2531

"ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ลงโทษไล่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกจากราชการ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก.พ.อ. จึงมีมติยกอุทธรณ์ของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล"หนังสือก.พ.อ.ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 นายสมศักดิ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า "ได้ยื่นหนังสือต่อ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการ คณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่ออุทธรณ์คำสั่งไล่ออกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้ว ที่สำนักงาน สกอ. ถนนพญาไท (แหม รถติดมว้ากก ที่จอดรถก็ลำบาก ไอ้เราก็ไม่ได้ขับรถนานหลายเดือน ฮี่ฮี่)

ผมอยากขอถือโอกาสขอบคุณอย่างสูง เพื่อนจำนวนหนึ่งที่ให้ความช่วยเหลือในด้านคำปรึกษาแนะนำและ "อื่นๆ" อีกมากในกระบวนการเตรียมการอุทธรณ์นี้ ผมเสียใจที่ไม่สามารถระบุชื่อขอบคุณเป็นรายๆ ได้ หวังว่าคงมีโอกาสสักวันหนึ่ง เชื่อว่าทุกท่านคงทราบดีว่า ผมรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างสูงอยู่

ตามระเบียบ เรื่องของผมในที่สุดจะตัดสินโดย คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กพอ.) ซึ่งมี รมต.ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน โดยตำแหน่ง แน่นอน รมต. ปัจจุบันคือนายทหารของ คสช. (มีเพื่อนนักกฎหมายบางคนเสนอกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า ที่จริง ผมสามารถทำเรืองร้องเรียนให้ ประธาน กพอ. ถอนตัวเองจากการตัดสินกรณีผม เพราะต้องถือเป็น ส่วนหนึงของ "คู่กรณี" ด้วย แต่ผมไม่มีเวลาจะทำอะไรยุ่งยากขนาดนั้น)
ภายใต้ระบอบ คสช. เช่นนี้ ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ที่อุทธรณ์ก็เพื่อใช้สิทธิ์ คัดค้านการตัดสินที่ผมเห็นว่าไม่เป็นธรรม"


ภตช.ยื่นผู้ตรวจการฯ ฟัน 'ประมนต์' เข้าข่ายเลี่ยงภาษีรถยนต์

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2558 15:06

6,037 ครั้ง


ภตช.ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ฟัน "ประมนต์ สุธีวงศ์" ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าข่ายเลี่ยงภาษีรถยนต์ ยุฟันแล้ว ริบเงินคืนแผ่นดิน
วันที่ 21 ก.ค.58 เมื่อเวลา 11.00 น. ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ (ภตช.) นำโดย พล.อ.สำเริง พินกลาง ประธานภาคีเครือข่ายฯ และ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการฯ เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่าน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบจริยธรรม และการมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียของ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ปัจจุบันนายประมนต์ ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง รวมทั้งเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีข้อมูลว่ามีการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์โตโยต้าพรีอุสไม่ถูกต้อง แจ้งนำเข้าเป็นชิ้นส่วน แต่ข้อเท็จจริงกลับมีการนำเข้าเป็นตัวรถยนต์ทั้งคัน ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิลดหรือยกเว้นภาษีอากรตามความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) และประกาศกระทรวงการคลังมาตรา 12 ได้
ล่าสุด อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ฯ มีความผิดยังไม่ชำระภาษีอากรให้ถูกต้อง ฐานสำแดงเท็จจากการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ ช่วงปี 53-55 และเรียกให้ชำระคืนภาษีรวม 11,667 ล้านบาท ดังนั้น นายประมนต์ ในฐานะประธานฯ ถือเป็นผู้ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ และเป็นผู้มีส่วนได้เสีย แม้ว่าปัจจุบันคดีนี้จะมีการฟ้องร้องกันอยู่ในศาลแพ่ง
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ยังพบว่า นายประมนต์เป็นประธานคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งขึ้น และได้ส่งผู้แทน 2 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์โครงการจัดซื้อรถโดยสารเอ็นจีวีของ ขสมก. และโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน แต่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือแจ้งว่า ทั้ง 2 คน ขาดคุณสมบัติ เพราะเป็นผู้ที่เข้าเสนอราคาแข่งขันกับโครงการจัดซื้อรถโดยสารเอ็นจีวีด้วย ต้องถือว่ากระทำผิดกฎข้อตกลงคุณธรรม และกฎหมาย ป.ป.ช. ส่อทุจริตประพฤติมิชอบหรือไม่ ถ้าผู้ตรวจการฯ ตรวจสอบแล้วว่าผิดจริง มีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ให้ส่ง ป.ป.ช. ดำเนินการ และให้เรียกคืนสิทธิประโยชน์ส่วนต่าง ที่นายประมนต์ ได้รับตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เพื่อนำเงินดังกล่าว กลับมาเป็นของแผ่นดิน

คุก 4 ปี 3แดงเชียงรายผิดม.116 แขวนป้ายขอแยกประเทศล้านนา

คุก 4 ปี 3แดงเชียงรายผิดม.116 แขวนป้ายขอแยกประเทศล้านนา
Cr:แนวหน้า
22 ก.ค. 58 เฟซบุ๊ก "ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน" รายงานว่า ศาลจังหวัดเชียงราย นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ นายออด สุขตะโก นางถนอมศรี นามรัตน์ และนายสุขสยาม จอมธาร จำเลยในฐานผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และพวกอีก 3 คน ร่วมกันแขวนป้ายข้อความระบุว่า "ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กูขอแยกเป็นประเทศล้านนา"
คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 57 ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. จำเลยทั้ง 3 และพวกอีก 3 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงในอำเภอแม่สรวย ได้ร่วมกันติดป้ายข้อความ "ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กูขอแยกเป็นประเทศล้านนา" บริเวณสะพานลอยหน้าห้างเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงราย ต่อมาถูกจับกุมในช่วงเดือนมิถุนายน 57 ภายหลังการรัฐประหาร ก่อนได้รับประกันตัวออกมาต่อสู้คดี
ศาลได้อ่านคำพิพากษาโดยสรุปว่า จำเลยทั้งสามได้มีการนำแผ่นป้ายไปติดที่สะพานลอยที่เกิดเหตุจริง โดยมีภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดที่ระบุวันเวลาชัดเจน จำเลยทั้งสามมีใบหน้าตรงกับกลุ่มบุคคลที่ปรากฎในภาพกล้องวงจรปิดที่พนักงานสอบสวนจัดทำเป็นภาพนิ่ง ประกอบกับผู้ใหญ่บ้านของจำเลยเบิกความยืนยันภาพว่าเป็นจำเลยทั้งสามจริง
ศาลพิจารณาต่อว่า สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มีความแตกแยกในหมู่ประชาชน มีการจัดตั้งกลุ่มการเมืองต่างๆ ป้ายข้อความดังกล่าวจึงอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ข้ออ้างที่ว่าไม่มีความยุติธรรมต่อกลุ่มการเมืองของจำเลยทั้งสามเป็นการคิดเองเพียงฝ่ายเดียว ถ้อยคำ "ขอแยกเป็นประเทศล้านนา" มีความหมายว่าไม่ยอมรับการยกคำร้องของศาลอาญาในการขอออกหมายจับแกนนำกลุ่ม กปปส. ในช่วงนั้น เป็นการปฏิเสธอำนาจของศาลอาญาที่มีกฎหมายให้อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ไว้ มิใช้เพื่อแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต จึงมีเจตนาทำให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 116 จึงพิพากษาให้จำคุกคนละ 4 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 3 ปี และจำเลยทั้งสามไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้ 5 ปี


ไทยจีนกระชับสัมพันธ์

ไทย-จีน มุ่งมั่นกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ
Cr:ผู้จัดการ
นายกฯต้อนรับ "หยู เจิ้งเซิง" ขอบคุณจีนเข้าใจไทยอยู่ระหว่างปฏิรูปประเทศ ขอให้จีนพิจารณาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนแนวคิดเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเล เสนอเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างจังหวัดของไทยกับจีน เพื่อเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวระหว่างกัน
วันที่21 ก.ค. เวลา 15.00 น. นายหยู เจิ้งเซิง (Yu Zhengsheng) ประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายหลังการหารือ พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและยินดีที่สถาบันนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ โดยในปีนี้ครบรอบความสัมพันธ์ 40 ปีทางการทูตไทย-จีน และยังมีความสำคัญเนื่องจาก ปีนี้ ไทยและจีนจะร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา ด้วย


“พุทธอิสระ” ยื่นหนังสือจี้นายกฯเอาผิด “ธัมมชโย”

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย เดินทางมายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. โดยม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับเรื่อง เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิดกับพระเทพญาณมหามุนี หรือไชยบูลย์ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ด้วยเอาให้สึก
หลังจากที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัยความผิดของพระธัมมชโย ที่พระพุทธอิสระยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ กรณีการนำเงินออกจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของวัดพระธรรมกาย ไปซื้อที่ดินที่อำเภอชนแดนและเขาพนมพา อำเภอวังทรายพูน แล้วใส่เป็นชื่อตัวเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยมิได้แจ้งจดการได้มาลงในทะเบียนศาสนาสมบัติของวัดพระธรรมกาย และเอาผิดกับผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบหรือข้อกฎหมายให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของตน ทั้งพนักงานอัยการ ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ข้าราชการ เจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้นซึ่งถือว่าเป็นเจ้าพนักงานของรัฐผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
“ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้มูลความผิดว่า พระธัมมชโยเป็นอาบัติปาราชิก ในข้อหายักยอกทรัพย์ของวัดและอวดอุตริ อีกทั้งยังมีพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ วินิจฉัยว่าพระธัมมชโย ขาดจากความเป็นพระ จึงขอให้นายกฯ ในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐและสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เร่งรัดคดีนี้ไปตามกฎหมายปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพราะเรื่องนี้ยืดเยื้อมานาน 17 ปี สิ้นสมเด็จพระสังฆราชฯไป 2 องค์ ผ่านมาแล้ว 6 รัฐบาล แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการได้ เมื่อคสช.เข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้ให้สัญญาว่าจะบังคับใช้กฎหมายด้วยความเท่าเทียมทั่วถึงและเที่ยงธรรม ใครผิดก็ว่ากันไปตามผิด จึงขอความกรุณานายกฯให้ช่วยเร่งคดีนี้ให้จบ ก่อนที่จะมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อย่าให้สมเด็จพระสังฆราชจากไปอย่างมีมลทินเลย” พระสุวิทย์ กล่าว


ณรงค์ชัยชี้ทางรอดศก.ไทย

- สวัสดีวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2558 ครับ
- วันนี้มีประชุมครม. เวลาที่ใช้มากที่สุด คือการหารือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ทั้งงานที่ทำไปแล้ว เป็นโครงการจัดการแหล่งน้ำที่รับน้ำ แต่ฝนไม่มา และจัดการน้ำเท่าที่มี โดยมีปัญหาที่ประสบโดยเกษตรกร ทั้งที่เชื่อรัฐบาล ไม่ปลูกข้าว คอยจนคงไม่ได้ปลูก และที่ไม่เชื่อ ปลูกข้าวไปแล้ว ข้าวออกรวงแล้ว ต้องมีน้ำเลี้ยงไม่ให้ตาย แล้วรัฐบาลจะช่วยใคร คนเชื่อหรือคนไม่เชื่อ แต่สรุปแล้ว ก็ต้องช่วยทั้งสองกลุ่ม
- ที่อยากเล่าวันนี้ คือผมมางานของม.เคมบริดจ์ เป็นงานปาฐกถา เป็นเกียรติแก่ Prof. Amartya Sen นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย/เบงกาลี ศิษย์เก่า Trinity College ของม.เคมบริดจ์ ที่มีผลงานเพียบ จนได้รางวัลโนเบล วันนี้สมาคมเคมบริดจ์ โดยคุณอานันท์ ปันยารชุน ศิษย์เก่า เป็นประธาน เป็นผู้เชิญ ผู้จัด โดยให้ Dr. Haruhiko Kuroda ผู้ว่าธ.กลางญี่ปุ่น อดีต President ของ ADB เป็นองค์ปาฐก
- ขอสดุดี Prof. Amartya Sen ก่อน ท่านเก่งมาก งานเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนา แก้ไขความยากจน และความเหลื่อมล้ำ (Welfare Economics) ด้วยนโยบายราคาที่เหมาะสม และมี Social Safety Net สำหรับกลุ่มคนที่จำเป็น โดยทั้งนี้ต้องมีการเมืองที่มีธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance) จากระบอบประชาธิปไตย แต่ที่ผมติดใจ Prof. Sen คือท่านมีหนังสือ Best Seller ชื่อ The Argumentative Indian ที่อธิบายความช่างพูดของคนแขกอินเดียได้ดีที่สุด ว่าที่จริงเป็นจิตวิญญาณของคนอินเดียที่ชอบโต้เถียงกัน ด้วยเหตุผลหลักคือ ต้องการอ้างแสดงเหตุผลของตนว่า มีดีกว่าอีกฝ่าย แต่ถ้าโต้เถียงแล้ว แพ้ก็ไม่เป็นไร เราจึงเห็นคนแขกพูดมาก แต่ไม่ค่อยสู้รบตบตีกัน ความช่างพูดกลายเป็นสมบัติที่มีค่า (Asset) คือตอนมีระบบ Call Center อินเดียกลายเป็นศูนย์กลาง Call Center ของโลก เพราะคนอินเดียพูดไม่รู้จักเหนื่อย
- สำหรับ องค์ปาฐกคือ Dr. Haruhiko Kuroda ท่านพูดเรื่องทำอย่างไรจะให้เอเซียมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง คือเติบโตอย่างยั่งยืน ประเด็นคือ ใน 30-40 ปีมานี้ เศรษฐกิจเอเซีย เติบโตมาก แต่ปีสองปีมานี้ ทำท่าจะช้าลง เริ่มจากญี่ปุ่น ตามมาด้วยประเทศในเอเซียตะวันออกอื่นๆ และ ASEAN และตอนนี้จีนก็เริ่มช้าลงเหมือนกัน ซึ่งคำอธิบายคือ ประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ของระบบเศรษฐกิจไม่ได้เพิ่มเร็วพอ ที่เอเซียโตได้ดีที่ผ่านมา ส่วนสำคัญเป็นเพราะใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ทั้งคนและที่ดิน มาผลิตของขายมากขึ้น พอเริ่มใช้เต็ม ก็โตช้าลง จะต้องให้ Productivity เพิ่ม ถึงจะโตต่อได้
- แล้วเราจะเพิ่ม Productivity ได้อย่างไร…
- คำตอบอยู่ที่การบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ คือจะต้องให้ระบบราคา ในตลาดทำงานได้อย่างเต็มที่ ตามหลักของ Adam Smith จะต้องมีนวัตกรรม (Innovation) ต่อเนื่อง คืออาศัยเทคโนโลยีมาผลิตสินค้าและบริการได้ดีขึ้น มากขึ้น ด้วยทรัพยากรเท่าเดิม หรือน้อยกว่า (Joseph Schumpeter) และจะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจให้ทำงานได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น (Robert Solow) ถ้าได้ครบ ก็จะโตต่อเนื่อง
- ผมย้อนมาดูเศรษฐกิจไทย ทำทั้งหมดนี้ก็คือ ปฏิรูป ที่เรากำลังพูดกันอยู่นี่เอง คือให้มีโครงสร้างของตลาด เพื่อการค้า โครงสร้าง ของระบบการใช้ทรัพยากรเพื่อการผลิต และระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้สะดวก และโครงสร้างของกฎ/ระเบียบ ตลอดจนการใช้กฎ/ระเบียบที่เปิดเผย โปร่งใส และเป็นธรรม
- และนี่คือ วาระของชาติคือ Agenda of the Nation ที่พวกเราทุกคนต้องทำต่อเนื่องอย่างไม่จบสิ้น
- ท่านประชาชนไหวไหมครับ?
- สวัสดีครับ...

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทบ.ให้สื่อทำข่าวครั้งแรก ทบ.สหรัฐอเมริกา-ไทย

ทบ.ให้สื่อทำข่าวครั้งแรก ทบ.สหรัฐอเมริกา-ไทย ประชุมประเมินผลการฝึกและกิจกรรม ร่วมกันของปี2015และทำแผนปี2016ร่วมกัน หวังยืนยันสัมพันธ์
ที่บก. ทบ.พลโทเสริมศักดิ์ นิยะโมสถ รองเสนาธิการทหารบก เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับกลาง ระหว่างกองทัพบกไทย และกองทัพบกสหรัฐฯ ครั้งที่ 4 ที่มีผู้แทนจากฝ่ายไทย 51นาย และฝ่ายสหรัฐมีผู้แทน 25 นาย
นำโดย Maj.Gen.Todd B Mc Caffrey
รองผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก เป็นหัวหน้าคณะ
ประชุมร่วมครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความร่วมมือด้านการทหารของทั้ง 2 ประเทศ และทบทวนกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันในปี 2558 รวมถึงหารือการจัดทำแผนการปฏิบัติร่วมกันในปี 2559 ตั้งแต่วันที่ 21-24 กรกฎาคมนี้
สำหรับแผนปฏิบัติการร่วมกันในปี 2558 มีจำนวน 26 กิจกรรม ประกอบด้วย การฝึกผสมรหัส "หนุมานการ์เดียน 2015 "ที่จ.สระบุรี การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งกำลังบำรุง การจัดเจ้าหน้าที่สหรัฐฯให้คำแนะนำด้านการส้งบำรุงอากาศยาน การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองและการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
ทั้งนี้ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ผู้แทนทั้ง 2 ฝ่าย ได้ถ่ายรูปร่วมกันที่บริเวณลานอนุเสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ภายในกองบัญชาการกองทัพบกด้วย
โดยนี่เป็นครั้งแรก ที่ทบ. เชิญสื่อมาทำข่าว ประชุมนี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ทางทหาร ไทย-สหรัฐอเมริกา ที่ยังคงมีตามปกติ มีความร่วมมือกัน แม้เป็นช่วงรัฐบาลรัฐประหาร
“ทบ.ไทย-สหรัฐฯ” ถกแผนความร่วมมือทางทหารปีหน้า พร้อมเดินหน้า Cobra Gold 2016 “รองเสธ.ทบ.”เผยแผนปีนี้เดินหน้า 18 กิจกรรม ชี้“สหรัฐฯ” ไม่ได้ลดความช่วยเหลือด้านการทหาร โปรยยาหอมปีหน้าหลังเลือกตั้งทุกอย่างเหมือนเดิม พร้อมระบุ สหรัฐฯ พร้อมขายอาวุธให้ไทย แต่กองทัพติดปัญหางบฯ
ที่กองบัญชาการกองทัพบก ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.)
กองทัพบกเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าบันทึกภาพช่วงเปิดการประชุมผู้บริหารระดับกลาง ( Executive Steering Group : ESG) ระหว่างกองทัพบกไทย และกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 มีฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ
โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นตามการอนุมัติหลักการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 23 ส.ค.2554 ที่มีความมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาและเสริมสร้างความร่วมมือด้านการทหาร และการประชุมครั้งนี้จะมีการทบทวนกิจกรรมที่ดำเนินการ่วมกันในปี 2558 และจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมในปี 2559 กำหนดการประชุมระหว่างวันที่ 21-24 ก.ค.นี้
สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ฝ่ายไทยมีจำนวน 51 นาย ประกอบด้วย กรมฝ่ายเสนาธิการ และหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก โดยมี พล.ท.เสริมศักดิ์ นิยะโมสถ รองเสนาธิการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนกองทัพบก และฝ่ายสหรัฐฯ จำนวน 25 นาย ประกอบด้วยผู้แทนกองทัพบกสหรัฐฯ กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิค และ JUSMAGTHAI โดยมี Lt.Gen.Todd B.Mccaffrey เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุม 76นาย
อย่างไรก็ตามกองทัพบกจะได้นำคณะผู้แทนกองทัพบกสหรัฐฯ ไปทัศนศึกษาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และ เยี่ยมชมโรงเรียนเสนาธิการทหารบก กรมการทหารช่าง และ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าด้วย
พล.ท.เสริมศักดิ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า สำหรับกิจกรรมตามแผนการปฏิบัติร่วมระหว่างกองทัพบกไทย กับกองทัพบกสหรัฐฯ ประจำปี 2558 มีทั้งหมด 26 กิจกรรม ดำเนินการแล้ว 18 กิจกรรม และอยู่ระหว่างดำเนินการ 8 กิจกรรม เช่น กรมฝึกรหัสหนุมานการ์เดี้ยน 2015 จำนวน 11 กิจกรรมที่จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสระบุรีเมื่อวันที่ 15-26 มิ.ย.58 การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งกำลังบำรุง
โดยฝ่ายไทยจัดเสนาธิการศึกษารายงานด้านการส่งกำลังบำรุงไปที่มลรัฐเท็กซัส เวอร์จิเนีย และวอชิงตันดีซี ในเดือน มิ.ย.58 การจัดเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้คำแนะนำด้านการส่งกำลังบำรุงอากาศยาน ที่ศูนย์การบินทหารบก จ.ลพบุรี ในห้วงเดือน มี.ค.-ก.ย.58 การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองกำหนดดำเนินการในเดือน ส.ค.58 ที่มลรัฐฮาวาย การแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
โดยฝ่ายสหรัฐฯ จัดนักเรียนนายร้อยสำรอง (ROTC) มาศึกษาวัฒนธรรมและสอนภาษาให้กับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯจำนวน 8คณะในเดือน พ.ค.-ส.ค.58
รวมถึงการฝึกร่วมผสมภายใต้รหัส Balance Torch ซึ่งมีการฝึกเตรียมการไปแล้ว และจะมีการฝึกจริงในช่วงปลายเดือนนี้ นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือด้านอื่น เช่นด้านการแพทย์ ในส่วนของไทยได้เสนอจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน ที่กรมแพทย์ทหารบกเพื่อจัดทีมแพทย์ไปช่วยเหลือประเทศในอาเซียนในกรณีที่ประสบปัญหาภัยพิบัติ
อย่างไรก็ตามกิจกรรมต่างๆ ตามแผนงบประมาณปี 58 จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามที่ได้จัดทำแผนไว้
พล.ท.เสริมศักดิ์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทย และ สหรัฐฯ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ว่าทางสหรัฐฯ ได้แจ้งว่าในปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้ลดความช่วยเหลือทางด้านการทหาร และเข้าใจปัญหาบ้านเราโดยเฉพาะสถานการณ์ด้านการเมือง เมื่อไทยมีการเลือกตั้งโดยสมบูรณ์ตามโรดแม้พที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางไว้ คิดว่าในปีหน้าความร่วมมือคงเหมือนเดิม เพราะความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทย และสหรัฐฯ มีมาอย่างยาวนาน แม้หลังวันที่ 22 พ.ค.57 จะมีการพูดถึงการลดขนาดฝึกCobra Gold 2015 ลง แต่ก็ลดกำลังพลของกองทัพบกลงไปบ้างซึ่ง การฝึกเป็นไปตามแผนเดิม สำหรับแผนการฝึกในปีงบประมาณ 2559 ส่วนการฝึกCobra Gold ยังเป็นไปตามแผนเดิม
การประชุมในวันนี้จะการหารือในรายละเอียดว่าในปี 2559 จะฝึกอย่างไรบ้าง โดยบางส่วนเพิ่มขึ้น แต่บางส่วนที่ไม่มีความจำเป็นก็ตัดออกและเพิ่มในเรื่องใหม่ๆ เข้าไป โดยคอบร้าโกลด์ 2016 จะเน้นการฝึกในสถานการณ์ที่ไม่ใช่สงครามเป็นหลัก
รองเสนาธิการทหารบก กล่าวว่า การช่วยเหลือของสหรัฐฯ ด้านยุทโธปกรณ์นั้น ในที่ประชุมไม่ได้พูดถึง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ทางสหรัฐฯ มีกับไทย และไม่ได้ยกเลิก สำหรับที่มีข่าวว่าสหรัฐฯ ตัดงบฯ ด้านการทหารหลัง วันที่ 22 พ.ค. นั้น มองว่าความจริงงบฯช่วยเหลือถ้าคิดแล้วก็ไม่ได้มากมาย ซึ่งเราก็ช่วยเหลือตัวเองพอสมควร จะมีบางสิ่งที่มีความจำเป็นที่ต้องจัดหา เช่น ยุทโธปกรณ์บางส่วน เราขอความร่วมมือไป แต่ไม่ใช่ได้มาฟรี แต่ซื้อในราคามิตรภาพหรือ แบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งทางสหรัฐฯ ก็ไม่ได้บอกว่าจะตัดความช่วยเหลือในด้านนี้ลง ในอดีตเราใช้ยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ มาก แต่เพราะราคาค่อนข้างสูง ขณะที่งบประมาณของเราก็ค่อนข้างจำกัด ก็ต้องจัดหาจากประเทศอื่นเพื่อทดแทนเพราะยุทโธปกรณ์ที่เสื่อมไปตามสภาพ
โดยการซื้อขายของไทย กับสหรัฐฯ ยังคงเป็นระบบFMS ที่สหรัฐฯ ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลก่อน และสหรัฐฯ ก็ต้องดูว่าประเทศใดมีความสัมพันธ์กับเขาและเป็นประชาธิปไตย จึงจะขายให้
" ยืนยันว่าช่วงที่ไทยยังไม่เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยจะไม่ส่งผลกระทบต่อความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ มีต่อกองทัพไทย"
ทั้งนี้ การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของสหรัฐ ฯ เช่นการจัดหาเฮลิคอปเตอร์นั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องงบประมาณของเราเอง เพราะเราต้องซื้อเงินผ่อน และอยากได้ของก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเขาจะยอมรับเงื่อนไขเราได้หรือไม่


สาวม.6 ส่งกระดาษคำตอบด่า'บิ๊กตู่' อ้างทหารยัดเยียด'ปชต.จอมปลอม'

สาวม.6 ส่งกระดาษคำตอบด่า'บิ๊กตู่' อ้างทหารยัดเยียด'ปชต.จอมปลอม'
Cr:แนวหน้า
21 ก.ค.58 ณัฐนันท์ วรินทรเวช นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเลขาธิการกลุ่ม "การศึกษาเพื่อความเป็นไท" ซึ่งเคยถูกเชิญออกจากรายการโทรทัศน์ หลังสอบถามนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ว่าการเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบ ถือเป็นการคอร์รัปชั่นหรือไม่? ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nattanan Warintarawet’ โดยอ้างว่า ตัวเองปฎิเสธทำข้อสอบ "วิชาหน้าที่พลเมือง" แต่ได้เขียนข้อความถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. โดยมีใจความต่อต้านการปกครองในรัฐบาลเผด็จการ โดยอ้างเหตุผลว่า วิชาหน้าที่พลเมือง เป็นวิชาที่ถูกยัดเยียดโดยรัฐบาลทหาร ที่ยัดเยียดแนวคิดแบบเดียว และปฏิเสธการโต้แย้งแสดงความเห็นต่างตามวิถีประชาธิปไตย พร้อมยืนยันว่า จะไม่ยอมรับการผูกขาดทางศีลธรรมโดยเผด็จการ โดยยืนยันเจตนารมณ์ ที่จะแสดงอารยะขัดขืน
ณัฐนันท์ โพสต์ข้อความดังนี้
จากหน้ากระดาษว่างเปล่า ถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
วันนี้ ฉันตัดสินใจส่งกระดาษคำตอบวิชาหน้าที่พลเมือง โดยที่ไม่ได้จรดปากกาลงเขียนอย่างอื่นนอกจากชื่อ-นามสกุล และเลขที่ของฉัน
ใช่ ฉันส่งกระดาษคำตอบอันว่างเปล่าให้อาจารย์
วิชาหน้าที่พลเมือง เป็นวิชาที่รัฐบาลเผด็จการของท่านบังคับให้พวกเราเรียน
เป็นวิชาที่เต็มไปด้วยการยัดเยียดแนวคิดแบบเดียว และปฏิเสธการโต้แย้งแสดงความเห็นต่างตามวิถีประชาธิปไตย
ในข้อสอบข้อหนึ่ง..กลุ่มนักศึกษาถูกโจมตีให้กลายเป็นกลุ่มเยาวชนที่ต่อต้านและมุ่งทำลายความเป็นไทย
ความมุ่งมั่นของประชาชนที่ร่วมลงชื่อเรียกร้องการปล่อยตัวถูกลดทอนให้กลายเป็นช้อยส์ที่ผิดข้อหนึ่งและเป็นเพียงการกระทำที่ไม่ส่งเสริมความเป็นไทยเท่านั้น
ฉันไม่สามารถบังคับตัวเองให้เขียนในสิ่งที่ฉันไม่เชื่อได้
ฉันไม่สามารถบังคับตัวเองให้กากบาทลงช่องสี่เหลี่ยม เพื่อตอบชุดคำถามที่ชี้นำ และโจมตีเพื่อนของฉันที่ถูกจับเข้าคุกนานนับสิบวันได้
เนื้อหาในวิชาหน้าที่พลเมือง ล้วนออกแบบมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการผูกขาดความดีงามของพวกท่านผ่านการยัดเยียดค่านิยม12ประการ
พวกท่านเป็นคณะรัฐบาลเผด็จการที่ไม่มีแม้ความชอบธรรมในการปกครอง แต่กลับพยายามตั้งตนเป็นนักบุญผู้มีสิทธิ์ขาดในการชี้ถูกผิดให้กับประชาชนทั้งประเทศ
บังคับให้เหล่านักเรียนผู้ไม่มีทางเลือกท่องค่านิยมเหล่านั้นแบบนกแก้วนกขุนทอง
ท่านบัญญัติค่านิยม12ประการขึ้นมาเพื่อกะเกณฑ์ศีลธรรมของสังคม
แต่ท่านดีพอแล้วหรือ ที่จะมาสั่งสอนประชาชน บังคับให้พวกเราเห็นดีเห็นงามไปกับท่าน?
หนึ่งปีที่ผ่านมา เพียงพอแล้วหรือยังที่จะพิสูจน์ความบกพร่องในหน้าที่ของท่าน?
ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า เศรษฐกิจได้รับความเสียหาย แต่ท่านก็ยังไม่ตระหนักถึงความบกพร่องของตนเอง กลับเทศนาสั่งสอนคนอื่น ทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าประชาชนธรรมดาทั่วไปเลย
ฉันปฏิเสธการสอบวิชาหน้าที่พลเมือง ไม่ใช่เพื่อที่จะคัดค้านหลักการบางประการของค่านิยมชุดนั้น เพราะหลายข้อก็เป็นคุณค่าที่ได้รับการยอมรับอย่างสากลอยู่แล้ว
แต่ฉันปฏิเสธการปลูกฝังชุดความคิดแบบเดียวผ่านระบบการศึกษา และการพยายามตั้งตนเป็นคนดีมีศีลธรรมสูงส่ง และยัดเยียดคำสอนของตนให้ผู้อื่น แบบที่พลเอกประยุทธ์กำลังกระทำอยู่
กลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุดจากการยัดเยียด ก็คือเด็กนักเรียนซึ่งไม่มีปากเสียงใดๆ ในระบบการศึกษาของประเทศแห่งนี้
พวกเราต้องจำยอมท่องจำคำสอนจากคนที่เราไม่เห็นด้วย เพียงเพื่อแลกเศษคะแนน ที่เปรียบเสมือนคำพิพากษาอนาคตของพวกเรา
ฉันเชื่อว่า ฉันไม่ใช่เพียงคนเดียวที่รู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศเช่นนี้
แต่ฉันอาจเป็นเพียงคนเดียว ที่ปฏิเสธการสอบวิชานี้ด้วยเหตุผลทางมโนธรรม เพื่อส่งสาสน์ไปถึงผู้มีอำนาจของประเทศ
สาสน์ของฉันมีเพียงสั้นๆเท่านั้น:
"ฉันไม่ยอมรับการผูกขาดทางศีลธรรมโดยเผด็จการ"
เนื่องจากการกระทำครั้งนี้เป็นการแสดงเจตจำนงค์ที่ผ่านการไตร่ตรองมาดีแล้ว ฉันยินดีที่จะถูกปรับคะแนนเป็นศูนย์สำหรับการสอบครั้งนี้ และดำเนินการตามระเบียบแผนของนักเรียนทั่วๆ ไปที่สอบตก
ฉันยังมีความเคารพแด่อาจารย์ที่ฉันนับถือตลอดมา การแสดงเจตนารมณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่การต่อต้านท่าน เหตุเพราะฉันไม่มีความเกลียดชังใดๆ ต่ออาจารย์หลายท่านที่มีความเปิดกว้างและยอมรับการแลกเปลี่ยนความเห็นกับฉันเสมอมา
ท้ายที่สุด ฉันขอสารภาพว่า ในตอนแรกฉันมีความคิดที่จะทำข้อสอบตามปกติ และเขียนในสิ่งที่ตนไม่ได้เชื่อ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาและใช้ชีวิตมัธยมปีสุดท้ายอย่างราบรื่น
แต่ฉันไม่อาจทรยศต่อความเชื่อของตนเอง รวมถึงอีกหลายพันคนที่ร่วมลงชื่อคัดค้านค่านิยม12ประการในแคมเปญของกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทเมื่อปีที่แล้วได้
ฉันจึงกระทำอารยะขัดขืน และได้เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อแสดงความคิดอ่าน และเจตนารมณ์ของฉัน ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
ด้วยรัก
ณัฐนันท์


เสียงวิจารณ์ กรรมการสิทธิ์ฯ


ถ้าการสรรหา “กรรมการสิทธิฯ” ถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศ ก็คงได้รับ “ธงแดง” เหมือนกรมการบินพลเรือน เมื่อต้นปี ICC กลไกของ UN OHCHR โดย Sub-Committee on Accreditation (SCA) เพิ่งประเมินผลการทำงานของกสม. และเสนอให้ “downgrade” กสม.ลงไปหนึ่งขั้น เพราะละเมิดหลักการ Paris Principles (1) ICC วิจารณ์กระบวนการสรรหาว่าไม่หลากหลาย ไม่มีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม (2) กสม.ทำงานไม่ตอบสนองกับเหตุการณ์ละเมิดสิทธิที่รุนแรง อย่างกรณี “ขอคืนพื้นที่ปี 53” กสม. ใช้เวลารวบรวมข้อมูลสามปี และ (3) ขาดความเป็นอิสระ เจ้าหน้าที่ของกสม. แสดงความเห็น-จุดยืนทางการเมืองขณะปฏิบัติหน้าที่ พูดง่าย ๆ “ลำเอียงและไม่เป็นกลาง”

มีการแก้ไขอย่างไรบ้างในแง่กระบวนการสรรหา? มีการลดจำนวนกรรมการสรรหาเหลือ 5 คนคือ ประธานศาลฎีกา + ศาลรธน.+ สนช. ที่เพิ่มเข้ามา แทนที่จะเป็นตัวแทนจากภาคประชาสังคมเหมือนที่กสม.เสนอทาง ICC กลับเป็นอาจารย์และอดีตผู้พิพากษาทั้งคู่ (คุณเพ็ง เพ็งนิติและคุณเฉลิมชัย วสีนนท์) ซึ่งไม่มีผลงานกับภาคประชาสังคมหรือผลงานด้านสิทธิมนุษยชนใด ๆ
ผลลัพธ์ของกระบวนกา/กรรมการรสรรหาที่พิกลพิการ เราจึงได้กรรมการสิทธิฯ หน้าตาประหลาด ๆ (ด้วยความเคารพ ยกเว้นคุณอังคณา นีละไพจิตร) โดยเฉพาะ “บวร ยสินทร” เจ้าพ่อกระทิงแดงเนี่ย “เป็นกลาง” “ไม่ลำเอียง” หรือ? เอะอะก็จะกำจัดขยะแผ่นดิน ใครเขาจะไปกล้าร้องเรียนกับคุณ? น่าสมเพชเวทนา ความจริงองค์กรนี้จะถูกยุบไป คงไม่มีคนโหยหาอะไร เปลืองเงินเปล่า ๆ
ปล. สิ่งที่กสม.รับปากจะแก้ไขในแง่กระบวนการสรรหาคือการเพิ่มตัวแทนสองคนเข้าไปในกรรมการสรรหา แล้วเป็นไงล่ะ?
“NHRCT had acknowledged concerns about the lack of participation in the selection process and indicated that it is advocating that the General Meeting...(to) select two members from civil society.”


บิ๊กโด่ง ยัน คสช.ไม่อนุญาต นักการเมืองในบัญชีคสช. ไปต่างประเทศ พบ"ทักษิณ" อวยวันเกิด26 กค.

บิ๊กโด่ง ยัน คสช.ไม่อนุญาต นักการเมืองในบัญชีคสช. ไปต่างประเทศ พบ"ทักษิณ" อวยวันเกิด26 กค.หวั่นไปหารือ สร้างความวุ่นวาย ล้มรัฐบาล เตือนอย่าทำ ประชุมลับประเทศนั้นประเทศนี้ ส่วน"ยิ่งลักษณ" ยังไม่ขอไปไหน เพราะติดศาล
พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผบทบ./เลขาฯคสช./รมช.กห. ยันคสช.ไม่อาจอนุญาตให้นักการเมืองไปตปท.พบ"ทักษิณ"อวยวันเกิด เตือนถ้าขอมาต้องบอกไปไหน ถ้าขอไปพบ "พตท.ทักษิณ ชินวัตร " คงไม่อนุญาต หากว่าไปพบ มีประชุมลับทำเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย ถ้ารู้เราก็คงให้ไปไม่ได้ เผยตอนนี้ยังไม่เห็นว่า มีใครขอไปตรงๆ มีแต่ขอไปต่างประเทศ มาเยอะ ขอไปตปท.กันทุกวัน ถ้าไปเยี่ยมญาติ ไปเที่ยว ทัศนศึกษา ไปเรื่องธุรกิจ เราก็อนุญาต ก็ยึดตามหลักการ แจ้งมาล่วงหน้าแผนการเดืนทาง ไปที่ไหน ทำอะไร ระยะเวลา
"ผมว่า มันไม่ควรนะที่จะไปวางแผนประขุมกันในประเทศนั่นประเทศนี่ เพื่อหาทางทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ เกิดความไม่สงบ แล้วผมเป็นฝ่ายความมั่นคง ผมจะยอมได้อย่างไร"...เผยมีบางราย ขอมาแต่ คสช.เราดูว่าไม่เหมาะสม อาจเกิดความวุ่นวายขึ้น ก็ขอให้ชะลออกไปออก ส่วนใหญ่ก็เข้าใจ ผมจำเป็นที่จะต้องดูแลให้เกิดความเรัยบร้อย เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปเป็นปกติอย่างที่ต้องการกันโดยเร็ว
ส่วน อดีตนายกฯ"ยิ่งลักษณ์" ไม่ได้ขอมา ไปตปท. เพราะมีคดี ก็ต้องขึ้นอยู่กับ ศาล จะอนุญาตหรือไม่ ยัน"ยิ่งลักษณ์"ยังไม่น่าจะไปต่างประเทศไม่ได้ เพราะต้องให้ศาลอนุญาต เนื่องจากมีคดี แต่ก็ไม่มีขอมา หรือขอไปพบ"ทักษิณ"


นายกฯ สงสัย ม็อบถ่านหิน ไม่อดข้าวจริง จะส่งคนไปดู บอกขอให้อดจริง จะเตรียมรพ.ให้

 นายกฯ สงสัย ม็อบถ่านหิน ไม่อดข้าวจริง จะส่งคนไปดู บอกขอให้อดจริง จะเตรียมรพ.ให้
พลเอกประยุทธ์ นายกฯ เผย จะส่งคนไปดู พวกอดข้าวประท้วงต้านโรงไฟฟ้า"ถ่านหิน"ที่กระบีา หน้าทำเนียบฯ นั้นอดจริงมั้ย ถ้าอด ต้องอดให้จริงนะ ผมพร้อมช่วยเรื่องรพ.เปรย อดจริงปะไม่รู้ กลางคืนแอบกินหรือเปล่า สมัยก่อนเคยมีขุดรูข้างล่าง แต่นี่อาจอดจริงก็ได้ แต่ก็รู้กันดี อดข้าวอดน้ำ 3วันตายแล้ว ระบุเดือนหน้า มีกม.การชุมนุม ออกมา....วอนอย่าต่อต้านการกาพลังงานทดแทน...เผยจะ ขอความร่วมมือ สปช สนช. เพราะมีกม.หลายตัว รวมทั้ง รัฐต้องชี้แจงผลกระทบ ด้านต่างไ เข่น มลภาวะ มีมั้ย พาไปดู เช่น แม่เมาะ หรือโรงขยะ อยุธยา ถ้ายังไม่มีมาทดแทน อีกไม่นาน ราคาไฟฟ้าสูงแน่ แต่ตอนนี้ ราคาน้ำมันยังไม่ขึ้น เลยยังอยู่ได้ ยันไม่ง่ายผันน้ำต่างประเทศ มาใช้ใครจะให้ เช่นจาก สาละวิน ต่องเอาที่ ไหลมาในฝั่งเรา แล้วเราต้องเจาะภูเขา 4-5ลูกตอนนี้ต้องใช้ แสนกว่าล้าน จากเมื่อก่อน ใช่แค่ 4หมื่นล้าน


ไมค์ไม่เป็นใจ...

นายกฯรับแก้ไข เสียงติ ระบบตรวจกระเป๋า สนามบินดอนเมือง
นายกฯ เดี่ยวไมโครโฟน หน้าตึกนารีสโมสร...
วอนสื่ออย่าตีข่าว สนามบินดอนเมือง เขามีเหตุผล พอเข้มงวดตรวจกระเป๋า คนก็เข้าคิวยาว ก็มีปัญหา เล่นข่าว จนกลบสิ่งดีๆที่ทำมาหมด เราต้องเอาสี่งดีๆ ออกมา การค้าการลงทุนจะได้ดี เศรษฐกิจดี ประชาชนจะได้มีความสุข ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องติกันทุกเรื่อง แล้วอะไรมันจะดีขึ้นมา ประเทศมันก็ไม่เดินหน้า อันไหน ไม่ดี บอกมา ครั้งเดียว ก็พอแล้ว รัฐบาลรับทราบ จะแก้ไขให้ทุกเรื่องอยู่แล้ว.....แต่พูดๆอยู่ ไม่ทันไร ไมค์ไม่ดัง เปลี่ยนไมค์ 2-3อัน ก็ยังไม่ดัง นายกฯเลยเลิกพูด เดินขึ่นไปประชุม ครม. เลย


วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปปช.เร่งไต่สวนคดี"โต้ง"จีทูจีข้าวอินโดฯเอื้อ"สยามอินดิก้า"


วันนี้( 19 กรกฎาคม) นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหานายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก เปิดประมูลให้เอกชนดำเนินการปรับปรุงข้าวเพื่อส่งมอบให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย (BULOG) ตามสัญญาการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 3 แสนตัน ว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการไต่สวนอยู่ โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้เชิญพยานเข้ามาให้ถ้อยคำจำนวนหนึ่งแล้ว และปัจจุบันจะเชิญพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากองค์การคลังสินค้า (อคส.) เข้ามาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ด้วย ซึ่งหลังจากนี้คงมีการรวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน ให้ตรวจสอบนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรมว.พาณิชย์ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ว่ามีพฤติกรรมละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ กรณีที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลตัวแทนปรับปรุงข้าว เพื่อส่งมอบให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย (BULOG) ตามสัญญาการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 3 แสนตัน เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ทั้งนี้ ช่วงเดือน ก.ย. 2557 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้เข้าให้ถ้อยคำกับคณะอนุกรรมการไต่สวน ในฐานะพยานเรียบร้อยแล้วด้วย.