PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

"บิ๊กจิ๋ว"เปิดบ้าน จี้คสช.สละอำนาจโดยเร็ว ค้านอยู่ต่อห้าปี

"พล.อ.ชวลิต" เปิดบ้าน จี้คสช.สละอำนาจโดยเร็ว ค้านอยู่ต่อห้าปี เตือนซ้ำรอบอดีตตอนเข้าได้ออกไม้ ออกไปได้ก้อนอิฐ

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดบ้านพักซอยปิ่นปรภาคม เพื่อให้สัมภาษณ์ถึงร่างรัฐะรรมนูญ และได้ทำทำจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวไทยผู้รักชาติ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลทั้งในและนอกเครื่องแบบ ประมาณ 10 คนร่วมสังเกตการณ์ แต่ครั้งนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารเฝ้าสังเกตการณ์และบันทึกภาพเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา 

ทั้งนี้จดหมายเปิดผนึก ระบุว่า นับแต่ คสช.อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติและความขัดแย้งของบ้านเมืองตั้งแต่วันที่22 พ.ค.57 ซึ่งสามารถระงับยับยั้งความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง แต่จากการบริหารงานมาครบ 2 ปี ปรากฏว่าแนวทางที่รัฐบาล คสช.กำลังดำเนินการกลับมีแนวโน้มนำไปสู่ความขัดแย้งในบ้านเมืองยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจเข้าสู่ยุคเงินฝืด ประชาชนขาดกำลังซื้อ การส่งออกลดลงอย่างรุนแรง 

ขณะที่การร่างรัฐธรรมนูญที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการยกร่าง นั้น ได้รับการต่อต้านจากหลายภาคส่วนมากยิ่งขึ้น โครงสร้างและเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยที่อำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังถอยหลังเข้าคลองหลายสิบปี ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับปรุงก่อนไปสู่ขั้นตอนการจัดทำประชามติ มีข่าวว่ารัฐบาลพยายามทุกวิถีทางผลักดันเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ประชามติให้ได้ ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็มีเครือข่ายเตรียมการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและไม่ให้ประชามติครั้งนี้ผ่านไปได้ 

“จากประสบการณ์ในชีวิตของข้าพเจ้าที่ได้มีส่วนเข้าไปแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศช่วงที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าเป็นการยากที่ คสช. และรัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและรุมเร้าอยู่ได้ และทราบว่าเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมาผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่องค์กรสหประชาชาติ ฝ่ายการเมืองและคณะได้เดินทางมาประเทศ ไทยเพื่อติดตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยหวังให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย” 

เนื้อหา ระบุอีกว่า จากปัญหาที่ซับซ้อนดังกล่าว การเสียสละอำนาจของ คสช.ถ้าไม่เกิดขึ้นโดยเร็วก็ยากที่จะขจัดปัญหาให้หมดสิ้น ซึ่งจะตกเป็นภาระแก่ชนรุ่นหลัง ในฐานะนายทหารรุ่นพี่ขอร้อง คสช.ไตร่ตรองปัญหาประเทศโดยเมื่อท่านได้ทำหน้าที่รักษาความสงบของบ้านเมืองแล้วก็ควรจะเสียสละอำนาจส่งต่อภาระหน้าที่ให้กับคณะกรรมการกลางที่จะมาจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันบริหารจัดการให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2559 เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 

จากนั้น พล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์ถึงร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนกับนายมีชัยและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยทำงานร่วมกันมา ก็ไม่ทราบว่าจะผ่านหรือไม่ แต่ขอให้ช่วยร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับที่ดีที่สุด จะได้ไม่ถูกฉีกอีก ทั้งนี้ ขอให้นายมีชัยยืนอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง อย่าถึงขั้นต้องรับคำสั่งโดยตรง อย่าต้องถึงขั้นเดินให้ตรงเปี๊ยะ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับคำสั่งจาก คสช.​เพื่อให้ประชามติผ่านหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่ตนมองว่าอยากให้ทหารถอนตัว เพราะไม่ใช่หน้าที่ของทหาร 

เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาล คสช.จะอยู่ต่อช่วงเปลี่ยนผ่านไปอีก 5 ปี พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า จะเป็นไปได้อย่างไร บอกหลายทีแล้วว่า คสช. มีภาระหน้าที่แค่ไหน ท่านเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเท่านั้น มีหน้าที่แค่นี้ จะขออยู่ต่ออีก 5 ปีได้อย่างไร แค่ 5 เดือนก็ไม่ไหวแล้ว เพราะตลอด 2 ปีที่บริหารประเทศก็เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร ยิ่งมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีก็ยิ่งแย่ เป็นไปไม่ได้ ส่วนถ้า คสช.อยู่ต่อแล้วอาจจะเหมือนอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ตอนเข้ามาได้ดอกไม้ พอออกไปก็ได้รับก้อนอิฐ 

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับการเคลื่อนไหวและการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในช่วงนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เชื่อว่าท่านคงพูดด้วยความเป็นห่วงบ้านเมือง 

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า อยากให้คนไทยมีงานทำ อยากให้นายกฯ เอาของไปขายต่างประเทศ จะทำเป็นรถเข็นใช้ชื่อ “รถจันทร์โอชา” ก็ได้ เป็นรถขายข้าวราดแกง เอาไปตั้งขายตามเมืองต่างๆ ที่บริโภคข้าวไทย ซึ่งจะทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ทำเป็นจอมอนิเตอร์แสดงสินค้าโอท็อปไปขายด้วยก็ดี คนไทยจะได้ไม่ตกงาน

สร้าง 'เยาวชน' ฐานประชามติ กับเนื้อหาว่าด้วย 'ในหลวง'


สร้าง 'เยาวชน' ฐานประชามติ กับเนื้อหาว่าด้วย 'ในหลวง'

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
 ศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 00:00:09 น.

เป็นช่วงเดินสายของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) นำโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ในฐานะประธานฯ จัดทำ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการไปพูดทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับร่าง รธน.ฉบับใหม่ พร้อมไปกับการรับฟังข้อเสนอแนะ ก่อนจัดทำร่างสุดท้าย เพื่อเตรียมนำไปลงประชามติ โดยกลุ่มแรกคือ "หน่วยทหาร" ซึ่งกำลังพลต้องใช้ "เนื้อหา" เหล่านั้นไปทำความเข้าใจ และชี้แจงถึงรายละเอียดให้ครอบครัว พร้อมทั้งมวลชนในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เพื่อให้ออกมาลงประชามติในช่วงเดือนกรกฎาคม ตาม"โรดแมป" ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ได้จัดกิจกรรม "เสวนาการรับรู้ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อความผาสุกที่ยั่งยืน" ที่ห้องประชุมโชติปาโล โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี โดยมีเรือโทกฤษณ์ จินตเวช นายอำเภอบางกรวย เป็นเจ้าบ้าน ซึ่งในงานได้เชิญนายมีชัย ฤชุพันธุ์  บรรยายถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีการเสวนาจากตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ ตัวแทนจากโรงเรียน ซึ่งในงานมีนักเรียนจากทั้ง 300 โรงเรียนมาร่วมกิจกรรมรวม 600 คน  พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าส่วนราชการและประชาชนประมาณ 200 คน

ขณะที่ พลตรีสุรใจ จิตต์แจ้ง ผบ.พล.ปตอ. ระบุว่า ในฐานะผู้ประสานงานจัดกิจกรรม คาดหวังให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องการกระตุ้นให้สังคมตระหนักในการออกไปใช้เสียง สิทธิเสรีภาพของตนเองต่อร่าง รธน. กิจกรรมวันนี้มีความมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจ และให้ทุกคนใช้ดุลยพินิจและวิจารณญาณในการลงประชามติอย่างไร ซึ่งในระหว่างนี้เรายังสามารถเสนอแนะต่อกรรมการร่าง รธน.

ซที่สำคัญคือ การเปิดเวทีให้กับอนาคตของชาติ เพราะหลายคนอายุเพิ่ง 18 ปี หลายคนมีสิทธิ์มีเสียงที่จะลงคะแนนได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะอยู่กับคนไทยไปอีกนาน การเสวนาครั้งนี้จึงเกี่ยวพันกับเรา " ผบ.พล.ปตอ. ระบุ

ที่น่าสนใจคือ การ บรรยายพิเศษ เรื่อง "การปกป้องและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข"  โดย พันเอกถิรวัฒน์ บุญเพ็ญ ราชองครักษ์ ประจำกรมราชองครักษ์ ที่ระบุว่า

"ปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำงานครบ 70 ปี ดีพอหรือยังที่มีใครมาพูดถึงพระองค์ท่านว่าทำอะไรเพื่อคนทั้งประเทศแล้วเราจะนั่งตัวตรงฟัง ถ้าคิดได้แล้วช่วยกัน เชื่อว่าเราจะสู้อะไรได้หลายๆ อย่างในโลกนี้ ทั้งอาเซียนและสหภาพยุโรป แต่อยากให้หันมาดูตัวเองและหันมาทำอะไรเพื่อพระองค์ท่าน เพราะอย่างน้อยเมื่อทำตอนนี้ก็ได้ทำช่วงที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีชีวิตอยู่ วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะกลับมามองตรงนี้ หันมาทำอะไรเพื่อพระองค์ท่านอย่างจริงจัง อยากให้เริ่มทำตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีชีวิตอยู่ ซึ่งท่านทำงานตั้งแต่ทรงอายุ 16 ปี........

......จุดเปลี่ยนในชีวิตของผมมาจากคุณยายของผมเองที่ไปเก็บขยะขาย ซึ่งได้บอกผมว่า เงินแค่บาทเดียวดูไม่มีความสำคัญ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นของเรา คำพูดนั้นส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ ในเมื่อในหลวงเป็นของพวกเรา ทำไมไม่ดูแลพระองค์ท่านบ้าง ผมเกิดมาในช่วงที่พระองค์ท่านทำงานอยู่ ผมบรรยายมากว่า 20 ปีทั่วภูมิภาคของประเทศ แต่ไม่เคยพูดเรื่องการเมือง สิ่งที่ผมอยากจะพูดคือ อยากให้เด็กๆ ทุกคนเป็นกลไกสร้างความสำนึกให้กับประเทศในอนาคต เด็กรุ่นใหม่ก็สามารถดูแลประเทศได้ เพียงต้องให้โอกาส"

เขายังบอกว่า คนไทยชอบรอให้คนอื่นช่วยเหลือ แต่เมื่อคนที่เข้ามาช่วยเหลืออ่อนแรงลงก็จะหันกลับมาพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มักจะช่วยสิ่งที่เรามองไม่เห็นเท่านั้น เมื่อหมดหนทางคนไทยจะหันมาโทษกันเอง และหาคนถูกคนผิดจนทะเลาะกัน ผมไปบรรยายมาหลายที่ และถามเยาวชนมามากว่าเคยเห็นผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในหมู่บ้านหรือในพื้นที่นั้นๆ หรือไม่ แต่เด็กไม่มีใครยกมือ เพราะตั้งแต่เด็กๆ อายุ 4 ขวบก็จะเห็นภาพผู้ใหญ่ทะเลาะกันทั้งที่บอกให้เด็กรู้จักคำว่าสามัคคี ดังนั้นโมเดลที่ประเทศไม่สามารถทำได้ คือ การสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นต่อคนในชาติ สุดท้ายต่อให้ทะเลาะกันแค่ไหนเราก็คือคนไทยต้องอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน ก็คือแผ่นดินไทย เราก็คือคนไทยเหมือนกัน วันนี้ทุกคนในประเทศไม่สามารถตอบได้ว่าคนไทยสามัคคี

พันเอกถิรวัฒน์กล่าวอีกว่า ตลอดชีวิตของในหลวงไม่เคยขอให้คนไทยรักพระองค์ ไม่เคยมีคำสอนใด ขอให้รักแต่ขอให้พวกเรารักกัน วันนี้ถ้าจะทำอะไรเพื่อในหลวงไม่จำเป็นต้องใช้เงิน แต่ขอให้รักกันและดูแลประเทศนี้ เพราะในหลวงเป็นคนคนเดียวที่ทำงานเพื่อทุกคนในประเทศตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้จุดแข็งในประเทศของเราอยู่ที่ธงชาติไทยที่มี 3 สี  ประกอบด้วย 1.สีแดง คือชาติ 2.สีขาว คือศาสนา 3.สีน้ำเงิน คือพระมหากษัตริย์ แต่เหตุใดจึงมีสีแดงและขาวถึง 2 แถบเพราะประเทศไทยมีประชากรหลายเชื้อชาติจึงไม่ต้องการให้เชื้อชาติมาแบ่งแยกความเป็นคนไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยกล่าวและมีคำว่า บวร แปลว่า บ้าน วัด โรงเรียน และอีกคำคือ คำว่าบรม แปลว่า บ้าน โรงเรียน มัสยิด สุดท้ายแม้จะหลายเชื้อชาติหลายศาสนา แต่ประเทศไทยก็ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกคนคือพระมหากษัตริย์ วันนี้การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวออกมาแต่ละครั้งคิดเป็นวินาทีเพราะทรงประชวร

"วันนี้น้องๆ เยาวชนไม่สามารถที่จะเก็บภาพในพระราชกรณียกิจที่ในหลวงทรงปฏิบัติ ตั้งแต่ พ.ศ.2552 อีก 40 ปีข้างหน้าเราจะมีอะไรไปบอกลูกหลานว่า เราเกิดมาในรัชกาลที่ 9 แม้แต่คนต่างชาติก็ยังรักและบูชาในหลวง แล้ววันนี้พวกเราคนไทยทำอะไรเพื่อในหลวงบ้าง ทุกวันนี้คนไทยแสดงออกว่ารักในหลวง เพราะเห็นคนอื่นรักบ้างเคารพบ้าง ยืนตรงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพราะรู้ว่าเป็นเพียงทำเนียมปฏิบัติ แต่ไม่เคยคิดที่จะหาคำตอบว่าร้องเพื่ออะไร อยากขอให้หาคำตอบและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีชีวิตอยู่"

ราชองครักษ์ผู้นี้ยังบอกว่า ถ้าวันนี้ยังไม่รู้จะทำอะไรเพื่อใคร ไม่รู้ว่าจะสามัคคีเพื่ออะไร ขอให้ทบทวนว่าบ้านของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยอมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมในโรงพยาบาลและทำงานเพื่อคนไทย แม้ท่านจะประชวร ท่านมีเงินมากมายจะให้หมอไปอยู่ที่บ้านท่านก็ได้ แต่ท่านเลือกที่จะอยู่โรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลศิริราชมีทั้งหมด 16 ชั้น ท่านอยู่ชั้นที่ 16 ส่วนชั้น 14-15 เป็นชั้นของข้าราชบริพาร และชั้น 1-13 เป็นของขอทานที่ไม่มีเงินอยู่ร่วมกับพระองค์ท่าน หมอและเครื่องมือที่ใช้รักษาก็ทรงใช้ร่วมกัน

"วันนี้ประเทศไทยต้องเดินไปข้างหน้า อย่ามองว่าประชาธิปไตยจะเต็มใบหรือไม่ เพราะเมื่อ 40 ปีที่แล้วที่ประเทศไทยยังเป็นระบอบคอมมิวนิสต์มีแต่พระองค์ท่านที่ลงไปแก้ปัญหาและช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจนทุกวันนี้ ซึ่งถึงเวลาที่คนไทยต้องมองข้ามผลประโยชน์ส่วนตน และหันมามองผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อลูกหลานจะได้มีแผ่นดินอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พระองค์ท่านทรงทำงานอยู่จนทุกวันนี้" พันเอกถิรวัฒน์ระบุ

อาจมองได้ว่านอกจากเนื้อหาที่กองทัพต้องการให้เยาวชนได้เห็นถึงความสำคัญของ รธน.ว่ามีจุดแข็งตรงไหน มีกลไกในการดูแลสถานการณ์บ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อไม่ให้สถานการณ์วนกลับไปสู่วิกฤติก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 อย่างไร แต่ก็ยังมีเนื้อหาในส่วนของสถาบันกษัตริย์ที่คนรุ่นใหม่ต้องพิทักษ์รักษาปกป้องไว้อีกด้วย

และฐานเสียงที่สำคัญ และ คสช.คาดหวังว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญก็คือ "เยาวชน" กลุ่มที่เพิ่งมีสิทธิ์ลงคะแนนประชามติเป็นครั้งแรก!!!

"วันนี้ประเทศไทยต้องเดินไปข้างหน้า อย่ามองว่าประชาธิปไตยจะเต็มใบหรือไม่ เพราะเมื่อ 40 ปีที่แล้วที่ประเทศไทยยังเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ มีแต่พระองค์ท่านที่ลงไปแก้ปัญหาและช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจนทุกวันนี้ ซึ่งถึงเวลาที่คนไทยต้องมองข้ามผลประโยชน์ส่วนตนและหันมามองผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อลูกหลานจะได้มีแผ่นดินอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พระองค์ท่าน"ทรงทำงานอยู่จนทุกวันนี้"

บรรยายใต้ภาพ
พันเอกถิรวัฒน์ บุญเพ็ญ

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tpd/2370302

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คสช.เพิ่มมหามิตร ดึง รัสเซีย ถ่วงดุลย์ สหรัฐอเมริกา-จีน

คสช.เพิ่มมหามิตร ดึง รัสเซีย ถ่วงดุลย์ สหรัฐอเมริกา-จีน

"พลเอกประวิตร" พาขุนทหาร ตำรวจ มั่นคง และ "สมคิด" ทีมเศรษฐกิจ ชุดใหญ่ เยือนรัสเซีย ตกลงความร่วมมือทางทหาร -ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รัสเซีย เตรียมเปิด สนง.ผช.ทูตทหารอากาศ ประจำรัสเซีย/ เผยรัสเซีย เสนอตัว ทำ รถไฟให้ไทย และจะซื้อสินค้าเกษตรไทย ตอบแทน พร้อมลงทุน /พร้อมรับนายกฯประยุทธ์ ประชุม Asean-Russia พค.นี้/ เชิญ พลเอกประวิตร ประชุม ความมั่นคง และดูงาน Army 16 อีก เมย.นี้ เผยสนใจ ตั้งโรงงานผลิตอาวุธฯกับไทย
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกห. เปิดเผย ถึงผลการเยือนรัสเซีย ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กห.พร้อมด้วย พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกห. พลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาฯสมช.
ผู้แทนเหล่าทัพและ พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.
ร่วมกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนรม. พร้อมคณะ ประกอบด้วย รมว.พณ. รมว.อุตสาหกรรม รมว.วิทยาศาสตร์ และปลัด กต. ระหว่าง 23-25 ก.พ. 59 เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนระหว่างกัน
โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและมีไมตรีจิต หลังเดินทางถึง ได้พบและมอบนโยบายให้กับ ออท.ไทย/รัสเซีย และข้าราชการทีมไทยแลนด์ ณ โรงแรมที่พัก
พลเอกประวิตร ขอให้ข้าราชการทุกคน ได้สร้างความเข้าใจกับชาวต่างประเทศถึงความจำเป็นของการเข้ามาบริหารราชการของรัฐบาลปัจจุบันและพัฒนาการของสถานการณ์ของประเทศไทย ที่กำลังขับเคลื่อนการปฏิรูป สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยตาม Road Map
ขณะเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหาฐานรากจากวิกฤตภายในประเทศ อันได้แก่ ปัญหา IUU ICAO และการค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่เกิดจากการสั่งสมมาแต่อดีต ก็เป็นโอกาสอันดี ที่จะร่วมกันปฏิรูปและวางรากฐานของประเทศ
จึงขอให้ร่วมกันทำงานเพื่อขับเคลื่อน ผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างไทย - รัสเซีย ใน 5 ด้าน อันประกอบด้วย ด้านการส่งออกนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านพลังงาน ด้านความมั่นคงและการทหาร และด้านการท่องเที่ยวให้มีผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ
ทั้งนี้ ในวันที่ 24 ก.พ.59 : พล.อ.ประวิตร พร้อม นายสมคิด. และคณะ ได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับ นาย Dimitry Medvedev นายกรัฐมนตรี รัสเซีย
โดย นายกฯรัสเซีย กล่าวรำลึกถึง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่ได้พบปะและพัฒนาสัมพันธ์กันมากขึ้นที่ผ่านมา และจะได้พบกันในการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการและการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน - รัสเซีย ที่จะมีขึ้น ใน พ.ค. 59 ที่ เมืองโซชิ
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงโอกาสความเกื้อกูลระหว่างกัน โดยฝ่ายไทยได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีพัฒนาการและความคืบหน้าของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกันมากขึ้น ทั้งการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญกรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์และยาเสพติด
รวมทั้งความร่วมมือทางทหาร ด้านการทหาร ไทยมีความประสงค์ที่จะได้รับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และมีความต้องการยุทโธปกรณ์ทางทหาร ทั้งเพื่อการป้องกันประเทศ การบรรเทาสาธารณภัยและการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งนำ้เพื่อการเกษตร
โดยเสนอให้มีการซื้อขายระหว่างกัน โดยรัสเซียสนับสนุนรับซื้อพืชผลทางการเกษตรของไทย
สำหรับด้านเศรษฐกิจ ด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่เกื้อกูลกัน โดยรัสเซียมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและพลังงาน ขณะที่ไทยมีความสามารถด้านอุตสาหกรรมการเกษตร หากมีความร่วมมือกันมากขึ้นจะเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงานซึ่งกันและกัน
โดยรัสเซียสามารถเป็นฐานการผลิตด้านการเกษตรและส่งออกอาหารของภูมิภาค สำหรับไทย มีความต้องการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จึงต้องการให้รัสเซียไปลงทุนด้านพลังงาน ด้านไอที ด้านการบิน การขนส่งและการรถไฟ ซึ่งรัสเซียสามารถขยายการขนส่งสินค้าผ่านไทยไปยังประเทศอาเซียน
ขณะะเดียวกันไทยมีความประสงค์ที่จะทำความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศยูโรเซีย เพื่อการขยายความร่วมมือการค้าการลงทุนและผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต
นายกฯรัสเซีย กล่าวว่า รัสเซียพร้อมที่จะให้ความร่วมมือตอบสนองความต้องการของไทยในทุกเรื่อง โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคงและการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ทางทหาร
สำหรับด้านการเกษตร รัสเซียพร้อมให้การสนับสนุนช่วยเหลือลงทุนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าการเกษตรและสนับสนุนสินค้าการเกษตรจากไทย
รวมทั้งด้านพลังงาน ซึ่งเดิมมีความร่วมมือกันอยู่แล้ว หากมีการสานต่อร่วมกันจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศ ทั้งแหล่งพลังงานทางธรรมชาติและพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะเสริมสร้างและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันในทุกมิติ ในโอกาสครบ 120 ปีความสัมพันธ์ ไทย- รัสเซียในปี 60 โดยจะจัดตั้งทั้งคณะทำงานและคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆที่ได้ลงนามร่วมกันแล้ว ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ทั้งความร่วมมือทางทหาร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเกษตร ด้านศุลกากร ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การจัดตั้งศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมรัสเซียในไทย
พร้อมทั้งร่วมกันจัดเตรียมและผลักดันบันทึกความตกลงระดับรัฐบาลระหว่างกัน ทั้งความร่วมมือด้านความมั่นคงและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเพื่อรับการมาเยือนของ นายกรัฐมนตรี
หลังจากนั้น พลเอกประวิตร. พร้อมคณะ ได้เข้าพบและหารือกับ นาย Dmitry Rogozin รองนายกฯรัสเซีย และนาย Denis Manturov รมว.อุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย เพื่อสานต่อเรื่องที่ได้หารือกับนายกฯรัสเซีย
โดยได้หารือถึงความร่วมมือด้านความมั่นคง ด้านการทหารและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกัน ซึ่งฝ่ายรัสเซียพร้อมให้ความร่วมมือสนับสนุนเทคโนโลยีทางทหารกับไทย
ขอเชิญ พลออกประวิตร รมว.กห.ร่วมประชุมความมั่นคง กห.อาเซียน - รัสเซีย ในเม.ย.59 พร้อมเข้าร่วมชมนิทรรศการ Army 2016 และให้ความร่วมมือในการจัดตั้งโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ รวมทั้งอุตสาหกรรมพื้นฐานในไทย เพื่อตอบสนองความต้องการและการบริการด้านยุทโธปกรณ์ระดับภูมิภาค
ขณะเดียวกันด้วยศักยภาพด้านการรถไฟของรัสเซียก็มีความสนใจลงทุนด้านการรถไฟในไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของไทย
ในโอกาสเดียวกันนี้ พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ผบ.ตร.และคณะผู้แทนเหล่าทัพ ได้เข้าเยี่ยมชมระบบของโครงการจัดตั้งเมืองที่ควบคุมความปลอดภัยขั้นสูงสุด ของรัสเซีย เพื่อศึกษาในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภาพรวม ด้วย
ส่วนวันที่ 25 ก.พ.59 พลเอกประวิตร พร้อมคณะ ได้เข้าพบและหารือกับพล.อ. Sergei Shoigu รมว.กห.รัสเซียที่กระทรวง กห.รัสเซีย โดยได้รับการต้อนรับจากกองทหารเกียรติยศอย่างสมเกียรติ
จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้หารือ ในการยกระดับความสัมพันธ์และกระชับความร่วมมือทางทหารร่วมกันให้มากขึ้น ทั้งด้านการข่าว การฝึก ศึกษา ด้านยุทโธปกรณ์และการส่งกำลังบำรุง การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน
โดยไทยมีแผนจะเปิดอัตรา ผู้ช่วยทูตทหารอากาศ เพื่อการประสานงานร่วมกัน
ขณะที่กห.รัสเซียเห็นถึงศักยภาพและบทบาทของกห.ไทยในภูมิภาคอาเซียน โดยเสนอให้มีความร่วมมือทางทหารด้วยการจัดทำเป็นแผนระยะยาว
พร้อมทั้งเสนอให้ที่นั่งการศึกษาทางทหารและหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันผลักดันความร่วมมือทางทหารระหว่างกันให้มากขึ้น
ต่อจากนั้น พล้อกประวิตร.พร้อมคณะ ได้เข้าพบและหารือกับนายNikolai Patrushev เลขาฯสมช.รัสเซีย
โดบเขาได้กล่าวว่า รัสเซียเห็นถึงความสำคัญในการเดินทางมาเยือนรัสเซียของรองนรม.ทั้งสองท่าน ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกัน ทั้งเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย การก่ออาชญกรรมข้ามชาติ ซึ่งความสัมพันธ์ในลักษณะพิเศษและความไว้วางใจที่ต่อเนื่องยาวนานของทั้งสองประเทศ เป็นพื้นฐานสำคัญของความร่วมมือในอนาคต ที่จะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันในอนาคต
จากนั้น คณะเดินทางเยือน เบลารุส ต่อ

จากเพจ :วาสนา นาน่วม

'ชวลิต'แนะรบ.ไม่ยุ่งเปลี่ยนผ่าน5ปีอย่าสนรธน.มาก


'ชวลิต'แนะรบ.ไม่ยุ่งเปลี่ยนผ่าน5ปีอย่าสนรธน.มาก
ข่าวการเมือง วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 10:50 น.
680974
"พล.อ.ชวลิต" เปิดบ้านพักให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แนะรัฐบาลไม่ยุ่งเปลี่ยนผ่าน 5 ปี อย่าสนรัฐธรรมนูญมาก หนุนจัดเลือกตั้งปี 59
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านพักให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยกล่าวว่า ในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด ที่จะตัดสินความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งความสุขของประชาชนคือ การมีอำนาจและใช้อำนาจอธิปไตย จึงควรปรับแก้ในเรื่องของอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และเสรีภาพของบุคคล ดังนั้น ไม่ควรให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญมากเกินไป ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาล คสช. เข้าใจหน้าที่ของตนเอง ที่เข้ามาสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และไม่ต้องไปเสียเวลาเรื่องของการพัฒนาเรื่องต่าง ๆ และอย่าไปยุ่งในเรื่องของระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ยังมองว่า ไม่ถูกต้องกับสถานการณ์ที่น่าจะเป็น อย่างไรก็ตาม ขอให้เขียนรัฐธรรมนูญโดยไม่ให้ถูกฉีกอีก ส่วนกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างประเทศ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ นั้น มองว่าคงเป็นเพราะความเป็นห่วงบ้านเมือง

ทั้งนี้ สำหรับการเปิดบ้านพักให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของ พล.อ.ชวลิต วันนี้ มีการแจกจ่ายจดหมายเปิดผนึกให้แก่สื่อมวลชนด้วย โดยได้กล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศ และขอร้องให้ คสช. หาทางแก้ไขปัญหาประเทศด้วยการเดินสายกลาง โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมการแก้ไขปัญหาของชาติ และควรเสียสละส่งต่ออำนาจส่งต่อให้คณะกรรมการกลางที่มาจากฝ่ายต่าง ๆ ร่วมกันจัดให้มีการเลือกตั้ง ในปี 2559 เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาแก้ไขปัญหาในทุกด้าน

โอ๊คFbโดย DSI ยุติธรรมสองมาตราฐาน


นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร โพสเฟสบุ๊ค(25 ก.พ.2559)กรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษเรียกสอบปากคำ คดี กรุงไทย
////

ข้อเท็จจริงที่ผมได้พบ จากการที่ถูก DSI เรียกสอบ กรณีเงินกู้แบงค์กรุงไทย คือระบบสองมาตรฐานยังคงมีอยู่ ในกระบวนการยุติธรรมไทย โดยไม่เปลี่ยนแปลงครับ 
หนังสือที่ DSI ส่งเรียกผมไปสอบถามทุกฉบับนั้น ส่งเรียกไปให้ข้อมูลในฐานะพยาน เช่นเดียวกับคนอีก 2-300 คน ที่มีกระแสการเงิน เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ถูก DSI เรียกไปด้วยเหตุผลเดียวกัน ทั้งหมดนี้ในฐานะ"พยาน"ทั้งสิ้น 

2-300 คน ที่ถูกเรียกไปนั้น ได้ยินว่ามีทั้ง นายทหารชั้นผู้ใหญ่ แทบจะครบทุกเหล่า นายตำรวจ มูลนิธิฯ สถาบันการเงินและบุคคลทั่วไป ซึ่งในการส่งหนังสือ เรียกตัวบุคลเหล่านั้นไปสอบ ทาง DSI มีการกระทำอย่างเงียบเชียบ ด้วยความระมัดระวัง ไม่ต้องการให้พยานต้องเสียหาย หรือตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งๆที่ยังไม่ได้มีคำพิพากษา หรือวินิจฉัยใดๆทั้งสิ้น
แต่สำหรับตัวผมนั้น ตรงกันข้ามเลยครับ ถ้าแห่กลองยาวมาได้ คงถือหนังสือพร้อมส่งเสียงโห่นำขบวนมาแล้ว ฝ่ายที่อคติกับตัวผมใช้ช่องทางผ่านสื่อ บางคนที่ซ่อนตัวอยู่บางสำนักใช้เป็นเกมทางการเมืองไม่คำนึงถึงความถูกผิดขอให้ใส่ร้ายไว้ก่อน ชี้นำตลอดยิ่งกว่าผู้กระทำความผิด ทั้งที่ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและยินดีให้ข้อมูลหลักฐานกับ DSI เพื่อพิสูจน์ความจริงและความบริสุทธิ์ได้ เอกสารยังไม่ทันถึงมือผมเลย สื่อมวลชนลงข่าวเรียบร้อย ก่อนที่ผมจะทราบเรื่องเสียอีก แถมตามด้วยแหล่งข่าวจาก DSI ที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ออกมาให้สัมภาษณ์ในทางเป็นลบ ราวกับว่าผมตกเป็นผู้ต้องหาฯ ทุกครั้งที่ DSI ส่งหนังสือมา 

ชกกันใต้เข็มขัดแบบนี้ เล่นเอาฝ่ายกฎหมายและทนายของผมเกิดสงสัยขึ้นมา จึงได้ทำหนังสือให้ลงนามไปสอบถามว่า ตกลงที่เรียกไปนี่ให้ไปในฐานะอะไร เพราะคิดว่าถ้าจะให้เป็นพยานแล้ว มาแกล้งออกข่าวให้เสียหายกันแบบนี้มันไม่แฟร์ ก็ได้รับคำตอบอย่างที่เห็นกันนี้คือ เป็นการเรียกไปให้ถ้อยคำ ในฐานะพยาน ครับ 

ผมและน้องสาว เคยมีประสบการณ์แย่ๆมาแล้ว ในสมัย คตส.ครับ เรียกไปสอบเป็นพยาน แต่กลับนัดสื่อมารอทำข่าวเพียบ ลงมารับถึงตีนบันได ต่อหน้าสื่อโอ้หลานป้าอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอลับสายตาเข้าห้อง กลับแปลงร่างเป็นแม่มดทันที เคยเจอแบบนี้มาแล้ว จึงรู้ไส้รู้พุงกันดี 

ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ DSI ที่ดีๆนั้น ยังมีอยู่มาก ซึ่งต้องขอให้กำลังใจครับ DSI คือหน่วยงานต้นน้ำ ของกระบวนการยุติธรรม ถ้าเริ่มต้นกระบวนการให้ดี ทำงานแบบมืออาชีพไม่มีอคติ หรือเพียงแต่จะคิดเอาใจนาย ใครผิดใครถูกว่ากันไปตามกฎหมาย 2 มาตรฐานก็จะเกิดขึ้นได้ยาก บ้านเมืองก็จะกลับสู่ความสงบได้เร็ว 

ผมจะรอดูครับ พยานที่ชื่อพานทองแท้ กับพยานคนอื่นๆอีก 2-300 ปาก ที่เรียกสอบไปแล้ว DSI ในฐานะหน่วยงานของรัฐ จะให้ความเป็นธรรมเสมอภาค และกระทำในมาตรฐานเดียวกันหรือไม่..??

เดี๋ยวคงได้รู้กันครับ

“ประวิตร” บินรัสเซีย ช้อปรถถัง - เฮลิคอปเตอร์

21 กุมภาพันธ์ 2559 
เผย “ประวิตร” บินรัสเซีย ช้อปรถถัง - เฮลิคอปเตอร์
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม (ภาพจากแฟ้ม)
        เผย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางเยือนรัสเซีย เสนอขายสินค้าเกษตรของไทย และรัสเซียต้องการขายอาวุธให้กับไทย พบสนใจเฮลิคอปเตอร์ 10 ลำใช้แทนแบบ ชี-นุก ที่ตกรุ่น ซ่อมยาก อะไหล่แพง และรถถัง T-90A หลังตัวแทนบริษัทดอดเข้าพบและเสนอขาย
       
       วันนี้ (21 ก.พ.) รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมคณะ มีกำหนดการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการค้า การลงทุน ระหว่างกันให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยการพบปะกับผู้นำรัสเซียกันครั้งนี้จะมีการพูดคุยในภาพกว้าง ๆ และเป็นการนำเสนอขายสินค้าเกษตรของไทย เช่น ข้าว ยางพารา เนื่องจากเรามีความพร้อมในเรื่องดังกล่าว ในขณะที่ฝ่ายรัสเซียมีความต้องการที่จะขายอาวุธให้กับไทย
       
       โดยฝ่ายไทยมีความสนใจซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ Mi-17V5 จากรัสเซีย จำนวน 10 ลำ เพื่อปฏิบัติภารกิจการขนส่งลำเลียงเพื่อใช้ทดแทนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบ ชี-นุก ที่มีปัญหาเรื่องซ่อมบำรุง และการจัดหาอะไหล่ทดแทนที่หาได้ยาก และมีราคาแพง
       
       นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังมีความสนใจจะซื้อรถถัง T-90A ของรัสเซีย ตามแผนกำลังรบของกองทัพบก โดยก่อนหน้านั้น พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจัดซื้อมาเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพบกไทย รวมถึงการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก และรถถัง T-90A ก็เป็นหนึ่งแผนที่กองทัพบกจะมีการจัดซื้อเพื่อมาทดแทน
       
       อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ตัวแทนบริษัทจากประเทศรัสเซีย ได้มีการเข้าพบ พล.อ.ประวิตร และมีการเสนอรถถังดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ตกลงใจว่าจะซื้อกี่คัน

โฆษก คสช.โต้ “สุรพงษ์” ฟ้อง “UN” กลัว รธน.ไม่เป็นปชต.



โฆษก คสช.โต้ “สุรพงษ์” ฟ้อง “UN” กลัว รธน.ไม่เป็นปชต.-การปิดกั้นรณรงค์ประชามติ เป็นการ มารับฟังข้อมูลข้างเดียว ผิดมารยาท ธรรมเนียมการทูต/ พร้อม โต้ "ณัฐวุฒิ"พูดผ่านสื่อ10 ปียังมีคนเชื่อมั่นศรัทธา "ทักษิณ" ระบุกาลเวลาเปลี่ยน สังคมเริ่มรู้เท่าทัน แล้ว ว่าสิ่งที่ได้ทำๆ กันไปในอดีตนั้นมีใครที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงบ้าง

จาก กรณี นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการที่ได้การพบปะพูดคุยกับผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ และคณะ ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยนั้น
พันเอก วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวว่า
เชื่อว่าสังคมจะเกิดข้อสงสัยและมองว่าการพบปะครั้งนี้จะเป็นเป็นเหมือนการมารับฟังหรือให้ข้อมูลทางเดียว จากกลุ่มการเมืองที่มีลักษณะเห็นต่างกับภาครัฐในทุกเรื่องมาตลอด
อีกทั้งเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบในกติกาใหม่ในร่าง รธน. ฉะนั้นเชื่อว่าข้อมูลใดๆ ที่ทางผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ได้ไปนั้นจะมีความน่าเชื่อถือได้ ก็แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
โดยปกติโดยมารยาทตามแบบธรรมเนียมทางการทูต สำหรับข้อมูลความคืบหน้าใดๆ ต่อการดำเนินการของภาครัฐ จะมีการนำเสนอผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานหลักอยู่ แล้ว
ยืนยันว่าจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า ต่อกรณีดังกล่าวไม่แน่ใจอาจทำให้สังคมบางส่วนสับสน หรือเคลือบแคลงใจอะไรหรือไม่
สำหรับการที่พูดถึงการให้ข้อมูลไปว่า ทาง กรธ.จะแสร้งทำเป็นรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่ายแต่แท้ที่จริงแล้วจะแก้ไขตามที่คนบางกลุ่มที่เป็นพวกเดียวกันชี้แนะมาเท่านั้น พันเอกวินธัย กล่าวว่า ไม่ได้พยายามที่จะปรับแก้ไขตามคำเสนอแนะของพรรคการเมืองหรือประชาชน เป็นตัวอย่างหนึ่งของความไม่น่าเชื่อถือในข้อมูล เพราะปัจจุบัน กรธ.ยังแค่อยู่ในช่วงระหว่างดำเนินการปรับแก้ ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายที่เป็นทางการใดๆ จะรู้ได้อย่างไรมีปรับหรือไม่ปรับอย่างไร จะเห็นได้ว่ากรณีที่มีการให้ข้อมูลว่า กรธ.แสร้งทำเป็นรับฟัง อาจเป็นการกล่าวหาหรือดูแคลนผู้อื่นโดยใช้เพียงจินตนาการ แบบมีอคติส่วนตัวเท่านั้น
"วินธัย" โต้ "ณัฐวุฒิ"พูดผ่านสื่อ10 ปียังมีคนเชื่อมั่นศรัทธา "ทักษิณ" ระบุกาลเวลาเปลี่ยน สังคมเริ่มรู้เท่าทัน แล้ว ว่าสิ่งที่ได้ทำๆ กันไปในอดีตนั้นมีใครที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงบ้าง
จากกรณี ที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่านายทักษิณถูกยึดอำนาจมา 10 ปียังมีคนเชื่อมั่นศรัทธา เป็นเรื่องปกติของบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันพยายามออกเสียงเชียร์ให้กันนั้น
พันเอก วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวว่า มีความเห็นจากหลายฝ่ายมองว่าในอดีตบุคคลทางการเมือง เมื่อดำเนินการใดๆไป โดยธรรมชาติ มักจะคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของกลุ่มกับพวกพ้อง หรือคนทั่วไปเพื่อหวังให้ได้มาซึ่งฐานเสียงสนับสนุนในทางการเมืองเป็นหลัก มากกว่าความเหมาะสมหรือประโยชน์ในมุมอื่นๆ อยู่แล้ว
แต่เชื่อว่าในปัจจุบันเมื่อกาลเวลาเปลี่ยน สังคมเริ่มรู้เท่าทันจึงเข้าใจมากขึ้น ว่าสิ่งที่ได้ทำๆ กันไปในอดีตนั้นมีใครที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงบ้าง ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่ประเทศชาติ และประชาชนอย่างที่มีการนำมากล่าวอ้างกันก็ได้

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผบ.สูงสุด ยันกองทัพ พร้อมรับมือภัยคุกคาม ทั้งก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ

ผบ.สูงสุด ยันกองทัพ พร้อมรับมือภัยคุกคาม ทั้งก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ เผยการข่าวกองทัพ มีประสิทธิภาพ เผย เร่ง ทำ ยุทธศาสตร์กองทัพ20 ปี รองรับยุทธศาสตร์ชาติ20ปีของนายกฯ รับมือภัยคุกคามในอนาคต
พลเอกสมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สวมเครื่องแบบทหารเรือ ในฐานะได้รับพระราชทานยศพลเอก สามเหล่าทัพ เป็นประธานในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมด้วยพลเอก ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ กองทัพเรือ
พลเอกสมหมาย กล่าวว่า กองทัพ มีความตื่นตัว ในการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคาม ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมา การข่าวของกองทัพ ก็มีส่วนสำคัญในการจับกุม คนในขบวนการทำพาสปอร์ต ปลอม และเพิ่มความร่วมมือในการดูแลความสงบเรียบร้อย และรับมือภัยคุกคามต่างๆ
ผบ.สูงสุด เผยว่า นอกจากนี้ เหล่าทัพ ยังทำการฝึกความพร้อมรบ ใต้ ม็อตโต้"ฝึกเหมือนรบ รบเหมือนฝึก รบทุกครั้งต้องชนะ" ซึ่งล่าสุด ทบ.ฝึกตรวจสอบความพร้อมรบ กรมทหารราบเฉพาะกิจ
ผบสส. กล่าวด้วยว่า เหล่าทัพร่วมทำยุทธศาสตร์กองทัพ20ปี รองรับยุทธศาสตร์ชาติ20ปี วางแผนพัฒนากองทัพ รับมือภัยคุกคามในอนาคต

บิ๊กหมู ถก คสช. สั่ง ทหารดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย เดินหน้าแจง รธน.

บิ๊กหมู ถก คสช. สั่ง ทหารดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย เดินหน้าแจง รธน.หนุนงานบริหารภาครัฐ เดินหน้าลงพื้นที่ดูแลประชาชนเดือดร้อนโดยเฉพาะภัยแล้ง พร้อมชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเตรียมประชาชนสู่การลงประชามติ
พลเอก ธีรชัย นาควานิช เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ บก.ทบ.
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เผยว่า พลเอกธีรชัย ย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ต้องดูแลบ้านเมืองให้มีความสงบเรียบร้อย สนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ และเดินหน้าตามโรดแม็ปที่ได้กำหนดไว้
โดยให้ทุกส่วนงานคงบทบาทหน้าที่ดังกล่าวไว้อย่างเต็มที่เพื่อให้สังคมสงบ ประเทศเดินหน้าพัฒนาไปตามแนวทางที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ พลเอกธีรชัย เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังมีความห่วงใยถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในทุกพื้นที่ แม้ที่ผ่านมากองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยได้ช่วยเหลือประชาชนและแก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในเรื่องการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย การช่วยหาตลาด การแจกจ่ายน้ำ การขุดลอกคลองและการจัดทำแก้มลิง
รวมทั้งโครงการหยุดภัยแล้งด้วยแสงอาทิตย์ ซึ่งประสบผลสำเร็จและช่วยให้พื้นที่มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างเพียงพอ เป็นโครงการที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องภัยแล้งได้ทันที
พลเอก ธีรชัย เลขาธิการคณะรักษาความแห่งชาติ ได้มอบให้ทุกส่วนงานทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร เปิดช่องทางการช่วยเหลือภัยแล้งด้วยการแจกจ่ายน้ำให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย และให้มีการแบ่งมอบพื้นที่รับผิดชอบและการแจกจ่ายน้ำกับประชาชนอย่างชัดเจน เพื่อส่งความช่วยเหลือให้ถึงในทุกพื้นที่ เน้นการแจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการงบประมาณและแผนงานร่วมกับกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ และส่วนราชการในพื้นที่เพื่อจัดทำโครงการหยุดภัยแล้งด้วยแสงอาทิตย์ในจังหวัด อำเภอ หรือชุมชนที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตามภัยแล้งในคราวนี้รุนแรงและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างชัดเจน ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าวอย่างดีที่สุด
การประชุมในวันนี้ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ปรารภว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมและควรศึกษาในรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การใช้สิทธิ์ลงประชามติ
โดยที่ผ่านมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ใช้กลไกของฝ่ายปกครอง กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ตำรวจ เพื่อสร้างการรับรู้ในข้อมูลพื้นฐานของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับการรับฟังและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
โดยมี รด.จิตอาสาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลงพื้นที่พบปะประชาชน ซึ่งบังเกิดผลเป็นรูปธรรมและมีการตอบรับ ที่ดีจากภาคประชาชน
เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการร่วมกันลงพื้นที่พบปะประชาชนในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ในทุกวาระ ทุกโอกาส ทุกชุมชน
พร้อมเผยแพร่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างง่าย เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจใช้สิทธิ์ลงประชามติ อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของประเทศตามโรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติต่อไป

“ตัวแทนสหประชาชาติ” เข้าพบ “ปู-แกนนำเพื่อไทย” สอบถามเรื่องสถานการณ์การเข้าสู่ ลต.ของไทย



“ตัวแทนสหประชาชาติ” เข้าพบ “ปู-แกนนำเพื่อไทย” สอบถามเรื่องสถานการณ์-การเข้าสู่การลต.ของไทย

เมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ได้ให้การต้อนรับตัวแทนจากสหประชาชาติ ซึ่งนำโดย H.E. Miroslav Jenca ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติฝ่ายการเมือง H.E. Luc Stevens ผู้ประสานงานสหประชาชาติและผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย และคณะ 

โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อทราบข้อมูลสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย การพัฒนาประชาธิปไตย และกระบวนการที่นำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยทางประชาคมโลกต้องการเห็นประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับหลักสากล และคืนอำนาจอธิปไตยกลับสู่ประชาชนชาวไทย

"ทักษิณ"โวกลับไทยแน่

24 กุมภาพันธ์ 2559

ทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อนอกซ้ำ ยันสามารถกลับไทยได้โดยไร้ข้อหา ย้ำรัฐบาลทหารยิ่งอยู่นาน เศรษฐกิจจะ ยิ่งแย่ รธน.ล้าหลังเหมือนเกาหลีเหนือ 

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลจาซีราออนไลน์ ระบุว่า สิ่งที่เห็นขณะนี้คือประเทศกำลังก้าวถอยหลังมากกว่าที่จะเดินหน้า นี่คือเหตุที่ทำให้ต้องกังวล ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังยกร่างแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงอาจเปรียบได้ว่าสิ่งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญนี้เหมือนกับกำลังเขียนกันในเกาหลีเหนือ

"ผมไม่คิดว่าสถานการณ์ขณะนี้จะทำให้พวกเขาสนุกกับอำนาจได้นานขนาดนั้น ไม่ว่าเผด็จการที่ไหนที่ไม่ใส่ใจประชาชนของเขา ไม่มีทางที่จะอยู่ได้นาน" นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผ่านมาหนึ่งปีครึ่ง แต่ยังไม่พบว่ามีสัญญาณการปรองดอง รวมถึงทำให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้า แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่กองทัพทำคือการเลือกข้างหนึ่งและกดดันอีกข้างหนึ่ง

วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์สยังได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์นายทักษิณด้วย โดยระบุว่ายิ่งรัฐบาลทหารอยู่นานเศรษฐกิจจะยิ่งเผชิญความยากลำบากมากขึ้น เพราะขาดวิสัยทัศน์และความสามารถในการแก้ปัญหา

"เขาไม่พูดกับผม เพราะหาว่าผมมีคดี แต่ความจริงการรัฐประหารเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่า" อดีตนายกฯ ระบุ

นายทักษิณ ยังแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกลับประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับข้อหา รวมถึงไม่ต้องหลบอยู่แต่ในบ้าน เพราะกลัวการลอบสังหาร เนื่องจากไม่ใช่คนเลว แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเช่นนั้น

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ขณะนี้มีแต่ขบวนการปรักปรำใส่ร้ายป้ายสีและใช้กฎหมายสองมาตรฐานเอาผิดฝ่ายตรงกันข้าม

นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย ก็กล่าวว่านายทักษิณไม่ได้ต่อรองให้น้องสาวตัวเองหลุดพ้นคดีจำนำข้าว

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวเพียงว่า หากจะพูดคุยกันต้องคุยกันด้วยกฎหมาย

พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า อย่าให้ความสำคัญกับคำพูดของนายทักษิณ ให้สนใจประชาชนที่กำลังเดือดร้อนดีกว่า

ที่มา : http://www.posttoday.com/politic/417827

นายกขอ5ปีปฏิรูป

นายกฯย้ำใช้ 5ปี ปฏิรูป น้อยใจ ไม่มีใครเห็นใจ นายกฯทหาร ใครบอกไม่เป็นไรหรอก นายกฯเป็นทหาร ต้องเสียสละเข้มแข็ง ทนได้ ชาวบ้าน บอก อยู่ถึง100ปีเลย

พลเอกประยุทธ์  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวในงาน 100ปีสหกรณฺ์ไทย ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล  ว่า  ขอใช้เวลา 5ปี ปฏิรูป ตอนนึ้ผมเริ่มต้นให้ 2 ปีแล้ว เริ่ม 2ปี สู่100ปีข้างหน้า ขอประชาชนเข้มแข็ง ใครจะมาบิดเบือนไม่ได้
เผย จับมือ  เกษตรกร ตัวแทนจาก สหกรณ์ดีเด่น บอก มือสาก นี่แหล่ะ กระดูกสันหลังของประเทศ

บิ๊กตู่ บ่นน้อยใจ เหนื่อยแต่มีคนบอก ไม่เป็นไรหรอก นายกฯเป็นทหาร ต้องเสียสละเข้มแข็ง ทนได้ แต่ยังไงตอนนี้ก็ไล่ผมไม่ได้

ในตอนท้าย นายกฯบิ๊กตู่ เดินทุกทาย และถูกรายล้อมด้วยเกษตรกร ตัวแทนสหกรณ์ดีเด่น ที่มาร่วมงาน100ปีสหกรณ์ไทย แจก3นิ้ว I love u  อึ้ง!! มีเสียงชาวบ้าน บอก" อยู่ให้ถึง100ปี เลย"

กษิต จวก รบ.

“กษิต” จวก รบ. 2 ปีไม่มีผลงาน แต่กล้าขอเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี ย้อนถามนายกฯ ทำเพื่อชาติหรือตัวเอง ด้าน “สมพงษ์” ชี้ ต่างความคิด รอฟังผลประชามติ

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสปท. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงแนวทางรัฐบาล 2 ขยัก ควรมีรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี ตามข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อ 16 ของครม. ว่า รัฐบาลคสช.เข้ามาเพื่อแก้ไขความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีภารกิจวางรากฐานประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่าง ตลอดจนสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และปราบทุจริตเอาคนผิดมาดำเนินคดี เป็นรัฐบาลเปลี่ยนผ่านก่อนมีการเลือกตั้งปลายปี 2560 ตามโรดแมป ก่อนกลับเข้าสู่กรมกอง แต่ตอนนี้ทุกอย่างที่คสช.ทำยังไม่ตอบโจทย์สักข้อ ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น การปฏิรูปไม่มีอะไรคืบหน้า คดีจำนำข้าวก็ยื้อกันไปมา

“อยู่ดีๆจะมาขอต่ออายุอีก 5 ปี ช่วงจะลาจากเวที ทั้งที่อยู่มาแล้ว 2 ปี ไม่มีผลงาน มันจึงเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล รัฐบาลต้องบอกประชาชนให้ได้ว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง แล้วจากนี้จนถึงปลายปี 2560 จะทำอะไรอีกบ้าง มีอะไรค้างอยู่อีกหรือไม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วยเค้าก็ให้อยู่ต่อ แต่ถ้าไม่มีเหตุผล ก็ไม่สมควรอยู่ต่อไป การร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ ต้องรับฟังว่า มวลชน กปปส. นปช. เขาต้องการอะไร ไม่ใช่ทำตามความต้องการของตนเอง กำหนดเนื้อหาให้ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนเป็นใหญ่ ดังนั้นทุกอย่างต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือเหมือนร่างรัฐธรรมนูญ และร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เพราะสุดท้ายอะไรที่ไม่สนองต่อประชาชนส่วนใหญ่ ก็รับรองว่าไปไม่รอด ต้องถามว่า นายกฯอยากทำเพื่อชาติหรือเพื่อตัวเอง” นายกษิตกล่าว

ด้าน นายสมพงษ์ สระกวี สมาชิกสปท. กล่าวว่า เป็นคนละชุดความคิดกัน ฟากรัฐบาลมองว่า การสานต่อภาระหน้าที่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี จะทำให้สร้างความเจริญอย่างเนื่อง ประชาชนกินดีอยู่ดีได้ แต่อีกฟากมองว่า ควรคืนการเลือกตั้ง แล้วพวกเขาจะเลือกตัวแทนมาแก้ปัญหาต่างๆเอง ซึ่งทั้งหมดก็ต้องรอตัดสินกันในช่วงลงประชามติกลางปีนี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นแบบไหน ประเด็นรัฐบาล 2 ขยัก ขยักแรก 5 ปี มีผลต่อการลงประชามติอย่างแน่นอน ลำพังเนื้อหาในร่างแรกรัฐธรรมนูญก็มีปัญหาอยู่แล้ว เพิ่มอีกสักเรื่องจะเป็นอะไร

การเมือง “ยูเอ็น” ดอดพบ “ยิ่งลักษณ์” สอบถามเรื่องการเมือง-เลือ



“ตัวแทนสหประชาชาติ” เข้าพบ “ปู-แกนนำเพื่อไทย” สอบถามเรื่องสถานการณ์-การเข้าสู่การลต.ของไทย


เมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ได้ให้การต้อนรับตัวแทนจากสหประชาชาติ ซึ่งนำโดย H.E. Miroslav Jenca ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติฝ่ายการเมือง H.E. Luc Stevens ผู้ประสานงานสหประชาชาติและผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย และคณะ โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อทราบข้อมูลสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย การพัฒนาประชาธิปไตย และกระบวนการที่นำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยทางประชาคมโลกต้องการเห็นประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับหลักสากล และคืนอำนาจอธิปไตยกลับสู่ประชาชนชาวไทย

เมธีขู่บุกโรงพัก โวยพระถูกหักหลัง



โล้นเมธีขู่บุกโรงพัก โวยพระถูกหักหลัง
Wednesday, February 24, 2016 - 00:00
"ดีเอสไอ" มอบ "สำนักคดีภาษีอากร" สาวลึกรถเบนซ์ "สมเด็จช่วง" ผิด กม. คาด 2-3 เดือนชี้ผิด-ไม่ผิด "เจ้าของอู่เอช.ที.วายฯ" หอบเอกสารแจงถูกปลอมใบเสร็จประกอบรถโบราณ "ไพบูลย์" ย้ำชัดเจ้าอาวาสวัดปากน้ำเจตนาทำรถใช้งาน เหตุทั้งจดทะเบียน ติดแก๊ส ใส่เลขทะเบียนสวย ก่อนรู้ว่าผิดรีบเก็บโชว์พิพิธภัณฑ์ "พระเมธีฯ" โพสต์เฟซขู่! ตร.แจ้งข้อหาชุมนุมพุทธมณฑลม็อบพระพร้อมบุกโรงพัก
เมื่อวันอังคาร พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณผิดกฎหมาย ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชว่า หลังจากดีเอสไอแถลงผลการตรวจสอบรถโบราณของสมเด็จช่วงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งในกระบวนการต่อไป โดยระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นระบบกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้รับผิดชอบคือสำนักคดีภาษีอากรจะรับตัวสำนวนไปดำเนินการสอบสวนต่อ
พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า สำนักคดีเทคโนโลยีฯ เป็นหน่วยงานทำหน้าที่สืบสวนในชั้นต้น จะมีคำกล่าวโทษ ชี้ประเด็นในการสืบสวนพบความผิดในประเด็นเรื่องอะไร บุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง พร้อมส่งสำนวนพยานหลักฐานไปให้สำนักคดีภาษีอากรเพื่อดำเนินการสอบสวน โดยทางสำนักคดีภาษีอากรจะรวบรวมพยานหลักฐานตามคำกล่าวหาก่อน และถ้าตรวจสอบเห็นว่ามีความผิดเพียงพอก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่ถูกกล่าวหาและเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว
“ขั้นตอนต่อไปจะมีขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา และมีสิทธิ์จะนำพยานหลักฐานที่ตัวเองคิดว่าบริสุทธิ์มาหักล้างในชั้นการสอบสวนได้ เมื่อผลเป็นอย่างไรแล้ว พนักงานสอบสวนก็จะพิจารณาหลักฐานทั้งสองฝ่ายและมีความเห็นทางคดีส่งอัยการดำเนินการต่อไป” พ.ต.ต.วรณันกล่าว
ถามถึงระยะเวลาการตรวจสอบในขั้นตอนนี้ รองโฆษกดีเอสไอกล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนในการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากมีเอกสารเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญยังมีกระบวนการแก้ข้อหากล่าวหาที่ฝ่ายถูกแจ้งข้อกล่าวหาสามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างกันได้ด้วย เจ้าหน้าที่จึงต้องฟังความทั้งสองฝ่าย
ซักว่า ทนายวัดปากน้ำมีการประสานเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือยัง พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าทนายวัดปากน้ำได้ติดต่อพนักงานสอบสวนมาหรือไม่ เพราะว่าสุดท้ายเมื่อทางคดีโอนไปที่ทางสำนักภาษีอากรแล้ว จะต้องไปตรวจสอบแล้วจะเชิญพยานที่เกี่ยวข้องมาสอบเช่นกัน
ถามว่า ถ้าสมเด็จช่วงไม่ส่งรถผิดกฎหมายให้ตรวจสอบจะทำอย่างไร รองโฆษกดีเอสไอกล่าวว่า ยังไม่มีความคิดเห็น จนกว่าจะได้เห็นพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน
ต่อมานายวีระชัย อินทร์ประเสริฐ อายุ 48 ปี และน.ส.พรทิพย์ รุ่งรัตน์ธวัชชัย อายุ 47 ปี เจ้าของ หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท เลขที่ 27 พุทธมณฑลสาย 2 ซอย 10 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. ซึ่งถูกระบุเป็นสถานที่ประกอบรถเบนซ์ผิดกฎหมายของสมเด็จช่วง เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รอง ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา พร้อมทั้งนำเอกสารใบเสร็จจริงและปลอมมามอบให้ดีเอสไอด้วย
นายวีระชัยกล่าวว่า หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท เป็นบริษัทนำเข้าอะไหล่จักรยานยนต์และจักรยานยนต์ ซึ่งในขณะนี้ได้หยุดกิจการมาประมาณ 2 ปี จนกระทั่งวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้โทรศัพท์ไปสอบถามเกี่ยวกับที่มาทั้งหมด จึงทราบว่าทางบริษัทโดนปลอมแปลงเอกสารใบเสร็จรับเงิน เพราะรูปแบบใบเสร็จดังกล่าวไม่ใช่ใบเสร็จของบริษัท
ชี้เจตนาชัดใช้รถผิด กม.
"ผมยืนยันไม่เคยรู้จักกับนางกาญจนา มากเหมือน ที่มีชื่อระบุในการสั่งจ่ายค่าแรงประกอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ของสมเด็จช่วง เป็นเงิน 50,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ชิ้นรถยนต์และประกอบรถยนต์ รวมทั้งไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจดประกอบรถยนต์ จึงได้ไปลงบันทึกประจำเอาผิดผู้ที่ปลอมแปลงเอกสารใบเสร็จรับเงินไว้ที่ สน.หลักสอง เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา และมาชี้แจงให้ดีเอสไอทราบ" เจ้าของ หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใบเสร็จนายวีระชัยใช้ในนาม หจก.เอช ที วายฯ เป็นประจำจะระบุ ชื่อ หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท เลขที่ 27 พุทธมณฑลสาย 2 ซอย 10 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 3012106258 แต่ใบเสร็จรับเงินและกำกับภาษีของปลอม มีรายละเอียดระบุ หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท เลขที่ 14/19 หมู่ 6 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. ผู้ซื้อชื่อ นางกาญจนา มากเหมือน (เจ้าของอู่ N.P.การาจ ที่โดนนำชื่ออู่ไปจดประกอบรถยนต์และนำชื่อนางกาญจนาไปจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก) ลงวันที่ซื้อ 16 ส.ค.54 รายละเอียดระบุว่า ค่าแรงประกอบรถยนต์ เลขตัวถัง 18601400042/53 เลขเครื่องยนต์ 1869204500552 รวมเป็นเงิน 50,000 บาท แบ่งเป็น ค่าแรงและบริการ 46,500 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,500 บาท
ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีมีผู้ระบุสมเด็จช่วงครอบครองรถผิดกฎหมายปราศจากเจตนาว่า ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 17 ทวิ ซึ่งได้กำหนดว่า ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจําหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนํา หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจํากัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องก็ดีหรือเป็นของที่นําเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อจํากัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2482 มาตรา 16 กำหนดไว้ว่า การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 และ มาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่” ดังนั้น การพยายามบิดเบือนเรื่องการครอบครองโดยไม่มีเจตนาของสมเด็จช่วง จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอ้างได้ตามกฎหมาย ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า แม้ไม่มีเจตนาก็มีความผิด
"การพยายามบ่ายเบี่ยงในเรื่องดังกล่าวของคนบางกลุ่ม เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และหากอ้างว่าเป็นการนำรถมาเพื่อไว้โชว์ในพิพิธภัณฑ์เพียงเท่านั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่เป็นจริง เพราะมีการจดทะเบียน มีการติดแก๊สเพื่อให้รถสามารถใช้งานได้ รวมถึงมีการซื้อป้ายทะเบียน ขม 99 กรุงเทพฯ เอาไว้ใช้อีก อย่างนั้นแล้วก็ไม่สามารถฟังขึ้นได้ว่าซื้อมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำเข้ามาไว้ในพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ต้น และเป็นการแสดงเจตนาตั้งต้นอย่างชัดเจนว่าจะเอาไว้ใช้งาน เพราะหลังจากมีการใช้งานรถไปเรียบร้อยแล้ว และมีกระแสข่าวครอบครองรถหรูในปี 2556 จึงค่อยนำรถเบนซ์คันดังกล่าวเข้ามาไว้ในพิพิธภัณฑ์" นายไพบูลย์กล่าว
ถามถึงเรื่องที่มหาเถรสมาคม (มส.) ออกมติให้ทุกวัดจัดทำบัญชี แต่ไม่รวมไปถึงรายได้ของพระแต่ละรูป นายไพบูลย์กล่าวว่า การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของแต่ละวัดเป็นการทำกันเอง โดยไม่มีผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชี ซึ่งทำให้ไม่มีมาตรฐาน เมื่อทำแล้วก็ส่งให้ มส. และสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) รับทราบ ในลักษณะเช่นนี้ก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไร เพราะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะรับทราบ
"การแก้ไขปัญหาเรื่องบัญชีของวัด สิ่งที่ควรปรับปรุงคือการทำอย่างมีมาตรฐาน โดยเทียบเคียงกับการทำบัญชีของมูลนิธิ ซึ่งต่างก็มีสถานะเป็นนิติบุคคลเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาที่ควรจะแก้ไขอย่างมาก แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขคือในส่วนของบัญชีของพระ ที่ไม่มีการเปิดเผยแสดงรายได้-ทรัพย์สิน ซึ่งได้รับมาขณะที่เป็นพระ แม้จะอ้างเหตุว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ขัดกับพระธรรมวินัย เป็นเรื่องน่าเสียดายที่มส. ไม่ได้มีมติในส่วนนี้ออกมา" นายไพบูลย์กล่าว
เขากล่าวว่า ตามกฎหมายได้ให้อำนาจแก่ มส. ในการจัดการสิ่งต่างๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมายและพระธรรมวินัย ตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หากมีการแก้ไขจริงก็ดี แต่ขอให้ไม่ทำแบบลูบหน้าปะจมูก เพียงทำตามที่ท่านนายกฯ สั่งการ เมื่อแก้ไขก็ขอให้มีมาตรฐานและต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะรับทราบ
พระเมธีฯ ขู่แจ้งข้อหาม็อบฮือ
ก่อนหน้านั้น ในช่วงเช้า นายบวรเวท รุ่งรุจี ผู้ช่วยโฆษกกรรมาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ 2 สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงผลการดำเนินงานของการขับเคลื่อนด้านศาสนาของ กมธ. ที่รัฐสภา ระบุว่า กมธ.เห็นชอบให้ผู้แทนแต่ละศาสนาจัดทำหลักคำสอนของศาสนาของตนเองไม่เกิน 20 ข้อ โดยจัดลำดับความสำคัญและส่งให้ กมธ.ภายในเดือน ก.พ.นี้ เพื่อจะได้พิมพ์เป็นหนังสือและนำไปขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างความสันติสุขในสังคมไทยต่อไป
นายบวรเวทกล่าวว่า มหาเถรสมาคมยังได้เห็นชอบแผนงานและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยการจัดทำบัญชีของวัดเพื่อนำไปใช้กับวัดทั่วประเทศ โดยในเดือน มี.ค. ทางสำนักพระพุทธศาสนาฯ จะเชิญผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาของทุกจังหวัดมารับทราบระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของแต่ละวัด เพื่อให้นำไปชี้แจงให้วัดในแต่ละพื้นที่ที่ดูแลได้ทราบถึงระเบียบดังกล่าว
"บัญชีรายรับรายจ่ายของแต่ละวัดจะไม่เกี่ยวข้องกับรายได้ของพระแต่ละรูป เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนสาเหตุที่วัดต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายนั้น เพราะวัดถือเป็นนิติบุคคล" ผู้ช่วยโฆษกกรรมาธิการฯ สปท.กล่าว
วันเดียวกัน พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ "ผู้ต้องหาคดีเจริญพระพุทธมนต์" ระบุถึงเรื่องที่ ผบช.ภ.7
จะมีหมายเรียกเพื่อดำเนินคดีในเหตุการณ์ที่พุทธมณฑลว่า เรื่องดังกล่าวอาตมาขอยืนยัน การมาของพระสงฆ์ทั้งประเทศเป็นการมาโดยชอบ เพราะพระสงฆ์ทั้งหลายทนไม่ได้ต่อกรณีที่รัฐบาลปล่อยให้กลุ่มบุคคลเพียงหยิบมือเดียว สร้างเรื่อง สร้างเหตุการณ์ เพื่อขัดขวางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และถือโอกาสด่าทอ จาบจ้วงพระมหาเถระผู้ใหญ่ และมหาเถรสมาคมอย่างไร้หิริ โอตตัปปะ
พระเมธีธรรมาจารย์ระบุว่า การที่พระสงฆ์จำนวนมากออกมาเจริญพระพุทธมนต์ด้วยสันติ และยื่นข้อเสนอที่เป็นการปกป้องคณะสงฆ์และก็ยินยอมเดินทางกลับด้วยความสงบเรียบร้อย และในส่วนของรัฐบาลนั้นก็ออกมารับข้อเรียกร้องและรับปากว่าจะดำเนินการให้โดยไม่มีกรอบเวลาเป็นเครื่องผูกมัด เอาความเหมาะสมพอสมควรเป็นที่ตั้ง ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดก็น่าจะเดินไปได้ด้วยดี
"แต่บัดนี้ปรากฏเสมือนหนึ่งว่า อาตมาและคณะสงฆ์ในวันนั้นถูกหักหลังอย่างรุนแรง เพราะกลายเป็นว่า ต่อจากนี้ไปจะได้เป็นผู้ต้องหาอย่างเต็มตัว มีข้อกล่าวหาติดตามมายาวเป็นหางว่าว จากกรณีร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในเวลานี้ ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ประเทศชาติปกติและกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ พร้อมที่จะอำนวยความยุติธรรมกับทุกคน ทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง ก็ยังพอไหว แต่ทุกวันนี้สถานการณ์ในกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไร พึ่งได้หรือไม่ ผู้คนก็พอมองเห็น" พระเมธีธรรมาจารย์ระบุ
เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยกล่าวว่า การออกมาข่มขู่ คุกคาม และจะเล่นงานด้วยวิธีการแบบนี้ แบบที่กำลังทำกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถหยุดยั้งพระสงฆ์กลุ่มใหญ่ในประเทศนี้ได้หรอก ตรงกันข้าม มีแต่จะเพิ่มไฟให้กระพือโหมไหม้ให้วายวอดมากยิ่งขึ้น การกระทำแบบนี้ เป็นการปฏิบัติต่อคนในชาติแบบสองมาตรฐานอย่างแท้จริง
"ขณะนี้พระสงฆ์จำนวนมากที่เดินทางไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์ที่พุทธมณฑลในวันนั้น ได้แสดงเจตจำนงมาที่อาตมาเป็นจำนวนมากว่า ถ้ามีหมายเรียกมาถึงอาตมาเมื่อไหร่ วันไหน ทุกรูปจะขอไปแสดงตนให้ล้นโรงพักพุทธมณฑลในวันนั้น เพื่อจะไปแสดงตนเป็นพระผู้ต้องหาร่วมในคดีเจริญพระพุทธมนต์ดังกล่าว และยอมให้จับกุมคุมขังพระสงฆ์หมู่ใหญ่ด้วยกันทั้งหมดในวันนั้นจึงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะมีสติ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญมองอะไรให้รอบคอบ เพื่อจะได้ไม่กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวไปในที่สุด" พระเมธีธรรมาจารย์ระบุ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องให้ทรัพย์สินของพระในระหว่างที่บวชจนกระทั่งลาสิกขา หรือมรณภาพ ควรจะตกเป็นของพระพุทธศานา โดยระบุว่า ในทางปฏิบัตินั้นจะมีวิธีการในการบริหารจัดการอย่างไรก็ต้องมาว่ากัน ส่วนเรื่องที่ดินหรือที่ธรณีสงฆ์ ต้องดูเจตนาผู้บริจาคว่าต้องการให้วัดมีความคล่องตัว.

เมื่ออลัชชีประกาศ 'เสือโล้นบุก'


  • เมื่ออลัชชีประกาศ 'เสือโล้นบุก'

  • Wednesday, February 24, 2016 - 00:00

    เมื่อถูกคดีทางบ้านเมือง..........
    "ถ้าเป็นพระ" ท่านจะใช้ "ทางธรรม" เข้าข่ม
    "ถ้าเป็นอลัชชี" มันจะใช้ "ทางโจร" เข้าขย่ม!
    กรณี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๗ บอกจะเรียกผู้เกี่ยวข้องเหตุการณ์ชุมนุมที่พุทธมณฑล เมื่อ ๑๕ ก.พ.๕๙ มารับทราบข้อหา ๔ ข้อ
    และในจำนวนนั้น อาจมี "เมธีธรรมาจารย์" หรือประสาร ผู้โล้นคลุมเหลืองให้เห็นว่าเป็นพระรวมอยู่ด้วย
    เขาคนนี้ ทั้งไม่เคารพ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เชื่อฟัง "คำสั่ง" พระบรมศาสดาเจ้า ที่ตรัสไว้ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า
    "ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา"
    แต่กลับประพฤติเยี่ยงอลัชชี........
    ไปฝักใฝ่ มั่วสุม เคารพ-เชื่อฟัง "ระบอบทักษิณ" ที่ประกาศล้มชาติ-ล้มสถาบัน เปลี่ยนประเทศเป็น "แดงทั้งแผ่นดิน"!
    "ศีล-สมาธิ-ภาวนา" ไม่พร่ำบ่น!
    แต่ดันไปปฏิบัติในหน้าที่นอกรีต-นอกรอยสมณะ รวมหัวดำ-หัวเหลือง ตั้งศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา ให้เป็น "เนื้องอก" คณะสงฆ์ ตัวเองเป็นเลขาฯ
    แล้วก็ใช้ศูนย์และตำแหน่งนอกรีตนั้น.......
    เป็นไปเพื่อพิทักษ์ระบอบทักษิณ เป็นไปเพื่อพิทักษ์ธัมมชโย เป็นไปเพื่อพิทักษ์เจ้าของเบนซ์เถื่อน ขม ๙๙!
    เหล่านี้น่ะเรอะ เป็นเนื้อ-เป็นแก่นพระพุทธศาสนา ที่พวกเจ้าใช้ศูนย์บ้า-ศูนย์บอนี้พิทักษ์?
    ความจริง เห็นใช้เป็นแหล่งสุมหัว "แดงทั้งแผ่นดิน" กันมาตั้งแต่ปี ๕๓ แล้ว
    เห็นตัวพ่อ "มหาเปรียญ" ที่สึกหาลาเพศไปเป็นทหาร เป็นครูบาอาจารย์กลุ่มหนึ่ง สุมหัวใช้ศูนย์นี้หนุนระบอบทักษิณทางวิทยุ ตายไปทีละคน-สองคน
    ก็ยังไม่สำนึกในบาป-ในกรรมกัน?
    เป็นพระ.....
    กิจอันพึงทำให้แจ้งด้วย "ศีล-สมาธิ-ภาวนา" ในอริยสัจ ๔ ด้วยเคร่งครัดในพระธรรม-วินัย
    นี้ คือ....
    "การพิทักษ์พระพุทธศาสนา" โดยธรรม-โดยวินัย ตามพุทธบัญญัติโดยตรง!
    ไม่ต้องเสือกเกินกรอบ......
    ไปตั้งศูนย์เป็น "กองกำลังเหลืองนอกกิจสงฆ์" เพื่อให้ตัวเองมีตำแหน่งนอกพุทธบัญญัติ อย่างที่ทำอยู่หรอก!
    อีกทั้ง พลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ "ทุกฉบับ" ก็ไม่เห็นมีมาตราไหนว่าให้พระต้องไปตั้งศูนย์นั่น-ศูนย์นี่ ในความหมายเพื่อพิทักษ์พระพุทธศาสนา?
    "ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมจาริง"
    "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"
    นั่นแค่กระทู้สำหรับนักธรรมชั้นตรี ผมท่องตอนเป็นเณร ยังจำได้ แต่จำไม่มีค่าเท่าทำ
    ประสารเป็นอาจารย์มหาจุฬาฯ ใช่มั้ย เป็นรองเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ใช่มั้ย เป็นมหาเปรียญใช่มั้ย เป็นหัวหน้าแก๊งโล้นยกรถทหารใช่มั้ย?
    แล้วแค่โศลกธรรมแค่นี้ ยังไม่รู้..ไม่เข้าใจ..ไม่เข้าถึง
    ยังจะทะลึ่งอ้าง ที่ทำนอกรีต-นอกรอย "ซึ่งทำลาย" พระพุทธศาสนาแท้ๆ นั้น ว่าเป็นการพิทักษ์พระพุทธศาสนา
    แกมันโล้นเขาเกก....
    ถ้าต้องการพิทักษ์พุทธศาสนาจริง กลับวัดมหาธาตุฯ ไป!
    แล้วสมัครเข้าฝึกอบรมจิต เรียกใจแห่งสมณะคืน ที่คณะไหนผมก็ลืมไปแล้ว เคยแวะไปทำบุญอยู่ เขาเปิดสอนวิปัสสนา-กรรมฐาน ประเสริฐแท้
    เบื้องหน้าคือหุบเหว กลับหลังหันคือฟากฝั่ง ประสาร.....
    ดู หน้า-ตา, หัว-หู ตัวเองซิ มีราศีราสัน สมเป็นพระสงฆ์องคเจ้ากับเขาซะที่ไหน อย่างผมน่ะ ถ้าจะตกนรก ก็แค่สัญชีวมหานรก
    แต่บวชเป็นพระ กลับประพฤติอลัชชี นอกรีต-นอกรอยพระธรรมวินัย ยิ่งฝักใฝ่เอาศาสนาไปรองรับโจรบ้าน-โจรเมือง และกิเลสบ้า-ตัณหาพระด้วยแล้ว
    ต่อให้เป็นสมเด็จพัดยศร้อยยอด ถ้าทำตัวเป็นด้วงศาสนา ในจำนวน ๔๕๗ ขุมนรก
    ลึกสุด "โลกันตรนรก" นั่นละ...จะไปตั้งสมาคม-ตั้งศูนย์กันอยู่ที่นั่น!
    ไปคุกเข่าสำนึกบาปที่หน้าองค์ "พระศรีสรรเพชญ์" พระประธานในโบสถ์ ๗ วัน ๗ คืน นั่นเถอะ ไป๊...!
    ที่กร่างอยู่เวลานี้ ยิ่งนับวัน ยิ่งหาธรรมไม่เจอ มีแต่ห่าทำ
    ตำรวจเขาจะเรียกไปรับทราบข้อหา.....
    โดยปกติ ขนาดโจรห้าร้อย อย่างเก่งก็หนี ที่จะหนังหนา-หน้าด้าน ใช้สันดานโจร "อหังการ-ราวี" กับอำนาจรัฐ ให้เป็นตัวอย่างเลว
    โจรให้เกียรติกฎหมาย...ไม่ทำ
    แต่ประสาร ที่เอาผ้าเหลืองคลุมร่าง ไม่ละอาย...ทำ!?
    ดูเขาพูดก็ได้....เมื่อตำรวจบอกจะเรียกไปรับทราบ ๔ ข้อหา
    ๑.ละเมิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ
    ๒.ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
    ๓.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ
    ๔.หมิ่นประมาท
    ประสารเปรี้ยงทันที..........
    "ถ้ามีหมายเรียกมาถึงอาตมาเมื่อไร วันไหน พระทุกรูปจะขอไปแสดงตนให้ล้นโรงพักพุทธมณฑล ในวันนั้น เพื่อจะไปแสดงตนเป็นพระผู้ต้องหาร่วมกันในคดีเจริญพระพุทธมนต์ดังกล่าว และยอมให้จับกุมคุมขังพระสงฆ์หมู่ใหญ่ด้วยกันทั้งหมดในวันนั้น จึงได้แต่หวังว่า รัฐบาลจะมีสติ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญมองอะไรให้รอบคอบ เพื่อจะได้ไม่กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวไปในที่สุด"
    คลุมเหลือง มาสันดานเดียวกับคลุมแดงเป๊ะ...
    เก่งเดี่ยวไม่กล้า ต้องเก่งหมู่ ใช้ "พวกมาก" เข้าขู่ แถมยกเรื่องที่ตัวเองทำเป็น "น้ำผึ้ง" แบบนี้ไม่มีใครเขาแย่ง-เขาอยากได้กันหรอก
    เพราะมันเป็น....."น้ำผึ้งผี"!
    "ให้รัฐบาลมีสติ ไตร่ตรอง" คนพูดนั่นแหละ ควรใช้สติไตร่ตรองก่อน เอะอะก็อ้าง "พระไปเจริญพระพุทธมนต์"
    พระนะ...ไม่ใช่ขอทาน ที่จะไปเที่ยวร้องเพลงแลกข้าว-แลกไข่ได้ทุกที่ตามใจชอบ
    กิริยาเจริญพระพุทธมนต์ กับกิริยาการชุมนุม ประสารแยกไม่ออกเลยหรือ ถึงได้อ้างโง่ๆ อย่างนั้น?
    อีกอย่าง พระนั้น จะเที่ยวไปเจริญพระพุทธมนต์ โดยไม่มีใครนิมนต์ และไม่มีใครอาราธนาพระปริตร ในสถานที่และในกาลอันเหมาะสมไม่ได้
    คนสำนักพุทธก็แก๊งเดียวกัน ไม่สอน-ไม่บอกหรือ?
    ที่ว่า "พระมากันเอง" เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภานั่น...พูดปดหน้าด้านๆ ถ้าเป็นพระ จะถูกอาบัติกินกระบาล
    คนในคราบโล้นคลุมเหลืองเป็นหมื่น โดยไม่มีใครนัดหมาย มาพร้อมกันเอง ในวัน-เวลาเดียวกัน
    ประสาร "อมสมเด็จช่วง" มาพูด จ้างก็ไม่มีใครเชื่อ?
    ถ้ามากันเอง แล้วรสบัสคันใหญ่มากมาย ขนใครมา มากันโดย "จานบินดลใจ" ในวัน-เวลาเดียวกัน ให้เป็นที่อัศจรรย์หรืออย่างไร?
    แล้วเหมือนประสารมีฤทธิ์นะ....
    ฟังที่ออกโทรทัศน์ดิจิทัลช่อง นิวทีวี เห็นอ้างว่า ประสารเตรียมเสบียงกรังมา แต่ทหารกั้นไม่ให้รถขนอาหารเข้าไปในพุทธมณฑล
    เมื่อมากันเอง ไม่ได้ระดมพลโล้นเหลืองมาชุมนุม แล้วประสารรู้ได้ไง ถึงเตรียมอาหง-อาหารพร้อมสำหรับโล้นเป็นหมื่น
    จำยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีพวกเสื้อแดงตอนชุมนุมมาละซี?
    หยุดเถอะน่ะ...ประสาร!
    อย่าดึงพระ-ดึงศาสนาที่บริสุทธิ์ทั้งหลาย ซึ่งท่านไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่อนุโมทนาด้วย ไปเป็นสมุน เป็นเครื่องมือตัวเอง.........
    เพื่อธัมมชโย เพื่อธรรมกาย เพื่อดุนตูดสมเด็จฯ ขึ้นแท่นเลย!
    ทั้ง ๔ ข้อหาน่ะ ผมดูแล้ว เบากว่าที่หลวงปู่พุทธอิสระโดนไม่รู้กี่ร้อยเท่า ไปเหอะ ไม่ต้องปลุก "พระนอกกรุ" ไปแขวนคอให้รุงรัง
    เห็นแก่หัวโล้น ตำรวจเขาคงไม่เอาหนังสติ๊กรัดไข่หรอก โทษตามข้อหานั้น ดีดติ่งหูแทนค่าปรับ ก็จบแล้ว
    แต่ถ้าจะระดมหัวโล้นไปกันวันนั้นจริงๆ...ก็ดี ทราบว่า งานนี้ "ตำรวจ-ทหาร" เตรียมอำนวยความสะดวกให้เต็มที่
    แค่ตรวจ "ใบสุทธิ" ทุกโล้นที่มาเท่านั้น ถ้าโล้นไหนไม่มี จะได้ช่วยจับเห็บ-จับโลนให้ประสารไงล่ะ
    หัวโล้น "คุก" หัวโตกันบ้างละทีนี้!