PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?


หลังเกิดเหตุระเบิดใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ทหารได้ควบคุมตัว “คนเสื้อแดง” จากทั่วประเทศมาควบคุมตัวไว้ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11)

เพื่อหาข้อมูลว่า พวกเขาเกี่ยวข้องกับการก่อวินาศกรรมดังกล่าวหรือไม่? 
วันที่ 18 ส.ค.ที่ศาลทหารกรุงเทพ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้นำพยานหลักฐานไปขออนุมัติหมายจับที่ศาลทหารกรุงเทพฯ เพื่อจับกุม 17 ผู้ที่ทหารควบคุมตัวไว้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตาม มาตรา 209 ตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญา ข้อหาการกระทำผิดอั้งยี่ และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ว่าด้วยการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ทั้งนี้ผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในการควบคุมทั้งหมด 17 คน
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
       จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 17 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ทราบว่า พวกเขาเป็นสมาชิกของ”พรรคปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตย” หรือ “แนวร่วมปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตย” (นปป.) ซึ่งเป็นกลุ่มใหม่ มีแนวคิดต่อสู้ทางการเมืองกับอำนาจรัฐ
       จากการตรวจสอบปูมหลังของผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ซ่องโจร จำแนนออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มนักทฤษฎีภาคใต้
       ตัวละครหลักมี 2 คน คือ ประพาส โรจนพิทักษ์ อายุ 67 ปี ชาว จ.ตรัง ที่ถูกควบคุมตัวเข้าค่ายทหารเป็นคนแรก พร้อมกับหนังสือชื่อ “คู่มือการต่อสู้ของคนเสื้อแดง”
       “ประพาส” เป็นสานุศิษย์ประเสริฐ ทรัพยสุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และเป็นนักเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชนในพื้นที่ตรัง-พัทลุง-สตูล
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
       อีกคนหนึ่ง ปราโมทย์ สังหาญ อายุ 63 ปี ชาว จ.สตูล อดีตรองผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมสตูล และเป็นแกนนำเสื้อแดงสตูล พร้อมกับเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาพันธุ์ประชาธิปไตยภาคใต้
       ที่ฝ่ายความมั่นคงให้ความสนใจคือ ด.ต.ศิริรัตน์ มโนรัตน์ อายุ 71 ปี หรือฉายา “ปู่เล็ก” เป็นชาวพัทลุง แต่มีบ้านพักอยู่ใน จ.นนทบุรี
       “ปู่เล็ก” เป็นแดงอุดมการณ์ ที่มีการเคลื่อนไหวจัดตั้งและให้การศึกษาทางทฤษฎีการเมือง
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
       ส่วนคนอื่นๆ เป็นแนวร่วม นปช. อาทิ วิเชียร เจียมสวัสดิ์ อายุ 59 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช และ วิโรจน์ ยอดเจริญ อายุ 67 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช
กลุ่มแนวร่วมเสื้อแดง
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
       ผู้ต้องหากลุ่มนี้ เป็นแนวร่วมเสื้อแดง ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่นอาทิ ชินวร ทิพย์นวล อายุ 71 ปี ชาว จ.เชียงราย แกนนำแดงเชียงราย, ณรงค์ ผดุงศักดิ์ อายุ 60 ปี ชาว จ.อ่างทอง แกนนำแดงอ่างทอง และ “ดอน” ศรวัชษ์ กุระจินดา อายุ 60 ปี ชาว จ.มหาสารคาม แนวร่วมแดงฮาร์ดคอร์
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
      ส่วนที่ถูกระบุว่าเป็นแดงฮาร์ดคอร์ ประกอบด้วย วีระชัฏฐ์ จันทร์สะอาด อายุ 62 ปี ชาวจ.นนทบุรี ,สรศักดิ์ ดิษปรีชา อายุ 49 ปี ชาว กทม.,เหนือไพร เซ็นกลาง อายุ 41 ปี และ บุญภพ เวียงสมุทร อายุ 61 ปี ชาว จ.เชียงราย
       ส่วน มีนา แสงศรี อายุ 39 ปี เป็นแม่ค้าขายน้ำพริก อยู่ย่านสวนหลวง
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
กลุ่มญาติผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล
       ผู้ต้องหาชื่อ รุจิยา เสาสมภพ อายุ 52 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด นั้นเป็นภรรยาของผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล ซึ่งหลบหนีคดีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
       ส่วน ร.ต.ต.หญิง วิลัยวรรณ คูณสวัสดิ์ อายุ 54 ปี ชาวจ.หนองคาย และ ร.ต.ท.สมัย คูณสวัสดิ์ อายุ 57 ปี ชาวจ.หนองคาย เป็นพี่สาวพี่เขยของ “รุจิยา” โดยพวกเขาถูกควบคุมตัวมาจากหนองคาย
////
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
หลังเกิดเหตุระเบิดใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ทหารได้ควบคุมตัว “คนเสื้อแดง” จากทั่วประเทศมาควบคุมตัวไว้ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11)
เพื่อหาข้อมูลว่า พวกเขาเกี่ยวข้องกับการก่อวินาศกรรมดังกล่าวหรือไม่?
วันที่ 18 ส.ค.ที่ศาลทหารกรุงเทพ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้นำพยานหลักฐานไปขออนุมัติหมายจับที่ศาลทหารกรุงเทพฯ เพื่อจับกุม 17 ผู้ที่ทหารควบคุมตัวไว้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตาม มาตรา 209 ตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญา ข้อหาการกระทำผิดอั้งยี่ และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ว่าด้วยการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ทั้งนี้ผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในการควบคุมทั้งหมด 17 คน
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 17 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ทราบว่า พวกเขาเป็นสมาชิกของ”พรรคปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตย” หรือ “แนวร่วมปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตย” (นปป.) ซึ่งเป็นกลุ่มใหม่ มีแนวคิดต่อสู้ทางการเมืองกับอำนาจรัฐ
จากการตรวจสอบปูมหลังของผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ซ่องโจร จำแนนออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มนักทฤษฎีภาคใต้
ตัวละครหลักมี 2 คน คือ ประพาส โรจนพิทักษ์ อายุ 67 ปี ชาว จ.ตรัง ที่ถูกควบคุมตัวเข้าค่ายทหารเป็นคนแรก พร้อมกับหนังสือชื่อ “คู่มือการต่อสู้ของคนเสื้อแดง”
“ประพาส” เป็นสานุศิษย์ประเสริฐ ทรัพยสุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และเป็นนักเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชนในพื้นที่ตรัง-พัทลุง-สตูล
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
อีกคนหนึ่ง ปราโมทย์ สังหาญ อายุ 63 ปี ชาว จ.สตูล อดีตรองผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมสตูล และเป็นแกนนำเสื้อแดงสตูล พร้อมกับเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาพันธุ์ประชาธิปไตยภาคใต้
ที่ฝ่ายความมั่นคงให้ความสนใจคือ ด.ต.ศิริรัตน์ มโนรัตน์ อายุ 71 ปี หรือฉายา “ปู่เล็ก” เป็นชาวพัทลุง แต่มีบ้านพักอยู่ใน จ.นนทบุรี
“ปู่เล็ก” เป็นแดงอุดมการณ์ ที่มีการเคลื่อนไหวจัดตั้งและให้การศึกษาทางทฤษฎีการเมือง
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
ส่วนคนอื่นๆ เป็นแนวร่วม นปช. อาทิ วิเชียร เจียมสวัสดิ์ อายุ 59 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช และ วิโรจน์ ยอดเจริญ อายุ 67 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช
กลุ่มแนวร่วมเสื้อแดง
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
ผู้ต้องหากลุ่มนี้ เป็นแนวร่วมเสื้อแดง ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่นอาทิ ชินวร ทิพย์นวล อายุ 71 ปี ชาว จ.เชียงราย แกนนำแดงเชียงราย, ณรงค์ ผดุงศักดิ์ อายุ 60 ปี ชาว จ.อ่างทอง แกนนำแดงอ่างทอง และ “ดอน” ศรวัชษ์ กุระจินดา อายุ 60 ปี ชาว จ.มหาสารคาม แนวร่วมแดงฮาร์ดคอร์
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
ส่วนที่ถูกระบุว่าเป็นแดงฮาร์ดคอร์ ประกอบด้วย วีระชัฏฐ์ จันทร์สะอาด อายุ 62 ปี ชาวจ.นนทบุรี ,สรศักดิ์ ดิษปรีชา อายุ 49 ปี ชาว กทม.,เหนือไพร เซ็นกลาง อายุ 41 ปี และ บุญภพ เวียงสมุทร อายุ 61 ปี ชาว จ.เชียงราย
ส่วน มีนา แสงศรี อายุ 39 ปี เป็นแม่ค้าขายน้ำพริก อยู่ย่านสวนหลวง
17 แดง “พรรคปฏิวัติ” คือใคร?
กลุ่มญาติผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล
ผู้ต้องหาชื่อ รุจิยา เสาสมภพ อายุ 52 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด นั้นเป็นภรรยาของผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล ซึ่งหลบหนีคดีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วน ร.ต.ต.หญิง วิลัยวรรณ คูณสวัสดิ์ อายุ 54 ปี ชาวจ.หนองคาย และ ร.ต.ท.สมัย คูณสวัสดิ์ อายุ 57 ปี ชาวจ.หนองคาย เป็นพี่สาวพี่เขยของ “รุจิยา” โดยพวกเขาถูกควบคุมตัวมาจากหนองคาย

ทีมบึ้มรับงานผู้มีอิทธิพล3จว.ใต้?

ที่มา : แนวหน้า

18 ส.ค. 59 จากกรณีเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ภายหลังเกิดเหตุชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาความเชื่อมโยง กระทั่งเมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คสช. เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องจากเหตุระเบิดดังกล่าว ในความผิดฐานชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และกระทำการเข้าข่ายอั้งยี่ หลังจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงพบความเชื่อมโยงของขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งมีทั้งหมด 17 คน ถูกควบคุมตัวในมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) จำนวน 17 คน และบางส่วนอยู่ระหว่างการติดตามตัว ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว นั้น
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (18 ส.ค.) ที่ บก.ป. มีรายงานว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คสช. ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำและมอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากทาง พล.ต.วิจารณ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้
มีรายงานว่า ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงได้ควบคุมตัวผู้ที่มีความเชื่อมโยงกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบไว้ได้ทั้งหมด 17 คน ก่อนคุมตัวไว้ที่ มทบ.11 โดยเป็นชาย 13 คน และหญิง 4 คน ซึ่ง 6 ใน 17 คน เป็นแกนนำสำคัญ ทำหน้าที่ประสานงานติดต่อและเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. อย่างไรก็ดี ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ พนักงานสอบสวน บก.ป.จะรวบพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลทหาร ออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในฐานความผิดตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 กระทำการเข้าข่ายอั้งยี่

มีรายงานด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหาร ได้เข้าคุมตัวนายสรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อาชีพซื้อ-ขายของเก่า ไปคุมตัวเพื่อสอบสวนหลังจากพบความเชื่อมโยง จากนั้นช่วงค่ำวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทหารได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายสรศักดิ์ ย่านถนนเลียบมอเตอร์เวย์ทับช้าง สามารถตรวจยึดอาวุธปืนอาก้า 1 กระบอก พร้อมแม็กกาซีน 2 อัน และเครื่องกระสุน 31 นัด ซุกซ่อนไว้ในท่อน้ำพีวีซีสีฟ้า ภายในบ้านพักหลังดังกล่าว

ขณะเดียวกันมีรายงานอีกว่า ทีมสืบสวนได้แบ่งกลุ่มขบวนการก่อเหตุในครั้งนี้ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มผู้บงการหรือหัวหน้าขบวนการที่ว่าจ้างในการทำระเบิด 2.กลุ่มผู้ประสานงานติดต่องานและเคลื่อนไหว และ 3.กลุ่มผู้ประกอบระเบิดและวางระเบิด โดยผู้ต้องหาทั้ง 17 คน ที่ถูกออกหมายจับนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ประสานงาน เป็นขบวนการที่ต่อต้านการรัฐประหาร หรือที่ทางทหารเรียกว่าเป็นกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ ความเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี และในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดย 17 คนนี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มที่เป็นผู้ว่าจ้างหรือหัวหน้าขบวนการ ซึ่งตามแนวทางการสืบสวนพบว่า เป็นกลุ่มนักการเมืองที่มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับกลุ่มผู้ลงมือประกอบระเบิดและวางระเบิดในพื้นที่ 7 จังหวัด ซึ่งการสืบสวนพบกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ ทั้งหมดมีการแบ่งกันหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ คือ กลุ่มหาวัสดุในการประกอบระเบิด กลุ่มที่ลงมือประกอบระเบิด และกลุ่มที่นำระเบิดไปวางตามสถานที่ต่างๆ และสำหรับชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 และชุดสืบสวนของตำรวจ บก.ป.ที่เข้าคลี่คลายคดีระเบิดที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบแล้วว่าคนร้ายที่มาวางระเบิดหัวหิน มี 3 คน วางระเบิดรวม 6 จุด เดินทางด้วยรถโดยสารจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวางระเบิดเสร็จก็เดินทางกลับออกจากพื้นที่หัวหิน ทันที ก่อนจะมีการจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

รายงานข่าวจากชุดสืบสวนหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 17 คน มีการเคลื่อนไหวในนาม "พรรคแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย" หรือ นปป. มีจุดประสงศ์ของพรรค คือต้องการที่จะปฏิวัติการปกครองให้เป็นแนวทางสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ แบบพวกซ้ายเก่า ใช้แนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต เป็นแนวทางเคลื่อนไหวกันมานับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 ใช้สถานที่เป็นบ้านพักในย่านบางกรวย จ.นนทบุรี เป็นที่ประชุมวางแผน รวมทั้งมีการนัดหมายย่อยๆ กันตามร้านอาหาร และสถานที่ต่างๆ หลายครั้ง และยังมีกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ เช่น จ.ปทุมธานี จ.สุพรรณบุรี จ.พัทลุง ฯลฯ

สำหรับการประชุมการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งก็จะมีการระดมมวลชน ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง กระจายตัวกัน และแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 11 เขตพื้นที่ทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้ตอนล่าง และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจนเป็น เช่น ฝ่ายมวลชน ฝ่ายจัดหาอาวุธ ฝ่ายระดมทุน ฝ่ายการต่างประเทศ เป็นต้น โดยร่วมมือกับกลุ่มหัวรุนแรงที่มีความเห็นต่าง รวมทั้งขบวนการบีอาร์เอ็นที่แตกแถวมารับงานจ้างก่อเหตุ โดยเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ก่อนวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2 วัน ก็พบความเคลื่อนไหวในการเตรียมพร้อมก่อเหตุก่อนและหลังประกาศผลการลงประชามติ อย่างไรก็ดี ในกลุ่มแกนนำหลักทั้ง 6 คน ที่คุมตัวนั้น จากการสอบสวนเบื้องต้น มี 3 ราย ที่รับสารภาพว่าเป็นหัวหน้าเขต

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจออกหมายจับศาลทหารออกหมายจับ ประกอบไปด้วย 1.นายประพาส (สงวนนามสกุล) 2.นายสรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) 3.นายชินวร (สงวนนามสกุล) 4. นายวีระชัฎฐ์ (สงวนนามสกุล) 5.นายศิริฐาโรจน์ (สงวนนามสกุล) 6.นายปราโมทย์ (สงวนนามสกุล) 7.นายณรงค์ (สงวนนามสกุล) 8.นายวิเชียร (สงวนนามสกุล) 9.นายวิโรจน์ (สงวนนามสกุล) 10.นายศรวัชษ์ (สงวนนามสกุล) 11.นายเหนือไพร (สงวนนามสกุล) 12.นายบุญภพ (สงวนนามสกุล) 13.ร.ต.ท.สมัย (สงวนนามสกุล) 14.ร.ต.ต.หญิงวิไลวรรณ (สงวนนามสกุล) 15.ด.ต.ศิริรัตน์ (สงวนนามสกุล) 16.น.ส.รุจิยา (สงวนนามสกุล) และ 17.น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล) นอกจากนี้ในส่วนของนายสรศักดิ์ ยังถูกศาลทหารออกหมายจับเพิ่มอีก 1 ข้อหา คือ มีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่ได้รับอนุญาตไว้ในความครอบครอง

ทั้งนี้ ตามแนวทางการสืบสวนพบว่า ในการประกอบระเบิดครั้งนี้ เป็นฝีมือของ นายอาหะมะ (สงวนนามสกุล) ชาว จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่ อ.ตากใบ โดยพบว่าภายหลังก่อเหตุได้หลบหนีไปกบดานที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัวแล้ว

ป่วนเมืองแปดริ้ว 3 จุด

ป่วนเมืองแปดริ้ว 3 จุด แอบวางวัตถุคล้ายระเบิดไว้อู่ซ่อมรถตัวเมืองและปั้มน้ำมัน อ.บ้านโพธิ์ ผู้การไม่เชื่ออาจขัดแย้งส่วนตัว เหตุมีเสียงคล้ายระเบิดก่อนหน้านี้
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2559 เวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดอีโอดี จากกองกำกับการ 2 บก. กฝ. ตชด.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยฝ่ายทหารจากกองพลทหารราบที่ 11 ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า และตำรวจ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยที่ถูกนำมาวางทิ้งไว้ใต้ท้องรถ ภายในลานจอดรถของอู่ซ่อมรถยนต์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อนุชาต เอ็นจิเนียริ่ง เลขที่ 253/6 ถนนสายสีริโสธร (ฉะเชิงเทรา-บางปะกง) ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ด้านขาออกก่อนถึงฝั่งตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาฉะเชิงเทรา 500 เมตร
ป่วนเมืองแปดริ้ว!วางวัตถุคล้ายระเบิด3จุด
หลังการตรวจสอบภายในบริเวณพื้นที่อู่ซ่อมรถดังกล่าวแล้ว พบว่ามีร่องรอยของระเบิดทำงานไปแล้ว 1 ลูก แต่มีอานุภาพไม่ร้ายแรงนัก โดยทำให้รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็คแบบแค็ป สีบอร์น ทะเบียน บจ-5523 อ่างทอง คันที่ถูกนำวัตถุดังกล่าวมาวางไว้ใต้ท้องรถนั้น พังเสียหายเพียงเล็กน้อย ที่บริเวณใต้ท้องรถ บันไดข้าง และกันชนหลังหลุดออกมาจากตัวรถ
สอบถามชาวบ้านใกล้เคียงทราบว่า ได้ยินเสียงดังของระเบิดดังขึ้นเมื่อช่วงเวลา 03.00 น.ที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครสนใจเพราะเข้าใจว่าเป็นเสียงของการจุดประทัดยักษ์ จนมาทราบหลังจากเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบและพบร่องรอยของการระเบิด
ป่วนเมืองแปดริ้ว!วางวัตถุคล้ายระเบิด3จุด
ส่วนวัตถุต้องสงสัยชิ้นที่สองนั้น มีลักษณะเป็นท่อทรงกระบอกคล้ายกับไปป์บอม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว ถูกนำมาวางไว้ยังภายใต้ท้องรถยนต์กระบะนิสสัน สีขาว หมายเลขทะเบียน ศณ-8227 กทม. ติดตราโลโก้สารวัตรกรมปศุสัตว์ รหัส 2603 ที่ด้านข้างรถ ซึ่งเป็นรถที่นำเข้ามาจอดรอซ่อมไว้ภายในอู่ ห่างจากคันแรกประมาณ 4 เมตร เจ้าหน้าที่ชุด อีโอดี จึงได้สวมชุดบอมสูทเข้าไปทำการเคลื่อนย้ายและนำออกไประเบิดทำลายทิ้งยังในพื้นที่ปลอดภัยด้วยดินระเบิดทีเอ็นที(TNT) ขาดครึ่งปอนด์
ป่วนเมืองแปดริ้ว!วางวัตถุคล้ายระเบิด3จุด
นอกจากนี้ในเวลา 13.00 น. ร.ต.อ.พงศ์พิเชษฐ ธนพศุตม์กุล รองสารวัตรสอบสวน สภ.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเหตุพบวัตถุต้องสงสัยถูกวางทิ้งไว้อยู่ภายในร้าน BURGER KING ซึ่งเป็นร้านค้าอาหารต่างชาติ อยู่ภายในปั้มน้ำมันเชลล์แห่งใหม่ เลขที่ 3/12 ม.1 ต.ลาดขวาง อ.บ้านโพธิ์ เยื้องเลยจากโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า บ้านโพธิ์ มาประมาณ 600 เมตร ด้านฝั่งขาเข้า อ.บางปะกง จึงได้ประสานชุดอีโอดีชุดเดียวกัน พร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
ป่วนเมืองแปดริ้ว!วางวัตถุคล้ายระเบิด3จุด
โดยวัตถุดังกล่าว มีลักษณะรูปร่างคล้ายกล่องเพาเวอร์แบงค์ที่ชาร์จสำรองไฟโทรศัพท์ วางซ้อนทับอยู่บนโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุงไม่ทราบรุ่น ขนาดกว้างประมาณ 3 นิ้วครึ่ง ยาวประมาณ 5 นิ้ว มีเทปพันสายไฟสีดำพันรอบรัดวัตถุทั้งสองชิ้นติดกัน และมีสายไฟพ่วงต่อเชื่อมเข้าหากัน หลังจากเจ้าหน้าที่ชุดอีโอดี ได้ระเบิดทำลายวัตถุต้องสงสัยในจุดแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้เดินทางไปทำการตรวจสอบยังจุดที่พบวัตถุต้องสงสัยในจุดที่ 3 ภายในปั้มน้ำมันดังกล่าวซึ่งอยู่ห่างจากจุดแรกมาประมาณ 10 กม.
ป่วนเมืองแปดริ้ว!วางวัตถุคล้ายระเบิด3จุด
หลังเจ้าหน้าที่สวมชุดบอมบ์สูทเข้าไปทำลายลงจรด้วยการตัดทำลายสายไฟเก็บกู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่พบว่าวัตถุดังกล่าวมีดินระเบิด โดยมีเพียงแบตเตอรี่ของโทรศัพท์จำนวน 2 ก้อนเท่านั้นที่บรรจุอยู่ภายใน
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.ต.ธีรพล จินดาหลวง ผบก. ภ.จว.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่า วัตถุต้องสงสัยที่พบนี้เป็นระเบิด ต้องรอให้ทางกองวิทยาการพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบก่อน ส่วนร่องรอยความเสียหายที่พบในรถคันแรกนั้น ยังพิสูจน์ไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกันว่าความเสียหายนี้เกิดขึ้นจากแรงระเบิดจริงหรือไม่ หรือเป็นถังแก๊สระเบิด และหากว่าเป็นระเบิดจริงก็น่าจะเป็นเรื่องของการประสงค์ต่อชีวิต มากกว่าที่จะสร้างความปั่นป่วน
“ต้องให้เวลาตำรวจทำงานก่อน ต้องตรวจสอบเจ้าของรถ เจ้าของอู่ และเจ้าของที่ดิน เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาทำการวิเคราะห์อีกครั้ง ตอนนี้อย่าเพิ่งไปสรุปว่าเป็นระเบิดเพราะเรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสิ่งที่ถูกทำลายไปนี้ใช่ระเบิดหรือไม่ ต้องรอให้ทางผู้ชำนาญการทำการวิเคราะห์เสียก่อนว่าใช่ระเบิดหรือไม่ โดยหากเป็นระเบิดจริงๆ รถในอู่ที่จอดอยู่ข้างเกือบ 10 คัน ก็ต้องเสียหายไปมากกว่านี้” พล.ต.ต.ธีรพล กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

"นายกฯต้องมาจากบัญชีพรรค" : อภิสิทธิ์

"นายกฯต้องมาจากบัญชีพรรค" : อภิสิทธิ์ 

(EXCLUSIVE) “อภิสิทธิ์” ชี้นายกฯคนต่อไปต้องมาจากพรรคที่เป็นเสียงข้างมากในสภา ระบุถ้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะต้องสร้างกระแสสังคมกดดัน ส.ส.ให้สนับสนุนรัฐบาล


          18 ส.ค. 59 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษเครือเนชั่นถึงเรื่องการเลือกนายกฯคนต่อไป หลังการเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาชี้ชัดเรื่องนี้ แต่ตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาล โดยที่ไม่มีเสียงข้างมาก ส.ส. สนับสนุน นี่คือหลักที่เราพูดได้ชัดเจน
          “ผมสนับสุนให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวบรวมเสียงสนับสนุนข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะว่าการทำงานของรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อ ส.ส. มีทั้งเรื่องญัตติ กระทู้คำถาม กฎหมาย ถ้าขาดการสนับสนุนส่วนนี้ ก็จะกลายเป็นรัฐบาลที่ทำงานกับประชาชนได้ยาก ผมคิดว่าแม้โครงสร้างในร่างรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนี้ แต่เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ยังมีความสำคัญมาก” นายอภิสิทธิ์กล่าว
          เมื่อถามย้ำว่านายกฯจะต้องมาจากพรรคเสียงข้างมากใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ใช่ครับ เพื่อให้รัฐบาลสามารถทำงานได้ ทำให้ไม่มีปัญหาในแง่ของการขัดเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้แสดงออกในการเลือกตั้ง”
          เมื่อถามอีกว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในเสียงข้างมากของสภา จะสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนไม่ขอพูดเรื่องบุคคล เพราะไม่รู้ว่าสุดท้ายกระบวนการเลือกนายกฯจะเป็นเช่นไร แต่หลักการที่พูดได้ทันที คือ ส.ส. โดยเสียงข้างมากจะต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
          “ตอนนี้สิ่งที่พยายามวิเคราะห์กัน พูดถึงแต่จะเอา ส.ว. 250 คนเป็นตัวตั้ง แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น เพราะรัฐบาลที่จะทำงานได้ต้องเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภา และนั่นคือการเคารพผลของการเลือกตั้ง ทั้งนี้ก็ต้องไปคิดต่อว่าเสียงข้างมากของ ส.ส. ควรจะเลือกแบบไหน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
          นายอภิสิทธิ์ มองถึงรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่า ตนไม่ได้มองว่าใครจะเป็นนายกฯ แต่มองสภาพการทำงานของรัฐบาล ซึ่งจะมีอยู่ 3 ลักษณะขึ้นอยู่กับว่าจะวางบทบาท ส.ว. 250 คนไว้อย่างไร แบบแรก ถ้าให้ ส.ว. 250 คนเป็นหลัก ให้ ส.ส. เป็นรอง คือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภา เรื่องนี้อาจไม่ขัดข้อกฎหมาย แต่ถามว่ารัฐบาลจะหนีจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ไหม หากเป็นแบบนี้คนที่เป็นนายกฯจะต้องสร้างกระแสสังคมเพื่อให้มากดดัน ส.ส. ให้สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ทำงานไปก่อน ถ้าทำได้รัฐบาลก็อยู่ได้ แบบที่ 2 ถ้า ส.ส. เป็นหลักในการเลือกนายกฯ และไม่มีปัญหากับ ส.ว. การทำงานของรัฐบาลก็จะไม่ยากมาก แต่ถ้าเป็นแบบที่ 3 คือ ส.ส. เป็นหลักในการเลือกนายกฯ แต่ขัดแย้งกับ ส.ว. แบบนี้ก็จะเหนื่อยอีกแบบ เพราะจะมีความขัดแย้งเป็นระยะ

วันเกิด84ปีอดีตนายกฯอานันท์

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 4 ภาพ — กับ Supachok Wiriyacosol
เมื่อคืนวานนี้ ่คนกันเอง ่จัดงานครบรอบ 84 ปีให้ท่านอานันท์ ปันยารชุนที่สยามสมาคม.งานไม่ใหญ่โตแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความปรารถนาดีต่อท่านผู้อันเป็นที่รักเคารพของผู้ร่วมงาน.อาจารย์ธีรยุทธ์ บุญมีกล่าวแทนผู้ร่วมงานอย่างน่าชื่นชม.ท่านอานันท์ตอบว่าตลอดชีวิตมาไม่เคยจัดงานเลี้ยงวันเกิดและไม่ยอมให้ใครจัดให้ แต่วันนี้เป็น84ปีจึงต้องยอม .ท่านบอกว่าคนไทยเรามีอะไรที่ช่วยบ้านเมืองกันได้ก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ .ประเทศไทยมีสิ่งที่ดีมากมาย ท่านเชื่อมั่นในอนาคตประเทศไทย . เราต้องมีความอดทน อะไรที่แก้ไขวันนี้ไม่ได้ก็ต้องรอไปในอนาคตอย่างมุ่งมั่นไม่ว่าจะเป็น 5 ปีหรือ10 ปีก็ต้องอดทนรอ. คนเราอาจเห็นไม่ตรงกันได้แต่ก็ต้องเคารพความคิดของกันและกัน เป็นเพื่อนกันได้.คนไทยต้องใจกว้าง ไม่เป็นศัตรูกัน. การปรองดองเป็นสิ่งสำคัญ .ท่านเล่าว่าเมื่อไม่นานนัก ลูกสาวท่านถามคุณแม่ว่าช่วงใดของชีวิตที่มีความสุขที่สุด ภรรยาท่านตอบว่าตอนนี้แหละ. ท่านชอบใจมากเพราะตรงกับใจท่าน .มนุษย์ต้องอยู่กับปัจจุบันเสมอ.ภรรยาท่านเป็นผู้หญิงแสนประเสริฐของท่านและครอบครัว. สิ่งสำคัญของมนุษย์คือความรักระหว่างกันในครอบครัว.ท่านมีความหวังในตัวลูกและหลานๆของท่าน....ท่านพูดมากกว่านี้อย่างสนุกสนานและประทับใจมาก.ที่เขียนมานี้คือสิ่งที่สรุปมาเพียงบางส่วน .....ข้อความเหล่านี้น่านำไปไตร่ตรองอย่างมากเพราะมาจากใจของคนอายุ 84ปีที่มีปัญญาและความรักมนุษย์อย่างแท้จริง.ประการสำคัญเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกว่ามีทั้งคุณธรรมและความสามารถอย่างเต็มเปี่ยม

เผาศพลุงข้วย เพื่อนป๋าเปรม ปิดตำนานเพื่อนไม่มีชนชั้น

18 ส.ค. 59 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศาลา2 วัดสระเกษ อ.เมือง จ.สงขลา นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีฌาปณกิจศพ สิบตรี ข้วย พุทธปาน อายุ 97 ปี หรือลุงข้วย เพื่อนรักและเพื่อนสนิทของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่จากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 13ส.ค. ที่ผ่านมา ด้วยอาการปอดติดเชื้อ และถือเป็นการปิดตำนานอันยิ่งใหญ่ของคำว่า "เพื่อนไม่มีชนชั้น" ระหว่างคนหนึ่งที่เป็นนายกรัฐมนตรีกับอีกคนที่เป็นเพียงแค่ชายปั่นสามล้อมรับจ้างที่หาเช้ากินค่ำธรรมดา
โดยบรรยากาศในพิธีเป็นไปอย่างเรียบง่ายมีบุคคลสำคัญในจังหวัดเช่น นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ดร.ไพโรจน์ ด้วงวิเศษ ประธาน ป.ป.ช. สงขลา  หัวหน้าส่วนราชการและประชาชนทั่วไปที่รักลุงข้วย มาร่วมพิธีและแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายจำนวนมาก และนอกจากจะมีการทำพิธีทางศาสนาแล้ว ทางสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสงขลายังได้จัดพิธีทางทหารเพื่อเชิดชูเกียรติ และสดุดีในวีรกรรมอันกล้าหาญของ สิบตรี ข้วยหรือ ลุงข้วย ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการยืนสงบนิ่งและเป่าแตรนอน เพื่อเป็นการไว้อาลัยดวงวิญญาณของ สิบตรี ข้วย เป็นเวลา 1 นาที พร้อมกับมอบเงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือครอบครัว
ด้านนางสาวกรชลี พุทธปาน อายุ 55 ปี ลูกสาวคนเดียวของ ลุงข้วย ได้กล่าวถึงพล.อ.เปรม แทนพ่อสั้นๆ ว่า ขอขอบคุณ พล.อ.เปรม ที่ดูแลครอบครัวมาตั้งแต่พ่อยังมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้าย ซึ่งครอบครัวรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณเป็นอย่างมาก
สำหรับสิบตรีข้วย หรือลุงข้วย นอกจากจะเป็นผู้สร้างตำนาน "เพื่อนไม่มีชนชั้น" ระหว่างเพื่อนที่เป็นถึงนายกรัฐมนตรีกับอีกคนที่เป็นเพียงชายที่มีอาชีพปั่นสามล้อรับจ้าง จากเหตุการณ์ที่พล.อ.เปรม ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และลงมาปฏิบัติภาระกิจที่วัดดอนรัก อ.เมือง จ.สงขลา ลุงข้วยก็ไปยืนรอรับเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป แต่เมื่อ พล.อ.เปรม เดินผ่านมาและเห็นก็ตรงเข้ามาหาและพูดทักทายเป็นภาษาใต้ ลุงข้วยจึงยกมือไหว้  แต่ พล.อ.เปรม พูดกลับว่า "ข้วยไหว้เราทำไมเราเป็นเพื่อนกันนะ" ลุงข้วยจึงตอบกลับไปว่า "ผมไหว้นายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเป็นนายเปรมผมไม่ไหว้" และทั้งสองจึงสวมกอดกันด้วยรอยยิ้มท่ามกลางความปลาบปลื้มของคนทั้งวัด
ทั้งนี้ ลุงข้วยยังเคยเป็นทหารกล้าซึ่งจากประวัติทางทหาร สิบตรีข้วย เป็นทหารผ่านศึกสงครามมหาเอเชียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้ารับราชการทหารเป็นทหารกองประจำการเหล่าทัพทหารบก หมายเลขประจำตัวทหาร 186601216 เริ่มรับราชการเมื่อวันที่1 เม.ย. 2484 สังกัดกองพันทหารราบที่ 41 สวนตูล ค่ายพระปกเกล้าในปัจจุบัน และเคยร่วมรบเพื่อต่อต้านกองกำลังทหารญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกที่จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2484  โดยได้ตั้งจุดสกัดกองกำลังทหารญี่ปุ่นบริเวณหาดเก้าเส้ง สามแยกสำโรง เมืองสงขลา ทำให้กองกำลังทหารญี่ปุ่นได้รับความเสียหายจำนวนมาก และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อดทนกล้าหาญ และเสียสละทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุตามวัตถุประสงค์ของทางราชการทุกประการ  ก่อนที่จะปลดประจำการเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2488 รวมระยะเวลาที่รับราชการจำนวน 4 ปี และยังได้รับพระราชทานบัตรเหรียญชัยสมรภูมิ(เอเชียบูรพา)และบัตรประจำตัวทหารผ่านศึกนอกประจำการบัตรชั้นที่2ด้วย

"บิ๊กป้อม "ยังฉุนไม่เลิก ข่าว"ถูกหาม เข้ารพ"ไม่รู้เขียนกันมาได้ไง ยืนทนโท่อยู่นี่



"บิ๊กป้อม "ยังฉุนไม่เลิก ข่าว"ถูกหาม เข้ารพ"ไม่รู้เขียนกันมาได้ไง ยืนทนโท่อยู่นี่ ทำไมไม่เช็คกัน บิ๊กป้อม จะตายช่างแม่ง"!! ลั่นพร้อมพัก....ติง สื่อ อย่าตื่นตัว มากนัก สัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์ผลกระทบ ระเบิดใต้ต่อ เศรษฐกิจ ยิ่งทำชาติเสียหายไปใหญ่ ปชช.สับสน

พลเอกประวิตร กล่าวว่า สื่อมวลชนเอง ก็อย่าตื่นตัวมากเกินไป เพราะจะทำให้ประเทศเสียหาย เช่น การไปถามนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ให้ประเมินความเสียหายและผลกระทบ เพราะมันส่งผลให้ประชาชนเกิดความสับสนได้
สำหรับผมให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชนมาโดยตลอด ไม่เคยพูดอะไรที่ไม่เป็นความจริง
“ผมว่าไม่ใช่ใครหรอก ผู้สื่อข่าวนี่แหล่ะสำคัญ การไปถามว่าเกิดระเบิดแล้วจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร มันก็ไปกันใหญ่ ประเทศเสียหาย ต่างชาติไม่มาลงทุน สื่อต้องเข้าใจนะ ทุกคนก็จบปริญญาตรี ปริญญาโทมาทั้งนั้น ทำไมไม่ค่อยคิดถึงประเทศก็ไม่รู้ จะเอาแต่ข่าว
"ดูซิเขียนมาได้อย่างไร หามบิ๊กป้อมเข้าโรงพยาบาลกลางดึก ไม่รู้เขียนกันมาได้อย่างไร ยืนทนโท่อยู่นี่ ทำไมไม่เช็คกัน บิ๊กป้อมจะตายช่างแม่ง"
ผู้สื่อข่าวชี้ว่า ที่มีข่าวแบบนี้เพราะมีคนอยากให้ท่านพักหรือเปล่า พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น ผมพร้อมเลย"

บิ๊กตู่ เปรียบ กำลังสร้าง หนังใหญ่ เรื่อง "ปฏิรูปประเทศ" หวังจบแบบ Happy Ending ในอนาคต



บิ๊กตู่ เปรียบ กำลังสร้าง หนังใหญ่ เรื่อง "ปฏิรูปประเทศ" หวังจบแบบ Happy Ending ในอนาคต ยัน ไม่ใช่เพื่อผม ไม่ใช่เพื่อรัฐบาล ไม่ใช่เพื่อคสช.ทำเพื่อ แผ่นดิน ผืนฟ้าและผืนน้ำเป็นของคนไทยทุกคน/ยันผมไม่ได้เกลียดชังใคร และจะไม่รังแกใคร
พลเอกประยุทธ์. กล่าวว่า รัฐบาลนี้กำลังสร้างหนังใหญ่เรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งการปฏิรูปประเทศ
ต้องมาจากอดีต ปัจจุบันและอนาคต เป็นอนาคตประเทศที่Happy Ending ไม่ใช่เป็นหนังสะเทือนขวัญ สะเทือนใจวันหน้า ไม่เอา ไม่มีโอกาสอีกแล้วทุกเรื่อง
หลายอย่างกำลังเดินหน้า บางอย่างก็ช้า ปัญหาอย่างหนึ่งคือเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน มีจิตใจที่ตอบแทนให้กันและกันด้วยความเสียสละ
"ไม่ใช่เพื่อผม ไม่ใช่เพื่อรัฐบาล ไม่ใช่เพื่อคสช.ทำเพื่อแผ่นดินของท่านเอง แผ่นดิน ผืนฟ้าและผืนน้ำเป็นของคนไทยทุกคน"
เรามีเวลาในการปฏิรูปจำกัด ประเทศเราต้องเดินหน้า ประเทศไทยมีโอกาสมากมายในการเป็นศูนย์กลางต่างๆ เราใช้โอกาสของเราให้กลายเป็นวิกฤต. ที่วิกฤตแล้วก็ยิ่งวิกฤตกว่าเดิม ผมก็ไม่เข้าใจว่าจะปล่อยเรื่องนี้ให้ป็นแบบนี้ต่อไปได้อย่างไร อดีตที่ผ่านมาคืออดีต เราต้องเริ่มต้นใหม่ให้ดีที่สุด
"ผมไม่ได้เกลียดชังใคร ไม่ได้อะไรกับใคร ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนยุติธรรม เราต้องรักษาสัญญาที่มีในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผมจะไม่รังแกใครทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ก็ใช้เท่าที่จำเป็น ถ้าไม่ใช้มันก็เกิดไม่ได้ หลายอย่างเป็นปัญหาผมพูดไปก็เท่านั้น
แต่จะทำให้ดีที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ เราคิดถึงสุดท้ายและคิดย้อนกลับมาและคิดถึงจุดเริ่มต้นว่าเราอยู่ในสถานการณ์ไหน ตรงนี้มันคือระหว่างทางที่เราต้องเดิน รัฐบาลคิดแบบนี้ ไม่ได้คิดว่าทำวันนี้เพื่อไปทำให้คนอื่นดูด้อยค่าชนะสิ่งที่เขาทำมาแล้วทุกอย่างมันต้องทำต่อกันทั้งหมด

"บิ๊กตู่"ขอ อย่ากลัว "ผี" กลัวนายกฯคนนอก



"บิ๊กตู่"ขอ อย่ากลัว "ผี" กลัวนายกฯคนนอก
ชี้เพราะเป็นผีที่ยังมองไม่เห็น ขอช่วยกำจัด ผีที่ขึ้นมาจากหลุม ไม่ให้คนไม่ดีมาทำให้บ้านเมืองเสียหาย ชี้ ถ้าผมใช้อำนาจของผมมันจบไปนานแล้ว ไม่ต้องมาทะเลาะกันถึงวันนี้
"มีใครคิดว่าบ้านเมือง ตอนนี้เป็นสุขแล้ว ไปได้แล้ว ผมก็ต้องอยู่ตามโรดแมพ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คำว่าโรดแมพของผม อยู่ที่ท่านแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ผม
"สงสัยไหมล่ะว่า ใครจะเป็นนายกฯคนนอก ไอ้ผีตนนั้น ยังมาไม่ถึง อย่าไปกลัวผีตรงโน้น "
วันนี้มาช่วย ผมทำให้ "ผีมันไม่ผุดจากหลุม"ขึ้นมาก็แล้วกัน คือไม่ให้คนไม่ดีมาทำให้บ้านเมืองเสียหายเท่านั้นเอง
คำว่าดี ไม่ดี เราตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรม ถ้าผมใช้อำนาจของผมมันจบไปนานแล้ว ไม่ต้องมาทะเลาะกันถึงวันนี้ ผมปล่อยให้โอกาสเสมอมา แต่ไม่เคยแก้ไข คนบางคนไม่แก้ไข
วันนี้ใครบอกคนไม่คบผม เขามากันหมดทุกประเทศ เขามาเพราะเห็นศักยภาพของเรามากันทุกอาทิตย์ แต่คนไทยบอกไม่มีใครคบ ต่างชาติเขาบอกว่ารัฐบาลผมรักษาสัญญาและข้อตกลง รวมถึงพยายามเดินตามข้อตกลงมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆมา นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นทหารเพราะสัญญาคือสัญญาต้องทำให้ได้” พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี กล่าว

บื๊กตู่ ลั่นจะกำจัด"ผีในหลุม"

บื๊กตู่ ลั่นจะกำจัด"ผีในหลุม" ที่วันนี้ออกมาจากหลุม เที่ยวออกมาวุ่นวาย "ผีในหลุมทั้งนั้น" สักวันก็ต้องกลับหลุมหมด ด้วยกระบวนการยุติธรรม/ เตือน“อย่าบังคับให้ผมใช้อำนาจ ผมพร้อมใช้ แต่ไม่อยากใช้ /ยันรัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่ในการสร้างความสงบสุข มีเสถียรภาพด้านความมั่นคง/ชี้ เป็นนายกฯที่พูดมากที่สุด แต่ผมพูดทุกอย่างที่ทำและคิด ไม่มีเรื่องอะไรซับซ้อนในใจ มีแต่คิดว่าอะไรจะต้องทำต่อ ขอกำลังใจให้ผม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยต้องสร้างด้วยคนไทยกันเอง ถ้าเราทำให้คนไทยทั้งหมดมีความรักความสามัคคีได้ นั่นคือการสร้างความมั่นใจที่ดีที่สุด ให้คนทั่งประเทศและต่างประเทศ
“สำหรับคนที่ไม่ร่วมมือก็ปล่อยเขาไป เราอย่าเอามาเป็นอารมณ์ อย่าไปลากเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาจะเคลื่อนไหวอะไรก็เรื่องของเขาไป กฎหมายดูแลอยู่แล้ว
อย่าเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาพันกัน เพราะจะไม่สามารถเดินหน้าประเทศไปได้ จะทำให้ไม่เกิดความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ "
เพราะในประเทศก็ไม่เชื่อมั่น แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็สูญหายเสียเวลาไปเปล่าๆ ฝากสื่อทุกคนช่วยกันคิด
"ผมยืนยันว่ารัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่ในการสร้างความสงบสุข ความมีเสถียรภาพด้านความมั่นคงและด้านอื่นๆในนามของรัฐบาลและคสช. รวมถึงข้าราชการทุกคนจะทำเต็มที่ อย่าทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลย พอได้แล้ว กม.ว่ากันไป”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ สื่อรู้ดีว่ามีปัญหาหลายอย่างซ้อนกันอยู่ อย่าเพิ่งไปลงความเห็นว่าเกิดจากอะไร เดี๋ยวมันจะเปิดเผยมาเอง กำลังดำเนินการอยู่
"ส่วนผีในหลุมที่ผมพูด มันมีไม่เยอะ และวันนี้ผีพวกนี้ก็ออกมาจากหลุม เที่ยวออกมาวุ่นวายตอนนี้ก็ผีในหลุมทั้งนั้น สักวันก็ต้องกลับหลุมหมด กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการหมด ขอให้ปล่อยกระบวนการยุติธรรมดำเนินการก้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมจะดีกว่า"
“อย่ามาให้ผมใช้อำนาจ ผมพร้อมใช้แต่ไม่อยากใช้ เอาอย่างนี้แล้วกัน อย่าบังคับให้ผมต้องใช้เลย ขอให้สื่อช่วยกันสร้างความเชื่อมัน เพราะทุกฝ่ายช่วยกันทำงานกันอย่างสาหัส "
ทั้งการบินไทย การท่าอากาศยานฯ ศุลกากร ตำรวจ ทหาร ทำกันแทบตาย ถ้ามีข่าวนิดเดียวว่าอย่างนี้อย่างนั้นมันจะไปทั้งหมด เสียแรงเปล่าๆ เราจะทำอย่างนั้นทำไม ไม่เกิดประโยชน์
" สื่อคือปากของประเทศ ผมตั้งให้ท่านเลย ท่านไม่ใช่สื่อ แต่เป็นปาก เป็นหู เป็นตาให้กับประเทศไทย ฉะนั้นเวลาจะพูดจะสื่ออะไรออกไป ดูซักนิดว่าจะมีผลเสียตรงไหนหรือไม่ หรือจะมีผลดีตรงไหน ผมไม่ได้ปิดบังสื่อ "
"ผมอาจจะเป็นนายกฯที่พูดมากที่สุด แต่ผมพูดทุกอย่างที่ทำและคิด ไม่มีเรื่องอะไรซับซ้อนในใจ มีแต่คิดว่าอะไรจะต้องทำต่อ ขอกำลังใจให้ผมแค่นั้น ผมจะร่วมฟันฝ่าไปกับท่าน ถ้าท่านจะคาดหวังข้าราชการ ภาครัฐโดยไม่ช่วยกันเลยคงไม่สำเร็จ จะไม่มีอะไรสำเร็จได้เลยในโลกใบนี้ ทั้งชาตินี้และชาติหน้าจำไว้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

“บิ๊กป้อม” ขอเวลาจนท.ทำงาน อย่ากดดันจับมือบึ้ม 7 จังหวัด



“บิ๊กป้อม” ขอเวลาจนท.ทำงาน อย่ากดดันจับมือบึ้ม 7 จังหวัด ลั่น จะจับผู้ต้องหาให้ได้มากที่สุด ปรับระบบการข่าว / ติง สื่อ อย่าตื่นตัวมากนัก ไปสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจ ยิ่งทำชาติเสียหายไปใหญ่ บิ๊กป้อม "ยังฉุนไม่เลิก ข่าว"ถูกหาม เข้ารพ"ไม่รู้เขียนกันมาได้ไง ยืนทนโท่อยู่นี่ ทำไมไม่เช็คกัน บิ๊กป้อมจะตายช่างแม่ง"!!

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ภาคใต้ว่า มีความคืบหน้าและความชัดเจนอย่างต่อเนื่อง เราต้องการจับกุมผู้ต้องหาให้ได้มากที่สุด
" แต่ขอว่าอย่ากดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ ต้องให้เวลาในการทำงาน ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทำงานกันไม่ได้หลับไม่ได้นอน "
ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยในอนาคตนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ด้านการข่าวได้รับรายงานว่าจะมีการก่อเหตุ แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้
"ผมยืนยันว่าฝ่ายความมั่นคงระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งหน่วยงานด้านการข่าว ทหาร ตำรวจ ได้บูรณาการข้อมูลกันอย่างเต็มที่ โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นหน่วยงานหลัก"
" อยากขอความร่วมมือจากประชาชน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มาก "
พลเอกประวิตร กล่าวว่า สื่อมวลชนเอง ก็อย่าตื่นตัวมากเกินไป เพราะจะทำให้ประเทศเสียหาย เช่น การไปถามนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ให้ประเมินความเสียหายและผลกระทบ เพราะมันส่งผลให้ประชาชนเกิดความสับสนได้
สำหรับผมให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชนมาโดยตลอด ไม่เคยพูดอะไรที่ไม่เป็นความจริง

“ผมว่าไม่ใช่ใครหรอก ผู้สื่อข่าวนี่แหล่ะสำคัญ การไปถามว่าเกิดระเบิดแล้วจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร มันก็ไปกันใหญ่ ประเทศเสียหาย ต่างชาติไม่มาลงทุน สื่อต้องเข้าใจนะ ทุกคนก็จบปริญญาตรี ปริญญาโทมาทั้งนั้น ทำไมไม่ค่อยคิดถึงประเทศก็ไม่รู้ จะเอาแต่ข่าว
"ดูซิเขียนมาได้อย่างไร หามบิ๊กป้อมเข้าโรงพยาบาลกลางดึก ไม่รู้เขียนกันมาได้อย่างไร ยืนทนโท่อยู่นี่ ทำไมไม่เช็คกัน บิ๊กป้อมจะตายช่างแม่ง"
ผู้สื่อข่าวชี้ว่า ที่มีข่าวแบบนี้เพราะมีคนอยากให้ท่านพักหรือเปล่า พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น ผมพร้อมเลย"

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ปี 2

เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ปี 2+++
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับข้อมูลจากกรมพระธรรมนูญ ระบุว่าตั้งแต่ 22 พ.ค. 2557- 31 พ.ค. 2559 มีคดีของพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารจำนวน 1,546 คดี คิดเป็นจำนวนผู้ต้องหาและจำเลยรวม 1,811 คน เป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี 517 คดี และคดีที่ศาลพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว 1,029 คดี
จากสถิติดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกต ดังนี้
1. การที่ คสช. ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 – 1 เม.ย. 2558 ส่งผลให้คดีซึ่งเกิดระหว่างการประกาศกฎอัยการศึกดังกล่าวนั้นไม่สามารถอุทธรณ์และฎีกาได้ สถิติดังกล่าวไม่ได้แบ่งแยกเวลาทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าคดีที่ไม่มีสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกามีจำนวนเท่าใด
2. จากสถิติคดีทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานครพบว่า ประเภทคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาในศาลทหารมากที่สุดยังคงเป็นประเภทคดีตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 สถิติคดีที่สูงแสดงให้เห็นว่ามีคดีเพียงส่วนน้อยซึ่งเกี่ยวข้องทางการเมืองเท่านั้น แต่คดีส่วนใหญ่เป็นคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยเหตุซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมือง แต่กลับต้องถูกดำเนินคดีในศาลทหาร ซึ่งมีหลักประกันสิทธิการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมน้อยกว่าศาลยุติธรรรม
3. เมื่อเทียบกับสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารช่วง 22 พ.ค. 2557- 30 ก.ย. 2558 มีพลเรือนซึ่งถูกดำเนินคดีมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญาในศาลมณฑลทหารบก 2 ราย ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลล่าสุดที่ได้รับ คือ ไม่มีคดีมาตรา 116 ในศาลมณฑลทหารบกเลย
นอกจากนี้สถิติคดีมาตรา 116 ในศาลทหารกรุงเทพ 5 คดีนั้นยังน้อยกว่าความเป็นจริง ซึ่งศูนย์ทนายความฯทราบว่า มีคดีอย่างน้อย 6 คดี คือ คดีของนายจตุรนต์ ฉายแสง คดีของสมบัติ บุญงามอนงค์ คดีพลเมืองรุกเดินของพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ คดีมอบดอกไม้ให้พันธ์ศักดิ์ของลุงปรีชา คดีของรินดาซึ่งโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก และยังคงมีอีกหลายคดีที่อยู่ในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของอัยการทหาร เช่น คดี 14 ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ คดี 8 แอดมินเพจเรารักประยุทธ์ เป็นต้น ข้อมูลสถิติดังกล่าวจึงอาจยังไม่ครบถ้วนตามความเป็นจริง
4. เมื่อเทียบกับคดีในความรับผิดชอบของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเฉพาะที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารทั้งหมด 53 คดี โดยมีคดีที่สิ้นสุดแล้ว 16 คดี ซึ่งล้วนแต่เป็นคดีที่จำเลยรับสารภาพและไม่มีการสืบพยานในชั้นศาล แต่คดีที่ยังไม่สิ้นสุดอีก 37 คดี ที่จำเลยต่อสู้คดี ยังไม่มีคดีใดเลยที่ศาลทหารพิจารณาเสร็จสิ้นในระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากศาลทหารไม่มีระบบการนัดพิจารณาคดีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเมื่อพยานซึ่งนัดไว้ล่วงหน้าไม่มาศาลโดยอ้างเหตุติดราชการ ศาลก็จะมีคำสั่งให้เลื่อนการสืบพยาน ทำให้เสียวันนัดดังกล่าวไป และโดยปกติศาลทหารจะนัดสืบพยานเพียงครึ่งวันในช่วงเช้าเท่านั้น ทำให้การพิจารณาคดีของศาลทหารเป็นไปอย่างล่าช้าเมื่อเทียบกับคดีประเภทเดียวกัน คือข้อหาฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช.ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม เนื่องจากเหตุในคดีเกิดก่อนการประกาศให้คดีฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. พิจารณาในศาลทหาร อาทิ คดีฝ่าฝืนการชุมนุมทางการเมืองของอภิชาติ พงษ์สวัสดิ์ ในศาลแขวงปทุมวัน และคดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของสมบัติ บุญงามอนงค์ในศาลแขวงดุสิต ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีในศาลชั้นต้น ปรากฎว่าคดีดังกล่าวล้วนพิจารณาและพิพากษาแล้วทั้งสิ้น แต่คดีฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช.ในศาลทหาร อาทิ คดีฝ่าฝืนการรายงานตัวของจิตรา คชเดช กลับยังพิจารณาไม่เสร็จสิ้น
อ่านรายละเอียดทั้งหมดที่ http://www.tlhr2014.com/th/?p=1650

"ใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็อย่าร้อนตัว"



"ใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็อย่าร้อนตัว"
"นายกฯบิ๊กตู่" เผยมาเลเซีย รับเรื่องไปพิสูจน์หลักฐานมือถือ ระเบืดใต้ ไปตรวจสอบแล้วอยู่ระหว่างดำเนินการ ขออย่าถามอีก ยันให้ความเป็นธรรมทุกคน ไม่มีแพะ หรือแกะในคดีนี้แน่นอน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ในการเดินทางไปร่วมประชุม International Conference on Blue Ocean Strategy ครั้งที่ 1 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ไม่ได้มีการพูดคุยกับนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เกี่ยวกับเหตุระเบิดและพบหลักฐานโทรศัพท์ที่มาจากทางมาเลเซีย
โดยในความเป็นจริงทางมาเลเซีย ได้รับหลักฐานไปแล้วอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบ ซึ่งวันนี้ฝ่ายความมั่นคง คุยกันอยู่แล้ว
"บางครั้งบางเวลาก็ไม่เหมาะที่จะคุยในบางเรื่อง ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาทุกเรื่องไปคุย และพันกันทุกเรื่อง ซึ่งทางมาเลเซียก็ไม่ได้คุยกับผมคนเดียว มีหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศกลุ่มมุสลิม OIC
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีการสรุปสถานการณ์ล่าสุดอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงเขาทำงานกันอยู่ และได้มีการชี้แจง รวมทั้งอยากขอร้องสื่อมวลชนว่าทำอย่างไรจะช่วยสร้างความเข้าใจให้เกิดมากยิ่งขึ้น และรัฐบาลไม่ได้ปิดบังข้อมูล แต่เป็นเรื่องการสอบสวน ซึ่งต้องให้โอกาสเจ้าหน้าที่ในการทำงานบ้าง อย่างบางคดีต้องใช้เวลานาน
ขณะเดียวกัน สื่อก็ต้องช่วยกันสร้างให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ ซึ่งจะมีผลต่อการท่องเที่ยว ถ้าสื่อถามทีละฝ่ายทีละประเด็นก็จะผิดเพี้ยนไปหมด ประชาชนก็จะเกิดความสับสน ผมจึงอยากขอร้องสื่อหยุดถาม โดยหลายมีความชัดเจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะแถลงให้ทราบเอง
ในส่วนของความคืบหน้าก็มีต่อเนื่องเรื่อย ๆ และยังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้งทั้งสิ้น ใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็อย่าร้อนตัว เรื่องนี้ขอให้ถามฝ่ายความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อผู้สื่อข่าวจากเดอะเนชั่น พยายามสอบถามถึงความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ของคุณนั่นแหละที่ออกไปต่างประเทศล้วน ๆ ระวังด้วย ระวังว่าข่าวจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย คุณเขียนอะไรออกไป ประเทศชาติอยู่ตรงไหน ถ้าคุณจะขยายไปเรื่อย ๆ ให้ประเทศชาติเสียหายก็เรื่องของคุณ อย่ามาโทษผม"
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานหรือไม่ว่าทางฝ่ายความมั่นคง และตำรวจ มองว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการทำประชามติ นั้นจริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า "เขาบอกหรืออย่างไร เขาบอกแต่เพียง ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง ซึ่งมีหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งผมก็ฟังเขาพูดอยู่
"สื่ออย่าไปโยงแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียว มันหลายอย่างผสมกันไป เดี๋ยวฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการได้ ใจเย็น ๆ เดี๋ยวเขาก็สืบจนได้ จะเห็นได้ว่าเราให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ผิดก็ผิด ไม่ผิดก็คือไม่ผิด ก็ดูแลกันแค่นั้นเอง"
สิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้ต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่บ้าง อย่าต้องให้มาตอบคำถามสื่อทุกวัน วันนี้คดีมีมากมายเป็นหมื่นเป็นแสนคดี อย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่ต้องทำคดีอื่นด้วย
สำหรับเหตุระเบิดคดีนี้เจ้าหน้าที่ก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จัดทีมขึ้นมาโดยมีพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงไปดูแลในพื้นที่ เจ้าหน้าที่เขาให้ความสำคัญ ฝ่ายความมั่นคงต้องใช้สายข่าวทั้งตำรวจ ทหาร และความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งหมด เขาทำหมดแล้วเพียงแต่ว่าเกิดเหตุปุ๊บก็จะสามารถจับได้ปั๊บ ไม่มีใครจับใครได้นอกจากโจรจี้ปล้น ต้องอาศัยการสืบสวนสอบสวน และทำอย่างไรจะไม่ให้ใครเดือดร้อนจากการกระทำทางกฎหมาย
" ยืนยันว่าไม่มีแพะ หรือแกะใด ๆ ทั้งสิ้น อย่าหาว่าผมโมโห ยืนยันว่าไม่โกรธ เพียงแต่มันกดดันที่ผมจะต้องตอบคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ หลายคนจี้คำถามมาโดยตลอด และถ้าผมต้องตอบทุกคำถามมันก็ตาย ผมก็เครียดจะให้ผมตอบทุกวัน ครับผมฯ มันไม่ใช่
วันนี้ผมกำลังทำงานอยู่ อีกหลายเรื่องยังรอผมอยู่ อีกสักครู่ทูตต่างประเทศก็จะมาพบ เขาคงไม่มาถามผมในเรื่องระเบิด แต่มีคำถามว่าจะร่วมมือกับไทยได้อย่างไร
วันนี้นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้ลดลง ไม่มีการยกเลิกเที่ยวบิน มีแต่คนไทยที่ลดลง ถ้าเจ้าบ้านยังไม่แสดงความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างความเชื่อมั่นกันเอง ทุกอย่างมันก็จบหมด ผมขอฝากไว้ด้วยแล้วกัน ให้ช่วยกันคิด"

บิ๊กตู่ แบะท่าพร้อมเป็นนายกฯ เปรยวันข้างหน้า คงมีคนดีมาให้เป็นผู้นำ



บิ๊กตู่ แบะท่าพร้อมเป็นนายกฯ เปรยวันข้างหน้า คงมีคนดีมาให้เป็นผู้นำ ประเทศนี้มีคนดีกว่าผม แต่ถ้าหาคนดีไม่ได้ ค่อยมาคุยกับผม /ขอบคุณ"ไพบูลย์"เสนอเป็นนายกฯ แต่อย่ามาลากผมไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองในตอนนี้ แนะ รอดูตอนจบ นี่เพิ่งสร้างตอนแรก

พลเอกประยุทธ์ ถูกถามถึงกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประกาศตั้งพรรคการเมือง เพื่อรองรับพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง นั้น
" เป็นเรื่องของนายไพบูลย์ ต้องขอขอบคุณในความหวังดี แต่ผมยังไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น จะให้ติดต่อมาเท่าไหร่ ผมก็ไม่ต่อด้วยอยู่แล้ว มันไม่ใช่เวลาในตอนนี้
นายไพบูลย์จะพูดอะไรก็ไป สังคมก็ดูเอา อย่ามาลากผมไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองในตอนนี้ ยังไม่ใช่ตอนนั้นมันคนละเรื่อง วันนี้ผมกำลังแก้ปัญหาประเทศอยู่
เมื่อถามว่านายไพบูลย์ให้ความเห็นว่าคนที่รับร่างรัฐธรรมนูญคือคนที่อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯในอนาคต นายกฯกล่าวว่า ก็ไปถามคนรับร่างฯ จะมาถามอะไรผม ไม่ตอบ
เมื่อถามว่าวันนี้มีทั้งเสียงเชียร์และเสียงเฉยๆ กับการให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ นายกฯกล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา อย่าเพิ่งมาพูดตอนนี้ ไม่ขอตอบทั้งสิ้น เพราะพูดไปก็ขัดแย้งกับคนนี้คนนั้น ผมไม่พูดไม่ใช่เวลา ยังไม่ถึงเวลาเลือกตั้ง ไม่ตอบ จบ
บ้านเมืองกำลังจะขับเคลื่อนวุ่นวายจะตาย ไปถามเรื่องอนาคตจะตายกันวันนี้ยังไม่สนใจ เศรษฐกิจต่างๆ เหล่านี้กำลังขับเคลื่อน ก็ดีขึ้นทำไมไม่ขยายให้บ้าง สศช. แถลงตัวเลขจีดีพี ออกมารู้หรือไม่ ขยายกันแต่เรื่องระเบิด ตัวเลขมันคงขึ้นหรอก อย่ามาโทษผม
เมื่อถามว่าทำไมเวลาถูกถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองต้องโมโหทุกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มันไม่ใช่เวลาของผม วันนี้ผมเป็นอะไร เป็นหัวหน้าคสช. เป็นนายกฯ ที่มาจากกระบวนการเหล่านี้ แล้วมาถามการเมืองปกติมันไปได้มั้ย การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยสากลที่ท่านบอกต้องการมันคงละเรื่องกับวันนี้ ถึงเวลาแล้วไปว่าตรงโน้น จะให้มันแตกวันนี้ก่อนหรือยังไง
เมื่อถามว่าวันนี้นายกฯ ทำและมองอนาคตของประเทศไทย ขณะที่คนไทยเขาก็มองอนาคตคนที่จะมาเป็นผู้นำเหมือนกัน นายกฯกล่าวว่า ปัดโธ่! เอาวันนี้ก่อน วันหน้าท่านก็เลือกกันเอง อยากเลือกใครก็เลือก อย่าเพิ่งเอาตนไปเกี่ยวข้องตรงโน้น มันก็จะตีกันตรงนี้ ทะเลาะกันตรงนี้ก่อนแล้วบ้านเมืองจะไปได้หรือไม่ ใครก็ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งทางการเมืองไปเติมอย่างอื่นเข้าอีก ท่านต้องช่วยในการรักษาความสงบเรียบร้อย ประคับประคองไปก่อน รัฐธรรมนูญออกมารอดูกฎหมายลูกเสร็จแล้วก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เตรียมกฎหมายจัดการเลือกตั้งเพื่อเตรียมสู่กระบวนการเลือกตั้ง มันอีกตั้งยาวแต่มาถามในสิ่งที่ยังไม่เห็นในวันข้างหน้า อย่างที่เคยพูดไว้กลัวผีที่มองไม่เห็นจะกลัวกันทำไมวันนั้น
"ใครก็ได้ ผมคิดว่ามีคนดีมากกว่าผมอีกเยอะแยะในประเทศนี้ ไปดูก็แล้วกัน ถ้าหาคนดีไม่ได้ค่อยมาพูดกับผม"
“ไม่เคยโกรธ ไม่เคยโมโห เพียงแต่เสียงดังหน่อยเข้าใจฉันสิ ฉันก็หวังดีกับชาติบ้านเมืองเหมือนกับเธอนั่นแหละ ซึ่งผมก็เข้าใจการทำงานของสื่อแล้วจะเห็นว่าหลังๆ ผมอารมณ์ดีตลอด ผมไม่อยากตอบ เพราะตอบก็ขุ่นข้องหมองใจกันเปล่าๆ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เจตนา
สิ่งสำคัญต้องมองประเทศชาติมาก่อนว่าควรจะอย่างไรในตอนนี้ แล้ววันหน้าจะอย่างไรก็เป็นคนละเรื่อง
"เหมือนหนังคนละตอน กำลังสร้างหนังต้นเรื่องอยู่ เรื่องการเป็นประเทศมั่นคง มั่งคั่ง ปลอดภัย กำลังสร้างหนังเริ่มตอนแรก แต่ไปเอาตอนจบมาว่าแล้ว มันจะไปได้ไหม หนังเรื่องนี้จะสร้างจบไหม คงสร้างไม่จบเพราะมันต่อกันไม่ได้ เนื่องจากแตกกันตั้งแต่ฉากแรก
อย่าหาว่าฉันโมโห ไม่เคยโกรธเพียงแต่มันกดดันฉันที่ต้องตอบคำถามที่ไม่มีคำตอบ หลายคนก็ยื่นคำถามว่า หากฉันต้องตอบทุกคำถามฉันก็ตาย ฉันก็เครียดสิ จะให้ฉันครับผมหรือท่านครับ มันไม่ใช่เพราะผมกำลังทำงานอยู่ มีอีกหลายเรื่องที่ยังรออยู่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ความสับสนปมระเบิด

ช่วงนี้ข่าวจากทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดียสร้างความสับสนต่อสาธารณชนเป็นอย่างมาก ในประเด็นเบื้องหลังขบวนการวินาศกรรมทำลายชาติเป็นฝีมือของใครกันแน่ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าที่ต้องการบ่อนทำลายเศรษฐกิจความมั่นคงของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังพ่ายแพ้เกมคว่ำร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงอย่างยับเยินจากผลการทำประชามติ หรือจะเป็นฝีมือของกลุ่มใต้ แต่ไม่ว่ากลุ่มไหนล้วนแล้วแต่ระยำอุบาทว์ทั้งสิ้น

ฝ่ายตำรวจโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ล่าสุดก็ยังฟันธงว่าแรงจูงใจในการก่อวินาศกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมหาชนส่วนใหญ่แสดงฉันทามติเห็นชอบรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงแบบขาดลอย

ผบ.ตร.ย้ำว่า เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นเป็นการก่อวินาศกรรมไม่ใช่ก่อการร้าย เพราะหากเป็นการก่อการร้ายต้องแสดงตัวชัดเจน แต่เหตุการณ์วินาศกรรมระเบิดและเผาใน 7 จังหวัดภาคใต้เป็นการลอบก่อเหตุส่อเจตนามุ่งผลทางการเมือง หวังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาลและคสช.

คำชี้แจงของผบ.ตร.นั้นเป็นการเปิดเผยความจริงเพียงบางส่วนซึ่งสาธารณชนต้องเข้าใจเพราะข้อมูลเบื้องลึกบางอย่างยัง
ไม่สมควรเปิดเผยเพราะอาจทำให้ยากต่อการขยายผลทางคดี ซึ่งแม้พยานหลักฐานที่ฝ่ายตำรวจมีอยู่พอจะบ่งชี้ได้ว่าการก่อวินาศกรรมเป็นฝีมือของกลุ่มอำนาจเก่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโจรก่อการร้ายในชายแดนภาคใต้ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง แย้มเป็นนัยว่า อาจจ้างพวกโจรมือปืนรับจ้างมาร่วมก่อเหตุ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ลอบก่อวินาศกรรมด้วยระเบิดหลายครั้งที่ผ่านมาก็มีเบาะแสว่ามีการจ้างโจรใต้ประเภทปลายแถวมาก่อเหตุ อาทิ ที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงหรือแม้แต่ที่ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

กลุ่มอำนาจเก่านั้นเจ้าเล่ห์เพทุบายซึ่งเหตุการณ์ก่อจลาจล ก่อวินาศกรรมหรือก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองช่วงที่ผ่านมาก็มีการจ้างนักรบรับจ้างจากประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมก่อเหตุการณ์รุนแรงซึ่งพวกนี้พอก่อเหตุก็หลบออกนอกประเทศจับมือใครดมไม่ได้ และช่วงหลังก็ใช้วิธีจ้างโจรใต้ปลายแถวเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นและตัดตอนไม่ให้สาวมาถึงตัวคนสั่งการ

สำหรับขบวนการโจรใต้นั้นมีอยู่หลายกลุ่มและบางกลุ่มไม่ได้เป็นพวกที่มีอุดมการณ์อะไรโดยเฉพาะโจรใต้รุ่นใหม่ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากขบวนการค้ายาเสพติด แก๊งค้ามนุษย์ หรือสินค้าเถื่อน โจรใต้วัยรุ่นบางคนมีพฤติกรรมไม่ต่างจากพวกเด็กแว้น บางคนติดยาเสพติดหรือพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาสนองความต้องการของตัวเอง

เพราะฉะนั้นกลุ่มอำนาจและโจรใต้จึงอาจเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนั้น สาธารณชนขอให้ใจเย็นรอดูผลงานของฝ่ายตำรวจที่มั่นใจว่าจะกระชากหน้ากากขบวนการวินาศกรรมทำลายชาติได้แน่ ซึ่งแม้จะช้าหน่อยแต่ชัวร์มีหลักฐานมัดแน่นขบวนการอุบาทว์ทำลายชาติยกแก๊ง ยังดีกว่ารีบร้อนจับแพะ และที่สำคัญอย่าให้กลายเป็นคดีคลื่นกระทบฝั่งเหมือนที่ผ่านๆ มาก็แล้วกัน

ทีมข่าวการเมือง

“ทนาย ดร.ทักษิณ” ร้อง ปอท.ดำเนินคดี "อาทิตย์" และผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ โพสต์ใส่ร้ายโยงระเบิดภาคใต้


‪#‎NEWSROOM‬ ‪#‎TV24‬ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ผู้รับมอบอำนาจจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มายื่นคำร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต และผู้ที่กระทำการใส่ร้าย ดร.ทักษิณ ที่กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ โดย น.ส.ขัตติยา ได้กล่าวว่า จากกรณีที่มีการก่อเหตุความไม่สงบในช่วงก่อนการลงประชามติใน 3 จังหวัดภาคใต้และการก่อเหตุวางระเบิดในหลายจังหวัดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากคนไทยทั้งประเทศต่างเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ พร้อมทั้งขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ของรัฐในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดโดยเร็ว
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่คนไทยควรมีความเมตตาและปรารถนาดีต่อกันเพื่อร่วมแก้ปัญหาพาประเทศไปข้างหน้า กลับมีบุคคลบางคนซึ่งมีตำแหน่งทางสังคมสูงกล่าวหาใส่ร้าย ดร.ทักษิณ ว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อการร้ายใน 3 จังหวัดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 มาจากกลุ่ม ดร.ทักษิณ กับสหรัฐฯและยังมีบางคนจงใจส่ง ข้อความเท็จต่อๆกันไปในสื่อออนไลน์ใส่ร้าย ดร.ทักษิณว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2559
การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและเป็นการใส่ร้ายและมีประมาณอดีตนายกรัฐมนตรีโดยการโฆษณาในขณะที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังไม่มีข้อสรุป อีกทั้งในขณะที่ยังหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้แต่บุคคลดังกล่าวกลับมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ร้าย ดร.ทักษิณ ด้วยความเท็จที่ปรุงแต่งจากความเชื่อและอคติส่วนบุคคล
ดังนั้นในวันนี้ตนในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อกล่าวโทษเอาผิดกับ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ และผู้ที่โพสต์ข้อความใส่ร้าย
นอกจากนี้ น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวอีกว่า ดร.ทักษิณ ไม่ได้โกรธแค้นบุคคลดังกล่าวเป็นการส่วนตัวแต่จำเป็นต้องดำเนินการตามกฏหมายเพื่อปกป้องสิทธิจากการถูกกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริงเพื่อให้บุคคลที่กระทำการอันเป็นการละเมิดกฏหมายได้ยุติการกระทำผิดทางอาญาและรับผิดชอบการกระทำของตนตามกฏหมาย
พร้อมขอเรียนว่า ดร.ทักษิณ แม้จะทำนักอยู่ในต่างประเทศก็ยังคงมีความรักและปรารถนาดีต่อคนไทยไม่ต่างจากผู้นำของไทยทุกคน และเชื่อเสมอว่าความรัก ความสามัคคี และความจริง จะช่วยนำประเทศก้าวข้ามเหตุการณ์นี้ไปได้และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายในการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษให้ได้