PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

พระราชกระแสรับสั่งให้แก้ รธน. ใหม่หมวดพระมหากษัตริย์-เข้าวาระ สนช. 13 ม.ค.

นายกฯ เผยมีพระราชกระแสรับสั่งให้ รบ. แก้หมวดพระมหากษัตริย์ใน รธน.ฉบับใหม่ ให้เป็นไปตามพระราชอำนาจ คาดทำเสร็จไม่เกิน 2-3 เดือน ก่อนทูลเกล้าฯถวายอีกครั้ง – สนช. บรรจุวาระแล้ว 13 ม.ค.นี้
PIC prayuthhh 10 1 60 1
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกระแสข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เพื่อเปิดช่องให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ปัจจุบันทูลเกล้าฯถวายแล้วว่า เมื่อวานนี้ได้หารือกับองคมนตรี ได้แจ้งว่า ภายหลังทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ องคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว มีพระราชกระแสรับสั่งลงมา 3-4 รายการ แก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจพระองค์ท่าน สำนักราชเลขาธิการจึงทำเรื่องมาที่รัฐบาล รัฐบาลจึงรับสนองพระบรมราชโองการฯเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน เมื่อแก้เสร็จแล้ว จะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อ โดยใช้เวลาไม่เกิน 2-3 เดือน ถึงจะทูลเกล้าฯอีกครั้ง ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นเรื่องของพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน
ด้านทีมโฆษกรัฐบาล ระบุว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 แต่เป็นมติที่ประชุม ครม. และ คสช. ก่อนจะส่งให้ที่ประชุมสนช.พิจารณาต่อไป 
ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงผลการประชุวิป สนช. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีหนังสือถึงประธาน สนช. (นายพรเพชร วิชิตชลชัย) ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 โดยประธาน สนช. ได้นำเข้าปรึกษาในวิป สนช. เห็นว่า ขั้นตอนของ สนช.ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม จำเป็นต้องใช้ความรวดเร็ว จึงบรรจุวาระการประชุม สนช. ในวันที่ 13 ม.ค. 2560 โดยกำหนดให้พิจารณา 3 วาระ และการพิจาณาให้แล้วเสร็จ 15 วันนับตั้งแต่วันนี้ ซึ่งในการพิจารณาจะมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบคำถาม
@ลั่นปฏิรูปสืบทอดอำนาจให้ รบ.ใหม่-รับคุยกับคนหนีโทษได้ แต่ต้องปรองดองคนใน ปท. ก่อน
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการปฏิรูป และปรองดองว่า การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมาเพื่อให้รู้ว่าอะไรคือการปฏิรูป ความปรอดอง ยุทธศาสตร์ชาติ ต้องเอางานใส่กล่องให้ชัดเจน อะไรทำไม่ได้ ก็เร่งออกกฎหมายให้ได้ อันไหนทำไม่ได้ ก็ใช้มาตรา 44 ทำให้ได้ โดยในปี 2560 เป็นการปฏิรูประยะที่ 1 จากแผนปฏิรูป 20 ปี แต่ตนไม่อยู่ถึง 20 ปีหรอก อยู่ไม่ได้แน่ ถ้ารัฐบาลนี้ทำไม่ได้ จะวางเป็นแผนแม่บทไว้ให้ทวงรัฐบาลหน้า อะไรยังไม่ปฏิรูปก็ทำใหม่ อะไรทำแล้วก็ทำต่อ นี่เรียกว่าการสืบทอดอำนาจให้รัฐบาลใหม่ ไม่ได้สืบทอดอำนาจให้ใคร
“ปรองดอง ไม่ใช่คุยกับคนหนีโทษ หรือความผิดทางการเมือง คุยได้ แต่การปรองดองคือ คนไทยจะทะเลาะกันอีกหรือไม่ ทำไมที่ผ่านมาปฏิสัมพันธ์กันไม่ได้ คนในบ้านไม่คุยกัน คนข้างบ้านไม่คุยกัน นิยมกันคนละฝ่าย สนใจตรงนี้ด้วย อย่าสนใจว่าจะเอาคนติดคุกออก เอาคนเมืองนอกกลับมาหรือไม่ ดูก่อนว่าคนในประเทศเดือดร้อนหรือไม่ คนอยู่นอกประเทศเดือดร้อนไหม ใครเดือดร้อนกว่ากัน คิดให้เป็น ปฏิรูปทางความคิดด้วย อย่าหาเหตุแล้วทำอะไรไม่ได้เลย ปรองดองหลายเรื่อง จะให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเสนออย่างไร ถ้าเสนอร่วมไม่ได้ จะให้นักข่าวดูว่าเขาเสนออะไร ให้ประชาชนตัดสินใจ อะไรทำได้ว่ามาตามกฏหมาย” พล.อ.ประยุทธ์
พล.อ.ประยุทธ์ กลาวอีกว่า สำหรับฝ่ายการเมืองที่ต้องการเคลื่อนไหว หรือประชุมพรรคการเมืองนั้น ต้องรอให้ผ่านพ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และหลังพระราชพิธีพระบรมราชภิเษกพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เสร็จสิ้นก่อน โดยจะมีรัฐบาลใหม่ช่วงปี 2561
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้ดูแลเรื่องปรองดอง ดังนั้นจะพยายามทำให้เกิดความปรองดองให้ได้ โดยกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และเหล่าทัพ เข้ามามีบทบาทร่วมกันในการทำให้เกิดความปรองดอง เบื้องต้นอาจจะเชิญผู้แทนพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุยทีละพรรคการเมือง ส่วนกลุ่ม กปปส. และ นปช. ต้องพูดคุยสอบถามความต้องการด้วย ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ประชุมหารือกันก่อน ทั้งนี้ยืนยันว่า จะไมมีนิรโทษกรรมให้กลุ่มการเมืองทุกสี อะไรทีเป็นกฎหมายไม่พูดถึง เพราะถือเป็นเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย ทุกคนที่กระทำผิดรู้อยู่แล้ว
“รัฐบาลจะพยายามหาข้อยุติให้ได้มากที่สุดว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสันติจะต้องทำอย่างไรบ้าง เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตต้องว่ากันอย่างไร แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมาย ต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนจัดการเลือกตั้ง เพราะอยากให้อยู่กันให้ได้ อยากให้ทุกฝ่ายตกลงกันให้ได้ ทั้งหมดมันต้องมีกติกา การจะปรองดองก็ต้องมีกติกาที่ใช้ร่วมกัน ผมจะพยายามทำ แม้ไม่รู้จะทำได้แค่ไหน” พล.อ.ประวิตร กล่าว

‘สุวิทย์’แจงกรอบ 4 คณะกก.ปฏิรูป-ปรองดอง ‘บิ๊กตู่’ ถก’โครงสร้าง-แบ่งงาน’สัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 7 มกราคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในการตั้ง 4 คณะกรรมการ ด้านยุทธศาสตร์ ปฏิรูป ปรองดอง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความมุ่งมั่นที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 4 คณะเพื่อสานงานด้านยุทธศาสตร์ ปฏิรูป ปรองดอง โดยต้องการให้ปี 2560 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาล เป็นปีแห่งการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม เกิดผลอย่างแท้จริง โดยนำงานด้านการปฏิรูปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และรัฐบาล มาพิจารณาหาแนวงานสานต่อ 
วัตถุประสงค์คือ 
1.ให้ออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง การบริหารงานด้านยุทธศาสตร์ จะมีทั้งการซ่อม เสริม และสร้างใหม่เพื่อเตรียมการสู่อนาคต 
2.ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาสานต่อ 
3.เมื่อจะเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงเห็นควรดำเนินการสร้างบรรยาการของความปรองดอง
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของการตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง โดยการทำงานจะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ และ
แบ่งเป็น 4 ชุดย่อยได้แก่ 
1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 
2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 
3.คณะกรรมการปรองดอง และ 
4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ 
โดยคณะกรรมการชุดที่ 1และ 2 จะเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์นั้น เป็นไปเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐมนตรี สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่าง ๆ เช่น ไทยแลนด์ 4.0 เป็นต้น

“สำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบประเมินว่า แต่ละคณะทำงานเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อรายงานต่อนายกฯ โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมเพื่อแบ่งงาน และมอบหมายงานให้ผู้ที่มีความเหมาะสม ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างการดูว่าองค์ประกอบใหญ่ – ย่อยนั้น ควรจะมีใครบ้าง จะสามารถเอาผู้ทรงคุณวุฒิและประชารัฐเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร ซึ่งบางคณะมีความชัดเจนแล้ว เช่น คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ จะมีทั้งสนช. สปท.และรัฐบาลเข้ามาร่วมกันทำงาน”นายสุวิทย์ กล่าว

สัญญานปรองดอง?

"มีชัย" ปัดแสดงคงวามเห็น รบ. เตรียมแก้ รธน. ชั่วคราว รับรู้สึกสับสนกับกระแสข่าว เชื่อไม่กระทบการทำกฎหมายลูก 

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ปฏิเสธให้ความเห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อรองรับกระบวนการต่อจากนี้ โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ คสช. และรัฐบาลต้องพิจารณาร่วมกัน ส่วนตัวไม่ทราบแม้จะเป็นหนึ่งใน คสช. ก็ตาม พร้อมยอมรับว่ารู้สึกสับสนกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นแต่แม้ว่าจะมีแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ก็จะไม่กระทบต่อการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ กรธ. กำลังร่างอยู่ ส่วนหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอีก ก็เป็นเรื่องของ รัฐบาล กับ คสช. ที่จะตัดสินใจ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจน ภายใน 2 วัน

ขณะเดียวกัน นายมีชัย ปฏิเสธที่จะให้คำยืนยันในโรดแมปเลือกตั้ง ว่า จะมีขึ้นในปลายปี 2560 หรือไม่ เนื่องจากขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ จึงยังไม่เริ่มนับหนึ่งในกระบวนการ
--------
นายกฯ มอบ พล.อ.ประวิตร ดูแลคืบหน้าการจัดตั้ง คกก.ปฏิรูปและปรองดอง ย้ำ ไม่เกี่ยวข้องกับ กม. นิรโทษ หวังสำเร็จก่อน เลือกตั้ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง ว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบให้ตนเองเป็นผู้ดูแล ซึ่งยืนยันว่าจะพยายามทำให้เกิดความปรองดองให้ได้ ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ เข้ามาดูแลร่วมกัน โดยอาจเชิญผู้แทนพรรคการเมือง รวมถึงกลุ่ม นปช. และ กปปส. มาพูดคุย เพื่อหาข้อยุติให้ได้มากที่สุด ว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสันติจะต้องทำอย่างไร รวมถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตจะต้องดำเนินการอย่างไร

ทั้งนี้ การพูดคุยกับตัวแทนพรรคการเมือง ส่วนตัวไม่ได้ลงไปพูดคุยเอง แต่จะมีเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่เป็นตัวแทนไปพูดคุย แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร กำลังคิดอยู่ ซึ่งทั้งหมดจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ
กฎหมายและคดีความ เช่น การนิรโทษกรรม โดยทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวอยากให้มีความเข้าใจกันในทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความปรองดอง ซึ่งซึ่งหมดต้องมีกติการ่วมกันเพื่อให้เกิดความปรองดองให้ได้
------------
นายกฯ เผย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้แก้ร่าง รธน. หมวดพระมหากษัตริย์ เรื่องพระราชอำนาจ เตรียมเสนอแก้ รธน. ชั่วคราว ก่อน คาดแล้วเสร็จใน 1 เดือน 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า เมื่อวานนี้ได้หารือกับองคมนตรี โดยได้รับแจ้งว่า ภายหลังทูลเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ องคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว มีพระราชกระแสรับสั่ง 3 - 4 รายการ แก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นไปตามพระราชอำนาจพระองค์ท่าน สำนักราชเลขาธิการ จึงทำเรื่องมาที่รัฐบาล รัฐบาลจึงรับสนองพระบรมราชโองการฯ โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เปิดช่องให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน และเมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว จะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติต่อ โดยจะใช้เวลาไม่เกิน 2 - 3 เดือน ถึงจะทูลเกล้าฯ อีกครั้ง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน ตลอดจน ย้ำว่ายังอยู่ในกรอบเวลาของโรดแมป เพราะทุกอย่างจะเริ่มเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธี งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระราชพิธีราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ก็จะเปิดพื้นที่ให้นักการเมืองสามารถ เคลื่อนไหวจัดกิจกรรมพรรคได้ เพื่อเตรียมการไปสู่การเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า ไม่เคยเลื่อนขั้นตอนของโรดแมป ซึ่งทุกขั้นตอน ยังคงเป็นเหมือนเดิมทุกประการ ส่วนเรื่องของการปฏิรูปนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการเร่งดำเนินการปฏิรูปตาม
แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยขออย่ากังวลว่า รัฐบาลจะอยู่ต่อหรือสืบทอดอำนาจ ซึ่งการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลคือการส่งต่อการทำงานให้แก่รัฐบาลชุดต่อไป ส่วนการปรองดอง นั้น ไม่ใช่เป็น
การลดโทษหรือเอาคนที่อยู่ในคุกออกมา หรือนำคนที่อยู่ต่างประเทศกลับมา แต่เป็นการปฏิรูปทางความคิดที่ขัดแย้งกัน พร้อมขอให้ฝ่ายการเมือง เสนอแนวทางการแก้ปัญหาเข้ามาและให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
----------------
หัวหน้า คสช. เตรียมใช้ ม.44 จำนวน 2 ฉบับ อนุมัติหลักการขับเคลื่อนการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ และการสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ปรองดอง

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า คสช. เตรียมออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามอำนาจมาตรา 44 จำนวน
2 ฉบับ ได้แก่ 1. คำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 ยุบ คณะอนุกรรมการวิสามัญคณะต่าง ๆ เพื่อทำการแทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และรับผิดชอบภารกิจตามบทบาทหน้าที่ของ ก.พ. หรือเรียกว่า อ.ก.พ. ที่มีอยู่ในโครงสร้างหลักของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด 5 คณะ ให้เหลือ อ.ก.พ. หลักของกระทรวงศึกษาธิการเพียงคณะเดียว เพื่อให้การเกลี่ยอัตราบุคลากรทำได้สะดวกยิ่งขึ้นและแก้ไขปัญหาการกระจายอัตราบุคลากรของกระทรวงศึกษาในอดีตที่ผ่านมา แต่ยังคงมีองค์กรหลัก 5 องค์กร (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา) ที่มีข้าราชการระดับซี 11 เป็นผู้รับผิดชอบ

และ 2. คำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 อนุมัติหลักการขับเคลื่อนการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ และการสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ปรองดอง ซึ่งกำหนดโครงสร้างของการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวด้วย
โดยรายละเอียดของโครงสร้างดังกล่าว นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะเป็นผู้จัดทำและชี้แจงต่อสาธารณชนต่อไป
--------------
ศาลอาญาให้ประกันตัว "นายจตุพร พรหมพันธุ์" ปธ.นปช. จำเลยคดีก่อการร้าย - ตีราคา 6 แสน - ห้ามออกนอก ปท.

ศาลอาญา รัชดา มีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. จำเลยในคดีร่วมกันก่อการร้าย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทนายความของ นายจตุพร มีความพยายามในการยื่นขอประกันตัวจำเลยมาแล้วถึง 7 ครั้ง แต่ศาลยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ก่อนที่ นายจตุพร จะมีอาการป่วย ระบบทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ
เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด ทนายความ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราว นายจตุพร พร้อมความเห็นในเรื่องของอาการเจ็บป่วยเพื่อให้ศาลพิจารณาโดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นควรให้ปล่อยชั่วคราว นายจตุพร ได้โดยตีราคาประกัน 6 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ซึ่งภายหลังศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวดังกล่าวแล้ว จะได้นำหมายปล่อยตัวไปยื่นต่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อทำการปล่อยตัว นายจตุพร ในช่วงเย็นวันนี้

รู้จัก "สะพาน" มั้ย



รู้จัก "สะพาน" มั้ย ....บิ๊กตู่ โปรโมทเพลง แนะไปฟัง ความหมาย ยันพร้อมจะเป็นสะพานให้ทุกคนก้าวข้ามสิ่งไม่ดี วอนช่วยกัน ทำให้มีคนดีมากกว่าคนไม่ดี แนะกราบพ่อแม่ คือพระในบ้าน /สอนเด็ก อย่าตามกระแส ใช้มือถือแพง
นายกฯ บ่นกับ เด็กๆนักเรียนและครู ที่มา้ชิญไปงานวันครู ว่า ผมเข้ามาทำหน้าที่เป็น "สะพาน" ให้ทุกคนก้าวข้าม สิ่งที่ไม่ดี ตามความหมายในเนื้อเพลงที่ ผมแต่งขึ้น
พร้อมถามเด็กๆว่า รู้จักเพลง สะพาน มั้ย ให้ไปฟังเพลง "สะพาน"
และบอกเด็กๆว่าสังคมมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกัน ทำให้มีคนดีมากกว่าคนไม่ดี
ทุกคนต้องมีความกตัญญูและให้ความเคารพพ่อแม่ ครูอาจารย์ และอย่าทำสิ่งที่ไม่ดี
อย่าฟุ่มเฟื่อย อย่าไปตามกระแส เช่นเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือราคาแพง แนะให้ทุกคนกราบพ่อแม่ ซึ่งถือเป็นพระในบ้าน และกราบครูในวันครู

“วิษณุ” เผย กก.ยุทธศาสตร์ มี 4 คณะ คาดตั้งเสร็จเดือนนี้ ชี้ทำตามโรดแมป

รองนายกรัฐมนตรี เผย เตรียมใช้ ม.44 ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง 4 คณะ มีนายกฯ เป็นประธาน รองนายกฯ เป็นกรรมการ ส่วนคนอื่นยังไม่รู้ใครเป็นบ้าง คาด คงมีไม่มาก แล้วเสร็จได้ในเดือนนี้ ชี้ ทำตามโรดแมปเดิม หากไม่เสร็จก็ส่งต่อรัฐบาลใหม่ แต่ทำต่อหรือเปล่าไม่ทราบ ชี้ บางเรื่องไม่จำเป็นต้องมีคู่ขัดแย้งเป็นกรรมการ
       
       วันนี้ (9 ม.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 16.45 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้นในการขับเคลื่อน มี 4 คณะ ได้แก่ 1. คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2. คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3. คณะกรรมการปรองดอง และ 4. คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ โดยจัดตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้นด้วย ว่า การดำเนินการเรื่องดังกล่าวจะเริ่มต้นด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่จะมากำหนดโครงสร้าง ส่วนรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นกรรมการแต่ละชุดนั้น คาดว่า จะมีการออกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป ขณะนี้ตนยังไม่ทราบว่าจะมีชื่อบุคคลจากภาคส่วนใดร่วมเป็นกรรมการบ้าง แต่คาดว่าแต่ละชุดจะมีกรรมการจำนวนไม่มาก เพื่อที่จะไม่ให้เสียเวลาในการหารือเรื่องต่างๆ มากเกินไป ซึ่งจะดำเนินการตั้งคณะกรรมการทั้งหมดได้ภายในเดือน ม.ค. นี้
       
       นายวิษณุ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่า ไม่ว่าจะตั้งคณะกรรมการทั้งหมดแล้วเสร็จเมื่อใดก็จะเรียกประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีทุกคนร่วมอยู่ในกรรมการ ภายในสัปดาห์นี้
       

       ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงหยิบยกเรื่องการผลักดันเรื่องการปฏิรูปและการปรองดองขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญในช่วงเวลานี้ นายวิษณุ กล่าวว่า ความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีพูดมาตลอดว่าเมื่อเข้าสู่ปี 2560 แล้วจะเป็นการเข้าสู่โรดแมปขั้นต่อไป ซึ่งสิ่งที่เราเตรียมไว้เดิมเมื่อเข้าสู่ปี 2560 แล้วนั่นจะเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เริ่มบังคับใช้ ที่เดิมคาดว่าจะเป็นช่วงเดือน พ.ย.59 และตามมาด้วยการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมาในช่วงเวลา 1 ปี ที่เหลือเราก็ตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวสำหรับดำเนินการสร้างความปรองดอง เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมารัฐบาลต้องทำงานหลายอย่าง ทั้งเรื่องการปฏิรูป การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ การดำเนินงานเพื่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ พร้อมกับการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ จึงตั้งใจว่าหลังจากเริ่มใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็จะหยิบเรื่องการปรองดองมาดำเนินการ แต่ในเมื่อขณะนี้ล่วงเลยเวลาที่เราคาดการณ์ไว้มาประมาณ 1 เดือนเศษแล้ว จึงคิดว่าหยิบเรื่องการสร้างความปรองดองขึ้นมาทำเลย
       
       เมื่อถามว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นการมารับช่วงต่องานจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า สปท. จะส่งงานเรื่องการปฏิรูปมาให้คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ส่วนเรื่องงานที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติก็จะส่งมาที่คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ส่วนเรื่องการสร้างความปรองดองนั้น ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมเคยทำไว้ บวกกับงานที่ สปท. จะเสนอมาให้รัฐบาล รวมถึงบรรดาข้อเสนอต่างๆ จากนักการเมืองและฝ่ายต่างๆ ทั้งหมดจะถูกส่งมาที่คณะกรรมการปรองดอง
       
       เมื่อถามว่า คณะกรรมการทั้งหมดมีเวลาทำงานประมาณ 1 ปี คิดว่า จะสามารถทำงานเสร็จทันหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันหมดวาระงานของคณะกรรมการเหล่านี้ยังไม่เสร็จสิ้นก็ต้องส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งรับไปทำต่อ ซึ่งเขาจะทำตามหรือไม่ทำตามแนวทางเดิมก็ได้ แต่เราเห็นว่าอย่างน้อยในช่วงเวลานี้ก็ควรจะทำอะไรเป็นรูปเป็นร่าง เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาล แต่คิดว่าการทำงานทั้งเรื่องการสร้างความปรองดอง ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูป คงไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จพร้อมกันทั้งหมดก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่
       
       เมื่อถามว่า จะนำชื่อตัวแทนคู่ขัดแย้งของแต่ละฝ่ายมาร่วมเป็นกรรมการปรองดองด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อันที่จริงแล้วการสร้างความปรองดองทำได้หลายอย่าง ซึ่งบางเรื่องก็จำเป็นต้องมีตัวแทนจากคู่ขัดแย้ง แต่บางเรื่องไม่จำเป็นต้องมี เพราะหากมีตัวแทนคู่ขัดแย้งเข้ามาก็จะเข้ามานั่งขัดแย้งกันในกรรมการ

ทบ.จะเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ รถถัง รถเกราะ ฮ. 12-13ม.ค.

ขออภัยในความไม่สะดวก
ทบ.จะเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ รถถัง รถเกราะ ฮ. 12-13ม.ค.นี้ มาจัดงานวันเด็ก ที่ พล.ม.2 รอ.สนามเป้า /เสร็จงานแล้ว ส่งกลับหน่วยทันที
​​พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกทบ. กล่าวว่า กองทัพบกจะทำการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์จากหน่วยทหารในพื้นที่ กทม., จ.ปราจีนบุรี, จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี ไปที่ กองพลทหารม้าที่ 2รักษาพระองค์ และกองบัญชาการกองทัพไทย กทม. เพื่อเตรียมจัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2560
โดยมีรายละเอียดการเคลื่อนย้ายดังนี้
​วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๐​- เวลา ๐๗.๐๐ – ๐๙.๐๐ น. เคลื่อนย้ายอากาศยานจากศูนย์การบินทหารบก จ.ลพบุรี มาที่กองพลทหารม้าที่ ๒ รักษาพระองค์
​- เวลา ๑๙.๐๐ – ๐๒.๐๐ น. เคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และเครื่องมือบรรเทาสาธารณภัย จากที่ตั้งหน่วยทหาร จ.ปราจีนบุรี, สระบุรี และ กทม. มาที่กองพลทหารม้าที่ ๒ รักษาพระองค์ โดยผ่านถนนสำคัญ อาทิ ถ.วิภาวดีรังสิต, ถ.พหลโยธิน, ถ.ทหาร, ถ.ประดิพัทธ์, ถ.แจ้งวัฒนะ และ ถ.ติวานนท์

วันศุกร์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๐ 
เวลา ๑๗.๐๐ - ๒๓.๐๐ น. เคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ จาก จ.ปราจีนบุรี, สระบุรี และ กทม. ปลายทาง กองบัญชาการกองทัพไทย ผ่านถนนสำคัญ คือ ถ.ประดิพัทธ์, สี่แยกสะพานควาย ถ.พหลโยธิน, ถ.วิภาวดีรังสิต และ ถ.แจ้งวัฒนะ

โดยกองทัพบกจะเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์กลับที่ตั้งหน่วยทหาร หลังจากจบกิจกรรม
วันเด็กแล้ว ในวันที่ 14 มกราคม2560ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ตามเส้นทางเดิม
ทั้งนี้ในพื้นที่ต่างจังหวัดก็จะมีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ในลักษณะเช่นนี้ด้วย จึงขอแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบ และขออภัยในความไม่สะดวกทั้งปวง ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

ขับเคลื่อนยุทธ์ศาสตร์ปฎิรูปปรองดอง

จ่อออก ม.44 สองฉบับ ปรับโครงสร้างศึกษาธิการ – ขับเคลื่อนยุทธ์ศาสตร์ปฎิรูปปรองดอง

“บิ๊กตู่” เตรียมออกม. 44 2 ฉบับ ยกเครื่อง ศธ. ยุบอ.ก.พ. เหลือแท่งเดียว แก้ปัญหาข้อขัดข้อง-หลักการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์-สร้างความปรองดอง”

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 10 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุมร่วมครม.และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานเหตุผลของการเตรียมการออกมาตรา 44 อีก 2 ฉบับ โดยฉบับแรก เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการเป็นโครงสร้างที่มีปัญหาและเป็นโครงสร้างที่แตกต่างจากกระทรวงอื่นๆเพราะมีแท่งโครงสร้างถึง 5 แท่ง ทำให้มีข้าราชการระดับซี 11 ถึง 5 คนในกระทรวง จึงออกคำสั่งมาตรา44 เพื่อยุบรวมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.)ให้เหลือเพียงแท่งเดียว เพื่อให้การจัดการอัตรากำลังของกระทรวงเป็นไปโดยง่าย และเป็นการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องที่กระทรวงศึกษาธิการประสบตลอดมา

ส่วนคำสั่งมาตรา 44 อีกฉบับ คือ เรื่องหลักการการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความสามัคคีปรองดอง 

ทั้งนี้ มาตรา 44 ทั้ง 2 ฉบับจะยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันนี้ (10 ม.ค.) แต่คาดว่าจะประกาศในเร็วๆนี้
//////
ทรงมีรับสั่ง ให้ แก้ ร่างรธน.

นายกฯเผย ได้รับแจ้งจาก องคมนตรี ที่มาพบที่ทำเนียบฯ ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 มีพระราชประสงค์ให้แก้ร่าง รธน. ในหมวดพระมหากษัตริย์ เรื่องพระราชอำนาจ จะเร่งแก้ ใช้เวลา1 เดือน โดยจะแก้ รธน.ชั่วคราวก่อน เพราะ ร่างรธน.ฉบับนี้ ผ่านประชามติ ไป แล้ว แก้ได้ เพื่อไม่ตัองลงประชามติ อีกครั้งแล้วจะนำขึ้นทูลเกล้าอีกครั้งหนึ่ง คาด ใช้เวลาไม่เกิน2-3 เดือน เผยมีเวลาถึง 6 กพ. 60 ยันไม่เกี่ยวกับ ปชช. เป็นเรื่องพระราชอำนาจ ตัองทำให้พระองค์ เพราะเป็นเรื่องพระราชอำนาจ‪เผยถก คสข.เมื่อเช้า เพื่อใช้ ม.44 ออกคำสั่งให้แก้รธน.ชั่วคราว เพื้อแก้ร่างรธน.เรื่องพระราชอำนาจ ตามรับสั่ง โดยไม่ต้องลงประชามติอีก

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ๐ว่า สำหรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นไปตามขั้นตอน เนื่องจากเมื่อวันที 9ม.ค. องคมนตรี ได้มาพบ ได้มีเรื่องสืบเนื่องจากทางสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ได้ทำเรื่องมายังรัฐบาลว่ามีประเด็นที่ต้องหารือในเรื่องรัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์

ซึ่งทางฝ่ายองคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายไปแล้ว และมีพระราชกระแสลงมาว่ามี 3-4 รายการที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่อง
สิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่เป็นเรื่องพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน ซึ่งเราก็รับสนองพระบรมราชโองการ

ทั้งนี้การจะทำได้ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งคงใช้เวลาไม่นาน ประมาณไม่เกิน 1 เดือน แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวจะแก้ได้ก่อน และแก้ในสาระตรงนี้ เมื่อนำลงมาแล้วก็แก้ฉบับที่ส่งขึ้นไป ก็จะ
ต้องเอาลงมาก่อนแล้วแก้และดำเนินการให้เร็วที่สุด ฉะนั้นก็ยังอยู่ในกรอบเวลา ซึ่งจะครบในวันที่ 6 ก.พ. เมื่อนำลงมา แก้ไขใช้เวลาประมาณ 1 เดือน น่าจะเสร็จได้ ไม่เกิน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ จะได้
เสนอโปรดเกล้าฯ มาอีกครั้ง

“ก็ขอเถอะเป็นเรื่องของพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน รัฐธรรมนูญชั่วคราวจำเป็นต้องทำ เพราะฉบับใหม่ผ่านประชามติไปแล้ว ดังนั้นก็ต้องหาวิธีการแก้ให้ได้ ไม่ต้องไปทำประชามติ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับประชาชน ก็ถวายพระราชอำนาจพระองค์ท่านแค่นั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า “เรื่องสำคัญคืออย่าไปสร้างปัญหาอีกเลยเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไขอะไรต่างๆเหล่านี้ ผมบอกแล้ว และสิ่งที่ผมพูดขอให้จำไว้ด้วย ผมไม่เคยไปเลื่อนขั้นตอน ขั้นตอนยังมีเหมือนเดิมทุกประการ เวลาทุกอย่างมีหมดตามเวลา 240 วัน 150 วัน 90 วัน มีหมด สุดแต่ว่าขั้นตอนไหนจะไปอยู่ตรงไหน มันทำได้แค่ไหนก็อยู่ตรงนั้น

ทุกอย่างเริ่มสตาร์ทเมื่อมีรัฐธรรมนูญถาวรลงมา เมื่อลงมาก็นับไปสิ คุณจะไปเลือกเมื่อไรก็ไปเลือกตามนั้น แต่ผมถามว่าถ้ามีเหตุการณ์มาแทรกในขั้นตอน การเลือกตั้ง หาเสียง หรือการประชุมพรรค

ในช่วงนั้นตามเวลาเดิม จะเกิดอะไรขึ้น ก็เรื่องงานราชพิธีพระบรมศพไง เข้าใจกันเสียบ้าง

พอทุกอย่างเรียบร้อยก็เดินต่อก็แค่นั้นเองเมื่อไรก็เมื่อนั้น ผมไม่ได้ไปดึงยืดเสียเมื่อไร มีใครรู้มาก่อนไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คิดบ้างไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นสมมุติว่าผ่านไปถึงขั้นตอนการหาเสียงแล้วเลือกตั้งได้ จะตีกันอีกไหม ตอบได้ไหมตีกันหรือเปล่า ทะเลาะกันอีกรึเปล่า เมื่อตอบไม่ได้แล้วจะให้ผมยืนยันนี่โน่น ผมก็ยืนยันขั้นตอนของผม 240 วัน 150 วัน 90วัน บวกกันสิ โดยปลายปีนี้หลังราชพิธีผมก็จะให้เดินการเมืองได้หลังจากราชพิธีพระบรมศพ และบรมราชาภิเษก จากนั้นก็เริ่มจะพูดคุย เตรียมคน จะเลือกตั้งอะไรก็ว่าไป ซึ่งก็ต้องหลังพระราชพิธีพระบรมศพ เรื่องของการเมืองก็เดินไป แต่ถ้าตีกันอีกก็มีปัญหาอีก ผมก็ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกัน เมื่อเลือกมาแล้วก็เดินไปตามขั้นตอน ได้เมื่อไรผมไม่รู้ แล้วผมไปแก้ตรงไหน ถ้าผมแก้เหรอก็ให้ไม่ต้องมียกเลิก คัดใหม่ทั้งหมดต้องใช้สมองคิดสิ อย่าใช้อย่างอื่นคิด”

นายกฯ กล่าวว่า โดยที่ประชุมร่วมครม.-คสช.วันนี้ มีมติขอแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยขอสื่ออย่าเขียนให้เสียหาย รู้ว่าอะไรสูงอะไรต่ำบ้าง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และเรื่องรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้ส่วนต่อขยายแล้วเสร็จก่อนเดือนส.ค.ปีหน้า

“ที่พูดมาทั้งหมดเป็นสาระ ไม่ใช่สาระแน นี่ไม่ใช่คำหยาบแต่เป็นคำไทย อย่าไปเขียนเองบิดเบือนไปเรื่อยเปื่อย ไม่เอา แต่ผมไม่ได้ว่าใคร ส่วนการเมืองวันนี้ถือว่าเดินหน้าอยู่แล้ว โดยรัฐธรรมนูญกฎหมายลูกเกิดหรือยัง ก็เดินไปสิ เมื่อหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีก็จะมีการให้หาเสียง เลือกตั้งปลายปี 2560 และได้รัฐบาลใหม่ในปี 2561” นายกฯ กล่าว
//////
นายกฯ จ่อ ใช้ม.44 แก้รธน.ชั่วคราว รับสนองพระบรมราชโองการ แก้รธน.หมวดกษัตริย์

“นายกฯ” แจงความจำเป็นแก้ รธน.ชั่วคราว ขอเวลา 1 เดือน แก้หมวดพระมหากษัตริย์ รธน.ใหม่ ก่อนทูลเกล้าฯประกาศใช้ใน 90 วัน เผย เตรียมไฟเขียว การเมืองขยับหลัง 2 งานพระราชพิธีสำคัญ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวว่า เป็นไปตามขั้นตอน เนื่องจากวานนี้ (9 ม.ค.) องคมนตรี ได้มาพบ ได้มีเนื่องจากทางสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ได้ทำเรื่องมาที่รัฐบาล ว่ามีประเด็นที่ต้องหารือในเรื่องรัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งทางฝ่ายองคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายไปแล้ว และมีพระราชกระแสลงมาว่ามี 3-4 รายการ ที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่เป็นเรื่องพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน ซึ่งเราก็รับสนองพระบรมราชโองการ

“ทั้งนี้การจะทำได้ ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งคงใช้เวลาไม่นาน ประมาณไม่เกิน 1 เดือน แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวจะแก้ได้ก่อน และแก้ในสาระตรงนี้ เมื่อนำลงมาแล้วก็แก้ฉบับที่ส่งขึ้นไป ก็จะ
ต้องเอาลงมาก่อนแล้วแก้และดำเนินการให้เร็วที่สุด ฉะนั้นก็ยังอยู่ในกรอบเวลา ซึ่งจะครบในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เมื่อนำลงมา แก้ไขใช้เวลาประมาณ 1 เดือน น่าจะเสร็จได้ ไม่เกิน 2-3 เดือนข้างหน้านี้
จะได้เสนอโปรดเกล้าฯ มาอีกครั้ง ก็ขอเถอะ เพราะเป็นเรื่องของพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวจำเป็นต้องแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติไปแล้ว ฉะนั้นเมื่อจะแก้ในส่วนนี้ก็ต้องหาวิธีการแก้ให้ได้ โดยไม่ต้องไปทำประชามติ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับประชาชน เป็นไปการถวายพระราชอำนาจพระองค์ท่านเท่านั้นเอง

“เรื่องสำคัญคืออย่าไปสร้างปัญหาอีกเลยเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไขอะไรต่างๆเหล่านี้ ผมบอกแล้ว และสิ่งที่ผมพูดขอให้จำไว้ด้วย ผมไม่เคยไปเลื่อนขั้นตอน ขั้นตอนยังมีเหมือนเดิมทุกประการ เวลาทุกอย่างมีหมดตามเวลา 240 วัน 150 วัน 90 วัน มีหมด สุดแต่ว่าขั้นตอนไหนจะไปอยู่ตรงไหน มันทำได้แค่ไหนก็อยู่ตรงนั้น ทุกอย่างเริ่มสตาร์ทเมื่อมีรัฐธรรมนูญถาวรลงมา เมื่อลงมาก็นับไปสิ คุณจะไปเลือกเมื่อไรก็ไปเลือกตามนั้น แต่ผมถามว่าถ้ามีเหตุการณ์มาแทรกในขั้นตอน การเลือกตั้ง หาเสียง หรือการประชุมพรรคในช่วงนั้นตามเวลาเดิม จะเกิดอะไรขึ้น ก็เรื่องงานราชพิธีพระบรมศพไง เข้าใจกันเสียบ้าง พอทุกอย่างเรียบร้อยก็เดินต่อก็แค่นั้นเองเมื่อไรก็เมื่อนั้น ผมไม่ได้ไปดึงยืดเสียเมื่อไร มีใครรู้มาก่อนไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คิดบ้างไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นสมมุติว่าผ่านไปถึงขั้นตอนการหาเสียงแล้วเลือกตั้งได้ จะตีกันอีกไหม ตอบได้ไหมตีกันหรือเปล่า ทะเลาะกันอีกรึเปล่า เมื่อตอบไม่ได้แล้วจะให้ผมยืนยันนี่โน่น ผมก็ยืนยันขั้นตอนของผม 240 วัน 150 วัน 90 วัน บวกกันสิ โดยปลายปีนี้หลังราชพิธีผมก็จะให้เดินการเมืองได้หลังจากราชพิธีพระบรมศพ และบรมราชาภิเษก จากนั้นก็เริ่มจะพูดคุย เตรียมคน จะเลือกตั้งอะไรก็ว่าไป ซึ่งก็ต้องหลังพระราชพิธีพระบรมศพ เรื่องของการเมืองก็เดินไป แต่ถ้าตีกันอีกก็มีปัญหาอีก ผมก็ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกัน เมื่อเลือกมาแล้วก็เดินไปตามขั้นตอน ได้เมื่อไรผมไม่รู้ แล้วผมไปแก้ตรงไหน ถ้าผมแก้เหรอก็ให้ไม่ต้องมียกเลิก คัดใหม่ทั้งหมด ต้องใช้สมองคิดสิ อย่าใช้อย่างอื่นคิด”นายกฯ กล่าว

“ที่พูดมาทั้งหมดเป็นสาระ ไม่ใช่สาระแน นี่ไม่ใช่คำหยาบแต่เป็นคำไทย อย่าไปเขียนเองบิดเบือนไปเรื่อยเปื่อย ไม่เอา แต่ผมไม่ได้ว่าใคร ส่วนการเมืองวันนี้ถือว่าเดินหน้าอยู่แล้ว โดยรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกเกิดหรือยัง ก็เดินไปสิ เมื่อหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีก็จะมีการให้หาเสียง เลือกตั้งปลายปี 2560 และได้รัฐบาลต้นปี 2561” นายกฯ กล่าว
////
ประยุทธ์โว รัฐบาลมีแผนปฏิรูป-ปรองดอง ลั่นผลงานเพียบต่างชาติยอมรับ

ประยุทธ์เผยแผนปฏิรูป-ปรองดอง โวผลงานเพียบต่างชาติยอมรับ เปิดทางพรรคการเมืองเสนอข้อคิดเห็น

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองว่า การปฏิรูปหมายคิดใหม่ทำใหม่ วันนี้รัฐบาลทำงานตามแผนงาน บูรณาการ ปฏิรูประบบราชการ และระบบงบประมาณแก้ไขปัญหาครบวงจร เดินหน้าตามนโยบาย การปฏิรูปของรัฐบาลมีความคืบหน้ามาก โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูป ปรองดอง โดยนำงานที่ทำแล้วทั้งหมดมาดูเพื่อสร้างให้เกิดความชัดเจน ส่วนที่ยังทำไม่ได้เนื่องจากติดกฎหมายก็ต้องเร่งรัด หากมีความจำเป็นก็ต้องใช้มาตรา 44 ดำเนินการ นี่คือการปฏิรูประยะที่ 1 ปี 2560 เพราะตนไม่ได้อยู่ถึง 20 ปี แต่จะทำให้เกิดความชัดเจน ให้ทุกอย่างอยู่ในแผนแม่บท นี่คือการส่งต่อ สืบทอดอำนาจของตนให้แก่รัฐบาลใหม่

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับการปฏิรูปที่แล้วเสร็จ เช่น การแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู มิเช่นนั้นไทยคงได้ธงแดงไปแล้ว ก่อนหน้านี้มีกฎหมายออกกว่า 90 ฉบับ ซึ่งต้องเข้าใจว่าเหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข การแก้ไขปัญหาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รัฐบาลได้ตั้งสำนักการบินพลเรือนขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ ยังปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม มีกองทุนยุติธรรม รัฐบาลออกกฎหมายกว่า 180 ฉบับ กำลังพิจารณาอีกกว่า 200 ฉบับ ยังไม่เข้ามาอีก 200 ฉบับ รวมเป็น 580 ฉบับ เรายังอำนวยความสะดวกประชาชน โดยลดขั้นตอนการลงทุน จัดตั้งบริษัท มี พ.ร.บ.อำนายความสะดวก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ตั้งศูนย์ดำรงธรรม 3 ปีรับเรื่องร้องเรียนกว่าแปดล้านเรื่อง แก้ไขปัญหาได้กว่า 90% ก่อนหน้านี้มีผู้หญิงนุ่งกระโจมอกอาบน้ำบนถนนเป็นบ่อหลุม เราก็แก้ไข ถือเป็นการปฏิรูปการทำงานของรัฐบาล ข้าราชการ

“ทุกเวทีโลกเขาก็ยอมรับ ผมไปไหนเขาไม่รังเกียจ ไม่ได้เดินมาถามว่าผมมาจากรัฐประหารแล้วมาทำไมวะนี่ เขารู้ว่าผมมาอย่างไร มีแต่คนไทยที่ไม่ได้รู้ว่าปัญหาใหญ่นั้นมีอย่างไร วันหน้าผมไม่ได้อยู่ตรงนี้ ผมจะฟังนักข่าวถามรัฐบาลใหม่ ว่าเขาทำอะไรบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องการปรองดอง ขออย่าเข้าใจว่าต้องทำด้วยการพูดคุยกับนักโทษ หรือผู้มีความผิดเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรเพื่อไม่ให้คนไทยทะเลาะกันอีก ถามว่าที่ผ่านมาทะเลาะกันเพราะสาเหตุใด ทำไมคนไทยถึงปฏิสัมพันธ์กันไม่ได้ เพราะบ้านเดียวกันยังคุยหรือดูโทรทัศน์ช่องเดียวกันไม่ได้ อย่ามัวสนใจแต่ว่าจะเอาคนติดคุกออกมา หรือให้คนที่อยู่ต่างประเทศกลับมาหรือไม่

“เอาคนที่อยู่ในประเทศวันนี้ก่อน เดือดร้อนมากไหม เทียบกับคนที่อยู่ต่างประเทศใครเดือดร้อนกว่ากัน แล้วเดือดร้อนเพราะอะไร คิดให้เป็น ต้องปฏิรูปทางความคิดด้วย อย่าหาเหตุจนกระทั่งทำอะไรไม่ได้เลย แต่ก็จะให้ฝ่ายการเมืองเข้ามา ดูสิว่าจะเสนอเรื่องปรองดองอย่างไร ถ้าเสนอรวมกันไม่ได้ ก็ให้แต่ละพรรคเสนอเข้ามา แล้วให้นักข่าวดูแล้วตัดสินเอา” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
/////
สปท.ชงพักโทษคดีการเมืองไม่ร้ายแรงทั้งหมด ส่วนแกนนำรับสารภาพแลกลดโทษ

สปท.การเมืองกางโมเดลปรองดอง จ่อให้พักโทษ ปชช.ทำผิดคดีการเมืองไม่ร้ายแรง ส่วนแกนนำต้องรับสารภาพแลกลดโทษ

เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงข้อเสนอรายงานการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองว่า คาดว่าในวันที่ 19 มกราคม จะนำรายงานดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) ได้

จากนั้นประมาณวันที่ 23 หรือ 24 มกราคม จะนำเข้าสู่ที่ประชุม สปท.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป โดยหลักการจะต้องเป็นคดีที่อยู่ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549-22 พฤษภาคม 2557 ในรายงานฉบับนี้จะแยกแนวทางสร้างความปรองดองออกเป็นประเภทคดี ได้แก่ คดีที่เกี่ยวกับประชาชน และคดีของแกนนำชุมนุม และแบ่งประเภทความผิดคดีเป็นคดีความผิดร้ายแรงกับคดีความผิดไม่ร้ายแรง

นายเสรีกล่าวว่า ในส่วนคดีความผิดไม่ร้ายแรง มีหลักเกณฑ์สร้างความปรองดองคือ หากเป็นคดีของประชาชนทั่วไปที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล หากจำเลยยอมรับผิดตามที่ถูกฟ้อง จะเสนอ
ให้ศาลจำหน่ายคดีออกไป แต่ระหว่างนั้น 5 ปี ห้ามไปก่อปัญหาต่อบ้านเมือง ห้ามชุมนุม ปลุกปั่นยุยง สร้างความแตกแยก ถ้าไปก่อเหตุวุ่นวายจะต้องถูกดำเนินคดีตามเดิม คดีที่อยู่ในข่ายไม่ร้ายแรงรวมถึงการบุกรุกสนามบิน บุกสถานที่ราชการ รวมถึงการก่อการร้าย แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลนั้นๆ ไปร่วมชุมนุมเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ไปร่วมสร้างความเสียหายอื่นๆ หรือกรณีการเผาทรัพย์สินราชการ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ผู้ลงมือเผา แค่ไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ก็มีโอกาสได้รับการจำหน่ายคดี แต่ถ้าพบว่าเป็นผู้ลงมือเผาทรัพย์สิน จะไม่ได้รับโอกาสจำหน่ายคดี แต่ต้องไปต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนความผิดประเภทคดีร้ายแรง จะต้องไปต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ขณะที่แกนนำการชุมนุม หากยอมรับว่าได้กระทำความผิด จะเสนอต่อศาลขอให้ใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบา

เมื่อถามว่า ข้อเสนอ สปท.การเมือง ไม่ต่างอะไรจากการนิรโทษกรรม นายเสรีกล่าวว่า ไม่เหมือน การนิรโทษกรรมคือ ทำผิดมาแล้ว แต่ไม่ต้องรับผิด แต่ในรายงานของ สปท.การเมืองนั้น ความผิดยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกพักโทษ ห้ามไปกระทำความผิด อย่าเอามาปนกัน ยืนยันว่าไม่ใช่การทำลายหลักนิติธรรม หากจะคุยเรื่องปรองดอง ต้องมาหารือกันเรื่องทางออกในทางกฎหมาย ซึ่งตามหลักกฎหมายมีการพูดถึงการให้โอกาส การบรรเทาโทษเขียนไว้ชัดเจน หากรับสารภาพจะได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง ส่วนข้อเสนอที่ให้โอกาสคนอยู่ต่างประเทศกลับมาสู้คดี โดยได้รับการประกันตัวนั้น ขณะนี้คนที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่ไปเคลื่อนไหวผ่านยูทูบ อินเตอร์เน็ตต่อต้านรัฐบาล ไม่กล้าเข้าประเทศ เพราะกลัวว่า เมื่อเข้ามาแล้ว จะไม่ได้รับการประกันตัว สปท.การเมืองจึงเสนอว่า หากกลับมาต่อสู้คดี จะมีสิทธิได้รับการประกันตัว

“ข้อเสนอของ สปท.ไม่รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว แต่หนีคดีไปต่างประเทศ กรณีเช่นนี้ จะต้องกลับมารับโทษตามคำพิพากษา ไม่อยู่ในเงื่อนไขได้รับการพักโทษ รวมถึงคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 คดีทุจริตจะไม่อยู่ในข่ายได้พักโทษ ขอปฏิเสธว่าก่อนที่จะมีรายงานฉบับนี้ออกมา ได้ไปหารือกับแกนนำกลุ่มต่างๆ มาแล้ว ในส่วนของแกนนำผู้ชุมนุมที่เสนอมาคราวนี้ หากเห็นว่าข้อกล่าวหาที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง ไม่ยอมรับเพื่อจะได้รับการพักโทษ ก็ไปพิสูจน์ตัวในชั้นศาลได้ เราไม่ได้บังคับ เพราะคราวที่มีข้อเสนอออกมา ต้องยอมรับต่อศาลก่อนได้รับการพักโทษ ถูกแกนนำสีต่างๆ ต่อต้าน คราวนี้เลยปล่อยให้เป็นตามความสมัครใจ หากเห็นว่าไม่ผิด ก็ไม่ต้องยอมรับแล้วสู้คดีต่อไป” นายเสรีกล่าว
////////////////

ฟัง...แนวคิด ปรองดอง ของ บิ๊กป้อม พี่ใหญ่ เตรียมเรียก พรรคการเมือง -กปปส.-นปช. เจรจา

บิ๊กป้อม เผย นายกฯมอบให้เป็นหัวหน้า ทีมทำเรื่องปรองดอง จะตั้งทีมเจรจา กำลังลิสต์รายชื่ออยู่ ทั้งมหาดไทย กลาโหม เหล่าทัพ ไม่ตอบมีผบ.เหล่าทัพ ด้วยหรือไม่. แต่ในส่วนของกลาโหม มีการทำเรื่องปรองดองมาแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา ก็จะเอามาใช้

โดยจะเชิญทุกพรรคการเมือง-นปช.-กปปส. ทุกกลุ่ม ทะยอยมาคุย กับทีมงาน แบบไม่พร้อมกัน ผมไม่ได้คุยเอง เพื่อให้ได้ข้อยุติว่า จะอยู่ร่วมกันอย่างไร ให้ปรองดอง เพราะมันต้องมีกติกา ก็ต้องมาคุยกัน เผยจะเร่งให้เสร็จก่อน มีการเลือกตั้ง
แต่ยันไม่เกี่ยวนิรโทษกรรม หรือข้อกม.ใดๆ ไม่เกี่ยวเรื่องคดีความใดๆ ไม่มีนิรโทษล้างโทษม็อบเสื้อสีต่างๆใดๆ เรื่องคนทำผิดกม.ไม่คุย เพราะแต่ละคนรู้ดีว่า ทำผิดกม.หรือไม่ ติงสื่ออย่าถาม แบบ ถ้า
สมตติ หรือมโน ไม่เอส ไม่ตอบ
----------------
ฟัง นายกฯ แจง การใช้ ม.44แก้รธน.ชั่วคราว เพื่อแก้ร่างรธน.ตามรับสั่ง เรืองพระราชอำนาจ

บิ๊กตู่ ชี้ ผมไม่ได้เลื่อนโรดแมพเลื่อน เลือกตั้ง แต่ต้องแก้ร่างรธน เผยเพราะมีเรื่องพระบรมศพ ไม่คาดคิด คาดปลดล้อคการเมือง ลต.หลังพิธีพระบรมศพ,บรมราชาภิเษก เผย เลือกตั้งเมื่อไหร่ ยังไง ก็มีรัฐบาลใหม่ ปี2561

นายกฯเผย ได้รับแจ้งจาก พลเอกดาว พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ที่มาพบที่ทำเนียบฯ ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 มีพระราชประสงค์ให้แก้ร่าง รธน. ในหมวดพระมหากษัตริย์ เรื่องพระราชอำนาจ จะเร่งแก้ ใช้เวลา1 เดือน โดยจะแก้ รธน.ชั่วคราวก่อน เพราะ ร่างรธน.ฉบับนี้ ผ่านประชามติ ไป แล้ว แก้ได้ เพื่อไม่ตัองลงประชามติ อีกครั้ง
แล้วจะนำขึ้นทูลเกล้าอีกครั้งหนึ่ง คาด ใช้เวลาไม่เกิน2-3 เดือน เผยมีเวลาถึง 6 กพ. 60 ยันไม่เกี่ยวกับ ปชช. เป็นเรื่องพระราชอำนาจ ตัองทำให้พระองค์ เพราะเป็นเรื่องพระราชอำนาจ
ชี้ ผมไม่ได้เลื่อนโรดแมพเลื่อน เลือกตั้ง แต่ต้องแก้ร่างรธน เผยเพราะมีเรื่องพระบรมศพ ไม่คาดคิด คาดปลดล้อคการเมือง ลต.หลังพิธีพระบรมศพ,และ บรมราชาภิเษก เผย เลือกตั้งเมื่อไหร่ ยังไง ก็มีรัฐบาลใหม่ ปี2561
---------------

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

อาลัยแด่อยาตุลลอฮ์ ฮัจญ์ อาลีอักบัร ฮาเชมี รัฟซันญานี



อาลัยแด่อยาตุลลอฮ์ ฮัจญ์ อาลีอักบัร ฮาเชมี รัฟซันญานี ตำนานแห่งนักต่อสู้ของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน
"อยาตุลลอฮ์อาลี อักบัร ฮาเชมี รัฟซันญานี บุคคลที่ทรงอิทธิพลคนสำคัญในสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน"
อิมาม โคมัยนี (รฮ.) ได้เริ่มขบวนการต่อสู้กับทรราชชาฮ์ปาเลวี อยาตุลลอฮ์รัฟซันญานี ได้เริ่มเข้าสู่ขบวนการปฏิวัติ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ1960 ร่วมกับท่านอยาตุลลอฮ์ ซัยยิดอาลี เคเมเนอี(ผู้นำสูงสุด) เป็นต้นมา ท่านได้เป็นแกนนำคนสำคัญในขบวนการต่อสู้ของท่านอิมามโคมัยนี (รฮ.) และเป็นผู้จุดประกายการปฏิวัติที่สำคัญคนหนึ่ง ท่านได้เริ่มชีวิตการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากทรราชชาฮ์ปาเลวี สู่สาธารณรัฐอิสลาม เสียสละร่างกาย ทรัพย์สิน และครอบครัวของท่านเพื่อหนทางแห่งการปฏิวัติ จนถูกจับกุมและถูกทรมานหลายต่อหลายครั้ง แต่ท่านยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์การต่อสู้ และยืนเคียงข้างอิมาม (รฮ.) เสมอมา

หลังจากชัยชนะการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ท่านได้รับความไว้วางใจจากท่านอิมามผู้ล่วงลับ ครั้นเมื่ออิหร่านได้เข้าสู่สงคราม8 ปี อิมามโคมัยนีได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้แทนผู้นำสูุงสุด กำกับดูแลกองทัพ ในสงคราม อิรัค-อิหร่าน และได้รับความไว้วางใจจากท่านอิมามโคมัยนีและบรรดานักปฏิวัติในยุคต้นแห่งการปฏิวัติตลอดมา และเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน มีคำกล่าวจากท่านอิมามโคมัย ซึ่งถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กัยฮานว่า “ตราบใดที่ ออกอ ฮาเชมี กับ ออกอ คาเมเนอี จับมือร่วมกันทำงานเพื่อรัฐ จะไม่มีผู้ใดสามารถทำอะไรต่อการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านได้”
หลังจากที่ท่านอยาตุลลอฮ์ซัยยิดอาลี คาเมเนอี ขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุด อยาตุลลอฮ์ รัฟซันญานี ยังคงร่วมงานและเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของท่านผู้นำ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เหล่าศัตรูพยายามที่จะทำลายอิหร่านลง แม้ในวัยชราภาพท่านยังคงทำงานเพื่อรับใช้การปฏิวัติตามอุดมการณ์แห่งนักต่อสู้ ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ ประธานรัฐสภาคนแรกของอิหร่านถึง 9 ปี ซึ่งเป็นช่วงหลังจากชัยชนะการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านเพียงแค่ไม่กี่ปี และตำแหน่งที่สำคัญที่สุด จนสามารถนำพาอิหร่านผ่านช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบสงคราม 8 ปี อิรัก-อิหร่าน คือการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่สี่ของอิหร่านในช่วงปี ค.ศ.1989-1997 และยังเป็นสมาชิกสภาผู้ชำนาญการสูงสุด​(สภาคัดเลือกผู้นำ) ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1983 จนถึงปัจจุบัน และยังเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาดังกล่าวคนที่สองเมื่อปี 2007-2011 และท่านยังดำรงตำแหน่งประธานสภาวิจัยผลประโยชน์แห่งชาติเมื่อปี ค.ศ.1989-ถึงปัจจุบัน
ท่ามกลางกระแสสร้างความขัดแย้งในอิหร่านเพื่อหวังทำลายรัฐอิสลาม โดยการสนับสนุนจากสหรัฐ อิสราเอล กลุ่มมุนาฟิก MKO และกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติอิสลามที่อยู่ในต่างประเทศ กลุ่มเหล่านั้นพยายามแอบอ้างท่านเพื่อให้กลุ่มผู้สนับสนุนท่านในอิหร่านทำการเคลื่อนไหว และกลุ่มต่อต้านจะเข้ามาฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว ทว่าท่านได้อ่านเกมส์การเมืองที่สกปรกด้วยประสบการณ์และความฉลาดหลากแหลม ท่านได้จับมือกับท่านผู้นำและทำการกำจัดกลุ่มต่อต้านจนสิ้นซากลงไปในที่สุด สื่อตะวันตกยังคงพยายามเสนอข่าวเชิงลบว่า ท่านคือคนที่อยู่ตรงกันข้ามกับท่านผู้นำบ้าง มีแผนการโค้นล้มรัฐบ้าง จะยึดอำนาจบ้าง และมีปัญหาที่ไม่ลงลอยกันบ้าง โดยยึดคำพูดบางคำ หรือบางทัศนะที่ท่านอาจจะมีความคิดไม่ตรงกับท่านผู้นำบ้างในบางเรื่องมาเป็นประเด็นในการสร้างกระแสดังกล่าว แต่ด้วยกับความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า แผนการร้ายของเหล่าศัตรูได้รับแต่ความปราชัยเสมอมา
ด้วยกับความสูญเสียบุรุษที่ยิ่งใหญ่ รัฐบาลจึงประกาศไว้อาลัย 3วันทั่วประเทศ ถือเป็นความโศกเศร้าของประชาชาติอิหร่าน ท่านผู้นำสูงสุดได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจต่อการจากไปของวีรบุรุษแห่งการปฏิวัติบางตอนว่า
“ข้าพเจ้าได้สูญเสียเพื่อนนักรบ เพื่อนร่วมงานและสหายแห่งรัก ถือเป็นความเจ็บปวดที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนได้ ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เราทั้งสองได้ร่วมใจกันเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาของชาติ มาตรว่าเราอาจมีทัศนะที่ไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่สิ่งนี้ ไม่สามารถทำลายมิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อนตลอดระยะเวลา59ปีลงได้ ท่านคือนักต่อสู้ที่เสียสละทุกสิ่งในแนวทางการปฏิวัติ ขอพระองค์ทรงเมตตาท่านด้วยเถิด”
ดังนั้นขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียนักต่อสู้ และวีรบุรุษแห่งการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน สหายแห่งท่านผู้นำสูงสุดและท่านอิมามโคมัยนี ขอพระองค์ทรงตอบแทนความดีงามในสิ่งที่ท่านได้สร้างให้แก่การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านด้วยเถิด
ด้วยสลามและดุอา
ดร.ซัยยิด มุบาร็อก ฮูซัยนี
นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน
9 มกราคม 2560

ว่าด้วยพรป.เลือกตั้งกับโรดแมป

พรป.เลือกตั้ง

กรธ.เตรียมพิจารณร่าง พรป.ว่าด้วย กสม. ยืนยันทำกฏหมายลูกเสร็จตามกรอบแน่นอน วางแผนฟังความเห็น 4 ภาคก่อนสรุป พรป.ว่าด้วย ส.ส. และ ส.ว.

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็น กรธ. เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น ว่า การประชุมวันนี้ กร
ธ.จะพิจารณาเนื้อหาของ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด หลังจากได้มีการศึกษาเบื้องต้นมาแล้ว โดยมี 2 ส่วน

สำคัญที่จะต้องพิจารณา คือหลักการแนวคิด และบทบาทของ กสม. ที่ฝ่ายกฏหมายอยากเห็น กสม.ผลักดันนโยบาย และโครงสร้างการทำงานเพื่อช่วยลดปัญหาอุปสรรคในการละเมิดสิทธิ์ และอีกส่วนคือเรื่องการประสานงาน เชื่อมโยงกันกับองค์กรอิสระด้วยกัน  และจะมีการเปิดรับฟังความเห็นอีกครั้ง ในวันที่ 25 ม.ค.นี้ ที่อาคารรัฐสภา หลังจากนั้นก็จะพิจารณษในส่วนของ พรบ.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) ต่อไป

ทั้งนี้ นายชาติชายยังกล่าวด้วยว่า พรป. ว่าด้วย ส.ส. และ พรป.ว่าด้วย ส.ว. นั้น ได้ ได้มีการศึกษาและเตรียมยกร่างไว้แล้ว แต่ยังไม่สรุปทั้งหมด เพราะยังต้องมีการรับฟังความเห็นจากประชาชน ใน
แต่ละภูมิภาคก่อน ซึ่งได้วางแผนไว้แล้ว คือ วันที่ 4-5 ก.พ. ที่ จ.เชียงใหม่, 18-19 ก.พ.อุดรธานี,25-26 ก.พ.กาญจนบุรี และ 4-5 มี.ค. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมถึง จะมีการจัดที่รัฐสภาด้วยเช่นกัน  

พร้อมยืนยันจะพิจารณากฏหมายลูกทั้ง 10 ฉบับได้ตามกรอบอย่างแน่นอน และจะส่ง 2 ฉบับแรกให้ สภานิติบัญยัติแห่งชาติ (สนช.)พิจารณาได้ทันที เมื่อ รธน.ใหม่มีผลบังคับใช้ แต่ข้อกังวลเรื่องวัน

เลือกตั้งนั้น กรธ.ไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย
----------
"ประวิตร" ปัดตอบผลโพล ปชช. ยังไม่พร้อมเลือกตั้ง ปี 60 ยืนยัน รบ. เดินหน้าทำตามโรดแมป เร่งปฏิรูปในทุกด้าน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่ระบุว่า ยังไม่พร้อมจะเลือกตั้งในปี 2560 ว่า รัฐบาลไม่ได้คิดว่า ผลสำรวจจะออกมาในรูปแบบใด แต่รัฐบาลต้องเดินตามโรดแมปที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ในภาพรวม ส่วนเรื่องอื่นยังไม่ได้คิดว่าจะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ และอยู่อีกกี่ปี แต่จะต้องทำตามโรดแมปให้ได้

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ไม่ขอตอบว่า มีการหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงปัจจัยที่ไม่สามาารถดำเนินการตามโรดแมปได้หรือไม่ เนื่องจากโรดแมปขั้นที่ 1 ยังไม่แล้วเสร็จ จนไปสู่การเลือกตั้งและจัดตั้ง

รัฐบาล ซึ่งทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนการปฏิรูปที่หลายฝ่ายมองว่าจะปฏิรูปไม่เสร็จก่อนเลือกตั้งนั้น ยืนยันว่าขณะนี้มีการปฏิรูปไปแล้วหลายเรื่องและขณะนี้ก็ยังดำเนินการปฏิรูปต่อไป
--------------

นายกฯ นำประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ สั่งเร่งทำงานใน 3 เดือน ขอทุกฝ่ายร่วมมือ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นางอรรชกา ศรีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงต้นของการประชุม ว่า การประชุมทุกคณะให้เวลาเพียง 3 เดือน หากไม่ได้ข้อยุติ หรือไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จำเป็นต้องดูแลงานโครงสร้างทั้งหมด รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาได้ตรวจสอบแล้วยังพบมีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่บ้าง และยังติดปัญหาหลายอย่าง จึงต้องมีคณะทำงานปฏิรูปขึ้นมา เช่นเดียวกับเรื่องนี้ คือการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจทั้งหมด เรื่องนี้อยู่ที่ความร่วมมือ หรือที่ทุกคนมีจิตใจอยากจะทำ ก็อยากจะให้มันเกิดขึ้น เพื่อให้เป็นผลดีกับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่าย เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ครั้งที่ 1/2560 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล
-----------------
รองเลขาฯ คสช. ย้ำยึดตามโรดแมป เดินหน้างานสร้างความปรองดอง - ปรับลดจุดบริการประชาชนกราบพระบรมศพ เหลือ 6 จุด

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า วันนี้ ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเลขาธิการ คสช. กำชับให้ทุกส่วนได้ปฏิบัติตาม
ข้อห่วงใยของหัวหน้า คสช. ในการชี้แจงต่อสาธารณะ ยืนยันถึงการเดินหน้าประเทศยังเป็นไปตามโรดแมปของ คสช. และการเดินหน้างานสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ จึงควรที่จะได้ร่วม
มือกันปฏิบัติหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบให้ดีที่สุด

ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลประชาชนในพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.) รับผิดชอบอยู่นั้น ขณะนี้มีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการในเรื่องการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยมีการปรับลดจุดบริการประชาชนเหลือ 6 จุด สนับสนุนเจ้าหน้าที่จิตอาสาเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในห้วงเวลากลางคืนและนอกเวลาราชการ การเตรียมมอบหมายให้ กอร.รส. เป็นหน่วยบริหารจัดการและจ่ายอาหารและเครื่องดื่มในภาพรวมและการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนสามารถนำอาหารติดตัวมาในระหว่างเดินทางเข้าถวายสักการะได้
---------------
กห. จัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวตั้งแต่ปี 2560-2579 - เร่งปฏิรูปตำรวจ เน้นการทำงานระดับพื้นที่

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ภายหลังการประชุมคณะกรรมการการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ถึงความคืบหน้าของการปฏิรูปงานด้านความมั่นคง ว่า ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์กระทรวงกลาโหมในระยะยาวตั้งแต่ปี 2560-2579 เพื่อรองรับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เรียบร้อยแล้ว รวมถึงแผนแม่บทการปฏิรูปการจัดการการปรับปรุง

โครงสร้างของกองทัพปี 2560-2569 ซึ่งการปฏิรูปดังกล่าว จะทำให้กองทัพมีขีดความสามารถ ทันสมัย และ เหมาะสมกับสถานการณ์

ส่วนความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจ ได้เน้นไปที่สถานีตำรวจ โดยเน้นการทำงานของสถานีตำรวจระดับพื้นที่ ที่จะต้องตอบสนองความต้องการ ความพึงพอใจของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของ

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งต่อจากนี้ตำรวจในพื้นที่จะต้องเป็นผู้ให้บริการประชาชน ไม่ใช่เข้าไปข่มขู่ประชาชนหรือเป็นเจ้านายประชาชน และต่อจากนี้
ตำรวจจะต้องลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น
--------------
"มีชัย" โยนถามนายกฯ เลื่อนเลือกตั้ง คาดเร็วสุดปลายปี 60 ยัน ดำเนินการตามเวลาที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกระแสข่าวการเลื่อนโรดแมปการเลือกในปี 2560 ว่า เรื่องดังกล่าวต้องไปถามนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำหนดโรดแมป แต่ขณะนี้ กรธ. ยังคงดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะจัดทำกฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 240 วัน หลังร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ แต่หาก สนช. มีมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.ป. ภายใน 240 วัน ก็คาดว่าจะยังคงเป็นหน้าที่ของ กรธ. ที่จะร่างต่อ โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลาการจัดทำให้แล้วเสร็จ แต่จะพยายามทำให้เสร็จภายใน 10 - 15 วัน จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม นายมีชัย ระบุว่า หากมองตามโรดแมปที่จะให้เกิดการเลือกตั้งในปี 2560 อย่างเร็วที่สุด คงสามารถจัดการเลือกตั้งได้คงอยู่ในช่วงปลายปี แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะยืดไปถึงกลางปี 
2561 หรือไม่
-------------
"มีชัย" เชื่อ สนช. ผ่านกฎหมายลูก ยันยกร่างอย่างดีที่สุด - พร้อมยอมรับในการทำหน้าที่และความเห็น

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับแรก ว่า ขณะนี้ได้ยกร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และคณะกรรมการการ
เลือกตั้ง เสร็จสิ้นแล้ว และจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นั้น จะต้องรอดูการพิจารณา พ.ร.ป. 2 ฉบับแรก ของ สนช. รวมถึงช่วงเวลาที่ กกต. และพรรคการเมือง จะสามารถเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้ง แต่หาก กกต. และพรรคการเมืองมีความพร้อมการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะแล้วเสร็จก่อน 240 วัน

ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นว่ามีความเสี่ยงที่ สนช. จะไม่ผ่านร่างกฎหมายลูก เพราะ กรธ. ยกร่างอย่างดีที่สุด แต่ก็พร้อมยอมรับในการทำหน้าที่และความเห็นของ สนช. ส่วนความเหมาะสมที่จะจัดการเลือกตั้ง ยังไม่สามารถกำหนดวันที่ชัดเจนได้ เพราะยังไม่มีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองออกระบุว่า กรธ. ไม่แจ้งเกี่ยวกับการปรับแก้ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ให้พรรคทราบ

นายมีชัย ยืนยันว่า แม้จะไม่มีการส่งหนังสือไปถึงพรรคการเมือง แต่ได้มีการประกาศแจ้งผ่านเว็บไซต์ทุกครั้ง
-----------
กมธ.การเมือง ถกพิจารณาการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ - เสนอปรับอัตราลงโทษผู้ที่กระทำความผิดในคดีทุจริตคอร์รัปชั่น

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งได้เสนอไว้ 4 คือ การปฏิรูปควบคุมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา เช่น การตั้งกระทู้ถาม หรือการเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจของ ส.ส. การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม ด้วยการปรับกระบวนการสรรหาเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกำหนดบุคคลไว้ล่วงหน้า

ส่วนการควบคุมตรวจสอบข้าราชการภาครัฐและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจรัฐ เสนอให้ใช้แนวทางเดียวกับการตรวจสอบฝ่ายการเมือง พร้อมกับเสนอให้ปรับอัตราการลงโทษผู้ที่กระทำความผิดในคดีทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น คดีที่สร้างความเสียหายมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีความเสียหายมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท - 1,000 ล้านบาท ให้จำคุกตลอดชีวิต และคดีที่สร้างความเสียหายมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ให้ลงโทษด้วยการประหารชีวิต
-------------------//
นายกฯ นำถก นบข. นัดแรกเร่งปฏิรูปประเทศ ขอทุกฝ่ายร่วมมือให้เกิดเป็นรูปธรรม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ครั้งที่ 1/2560 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวตอนต้นของการประชุมว่า ปี 2560 นี้ เป็นปีของการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะเรื่องข้าวและการเกษตร ที่จะต้องช่วยกันและร่วมมือทำให้เกิดเป็นรูปธรรม รวมทั้งการส่งออกข้าวไทยด้วย เพราะหากปฏิรูปไม่สำเร็จในปีนี้ ก็จะส่งผลกระทบไปปีต่อไป จึงขออย่าฝากความหวังไว้กับผู้อื่น เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เราที่จะต้องช่วยกันหาทางออก

สับขาหลอกเลื่อนเลือกตั้ง

สับขาลต.

ผ่ากระบวนท่าสับขาหลอกเลื่อนเลือกตั้ง

เทศกาลแห่งความสุขปีใหม่ผ่านพ้นไป กลับคืนสู่ภาวะปกติ

ทิ้งไว้แค่ควันหลง ตัวเลขสถิติความสูญเสียที่กรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่

29 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2560 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,919 ครั้ง

ผู้เสียชีวิตรวม 478 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 4,128 คน

มากเป็นประวัติการณ์ แถมแนวโน้มมีแต่จะสูงขึ้นทุกปี ทั้งๆที่ภาครัฐและเอกชนช่วยกันรณรงค์สุดกำลัง ทั้งการขอร้องให้ช่วยกันให้ความร่วมมือ หรือถึงขั้นบังคับใช้กฎหมายขั้นรุนแรง

ยกเป็นวาระแห่งชาติแบบที่บิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเลยว่า รัฐบาลถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการดื่มแอลกอฮอล์ มีเป้าหมาย

ลดจำนวนอุบัติเหตุจำนวนยานพาหนะที่ถูกดำเนินคดีในเทศกาลปีใหม่

แต่ก็เหมือนไม่มีความหมาย สรุปคนเจ็บคนตายยังพุ่งไม่หยุด

จุดเดียวเลยที่ยังแก้ไม่ตก นั่นคือจิตสำนึกของคน

ดีที่สุดก็คงทำได้แค่สวดมนต์ภาวนาให้แคล้วคลาด เพราะยังไงประเทศไทยก็ยากจะหลุดพ้นวังวนความสูญเสียบนท้องถนนในช่วงเทศกาล

อยู่ที่ว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

ส่วนที่แทบจะไม่ได้ฉลองเทศกาลปีใหม่กันเลย พี่น้องประชาชนในจังหวัดภาคใต้ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี นราธิวาส

ต้องเผชิญกับอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในรอบหลายปี

สถานการณ์หนักถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องนำทีม ครม.และข้าราชการที่เกี่ยวข้องคณะใหญ่ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสตรวจสถานการณ์ เยี่ยมเยียนราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

ช่วยผ่อนคลายทุกข์จากเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า

ผลจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปของโลกคาดการณ์ไม่ได้อีกต่อไป

ตัดฉากกลับมาที่สถานการณ์ทางการเมืองที่เข้าสู่ปีใหม่ ซึ่งแน่นอนก็ต้องตามมาด้วยเงื่อนไขใหม่ และการคาดการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงใหม่

ภายใต้ขุมข่ายอำนาจพิเศษเก่า ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.

นับตั้งแต่การรัฐประหารเงียบ ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลนักการเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผ่านมาจนปีใหม่ 2560 ก็ขึ้นปีที่ 3

ผ่านมา 4 พ.ศ. กินเวลาเกือบ 3 ปีเข้าไปแล้ว

แนวโน้มการทำตามสัญญาคืนความสุขให้คนไทยยังจับต้องได้ไม่เต็มไม้เต็มมือ

พูดกันตรงๆก็คือ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ นายกฯลุงตู่ต้องใช้เวลาช่วงวันหยุดพักเทศกาลปีใหม่ลงมือร่าง “โมเดล” ในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดอง

ตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศในระยะที่ 2

ต่อเนื่องถึงการสั่งการในที่ประชุม ครม.นัดแรกประเดิมปีใหม่ ให้มีการจัดลำดับความสำคัญในเรื่องเร่งด่วนเพื่อทำให้สังคมได้รับรู้ถึงความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาล คสช.

ถึงจังหวะต้องส่งการบ้านให้ประชาชนสัมผัสได้ถึงเนื้องาน

บนพื้นฐานที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557ปฏิรูปปรองดองคือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมแลกกับฉันทามติของประชาชนคนไทย

มอบอำนาจพิเศษให้นำประเทศก้าวข้ามวิกฤติ ติดหล่ม

ในอารมณ์ที่สังคมไทยยังไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ในมุมของการปฏิรูปที่ยังลอยๆเป็นนามธรรม แถมยังไม่ทันได้นำไปปฏิบัติก็ถูกตั้งแง่ต่อต้านแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี เป็นการครอบงำรัฐบาลในอนาคตให้ต้องเดินตามเกมอำนาจของทหาร

นักการเมืองแท็กทีมต้านแบบสุดกำลัง

ขณะที่เงื่อนไขปรองดองยังไม่เห็นหนทางปฏิบัติ นอกจากการปรองดองที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี น้ำตาเจือจางสีขั้วขัดแย้งให้จาง

ลงไป

แต่ลึกๆก็ยังแฝงไปด้วยปมแตกแยก พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

สรุปตามสถานการณ์ประเทศไทยยังไม่หลุดจากวังวนเก่าๆ แม้จะเข้าสู่ปีใหม่ 2560 แล้ว

เทียบกับเทอมรัฐบาลทั่วไปคือ 4 ปี ตามเงื่อนเวลาที่เข้าสู่ห้วงปลายโรดแม็ปของ คสช.

โดยเฉพาะจุดสำคัญคือรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตามปฏิทินจะมีการประกาศบังคับใช้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และตามโปรแกรมต่อเนื่องจะเป็นจุดเริ่มนับหนึ่งของกระบวนการร่างกฎหมายลูก

ประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฯลฯ

ต้องเสร็จภายใน 8 เดือน หรือ 240 วัน

ซึ่งก็จะทันกำหนดเลือกตั้งปลายปี 2560 ตามสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลทหารของไทย ได้ประกาศต่อนานาชาติ

เป็นโอกาสที่จะกู้สถานการณ์ แซงก์ชั่นโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่การเมืองก็จะคืนกลับสู่ธรรมชาติ ตามกระแส ความเคลื่อนไหวของป้อมค่ายต่างๆขยับเตรียมแต่งตัวกลับมาลงสนามเลือกตั้ง รวมถึงการตั้งพรรคการเมือง นอมินี ทหารขึ้นมารองรับเกมอำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะเต็งหามนายกฯคนนอก

ทุกฝ่ายยึดตามโรดแม็ปเป็นที่ตั้ง

นักธุรกิจ นักลงทุน นักเลือกตั้ง รวมถึงประชาชนคนไทยก็ลุ้นให้เป็นไปตามคิวนี้

เพราะมันคือโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์เมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติ ได้ทำมาหากิน แก้ปัญหาวิกฤติปากท้องที่เข้าขั้นสาหัสมาหลายปี

แต่ก็อีกนั่นแหละ สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็ส่อเค้าตั้งแต่ต้นปีเลย

ตามสัญญาณที่คนระดับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาโยนทุ่นนำร่องเป็นนัย การเลือกตั้งตามโรดแม็ปอาจยืดเยื้อออกไป

โดยอ้างถึงเงื่อนเวลาที่ต้องใช้ในการพิจารณากฎหมายลูกอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ส่อดึงจังหวะ ลากกันแบบเต็มเหยียด

และนั่นก็หมายถึงการเลือกตั้งจะไปเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน พ.ศ.2561

ในวงเล็บต้องไม่มีเหตุติดขัด รัฐธรรมนูญต้องบังคับใช้ตามกำหนดด้วย

ทุกอย่างต้องว่ากันหลังวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้

แต่เรื่องของเรื่องตามสัญญาณแปร่งๆ พวกที่จมูกไว ได้กลิ่นก่อนก็คือนักการเมือง

จับอาการทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยประสานเสียงโทนเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พากันออกมาดักทาง คสช.

มัดคอ พล.อ.ประยุทธ์อย่าผิดสัญญาประชาคม

เพราะมันจะกระเทือนเครดิตความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ

ทำให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ทีมงานรัฐบาล คสช.ออกมายืนยัน

รัฐบาลยังยึดตามโรดแม็ปเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

รีบสยบแรงกระเพื่อมไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อจับทางจาก พล.อ.ประยุทธ์ที่ออกตัวเป็นเชิงว่า ต้องเข้าใจขั้นตอนโรดแม็ปคืออะไร 1.ต้องมีรัฐธรรมนูญ 2.ต้องทำกฎหมายลูก จะกี่ฉบับไม่รู้แต่มีกรอบเวลาอยู่ ถ้าทำเกินเวลาก็

แสดงว่าไม่ทัน ถ้าทำเร็วกว่านั้นก็ทัน

จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับขั้นตอน โรดแม็ปก็คือโรดแม็ป ไม่ต้องไปฟังใคร

แปลไทยเป็นไทยก็ยังกั๊ก ไม่ฟันธงชัดเจน

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ตามขั้นตอนจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการในส่วนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช.

รัฐบาล คสช.ไม่ได้เข้าไปมีส่วนด้วย

จะเร่งให้เร็วหรือดึงให้ช้าก็ขึ้นอยู่กับ สนช.

แต่นั่นก็ว่ากันในมุมของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดไว้ ไม่ได้ว่ากันในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้มีสถานะเป็น รัฏฐาธิปัตย์มีดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 อยู่ในมือ

ผ่าทางตัน เดินทางลัด อัตโนมัติยังไงก็ได้

เว้นแต่เป็นจังหวะสับขาหลอก โยนให้เป็นเกมของ สนช.ในการลากโรดแม็ปออกไป

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเลย ปรากฏการณ์ปรับโรดแม็ป เลื่อนเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของ สนช. หรืออำนาจในมือรัฏฐาธิปัตย์

ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับปัจจัยคะแนนนิยม ต้นทุนหน้าตักของ นายกฯลุงตู่เป็นสำคัญ

เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้ สังคมได้รับรู้ถึงความเป็นไปอะไรหลายๆอย่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน

กฎหมายหรืออำนาจ ล้วนไม่มีความหมาย

หากขาดซึ่งศรัทธาประชาชน.


ทีมการเมือง ////////////////

คิกออฟเมกะโปรเจกต์จุดเปลี่ยนประเทศ : การเมืองนิ่ง-เศรษฐกิจฟู

รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินมา 2 ปี 4 เดือน พยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะและวางโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองปรามาสในทางลบมาตลอด

วันนี้ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังถูกจับตาว่าจะเป็นกลไกสำคัญทางการเมืองช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจพิเศษ เพื่อเป็นฐานสำหรับเดินหน้า

ปฏิรูปประเทศ หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ

จังหวะก้าวเดินนับจากต้นปีระกาเป็นต้นไป จะเป็นด่านทดสอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ไก่ขัน หรือหงอยคอตก ผลทดสอบออกมาหน้าไหนย่อมมีผลต่อโรดแม็ปและกลไกสำคัญ

ทางการเมืองช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)โดย นายสมคิด ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง เริ่มจากฉายภาพดูย้อนไปถึง 10 ปีที่ผ่านมาว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมใน

ประเทศ (จีดีพี) โตจาก 6-7 เปอร์เซ็นต์ หล่นไปเรื่อยเหลือ 5-4-3 จนเหลือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปี 60

ถามว่าพอใจไหม ถือว่าพอใจ เพราะไต่ขึ้นมาจาก 0.8 เปอร์เซ็นต์ 2.8 เปอร์เซ็นต์และล่าสุด 3 เปอร์เซ็นต์กว่าในปี 59 ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว เมื่อเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้าน จีดีพีเติบโต 6-7

เปอร์เซ็นต์ แต่ขนาดเศรษฐกิจของไทยโตกว่าเวียดนาม 12 เท่า โตกว่าเมียนมา 7-8 เท่า โตกว่ากัมพูชา 20 เท่า โตกว่า สปป.ลาว 30 เท่า

ประเทศเหล่านี้ เศรษฐกิจขยายตัวนิดหนึ่งก็ขยับขึ้นทันที

อุตสาหกรรมที่ทำให้ประเทศเหล่านี้แข็งแรง ทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ แต่อุตสาหกรรมพวกนี้ผ่านเราไปแล้ว ล่าสุดอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งหมดของจีนที่ค่าแรงสูงกว่าเวียดนาม 2

เท่า ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่เวียดนาม มาไทยไม่ได้ เพราะค่าแรงของไทยสูงกว่า

ฉะนั้นในช่วงนี้เราต้องปฏิรูปโครงสร้างการผลิต ทั้งพยายามหาตัวเก่าที่ไม่มีนวัตกรรมอัพขึ้นมาให้มีมูลค่า หรือหาตัวใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศให้เราอยู่ได้ หากไม่ทำเราไม่มีทางยืนอยู่ได้

เรื่องนี้รอไม่ได้ ประเทศไทยอยู่ในฐานะแบบนี้ไม่ได้ ครั้งหนึ่ง ฮ่องกง สิงคโปร์ จีนเคยตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ คือ เริ่มลง แต่สามารถกระโดดไปอีกขั้นหนึ่งได้ โดยมีอุตสาหกรรมที่มีจุดขายของตัวเอง

เพิ่มจุดขายขึ้นมาแข่งขันได้ ไม่ต้องอาศัยค่าแรงราคาถูก มันก็ขยับเคิร์ฟขึ้นมาได้ และเคิร์ฟเหล่านี้กำลังไปจากไทย

ผมคุยกับญี่ปุ่นว่า เราเป็นมิตรเก่า เขาอยู่กับเราแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มีคนญี่ปุ่นอยู่ 6-7 หมื่นคน เปรียบเหมือนมีบ้านอยู่ที่เมืองไทย มีโรงงานเต็มไปหมด ยกเว้นไม่มีอะไร ไม่มีความแน่นอน มี

ความเสี่ยงสูง

แต่ขณะนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้น เราอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่าน

ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ญี่ปุ่นก็สบายใจ ผมกำลังอธิบายให้เห็นว่าไทยอยู่ในเส้นเคิร์ฟพวกนี้มาก่อน ถ้าไม่ทรุดลงก็ต้องขยับขึ้นไป พวกนี้ก็จะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จีนตอนนี้ไปอยู่อันดับสูงขึ้น เราต้องไปแทน

ในสิ่งที่เขาไม่มี ขยับขึ้นเรื่อยๆ ไทยมีเวลาแค่ 2-3 ปี ไม่เช่นนั้นเวียดนามกินเราแน่

เมื่อเราเข้ามาสิ่งแรกที่ทำไม่ให้เศรษฐกิจทรุด คือ อัดฉีดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน ตำบลละ 5 ล้านบาท หากไม่เติมเงินลงไปชาวนาตายแน่ เพราะรัฐบาลไม่เอาจำนำข้าวและประกันรายได้ ที่เคยก่อให้

เกิดปัญหาตามมา

โชคดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยอม ลองนึกภาพดูว่า รัฐบาลทหารยอมใช้กองทุนหมู่บ้าน บวกกับปี 59 ประสบปัญหาภัยแล้ง สินค้าเกษตรราคาตก น้ำมันราคา

ถูก ทำให้พยุงเศรษฐกิจได้ ทุกอย่างเบาบางลง ไม่ทรุดมากเกินไป

เศรษฐกิจปี 60 เชื่อว่าจะดีขึ้น เพราะตลาดใหญ่ที่สำคัญ 2 ประเทศ ทั้งจีนเริ่มดีขึ้น ญี่ปุ่นสัญญาณดีขึ้น และนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในระยะสั้นจะเป็นประโยชน์

กับไทย เพราะมีการทุ่มงบการลงทุนอย่างไม่เคยมีมาก่อน การขยายการลงทุนในสหรัฐอเมริกามีมากขึ้น

ขณะที่ในไทยมีโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่าเป็นล้านล้านบาท จะเริ่มคิกออฟโครงการปี 60 ถึงอย่างไรปีนี้จะต้องหล่อลื่นให้โครงการออกเร็ว ภาคเอกชนก็จะตาม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

(เอฟดีไอ) จะมาแน่นอน ถ้าทุกอย่างเดินตามโรดแม็ป

ยิ่งขณะนี้โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดี การบริโภคเริ่มฟื้นแล้ว

แต่เศรษฐกิจปากท้องยังเป็นปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังแก้ไม่ได้ นายสมคิด บอกว่า แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ดีแน่นอน ที่สำคัญเมื่อถึงจังหวะที่เศรษฐกิจโต จะทำอย่างไรให้สามารถ

กระจายความมั่งคั่งไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นได้

เป็นภารกิจที่สองจะต้องปฏิรูปให้มีความสมดุลระหว่างการส่งออก การลงทุนระหว่างประเทศ กับการสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้แข็งแรง ทั้งด้านการเกษตรและท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การปฏิรูปงบประมาณ กระจายงบประมาณไปสู่กลุ่มจังหวัดมาเชื่อมเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ เครื่องยนต์ที่พัฒนาประเทศจริงๆอยู่ที่กลุ่มจังหวัด เคยผลักดันเรื่องนี้

แต่ไม่ผ่าน เพราะนักการเมืองไม่ปล่อย เลยทำไม่ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์เอาเป็นครั้งแรก

จึงกำหนดเดดไลน์ก่อน 15 ม.ค.60 ให้รวบรวมตัวเลขมาทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการกลั่นกรองก่อนอนุมัติงบประมาณลงไปให้

นโยบายการขับเคลื่อนพื้นที่กลุ่มจังหวัด เมื่อบวกกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมถึงกันได้หมด อนาคตการกระจายความเจริญจะไปอยู่ส่วนภูมิภาค

โครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านในปีนี้ต้องจบ ถือเป็นหัวใจนำไปสู่การปฏิรูปภาคการเกษตรและคอมมูนิตี้อย่างแท้จริง ยิ่งได้ให้โจทย์ไปแล้วในการทำดิจิทัลบิ๊กแบนด์ให้กระหึ่มทั้งอาเซียน

และยังมีนโยบายวันเบลท์ วันโรดเชื่อมเอเชียทั้งหมด ที่ไทยเป็นแกนกลางของอาเซียน ถ้าเราก่อสร้างได้ก่อนเขาต้องมาพึ่งเรา ทั้งหมดเป็นการรีฟอร์ม ถ้าทำได้จีดีพีจะมีโอกาสขยับถึง 4-5 เปอร์เซ็นต์

มาถึงวันนี้ขออย่างเดียวไม่ต้องให้มาเชียร์รัฐบาล แต่อยากให้รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่

ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจและช่วยดูแลงานเหล่านี้ให้สามารถผ่านไปได้ ไม่เห็นผลหรอกในยุคเรา และในยุคนี้การผลักดันโครงการอะไร เช่น ซิงเกิลเกตเวย์จะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมืองง่ายมาก

การปฏิรูปเศรษฐกิจจะพลิกประเทศไปทิศทางที่ดีขึ้นในระยะยาว แต่กลับถูกฝ่ายการเมืองมองว่ารัฐบาลหมดมุกถึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสมคิด บอกว่า มาตรการที่ออกไปต้องขยายให้

ประชาชนรู้ว่า มุกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยอยู่รอดได้

ปี 59 ถ้าไม่มีมาตรการเหล่านี้คนมีรายได้น้อยจะลำบากมาก ถ้าเศรษฐกิจทรุดถึงจุดหนึ่งแล้วมันดึงไม่ขึ้น ถ้าเมืองไทยโชคดี 3-4 ปีจะพลิกได้ แต่ถ้ามาบอกว่าหมดมุก จะเอามุกอะไร มุกกระจอกๆผม

ไม่มีแน่ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย

ขอเดินหน้าทำงานต่อและภาวนาให้มีการเลือกตั้งเร็วแล้วจะไป และทิ้งคนรุ่นใหม่เอาไว้ ทั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าเขาอยากจะเล่นต่อ

คนรุ่นใหม่ที่จะอยู่ต่อในรูปแบบไหน นายสมคิด บอกว่า ถึงเวลานั้นเขาคงร่วมกับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่หรือพรรคประชาธิปัตย์สนใจก็ร่วมกันได้

ทีมข่าวการเมืองถาม ว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ และมีชื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนด้วย นายสมคิด บอกว่า ชีวิตของผมแปลก มาตอน

ที่ย่ำแย่

ต้มยำกุ้งก็ทีหนึ่งแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ 6 ปี มาอยู่การเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเบอร์สองยิ่งหนัก เดี๋ยวก็โดนอันโน้นอันนี้

ผมมาคราวนี้เพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำตรงนี้คนไทยจะลำบาก

รับประกันเลยว่าไม่ตั้งพรรค ถ้าตั้งๆไปนานแล้ว

ไม่มีชื่อผมแน่ เพราะไม่คิดจะเล่นการเมืองต่อ อายุ 64 แล้ว

แต่อนาคตข้างหน้าขอวิเคราะห์ว่า จำเป็นต้องมีพรรคใหม่

เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ///////////////////
“แนวโน้ม” การเลื่อน “โรดแมป” พัฒนาเข้าสู่กรอบของ “ความเชื่อ”
มติชน 9มกราคม2560

ไม่ว่า “คสช.”จะต้องการ ไม่ว่า “คสช.”จะไม่ต้องการ แต่แนวโน้มที่เริ่มชัดเป็นลำดับ

คือ แนวโน้มที่จะ “เลื่อน” โรดแมป

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่จะเป็น “การเลื่อน” ทั้งๆที่ “คสช.” ออกมายืนยันอย่างหนักแน่น จริงจัง

ว่าจะ “ไม่เลื่อน”

ที่ใช้คำว่า “แนวโน้ม” เท่ากับเป็น “เงาสะท้อน” ในทาง “ความคิด”

เสมอเป็นเพียง “ความคิด” แต่ยังไม่ได้ “เป็นจริง”

กระนั้น หาก “ความคิด” นี้พัฒนากลายเป็น “ความเชื่อ” และพัฒนาเป็น “ความมั่นใจ”

“นามธรรม” ก็จะถูกแปรเป็น “รูปธรรม”

ฉะนั้น อย่าประมาทการออกมา “ทำนาย” ของโหรจากสำนักสุขิโต อย่าประมาทการออกมา “โยนหินถามทาง” ของบุคคลระดับ “รองประธาน” สนช.

เพราะนี่คือบท “สมิงพระราม”

หากติดตามท่าทีของ “นักการเมือง” ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะจากพรรคประชาธิปัตย์

ก็มองออก แทงทะลุ

แทงทะลุว่า หากมีการลงแรงกันอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวน การถึงเพียงนี้

โอกาสที่จะ “เลื่อน” โรดแมปออกไป มีความเป็นไปได้

ท่าทีของพวกเขาจึงมากด้วยความสุขุม เปี่ยมคัมภีรภาพ สำแดงออกอย่างรู้เท่าทัน

เชื่อได้เลยว่า ตระเตรียมไว้ “ยาว”

หากศึกษา “กระบวนท่า” ที่ออกมาก็จะเข้าใจ ไม่ว่าการนำเสนอคำว่า “ตัวแปร”

ไม่ว่าการใช้กระบวนการ “โหร”

และที่สุดก็ผลักบรรดา “สมิงพระราม” ออกมาจาก “สนช.”

ตามมาสำทับด้วย “สปท.” ซึ่งเป็นลูกแหล่งตีนมือ

ถือว่ามี”การทุ่มทุน”อย่างเต็มที่

มาถึงตอนนี้ “ความคิด” เริ่มแปรเป็น “ความเชื่อ” ว่า โรดแมปต้อง “เลื่อน”อย่างแน่นอน

รู้สึกหรือไม่ในความสงบของ 2 คนสำคัญ

1 คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. 1 คือ นายพรเพชร วิชิต ชลชัย ประธาน สนช.

สงบนิ่งอยู่ใน “ที่ตั้ง”

มาถึงขั้นนี้แล้วหลายฝ่ายจึงเริ่มตระเตรียมความคิดว่าจะ “เลื่อน” ไปมากน้อยเพียงใด

มิใช่ “เลือกตั้ง” ต้นปี 2561 อย่างแน่นอน

เพราะว่าเสียงจากทาง “สนช.” ฟันธงลงไปเลยว่าน่าจะเป็น “กลางปี 2561”

ความจัดเจนระบุว่า น่าจะเป็น “ปลายปี 2561”
//////////////////
โพลหนุนเลื่อน'โรดแมป'ไปปี2561

ผลโพลระบุ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าประเทศยังไม่พร้อมเลือกตั้งปี 60 เพราะยังมีความขัดแย้ง-จะมีพระราชพิธีสำคัญ อยู่ในช่วงไว้ทุกข์ หนุนคสช.ขยับโรดแมปออกไปเป็นปี 61 จ่อคลอดบอร์ดใหญ่ กรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูป-ปรองดองสัปดาห์นี้ "ประยุทธ์" นั่งประธานคุมหางเสือเอง

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจ "ประชาชนคิดอย่างไร ต่อการปฏิรูปประเทศและการเลือกตั้ง"

ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ประชาชนส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ ยังไม่พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง และส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าควรเลื่อนการเลือกตั้งเป็นปี 61 

โดยยังเห็นว่าควรมีการปฏิรูปประเทศก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง ขณะที่การปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ค่อนข้างมีความก้าวหน้า

โดยผลสำรวจดังกล่าว ทางสวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,192 คน ระหว่างวันที่ 2-7 มกราคม 2560 เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน ต่อการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มเข้ามาบริหารประเทศ โดยดำเนินการมาเป็นลำดับตามโรดแมปที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาในทางที่ดีขึ้น พร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ผลสำรวจได้ถามว่า ประชาชนคิดว่าการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ณ วันนี้ มีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด พบว่า ค่อนข้างก้าวหน้า 35.63%, ยังไม่ค่อยก้าวหน้า 29.81%, ก้าว
หน้า 17.70%, ไม่ก้าวหน้า 16.86%

ส่วนระหว่างการเลือกตั้งกับการปฏิรูปประเทศ ประชาชนคิดว่ารัฐบาลควรดำเนินการอย่างไรนั้น เห็นว่าปฏิรูปประเทศก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง 41.19%, เลือกตั้งก่อนแล้วค่อยปฏิรูปประเทศ 38.06%

และเลือกตั้งและปฏิรูปประเทศไปพร้อมกัน 20.75%

สำหรับกรณีประชาชนคิดว่าสถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่มองว่ายังไม่พร้อม 51.23% เพราะยังมีความขัดแย้ง กังวลว่าบ้านเมืองจะไม่สงบ 
อาจเกิดการชุมนุมเคลื่อนไหว ปัญหาการเมืองไทยแก้ไขได้ยาก สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยังไม่พร้อม จะมีพระราชพิธีสำคัญ ขณะที่ 48.77% มองว่าพร้อมแล้ว เพราะเป็นไปตามโรดแมปที่
กำหนดไว้ อยากให้บ้านเมืองเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งที่มาจากความต้องการของประชาชน ประชาชนตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง

ผลสำรวจได้ถามประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร ถ้าการเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปเป็นปี 2561 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย 36.99% เพราะปี 2560 จะมีพระราชพิธีสำคัญ ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์

นักการเมือง พรรคการเมือง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีเวลาเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น ขณะที่ไม่เห็นด้วย 32.21% เพราะอยากให้เป็นไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ หากเลื่อนออก

ไปอาจมีปัญหาต่างๆ ตามมา อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ จะได้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีก 30.80% ไม่แน่ใจ

สำหรับความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง ที่ประกอบด้วยกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2.คณะกรรมการเตรียม

การปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.บอกไว้เมื่อปลาย

สัปดาห์ที่ผ่านมา

ล่าสุด นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำหรับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง จะมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ทำหน้าที่บัญชาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลที่สำคัญๆ มีรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คนกำกับดูแล และระดับหน่วยงานมีรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงทำหน้าที่ขับเคลื่อน ผ่านคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์

นายสุวิทย์กล่าวว่า สำหรับ 3 คณะกรรมการที่เหลือ มี 2 คณะที่จะขับเคลื่อนสอดรับรัฐธรรมนูญใหม่ คือ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 6 ด้าน และ 2.
คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปมา 2 ปี ควบคู่การปฏิรูปของรัฐบาล นายกฯ จึงเห็นว่า ที่ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและแนวทางบริหารจัดการ นายกฯ จึงต้องการให้นำทั้งหมดมากลั่นกรอง เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และเพื่อจัดลำดับความสำคัญ

"ปี 60 นายกฯ จะชู 3 เรื่องหลักเป็นสำคัญคือ เรื่องการปฏิรูป ยุทธศาสตร์และปรองดอง จึงมี 3.คณะกรรมการปรองดองขึ้นมา เพื่อสร้างทุกคนมีส่วนรวมร่วมกันไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ และทั้งหมดนำ
ไปสู่การตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้น ทำหน้าที่ประสานบูรณาการทำงานทั้ง 4 คณะนี้ เพื่อติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าและปัญหาข้อติดขัดและรายงานตรง
นายกฯ"

นายสุวิทย์กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่กับ 4 กรรมการย่อยทั้งหมด นายกฯกำชับให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด โดยในสัปดาห์นี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง จะต้องทำให้เกิดการประชุมครั้งแรกให้ได้ อย่างเร็วสุดวันที่ 11 ม.ค. และช้าสุดวันที่ 12 ม.ค.นี้ เพราะนายกฯ ต้องการให้สอดคล้องตามโรดแมปที่ได้วางไว้

ด้านนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ’35 และอดีตคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องการสร้างความปรองดองและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ความจริงแล้วนับจากเดือน มิ.ย.59 กลุ่มการเมืองทุกสีเสื้อได้ยุติข้อขัดแย้งและเปิดโอกาสให้นายกฯ และผู้นำ คสช.ได้บริหารบ้านเมืองและสร้างความปรองดองได้อย่างไม่มีอะไรติดขัด แต่กลับไม่มีการสร้างความปรองดองที่เป็นรูปธรรม การตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาในเวลานี้ ซึ่งใกล้ช่วงการเลือกตั้ง คงสายเกินไปแล้ว ดังนั้นนายกฯ และผู้นำ คสช.ต้องมีความชัดเจนกับตัวเองก่อน ว่าต้องการปรองดองจริงจังหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าเป็นเพียงต้องการสร้างสถานการณ์ปรองดองเพื่อยื้อเวลาไปเรื่อยๆ เท่านั้น

นายอดุลย์กล่าวว่า หากมีตั้งใจจริง ก็ควรนำข้อเสนอ วิธีการ และแนวทางของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช. ที่มี ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานมาใช้ ซึ่ง
สามารถปฏิบัติได้ทันที ส่วนคณะกรรมการที่ตั้งใหม่ ก็ทำการปฏิรูปประเทศ และสร้างการปรองดองในระยะยาว ที่สำคัญนายกฯ และผู้นำ คสช.พยายามไม่เข้าใจหลักการปรองดองทั้งแบบสากลทั่ว
โลกและการปรองดองแบบไทยๆ ซึ่งนายกฯ ผู้นำ คสช.นำไปปฏิบัติแล้วด้วยการนิรโทษกรรมทันทีที่ทำการยึดอำนาจรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญให้แก่ตนเอง ในขณะที่ภาคประชาชนทุกเสื้อสี ที่ต่อสู้
เรียกร้องความถูกต้องชอบธรรมเพื่อประชาสังคม ต้องโดนคดีทั้งอาญาและแพ่ง จำคุก โดยถ้วนหน้า และยังทุกข์ทรมานจำนวนมาก ดังนั้นอย่าสร้างความสบสนวุ่นวายอีกเลย การตั้งกรรมการปรองดองขึ้นมาอีก จะพิสูจน์ว่ามีเจตนาซื้อเวลาซ้ำซาก

"ขอเตือนว่า ผู้นำ คสช.อย่าผิดคำสัญญา หากเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งจะซ้ำรอยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬอีก ส่วน ”สะพาน” ที่ท่านนายกฯ จะสร้างขึ้น ต้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกันสร้าง ถึงจะเป็นสะพานที่แข็งแกร่งถาวร แต่หากท่านสร้างคนเดียว ใครจะข้ามสะพานไปกับท่าน เพราะกลัวไปไม่ถึงฝั่งจะพังลงมาก่อน" นายอดุลย์กล่าวย้ำ

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) บอกว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลเตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปและการปรองดองขึ้น เพราะทั้ง 2 เรื่องต้องทำไปพร้อมๆ กัน ที่ผ่านมาเราเน้นกันเฉพาะการปฏิรูปในความหมายแคบๆ โดยเน้นเฉพาะการเขียนรัฐธรรมนูญกับการเขียนกฎหมาย แต่ลืมเรื่องการสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง ต้องไม่ลืมว่าเขียนกฎหมายดีแค่ไหน แต่ถ้าสังคมยังแตกแยกกันอยู่ หลังเลือกตั้งก็กลับไปสู่วังวนปัญหาเดิมๆ

ต้องยอมรับความจริงว่าหลังรัฐประหารความขัดแย้งในภาพรวมอาจจะดูคลี่คลายลงไป แต่ก็เป็นเพียงเปลือกนอก แต่เงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้งยังมีอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้หายไปไหน ถ้าการ

ปรองดองไม่ไปจัดการกับเงื่อนไขหลักๆ ก็เหมือนกับเชื้อไฟยังคงมีอยู่และมีโอกาสคุโชนได้ตลอดเวลา ปี พ.ศ.2560 ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของ คสช. การผลักดันทั้งเรื่องปฏิรูปและปรองดองจึงเป็นสิ่งสำคัญ" นายสุริยะใสกล่าว.
////////////
"มีชัย"โยนถามนายกฯ กรณีการเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งไปปี 61
โดย MGR Online    
9 มกราคม 2560 15:28 น.

        นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมรูญ (กรธ.) กล่าวว่า การเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งไปในปี 2561 เรื่องดังกล่าวต้องไปถามนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำหนดโรดแมป แต่ขณะนี้ กรธ.ยังคงดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยการจัดทำกฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 240 วันหลังร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้ได้ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.)ว่าด้วยพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว และจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทันทีที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้
        ส่วน พรป.ว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นจะต้องรอดูการพิจารณา พรป. 2 ฉบับแรกของสนช. รวมถึงช่วงเวลาที่ กกต.และพรรคการเมืองจะสามารถเตรียมความ
พร้อมก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งในระหว่างนี้ กรธ.จะดำเนินการร่างกฎหมายลูกฉบับอื่นควบคู่กันไปด้วย โดยหาก กกต. และพรรคการเมืองมีความพร้อมการยกร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จก่อน 240 วัน 

หาก สนช.มีมติไม่เห็นชอบร่าง พรป.พรรคการเมือง หรือ กกต. ภายใน 240 วัน คาดว่าจะยังคงเป็นหน้าที่ของ กรธ.ที่จะยกร่างต่อจนกว่าร่างจะผ่าน โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่จะจัดทำให้แล้วเสร็จ แต่ กรธ.จะพยายามทำให้เสร็จภายใน 10-15 วัน จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อยืดระยะเวลาออกไป

        นายมีชัย กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวไม่เห็นว่ามีความเสี่ยงที่ สนช.จะไม่ผ่านร่างกฎหมายลูก เพราะ กรธ.ยกร่างอย่างดีที่สุด แต่พร้อมยอมรับในการทำหน้าที่และความเห็นของ สนช. ส่วนความ
เหมาะสมที่จะจัดการเลือกตั้ง ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดวันที่ชัดเจนได้ เพราะยังไม่มีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากจะเกิดการเลือกตั้งภายในปีนี้ตามโรดแมป คาดว่าอย่างเร็วที่สุดคงสามารถเกิดการเลือกตั้งได้ในช่วงปลายปีนี้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะยืดไปถึงกลางปี 2561 หรือไม่ เพราะหากมีการเลื่อนถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย โดยในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้หนดกรอบเวลาจัดการเลือกตั้งที่ชัดเจน เพียงแต่กำหนดให้จัดเลือกตั้งภายใน 120 วัน ภายหลังจากกฎหมายลูก 4 ฉบับแรกแล้วเสร็จ ดังนั้นตอนนี้จึงยังไม่เริ่มต้นโรดแมปวันเลือกตั้ง เพราะร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีผลบังคับใช้ ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองออกระบุว่า กรธ.ไม่แจ้งเกี่ยวกับการปรับแก้ร่าง พรป.พรรคการเมืองให้พรรคทราบ นายมีชัย ยืนยันว่า แม้จะไม่มีการส่งหนังสือไปถึงพรรคการเมือง แต่ได้มีการประกาศแจ้งผ่านเว็บไซต์ทุกครั้ง
/////////////
“นิคม” จี้ รบ.ไร้ข้ออ้างเลื่อนโรดแมปยึดสัญญาประชาคม กม.ที่ค้างปล่อยสภาชุดใหม่
โดย MGR Online    
9 มกราคม 2560 14:14 น. (แก้ไขล่าสุด 9 มกราคม 2560 14:40 น.)

        อดีตประธานวุฒิสภา กร้าวรัฐบาลไม่มีข้ออ้างเลื่อนโรดแมป ต้องทำตามสัญญาประชาคมเลือกตั้งปลายปี กฎหมายที่ค้างปล่อยเป็นหน้าที่สภาชุดใหม่  

       วันนี้ (9 ม.ค.) นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า การถกเถียงเรื่องเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งหรือไม่นั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และองค์กร

อื่นที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้จัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.บอกไว้ว่าจะเดินตามโรดแมปคือจะเลือกตั้งปลายปี 2560 จึงไม่มีข้ออ้างอื่นมา

อ้าง เรื่องกฎหมายมีมากค้างในสภานั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่สภาชุดต่อไปก็ได้ ต้องจัดลำดับความสำคัญแล้วเดินหน้าตามธงที่หัวหน้า คสช.เคยบอกไว้ ทุกองค์กรรู้ดีเป้าหมายอยู่ที่ไหน จะขยับธงชัก

เข้าชักออกไปเรื่อยมันไม่ใช่ นักบริหารที่ดีควรทำตามภารกิจสำคัญที่ให้สัญญาประชาคมแก่คนไทยและต่างชาติเอาไว้ให้ได้ นายกฯ ต้องกดปุ่มส่งสัญญาณให้ทุกส่วนทำตามคำพูด เว้นแต่จะมีปัจจัย

นอกเหนือการควบคุมที่ไม่สามารถคาดเดาได้

สปท.ปรุงยาแรง นักการเมืองโกงเกินพันล้าน ประหารลูกเดียว “กษิต” รับไม่ได้เพราะนับถือพุทธ

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมีร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เรื่อง การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกมธ.ด้านการเมือง นำเสนอรายงานว่า มาตรการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะบังคับใช้กับข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจรัฐ ควรลดการผูกขาดการใช้อำนาจรัฐ โดยการกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งการโยกย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการ และข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกระดับ เพื่อป้องกันการผูกขาดไปสร้างอิทธิพล
สำหรับการตรวจสอบภายในหน่วยงานของรัฐ ผู้ตรวจราชการของรัฐ และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำหน้าที่อย่างจริงจัง เพื่อไม่ละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หากข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ ละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือแสวงหาผลประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีโทษตามกฎหมายในอัตราสูงสุด
“ควรเสนอให้แก้ไขกฎหมายและอัตราโทษในความผิดทุจริตคอร์รัปชั่น โดยผู้ใดกระทำผิดทุจริตคอร์รัปชั่นให้ลงโทษตามเกณฑ์ตัวอย่าง ดังนี้ 1.มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นจำนวนเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี 2.มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น จำนวนเงินเกินกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท ต้องระวางโทษจำคุก 10 ปี 3.มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น จำนวนเงินเกินกว่า 10 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท ต้องระวางโทษจำคุก 20 ปี 4.มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น จำนวนเงินเกินกว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1 พันล้านบาท ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และ 5.มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น จำนวนเงินเกินกว่า 1 พันล้านบาทขึ้นไปต้องระวางโทษประหารชีวิต” นายเสรีกล่าว
นายเสรี กล่าวอีกว่า ในรายงานที่เสนอเพื่อให้เกิดความชัดเจน และป้องกันให้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ ที่คิดจะทุจริตให้ระวังว่ามีโทษอย่างไร จึงกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง ในหลายๆประเทศก็กำหนดบทลงโทษไว้รุนแรงเช่นกัน เราได้ศึกษาในเรื่องเหล่านี้ เป็นส่วนการแก้ปัญหาคอรัปชั่น เพื่อจะแก้ไขปัญหาได้สัมฤทธิ์ผล กมธ.จึงได้เสนอแนะ การควบคุมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐควบคู่ไปด้วย อาทิ การแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ควรให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนับแต่วันเริ่มบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการโดยให้จัดเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ที่หน่วยงานต้นสังกัดที่บุคคลนั้นบรรจุและแต่งตั้ง เข้ารับราชการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบกรณีที่มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อหน้าที่หรือไม่
ขณะที่นายกษิต ภิรมย์ สปท. กล่าวแย้งว่า รับไม่ได้กับข้อเสนอแนะที่ให้ประหารชีวิต เนื่องด้วยนับถือพุทธศาสนา จึงไม่เห็นด้วยที่จะมีการลงโทษเพื่อนมนุษย์อย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต
นายเสรี กล่าวชี้แจงว่า การเสนออัตราโทษเป็นการเสนอตามประมวลกฎหมายอาญา ในมาตรา 18 เราไม่ได้คิดเอง ส่วนอนาคตจะยกเลิกหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ถ้าจะแก้ไขตรงนี้อาจต้องไปแก้ไขกฎหมายอื่นอีกหลายฉบับ รวมทั้งกฎหมายอาญาด้วย เพราะเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาร้ายแรง กัดกร่อนประเทศมานาน ที่เสนอ ไม่ได้หมายความว่าจะไปลงโทษใคร เพียงแต่เสนอให้โทษแรง ให้คนเกรงกลัว ไม่กระทำความผิด เกิดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ได้มีเจตนาร้ายไปฆ่าหรือให้ใครต้องเสียชีวิต แต่เป็นการป้องกันปัญหาใหญ่คอรัปชั่น ซึ่งคนที่จะเกินพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ก็มีอยู่ไม่กี่คน
ด้านนายวันชัย สอนศิริ สปท. ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการควบคุมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ นำเสนอรายงานว่า เพื่อให้การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายบริหาร การตั้งกระทู้ถาม มีประสิทธิภาพและเห็นผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำมาทำลายชื่อเสียงหรือทำลายทางการเมือง จึงต้องมีการปฏิรูปการตั้งกระทู้ถาม โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา มีการกำหนดระยะเวลาอย่างชัดเจนให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี มาตอบตามกรอบระยะเวลา หากไม่มาให้มีมาตรการลงโทษ นอกจากนี้ควรมีการตั้งคณะกรรมการติดตามผลการดำเนินการของรัฐบาลตามกระทู้ถามว่ามีการดำเนินการ คืบหน้ามากน้อยเพียงใดเช่นเดียวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ข้อมูลหลักฐานที่นำมาอภิปรายต้องเป็นข้อมูลผูกมัดนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และเมื่อข้อมูลที่ส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้นายกฯ รัฐมนตรี ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ มากกว่าเน้นโจมตี ทำลายกันทางการเมือง
จากนั้น สมาชิกสปท.ได้ลงมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 155 ต่อ 0 และงดออกเสียง 7 โดยกมธ.ด้านการเมืองจะมีการนำความคิดเห็นของสมาชิกไปปรับปรุงแก้ไขก่อนส่งไปยัง คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต่อไป

ศาลอุทธรณ์คุก"วีระกานต์-ณัฐวุฒิ-เหวง-วิภูแถลง" 2 ปี 8 ด.บุกบ้าน"ป๋า"

ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษจำคุก"วีระกานต์-ณัฐวุฒิ-เหวง-วิภูแถลง" เหลือคนละ 2 ปี 8 เดือน คดีนำมวลชนบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์
9 ม.ค.60 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดา ภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์นัดพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ฟ้อง 1.นายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล 2.นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน 3.นายวันชัย นาพุทธา 4.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. 5.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 35 ปี 6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 7.และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปดังกล่าว มีมีดดาบ มีดดายหญ้า มีดปลายแหลม มีดพก หลายเล่มเป็นอาวุธ ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ในเหตุการณ์บุกบ้านสี่เสาเทเวศร์เมื่อปี 2550
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558 โดยพิพากษาว่า นายนพรุจ จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ฯ ให้จำคุก 4 ปี ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญ โดยกระทำความผิดเป็นหัวหน้า โดยให้จำคุกอีกคนละ 2 ปี ฐานเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิก แต่ไม่เลิก และจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานด้วย รวมจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 6 ปี 6 เดือน
ขณะที่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ , นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 เหลือจำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน โดยให้ยกฟ้องนายวีระศักดิ์ และนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 และให้ริบของกลางทั้งหมด
เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจาก นายวีระกานต์ ร้องต่อศาลว่ามีอาการป่วยบ้านหมุน ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษา มาเป็นวันนี้( 9 ม.ค. 60)
วันนี้จำเลยประกอบด้วยนายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง นพ.เหวง และนายนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล ได้เดินทางเข้าฟังคำพิพากษา
ล่าสุด15.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำคุก นายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง นพ.เหวง คนละ 2 ปี 8 เดือน ลดลงจากศาลชั้นต้นที่พิพากษาจำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน เนื่องจากปรับลดโทษให้เหมาะกับพฤติการณ์ ส่านนายนพรุฒ พิพากษายืนตามชั้นต้น ล่าสุดทนายอยู่ระหว่างการขอประกันตัวจำเลย เพื่อสู้ต่อในชั้นศาลฎีกาต่อไป