PR
วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
ทำไมประชาชนจึงต่อต้าน “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” / เลิศชาย ศิริชัย
----------------------------------------------------------------------------------------
หากไม่นับเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว เรื่องที่ถือว่าร้อนที่สุดในภาคใต้ คือ การผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ของ กฟผ.และรัฐบาล ซึ่งสำหรับ กฟผ.แล้วไม่เป็นที่แปลกใจ เพราะผลักดันเรื่องนี้แบบถอยไม่ได้ และไม่เลือกวิธีมานานแล้ว สำหรับข้าราชการ และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็ไม่น่าแปลกใจที่จะดาหน้ากันสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ไม่ผิดเพี้ยนกับ กฟผ.
แต่ที่น่าแปลกใจคือ นายกรัฐมนตรี ที่แสดงท่าที่อ้ำๆ อึ้งๆ มาตลอด แต่วันนี้นายกฯ เหมือนแสดงอย่างชัดเจนว่าต้องเดินหน้า และเหตุผลที่นำมาใช้ประกอบอำนาจก็เป็นเหตุผลเช่นเดียวกับที่ กฟผ.และผู้สนับสนุนพูดฝ่ายเดียวมาตลอด คือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากถ่านหินได้หมดสิ้นแล้ว
การที่นายกฯ ใช้เหตุผลนี้อย่างมั่นใจ แสดงให้เห็นว่า ในที่สุดแล้วท่านก็ฟังความข้างเดียว เพราะในความเป็นจริงมีงานวิจัยมากมายที่แสดงถึงผลกระทบของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศต่างๆ และมีนักวิชาการไทยหลายท่านที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างชัดเจน รวมทั้งทำวิจัยในกรณีของประเทศไทยด้วย และมีรูปธรรมยืนยันที่ชัดเจนว่า หลายประเทศกำลังทยอยเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ กฟผ.และผู้สนับสนุนกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้ และนำเสนอข้อมูลแบบด้านเดียวมาตลอด
ที่จริงรัฐบาลไม่ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบตรงไปตรงมา แต่พูดให้ดูเหมือนว่าสร้างเพื่อชาวภาคใต้โดยตรง เราจึงได้ยินฟากของรัฐบาล รวมทั้งนายกรัฐมนตรี พยายามย้ำว่า หากไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต่อไปที่ภาคใต้ไฟจะดับ หรือไม่มีไฟฟ้าใช้ แม้แต่เมื่อพรรคการเมืองที่ครองเสียงภาคใต้มาโดยตลอด ก็ไม่เห็นด้วยต่อการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเสนอให้สร้างโรงไฟฟ้าแบบใช้น้ำมันปาล์มแทน รัฐบาลก็ยังไม่ฟัง และยืนยันจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้
ทั้งนี้ ก็เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ หรือเพราะเป็นห่วงคนภาคใต้ แต่เป็นแผนงานหนึ่งที่อยู่ในแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) ทั้งนี้ เนื่องจากระบบทุนนิยมโลกในปัจจุบันได้วางตำแหน่งแห่งที่ภาคใต้ของไทยให้เป็นศูนย์กลางการคมนามคม เครือข่ายพลังงาน และประตูเชื่อมต่อทางอุตสาหกรรมของภูมิภาค เนื่องจากภาคใต้อยู่ในทำเลที่เหมาะสม คือ เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนตอนบน รวมถึงประทศจีนด้วย กับกลุ่มประเทศอาเซียนตอนล่าง
นอกจากนี้ จะเห็นว่าประเทศไทยนั้นขวางทางเดินเรือ และเส้นทางขนส่งจากฝั่งตะวันออกมายังฝั่งตะวันตก การเดินเรือ และการขนส่งจึงต้องไปอ้อมแหลมมลายู หากสามารถใช้เส้นทางผ่านประเทศไทยได้จะเป็นโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนอย่างมาก
อีกทั้งอ่าวไทยเป็นแหล่งสำคัญของน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติด้วย ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าประเทศไทยเป็นแหลงน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องนี้สู่สาธารณะ
ผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และจะทยอยเกิดมากขึ้นก็คือ โครงการขนาดใหญ่ เท่าที่มีผู้พยายามค้นหาโครงการเหล่านี้ ซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ตามแผนงานของฝ่ายต่างๆ พบว่า มีแผนและ/หรือมีการการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมากมาย ที่สำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 แห่ง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง ท่าเรือน้ำลึกจำนวนมาก แลนด์บริดจ์หลายสาย นิคมอุสาหกรรมปิโตรเคมี 4 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ 4 แห่ง เขื่อนกักเก็บน้ำจืดมากกว่า 10 แห่ง เป็นต้น
การเกิดแผนงานและโครงการมากมายจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทุกด้านในภาคใต้อย่างมากและรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงว่า กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งจากต่างประเทศ และในประเทศ ร่วมกับเทคโนแครทกำลังจะเปลี่ยนแปลงทรัพยากรในภาคใต้ให้มีความหมายใหม่ ว่า เป็นทรัพยากรของโลก และกลุ่มทุนระดับต่างๆ ในโลกคือผู้วางแผนใช้ประโยชน์ในรูปแบบใหม่ๆ โดยไม่ได้ใส่ใจคนในท้องถิ่น เพราะเห็นว่าเป็นโลกของคนล้าหลัง และเป็นส่วนที่จะต้องปรับตัวให้อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น แม้กระทั่งจะกลายเป็นส่วนของผู้แบกรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ในทางที่ควร โครงการเหล่านี้ต้องร่วมกับประชาชนในท้องถิ่น ร่วมกับภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ทำความเข้าใจโครงการ ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงๆ และร่วมกันประเมินว่าในที่สุดแล้ว ควรจะสร้างโครงการหรือไม่ อย่างไร การจะตกลงว่าสร้างได้จะต้องเป็นข้อตกลงของทุกฝ่ายที่ตรงกัน โดยเฉพาะจากคนในท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
ที่หลักการข้างต้นนี้สำคัญก็เพราะว่า โครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นล้วนเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรที่มีคนในท้องถิ่นใช้ประโยชน์อยู่ และเป็นการนำพิษภัยไปให้เขาพร้อมกันด้วย ดังนั้นต้องเคารพคนในท้องถิ่นให้มากที่สุด สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด และให้ประชาชนได้ตัดสินด้วยความรู้ความเข้าใจมากที่สุด
แต่การกลับมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะผู้รับผิดชอบโครงการจะเตรียมวางแผนดำเนินโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว การเข้ามาดำเนินการในพื้นที่เป็นเพียงการใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้โครงการผ่านขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ซึ่งพอจะสรุปวิธีดำเนินการของโครงการต่างๆ ได้ดังนี้
1.วางแผนในการสร้างและดำเนินโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้สนใจการมีอยู่ของคนในท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทบ
2.รู้ดีว่าโครงการมีผลกระทบจึงพยายามไม่ให้ใครรู้
2.1 ไม่เปิดเผยโครงการต่อสาธารณะ แม้ลงมือดำเนินการแล้วก็ไม่บอกอะไรแก่คนในพื้นที่ หรือบอกไม่หมด หรือบอกแบบบิดเบือน
2.2 ดำเนินโครงการแบบแยกส่วนตัดตอน คือ ให้แต่ละหน่วยทำโครงการแยกกัน และแต่ละหน่วยจะรู้น้อยว่า งานของตนเกี่ยวข้องต่อโครงการอื่นๆ อย่างไร ทั้งที่โครงการย่อยต่างๆ เชื่อมโยงเข้าด้วยกันทั้งหมด
3.เสนอข้อมูลด้านเดียว แต่ไม่บอกถึงผลกระทบ และไม่บอกว่าหากไม่ดำเนินโครงการจะเกิดผลดีอะไร โดยเฉพาะผลดีต่อคนเล็กคนน้อย และความยั่งยืนของระบบนิเวศ
4.ใช้ความรู้แบบไม่ตรงไปตรงมา แต่จงใจสร้างความรู้ในลักษณะที่เป็นวาทกรรม และมายาคติ
ในการสร้างวาทกรรมนั้น ทางโครงการพยายามที่จะสร้างความรู้จากมุมของทางโครงการให้เป็นความจริงของสังคมในหลายเรื่อง เช่น
(1) เสนอถึงผลร้ายที่ประชาชนจะได้รับ หากไม่ดำเนินโครงการ เช่น จะไม่มีไฟฟ้าใช้ ภาคใต้ไฟจะดับ (2) พยายามบอกว่าโครงการไม่มีอันตรายใดๆ โดยการสร้างภาพลักษณ์ของสิ่งที่ประชาชนกลัว ให้กลายเป็นสิ่งที่ภาพลักษณ์ตรงกันข้าม เช่น พยายามสร้างเรื่องถ่านหินสะอาด การมีเทคโนโลยีทันสมัยที่ควบคุมผลกระทบของถ่านหินได้หมดแล้ว
(3) สร้างภาพประโยชน์มากมายที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับ เช่น การมีงานทำ ลูกหลานจะได้ทำงานใกล้บ้าน พื้นที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว (4) ปัจจุบันวาทกรรมที่ถูกนำเสนอบ่อยขึ้นก็คือ ประเทศไทยตามหลังประเทศอื่นมากแล้ว จากการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ชาวบ้านควรจะมองหน่วยที่ใหญ่กว่าชุมชน คือ ต้องมองที่หน่วยของประเทศ จึงจะเห็นว่าโครงการต่างๆ มีประโยชน์ และหากชาวบ้านยังคัดค้านอยู่ก็จะกลายเป็นผู้ผิด
(5) กฟผ.นำนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยไปดูโรงไฟฟ้าถ่านหินในบางประเทศ แต่ให้ดูเฉพาะแง่มุมที่เตรียมไว้ให้ดู และไม่พาไปดูกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับพาชาวบ้านบางกลุ่มในพื้นที่ไปดูโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะ แต่ก็พาเข้าห้องปะชุมที่จัดเตรียมไว้ แล้วฉายภาพยนตร์ และเสนอข้อมูลแต่แง่ดีๆ ให้รับรู้เท่านั้น แต่ไม่พาไปดูชุมชนที่ชาวบ้านจำนวนมากต้องเจ็บป่วย และล้มตายด้วยพิษจากถ่านหิน ทั้งนักวิชาการ และชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวได้กลายเป็นกลุ่มผลิตซ้ำวาทกรรมของ กฟผ.อย่างเข้มแข็ง ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ในปัจจุบัน
ในการสร้างความรู้ของตนให้เป็นความรู้ของสังคม หรือที่เรียกว่าวาทกรรมนี้ ผู้ดำเนินโครงการหรือผู้ผลักดันโครงการต่างๆ จะไม่สนใจเลยว่าความรู้ที่ตนผลิตสร้างขึ้นนั้น จะมีความจริงรองรับอยู่หรือไม่ หรือใครจะได้รับผลกระทบจากความรู้นี้ แต่จะให้ความสำคัญว่าจะทำอย่างไรให้ความรู้นี้เป็นความรู้ของสังคม เพื่อไม่ให้มีผู้คัดค้านโครงการ หรือมีผู้คัดค้านบ้างก็จะถูกเสียงของสาธารณะ ซึ่งเชื่อในความรู้ที่ทางโครงการผลิตสร้างเป็นผู้ออกมากดดันกลุ่มผู้คัดค้านเอง เช่น กรณี “ถ่านหินสะอาด” แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ไม่มีถ่านหินชนิดใดสะอาด จะมีแต่ว่าแต่ละชนิดจะมีสารพิษอะไรมากกว่ากัน แต่ กฟผ.และผู้บริหารกระทรวงพลังงานจะไม่สนใจ หรือโต้แย้งข้อเท็จจริงนี้ แต่จะมุ่งใช้พื้นที่สื่อสารที่ตนเองได้เปรียบมากกว่าเสนอแต่เรื่องถ่านหินสะอาด
สำหรับการสร้างมายาคติก็คือ การสร้างความรู้/ความจริงที่ไม่จริงขึ้นมา โดยใช้สัญญะต่างๆ อย่างซับซ้อน ทางโครงการจะนำสิ่งที่สังคมให้คุณค่า เช่น ความไร้เดียงสาของเด็ก วัฒนธรรมท้องถิ่น การศึกษาของเยาวชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มาเชื่อมโยงให้เป็นคุณค่าของโครงการ
วิธีการแรกที่ทางโครงการใช้คือ การสร้างข้อความ และภาพให้มีความหมายดังกล่าว ดังจะเห็นจากการเสนอภาพผ่านสื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง โดยเสนอให้เห็นความหมายในลักษณะที่ กฟผ.คือผู้ที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความดีงามให้แก่วัฒนธรรมท้องถิ่น สนับสนุนการศึกษาของเด็กๆ เป็นต้น
ในพื้นที่ดำเนินโครงการก็สร้างสื่อที่แสดงความหมายลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน เช่น การแจกเสื้อยืดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยที่เสื้อดังกล่าวเขียนข้อความว่า “ลูกหลานอ่านหนังสือ ที่พึ่งคือแสงสว่าง เราต้องการโรงไฟฟ้า”
วิธีการที่สอง คือ การให้เงินสนับสนุนกิจกรรมที่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่โครงการได้ เช่น ให้งบประมาณสนับสนุนกิจกรรมของวัด มัสยิด โรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน เป็นต้น
ในการสร้างวาทกรรม และมายาคตินั้น ทางโครงการไม่เพียงดึงชาวบ้านส่วนหนึ่งให้เข้ามาสนับสนุนโครงการได้เท่านั้น แต่ยังสามารถดึงคนชั้นกลางในเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการบางส่วนให้เข้ามาสนับสนุนโครงการด้วย และใช้เป็นพลังสำคัญในการกดดันชาวบ้านที่คัดค้านโครงการ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้สังคมเพิกเฉยที่จะถกเถียงเรื่องสำคัญๆ ไปหลายเรื่อง
เรื่องที่ 1 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีแต่ผลดีที่ทุกฝ่ายจะได้รับ หรือว่ามีผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายด้วย ถ้าเช่นนั้นใครจะเป็นผู้แบกรับผลกระทบ และผลประโยชน์ที่ได้นั้นใครควรจะเป็นผู้ได้บ้าง
เรื่องที่ 2 ประชาชนคนเล็กคนน้อยที่ถูกแย่งชิงทรัพยากร และไม่มีทางเลือกเส้นทางชีวิตของตนเป็นอย่างอื่นนั้นจะได้รับการดูแลอย่างไร หรือเป็นเพียงผู้อ่อนแอที่จะต้องสูญหายไปในกระแสของการเปลี่ยนแปลง
เรื่องที่ 3 ทิศทางการพัฒนามีเพียงทิศทางเดียวดังที่นำเสนอใช่หรือไม่ หรือว่ามีแนวทางอื่นอีก เช่น ทรัพยากรธรรมชาติที่จะสูญเสียไปจากการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ กับการรักษาทรัพยากรดังกล่าวไว้เป็นฐานการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เป็นความมั่นคงด้านอาหาร และเป็นฐานการท่องเที่ยว อะไรจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่ากัน
ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้จะให้ประชาชนในพื้นที่ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทำอย่างไร จะให้พวกเขางอมืองอเท้าเพื่อรอรับชะตากรรมที่ตัวเอง ซึ่งก็รู้ถึงผลแน่ชัดอย่างนั้นหรือ หรือให้รอรับความเมตตาจากผู้กระเหี้ยนกระหือรือให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่ตนเป็นคนที่อื่นและจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าดังกล่าว
พอดีกับว่ายุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์ ลักษณะสำคัญของยุคก็คือ เกิดพลังครอบงำทางวัฒนธรรม ทำให้คนยึดติดอยู่กับการบริโภคความหมาย จนไม่เห็นความสำคัญของคน ดังจะเห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกมุมโลกที่ผู้คนนับหมื่นนับแสนถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้าย ทั้งที่พวกเขาไม่รู้หรือไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเลย โดยผู้เข่นฆ่าอ้างเพียงความหมายประชาธิปไตยบ้าง สิทธิมนุษยชนบ้าง หรือพระบัญชาอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าบ้าง
ซึ่งการผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ไม่ต่างอะไรจากนี้ เพียงความหมายที่ว่าจะไม่มีไฟฟ้าใช้ ชีวิตจะขาดความสะดวกสบาย เราก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองไม่เห็นผู้คนจำนวนมากที่จะได้รับอันตรายอย่างร้ายแรง หรือนี่คือวิธีการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลทหารด้วย
ปิดตำนาน บิ๊กตุ๋ย แม่ทัพอิสระพงศ์ "เกิดมาใช่อื่น เพื่อผืนดินไทย" แกนนำ จปร.5 เพื่อนรัก บิ๊กสุ
เรื่องของ"ลุงติ๊ก".......น้อง "ลุงตู่"
เมื่อเกษียณ แล้วไปทำหน้าที่ สนช....ก็มีนักข่าวสายสภาฯ ตามทำข่าว แทน นักข่าวสายทหาร
บิ๊กป้อม แจง บิ๊กติ๊ก น้องนายกฯ ตอนเป็นปลัดกห. มีงานเยอะ
"บิ๊กป้อม"โอด! ทหารไม่มีส่วนได้เสีย การเมืองขัดแย้ง
ผม เคยพูดไปแล้วเรื่องกระบวนการปรองดองจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมการนิรโทษกรรมการอภัยโทษรวมถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาซึ่งเรา
ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยบอกว่ายังไม่ได้รับหนังสือเชิญ พลเอกประวิตร กล่าวว่า คงจะไปถึงเร็วๆ นี้ซึ่งการจัดส่งมีการเรียงลำดับตัวอักษร ขอให้แจ้งไปทางพรรคเพื่อไทยว่าได้รับหนังสือแน่นอนเราเชิญทั้ง 7พรรค
เส้นทางขนส่งถ่านหิน โรงไฟฟ้าถ่ายหินกระบี่ อยู่ในพื้นที่แรมซาร์ไซต์นับแสนไร่
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2514 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาล ซึ่งกำหนดกรอบการทำงานสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการอนุรักษ์
แหล่งที่อยู่อาศัยที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และยับยั้งการสูญหายของพื้นที่ชุ่มน้ำในโลกซึ่งจะต้องมีการจัดการเพื่อใช้ประโยชน์
อย่างชาญฉลาด อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2518
ว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำรวมทั้งสิ้น 12 แห่ง โดยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 9 แห่ง และอยู่ในพื้นที่ชุมชนและ/หรือ
ที่สาธารณะ รวม 3 แห่ง ดังนี้
มีพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site) มีดังนี้
- เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง
- ปากแม่น้ำกระบี่
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ (พรุโต๊ะแดง)
- อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-หมู่เกาะลิบง-ปากน้ำตรัง
-อุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี
-อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง
อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา
พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย
ดอนหอยหลอด
อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
กุดทิง
เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช
เกาะระ เกาะพระทอง จ.พังงา
วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
คำสั่งคสช.ตั้งนายกเมืองพัทยา
วันนี้ (16 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖/๒๕๖๐ เรื่อง การแต่งตั้งนายกเมืองพัทยา ระบุว่า
ตามที่มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๘๕/๒๕๕๗ เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ โดยข้อ ๑๑ กําหนดให้ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นครบวาระหรือว่างลง ให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ข้อ ๑ วรรคสอง กําหนดให้ในกรณีนายกเมืองพัทยาว่างลง ให้ดําเนินการ ให้ได้มาตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๘๕/๒๕๕๗ ดังกล่าว นั้น เนื่องจากการบริหาร จัดการเมืองพัทยา ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการ ที่มีศักยภาพสูง ในการประสานงานกับราชการส่วนกลางทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง การปกครอง ตลอดจนการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงภาคประชาชนอย่างมีเอกภาพ ทั้งต้องเป็นผู้มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ และสามารถบริหารงบประมาณ บังคับบัญชาบุคลากร ตลอดจนบริหารงานบุคคลให้ได้อย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แก่พนักงานและลูกจ้างเมืองพัทยา และภาคประชาชน โดยเฉพาะในการรักษาความสะอาด การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การแก้ปัญหาการจราจร การพัฒนาชุมชน การแก้ไขปัญหา ด้านเศรษฐกิจของเมืองท่องเที่ยว และปัญหาเร่งด่วนต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐบาล อันจะเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิรูปราชการส่วนท้องถิ่น
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ให้ข้อกําหนดในคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๘๕/๒๕๕๗ เรื่อง การได้มาซึ่ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งผู้บริหารเมืองพัทยาเป็นการชั่วคราวเป็นอันสิ้นผลลง และให้ ดําเนินการตามคําสั่งนี้แทน โดยให้ปลัดเมืองพัทยา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ นายกเมืองพัทยา
ให้พลตํารวจตรี อนันต์ เจริญชาศรี พ้นจากตําแหน่งในสภาเมืองพัทยา และให้ เป็นนายกเมืองพัทยา และให้มีรองนายกเมืองพัทยาไม่เกินสี่คน ตามที่นายกเมืองพัทยาแต่งตั้ง ตามมาตรา ๔๖ และมาตรา ๔๘ (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคําสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่น ข้อ ๓ ภายใต้บังคับมาตรา ๔๘ (๓) และมาตรา ๕๐ นายกรัฐมนตรีอาจสั่งให้ นายกเมืองพัทยาหรือรองนายกเมืองพัทยาออกจากตําแหน่งได้เมื่อมีกรณีแสดงให้เห็นว่าได้กระทําการ อันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตําแหน่งหรือปฏิบัติการหรือละเลยไม่ปฏิบัติการอันควรปฏิบัติในลักษณะ ที่เห็นได้ว่าจะเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่เมืองพัทยาหรือแก่ราชการโดยส่วนรวมหรือแก่การรักษา ความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน ข้อ ๔ ให้นายกเมืองพัทยาและรองนายกเมืองพัทยาที่ได้รับแต่งตั้งตามคําสั่งนี้ ได้รับเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง เงินค่าตอบแทนพิเศษ และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการเมืองพัทยาและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ข้อ ๕ นายกรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคําสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกคําสั่งนี้ได้ ข้อ ๖ คําสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
เบื้องหลังบุกธรรมกายรอบ3
เบื้องหลัง 24 ชั่วโมงก่อนบุก "ธรรมกาย" รอบ 3
พิกัดข่าวเที่ยง
จากปฏิบัติการค้นวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมพระธัมมชโย ครั้งนี้เป็นรอบที่ 3 ในรอบเกือบ 1 ปี แนวโน้มจะมีเป็นอย่างไร และจะเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ไปดูเบื้องหลัง 24 ชั่วโมงก่อนเปิดปฏิบัติการครั้งนี้
เหมือนดูรายการรีรันสำหรับการบุกค้นวัดพระธรรมกาย ซึ่งครั้งนี้เป็นรีรันรอบ 3 กับปฎิบัติการของดีเอสไอ ในการเตรียมกำลังเข้าค้นวัดพระธรรมกาย ที่มีเป้าหมายจับกุมหลวงพ่อธัมมชโย ผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน สมคบฟอกเงินและรับของโจร สืบเนื่องจากการยักยอก ฉ้อโกง ทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด
แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ดูชัดเจนว่าต้องการปิดจ๊อบ หลังจากมีกระแสข่าวลือว่าเตรียมกำลัง และการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ควบคุมวัดเป็นพื้นที่พิเศษ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เพื่อเข้าคุมตัวพระธัมมชโย
ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงซึ่งร่วมประเมินสถานการณ์ภายในวัดพระธรรมกาย ระบุว่า ตั้งแต่เวลา 4 ทุ่มคืนที่ผ่านมา มีพระลูกวัด ศิษยานุศิษย์ และมวลชนอยู่ในวัดพระธรรมกายประมาณ 5,500 คน แบ่งเป็น พระภิกษุ และสามเณรที่อยู่ประจำวัด ประมาณ 1,900 รูป อุบาสก อุบาสิกาประมาณ 1,500 คน และผู้ปฎิบัติธรรมที่ห้องแก้วสารพัดนึก สภาธรรมกายสากล, ผู้ปฎิบัติธรรมสวดมนต์บทธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ที่มหารัตนวิหารคด และผู้ปฎิบัติธรรมที่หอฉันท์คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง รวมกันประมาณ 2,100 คน
โดยตั้งแต่เย็นวานนี้ ทางวัดพระธรรมกายพยายามระดมลูกศิษย์ให้เข้ามาอยู่ในวัดอย่างต่อเนื่องให้มากที่สุด ปรากฏว่ามีลูกศิษย์วัดทยอยเดินทางเข้าวัดโดยใช้รถยนต์ส่วนตัวจำนวนหนึ่ง
ขณะที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ระบุว่า ดีเอสไอ ได้ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อเข้าตรวจค้นภายในวัดธรรมกาย จำนวน 15 กองร้อย หรือประมาณ 1,350 นาย โดยได้มีวิทยุสั่งการไปยัง ผู้บังคับหน่วยที่คุมกำลัง ให้จัดเตรียมกำลัง ณ ที่ตั้ง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยขึ้นตรง ของกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.) ที่เป็นพื้นที่รับผิดชอบเป็นหน่วยกำลังหลัก และ ให้กำลังในความรับผิดชอบกองทัพภาคที่ 1 อาทิ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล ร.2 รอ) กองพลทหารราบที่ 9 (พล ร.9) เสริมกำลังของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 1 (กกล.รส.ทภ.1)
ตั้งแต่รุ่งสางมีการรวมพลตามจุดต่าง ๆ ของตำรวจตั้งแต่ ตี 4 บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับวัดพระธรรมกาย ของกำลังตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชนตำรวจภูธร จากจังหวัดนนทบุรี อ่างทอง นครปฐม เพชรบุรี สมุทรสงคราม ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี และอยุธยา
หากเทียบกับการบุกค้นวัดพระธรรมกาย 2 รอบก่อนหน้านี้ ครั้งนี้ดูจริงจังพร้อมทั้งกำลังและแผนการบุก เพราะ 2 ครั้งแรกไม่บรรลุเป้าหมาย โดยรอบแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที 16 มิถุนายน 2559 ที่มีบทเรียนสำหรับดีเอสไอ และตำรวจปราบจลาจล 3 กองร้อย หรือประมาณ 450 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย แม้จะมีอุปกรณ์ป้องกันตัว โล่ห์ กระบอง หมวก พร้อม แต่ก็ต้องล่าถอยออกมา เพราะมีศิษยานุศิษย์เต็มวัดนั่งสวดมนต์ ที่แสดงพลังศรัทธาปกป้องหลวงพ่ออย่างเต็มที่
ในครั้งแรกนั้นก่อนปฎิบัติการนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงเตรียมพร้อมปฏิบัติการอย่างละมุนละม่อม พร้อมระบุมีผู้ปฏิบัติธรรมภายในวัด 8 พันคน
จากนั้นวันที่ 23 พฤศจิกายน อัยการสูงสุด ได้แถลงสั่งฟ้องคดีกระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร ซึ่งมีพระธัมมชโย เป็น 1 ในผู้ต้องหาด้วย จนมาถึงการสั่งปิดทีวีดาวเทียมของดีเอ็มซี ธรรมกาย
ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องต่างออกมาบอกว่าไม่ได้พบหลวงพ่อธัมมชโยนานแล้ว พร้อมข่าวลือสะพัดว่าพระธัมมชโยได้หนีออกนอกประเทศแล้ว และการค้นวัดพระธรรมกาย รอบ 2 ก็เกิดขึ้น
ท่ามกลางบรรยากาศก่อนสิ้นปี วันที 27 ธันวาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมกำลังตำรวจชุดปราบจลาจล ชุดควบคุมฝูงชน ประมาณ 5 กองร้อย หรือประมาณ 600 นาย สังกัดตำรวจภูธร ภาค 1 จาก จ.ปทุมธานี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.นนทบุรี จ.สระบุรี และ จ.สมุทรปราการ พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ประชิดประตูหลัก ๆ ของวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะประตู 5 ที่มีการนำเครื่องตัดแก๊ส ตัดรั้วเหล็ก พร้อมรื้อสแลน จบปฎิบัติการค้นวัดพระธรรมกายรอบ 2 ด้วยบทสรุปที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ บอกว่าพอใจที่สามารถเข้ารื้อสิ่งก่อสร้างดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติจราจรและกฎหมายอาญา และตามมาด้วยการประกาศดำเนินคดีต่างๆ กับวัดพระธรรมกาย นับร้อยคดี
ผ่านไปแล้วยังไม่ถึง 12 ชั่วโมงของปฎิบัติการครั้งที่ 3 นี้ ที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อเวลาไหน จากนาทีนี้ เหตุการณ์ที่วัดพระธรรมกายที่มีศิษย์นับพัน และทหารตำรวจพร้อมกองกำลังเสริมนับพัน จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ข่าว16/2/60
หัวหน้า คสช. ใช้ ม.44 ให้วัดธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เปิดทางเจ้าหน้าที่เข้าดูแล - ดำเนินการตามกฎหมาย
เว็บไซต์ราชกิจจาเผยแพร่ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อํานาจกําหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย โดยกำหนดให้วัดพระธรรมกาย ตลอดจนพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกายใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่ควบคุม ความว่า ตามที่ได้ปรากฏว่ามีบุคคลบางคนหรือบางกลุ่มมีข้อกล่าวหาว่ากระทําความผิดอาญาอันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและบ้านเมือง ซึ่งการกระทําความผิดดังกล่าวนําไปสู่การออกหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว แต่มิได้ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามหมายของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจหรือของศาล แล้วแต่กรณี ทั้งยังมีการขัดขวาง ปิดบัง ซ่อนเร้น ตลอดจนปิดกั้นพื้นที่มิให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานได้และการขัดขวางดังกล่าวยังขยายอาณาบริเวณกว้างขวาง หรือมีกลุ่มคนจํานวนมากเข้ามาสมทบหรือชุมนุมกันจนน่าวิตกว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น เป็นเหตุให้การบังคับใช้กฎหมายไม่บรรลุผล และทําลายความสงบเรียบร้อยของส่วนรวม จึงจําเป็นต้องกําหนดมาตรการให้อํานาจในการควบคุมพื้นที่ขึ้นเป็นการชั่วคราวเท่าที่จําเป็นเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายในส่วนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
รวมทั้งเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม
โดย กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตํารวจ ทหาร หรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับการร้องขอจากกรมสอบสวนคดีพิเศษในการสนธิกําลังหรือสนับสนุนช่วยเหลือในการปฏิบัติการตามคําสั่งนี้สามารถดำเนินการ 8 ประการ ได้แก่ ควบคุมการเข้าหรือออกในพื้นที่, สั่งให้บุคคลใดออกจากพื้นที่ภายในเวลาที่กําหนด หรือสั่งให้บุคคลใดเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใดเพื่อประโยชน์ในการควบคุมหรือดูแลความปลอดภัย หรือให้งดเว้นการกระทําใด ๆ อันเป็นการรบกวนหรือขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่
--------------
ขณะเดียวกัน ยังมีอำนาจออกคําสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวหรือให้ถ้อยคําต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตลอดจนส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด, จับกุมตัวบุคคลที่กระทําความผิดอาญาซึ่งหน้า และควบคุมตัวผู้ถูกจับนําส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินการตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ ยังให้อำนาจดําเนินการเพื่อควบคุมระบบสาธารณูปโภค ระบบการสื่อสาร การใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ตลอดจนกําหนดมาตรการและดําเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการควบคุมหรือดูแลความปลอดภัย, เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดเพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นตัวบุคคลและยานพาหนะ, รื้อถอน ทําลาย หรือเคลื่อนย้ายสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งกีดกั้น และดําเนินการอื่นใดที่จําเป็นตามสมควรแก่กรณี ให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติการตามคําสั่งนี้ หากผู้ใดขัดขวางหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคําสั่งนี้ ให้ระวางโทษจําคุก
ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
---------
"พล.อ.ประวิตร" แจงใช้ ม.44 เปิดทางเข้าควบคุมวัดพระธรรมกาย ชี้ ไม่จำเป็นต้องจับพระธัมมชโยวันนี้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการใช้อำนาจตามาตรา 44 กำหนดพื้นที่วัดพระธรรมกายให้เป็นพื้นที่ควบคุม ว่า เรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายได้มีการดำเนินการมานานมากแล้ว ซึ่งพบว่าที่ผ่านมา แม้ศาลจะอนุมัติหมายจับ หมายค้น ไปหลายครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจค้นภายในวัดได้ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวอีกว่า การตรวจค้นวันนี้หากไม่พบพระธัมมชโยก็ไม่เป็นไร แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เป็นผู้ดำเนินการ โดยขอกำลังสนับสนุนจากตำรวจภูธรภาค 1 และยังยืนยันว่าทหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจค้นภายในวัด เพียงแต่สนับสนุนอยู่พื้นที่ภายนอกวัดเท่านั้น
----------
"พล.อ.ประวิตร" ขอเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่คุมวัดธรรมกาย ยันไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย - ไม่แน่ใจพระธัมมชโยอยู่ในวัดหรือไม่
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการใช้อำนาจตามาตรา 44 กำหนดพื้นที่วัดพระธรรมกายให้เป็นพื้นที่ควบคุม โดยยืนยันว่าการเข้าดำเนินการทั้งหมดในพื้นที่ ต้องไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย จึงขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเจ้าหน้าที่ ซึ่งรัฐบาลพยายามทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ส่วนหนึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการอนุมัติจากศาล ต้องสามารถ
เข้าไปตรวจค้นได้ทุกพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเข้าควบคุมพื้นที่วันนี้ อาจยังไม่ทราบผลของการตรวจค้นในวันนี้ โดยหลักการเจ้าหน้าที่ต้องเข้าในพื้นที่ให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่สามารถยืนยันว่า พระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัดหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจค้นตามหมายจับและหมายค้น ดังนั้น ขอให้ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ว่าจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะกับประชาชน
------------
รัฐบาล ยัน เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมวัดธรรมกายตามขั้นตอนกฎหมาย - หลักสากล ขอประชาชนให้ความร่วมมือ
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่หัวหน้า คสช. มีคำสั่งที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย บริเวณวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี และพื้นที่โดยรอบ ว่า เนื่องจากที่ผ่านมาผู้กระทำผิดไม่ให้ความร่วมมือกับทางราชการ มีการขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานได้ จึงได้ออกคำสั่งดังกล่าวเพื่อบูรณาการการทำงานของเจ้าหน้าที่ ในการเข้าตรวจค้น จับกุมผู้กระทำผิด รวมทั้งป้องกันการสร้างสถานการในพื้นที่จากผู้ไม่หวังดี โดยในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและตำรวจ จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักและใช้กฎหมายปกติเข้าดำเนินการ ส่วนทหารจะประจำการอยู่รอบนอก โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ รัดกุม ตามขั้นตอนของกฎหมายและหลักสากล รัฐบาลจึงขอให้พระภิกษุและประชาชน ทั้งที่อยู่ในบริเวณวัดและใกล้เคียงให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด
----------
ผบ.ทบ. เผย ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการดูแลสถานการณ์วัดธรรมกาย ยัน อำนาจบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามกฎหมายปกติ
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการใช้กำลังทหารสนับสนุนการตรวจค้นวัดธรรมกายว่า ทหารได้รับการร้องขอให้ดูแลสถานการณ์เพียงรอบนอกวัดเท่านั้น โดยใช้กองกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งแบ่งเป็นวงใน 2 กองร้อย ดูแลรอบรั้ววัด และวงนอก 4 กองร้อย บริเวณถนน ส่วนจะมีการร้องขอกำลังเสริมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งการตรวจค้นเป็นเรื่องของดีเอสไอ และตำรวจ
ขณะเดียวกัน ทางกองทัพยังไม่มีการแต่งตั้งใครเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อดูแลสถานการณ์นี้ ซึ่งอาจจะเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าอำนาจการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามกฎหมายปกติ
///////////
ปรองดอง
อนุฯ ปรองดอง คุยชาติไทยพัฒนา มี "ธีระ - สมศักดิ์ - นิกร" นำทีมเข้าหารือ คุมเข้ม งดสื่อเข้ารับฟัง
บรรยากาศที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม วันนี้ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้เชิญ
พรรคการเมืองเข้าพูดคุยและเสนอแนะแนวทางการสร้างความปรองดอง โดยช่วงเช้าที่ผ่านมา (09.00 - 12.00 น.) ได้มีการพูดคุย 3 พรรด้วยกัน คือ พรรคไทยรวมพลัง พรรคไทยมหารัฐพัฒนา และ
พรรคประชากรไทย ส่วนในช่วงบ่าย ( 13.30 - 16.30 น.) มีการร่วมพูดคุยกับพรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรค, นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, นายนิกร จำนง
ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ อดีต ส.ส. รวมถึงกรรมการบริหารพรรครุ่นใหม่ (Young Blood) เข้าร่วมจำนวน 10 คน โดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าติดจามรับฟังการหารือแต่อย่างใด
------
"สุวิทย์" เตรียมชง 39 รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ย.ป. มี "บวรศักดิ์ - เทียนฉาย - ศุภชัย" ภายใน 1 - 2 วันนี้ ก่อนประชุมชุดใหญ่ครั้งแรกต้นเดือนมีนาคม
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการ หรือ ป.ย.ป. ว่าขณะนี้กำลังร่างคำสั่งแต่งตั้ง คาดว่าจะส่งให้นายกรัฐมนตรีลงนามได้ใน 1 -
2 วันนี้ โดยมีรายชื่อประมาณ 39 คน แบ่งออกเป็น 4 คณะ ประกอบด้วย คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อาทิ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก นายบัณฑูร ล่ำซำ
ประธานบริหารธนาคารกสิกรไทย, คณะกรรมการปฏิรูป อาทิ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง
รัฐธรรมนูญ, คณะกรรมการสร้างความสามัคคีปรองดอง อาทิ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการและบุคลากรของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และคณะกรรมการบริหาร
ราชการแผ่นดิน อาทิ นายชาติสิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ
นอกจากนี้ นายสุวิทย์ ยังกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเน้นการกระจายอำนาจ โอกาสไปยังภูมิภาค โดยให้มีตัวแทนอธิการบดีของมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาคเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ส่วน
เรื่องการปฏิรูป เน้นมิติการศึกษา การบริหารราชการแผ่นดินและด้านกฎหมาย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะหาโอกาสพบปะผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อขอบคุณและหารือกันถึงเจตนารมณ์ของ ป.ย.ป. ว่า มีความคาดหวังและจะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างไร โดยคาดว่าช่วงต้นเดือน
มีนาคมจะถือโอกาสประชุม ป.ย.ป. ชุดใหญ่ครั้งแรกด้วย
--------
"สุวัจน์" ประกาศชัด หนุนรัฐบาลลุยปรองดองก่อนเลือกตั้ง ยึดโรดแมป พร้อมขอทุกพรรคร่วม
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา พร้อมด้วย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา แถลงหลังเข้าร่วมพูดคุยรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง
ของรัฐบาลว่า บรรยากาศในการแลกเปลี่ยนความเห็นเป็นไปด้วยดีและสร้างสรรค์ พร้อมเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดจากปัญหาทางการเมือง และความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดย
พรรคได้เสนอแนวคิด อาทิ ต้องสร้างความปรองดอง ก่อนการเลือกตั้ง ภายใต้หลักการของความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เมื่อสร้างความปรองดองแล้ว ควรจัดให้
มีการเลือกตั้งตามโรดแมป ทั้งนี้ เห็นว่า รัฐบาลได้เริ่มต้นในสิ่งที่ถูกต้องในการระดมความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อได้แนวคิด และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน ขอเชิญทุกพรรคการเมืองร่วมกันนำประสบการณ์ที่ผ่านมาร่วมให้ความเห็น เพื่อนำไปสู่การปรองดองที่ทุกฝ่ายยอมรับ และเป็นการปูทางนำไปสู่การเลือกตั้ง
----------
ิิ
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา แถลงภายหลังเข้าพูดคุยรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองร่วมกับคณะ ป.ย.ป. โดยมั่นใจว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการใน
ขณะนี้ จะเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ซึ่งพรรคได้แสดงจุดยืน เห็นด้วยกับแนวทางสร้างความปรองดอง ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือ และทุกพรรคการเมืองต้องเข้ามามีส่วนร่วม มีความจริงใจในการ
ร่วมกันแก้ปัญหา ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ควรวางหลักเกณฑ์ 7 ข้อ เพื่อไม่สร้างความขัดแย้งขึ้นอีก คือ
1. ทุกพรรคต้องลงเลือกตั้ง
2. เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ทุกพรรคต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง
3. ขอให้ทุกพรรคเลือกคนดีมาทำงาน
4. ต้องเคารพเสียงประชาชน และยอมรับผลการเลือกตั้ง
5. อยากเห็นการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นไปอย่างสร้างสรรค์
6. ขอให้ลืมอดีต ลืมความขัดแย้ง คำนึงถึงส่วนรวมเป็นหลัก
7. หากเกิดขัดแย้งในอนาคต วิธีที่ดีที่สุด คือ ให้ใช้รัฐสภาแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตย
----------
"อภิสิทธิ์" นัดคณะทำงานประชุมบ่ายนี้ ก่อนเข้าหารือ ป.ย.ป. 17 กุมภาพันธ์ - ย้ำพรรคยินดีให้ความร่วมมือ
ความเคลื่อนไหวที่พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ ในช่วงบ่าย เวลา 14.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ได้นัดคณะทำงานที่จะไปร่วม
ประชุมกับคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ
ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) มาประชุม ก่อนไปร่วมประชุม ป.ย.ป. ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ โดยมีรายชื่อ ดังนี้
1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ รับผิดชอบด้านการเมือง
2. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รับผิดชอบด้านความเหลื่อมล้ำ
3. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคฯ รับผิดชอบเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
4. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคฯ รับผิดชอบหัวข้อแนวทางเสริมสร้างความปรองดอง ความแตกต่างทางสังคม ความเชื่อ ศาสนา
วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข
5. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต ส.ส.ตรัง รับผิดชอบเรื่องแนวทางการไม่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งในสังคม
6. นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบเรื่องแนวทางการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
7. นายวีระชัย วีระเมธีกุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดูแลเรื่องปัญหากิจการภายในประเทศที่จะถูกยกระดับให้ขึ้นเป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ
8. นายเกียรติ สิทธีอมร อดีต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ดูแลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น
9. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิฏ รับผิดชอบเรื่องปฏิรูปที่จำเป็นเร่งด่วน
10. นายสรรเสริญ สมะลาภา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รับผิดชอบประเด็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม การประชุมวันนี้ เพื่อหาข้อสรุปและประเด็นข้อเสนอให้ตกผลึก สามารถบรรลุเป้าหมายได้ พรรคฯ ยินดีให้ความร่วมมือ เพราะเราอยากเห็นบ้านเมืองสงบและมีสันติสุข
-----------
เพื่อไทย ยัน ยังไม่ได้รับหนังสือเชิญหารือเรื่องปรองดองจากรัฐบาล จี้ ทำเอกสารมาให้ชัดเจน
นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยได้รับหนังสือเชิญจากทางฝ่ายรัฐบาลให้เข้าร่วมการหารือเรื่องการปรองดองที่กระทรวงกลาโหมนั้น ทาง
สำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขอชี้แจงว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่มีใครได้รับการติดต่อเชิญจากทางรัฐบาลแต่อย่างใด และได้ตรวจสอบไปทางฝ่ายธุรการของพรรคแล้ว ยืนยันว่ายังไม่ได้รับ
หนังสือเชิญ จึงถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ที่ผู้แทนฝ่ายรัฐบาลหรือผู้จัดได้มีการแถลงว่า ได้จัดส่งหนังสือเชิญและได้รับการตอบรับจากพรรคเพื่อไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ หากเป็นเรื่องความคลาดเคลื่อนในการทำงานของผู้จัด ขอให้มีการทำหนังสือเชิญให้ชัดเจน เพื่อจะได้ดำเนินการหารือผู้ใหญ่ของพรรคที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วนทันที
/////////
รัฐธรรมนูญ
กรธ. เร่งจัดทำ พ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินให้แล้วเสร็จใน ก.พ. นี้ ยันไม่แทรกแซง - ทำงานร่วมหน่วยงานอื่นได้
ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้า
การจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากการ
รับฟังความคิดเห็น เพื่อนำมาพิจารณาแก้ไขให้เหมาะสม โดย กรธ. ได้กำหนดให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งหมดไม่เกิน 3 คน
และจะให้อำนาจหน้าที่ในการรับเรื่องร้องเรียน เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐอย่าง
เป็นธรรม ซึ่งเชื่อว่าเพียงพอต่อการรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนแน่นอน
ทั้งนี้ ศ.ดร.อุดม กล่าวว่า กรธ. จะเขียนร่างกฎหมายลูกให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ใน
การแก้ปัญหาการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่เกิดการแทรกแซงและทับซ้อนการทำงานของ
หน่วยงานอื่น ๆ โดยคาดว่าจะสามารถจัดทำให้แล้วเสร็จได้ภายในเดือน ก.พ. นี้
----------------
สปท. เตรียมพิจารณารายงานปฏิรูป 3 เรื่อง 20 กุมภาพันธ์นี้ ขณะงดการประชุม 21 กุมภาพันธ์
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ วิป สปท. กล่าวว่า การประชุม
สปท. ในวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการพิจารณารายงานการปฏิรูปประเทศ 3 เรื่อง คือ รายงานของคณะกรรมาธิการ
ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง รายงานการปฏิรูประบบ
นิเวศและการลงทุนในเศรษฐกิจกระแสใหม่ และพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน
พลังงาน เรื่อง การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์ ส่วนในวันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ ได้งดการประชุม สปท. เพื่อ
ให้สมาชิกได้ปฏิรูปหน้าที่กรรมาธิการได้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน โฆษกวิป สปท. กล่าวอีกว่า ขณะนี้ สปท. ยังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำ
สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ
และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. เพื่อพิจารณาจัดลำดับวาระปฏิรูปเร่งด่วน 27 วาระ ที่จะปฏิรูปให้เป็น
รูปธรรมภายในปี 2560 เพื่อนำเข้าสู่การประชุมของ ป.ย.ป. ต้นเดือนมีนาคมนี้
///////
"สุรพงษ์" จี้ รัฐบาลคืนประชาธิปไตยให้ประเทศ หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจ - ต่างประเทศยอมรับ
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าหลังจาก พล.ร.อ. แฮรี่ แฮริส แม่ทัพของ
กองทัพอเมริกันในภาคพื้นแปซิฟิก ได้กล่าวในพิธีเปิดการฝึกร่วมคอบบรา โกลด์ และ นายกลิน เดวิส เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา
ร่วมพิธีด้วยนั้น จากที่ได้ติดตามการเสนอข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ ทั้งเสตรทไทมส์ หรือ เอพี ก็มีคำพูดของ พล.ร.อ.แฮริส
ที่ได้พูดว่า สหรัฐฯ อยากเห็นการฟื้นฟูประชาธิปไตยของไทย และสหรัฐฯ ยังคงอยากเห็นประเทศไทยเป็นมิตรประเทศที่มีเสถียรภาพ
และความมั่นคง ซึ่งคำกล่าวเช่นนี้ก็หวังที่จะเห็นรัฐบาล คสช. นำไปคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะประเทศไทยจะละทิ้งระบอบ
ประชาธิปไตยที่สากลให้การยอมรับก็คงจะทำไม่ได้และเชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับ
ในเวทีโลก และคาดหวังว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น ถ้าหากกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบโดยเร็ว ขอให้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับไว้พิจารณาด้วยเพื่ออนาคตของประเทศจะได้ดีขึ้น
/////////
ทุจริต
"วิชา" ชี้ ไทยมองการให้สินบนไม่ถือเป็นความผิด แนะรัฐบาลแจงต่างประเทศปมโทษประหารสินบน
นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรอตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวในการเสวนา อย่าให้คนโกง
มีที่ยืนในการบินไทย ปตท. และประเทศไทย กรณีสินบนโรลส์ - รอยซ์ ภาคบทลงโทษ ว่า ในประเทศไทยไม่ถือว่าการให้
สินบนเป็นความผิด เพราะผู้ให้ส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชน และเป็นการให้ด้วยความเต็มใจ แต่รัฐบาลคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ หรือ คสช. ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ.2558 เพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. สามารถตรวจสอบคดีทุจริตได้ในกรณีให้และรับสินบน ซึ่งในกรณีของสินบน
โรลส์ - รอยซ์ เข้าข่ายอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ แต่เนื่องจากกฎหมายไทยมีโทษสูงสุดประหารชีวิต ทำ
ให้การขอข้อมูลที่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศทำได้ยาก ดังนั้น ไทยจึงต้องทำให้ต่างชาติเข้ามจว่า แม้จะมีโทษประหารชีวิต แต่
ไม่เคยถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะกรณีการให้ - รับ สินบน
--------
"รพี" มองกฎหมายไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาทุจริตที่ดีที่สุด ชี้อยู่ที่มีจิตสำนึก - ความพร้อมของบุคคล
นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การจะแก้ไข
ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศทำได้ยาก เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน ดังนั้นการจะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งเข้ามา
แก้ไขคงเป็นไปได้ยาก ขณะเดียวกัน คนในบริษัทไม่ร่วมกันป้องกัน คนรู้มักจะไม่พูด ทำให้คนส่วนใหญ่มองว่า ทำผิดก็ไม่
ถูกลงโทษ ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยความเปราะบางของบริษัทเอกชน ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง การมีเงินลงทุน
จำนวน ทำให้เป็นเป้าหมายของผู้ที่ต้องการจะเข้ามาหาผลประโยชน์ ทั้งนี้ แนวคิดที่จะลงโทษบรัษัทหรือหน่วยงานใดที่พบว่า
มีการทุจริต ให้ทอดออกจากตลาดหลักทรัพย์นั้น สามารถทำได้ แต่จะกระทบกับผู้ถือหุ้นอื่น ๆ ทางที่ดีจึงควรลงโทษเฉพาะ
บุคคลที่ทำการทุจริตจะดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ ก.ล.ต. มองว่า กฎหมายไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด แต่อยู่ที่จิตสำนึกและความพร้อมที่
จะทำให้คนรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องที่จะทำให้เสื่อมเสีย
-----------
"วิชา" เชื่อ หากทุกฝ่ายจริงจังสามารถป้องกันการทุจริตได้แน่ ด้านอุปทูต UK ยันให้ความร่วมมือเต็มที่
นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรอตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวในการเสวนา อย่าให้คนโกง
มีที่ยืนในการบินไทย ปตท. และประเทศไทย กรณีสินบนโรลส์ - รอยซ์ ภาคบทลงโทษ ว่า ทุกฝ่ายจะต้องมีความจริงจัง
ในการป้องกัน ไม่ลูบหน้าปะจมูก และการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบให้เท่าเทียมกับรัฐบาลทราบนั้น ก็ยังช่วยการ
ป้องกันการคอร์รัปชั่นได้
นางมากาแร็ต ทังค์ อุปทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ยืนยันให้ความร่วมมือต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นกับทุก
ประเทศเต็มที่ แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงบทสรุปที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะโดยหลักการแล้ว ตามนโยบายรัฐบาลอังกฤษไม่
สนับสนุนโทษประหารในทุกประเทศ ดังนั้น กระบวนการแก้ไขปัญหา จึงไม่จำเป็นจะต้องมีการประหารเสมอไป
----------------
"เรืองไกร" จ่อร้องสรรพากรตรวจสอบภาษีขายที่ดินบิดานายกฯ ในวันศุกร์ที่ 17 ก.พ. นี้
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า หลังจากติดตามศึกษาการขายที่ดินของ พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดาของนายกรัฐมนตรี จนได้ข้อมูลที่เพียงพอ ทำให้
พบว่า การขายที่ดินดังกล่าวเป็นการขายที่สูงกว่าราคาประเมินประมาณ 402 ล้านบาทเศษ และ นายกฯ ได้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายที่ดินว่ามีราคาขายที่ 600 ล้านบาท ไว้ในการยื่น
แบบแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. ด้วย
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบหมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัทผู้ซื้อพบว่า มีการบันทึกบัญชีต้นทุนที่ดินรวมค่าใช้จ่ายไว้ที่ 623 ล้านบาทเศษ ซึ่งเมื่อคำนวนหักค่าธรรมเนียมและค่าอากรแล้วยังมีตัว
เลขปริศนาเกินมาอีก 16 ล้านบาทเศษ และเมื่อนำที่ดินแต่ละแปลงมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็จะได้ตัวเลข 16 ล้านบาทเศษ ที่ใกล้เคียงกัน จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า บริษัทผู้ซื้อบันทึกต้นทุนที่ดินโดย
รวมค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายของผู้ขาย คือ บิดาของนายกฯ ไปด้วย ดังนั้น จึงน่าเชื่อว่าในการขายที่ดินได้มีการออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับผู้ขายด้วย ซึ่งผู้ขายจะต้องนำไปเสียภาษีอีกทอดหนึ่งแต่การ
ตรวจสอบตัวเลขของผู้ขายที่นายกฯ แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช. 600 ล้านบาท จึงเป็นเหตุต้องร้องขอให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีที่ดินดังกล่าวว่าถูกต้องหรือไม่ โดยจะยื่นเรื่องในวันศุกร์ที่ 17 ก.พ.
เวลา 11.00 น.
“โฆษกกห. แจง ความเห็นร่วม 4 พรรคการเมืองแรก ถกโต๊ะกลม ปรองดอง
พลตรี คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกลาโหม แถลงข่าว ครั้งแรก ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง
โดย พรรคการเมือง ทั้ง 4 คือ พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งกระเทศไทย พรรคความหวังใหม่ และพรรคชาติพัฒนา ต่างแสดงความคิดเห็นถึงแนวทางการปรองดองว่าต้องสร้างความปรองดอง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพราะความขัดแย้งที่ผ่านมาทำให้ประเทศเสียโอกาส สังคมไทยติดหล่ม เกิดความขัดแย้งมานาน ซึ่งกระบวนการปรองดองทำให้เราได้จะทำให้สังคมไทยเดินออกจากความขัดแย้งได้ เพื่อนำไปสู่อนาคตในการอยู่ร่วมกันประเทศ โดยจำเป็นต้องสร้างความปรองดองก่อนการเลือกตั้ง และเป็นการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย และเป็นที่ยอมรับตามหลักสากล
ทั้งนี้ทุกพรรคเห็นว่า1.ประเด็นการเมืองมีความสำคัญมากที่สุดต่อความขัดแย้งที่ผ่านมา เพราะเกิดจากการแสวงหาอำนาจ และรักษาอำนาจ หาผลประโยชน์ รวมทั้งใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม และเลือกปฏิบัติ
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า ขอให้พรรคการเมืองใช้ดุลยพินิจความเหมาะสมในการเสนอข่าว เพื่อไม่ให้กระทบต่อการสร้างความปรองดองทางสังคม รวมทั้งขอความร่วมมือสื่อมวลชนด้วยในการตั้งประเด็นคำถามที่มีเงื่อนไขทางสังคม
“เราขอเวลาเพียง 3 เดือนในการรวบรวมความคิดเห็นของทุกพรรคการเมือง เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอร่วมเป็นสัญญาประชาคม ดังนั้นขอเวลานิดเดียวให้ทุกความเห็นตกผลึกเป็นสัญญาประชาคมที่กำหนดอนาคตการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมไทย” พล.ต.คงชีพ กล่าว
ตั้ง"พลตรีธรรมนูญ" เป็นผบ.บก.ควบคุม และให้ ผบ.พล.ปตอ. เป็น ผบ.เหตุการณ์ "ธรรมกาย"
ในการดูแลภาพรวมการปฏิบัติงานของทหาร ในฐานะ ผบ.บก.ควบคุมฝ่ายทหาร ทำงานร่วมกับ ตำรวจ แบะDSI
จาก สนามหลวง มา ...."ธรรมกาย"
"บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กแดง"ตั้ง "พล.ต.ธรรมนูญ" เป็น ผบ.บก.ควบคุมฝ่ายทหาร ร่วมประเมินสถานการณ์วัดพระธรรมกาย กับ ตำรวจ-DSI แล้วให้" ผบ.พล.ปตอ." เป็น ผบ.เหตุการณ์ฝ่ายทหาร ยันทหารคุมแค่ รอบนอก
ในการดูแลภาพรวมการปฏิบัติงานของทหาร ในฐานะ ผบ.บก.ควบคุมฝ่ายทหาร ทำงานร่วมกับ ตำรวจ แบะDSI
"บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กแดง"ตั้ง "พล.ต.ธรรมนูญ" เป็น ผบ.บก.ควบคุมฝ่ายทหาร
ในการดูแลภาพรวมการปฏิบัติงานของทหาร ในฐานะ ผบ.บก.ควบคุมฝ่ายทหาร ทำงานร่วมกับ ตำรวจ แบะDSI
คำสั่ง หน.คสช. 5/2560 ควบคุมพื้นที่"วัดพระธรรมกาย
บิ๊กป้อม ลั่น ประเทศไทย จนท.จะต้องเข้าได้ในทุกพื้นที่
แจง ต้องใช้ ม.44 คุม "วัดธรรมกาย"เพื่อให้จนท.เข้าไป ยันไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ต้องการทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย








