PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

Nation TV - เว็บไซต์สถานีข่าวอันดับ 1 ของเมืองไทย ""สรรพากร" รับสภาพ! หุ้นชิน "จบแล้ว" ไม่มีกม.ใดเรียกเก็บภาษีทักษิณได้อีก ยันหมดอายุความ 31 มี.ค. 2555"

Nation TV - เว็บไซต์สถานีข่าวอันดับ 1 ของเมืองไทย

"กรมสรรพากร แจงคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปสิ้นสุดแล้วตั้งแต่ 31 มี.ค.55 ยอมรับไม่มีกฎหมายใดสามารถเรียกเก็บได้อีก ส่วนข้อเสนอขยายอายุการประเมินภาษี ตามมาตรา 3 อัฎฐ แห่งประมวลรัษฎากร ทำได้เฉพาะกรณีเอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษี ไม่ใช่เป็นการลงโทษความพยายามในการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ชินคอร์ป ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อินทัช โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ดูจะล้มเหลว เพราะอายุความจะหมดลงในวันที่ 31 มี.ค.2561 ในขณะที่กรมสรรพากรเอง ยืนยันว่า อายุความของคดีนี้หมดไปตั้งแต่ปี 2555 แล้วแหล่งข่าวจากกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรคงไม่ดำเนินการใดๆ อีกเกี่ยวกับกรณีการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นใน บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ชินคอร์ป ซึ่งปัจจุบันคือ บริษัท อินทัช โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เพราะเรื่องนี้ กรมสรรพากรได้ดำเนินการมาถึงที่สุดแล้ว ซึ่งอายุความของคดีได้สิ้นสุดไปตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2555ส่วนกรณีที่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ได้เสนอให้ใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่มีอายุความ 10 ปีนั้น ในกรณีเช่นนี้ กรมสรรพากรไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจาก ตามหลักกฎหมายแล้ว เมื่อมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องการกำหนดอายุความ จะต้องใช้กฎหมายเฉพาะนั้น จะใช้กฎหมายทั่วไป หรือ จะใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้ตามประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร ระบุไว้ว่า อายุความในกรณียื่นภาษีไม่ถูกต้อง มีอายุความ 5 ปี แต่กรณีผู้เสียภาษีไม่ได้ยื่นแบบนั้น มีอายุความ 10 ปี แต่สำหรับกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ปนั้น นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร ได้ทำการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2550 แล้ว ดังนั้น อายุความในกรณีนี้จึงอยู่ที่ 5 ปี และหมดอายุความไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.2555ทั้งนี้ ศาลภาษีอากรกลางได้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีในคดีหุ้นชินคอร์ปต่อนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร ซึ่งหลังจากศาลภาษีอากรกลางพิพากษาแล้ว กรมสรรพากรในขณะนั้น ที่มีอดีตอธิบดีกรมสรรพากร นายสาธิต รังคสิริ ไม่ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ และเสนอให้ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ในสมัยนั้น และอัยการสูงสุด ลงนามในการไม่อุทธรณ์ในครั้งนี้แหล่งข่าวกล่าวว่า การเสนอให้ขยายอายุการประเมินภาษี ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวกับการขยายกำหนดเวลาการยื่นภาษี การอุทธรณ์ การเสียภาษีนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก ในมาตรานี้ การขยายระยะเวลา เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี ไม่ใช่เป็นการลงโทษผู้เสียภาษี เช่น กรณี ภาษี มินิแบร์ ที่กรมสรรพากร ได้ขยายระยะเวลาการยื่นแบบให้แก่ทางบริษัท เนื่องจาก เป็นปัญหาการตีความที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อบริษัทเอกชน กรมฯจึงได้ขยายระยะเวลาการยื่นแบบให้แก่บริษัท เพราะหากไม่ขยายระยะเวลาการยื่นแบบ ทางบริษัทจะต้องถูกค่าปรับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นเงินกว่าหมื่นล้านบาท ขณะที่ เนื้อภาษีที่ต้องจ่ายจริงเพียงไม่กี่พันล้านบาทส่วนการที่จะขอใช้มาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น คงไม่สามารถใช้มาตรานี้มาดำเนินคดีนี้ได้อีก เนื่องจาก ในช่วงที่คดีนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลภาษีนั้น กรมสรรพากร ได้ใช้มาตรานี้ เพื่อระบุว่า นายพานทองแท้ และพิณทองทา เป็นผู้ที่ลงนามในเอกสารสำคัญ ที่แสดงความเป็นเจ้าของทรัพย์สินคือหุ้นชินนั้นแล้ว แต่ศาลภาษี ยกประเด็นเรื่องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ระบุว่า หุ้นทั้งหมด รวมหุ้นที่เป็นกรณีพิพาททางภาษีนี้ด้วย เป็นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงไม่สามารถยื่นฟ้องซ้ำในคดีเดียวกันนี้ได้อีก"

โปรดเกล้าฯให้ข้าราชการพลเรือนในพระองค์พ้นจากตําแหน่ง 19 ราย

เว็บไซต์ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกฯ โปรดเกล้าฯให้ข้าราชการพลเรือนในพระองค์พ้นจากตําแหน่ง 19 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค.60 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนในพระองค์พ้นจากตําแหน่ง ระบุว่า มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ สังกัดสํานักราชเลขาธิการ พ้นจากตําแหน่ง เนื่องจากลาออกจากราชการ จํานวน ๑๙ ราย ดังนี้

๑.นายสัญญา สุเรนทรานนท์ พ้นจากตําแหน่ง รองราชเลขาธิการ ตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๐, ๒.นายสนอง บูรณะ พ้นจากตําแหน่ง รองราชเลขาธิการ ตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐, ๓.นายประยูร ผ่องแผ้ว พ้นจากตําแหน่ง รองราชเลขาธิการ ตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐, ๔.หม่อมหลวงอนุพร เกษมสันต์ พ้นจากตําแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ตําแหน่ง ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ ราชการบริหารส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๕.พลเอก นิพนธ์ ภารัญนิตย์ พ้นจากตําแหน่ง ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาตามพระราชดําริ ตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๖.นายพันศักดิ์ อ่อนดีกุล พ้นจากตําแหน่ง ผู้ช่วยราชเลขาธิการ ตําแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๗.นายอดุลย์ สิทธิกูล พ้นจากตําแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ตําแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ราชการบริหารส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๘.นางสาวดวงฤทัย หิรัญสถิตย์ พ้นจากตําแหน่ง นักอักษรศาสตร์ ตําแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ราชการบริหารส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๙.นายสุวิโรจ ช่วงโชติ พ้นจากตําแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ตําแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ กองโครงการสัมพันธ์ ตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๐.นายสุพิทพัฒน์ หมื่นสะท้าน พ้นจากตําแหน่ง นักวิชาการพัสดุ ตําแหน่งประเภทวิชาการระดับชํานาญการพิเศษ กลุ่มงานการคลัง กองกลาง ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๑.นายอุทิศ อารีรักษ์ พ้นจากตําแหน่ง นักวิชาการพัสดุ ตําแหน่งประเภทวิชาการระดับชํานาญการ กลุ่มงานการคลัง กองกลาง ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๒.นายสําเริง ชินชํานาญ พ้นจากตําแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ตําแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชํานาญการพิเศษ กลุ่มงานคอมพิวเตอร์และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ กองกลาง ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, 
๑๓.นางสาวณัฏฐวดี ชนะชัย พ้นจากตําแหน่ง นักอักษรศาสตร์ ตําแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ กองการในพระองค์ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๔.นายเกตุศักดิ์ ศิลปาภรณ์ พ้นจากตําแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการ ตําแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส กลุ่มงานเสด็จพระราชดําเนิน กองการในพระองค์ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๕.นางวรรณดี เทียมมะณี พ้นจากตําแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการ ตําแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส กลุ่มงานอํานวยการและบริหารทั่วไป กองการต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๖.นางสมใจ โกเศยะโยธิน พ้นจากตําแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการ ตําแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส กลุ่มงานอํานวยการและบริหารทั่วไป กองการต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๗.นายกมลชาย พุทธชาติ พ้นจากตําแหน่ง นักจัดการงานทั่วไป ตําแหน่งประเภทวิชาการระดับชํานาญการพิเศษ กลุ่มงานอํานวยการและบริหารทั่วไป สํานักงานเลขาธิการคณะองคมนตรี
ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๘.นางรัตนา เจริญเผ่า พ้นจากตําแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการ ตําแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส กลุ่มงานราชบรรณาคม กองอํานวยการนักบริหาร ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐, ๑๙.นางอมรรัตน์ สวนจันทร์ พ้นจากตําแหน่ง นักจัดการงานทั่วไป ตําแหน่งประเภทวิชาการระดับชํานาญการพิเศษ กลุ่มงานอํานวยการและบริหารทั่วไป ศูนย์สารสนเทศ สํานักราชเลขาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
 ประกาศ ณ วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

ผู้รับสนองพระราชโองการ 
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
 นายกรัฐมนตรี

วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560

เจียด! งบกลางฉุกเฉิน 24.6 ล้าน จ้างวิธีพิเศษ “สื่อ CNBC” พีอาร์ภาพลักษณ์ประเทศไทย 4.0

เจียด! งบกลางฉุกเฉิน 24.6 ล้าน จ้างวิธีพิเศษ “สื่อ CNBC” พีอาร์ภาพลักษณ์ประเทศไทย 4.0
        บีโอไอยุค “ลุงตู่” เจียดงบกลางฉุกเฉิน 24.6 ล้าน จ้างวิธีพิเศษ “สื่อ CNBC” พีอาร์ “ประเทศไทย 4.0” หวังพลิกโฉมประเทศไทย ชูภาพลักษณ์-ความเชื่อมั่น-แสดงศักยภาพ-ความพร้อมในการลงทุนของประเทศไทย เผย TOR เผยแพร่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2560 นี้ ทั้งสื่อโทรทัศน์ต่างประเทศ-สื่อออนไลน์ เป้าหมายนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติในทุกภูมิภาคหลัก เอเชียแปซิฟิก ยุโรปและตะวันออกกลาง และอเมริกา
       
       วันนี้ (10 มี.ค.) มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หน่วยงานขึ้นตรงสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับอนุมัติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะกำกับดูแลบีโอไอด้วยตัวเอง ได้เปิดตัวโฆษณาประชาสัมพันธ์พลิกโฉมประเทศไทยสู่ ประเทศไทย 4.0 ผ่านสื่อต่างประเทศ จะได้เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2560 นี้
       
       ภายหลัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ว่าจ้างลงโฆษณาในสื่อโทรทัศน์ต่างประเทศและสื่อออนไลน์ของ คอนซูเมอร์ นิวส์ แอนด์ บิสซิเนส แชนแนล (Consumer News and Business Channel) หรือ CNBC เครือข่ายโทรทัศน์เคเบิลที่เสนอข่าวสารเกี่ยวกับตลาดหุ้นทั่วโลก ตลอด 24 ชั่วโมง สังกัด บรรษัทการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อประชาสัมพันธ์พลิกโฉมประเทศไทยสู่ ประเทศไทย 4.0 โดยวิธีพิเศษ (เลขที่โครงการ : 60016215806) โดยมีการลงนามในใบสั่งซื้อ/สัญญา (PO) กับบริษัท Business News (Asia) LLP เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา โดยว่าจ้างด้วยงบประมาณ 24,612,363.00 บาท (694,000 ยูเอส) โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2559 งบกลาง รายจ่ายเงินสำรองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
       
       มีรายงานว่า สำหรับขอบข่ายงาน (TOR) การลงโฆษณาในสื่อโทรทัศน์ต่างประเทศและสื่อออนไลน์ CNBC เพื่อประชาสัมพันธ์พลิกโฉมประเทศไทยสู่ “ประเทศไทย 4.0” มีการเปิดเผยถึงหลักการและเหตุผลที่ต้องดำเนินการ ว่ารัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ โดยจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม พร้อมทั้งมีการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ
       
       ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่บีโอไอจะต้องดำเนินการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งรายใหม่และรายเดิมและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในด้านต่างๆ ในการที่จะพลิกฟื้นและปรับโครงสร้างของประเทศ เพื่อที่จะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและร่วมกันก้าวไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป โดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อกระแสหลักประเภทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ สื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และสื่อวิทยุ และการเชิญผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้มารับทราบโอกาสการลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งจัดกิจกรรมและนิทรรศการ งานสัมมนาระดับนานาชาติ ภายใต้ชื่อ “Opportunity Thailand”
       
       ทั้งนี้ บีโอไอเปิดเผยใน TOR ว่า การโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ต่างประเทศและสื่อออนไลน์ ของ CNBC เป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่เป็นนักธุรกิจและนักลงทุนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญในการชักจูงการลงทุนของบีโอไอ โดยสถานีโทรทัศน์ CNBC เป็นสถานีข่าวธุรกิจที่มีชื่อเสียงช่องหนึ่งของโลกและสามารถเข้าถึงผู้ชม 381 ล้านครัวเรือนทั่วโลก (เอเชียแปซิฟิก 83.2 ล้านครัวเรือน ยุโรปและตะวันออกกลาง 203.3 ล้านครัวเรือน และอเมริกา 94.3 ล้านครัวเรือน) ในขณะที่มีผู้เข้าชมสื่อออนไลน์ต่อเดือนถึง 27.9 ล้านรายทั่วโลก
       
       บีโอไอ อ้างวัตถุประสงค์ที่ต้องจ้างสื่อต่างประเทศประชาสัมพันธ์ ประเทศไทย 4.0 ว่าเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทย เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค (Gatewat of ASEAN) และเป็นแหล่งรองรับการลงทุนชั้นนำของโลก เพื่อประกาศทิศทางการลงทุนของประเทศไทยในอนาคต (New Chapter of Investment) พร้อมทั้งเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนใหม่ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐแบบครบวงจรแก่ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพื่อนำไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” และเพื่อแสดงและสร้างความตระหนักถึงศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมาย กำหนดเป้าหมายที่นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติในทุกภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชียแปซิฟิก ยุโรปและตะวันออกกลาง และอเมริกา
       
       “โดยบีโอไอได้ว่าจ้างให้จัดทำวิดีโอทั้งหมด 4 ตอน ความยาวประมาณ 60 วินาที จำนวน 3 ตอน และยาว 90 วินาที 1 ตอน ลงโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ของ CNBC ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรปและตะวันออกกลาง และอเมริกา ในช่วงเออกอากาศทางสื่อโทรทัศน์ จะเป็นข่วงเวลา Prime Time ซึ่งมีการออกอากาศทั้งหมด 1,149 ครั้ง (spot) และมีการโฆษณาทางสื่อออนไลน์ จำนวน 1,870,000 การมองเห็น (Impression)”
       
       ดูโฆษณา “ประเทศไทย 4.0” https://www.youtube.com/channel/UCrv-r3HrygnVzPOgwsmK37w
       
       สำหรับสถานีโทรทัศน์ CNBC ASIA PACIFIC สถานีเครือข่ายข่าวธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ผ่านมาได้แต่งตั้งให้ บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนขายสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของ CNBC แต่ผู้เดียวในประเทศไทยให้กับลูกค้าภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่ประสงค์จะดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุกไปสู่กลุ่มเป้าหมายทั่วโลก
       
       อนึ่ง สถานีเครือข่าย CNBC ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แพร่ภาพผ่านดาวเทียมไปยังอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป เอเชียแปซิฟิก (อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศไทย) 
เจียด! งบกลางฉุกเฉิน 24.6 ล้าน จ้างวิธีพิเศษ “สื่อ CNBC” พีอาร์ภาพลักษณ์ประเทศไทย 4.0
        
เจียด! งบกลางฉุกเฉิน 24.6 ล้าน จ้างวิธีพิเศษ “สื่อ CNBC” พีอาร์ภาพลักษณ์ประเทศไทย 4.0
        
เจียด! งบกลางฉุกเฉิน 24.6 ล้าน จ้างวิธีพิเศษ “สื่อ CNBC” พีอาร์ภาพลักษณ์ประเทศไทย 4.0

เงินริงกิตมาเลย์วิกฤตหนักรอบ 30 ปี:

(Mar 10) เงินริงกิตมาเลย์วิกฤตหนักรอบ 30 ปี: ค่าเงินริงกิตวิกฤตหนักรอบ 30 ปี ร้านค้าในพื้นที่ชายแดนเริ่มปฎิเสธไม่รับเงินมาเลเซีย หวั่นค่าเงินไม่เสถียรภาพ
ผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอเบตงได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากวิกฤติค่าเงินริงกิตมาเลเซียตกต่ำ โดยวันนี้ (10 มี.ค.60) อัตราแลกเปลี่ยนเงินอยู่ที่ริงกิตละ 7.78 บาท ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ด่านพรมแดนอำเภอเบตง จังหวัดยะลาซบเซา บริษัททัวร์บางแห่ง ในมาเลเซีย ประกาศปิดกิจการยกเลิกสัญญาเช่าอาคาร เหตุนักท่องเที่ยวลดลงร้านค้า บางร้าน ปิดป้ายให้เช่า ผู้ให้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างรายได้ลดลง
อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่เงินริงกิตมาเลเซียตกต่ำอย่างหนักในรอบ 30 ปี โดยค่าเงินปัจจุบัน 1 ริงกิตแลกเงินไทยได้ประมาณ 8 บาท และบางวันตกลงไปเหลือ 7.77 บาทนั้น ล่าสุดได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในด้านเศรษฐกิจ การค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเบตงทั้งระบบ จากค่าเงินริงกิตตกต่ำ ผู้ประกอบการรายย่อย และรายใหญ่บางส่วนเริ่มปฏิเสธการรับเงินริงกิตของมาเลเซีย เนื่องจากไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงจากค่าเงินมาเลเซียที่ยังไม่มีเสถียรภาพและยังไม่มีแนวโน้มที่จะกระเตื้องขึ้นในเร็ววันนี้
นายสมชาย แซ่แต้ อายุ 57 ปี เจ้าของร้านสตาร์แก๊ส ระบุว่า ค่าเงินริงกิตตกต่ำทำให้ทางร้านต้องหักเงินลูกค้าในกรณีนำเงินริงกิตมาจ่ายค่าสินค้าโดยคิดในอัตรา 1 ริงกิตเท่ากับ 7.87 บาทเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงกรณีเงินริงกิตตกต่ำกว่าเดิม นอกจากนี้ ปัจจุบันร้านค้าส่งในพื้นที่ ได้ปฏิเสธที่จะรับเงินริงกิต ซึ่งหากต้องการไปซื้อสินค้าเพื่อนำมาจำหน่ายภายในร้านก็จะต้องแลกเป็นเงินบาทไทยไปซื้อเท่านั้น
ด้านนายยุทธชัย โศภัตวงพงศ์ อายุ 56 ปี เจ้าของร้านเบตงทรัพย์มงคล กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาประกอบกับค่าเงินริงกิตตกต่ำ ทำให้ลูกค้าชาวมาเลเซียหายไปมากกว่าร้อยละ80 ทั้งที่ชาวมาเลเซียนิยมบริโภคข้าวสารเก่าของไทยมากกว่าข้าวสารที่จำหน่ายอยู่ภายในประเทศ ทำให้การค้าเป็นไปอย่างเงียบเหงาแม้จะเป็นช่วงวันศุกร์และวันเสาร์ที่โดยปกติจะมีชาวมาเลเซียเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้นแม้จะมีความเสี่ยงต่อค่าเงินริงกิตที่เก็บเอาไว้แต่เพื่อรักษาลูกค้าขาประจำ ทางร้านจึงจำเป็นต้องคิดอัตราซื้อขายตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ทำให้ค่าเงินริงกิตที่ลูกค้านำมาซื้อข้าวสารจึงแปรผันตามอัตราแลกเปลี่ยนจริง พร้อมยอมรับว่าเศรษฐกิจการค้าชายแดนน่าเป็นห่วง เพราะส่วนใหญ่ร้านค้าและธุรกิจเกือบทั้งระบบในพื้นที่อำเภอเบตง พึ่งพาการจับจ่ายซื้อสินค้าของชาวมาเลเซียเป็นหลัก ตอนนี้จึงได้แต่ทำใจและภาวนาให้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียฟื้นตัวโดยเร็ว
ขณะที่นายหวัง ดือราแม อายุ 55 ปี อาชีพขับรถรับจ้าง (ตุ๊กตุ๊ก) ซึ่งมีลูกค้าขาประจำเป็นชาวมาเลเซีย กล่าวว่า ช่วงนี้ถือว่าบรรยากาศการค้าอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก ค่าเงินริงกิตตกต่ำทำให้ชาวมาเลเซียไม่เข้ามาในพื้นที่อำเภอเบตง เลย จากที่ลูกค้าชาวมาเลเซียมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ก็ลดปริมาณลงและใช้บริการที่จำเป็นหากไม่ไกลมากก็เดิน ทำให้ผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการปรับตัวในห้วงนี้เน้นใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น และพยายามรักษาลูกค้าประจำเอาไว้
Source: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

"วีระ"จี้นายกฯสอบทหารพันสร้างตลาดฯภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา

Veera Somkwamkid ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 9 ภาพ
โกงชาติ ขายชาติ กันอีกแล้ว
รัฐบาล คสช. ปล่อยให้มีการย่ำยี
อธิปไตยของชาติได้อย่างไร ?
เมื่อวานนี้(อังคารที่ 7 มีนาคม 2560)
ผมได้รับแจ้งจากทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองว่าจะมีการประชุม ระหว่างจังหวัดบุรีรัมย์ ของไทย กับจังหวัดอุดรมีชัย ของกัมพูชา
หัวข้อหลักในการเจรจา เกี่ยวกับการเปิดจุดผ่อนปรนการค้าขายช่องสายตะกู(เขมรเรียกช่องจุ๊บกากี) และการที่เขมรจะขอซื้อไฟฟ้าจากไทย เพื่อใช้ในบ่อนกาสิโนและจังหวัดอุดรมีชัย(กฟผ.อ้างว่าไฟฟ้าของไทยไม่พอ ต้องรีบก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่กลับมีไฟฟ้าไปขายให้เขมรเพิ่มขึ้น นี่คือหลักฐานสำคัญว่าไฟฟ้าของไทยไม่ได้ขาดแคลนจริง)
กรณีนี้มีทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในจังหวัดบุรีรัมย์ ยื่นเรื่องให้ผมตรวจสอบ
ตั้งแต่ปลายปี 2559
เนื่องจากเชื่อว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
ก่อสร้างตลาดฯภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา โดยยังไม่ได้รับการอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช
หลังจากก่อสร้างตลาดฯเสร็จแล้ว
จึงมีการทำรายงานวิจัยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภายหลัง ซึ่งขัดต่อกฎหมาย
ที่สำคัญ นอกจากเป็นพื้นที่อุทยานแล้ว
พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่มรดกโลกอีกด้วย
การที่เทศบาลจันทบเพชรไปบุกรุก
และก่อสร้างตลาดฯรวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ
บนพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา และบนเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์มรดกโลก โดยผิดกฎหมาย
จึงเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว
ไม่สามารถจะแก้ไขให้พ้นไปจากความผิดได้
ได้ทราบว่ามีทหารใหญ่ใน คสช.
ช่วยวิ่งเต้นให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ รีบทำเรื่องอนุญาตย้อนหลังให้
เพื่อให้ช่วยหลุดพ้นจากความผิด
ก็ขอเตือนนะ ถ้าผู้ใดไปเซ็นอนุญาตย้อนหลังให้ มีสิทธิ์ติดคุกแน่
สิ่งที่อธิบดีกรมอุทยานฯสมคววรทำ คือรีบดำเนินคดีกับทุกคนที่บุกรุกที่อุทยานในทันที
ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ก็เช่นกัน ต้องหยุดการร่วมกระทำความผิดในทันที
กรณีนี้จะต้องมีการยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการมรดกต่อไป
เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบกรณีเชื่อว่า
เจ้าหน้าที่รัฐของไทยกระทำความผิดเสียเอง
ทำให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ของมรดกโลก
มีข้อมูลว่า กรณีที่ต้องรีบผลักดัน
ให้มีการเปิดจุดผ่านแดนจุดนี้
ให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรโดยเร็ว เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย หลายหน่วยงาน
ไปรับเงินก้อนโตจากนายทุนเจ้าของบ่อนกาสิโนมาแล้ว เพื่อให้รีบเปลี่ยนจากจุดผ่อนปรนการค้าฯ
เป็นจุดผ่านแดนถาวร
เนื่องจากขณะนี้บ่อนกาสิโนขนาดใหญ่ ก่อสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว(ดูรูปที่ผม ถ่ายหน้าจุดผ่านแดนด้านขวามือ ของผมคือบ่อนการสิโนชื่อ Resort) ก่อสร้างติดหน้าด่านเลย เดินข้ามเขตแดนไม่กี่ก้าว ก็เดินเข้าบ่อนกาสิโนได้เลย
ที่สำคัญ บริเวณที่ก่อสร้างจุดผ่านแดนนี้
เป็นบริเวณที่เขมรบุกรุกเข้ามายึดครอง
ยังเป็นพื้นที่ ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่
ที่สำคัญ ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาของทั้งสองประเทศ
อยากทราบว่าผู้มีอำนาจคนใด
ที่ไปยอมให้เขมรเข้ามาก่อสร้างบ่อนกาสิโน และยอมให้ทหารและพลเรือนเขมร
เข้ามาก่อสร้างตลาด อาคาร ร้านค้า และบ้านเรือน ติดจุดผ่านแดน
บนพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้มีนายทหารที่รับผิดชอบ ชื่อสนธยา ได้ทำการประท้วงและสั่งให้ชุมชนเขมร รื้อถอนอาคารบ้านเรือน ออกไปจากจุดพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน แต่เรื่องทำไมเงียบหายไป
มีบิ๊ก คสช.คนใดไปสั่งปิดปาก
หรือเขาได้เลื่อนตำแหน่งให้ใหญ่ขึ้น จึงเหมือนถูกปิดปาก
เรื่องนี้ชัดเจนมาก ไปดูได้เลย ไปที่ด่านจะมองเห็นชุมชนเขมร ตั้งอยู่ติดริมรั้วของด่าน
ทหารไทยที่เฝ้าอยู่ที่นั่นทำอะไรกันอยู่
ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร?
เสียอธิปไตยให้เขมรอีกแล้ว
กรณีนี้เชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ทำผิดกฎหมายเสียเอง
และเชื่อว่ามีการทุจริต
และเชื่อว่ามีการขายชาติอีกด้วย
นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา
จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้แล้วนะ
ผมนำมาเปิดเผยอย่างชัดเจนขนาดนี้
ต้องรีบจัดการตามกฎหมายจนถึงที่สุด
กับผู้กระทำความผิดทุกคนในทันที
มิฉะนั้น คนทั่วไปอาจเข้าใจว่านายกฯประยุทธ์ รู้เห็นเป็นใจด้วย หรือช่วยปกป้องผู้ที่กระทำความผิด ไม่ให้ต้องได้รับโทษ
ในอดีตสมัยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
มีการกล่าวหากันถึง การโกงชาติและการขายชาติของรัฐบาลในขณะนั้น
ไม่น่าเชื่อว่าในยุครัฐบาลทหาร คสช. การโกงชาติ และการขายชาติก็ยังไม่หมดไป
(ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง)

รู้จักแวตที่นายกฯพูดถึงอีก1%

รู้จัก VAT ภาษีที่คนจนอาจเสียมากกว่าคนรวย ก่อนที่อาจจะขึ้นเป็น 8% เมื่อนายกฯโยนหินถามทางขอปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม กลายเป็นประเด็นร้อนในทุกวงสนทนา
เมื่อการบริหารประเทศเป็นเรื่องง่ายนิดเดียวแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เสนอไอเดียเข้าใจง่ายแต่กระเทือนไปทุกวงการ เมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายที่สูง รายรับที่ไม่เพียงพอ ก็ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มกันไปเลยและย้ำว่ารัฐบาล "ไม่ได้ตูดขาด" ถ้าอย่างนั้นเราไปรู้จัก "ภาษีมูลค่าเพิ่ม"หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า VAT กันดีกว่า
VAT ภาษีทางตรงที่คนจนอาจเสียแพงกว่าคนรวย
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ หากจะทำความเข้าใจรายได้ของรัฐบาลมาจาก การจัดเก็บภาษีทั้งสรรพสามิต ศุลกากร และสรรพากร ค่าธรรมเนียมและค่าปรับ การให้สัมปทานต่างๆ กำไรและรายได้จากการบริหารรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมดนี้เรียกว่า รายได้ของรัฐบาล (Public Revenue) ซึ่งในตัวภาษีเองก็ยังแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และอีกประเภทคือภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีการค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น
ในครั้งนี้เราจะขอพูดถึงภาษีทางอ้อมที่เรียกว่า "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" หรือ Value Added Tax นั่นคือภาษีที่จะถูกรวมไปในเมื่อเราซื้อสินค้าและบริการบางประเทศเรียกว่า "ภาษีการบริโภค" (Consumption Tax) ซึ่งไม่ว่าใครจะจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีจะถูกรวมไปด้วยแล้ว พอฟังเผินๆดูเหมือนว่าภาษีดังกล่าวมีความเท่าเทียมถ้วนหน้าระหว่างคนรวยและคนจน
แต่มีรายงานจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่น่าสนใจ ข้อค้นพบคือ "คนจนอาจซื้อของได้แพงกว่าคนรวย"โดยมีการยกตัวอย่างเช่น การซื้อกระดาษทิชชู่คนรวยสามารถซื้อแบบเหมาแพ็คในราคาลดได้ แต่คนจนไม่มีเงินเพียงพอจึงซื้อกระดาษทิชชู่ปลีกแบบทีละม้วนทำให้ได้ราคาที่แพงกว่า หากเทียบกับการซื้อกระดาษทิชชู่แบบแพ็ค เราจะเห็นว่าเงินในมือของคนรวยและค่าคนจนมีค่ามากไม่เท่ากัน
ภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย แพงไปจริงหรือ?
แท้จริงแล้วในประเทศไทยได้กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 10% แต่ทั้งนี้ ตั้งแต่  2540 เป็นต้นมา แต่ไม่มีรัฐบาลใดที่กล้าเก็บตามจำนวนเพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งย่อมกลัวการกระทบกับฐานเสียงประชาชน คณะรัฐมนตรีจะออกพระราชกฤษฎีกาลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% เป็นประจำทุกปี ซึ่งจะมีการแบ่งสรรปันส่วนว่า1ส่วนจาก10 ส่วนจะตกเป็นขององค์กรปกครองท้องถิ่น ส่วนที่เหลือก็จะไปเข้ารัฐบาลกลาง
หากเปรียบเทียบประเทศในอาเซียน ที่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสิงคโปร์เก็บที่ 7% มาเลเซีย 5% ส่วนชาติที่เก็บมากกว่าไทยคือกัมพูชา 10% อินโดนีเซีย 10% ลาว 10% ฟิลิปปินส์ 12% และเวียดนาม 10% น่าสนใจว่าค่าเฉลี่ยถือว่าไม่สูงนักหากเทียบกับ ประเทศพัฒนาแล้วเช่น ในแถบสแกนดิเนเวีย อย่าง นอร์เวย์ 25%และ เดนมาร์ก 25%หรือประเทศในกลุ่มยุโรป เช่นเยอรมนี 19% และฝรั่งเศส 20% ส่วนชาติมหาอำนาจอื่นๆ  เช่น จีนเก็บเฉลี่ยที่ 17% ญี่ปุ่น 8% และสหราชอาณาจักร 20%
ตัวเลขระดับของภาษีมูลค่าเพิ่มอาจไม่สำคัญเท่ากับว่า เงินภาษีมูลค่าเพิ่มถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง เพราะถึงแม้สมมุติไทยจะปรับเป็น 8% เท่ากับญี่ปุ่น แต่หากการบริหารงานภาครัฐของไทยมีประสิทธิภาพด้อยกว่าญี่ปุ่น 8%ที่เท่ากันอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน และสำคัญที่สุดก็คือเงินที่ถูกจัดเก็บไปในสามารถโปร่งใสและตรวจสอบได้หรือไม่ในการใช้งาน? ซึ่งจะโปร่งใสที่สุดก็ต่อเมื่อมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง และ มีตัวแทนประชาชนเช่นผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน และร่วมวางแผนพัฒนาประเทศ
ดังนั้นคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะปรับขึ้น VAT เป็น 8%แล้วหรือยัง? แต่คือแผนการบริหารประเทศของรัฐบาลที่จะนำภาษีของประชาชนไปใช้อย่างคุ้มค่ามีอะไรบ้าง? และเราสามารถตรวจสอบถ่วงดุลการนำภาษีของเราไปใช้ได้อย่างไร ในยุคที่การตรวจสอบถ่วงดุลในปัจจุบันไม่สามารถทำได้ และประชาชนไม่มีตัวแทนที่เป็นปากเป็นเสียงในการนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศเช่นนี้ เพราะเท่าที่เห็นในยุคปัจจุบันมีการปรับลดสวัสดิการประชาชนไปพอสมควร

‘สุริยะ-วิเชษฐ์-ทนง-กนก’โดน ป.ป.ช.สอบคดีสินบนโรลส์รอยซ์-‘บวรศักดิ์-วิโรจน์’ติดโผด้วย

มติที่ประชุม กก.ป.ป.ช. ตั้งองค์คณะไต่สวนคดีโรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบน จนท.รัฐ เอื้อการบินไทยซื้อเครื่องยนต์ปี’47-48 รวม 26 ราย ‘สุริยะ-วิเชษฐ์’ 2 รมต.คมนาคมยุค ‘ทักษิณ’ ‘ทนง-กนก’ รวมบอร์ดการบินไทย 15 ราย คณะอนุฯพิจารณาแผนฯอีก 9 ราย ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ-วิโรจน์ นวลแข-ชาติศิริ โสภณพนิช-พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์’ ติดโผด้วย
PIC binthairollroyce 9 3 60 1
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2560 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ราย เป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหาบริษัท โรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเอื้อประโยชน์บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดซื้อเครื่องยนต์ของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ในช่วงที่ 3 เมื่อปี 2547-2548 โดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 26 ราย ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีต รมช.คมนาคม นายทนง พิทยะ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทยฯ นายกนก อภิรดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทยฯ พร้อมกับบอร์ดการบินไทยยกคณะในช่วงปี 2547-2548 รวม 15 ราย และคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนการลงทุนระยะยาวของบริษัท การบินไทยฯ อีก 9 ราย
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตั้งองค์คณะไต่สวนกรณีกล่าวหานายสุริยะ นายวิเชษฐ์ นายทนง นายกนก รวมถึงผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องรวม 26 ราย เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในช่วงปี 2547-2548 ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 26 ราย เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้ง B777-200ER พร้อมเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งเครื่องบิน และการจัดซื้อเครื่องยนต์สำรองสำหรับเครื่องบินแอร์บัส A340-500/600 จำนวน 6 ลำ เพิ่มเติมรวม 7 เครื่อง จากบริษัทโรลส์-รอยซ์ ซึ่งทั้งหมดมีหน้าที่ทำ และจัดการเกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องบินและเครื่องยนต์ดังกล่าว ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้บริษัทโรลส์-รอยซ์ ได้รับประโยชน์ในการทำสัญญาขายเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินให้แก่บริษัท การบินไทยฯ โดยนอกเหนือจากกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์คณะไต่สวนแล้ว ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกร่วมเป็นองค์คณะไต่สวนด้วย ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อธิบดีอัยการต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เป็นต้น
ส่วนกรณีการจัดซื้อช่วงที่ 1 ปี 2534-2535 และช่วงที่ 2 ปี 2535-2540 การแสวงหาข้อเท็จจริงของพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รายละเอียดพอรับฟังได้ว่ามีใครเข้าไปร่วมกระทำความผิดบ้าง จึงให้แสวงหาข้อเท็จจริงต่อไป
ส่วนการไต่สวนกรณีการจ่ายสินบนนั้น นายสรรเสริญ กล่าวว่า เบื้องต้น ป.ป.ช. ได้ชื่อคนกลางเป็นเอกชน ที่ทำหน้าที่ประสานระหว่างบริษัท โรลส์-รอยซ์ และผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่คงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่า เชื่อมโยงกับใคร อย่างไร ขณะนี้มีคณะทำงานที่กำลังดูเรื่องกระแสทางการเงินว่า ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงกับใคร สามารถเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนเพิ่มเติมได้ เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนร่วม หรือช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการกระทำความผิด
เมื่อถามว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตสหราชอาณาจักร (SFO) ส่งข้อมูลให้กับ ป.ป.ช. หรือยัง นายสรรเสริญ กล่าวว่า SFO ยังไม่ได้ส่งรายละเอียดมาให้ คงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ส่วนข้อมูลอย่างเป็นทางการจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ ผ่าน อสส. เพราะพยานหลักฐานในสำนวนที่จะส่งฟ้องศาลต้องได้มาอย่างถูกต้อง ขณะนี้ ป.ป.ช. กำลังดำเนินการ คาดว่าจะส่งเรื่องให้ อสส. ในเร็ว ๆ นี้ 
เมื่อถามว่า หากท้ายสุด SFO ไม่ส่งข้อมูลมาให้ จะทำให้การตรวจสอบเรื่องรับสินบนลำบากขึ้นหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ยอมรับว่ายากขึ้น แต่ถ้าโชคดีไปจ๊ะเอ๋เจอเส้นทางการเงิน อาจตามจับเรื่องการรับสินบนได้ โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลจาก SFO
ส่วนกรณีบริษัท โรลส์-รอยซ์ ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. สำรวจและปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. จัดซื้อเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ นั้น นายสรรเสริญ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้แยกข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเลขที่เรื่องกล่าวหาใหม่ เพื่อดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหาเบื้องต้นนอกเหนือจากรายชื่อข้างต้นแล้ว ยังปรากฏชื่อ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญปี 2557 นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย (ปัจจุบันถูกคำพิพากษาศาลฎีกาฯจำคุก 18 ปี ในคดีทุจริตปล่อยสินเชื่อให้กับเครือกฤษดามหานคร) นายโอฬาร ไชยประวัติ คณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย และ พล.ต.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมการการบินไทย เป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย

#สินบนโรลส์รอยซ์

"บิ๊กโด่ง" เผย จีน - ยูเครน เล็งลงทุนสร้าง โรงงานผลิตอาวุธ-อะไหล่ ในไทย

มาแน่.....จีน -ยูเครน
"บิ๊กโด่ง" เผย จีน - ยูเครน เล็งลงทุนสร้าง โรงงานผลิตอาวุธ-อะไหล่ ในไทย หลังกองทัพซื้อรถเกราะ BTR ยูเครน และรถถังจีน VT4 มีพื้นที่รองรับแล้ว ชี้ ต้องแก้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทาง ยันไม่ใช่ผูกขาดซื้ออาวุธ จีน -ยูเครน ขออย่ามองอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในแง่ลบ
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ฟัง สรุปผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนากิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและมอบนโยบายการพัฒนากิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม
โดยมี บิ๊กช้าง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ฐิตินันท์ ธัญญสิริ ผอ.ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร DTI ร่วม

โดยผลการสัมมนาสรุปว่า การจัดตั้งโรงงานซ่อมสร้างอาวุธนั้น จะตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนด ข้อปฏิบัติให้ชัดเจน ข้อดีข้อเสียและเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา ใน 3 รูปแบบ คือ 1.ให้ส่วนราชการจัดตั้ง 2.ภาคเอกชนและส่วนราชการร่วมกันจัดตั้ง 3.ภาคเอกชนจัดตั้ง
สำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานซ่อมสร้างในไทยนั้น ต้องเสนอให้ ครม.เพื่อแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร. วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เรื่องการพัฒนากิจการด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการวิจัยพัฒนาเพื่อมุ่งไปสู่การผลิตใช้ในราชการและเพื่อการพาณิชย์ ให้เกิดผลเป็นรูปประธรรมภายใน 2560
และยังเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านความมั่นคงและลดภาระงบประมาณในการนำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมและแสวงหาความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ภายในและภายนอกประเทศ
พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า การผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นรูปธรรม และขอให้หน่วยขึ้นตรง กระทรวงกลาโหมให้ความร่วมมือในด้านการผลิต
โดยกำหนดความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ล่วงหน้า 5 ปี หรือในระยะยาว พร้อมให้ความสำคัญเข้าร่วมประชุมกับศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหารทุกครั้ง
พร้อมบูรณาการความต้องการ ทั้ง กระสุน วัตถุระเบิด ซ่อมยานยนต์ทุกประเภท และทำให้ผลผลิตการวิจัยมีมาตรฐานไปสู่สายการผลิต จัดทำโครงการ 5 ปี ให้เสร็จเดือนเมษายนนี้

พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า สำหรับการตั้งโรงงานซ่อมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์กับมิตรประเทศนั้น ขอให้ศึกษาถึงความเป็นไปได้โครงการ หนทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและขอให้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายนนี้เช่นกัน
ในเรื่องการแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.ต่างๆซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา แต่ในส่วนการปรับแก้ไขประกาศกระทรวงกลาโหมเรื่องรายการยุทธการทางทหารสามารถดำเนินการได้เร็วกว่า
พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ในเรื่องของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศประชาชนมักจะมองในด้านลบเป็นส่วนมาก ซึ่งอยากชี้แจงว่า การดำเนินดังกล่าวมีผลดีในหลายด้าน ทำให้กองทัพสามารถพึ่งพาตนเองได้
สำหรับความร่วมมือกับมิตรประเทศในการตั้งโรงงานซ่อมสร้างกับจีนยูเครน อยู่ในระหว่างการดำเนินการ เพื่อหาแนวทาง ซึ่งก็มีหลักการอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาศึกษาอีกสักระยะหนึ่งก็จะทำให้หนทางในการปฏิบัติมีความชัดเจน และนำเสนอรมว.กลาโหมได้

พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า การร่วมมือกับมิตรประเทศในการตั้งโรงงานซ่อมสร้างนั้น มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากว่าในอนาคตเมื่อเรามีอุปกรณ์จากมิตรประเทศเข้ามา หากชำรุด ต้องเข้ารับการซ่อมบำรุง หากเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือผลิตชิ้นส่วนอะไหล่บางอย่างที่มีความจำเป็นต้องใช้ สามารถลดปัญหาในเรื่องการใช้งบประมาณได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ ทางประเทศจีน และยูเครน มีความพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว เพียงแต่เขารอแนวทางความชัดเจน
ทั้งนี้การตั้งโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์จะต้องมีการแยกว่า ยุทโธปกรณ์ชนิดไหนซื้อมาจากประเทศไหน อย่างของจีนหรือยูเครนก็ต้องแยกกัน. จะนำมารวมกันไม่ได้
รวมทั้งความยินยอมของมิตรประเทศหากยอมรับในข้อตกลงได้ก็สามารถดำเนินการเข้ามาลงทุนได้ทันที ไม่จำเป็นที่จะต้องทำพร้อมๆกันทุกประเทศ
ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีห้วงระยะเวลาในการดำเนินการอยู่แล้ว รวมทั้งสำรวจ ยุทโธปกรณ์ต่างๆที่เราใช้อยู่ หากของประเทศใดมีจำนวนไม่มากนักก็ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงงานซ่อมสร้าง
และยืนยันว่าการจัดตั้งโรงงานซ่อมสร้างจะไม่เป็นการผูกขาดว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่อไปจะต้องมาจากประเทศนั้นๆ
ส่วนพื้นที่ที่จะตั้งโรงงานซ่อมสร้างนั้นได้ลงพื้นที่ดูเบื้องต้นเอาไว้แล้ว

ไม่ขอให้ใคร มารักกัน เข้าใจมั้ย?

"บิ๊กตู่"กลับถิ่น บูรพาพยัคฆ์ ปราจีนบุรี ลั่น 
ผมไม่ได้มาในฐานะนักการเมือง ไม่ต้องการให้ใครรัก แต่ต้องการความร่วมมือ และไม่ได้มาหาเสียง พูดแล้ว ทำได้เพียงส่วนน้อย ...ชี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาพยายามทำทุกอย่างเต็มที่ แต่มีการต่อต้าน ไม่เข้าใจ แต่เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะทุกคนเป็นคนไทย
ระบุ วันหน้าต้องเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่าจะเป็นประชาธิปไตยอย่างไร จึงขออย่าให้บิดเบือน ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศไทยที่ต้องยอมรับ ไม่ใช่แก้ด้วยกฎหมาย แต่ต้องแก้ด้วยทุกคน
"ขอทุกคนอย่าคิดแต่เรื่อง อยากมีอำนาจให้คนเคารพนับถือ เพราะทุกวันนี้ปั่นป่วนกันแต่เรื่องอำนาจ ทุจริต จึงต้องคิดว่าอำนาจต้องได้มาจากประชาชน ที่มีความเข้าใจ ไม่ใช่เข้ามาแล้ว ใช้อำนาจมาแล้วทำอะไรก็ได้ แต่ต้องมีธรรมาภิบาลในการบริหารด้วย
ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าชุมนุมที่ใดก็ต้องใช้กฎหมายเดียวกัน ต้องขึ้นศาลและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่ผิดก็ต้องต่อสู้คดี ไม่สามารถยกโทษให้ใครได้ เพราะจะเสียหายไปหมดทุกเรื่อง ซึ่งทุกคนคงเข้าใจว่าผมพูดถึงอะไร
หากวันนี้ ผมไม่อยู่อาจจะสบายหู แต่อาจจะไม่สบายใจ แต่ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดในช่วงที่ยังสามารถทำให้ได้
"ขออย่าให้ใครนำเรื่องรัฐธรรมนูญมาอ้าง เพราะรัฐธรรมนูญเขียนเพื่อปวงชนชาวไทยทุกคน แต่การบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาจากกฎหมายลูกที่กำหนดไว้หลายพันฉบับ อย่าให้ใครอ้างว่ารัฐบาลหรือ คสช. ละเมิดสิทธิมนุษยชน
รัฐบาลไม่ต้องการใช้กำลังหรือกฎหมาย แต่ขณะนี้มาตรา 44 ก็ใช้ไม่ได้ หากคนไม่เชื่อก็จะเกิดการใช้กำลัง จนเจ้าหน้าที่ถูกต่อว่าอยู่แบบนี้ จึงขอให้ทุกคนร่วมมือและมีหลักคิด
ส่วนกรณีวัดพระธรรมกาย ผิดถูกหรือเปล่า เป็นเรื่องของศาสนา แต่ไม่มีใครฝ่าฝืนกฎหมายได้

“ลีลาวดี” บุกยื่นหนังสือถึงนายกฯ สะอื้นขอให้ยกเลิกคำสั่ง ม.44

“ลีลาวดี” บุกยื่นหนังสือถึงนายกฯ สะอื้นขอให้ยกเลิกคำสั่ง ม.44 ชี้หมดความชอบธรรมหลังไม่พบตัวธัมมชโย ลั่นขอทวงคืนวัดพระธรรมกายคืนให้พุทธศาสนา
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มีนาคม ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ในฐานะตัวแทนวัดพระธรรมกาย เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกฯ โดย น.ส.ลีลาวดีกล่าวว่า อยากให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะขณะนี้ถือว่าเป็นวิกฤตของศาสนาเลยทีเดียว เพราะตามหน้าหนังสือจะเห็นว่า ศรัทธาของชาวพุทธถูกลิดรอนไป ทั้งนี้ สำหรับข้อเสนอที่อยากเรียกร้องต่อนายกฯวันนี้คือ มาตรา 44 ที่ออกมาเพื่อสนับสนุนหมายค้น และนำไปสู่หมายจับนั้น ขณะนี้หมายค้น และหมายจับพระธัมมชโยหมดอายุไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นั่นหมายความว่า ความชอบธรรมของมาตรา 44 นั้นหมดไปแล้ว เพราะการเขียนกฎหมายต้องมีวัตถุประสงค์ และเจตนารมณ์กำกับ ในเมื่อเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายอันนี้หมดอายุไปแล้ว แต่ทั้งทหารและตำรวจก็ยังอยู่รอบๆ วัดพระธรรมกาย ซึ่งถือเป็นการลิดรอนสิทธิมนุษยชน เพราะพี่น้องที่อยู่รอบๆวัดพระธรรมกายก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะโดนตัดสัญญาณมือถือ ไม่กล้าออกไปไหนเพราะกลัวจะกลับเข้าบ้านไม่ได้ เป็นต้น จึงอยากฝากนายกฯ ในฐานะผู้นำประเทศว่า ขณะนี้มาตรา 44 ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 โดยเร็ว
เมื่อถามว่า รัฐบาลบอกการออกมาตรา 44 ก็เพื่อควบคุมพื้นที่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากพื้นที่ น.ส.ลีลาวดีกล่าวว่า ตลาดฝั่งตรงข้ามเห็นด้วยว่าไม่มีพระธัมมชโยอยู่แน่ๆ ทำไมจึงมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจอยู่ ประเด็นคือ หากใช้อำนาจมาตรา 44 เกินขอบเขต จนละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบนี้ไม่เหมาะ ไม่ควร ตนในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งรู้สึกอาย และความอายนี้ท่านไม่สามารถมาแก้ได้ วันนี้พวกเราขอทวงคืนวัดพระธรรมกายคืนให้พุทธศาสนา อย่าให้พวกเราต้องหมดความอดทน เพราะความอดทนของแต่ละคนมีขีดจำกัด ประเทศชาติอยากเดินไปข้างหน้า ท่านบอกจะคืนความสุขให้พี่น้องประชาชน ขอคืนความสุขให้กับพวกเราด้วย
เมื่อถามว่า หากยังไม่มีความคืบหน้า หรือตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำอย่างไรต่อไป น.ส.ลีลาวดีกล่าวว่า เนื่องจากประเทศมีกฎหมายเป็นบรรทัดฐาน เราก็ร้องขอให้ผู้นำยึดตามกฎหมาย เมื่อมาตรา 44 ไม่ชอบธรรมแล้วในขณะนี้ เราก็ต้องทำไปทีละขั้นตอน ส่วนตอนนี้ต้องบอกว่า วัดพระธรรมกาย ไม่ว่าพระ เณร อุบาสก อุบาสิกา สู้ด้วยมือเปล่ามาตลอด เราอดทนอดกลั้น ตอนนี้ข้าว 1 ห่อ พระ เณรต้องฉันกันสิบรูป ไม่มีอาหารแล้ว ไม่รู้ว่าชาวพุทธทั้งประเทศยังทนกันอยู่ได้อย่างไร วันนี้ตนในฐานะที่เป็นชาวพุทธคนหนึ่ง ตนอายเวลาที่ต้องไปตอบคำถามคนที่อยู่ต่างประเทศแล้วเขาถามว่า ไทยเป็นเมืองพุทธจริงไหม ทำไมปล่อยให้พระ เณรต้องอดอยาก ตนจึงมาร้องขอต่อนายกฯ ตนขออ้อนวอน เพื่อเห็นแก่พระพุทธศาสนาในผืนแผ่นดินนี้ ได้โปรดยกเลิกมาตรา 44 ห้ามไม่ให้เอาน้ำเข้า ห้ามสวดมนต์ อย่าใจดำนักเลย
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน น.ส.ลีลาวดีได้กลั้นสะอื้นและพยายามข่มอารมณ์ในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวเป็นบางช่วง ก่อนที่จะยกมือไหว้ขอร้องสื่อมวลชนให้ช่วยทวงถามนายกรัฐมนตรีให้ด้วย

นายกฯ ขอขึ้นภาษี 1% เพิ่มรายได้รัฐ 1 แสนล้าน วอนปชช.ช่วยกันเสียสละ ยันรัฐบาลไม่ได้ตูดขาด

นายกฯ ขอขึ้นภาษี 1% เพิ่มรายได้รัฐ 1 แสนล้าน วอนปชช.ช่วยกันเสียสละ ยันรัฐบาลไม่ได้ตูดขาด


          9 มี.ค. 60 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงงบประมาณของประเทศว่า ประเทศไทยอยู่ด้วยระบบทุนนิยมเสรี ซึ่งเป็นรายได้ของประเทศ และมีภาษีจากข้าราชการ ที่มีการเสียภาษีเต็มจำนวนทั้งหมด ขณะที่ประชาชนจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ vat ซึ่งยังอยู่ที่ร้อยละ 7 มาหลายปี แต่หากเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 จะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มขึ้นกว่าแสนล้านบาท 
          "อยากขอร้องว่าจะมีการเสียสละได้หรือไม่ เพราะทำให้งบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้น เพื่อเอางบประมาณดังกล่าวไปทำในสิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง ขณะเดียวกันราคาสินค้าไม่ควรปรับเพิ่มขึ้นมากนัก ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ตูดขาด เพราะเดินด้วยความระมัดระวังและมีภูมิคุ้มกันอยู่ตลอด สามารถบริหารจัดการได้ เงินกู้ต่างๆ อยู่ในกรอบทั้งหมด และหนี้สาธารณะลดลง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว  
          นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่กำลังลงทุนจะเกิดมูลค่าและรายได้ในปีหน้าและปีต่อไป ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ หลายอย่างรัฐบาลไม่สามารถทำเร็วมากได้ เพราะยังติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย ขออย่าทำอะไรตามใจมากนัก.

วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

บิ๊กตู่ลั่นรัฐบาลนี้เดินหน้าอีก 5 ปี มุ่งเป็น’รัฐบาลดิจิทัล’

“บิ๊กตู่” ย้ำทุกคนต้องร่วมมือเดินหน้าประเทศสู่ยุคดิจิทัล ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีตลอดเวลา ยอมรับยังไม่สามารถทำให้คนไทยมีความคิดและความรู้เท่าเทียมกัน จึงเกิดความขัดแย้ง ขออย่าดูถูกการทำงานเพราะบางอย่างต้องใช้เวลา และต้องแยกปัญหาออกจากกัน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล สำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ รัฐบาลดิจิทัล กุญแจสู่ประเทศไทย 4.0 และแถลงวิสัยทัศน์รัฐบาลดิจิทัลประเทศไทย โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า เราต้องร่วมมือกันทำให้ประเทศก้าวหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพราะโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือที่เรียกว่าพลวัต ประเทศไทยต้องเดินหน้าตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นก็จะหยุดอยู่กับที่ อยู่กับเรื่องเก่าๆ เดิมๆ ต้องร่วมมือกันทำเพื่ออนาคต แม้ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรที่จะให้ทุกอย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราร่วมมือกันทำด้วยแผนงานที่รัดกุม ครอบคลุมเป้าหมายตามที่ประชาชนต้องการ ทุกอย่างก็จะรวดเร็วขึ้น ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนสังคม เพราะคนยุคใหม่ตื่นขึ้นมาก็เริ่มต้นด้วยดิจิทัลและเทคโนโลยีทั้งหมด ตั้งแต่ก่อนแปรงฟันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวยอมรับว่า ตนเองกังวลและคิดมาตลอดว่าจะใช้ประโยชน์กับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร จึงได้มอบนโยบายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการ ทุกวันนี้การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญ โดยเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว การศึกษา การแพทย์ การลงทุน และการป้องกันภัยพิบัติ ฯลฯ หน่วยงานภาครัฐจึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อทำงานให้เกิดความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการยกระดับการทำงานของภาครัฐในการให้บริการกับประชาชน การบริหารงานได้สะดวกรวดเร็ว และร่นระยะเวลา
นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลนี้ได้ประกาศไว้แล้วว่าเราจะเดินหน้าอีก 5 ปี ให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล แต่ต้องเข้าใจว่าการทำอะไรต่างๆ ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น การแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาระหว่างปี 2557-2559 รัฐบาลได้เก็บทุกปัญหาจัดกลุ่ม วิธีการแก้ไขปัญหา กำหนดกลุ่มเป้าหมาย วางโรดแมปในการทำงานทุกด้าน โดยยืนยันว่าการพัฒนาต่างๆ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่เช่นนั้นจะมีคนออกมากล่าวหาว่าเรื่องนี้ยังไม่ทันเริ่ม เรื่องทุจริตก็ยังมี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ขอร้องว่าอย่าเอาปัญหามาปนกัน ทั้งนี้ การทำงานของข้าราชการด้านฟังก์ชั่นก็ต้องทำอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องเน้นมากจนเกินไป ควรเน้นการบูรณาการการทำงานที่เชื่อมโยงกันหลายกระทรวง สิ่งสำคัญที่เป็นห่วงคือต้องไปตรวจสอบความพร้อมทั้งอุปกรณ์ และบุคลากรว่าสามารถเชื่อมโยงกันได้หรือไม่
“เรื่องนี้ยังแก้ไม่ได้ คนไทยยังคิดแบบนี้อยู่ ผมก็กังวลกับเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร ก็ยังมีปัญหาเรื่องของความเข้าใจ และประชาชนต้องเห็นประโยชน์ถึงการดำเนินการของรัฐบาล ถ้ามองไม่เห็นประโยชน์ก็จะขัดแย้งเรื่อยไป สิ่งที่รัฐบาลทำทุกวันนี้ก็เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ปัญหาวันนี้ต้องถามว่าคนไทยยังแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม กี่ฝ่าย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ เป็นความยากง่ายในการทำงาน เรายังไม่สามารถทำให้มีพื้นฐานทางความคิดและความรู้ที่เท่าเทียมกันได้ การบูรณาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องทำงานให้ตรงกับความต้องการของประชาชนที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งความคิด และปัจจัยภายในและภายนอก การที่บอกว่าจะให้เกิดผลสำเร็จภายใน 5 ปี เดี๋ยวก็โดนดูถูกอีกว่าทำได้จริงหรือเปล่า วันนี้ถ้าความขัดแย้งยังสูงอยู่ มีเรื่องต่างๆ เข้ามา ประชาชนก็ไม่สนใจสิ่งที่รัฐบาลทำ ทุกอย่างก็ไปไม่ได้ โดยเฉพาะความไว้เนื้อเชื่อใจก็จะไม่เกิดขึ้น การค้าการลงทุนก็จะมีปัญหา สิ่งสำคัญคือการมีเสถียรภาพของบ้านเมือง ที่ผมต้องการเน้นคือการบูรณาการ ไม่ใช่แค่การประสานงาน การประชุม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

ศึกธรรมกายต้องจบ?

7 มี.ค.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการดำเนินคดีพระธัมมชโย ว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการทั้งมาตรการทางปกครองของรัฐ ในเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากมีการกระทำความผิด รวมถึงมาตรการทางสงฆ์ในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยมี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นผู้ดำเนินการอยู่
ทั้งนี้ ขออย่าหลงประเด็น ย้ำว่าหากไม่มีการกระทำความผิดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงขอให้ยอมรับและเข้ามาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความเดือดร้อนต่างๆ ลดลง เช่น ที่หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ เนื่องจากมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก
"ถามว่าในกรณีเดียวกัน เช่น คนยากจนที่ไปทำความผิดโดยอาจไม่รู้กฎหมาย อย่างที่ผ่านมาที่มีคนไปตัดต้นไม้ต้นเดียวยังต้องติดคุกเลย แล้วคดีนี้จะยกเว้นได้อย่างไร และมีหลายคดีที่เกี่ยวข้อง แค่มาต่อสู้คดี มันก็มาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ละเว้นใครได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการถอดสมณศักดิ์พระธัมมชโยได้มีการดำเนินการไปแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องทางพระ ซึ่ง พศ.จะหารือกับ มส.ในการพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยจะต้องใช้เวลา เนื่องจากมีคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการต่างๆ แต่หากเจ้าตัวไม่ออกมาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะปัญหาอยู่ที่ตัวคนเท่านั้น และย้ำว่าการประกาศใช้มาตรา 44 เพราะกฎหมายปกติใช้ไม่ได้ จึงต้องใช้กฎหมายพิเศษ ไม่ใช่ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ได้ และไม่ใช่ว่ามาตรา 44 ไม่มีประโยชน์หรือใช้ไม่ได้
นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการระบุว่า เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 20 วันแล้ว แต่ยังไม่สามารถจับตัวพระธัมมชโยได้นั้น ไปหาคำตอบกันเอาเอง ไม่ใช่รัฐบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ไม่อยากค้น แต่ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ ส่วนที่ไม่สามารถทำได้เพราะอะไร มีการต่อต้านและมีคนจำนวนมากใช่หรือไม่ แล้วจะมีใครจะมารับผิดชอบกับตนบ้าง จึงขออย่าเอาแต่ใจตัวเอง และทำไมถึงไม่ไปเล่นงานคนที่ทำให้เกิดปัญหา แต่กลับถามเพียงว่าจะจับกุมวันไหนและใช้งบประมาณเท่าใด ซึ่งตนขี้เกียจตอบ

จังหวะต้องโชว์บทดุ

งานเลี้ยงใกล้จบแล้ว
ล่าสุด “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เปรยเป็นนัย ภายหลังนำทีม พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 ร่วมประชุมกับ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หน่วยทหาร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วางหมากเผด็จศึก “ธัมมชโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้ต้องหาตามหมายจับ
ในจังหวะที่ล้อกับอาการของ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ที่ปกติจะเงียบขรึม แต่ล่าสุดพูดกันชัดๆแรงๆแบบที่เรียกร้องให้ “ธัมมชโย” มีจิตสำนึกยอมเสียสละเพื่อให้ตรงนี้สงบสุข อย่าเอาความทุกข์ยากของประชาชนมากดดันรัฐบาล เสียสละคนเดียวจบ อย่าไปนั่งเสวยสุขอยู่
บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ขณะนี้ เพราะคนเพียงคนเดียว แค่ก้าวออกมาก็จบแล้ว
ตามแนวโน้มอารมณ์ของคนที่หมดขีดความอดทน
โดยสถานการณ์ต่อเนื่องกับราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี โปรดเกล้าฯถอดถอนสมณศักดิ์ พระเทพญาณมหามุนีของ “ธัมมชโย” ฐานไม่ยอมมอบตัว และหลบหนีคดี ไม่สมควรดำรงอยู่ในสมณศักดิ์ต่อไป
ไล่ตามเงื่อนไขสถานการณ์ ธรรมกายใกล้ “เกมโอเวอร์” เข้าไปทุกขณะ
เอาเป็นว่า ครึ่งเดือนกว่าๆ รัฐบาล คสช.ก็เข้าเนื้อไปเยอะแล้ว
กับ 2 ศพเซ่นปมธรรมกาย ไหนจะตัวเลขกลมๆงบประมาณ 60 กว่าล้านบาทที่ถูกแฉประจานเอาภาษีประชาชนที่ต้องเสียไปกับการขี่ช้างไล่จับ “ธัมมชโย”
ถึงจุดนี้ทีมงานทหาร คสช. ไม่มีทางเลือกอื่นใด
กับแนวรบที่ถอยไม่ได้ ไฟต์บังคับยังไงก็ต้องรีบปิดเกมสำนักจานบิน
ขืนปล่อยยืดเยื้อออกไป “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง น่าจะต้องออกแรงถือเดิมพันหนักขึ้นทุกขณะ
รัฐบาลทหาร คสช. มีแต่เสียกับเสีย สู้เสี่ยงไปเลยดีกว่า
เพราะถ้าปล่อยให้ถูกมองว่า เกมเผด็จศึกธรรมกายล้มเหลว อำนาจพิเศษเต็มมือเต็มไม้เอาไม่อยู่ กระบองยักษ์มาตรา 44 หมดความขลัง
เส้นทางการประคองอำนาจพิเศษต่อไปไม่ราบรื่นแน่
แค่ที่สัมผัสได้ตรงหน้า กับอาการของขาประจำ ขาจร ที่เริ่มกลับมาเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว
เปิดหน้าวิจารณ์แบบตรงๆแรงๆท้าของแข็งท็อปบูตแบบไม่กลัว
ล่าสุดนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้โพสต์เฟซบุ๊กโชว์ผลโพลส่วนตัวที่ออกแบบโดยไร้คำถามนำชงให้แบบโพลอื่น
อ้างตัวเลขจริงๆที่สวนทางจากโพลเชียร์
ของแท้ ประชาชนกว่าร้อยละ 90 ไม่เชื่อถือรัฐบาลประยุทธ์ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ไม่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทำตามสัญญา เชื่อว่ารัฐบาลประยุทธ์จะสืบทอดอำนาจอยู่ยาว
รัฐบาลประยุทธ์ไม่ซื่อตรง มีทุจริตมาก แล้วตรวจสอบไม่ได้ แผ่นดินมีแต่ความขัดแย้ง โดยรัฐบาลประยุทธ์สร้างความขัดแย้งเอง สุดท้ายรัฐบาลประยุทธ์เลือกคืนความสุขให้นายทุน ไม่ได้คืนความสุขให้แก่ประชาชนอย่างที่โกหกเอาไว้
สรุปสมมติฐานเชิง “หลอกด่า” เปิดโพลแทงกลางใจดำกันเลย
และก็เป็นจังหวะตามน้ำกับคิวที่นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะ ได้ออกจากมุม ใส่สูทวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล “ยุทธ์เรือโยง­–ป้อมเรือพ่วง”
ฟันธง “เรือแป๊ะพายวน” 3 ปีปฏิรูปไม่คืบไปไหน
เตือน “นายกฯลุงตู่” กำลังอยู่ในช่วงขาลง
พวกขาจร ขาประจำ กลับมาประจำการ ตามจังหวะฉวยโอกาสเรือแป๊ะกำลังโคลง
ในบรรยากาศแบบที่ม็อบธรรมกายกล้าออกแรงยื้อยุดฉุดกระชากกับทหาร ม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ บุกจ่อถึงข้างทำเนียบรัฐบาล โดยไม่สนอยู่ในห้วงอำนาจพิเศษ
นี่คือเหตุผล ก่อนจะถูกมองเป็นแค่ยักษ์พิการ รัฐบาลทหารกำลังขาลง ตลกมากกว่าน่ากลัว
คสช.ต้องแกว่งกระบองลุยสยบ “ธัมมชโย”
โชว์ฤทธิ์เดชความขลัง.
ทีมข่าวการเมือง

“อยู่ยาว” ได้สบายๆ ผลการสำรวจสะท้อน เชื่อถือ นิยมชมชอบใน พล.อ.ประยุทธ์ ยังท่วมท้น

ตามรายงานข่าวที่ได้จากคนที่ถือว่าอยู่วงในศูนย์กลางอำนาจ มีแนวโน้มสูงว่าโรดแม็ปการเมืองจะทอดยาวออกไป กว่าจะมีเลือกตั้ง ว่ากันว่าไม่น้อยกว่า “22 เดือน” นับจากนี้ นั่นหมายถึงว่าจะไปนับหนึ่งของการเริ่มต้นการปกครองประเทศในความหมายของ “ประชาธิปไตย” เอาต้นๆ ปี 2562
แน่นอนแนวโน้มเช่นนี้ย่อมก่อแรงกดดันต่อนักการเมืองที่หนทางเข้ามามีส่วนร่วมในโครงสร้างอำนาจอยู่ที่“การเลือกตั้ง” ดังนั้น จึงมีคำถามในทำนอง “จะอยู่ได้จริงหรือ อะไรที่ทำให้อยู่ได้”

การแลกเปลี่ยนในมุม “อยู่ได้จริงหรือ” มีการแยกแยะองค์ประกอบที่จะส่งผลทางการเมื
อง

เริ่มจาก “ประชาชน” ซึ่งถูกมองว่า “ความแตกแยก” ทำให้มีพลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ล้วนสร้างความเป็น 2 ฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงกับข้ามกันทั้งสิ้น ทำให้ไม่มีพลังพอที่จะเป็นกระแสสร้างแรงเสียดทานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้
“นักการเมือง” ไม่เพียงแตกแยก แต่ในภาพรวมยังเป็นจำเลยที่ไม่มีบารมีพอที่จะลุกขึ้นมาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปเสียทั้งหมด
“กองทัพ” ตัดทิ้งไปได้เลย หากคิดว่าจะเป็นหัวหอกทำให้อะไรต่ออะไรเปลี่ยนไป เอกภาพภายในของกองกำลังทั้งหมดไม่มีสัญญาณว่าเปลี่ยนไป
นั่นหมายถึงไม่มีปัจจัยอะไรที่มีพลังพอที่จะทำให้การควบคุมอำนาจมีความยากเย็นขึ้น
อาจจะมีบางคนบอกว่าเพราะสภาวะเศรษฐกิจที่ทำท่าจะแย่ลงไปเรื่อยๆ จะเป็นแรงกดดัน ทว่า ในสภาวะความเป็นจริงนั้น แย่หรือไม่ยังเป็นข้อถกเถียง และประชาชนน้อยมากที่จะคิด จะเชื่อตามนั้น
ดังนั้น “อยู่ได้” จึงเป็นข้อสรุป
ส่วน “อยู่ได้เพราะอะไร” ไม่เพียงแต่ไม่มีอะไรที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้

ทว่า ยังมีปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ “เสถียรภาพของรัฐบาล” มั่นคงอย่างยิ่ง นั่นคือ “ความนิยมในตัวผู้มีอำนาจ”
 ผลสำรวจล่าสุดของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เรื่อง “2 ปี 6 เดือนของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”
เมื่อตัดส่วนที่ไม่แสดงความเห็นออกไป
ในคำถาม “มีความเห็นอย่างไรกับการทำงานของนายกรัฐมนตรี” ร้อยละ 34.96 ยังตอบว่า ทำได้ดีมาก ร้อยละ 48.32 บอกทำได้ดี มีแค่ร้อยละ 7.60 ตอบว่าไม่ค่อยดี ร้อยละ 4.00 บอกไม่ดีเลย และร้อยละ 4.32 บอกปานกลาง
เมื่อถามถึงอุดมการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ร้อยละ 82.40 บอกว่ามีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน ร้อยละ 12.16 เท่านั้นที่ตอบว่าไม่มีอุดมการณ์ ขณะที่ร้อยละ 0.48 ตอบว่ามีบ้างไม่มีบ้าง
ในเรื่อง “ประสิทธิภาพการทำงาน” ร้อยละ 78.88 เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 14.48 เห็นว่าไม่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 0.48 ที่เห็นว่าบางอย่างก็มี บางอย่างก็ไม่มี

เมื่อถามถึงการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ร้อยละ 67.36 เชื่อว่ามี ร้อยละ 16.96 เชื่อว่าไม่มี ร้อยละ 0.40 เห็นว่ามีบ้างไม่มีบ้าง
ผลการสำรวจนี้สะท้อนว่า ความเชื่อถือ ความนิยมชมชอบใน พล.อ.ประยุทธ์ ยังท่วมท้น
ด้วยเหตุนี้เอง แม้การเลือกตั้งซึ่งเป็นการคืนประชาธิปไตยให้การเมืองการปกครองไทยจะทอดยาวออกไปอีก 22 เดือน หรือจะไปเริ่มกันในปี 2562
จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ด้วยปัจจัยที่จะไม่ยินยอมให้เป็น ไม่มีพลังพอที่จะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลสะเทือนอะไรได้

ขณะนี้คะแนนนิยม และความเชื่อถือในผู้มีอำนาจ ยังมั่นคง ไม่มีอะไรให้วิตก
ที่มา: https://www.matichonweekly.com/scoop/article_27079

ปรองดอง....ใต้

ปรองดอง....ใต้
"นายกฯ-ผบทบ.-แม่ทัพภาค4" ไฟเขียวกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ยอมถอนแจ้งความดำเนินคดี กับ 3 NGOs ที่เผยแพร่รายงานสถานการณ์ซ้อมทรมาน ละเมิดสิทธิมนุษยชน ในพื่นที่ชายแดนใต้ 54 กรณี และตั้งคณะทำงาน ของจนท.รัฐ-NGOs ประสานตรวจสอบร่วมกัน ก่อน แต่จากนี้ จะให้มีการตรวจสอบ ทั้ง54 กรณี ในเรื่องการละเมิดสิทธิ โดยทางทหาร ยันตรวจสอบแล้วไม่พบการซ้อมทรมาน
พลเอกมณี จันทร์ทิพย์ ผู้แทนพิเศษรัฐบาล พลโทชินวัฒน์ แม้นเดช รอง ผอ.รมน. 
พันเอกปราโมทย์ พรหมอืนทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค4ส่วนหน้า. นายโคทม อารียาพร้อมด้วย 3 คนที่ถูกฟ้อง คือ นายสมชาย หอมละออ และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวอัญชนา หีมมินะ ผู้ที่ทำงานภาคประชาสังคมในพื้นที่ ได้ร่วมหารือกัน ที่กรุงเทพฯ ก่อนออกมาแถลงร่วมกัน
หลังจากที่ กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า
แจ้งความ 3NGO ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาโดยเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) โดยเป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการธำรงเกียรติของกองทัพ เนื่องจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ยึดหลักกฎหมาย และนโยบายการแก้ปัญหายึดหลักสิทธิมนุษยชน
ก่อนหน้านี้ ทั้ง 3 คน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถอนแจ้งความ
พันเอกปราโมทย์ พรหมอืนทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค4ส่วนหน้า. กล่าวว่า กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ตั้งใจจะถอนแจ้งความ อยู่แล้ว แต่มีการหารือ ในการหาทางออก ในการแก้ปัญหาร่วมกัน
โดยบรรลุข้อตกลง 3 ข้อ คือ1.ในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อมีการร้องเรียน ละเมิดสิทธิ์
2.ตั้งกลไก ที่เหมาะสม ในการกำหนดมาตรการป้องกัน การละเมิดสิทธิ และแก้ไข เมื่อเกิดการละเมิด รวมทั้งการกำหนดที่คุมตัว
3.การทำรายงานสถานการณ์จากนี้ ต้องผ่านความเห็นชอบ ร่วมกันก่อน
นาย สมชาย กล่าวขอบคุณ พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค4 และกอ.รมน.ที่เข้าใจ และระบุว่า รายงานเป็นข้อมูลบางส่วน ต่อไปจะเสนอให้ ตรงจสอบก่อน ก่อนเผยแพร่ทำงานประสานงานกัน
"เราไม่ตัองารให้ นำรายงานที่เราเผยแพร่ออกไปก่อนหน้านี้ ไปอ้างอิงเพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง"
แต่ยืนยันว่า เราจะรายงานสะท้อนข้อเท็จจริง และความเห็นต่าง และข้อเท็จจริงของราชการด้วย ให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณรับรู้ บางกรณี ไม่ใช่ ชาว ดำ อาจมีรายละเอียด. จะมีข้อเท็จจริงที่รอบด้าน
พลโทชินวัฒน์ กล่าวว่า การถอนฟ้องครั้งนี้ เป็นเจตนา กอ.รมน ตั้งแต่แรก อยู่แล้ว ไม่ใช่มาคุยต่อรองกัน แต่มาหาทางเพื้อทำงานร่วมกันในอนาคต ไม่ได้มีวาระแอบแฝงใดๆ
"อย่าไปโยงนัยสำคัญอื่นๆใด แต่เป็นความต้องการของเรา ที่จะทำงานร่วมกับทุกส่วนในสังคม และหาข้อยุติในสันติวิธี เรายืนยันสันติวิธีมาตลอด และการคุ้มครองสิทธิ เป็นสิ่งที่รัฐตัองรับผิดชอบ"
"การเขียนรายงานซ้อมทรมาน เป็นสิทธิของ Ngo แต่ไม่ใช่เพื่อปิดกั้นรายงาน แต่เป็นกลไกตรวจสอบ และจะลงโทษ และเยียวยา อย่างไร เราต้องการแก้ไขในกรณีที่เป็นจริงและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก"พลโทชินวัฒน์ กล่าว
พลเอกมณี จันทร์ทิพย์ ผู้แทนพิเศษรัฐบาล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี และ ผบทบ. รวมทั้ง แม่ทัพภาค4 รับทราบแล้ว ซึ่งถือเป็นแนวทางปรองดอง และร่วมมือกันแก้ปัญหา กับNGOs ด้วย