PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

คนหน้าซ้ำเตรียมรับงานใหม่ ในโรดแมปการร่างยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูป

คนหน้าซ้ำเตรียมรับงานใหม่ ในโรดแมปการร่างยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูป

นับว่าเป็นเสียงระฆังยกที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ สำหรับการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นยกที่สามของการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฎิรูปประเทศ ประกาศใช้เป็นกฎหมาย เมื่อ 22 มิถุนายน 2560 
 
ความสำคัญของร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับ คือการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ด้วยเหตุนี้เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. จึงมีการเปิดรับฟังความคิดจากประชาชนผ่านเว็บไซต์ www.thaigov.go.th ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 20 พฤษภาคม 2560 ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน ร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ มีประชาชนเข้าอ่านข้อมูล จำนวน 3,051 ครั้ง และแสดงตนเพื่อเสนอความเห็น เพียง 8 คน ส่วนร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฎิรูปประเทศ มีประชาชนเข้าอ่านข้อมูล จำนวน 3,514 ครั้ง และแสดงตนเพื่อเสนอความเห็น เพียง 3 คน เท่านั้น
 
 
 
ร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับกำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่อีกสามชุด คือ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” “คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” และ “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ” โดยคณะกรรมการทั้งสามชุดมีความสัมพันธ์ในการทำงานที่สอดคล้องกัน และมีบทบาททั้งเหมือนและต่างกัน   
 
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ: “ซุปเปอร์บอร์ดทหารและนายทุน"
 
ตามหน้าข่าว “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” คือชื่อที่ได้ยินบ่อยที่สุดนั้น บางคนเรียกคณะกรรมการชุดนี้ว่า “ซุปเปอร์บอร์ด” เพราะ คณะกรรมการชุดนี้จะมีบทบาทสำคัญที่สุด ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะกำหนดทิศทางนโยบายของรัฐบาล หรือการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 
 
คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ เสนอความเห็นต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง และกำกับดูแลการปฏิรูปประเทศที่กำหนดไว้ในกฎหมายแผนและขั้นตอนการปฏิรูป ทั้งนี้ หากหน่วยงานรัฐใดไม่ปฏิบัติตามคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสามารถแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
 
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีจำนวน 34 คน ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง 17 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีรองประธานอีกจำนวน 3 คน คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และรองนายกรัฐมนตรี สำหรับกรรมการโดยตำแหน่งอีก 13 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายความมั่นคง เช่น ผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตัวแทนจากภาคเอกชน เช่น ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นต้น
 
จากสัดส่วนของกรรมการของโดยตำแหน่ง จะเห็นว่า มีกรรรมการจากฝ่ายความมั่นคง 7 คน และภาคเอกชนชั้นนำ 6 คน ขณะที่อีก 4 คนแม้จะเป็นตัวแทนจากฝ่ายการเมือง แต่ปัจจุบันฝ่ายการเมืองยังไม่มีก็จึงเป็นตัวแทนที่มาจาก คสช. อีกเช่นกัน ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 17 คน ก็จะมาจากการแต่งตั้งโดย ครม. ของ คสช. ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี มากกว่าหนึ่งเทอมของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคือ 4 ปี
 
เปิดกรรมการโดยตำแหน่ง 17 คน สร้างงานสร้างอาชีพต่อเนื่อง
 
หากดูรายชื่อคณะกรรมการโดยตำแหน่งทั้งหมด 17 คน (ตามอินโฟกราฟฟิก) จะพบว่ามาจากสามฝ่ายเป็นหลัก คือ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการด้านความมั่นคง และฝ่ายภาคเอกชนชั้นนำ กรรมการโดยตำแหน่งทุกคนต่างมีภารกิจและหน้าที่ประจำที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ดังนั้นการเข้ามารับตำแหน่งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็จะเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่การทำงานอย่างเต็มที่เต็มเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นข้าราชการทหารอยู่ด้วย
 
อย่างไรก็ตามวิษณุ เครืองาม ให้เห็นเหตุผลว่า เหตุที่ต้องมีคนจากกองทัพเข้ามาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพราะว่าจะดูแลในเรื่องของความมั่นคง และแต่ละคนก็มีกำลังของตัวเอง ทั้งทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ มีนายทหารในระดับต่างๆ และเป็นนายทหารที่มีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยามวลชน
 
นอกจากนี้ กรรมการโดยตำแหน่ง หลายคนยังดำรงตำแหน่งอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งจากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทั้งหมด 17 คน มีกรรมการถึง 11 คน เป็นสมาชิก สนช. ด้วย และคณะกรรมการหลายคนยังดำรงตำแหน่งทับซ้อนกันไปมา เช่น ดำรงตำแหน่งทั้งสมาชิก คสช. ครม. และสนช. พ่วงด้วย
 
ด้วยเหตุนี้ในการพิจาณาร่างยุทธศาสตร์ชาติที่คณะกรรมการจะจัดทำขึ้น ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อาจมีแนวโน้มที่ไม่โปร่งใส่ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากกรรมการหลายคนสวมหมวกหลายใบ เป็นทั้งคนร่างเองและพิจารณาเอง เช่น
 
-  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ พอร่างเข้าสู่การพิจารณาของครม.พลเอกประยุทธ์ ก็เห็นชอบในฐานะหัวโต๊ะของ ครม. หรือ
 
-  พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ พอร่างเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ส่งต่อมาถึง สนช. พลเอกชัยชาญ ก็พิจารณาอีกครั้งในฐานะสนช.
 
จากปรากฏการณ์นี้ก็พอจะเห็นได้ว่า อำนาจในการเขียนแผน "ยุทธศาสตร์ชาติ" ที่ใฝ่ฝันกันนี้ จะอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว คือ คสช. หรือ คนที่มาจากระบบของ คสช. และการตรวจสอบถ่วงดุลในขั้นตอนต่างๆ แทบจะเรียกได้ว่า ไม่มี เพราะขั้นตอนต่างๆ คสช. เป็นคนกำหนดขึ้นและส่งคนของตัวเองเข้าไปประจำอยู่แล้ว
 
 
คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ: มือหลักร่างยุทธศาสตร์ชาติ
 
ในร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดให้มีคณะกรรมการอีกคณะหนึ่ง คือ “คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมาคณะหนึ่งหรือหลายคณะ เพื่อพิจารณาจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่างๆ ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกำหนด 
 
คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแต่ละคณะมีจำนวนไม่เกิน 15 คน แม้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อทำหน้าที่ร่างยุทธศาสตร์ชาติแล้ว แต่คณะกรรมการทั้งสองชุดก็ยังสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมได้เพื่อช่วยในการทำงานได้อีกชั้นหนึ่ง
 
ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติแล้ว คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละด้านจะต้องจัดทำแผนแม่บทเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ และต้องเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ พิจารณาก่อนส่งให้ ครม. เห็นชอบ ซึ่งแผนแม่บทนี้จะต้องสอดคล้องกันกับกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ  
 
กรรมการปฏิรูปประเทศ: เขียนแผนภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอีกที
 
“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ” เป็นคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฎิรูปประเทศ หรือ ร่างพ.ร.บ.ปฎิรูปฯ ซึ่ง ครม. จะแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ อย่างน้อย 10 ด้าน โดยแต่ละคณะให้ประกอบด้วย กรรมการไม่เกิน 14 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี เพื่อทำหน้าที่จัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมอบหมาย
 
การปฏิรูปด้านต่างๆ ที่กำหนดในมาตรา 8
ของร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฎิรูปประเทศ
1. ด้านการเมือง
2. ด้านบริหารราชแผ่นดิน
3. ด้านกฎหมาย
4. ด้านกระบวนการยุติธรรม
5. ด้านการศึกษา
6. ด้านเศรษฐกิจ
7. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8. ด้านสาธารณสุข
9. ด้านสือสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ
10. ด้านสังคม
11. ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
 
หลังจาก ครม. แต่งตั้งแล้ว คณะกรรมการปฎิรูปประเทศในแต่ละด้านก็จะจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศ โดยที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศจะต้องมาประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 
 
เมื่อจัดทำร่างแผนการปฎิรูปประเทศเสร็จให้ที่ประชุมร่วมกันของประธานคณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะ พิจารณาแผนการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านให้เกิดการบูรณาการและสอดคล้องกับแผนแม่บท ให้กรรมการยุทธศาสตร์ชาติซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมอบหมายเป็นประธานของที่ประชุม และเมื่อที่ประชุมเห็นชอบให้ส่งร่างให้คณะกรรมยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาต่อ
 
ความแตกต่างของ “คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” และ “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ”
 
จากที่กล่าวถึงโครงสร้างของคณะกรรมการทั้งสามชุด จะเห็นว่า "คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ" คือ คณะกรรมการชุดที่มีอำนาจเหนือกว่าคณะกรรมการอีกสองชุด กล่าวคือมีอำนาจแต่งตั้งและควบคุมการทำงานของ "คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ" ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท ขณะที่เดียวกันก็มีอำนาจควบคุมการทำงานของ "คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ" ในการร่างแผนการปฏิรูปประเทศ เช่นกัน ดังนั้นผลงานของคณะกรรมการทั้งสองชุดดังกล่าวจึงต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
 
นอกจากชื่อและที่มาของ  "คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ" และ  "คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ" ที่แตกต่างกันแล้ว เรายังไม่เห็นว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งสองชุดจะมีความแตกต่างกันอย่างไร แน่นอนว่าคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ มีหน้าที่ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละด้านเพื่อเป็นแม่แบบให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จัดทำร่างแผนการปฎิรูประเทศให้สอดคล้องกับร่างยุทธศาสตร์ชาติ ขณะเดียวกันเมื่อคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทำการร่างยุทธศาสตร์ชาติเสร็จ จะต้องจัดทำแผนแม่บทให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้วย
 
ทั้ง "แผนการปฏิรูปประเทศ" และ "แผนแม่บท" ของคณะกรรมการทั้งสองชุด ต่างทำหน้าที่คล้ายกันคือเป็นแผนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเห็นชอบ และให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยปฏิบัติตามเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ   
 
นอกจากนี้ ความเหมือนกันอีกประการหนึ่งคือ ทั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ สามารถตั้งคณะกรรมการกี่คณะก็ได้ ซึ่งถ้านำการปฏิรูปประเทศ 10 ด้าน มาตั้งเป็นคณะกรรมการ ก็จะมีคณะกรรมการอย่างน้อย 20 คณะ แบ่งเป็นคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 10 คณะชุดละ 15 คน และ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 10 คณะ ชุดละ 14 คน รวมแล้วมีคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งต่างๆ อย่างน้อย 290 คน สอดรับจังหวะที่กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะสิ้นสุดการทำหน้าที่ลง และจะมีนักปฏิรูป "อาชีพ" กว่า 250 คน ที่กำลังจะว่างงาน   
 

เมื่อ "2ตู่"โยน กันไป กันมา...

เมื่อ "2ตู่"โยน กันไป กันมา...
ติง"ติดนิสัย" อะไรๆก็โทษรัฐบาล ชี้คนไทยทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากปรองดองไม่สำเร็จ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวความคืบหน้าการสร้างความปรองดอง ภายหลังนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาระบุหากปรองดองไม่สำเร็จ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ว่า การปรองดองจะปรองดองด้วยใคร ผมไปบังคับได้หรือ
ที่ผ่านมาเราก็อำนวยความสะดวกในเรื่องปรองดอง ซึ่งการปรองดองก็คือการร่วมมือกันของทุกฝ่าย ทุกขั้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองใดๆ ก็แล้วแต่
ซึ่งผมก็เห็น ทุกคนก็มีความร่วมมือกันดี ซึ่งก็ต้องไปดูว่า 10 ประเด็นเหล่านี้จะทำให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร จะต้องทำอะไรบ้าง ประเด็นสำคัญคือการประท้วง การชุมนุมอะไรต่างๆ ที่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
“ก็ต้องดูด้วยว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่ละเมิดกฎหมายด้วย รับกันได้หรือไม่ ไม่ละเมิดกฎหมายพ.ร.บ.ชุมนุม ไม่ละเมิดทำให้กฎหมายอื่นเสียหาย เดือดร้อนการจราจร แบบนี้รับกันได้ไหม
หรือรัฐธรรมนูญบอกว่าทุกคนสามารถประท้วงได้ก็ประท้วงกันจนเละไปหมด ใช้อาวุธก็ได้หรืออย่างไร
ก็ใช่ที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก แต่ก็กฎหมายลูกเยอะแยะไปหมด ตรงนี้เป็นสิ่งที่จะต้องชัดเจนในการลงนาม ถ้ามันอยู่ในระบบกติกาเหมือนในประเทศที่เจริญแล้วเขาทำ มันไม่มีหรอก เขาก็ขออนุญาตชุมนุม ได้เวลาเขาก็มา ถึงเวลาเขาก็กลับ ไม่ใช่ชุมนุมกันจนตายกันไปข้างหนึ่ง อย่างนี้คงไม่ใช่ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องรับเรื่องไปพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดการประท้วงต่อไป
"ดังนั้นคนที่รับผิดชอบ หากปรองดองไม่สำเร็จ ก็คือคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เนี่ยติดนิสัย อะไรๆ ก็รัฐบาล และตัวเอง ไม่คิดจะทำอะไรกันเลยหรืออย่างไร สังคมก็ดูกัน ก็แล้วกัน ใครที่ออกมาพูดตอนนี้ แต่อย่างไรก็ขอให้บ้านเมืองสงบสุข” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

"บิ๊กตู่"ชม "บิ๊กแป๊ะ" อดหลับอดนอน หลายวัน ปิดคดีฆ่ายกครัว กระบี่เร็ว

"บิ๊กตู่"ชม "บิ๊กแป๊ะ" อดหลับอดนอน หลายวัน ปิดคดีฆ่ายกครัว กระบี่เร็ว ย้อนถามทำไม ไม่มีใครขอโทษทหาร ที่บอก แก๊งค์ลายพราง เปรย ผมก็นั่งนึกอยู่ว่าใครที่แต่งชุดทหารแล้วไปฆ่าคน ผมว่าไอ้นี่มันโง่นะ มันสมควรแล้ว ด่าคนเชื่อพวกแอบอ้างเป็นทหารไม่ขอดูบัตร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวว่า ขอชื่นชมตำรวจและทุกหน่วยงานทุกคนที่สามารถจับกุมคนร้ายคดีฆ่ายกครัวจ.กระบี่ได้ ทั้งรายเล็กรายใหญ่เพราะถือเป็นหน้าที่ของตำรวจ
ทั้งต้นทาง กระบวนการยุติธรรม เราต้องจับให้ได้ถึงแม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญเราก็ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการทำงาน เพราะบางคดีก็ง่ายบางคดีก็ยากซึ่งเราต้องให้ความสำคัญกับทุกคดี

ทั้งนี้คดีดังกล่าวมีผลกระทบต่อสังคมสูงเพราะมีคนบาดเจ็บและสูญเสียจำนวนมาก ซึ่งไม่มีใครรับได้ แต่ในเมื่อดำเนินการมาแล้วจึงขอชื่นชมทุกคน จะเห็นว่านี่คือสิ่งดีๆที่ตำรวจทำมาก็กรุณานำไปชั่งน้ำหนักดูกับสิ่งที่ไม่ดีว่ามากน้อยแค่ไหน เรื่องดี ๆ ก็ไม่พูดถึง ไม่ชมเชยเขาแล้วก็ไปตีจุดบอด เราต้องแก้ไขก็จะสามารถทำให้สังคมอยู่ร่วมกันและนำไปสู่การปฏิรูปได้ ไม่ใช่จับผิดกันทุกเรื่องและบอกว่ามีแต่สิ่งเลวร้าย แต่สิ่งดี ๆ ไม่พูด และให้ผมเป็นคนชมคนเดียว สังคมก็ต้องช่วยกันชื่นชนตำรวจจะได้มีกำลังใจ คนดีจะได้ทำงาน

นายกฯกล่าวว่า ตนและรองนายกฯได้กำชับไปว่าขอให้ ผบ.ตร.และตำรวจระดับสูงลงไปในพื้นที่เพื่อไปกำกับดูแลเอง
" ซึ่งผบ.ตร.ก็ไปอดหลับอดนอน หลายวันก็ทำได้ภายใน 5-6 วัน นี่คือการทำงานแบบมืออาชีพ คดีใหญ่ ๆ ที่มีผลกระทบสูง ผู้บังคับบัญชาก็ต้องลงไปขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
ก็ได้เห็นว่ามีความสามารถ จากนั้นเมื่อมีการแต่งตั้งก็มาดูว่าควรเป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องของทีมงานจะเห็นว่ามีตำรวจระดับสูงลงไปมากมาย รวมถึงทีมงานสืบสวนสอบสวนเมื่อทำงานร่วมกันได้ออกมา
“อย่าไปพูดแต่แรก เห็นไหม. แล้วยังไงมีใครจะขอโทษผมไหม จะขอโทษทหารเขาไหม สีเขียวน่าจะเป็นข้าราชการ มีไหมใครจะมาขอโทษบ้าง สื่อมวลชนไม่เห็นจะมีเลย แล้วตอนแรกบอกว่าเป็นข้าราชการทหาร ตำรวจ คนมีสี แล้วมีสักสีไหม ผมถึงบอกว่าต้องเช็กก่อน ไม่ใช่เขาใส่เสื้อมา ผมก็นั่งนึกอยู่ว่าใครที่แต่งชุดทหารแล้วไปฆ่าคน ผมว่าไอ้นี่มันโง่นะ มันสมควรแล้ว
อันนี้ถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง จะใช่ไม่ใช่ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่กล่าวอ้างว่าทหารมีแบบนี้ด้วยหรือเปล่า ที่ไปอ้างกันอยู่ข้างล่างว่าทหารทำแบบโน้นแบบนี้ มันแค่เรียกผู้หมวดผู้กองแค่นี้หรือ มันใช่หรือ ก็ดูบัตรประชาชนมันหรือเปล่าล่ะ ถ้ามันอ้างแบบนั้นข้างล่างงไหนขอดูบัตรประชาชนสิ ก็จะโง่ให้เขาหลอกอยู่ทำไม ถ้าใช่ตัวจริงผมก็จะลงโทษไม่เอาไว้หรอก แต่ถ้ามาพูดแบบนี้ก็จะเสียหายกันทั้งระบบ ต่างประเทศเขาก็ดูทหารตำรวจก็เละไปหมด การเมืองก็เละ ตำรวจทหารก็เละ และไทยจะอยู่ตรงไหน ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน และผมจะทำไหวไหมเนี่ย การเมืองก็วุ่นวายไปหมด”

"พรรคประชาธิปัตย์" พร้อมให้ความร่วมมือไม่ค้านสัญญาประชาคม แต่ต้องปฏิบัติได้จริง

"อภิสิทธิ์" ชี้ "พรรคประชาธิปัตย์" พร้อมให้ความร่วมมือไม่ค้านสัญญาประชาคม แต่ต้องปฏิบัติได้จริง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงร่างสัญญาประชาคมว่า เบื้องต้นนายธนา ชีรวินิจ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าร่วมเวทีสาธารณะ ได้นำรายละเอียดกลับมาหารือกับตนเองแล้ว โดยทางพรรคไม่คัดค้านและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว ปัญหาต่อไปคือจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้จริง ซึ่งต้องไปช่วยกันคิดในรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ส่วนตัวยังไม่ได้เห็นข้อเสนอเพิ่มเติมอีก 15 ข้อ ของนายกรัฐมนตรีเพราะยังไม่ได้รับร่างสัญญาประชาคม จึงยังไม่รู้ว่ามีข้อเสนออะไรบ้าง 

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ให้ทบทวนการแก้ไขเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ..... เนื่องจากเห็นว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนว่าการที่พรรคเพื่อไทยมีความเห็นแตกต่างจากตนถือเป็นเรื่องปกติ แต่ยืนยันว่าไม่เห็นอะไรที่ขัดกับหลักยุติธรรม จากการศึกษากฎหมายในลักษณะนี้จะถือหลักการพิจารณาคดีจำเลยจะต้องรับทราบ ไม่ใช่พิจารณาโดยที่จำเลยไม่รู้หรือแม้แต่กรณีที่จำเลยหลบหนีอยู่ก็สามารถตั้งทนายมาต่อสู้ได้และหากจำเลยเปลี่ยนใจกลับมาต่อสู้คดีก็มีสิทธิ์กลับมาต่อสู้คดีใหม่ได้ซึ่งในส่วนนี้ตนมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ช่วยให้จำเลยได้รับความเป็นธรรมและในหลายประเทศในสหภาพยุโรปก็ใช้เงื่อนไขนี้ จึงอยากให้มองในด้านนี้ด้วย 

“ผู้ที่เขียนกฎหมายก็พยายามให้สิทธิจำเลยในการตั้งทนายและรื้อฟื้นคดี รวมถึงยื่นอุทธรณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างกฎหมายไม่ได้ละเลยสิทธิในการต่อสู้คดี แต่กรณีจงใจหนีคดีไม่มาต่อสู้คดีก็อาจจะไม่เป็นธรรมต่อสังคม ในฐานะผู้เสียหายจากการทุจริตคอร์รัปชั่น” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

“บิ๊กตู่” ตัดพ้อ มุ่งแก้ปัญหามาตลอด 3 ปี กลับถูกกล่าวหาว่าเศรษฐกิจตกต่ำ(คลิป)

“บิ๊กตู่” ตัดพ้อ มุ่งแก้ปัญหามาตลอด 3 ปี กลับถูกกล่าวหาว่าเศรษฐกิจตกต่ำ(คลิป)


“นายกฯ” ขอทุกฝ่ายร่วมมือกันทำสิ่งดีๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตัดพ้อแก้ปัญหามา 3 ปี แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเศรษฐกิจตกต่ำ-เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มต่างๆ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระหว่างเดินไปยังตึกบัญชาการ 1 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกฯถึงวาระการแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเข้าที่ประชุม ครม.วันนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวเพียงว่า “ไม่รู้”
จากนั้น พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะเข้าพบนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ในการเก็บรวบรวมของเสียอันตรายจากชุมชน ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้แนวทาง “ประชารัฐร่วมใจแยกทิ้งขยะอันตราย” โดยนายกฯได้กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำสิ่งดีๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและประเทศชาติ ซึ่งถ้าทุกคนร่วมมือกันประเทศชาติก็จะแข็งแรง
ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กล่าวหยอกล้อกับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ด้วยว่า ทำตู้แยกขยะอันตราย ต้องทำช่องเปิดให้กว้างกว่านี้ เพื่อที่จะทิ้งขยะคนได้ ส่วนตู้โมเดลที่ให้มาต้องนำไปทิ้งขยะใจ ขณะเดียวกัน นายกฯยังตัดพ้อว่าแก้ปัญหาต่างๆ มาตลอด 3 ปี แต่กลับต้องมาเจอการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเก่าๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าเศรษฐกิจตกต่ำ และเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มต่างๆ ซึ่งมองว่าเป็นการพูดแบบเดิมๆ ดังนั้น การแก้ปัญหาต่างๆ ต้องทำทั้งรายใหญ่และรายย่อย เพื่อที่จะเจริญเติบโตไปด้วยกัน
จากนั้น นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะเทศบาลพระงาม ต.เขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการเข้าร่วมประชุมและการเข้ารับรางวัล UNPSA ประจำปี 2017 สาขานวัตกรรมและความเป็นเลิศในการให้บริการด้านสุขภาพของภูมิภาคเอเชียและเอเชียแปซิฟิก

'บิ๊กตู่' ยันไม่คิดปรับ ครม. ซัดเพ้อเจ้อ คิดไปกันใหญ่

'บิ๊กตู่' ยันไม่คิดปรับ ครม. ซัดเพ้อเจ้อ คิดไปกันใหญ่


นายกฯ ซัดเพ้อเจ้อข่าวปรับ ครม.ยันยังไม่เคยคิดปรับ บอกไปกันใหญ่ปล่อยข่าว "บิ๊กป้อม" นั่ง มท.คุมเลือกตั้ง เอา "บิ๊กแป๊ะ" ขึ้นหิ้งนั่ง รมต.ถามกลับคิดได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า "ผมยังไม่ได้คิดอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นข่าวใหญ่โตออกมาได้อย่างไร ไปกันใหญ่ โดยเฉพาะที่มีการพูดกันไปว่าจะเอาใครไปดูแลการเลือกตั้ง ทำไมจะต้องเอาใครไปดูการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งมีขั้นตอน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบมีกฎหมายอยู่แล้ว ใครจะรักษาการในระหว่างนั้นกฎหมายก็มีบัญญัติไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว กระทรวงมหาดไทยเองก็มีหน้าที่เพียงสนับสนุนการเลือกตั้ง สนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่จะไปคุมการเลือกตั้งเป็นคนละเรื่องกัน ส่วนหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีหน้าที่ไปดูแลเรื่องความปลอดภัยทั้งในและนอกคูหา ที่เหลือก็ไปดูในเรื่องของการทำผิด การทุจริต ความโปร่งใสในการเลือกตั้ง ทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมมือกันภายใต้การทำงานของ กกต. เพราะมีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แล้วทำไมถึงไปเขียนกันว่าจะย้ายคนนี้ไปดูตรงนั้นเอา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไปนั่งกระทรวงมหาดไทยดูการเลือกตั้ง เอา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ไปนั่งเป็นรัฐมนตรี เพ้อเจ้อคิดกันไปได้อย่างไร คนคิดเข้ามาอยู่ในหัว ในสมองผมหรืออย่างไร ยืนยันว่าผมยังไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย"

ส่อเค้าตามไฟต์บังคับ

ส่อเค้าตามไฟต์บังคับ

กระแสเร้า เกมเร็ว ตามกันแทบไม่ทันเลย

โดยสถานการณ์แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือน บัญชีปรับย้ายกองทัพ ยังค้างเติ่ง

ล่าสุดกระแสข่าวปรับ ครม.โชยออกมาทดสอบ “ต่อมฉุน” ของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.อีกคำรบ

เพียงแต่รอบนี้แนวโน้มมีน้ำหนักมากกว่ารอบที่ผ่านมา

นั่นก็เพราะจับทาง “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่บอกปัดกระแสข่าวการโยกไปนั่งเป็น รมว.มหาดไทย เพื่อกำกับดูแลการเลือกตั้ง

ยืนยันว่า นายกฯไม่ได้บอกอะไร

แต่ก็แบไต๋ ใจจริงอยากอยู่ที่กระทรวงกลาโหมมากกว่า เพราะทำงานร่วมกับ รมว.กลาโหมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมาตลอดจนสนิทสนมกันเป็นอย่างดี

ว่ากันตามอารมณ์นี้ มันก็ใช่จะไม่มีเค้าเอาซะเลย

เรื่องของเรื่องว่ากันตามเหตุและผล มันก็ตรงกับเงื่อนไขสถานการณ์พอดี

กับการให้ “พี่ใหญ่” ไปนั่งกระทรวงมหาดไทยกำกับดูแลเลือกตั้ง โดยเฉพาะตามโจทย์ที่ต้องปูทางรองรับยุทธศาสตร์การกลับมาของทีมงาน “นายกฯลุงตู่”

“ผู้มีบารมี” ในแวดวงการเมืองยามนี้ คงไม่มีใครเหมาะกว่า “บิ๊กป้อม”

และอีกมุมหนึ่งก็เป็นการสลับฉาก คัตเอาต์กระแส ในจังหวะที่เก้าอี้ รมว.กลาโหม “บิ๊กป้อม” ต้องเผชิญกับมรสุมที่ถาโถมเข้าใส่มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ตำรวจ ที่มีปัญหาการแอบอ้างชื่อของ “พี่ใหญ่” ในการวิ่งเต้นแย่งตำแหน่ง

แรงเสียดทานพุ่งเข้าปะทะไม่ได้หยุดหย่อน

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่สวนทางกับสุขภาพของ “บิ๊กป้อม” ที่เพิ่งผ่าตัดใหญ่ น่าจะต้องผ่อนภาระ “ตัวชน” แทน “พี่ใหญ่” กันบ้าง

ในขณะที่กระทรวงมหาดไทยของ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่กบดานนิ่งอยู่ในถ้ำคลองหลอด

แต่นั่นก็หนีไม่พ้นโดนล็อกเป้า “แกะรอย” เสือซุ่ม สิงห์เงียบ

ข่าวลือวงนอกวงในว่าด้วยเรื่อง “หัวคิว” ในมหาดไทย ที่ไม่แพ้ยุครัฐบาลเลือกตั้ง

อีกจุดที่กลายเป็นตำบลกระสุนตก โดนถล่มโงหัวไม่ขึ้น

กับสภาพของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเพื่อนรัก “บิ๊กตู่” ที่โดนโคตรเซียนการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์ “ล็อกเป้า”

ทั้งคิวของนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.นัดรวมพลแกนนำเกษตรกรสวนยาง ไล่ให้ไขก๊อกจากตำแหน่ง เพราะแก้ไขปัญหาพืชผลเกษตรราคาตกต่ำไม่ได้

ต่อเนื่องกับคิวล่าสุดที่จอมแฉอย่างนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ลุยเปิดข้อมูลร้อน กรณีการอ้างชื่อ พล.อ.ฉัตรชัย โยงถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เกี่ยวกับปมประมูลข้าวเสื่อมสภาพที่อาจส่อการทุจริต

ตามท้องเรื่อง มาถึงจุดที่สถานการณ์ลามเข้าเนื้อ “บิ๊กตู่”

แน่นอน โดยยุทธศาสตร์การเมือง เหลี่ยมสถานการณ์แบบนี้ต้อง “คัตเอาต์” ก่อนที่จะลามฉุดกระแสรัฐบาลในห้วงท้ายเทอม ยิ่งเป็นอะไรที่โฟกัสจุดสำคัญ ทั้งพี่ใหญ่ พี่รอง เพื่อนรัก ล้วนแต่กระแทกถึง “กล่องดวงใจ” ของ “นายกฯลุงตู่”

ปล่อยไปอันตรายต่อสุขภาพรัฐบาลแน่

แต่ก็อีกนั่นแหละ โดยฟอร์มของรัฐบาลทหาร ผู้นำยึดหลักไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พี่ เพื่อน น้อง ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ต้องกระเตงกันไป

ตามรูปการณ์หากหนีไม่ออก ต้องปรับ ครม.ตามไฟต์บังคับ

มันก็คงทำกันได้แค่การสลับสับเปลี่ยนกระทรวงกันดูแล

แบบที่ว่า พล.อ.ประวิตร ไปนั่งคุมมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ สลับไปนั่งที่กลาโหม ส่วน พล.อ.ฉัตรชัย ก็โยกออกจาก รมว.เกษตรและสหกรณ์ไปนั่งกระทรวงเกรดเดียวกัน

คั่นฉากสถานการณ์ ก่อนถึงเวลาปล่อยเลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

พี่ใหญ่-พี่รอง นั่งที่เดิม

พี่ใหญ่-พี่รอง นั่งที่เดิม
บิ๊กป๊อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยัน ไม่มี การปรับครม. ที่จะย้าย ตนเอง ไปเป็น รมว.กลาโหม แล้ว ให้ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร มาเป็น มท.1 แทน. ยัน ไม่มีหรอก

นายกฯจะให้ ทำช่อง ทิ้ง"ขยะคน" ในตู้ขยะอันตราย !!

นายกฯจะให้ ทำช่อง ทิ้ง"ขยะคน" ในตู้ขยะอันตราย !!
อารมณ์ขัน แนวดุ ของ"นายกฯบิ๊กตู่"แนะให้ ทำช่องใหญ่ๆ สำหรับ ทิ้ง"ขยะคน" ในตู้รับทิ้งขยะ อันตราย เช่น ถ่านไฟฉาย แบตเตอร์รี่ โทรศัพท์ หลอดไฟ และกระป๋องสเปรย์ ของกรมควบคุมมลพิษ ที่จะนำไปวาง ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชน แยกขยะอันตราย เหล่านี้ มาทิ้ง แยกต่างหาก จากขยะทั่วไป และหวังสร้างจิตสำนึกแยกขยะ อันตราย.....นายกฯบิ๊กตู่ ดูแล้ว เปรยว่า เอาไว้ ทิ้ง"ชยะใจ"....ก่อนตบมุข "ทิ้งขยะคน" แนะ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ทำช่องใหญ่ๆ ไว้ใส่ ขยะคน....พร้อมทำท่า ดัน อธิบดีฯ เข้าตู้ ด้วย...5555 ไม่รู้ เพราะเห็นชื่อบัตรที่หน้าอก ท่านอธิบดี รึเปล่า!!!
แหม่ะ!!! ...ท่านนายกฯ นี่ "ท่านจุ๋ม จตุพร บุรุษพัฒน์"....ไม่ใช่..."จตุพร" ไหนนะ ...ที่จะ ทำเป็นขยะคน ใส่ตู้ น่ะ 55555

ไม่ปรับครม.ไม่ย้าย สลับ กระทรวง

ไม่ปรับครม.ไม่ย้าย สลับ กระทรวง
‪"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร ยัน ไม่มีปรับ ครม. เจอนายกฯแล้ว ไม่ได้คุยอะไรเรื่องนี้ เจอ "บิ๊กป๊อก" ก็ไม่มีคุยเรื่องนี้ มีแต่ข่าวที่ออกมาจากสื่อ นั่นแหล่ะ.....น้อยใจ สื่อถาม ยังทำหน้าที่ รมว.กลาโหม ต่อไหวมั้ย เพราะสุขภาพไม่แข็งแรง...บอก "ถ้าคุณจะให้ผมไป ผมก็ไป"‬
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าว อย่างอารมณ์ดีหลังพบนายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้มีการพูดคุยถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ว่า คุยแต่เพียงว่า เป็นโผที่ผู้สื่อข่าวตั้งขึ้นมา ไม่มีการปรับครม. เป็นเพียงการมโน
เมื่อถามว่า คาดเดาได้หรือไม่ว่าจะมีการปรับกี่กระทรวง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ นายกฯไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย ไม่มี
เมื่อสื่อถาม ยังพรีอมทำหน้าที่ รมว.กลาโหม ต่อไหวมั้ย เพราะสุขภาพไม่แข็งแรง...พลเอกประวิตร กล่าวว่า "ถ้าคุณจะให้ผมไป ผมก็ไป"‬

เพ้อเจ้อ!!!

เพ้อเจ้อ!!!
"นายกฯบิ๊กตู่"ยัน ยังไม่คิด ปรับครม .ยันไม่จำเป็น ต้อง โยก บิ๊กป้อม มา มหาดไทย คุมเลือกตั้ง เพราะมีคนดูอยู่แล้ว....ด่าสื่อ เพ้อเจ้อ คิดได้ไง เอาผบตร.มาเป็น รมต พม. ถามมานั่งในสมองผมเหรอ ถึงจะรู้ว่าผมคิดอะไร ผมยังไม่ได้คิดขนาดนั้นเลย

วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สนช.แจงกม.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง

โปรดอ่านและช่วยแชร์ข้อความแถลงข่าวด้วยครับ
เพื่อป้องกันคนบางคนที่พยายามทำให้กฎหมายและประชาชนไขว้เขว ครับ
คำแถลงที่รัฐสภา เมื่อ 17 กรกฎาคม 2560
นายสมชาย แสวงการ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. .... แถลงว่า
​พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมืองเป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ปรากฏในอารัมภบท ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ต้องการให้มีกลไกป้องกันตรวจสอบและขจัดการทุจริต
และประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาดและยังเป็นบทบัญญัติที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ
ตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่ว่าต้องให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและและรับผิดชอบต่อประชาชน ​
​โดยตัวอย่างของจุดเด่นหรือข้อดีของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เช่น
​๑. กำหนดวิธีพิจารณาคดีไว้เป็นการเฉพาะให้มีความเหมาะสมตามลักษณะและประเภทของคดี
​๒. มีการใช้ระบบไต่สวน เพื่อให้ศาลทำหน้าที่ค้นหาความจริงของคดี อันจะเป็นการให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย (รวมถึงจำเลย) ค้นหาและพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อสังคมและประชาชน
​๓. กำหนดกระบวนการขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ในกรณีที่มีการพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่มีตัวจำเลย
​๔. กำหนดกระบวนการอุทธรณ์ เพื่อเป็นการประกันสิทธิให้แก่จำเลยในคดี ให้สามารถ
ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการใหม่ที่ให้ความเป็นธรรมกับจำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม เพราะไม่ได้ยึดโยงกับหลักที่ว่าต้องมีพยานหลักฐานใหม่ แต่ให้เป็นสิทธิของคู่ความที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาขององค์คณะในชั้นต้นได้ นอกจากนี้ ยังได้กำหนดองค์คณะที่ทำหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ให้กระทำโดยผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน ทำให้คู่ความมีหลักประกันว่าองค์คณะที่พิจารณาอุทธรณ์เป็น
คนละองค์คณะที่พิจารณาคดีในชั้นต้น เพียงแต่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์เท่านั้น
​ในชั้นนี้ขอให้ความเห็นเกี่ยวกับผลทางกฎหมายและประเด็นที่มีการให้ความสนใจ ดังนี้
​๑. การพิจารณาคดีอาญาโดยไม่มีตัวจำเลยหรือที่เรียกกันว่าพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ไม่สอดคล้องกับความเป็นสากล เห็นว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แม้จะกำหนดว่า “ในคดีอาญา บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีต่อหน้าตน” แต่หลักดังกล่าวก็มีข้อยกเว้น คือ ในกรณีที่จำเลยหลบหนี กล่าวคือ
ถ้ากฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยที่จะต่อสู้คดีด้วยตนเองหรือผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายที่ตนเป็นผู้เลือก
แต่จำเลยปฏิเสธที่จะใช้สิทธิดังกล่าวเอง เช่น ไม่ยอมมาศาล หรือหลบหนีคดีไปเอง การพิจารณาลับหลังจำเลยก็สามารถกระทำได้ ถ้าหากได้มีการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพและความผิดที่ถูกกล่าวหา
และกระบวนพิจารณาให้จำเลยทราบอย่างชัดเจนแล้ว มีการเปิดโอกาสให้จำเลยมีทนายความมาต่อสู้
คดีแทน รวมถึงเปิดโอกาสให้จำเลยได้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ หากจำเลยมีความประสงค์
ซึ่งหลักการดังกล่าวก็ได้มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าประเทศอื่น ๆ ก็มีการนำหลักการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยมาใช้ด้วย เช่น ประเทศฝรั่งเศส
​๒. สำหรับมาตรา ๒๔/๑ โดยผลทางกฎหมายแล้ว เมื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หากผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยที่หลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี กฎหมายกำหนด
มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีหรือจำเลยหลบหนีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ส่วนกรณี
มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ กฎหมายมิให้นำเรื่องอายุความลงโทษตามมาตรา ๙๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ ดังนั้น หากผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยแล้วแต่กรณี หลบหนีไประหว่างถูกดำเนินคดี หรือหลบหนีไปหลังศาล
มีคำพิพากษา ไม่ว่าจะหลบหนีไปนานเท่าใด ก็ไม่เป็นเหตุให้ยกเว้นโทษจำคุกนั้นในอนาคต
​๓. ผลทางกฎหมายของมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ สามารถแยกพิจารณาได้ ดังนี้
​​- มาตรา ๒๕ เป็นการวางหลักว่าการฟ้องคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยหลักต้องมีตัวผู้ถูกกล่าวหามาศาล ดังนั้น โดยหลักแล้วโจทก์ต้องนำตัวจำเลยมาฟ้องต่อศาล
​- มาตรา ๒๖ เป็นข้อยกเว้นของมาตรา ๒๕ ในการฟ้องคดีโดยไม่มีตัวผู้ถูกกล่าวหา
มาศาล เพื่อไม่ให้คดีเกิดปัญหาติดขัด แต่อย่างไรก็ตาม การจะดำเนินการตามมาตรา ๒๖ ได้ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ การที่ได้เคยมีการออกหมายจับไว้แล้ว มีพฤติการณ์ที่ว่าจำเลยประวิงคดี หรือไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันควร
​- ถ้าศาลรับฟ้องไว้โดยไม่มีตัวจำเลยแล้ว หากจะพิจารณาคดีลับหลังจำเลยยังต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๗ กล่าวคือ ศาลจะต้องออกหมายเรียก ออกหมายจับ และเมื่อออกหมายจับแล้วไม่ได้
ตัวจำเลยมาภายใน ๓ เดือน ศาลจึงจะพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้ตัดสิทธิที่จำเลยจะมาศาลเพื่อต่อสู้คดีก่อนมีคำพิพากษา หรือจะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตน
​๔. สำหรับประเด็นเรื่องบทเฉพาะกาล มาตรา ๖๗ มีผลทางกฎหมายว่า คดีใดที่ยื่นฟ้องไว้ก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ หากคดีนั้นอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล กระบวนการที่จะดำเนินการต่อไปก็ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนการดำเนินการใดที่ได้ทำไปก่อนแล้วย่อมไม่เสียไป ดังนั้น บรรดาคดีที่ศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วย่อมจะไม่ได้รับผลจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนคดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ไปใช้บังคับ
​ในท้ายนี้ขอยืนยันว่า เป้าหมาย คือ การให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทุกฝ่าย เพราะกฎหมายนี้บังคับใช้กับนักการเมืองทุกคน และเพื่อให้ข่าวตรงกัน ป้องกันการบิดเบือน

10+15จากบิ๊กตู่ถึงเวทีสัญญาประชาคม

10+15 ของฝาก จาก "บิ๊กตู่"

"บิ๊กตู่" สั่งทำ"ภาคผนวก"ร่างสัญญาประชาคม"15 ข้อ อธิบายเพิ่มเติม 10ประเด็นความเห็นร่วม/แนะ ตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง เลือกนักการเมืองรับผิดชอบประชาชน  เลือกตั้ง ที่ชอบธรรม- จี้บริหารจัดการภาครัฐด้วยระบบคุณธรรม โยกย้ายข้าราชการ ขจัดระบบซื้อ-ขายตำแหน่ง  

นอกจาก ความเห็นร่วม 10 ประเด็น ในร่างสัญญาประชาคม คนไทยทุกคนพึงตระหนักในบทบาท และหน้าที่พลเมือง-ควรร่วมสร้างความสามัคคีปรองดอง-น้อมนำศาสตร์พระราชา ประยุกต์ใช้ในชีวิต-ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม-อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม-ส่งเสริม การดูแลคุณภาพชีวิต และสาธาณะสุข-เคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฏหมาย-ใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน-ตระหนักถึงกติการะหว่างประเทศ-ส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้านตามยุทธศาสตร์ชาติแล้ว 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ได้ เสนอให้มี  "ภาคผนวก" ที่เป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรี อีก  15 ข้อ  เพื่ออธิบายให้ประชาชนเข้าใจ ใน 10ประเด็น นั้น ให้มากขึ้น 

โดย พลเอกประยุทธ์ เขียน ช้อทโน้ต มาให้ หลายข้อ เพิ่อให้คณะกรรมการอธิบายต่อ นี่จึงทำให้. นายกฯอนุมัติเมื่อ7 กค. จากเดิมที่กำหนดจะเปิดเวทีสาธารณะให้เสร็จใน 7 กรกฎาคม แต่ต้องเลื่อนเป็น 17 - 20 กรกฎาคม

คำแนะนำของ พลเอกประยุทธ์ เช่น ประเด็น การไม่ใช้อำนาจบริหารเพียงหวังคะแนนเสียงทางการเมือง ในระบบประชาธิปไตย

ทั้งนี้ต้องมีกลไกควบคุมให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อการประกาศ โฆษณานโยบายที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

รวมทั้งกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบต่อประชาชน

"การทุจริตระดับนโยบายจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เช่นการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองและประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐ นักการเมืองทุกคนต้องยึดถือจริยธรรมและจรรยาบรรณในอาชีพ 

ภาคการเมืองต้องปรับปรุงกระบวนการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ระบบการเมืองที่เหมาะสม 

พร้อมกันนั้นคนไทยต้องมีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชนและยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นนอกจากนี้จะต้องส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์และยุติธรรม

รวมถึงการยอมรับผลการเลือกตั้ง ที่เป็นไปด้วยความชอบธรรม และมีธรรมาภิบาล" เนื้อหาส่วนหนึ่งของภาคผนวกระบุ

นอกจากนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเน้นในเรื่อง การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิต โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเสรี ส่งเสริมสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นการพัฒนาตนเองให้มีขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ  การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร ทั้งนี้เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและยกระดับรายได้ของประชาชนโดยรวม

การให้ความร่วมมือในการจัดการการทุจริตฉ้อฉลและอำนาจนอกระบบอย่างเด็ดขาด โดยการนำหลักธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารจัดการที่ดีมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโปร่งใสและตรวจสอบได้ 

การปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐ เพื่อจูงใจให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในภาครัฐและสามารถเจริญก้าวหน้าตามความสามารถและผลสัมฤทธิ์ของงาน ทั้งนี้การบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบและต้องขจัดการซื้อขายตำแหน่งเรียกรับผลประโยชน์ในทุกโครงการ

นอกจากนี้แล้วยังให้มีการกระจายอำนาจให้องค์การการปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนการบริหารงานให้ภาครัฐและให้ประชาชนมีบทบาทในการบริหารงานแบบรวมศูนย์ โดยที่ยึดหลักธรรมาภิบาล และเสรีภาพของประชาชน ซึ่งให้มีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนของตนเอง รวมทั้งให้ประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม จึงจะเป็นการบริหารชุมชนให้เป็นประชาธิปไตยทั้งนี้ ทั้งนี้ประชาชน ชุมชน. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ช่วยกันอนุรักษ์ บำรุงรักษาฟื้นฟูและบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องของชุมชนและศาสนา 

ประชาชนมีคุณภาพของชีวิตที่ดี  เท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งในด้านการศึกษา และการส่ธารณะสุข  โดยด้านการศึกษาเด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาและมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และได้มาตรฐานสากล ส่วนในด้าน สาธารณสุข ประชาชนจะได้รับการบริการอย่างทั่วถึงและมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค รวมถึงการพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการที่ดีของประชาชน

ไม่อารมณ์เสีย!!!



ไม่อารมณ์เสีย!!!
บิ๊กป้อม ไม่ปริ๊ดด!!! เช่นที่เคย เมื่อมีข่าว ถูกปรับครม. บอกยังไม่รู้เลย จะถูกโยกไปเป็น"มท.1"รับเลือกตั้ง...บอก ถ้าถามใจ "ผมก็อยาก ดูแลกลาโหมต่อ"
พลเอกประวิตร. รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม บอกไม่รู้เรื่องปรับครม. ที่มีกระแสข่าวว่า อาจถูกโยกเป็น มท.1 รับมือการเลือกตั้ง
"แต่ถ้าถามใจ"ผมก็อยาก ดูแลกลาโหมต่อ" เพราะทำงานกับ รมว.กลาโหม อาเซี่ยน ก็รู้จักกันหมด"... เชื่อเวลานี้ ไม่ใช่เวลาสำหรับ ปรับครม. เพราะเรากำลังจะมีพระราชพิธีสำคัญ ....แต่ยังไม่เคยคุยกับ นายกฯ เรื่องปรับครม.มีแต่ข่าวจากนักข่าว นี่ล่ะ
ปกติ ก่อนไปผ่าตัดหัวใจ พลเอกประวิตร จะปรี๊ดด ทุกครั้ง ที่ถูกถาม เรื่องปรับครม. แต่วันนี้ บอก ยังไม่รู้ และตอบนิ่มๆ

"บิ๊กตู่เล็ก" เปิดเวทีสาธารณะ แจง" ร่างสัญญาประชาคม" .



"บิ๊กตู่เล็ก" เปิดเวทีสาธารณะ แจง" ร่างสัญญาประชาคม" ..."ตู่ จตุพร" นปช.-ปชป.-เพื่อไทย ร่วม...ขอ สร้างสรรค์ ไม่ขัดแย้ง สู่ปรองดอง
บิ๊กตู่ พลโท กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพน้อยที่1 กล่าวขอบคุณผู้แทนทุกกลุ่มและประชาขนที่เข้าร่วมการพิจารณาร่างสัญญาประชาคมเพื่อสร้่างความสามัคคีปรองดอง
ทั้งนี้ ทราบดีว่าทุกคนตั้งใจและคาดหวังให้สังคมไทยมีความสามัคคีปรองดอง สงบสันติ จึงเชื่อว่าการจัดเวทีสาธารณะชี้แจงในวันนี้ จะเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ ราบรื่น ยอมรับฟังความคิดเห็นโดยปราศจากการโต้แย้งหรือขัดแย้งใดๆ
พร้อมเน้นย้ำเป้าหมายการดำเนินการสร้างความสามัคคีปรองดองว่า คณะกรรมการเน้นแก้ไขปัญหาของประชาชน เพื่ิอนำไปสู่ความสามัคคีปรองดองที่ยั่งนืน โดยรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนของสังคม ได้ข้อมูลที่หลากหลาย สามารถสะท้อนความเห็นประชาชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลให้สัญญามีความสมบูรณ์ เป็นฉันทามติ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติในอนาคต
ทั้งนี้ ร่าง สัญญาประชาคม นั้น ได้ระบุถึงความเห็นร่วม"พึง"ใน 10 ประเด็น คือ คนไทยทุกคนพึงตระหนักในบทบาท และหน้าที่พลเมือง-ควรร่มวสร้างความสามัคคีปรองดอง-น้อมนำศาสตร์พระราชา ประยุกต์ใช้ในชีวิต-ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม-อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม-ส่งเสริม การดูแลคุณภาพชีวิต และสาธาณะสุข-เคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฏหมาย-ใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน-ตระหนักถึงกติการะหว่างประเทศ-ส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้านตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

"ร่างสัญญาประชาคม" ฉบับ "บัญชาบิ๊กตู่"

."ร่างสัญญาประชาคม" ฉบับ "บัญชาบิ๊กตู่"....10ข้อ และภาคผนวก จากนายกฯอีก15 ข้อ
อ่านดู...ไม่เป็นไปตาม ที่ คาดหวัง เปิดครั้งแรก ในเวที ที่กองทัพภาค1
บทนำ และ ความเห็นร่วม 10ประเด็น และบทสรุป.
โดยข้อแรก ที่ดูจะ มีเรื่อง การยอมรับผลการเลือกตั้ง คือ
"คนไทยทุกคนพึงร่วมมือสร้างบรรยากาศของความสามัคคีปรองดอง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตลอดจนเพิ่งมีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
ใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างถูกต้องเหมาะสมในกรอบของกฎหมายมีส่วนร่วมกับการเมืองภาค ประชาชน
ยอมรับความแตกต่างทางความคิดและส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมและยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งถือว่าเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศรวมทั้งร่วมกันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐและการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกในระบบรัฐสภา"
ความเห็นร่วม 10ประเด็น ที่คนไทย "พึง"ปฏิบัติ คือ คนไทยทุกคนพึงตระหนักในบทบาท และหน้าที่พลเมือง-ควรร่มวสร้างความสามัคคีปรองดอง-น้อมนำศาสตร์พระราชา ประยุกต์ใช้ในชีวิต-ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม-อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม-ส่งเสริม การดูแลคุณภาพชีวิต และสาธาณะสุข-เคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฏหมาย-ใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน-ตระหนักถึงกติการะหว่างประเทศ-ส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้านตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

มุ่งมั่นเต็มร้อย ปฏิบัติป้อแป้

มุ่งมั่นเต็มร้อย ปฏิบัติป้อแป้

จับอาการผู้นำอำนาจ “ปีที่ 4” ไม่มีอะไรง่าย

ฝนตกชุกมาตั้งแต่ต้นฤดู กรมอุตุนิยมวิทยาคาดฝนตกหนักทั่วทุกภูมิภาคช่วงวันที่ 14-18 กรกฎาคม

เช่นเดียวกับฤดูแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่มาเร็วกว่าทุกปี

ตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.สั่งการให้ทุกหน่วยราชการ หน่วยงานรัฐ เร่งทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม

โดยมีการมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย รวบรวมรายชื่อข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารหน่วยงานรัฐทั้ง 14 หน่วยงาน ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์

นั่นหมายถึงไม่เกินสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ทุกอย่างต้องเรียบร้อย

ทั้งในหมวดของข้าราชการพลเรือน กระทรวงต่างๆ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีในส่วนของกองทัพ

ตามเงื่อนสถานการณ์ที่ประเมินได้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเร่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เพราะมันโยงกับเงื่อนเวลาการบริหารราชการแผ่นดินที่กำลังเข้าสู่ห้วงปีที่ 4 เทอมสุดท้ายของ คสช.

รัฐบาลทหารต้องเร่งเครื่องปั่นเนื้องานให้เห็นเนื้อเห็นหนัง

แต่นั่นไม่เท่ากับการเน้นความเรียบร้อยก่อนพระราชพิธีสำคัญในเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ถ้าจับอารมณ์ พล.อ.ประยุทธ์ที่ออกอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียวกรณีที่สื่อมวลชนเสนอข่าวโผการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพที่มีการเปิดชื่อขุนทหารในตำแหน่งต่างๆ

พูดกันแรงๆแบบว่า สื่ออยู่ในคณะกรรมการแต่งตั้งหรือไม่ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องมายุ่ง

เขียนกันทุกวัน ถ้าไม่ได้ขึ้นมาก็ให้ไปฟ้องสื่อเลยแล้วกัน

มันก็เป็นอะไรที่สะท้อนปมคุกรุ่นในจิตใจ ล้อไปสถานการณ์ปัญหายากๆตรงหน้า

ในมุมของข้าราชการพลเรือน โฟกัสไปที่กระทรวงมหาดไทยที่มีกระแสการวางตัวปลัดกระทรวงคนใหม่ไว้ค่อนข้างชัวร์ แต่ก็ยังมีแคนดิเดตอีก 2–3 คนที่อาวุโสและระดับเทียบเท่ากันไม่มีตำแหน่งลง

ทำให้มีข่าวหลุดออกมาในทำนองโยกย้าย
“ข้ามห้วย” คนของมหาดไทยจะกระโดดไปนั่งกิน ตำแหน่งปลัดกระทรวงที่กระทรวงแรงงานและกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

แต่ก็ถูกขวางลำจากเจ้าถิ่นเต็มที่ ไม่ลงล็อกลงตัวง่ายๆ

นั่นก็ทำให้อาการหงุดหงิดลามไปถึง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่เสียงแข็งใส่นักข่าวเมื่อโดนจี้ถามปัญหาการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในกระทรวง

โยงถึงยุทธการ “ล้วงลูก” ข้ามห้วย

ขณะที่ในส่วนของกองทัพที่ดูจะสงบเงียบกว่า
ทุกปี ว่ากันตามโพยที่รั่วออกมา

ตามเงื่อนไขที่ลงล็อกในส่วนของกองทัพบก “บิ๊ก เจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. นิ่งอยู่ต่อในตำแหน่งอีก 1 ปี เพราะเกษียณปีหน้า ขณะที่แม่ทัพภาค
ที่ 1 อย่าง พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ กับ พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.
เลื่อนตำแหน่งเข้าไลน์ “5 เสือ ทบ.” จ่อเก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบก

ขณะที่ทีมขุนศึกบูรพาพยัคฆ์ อย่าง “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.น้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ โยกข้ามห้วยไปนั่งตำแหน่งปลัดกลาโหม

เช่นเดียวกับบรรดาน้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ต้องเปลี่ยนไลน์ออกนอกหน่วยกองทัพบก

ตามเส้นทางอำนาจที่ขาดตอนไปตั้งแต่ “นักรบหมวกแดง” มายึดจ่าฝูง

แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ความชัวร์ของการคุมเกมอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ทีมงาน คสช.ก็ต้องหวังจัดกำลัง
คุ้มกันหลังที่ไว้วางใจให้ได้มากสุด

ปัญหาอยู่ที่ตัวแปรอีกหลายชั้น พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้เป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
โอกาสที่จะวางคนตามยุทธศาสตร์ จึงทำไม่ได้ง่ายๆ

เจอโจทย์ยากอยู่แล้ว ยังมาเจอคิวโผรั่วออกมาตัดหน้า เท่ากับยิ่งกดดัน

นั่นก็เลยเป็นที่มาของอาการนอตหลุดเป็นธรรมดา

โดยปรากฏการณ์ที่เห็นได้เลยว่า แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การวางอำนาจในกองทัพ การจัดวางยุทธศาสตร์ในการรองรับอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ได้ทำกันง่ายๆ

แต่ที่ยากกว่าสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือการบริหารท่ามกลางปัญหารุมเร้ารายวัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพืชผลเกษตรราคาตกต่ำ ตามรูปการณ์แบบที่ชาวสวนยางพาราในพื้นที่ภาคใต้
ส่งเสียงคำรามฮึ่มๆจะไม่ทนกับรัฐบาล คสช.อีกต่อไป ส่งเสียงโห่ ตะโกนไล่ให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่มีฝีมือ แก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรไม่ได้
ฉุดเครดิตฟอร์มบริหาร กดทับซ้ำสภาวะเศรษฐกิจ

โดยสถานการณ์ย้อนแย้งกับการเดินหน้าจัดซื้ออาวุธของกองทัพที่ผ่านมติ ครม.แทบจะรายสัปดาห์ ล่าสุดเป็นคิวของการจัดซื้อเครื่องบินฝึกขับไล่ T–50 TH จากประเทศเกาหลีใต้ มูลค่ากว่า 8,800 ล้านบาท

เกษตรกรเดือดร้อน แต่รัฐบาลมือเติบ ช็อปอาวุธมันมือ

นี่คือปมอันตรายที่ “บิ๊กตู่” ต้องออกแรงเคลียร์กระแส

ตามรูปการณ์ ไม่เว้นแม้แต่คดีฆาตกรรม 8 ศพที่อ่าวลึกจังหวัดกระบี่ ที่มีประเด็นของ “คนมีสี” เข้าไปเกี่ยวข้องก็มีการตั้งคำถามกับผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.

ทุกอย่างล้วนพุ่งตรงมาถึงตัวของ พล.อ.ประยุทธ์

โดยสถานะของจุด “ศูนย์รวมอำนาจ” ที่หนีไม่ออก

เรื่องของเรื่อง โดยห้วงสถานการณ์ผ่านปี 3 ของคสช. เข้าสู่ปี 4 ท้ายเทอมรัฐบาล ตามเงื่อนเวลาโดยธรรมชาติทางการเมืองทั่วไป ที่สังคมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

ไม่อินกับ “มุกเก่า” คืนความสุข ที่เฝือมา 3 ปีแล้ว

ขณะที่ผลงานรัฐบาล คสช.ก็ยังไม่เห็นเนื้อเห็นหนังอย่างที่ประชาชนคาดหวังไว้

อีกทั้งตามรูปการณ์ที่ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่

ก็รู้คำตอบสุดท้ายกันแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสสูงที่จะคัมแบ็กเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบหลังเลือกตั้ง

คุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านไปอีกอย่างน้อย 4–5 ปี

นี่ก็เป็นจุดล่อเป้าให้นักการเมืองส่วนใหญ่ดาหน้าถล่มดิสเครดิต

เตะตัดขาผู้นำท็อปบูตกันทุกวิถีทาง

เรื่องของเรื่อง ลำพังแรงเสียดทานจากภายนอก ตามเหลี่ยมเกมอำนาจที่ พล.อ.ประยุทธ์หนีไม่พ้นโดนจองกฐินถล่มทั้งจากนักการเมืองและฝ่าย

ต้านอำนาจพิเศษ นั่นก็เหนื่อยพอดูแล้ว

แต่การทำตัวเองให้เข้าใกล้ “จุดเสื่อม” ก็ยิ่งเหนื่อยเข้าไปใหญ่

กับภาพของผู้นำอำนาจพิเศษ “หลักลอย” สะท้อนจากมาตรา 44 ที่ชักเข้าชักออก

ไม่ว่าจะเรื่องของ พ.ร.ก.ต่างด้าวสดๆร้อนๆ หรือย้อนกลับไปประเด็นการห้ามนั่งกระบะท้าย ที่ประกาศแล้วต้องชะลอการบังคับใช้

เสียฟอร์มรัฐบาลอำนาจพิเศษ

หรือกรณีของโครงการรถไฟความเร็วสูง

ที่ทอดเวลาในการตัดสินใจ ไม่ยอมเคาะโต๊ะจะเอาหรือไม่เอา ยื้อมาจนทางรัฐบาลจีนอึดอัด เริ่มไม่พอใจ กระตุกด้วยมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ

ถึงจะตาลีตาเหลือกตัดสินใจใช้ ม.44 เปิดหวูดเดินหน้า

ไหนจะเรื่องสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่ยื้อมานาน ไม่มีการฟันธง ตามอาการงงๆให้นโยบายกับฝ่ายปฏิบัติอย่างหนึ่ง แต่พอถึงจังหวะที่เอ็นจีโอกลุ่มต้านออกมาขวางลำ ก็ชะลอเกียร์ว่าง ไร้ทิศทาง ขาดความชัดเจนจะไปทางไหน

ทั้งๆที่ความมั่นคงทางพลังงานเป็นปมสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน

นี่ยังไม่นับข้อจำกัดเรื่องของการใช้คนไม่ถูกกับสถานการณ์ติดล็อกเพื่อน พ้อง น้อง พี่ ลูกเกรงใจไม่กล้าขยับปรับเปลี่ยนจุดที่เป็นปัญหาในเชิงบริหาร

อีกด้านหนึ่งก็เจอกับอิทธิฤทธิ์ของทีมงาน “แม่น้ำ 5 สาย” สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีแต่พวกร้อนวิชา เล่นบทหนุมานเหาะเกินกรุงลงกา ในอารมณ์ของพวก “ลากตั้ง” ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน

จุดชนวน สร้างปมยากๆให้เคลียร์กันไม่หยุดหย่อน

ว่ากันตามปรากฏการณ์ ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้คะแนนความมุ่งมั่นเต็มร้อย

แต่ปัญหาในภาคปฏิบัติที่ป้อแป้ ก็ทำแต้มหายไปเยอะ

ที่แน่ๆสถานการณ์ผ่านปี 3 เข้าปี 4 การบริหารประเทศไทย ไม่ใช่คุมค่ายทหาร

รู้แล้วสินะว่า มันไม่ง่าย.

“ทีมการเมือง”

ตกที่นั่งลำบากไม่แพ้กัน

ตกที่นั่งลำบากไม่แพ้กัน

เป็นไปตามความคาดหมาย ไม่มีพลิกโผ

ผลโหวต ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ประชุม สนช.ลงมติท่วมท้นด้วยคะแนน 194 ต่อ 0 เห็นชอบให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

ตีตกข้อโต้แย้ง 6 ประเด็นของ กกต.ว่า ไม่ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเฉพาะประเด็นเซ็ตซีโร่ 5 เสือ กกต.ชุดปัจจุบันต้องกระเด็นตกเก้าอี้ทันทีที่ร่างกฎหมายลูกฉบับนี้มีผลบังคับใช้

รอเวลาเก็บของกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน

ตามอาการโยนผ้ายอมแพ้ของ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ที่เอ่ยปากยอมรับตรงๆ รู้ตัวล่วงหน้าว่าผลโหวตจะออกมาเป็นอย่างไร

เตรียมเอาเวลาไปเตรียมตัวหาช่องทางยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ. กกต.เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญจะเกิดประโยชน์มากกว่า

ดิ้นเฮือกสุดท้ายไม่ให้แปรสภาพไปเตะฝุ่นในอนาคต

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าวัดตามสภาพความจริง ถือว่าใกล้จนกระดานเต็มที ไม่ว่าพลิกตำราสู้แค่ไหน

อย่างที่เห็นๆตามกติการัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ระบุเงื่อนไขการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีแค่ 2 ช่องทางเท่านั้น

ทางแรกให้ สนช.เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ของจำนวน สนช.ที่มีอยู่เป็นผู้ยื่น อีกทางให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ส่งเรื่องเคลียร์ข้อสงสัย

ประเมินความเป็นไปได้ โอกาสแทบเป็นศูนย์ที่ สนช.จะไปเสี่ยงตกม้าตาย เข้าชื่อ 1 ใน 10 ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายที่ตัวเองเพิ่งให้ความเห็นชอบไปหมาดๆ

หรือถ้าจะให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ยื่นให้ก็เป็นไปได้ยาก เพราะเสี่ยงเปลืองตัวเปล่าๆ

ช่องทางยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญปิดประตูตาย 5 เสือ กกต.รอเวลาลุกจากเก้าอี้

ท็อปบูตปฏิบัติภารกิจลุล่วงไปอีกด่าน เข็นกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับแรกสำเร็จไปด้วยดี
เคลียร์ทางให้ 7 อรหันต์ กกต.ป้ายแดงเข้ามารับช่วงต่อ

และก็เป็นอะไรที่โชว์ช็อตต่อเนื่องกันทันที ในประเด็นที่ประชุม สนช.โหวตผ่าน
ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ออกกฎใหม่ให้เลิกนับอายุความคดีทุจริต ในกรณีจำเลยหลบหนีคดีไปต่างประเทศ ดัดหลังนักการเมืองที่กระทำผิดแล้วใช้วิชาล่องหน ไม่มาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

เขย่าขวัญคนโกงที่คิดหนีคดีไปต่างแดน หากคิดจะหนีต้องหนีไปตลอดชีวิต หมดสิทธิเตะถ่วง รอคดีหมดอายุความแล้วเดินทางกลับประเทศมาใหม่

ระทึกโดยตรงไปถึง “อดีตนายกฯปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังต่อสู้คดีจำนำข้าวในช่วงโค้งสุดท้ายอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตามโปรแกรมลุ้นฟังคำพิพากษาในช่วงปลายปีที่งวดเข้ามาเรื่อยๆ มีโอกาสได้ลองของกติกาฉบับใหม่พอดิบพอดี

ในสถานการณ์ที่ “อดีตนายกฯหญิง” ต้องชั่งใจคิดให้ถี่ถ้วน จะหนีหรือปักหลักสู้ต่อ ถ้าสู้ก็เสี่ยงอาจติดคุก แต่หากหนีก็ต้องหนีไปตลอดชีวิต ทางใดจะคุ้มค่ากว่ากัน

อาการน่าเป็นห่วงไม่ต่างจากพี่ชาย “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ถูกกลไกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เล่นงานเช่นกัน

ส่อแนวโน้มถูกศาลสั่งไต่สวนคดีลับหลังได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้ตัวจำเลยมาพิจารณาคดีต่อหน้าศาล

“นายใหญ่” มีโอกาสสูงถูกศาลตัดสินลงโทษในคดีที่ติดตัวอยู่เพิ่มขึ้นอีกหลายกระทง มีแววผูกขาดการอยู่ต่างแดนยาวๆ

นั่นก็หมายถึง “ปิดประตู” การได้เดินทางกลับประเทศไทยอย่างเท่ๆ

ขั้วอำนาจพิเศษรุกหนัก กดดันทุกวิถีทาง วางกับดักสารพัดด่านทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก

เจาะยางทีมงานนายใหญ่ให้กลับมาครองอำนาจลำบาก

ควบคู่การใช้ช่องทางกฎหมายบีบนายใหญ่-นางสิงห์ หลังพิงฝา ใกล้จนกระดานขึ้นไปทุกขณะ

พี่ชาย-น้องสาวตกที่นั่งลำบาก เจอชะตากรรมหนักหน่วงไม่แพ้กัน.

ทีมข่าวการเมือง