PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เดดล็อกเลือกตั้ง : ผวาวิธีสรรหากกต.ติดกับดักกฎเหล็ก

เดดล็อกเลือกตั้ง : ผวาวิธีสรรหากกต.ติดกับดักกฎเหล็ก


ลุ้นระทึก...! โรดแม็ปจะขยับเลื่อนออกไปหรือไม่
หากแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองหรือการสรรหา กกต.สะดุด
ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งระดับต้นๆของเมืองไทย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ได้แย้มมุมอีกมุมต่อเรื่องนี้ ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง
เริ่มเปิดฉากกระเทาะเปลือกถึงการออกแบบโครงสร้างใหญ่ทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้นำไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะมีกลไกทำให้วุฒิสภาเข้ามากำหนดทิศทางของประเทศ 5 ปีข้างหน้า
ถ้ามีเหตุผลต้องการประคับประคองระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ผ่าน ส.ว.ซึ่งมีคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถ เป็นกลไกถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากฝ่ายการเมือง เพราะยังไม่ไว้วางใจการเมืองในระยะแรก ก็เป็นเหตุผลที่รับได้
หากการออกแบบโครงสร้างใหญ่ เพื่อต้องการสืบทอดอำนาจ โดยวางหมากกลทางการเมือง เปิดช่องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันที่ประสงค์จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดลงสู่สนามเลือกตั้ง หวังกวาดเสียงข้างมากในรัฐสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี แบบนี้ไม่เหมาะสม
การออกแบบกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็เช่นเดียวกัน ประกอบด้วย พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.
โครงสร้างย่อยของกฎหมายลูกแต่ละฉบับมีสาระน่าพิจารณาหลายอย่าง เช่น พ.ร.บ.พรรคการเมืองมุ่งส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง กำหนดให้มีสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง เจตนาการออกกฎหมายฉบับนี้ดี แต่สุดท้ายพรรคเล็กที่ไร้ศักยภาพจะล้มหายไปจากระบบ คาดเหลือไม่ถึง 10 พรรค เดิมเรามี 79 พรรคการเมือง ซึ่งอาจจะมีผลดีทำให้พรรคการเมืองพัฒนาสู่การเป็นสถาบันมากขึ้น
แต่ผลกระทบที่ตามมาถือเป็น “ยาขม” ต่อพรรคการเมืองในระยะแรก
ขอย้ำว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง แต่ คสช.กลับไม่ยกเลิกคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง
มันสวนทางกัน หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อพรรคการเมือง ไม่เข้มแข็งพอเป็นพิธี ไม่เข้มแข็งจริง
ฉะนั้นถ้า คสช.ต้องการให้พรรคเข้มแข็ง ควรเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้
อย่าหวั่นกลัวจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองที่เกิดความวุ่นวายเกิดจากปัจจัยอื่นด้วย ไม่ได้เกิดจากพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว
ถามว่าถ้าปลดล็อกแล้วพรรคการเมืองจะปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายทันหรือไม่ พรรคที่พร้อมย่อมทำทัน พรรคที่บ่นทำไม่ทันจะทัน แต่พรรคที่คิดว่าทำทันอาจจะไม่มีชื่อพรรคที่ท่านประสงค์ให้ลงเลือกตั้งก็ได้
และประเด็นที่สังคมวิตกว่าถ้าแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะทำให้การเลือกตั้งยืดออกไป ขอบอกว่าทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.ผ่าน สนช. และมีผลบังคับใช้ ไม่มีใครหยุดได้ จะต้องดำเนินการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 150 วัน
ยกเว้นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 โดย สนช.3 วาระรวด ง่ายกว่าการใช้มาตรา 44
ส่วน พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการออกกฎหมายไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการที่ดี ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบและอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ เช่น กำหนดให้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.แตกต่างกันในแต่ละเขต เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยกับผู้สมัคร ส.ส.มากกว่าพรรคการเมือง แสดงให้เห็นว่าไม่สนับสนุนให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง พรรคไม่สามารถหาเสียงได้โดยสะดวก
พรรคการเมืองใหญ่ก็จะถูกทำลาย อ่อนแอลง ขัดแย้งกับเจตนารมณ์การออก พ.ร.บ.พรรคการเมือง
เช่นเดียวกับการออกแบบ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง อยู่บนพื้นฐานของความหวาดระแวง ไม่ให้เกียรติ กกต. อาทิ การประชุมพิจารณาเรื่องสำคัญ กกต.ขาดประชุมไม่ได้ ต้องลงคะแนน ถ้าไม่ลงคะแนนให้ลาออก
วิธีคิดเช่นนี้ไม่ให้เกียรติการตัดสินใจของ กกต.
ยังมีข้อปลีก ย่อยอีกหลายข้อที่ตลก เช่น ตลอดระยะ เวลา 7 ปี กกต.ไม่สามารถไปเรียนหลัก สูตรใดๆ ได้ยกเว้นหลักสูตรที่ กกต.จัดขึ้นเอง เพราะหวาดระแวงว่าการไปพบปะผู้คน ไปตีกอล์ฟ จะทำให้ กกต.เอนเอียง ทั้งๆที่การพบปะผู้คนอาจได้ความรู้ใหม่มากขึ้น
บทเฉพาะกาลให้เซ็ตซีโร่ กกต.ชุดปัจจุบันก็เหมือนกัน อ้างเหตุผลว่าคุณสมบัติของ กกต.สูงขึ้น ขอบอกว่าคนที่ออกแบบกฎหมายมีอคติ ขาดความเป็นมาตรฐาน ขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นกรรมการองค์กรอิสระแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน
กกต.ชุดนี้สั่งสมการทำงานมา 4 ปี รู้ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นข้อปลีกย่อยต่างๆเกี่ยวกับการเลือกตั้งมองเห็นปัญหาการจัดการเลือกตั้งทั้งระบบ ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง
ถึงเวลาเอาคนใหม่มาเรียนรู้งาน แล้วคนเหล่านั้นจะจัดการเลือกตั้งได้ดีหรือไม่ หรือตกอยู่ภายใต้การครอบงำของสำนักงาน กกต.
ยุคที่ผ่านมา กกต.บางคนติดคุก ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน กกต.บางคน จึงเป็นห่วง กกต.ชุดใหม่ ถ้าไม่แม่นข้อกฎหมาย ตามไม่ทันกลโกงการเลือกตั้ง ตามไม่ทันเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน กกต.บางคน ย่อมมีโอกาสลำบากได้
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ขณะนี้กระบวนการสรรหา กกต.ถูกวิจารณ์ในทางลบและคุณสมบัติของผู้สมัคร กกต.กำหนดสเปกไว้สูงมาก หรือ “สเปกขั้นเทพ” ทำให้มีตัวเลือกน้อย นายสมชัย บอกว่า ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสรรหาดีหรือไม่ คนที่ได้มาเหมาะสมหรือไม่
ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากตัวกฎหมาย ออกแบบโดยนักกฎหมายใหญ่ระดับประเทศ จึงเกิดปัญหาตามมา ตั้งแต่กรรมการสรรหา กกต. คุณสมบัติสเปกสูงเท่ากับ กกต.และเหนือกว่า กกต. ซึ่งจะได้คนเกษียณเท่านั้นเข้ามาเป็น
คุณสมบัติของผู้สมัคร กกต.ก็จำกัดคนกลุ่มหนึ่งและเปิดให้คนกลุ่มหนึ่ง เช่น ต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการ 5 ปี ทำให้ชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ได้ระดับ ผบ.เหล่าทัพต่างๆ รวมถึง ผบ.ตร. มาเป็น กกต.แม้แต่คนเดียว เพราะไม่มีใครอยู่ในตำแหน่งถึง 5 ปี
เอ็นจีโอ 20 ปีพอมีคนเข้ามาได้ ศาสตราจารย์ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมศาสตร์ก็ยาก แต่เปิดกว้างองค์กรวิชาชีพ ทนายความ ครูสอนหนังสือ แพทย์ วิศวกรรม เภสัชกร สถาปัตย์ ในอนาคตคนกลุ่มนี้จะมาเป็นองค์กรอิสระ
การสรรหาคราวนี้จึงแปลกใจที่ระดับรอง ผบ.ตร.สอบตก แต่ได้ผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามา เพราะคุณสมบัติไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนกี่ปี แต่เป็นครูมา 20 ปีคุณสมบัติครบครัน
กฎหมายฉบับนี้เป็นปัญหาและปัญหายังลามไปถึงที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
เดิมกำหนดให้ลงคะแนนลับ แต่กฎหมายฉบับใหม่กำหนดลงคะแนนโดยเปิดเผย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เนื่องจากปกติอยู่กันอย่างสงบ สามัคคี
แต่เมื่อกำหนดให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย จะรู้ว่าใครเลือกใคร อาจจะเกิดแตกแยกในหมู่ตุลาการ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงใช้วิธีการลงคะแนนแบบเดิม
เมื่อการสรรหา กกต.หรือการเลือก กกต.ขัดต่อ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังยืนยันว่าการลงคะแนนโดยเปิดเผยและ สนช.เดินหน้าลงมติเห็นชอบตามรายชื่อที่ได้รับการสรรหา
ในอนาคตย่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่ ขอยืนยันเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ
จะส่งผลเสียต่อเกียรติภูมิ สนช.และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
เห็นใจศาลฎีกา แต่เมื่อเป็นกฎหมายก็ต้องดำเนินการตาม ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย ทางออกที่ดีน่าจะจัดประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกใหม่ แม้ล่าช้าแต่ก็ไม่เกิดความเสียหายตามมา
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ถ้าไม่มี กกต.ชุดใหม่ย่อมมีโอกาสทำให้การเลือกตั้งยืดออกไปอีก นายสมชัย บอกว่า ถ้ามีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ส.ส. การสรรหา ส.ว. ในจังหวะที่ กกต.ชุดใหม่ยังไม่มา กกต.ชุดนี้ก็ทำหน้าที่ไป
ยกเว้น กกต.ชุดนี้ไม่พอใจจะทำหน้าที่ต่อไป
อาจขอลาออกแล้วค่อยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ไม่ขอพูดดีกว่ากลัวตื่นเต้นกันทั้งประเทศ.
ทีมการเมือง

เกมโลกเอื้อการเมืองแบบไทย : ผ่าสถานการณ์อำนาจพิเศษ “บิ๊กตู่” เสียใน-ได้นอก

เกมโลกเอื้อการเมืองแบบไทย : ผ่าสถานการณ์อำนาจพิเศษ “บิ๊กตู่” เสียใน-ได้นอก


ช่วงเวลาหนาวสุดในรอบปีนี้ ตามที่กรมอุตุนิยม วิทยาประกาศอุณหภูมิช่วงวันที่ 16-18 ธันวาคมนี้ บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นลงโดยทั่วไปกับมีลมแรง
อุณหภูมิลดลง 4-6 องศาเซลเซียส
โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมเป็นต้นไป ส่วนภาคเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ส่งผลทำให้ในสัปดาห์นี้มวลอากาศจะเย็นลงต่อเนื่องถึงวันที่ 22 ธันวาคม
และอาจเห็นพื้นที่สูงทางภาคเหนือและอีสานอุณหภูมิลดลงเหลือเลขตัวเดียว
อากาศหนาวเยือกปลายปี ขณะที่ปฏิทินเวลาก็กำลังเข้าโหมดนับถอยหลังสู่เทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในอารมณ์ที่ประชาชนทั่วไปเริ่มเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด วางแผนท่องเที่ยว นัดจัดงานฉลองกันคึกคัก
ถึงโอกาสพักเรื่องหนักๆเครียดๆจากการทำงานมาตลอดทั้งปี
นี่คือจังหวะที่บรรยากาศทางการเมืองจะลดโทนความร้อนแรง กระแสแรงเสียดทานซาลงไปโดยอัตโนมัติ เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้พักหายใจหายคอ
โดยเฉพาะสถานการณ์ของ “สายล่อฟ้า” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่โดนแรงกระแทกต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี
จังหวะนี้แหละที่ปมแหวนเพชร ประเด็นนาฬิกาหรูจะซาลงชั่วคราว
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่กำลังไหล “เข้าเหลี่ยม” ของขบวนการตามไล่ล่าขุมทรัพย์ จัดหนักปฏิบัติการ “เซตฉาก” ประจาน “พี่ใหญ่” ผู้มากบารมีในทุกวงการ
เขี่ยหัวเชื้ออันตราย ยั่ว “จุดตาย” ปมทุจริต
โดยสถานการณ์ต่อเนื่องมาจากคิวปรับ ครม.ที่เขย่าแล้วเขย่าอีก ยังไง “บิ๊กป้อม” ก็ไม่ร่วง
ภายนอกมองเหมือนเป็น “ตัวถ่วง” แต่ภายในก็แบบที่ “น้องเล็ก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ออกหน้ามาเคลียร์แทน “พี่ใหญ่” ประเด็นแหวนเพชรกับนาฬิกา
กฎหมายว่าอย่างไรก็ไปว่ากันตามขั้นตอน อย่าไปมองในทางที่แย่ทั้งหมด ไปดูข้อกฎหมายก่อน
“สื่อนั่นแหละ หลายคนก็จ้องอยู่เช่นกัน เขาต้องการตีให้แตกออกจากผมก็รู้อยู่”
ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์พูดด้วยว่า “ผมเองก็แข็งแรงเยอะ ถ้ายิ่งไม่มีคนอยู่ด้วยก็จะยิ่งดุกว่าเดิม จะใช้อำนาจอย่างเต็มที่” เหมือนสื่อเป็นนัย การมี “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร มาคอยประคองรัฐบาล จะทำให้การบริหารอำนาจพิเศษเป็นอย่างประนีประนอม ตามสไตล์ “บิ๊กป้อม” ที่กว้างขวางทุกวงการ
นี่คือความจำเป็นที่ทำยังไง “พี่ใหญ่” ก็ไม่หลุดวงโคจรรัฐบาล
“เสี้ยม” ยังไงก็ไม่แตกไม่แยกกัน
3 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์กอดคอมาตั้งแต่ต้น ก็ต้องแท็กทีมไปจนจบ
และตามรูปการณ์ที่ฝ่ายคุมอำนาจพิเศษยังล็อกกันแน่น ล้อกับการเดินแผนข้ามชอตไปถึงการคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านอีกอย่างน้อย 5 ปี ตามเงื่อนไขที่วางไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
นั่นก็ทำให้ “นักเลือกตั้งอาชีพ” รุ่นเก๋าลายคราม ระดับนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ต้องขยับออกจากมุมที่ซุ่มโป่งมาหลายปี
ประเดิมด้วยมุกร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จี้จุดปมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.บริหารประเทศมา 3 ปี ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้และภาคอื่นลดลง
“ตีธง” ให้ลูกข่ายได้รับรู้สัญญาณ การเคาะสนิม หวนคืนเวที
ภายใต้ลีลาเก๋าๆของยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” จับทางได้ เป้าหมายแรกอยู่ที่การทิ่มหมัดตรงเข้าใส่ “จุดแข็ง” แฝงความเปราะบางของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ผลิตซ้ำวาทกรรม ย้ำปมปัญหาปากท้องชาวบ้าน

ตามเหลี่ยมดิสเครดิต ประจานทีมงาน “สมคิด” บ้อท่า
ในสถานการณ์อีกมุมก็เป็นจังหวะเตะตัดขา “สมคิด” ที่กำลังติดลมบน กับการผลักดันภาพรวมทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค ตามสัญญาณเชิงบวกทั้งในมุมของตัวเลขจีดีพี ตัวเลขการส่งออกที่สูงขึ้น รวมถึงล่าสุด เวิลด์แบงก์ได้ประเมินประเทศไทยจะทำให้ฐานคนจนลดลง
เป็นตัวเลขที่มาจากฐานข้อมูล ไม่ใช่แค่ลมปากลอยๆของนักการเมือง
เรื่องของเรื่อง ถ้าปล่อยให้ “สมคิด” เดินหน้าได้ตามเป้ายุทธศาสตร์ โอกาสที่แต้มจะไหลไปทาง “นายกฯลุงตู่” เดินหมากเบิ้ลอำนาจพิเศษช่วงเปลี่ยนผ่านได้สะดวกขึ้น
และจะทำให้นักการเมืองอาชีพทวงเวทีคืนยากไปกันใหญ่
ประกอบกับสถานการณ์ในพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก ตามสภาวะการกั๊กเหลี่ยมอำนาจชิงการนำพรรคระหว่างทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส.ที่ส่อเค้าซ้ำรอยประวัติศาสตร์ “กลุ่ม 10 มกรา” ทำพรรคแตก
ยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” เลยต้องกระโดดออกมา “ขัดตาทัพ”
การกลับมาของโคตรเซียนวัยดึก ก็ต้องมีลีลากระตุกเรตติ้งกันตามฟอร์ม
ช็อตเดียวได้หลายเด้ง อีกทั้งการขยับของอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ยังเป็นการนำร่องนักการเมืองอาชีพให้เดินหมากอย่างเป็นระบบในการวัดเชิงกับทหาร
แบบที่นายชวนกดดันเป็นเชิงสอนมวยอย่าเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก เพราะจะทำให้ชาวบ้านเบื่อนักการเมือง ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของ คสช.ที่จะพิจารณาตามความเหมาะสม แต่หากการปลดล็อกช้า เกิดปัญหา คสช.ห้ามบอกปัดความรับผิดชอบ
เหมือนจะหมอบ แต่ขู่ กดดัน วัดใจกันในที
ตามเงื่อนสถานการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” ไม่ตอบโต้ แค่ยอมรับในความหวังดีของนายชวน
นั่นก็เพราะไม่รู้จะมีเหลี่ยมแฝงอะไรสวนมา
ที่แน่ๆในสถานการณ์ต่อเนื่องกับการที่มวยรุ่นเก๋า มวยรุ่นใหญ่ เริ่มขยับออกมาเคลื่อนไหว เปิดเกมวัดใจกับรัฐบาลทหาร คสช. ก็เป็นจังหวะต่อเนื่องกัน

กับประเด็นการ “เซ็ตซีโร่” พรรคการเมืองไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่หมด
ตามรูปการณ์ที่มีการเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อโละสมาชิก เริ่มต้นการตั้งพรรคใหม่กันทั้งหมด ไม่ให้เกิดปมเหลื่อมล้ำพรรคใหม่ พรรคเก่า
ส่อเค้าทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป
ว่ากันตามกระบวนการ ไม่น่าจะทันตามปฏิทินที่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำสัญญาณประชาคม จะประกาศวันเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน 2561 และเข้าคูหากาบัตรปลายปี
วนไปวนมา ก็หนีไม่พ้นเข้าเหลี่ยมยื้อเวลาของ คสช.
โดยจังหวะสถานการณ์ เหมือน คสช.ตั้งท่าไปต่อ ท่ามกลางสภาวะ “ขาเดี้ยง” จากการโดน “เจาะยาง” ทั้ง “ขาหลัก” ด้านความมั่นคงคือ “บิ๊กป้อม” และ “ขาค้ำยัน” ด้านเศรษฐกิจอย่าง “สมคิด”
เสี่ยงติดหล่ม ยางแตกได้ทุกขณะ
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ภายในประเทศ รัฐบาลทหาร คสช.ต้องเสียอาการทรงตัวเป็นพักๆ
แต่นั่นกลับสวนทางกับเงื่อนไขสถานการณ์ภายนอก เพราะล่าสุดสหภาพยุโรป (อียู) มีมติเห็นพ้องให้ฟื้นคืนการติดต่อทางการเมือง “ทุกระดับ” กับประเทศไทย หลัง จากระงับมานาน 3 ปี เพื่อแซงก์ชั่นกดดันกองทัพที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง
นั่นหมายถึงยุโรปไม่สนสภาวะภายใต้รัฐบาลทหารไทยอีกต่อไป
ตามจังหวะไหลตามเกมของ “พี่เบิ้ม” อย่างสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ “นายกฯลุงตู่” ผู้นำรัฐบาลทหารของไทย
เจรจาความทางการเมือง ธุรกิจการค้า ความมั่นคง กันอย่างชื่นมื่น
แน่นอน ยุโรปก็ต้องการผลประโยชน์ตรงส่วนนี้เหมือนกัน
ทั้งหมดทั้งปวงนั่นก็เพราะชัยภูมิที่ตั้งของประเทศไทย เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการถ่วงดุลสถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบัน
ชาติมหาอำนาจทั้งตะวันตกและเอเชียจำเป็นต้องพึ่งพาไทยเป็นฐานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์
นี่คือสถานการณ์ที่เกมอำนาจโลกเอื้อต่อการเมืองแบบไทยๆ
“เสียใน” แต่ “ได้นอก” ถึงตรงนี้มันก็อยู่ที่กึ๋นของรัฐบาล “ลุงตู่” โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของ “สมคิด” จะหยิบฉวยโอกาสทองได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะนั่นจะแปรผันโดยตรงกับสภาวะสู้แรง เสียดทานภายใน
เรื่องของ “เก่งบวกเฮง” ที่มาพร้อมๆกัน มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ.
“ทีมการเมือง”

ดิ้นต้านหมาก 'แย่งแต้ม'

ดิ้นต้านหมาก 'แย่งแต้ม'


ถึงแม้ข้อเสนอของรุ่นเก๋าอย่าง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ออกมาแนะให้ใช้มาตรา 44 แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีแค่ ส.ส.เขต 400 คน และไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อสลายขั้วสลายสีสร้างความปรองดอง จะเป็นปมเรียกแขก

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงไม่เห็นด้วยมาเต็ม แต่ “สมศักดิ์” ก็ไม่มีอะไรเสีย ได้จุดพลุขายไอเดีย โดยเฉพาะเมื่อชื่อเข้าตาในห้วงที่รัฐบาล คสช.มีคิวเตรียมลงพื้นที่จ.สุโขทัย

อำนาจพิเศษ ไม่มองเมินเจ้าถิ่นดีกรีเก๋าอย่าง “สมศักดิ์” แน่

ยิ่งถ้ามีลูกฟลุก ไอเดีย “ปล่อยผี ส.ส.” เข้าทางอำนาจพิเศษ หยิบไปปรับใช้ก็ได้เฮ

เพราะไม่เฉพาะรายนี้ แต่นักการเมืองที่ผูกติดต้นสังกัด หากคลายล็อกปล่อยฟรีให้ขยับสะดวก

มีรายการ “ตลาดแตก” ชัวร์

ในห้วงที่อ่านทาง “อำนาจพิเศษ” เดินหน้าเฟสต่อไป หนึ่งในแนวทางก็น่าจะเป็นแยกย่อยป้อมค่าย
หมาก “แย่งแต้ม” กำลังคืบหน้า

เมื่อมีคนที่ถูกมองว่าอยู่ในเครือข่ายออกมาเขี่ยลูกทั้งนายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าที่ผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ประกาศตัวเป็นเสลี่ยงหาม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.

เสนอ สนช.ให้แก้กฎหมายพรรคการเมือง ในปมจดทะเบียนสมาชิกพรรคกันใหม่ ด้วยสูตร “เซ็ตซีโร่”

อีกทาง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ แฟนคลับตัวจริงของ “ลุงตู่” ก็โผล่มาในจังหวะเดียวกัน ชูข้อเสนอไม่แตกต่าง ด้วยเหตุผลทำให้พรรคเก่า–ใหม่ เท่าเทียม เป็นธรรม

แล้วเกมก็ชักจะเข้าเค้า ถึงแม้ไม่อ้าซ่า แต่คนรัฐบาล คสช.ก็แบะท่ารับลูกไอเดีย

หินถูกโยนแล้ว หากทางสะดวกก็คงลุย

แล้วคิวนี้ก็น่าสังเกต ที่โวยหนักไม่ใช่คนในพรรคเพื่อไทยที่น่าจะเป็น “เป้าหลัก” หลังโดนโค่นจากอำนาจรัฐ ในคิวรัฐประหารปี 2557 เพียงแต่เอาเข้าจริง สารพัดสูตรรื้อโละนั้น “นายใหญ่” อ่านหมาก “วางแผน” รับไว้แล้ว

ด้วยสูตรแก้ไข “แตกตัว” เอง ก่อนจะถูก “ทำให้แตก”

แว่วว่ามีพรรคเครือข่ายสำรองไว้หลายหัว “แตกตัวก่อน” หลังเลือกตั้งค่อยกลับมา “ประกอบร่าง”

ต่างจากคนพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาโวยแหลก พุ่งโฟกัสไอเดียรื้อกฎหมายพรรคการเมือง ในเกมโละ “รีเซ็ต-เซ็ตซีโร่” จวกแรงทำให้กฎหมายที่ยังไม่บังคับใช้เต็มร้อยต้องแท้ง “ตายทั้งกลม”

หรือที่มาวิเคราะห์เป็นฉากๆ เห็นภาพ “ประมวล เอมเปีย” รองโฆษกพรรค ชี้เปรี้ยง ไอเดียสารพัดที่เสนอ อดีต ส.ส.ทุกคนเข้าเงื่อนไขต้องมาสมัครสมาชิกใหม่ เท่ากับเป็นเกม “สลายพรรค”

เปิดทางทุนใหม่-ค่ายใหม่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน” และอาจนำไปสู่การ “ยืดเลือกตั้ง”

ตามรูปการณ์ก็คงห้ามหวั่นไหวไม่ได้เหมือนกัน เพราะอีกธงของอำนาจพิเศษ ที่น่าจะมีสูตร “แยกกันเดิน” ก่อนรวมตัว “ประกอบร่าง” หลังเลือกตั้ง ในแผนปั้น “ผู้นำคนนอก”

วางหมากไม่ต่างจากลูกไม้ “ค่ายนายใหญ่”

แน่นอน อีกทางก็คือต้อง “ทอนแต้ม” ค่ายหลักอย่างประชาธิปัตย์ ลดความเฮี้ยว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ปชป.ที่ “นายหัวชวน หลีกภัย” ปรมาจารย์กลับมาเดินลมปราณ เติมกำลังภายในให้ศิษย์รัก
โดยผู้กล้าท้าความขลังนายหัว ก็คงไม่พ้น “ลุงกำนันสุเทพ” ดีกรี “อดีตแกนนำ กปปส.”

ถ้าเปิดหัวตั้งพรรคใหม่ ก็น่าจะได้ลูกทีมพื้นที่ต่างๆมาเข้าทัพพอสมควร

แย่งแต้มภาคใต้อาจยาก แต่ถ้าได้แค่ “แบ่ง” บ้างก็เฮแล้ว

โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยหนุน “เซ็ตซีโร่” สมาชิกพรรคมาเป็นตัวช่วย ก็คงจะ “ตกปลา” กันสนุกยิ่งขึ้น

ปชป.ที่ “อภิสิทธิ์” ถือธงนำ ใต้ร่มเงาความขลัง “นายหัวชวน” ก็นิ่งไม่ได้ เมื่ออำนาจพิเศษเริ่มส่อแววกลับลำยูเทิร์นหักศอกสู่ธงเดิม ก็ต้องดิ้นแก้เกม ยื้อคิวแย่งแต้มทอนกำลัง

ประคองพวงมาลัยไม่ให้รถยี่ห้อเก่าแก่ “แหกโค้ง”.

ทีมข่าวการเมือง

วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฮับพลังงาน

Thon Thamrongnawasawat
เรื่องนี้ยาวมากและเขียนยากมาก แต่ใจมันอยากเล่าให้เพื่อนธรณ์ทราบ จึงตัดสินใจเขียนเรื่องแนวทางของสิงคโปร์ในการเข้ามามีบทบาทเรื่องก๊าซธรรมชาติ มาดูสิว่าประเทศที่ไม่มีก๊าซเลยสักนิด จะสามารถเป็นผู้หาผลประโยชน์จากพลังงานได้อย่างไร #เรื่องนี้หาอ่านยากมากนะ
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ผมเชื่อในการแข่งขันแบบโลกเสรี การเขียนเรื่องนี้จึงไม่มีจุดประสงค์ต่อว่าสิงคโปร์ เพราะในธุรกิจระดับโลก ใครอ่อนแอก็แพ้ไป
ผมเพียงอยากชี้ให้เห็นว่า การรู้เขารู้เราในยุคนี้สำคัญอย่างยิ่ง และเราจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถเพื่อให้เราเจริญก้าวหน้า
ไม่งั้นเราก็คงอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ขณะที่ชาติอื่นเขาพุ่งไปไกลโพ้น แล้วเราก็มาเฝ้าสงสัยว่าเขาทำได้ไงหนอ
สิงคโปร์สามารถสร้างตัวเองจนเป็นฮับน้ำมันของภูมิภาค โดยใช้ข้อได้เปรียบจากสภาพภูมิศาสตร์ของการเป็นเมืองท่า ประวัติศาสตร์ที่สืบต่อมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม การมีวิสัยทัศน์และการทำตามกรอบเพื่อตรงไปสู่เป้าหมาย จนกลายเป็นศูนย์กลางเทรดดิ้งน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ไม่ได้เข้ามายุ่งเรื่องก๊าซธรรมชาติมากนัก เพราะเดิมทีก๊าซธรรมชาติยังไม่เป็นที่แพร่หลายเช่นน้ำมัน และการซื้อขายก๊าซมักเป็นการทำสัญญาในระยะยาว ไม่มีช่องว่างให้เทรดดิ้งแบบ Spot
แต่โลกเปลี่ยนครับ มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติตามที่ต่างๆ ทำให้การ์ต้าไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่รายเดียวอีกต่อไป ยังมีออสเตรเลียและอเมริกาเข้ามาร่วมวง
ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่คนยอมรับมากกว่าถ่านหิน เพราะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า
โดยเฉพาะคนไทย เราอยู่กับก๊าซมานาน ทำให้คุ้นเคยกับพลังงานประเภทนี้ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมใหญ่โตจนเป็นประเด็น
สิงคโปร์ก็อยู่กับก๊าซมานานมาก เพราะพลังงานไฟฟ้าในสิงคโปร์ร้อยละ 95 มาจากก๊าซธรรมชาติที่เขานำเข้ามา
ผมสอบถามจาก CEO ชาวสิงคโปร์ เขาบอกว่าภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญของประเทศเขา แต่แน่นอนว่าค่าไฟก็ต้องแพงหน่อย ซึ่งเขาพิจารณาแล้วคิดว่าคุ้ม
Trade Off คือการได้อย่างเสียอย่าง เป็นเรื่องปรกติของพลังงาน ที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
แต่แน่นอนที่สุดคือไม่มีอะไรได้กับได้
เมื่อสิงคโปร์ใช้ก๊าซเป็นหลัก ค่าไฟสูงหน่อย เขาก็เริ่มหาทางได้ประโยชน์จากก๊าซเพื่อมาทดแทน ทั้งที่เขาไม่ได้มีแหล่งก๊าซเลย
สิงคโปร์เล็งเห็นว่า ในอนาคตของเอเชีย ก๊าซจะเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุผลดังนี้
ภายในปี2030 ประชากรเอเชียจะเพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านคน ซึ่งเท่ากับประชากรอียูทั้งหมด
ในค.ศ.2010-2015 ราคาขายเฉลี่ย LNG ในเอเชียแพงกว่าที่อื่น
เอเชียนำเข้า LNG เป็นปริมาณ 2 ใน 3 ของโลกตั้งแต่1980 และคงเป็นเช่นนั้นไปอีกนาน
ในค.ศ.2012 เอเชียซื้อก๊าซเป็นเงินมากกว่า 130 พันล้านเหรียญ
นอกจากประเทศอุตสาหกรรมเดิม เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ยังมีความต้องการอีกมากจากประเทศใหม่ เช่น จีน อินเดีย (มาแรงมาก) ซึ่งความต้องการจะเพิ่มอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ เขายังคิดว่าตลาด ASEAN ก็สำคัญ แม้ว่าหลายชาติในอาเซียนจะมีแหล่งก๊าซของตนเอง แต่ลองดูมุมที่เขาคิดนะครับ
ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีเกาะรวมกันกว่า 20,000 เกาะ สำหรับเกาะใหญ่ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยล่ะ
การส่งไฟฟ้าระหว่างเกาะเล็กๆ โดยใช้เคเบิ้ลใต้น้ำต้องลงทุนสูงมาก โดยเฉพาะการส่งไฟไปที่เกาะเล็กเกาะน้อยที่จะเจริญขึ้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต กระจายตัวออกไปเรื่อยๆ
แหล่งท่องเที่ยวต้องการไฟฟ้า เมื่อค่าเคเบิ้ลแพง การสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กตามเกาะต่างๆ หรือแม้กระทั่ง Floating Plant โรงไฟฟ้าลอยน้ำ เป็นเรื่องเป็นไปได้
ความรู้เพิ่มเติมสำหรับเพื่อนธรณ์ รู้ไหมครับว่า Floating Plant ยุคแรกๆ อยู่ในเมืองไทย เราซื้อต่อมาจากญี่ปุ่น จากนั้นก็นำไปใช้ที่ขนอม แต่ใช้จอดขึ้นไปบนฝั่ง ปัจจุบันรื้อไปหมดแล้วครับ
สิงคโปร์คิดว่าหากเขารับเรือขน LNG ขนาดใหญ่เข้ามาที่ท่า มีที่เก็บก๊าซเป็นฮับ จากนั้นก็ใช้เรือขนาดเล็กส่งก๊าซไปตามเกาะต่างๆ จะมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจแบบ new S-Curve
เขายังทราบดีว่าก๊าซในเมืองไทยก็ลดน้อยลง จนถึงตอนนี้ เรากลายเป็นผู้นำเข้าก๊าซไปแล้ว ในอีก 7-10 ปี เราจะต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด
สิงคโปร์มองเห็นความต้องการก๊าซในภูมิภาคที่มากขึ้น เชื่อว่าตลาดก๊าซจะพัฒนาคล้ายน้ำมัน มีการซื้อขายแบบ Spot มากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่สัดส่วนของการทำสัญญาระยะยาวในอนาคตจะลดลง เนื่องจากมีปริมาณก๊าซออกสู่ตลาดจนพอเพียงให้เกิดการแข่งขันด้านเทรดดิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาถนัด
ในค.ศ.2013 กองทุนเทมาเส็ก (ของรัฐบาล) จึงตั้งบริษัท Pavilion Energy เพื่อมุ่งหน้าหาประโยชน์ในเรื่องนี้
สิงคโปร์ทราบดีว่าจุดอ่อนของเขาคือไม่มีแหล่งก๊าซในประเทศ แม้จะมีท่อก๊าซส่งมาจากอินโดนีเซีย (สุมาตรา) แต่ก็มีระยะเวลาสัมปทาน และในอนาคตอินโดก็คงไม่ยอมขายก๊าซราคาถูกให้ง่ายๆ (ตอนนี้อยู่ระหว่างการต่อรอง)
เขาจึงแบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน Upstream Midstream และ Downstream ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ)
Upstream คือแหล่งก๊าซ เขาทราบดีว่าแหล่งในไทยแทบไม่เหลือ ในมาเลก็มีปิโตรนัส ในอินโดก็มีบริษัทอื่นๆ
เป้าหมายของสิงคโปร์จึงต้องเป็นแหล่งใหม่หน่อย เช่น แอฟริกา
แอฟริกาตะวันออกมีแหล่งก๊าซในทะเลอยู่มาก
สิงคโปร์มุ่งหน้าไปที่แทนซาเนีย ได้สัมปทานและวางแผนการผลิตก๊าซที่นั่น (ไม่ใช่ใน 2-3 ปีนะครับ แต่อาจเป็น 7-8 ปี ซึ่งตรงกับช่วงที่เขาคำนวณว่า Demand จะมากกว่า Supply ทำให้ราคาก๊าซดี)
เรื่องนี้ไทยก็ทราบ และเคราะห์ดีที่เราทำงานเรื่องก๊าซมานาน
ปตท.สผ.จึงเข้าไปลงทุนในโมซัมบิก เพื่อที่จะพัฒนาแหล่งก๊าซที่นั่น และต้องกระซิบไว้นิดว่าแหล่งของเรามีปริมาณสำรองมากกว่าแทนซาเนียเยอะครับ
ในส่วนของ Midstream สิงคโปร์ใช้จุดเด่นที่เป็นเมืองท่า พูดคุยกับบริษัทขนส่งทางทะเลง่าย จึงไปจับมือกับหลายบริษัท
นอกจากนี้ ยังต่อเรือเอง ถึงปัจจุบัน เขามี LNG Carrier 3 ลำ และกำลังต่อเพิ่มอีก 2 ลำ
นอกจากนี้ เขายังมีท่าเรือ LNG receiving terminal ขึ้นที่เกาะจูล่ง และกำลังขยายขนาดเพื่อให้รองรับการเก็บ LNG ได้หลายล้านตัน
ในส่วนนี้เมืองไทยแพ้เรื่อง-เท่าทันเรื่อง
เราไม่มีเรือขนส่งก๊าซเลยสักลำ ทั้งที่เราก็วางแผนมานาน ซึ่งคงต้องเร่งรีบหาทางกันหน่อยแล้ว
เคราะห์ดีที่เราเริ่มทำ LNG Terminal ไว้บ้างแล้ว และในอนาคตจะเพิ่มขึ้น จนสามารถรองรับ LNG ได้หลายล้านตัน มากกว่าสิงคโปร์ครับ
สุดท้ายคือ Downstream สิงคโปร์เริ่มทำการส่งก๊าซและวัตถุดิบอื่นๆ จากก๊าซ เพื่อป้อนโรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี ไบโอเทคโนโลยี ฯลฯ
เขายังเน้นกิจกรรม Trading อย่างต่อเนื่องตามที่ถนัด โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้กำหนดราคาก๊าซในระดับภูมิภาคให้ได้ (เหมือนที่ทำได้กับน้ำมัน)
ในส่วนของเมืองไทย เรามีหลายบริษัทด้าน Downstream ทั้งในประเทศและเริ่มไปลงทุนต่างประเทศ
และเราก็มีบริษัท Trading (ในเครือปตท.) ตั้งอยู่ที่สิงคโปร์และเพิ่งเปิดใหม่ที่ลอนดอน
ทั้งหมดนั้น ต้องลองคิดถึงระยะเวลาด้วยครับ ของเขาเริ่มต้นเมื่อปี 2013 ขณะที่เราทำงานเกี่ยวกับก๊าซมาเกือบ 40 ปี
ผมเคยไปเยี่ยมปิโตรนัส เห็นภาพของมาเลเซียว่าในฐานะประเทศที่มีแหล่งปิโตรเลียมมหาศาล เขากำลังจะไปทางไหน
หนนี้มาสิงคโปร์ ประเทศที่ไม่มีแหล่งปิโตรเลียมเลย แต่ก็เห็นภาพว่าเขาจะกระโดดเข้ามาในตลาดอย่างไร และจะก้าวไปอย่างไร
ในส่วนของเมืองไทย เราต้องพยายามครับ เพราะยังไงก๊าซก็ยังคงเป็นแหล่งพลังงานและวัตถุดิบหลักของเรา
การรู้จักคนอื่น หาตัวเองให้เจอ กำหนดกรอบ และมุ่งไปข้างหน้า เพื่อให้เราอยู่ในสภาพที่แข่งขันได้ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ธุรกิจปิโตรเลียมและก๊าซในไทย ไม่จำกัดแค่พลังงาน แต่ยังหมายถึงวัตถุดิบที่ต่อยอดไปมหาศาล มีผู้คนเกี่ยวข้องหลายแสนคน
นี่จึงเป็นการแข่งขันที่มีปากท้องของคนมหาศาลมาเกี่ยวข้อง
ผมดีใจที่เราเริ่มมีแผนปฏิรูปพลังงาน (เสร็จภายในปลายเดือนธันวาคม) และยุทธศาสตร์ชาติ (เสร็จปลายเดือนมกราคม)
ซึ่งน่าจะพาเราเข้าไปสู่การแข่งขันใน S-Curve ใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องแข่งเพียงอย่างเดียว แต่สามารถร่วมมือกับสิงคโปร์มาเลเซียและชาติอื่นๆ ในการเป็นผู้นำของธุรกิจก๊าซในย่านนี้
เมื่อดูภูมิศาสตร์แล้ว เราอาจสู้ Lower ASEAN ไม่ได้ แต่ถ้าเป็น Upper ASEAN หรือประเทศ CLMV เรามีศักยภาพมากกว่า
เราท่อก๊าซที่ต่อเชื่อมไปมา หากเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เราจะก้าวไปอีกระดับ
อย่าลืมท่อก๊าซที่ต่อมาจากพม่า แม้สัมปทานอาจหมด แต่ถ้าเรามีท่าเรือ LNG ตรงนั้น เราก็ยังใช้ประโยชน์จากท่อได้อยู่ดี และระยะทางจากแอฟริกามาพม่าจะใกล้กว่าและประหยัดกว่าแล่นเรือลงไปหาสิงคโปร์
ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีพลังงานคงทราบเรื่องนี้และกำลังวางแผนอยู่
ผมเพียงอยากบอกว่า สิงคโปร์ก้าวไปเร็วมาก หากเราจะแข่ง เราต้องเร่งตั้งเป้าและเดินหน้า
ภารกิจของกระทรวงที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า ทั้งเปิดประมูลรอบใหม่และเรื่องโรงไฟฟ้าภาคใต้ เป็นที่ทราบดีอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องเร่งเดิน
มิฉะนั้น สักวันเราก็จะมาสงสัย ว่าทำไมสิงคโปร์ที่ไม่มีแหล่งก๊าซเลย กลายเป็นผู้นำในด้านนี้ได้อย่างไร
เขาคิดอย่างนี้ทำอย่างนี้ไงครับ
สำหรับเพื่อนธรณ์ อย่างที่บอกไว้ตอนต้น เรื่องนี้เขียนยากมาก และอาจมีผู้เข้าใจไม่เท่าไหร่ คนกดไลค์ชอบใจคงไม่มาก
แต่สำหรับผมแล้ว ขอเพียงเรื่องที่เขียนมีเพื่อนธรณ์อ่านแล้วได้ประโยชน์ จะเป็นกี่คนก็ไม่สำคัญครับ

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เปิดลายแทง “เครือข่ายสมคิด” นักธุรกิจ-มืออาชีพ พรึบ!

เปิดลายแทง “เครือข่ายสมคิด” นักธุรกิจ-มืออาชีพ พรึบ!
ตั้งแต่ประกาศโผ “ครม.ประยุทธ์5” ทุกสายตาต่างจับจ้องชนิดไม่กระพริบตาคอยดูว่า ครม.เศรษฐกิจที่อยู่ในกำมือ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เกือบจะ100% (เว้นไว้เพียงพลังงานกับแรงงาน) จะกระชากศรัทธาที่ดำดิ่งกลับคืนมาได้หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้เรตติ้งทีมเศรษฐกิจหากเป็นบัว 4 เหล่า เผลอๆ จัดเป็นบัวเหล่าที่ 5 คือ เรตติ้งติดลบเอาดื้อๆ
ก่อนหน้านี้การทำงานอาจจะไม่เต็มไม้เต็มมือเท่าไหร่ มีปัญหา 2 กระทรวงสำคัญ คือเกษตรและสหกรณ์ที่อยู่ในมือ “บิ๊กนมชง”พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ และการท่องเที่ยวและกีฬาที่ “กอบกาญน์ วัฒนวรางกูร” ดูแล ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระมีอะไรจะรายงานสายตรงกับ“บิ๊กตู่”คนเดียว การประสานงานจึงเข้าตำรา “ชักตื้นติดกึ๊กชักลึกติดกั๊ก” มาตลอด ต่อจากนี้ไปจะอ้างหรือโยนกลองไม่ได้แล้ว....
ที่สำคัญ ทีมงานใกล้ชิดมือซ้ายมือขวายังอยู่กันพรึบ ไล่เรียงตั้งแต่มือขวา “ดร.อุตม สาวนายน”รัฐมนตรีอุตสาหกรรมก็ยังอยู่ที่เดิมเพื่อดัน “โครงการEEC”เกิดให้ได้ เช่นเดียวกับ “อภิศักดิ์ ตันติวรงค์” ที่ยังยึดกระทรวงคลังเหนียวแน่น ตอนแรกมีข่าวว่าจะมานั่งคมนาคมเพื่อดันรถไฟไทย-จีน ในที่สุดก็ยังอยู่ที่เดิม
ขณะที่คนใกล้ชิดอีกคนอย่าง “สนธิรัตน์ สนธิจิระวงศ์” จากรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์เลื่อนชั้นนั่งเก้าอี้ใหญ่กว่าเดิมเพื่อผลักดันร้านค้าประชารัฐและเศรษฐกิจฐานราก ส่วนมือซ้าย “ดร สุวิทย์ เมษินทรีย์” ก็โยกจากรัฐมนตรีสำนักนายกฯ มานั่งคุมกระทรวงวิทย์ฯ มาผลักดันสตาร์ทอัพ เพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 เช่นเดียวกับ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” ภาพอาจจะไม่ใช่คนใกล้ชิดแต่ก็ทำงานเข้าขากันอย่างดี
แต่เที่ยวนี้ น่าจับตา “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” อดีตนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่ง นักเรียนทุนและอดีตผู้บริหารแบงก์ชาติแล้วผันตัวไปเป็นผู้ช่วยเอ็มดี.แบงก์บัวหลวง หลังจากถูกดึงช่วยงาน ระยะหนึ่งเข้าตา “บิ๊กตู่” ได้รับความไว้วางใจให้ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ภารกิจหลักๆ เข้ามาดูเศรษฐกิจภาพรวมและงานด้านประชาสัมพันธ์ ด้วยเป็นคนมีความรู้แน่นและสุภาพเรียบร้อย
ขณะที่ กระทรวงเกษตร “กฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการ อดีตปลัดมหาดไทยลือกันว่าสายตรงลุงกำนันกลายเป็นม้ามืดแซงโค้งนาทีสุดท้าย จุดแข็งที่มีเครือข่ายผู้ว่าราชการจังหวัดมาช่วยขับเคลื่อนงานด้านการเกษตร มี“ลักษณ์ วจนานวัช” ผู้จัดการ ธ.ก.ส. แม้ไม่ใช่สายตรงแต่ก็เคยทำงานร่วมกันจนเป็นที่ไว้วางใจ จะมาดูแลราคาสินค้าเกษตร มีเครือข่าย ธกส.เป็นมือไม้ ขณะที่ “อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลกำธร ก็คงมาตอบโจทก์เรื่องเกษตรทางเลือก เกษตรอินทรีย์ ดูแล้วกระทรวงเกษตรกลายเป็นสูตรที่ลงตัวที่สุด
ฟากท่องเที่ยวและกีฬาฯ ก็ได้ “วีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์” อดีตรัฐมนตรีกลับมานั่งเก่าอี้ตัวเก่า แม้จะใกล้ชิดสายชาติไทยพัฒนาแต่กับดร.สมคิด ก็ถือว่าไม่ใช่คนอื่นคนไกล นี่คือ เครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า แต่หลังฉากยังมี “ขุมกำลังนอกทำเนียบ” ที่ “ดร.สมคิด”ได้วางเครือข่ายมานาน ทั้งภาคธุรกิจเอกชน เทคโนแครต รวมถึงภาคประชาสังคม
“วิระไท สันติประภพ” คือคนในเครือข่ายคนแรกๆ ที่ถูกดันให้มานั่งเก้าอี้ผู้ว่าแบงก์ชาติ ก่อนหน้าที่จะเข้ามาคุมทีมเศรษฐกิจด้วยซ้ำ “ยุทธศักดิ์ สุภสร” อดีต ผอ.ส.ส.ว. ผันตัวมานั่งเก้าอี้ ผู้ว่า ท.ทท. ก็เคยอยู่ใต้ร่มเงาสมคิดมาก่อน
แต่ขุมกำลังหลักจริงๆ น่าจะวางน้ำหนักไปที่นักธุรกิจ เอกชน ผู้บริหารมืออาชีพที่ถูกดึงมาช่วยงานหน้าฉากในนาม “สานพลังประชารัฐ” ที่มั่นสำคัญอยู่ที่ “หอการค้าไทย” และ “สภาหอการค้าไทย” มี “อิสระ ว่องกุศลกิจ” อดีตประธานหอการค้าไทยและบิ๊กบอสค่ายน้ำตาลมิตรผลเป็นแกนนำ และมี “กลิน สารสิน” ผู้บริหารเครือ เอสซีจี.ประธานหอการค้าคนใหม่มาเสริมทัพ
แต่ที่ยืนเคียงข้างมานานนับสิบปีจะเป็นใครไม่ได้ ต้อง “เสี่ยบุญยสิทธิ์ โชควัฒนา” บิ๊กบอส “ค่ายสหพัฒน์” ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ดร.สมคิด เคยเป็นที่ปรึกษาอยู่ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วงการการเมือง ออกโรงเชียร์ทุกครั้งที่ “ดร.สมคิด” พลาดพลั้ง แถมยังมีกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งเครือซีพี ค่ายไทยเบรฟ เข้ามาสมทบ แรกๆ ได้ “ดร.สม” พี่ชายแท้ๆ เป็นตัวเชื่อม.. แต่ทุกวันนี้ “คอนเน็คชั่น”ดร.สมคิดล้วนๆ ขนาดดึง “ศุภชัย เจียรวรานนท์” มาช่วยงานด้านการศึกษา “ฐาปน สิริสัฒนภักดี” ลูกชายเสี่ยเจริญ มาช่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ เช่นเดียวกับ “เครือเซ็นทรัล” ยักษ์ใหญ่วงการค้าปลีก ก็มี “ทศ จิราธิวัฒน์” ยืนตระหง่าน ขาดไม่ได้ แบงก์กรุงเทพฯ ก็มี “ชาติศิริ โสภณพณิช” มาช่วยเรื่องการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
เหนือสิ่งใดผู้บริหารมืออาชีพอย่าง “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” ซีอีโอ.ค่ายเอสซีจี.ช่วยพัฒนาบุคลากรด้านอาชีวะ แต่ที่ไม่เปิดตัวก็มีอีกไม่น้อย ทั้งกลุ่มไทยยูเนี่ยนโฟรซเซ่น ผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ากระป๋องที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงกลุ่มโอสถสภาฯ และ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นแบ็กอัพ
ขณะที่ “มูลนิธิอนาคตไทยศึกษา” มี “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” เป็นหัวเรือใหญ่ทำงานด้านวิจัยเรื่องเศรษฐกิจและสังคมเป็น “คลังข้อมูล” คอยซับพอร์ตแต่ในระยะหลังๆ ดูเหมือนบทบาทดูจะแผ่วๆ ไปบ้าง
ยิ่งกว่านั้นยังมีคลังสมอง “ระดับซือแป๋เรียกอาจารย์” เล่นบท “เดอะแมน บีไฮน์” เป็นกุนซืออยู่ข้างหลังทั้งอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ “สมพล เกียรติไพบูลย์” อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ “ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์” อดีตรัฐมนตรีคลังและอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ “ดร.คณิต แสงสุพรรณ” อดีตข้าราชการระดับสูงในกระทรวงคลัง ตอนนี้มาช่วยดูโครงการ EEC. และ ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคลังที่ช่วงหลังอาจจะห่างๆ ไปบ้าง
ผู้บริหารมืออาชีพ อาทิ “กานต์ ตระกูลฮุน” อดีตซีอีโอ.เอสซีจี.มาผลักดันโครงการ EECรวมถึง “ประเสริฐ บุญสัมพันธ์” อดีตซีอีโอ.ปตท. และที่ไม่เปิดตัวอีกไม่น้อย
ในภาคประชาสังคม ก็มี “เอ็นนู ซื่อสุวรรณ์” อดีตรองเอ็มดี.ธกส.ช่วยงานด้านเศรษฐกิจฐานราก วิสาหกิจชุมชนต่างๆ “หมอพลเดช ปิ่นประทีป”ดูเรื่องประชารัฐ
สำรวจขุมกำลังแล้วแน่นปึ๊ก! ทั้งกองหน้ากองหลัง เหลือแต่เพียงในห้วงเวลาที่เหลืออยู่จะเฉียบคมพอยิงเข้าเป้าหรือไม่ จะผลักดันผลงานถูกใจกองเชียร์หรือไม่ เท่านั้น.

ทุกคนต้องมา!อัยการนัดสั่งคดีกบฏ53กปปส.24ม.ค.ปีหน้า

ทุกคนต้องมา!อัยการนัดสั่งคดีกบฏ53กปปส.24ม.ค.ปีหน้า
Cr:http://www.naewna.com/politic/309064
15 ธ.ค.60 ที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้นัดผู้ต้องหาในสำนวนคดีพิเศษที่ 261/2556 หรือคดีร่วมกันเป็นกบฏในการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 53 คน ผู้ต้องหา มาเพื่อรายงานตัวและฟังการสั่งคดี
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้มีเพียงทนายความผู้รับมอบอำนาจจากกลุ่มผู้ต้องหาเดินทางมาเพื่อมารับฟังคำสั่งแทนเท่านั้น โดยคณะทำงานอัยการได้แจ้งแก่ทนายความ ให้มารับทราบคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 24 ม.ค.61 นี้ เวลา 10.00 น.โดยได้กำชับให้ผู้ต้องหาทุกคนเดินทางมาฟังคำสั่งด้วยตนเอง เนื่องจากในวันดังนั้นกล่าว ทางอัยการจะมีคำสั่งเลยว่าจะฟ้องผู้ต้องหารายใดและข้อหาใดบ้าง ซึ่งตัวผู้ต้องหาจะต้องเตรียมหลักทรัพย์มาให้พร้อมเพื่อประกันตัวในชั้นศาล
ด้าน นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของกลุ่มแกนนำ กปปส.เปิดเผยว่า วันนี้อัยการยังไม่ได้แจ้งความเห็นเรื่องการสั่งคดีใดๆ โดยนัดให้กลุ่ม กปปส.มารายงานตัวอีกครั้งช่วงปลายเดือน ม.ค.61 ทั้งนี้ ต้องรอดูว่าในวันนั้นอัยการจะแจ้งคำสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้องในวันนัดนั้นเลยหรือไม่ โดยปกติหากสั่งฟ้องอัยการจะนัดไว้ก่อนเพื่อเตรียมหลักประกันให้พร้อม
ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่ม กปปส.ก็เตรียมหลักประกันไว้ ซึ่งอิงเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ประกันตัวของ 4 กปปส.ที่เคยถูกฟ้องไปแล้ว คือ น่าจะอยู่ที่คนละ 600,000 บาท หากไม่มีข้อหาก่อการร้าย อาจจะอยู่ที่คนละ 400,000 บาท

“นิพิฏฐ์ โต้ คนเสนอส.ส.ไร้พรรค สะท้อนไร้หลักการ-ไม่เรียนรู้อดีต ปูทางเลื่อนเลือกตั้ง

“นิพิฏฐ์ โต้ คนเสนอส.ส.ไร้พรรค สะท้อนไร้หลักการ-ไม่เรียนรู้อดีต ปูทางเลื่อนเลือกตั้ง


“นิพิฏฐ์ โต้ “สมศักดิ์” เสอนแก้รธน.สะท้อน ไร้หลักการ ตอกย้ำทฤษฎีสมคบคิด ปูทาง เลื่อน-ไร้เลือกตั้ง เชื่อแก้กม.พรรคการเมือง ใช้เป็นข้ออ้างล้มกฎหมายเลือกตั้งส.ส. ตามแผนผู้มีอำนาจ เหน็บอวยพร “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” อยู่ต่อจนถือไม้เท้ากลับบ้าน
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มวังน้ำยม ที่ให้แก้รัฐธรรมนูญให้ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง และมีแต่ส.ส.เขต 400 คน ว่า ในขณะที่มีการร่างรัฐธรรมนูญมีการถกเถียงจนตกผลึกแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยจะเดินไปได้ส.ส.ต้องสังกัดพรรค และในอดีตก็เห็นความล้มเหลวของระบบรัฐสภาที่ส.ส.ไม่สังกัดพรรคมาแล้ว ทำให้รัฐบาลอยู่ยาก การกำหนดนโยบายแต่ละเรื่องทำไม่ได้เลย เมื่อสิ่งนี้ตกผลึกไปแล้วจะกลับมารื้อฟื้นใหม่แสดงให้เห็นถึงความไม่มีหลักการของคนที่คิดเรื่องนี้ ส่วนประเด็นเรื่องส.ส.เขต 400 คนก็ตกผลึกแล้วเช่นกันว่า การที่เอาระบบสัดส่วนผสมมาเพราะไม่ต้องการให้คะแนนตกน้ำ ทำให้ทุกคะแนนมีความหมาย ข้อเสนอเรื่อง 400 คน 400 เขตเป็นระบบเก่า
“รัฐธรรมนูญก็ผ่านการประชามติมาแล้ว อย่าทำให้เป็นปัญหาอีกเลย และหากมีการเสนอเรื่องนี้แล้วสภานิติบัญญัติ(สนช.).รับลูก ถ้าสมมติว่าผมไปเสนอบ้างว่ารัฐธรรมนูญนี้มาจากประชามติ ขอให้คงไว้ ไม่ขอให้แก้ไข สนช.จะรับลูกหรือไม่” นายนิพิฎฐ์ กกล่าว

แก้ไขให้ถูกต้อง

แก้ไขให้ถูกต้อง


การสรรหา กกต.ใหม่ 2 คน (จากทั้งหมด 7 คน) ซึ่งท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกาดำเนินการคัดเลือกเสร็จเรียบร้อย

มีแนวโน้มว่าอาจต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ซ้ำอีกรอบ??

เพราะ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ชุดปัจจุบัน ออกมาทักท้วงว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาใช้วิธีเลือก กกต.ไม่ถูกต้อง

เนื่องจาก พ.ร.บ.กกต.ฉบับใหม่ กำหนดให้ “ลงคะแนนโดยเปิดเผย” แต่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ผู้พิพากษาแต่ละท่านลงคะแนนในบัตรที่จัดให้

โดยไม่มีชื่อเจ้าของบัตรกำกับไว้ด้วย

นายสมชัย ชี้ว่าการลงคะแนนเลือกว่าที่ กกต. 2 คนของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงไม่ใช่ “ลงคะแนนโดยเปิดเผย” ตามที่กฎหมายกำหนด

เพราะตรวจสอบไม่ได้ว่าบัตรเลือก ตั้งแต่ละใบเป็นของท่านใด? และใครลงคะแนนเลือกใครกันบ้าง?

ถือเป็นข้อท้วงติงจาก กกต.ที่สมควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่าหลักสำคัญของการ “ลงคะแนนโดยเปิดเผย”

คือ ต้องเปิดเผยว่าใครลงคะแนนให้ใคร

ส่วนการนำบัตรไปหย่อนในหีบ (โดยไม่ระบุชื่อเจ้าของบัตร) ไม่ใช่การลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่เป็นการ “ลงคะแนนลับ” แบบเดียวกับที่เราไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่าการสรรหา กกต.ต้องดูกฎหมายให้รอบคอบ เพราะถ้ามีปัญหาวิธีการสรรหาไม่ถูกต้องก็จะเป็นอุปสรรคต่อไปในวันข้างหน้า

ถ้าจำเป็นต้องลงคะแนนใหม่อีกครั้งก็ไม่น่าเป็นเรื่องยาก

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าวิธีลงคะแนนโดยเปิดเผยที่ใช้ปฏิบัติกันอยู่ทำได้ 4 อย่าง ได้แก่...

1, วิธีขานชื่อ 2, วิธียกมือ 3, วิธีกดปุ่ม 4, วิธีใช้บัตรลงคะแนน โดยระบุชื่อผู้ลงคะแนนในบัตรด้วย

ดังนั้น กรณีที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาใช้วิธีให้ผู้พิพากษาแต่ละท่านนำบัตรลงคะแนนไปหย่อนในหีบจึงเป็นการ “ลงคะแนนลับ” เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรใบไหนเป็นของผู้พิพากษาท่านใดกันบ้าง
(ยกเว้น...ต้องตรวจดีเอ็นเอถึงจะพิสูจน์ได้)

“แม่ลูกจันทร์” โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่ พ.ร.บ.กกต.ฉบับใหม่ กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา “ต้อง” ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย

แถมระบุให้กรรมการสรรหาแต่ละคนต้องบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย

เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีเพียง 200 ท่าน ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนฝูงรู้จักมักคุ้นสนิทสนมกันทั้งสิ้น

ดังนั้น การบังคับให้ลงคะแนนโดยเปิดเผยว่าจะเลือกใคร หรือไม่เลือกใคร จึงเป็นเรื่องลำบากใจมากๆ
แถมการลงคะแนนเปิดเผยยังทำให้เกิด “คะแนนเกรงใจ” ตามมาด้วย

ส่วนข้อดีของวิธี “ลงคะแนนลับ” คือผู้พิพากษาแต่ละท่าน สามารถตัดสินใจเลือกใคร หรือไม่เลือกใครได้อย่างเต็มที่

แต่เมื่อ พ.ร.บ.กกต.ฉบับใหม่ เขียนล็อกไว้แบบนี้ ก็จำเป็นต้องทำตามกติกาที่กำหนดไว้ให้ถูกต้อง

ฉะนั้น เพื่อป้องกันปัญหาปลายเหตุ ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือต้องลงคะแนนใหม่ซ้ำอีกรอบ.

“แม่ลูกจันทร์”

เลี้ยวหักศอกสู่ธงเดิม?

เลี้ยวหักศอกสู่ธงเดิม?


ทัวร์พิเศษ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ยกคณะ ครม.ไปลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ แค่ไปเช้า-ค่ำกลับ ก็ทำเอาครึกครื้นไปทั้งเมืองน้ำดำ

ไม่ใช่แค่ทุ่มงบฯโครงการพัฒนาลอตแรก อาทิ อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ 305 ล้านบาท เส้นทาง 4 ช่องจราจร 1,400 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องสาวไหม ปรับปรุงต่อเติมศูนย์การเรียนรู้ ก่อสร้างเส้นทางสายไหมในประเทศ

ยกเป็นโมเดลอัดฉีดต้นแบบ “กาฬสินธุ์ แฮปปี้เนส” จังหวัดนำร่อง “แก้จน”

แต่สีสันรอบนี้ครบครัน “บิ๊กตู่” เล่นได้ทุกบทไม่แพ้นักการเมืองลงพื้นที่ ทั้งโชว์ตัวบนรถอีแต๊ก ชิมดักแด้ไหม ร่วมรำฟ้อนภูไท หยอกเย้าชาวบ้าน เบ่งกล้ามโชว์ ฯลฯ และไม่พลาดก็รายการเดี่ยวไมโครโฟน

ทั้งเนื้อหาสาระจริงจัง แถมมีมุกแทรกเป็นระยะๆ ตามสไตล์ “นายกฯเป็นคนตลก”

โดยเฉพาะที่ “ทีเล่นโยงทีจริง” ต่อเสียงเชียร์ชาวบ้าน จะให้อยู่ไปนานๆเป็น 10 ปี “เดี๋ยวค่อยว่ากัน”

“อยู่ที่พวกเราจะให้อยู่ต่อหรือไม่ ถ้าบอกให้อยู่ต่อก็อยู่ได้”

ในจังหวะที่อาการเป๋ๆเอียงๆในภาพรวมของรัฐบาล คสช. ก็ประคองตัวให้กลับมาตั้งหลักได้

แรงต้านนอกประเทศลดดีกรีลง ล่าสุดกลุ่มอียูฟื้นสัมพันธ์กับประเทศไทย ธนาคาร โลกปรับตัวเลขความยากจนในไทยดีขึ้น และเอดีบีชี้เศรษฐกิจไทยดีเกินคาด ปรับตัวต่อเนื่อง

ด้านแรงกระเพื่อมการเมืองภายในคิวร้อนกระแทกใส่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องแจงปมแหวนเพชร-นาฬิกาหรู ก็ได้เครดิตของ “บิ๊กตู่” ช่วยการันตี

ที่สำคัญ ว่ากันว่า “ลุงป้อม” มั่นใจเคลียร์ได้ ทั้งนาฬิกาที่หยิบยืมเพื่อนนักธุรกิจ ส่วนแหวนเพชรมีข้อมูลว่ามารดาให้ใส่ตั้งแต่ไปร่วมรบสงครามอินโดจีน

ยิ่งเมื่อน้องรักเข้าใจดี-พี่เลิฟก็ดีใจยิ่ง โดยเฉพาะคำพูดผู้นำ “เสี้ยมยังไงก็ไม่แยกกัน” กินใจมาก

ถึงจุดนี้เลยมีช็อตพิเศษ สยบแรงกระเพื่อมจากคนการเมือง สารพัดขั้วค่ายที่ส่งเสียงเรียกร้องให้ปลดล็อกทางการเมือง ขอขยับทำตามกติกาเงื่อนไข และเวลาที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด

ปล่อยให้ส่งเสียงเรียกร้องอื้ออึง “อำนาจพิเศษ” คอยยื้อ พาคนการเมืองออกทัวร์มาพักใหญ่

จนเวลากระชั้นใกล้เดดไลน์ ก็มีสัญญาณพา “เลี้ยวหักศอก”

ไม่ต้องเล่นเอง แต่มีแม่น้ำสายแยกย่อย “ไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีต สปช. และผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปที่ประกาศหนุน “ลุงตู่” ไปต่อบนเก้าอี้ “ผู้นำคนนอก” ออกมาเสนอแก้กฎหมายพรรคการเมือง

โละสมาชิกพรรค เริ่มต้นค่ายต่างๆใหม่หมด เหตุผลเพื่อแก้ปมเหลื่อมล้ำพรรคเก่า-พรรคใหม่

ไม่ต่างจากปม “เซ็ตซีโร่”

อีกทางหนึ่ง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำหนังสือส่งถึง สนช. เพื่อขอให้แก้กฎหมาย
พรรคการเมืองเช่นกัน และเหตุผลก็ใกล้เคียง แต่ที่น่าสังเกต รอบนี้ “ลุงกำนัน” มาโฉมใหม่

จากที่ช่วงหลังออกโรงในนาม “ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ”

หนนี้กลับมาใช้หัวหนังสือ และตำแหน่ง “เลขาธิการ กปปส.” อีกครั้ง

ในห้วงที่การเมืองในค่าย ปชป.ชักมันหยด “ลุงกำนัน” รุกเงียบ หาช่องทาง “ทอนเสียง” ค่ายเก่า ลดดีกรีเฮี้ยว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ “นายชวน หลีกภัย” มาเติมกำลังภายใน
หมากนี้ “สุเทพ” รุกอีกขั้น ประลองพลังปรมาจารย์

ยิงสูตรเข้าทางลูกไม้ “อำนาจพิเศษ” ที่แม้ยังไม่แสดงท่าทีชัด แต่ภาพรวมอ่านผ่านทาง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. และบรรดา สนช.ในแม่น้ำสายนิติบัญญัติรับลูกข้อเสนอ “ไพบูลย์-ลุงกำนัน”

ขณะที่ “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมายรัฐบาล แบะท่ารับเรื่องเข้า คสช.

สัญญาณแรง สูตรโละรื้อ “เซ็ตซีโร่” พรรคการเมือง ท่าทางจะมาจริง

ทางเลี้ยวหักศอก กลับมาหา “ธงแรก” ของ คสช.อีกครั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อียูขอมา

อียูขอมา


ถือเป็นข่าวดีต้อนรับปีใหม่ เมื่อกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู มีมติฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศ ไทย หลังจากหยุดชะงักไปตั้งแต่คสช.ปฏิวัติปิดซ่อมประชาธิปไตยเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการที่กลุ่มอียู 20 ประเทศ มีมติเห็นชอบให้เดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศไทย
แสดงให้เห็นสัญญาณบวกตามมาถึง 5 ประการคือ...
1, แสดงว่ากลุ่มสหภาพยุโรปเล็งเห็นความตั้งใจของรัฐบาล คสช.ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มีผลคืบหน้าเป็นรูปธรรมพอสมควร
ไม่งั้นกลุ่มอียูคงไม่ทอดสะพานมาก่อนแน่นอน
2, กลุ่มประเทศอียูเป็นผู้มีอุปการคุณอุดหนุนสินค้าออกไทยใหญ่อันดับ 4 รองจากอาเซียน ญี่ปุ่น และอเมริกา
การรื้อฟื้นความสัมพันธ์จึงเป็นการเปิดประตูทองให้สินค้าไทยส่งเข้าไปขายในตลาดยุโรปได้เป็นกอบเป็นกำ
3, การเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-อียู ที่ชักตะพานแหงนเถ่อมา 3 ปี จะได้เริ่มต้นเจรจารอบใหม่เสียที
ถ้าการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อียูสำเร็จ มูลค่าการส่งสินค้าไทยจะพุ่งสูงกว่าเจ็ดแสนล้านบาทต่อปี
4, กลุ่มทุนยุโปรที่ชะลอการลงทุนในเมืองไทย บางรายย้ายฐานการลงทุนไปประเทศใกล้เคียง
เมื่อความสัมพันธ์กลับเป็นปกติ กลุ่มทุนจากยุโรปจะหันหัวเรือกลับมาลงทุนในเมืองไทยเป็นเป้าหมายหลักอย่างเดิม
5, การฟื้นฟูความสัมพันธ์จะเป็นโอกาสดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาล คสช. จะได้เดินทางไปเยือนประเทศยุโรปอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ และสานต่อความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนเศรษฐกิจอย่างสะดวกโยธิน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่านี่คือผลตอบแทนความมุ่งมั่นที่ “นายกฯบิ๊กตู่” ใช้เวลา 3 ปีในการทะลวงทางตันเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพี่เบิ้มอเมริกา และกลุ่มอียูให้กลับมาซี้ปึ้กอย่างเดิม
แต่...สะพานเชื่อมไทยไปกลุ่มอียูก็ไม่ได้รูดปื๊ดๆซะทีเดียว
เนื่องจากคณะมนตรีสหภาพยุโรปได้เพิ่มเงื่อนไขพ่วงมาด้วยหลายประการ
เป็นไฟต์บังคับให้รัฐบาล คสช.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอียู
“แม่ลูกจันทร์” ขอนำเงื่อนไขบางข้อของกลุ่มอียูมาฉายซ้ำให้เห็นภาพชัดเจน
เงื่อนไขข้อที่ 1, กลุ่มสหภาพอียูเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.รีบคืนสู่ประชาธิปไตย อย่างเร่งด่วน
โดยผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ และมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
เงื่อนไขข้อ 2, กลุ่มสหภาพยุโรป เรียกร้องให้รัฐบาล คสช.เร่งคืนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทั้งสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพสื่อ ฯลฯ ซึ่งถูกลิดรอนไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
เงื่อนไขข้อ 3, กลุ่มประเทศอียูเชื่อมั่นคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ หน.คสช.ที่ระบุว่าจะมีการเลือกตั้งใหญ่ภายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2561
กลุ่มประเทศอียูจึงขอเร่งรัดให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ (ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง) คลอดออกมาบังคับใช้โดยเร็ว
เห็นมั้ย...แม้แต่กลุ่มอียูยังเชื่อคำพูดนายกฯ บิ๊กตู่ว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ภายในเดือนพฤศจิกายนปีหน้าแน่นอน
ใครที่ยังไม่เชื่อว่าปีหน้าจะได้เลือกตั้ง...คงต้องเชื่อแล้วละโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

เหลือแค่ปลดล็อกศึกใน

เหลือแค่ปลดล็อกศึกใน


ปลดล็อกแรงเสียดทานได้ชุดใหญ่

ถึงเวลา “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยืดอกอย่างผ่าเผย

ตามคิวที่สหภาพยุโรป (อียู) มีมติฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองทุกระดับกับประเทศไทย หันมาจูบปากคืนดี ยอมรับรัฐบาลทหาร ภายหลังเห็นแนวโน้มการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย และการให้คำมั่นของ “บิ๊กตู่” ที่จะจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.2561

เป็นข่าวดีต่อจากกรณีที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จัดอันดับความยากจนของคนไทยลดลง

นั่นย่อมเป็นผลดี เพิ่มความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำลังเดินหน้ากระตุ้นการเติบโตตัวเลขทางเศรษฐกิจในทุกมิติ ให้ทำงานง่ายขึ้น

เศรษฐกิจไทยเริ่มมีที่ยืนบนเวทีโลก ไม่ต้องพะวงเรื่องการถูกกีดกันทางการค้าการขาย นานาชาติปลดล็อกเงื่อนไข เลิกสนใจเรื่องการเป็นเผด็จการทหารอีกต่อไป

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับเป็นผลงานความพยายามของ “บิ๊กตู่” ที่พิสูจน์ให้ยักษ์ใหญ่ อาทิ สหรัฐอเมริกา อียู เห็นถึงการพัฒนาและการดำเนินการตามโรดแม็ป คืนอำนาจให้ประชาชนในช่วงที่ผ่านมา

แผนโลกล้อมประเทศไทยไม่ได้สร้างความหนักใจให้กองทัพเหมือนเมื่อก่อน

เหลือแค่แรงเสียดทานจากในประเทศที่ยังเป็นปัญหา ต้องเร่งแก้ไขกันต่อไป ตามสัญญาณร้อนหลายเรื่องที่พุ่งปะทะใส่รัฐบาลไม่หยุดหย่อน

อาทิ คิวของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ถูกกระหน่ำกรณีนาฬิกาหรู และแหวนเพชรที่ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

แม้แต่ผู้นำ คสช.ยังบ่นอุบ ขอให้สื่อช่วยลดราวาศอกเรื่อง พล.อ.ประวิตรกันบ้าง อย่าไปมองในทางแย่ทั้งหมด

ห้องเครื่องหลัก คสช.ซวนเซ ถูกล็อกเป้าโจมตีทุกทาง หวังเผด็จศึกไม่ให้อยู่ช่วย น้องเล็กฝ่าแรงเสียดทานไปถึงสนามเลือกตั้ง

ตามจังหวะที่ทุกค่ายการเมืองโหมกดดันหนักขึ้น ให้ขั้วอำนาจพิเศษคลายกฎเหล็ก เร่งปลดล็อกให้นักการเมืองทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้

ถึงขั้นที่มวยรุ่นใหญ่อย่าง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกโรงช่วยขย่ม เรียกร้องให้ คสช.รับผิดชอบ หากไม่สามารถปลดล็อกพรรคการเมืองให้ดำเนินกิจกรรมได้ทันตามกรอบเวลา

ทุกพรรคปล่อยของต้านการถูกแช่แข็งยาว ฮึดสู้สัญญาณ คสช.ที่ออกลูกบ่ายเบี่ยง ไม่ปล่อยผีนักการเมือง ภายหลังรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้

ส่อท่าทียึกยัก สร้างเงื่อนไขให้โรดแม็ปเลือกตั้งมีอุปสรรค

ล่าสุด นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุ สนช.เตรียม เสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ขอขยายเงื่อนเวลาดำเนินกิจกรรมพรรคการเมืองให้เพียงพอต่อการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง

เข้าเหลี่ยมเกมยื้ออำนาจ ตามที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ระบุขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายลูกพรรคการเมือง ใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน

นั่นย่อมมีผลกระทบต่อโปรแกรมหย่อนบัตรเลือกตั้งไม่ทันปลายปีหน้าแน่ สัญญาณยื้อคืนประชาธิปไตยชักมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ

เพราะดูตามรูปการณ์แล้วเป็นไปได้ยากที่พรรคการเมืองจะเตรียมตัวดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

ทำไปทำมาอาจต้องใช้อำนาจมาตรา 44 ของผู้นำ คสช. ขยายเส้นตายให้พรรคการเมือง

แต่นั่นย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการเจอออปชั่นพิเศษสอดแทรกเข้ามา นอกเหนือจากการยืดเงื่อนเวลาทำกิจกรรมการเมืองตามปกติเพียงอย่างเดียว

สอดรับกับจังหวะส่งไม้ของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป พันธมิตรหมายเลข 1 ของ “บิ๊กตู่” ยื่นเรื่องต่อ สนช.ขอแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมือง ขจัดความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคเก่ากับพรรคใหม่

บอกกันตรงๆถึงขั้นอยากให้รีเซตสมาชิกพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าพรรคเก่าหรือพรรคใหม่

ฟังข้อเสนอแล้วตรงกับสุ้มเสียงล่าสุดของผู้นำ คสช.ที่อยากให้พรรคเล็ก พรรคใหญ่ พรรคเก่า พรรคใหม่ ไดัรับความเป็นธรรมเท่ากันในทุกด้าน

รอวัดดวงถูกล้างไพ่สมาชิกพรรค ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็กหัวหมุน ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งหาสมาชิกใหม่ทั้งหมด

นักเลือกตั้งเลี่ยงไม่พ้นถูกมัดมือชก เจ็บตัวหนักยิ่งกว่าเดิม.

ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

รักแล้ว..อย่าลืมฉัน

นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ สวมชุดผ้าไหมแพรวา ที่ชาวบ้านมอบให้ ขึ้นรถอีแต๊กทักทายประชาชน ร่วมฟ้อนรำชาวบ้าน โปรยยาหอมขออย่าลืมฉัน เทงบฯ4พันล้านบาทแก้น้ำท่วม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วย พร้อมคณะอาทิ  พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางถึง จังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว  และได้เดินทางมายัง ศูนย์วัฒนธรรมภูไท เพื่อ เยี่ยมชมวิถีชีวิตการทอผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์

โดยนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้สวมชุดผ้าไหมแพรวา ที่ชาวบ้านได้มอบให้ พร้อมได้ขึ้นรถอีแต๊ก กล่าวทักทายชาวบ้านที่มาต้อนรับด้วยบรรยากาศอบอุ่น พร้อมบอกกับชาวบ้านว่า ดีใจ ที่ได้พบกัน และการเดินทางมาครั้งนี้ไม่ต้องให้มีการเกณฑ์คนรอ เพราะตนเองไม่ใช่คนใหญ่คนโต เป็นเพียงข้าราชการของประชาชน

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้าน และยังได้ชิมหนอนไหม และแนะนำชาวบ้านให้สร้างเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับผ้าไหมแพรวาเพื่อใช้เป็นจุดขาย จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมฟ้อนภูไท ร่วมกับชาวบ้านด้วย
ที่ศูนย์ศิลปาชีพบ้านโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยได้เข้าชมวิถีชีวิตด้วยรถไถนาเดินตามและการลงเดินเท้าเข้าเยี่ยมชุมชน ซึ่งที่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมแพรวา ที่เลื่องชื่อจนได้รับการขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งไหม บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ซึ่งนายกรัฐมนตรียังได้เข้าร่วมฟ้อนรำกับชาวผู้ไทยและเข้าพบกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ร้องขอให้ นายกรัฐมนตรีจัดหาแหล่งน้ำให้กับประชาชน 
โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างพูดคุยว่า เบื้องต้นจะอนุมัติงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก และการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำด้วยงบประมาณกว่า 4 พันล้านบาท และจะสนับสนุนการท่องเที่ยวให้มีกิจกรรมเพื่อดึงดูดสร้างเม็ดเงินให้กับประชาชน พร้อมกับโปรยยาหอมรักแล้วอย่าลืมฉัน สร้างความสดชื่นให้กับประชาชนที่ร่วมต้อนรับจำนวนมาก สำหรับในช่วงบ่ายจะเดินทางไปที่อำเภอเขาวง เพื่อทำการประชุมแผนพัฒนาจังหวัดกาฬสินธุ์แบบบูรณา การและการเข้าชมอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์อีกด้วย

ไฟต์บังคับด้วยกันทั้งนั้น

ไฟต์บังคับด้วยกันทั้งนั้น


ไฟต์บังคับ แบบฟอร์มเดียวกับรัฐบาลของนักการเมืองจากการเลือกตั้ง

กับจังหวะย่างก้าวของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่มีคิวเดินสายตรวจราชการภาคอีสาน บินลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ติดตามความคืบหน้าโครงการแก้จน ทั้งปัญหาเรื่องน้ำและดิน

ผ้าขาวม้าคาดเอว นั่งรถอีแต๊ก แจกพันธุ์วัวควายให้ชาวบ้าน ย้ำรัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี

และตามฟอร์ม หนีไม่พ้นถูกพวกหมั่นไส้ค่อนขอดว่ากู้สถานการณ์ “ขาลง”

แต่ตามเงื่อนไขสถานการณ์มันก็หนีไม่พ้นฟอร์มนี้ ตามจังหวะที่ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” กำลังเดินหน้าเข้าสู่ห้วงสถานการณ์เดิมพันท้ายเทอมรัฐบาล คสช.

ลุ้นไปต่อช่วงเปลี่ยนผ่านตามกลไกที่วางไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

ท่ามกลางสภาวการณ์ที่ “ขาค้ำยันหลัก” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เจอแรงกระแทกซ้ายขวา เดี้ยงแล้วเดี้ยงอีก

เหมือนมวยเมาหมัด เป๋ไปเป๋มา ลุ้นแค่อยู่ให้ครบยก ไม่โดนกรรมการจับแพ้ก่อน

และถึงตอนนี้ปืนใหญ่ย้ายมาล็อกเป้า “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล “นายกฯลุงตู่” ตามรูปการณ์แบบที่ “รุ่นเก๋าลายคราม” อย่างนายชวน หลีกภัย ประธานกุนซือค่ายประชาธิปัตย์ เคาะสนิม กระโดดออกมาเล่นเอง

กับมุกร่อนจดหมายเปิดผนึกประจานรัฐบาล “ลุงตู่” ทำคนใต้รายได้หด ทุกภาคเดือดร้อน

ต้อน “สมคิด” เข้ามุมอับ ผลิตวาทกรรมย้ำปมปากท้อง ดิสเครดิตเชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ สกัดแผนปั่นแต้มให้ “นายกฯลุงตู่” ติดลมบนลากยาวหลังเลือกตั้ง

แถม “นายหัวชวน” ยังแสดงความเก๋าเกมด้วยการสั่งลูกข่ายประชาธิปัตย์ให้เลิกงอแง โวยวายให้ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมือง เพราะจะทำให้ประชาชนรู้สึกเบื่อนักการเมืองและเกิดความรำคาญ
ปล่อยให้รัฐบาล คสช.พิจารณาเอง หากเกิดอะไรขึ้นห้ามบอกปัดความรับผิดชอบ

โชว์รูปมวยเชิงสูงข่มรัฐบาลทหารแบบเนียนๆ ตามเหลี่ยมวิชาของโคตรเซียนทางการเมือง

“เชน คัมแบ็ก–ชวน คัมแบ็ก” จึงเป็นเงื่อนไขสถานการณ์ที่แปรผันตรงกับยุทธศาสตร์เกมอำนาจ
ประเทศไทย กับบทของตัวเลือกที่ลงตัวสุด ตามไฟต์บังคับให้นักเลือกตั้งอาชีพ 2 ขั้วใหญ่อย่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยต้องกล้ำกลืนฝืนทนจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล เพื่อตัดเส้นทางของ “นายกฯลุงตู่”
ดูท่าจะไม่ได้มาแค่เคาะสนิมเล่นๆ

ตามความจำเป็นของยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ต้องเบรกประวัติศาสตร์ไม่ให้ซ้ำรอย “กลุ่ม 10 มกรา” ที่กำลังจะเวียนมาครบรอบ 30 ปี ในบรรยากาศแบบที่ทีมอุ้ม “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับกองหนุน “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ขาใหญ่กลุ่ม กปปส.ตั้งป้อมหักดิบวัดกำลัง โดยเฉพาะภายหลังตัวแปรอย่างนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ถึงแก่อนิจกรรม

เดิมพันศึกภายในประชาธิปัตย์ยิ่งเร้าจุดแตกหัก

นักการเมืองอาชีพยี่ห้อประชาธิปัตย์รวมไปถึงค่ายเพื่อไทยก็อยู่ในอาการลำบากไม่แพ้รัฐบาล “ลุงตู่”
แต่ดูภาพรวม เทียบกันแล้ว “นายกฯลุงตู่” ก็ยังอยู่ในชัยภูมิที่ดีกว่า ในจังหวะที่ “จอมยุทธ์กวง” ตั้งท่าเดินหน้าอัดฉีดงบประมาณนับแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาปากท้อง อุดจุดบอดที่ถูกนักการเมืองเบิ้ลบลัฟ

เพื่อต่อยอดกับภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังติดลมบน

และบทคนจะเก่งแถมบวกเฮงอีกต่างหาก

ล่าสุด สหภาพยุโรป (อียู) มีมติเห็นพ้องให้ฟื้นคืนการติดต่อทางการเมือง “ทุกระดับ” กับประเทศไทย
หลังจากระงับมานาน 3 ปีเพื่อแซงก์ชั่นกดดันกองทัพ โดย คสช.ที่ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

นั่นหมายถึงยุโรปไม่สนเงื่อนไขรัฐบาลทหารไทยอีกต่อไป จึงยอมปลดล็อกแรงเสียดทาน

ยิ่งเอื้อต่อสถานการณ์ที่ “กัปตันสมคิด” กำลังปั้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกมิติ

งานนี้คงได้โอกาสพิสูจน์วรรคทอง “ทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทย” กับที่โดนบลัฟ “ทำคนจนหมดประเทศไทย”

ทำเป็นเล่นไป “สมคิด” เข็นครกขึ้นภูเขามาไกลเกินครึ่งทางแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

ผม ไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็น ข้าฯของประชาชน

"บิ๊กตู่" ขอเพลง โปงลางสะออน พร้อมเต้นรำกับชาว บ้านโพน คำม่วง กาฬสินธุ์
ยันผม ไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็น ข้าฯของประชาชน มารับใช้ประชาชน มาที่นี่ ไม่มีใครให้ผมมา แต่ผมคิดถึง ผมมาเอง

เตือน รมต. ...ใครทำไม่ดี ก็กลับบ้านพักผ่อน

เตือน รมต. ...ใครทำไม่ดี ก็กลับบ้านพักผ่อน
นายกฯ นำทีม ครม.ลงพื้นที่ กาฬสินธุ์ เผย มาทำงานมาช่วยแก้ปัญหา ของแต่ละคนที่รับผิดชอบ วันนี้ถือว่ามากันเยอะที่สุด คนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนั้น ชี้ใครทำไม่ดี ก็กลับบ้านพักผ่อน
เดินหน้า กาฬสินธุ์ Happiness มีรอยยิ้มมากขึ้น อยู่แล้ว จังหวัดนำร่องให้หลุดจากความยากจน

3ป. เยือนอิสาน ... แต่"บิ๊กป้อม" แยกวง"บิ๊กตู่-บิ๊กป๊อก" มา นครพนม

3ป. เยือนอิสาน ... แต่"บิ๊กป้อม" แยกวง"บิ๊กตู่-บิ๊กป๊อก" มา นครพนม ตรวการปฏิบัติราชการภาคตะวันออกเฉียงเหนือสั่งเฝ้าระวังยาเสพติด และ จัดระเบียบ ลำน้ำโขง คัดกรองการเข้าออกสิ่งผิดกฎหมายพื้นที่ชายแดน/ บิ๊กตู่-บิ๊กป็อก อยู่ กาฬสินธุ์

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติราชการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคง การดูแลความปลอดภัยของประชาชน การจัดระเบียบริมฝั่งแม่นำ้โขง การป้องกันนำ้ท่วมและการช่วยเหลือประชาชน ที่ มณฑลทหารบกที่ 210 จ.นครพนม

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร ได้กำชับ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายในการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชน
รวมทั้งให้เข้มงวดมาตรการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน การคัดกรองบุคคลเข้า - ออกนอกราชอาณาจักร รวมทั้งสินค้าผ่านแดนที่ผิดกฎหมาย
โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายยาเสพติดจำนวนมากในห้วงเทศกาลสิ้นปี
ขณะเดียวกันให้คงความต่อเนื่องในการจัดระเบียบริมฝั่งแม่นำ้โขง โดยเน้น ทำความเข้าใจกับประชาชนและให้ช่วยเหลือส่งเสริมผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถประกอบอาชีพอย่างถูกต้อง
สำหรับแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในลำนำ้ก่ำและลำนำ้พุง ขอให้เร่งรัดดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนงานด้วยความโปร่งใส เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จ.สกลนครและนครพนม ในระยะยาว

"แม่ทัพตู่" เยี่ยม กกล.บูรพาพยัคฆ์ ชายแดนบูรพา มอบ7ขัอ ดูแลความสงบชายแดน

"แม่ทัพตู่" เยี่ยม กกล.บูรพาพยัคฆ์ ชายแดนบูรพา มอบ7ขัอ ดูแลความสงบชายแดน ปราบยาเสพติด ทำลายป่า แรงงานผิดกม.
พลโทกู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาค1 ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว
โดยมี บิ๊กโต พลตรี สุขสรรค์ หนองบัวล่าง ผบ.กกล.บูรพา และผู้ว่าฯสระแก้วและส่วนราชการ ต้อนรับ
พลโทกู้เกียรติ รับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานและ ได้เน้นย้ำการปฏิบัติงาน
1.ให้มีการบูรณาการกับจ.สระแก้วและส่วนราชการ
2.สร้างความเข้าใจและดูแลปชช.ตามแนวชายแดนไม่ให้เกิดความขัดแย้ง หรือเข้าใจผิดนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น
3.จนท.ต้องเป็นตัวอย่างและปฏิบัติตามกม.อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดน
4 ป้องกันและปราบปรามสิ่งผิดกม.เช่นยาเสพติด การลักลอบค้าอาวุธสงคราม แรงงานผิดกม.และอื่นๆ
5 ป้องกันปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6 การดำเนินการในทุกกิจกรรมต้องมีผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
7.สนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ของรัฐบาลให้มีความก้าวหน้า
อย่างไรก็ตาม ในทุกพื้นที่ พลโทกู้เกียรติ ได้นำความห่วงใยของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช.และนายกรัฐมนตรี และข้อสั่งการและนโยบายของ เลขาคสช./ผบ.ทบ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท มอบให้กำลังพลและปชช.ด้วย

"The Tu"‬ & The Hulk...โชว์ แข็งแรง !!! ลั่น ไม่มีวันยอมตาย

"The Tu"‬ & The Hulk...โชว์ แข็งแรง !!! ลั่น ไม่มีวันยอมตาย
‪"นายกฯบิ๊กตู่" ทำท่าเบ่งกล้าม The Hulkโชว์ว่า แข็งแรงดี....แม้จะไข้ขึ้น ไอ หวัดกิน หลัง ฉีดยามา3 เข็มก่อนหน้าที่จะเดินทางกาฬสินธุ์...ยัน ไม่เป็นอะไร ไม่ยอมตายง่ายๆ
แต่มาโดนหมอฉีดยาอีกเข็ม และทานยาด้วย เมื่อตอนหลังทานข้าว ที่ อ.คำม่วง ยันไม่เป็นไร นิดหน่อย ขอบคุณที่เป็นห่วง ยัน แข็งแรงดี‬
มาตรวจอุโมงค์น้ำ ยืนยันว่า ไม่ได้ชำรุดเสียหาย ที่ เขาวง กาฬสินธุ์ 

ไม่ใช่เพราะถูกซ่อม !

ไม่ใช่เพราะถูกซ่อม !
บก.ทัพไทย สรุปผลสอบ"น้องเมย" แล้ว ชี้เพราะปัญหาสุขภาพ หลายสาเหตุ ทำหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ยันไม่ใช่ถูกซ่อม ตาย เผยสอบ 41ปาก ยืนยัน พร้อมประวัติการรักษา เข้าห้องพยาบาลบ่อย ยัน การซ่อม ไม่มีผล เพราะกลับมาเป็นปกติดี แถม ลงโทษ รุ่นพี่แล้ว ขั้นปลด จากนักเรียนบังคับบัญชา / สรุปเสนอ ผบ.สส.13ธค.เตรียมให้ แพทย์แถลงชี้แจง พร้อมหลักฐาน ในสัปดาห์นี้
มีรายงานข่าว ว่า ในการประชุมคณะกรรมการสอบสวน ที่มี พล.อ.อ.ขวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธาน เมื่อเย็น 12ธค.นั้น
ได้สรุปผลการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร ภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย แล้วว่า เกิดจากปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากหลายสาเหตุ ส่งผลให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
หลังจากสอบ ปากคำ พูดคุยกับ นักเรัยนเตรียมทหาร ที่เป็นเพื่อนและรุ่นพี่ จนท. ผู้เห็นเหตุการณ์ ครู นักเรียนบังคับบัญขา
ทหารปกครอง ทหารเสนารักษ์ กองแพทย์รวม41คน
ประกอบกับ ประวัติการรักษาทางการแพทย์และเข้าห้องพยาบาล มาตลอดของ น้องเมย และคำให้การของนักเรียนเตรียมทหารทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง ยืนยันว่าน้องเมยไม่ค่อยแข็งแรงป่วยบ่อย เข้าห้องพยาบาลบ่อย
และพบว่าก่อนหน้านี้ หกล้มที่ตรงบันได มีภาพวงจรปิดยืนยัน ตอนจะไปเรียนวิชาพละศึกษา แต่ ไม่ได้เกิดจากการถูกซ่อมแต่อย่างใด
ทั้งนี้คณะกรรมการฯ เข้าใจดีว่ากระแสสังคมเชื่อไปแล้วว่า น้องเมย ถูกซ่อม เสียชีวิต
แต่คณะกรรมการฯ จะนำหลักฐานทางการแพทย์การตรวจรักษาและภาพวงจรปิดรวมทั้งการให้ปากคำมายืนยัน
และ จากปากคำของนักเรียนเตรียมทหารพบว่าน้องเมย ไม่สบายบ่อย มีอาการปวดหัวไม่สบาย และนอนอยู่ห้องพยาบาลบ่อยครั้ง
อีกทั้ง ก่อนเสียชีวิต 2 วันก็อยู่แต่ห้องพยาบาล คงไม่มีใครไปทำอะไรน้อง
ทั้งนี้ได้มีการสอบปากคำนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ ที่เป็นนักเรียนบังคับบัญชาที่เคยซ่อมน้องเมยเมื่อ เดือนสิงหาคม ด้วยท่าปักหัวโหม่งโลก นั้น ก็ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งนักเรียนบังคับบัญชา และถูกลงโทษไปแล้ว
อีกทั้งตอนนั้น น้องเนย ก็กลับมาเป็นปกติ ดี หลังจากนั้น ซึ่งถือว่า จบตอนไปแล้ว
แต่ต่อมาก่อน เสียชีวิต 2วัน นักเรียนรุ่นพียืนยันว่า ให้วิดพื้น ไม่ได้ทำหนักแต่อย่างใด
คณะกรรมการฯ จึงสรุปผลว่าน้องเมยน่าจะเสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพร่างกาย ของตนเองที่ไม่แข็งแรง ประกอบกับอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและอาการอื่นประกอบด้วย
ซึ่งตรงกับผลการสอบสวน ก่อนหน้านี้ของโรงเรียนเตรียมทหารโดยมีแพทย์ยืนยัน
โดยในวันที่13ธค. คณะกรรมการจะสรุปผลเสนอ พลเอกธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
จากนั้นจะมีการแถลงข่าวชี้แจงภายในสัปดาห์นี้ แต่ตอนนี้ รอผลทางการแพทย์และเอกสารเพิ่มเติมประกอบด้วย
ส่วนกรณีที่ผลสอบของกองทัพไทย อาจจะสวนทางกับผลสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ บางส่วน ที่ว่า บอบช้ำและซี่โครงร้าว ไม่ได้เกิดจาก การปั้มหัวใจนั้น คณะกรรมการฯ ระบุว่าเราก็มีหลักฐานในเรื่องของการตรวจรักษา ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ชี้แจงในการแถลงข่าวเอง ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเริ่องพยาธิสภาพของร่างกายบางครั้งก็ยากที่จะเข้าใจได้ สำหรับคนทีมีใช่แพทย์่
ทั้งนี้ คณะกรรมการ เสียใจกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีใคร อยากให้เกิดการเสียชีวิต ทุกคนใน รร.เสียใจ กับการจากไปของ น้องเมย