PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

‘แม้ว’ ลั่น อยากเห็นประเทศกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง วอร์ยังไม่จบ ถ้ายังสู้ ก็ยังไม่แพ้

‘แม้ว’ ลั่น อยากเห็นประเทศกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง วอร์ยังไม่จบ ถ้ายังสู้ ก็ยังไม่แพ้


เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแฟนคลับภาคอีสานได้เดินทางมาพบนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้ร่วมรับประทานอาหารจีนที่โรงแรมมาโคโปโล ฮ่องกง โดยแฟนคลับได้นำเค้กมาอวยพรวันเกิดนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ นอกจากนี้ นายทักษิณยังได้แจกหมวกแก๊ปสีขาว-แดง พร้อมลายเซ็น ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งนายทักษิณได้กล่าวว่า อยากบอกทุกคนว่า “ขอให้ทุกคนแข็งแรง อยากบอกทุกคนว่าถ้าเราไม่ยอมแพ้ คำว่าแพ้มีได้ 2 กรณี คือ 1.แพ้เพราะตาย กับ 2.แพ้เพราะยอมไปเอง ถ้าเรายังสู้อยู่เราก็จะไม่แพ้ นั่นก็คือมีแต่แบทเทิล ไม่มีวอร์ วอร์มันจะเอนด์ต่อเมื่อทุกอย่างมันจบ แต่สู้กันกี่ยกๆ นี่คือแบทเทิล ซึ่งวอร์ยังไม่จบ เรายังต้องทำต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือวอร์เพื่อประชาธิปไตย ตนอายุ 69 ปีแล้ว สิ่งที่อยากเห็น คือ อยากเห็นประเทศไทยกลับมารุ่งเรืองใหม่ และที่สำคัญ คืออยากเห็นศักดิ์ศรีกลับมาสู่คนไทยทุกคนเพราะวันนี้เราถูกลดด้อยศักดิ์ศรีลงไปเยอะ เราเคยอยู่กับระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน แต่วันนี้เราถูกปกครองโดยใครก็ไม่รู้ ที่อยู่ๆ ก็ถือปืนมาปกครองกดขี่พวกเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเรารับไม่ได้ ถึงวันเลือกตั้งเมื่อไหร่จะเป็นวันที่ประชาชนตัดสินว่าตนพูดจริงหรือเปล่า ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจเพราะเรายังจะต้องประกอบอาชีพกันต่อไป ไลฟ์มัสต์โกออน”

เสือข้ามห้วย

เสือข้ามห้วย



ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้ง นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลังกระโดดค้ำถ่อข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่
เสียบแทน นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายน
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยอมรับว่ากระทรวงพลังงานได้ติดต่อขอตัว “นายกุลิศ” อธิบดีกรมศุลกากร ให้ข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน เนื่องจากเป็นคนเก่ง โปร่งใส เหมาะสมตรงสเปกร้อยเปอร์เซ็นต์
ทางกระทรวงการคลังจึงรีบห่อผูกโบส่งให้ตามที่ขอมา
นายกุลิศ จึงกลายเป็นเสือข้ามห้วยเรียบร้อยไปอีกราย
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าถ้าเป็นยุครัฐบาลเลือกตั้ง การโยกย้ายข้ามห้วยระดับปลัดกระทรวงต้องเป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่โตมโหฬาร
ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ โยกย้าย “นายถวิล เปลี่ยนศรี” จากเลขาธิการสภาความมั่นคงไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีคนเดียว
โดนศาลรัฐธรรมนูญเช็กบิลตกเก้าอี้ยกเข่งทั้ง ครม.!!
แต่ในยุค คสช.สามารถโยกย้ายปลัดกระทรวงข้ามห้วยกันอย่างสะดวกโยธิน
ล่าสุด เมื่อต้นเดือนเมษายน รัฐบาลสั่งย้าย “นายสมชัย สัจจพงษ์” ปลัดกระทรวงการคลัง ข้ามห้วยไปเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์
และย้าย “นายปรเมธี วิมลศิริ” เลขาธิการสภาพัฒน์ข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
ปรากฏว่า นายสมชัย ใจเด็ดยื่นใบลาออกจากราชการทันที
ถือว่า นายสมชัย เป็นคนแรก ที่กล้าปฏิเสธคำสั่งย้ายข้ามห้วยด้วยการยอมไขก๊อกลาออกเสียเอง
“แม่ลูกจันทร์” ไม่มีเวลาเช็กข้อมูลย้อนหลังว่า ยุครัฐบาล คสช.โยกย้ายปลัดกระทรวงข้ามห้วยไปแล้วกี่คน??
แต่เท่าที่จำได้มีเสือข้ามห้วยหลายรายเช่น...ย้าย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม จากปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน
ย้าย นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รอง ปลัดกระทรวงการคลัง ข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ
ย้าย นายไมตรี อินทสุต รองปลัดมหาดไทย ข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
ย้าย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรฯ ข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ
เรียกว่าย้ายข้ามห้วยกันระเบิดเถิดเทิง
“แม่ลูกจันทร์” ไม่ได้คัดค้านการโยกย้ายข้ามห้วยสุดลิ่มทิ่มประตู
ถ้ามีความจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ จะย้ายข้ามห้วยนานๆ ครั้งก็ยังโอเค
แต่ก่อนจะย้ายข้ามห้วยทุกครั้ง ควรคิดถึงความรู้สึกของข้าราชการที่ถูกย้ายข้ามห้วย และข้าราชการที่โดนเสือข้ามห้วยแซงคิวด้วยนะคุณ
เช่น นายกุลิศ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นลูกหม้อกระทรวงการคลัง
นายกุลิศ ย่อมปรารถนาจะเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังมากกว่าเป็นเสือข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน
ส่วนรองปลัดกระทรวง และอธิบดีกรมต่างๆ ซึ่งเป็นลูกหม้อกระทรวงพลังงานย่อมมุ่งหวังจะไต่เต้าขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานเช่นเดียวกัน
เมื่ออยู่ดีๆ มีอธิบดีจากกระทรวงอื่นแซงคิวมาซิวเก้าอี้ปลัดกระทรวงพลังงาน ก็เท่ากับปิดกั้นการเจริญก้าวหน้าของลูกหม้อกระทรวงพลังงานทั้งขบวน
ข้อสำคัญ การอุ้มอธิบดีกระทรวงอื่นสะเวิ้ปมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน
แสดงว่าคนในกระทรวงพลังงาน ไม่มีใครเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงแม้แต่คนเดียว
โอ้แม่เจ้า...มันน่าน้อยใจซะนี่กระไร.
“แม่ลูกจันทร์”

โฟกัสเฉพาะกลไกหลัก

โฟกัสเฉพาะกลไกหลัก



ร้อนวิชา โชว์ออฟปั่นราคา ลุ้นติดโพย ส.ว.สรรหา
กลัวหลุดขบวน ไม่ได้ไปต่อ
ในเครื่องหมายคำถาม กับจังหวะการขยับของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวเข้าชื่อรื้อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอโละการสรรหา “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง”
อ้าง กกต.ชุดเก่าทิ้งทวนแต่งตั้ง หวั่นไม่เป็นกลางทางการเมือง
แล้วก็เหมือนทุกรอบ ร้อนถึง “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องออกมา “ตบกะโหลก” สนช.จุ้นเรื่องของคนอื่นทำไม ในเมื่อนี่มันเป็นมือไม้ของ กกต.
ออกแนวขัดลำกันเองซ้ำๆซากๆในหมู่กลไก คสช.
ที่แน่ๆฝ่ายปฏิบัติอย่าง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ก็ยืนยันชัด ถ้าล้มการสรรหา “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” จะส่งผลกระทบต่อการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
อาจเกิดการทุจริตหรือฮั้วในการเลือก ส.ว.
โดยสถานการณ์ที่ส่อจะก่อปัญหาตรงหน้าเห็นๆ มากกว่าป้องกันปัญหาที่อ้างกันข้างๆคูๆ มันก็แปลกที่พฤติการณ์ของ สนช.ที่จ่อกระตุกปัจจัยแทรกต่อเวลาโรดแม็ป
จะไหลเข้าเหลี่ยมฝ่ายนักการเมืองที่จ้องจับผิด แห่กระแสประจานเกมยื้อ
เหมาเป็นเล่ห์เหลี่ยม คสช.เลื่อนเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองทางตรงไปสู่เป้าหมาย ไม่วอกแวกกับสองข้างทาง
โฟกัสจากมติที่ประชุม ครม.นัดล่าสุด ที่มีการจัดทัพบิ๊กข้าราชการในหน่วยสำคัญของกระทรวงเศรษฐกิจ โดยมืองานที่ทำงานเข้าตานายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ได้โยกเข้าไปอยู่ในจุดสำคัญ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน
เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนการเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมที่เทกออฟติดลมบนแล้ว
แนวโน้มยังเร่งเครื่องให้ไต่เพดานบินสูงขึ้นไปอีก
ตามโจทย์ที่นายสมคิดสั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้เตรียมพร้อมกับภารกิจดึงดูดนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา ยุโรป เข้ามาลงทุนในเมกะโปรเจกต์ โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ที่จะเป็นศูนย์กลางเชื่อมยุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจในภูมิภาค
เดินหมากวางเกมยาวพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย
เน้นตัวเลขบูมเศรษฐกิจเป็นจุดขาย พร้อมๆกับการเร่งเครื่องอัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก
ในจังหวะที่นายสมคิด “กดปุ่ม” ปล่อยสารพัดมาตรการทั้งอัดฉีดงบฯ 9.7 หมื่นล้านบาท อุดหนุนมาตรการดูแลข้าวปี 2561/62 ดันตัวเลขข้าวหอมมะลิขึ้นไปอยู่ที่ตันละกว่า 17,000 บาท อนุมัติงบฯ 1.6 หมื่นล้านบาท ชดเชยดอกเบี้ยโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี เพิ่มสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคฟรี ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ ฯลฯ
ภายใต้ยี่ห้อ “ประชารัฐ” ย้ำจนติดหูติดตาชาวบ้าน
สถานการณ์เนียนๆระหว่างบริหารปากท้องควบยุทธศาสตร์การตลาดตุนแต้มคะแนนนิยม
อารมณ์เข้าสู่โหมดเลือกตั้งโดยธรรมชาติ
และนั่นก็เชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าบังเอิญ กับช็อตที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ส่งซิกเป็นนัยแฝงความมั่นใจในการตอบปม “จาการ์ตาโพสต์” ดักทางขวางลำผู้นำทหารไทยนั่งประธานอาเซียน
ย้ำชัดถ้อยชัดคำ การประชุมอาเซียนจะเกิดหลังเลือกตั้ง ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งกังวลว่าตัวเองจะเป็นประธานอาเซียน
ตามปฏิทินที่ก้ำกึ่งกันพอดี การประชุมอาเซียนจะเกิดขึ้นในปีหน้า 2562 กับกำหนดเลือกตั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ล็อกปฏิทินโรดแม็ปคือเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
ต่อเนื่องกับช็อต “นายกฯลุงตู่” ส่งสัญญาณภายหลังการประชุม คสช. เตรียมปลดล็อกอะไรต่างๆ
สอดคล้องกับคิวที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. บอกเลยว่าเดือนหน้ากันยายนจะรู้ผล เกี่ยวกับมาตรการคลายล็อกการเมืองของ คสช.
ร้อยตามเงื่อนไขสถานการณ์ โฟกัสกลไกหลักๆอย่าง “บิ๊กตู่– สมคิด–บิ๊กเจี๊ยบ”
มองเห็นคูหาเลือกตั้งอยู่ตรงหน้าไม่ไกลแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

'ณัฐวุฒิ'ยอมรับพท.ขาดแม้วไม่ได้ไม่มีทักษิณก็ไม่รู้จะไปอย่างไรในสนามเลือกตั้ง

'ณัฐวุฒิ'ยอมรับสภาพเพื่อไทยขาดแม้วไม่ได้ ชี้ไม่มีทักษิณก็ไม่รู้จะไปอย่างไรในสนามเลือกตั้ง

9 ส.ค.61 - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษใน เว็บไซต์ประชาไท ช่วงหนึ่งเขาตอบคำถามที่ว่า " คุณจะปฏิเสธก็ได้ แต่คนภายนอกมอง พรรคเพื่อไทยยังเป็นของคุณทักษิณและตระกูลชินวัตร เมื่อไหร่พรรคเพื่อไทยจะก้าวข้ามคุณทักษิณและตระกูลชินวัตรไปสู่ความเป็นสถาบันเสียที"
โดยนายณัฐวุฒิ ตอบว่าคำว่า ก้าวข้าม มันฟังดูแล้วไม่เป็นบวก เพราะต้องยอมรับคุณูปการของการเป็นนายกฯ ทักษิณ มันสำคัญมากที่ทำให้พรรคเพื่อไทยยังคงอยู่ในใจของประชาชนมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น แทนที่จะบอกว่าก้าวข้ามก็เป็นเพียงว่าแต่ละส่วนจัดวางสถานะหรือบทบาทอย่างเหมาะสม ผมว่าเป็นไปได้มากกว่า
"จะบอกว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีทักษิณ ผมก็มองไม่ออกเหมือนกันว่าคุณจะเดินไปยังไงในสนามเลือกตั้ง แต่ถ้าบอกว่ายี่ห้อทักษิณ นโยบายทักษิณ ประชาชนเชื่อใจและเชื่อมั่น ในขณะที่จะไปบอกว่าพรรคเพื่อไทยมีทักษิณอย่างเดียว ไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่การจะเป็นสถาบันการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะจัดวางสิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้อย่างไร ซึ่งส่วนตัวผม ผมคาดหวังว่าจะเห็นในรอบของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่าจะจัดวางสถานะบทบาทกันอย่างไร"
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่าจะบอกว่าเพื่อไทยไม่ใช่ทักษิณ ผมไม่เห็นด้วยนะครับ คุณจะปฏิเสธสิ่งที่คุณเกิด คุณเติบโตมาได้อย่างไร เพราะถ้าไม่ใช่ไทยรักไทย ไม่ใช่นโยบายที่มีนายกฯ ทักษิณเป็นผู้นำ ผู้บริหาร พรรคไทยรักไทยอาจจะเหลือแต่ชื่อตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมจึงไม่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยต้องปฏิเสธการดำรงอยู่ของนายกฯ ทักษิณ แต่ขณะเดียวกัน เพื่อการไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมือง จะจัดวางสถานะนี้อย่างไร
"ถ้ามีใครในพรรคเพื่อไทยเสนอจะก้าวข้ามทักษิณ ผมเห็นต่างครับ ผมคิดว่าพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหญ่ที่สุดของประเทศมายาวนานต้องมีมิติทางความคิดที่คมคายและลึกซึ้งกว่านั้น ที่จะจัดวางสิ่งที่มีคุณค่าที่มีอยู่ทั้งหมดให้ลงตัวและเดินไปข้างหน้าทางการเมืองได้ ผมว่านั่นแหละเป็นสิ่งที่แสดงความเหนือชั้นกว่าแค่คิดว่าจะก้าวข้ามหรือไม่ก้าวข้ามทักษิณ"

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

บิ๊กป้อมสั่งแก้จร.กรุง

แก้รถติด !!

“บิ๊กป้อม” สั่งตั้ง “คณะทำงานติดตามแก้ปัญหาวิกฤติจราจร” เร่งแก้ปัญหา จากการก่อสร้างรถไฟฟ้า  จี้ กทม. ตำรวจ และกรมการขนส่งทางบก ช่วยดูแล แก้ไขความเดือดร้อนประชาชน อย่าง จริงจัง

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า จากปัญหาวิกฤติการจราจรใน กทม. ที่สะสมต่อเนื่อง หลังจากวางแนวกั้นถนนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ถนนลาดพร้าว) มีผลให้การเดินรถในถนนลาดพร้าวขาออก เคลื่อนตัวได้ช้าสะสมต่อเนื่อง กระทบเชื่อมโยงถึง ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพหลโยธิน ถนนพระราม9 ต่อเนื่องถึงถนนอื่นๆ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกันทั่วที่ผ่านมา

 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม  ได้สั่งตั้ง “คณะทำงานติดตามผล การบูรณาการขับเคลื่อนแก้ปัญหาการจราจร”

โดยมีคณะทำงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับ กทม.และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง   เพื่อเร่งสำรวจ ติดตามและแก้ปัญหาระดับพื้นที่เป็นการเร่งด่วน   

พร้อมทั้งดำเนินการ สำรวจความเชื่อมโยงและกำหนดแนวทางบริหารจัดการ การจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต่อเนื่องกันไป 

พลเอกประวิตร กำชับเป็นนโยบาย ให้มีการอำนวยความสะดวก เส้นทางที่มีการเชื่อมโยงในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อการระบายรถ  และขอให้มีการปรับและควบคุมไฟจราจร ให้เหมาะสม เพื่อเฉลี่ยรถในเส้นทางต่างๆ ไม่ให้ติดค้างสะสมยาวนาน โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อำนวยความสะดวกและควบคุมตลอดเวลาโดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน  

พร้อมทั้ง มอบหมายให้ กทม.เตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำและประสานกับผู้รับเหมาออกแบบและบริษัทที่ก่อสร้าง หารือทางออกร่วมกันอย่างต่อเนื่องให้การก่อสร้างกระทบกับการจราจรน้อยที่สุด  

โดยเฉพาะการปรับแนวกั้นถนนให้มีพื้นผิวการจราจรให้ได้มากที่สุด  และขอความร่วมมือปรับผิวจราจรระหว่างก่อสร้าง ที่ชำรุด ไม่ราบเรียบในทุกเส้นทางควบคู่กันไป เพื่อมิให้รถต้องชะลอตัวและเกิดอุบัติเหตุบ่อยดังที่เป็นอยู่ 

พร้อมกันนี้ ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานกรมการขนส่งทางบก ให้ความสำคัญในการกวดขันวินัยจราจร และกำหนดมาตรการเข้มกับกลุ่มที่ละเลยกฎหมาย 

โดยเฉพาะ กลุ่มรถสาธารณะ ประเภทรถโดยสารร่วมและรถแท๊กซี่ ที่มีพฤติกรรมขับแซงปาดหน้า และจอดกีดขวางการจราจร ตามข้อมูลที่ประชาชนจำนวนมากแจ้ง 

ทั้งนี้ ให้คณะทำงานดังกล่าว มีการประเมินผลทุกสัปดาห์และปรับแผนการปฏิบัติให้สามารถบริหารจัดการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมต่อเนื่องกันไป

ลุกลี้ลุกลน

ลุกลี้ลุกลน



สนช.ลากตั้งยุค คสช.ขยันสร้างเรื่องยุ่งไม่รู้จบ แม้แต่เรื่องจบไปแล้วก็ยังอุตส่าห์รื้อขึ้นมาใหม่ให้มันยุ่งมากขึ้นอีก
ล่าสุด พระเดชพระคุณ สนช.ลากตั้ง กำลังวิ่งพล่านเข้าชื่อเสนอแก้ไข “ก.ม.ลูกรัฐธรรมนูญ” ขอเพิ่ม “บทเฉพาะกาล” ให้มีผลย้อนหลัง เพื่อยกเลิก “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง 616 คน” ที่ กกต.ชุดเก่าเพิ่งมีคำสั่งแต่งตั้งไปหยกๆเมื่อไม่กี่วันนี่เอง
โดยอ้างเหตุผลกำปั้นทุบดิน ต้องการโละทิ้ง ผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดที่ กกต.ชุดเก่าดำเนินการไว้ เพื่อให้ กกต.ชุดใหม่ เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกเอง
คำถามคือ ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ กกต.ชุดเก่าคัดเลือกไว้ ไม่ดีอย่างไร?
ทำไมต้องโละทิ้งให้ กกต.ชุดใหม่แต่งตั้งเอง?!
การลุกลี้ลุกลนเสนอแก้ไข ก.ม.ลูกรัฐธรรมนูญตอนนี้ มีความจำเป็นอย่างไร?!
หรือต้องการสร้างเงื่อนไขเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งให้ช้ากว่ากำหนดเดิม?!
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ฉบับใหม่ได้ยกเลิกตำแหน่ง “กกต.ประจำจังหวัด” เปลี่ยนเป็น “ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด” จำนวนจังหวัดละไม่เกิน 8 คน
โดยผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการเลือกตั้งให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม ถ้าหากพบการทุจริตในเขตเลือกตั้งใดให้รายงาน กกต.ชุดใหญ่เพื่อสอบสวนเช็กบิล
ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ มีแค่เบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่าย ค่าที่พัก ค่าเดินทางในระหว่างเปิดรับสมัครเลือกตั้ง จนถึงประกาศผลเลือกตั้ง (เป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน)
เมื่อเสร็จการเลือกตั้งแล้วก็กลับไปเป็นราษฎรเต็มขั้นตามเดิม
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ประกาศใช้ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ชุดเก่าได้ประกาศรับสมัครคัดเลือก “ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด” ทั่วประเทศตั้งแต่เดือนเมษายน
เพิ่งประกาศชื่อผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดรวมทั้งสิ้น 616 คน เมื่อไม่กี่วันนี่เอง
“ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด” จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้คือ...
ต้องมีอายุตั้งแต่ 45 ปี ถึง 70 ปี ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดนั้นโดยตรง
ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ ต้องไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เคยเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่เคยเป็นสมาชิกองค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาล อบจ. อบต.
ต้องไม่มีสามีหรือภรรยา หรือบุตร หรือบิดามารดา เป็น ส.ส. หรือ ส.ว.
ผู้สมัครที่ตรวจพบว่าขาดคุณสมบัติ หรือถูกร้องเรียนว่าไม่เป็นกลางทางการเมืองจะถูก กกต. ตัดชื่อออกจากผู้สมัครทันที
“แม่ลูกจันทร์” มองว่า ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ กกต.ชุดเก่าคัดเลือกไว้ได้ผ่านการคัดกรองอย่างเข้มข้นพอสมควร
จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องแก้ไข ก.ม.ลูกรัฐธรรมนูญ เพิ่มบทเฉพาะกาลเพื่อโละทิ้งผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั้ง 616 คน แล้วประเคนให้ กกต.ชุดใหม่แต่งตั้งเอง
ข้อสำคัญ เหลืออีก 7 เดือน จะมีการ เลือกตั้งใหญ่ตามโรดแม็ป คสช.
ถ้าจะแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตอนนี้จะส่งผลให้การเตรียมการเลือกตั้งของ กกต.ไม่ทันกรอบเวลา
เพราะการแก้ไข ก.ม.ลูกรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แก้ปุ๊บใช้ปั๊บทันที
1,ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอีก 1 เดือน
2,ต้องเสนอเข้าที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบอีก 1 เดือน
3,ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้อีก 3 เดือน
รวมเบ็ดเสร็จจะต้องเสียเวลาไปฟรีๆอีกไม่ต่ำกว่า 5 เดือน
เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือนก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง จะรับสมัครผู้ตรวจการเลือกตั้งชุดใหม่ 616 คนได้อย่างไร??
ได้โปรดเถอะ...หยุดเลอะเทอะกันซะที.
"แม่ลูกจันทร์"

เปิดไพ่หงายแต้มแล้ว

เปิดไพ่หงายแต้มแล้ว



ลำพังการเมืองในประเทศก็ป่วนแล้ว เจอการเมืองข้างนอกแหย่อีก
ไม่แปลกที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.จะถึงขั้นนอตหลุดกับการโดนสื่อไทยไล่บี้ไล่ต้อน ยัดคำถามที่ “จาการ์ตาโพสต์” สื่อใหญ่ของอินโดนีเซีย
ขวางลำไม่ให้ผู้นำทหารของไทยนั่งประธานอาเซียนตามกำหนดที่วนมาถึงคิว
อ้างความสง่างามประชาธิปไตย แต่โดยนัยแฝงเหลี่ยม “เล่ห์อินโดฯ” จ้องเตะตัดขาผู้นำไทย
ในจังหวะที่ทีมรัฐบาล “ลุงตู่” กำลังเดินยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน จุดยุทธศาสตร์สำคัญของดุลอำนาจโลกทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง
สื่ออินโดฯก็เลยโยนทุ่นระเบิดมาให้คนไทยตะลุมบอนกันเองตามฟอร์ม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ก็ยืนยันชัดเจนว่า การเลือกประธานอาเซียนจะเกิดหลังการเลือกตั้งในประเทศไทย ถึงตอนนั้นใครจะเป็นผู้นำประเทศยังไม่รู้
ที่แน่ๆเป็นนายกฯมาจากการเลือกตั้ง ทั้งแขกทั้งไทยไม่ต้องกังวลไป
และก็เป็นอะไรที่มาตามนัด ตามการเปิดเผยของนายชวน ชูจันทร์ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชารัฐ เปิดคิวในวันที่ 14–15 สิงหาคมนี้ จะเข้ายื่นหนังสือขออนุญาต คสช. ผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดประชุมพรรคเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค
นี่คือจังหวะสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตารอความชัดเจนทางการเมือง
เรื่องของเรื่อง ส่วนใหญ่แทงหวยกันหมดแล้ว จับทางจากคิวที่ “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ว่าที่หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่ประกาศโชว์จุดยืนทันทีหลังได้รับโหวตในที่ประชุมพรรค
มั่นใจ รปช.จะได้เป็นรัฐบาลแน่
ขณะนี้ยังไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะสนับสนุนบุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ หากไม่ตัดสินใจอยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองใด
โอกาสที่จะถูกเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกอาจเป็นไปได้ยาก
“หม่อมเต่า” โชว์เก๋า ตีกินล่วงหน้า “ลุงตู่” จะเป็นหนึ่งในบัญชีนายกฯพรรคพลังประชารัฐในจังหวะเปิดไพ่หงายยุทธศาสตร์กันเป็นแถว
แนวโน้มแบบที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โหมตำนาน “การเมืองสามก๊ก” เลือกตั้งรอบต่อไปเป็นการสู้กันระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และทหาร คสช.
ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับที่เดาทางได้ ถ้า “อภิสิทธิ์” ร่วมวงแห่กระแสกดดันวัดใจให้ประชาชนเลือกระหว่างทหารกับนักการเมืองประชาธิปไตย เดี๋ยวแต้มไหลไปกองที่พรรคเพื่อไทย เข้าทางศัตรูคู่อาฆาตอย่าง “ทักษิณ” ทวงคืนอำนาจ
ประชาธิปัตย์ก็กระดากใจที่จะจับมือ “นายใหญ่”
ขณะเดียวกัน ก็ต้องดักสกัดเตะตัดขา “ลุงตู่” เพราะดูตามรูปการณ์จากโพลที่ยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” เบียดขึ้นมาอยู่อันดับสองรองจากพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์หล่นไปอยู่ที่สาม
ตามเกมที่ต้องกระโดดเกาะ “ลุงตู่” เป็นรัฐบาล ก็ไม่เหลือพลังต่อรอง
ฉะนั้น โอกาสเดียวที่เหลืออยู่ของ “อภิสิทธิ์” จึงต้องสร้างฉากการเมืองสามก๊ก ล็อกสถานะประชาธิปัตย์เป็นตัวแปรสำคัญไว้ก่อน
“อภิสิทธิ์” เจอโจทย์ซับซ้อน ต้องแก้สมการหลายชั้น
ไม่เหมือนฝั่งเพื่อไทยที่เล่นแต้มง่ายๆ “นายใหญ่” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับลูกหาบ ตีปี๊บ “วัดใจ” ประชาชน เลือกพรรคเพื่อไทยได้ประชาธิปไตย เลือก “นายกฯลุงตู่” ได้เผด็จการทหาร
แต่นั่นก็ต้องเจอแน่ๆกับมุกสวนจากฝ่ายหนุน “นายกฯลุงตู่”
เลือกทหารไม่โกง ทำบ้านเมืองสงบ การพัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่อง เทียบกับเลือกนักการเมืองที่โหน
ประชาธิปไตยคอร์รัปชัน กลับมาตีกันลากประเทศกลับสู่กลียุคไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ มุกมันทันกัน
ดูเหมือนวันนี้ คสช.ไม่ได้ให้ราคา “ทักษิณ” คุยคำโตจะชนะเลือกตั้งแบบหิมะถล่ม
ในอารมณ์แบบที่ “นายใหญ่” ต้องทิ้งไพ่ให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลูกชาย “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นอมินีรุ่นสามสายตรงตระกูลชิน
บีบเป็นนัย ทำให้ “เจ๊แดง” ยอมเปิด “ยุ้งข้าว” ปล่อยหัวจ่ายท่อน้ำเลี้ยง
ในจังหวะ “นายใหญ่” กับ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บินโฉบมาปักหลักที่ฮ่องกง เปิดโอกาสให้ลูกพรรคเพื่อไทยได้บินไปซ่อมอวยพรวันเกิดครบรอบปีที่ 69
ต้องปล่อยของมัดจำ ก่อนเลือดไหลเอาไม่อยู่.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

หม่อมเต่าปัดเป็นเงาสุเทพ

หม่อมเต่าปัดเป็นเงาสุเทพ
เมินลูกสาวไม่หนุน หน.รปช.
"หม่อมเต่า" นำคณะยื่น กกต.จดตั้ง รปช. ปัดเป็นหุ่นชัก“สุเทพ” ลั่นชู “ประยุทธ์” นั่งนายกฯ อ้างกลบเกลื่อนต้องอยู่ในบัญชีพรรคการเมือง เมิน “หม่อมเต่านา”ลูกสาวประกาศไม่หนุน ชี้เลี้ยงลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง
เมื่อ 8 ส.ค. 2561 ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ว่าที่หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย พร้อมกรรมการบริหารพรรค ยื่นขอจัดตั้งพรรคการเมือง ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีทุนประเดิม 30 ล้าน 3 แสน 5 หมื่น และผู้ร่วมก่อตั้ง 607 คน
ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า จากนี้เป็นขั้นตอนการหาสมาชิกเป็นการภายในจนกว่าจะมีการปลดล็อกทางการเมือง จะขับเคลื่อนกิจกรรมอื่นได้ ส่วนกรณีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งเคยมีกระแสข่าวมาตลอดว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคแต่กลับไม่มีตำแหน่งใดๆนั้น ไม่ได้มีปัญหา โดยนายเอนก บอกว่าจะคอยดูการทำงานของตน
ถามว่าจะชี้แจงอย่างไรเพราะแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคแต่อาจถูกมองว่าเป็นได้แค่เงาของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคฯ ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า ไม่มีใครไปเถียงกับนายสุเทพ เพราะเป็นคนหัวแข็ง ตนก็หัวแข็งเช่นกัน อาจจะนิสัยดีกว่า แต่ในทางเทคนิคตนเป็นผู้มีอำนาจเซ็นชื่อ นายสุเทพเซ็นอะไรก็ไม่เกิด
“สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่แล้ว ไม่ขัดข้อง แต่ต้องมาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เนื่องจากการจะเป็นนายกฯ คนนอกเป็นเรื่องยาก การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเหมือนการเลือกนายกฯ ไปด้วย ถ้าท่านไม่ลงในรอบแรก แล้วมารอบสองจะตอบพรรคที่หนุนท่านและตอบประชาชนได้อย่างไร”
ส่วน ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือเต่านา บุตรสาวออกมาระบุว่า จะไม่สนับสนุนพรรค รปช. ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ บุตรของตนสองคนชอบการเมืองแตกต่างกัน โดย ม.ล.มิ่งมงคล ชอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วน ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ยืนยันที่จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาหาเสียงในนามพรรคประชาธิปัตย์ทุกวัน จะให้อยู่ดีๆ ปีที่ห้าไปลงพรรคอื่นก็คงไม่รอด
“ไม่เคยถาม เพราะยอมรับการตัดสินใจของลูก จึงไม่คิดว่าเป็นปัญหาที่ ม.ล.มิ่งมงคล ประกาศไม่หนุนพรรคที่เป็นหัวหน้าพรรค แต่สังคมควรมองว่า เป็นเพราะเลี้ยงลูกดีมีความคิดเป็นของตัวเองมากกว่า”

“พิชาย”คนเคยเชียร์ คสช.กลับชิงชัง!!ซัดยุคนี้โกงมากกว่านักการเมืองบริหาร

“พิชาย”คนเคยเชียร์ คสช.กลับชิงชัง!!ซัดยุคนี้โกงมากกว่านักการเมืองบริหาร
ดร.พิชาย คนเคยเชียร์ทหารล้มอำนาจ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ออกอาการชิงชังรัฐบาล ยุค คสช.ขั้นหนัก โพสต์เฟซบุ๊ก อัดเป็นยุคผู้ปกครองผยอง นายทุนเริงร่า ประชารันทด จวกยุคนี้โกงมากกว่านักการเมืองบริหาร กลับอวดอ้างแต่คำพูดหรูๆ สวนความรู้สึกประชาชน ใครจะเชื่อถือ
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อคืน 7 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยขึ้นข้อความเริ่มต้นว่า “ผู้ปกครองผยอง นายทุนเริงร่า ประชารันทด คือความจริงของยุคสมัยนี้”
ดร.พิชาย เป็นนักวิชาการคนสำคัญ มีบทบาทการขึ้นเวทีปราศรัยการเมืองต่อต้านอดีตรัฐบาล ดร.ทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมสนับสนุนฝ่ายทหารเข้ามารัฐประหาร ยึดอำนาจถึง 2 ครั้งในปี 2549 และ 2557
ในโพสต์ของ ดร.พิชาย ได้ระบุข้อความว่า นายทุนบางกลุ่มสยายปีกผูกขาดทางเศรษฐกิจออกไปอย่างกว้างขวาง ภายใต้การเอื้ออำนวยของผู้บริหารประเทศ
องค์การตัวแทนนายทุนการค้า อุตสาหกรรม และการเงิน เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศแทบทุกนโยบาย
“ผู้บริหารประเทศบางกลุ่มกำลังวางแผนเอาทรัพย์สินรัฐวิสาหกิจ ให้นายทุนใช้ประโยชน์ การทุจริตถูกกล่าวขานว่ามีมากยิ่งกว่ายุคนักการเมืองบริหาร”
ดร.พิชาย ระบุว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษเอาใจนายทุนกันสุดๆ โดยไม่แยแสกับผังเมืองและผลกระทบสิ่งแวดล้อม แถมยังเปิดช่องให้เช่าที่ดินถึง 99 ปี รวมทั้งยกเว้นภาษีอีกหลายประเภท
เขตเศรษฐกิจพอเพียง ที่เอื้อต่อเกษตรกร ไม่ปรากฏให้เห็น แต่ดันมีข่าวว่าจะขึ้นภาษีเกษตรกรสวนออกมา ดูแล้วสิ่งที่ทำ จะส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมยิ่งเพิ่มขึ้น
“คำพูดหรูๆ ที่ออกมา อย่างเช่น ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือ อ้างตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วบอกว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงนั้น ใครเขาจะเชื่อ เมื่อประสบการณ์จริงที่ชาวบ้านเจอในชีวิตประจำวัน ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่รัฐบาลพูด” ข้อความตอนท้าย ระบุไว้
PEACE NEWS

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

หลัง‘เลือกตั้ง’

สถานีคิดเลขที่ 12 : หลัง‘เลือกตั้ง’ : โดย นฤตย์ เสกธีระ


สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรครวมพลังประชาชาติไทยมีกำหนดประชุมเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค
พรรคการเมืองนี้ได้รับการผลักดันจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส.
เดิมตัวเต็งหัวหน้าพรรค คือ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์
แต่ผลการประชุมเมื่อสุดสัปดาห์ ปรากฏว่านายเอนกถอนตัว ไม่ขอชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
มีเหตุผลว่า ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่า มีความเหมาะสมอยู่แล้ว
ในที่สุดที่ประชุมเลือก ม.ร.ว.จัตุมงคล เป็นหัวหน้า
ในช่วงเย็น วันเดียวกันนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ได้ไปพบปะสมาชิก
นายจตุพร เพิ่งพ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม
วันนั้นทั้ง ม.ร.ว.จัตุมงคล และ นายจตุพร ต่างให้สัมภาษณ์
ต่างคน ต่างให้สัมภาษณ์ ในต่างสถานที่ ต่างวาระ
แต่จับความแตกต่างในมุมมองหลังการเลือกตั้งได้ดี
ม.ร.ว.จัตุมงคลให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อเหมือนกับนายสุเทพว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทยมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล
เมื่อสื่อถามถึงการร่วมกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล
ม.ร.ว.จัตุมงคลตอบว่า ขณะนี้ไม่มีอุดมการณ์หรือนโยบายที่ขัดแย้งกับพรรคพลังประชารัฐ
ถ้าจะร่วมรัฐบาลกันก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ม.ร.ว.จัตุมงคลบอกกล่าวให้ฟังว่า ได้รับการทาบทามให้เข้าสังกัดพรรค และตอบรับทันที เพราะต้องการแก้ปัญหาให้ประเทศ
และเมื่อกติกาตามรัฐธรรมนูญมีวิธีคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ใหม่ ทำให้พรรคการเมืองที่เคยได้เสียงข้างมากมีโอกาสน้อย
รัฐบาลที่บริหารประเทศน่าจะเป็นรัฐบาลผสม
แม้ ม.ร.ว.จัตุมงคลไม่ได้ย้ำ แต่ก็พอมองออกว่า พรรคหนึ่งที่จะร่วมตั้งรัฐบาลคือ “รวมพลังประชาชาติไทย”
ฟังมุมมองของ ม.ร.ว.จัตุมงคลแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวย
หลังเลือกตั้งน่าจะมีอะไรดีๆ

แต่ลองมาฟังนายจตุพรกันบ้าง
นายจตุพรให้สัมภาษณ์เตือนใจเพื่อนๆ นักการเมืองด้วยกันว่า ระวังอย่าทำอะไรที่จะเป็นข้ออ้างให้ใครนำไปใช้ล้มกระดาน
เข้าใจว่านายจตุพรหมายถึงล้มกระดานประชาธิปไตย
นายจตุพรขยายความว่า ฝ่ายการเมืองต้องระมัดระวัง และต้องประคับประคองมิให้ถูกหยิบยกเรื่องราวต่างๆ ไปเป็นสาเหตุในการยึดอำนาจ
นายจตุพรมองอนาคตการเมืองไทยว่า ผลคะแนนการเลือกตั้งมิใช่เรื่องใหญ่แล้ว
เพราะเรื่องที่ใหญ่กว่าผลคะแนนคือวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้น
ดูเหมือนขณะนี้ บรรดาผู้รู้ได้มองเลยผลการเลือกตั้งไปแล้ว
บรรดาผู้รู้และคนในแวดวงกำลังมองผลกระทบหลังการเลือกตั้งผ่านไป
มองกันว่า ถ้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชนะจะเกิดอะไรขึ้น
มองว่า ถ้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ชนะจะเกิดอะไรขึ้น
ม.ร.ว.จัตุมงคล มองด้วยสายตาที่มีความหวัง
ขณะที่นายจตุพรมองด้วยความเป็นห่วง
ม.ร.ว.จัตุมงคล มองด้วยความหวังว่าจะแก้ปัญหาให้ประเทศ
ส่วนนายจตุพรยังห่วงว่า จะเกิดความเสื่อม จะเกิดการล้มกระดาน
จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีก หลังการเลือกตั้งผ่านพ้น
มุมมองใครจะถูก ไม่อาจทราบได้
แต่มุมมองที่ปรากฏ สะกิดให้รู้ว่าอย่าได้ประมาท
แม้การเลือกตั้งจะคลี่คลายปัญหาหลายๆ อย่างไปได้
แต่ผลการเลือกตั้งก็อาจก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายๆ อย่างได้เช่นกัน
นฤตย์ เสกธีระ
maxlui2810@gmail.com

โยนหินถามทาง

คอลัมน์เดินหน้าชน โยนหินถามทาง โดย : เทวินทร์ นาคปานเสือ


ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลมีเดีย สำหรับ “กฎเหล็ก” เกี่ยวกับการทำข่าว “นายกรัฐมนตรี” ขณะไป เปิดงานที่เมืองทองธานี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยมีการตั้งโต๊ะเช็กชื่อ สังกัด เบอร์โทรศัพท์ จดหมายเลขบัตรประชาชนสื่อมวลชน พร้อมงัดมาตรการมาโชว์ สรุปสาระสำคัญดังนี้
หนึ่ง ต้องเคารพทั้งก่อน-หลังถ่ายภาพ
หนึ่ง สุภาพบุรุษใส่สูท สุภาพสตรีสวมชุดกระโปรง รองเท้าหุ้มส้น
หนึ่ง กล้องต้องผ่านการตรวจสอบจากตำรวจสันติบาล
หนึ่ง อนุญาตเฉพาะช่างภาพที่ลงทะเบียนพร้อมอนุญาตเท่านั้น
หนึ่ง การถ่ายภาพควรอยู่ห่างจากนายกฯ 5 เมตรเป็นอย่างน้อย ฯลฯ
รวมถึงกำหนดมารยาทการบันทึกภาพดังนี้
ห้ามถ่ายภาพหน้าตรงขณะนายกฯอยู่ในห้องรับรอง
ห้ามถ่ายภาพขณะเดินขึ้น-ลงจากที่สูง เช่น บันได
ห้ามถ่ายขณะรับประทานอาหาร
และหากฝ่าฝืนจะถูกริบปลอกแขนและห้ามบันทึกภาพ และอื่นๆ
โดยมาตรการดังกล่าวออกโดยกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1
ย้อนกลับไปดูโครงการของกองบัญชาการตำรวจสันติบาลและขอบเขตอำนาจหน้าที่สำคัญดังนี้
หนึ่ง กองบังคับการอำนวยการ ดูแลงานธุรการ งบประมาณ สวัสดิการ
หนึ่ง กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ดูแลด้านการข่าว ความมั่นคง กระจายอยู่ทั่วประเทศ
หนึ่ง กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 ดูแลด้านการข่าว ความมั่นคงในเขต กทม.เป็นหลัก
หนึ่ง กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ดูแลบุคคลสำคัญ และสถานที่สำคัญต่างๆ
หนึ่ง กองบังคับการตำรวจสันติบาล 4 วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประมวลผลข่าวที่เกิดขึ้นทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาด้านการข่าว ที่มีระดับรองผู้บังคับการเป็นหัวหน้าศูนย์ฯ รับผิดชอบเกี่ยวกับการอบรม
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ยืนยันว่า ปกติการทำงานของตำรวจสันติบาลกับสื่อก็เข้าใจกันมาตลอด พูดคุยประสานกันด้วยดี ไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรเป็นพิเศษเช่นนี้
ก่อนตั้งข้อสังเกตปกติอำนาจหน้าที่ในการดูแลปฏิบัติร่วมกับสื่อมวลชนในภารกิจของนายกฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของกองบังคับการตำรวจสันติบาล 3
ไม่ใช่กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1
ระเบียบเอกสารดังกล่าวจึงไม่ปกติ!
ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลสั่งให้ตรวจสอบ “ต้นตอ” มาตรการดังกล่าวแล้ว
ส่วนผลจะเป็นอย่างไรไม่นานคงรู้กัน!?
และท้ายสุด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นของเก่าตั้งแต่ปี 2558 พร้อมระบุว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สงสัยคือทำไมเพิ่งมาใช้วันนี้ เพราะไม่ใช่นโยบายของนายกฯ
และขอให้ไปทบทวนและยกเลิกคำสั่งซะ!
ทำให้ประหวัดไปถึงคำสั่ง ม.44 ของ คสช. ออกกฎเหล็ก 2 ฉบับ เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก และเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนา
โดยรถปิกอัพห้ามนั่งกระบะท้าย นั่งแค็บ
ครั้งนั้นก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ต่อต้าน-ล้อเลียน อย่างหนักในโลกโซเชียลมีเดีย
จนรัฐบาล “ยอมถอย”!
พร้อมอนุโลมนั่งกระบะหลังหรือแค็บไปพลางๆ ก่อน จนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามระเบียบคำสั่งคุมสื่อมวลชนครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกต ไม่ว่าจะออกโดยกองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 หรือ 3 ก็ตาม น่าจะมีการประสานกับทีมอารักขานายกฯ หรือสำนักนายกรัฐมนตรีก่อนหรือไม่?
จู่ๆ สันติบาลจะงัดระเบียบมาใช้เลยละหรือ
หรือเป็นความคิดแบบศักดินาที่ต้องการ “โยนหินถามทาง”!?!
เทวินทร์ นาคปานเสือ
https://www.matichon.co.th/politics/news_1072740

หม่อมเต่าเปิดตัว

หม่อมเต่าเปิดตัว



พรรคพลังประชารัฐภายใต้ ยี่ห้อ “กลุ่ม 3 ส.” ของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนาย สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งโชว์ฟอร์มกระฉูด เปิดท่อดูดอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน และภาคเหนือมาเข้าก๊วนได้แล้วกว่า 30 คน
ประกาศจะอุ้ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง อย่างสะดวกโยธิน
ล่าสุดมีข่าวว่า “กลุ่ม 3 ส.” อาจเปลี่ยนใจไม่เข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐตามแผนเดิม
จะขอแยกวงไปตั้งพรรคการเมืองของกลุ่ม 3 ส.โดยตรง??
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่ามีแนวโน้มสูงที่ “กลุ่ม 3 ส.” จะตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง
เพราะถ้าทุนพร้อม คนพร้อม ตั้งพรรคเองดีกว่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ
ระหว่างที่ “กลุ่ม 3 ส.ซุปเปอร์ดูด” ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐต่อไป?
หรือจะตัดสินใจเปิดตัวตั้งพรรคใหม่เอง?
พรรครวมพลังประชาชาติไทย ของ ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเปิดตัวทีหลังได้แซงตัดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
มีการจัดประชุมใหญ่สมาชิกก่อตั้งพรรคเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
โดยมีสมาชิกสายนกหวีดร่วมประชุมราว 400 คน
ปรากฏว่า ที่ประชุมลงมติเลือก “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” หรือ “หม่อมเต่า” อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 331 คะแนน
และเลือก นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ทนายความประจำตัว “นายสุเทพ” เป็นเลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการพรรครุ่นก่อตั้งอีก 5 คน
สำหรับ “ลุงกำนัน” ซึ่งเอาลิ้นพันคอตัวเองว่าจะไม่เล่นการเมือง ไม่ลงสมัคร ส.ส. ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี
ประกาศขอสละสิทธิ์ไม่รับตำแหน่งใดๆในพรรคของตัวเอง
ขอทำหน้าที่เป็นโค้ช เป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้นำเดินสายขึ้นเวทีปราศรัยทุกสนามเลือกตั้งทั่วประเทศไทย
ขอใช้ประสบการณ์ 40 ปี เป็นที่ปรึกษาแนะแนวให้พรรครวมพลังประชาชาติไทยให้ได้ร่วมรัฐบาลอย่างเดียว
“ลุงกำนัน” ฟันธงว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคแน่นอน
เรานั่งรอเฉยๆ จะมีคนยกขันหมากขอไปร่วมรัฐบาลพันเปอร์เซ็นต์
ไม่มีทางเป็นฝ่ายค้าน ต้องได้เป็นรัฐบาลชัวร์!!
“แม่ลูกจันทร์” ยินดีต้อนรับ “คุณชาย จัตุมงคล” ซึ่งเปิดตัวเป็นหัวหน้าพรรค การเมืองชื่อยาวๆของลุงกำนัน!!
นับว่าการผงาดขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคของ “หม่อมเต่า” เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายพอสมควร
เพราะคาดล่วงหน้าว่า ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นเต็งหนึ่งจองเก้าอี้หัวหน้าพรรคแบเบอร์
แต่ปรากฏว่า...เบอร์ไม่แบ
ดร.เอนกแสดงสปิริตถอนตัวไม่เข้า ประกวดชายงาม
เพราะเห็นว่า “หม่อมเต่า” เป็นผู้มีความรู้ มีความสามารถ และมีภาพลักษณ์โดดเด่น เหมาะสมตรงสเปกที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง
“แม่ลูกจันทร์” ยอมรับว่า “หม่อมเต่า” คุณสมบัติเหนือกว่า “ดร.เอนก” เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์
เอกลักษณ์ของ “หม่อมเต่า” คือเป็นคนแข็งโป๊กยอมหักไม่ยอมงอ
การรับบทหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งมี “ลุงกำนัน” เป็นผู้มีบารมีตัวจริง จึงต้องจูนคลื่นความถี่ให้อยู่ในพิกัดเดียวกัน
ปัญหาคือ หากมีประเด็นการเมืองที่ “หม่อมเต่า” หัวหน้าพรรค กับ “ลุงกำนัน” หัวหน้าโค้ช มีจุดยืนต่างกัน หรือมีทัศนคติไม่ตรงกัน
จะหาจุดร่วมสงวนจุดต่างอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งตามมา??
ปัดโธ่...มันไม่ง่ายนะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

โจทย์บังคับยากทั้งคู่

โจทย์บังคับยากทั้งคู่



ภาพประกอบรายการคุยคำโต “พรรคเพื่อไทยจะชนะแบบหิมะถล่ม”
ควันหลงงานแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 69 ปี ที่ลอนดอน อังกฤษ ที่ตามติดมาด้วยกระแสข่าวแนวเซอร์ไพรส์ “นายใหญ่” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จ่อดัน “หลานชาย” นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรคนโตของนายสมชาย และ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่
เคาะโต๊ะ ประทับตราสายตรง “ตระกูลชิน”
“ทักษิณ” ตัดสินใจเลือกคนในสายเลือดใกล้ชิด ให้เหล่าสาวกในพรรคเพื่อไทยและกองเชียร์มั่นใจ
สัญญาณ “นายใหญ่” พร้อมเกหน้าตักสู้
นั่นไม่สำคัญเท่าการทำให้ “เจ๊แดง” ยอมเปิดหัวจ่ายท่อน้ำเลี้ยงได้แบบเต็มที่ จากที่ออกลูกกั๊กไม่มีทางจ่ายให้คนอื่นหยิบชิ้นปลามัน นอกจากสามีและลูกชายเท่านั้น
ลูกชาย “เจ๊แดง” ตอบโจทย์ “ทักษิณ” ได้หลายข้อ
โดยสถานการณ์จึงส่อเค้าใกล้เคียงความจริงมากสุด
ถึงจุดที่น่าจะบวกลบคูณหารกันแล้ว กับมุมบวกในการสยบแรงกระเพื่อม โยนชื่อหลาน “นายใหญ่” สยบปมป่วนการบริหารจัดการบรรดาเจ๊ๆเฮียๆภายในพรรคเพื่อไทย
ที่ต้องแลกกับด้านลบ แรงต้านตระกูลชินแถมพะยี่ห้อ “เจ๊แดง” ประทับหรา
“ทักษิณ” ต้องชิงปิดกล่อง ปิดเกมนอมินีรุ่นสามนำทัพเพื่อไทย
รีบสกัดเลือดไหล เบรกอดีต ส.ส.จ่อย้ายพรรคเพราะไม่แน่ใจในทิศทางที่อึมครึม
และที่จบก่อนใครก็คือ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ถ้าออกมุกนี้ก็เท่ากับจบข่าว “นอมินี” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
ต้องเก็บกระเป๋าลาบ้านเก่าไปตายดาบหน้า
คงไม่ต้องรอคำตอบที่ท้าให้ “นายใหญ่” ประกาศชัดๆจะไม่ใช้งานเจ้าแม่เมืองกรุง
ในเมื่อคำตอบสุดท้ายก็เป็นไปอย่างที่เซียนการเมืองแทบทุกวง อ่านไต๋ เดาทางสไตล์ “ทักษิณ” ไม่มีทางไว้วางใจใครมากไปกว่าคนในตระกูลชิน
ยิ่งภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์โจทย์บังคับ เกมอำนาจสลับซับซ้อน
ถึงพรรคเพื่อไทยจะนอนมา ชนะเลือกตั้งไปก็ใช่ว่าจะได้เป็นรัฐบาล
โอกาสเดียวคือต้องกุมความได้เปรียบในเกมเลือกตั้ง รักษาสถานภาพการต่อรองไว้ก่อน
“นายใหญ่” จำเป็นต้องเฟ้นคนในสายเลือดที่ไว้ใจได้ในการประคองความปลอดภัย
เดาทาง “ทักษิณ” เลือกคั่วไพ่หน้าเดียวแล้ว
แต่โดยแนวโน้มสถานการณ์ที่ยากกว่า เทียบกับคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ต้องเล่นไพ่หลายหน้า
ภายใต้เงื่อนไขไฟต์บังคับรับศึกหลายทาง
ด้านหนึ่งก็ต้องฟัดกับโจทก์หลัก สกัดเครือข่าย “ทักษิณ” คู่รักคู่แค้น
แบบที่ล่าสุดก็เพิ่งเจอแผนหักเหลี่ยมโหด เมื่ออดีตคนในค่ายอย่างนายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก เปิดปฏิบัติการเผาเรือน แฉประจานประชาธิปัตย์มีเอี่ยวกับขบวนการอำนาจนอกกติกา อยู่เบื้องหลังยุทธการ “สมคบคิด” ล้มอดีตรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ลอกคราบนักประชาธิปไตยที่อิงแอบอยู่กับเผด็จการ
ตอกย้ำเรื่องเก่าเล่าใหม่ เขี่ยแผลเป็นให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สะดุ้ง
อีกด้านหนึ่งก็เป็นฉากที่ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. เสนอชื่อ “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)
ป้อมค่ายที่จะตัดแต้มยี่ห้อประชาธิปัตย์ในปักษ์ใต้และอีกหลายพื้นที่ฐานคะแนนทับซ้อน
โฟกัสหน้าตา ตัวละครที่เปิดตัวในพรรค รปช. ป้อมค่ายของ กปปส.
ล้วนแต่คนเก่าแก่ที่ออกมาเป็นหอกข้างแคร่ ปชป.
และนั่นก็ยังมีโจทย์ที่เหนื่อยๆ ยากๆ แบบที่ “อภิสิทธิ์” และคนประชาธิปัตย์ต้องเล่นบทนักการเมืองอาชีพ สลับหน้าปรับอารมณ์ไปแตะมือกับพรรคเพื่อไทยในการยื้อกระแสสู้กับทหาร
ตีกัน เตะตัดขา “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไม่ให้ติดปีก ติดลมบนเกินไป
เผื่อโอกาสต่อรองไว้หลังเลือกตั้ง
ตามโพลที่โดนยี่ห้อ “พลังประชารัฐ” เบียดตกขอบไปแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

สู่ยุค3ก๊กการเมือง

สู่ยุค3ก๊กการเมือง 'มาร์ค'ปลุกปชช.ตัดสิน'ทักษิณ-คสช.-ปชป.'ใครชนะก็จบ


“มาร์ค” ประเมินสถานการณ์การเมือง ชี้เข้าสู่ยุคสามก๊ก มีทั้ง “ทักษิณ-คสช.-ปชป.” ลั่นก๊กใดชนะเบ็ดเสร็จก็จบ แต่ก้ำกึ่งต้องตั้งรัฐบาลผสม กั๊กร่วม ”รปช.-พปชร.” บอกหากผลักดันนโยบายตามเป้าไม่ได้ก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน รับ “เพื่อไทย” ฐานเสียงแน่น แต่ต้องวัดใจสาวกอยากเดินซ้ำรอยไหม “เด็กแม้ว” ซัดหม่อมเต่ารู้ข่าววงในจ้องสลายพรรค 
      เมื่อวันจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า คนจำนวนไม่น้อยในสังคมกังวลกับปัญหาระบอบทักษิณาจะกลับมาหรือไม่  พรรคการเมืองไหนบ้างเป็นแนวร่วม แต่ไม่ใช่แนวทางเดียวที่คนมอง ขณะนี้อีกส่วนหนึ่งก็มีการพูดถึงว่าเอาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับไม่เอา คสช.เหมือนกันในมุมที่ว่า คสช.หลังจากเข้ามายึดอำนาจตอนแรกเหมือนกับจะเป็นกรรมการ แต่ตอนหลังก็แสดงตัวค่อนข้างชัดว่าจะเป็นผู้เล่นด้วย จึงเกิดกระแสว่าจะยอมรับแนวทางของ คสช.ที่จะสืบทอดอำนาจหรือไม่ ส่วน ปชป.หรือไม่ ปชป.เป็นเรื่องตัวเลขมากกว่าในการเอาชนะกัน
      “ตอนนี้มันเข้าไปสู่ลักษณะการเมืองสามก๊กมากกว่า คือ 1.พรรคการเมืองที่อิงอยู่กับตัวนายทักษิณ  ชินวัตร หรือมีแนวทางคล้ายคลึงกับนายทักษิณ 2.พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาหรือแสดงท่าทีว่าพร้อมสนับสนุนผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หรือผู้มีอำนาจใน คสช.ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และ 3.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเราคือทางเลือกอีกทางหนึ่ง เพราะเราต่อสู้กับระบอบทักษิณมาตลอด และยืนยันจะต่อสู้อยู่  ขณะเดียวกันเรามองว่าแนวทางของ คสช.หรือรัฐบาลปัจจุบันหลายอย่างก็ไม่สอดคล้องกับแนวคิดของเรา” นายอภิสิทธิ์กล่าว
      นายอภิสิทธิ์ชี้ว่า พรรคจะเสนอแนวทางที่เป็นตัวของตัวเอง ต่างจากทั้งพรรคเพื่อไทยและ คสช.  ส่วนหลังเลือกตั้งก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคนมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจของประชาชนมีความหมาย เมื่อประชาชนได้มีโอกาสรับทราบแนวทางที่แตกต่างกัน ซึ่งประชาชนสนับสนุนแนวทางไหนเท่าไหร่ ตรงนั้นถ้ามีความเด็ดขาดก็จบ ถ้ามีความไม่เด็ดขาดก็เป็นธรรมดาที่ต้องมาเจรจาว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใครกับใคร  สำหรับพรรคยืนยันว่ายึดแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศเป็นหลัก
      เมื่อถามว่า ถ้านโยบายไปด้วยกันได้แสดงว่าก็ร่วมงานกันได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่เห็นประโยชน์ของการที่พรรคจะไปเป็นรัฐบาลกับใคร ถ้าหากแนวทางที่พรรคนำเสนอต่อประชาชนไม่ได้รับการปฏิบัติหรือนำไปใช้ ปชป.อาจต่างจากบางพรรคที่พูดในขณะนี้ คือถ้า ปชป.คิดว่าการเป็นรัฐบาลแล้วไม่ได้นำพาบ้านเมืองไปในทางที่เราอยากจะเห็น ปชป.ก็ควรเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่อยากเป็น แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างการไปเป็นรัฐบาล แล้วบ้านเมืองไม่ได้ไปในแนวทางพรรค ไม่ใช่อุดมการณ์ของพรรค  ทั้งนี้ขณะนี้อย่าไปวิตกกังวลว่าจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะเราไม่ทราบตัวเลข เมื่อทราบตัวเลขค่อยมาดูอีกทีว่ามีวิธีการแก้ปัญหาที่ไปทางไหนไม่ได้อย่างไร
     “สิ่งหนึ่งที่ผมยืนยันคือ ประชาธิปัตย์ต้องการให้การเมืองเป็นเรื่องของอุดมการณ์ เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาของประเทศแบบระยะยาว ยั่งยืน ถ้าทุกพรรคคิดแต่เพียงว่าต้องไปเป็นรัฐบาล ผมคิดว่าก็ทำให้การเมืองกลับไปเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องของอำนาจ โดยเฉพาะการไปเป็นรัฐบาลไม่ต้องคำนึงเลยว่านโยบายจะเป็นอย่างไร ขอให้ฉันมีตำแหน่ง ผมว่าเราควรมาช่วยกันทำให้การเมืองหลุดพ้นตรงนั้น” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ชี้สื่อโซเชียลจุดชี้ขาด  
      เมื่อถามว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญระหว่างโซเชียลมีเดียกับพลังดูด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประเมินจากหลายประเทศถ้าการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม คิดว่าโชเชียลมีเดียจะเป็นตัวเปลี่ยนมากที่สุด  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการดูดไม่มีความหมาย เพราะการเมืองยังยึดกับตัวบุคคลกับผลประโยชน์ โดยเฉพาะระบบการเลือกตั้งที่ออกแบบมาว่าทุกคะแนนเอาไปใช้คำนวณ ส.ส. ดังนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรเร่งทำความเข้าใจเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรี บริสุทธิ์เที่ยงธรรมให้ได้
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีนายทักษิณระบุถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า พท.จะได้คะแนนถล่มทลายเหมือนหิมะถล่มว่า พท.ยังอยู่ในสถานะของพรรคที่มีความได้เปรียบ เพราะมีฐานเสียงค่อนข้างแน่นในพื้นที่ ซึ่งใหญ่ที่สุดคือภาคเหนือและภาคอีสาน อีกทั้งมีความพร้อมทั้งเงินและทอง ดังนั้นนายทักษิณก็มีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์จะคุย แต่ไม่แน่ใจว่าประชาชนพร้อมเสี่ยงกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะ พท.ยังไม่หลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ บ้านเมืองก็จะกลับมาอยู่ในภาวะที่เป็นแบบนี้อีก
      “สำหรับ ปชป.ผมก็บอกว่าตอนนี้อยากให้คนจะอยู่พรรคคิดเรื่องทิศทางประเทศ ตกผลึกร่วมกันว่าเราจะพาประเทศไปทางไหน ที่เรานำเสนอเป็นหลัก ถ้าเราทำได้เราก็เป็นรัฐบาล และเราก็หวังว่าจะเป็นรัฐบาล และเราจะสู้เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าแนวทางนี้ประชาชนไม่สนับสนุน เราทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่เราพึงยอมรับ ผมอยากให้เราเป็นแบบอย่าง เป็นตัวอย่างของพรรคการเมืองว่าการเมืองต้องไปแบบนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว
      ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พท.กล่าวถึงกรณี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ว่าที่หัวหน้าพรรค รปช.วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณี รปช.จะถูกเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล และเมื่อถึงตอนนั้น พท.ไม่อยู่แล้วว่า ถ้าหากให้วิเคราะห์คำพูดของหม่อมเต่ามีอยู่ 2 กรณีคือ  1.พรรคส่งผู้สมัครทั่วประเทศแล้วและไม่ได้ ส.ส.แม้แต่คนเดียว และ 2.ถูกฝ่ายตรงข้ามใช้กลยุทธ์ทุกวิถีทางยุบ พท. ซึ่งประการแรกเป็นไปไม่ได้เพราะเสียงของพรรคยังขายได้ในทุกพื้นที่ ส่วนประเด็นที่สองแสดงว่าหม่อมเต่าไปล่วงรู้หรือทราบเกี่ยวกับความพยายามของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองหรือถึงได้ฟันธงแบบนี้ 
      “แสดงว่าผู้มีอำนาจในบ้านเมืองกำลังเตรียมการทำลายพรรคเพื่อไทยที่ไม่ใช้ระบอบประชาธิปไตย เหมือนครั้งที่แล้ว และวันนี้ก็มาตั้งพรรคการเมืองลอยหน้าลอยตา ดังนั้นหม่อมเต่าเป็นผู้ใหญ่ไม่ควรพูดออกมาในลักษณะอย่างนี้ ควรคำนึงถึงสมาชิกและประชาชนผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่มาระบายความรู้สึก ซึ่งพรรคเราไม่ได้สนใจ กังวลใจหรือหวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะทำทุกอย่างดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตย เพราะเสียงในพื้นที่ของพรรคยังแน่นปึ้ก และเมื่อนั้นพรรคเพื่อไทยอาจจะอยู่ แต่หม่อมเต่าอาจไม่อยู่ก็ได้” นายสามารถกล่าว  
'ตุ๊ดตู่' เตรียมเดินสาย
      พราหมณ์ศักดิ์ระพี พรหมชาติ แกนนำคนเสื้อแดงและประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สกลนคร กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ว่า  นายจตุพรอยากเดินทางไปเยี่ยมเยียนพี่น้องเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำจากเหตุการณ์ชุมนุมการเมืองเมื่อปี 2552 เป็นต้นมาในหลายจังหวัด เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเราไม่ทิ้งกัน โดยทั้งนายจตุพรและคณะแกนนำจะเดินทางไปพร้อมกัน แต่ยังไม่ได้ไปในเร็ววันนี้ ต้องรอให้นายจตุพรพักฟื้นร่างกายสักระยะค่อยหารือกันอีกครั้งว่าจะเริ่มเดินทางไปในช่วงวันเวลาใด 
      “ไม่กังวลหากฝ่ายความมั่นคงจะมองเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ เราเพียงอยากจะเดินทางไปร่วมให้กำลังใจพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำเท่านั้น ไม่มีนัยทางการเมือง และตั้งแต่นายจตุพรออกมาจากเรือนจำ ได้เน้นย้ำแล้วว่าจะไม่จัดรายการทางช่องพีซทีวี เพื่อไม่ให้บางหน่วยงานนำมาเป็นข้ออ้างในการหาเหตุมาปิดอีก แต่จะไปจัดรายการผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์แทน” พราหมณ์ศักดิ์ระพีกล่าว
      เขายังทำนายดวงชะตาของนายจตุพรอีกว่า ช่วงปีที่แล้วที่นายจตุพรถูกคุมขังถือว่าดวงตกต่ำอย่างที่สุดไปแล้ว และในอีก 5 ปีนี้ดวงจะดีขึ้นเรื่อยๆ และจะดีมากตอนเข้าปีที่ 6 ชะตานายจตุพรก็เหมือนลูกฟุตบอล เมื่อตกถึงพื้นเหมือนดวงที่ตกลงอย่างมากแล้วย่อมกระเด้งขึ้น เหมือนดวงที่จะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ  นั่นเอง โดยได้แนะนำให้นายจตุพรทำบุญ 9 วัด ปล่อยนกปล่อยปลา และร่วมสร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็นสาธารณกุศลจะช่วยในเรื่องดวง 
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงการเป็นประธาน
      สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในปี 2562 หลังจาการ์ตาโพสต์ สื่ออินโดนีเซียวิจารณ์ว่าไทยเป็นรัฐบาลรัฐประหารไม่เหมาะกับตำแหน่งประธานอาเซียน ว่าในปีหน้านี้เราจะเป็นประธานอาเซียน แต่ยังไม่ทราบว่าใครจะเป็นรัฐบาลเหมือนกัน เพราะการประชุมอาเซียนจะเกิดขึ้นภายหลังเลือกตั้งตามระบบของเรา ดังนั้นอย่ามากังวลอะไรว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็นรัฐบาล ไม่ต้องมาต่อต้านในวันนี้ และต้องเข้าใจว่าคนที่ต่อต้านก็เขียนกันไปเรื่อย
“ขอฝากกับทุกคนไปด้วย เพราะการประชุมอาเซียนจะเกิดขึ้นในไทยตามวาระ ส่วนใครจะเป็นรัฐบาลนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขอว่าอย่าเอามาปนเปกัน เพราะถ้าเราสามารถสร้างความเข้มแข็งในอาเซียนและกลุ่มประเทศแม่น้ำโขงได้ก็เป็นเรื่องดี และหลายประเทศก็เสนอเราควรเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา แค่ 2-3 ประเภทก็ได้เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
หงุดหงิดสื่ออินโดฯ
      ในช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ภายหลังมอบโอวาทแก่คณะเจ้าหน้าที่และนักกีฬาไทยที่จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ในกรณีนี้อย่างอารมณ์หงุดหงิดว่า จะชี้แจงทำไม ชี้แจงอะไร ชี้แจงกับใคร ใครว่าอะไร คนที่ออกมาวิจารณ์นั้นคือใคร จาการ์ตาโพสต์คือใคร เป็นประเทศอินโดฯ หรืออย่างไร ประเทศอินโดฯ เป็นผู้พูด หรือรัฐบาลอินโดฯ พูด เพราะถ้าเป็นแค่สื่อ สื่อก็ต้องไปชี้แจงกันเอง ไม่เกี่ยวกับตนเอง สื่อคือสื่อ จบ ขอคำถามเรื่องอื่น
      “ประเทศไทยก็ตั้งใจอยู่แล้วที่จะจัดการประชุม สื่อไม่อยากให้มีการประชุมอาเซียนหรืออย่างไร ถ้าอยากให้มีการประชุมก็อย่าต่อความยาวสาวความยืด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เป็นเรื่องของคนบางคน  เรื่องของสื่อบางสื่อ ต้องไปดูเจตนาว่าเขาเขียนเพื่ออะไร แล้วเราจะไปเป็นเครื่องมือให้เขาไปทำไม ผมถามหน่อยว่าที่ตั้งคำถามขึ้นมานี้ แล้วมันจะได้อะไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์แสดงอารมณ์หงุดหงิดก่อนพูดกับผู้สื่อข่าวว่า “ต่อไป ขอคำถามอื่น มีคำถามอะไรอีกไหมที่จะสร้างความขัดแย้งได้อีก ว่ามา”
      ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 จัดทำใบลงทะเบียนสำหรับช่างภาพสื่อมวลชน ที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับมารยาทในการถ่ายภาพว่า “เรื่องคำนับหรือไม่คำนับผม เป็นเรื่องของท่าน ไม่ได้ดีใจหรือเสียใจกับการคำนับของทุกท่าน เพราะเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน” จากนั้นได้กล่าวขอบคุณและเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า จังหวะนั้นผู้สื่อข่าวได้ถามถึงเหตุผลที่ทำให้วันนี้อารมณ์ไม่ดี พล.อ.ประยุทธ์กล่าวพร้อมเดินขึ้นตึก โดยไม่หันมามองทางผู้สื่อข่าวว่า  “จะเป็นอะไร ก็เป็นของฉัน”.
https://www.thaipost.net/main/detail/14841

ยังมีฝนคะนองหลายพท. เหนือ-อีสาน-กลาง-ตอ.-ใต้-กทม.ตก60-70%

กรมอุตุฯ เผยไทยมีฝนคะนองหลายพท. เหนือ-อีสาน-กลาง-ตอ.-ใต้-กทม.ตก60-70% ทะเลอันดามันสูงคลื่นสูง2ม.

วันนี้(7 ส.ค.61) กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากสำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร อ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง จนถึงวันที่ 9 ส.ค.61
ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่กับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ภาคกลาง มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออก มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราดอุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-36 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร
ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนองและพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไม่ต้องมาโค้งคำนับผม

เหวี่ยง !!!

“บิ๊กตู่” ไม่สนสื่อ จะโค้งคำนับ เริ่องของสื่อ ยันไม่ได้ ดีใจหรือเสียใจ ชี้มัน เป็นการให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน ก่อนตัดบท จบสัมภาษณ์

พลเอกประยุทธ์ กล่าว เรื่อง ข้อปฏิบัติของสื่อของตำรวจสันติบาลว่า 
“ไอ้เรื่องจะคำนับผม หรือไม่คำนับ ก็เรื่องของท่าน ผมไม่ได้ดีใจ หรือเสียใจกับการโค้งคำนับของท่านมันเป็นเรื่องของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน “

ก่อนกล่าวว่า “ขอบคุณ..จบ “

ยุติการให้สัมภาษณ์ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปทันที

ทบ.ระดมช่วยเพชรบุรี

ผบ.ทบ. สั่งระดมทหาร ช่วยรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี และหลายจังหวัดในภาคอีสาน

พันเอกหญิง ศิริจันทร์. งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมยังคงมีอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ได้แก่ จ.นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี  ที่ยังคงมีภาวะน้ำโขงล้นตลิ่ง 

สำหรับในพื้นที่ภาคกลางต้องติดตามปริมาณน้ำในเขื่อน อาทิ เขื่อนวชิราลงกรณ์  เขื่อนศรีนครินทร์ จากนี้ 

พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญต่อการติดตามสถานการณ์น้ำในภาพรวมของประเทศ ทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนและจังหวัดในพื้นที่ริมแม่น้ำโขงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง 

กำชับในการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในวันนี้  ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด และหน่วยทหารใช้กลไกที่มีอยู่ประสานการปฏิบัติงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อป้องกันคลี่คลายอุทกภัยให้เหมาะสม ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง 

โดยเฉพาะสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ทั้งด้านการระบายน้ำและการป้องกันพื้นที่เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 

สำหรับในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีภาวะฝนตกต่อเนื่อง ให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 1 สนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่น้ำท่วมขังและมีปริมาณรถหนาแน่น
   ​​
สำหรับสถานการณ์น้ำที่เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่มีการเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนและปริมาณน้ำเริ่มล้นทางระบายน้ำล้น (spillway) ในวันนี้  ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วม
ในพื้นที่ลุ่มต่ำโดยรอบแม่น้ำเพชรบุรีใน 24 ชั่วโมง  ซึ่ง ผู้บัญชาการทหารบกระบุว่า กรณีเขื่อน
แก่งกระจาน หน่วยงานได้มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ มีการประสานงานและวางมาตรการป้องกัน
และช่วยเหลือประชาชนไว้แล้ว 

รวมทั้งการแจ้งข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนที่จะได้รับผลกระทบใน 
จ.เพชรบุรี  ก็ทำให้ได้มีเวลาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ร่วมกับภาครัฐ  ทั้งนี้ในส่วนของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก 

ได้ส่งกำลังพล 450 นาย จาก มณฑลทหารบกที่ 15, กองพลที่ 1รักษาพระองค์, กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 1 พร้อมรถยนต์บรรทุก 30  คัน, เรือท้องแบน 8ลำ, กระสอบทราย, ชุดซ่อมรถ, ชุดครัวสนามเคลื่อนที่ และชุดแพทย์สนามเคลื่อนที่  

โดยขณะนี้กำลังทหารได้เข้าช่วยติดตั้งเครื่องระบายน้ำที่เขื่อนแก่งกระจาน เพื่อลดปริมาณน้ำในเขื่อน การช่วยขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้กับประชาชนบริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรี การเสริมความแข็งแรงของแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำล้นตลิ่ง และประจำ ณ ศูนย์ช่วยเหลืออุทกภัยที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมช่วยประชาชนรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี ตลอด 24 ชั่วโมง