PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561

“มหาธีร์”เลื่อนนัด”บิ๊กตู่” ถก พูดคุยสันติสุขใต้ จาก ต้นตค. เป็นปลายตค.

ศึกนอกบ้าน!!
“มหาธีร์”เลื่อนนัด”บิ๊กตู่” ถก พูดคุยสันติสุขใต้ จาก ต้นตค. เป็นปลายตค. _ นายกฯเผย ยังไม่ตัดสินใจ เปลี่ยนตัว”พลเอก อักษรา” หรือไม่ /ขณะที่ฝ่ายความมั่นคง รอวัดใจ”มหาธีร์” ช่วยจริง มั้ย
“นายกฯบิ๊กตู่” ยังไม่ตัดสินใจ เปลี่ยนตัว”พลเอก อักษรา เกิดผล” หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ หรือไม่ หลัง “ นายกฯมหาธีร์” ของมาเลเซีย เปลี่ยนตัว “ผู้อำนวยความสะดวก” มาเป็น “อับดุล ราฮิม นัวร์” อดีต ผบ.สันติบาล มาเลฯ เผย จะรอหารือกับ “มหาธีร์” ก่อน ปลายเดือน ตค.นี้ หลังเลื่อนนัด จาก ต้นเดือน ตค. เหตุ “มหาธีร์”ติดภารกิจ ภายในประเทศ แต่นายกฯมาเลเซีย สนับสนุน ในการเป็น ผู้อำนวยความสะดวก ต่อ และค้องการ ทำให้เกิดสันติสุขสัมฤทธิ์ผล โดยเรามีการประสานงานกันตลอด และตัองมีการปรับเปลี่ยนวิธีการต่างๆให้เหมาะสม
“ตอนแรกคิดว่า ผมจะได้พบกับท่าน มหาเธร์ นายกฯมาเลเซีย ต้นเดือน ตค.นี้ แต่พอดีท่านติดภารกิจภายใน ก็คาดว่า จะได้พบกัน ปลายเดือน ตค.” พลเอกประยุทธ์ กล่าว
ขณะที่ ฝ่ายความมั่นคง และทหารที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับชายแดนใต้ กำลังจับตาและประเมิน ท่าที มาเลเซีย ว่าจะช่วยไทย จริงหรือไม่ ในการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้ และ จะมีการปรับเปลี่ยน แกนนำ กลุ่มMarapatani หริอเปลี่ยนกลุ่มเจรจา หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีแรงสนับสนุน ให้ นายกฯ เลือก บิ๊กเจี๊ยบ พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์. อดีตรายทหารทัพภาค4 ที่ทำงานด้าน นี้มาตลอด และเป็น สมาชิก สนช. และเพื่อน ตท.12 ของ พลเอกประยุทธ์ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย คนใหม่ เพราะ สนิทสนมกับ นาย ราฮัม นัวร์ มายาวนาน และเคยร่วมมือในการแก้ปัญหา ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ในยุคแรกๆ

บิ๊กตู่ลั่นสนใจการเมือง หา”พรรคร่วมทาง”เดินเกม”ไปต่อ“

บิ๊กตู่ลั่นสนใจการเมือง หา”พรรคร่วมทาง”เดินเกม”ไปต่อ“



ถือเป็นไฮไลต์ของการเมืองก็ว่าได้
เมื่อสายๆของวันจันทร์ที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมาที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำเซอร์ไพรส์
ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตทางการเมือง โดยที่ผู้สื่อข่าวยังไม่ได้ตั้งคำถาม
บิ๊กตู่กล่าวด้วยท่าทีที่สุขุมและน้ำเสียงราบเรียบว่า
“สำหรับสิ่งที่หลายๆ คนอยากจะให้ผมตอบในเรื่องงานการเมือง ผมก็ตอบได้ว่าในขณะนี้ ผมสนใจงานการเมือง”
” แต่การที่ผมจะตัดสินใจอย่างไร จะสนับสนุนใคร มันเป็นเรื่องอีกระยะหนึ่ง ซึ่งผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง แต่วันนี้ผมสนใจการเมือง เพราะผมสนใจในสิ่งที่ผมทำลงไปว่า ไปถึงไหน อย่างไร วันข้างหน้าจะได้รับการสืบสานต่อไปหรือไม่”
” ผมจะติดตามรับฟังจากบรรดากลุ่มการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้”
” เพราะฉะนั้นผมขอใช้คำแรกนี้ได้ว่า ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม ก็คงเป็นเช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งสื่อมวลชนด้วยก็ต้องรักประเทศไทยของเรา ก็สุดแล้วแต่ประชาชนจะว่าอย่างไรในอนาคต ขอบคุณครับ สวัสดีครับ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อสนใจงานด้านการเมือง จะลาออกจากหัวหน้า คสช. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบทันทีว่า “ไม่ออก”

หลังจาก” นำร่อง” โดยนายกฯไปแล้ว

วันเดียวกันนี้ รัฐมนตรีอีก 2 คน คือ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.สำนักนายกฯ และนายอุตตม สาวนายน รมต.อุตสาหกรรม ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเชิงแบ่งรับแบ่งสู้ว่า สนใจการเมืองเช่นกัน
นายกอบศักดิ์กล่าวด้วยว่า ทราบว่ามีรมต.หลายคนสนใจ แต่ต้องไปถามเจ้าตัวเอาเอง หรือให้รอดูวันที่ 29 ก.ย. อันเป็นวันประชุมใหญ่เพื่อก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์เคยตอบนักข่าวในเรื่องการเมืองว่า จะเปิดเผยท่าทีทางการเมืองในเดือนก.ย. แต่เมื่อนักข่าวทวงถามเมื่อคราวไปประชุมครม.สัญจร ที่เพชรบูรณ์ เมื่อ 17 -18 ก.ย.ที่ผ่านมา บิ๊กตู่บ่ายเบี่ยงว่า ยังไม่พูด รอให้กม.เลือกตั้งมีผลก่อน ซึ่ง กม.เลือกตั้งจะมีผลในต้นเดือนธ.ค.
การออกมาพูดในคราวนี้ว่า สนใจการเมือง จึงมีนัยยะ และส่งสัญญาณออกไปพร้อมๆกัน
สำหรับพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก
ด้านหนึ่ง เดินเงียบๆ ดึงอดีตส.ส.และนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ เข้าเสริมทัพอย่างคึกคัก สายนี้ดึงคนจากปชป. มาแล้วหลายคน
ไม่ว่าจะเป็น นายสกลธี ภัททิยะกุล บุตรชายพล.อ.วินัย ภัททิยะกุล นายทหารคนดังจากปี 2549 อดีตเคยเป็นส.ส.ปชป. มาเป็นรองผู้ว่าฯกทม.

ล่าสุด คือนายพุทธิพงศ์ ปุณณกันต์ อดีตคนปชป.ที่ไปเคลื่อนไหวกับกปปส. มาเป็นรองเลขาฯนายกฯ
ก่อนหน้านี้ คือการดึงทีมอดีตส.ส.พลังชลเข้ามา หรือการเข้าทาบทามนักการเมืองที่มีลักษณะเป็นคนรุ่นใหม่
อีกด้านหนึ่ง เป็นการเดินเครื่องของกลุ่มสามมิตร เจาะฐานอดีตส.ส.เพื่อไทย โดยใช้อดีตส.ส.เก๋าเกม อย่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา และนายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส.เพื่อไทยยุคพลังประชาชน โคราช ออกเดินสายทาบทาม
นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวทางลึก กวาดนักการเมืองเข้าพรรคอีกหลายรูปแบบ
จากเดิมที่เงียบๆ ระยะหลังเริ่มมีกระแสว่า พรรคนี้น่าจะเข้าป้ายได้เกิน 100 เสียง บางสายบอกว่า อาจทะลุถึง 150
รอบวกกับ ส.ว.อีก 250 ที่จะผ่านขั้นตอนต่างๆ เข้ามาหนุนรัฐบาล
ส.ส. 500 คน กับส.ว.250 คน รวมกันสองสภามี 750 นายกฯต้องมาจากเสียงข้างมาก 376 เสียง หรือเกินครึ่งของรัฐสภา
ถ้าได้ส.ส. 100 เสียง บวกกับสว. 250 ก็เท่ากับ 350 แล้วไปหาพรรคขนาด 40- 50 เสียงมาเติม เพื่อเป็นเสียงข้างมาก
หรืออาจจะต้องเติมด้วยพรรคขนาดกลาง – เล็ก มากกว่า 1 พรรค
คำพูดของบิ๊กตู่เมื่อวันจันทร์ตอนหนึ่งที่ว่า “… ผมสนใจในสิ่งที่ผมทำลงไปว่า ไปถึงไหน อย่างไร วันข้างหน้าจะได้รับการสืบสานต่อไปหรือไม่ ….ผมจะติดตามรับฟังจากบรรดากลุ่มการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้”
สะท้อนว่า นายกฯประยุทธ์กำลังมองหาหรือเชื้อเชิญ พรรคและกลุ่มการเมือง มาช่วย” สืบสาน” งานที่ทำมา 4 ปี

หลังจากนี้ น่าจะตามมาด้วยการขยับเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ ที่สนใจจะมา”สืบสาน” แนวนโยบายของบิ๊กตู่และคสช.
และก่อรูปเป็นกลุุ่มพรรคสนับสนุนบิ๊กตู่ ซึ่งที่จริงพอมองเห็นอยู่ แต่จะชัดเจนมากขึ้นและจะเห็นความชัดเจนของกลุ่มหรือพรรคตรงกันข้ามไปพร้อมกัน
ฝุ่นที่ตลบอบอวล จะค่อยจางลงอีกระดับหนึ่ง ภาพการแข่งขันต่อสู้ระหว่างพรรค หรือระหว่างกลุ่มพรรค จะเข้ามาแทนที่
และนี่คือสภาพการเมือง หลังจากบิ๊กตู่ประกาศความตั้งใจ “ไปต่อ” ในการเมือง

‘อุตตม-สนธิรัตน์’ โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

‘อุตตม-สนธิรัตน์’ โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม



29 กันยายน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะจัดประชุมผู้ร่วมก่อตั้งเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรค เพื่อเตรียมพร้อมลงสู้ศึกเลือกตั้ง
ลุ้นกันว่าจะมีชื่อ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เข้าร่วม
พปชร.หรือไม่
ทั้งนี้ “อุตตม-สนธิรัตน์” ถือเป็นคีย์แมนในทีมเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาล ส่งผลให้ตัวเลขจีดีพี ขยายตัวต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยกลุ่มฐานรากเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
สำหรับ “อุตตม” นอกจากจะผลักดันมาตรการต่างๆ ช่วย “เอสเอ็มอี” ให้เข้มแข็งแล้ว ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเข็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจากชาติต่างๆ แห่มาดูพื้นที่เพื่อลงทุน
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย อย่างยานยนต์แห่งอนาคต-อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ-หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ-อากาศยานและโลจิสติกส์-การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ-
เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
ช่วง 5 ปีแรกคาดว่าจะมีการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนใน “อีอีซี” เป็นเงินกว่า 1.7 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท มีเอกชนหลายรายสนใจซื้อซองประกวดราคา และวันที่ 12 พฤศจิกายน จะเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอ คาดว่าไตรมาสแรก ปี 2562 จะมีการลงนามในสัญญา และจะเปิดให้บริการในปี 2566
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโครงการที่ทยอยเดินหน้า ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 2 แสนล้านบาท การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท การพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด วิเคราะห์ข้อมูลถึงผลบวกทางเศรษฐกิจกับ 3 จังหวัดอีอีซี (ชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา) ว่าจีดีพีที่อยู่ระดับ 2.9% ในปี 2557-2559 จะขยายตัวมากกว่า 10% ต่อปีตั้งแต่ปี 2560-2569 มูลค่าทางเศรษฐกิจจาก 2.2 ล้านล้านบาท ในปี 2559 เพิ่มเป็น 7.5 ล้านล้านบาท ในปี 2569 และรายได้ต่อหัวจาก 6 แสนบาทต่อปีในปี 2559 เพิ่มเป็น 1.7 ล้านบาทต่อปี ในปี 2569
ส่วน “สนธิรัตน์” นอกจากจะช่วยผลักดันการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง อย่างล่าสุดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาขยายตัว 6.7% มีมูลค่า 22,794 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวม 8 เดือนแรก มีมูลค่า 169,030 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10% สูงสุดในรอบ 7 ปี และปรับเพิ่มเป้าส่งออกทั้งปีจาก 8% เป็น 9%
กระทรวงพาณิชย์ยังเป็นแกนหลักในการช่วยเหลือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแก่ผู้มีรายได้น้อย 11.4 ล้านคน ซึ่งผู้มีรายได้ไม่เกินปีละ 3 หมื่นบาท จะได้รับวงเงินคนละ 300 บาทต่อเดือน รายได้ไม่เกินปีละ 1 แสนบาท จะได้วงเงิน 200 บาทต่อเดือน สําหรับผู้ที่เข้าโครงการพัฒนาตนเอง จะได้รับวงเงินเพิ่มจาก 300 บาท เป็น 500 บาท และจาก 200 บาท เป็น 300 บาท เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งมีร้านค้าที่ติดตั้งเครื่องรับบัตร (อีดีซี) แล้วกว่า 38,000 แห่งทั่วประเทศ
ที่ผ่านมามีการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท
นอกจากช่วยผู้มีรายได้น้อยแล้ว ยังช่วยร้านค้าปลีกรายย่อยหรือ “โชห่วย” ในท้องถิ่นที่เกือบจะสูญพันธุ์ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งและเข้มแข็งกว่าเดิม
รวมทั้งต่อยอดการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเปิดชําระเงินผ่านแอพพลิเคชั่น “ถุงเงินประชารัฐ” และมีแอพพลิเคชั่น “โชห่วย-ไฮบริด” เพิ่มช่องทางการตลาด ซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านอี-คอมเมิร์ซ
หาก พปชร.มีชื่อ “อุตตม-สนธิรัตน์” เข้าร่วม คงต้องโชว์ผลงานนี้ และถ้ามีโอกาสได้เป็นรัฐบาลชุดใหม่ ก็จะสานงานนี้ต่อไป

‘บิ๊กตู่’ ไม่กลัวการเมือง บอกอยู่มา 4 ปีปรับตัวได้ ยังไม่บอกสังกัดพรรคไหน อ้างขอเวลาศึกษา

‘บิ๊กตู่’ ไม่กลัวการเมือง บอกอยู่มา 4 ปีปรับตัวได้ ยังไม่บอกสังกัดพรรคไหน อ้างขอเวลาศึกษา



“บิ๊กตู่” ไม่กลัวแรงเสียดทานหลังประกาศจุดยืนทางการเมือง บอกปรับมาตลอด 4 ปี วอนอย่าตีความคำพูด ยันยังไม่คิดสังกัดพรรคไหนขอเวลาศึกษา
เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 25 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุม คสช.และประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เช้าวันเดียวกันนี้มีการหารือกันในที่ประชุม คสช. ว่าเราจะทำอย่างไรให้การปฏิรูปประเทศและการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ชาติจะได้รับการสืบต่อในการทำงานวันข้างหน้าต่อไปได้ ถือเป็นกลไกของการบริหาร ซึ่งจะต้องพิจารณาต่อไป เพราะในวันข้างหน้าเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตนก็ต้องพยายามทำในสิ่งที่ทำวันนี้สามารถที่จะต่อเนื่องได้
“ไม่ได้หมายความว่าจะไปสืบทอดอำนาจอะไร เพียงแต่เมื่อเรามี พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติออกมาแล้ว เป็นกฎหมายก็ต้องทำ เพราะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วย”
เมื่อถามว่า นายกฯคิดว่าจะทนกับแรงเสียดทานจากนักการเมืองที่รุมโจมตีอย่างไร และจะควบคุมอารมณ์ตนเองเมื่อเข้าสู่การเมืองอย่างไรนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมยืนยันว่าผมไม่กลัว เพราะผมอยู่กับพวกท่านมา 4 ปีแล้ว ผมก็อดทนและพยายามทำความเข้าใจ แต่บางครั้งก็มีนิดหน่อยหงุดหงิดบ้างอะไรบ้างก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ผมก็ปรับตัวมาโดยตลอด 4 ปี ก็มีการพัฒนามากพอสมควร จะเห็นได้ว่าเสียงของผมวันนี้นุ่มนวลขึ้นใช่หรือไม่ ไม่ดุเดือด ไม่อะไรทั้งนั้น พอแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นอะไรต่างๆ ผมก็จำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องทางการเมือง เพราะไม่เช่นนั้นเดี๋ยวผมตายก่อน ผมเครียดมากๆ ผมก็ตายเอง เพราะก็ไม่มีใครตายสักคน เพราะทุกคนมารุมผมอยู่คนเดียว แต่ผมก็รับได้”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับคำที่ว่าตนสนใจงานการเมืองนั้น อย่าไปตีความกันให้มากนักเลย คำพูดที่ตนพูดออกไปนั้นหมายความว่า ตนสนใจว่ามันจะเดินหน้าไปอย่างไร มีความคืบหน้าอย่างไร โดยเฉพาะสิ่งที่ตนเป็นห่วงและกังวลก็คือ สิ่งที่ทำมาแล้ว การปฏิรูปขั้นที่ 1 ของเรา กฎระเบียบ กฎหมาย รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่ที่จะทำ จะได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ตนสนใจตรงนี้มากกว่า
“และถ้าผมสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ ผมจะเข้าไปได้อย่างไร จะมาด้วยกลไกอะไร จะต้องดูทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย พ.ร.บ.การเลือกตั้ง และทุกๆ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่ออกมาในช่วงนี้ก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรที่จะปฏิรูปให้ได้ ทั้งการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปการเมืองให้มีธรรมาภิบาล สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ง่ายๆภายใน 1-2 วัน หรือ 1-2 ปี จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง และผมไม่ได้สงวนไว้สำหรับตนเองเพียงอย่างเดียว ทุกคนจะต้องช่วยกัน ผมอยากเห็นการทำงานให้เป็นผลสัมฤทธิ์มากขึ้น ขณะนี้เราอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน เพราะฉะนั้นบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง ต้องเอาสิ่งที่ผมพูดไปคิด แล้วต้องมองว่าเราจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการปฏิรูปที่จำเป็นต้องใช้คนหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ประชาชน ผู้ประกอบการธุรกิจ ขอร้องว่าอย่ามองเพียงการเมืองอย่างเดียว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่า ตกลงนายกฯจะไปสังกัดอยู่กับพรรคการเมืองใด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคต ตนยังไม่ได้ไปตรงไหนสักอันเลย ถ้าจะพิจารณาก็ต้องดูว่า จะต้องไปเป็นสมาชิกพรรคใดหรือไม่ และต้องพิจารณาว่าจะไปร่วมกับเขาได้แค่ไหนอย่างไร และสมมุติว่าตนจะไปเป็นนายกรัฐมนตรีจะมาได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องดูใหม่ทั้งหมด ต้องศึกษา เพราะตนไม่ใช่นักการเมืองมาก่อน จำเป็นต้องศึกษาว่ามันเป็นอย่างไร ปัญหาอยู่ที่ว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็น จะทำให้บ้านเมืองสงบได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งหมดก็อยู่ที่ประชาชนที่จะต้องไม่ตกเป็นเป็นเครื่องมือของใคร

“บิ๊กตู่”ไฟเขียวรมต. ร่วม “พลังประชารัฐ” ขู่ใครจะฟ้อง เพราะบริหารดีกว่ารบ.เลือกตั้ง

“บิ๊กตู่”ไฟเขียวรมต. ร่วม “พลังประชารัฐ” ขู่ใครจะฟ้อง เพราะบริหารดีกว่ารบ.เลือกตั้ง



“บิ๊กตู่” ไฟเขียวรมต. ร่วม “พลังประชารัฐ” เมินคำครหา “รบ.พิเศษ” ขู่ใครจะฟ้องในเมื่อบริหารประเทศดีกว่ารบ.เลือกตั้ง บอกไม่รู้-ไม่มีพรรคไหนทาบเสนอชื่อชิงเก้าอี้ “นายกฯ”
เมื่อ‪เวลา 14.25 น.‬ 25 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความสบายใจหลังประกาศจุดยืนว่าสนใจงานการเมือง ว่า ตนสบายใจมาตลอด ทำไมสื่อต้องมาสนใจมากมายนัก สื่อรักเป็นห่วงตนใช่หรือไม่ ตนต้องสบายใจ เพราะอยู่ด้วยแรงศรัทธาในการทำงานของตัวเอง คณะทำงาน และรัฐบาล ตนต้องศรัทธาเขาทุกคน ถ้าเราไม่สร้างความศรัทธาความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน อะไรก็ไม่เกิดก็ทะเลาะเบาะแวง ขัดแย้งไปทั้งหมด
“ผมไม่ได้ใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมเพียงแต่กำหนดนโยบายลงไปและทำให้สอดคล้องกับนโยบาย ทั้งนี้ ต้องระมัดระวังเรื่องการทุจริต วันนี้คุณต้องหาอะไรดีๆ ให้เจอว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง วันนี้ภาคธุรกิจเอกชนสหรัฐฯ ก็มาขอพบ อาทิตย์ที่แล้วอียูก็มาพบ ก่อนหน้านั้นก็มีหลายประเทศมาพบ มากันมากมาย การลงทุนต่างๆ ก็มี แสดงว่าเขาไว้วางใจเราหรือเปล่า” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนเคยได้รับคำถามแบบที่สื่อถามว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่ จะเป็นการเมืองต่อไปหรือไม่ ลงเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่มาจากบรรดาผู้นำประเทศรอบบ้าน แต่ตนก็ไม่ได้ตอบเขา บอกไปว่าเป็นเรื่องของสถานการณ์ภายในประเทศของเรา ซึ่งแต่ละประเทศมีวิธีการบริหารของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้หลักการประชาธิปไตย โอเคนะ อย่าไปเขียนให้เสียหาย

เมื่อถามว่า ลุ้นพรรคพลังประชารัฐที่จะเปิดตัว‪‪ในวันที่ 29 กันยายน‬‬นี้หรือไม่ เนื่องจากมีรัฐมนตรีในรัฐบาลไปร่วมด้วย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่ตอบ ก็เป็นเรื่องของพลังประชารัฐ แต่คนในรัฐบาลเขาไปช่วยก็ไปช่วย แต่ไม่ได้ทำให้ระบบอะไรมันเสียหาย ไม่ผิดกฎหมายเขาทำได้หมด ทุกรัฐบาลเขาทำมาแบบนี้หรือไม่ รัฐบาลก่อนๆมีไหม ถ้ามีก็จบ จะมาถามอะไรตน
เมื่อถามว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลพิเศษ อาจถูกมองเรื่องความเหมาะสม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ใครจะฟ้อง คุณจะฟ้องผมเหรอ คุณทำไมไม่มองว่ารัฐบาลนี้เข้ามา แม้ไม่ปกติ แต่ก็เข้ามาบริหารราชการจนได้รับการยอมรับจากต่างประเทศทั่วโลก ทำไมไม่มองตรงนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำได้อย่างที่ผมทำไหม แก้ปัญหาต่างๆ ให้เขาไหม ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ได้ไหม สร้างคอนเน็กทิวิตี้ทางกายภาพอย่างไร้รอยต่อ ที่มีอนาคตชัดเจน มีการบริหารจัดการน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ดินแก้ปัญหาผู้บุกรุก แก้ปัญหาทุจริตได้ชัดเจน การเลือกตั้งที่ผ่านมาทำได้อย่างผมทำหรือไม่ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ มีใครทำบ้าง จัดระเบียบจราจรในกทม. ซึ่งเราก็ต้องดูแลผู้ได้รับการจัดระเบียบด้วย นี่คือสิ่งที่รัฐบาลคิด เพียงต้องเปิดพื้นที่ให้โปร่งใสชัดเจน เอาคนที่แสวงประโยชน์ทางรายได้ ไม่ให้เกิดผลกระทบซึ่งกันและกัน ผมไม่ได้ทำเพื่อเอาใจใคร แต่ทำเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาส นั่นคือความเท่าเทียมด้วยกฎหมาย แต่ถ้าไม่มีกฎหมายไม่มีพื้นฐานก็ทำไม่ได้”
เมื่อถามว่า ล่าสุดมีพรรคการเมืองใดทาบทามขอเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มีเลย เขาจะทาบหรือไม่ก็ยังไม่รู้ เมื่อทาบมาตนจะรับหรือไม่ ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ขอดูก่อน
เมื่อถามว่า ดูก่อน แสดงว่ามีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน

จังหวะพร้อมโหมโรง

จังหวะพร้อมโหมโรง



“ป้อมเกาะโต๊ะ” ขอเก้าอี้ ผบ.ทบ. “แม้วเกาะขา” ขอสัมปทาน
โดยสถานการณ์ “แลกหมัดคนละดอก” ระหว่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร “นายใหญ่” ค่ายเพื่อไทยและเสื้อแดง นปช.
“ไม่ขอกันกิน” อีกต่อไป เพราะแรงกว่านี้ มากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
แนวโน้มแบบที่ “บิ๊กต้อง” พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม โต้กลับนิ่มๆเป็นนัย ใครทำอะไรไว้ย่อมรู้กันอยู่ในใจ แต่เอาไปไขในที่แจ้งแบบนี้ใครจะคบ
ลบ “เมมโมรี” ได้ จากคนในอดีตที่เกื้อหนุนกันมา ถึงนาทีนี้ “บิ๊กป้อม” ปิดดีล “ทักษิณ”
เลิกระแวงกันซะที “พี่ใหญ่” ซูเอี๋ย “นายใหญ่” เป็นอัน “จบข่าว”
แต่ที่ยังไม่จบก็คือแนวรบ “เกมอำนาจเปลี่ยนผ่านประเทศ” ที่ชัดเจนเลยว่า “พี่ป้อม” คือ “เกราะกันชน” ให้ “น้องเล็ก” อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.
เรื่องของเรื่อง ขบวนการ “ล้มโต๊ะ” เจาะไม่ถึง “นายกฯลุงตู่” ที่ภูมิคุ้มกันสูง โดยเฉพาะภาพความโปร่งใส ต้นทุนส่วนตัวสูงระดับที่องค์กรต้านคอร์รัปชันให้คะแนนเต็มร้อย
นั่นจึงเป็นที่มาของตัวเลขตามโพล “นิด้า–สวนดุสิต”เปิดคะแนนนิยม “นายกฯคนต่อไปในสายตาประชาชน” 3–4 รอบ “นายกฯลุงตู่” ก็ยังนำโด่งเป็นที่หนึ่ง
ล่าสุดถึงคิว “บิ๊กตู่” แง้มอีกครั้ง “ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติ”
แต่ยังออกตัว การที่จะตัดสินใจอย่างไร จะสนับสนุนใคร อีกระยะหนึ่งจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง แต่วันนี้สนใจการเมือง สนใจในสิ่งที่ทำลงไปว่าไปถึงไหนอย่างไร วันข้างหน้าจะได้รับการสืบสานต่อไปหรือไม่
อย่างไรก็ดี เป็นอะไรที่นิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่แรงเสียดทานก็พุ่งเข้าใส่ตามฟอร์ม “เต็งหนึ่ง”
ซึ่งคู่แข่งเปิดหน้าเปิดตัวกันหมดแล้ว
เทียบฟอร์มกันปอนด์ต่อปอนด์ “นายกฯลุงตู่” ยังเป็นต่อ ไม่ว่าจะเป็น “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ของเพื่อไทย “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของประชาธิปัตย์ หรือ “ไพร่หมื่นล้าน” อย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทีมอนาคตใหม่
ในสถานะของ “คนเหมาะสมที่สุด” กับสถานการณ์เปลี่ยนผ่านสำคัญ
ตามรูปการณ์ไหลมาถึงวันนี้ จุดที่ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร เป็นตัวชน คุมเกมความมั่นคง เป็นด่านปะทะแรงกระแทกให้ อีกด้านก็เป็น “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ที่เสริมฐานแน่นๆในเชิงการบริหาร ปั่นเนื้องานด้านเศรษฐกิจ ปิดจุดอ่อนตามฟอร์มรัฐบาลทหาร
ปรากฏการณ์แบบที่สื่อต่างชาติ องค์กรทั้งภายในและภายนอกประเทศให้เครดิต ยืนยันระดับความแกร่งของเศรษฐกิจไทยจากการเติบโตของจีดีพี การส่งออก การท่องเที่ยว
นั่นยังรวมไปถึงการยกระดับเครดิตของ “นายกฯลุงตู่” ในเวทีสากล แบบที่เดือนตุลาคมนี้ ผู้นำรัฐบาลไทยมีโปรแกรมโกอินเตอร์ เดินสายประชุมเวทีระดับโลกตลอดทั้งเดือน
“ปมด้อย” ของ พล.อ.ประยุทธ์ในเกมโลกล้อมประเทศไทยหมดไปแล้ว
ตรงกันข้ามกับการยกระดับ “ปมเด่น” ของ “นายกฯลุงตู่” ในฐานะ “นักการเมืองอาชีพ” ตามยุทธศาสตร์การตลาดเดินสาย ครม.สัญจร
ตีกินแต้มทางการเมือง เรื่องที่ “ทักษิณ” ทำได้ มุกที่ “สมคิด” ก็ทำเป็นทุกอย่าง “เซต” ไว้พร้อม รอ “พระเอก” อย่าง “ลุงตู่” เปิดตัวเป็นทางการ
ตามฉากโหมโรง คิวนำร่องวันที่ 29 กันยายนนี้ โฟกัสการประชุมใหญ่ “พรรคพลังประชารัฐ” ตัดริบบิ้นออกสตาร์ตขบวนรถไฟทีมหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่ออย่างเป็นทางการ
สถานการณ์ถึงจุดเฉลยคำตอบสุดท้าย นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม จะเปิดตัวเป็นหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ จะเปิดหน้าเป็นเลขาธิการพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ รั้งตำแหน่งโฆษกพรรค โดยมี “เสี่ยติ๊ก” นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีท่องเที่ยว รับบทผู้อำนวยการพรรค
นี่คือทีมคนรุ่นใหม่ในขบวนรถไฟ 4.0 ของ “ลุงตู่” ที่ไม่ได้เป็นแค่พรรคเฉพาะกิจ
แน่นอน ภารกิจแรกเลยที่ทีมรัฐมนตรีพลังประชารัฐจะต้องเจอคือแรงเสียดทาน เกมเขี้ยวนักการเมืองอาชีพ รุมโห่ รุมกดดันให้ลาออกจากเก้าอี้
โดยเหลี่ยมที่แก้ทางมวยกันไว้แล้ว แนวโน้มจะล็อกเก้าอี้ ลากสถานการณ์ทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป ตามความจำเป็นของการบริหารด้านเศรษฐกิจที่ขาดตอนไม่ได้
แต่จะไปไขก๊อกกัน ณ วันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว
แนวโน้มเทียบมาตรฐานกับรัฐบาลนักการเมืองอาชีพทั้งยี่ห้อเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ย้อนอดีตไปดูข่าวเก่าๆกันได้ ล้วนแต่ลากไปจนหยดสุดท้าย
รัฐบาลรักษาการยัง “ลักไก่”rdquo; ทิ้งทวนกันเลย.
ทีมข่าวการเมือง

สนใจการเมือง

BRIEF: ประยุทธ์บอกเริ่มสนใจการเมืองแล้ว เพื่อสานต่องานที่ทำเอาไว้ แต่ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง หัวหน้า คสช.
.
แม้คนส่วนใหญ่จะคิดไว้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นการแสดงจุดยืนชัดๆ ครั้งแรก ของชายชาติทหาร ผู้ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีการสืบทอดอำนาจอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่บอกว่า
.
"สำหรับสิ่งที่หลายๆคนอยากจะให้ผมตอบในเรื่องงานการเมือง ผมก็ตอบได้ว่าในขณะนี้ผมสนใจงานการเมือง แต่การที่ผมจะตัดสินใจอย่างไร จะสนับสนุนใคร มันเป็นเรื่องอีกระยะหนึ่ง ซึ่งผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง แต่วันนี้ผมสนใจการเมือง เพราะผมสนใจในสิ่งที่ผมทำลงไป ว่าไปถึงไหนอย่างไร วันข้างหน้าจะได้รับการสืบสานต่อไปหรือไม่ ผมจะติดตามรับฟังจากบรรดากลุ่มการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมขอใช้คำแรกนี้ได้ว่า ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม ก็คงเป็นเช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งสื่อมวลชนด้วยก็ต้องรักประเทศไทยของเรา ก็สุดแล้วแต่ประชาชนจะว่าอย่างไรในอนาคต ขอบคุณครับสวัสดีครับ"
.
แต่เมื่อถามว่าจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า คสช. เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความเป็นธรรมหรือไม่ เจ้าตัวกลับยืนยันว่า “ไม่ลาออก”
.
สำหรับเส้นทางสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยสอง (สมมุติเจ้าตัวประกาศภายหลังว่าอยากเป็น) แม้เจ้าตัวจะไม่ยอมลาออกจากนายกฯ ทำให้ลงสมัคร ส.ส. ไม่ได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 แต่ก็สามารถกลับมาเป็นนายกฯ ได้ ใน 2 เงื่อนไข 1.) อยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเคตนายกฯ ที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอ และ 2.) มาทางช่องทางนายกรัฐมนตรีคนนอก
.
หลายฝ่ายมองว่า พล.อ.ประยุทธ์มีเสียงตุนไว้อยู่แล้ว 250 เสียง จาก ส.ว.ที่ คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง ไม่รวมถึงความพยายามในการเดินสายดูดอดีต ส.ส. มาจากพรรคการเมืองอื่นๆ ภายใต้การดำเนินการของกลุ่มสามมิตร ที่เตรียมจะเข้าไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งชูจุดยืนให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ อีกสมัย
.
และการที่ไม่ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า คสช. ทำให้เจ้าตัวยังสามารถใช้มาตรา 44 ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งได้ด้วย
.
นี่คือการเมืองรูปแบบใหม่ หลังจาก คสช.เข้ามาปฏิรูปประเทศสี่ปีเศษ ?
.
.
อ้างอิงจาก

https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/89848

https://www.thaipost.net/main/detail/18280
.
ที่มาภาพประกอบ

https://www.matichon.co.th/politics/news_794241/attachment/%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%881

#Brief #TheMATTER

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

ตีตั๋วต่อท่ออำนาจ : “ประยุทธ์” ปั้นแบรนด์เจาะฐานคนรุ่นใหม่

ตีตั๋วต่อท่ออำนาจ : “ประยุทธ์” ปั้นแบรนด์เจาะฐานคนรุ่นใหม่



นับเป็นนักการเมืองอีกคนที่มีบทบาทโดดเด่นในสนามการเมืองใหญ่และการเมืองภาคประชาชน
มาวันนี้ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคดีอาญาจ่อคอหอยอยู่ เพราะถูกกล่าวหาในสมัยเป็นแกนนำ กปปส.
ปัจจุบันกระแสของรัฐบาลปลายเทอมตกต่ำ ปัจจัยสำคัญอะไรถึงกล้าตัดสินใจทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรับตำแหน่งนี้ นายพุทธิพงษ์ เปิดใจให้เห็นเส้นทางเข้าล่มหัวจมท้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์
โดยบอกถึงประสบการณ์ทางการเมืองตลอดเกือบ 20 ปี เช่น เคยเป็นกรรมการคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พบว่า คนรุ่นใหม่มีโอกาสริบหรี่จะลงสมัคร
เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป มันย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง เปิดให้คนรุ่นใหม่ๆได้ลงสมัครบ้าง
ผมเห็นด้วยที่คนในพรรคเสนอให้สมาชิกได้เลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค
ประชาชนต้องการเปลี่ยนพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง ยิ่งรัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นถึงความแตกต่างนอกจากความเป็นพรรคการเมือง คือมีคนรุ่นใหม่อยากเข้าวงการเมืองเยอะ แต่ทุกเขตเลือกตั้งมีเจ้าของพื้นที่เดิม วางเครือข่ายหัวคะแนนไว้เรียบร้อยและยังมีผู้ใหญ่ในพรรคอีก
พรรคการเมืองเดิมๆ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ แทบไม่เปิดช่องให้คนรุ่นใหม่ได้ลงสมัคร
3 ปีที่ผ่านมาผมไม่ได้สังกัดพรรคไหน ก็ไปเรียนหลักสูตรต่างๆ มีเพื่อนฝูงอยู่ในทุกหน่วยงาน เลยซึมซับอะไรมากมายจากการพูดคุย
“เริ่มมีแนวคิดว่าการเมืองต้องเปลี่ยน หากมีพรรคใหม่ คนรุ่นใหม่ย่อมมีโอกาสแจ้งเกิดทางการเมืองได้ เช่น พรรคอนาคตใหม่ ถ้าไม่มีในบางเรื่อง ผมว่าเขามีวิธีคิด ความตั้งใจก็น่าสนใจมาก”
ถ้าถามว่าทำไมผมรับตำแหน่งนี้ ที่ผ่านมาทีมของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยทาบทามให้ไปเป็นประธานบอร์ดแห่งหนึ่งเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่เส้นทางของเรา ก็ปฏิเสธไป
ผมก็กลับไปทำงานตามปกติ อยู่มาวันหนึ่งมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับท่านสมคิด ติดต่อมาว่า ขณะนี้การเมืองเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงไม่เปิดโอกาสหรือเปิดใจรับแนวคิดที่รัฐบาลทำมาตลอด 4 ปี และยังมีผลงานอะไรบ้างที่ได้ทำ แต่ไม่มีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า รัฐบาลทำงานให้ประชาชนเยอะมาก
และยังพูดถึงสถานการณ์การเมือง จะเป็นการเมืองแบบใหม่ มีคนรุ่นใหม่มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 6 ล้านคนทั่วประเทศ ถือเป็นตัวแปรการเลือกตั้ง เมื่อเปรียบเทียบฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์
คนเหล่านี้สื่อสารกันด้วยสมาร์ทโฟน เล่นโซเชียลมีเดีย ระบบหัวคะแนนแบบเดิมเข้าไม่ถึง
ถ้าสามารถรณรงค์ให้ออกมาใช้สิทธิแค่ 3-4 ล้านคน จะทำให้การเลือกตั้งเปลี่ยนและการเมืองจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
อันนี้เป็นโจทย์การเมืองใหม่ที่น่าสนใจมาก ประกอบกับนายกฯทราบถึงข้อเขียนของผมที่บอกถึงแนวคิดของคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่อาจจะไม่เลือกทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้มีเพียงแค่พรรคอนาคตใหม่
ฉะนั้นเราคิดว่าต้องมีตัวเลือกมากกว่า 1 ทาง จุดหนึ่งที่น่าจะดึงนิวโหวตเตอร์ได้ จะต้องสื่อสารด้วยถ้อยคำง่ายๆให้ปังและโดนบนเนื้อหาสาระที่ใช่ ผ่านโซเชียลมีเดีย เชื่อว่าในอนาคตจะเป็นการต่อสู้แบบไร้ข้อจำกัด
ผมคิดว่าท่านนายกฯสนใจคนรุ่นใหม่ เลยให้คนทาบทามมาช่วยงาน รวมถึงช่วยด้านการสื่อสารการเมือง เมื่อมาช่วยงานรัฐบาลแล้วคงไม่กลับไปพรรคประชาธิปัตย์อีก คนรุ่นใหม่ในพรรคก็จะมีจังหวะได้ขยับเข้ามาทดแทน
การเดินออกจากพรรคไม่ได้มีปัญหาหรือทะเลาะกับใคร ในช่วงให้ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ยังพาชาวบ้านเขตเลือกตั้งเดิมใน กทม. ไปยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ได้พูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้ใหญ่ในพรรคอีกหลายคนตามปกติ ก่อนจะมาช่วยงานรัฐบาลยังไปลาหัวหน้าพรรค
จะเป็นสะพานเชื่อมหัวใจของคนรุ่นใหม่กับ คสช.ได้อย่างไร นายพุทธิพงษ์ บอกว่า ขณะนี้ได้นำผลงานของรัฐบาลที่มีเยอะมาก เร่งสื่อสารให้เข้าใจง่ายถึงประชาชนและคนรุ่นใหม่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เกี่ยวข้องกับพวกมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ขูดรีดดอกเบี้ยโหดแพงหูฉี่ รัฐบาลนี้ตั้งใจเร่งแก้จนสำเร็จ ชาวบ้านก็มีความสุขมาก
ในฐานะเป็นนักการเมืองเต็มตัวอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ก็จะทำงานด้านการเมืองด้วย แต่ตอนนี้ต้องระมัดระวัง เป็นเรื่องของอนาคต ท่านยังไม่ได้ตัดสินใจชัดเจน ถ้าจะประสานอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ผมก็ยินดี
มีชื่อจะเข้าพรรคพลังประชารัฐ นายพุทธิพงษ์ บอกว่า ไม่มีเงื่อนจะต้องไปอยู่พลังประชารัฐ
“วันนี้ผมสนใจมาอยู่กับท่าน ในอนาคตถ้าท่านตัดสินใจจะไปเป็นบัญชีของพรรคไหน เป็นสมาชิกของพรรคไหน ตามมารยาทเมื่อมาทำงานกับท่าน ผมก็พร้อมไปกับท่าน แต่วันนี้ท่านยังไม่ได้บอกว่าจะไปไหน
พลังประชารัฐอาจจะมีตัวตนขึ้นมา อาจจะมีท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ (รมว.พาณิชย์) ท่านอุตตม สาวนายน (รมว.อุตสาหกรรม) ไปก็ไม่มีปัญหา ยังคุยกันได้ แต่ผมต้องดูนายกฯประยุทธ์เป็นหลัก 6 เดือนนับจากนี้ต้องติดตามสถานการณ์ทุกมิติ”
การรับตำแหน่งนี้ทำให้ถูกมองว่า กปปส.เคลื่อนไหวรู้กับกองทัพให้เข้ามายึดอำนาจ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายพุทธิพงษ์ บอกว่า ใครจะมองมุมนี้ก็ได้ ไม่ปฏิเสธ แต่ช่วงชุมนุมกว่า 200 วัน ผมเป็น 1 ใน 9 แกนนำ ประชุมทุกวันไม่เคยมีการติดต่อจากทหารเข้ามาช่วยเรา
จนถึงวันยึดอำนาจพวกผมก็ไม่รู้และยังถูกจับขึ้นรถไปอยู่ในค่ายทหาร เจอพี่ๆเพื่อนๆจากพรรคเพื่อไทย วันนั้นถึงวันนี้ไม่ได้สิทธิพิเศษอะไร แถมโดนคดีอาญาข้อหาร้ายแรง อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล
ภาพมันตอกย้ำเมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และนายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำ กปปส. ต่างมีท่าทีสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เหมือนแยกกันเดิน เพื่อกลับมารวมกันทีหลัง นายพุทธิพงษ์บอกว่าไม่ได้คิดอะไรลึกขนาดนั้น
นายสุเทพไปตั้งพรรคโดยไม่มี กปปส.ไปอยู่ด้วยแม้แต่คนเดียว เหตุที่นายสุเทพสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นคนเดียวที่ไว้ใจว่าจะปฏิรูปประเทศและบ้านเมืองสงบสุข ส่วนนายถาวรกลับไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต้องการปฏิรูปพรรคก่อนปฏิรูปด้านอื่นๆ ในส่วนของผมมาอยู่ตรงนี้ เพราะมีอุดมการณ์ต้องการปฏิรูปประเทศ
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในช่วงต้นบอกว่าสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยน รัฐธรรมนูญเปลี่ยน นิวโหวตเตอร์เปลี่ยน จะนำพาประเทศไปสู่อะไร นายพุทธิพงษ์ บอกว่า หลังเลือกตั้งไม่มีพรรคไหนชนะเด็ดขาด
ผมไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะถล่มทลาย เพราะการสื่อสาร กระบวนการเข้าถึงประชาชนมันเปลี่ยนไป
วันนี้เป็นเวลาของคลื่นลูกใหม่ ใจเย็นๆคิดว่าต้องมีทางเลือกให้คนรุ่นใหม่
แนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเห็นนิวโหวตเตอร์ ไปตรงกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่เข้ามามากๆ ทำไมแนวคิดถึงตรงกัน นายพุทธิพงษ์ บอกว่า แนวโน้มเทรนด์การเลือกตั้งของโลกเป็นอย่างนั้นจริงๆ
แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยยังมีกระแสข่าวจะส่งนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นผู้นำพรรค
ถ้าพรรคไหนไม่คิดแบบนี้เตรียมตัวแพ้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ หรือผมหรือใครก็ตาม
ที่สำคัญเมื่อคิดแล้วจะทำได้หรือไม่ ใครจะไปหาตัวเลือกคนรุ่นใหม่เก่งๆ จนเป็นกระแสให้เห็นว่าเลือกคนกลุ่มนี้เพื่ออนาคตของประเทศ
ผมมีความตั้งใจมากเรื่องหนึ่ง โดยไปรวบรวมคนรุ่นใหม่ 30-50 คน โปรไฟล์ดี ดีกรีนักเรียนทุนจบท็อปสกูลระดับโลก บางคนทำงาน 5-7 ปีอยู่ต่างประเทศ ถ้าไม่ชวนเขากลับบ้านเกิด ทำงานภาคเอกชนก็รับเงินเดือนเป็นแสน รับงานพิเศษเงินเดือนก็เฉียดล้านบาท วันนี้ถึงเวลาคนรุ่นใหม่กลับมารับใช้แผ่นดิน
แล้วใช้ความเป็นนักการเมืองอธิบายให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ คนเหล่านี้เป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถ
อาจจะลง ส.ส.เขต หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ไม่แน่ใจจะลงสมัครครั้งนี้ทันหรือไม่
ขอให้ช่วยกันคิดจะทำอะไรให้คนรุ่นใหม่เลือกพวกคุณ เข้ามาบริหารประเทศเพื่ออนาคตลูกหลานของเรา

บนหลักการจะเลือกใครต้องคิดว่า ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร

ใครจะเป็นคนรับไม้ต่อในอนาคตลูกหลานเราถึงอยู่ได้อย่างมั่นคง
และถ้าประเทศไม่สงบก็ไม่มีทางนำไปสู่การแก้ปัญหาได้เลย.
ทีมการเมือง

ภาวะจำเป็น เลือกตั้งครึ่งใบ

ภาวะจำเป็น เลือกตั้งครึ่งใบ



ผ่าสถานการณ์ “คืนอำนาจ” บนเงื่อนไข “ทักษิณ”
เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายน สัปดาห์ของการเลี้ยงอำลาเกษียณอายุ
เวลาของการสิ้นสุดภารกิจชีวิตราชการและงานประจำ
ในท่ามกลางบรรยากาศร้อนๆที่สัมผัสได้ถึงสัญญาณเริ่มต้น “เกมรบตะลุมบอน”
สงครามชิงอำนาจทางการเมืองภาคใหม่
ไล่หลังจากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ลงนามประกาศ “คลายล็อก” คำสั่ง คสช. เปิดทางให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อเตรียมไปสู่การเลือกตั้ง
จังหวะ “แง้มฝาโลง” ปล่อยผี
ปรากฏตัวละครสำคัญตามท้องเรื่องโผล่มาทันทีทันใด
โดยเฉพาะไฮไลต์อยู่ที่คิวของ “นายใหญ่” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ใช้โอกาสครบรอบ 12 ปีที่โดนยึดอำนาจในการรัฐประหาร “19 กันยายน 2549” โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
ซัดทหารปฏิวัติอดีตนายกฯ 2 พี่น้อง ทำประเทศถอยหลัง
ขุดเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ตั้งคำถามประเทศไทยบอบช้ำพอหรือยัง ถึงเวลากบต้องออกจากกะลาซะที
พร้อมอโหสิกรรมคนที่ใส่ร้ายป้ายสี
ในอารมณ์แบบที่หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัว “แม้วส่งซิกปลุกสมุน”
ยิ่งเป็นอะไรที่กระตุ้นต่อมฉุน ตามสถานการณ์ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ตอบคำถามสื่อมวลชน เป็นเชิงย้อนถามอดีตผู้นำ
บ้านเมืองยุ่งเพราะใคร
นั่นก็ทำให้อดีตนายกฯทักษิณโซ้ยกลับเป็นเชิงเบิ้ลบลัฟประจาน “พี่ใหญ่ทีมบูรพาพยัคฆ์” โดยการทวีตข้อความสั้นๆผ่านทวิตเตอร์ว่า ท่าทีและน้ำเสียงขึงขัง น่ากลัวจัง
ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ.
เช่นเดียวกัน ในเวลาไม่นานเพจหนุน “ลุงป้อม” ก็นำภาพที่ “ทักษิณ” พะเน้าพะนอกับ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด และอดีตหัวหน้า รสช. มาเบิ้ล “นายใหญ่” เป็นนัยประจานกลับ
อ่อนหวาน ขอสัมปทานดาวเทียม
“นายใหญ่” กับ “พี่ใหญ่” เปิดหน้าล่อกันตรงๆเลย
สถานการณ์มาถึงจุดแตกหัก จากเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ว่ากันว่า พล.อ.ประวิตรเป็นเพียงคนเดียวในฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษที่ “ทักษิณ” และครอบครัวยังพอต่อสายติด จากสายสัมพันธ์ในอดีตที่เกื้อหนุนกันมา
แต่เมื่อ “ทักษิณ” ฟัดดะ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องลับเอามาไขในที่แจ้ง
โดยอารมณ์ลึกๆแรงๆแบบที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม พูดนิ่มๆ เราเคยรู้กันอยู่ว่า ใครเคยทำอะไรไว้ ถามว่าจะเอาเรื่องในอดีตมาพูดกันทำไม
การนำเรื่องแบบนี้มาพูดแล้วจะมีใครคบด้วย ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด
ปิดโอกาสดีล “ทักษิณ” ต่อสาย คสช.ไม่ติดอีกต่อไป
มันเป็นอะไรที่สะท้อนเดิมพัน อาการ “ทักษิณ” ที่เสี่ยงเปิดเกม “หักดิบ”
ขยับออกตัวแรงๆด้วยการเดินเกมชน “พี่ใหญ่” ทีม คสช.
แน่นอน ตามฟอร์มแชมป์เก่าที่เป็นต่อในสนามเลือกตั้ง เป้าหมายอันดับแรกเลยก็คือการกระตุกกระแสท้ารบทหาร ส่งสัญญาณกระตุ้นลูกข่ายพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง
ชิงภาพของฝ่ายประชาธิปไตย
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่เริ่มแกว่ง แรงของลูกข่ายพรรคเพื่อไทยเริ่มตก
ยี่ห้อ “ทักษิณ” ชักไม่ขลังอย่างที่ตีปี๊บ ตีขลุม ตีกิน
วัดตามตัวเลขที่อ้างอิงตามหลักวิชาการ โพลสำรวจคะแนนนิยม “นายกรัฐมนตรีคนต่อไปในสายตาประชาชน” ปรากฏชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ นำโด่งมาทุกโพล
กระแสความนิยมทางการเมืองเริ่มไหลแบบกู่ไม่กลับ
สถานการณ์หักมุมกับฝ่ายของพรรคเพื่อไทยที่ปล่อยชื่อ “นอมินีภาค 3” คนแล้วคนเล่า ทั้ง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ทั้งหลาน “ทักษิณ” ลูกชาย “เจ๊แดง” อย่างนาย
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “น้องเขย” นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ไปยันกระทั่ง “ลูกเขย” นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์
ก็ยังตีตื้นเรตติ้งมาเทียบ “นายกฯลุงตู่” ไม่ได้
หันซ้ายหันขวา นาทีนี้ก็เหลือแค่ “น้องปู” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องเล่นบท “นางกวัก” โผล่ออกมาโชว์ตัวในโซเชียลฯเลี้ยงกระแสกองเชียร์
ก่อนจะเป็นคิวของตัวพ่ออย่าง “ทักษิณ” ที่ต้องออกโรงกู้สถานการณ์
เดินหมาก “ขุนรุกฆาต” ตั้งแต่หัววัน
แต่นั่นก็เป็นอะไรที่ไม่แน่ใจว่า “มุกเก่า” จะได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่
ในเมื่อแนวรบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปแล้ว
ไม่เหมือนสถานการณ์ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ผู้นำรัฐบาล “ขิงแก่” ปล่อยอำนาจ แล้วพรรคพลังประชาชนภายใต้ “นอมินีรุ่น 1” อย่างอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล
ต่างจากสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำ “รัฐบาลส้มหล่น” ประชาธิปัตย์ รีบเลือกตั้ง แล้วพรรคเพื่อไทย ภายใต้ “นอมินีรุ่น 2” อย่าง “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สร้างปรากฏการณ์นำทีมชนะแบบถล่มทลาย สร้างประวัติศาสตร์ เป็นนายกฯหญิง คนแรกของไทย ที่เปิดตัวลงสนามการเมืองแค่ 49 วัน
“ทักษิณ” ขย่มทหาร กินรวบสนามเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
“ปฏิวัติเสียของซ้ำซาก” จากการที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วปล่อยเลือกตั้ง
แต่มาถึงรอบนี้ สถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แปรสภาพเป็น “นายกฯลุงตู่”
ตลอดระยะ 4–5 ปี มีการอาศัยบทเรียนจากอดีตมาปรับเกมสู้บนเงื่อนไข “ทักษิณ”
ทั้งรัฐธรรมนูญที่พ่วงบทเฉพาะกาลเปิดทางลากยาวอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน กติกาการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม รวมถึงการยกเครื่องกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่
ปรับกระบวนการเข้าสู่อำนาจให้สลับซับซ้อนกว่าเดิม
ขณะเดียวกันในมุมของการบริหารกระแสความนิยม รัฐบาล คสช.ก็ทำแบบเดียวกับที่รัฐบาลเลือกตั้ง แถมยังได้เนื้อได้หนังมากกว่า จากการใช้อำนาจพิเศษเชิงบวก ในการสางปมปัญหาที่หมักหมมทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ การประมง มาตรฐานการบิน จนปลดล็อกจากที่ถูกแบนจากสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกาได้ การเคลียร์มาเฟียหนี้นอกระบบ
และด้วยจุดเด่นในด้านความมั่นคงทำบ้านเมืองสงบ เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
การได้มือระดับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ มาเป็นตัวหลักในเชิงบริหาร ลากจากตัวเลขจีดีพีติดลบเพราะวิกฤติการเมือง พุ่งไปอยู่ที่ร้อยละ 4.8 แนวโน้มทะยานต่อเนื่อง สถานการณ์แบบที่ภาวะการเงินโลกผันผวน สงครามการค้า

สหรัฐอเมริกากับจีน แทบไม่มีผลกับเศรษฐกิจไทย
ตลาดหุ้นเด้งรับทันทีที่การเลือกตั้งชัดเจน
ยังมีการวางยุทธศาสตร์รองรับระบบเศรษฐกิจโลกอนาคต ปักหมุดเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0 ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี)
ขณะเดียวกันก็เน้นการอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทั้งโครงการจำนำยุ้งฉาง ดันราคาข้าวขึ้นไปอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าโครงการจำนำข้าว การจัดสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการประชารัฐ ฯลฯ
ลดความเหลื่อมล้ำ ฉุดประเทศไทยให้หลุดพ้นกับดักความยากจน
นี่คือสิ่งที่ประชาชนสัมผัสจับต้องได้ มีหลักฐานเป็นรูปธรรมเห็นอยู่ตรงหน้า
มันสวนทางกันเลยกับลมปากลอยๆของ “ทักษิณ” ที่บอก 12 ปีไม่ไปไหน ประเทศไทยเป็นกบในกะลา
สถานการณ์ที่ทีม “ลุงตู่” ย้อนคอหอยได้ ใครกันแน่ที่ไม่ออกจากกะลา
“ทักษิณ” เองหรือเปล่า
ที่ “แค้นฝังใจ” จมอยู่แต่ในโลกของตัวเอง
อะไรไม่เท่ากับว่า มันหนีไม่พ้นวนอยู่กับเงื่อนไขสถานการณ์เดิมๆ ทันทีที่ “นายใหญ่” ขยับฟื้นฝอยปมโดนยึดอำนาจ ก็ไปกระตุกแนวต้านระบอบ “ทักษิณ” สื่อฝ่ายตรงข้าม “นายใหญ่” ดาหน้าออกมาซัดกลับ
ย้อนรอยฉายภาพซ้ำ ประจานพฤติการณ์ “นายใหญ่” ป่วนเมืองชิงอำนาจคืน
กลายเป็นเขี่ยไฟ เร้าชนวนขัดแย้งที่แฝงอยู่ในหมู่ขั้วขัดแย้งให้กระพือกลับมา
ตามปรากฏการณ์มันคือคำตอบว่า “ทักษิณ” ยังเป็นเงื่อนไข ตัวอันตรายในเกมอำนาจประเทศไทย
ไม่มีท่าทียอมหมอบราบคาบแก้วแต่อย่างใด
และมันก็คือคำตอบสุดท้าย ความจำเป็นที่ “ลุงตู่” ต้องตีตั๋วไปต่อ
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เข้าใจได้ กับการเลือกตั้งภายใต้บริบทประชาธิปไตยครึ่งใบ
คสช.ต้องค่อยๆ “คลายล็อก” ให้พรรคการเมืองขยับ ปล่อยผีแบบสุดซอยไม่ได้
เพราะแค่นี้ยังเห็นอาการป่วน สัญญาณการทวงแค้นอำนาจมาเต็ม
เหนืออื่นใด ต้องไม่ลืมว่า “ดาบอาญาสิทธิ์” ม.44 ยังมีผลไปจนกว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่
ในเมื่อมันเป็นหลักประกัน สร้างความอุ่นใจให้ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยังหวั่นไหว กล้าๆกลัวๆว่า หลังเลือกตั้ง นักการเมืองจะกลับมาเปิดศึกตะลุมบอน พาประเทศกลับไปลงเหว
มันคือเงื่อนไขความจำเป็นกับ “การเลือกตั้งครึ่งใบ” ภายใต้เดิมพันเกมชิงเมืองภาคสุดท้าย
ทุกอย่างจะได้จบที่การเลือกตั้ง
ไม่ต้องระวังปฏิวัติซ้ำ ไม่ต้องระแวงปฏิวัติซ้อน.

“ทีมการเมือง”

“ผมสนใจ งานการเมือง”..

“ผมสนใจ งานการเมือง”...แต่ยัง กั๊ก!
“บิ๊กตู่” ประกาศแล้ว ตามสัญญา แต่ยัง “กั๊ก” จะเข้าพรรคไหน หนุนใคร ขอเวลาอีกระยะ แจงเหตุ กลัวไม่ได้สานต่อ เผยคุยกับพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง อยู่เวลานี้ ลั่น เพราะ ผมรักประเทศชาติของผม .... แต่ไม่ลาออก ไม่ปรับ ครม.
“บิ๊กตู่’ ประกาศ แล้ว!! ตามสัญญา ว่าจะประกาศอนาคตทางการเมือง ใน เดือน กย. แต่มาออกตัวว่า กลัวโดนด่า จนโดนสื่อสะกิดว่า”เบี้ยว สัญญา มาแล้วนั้น
วันนี้ 24 กย.2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์. จันทร์โอขา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศ ว่า ผมสนใจงานการเมือง
แต่จะตัดสินใจอย่างไร จะ สนับสนุนใคร จะแจ้งให้ทราบอีกระยะ
“เพราะผมสิ่งที่ทำลงไป ว่าไปถึงไหน วันหน้าจะมีการสานต่อหรือไม่ ที่ได้ฟังจากนักการเมือง กลุ่มการเมือเวลานี้”
“ผมสนใจการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม รักเหมือนกับที่คนไทย ทุกคนรัก แม้กระทั่งสื่อก็ต้องรักประเทศชาติ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะว่าอย่างไร”
เมื่อถามว่า จะลาออก จาก นายกณและหัวหน้า คสช. หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ออก
ส่วนจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ตอบ สั้นๆว่า ไม่มี

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561

สถานีคิดเลขที่ 12 : ข่าวจากนายกรัฐมนตรี โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

สถานีคิดเลขที่ 12 : ข่าวจากนายกรัฐมนตรี โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



บุคคลระดับหัวหน้ารัฐบาลนั้น มีอำนาจหน้าที่ไม่ธรรมดา ควบคุมสั่งการหน่วยงานต่างๆ มากมาย จะตรวจสอบข้อมูลข่าวกรองใดๆ ย่อมสามารถค้นหาความจริง หาร่องรอย หาพยานหลักฐานต่างๆ ได้ไม่ยากเย็นนัก
วันก่อนมีข่าวจากโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุม ครม. ให้ทุกกระทรวง โดยเฉพาะมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วนราชการ ดำเนินการให้ความรู้กับประชาชน เนื่องจากมีข่าวในลักษณะทำนองเชิญชวนประชาชนไปเลือกตั้งในรูปแบบและลีลาแปลกๆ เช่น ไปทำให้บัตรเสียโดยวิธีที่แนบเนียนให้มากที่สุด หรือกาบัตรไม่เลือกใครเลย
ข่าวนี้เป็นประเด็นใหญ่ทันที ชี้ให้เห็นว่า มีขบวนการป่วนเลือกตั้งปรากฏขึ้นมาแล้ว
จากนั้น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เด้งรับเรื่องนี้ทันที ย้ำว่าหากมีขบวนการชักชวนประชาชนให้กาบัตรเสียเกิดขึ้น ก็เป็นหน้าที่ กกต.ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน หากมีมูลก็ต้องรีบดำเนินการหาหลักฐาน
แต่เพียงแค่นี้อาจจะยังไม่เพียงพอ
เพราะมีกลุ่มสมาคมที่เคลื่อนไหวให้มีการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ในทางการเมือง ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ กกต. ซึ่งมีอำนาจ ควบคุม กํากับ ดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องตรวจสอบข้อมูลการป่วนเลือกตั้งดังกล่าวนี้ อย่างจริงจัง
ดังนั้น กกต.ควรต้องเชิญนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ
หากได้พยานหลักฐานที่แน่นอน จะได้เร่งจัดการให้เกิดความชัดเจน เพราะถือว่าข่าวนี้มีผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง สร้างความสับสน ทำให้เกิดบรรยากาศเสียหายต่อกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ควรปล่อยเลยไป
ฟังข้อเสนอดังกล่าวแล้ว น่าสนใจทีเดียว

เพราะระดับหัวหน้ารัฐบาล หากได้ข่าวได้รับรายงานเชิงลึก ระบุถึงขบวนการปั่นป่วนการเลือกตั้ง ย่อมต้องเป็นข่าวกรองซึ่งมีที่มาที่ไปชัดเจน กระทั่งต้องมีหน่วยความมั่นคง ออกติดตามหาข่าวเพิ่มเติม กระทั่งแกะรอยหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการอย่างเข้มข้นแล้ว
ดังนั้นถ้า กกต.เชิญหรือขอข้อมูลจากนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะได้ร่องรอยขบวนการป่วนเลือกตั้ง เพื่อจะได้แก้ไขทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด
แน่นอนว่าข่าวจากบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องไม่ใช่แค่พูดกันเล่นๆ
ทั้งทำให้นึกถึงนายกรัฐมนตรีอีกรายหนึ่ง ซึ่งเคยตอบข้อถามในสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุการณ์รุนแรงเมื่อปี 2553 โดยนายกฯคนนี้ ได้ชี้ว่าการเปิดวงเจรจาในช่วงแรกที่เสื้อแดงเริ่มชุมนุม ควรจะเป็นทางออกเพื่อให้ทุกอย่างยุติลงได้รวดเร็ว
แต่เพราะตัวแทนฝ่าย นปช.ที่มาร่วมเจรจานั้น ได้รับโทรศัพท์จากต่างประเทศ จนเป็นอุปสรรคต่อการพูดคุย
อีกฝ่ายเลยลุกขึ้นมาโต้ตอบกลางวงประชุมสภาว่า ถ้าบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีโทรศัพท์จากต่างประเทศ ขอให้แสดงหลักฐานให้ชัด เพราะมีหน่วยงานข่าวกรองสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก
ลงเอยก็แค่คำพูดจริงๆ นายกรัฐมนตรีคนนั้นพูดจาในประเด็นโทรศัพท์ โดยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน
ทั้งที่ควรจะหามาได้ ถ้ามันเป็นเรื่องจริ

09.00 INDEX แผนลึก คสช.ต่อ ประชาธิปัตย์ ทั้งดูด ทั้งดึง และ แยกสลาย

09.00 INDEX แผนลึก คสช.ต่อ ประชาธิปัตย์ ทั้งดูด ทั้งดึง และ แยกสลาย



ความสัมพันธ์ระหว่าง “คสช.” กับ “พรรคประชาธิปัตย์”กำลังมีปัญหาและนับวันปัญหายิ่งทวีความแหลมคม ร้อนแรงมากยิ่งขึ้น กระทั่งอาจเกิดคุณภาพใหม่ขึ้น

เป็นคุณภาพซึ่งจะกำหนดทิศทางใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์

ก่อนและหลังรัฐประหารคสช.อาจถือว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพันธมิตรเพราะว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญ

แต่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างคสช.กับ พรรคประชาธิปัตย์ยิ่งมีระยะห่าง

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์”สามก๊ก”จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เพราะในความเป็นจริง คสช.ต้องการให้เหลือเพียง 2 ก๊กระหว่างคสช.กับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น


แรกที่ได้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาเป็นพันธมิตรผ่านพรรครวม พลังประชาชาติไทย ยุทธวิธีของคสช.ต่อพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ

1 พยายามดึง 1 พยายามแยกสลาย

ดึงให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นองคาพยพหนึ่งในแนวต้านพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเรียกว่า”ระบอบทักษิณ”หรืออะไรก็ตาม

แต่เมื่อดึงให้เป็นพวกยุ่งยากจึงพยายามบ่อนเซาะ ทำลาย


นั่นก็เห็นได้จากการดูดเอาคนของพรรคประชาธิปัตย์ 1 ดูดเข้ามาโดยตรงดังกรณีของ นายสกลธี ภัททิยกุล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และที่กำลังดูดจากหลายพื้นที่ในภาคกลาง

1 ใช้พรรครวมพลังประชาชาติไทยเป็นเครื่องมือทั้งด้วยการดูดเอาคนจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนและส่ง”หุ่นเชิด”ไปแย่งยึดการนำภายในพรรค

เป้าหมายขั้นสุดท้ายก็คือ สร้างความมั่นใจว่าจะได้พรรคประชาธิปัตย์มายืนเรียงเคียงข้างกับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย

เป็นหลักประกันในการสืบทอดอำนาจของคสช.

ก่อนการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 คสช.ต้องการความมั่นใจ

1 ความมั่นใจผ่าน”พรรคพลังประชารัฐ”

ขณะเดียวกัน 1 ความมั่นใจผ่าน”พรรครวมพลังประชาชาติ ไทย”และ”พรรคประชาธิปัตย์”

วางน้ำหนัก พลังประชารัฐ รวมพลังประชาชาติไทย ประชาธิปัตย์ ตามยุทธศาสตร์ 20 ปี

สูตร ‘นิ่ง’ สยบเกม ‘ขยับ’

สูตร ‘นิ่ง’ สยบเกม ‘ขยับ’



บท “สงบ สยบความเคลื่อนไหว” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม จากอาการ “แกว่ง” กระแทกของ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” ที่โพสต์ข้อความออกมาตอบโต้ หลังโดน “บิ๊กป้อม” ติดเบรก

“ท่าทีและน้ำเสียงขึงขังน่ากลัวจัง ไม่นุ่มนวลอ่อนหวาน เหมือนตอนมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ.เลย”
ซีน “ทักษิณ” ขุดกรุเรื่องราวหนหลัง เย้ยเชิงประจาน คิวที่ “บิ๊กป้อม” ไม่เต้นโต้กลับ

รุ่นใหญ่ใจ “นิ่ง” ส่งแค่รอยยิ้ม ให้กับ “คำถามที่ไม่ขอตอบ”

จะมีก็เพียง พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงรายการเขย่าจากอดีตผู้นำ บอกเรื่องนี้ “บิ๊กป้อม” ไม่รู้สึกโกรธหรือโมโห และประชาชนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น

“ถามว่าจะเอาเรื่องในอดีตมาพูดกันทำไม การนำเรื่องแบบนี้มาพูด แล้วจะมีใครคบด้วย”

ฉายบท “ผู้ใหญ่” ไม่ทะเลาะ และ “ไม่อยากคบ”

ที่น่าสนใจ “ทักษิณ” แกว่ง เล่นแรงรอบนี้ ได้หรือเสียต้องประเมินกัน เพราะเอาเข้าจริงข้อต่อข้อเชื่อมที่ “นายใหญ่” หวังเกาะเกี่ยวเหลืออยู่น้อยนิด เส้นสายสัมพันธ์ที่บางเบาไปทุกที

แต่เมื่ออารมณ์ลากมาที่จุดเสี่ยงสะบั้น คำว่า “ไม่คบ” คิวนี้ “ทักษิณ” มีสะดุ้งมากกว่า

ในสถานการณ์ ไม่เสียเวลาทะเลาะ “บิ๊กป้อม” กำลังอยู่ในสเต็ปโกยแต้ม โดยเฉพาะกับช็อตเร่งเครื่องแก้ปมปัญหาหนี้สินให้ชาวบ้าน เรียกคืนที่ดินจากนายทุนขาเหี้ยมดอกเบี้ยโหด ล่าสุดยกคณะเดินทางไปเป็นประธานมอบคืนโฉนดที่ดิน และทรัพย์สิน ให้แก่ชาวบ้านเป็นรอบที่ 3 กว่า 4,000 ล้านบาท ที่ จ.กาฬสินธุ์
ชาวบ้านได้เฮ เสียงเชียร์ “ลุงป้อมสู้ๆ” ได้แต้มและได้ “คึก”

เป็นชิ้นโบแดง สะสมแต้มให้รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. โดยเฉพาะในคิวเร่งเครื่อง “ตีตั๋วไปต่อ” ของน้องรัก ก็น่าจะมี “พี่ใหญ่” เป็น “ลมใต้ปีก” สำคัญ

ในจังหวะที่พี่ใหญ่ “ใจนิ่ง” เหมาะกับห้วงที่การเมืองกำลังปั่นป่วน ป้อมค่ายการเมืองได้ขยับก็มาพร้อมกับแรงกระเพื่อมไหว “บิ๊กตู่” ต้องประกาศยึดดีเดย์ตามโรดแม็ป ในกระบวนการขั้นตอนที่ต้องเดินไป

คุมโทนสถานการณ์ ประคองเกมกันอยู่

รวมไปถึงคิวแทรก “ปรับ ครม.” จากหลายปมที่อาจถึงจุดตัดสินใจยกเครื่องรีเฟรชแบรนด์รัฐบาล ทั้งกรณีแรงบีบรัฐมนตรีไขก๊อก เพราะถูกวางตัวไว้ในพรรคพลังประชารัฐ

ไปจนถึงรายการรื้อโละรัฐมนตรีโลกลืม เสนาบดีงานฝืด

ประกอบกับจุดจับจ้อง สถานะ “อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ที่มีกระแสไม่ได้ไปต่อ โยงเข้าปมที่คัดค้านนำเข้าสารเคมีพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซต ทำให้จ่อถูกปรับออก

แต่อีกมุมก็ถูกมอง ใช้ปมต้าน “พาราควอต” เสริม “เกราะ” เก้าอี้

แรงกระเพื่อมจากกระแสข่าวปรับ “อาจารย์ยักษ์” ต่อเนื่องไปถึงคิวปรับ ครม. ที่ต้องชั่งน้ำหนักเหมือนกัน ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ตามดีเดย์เลือกตั้ง 24 ก.พ.2562 4–5 เดือนจากนี้

ถ้าต้องยกเครื่องใหม่ กับเวลาเร่งโชว์งานด้วยทีมใหม่ จะเพียงพอหรือไม่

นั่นไม่เท่ากับการทำความเข้าใจต่อสาธารณะ ทลาย “เกราะ” รัฐมนตรีที่ “ภาพ” หรูดูดี โดยเฉพาะที่กระทรวงเกษตรฯ จุดสำคัญที่ถึงเวลาต้องเร่งเครื่องดูแลฐานรากชาวบ้าน เกษตรกร

ขณะที่เรื่องของสารเคมี ข้อมูลที่ออกมายังฟุ้งหลากหลาย เลิก-ไม่เลิกใช้ ได้หรือเสีย กับความจำเป็นต้องใช้งาน หรือประเด็นสารเคมีชนิดอื่นๆที่เกษตรกรอาจใช้แทน เข้าทางเตะหมูเข้าปากหมาหรือเปล่า

ด้วยสไตล์รับข้อมูลรอบด้าน อย่างไร “บิ๊กตู่” ต้องดูภาพรวม ก่อนจะตัดสินใจ “เลิก-ไม่เลิกใช้” อยู่แล้ว
และแน่นอน นั่นก็ต้องรวมถึงคิวยกเครื่อง ครม. งานโชว์รอบสุดท้ายที่ผู้นำพยายาม “นิ่ง” สยบแรงขยับ
“บิ๊กตู่” ชั่งน้ำหนัก ประเมินผลงานลูกทีมโค้งสุดท้ายอีกที.

ทีมข่าวการเมือง