PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

'นพดล'โพสต์เฟซฯ'แม้ว'คุย'ราจิบ'ขออำนวยสะดวก'ไทย'คุย'บีอาร์เอ็น'


วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 16:45 น.

"นพดล" โพสต์เฟซฯ"แม้ว"คุย"ราจิบ"ยินดี ชนะเลือกตั้ง ขอ"มาเลย์"อำนวยสะดวกไทยคุย"บีอาร์เอ็น" ยัน ไม่เปลี่ยนนโยบาย แขวะ"มาร์ค"อย่าดูหมิ่นคนไทย ความวุ่นวายการเมืองไม่ได้มาจาก"นายใหญ่"แต่มาจากฝ่ายที่มองไม่เห็น

วันที่ 6 พ.ค. นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัว Noppadon Pattama ยืนยันว่า พ.ต.ท ทักษิณ ได้ โทรศัพท์ยินดีกับนายนาจิบ ราซัค นายกฯ มาเลเซีย ที่ชนะการเลือกตั้ง ทั้งยังประสานนายนาจิบ เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยกันระหว่าง สมช. กับ บีอาร์เอ็น เพื่อแก้ไขปัญหา ลดความรุนแรง และนำสันติสุขมาสู่ดินแดนภาคใต้ และการพูดคุยระหว่าง สมช. กับ กลุ่มบีอาร์เอ็น ก็คงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ขณะเดียวกัน ยังตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.ว่า ก้าวไม่พ้นและตามไม่ทัน พ.ต.ท.ทักษิณกรณีที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาณ ให้ดำเนินการขั้นแตกหัก และบอกว่า ความวุ่นวายทางการเมืองปัจจุบัน เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะมันไม่ใช่ความจริง แต่เหตุที่เกิดขึ้น เป็นเพราะการทำรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญ และใช้กลไกทุกอย่างทำลายฝ่ายตรงกันข้าม โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย และผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 54 ไม่บอกอะไรนายอภิสิทธิ์บ้างเลยหรือ ว่า ทำไมประชาชน จึงได้สนับสนุนฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด
คำแถลงนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากที่พรรคอัมโน นำโดยนายนาจิบ ราซัค ชนะการเลือกตั้งทั่วไป ในมาเลเซีย เมื่อวานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายราจิบที่ได้เป็นรัฐบาลอีกสมัยหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และนายนาจิบ มีความสนิทสนมเป็นอย่างดี เพราะเคยทำงานร่วมกันมา

นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ประสาน นายนาจิบ เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยกันระหว่าง สมช. กับ บีอาร์เอ็น เพื่อแก้ไขปัญหา ลดความรุนแรง และนำสันติสุขมาสู่ดินแดนภาคใต้ และการพูดคุยระหว่าง สมช. กับ กลุ่มบีอาร์เอ็น ก็คงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นายนพดล ปัทมะ กล่าวต่อว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่า การดำเนินการของรัฐบาลปัจจุบัน และคนเสื้อแดง เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาณ ให้ดำเนินการขั้นแตกหัก และบอกว่า ความวุ่นวายทางการเมืองปัจจุบัน เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ และว่า จะเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่สามารถล้างผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นั้น ตนเห็นด้วยกับนายอลงกรณ์ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ก้าวไม่ข้ามและตามไม่ทัน พ.ต.ท.ทักษิณ และก็ไม่เหนือความคาดหมายว่า นายอภิสิทธิ์จะโยนความผิดทุกอย่างให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่เคยดูการกระทำของตัวเองว่า เป็นเหตุให้เกิดความปัญหา และทำลายความมั่นคงทางการเมืองของประเทศ มาอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการบอยคอตการเลือกตั้งปี 2548 และท่าทีในการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ที่นำสู่วิกฤติการทางเมืองก่อนรัฐประหาร

นายอภิสิทธิ์ อย่าดูหมิ่นสติปัญญาของคนไทย ว่าปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ความวุ่นวายของประเทศเกิดขึ้นจากฝ่ายมือที่มองไม่เห็น ไปทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ และใช้กลไกทุกอย่างทำลายฝ่ายตรงกันข้าม โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย และผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 54 ไม่บอกอะไรนายอภิสิทธิ์บ้างเลยหรือ ว่า ทำไมประชาชน จึงได้สนับสนุนฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด

“การที่นายอภิสิทธิ์พูดว่า เลือกตั้งกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถล้างผิด พ.ต.ท.ทักษิณ แต่นายอภิสิทธิ์ควรรู้ว่า ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารนั้น เกิดจากการสอบสวนของ คตส. ที่คณะรัฐประหารตั้งฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นกรรมการ ซึ่งล้วนขัดหลักนิติธรรมทั้งสิ้น

ทีตัวเองถูกตั้งข้อกล่าวหา ว่า เป็นนายกฯ สองสัญชาติ ใช้เอกสารปลอมในการเข้ารับราชการทหาร และก่อให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตหลายคน ก็บอกว่า ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตั้งข้อกล่าวหาหลังรัฐประหาร ก็บอกว่า ชอบธรรมแล้ว นี่คือความเลวร้ายของระบบอภิสิทธิ์ชนที่นายอภิสิทธิ์ควรรู้” นายนพดล กล่าว.

โดย ไทยรัฐออนไลน์

'อนุดิษฐ์'รับเร่งฟันคนด่า'ปู' ปัดเลือกปฏิบัติปล่อยเว็บทำผิดอื่นๆ

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 15:01 น.

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ลั่น เอาผิดคนโพสต์หมิ่นประมาท ไม่ปฏิเสธ "แอ็กชั่น" ป้องนายกฯ "ปู" เร็ว ชี้ เป็นถึงระดับผู้นำประเทศ แนะ ปชช.ร้องเรียนได้ หากเจอคนโพสต์หมิ่นฯ ไม่เฉพาะเรื่องนายกฯ เท่านั้น...

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีการดำเนินการกับผู้โพสต์ข้อความหมิ่นฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามเว็บไซต์ว่า ขณะนี้กระทรวงไอซีทีดำเนินการร่วมกับ สำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปท.) กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (ปอท.) ติดตามผู้โพสต์ข้อความลักษณะหมิ่นประมาท โดยหากใช้ชื่อจริง สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากใช้นามแฝงต้องตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงไอซีทีที่ต้องดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทุกคน

รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า การดำเนินการเอาผิดกับผู้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท ไม่ได้เป็นกรณีที่กระทรวงไอซีทีดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมากรณีที่เกี่ยวข้อง อาทิ เรื่องเว็บหมิ่นฯ เรื่องพนัน และยาเสพติด ก็มีผลงานอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่ากรณีนายกฯ

“การหมิ่นประมาทผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ถูกคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ พี่สาว น้องสาว อา หรือใครก็แล้วแต่ ย่อมได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม และเป็นภัยที่ต้องเอาผิดกับผู้กระทำ เพราะเป็นสิ่งไม่ถูกกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะกรณีของนายกฯ เท่านั้น แต่เรื่องของท่านนายกฯ เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

ต่อข้อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของไอซีที เรื่องนายกฯ ที่รวดเร็วกว่ากรณีอื่นๆ นั้น รมว.ไอซีที กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธ เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นถึงระดับผู้นำของประเทศ และยังมีการใช้ข้อความดูหมิ่น ดูแคลน ซึ่งกระทรวงไอซีทีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า หากประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการโพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ในลักษณะหมิ่นประมาท สามารถแจ้งความดำเนินคดีและร้องเรียนมาที่กระทรวงไอซีทีได้ สำหรับโทษของการโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ด่าว่าร้ายผู้อื่น ทำให้เกิดความเสียหายทางเว็บไซต์จะเข้าข่ายมีความผิดข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่ 326 มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม รมว.ไอซีที ยังกล่าวถึงกรณีที่เมื่อวานที่ผ่านมา มีการประชุมกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เพื่อหารือภายหลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ส่งตัวเทน มอบหมายให้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ให้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดคดีหมิ่นประมาทและ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับ "ชัย ราชวัตร" คอลัมนิสต์และนักเขียนการ์ตูนชื่อดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า ส่วนตัวไม่ได้เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ในชุดดังกล่าว จึงไม่ทราบผลสรุป แต่ก็มีความเห็นว่าควรที่จะดำเนินการไปตามกฎหมาย

โดย ไทยรัฐออนไลน์

'จารุพงศ์' ย้ำ 312 ส.ส.-สว.ไม่เข้าแจงศาล รธน.15 พ.ค.นี้

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 12:30 น.

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยัน 312 ส.ส.-ส.ว.ไม่เข้าแจงศาล รธน. 15 พ.ค.นี้แน่ เหตุเชื่อว่าฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการถูกต้อง

วันที่ 6 พ.ค. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณี 312 ส.ส. และ ส.ว. จะไม่เข้าไปชี้แจง การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าผิด รธน.ม.68 หรือไม่? วันที่ 15 พ.ค. 2556 นี้

เพราะส่วนตัว เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติทำถูกต้องแล้ว และมาตรา 68 ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด เหมือนกับที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต และเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ตีความ ส่วนศาล รธน.จะตีความออกมาอย่างไร คงไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ เพราะต้องแล้วแต่ศาลพิจารณา และหากต่างฝ่ายต่างคิดว่า ตนเองถูกต้อง ก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ.

โดย ไทยรัฐออนไลน์

'จรัญ'ยกธรรมะสยบม็อบแดงไล่ ยันรู้ตัวผู้อยู่เบื้องหลัง

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 10:45 น.

'จรัญ ภักดีธนากุล' ระบุใช้ธรรมะสยบม็อบ กปว. ขู่ไล่ 9 ตุลาการศาล รธน. ยืนยันรู้คนอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ย้ำไม่หวั่นไหวเชื่อในผลกรรม...

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยไทยรัฐออนไลน์ถึงกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) จะยกระดับการชุมนุมเรียกร้องให้ตุลาการทั้ง 9 คนหยุดการทำหน้าที่ โดยจะเริ่มจากกดดันตนก่อนนั้น ว่า ไม่ได้สนใจต่อข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนที่จะขับไล่จนไม่ให้มีแผ่นดินอยู่นั้น นายจรัญ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ปล่อยกันไป ไม่อยากไปทะเลาะกับเขา การที่คนกลุ่มนี้กร้าวออกมาขับไล่ตุลาการ ก็ต้องไปถามเจ้าหน้าที่บ้านเมืองว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ จะมาถามตนในฐานะผู้เสียหายได้ไง

เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องร้องหรือผู้ที่ออกมายุยงปลุกปั่นหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า อย่าให้ตนต้องไปฟ้องร้องประชาชน เราจะไปฟ้องร้องประชาชนได้อย่างไร เมื่อถามต่อว่าผู้ที่ออกมาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญในทางกฎหมายมีความผิดหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า ทางกฎหมายก็ว่ากันไป แต่คนที่ถูกดูหมิ่นใครควรจะต้องเป็นผู้ที่ชี้แจงกับสังคม อย่าให้ตนออกไปทะเลาะกับเลย เขาทำอะไรอย่างไร สังคมเข้าใจว่า และมั่นใจว่าสุจริตชนในประเทศไทยมีสติปัญหาพอที่จะวิเคราะห์ได้ ว่าอะไรเป็นอะไร

"อย่าให้ผมต้องลงไปทะเลาะกับเขาเลย อย่าต้องดึงผมลงไปเลย จะเหมือนเอาน้ำไปสาดกัน ใครทำอะไรทุกคนต้องรับผิดชอบในผลกรรมที่ทำอยู่ของตนแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงไปทะเลาะเบาะแว้ง และในเรื่องนี้ก็ทราบกันอยู่ว่าคนเหล่านี้ที่ออกมามีใครอยู่เบื้องหลัง ผมไม่อยากไปฟาดหรือบาดหมาง ผมไม่อยากหนักข้อ คนพวกนี้ทำเพื่ออะไร ก็ขอร้องอย่าเอาผมไปเป็นเหยื่อเลย" นายจรัญ กล่าว

เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้มีผู้ออกมาให้กำลังใจเยอะหรือไม่ นายจรัญ กลาวว่า คนที่มาให้กำลังใจก็ไม่ได้ช่วยให้เราดีเด่นขึ้น คนที่ทำร้ายเราด่าเราก็ไม่ทำให้เราเลวลง กรรมะคือการกระทำของเราที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราดีหรือเลวลง อย่าหวั่นไหวกับคำชมกับเสียงด่า ทั้งสรรเสริญแล้วนิทนาเป็นโลกธรรมผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่มีสาระแกนสารอะไร และการกระทำของเขาอย่าทำให้เราผลัดตกลงไปในอกุศล สิ่งยึดเหนี่ยวใจคิดอย่างไรก็ว่าไปอย่างนั้นไม่มีอะไรยอกย้อน.
/////

โดย ไทยรัฐออนไลน์

สุกำพล'ยอมรับ เหตุ 3 จว.ใต้ แรงขึ้นหลังเจรจา 'บีอาร์เอ็น'

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 20:00 น.

"สุกำพล" รมว.กลาโหม เชื่อ "ทักษิณ" หวังดีหากคุย "ฮัสซัน ตอยิบ" จริง รับ เหตุภาคใต้แรงขึ้น หลังเจรจา "บีอาร์เอ็น" ยัน เดินหน้าเจรจาต่อ ระบุ "นาจิบ" ชนะเลือกตั้ง "มาเลเซีย" เป็นผลดีต่อการเจรจา

วันที่ 6 พ.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ว่า ยอมรับว่าตั้งแต่มีการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น รู้สึกว่าเหตุการณ์รุนแรงยังเกิดขึ้น โดยกลุ่มที่ก่อเหตุได้แสดงฤทธิ์เดชออกมา ซึ่งฝ่ายความมั่นคงยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และช่วงนี้ต้องทำงานกันอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีการพักเจรจาชั่วคราว เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีผลต่อการพูดคุย ส่วนสถานการณ์เผายางหลายจุดในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ถือเป็นการส่งสัญญาณใดๆ เป็นวิธีการก่อกวนที่เหมือนเดิม อะไรที่ทำได้ก็ทำหมด

เมื่อถามว่า ดูเหมือนกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่สามารถเจรจากับกลุ่มอื่นๆ ได้ ทำให้สถานการณ์ยังรุนแรง พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวว่า ยังไม่มีการคุยกันขนาดนั้น ยังไม่มีการสัญญาว่าต้องให้หยุดก่อเหตุในสิบวัน และผู้ก่อเหตุไม่ใช่แค่กลุ่มบีอาร์เอ็นเท่านั้น มีผู้ก่อความไม่สงบหลายกลุ่ม บีอาร์เอ็น เป็นแค่กลุ่มใหญ่เท่านั้น

เมื่อถามว่า การชนะเลือกตั้งของ นายนาจิบ ราซัค พรรคอัมโน ชนะการเลือกตั้ง และได้กลับมาเป็นผู้นำมาเลเซียอีกครั้ง จะมีผลดีต่อการพูดคุยในการเจรจาให้ต่อเนื่องใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า แน่นอน เพราะเขาเป็นคนริเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมา และต้องมีการทำต่อเนื่องไป เหมือนเชือกที่ต้องขมวดให้มันแน่นขึ้น

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าทักษิณบินไปคุยกับ นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ประเทศมาเลเซีย พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบในเรื่องนี้ และคงไม่สามารถตอบแทนได้หากมีการคุยกันจริง ตนก็ไม่ทราบว่ามีการคุยกันจริง ดังนั้น อย่าไปคาดการณ์ในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ บินไปมาเลเซียจริง พล.อ.อ.สุกำพลย้อนถามกลับมาว่า แล้วมีการคุยกันหรือไม่ ซึ่งไม่ได้คุยกัน ดังนั้นอย่าไปคิดหรือคาดการณ์ก่อนล่วงหน้า เพราะทุกคนต่างทำเพื่อเป้าหมายที่ดีทั้งนั้น

เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ บินไปคุยจริงถือเป็นเรื่องดีใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวว่า ทุกคนทำเพื่อให้เกิดผลดีทั้งนั้น หากคุยแล้วห่วยลงก็คงไม่มีการคุยหรอก อย่างไรก็ตาม ตนก็ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณบินไปพบจริงหรือไม่.

โดย ไทยรัฐออนไลน์

'ยิ่งลักษณ์' ตั้ง 'วิม' นั่งโฆษกเศรษฐกิจ

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2556, 16:24 น.

"ยิ่งลักษณ์" ตั้ง "วิม" นั่ง โฆษกเศรษฐกิจ เร่งตีปี๊บ พ.ร.บ.กู้เงิน-บริหารน้ำ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งแต่งตั้งนายวิม รุ่งวัฒนจินดา เลขานุการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายประสานงานและเผยแพร่นโยบายรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ (โฆษกเศรษฐกิจ) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เพื่อให้ได้คุมงานทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมติ ครม.โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์โครงการต่างๆ ตามร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ...วงเงิน 2 ล้านล้านบาท และโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำ

โดย ไทยรัฐออนไลน์

การเดินทางของความสุข

การเดินทางของ ความสุข บางครั้ง หาได้อยู่ไกลในการแสวงหา_เพียงแต่เราใช้ ปัญญา ในการทำความเข้าใจ ว่า อันใด คือความสุข สำหรับเรา

แน่นอน ความสุข ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน และบางทีบางครั้ง ในขณะที่เราบอกว่ามีความสุข แต่แท้จริงแล้วในใจหรือบึกลงไปกว่านั้นในระดับ จิตใต้สำนึก เราอาจกำลังทุกข์ จากสภาพที่เราตั้งไว้ที่ ความกลัว การจาา และ การสูญเสีย

สิ่งที่เราทำ_อยู่มีทั้งบวกและลบ ในทางบวกเราไม่แบกรับเอาความเคร่งเครียดจากความทุกข์ในทุกขณะคิด แต่ในทางหนึ่งเราอาจละเลยในการจัดการกับปัญหาที่หากปล่อยล่วงเลย จะกลายเป็น ความทุกข์ ในอนาคต ก็เป็นได้___

เราอาจ หลอกตัวเอง ว่า ในทุกๆวัน ความสุขรายล้อมเรา เราพอแล้ว นั่นคือคิดแบบ ลบ

แต่หากคิดแบบ บวก ชีวิตของมนุษย์ทุกผู้คนล้วนแสวงหา ความสุขที่แท้จริง ดังนั้น อาจคิดได้ว่า สิ่งที่เป็นอยู่ ไมว่าผลมันจะเป็นเข่นไร จะออกมา ลบ หรือ ออกมา บวก มันก็เป็นเช่นที่มันเป็นไป หรือมันเป็นเช่นนั้นเอง

ในทางคนเฒ่าคนแก่บอกว่า ปลง ในทางธรรมคือ ปล่อยวาง เหมือนกับมีบางคนเปรียบเทียบกับบรรดา ภาพปูนปั้นรอบๆวัดพระแก้ว ที่มีสีหน้ามองไกลๆเหมือนดุทมึงทึง พอมองไกลๆพบว่า สีหน้าของยักษ์ดูจะเหมือน เป็นทุกข์ กับการ ที่ต้องแบกโบสถ์วิหารไว้ด้วยมือสองข้าง โดยที่ไ่ม่สามารถ ปล่อยหรือวางลงได้__

เราๆท่านๆก็อาจคล้ายยักษ์ ที่แต่ละวันมี ภาระแบกบนบ่า จนยากที่จะหยุดปล่อยวางลงได้ เพราะหากวางลง ก็เป็นการละเลยหน้าที่ การงาน หรืออาจหมายถืึงละเลย คนรอบข้างครอบครัว

นี่เป็นเหตุหนึ่งที่หลายคนละเลยตัวเองไม่ดูตัวเองกับน้ำหนักภาระที่กดทับในขณะที่วัตถุน้ำหนักคงสภาพแต่ร่างกายเราหาใช่ปูนปั้นรูปยักษ์ไม่

กว่าจะ รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีแรงแบกน้ำหนักเหล่านั้นไว้ได้อีกต่อไป และสิ่งเหล่านั้นหล่นลงมาทับตัวเองตายในที่สุด หรือ บางคน โชคดีหน่อยละออกมาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ผ่องถ่ายให้คนอื่นๆมาแบกแทน ตรงนี้ก็อาจมีเวลาหายใจหายคอ หรือได้พัก เพื่อ ออกเดินทางไปหา ความสุข บ้าง___

7/5/56


วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

10 วิธีการที่ทั่วโลกใช้ปราบปรามและป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว



เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (3 พ.ค.) Amnesty International ได้เปิดเผย 10 วิธีการที่ทั่วโลกใช้ปราบปรามและป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวอย่างเสรีและเป็นธรรม

1. การทำร้ายร่างกาย 

ในบางประเทศ อย่างเช่น ซีเรีย เติร์กเมนิสถาน และโซมาเลีย รัฐบาล กองทัพ และกลุ่มติดอาวุธทำร้ายร่างกายหรือสังหารผู้สื่อข่าว ที่ถูกมองว่าพยายามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและการปฏิบัติของตน  เมื่อเดือน พ.ย.2555 ฮัสซัม ซาลาเมห์ (Hussam Salameh) ช่างภาพวีดิโอชาวปาเลสไตน์ และมามุด อัล-เคามี (Mahmoud al-Koumi) ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ Al-Aqsa ของกลุ่มฮามัส ถูกทางการอิสราเอลสังหารด้วยการยิงขีปนาวุธใส่รถยนต์ของพวกเขาระหว่างอยู่ในเมืองกาซา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลไม่พบหลักฐานว่าบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกิจการอย่างอื่นนอกเหนือจากการเป็นผู้สื่อข่าวพลเรือนทั่วไป แม้ว่ากองทัพอิสราเอลจะแถลงว่าบุคคลทั้งสองเป็น “สายลับของกลุ่มฮามัส”

ในเดือน พ.ค.2555 อาบัด อัล-ฆานี คายาเก (Abd al-Ghani Ka'ake) ผู้สื่อข่าวพลเมือง อายุ 18 ปี ได้ถูกหน่วยซุ่มยิงของรัฐบาลซีเรียยิงจนเสียชีวิต ระหว่างถ่ายภาพการชุมนุมประท้วงที่กรุงอาเล็บโป (Aleppo) กลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ติดอาวุธก็ทำร้ายและสังหารผู้สื่อข่าวเช่นกัน

มิเกล แองเจล โลเปส เวลัสโก (Miguel Ángel López Velasco) ผู้สื่อข่าว ภรรยาและลูกชายของเขาถูกยิงจนเสียชีวิตที่บ้านในเมืองเวราครูซ (Veracruz) เม็กซิโก โดยไม่ทราบตัวมือปืนเมื่อเดือน มิ.ย.2554 ก่อนหน้านั้นเขาได้รับคำขู่ว่าจะสังหารหลายครั้ง

อับดีฮาเร็ด ออสมัน อาเด็น (Abdihared Osman Aden) จากโซมาเลียถูกมือปืนที่ไม่ปรากฏชื่อสังหารระหว่างเดินไปทำงานเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2556 เขาเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 23 คนที่ถูก
สังหารในประเทศนี้นับแต่ปี 2554

2. การขู่จะขังคุก

ผู้สื่อข่าวยังเสี่ยงที่จะถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายที่ใช้ปราบปรามการแสดงความเห็นอย่างสงบ หรือไม่ก็มีการตั้งข้อหาเท็จโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง (อย่างเช่น ข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองและฉ้อโกง) ทั้งนี้เพื่อขัดขวางไม่ให้มีการรายงานข่าว

ในวันที่ 12 มี.ค.2556 อาวาซ เซนาลี (Avaz Zeynali) ได้ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานติดสินบน ใช้กำลังข่มขู่รีดไถ หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล และข้อหาหนีภาษี เขาถูกลงโทษจำคุกเก้าปีที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน ที่ผ่านมาเขามักรายงานเปิดโปงการคอรัปชั่นและวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามของประธานาธิบดีที่จะคุกคามสื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหวในอิหร่าน ผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 18 คนถูกจับกุมนับแต่เดือนมกราคม 2556 และถูกตั้งข้อหาว่าร่วมมือกับหน่วยงานสื่อนอกประเทศอิหร่าน “ที่ต่อต้านการปฏิวัติ” ผู้สื่อข่าวหลายสิบคนเป็นผู้จัดทำเว็บบล็อกและได้ถูกทางการอิหร่านคุมขัง

ในวันที่ 5 ก.พ.2556 อับเดียซิซ อับนูร์ อิบราฮิม (Abdiaziz Abdnur Ibrahim) ได้ถูกศาลพิพากษาจำคุกหนึ่งปีที่กรุงโมกาดิชู (Mogadishu) โซมาเลีย ในข้อหาหมิ่นสถาบันแห่งชาติ หลังจากเขาได้

สัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งที่ให้ข้อมูลว่าถูกทหารของรัฐบาลข่มขืนกระทำชำเรา ต่อมาศาลฎีกาได้ยกฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนมีนาคม

ในเดือน ม.ค.2555 เรโยต์ อาเลมู (Reyot Alemu) และวูบเช็ต ทาเย (Woubshet Taye) ผู้สื่อข่าวได้ถูกศาลสั่งลงโทษข้อหาก่อการร้ายที่ประเทศเอธิโอเปีย ในระหว่างการไต่สวนคดี มีการจำกัดการเข้า

ถึงทนายความ ไม่มีการจัดล่ามที่ดีพอให้ ทั้งศาลยังยอมให้มีการใช้พยานหลักฐานที่ได้มาจากการข่มขู่บังคับ

3. การข่มขู่คุกคาม

รัฐบาลหลายประเทศพบว่าการข่มขู่ผู้สื่อข่าวหรือญาติของพวกเขาเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลเพื่อปิดปากพวกเขา

ทางการอิหร่านออกคำสั่งห้ามเดินทางสำหรับญาติของเนการ์ โมฮัมมาดี (Negar Mohammadi) ผู้สื่อข่าว Voice of America และยังยึดหนังสือเดินทางของญาติคนหนึ่งไว้เมื่อเดือน ก.พ.2555

ในเยเมน อับดุล คาริม อัล-ไควานี (Abdul Karim al-Khaiwani) ได้ถูกคุกคามตั้งแต่ต้นปี 2556 หลังจากเขาเขียนบทความเปิดโปงคุกลับและการทรมานของหน่วยทหารเกราะที่หนึ่ง มีการยิงอาวุธ

สงครามใส่บ้านเขาสองครั้ง และเขายังได้รับโทรศัพท์ถามว่าได้ยินเสียงปืนหรือไม่

มูซา โมฮัมหมัด ออวัล (Musa Mohammad Auwal) ได้ถูกทหารฝ่ายความมั่นคงจับกุมที่บ้านที่กรุงกาดูนา (Kaduna) ไนจีเรียเมื่อเดือน ก.พ.2555 เขาถูกขังไว้แปดวัน และมีการสอบปากคำเกี่ยวกับ

หน่วยงานข่าวของเขา รวมทั้งสอบถามที่อยู่ของบรรณาธิการบริหาร (ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบซ่อนตัวเพราะถูกคุกคาม) ต่อมาเขาได้รับการประกันตัวออกไป

4. การจับตามอง

ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งคิวบาและจีน นักเคลื่อนไหวและผู้สื่อข่าวมักประสบปัญหาในการรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากทางการมักเฝ้าติดตามการสื่อสารของพวกเขา

ในเดือน มี.ค.2555  เยานี ซานเชซ (Yoani Sánchez) ผู้จัดทำเว็บบล็อกและผู้สื่อข่าวในคิวบา ไม่สามารถรับข้อความสั้นหรือรับโทรศัพท์ได้ในระหว่างที่สมเด็จพระสันตปปาเสด็จเยือนประเทศ

ในจีน ศาลสั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลานานสำหรับคนที่จัดทำเว็บบล็อกหรือส่งข้อมูลที่ถือว่ามีความละเอียดอ่อนเมื่อปี 2555

ในเดือน มี.ค.2556 มีรายงานข่าวว่าทางการซาอุดิอารเบียขู่ที่จะปิดกั้นการใช้งาน Skype, WhatsApp, Viber และ Line หากบริษัทสื่อสารเหล่านี้ไม่ยอมให้ทางการเจาะข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสในโปรแกรมได้

5. การปิดกั้นการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต              

รัฐบาลที่กดขี่บางแห่งพยายามควบคุมการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อจำกัดการดำเนินงานของผู้สื่อข่าว

ทางการจีนได้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ New York Times และ Bloomberg เป็นการชั่วคราว และยังห้ามไม่ให้เสิร์ชหาคำว่า ‘New York Times’ หลังจากสำนักข่าวเหล่านี้เปิดโปงข้อมูลด้านการเงินที่

อื้อฉาวของผู้นำรัฐบาลจีนบางคน

6. การออกกฎหมายหมิ่นประมาทที่รุนแรง              

ในบางประเทศมีการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทอย่างมิชอบเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สื่อข่าววิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้มีอิทธิพล

ในติมอร์เลสเต้ ออสการ์ มาเรีย ซานซินฮา (Oscar Maria Salsinha) และไรมันโด โอกิ (Raimundo Oki) ถูกตั้งข้อหาว่า “หมิ่นประมาทด้วยถ้อยคำร้ายแรง” หลังจากตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับอัยการเขต

ซึ่งถูกกล่าวหาว่ารับสินบนในคดีอุบัติเหตุด้านจราจรซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ต.ค.2554      

ในเดือน ส.ค.2555 อิสลาม อาฟีฟี (Islam Affifi) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ El-Dostor อียิปต์ ต้องเข้ารับการไต่สวนของศาลฐานที่ตีพิมพ์ข้อมูลเท็จ ซึ่งเป็น “การดูหมิ่นประธานาธิบดี” การไต่สวนยัง

ดำเนินต่อไป

หน่วยงานความมั่นคงของทางการปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ และหน่วยงานความมั่นคงของกลุ่มฮามัสในเขตฉนวนกาซา มีมักสอบปากคำและคุกคามผู้สื่อข่าว ในเดือนมีนาคม 2556 มัมดูห์ ฮา

มัมเรห์ (Mamdouh Hamamreh) ชาวปาเลสไตน์ได้ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปีในข้อหาดูหมิ่นประธานาธิบดีมามุด อับบาส (Mahmoud Abbas) ต่อมาเขาได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีและ
ได้รับการปล่อยตัว

7. การเพิกถอนวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน              

ในบางประเทศ รวมทั้งซีเรีย รัฐบาลปฏิเสธหรือเพิกถอนวีซ่าผู้สื่อข่าวต่างชาติเพื่อหยุดยั้งไม่ให้พวกเขาสอบสวนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนผู้สื่อข่าวในประเทศก็เจอกับความเสี่ยงที่จะถูก

เพิกถอนใบอนุญาตทำงานเช่นกัน

ในปี 2554 ทางการซีเรียได้เพิกถอนใบอนุญาตของอายัด ชาบี (Ayad Shabi) หลังจากเขาไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่กำหนดโดยกระทรวงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรายงานข่าวการประท้วง              

แอนเดซ พ็อกโซบูต์ (Andrzej Poczobut) ได้รับโทษจำคุกสามปีแต่รอลงอาญาที่ประเทศเบลารุส ซึ่งมีผลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาทประธานาธิบดี” เนื่องจากตีพิมพ์บทความ

เกี่ยวกับนักโทษด้านความคิดในประเทศ ตามเงื่อนไขของบทลงโทษ เขาจะต้องไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นประจำ และไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อเดือน ส.ค.2555 ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่เดินทางไปประเทศแกมเบียเพื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับการรื้อฟื้นการประหารชีวิต ถูกกักตัวที่สนามบิน และได้รับแจ้งให้เดินทางออกนอกประเทศ แม้จะได้รับ

อนุญาตล่วงหน้าให้เข้าประเทศมาทำงานได้              

ในเดือน พ.ค.2555 สำนักข่าว Al Jazeera ภาคภาษาอังกฤษได้ปิดสำนักงานที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนหลังจากทางการปฏิเสธที่จะต่ออายุวีซ่าของเมลิสสา เฉิน (Melissa Chan) นักข่าวที่รายงานเกี่ยว

กับการคุมขังแบบลับและการบังคับทำแท้ง

8. การไม่ยอมสอบสวนเมื่อเกิดกรณีการทำร้ายผู้สื่อข่าว          

การที่รัฐบาลไม่นำตัวผู้ทำร้ายผู้สื่อข่าวมาลงโทษ เป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่ง ทำให้นักข่าวไม่กล้ารายงานข้อมูลในประเด็นที่ละเอียดอ่อน

มีการยกฟ้องคดีต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าทรมานนาซีฮา ซาอีด (Nazeeha Saeed) ผู้สื่อข่าวระหว่างที่เธอถูกจับกุมตัวที่ประเทศบาห์เรน ในปี 2554 แม้จะมีหลักฐานทางนิติเวชว่าเธอได้ถูกทรมานจริง

นาซีฮาได้ถูกควบคุมตัวและทรมานช่วงที่ออกมาเปิดโปงว่ามีการสังหารผู้ประท้วง ซึ่งเธอมีส่วนเป็นพยานรู้เห็นและเกิดขึ้นที่วงเวียน Pearl Roundabout              

ในเดือน เม.ย.2555 อีดรัก อับบาซอฟ (Idrak Abbasov) และอาดาเล็ต อับบาซอฟ (Adalet Abbasov) ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลที่อาเซอร์ไบจาน หลังจากถูกทำร้ายร่างกายโดย

พนักงานราชการและตำรวจ 25 คน พวกเขาพยายามถ่ายภาพการรื้อบ้านอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ชานกรุงบากุ (Baku) ทางการไม่เคยสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง              

ที่ผ่านมายังไม่มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษในปากีสถาน กรณีที่มีการลักพาตัวและสังหารซาลีม ชาซัด (Saleem Shahzad) เมื่อเดือน พ.ค.2554 ก่อนเขาจะเสียชีวิตสองวัน ชาซัดได้ตีพิมพ์บท

ความกล่าวหาว่ามีการแทรกซึมของกลุ่มอัลกออีดะห์ในกองทัพ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องห้ามในประเทศนี้

9. การสั่งปิดหน่วยงานสื่อ              

ทางการในหลายประเทศสั่งปิดหนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุที่ถูกมองว่ามุ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2555 ทางการซูดานได้สั่งพักการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์สามฉบับ โดยใช้กฎหมายที่ให้อำนาจในการยุติการดำเนินงานของสิ่งพิมพ์ที่มีข้อมูลซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคาม

ต่อความมั่นคงแห่งชาติ

เมื่อเดือน ก.ย.2555 หนังสือพิมพ์ The Standard และ Daily News newspapers ในแกมเบียได้ถูกสั่งปิด หลังจากมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบซึ่งเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองเข้าไปในสำนักงาน

และสั่งการให้พวกเขายุติการดำเนินการใด ๆ เป็นการชั่วคราว              

ในโซมาเลีย เมื่อเดือน เม.ย.2556 ทางการในเขตพันต์แลนด์ (Puntland) ได้สั่งปิดสถานีวิทยุสามแห่ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามคุกคามต่อสื่อมวลชนก่อนจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น

10. สนับสนุนการใส่ร้ายป้ายสี              

ในหลายประเทศ รัฐบาลส่งเสริมให้มีการใส่ร้ายป้ายสีผู้สื่อข่าวที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ทางการ      
ในศรีลังกา รัฐได้สนับสนุนแผนการใส่ร้ายป้ายสีฆนาสิริ ก็อดเตโกดา (Gnanasiri Kottegoda) จนเป็นเหตุให้เขาต้องหนีหายไปจากบ้านเมื่อปี 2555 และต้องไปลี้ภัยในที่อื่นเนื่องจากถูกคุกคามด้านความปลอดภัย              

ที่เวเนซูเอลา รายมา ซูปรานี (Rayma Suprani) ถูกข่มขู่และดูหมิ่นทั้งโดยผ่านข้อความสั้นและสื่อสังคมออนไลน์ เธอเชื่อว่าเป็นความพยายามที่จะทำร้ายเธอเนื่องจากเธอทำงานเป็นนักเขียนการ์ตูน
การเมืองและเป็นผู้สื่อข่าว.


เสียงสะอื้นจากแม่น้องไตเติ้ลเด็กน้อยเหยื่อไฟใต้6ศพ


เหตุเมื่อคืน(01พ.ค.56).. ผลการสอบสวน ประวัติ ปืนกบ.1 HK33 เคยก่อเหตุมาแล้ว 19 คดี ตั้งแต่ปี 50 ได้ยิงทั้งประชาชน ตำรวจ ทหาร เช่น- ยิง ด.ต.มะรอซี สุหรง ที่ อ.เมือง ปน.เมื่อ 31 ส.ค.51 - ยิง จ.ส.อ.สุรชัย ก้าวประเสริฐ ภายในปั๊มเอสโซ่ เมือง ปน.เมื่อ 21 มี.ค. 52 ยิงนายยะโก๊ป หร่ายมณี โต๊ะอิหม่ามมัสยิดกลางปน.เมื่อ 11 ต.ค.53 - ยิง ทหารร้อย ร 1523 ถนนเลียบสะพานตะลุโบะ เมื่อ 4 ม.ค.2556 สำหรับประวัติปืน AK102 เคยก่อเหตุมา 1 คดี คือ ยิงหม้อแปลงไฟฟ้า ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง ปน.เมื่อ 23 ก.พ.56

"แฟนพูดทุกวันว่าอยากกลับไปอยู่บ้านเกิด พาพ่อพาลูกไปอยู่ที่โน่น แต่ติดที่เรายังไม่มีเงินก้อนเลย หากจะไปก็ลำบาก ต้องทนอยู่ทำมาหากิน กลัวตายก็กลัว แต่ก็กลัวอดเหมือนกัน พอมีเหตุอย่างนี้ เสียทั้งพ่อทั้งลูก จัดงานศพเสร็จจัดการอะไรเสร็จก็จะอพยพครอบครัวกลับไปอยู่บุรีรัมย์แน่นอน"

เป็นเสียงครวญปนสะอื้นของ วัชริน นวลสาย หรือ "ตา" วัย 34 ปี ภรรยาของ สมาน เฮียงมา วัย 38 ปี และเป็นแม่ของ "น้องไตเติ้ล" หรือ จักริน เฮียงมา วัย 2 ขวบเศษ ทั้งสามีและลูกน้อยของเธอถูกกราดยิงเสียชีวิตหน้าร้านขายของชำของตัวเองย่านรูสะมิแล ทั้งๆ ที่อยู่ไม่ห่างจากย่านชุมชนเมืองปัตตานีเมื่อคืนวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา

วัชริน ที่นัยน์ตาแดงก่ำเพราะร้องไห้อย่างหนัก เล่าว่า เธอเป็นคนบุรีรัมย์ แม่ย้ายมาตั้งรกรากที่ปัตตานีตั้งแต่เธออายุได้เพียง 8 เดือน เธอจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนปัตตานีตั้งแต่กำเนิด เพราะทะเบียนบ้านก็อยู่ที่นี่ พ่อกับแม่ก็ทำมาหากินที่นี่ ใช้ชีวิตอยู่ปัตตานีอย่างสงบสุขตลอดมา กระทั่งเริ่มมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้งในห้วง 8-9 ปีหลัง และเหตุการณ์เริ่มโหดร้ายทารุณ ทั้งยังกระทำกับคนไทยพุทธถี่ขึ้น ทำให้เธอและครอบครัวเริ่มคุยกันถึงการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของพ่อแม่ คือ จ.บุรีรัมย์

"ก็คุยกันมาพักหนึ่งแล้ว แต่ติดตรงที่ครอบครัวของเรามีรายได้น้อยเหลือเกิน พอแค่ได้กินได้ใช้ไปในแต่ละวัน สามีของฉันก่อนหน้านี้มีอาชีพหาของเก่าขาย แต่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายเลยหันไปออก
เรือประมงทางฝั่งมาเลย์ ไปครั้งละ 2 เดือน ก่อนถูกยิงเขาเพิ่งกลับมา กำลังจะไปใหม่วันที่ 4 พ.ค.นี้ ส่วนฉันเองก็ขายของชำอยู่กับบ้านมา 6 ปีแล้ว จะปิดร้านประมาณ 2 ทุ่มของทุกวัน"

วัชริน เล่าให้ฟังถึงนาทีที่ถูกโจมตีจากกระสุนปืนสงครามของคนร้าย

"คนที่ตายเกือบทั้งหมดเขานั่งกันอยู่ที่โต๊ะม้าหินหน้าร้าน ตอนแรกฉันก็นั่งอยู่กับพวกเขา แล้วก็เดินไปจะอาบน้ำ เปิดน้ำอยู่ในห้องน้ำ ได้ยินเสียงปืนดังลั่นก็เลยปิดน้ำแล้วรีบออกมา เห็นเขม่าควันเต็มไปหมด เสียงปืนดังต่อก็กลัว เลยกลับเข้าไปในห้องน้ำอีก พอเสียงเงียบคิดว่าเป็นหน้าบ้านเราแน่ๆ สักพักเจ้าหน้าที่ก็มา และพาฉันไปหลบด้านหลังบ้าน เขากลัวว่าจะมีเหตุซ้ำ จากนั้นก็ตามไปที่โรงพยาบาล ยังไม่ได้ดูศพทั้งพ่อทั้งลูก ศาลาวัดก็ยังไม่ว่าง ต้องรอญาติสามีลงมาจากหนองบัวลำภูด้วยเพื่อมาจัดการศพ อยากให้เขามาทันรดน้ำศพ และน่าจะเผาได้วันจันทร์" 

วัชริน บอกว่า แต่ละวันน้องไตเติ้ลจะวิ่งเล่นซนตามประสาเด็ก เขาติดพ่อ ไม่ว่าพ่ออยู่ไหนเขาก็จะไปอยู่ด้วย ส่วนใหญ่เพื่อนที่มานั่งคุยนั่งกินกันก็จะรู้ว่า 3 ทุ่มจะปิดร้าน ปิดไฟ หลังจากนั้นก็ไปนั่งกันที่ม้าหินข้างบ้านต่อเป็นปกติ นั่งกันมานานไม่เคยมีเหตุร้ายอะไร ถ้านั่งอยู่ด้วยก็คงโดนหมดทั้งบ้าน แต่คิดว่าตายพร้อมกันดีกว่าต้องมาทรมานกับการที่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"ไตเติ้ลเป็นเด็กหัวไว จำได้หมดว่าอะไรเป็นอะไรในร้าน ใครสั่งอะไรไปหยิบถูก ท่องศัพท์ได้หมด ก.ไก่ ข.ไข่ก็คล่อง กำลังหาโรงเรียนให้เขา ถ้าตายไปพร้อมกันคงดีกว่าที่ต้องมานั่งเห็นบ้าน เห็นข้าวของและคิดถึงเขาสองคนอยู่แบบนี้ มันโหดร้ายมากที่ทำกับเด็ก 2 ขวบได้ กราดยิงแล้วไปยิงซ้ำเขาอีก เด็กบริสุทธิ์ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมต้องทำกับเขาขนาดนี้ แฟนก็เป็นคนขยันทำมาหากิน รักครอบครัว อะไรที่ทำแล้วได้เงินมาเขาไม่เคยเกี่ยงเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด กำลังจะเอาของเก่าที่หาได้ไปขายเพื่อจะได้จ่ายค่าเช่าร้าน ค่านมลูก เขาไม่อยู่แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ"

"แฟนเคยพูดทุกวันว่าอยากกลับไปอยู่บ้านเกิด พาพ่อพาลูกไปอยู่ที่โน่น แต่ติดที่เรายังไม่มีเงินก้อน จะไปก็ลำบาก ต้องทนอยู่ทำมาหากิน กลัวตายก็กลัว แต่ก็กลัวอดเหมือนกัน พอมีเหตุอย่างนี้ทั้งพ่อทั้งลูก จัดงานศพเสร็จจัดการอะไรเสร็จก็จะอพยพครอบครัวกลับไปอยู่บุรีรัมย์แน่นอน ไม่รู้จะอยู่อีกทำไม ไม่อยากตายทั้งครอบครัว"

ด้าน "ยายน้อย" สัมฤทธิ์ นวลสาย แม่ของวัชริน และยายของน้องไตเติ้ล บอกว่า มาตั้งรกรากที่ปัตตานีกว่า 30 ปีแล้ว ทำมาหากินสุจริตมาตลอด ตาของไตเติ้ลก็ไปเป็นคนเรือ ออกเรือฝั่งมาเลเซียเหมือนกัน แม้อายุจะเยอะก็ต้องทำเพื่อให้มีกิน ญาติพี่น้องที่บุรีรัมย์จะถามมาเสมอว่าเมื่อไหร่จะกลับไปอยู่บุรีรัมย์เพราะเป็นห่วงสถานการณ์ในพื้นที่

"ที่ผ่านมาก็บอกเขาไปว่าคงไม่ซวยมาตายไกลบ้าน เพราะเราเช่าบ้านอยู่ในเมือง ไม่ใช่ชนบท แต่สุดท้ายก็มาเกิดเหตุจนได้ ทั้งๆ บ้านเราอยู่ห่างกับจุดตรวจแค่ 200 เมตร คืนที่เกิดเหตุถ้าใครอยู่หน้า
บ้านก็คงถูกยิงตายหมด ยายอยู่บ้านถัดมาอีกสามห้อง ได้ยินเสียงปืนแต่ไม่กล้าออกไปดู สงสารลูกที่ต้องเสียทั้งสามีและลูก คราวนี้คงได้กลับบุรีรัมย์จริงๆ แล้ว" ยายน้อยบอกทั้งน้ำตา

ด้าน นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชาว จ.ปัตตานี ซึ่งไปเยี่ยมกำลังใจครอบครัวของวัชริน กล่าวว่า เป็นเหตุสะเทือนขวัญเหตุใหญ่ที่สุดเหตุหนึ่งของปัตตานีตั้งแต่มีสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่เมื่อปี 2547 เป็นต้นมา เพราะมีผู้เสียชีวิตพร้อมกันถึง 6 คน ผู้ที่รับผิดชอบปัญหาภาคใต้ต้องดูแลเป็นพิเศษแล้ว

"จากภาพรวมเหตุการณ์ในพื้นที่ตั้งแต่รัฐบาลไปลงนามในข้อตกลงพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อ 28 ก.พ.2556 เหตุการณ์นี้นับว่าสะเทือนขวัญมากที่สุด พุ่งเป้าไปยังเป้าหมายอ่อนแอ เพราะผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวบ้าน กราดยิงแล้วยังลงไปยิงซ้ำ หนึ่งในนั้นคือเด็กชายวัยเพียง 2 ขวบ ถูกยิงจนกะโหลกไม่มีมันสมอง แล้วยังยิงคนพิการด้วย ประชาชนตั้งคำถามว่าคาดหวังอะไรได้กับการพูดคุยสันติภาพ เพราะมีเหตุการณ์ถี่และมากขึ้นทุกวันอย่างชัดเจน"

"ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์แบบนี้ทำให้แม่น้องไตเติ้ลตัดสินใจย้ายกลับไปบุรีรัมย์ ทั้ง
ที่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แบเบาะ เนื่องจากไม่อยากมีชะตากรรมเหมือนสามีกับลูก"

ในฐานะประธานอนุกรรมการการติดตามประเมินผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อนุศาสน์ บอกว่า อยากให้ภาครัฐดูแลครอบครัวผู้สูญเสีย

เป็นพิเศษและครบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะค่าเดินทางมาร่วมพิธีศพของญาติ อยากให้ช่วยดูแลเหมือนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน

ที่โรงพยาบาลปัตตานี อดุลย์ ดวงแก้ว หนุ่มใหญ่วัย 40 ปีที่รอดชีวิตอย่างหวุดหวิดจากเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 6 ศพยังคงนอนพักรักษาอาการบาดเจ็บอยู่บนเตียงผู้ป่วย

เขาเล่าถึงนาทีชีวิตให้ฟังสั้นๆ ว่า "ไม่ได้นั่งรวมอยู่กับกลุ่มที่ม้าหินอ่อน แต่ยืนอยู่นอกร้าน จู่ๆ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ 2 คันแล่นมาจอด คนบนรถ 4 คนแต่งชุดสีดำคล้ายทหารพราน ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะแถวนี้มีทหารพรานเดินผ่านบ่อยๆ อยู่แล้ว แต่เสี้ยววินาทีนั้นเองเขาก็กราดยิง ผมก็เลยรีบวิ่งหนี แต่ยังถูกยิงที่ขา ก็พยายามตะเกียกตะกายต่อไปจนไปล้มที่หน้าร้านอีกร้านหนึ่ง คนอื่นๆ ละแวกนั้นก็วิ่งหนีเข้าบ้าน"

อดุลย์ บอกด้วยว่า เขามีพื้นเพเป็นคน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง และพักอาศัยอยู่ในย่านที่เกิดเหตุ ส่วนคนที่ถูกยิงส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทสหพันธ์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้าง

"คนแถวนั้นก็นั่งสังสรรค์กันปกติอยู่แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น" อดุลย์กล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง

สถานการณ์ความไม่สงบที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ทารุณ ทำให้ทุกชีวิตที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ล้วนมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรง...จะมีอีกสักกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยกว่าจะถึงวัน

สันติภาพ!

ข้อมูลโดย:สถาบันอิศรา

เหตุความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับยุค Social network ปี 2556


เหตุความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
กับยุค Social network ปี 2556

นับว่าประสบผลสำเร็จอีกครั้ง กับเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556ความสำเร็จดังกล่าว จะเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็แล้วแต่ทั้งการใช้อาวุธสงคราม การโปรยตะปูเรือใบ และใบปลิวซึ่งมีผลด้านจิตวิทยากับประชาชนทั้งในพื้นที่ และทั้งประเทศ

ย้อนหลังไปเพียงแค่ ปลายปี 2546 ช่วงเริ่มต้นเหตุความไม่สงบ(รอบใหม่) การจะโปรยใบปลิว หรือ การปล่อยข่าวลือ เพื่อช่วงชิงมวลชน กระทำค่อนข้างยาก ต้องติดใบปลิวกับเสาไฟฟ้า บ้านร้านค้า หรือสถานที่ต่างๆ ซึ่งเท่ากับว่าต้องทำในปริมาณมากและรับรู้กันเพียงแค่ในวงแคบๆ ของแต่ละพื้นที่

แต่ปัจจุบันทำใบปลิวเพียงไม่กี่แผ่น ไม่ต้องติดตามเสาไฟฟ้าแค่ถ่ายรูป แล้วส่งผ่าน Social network เพียงแค่เสี้ยวนาทีรับรู้กันทั่วประเทศ และอาจกว้างกว่านั้นรวมไปถึงรูปภาพเหตุการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในแต่ครั้ง ก็ถูกส่งผ่าน Social network โดยที่...

1. ผู้ส่งอาจจะหวังดี ใจกว้าง อยากดัง ฯลฯ
2. ผู้ที่เห็น ได้อ่าน เกิดความสงสาร เห็นใจ ก็แชร์กันต่อๆ ไป
บางกรณีหลายท่านเกิดอารมณ์ร่วม ก็แสดงความคิดเห็นทั้งแบบสุภาพและแบบใช้ภาษาพ่อขุนรามคำแหง

ผลแห่งความเป็นจริง อาจเป็นการฏิบัติงานที่ยากขึ้นของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ แต่ในทางกลับกันอาจเป็นผลงานอันเยี่ยมยอดของฝ่ายตรงข้ามที่ถือว่าประสบผลสำเร็จ

วิวัฒนาการด้านการสื่อสารทันสมัยขึ้นต่างฝ่ายต่างใช้กระบวนการเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือศรัทธาให้แก่ตนเองและเช่นเดียวกันต่างฝ่ายต่างใช้กระบวนการเหล่านี้ทำลายกันเสริม เพิ่ม

เติมจากการกระทำด้วยอาวุธ

สรุปแล้วประชาชนเหล่าสาวก Social network ทั้งหลายรวมถึงผู้เขียนเอง ต้องตระหนักและคิดให้รอบคอบ หลายๆ รอบก่อนที่จะโพสต์ ก่อนที่จะส่ง ก่อนที่จะแชร์ และก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น

ต่อเหตุความรุนแรงในแต่ละครั้ง เพราะอาจจะเป็นตัวเราเสียเอง ที่มีส่วนทำให้ "ความสงบ มันไม่สงบ"

ทุกคนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ "สามัญสำนึก อยู่ที่ท่านเอง"

วันพฤหัสบดี ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ๒๓.๕๕

ชมรมนักวิทยุสมัครเล่นอาสาบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์วารี ปัตตานี 144.6500 MHz

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

312ค้านศาลรธน.ขู่ยุบทิ้ง


ข่าวหน้า 1 3 May 2556 - 00:00

“312 ทั่นผู้ทรงเกียรติ” ออกจดหมายเปิดผนึกไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญแล้ว อ้างเฉยชำเรา รธน.ได้โดยไม่ต้องยี่หระใคร เพราะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย! ลำเลิกจะยุบทิ้งศาลเมื่อใดยังได้ ซัดหากปล่อยไว้จะทำให้ขยายอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเองไม่จบ “มาร์ค” ลั่นแน่จริงประกาศชื่อรายตัว เตือนบ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้ นิด้าโพลตบหน้า ชี้ตุลาการน่าเชื่อถือกว่า “ฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ” 

แนะเพิ่มกฎหมายละเมิดอำนาจศาล

เมื่อวันพฤหัสบดี สมาชิกรัฐสภาประมาณ 20 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของ ส.ส. และ ส.ว. จำนวน 312 คน ที่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้แถลงถึงจดหมายเปิดผนึกที่คัดค้านและไม่ยอมรับการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการรับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ของสมาชิกรัฐสภา 312 คน

โดยนายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะที่ปรึกษาวิปรัฐบาล กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภา 312 คน ได้ทำจดหมายเปิดผนึก 10 หน้า เพื่อมอบให้องค์กรอิสระต่างๆ ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งส่งให้คณะผู้พิพากษาศาลทั่วประเทศ และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้รับทราบการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญที่ผิดกฎหมาย และยืนยันว่าในฐานะสมาชิกรัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 3 วรรค 2 ที่บัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ทำให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามหน้าที่

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พท. กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญยังยืนยันและตัดสินให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ต้องผ่านศาลเท่านั้น จะถือว่าไม่มีฐานรองรับทางกฎหมาย และจะไม่ผูกพัน
รัฐสภา

ต่อมานายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พท. ในฐานะประธานวิปรัฐบาลได้อ่านจดหมายเปิดผนึก โดยมีเนื้อหาอ้างถึงมติศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. และ 11 เม.ย.2556 ที่รับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไข
เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไว้พิจารณาว่า สมาชิกรัฐสภาทั้ง 312 คน เห็นว่าการรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณานั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดแจ้ง เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ด้วยเหตุผลคือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้อง เนื่องจากเรื่องใดที่รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้

นอกจากนั้นรัฐสภามีความชอบที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้อย่างกว้างขวาง หรือแม้แต่ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญแล้วจัดตั้งเป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ย่อมทำได้ การที่สมาชิกรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงเป็นการกระทำในนามประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย องค์กรอื่นใดตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ได้ยึดหลักแบ่งแยกอำนาจหรือแบ่งแยกภารกิจออกจากกัน แต่ก็มีกระบวนการถ่วงดุลหรือกำหนดความสัมพันธ์ของการใช้อำนาจระหว่างองค์กรไว้ องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะใช้อำนาจหน้าที่ของตนไปกระทบหรือแทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่นมิได้ ดังนั้นเมื่อรัฐสภาใช้อำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจรับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาได้ไม่ว่ากรณีใด

อ้างทำลายหลักแบ่งแยกอำนาจ

“กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเป็นกระบวนการปกติ ที่ผ่านมาก็เคยแก้ไขเป็นรายมาตรา และยกร่างทั้งฉบับ ซึ่งไม่เคยบัญญัติให้อำนาจแก่องค์ใดเข้าไปตรวจสอบเลยไม่ว่ากรณีใด ซึ่งการที่ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบตามมาตรา 68 วรรคหนึ่งนั้น ผลจะกลายเป็นว่าศาลมีอำนาจเหนือทุกองค์กรในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นๆ เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง อันจะทำให้หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญและหลักการแบ่งแยกอำนาจถูกทำลายลงสิ้นเชิง” จดหมายเปิดผนึกระบุ

2.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องตามมาตรา 68 ไว้พิจารณาโดยตรง โดยมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอัยการสูงสุดก่อน ซึ่งได้บัญญัติไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี 2540 และปี 2550 ก็เช่นกัน โดยมีเพียงกรณีเดียวที่ประชาชนอาจใช้สิทธิโดยตรงต่อศาลได้คือ มาตรา 212 ในการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 แต่ก็ไม่ใช่สิทธิส่วนบุคคลของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยลำพัง โดยไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้

“การตีความของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าบุคคลผู้ทราบการกระทำว่ามีการล้มล้างการปกครอง สามารถใช้สิทธิได้ 2 ทางคือ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการตีความที่ขัดต่อบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชัดแจ้ง จะทำให้การทำหน้าที่ของอัยการสูงสุดไม่มีที่ใช้อีกต่อไป และอาจทำให้เข้าใจได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครองระบอบ

ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเสียเอง เพราะทำให้รัฐสภาไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้”

3.มาตรฐานรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจยอมรับได้ มีการเร่งรัดพิจารณารับคำร้องอย่างผิดปกติวิสัยและขาดหลักความเสมอภาคในการพิจารณารับคำร้อง นอกจากนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2
คน ที่รับคำร้อง ประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ก็มีส่วนได้เสียในรัฐธรรมนูญ เพราะเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในด้านจรรยาบรรณและตามหลักวิชาชีพย่อมไม่สมควรจะร่วมพิจารณาคำร้องนี้ตั้งแต่แรก

ยอมศาลจะไม่มีวันจบ

“การตีความขยายเขตอำนาจตนเองของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้นับเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะตีความเพิ่มเติมอำนาจให้ตัวเองเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง และไม่ต้องผูกพันตนต่อรัฐธรรมนูญ อีกทั้งไม่มีองค์กรใดตรวจสอบถ่วงดุลได้ หากยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก็เท่ากับส่งเสริมให้ศาลขยายอำนาจตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจโดยสิ้นเชิง” (อ่านรายละเอียดหน้า 3-4)

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรื่องนี้ว่า อยากให้แสดงตัวให้ชัดเลยว่าใครที่ไม่ยอมรับอำนาจศาล จะได้ไปดำเนินการได้ถูกตัว เพราะว่า ส.ส และ ส.ว. ไม่ได้แถลงการณ์ทุกคน และขอถามรัฐบาลว่า กรณี ส.ส. และ ส.ว. ไม่ยอมรับอำนาจศาลจะให้บ้านเมืองเดินกันอย่างไร ถ้าต่อไปมีคนออกมาต่อต้านไม่ยอมรับอำนาจของสภาฯ บ้าง และไม่ยอมรับอำนาจรัฐบาลบ้าง บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร ทุกคนควรเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

“ขอถามย้ำว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องการให้บ้านเมืองเดินไปอย่างนี้หรือ เพราะคนที่สร้างปัญหาอยู่ตอนนี้ทั้งหมดก็เป็นคนที่สนับสนุนรัฐบาลทั้งสิ้น จะให้บ้านเมืองเดินไปอย่างนี้เพื่ออะไร” นายอภิสิทธิ์
กล่าว

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน จำนวน 1,254 หน่วยทั่วประเทศ เรื่อง ความคิดเห็นของคนไทยต่อศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า ในเรื่องความไว้วางใจในการใช้อำนาจของอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่าย ประชาชน 44.26% ระบุว่า ไว้วางใจฝ่ายตุลาการ (ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ) มากที่สุด เพราะน่าเชื่อถือมากที่สุด เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ 20.89% ระบุว่า เป็นฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) เพราะเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า 10.77% ระบุว่า เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ (ส.ส., ส.ว.) เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 10.61% ระบุว่า ไม่มีฝ่ายใดเลย และ 13.48% ไม่แน่ใจ

โพลพอใจผลงานศาล รธน.

เมื่อถามถึงความพอใจการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 61.8% พึงพอใจปานกลาง 15.63% พอใจมาก 14.75% พอใจน้อย และ 7.81% ไม่แน่ใจ ผลสำรวจยังถามถึงกรณีคนเสื้อแดงกดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้ลาออก และการไม่ยอมรับอำนาจศาลของสมาชิกรัฐสภาพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 61.64% ระบุว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นการละเมิดตุลาการ 13.4% เห็นว่าเหมาะสม และ 24.96% ไม่แน่ใจ

“เมื่อถามว่าควรออกกฎหมายห้ามมิให้ละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับศาลยุติธรรมหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 61.88% ระบุว่า ควรมี เพราะเป็นการปกป้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การตัดสินของศาลให้ถือเป็นที่สุด 18.5% ระบุว่า ไม่ควร และ 19.62% ไม่แน่ใจ” ผลโพลระบุ

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ม.นิด้า กล่าวถึงผลโพลว่าสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังไว้วางใจฝ่ายตุลาการ แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่ผ่านมาตรงไปตรงมา ไม่มีอคติ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็ควรพึงสังวรในพฤติกรรมที่ประชาชนยังไม่ไว้วางใจ ในขณะที่ฝ่ายบริหารก็มักจะทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก

“การกดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในสายตาประชาชนมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ฝ่ายที่กดดันก็ควรจะระงับพฤติกรรมเสีย ขณะเดียวกันก็ควรมีกฎหมายห้ามละเมิดศาลรัฐธรรมนูญด้วย

เพราะที่ผ่านมาศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง โดยฝ่ายนิติบัญญัติควรฟังเจตนารมณ์ของประชาชนด้วย” รศ.ดร.พิชายระบุ

ขณะเดียวกัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้ร่วมกับนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายคมสันต์ โพธิ์คง จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการกระทำที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐ

ธรรมนูญ มาตรา 68 โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นผู้ถูกร้องที่ 1 พรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และ ส.ส. รวม 238 คน เป็นผู้ถูกร้องที่ 2 เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณได้สไกป์หลายครั้งในที่ประชุมพรรคให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายปรองดอง และกฎหมายอื่นๆ โดยมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ 12 คลิป บทสัมภาษณ์ 2 บทความ ข่าวหนังสือพิมพ์ 17 ชุด

“ส่วน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถือว่าผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 ว่าด้วยการทำหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ต้องเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติอะไร นอกจากนั้นการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ เป็นการ

เสนอโดยขัดต่อหลักการสำคัญและเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” นายไพบูลย์กล่าว

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเรื่องนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้สไกป์มาสั่ง ส.ส.พรรค เป็นการกระทำของสมาชิกรัฐสภาเอง ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีใครชี้นำ ครอบงำได้ ซึ่งทุกคนทราบดีว่านายเจิมศักดิ์อยู่ข้างไหน เป็นคนหน้าเดิมที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณมาโดยตลอด นายเจิมศักดิ์ตัดแปะข่าวมาร้อง ไม่มีข้อเท็จจริง

สำหรับกรณีกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายคนเสื้อแดงที่ชุมนุมหน้าศาลรัฐธรรมนูญจะยกระดับการชุมนุมในวันที่ 8 พ.ค.นั้น นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิ แต่ต้องไม่ใช่การข่มขู่คุกคาม ใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้ตามจุดประสงค์ของผู้ชุมนุม แต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงมีแนวโน้มใช้ความรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายประการ คือ 1.นายกฯ ให้ท้ายที่ไม่ส่งสัญญาณหรือระงับยับยั้ง 2.เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการกำจัด และดิสเครดิตศาล และ 3.คนเสื้อแดงที่ชุมนุมได้ใจมากขึ้นเมื่อได้ฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ที่มองโกเลีย ที่นายกฯ โจมตีองค์กรอิสระ

“อยากเรียกร้องไปยังนายกฯ ว่าก่อนถึงวันที่ 8 พ.ค. นายกฯ ควรออกมาทำทุกวิถีทางที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยไม่ปล่อยให้กลุ่มบุคคลใดก็ตาม โดยเฉพาะคนเสื้อแดงดำเนินการในลักษณะเป็นภัยกระทบต่อการใช้ชีวิตและความปลอดภัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. ในฐานะโฆษกพรรค กล่าวเช่นกันว่า นายกฯ ต้องรับผิดชอบหากมีความรุนแรงตามมา เพราะสุนทรพจน์ของนายกฯ เหมือนเป็นการส่งเสริมการชุมนุม.

'กิตติรัตน์'ปัดประชุมลับปลดผู้ว่าแบงก์ชาติ


    "นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ส่งรายงานผลการหารือเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาระหว่างกระทรวงการคลังและธปท.เกี่ยวกับสถานการณ์และการดูแลค่าเงินบาทมาให้ตนได้พิจารณา โดยได้รายงานว่า มีการหารือกันในประเด็นใด และ มีแนวทางอย่างไร เช่น หากเงินบาทแข็งค่าไประดับใดจะดำเนินการอย่างไรเป็นต้น แต่จะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังก่อนที่จะดำเนินการมาตรการใดๆ
"ในจำนวนมาตรการที่เสนอมานั้น ไม่ได้มีมาตรการเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ย หรือ ถ้ามีก็อธิบายสาเหตุที่ไม่ควรปรับลด ผมเรียนว่า เรื่องมาตรการในการดูแลค่าเงินบาทนั้น เราเพิ่งได้ยินมาในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้าจะให้บ่นย้อนหลังก็คือ ที่ผ่านมาผมได้พูดเต็มที่ว่า ผมห่วงเรื่องการขาดทุนของธปท.และห่วงเงินไหลเข้า แต่ทางธปท.ไม่เคยบอกว่า จะทำอย่างไร ระหว่างนั้น บาทก็แข็งมาเรื่อยๆ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ใช้ในปัจจุบันนั้น ได้ทำให้เกิดส่วนต่างผลตอบแทนในการลงทุน จะเห็นได้ว่า ปริมาณเงินที่ไหลเข้ามาที่พันธบัตรส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรของธปท.ซึ่งกรณีที่ผู้บริหารธปท.ออกมาระบุว่า เงินที่ไหลเข้ามานั้น เพราะเศรษฐกิจดี ซึ่งตนก็มีข้อสังเกตว่า ถ้าเศรษฐกิจดี เงินจะไหลเข้าไปที่ตลาดหุ้นหรือการลงทุนอื่นที่มีผลตอบแทนผันแปรตามเศรษฐกิจที่ดี แต่การลงทุนพันธบัตรนั้น จะอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยตายตัวมากกว่า ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจดี
"การเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรนั้น เป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนตายตัว ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่ถ้าเศรษฐกิจดีอย่างเดียว และอัตราดอกเบี้ยไม่ได้เป็นส่วนต่าง นักลงทุนคงอยากเข้าตลาดหุ้นมากกว่า เพราะส่วนต่างมีจำนวนที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตั้งแต่ต้นปี จำนวนที่เข้าพันธบัตรมากกว่าทุกอย่างรวมกัน จึงสังเกตว่า ดอกเบี้ยเป็นประเด็น"
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เป็นการประชุมลับ เพื่อปลดผู้ว่าการธปท.นั้น รมว.คลัวกล่าวว่า ไม่เป็นเรื่องจริง เพียงแต่ทางธปท.ได้ทำหนังสือมายังตน ซึ่งเป็นหนังสือที่ตีตราลับ ผมก็มีหน้าที่รายงานครม.เป็นวาระลับ"

"ทักษิณ"โพสต์เฟซบุ๊ก ไปมาเลย์พบ "มหาเธร์-นาจิบ ราซัค" ไปฮ่องกงพบครูสอนศาสนาชวนถกดับไฟใต้


"ทักษิณ"โพสต์เฟซบุ๊ก ไปมาเลย์พบ "มหาเธร์-นาจิบ ราซัค" ไปฮ่องกงพบครูสอนศาสนาชวนถกดับไฟใต้

(2 พ.ค.2556) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra ว่าในช่วงสินเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้เดินทางไปยังประเทศมาเลเซียและฮ่องกงโดยมีเนื้อหาดังนี้

วันที่ 27 เมษายน กลางคืน ผมบินไปถึงกัวลาลัมเปอร์ ได้ไปพบท่านอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด และท่านนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ ในวันที่ 28 ครับ เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเรื่อง ASEAN และสังเกตการณ์เลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 พ.ค.นี้ เท่าที่ประเมินทาง UMNO ก็น่าจะชนะอย่างไม่มีปัญหา เหลือเพียงว่าจะถึง 2 ใน 3 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐที่เป็น Swing Vote บางรัฐ ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนไทย นอกจากนั้นก็ได้พบกับนักธุรกิจมาเลเซียที่สนใจไปลงทุนในต่างประเทศไทยอีก 4-5 ราย

ในวันที่ 29 ก่อนจะเดินทางมาฮ่องกงก็ได้พบกับอุสตาซ(ครูสอนศาสนา) ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของไทย ก็เลยขอความร่วมมือช่วยกันทำให้ภาคใต้สงบ โดยขอให้เชิญทุกกลุ่มมาพูดคุยกับคณะของสภาความมั่นคงเพื่อประสานความเข้าใจ และช่วยกันพัฒนาประเทศให้เกิดความผาสุกด้วยกันครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/thaksinofficial?fref=ts

ศาลปกครอง ยกคำร้องขอระงับโปรเจกต์น้ำขณะปปช.ตั้งกก.สอบ



ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งยกคำร้อง กรณีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระงับการเปิดซองประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่ากว่า 3.5 แสนล้านบาท

(2/5/56)เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งยกคำร้อง กรณีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระงับการเปิดซองประมูลโครงการบริหาร

จัดการน้ำ มูลค่ากว่า 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนด และขอบเขตของงาน หรือทีโออาร์ รวมทั้งการออกแบบก่อสร้าง ที่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

สุขภาพ  และการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

แต่องค์คณะศาลปกครองกลางเห็นว่า ยังไม่มีมูลเหตุเพียงพอให้ระงับ ส่งผลให้ในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ รัฐบาลสามารถเดินหน้าเปิดซองประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลยืนยันว่า จะเปิดให้ผู้ประกอบการยื่นซองประมูลตามปกติ แม้ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับโครงการ เพราะการยื่นซองประมูลไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งดัง

กล่าว เนื่องจากยังไม่ถึงขั้นพิจารณาโครงการ
/////////////////
ป.ป.ช.ยอมรับตั้งกรรมการตรวจสอบประมูลน้ำ3.5เเสนล้านของรัฐเเล้ว

(2/5/56)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่นายต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุในการเสวนา"โปรเจกต์น้ำ 3.5แสนล้าน ชะลอหรือไปต่อ?" ที่สมาคม

นักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยนายต่อตระกูลระบุว่า ทราบว่าปปช.ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้เเล้วนั้น

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตอนนี้ปปช.มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการประมูล3.5เเสนล้านบาทของรัฐบาลจริง เเต่อยู่ในขั้นตอนที่มอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล

ข้อเท็จจริงเพื่อที่จะส่งให้กรรมการปปช.พิจารณาเพื่อมีมีติก่อนตั้งอนุกรรมการปปช.สอบสวนต่อไป โดยระยะเวลาที่ตั้งไว้นั้น ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งส่งเรื่องเข้ามาให้เร็วที่สุดเพราะประชาชนสนใจ

เรื่องนี้จำนวนมาก
///////////

sakda_jiwttayakul: ศาลจำคุกแดงตลอดชีวิตเผาศาลากลางอุบลฯ

sakda_jiwttayakul: ศาลจำคุกแดงตลอดชีวิตเผาศาลากลางอุบลฯ

ศาลจำคุกแดงตลอดชีวิตเผาศาลากลางอุบลฯ


"จำคุกแดงตลอดชีวิต 4 ราย อีก 7 รับโทษสถานเบาตามที่ได้ทำผิด พร้อมเพิ่มโทษอีก 2 ราย หลังพบหลักฐานใหม่"
----------
อุบลราชธานี - ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตัดสินกรณีคนเสื้อแดงร่วมกันเผาศาลากลางจังหวัด เมื่อเดือนพ.ค.2553 ยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิต 4 ราย อีก 7 รับโทษสถานเบาตามที่ได้ทำผิด พร้อมเพิ่มโทษอีก 2 ราย หลังพบหลักฐานใหม่

วันนี้(2 พ.ค.)ศาลจังหวัดอุบลราชธานี นั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามที่อัยการและทนายความจำเลย ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลชั้นต้น กรณีคนเสื้อแดงร่วมกันก่อความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย และความผิดต่อเจ้าพนักงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยร่วมกันฝ่าฝืนพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 บุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลาง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีผู้ต้องหาถูกส่งฟ้องครั้งนั้น 21 คน โดยศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษจำเลยที่ทำความผิดต่างกรรมต่างวาระรวม 13 คนยกฟ้อง 8 คน ซึ่งทนายจำเลยและอัยการได้ยื่นอุทธรณ์

ล่าสุดวันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกผู้ต้องหาที่กระทำความผิดร้ายแรง ร่วมกันเผาศาลากลางจังหวัด คือ น.ส.ปัทมา มูลมิล นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ นายสนอง เกตุสุวรรณ นายสมศักดิ์ประสานทรัพย์ ตลอดชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ เหลือจำคุก 33 ปี 12 เดือน และศาลจะได้ส่งรายละเอียดคำพิพากษาให้จำเลยรับทราบ

เนื่องจากจำเลยทั้ง 4 ไม่ได้มาฟังคำพิพากษ าเพราะถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษบางเขน กรุงเทพฯ ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 7 คน ให้ยืนตามศาลชั้นต้นเช่นกัน เว้นแต่รายนางอรอนงค์ บรรพชาติ และนางสุมาลี ศรีจันดา ให้เพิ่มโทษจากจำคุก 8 เดือน เป็นจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษให้เหลือหนึ่งในสาม เหลือจำคุกคนละ 2 ปี และให้อนุญาตประกันตัวระหว่างฎีกา

ภายหลังอ่านคำพิพากษา จำเลยที่เข้ารับฟังคำตัดสินครั้งนี้ต่างพอใจในคำตัดสิน และได้ลงมาพบกับมวลชนประมาณ 100 คน ที่มารวมตัวให้กำลังใจบริเวณลานสนามหญ้าหน้าศาลจังหวัด ซึ่งศาลได้จัดถ่ายทอดเสียงการอ่านคำพิพากษาให้ฟัง และพากันสลายตัวกลับไป

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ทุนเหนือรัฐ


ปาฐกถาพิเศษยิ่งลักษณ์ ชินวัตร:หวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันเหยื่อ91ศพได้รับจะเป็นครั้งสุดท้าย


คำแปลปาฐกถาพิเศษ

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การประชุมประชาคมประชาธิปไตย

อูลัน บาตอ, มองโกเลีย 29 เมษายน 2013

"ท่านประธาน,

ท่านผู้มีเกียรติ,

ท่านผู้เข้าร่วมประชุม,

ดิฉันขอเริ่มด้วยการขอบคุณท่านประธานาธิบดีแห่งมองโกเลียที่ได้เชิญให้ดิฉันมาปาฐกถา ณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้

ดิฉันได้ตอบรับเชิญไม่เพียงเพราะดิฉันต้องการที่จะได้มีโอกาสเยือนมองโกเลีย ประเทศที่ประสบความสำเร็จในความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ได้มาเพียงที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย แต่ดิฉันเดินทางมาที่นี่เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมาก และที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉัน ประเทศไทยที่ดิฉันรัก

 ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมาก และในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ สิทธิ เสรีภาพ และความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้ และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือ? ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย  คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพ นั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพ พวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน

มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่างๆ จากปรากฏการณ์อาหรับสปริงค์ถึงช่วงผ่านเปลี่ยนในเมียนมาร์ภายใต้ผลักดันของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้

ในระดับภูมิภาค หลักการสำคัญๆในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ประชาธิปไตย และรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลง ดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์

ในปี 1997 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้ว และจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหนด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2006 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา

หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉัน อาจบอกว่า เธอจะบ่นไปทำไม? เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป ซึ่งหากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้น จากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ หลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิก ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

คำว่า “ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมา แต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์ แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้า จนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ขอประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ

มีความชัดเจนว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่ รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย

ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้ จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

นี่คือความท้ายทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน ดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรม เจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภา ก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ความมีประชาธิปไตยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ ที่สำคัญดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนคนรวย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชนในระดับรากหญ้า เราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาสร้างโอกาสด้วยความรู้ และปลูกฝังวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของประชาชน

เมื่อประชาชนมีความรู้ ประชาชนจะสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถปกป้องความเชื่อของตนจากผู้ที่ต้องการกดขี่ และนี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยสนับสนุนข้อเสนอของมองโกเลียในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาและประชาธิปไตย

การลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็สำคัญเช่นกันมนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างประชาธิปไตยของประเทศ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสร้างชีวิตที่ดีกว่า และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ดิฉันได้เริ่มต้นไว้หลายโครงการ รวมถึงการสร้างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิสาหกิจขนดกลางขนาดย่อม ในขณะที่ได้กำหนดมาตรการยกระดับรายได้ของเกษตรกร

 และดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน

เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาลแต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ,

 อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญ การกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้ การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย

เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้ การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตยด้วยการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์และสร้างความร่วมมือ หากประเทศใดก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน

ดิฉันขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนเวที่นี้เวทีนี้และการดำเนินงานของสภาบริหาร ( Governing Council ) เพื่อจะได้ช่วยให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นทั่วโลกนอกจากนี้ ดิฉันขอชื่นชมประธานาธิบดีมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มความเป็นหุ้นส่วนเอเชียเพื่อประชาธิปไตย ( Asian Partnership Initiative for Democracy ) และทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในส่วนนี้

ท่านผู้มีเกียรติ,

 ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่า ดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับ ที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย

ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักษ์รักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไป

ขอบคุณค่ะ"

แฉเอกสารศาลปกครองเรืองไกรฟ้องชัช


เปิดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด 748/2555 มัด เรืองไกร มั่วข้อมูล เหมาคำร้องของตัวเองกล่าวหา ชัช พ้นตำแหน่ง ตุลาการ เป็นคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ทั้งที่วินิจฉัย แค่ มีอำนาจพิจารณาคดีได้ และ ใครมีสิทธิฟ้องคดีเท่านั้น

จากกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา ออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ทั้งคณะ โดยหยิบยกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 748/2555 มาอ้างว่า คำสั่งดังกล่าวสรุปข้อเท็จจริงว่า นายชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พ้นตำแหน่งตุลาการด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 2554 จึงไม่อาจเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อีก เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 208 แต่คณะตุลาการฯ อีก 8 คน กลับยอมให้ นายชัช เข้าเป็นตุลาการฯ ได้ต่อไป ทั้งที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ โดยอ้างว่าศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาข้อเท็จจริง และอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2556 แต่ไม่สามารถมีคำสั่งได้ เนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย โดยได้พิจารณาไว้ว่า ผู้เสียหายคือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยกันเองนั้น ถือเป็นการบิดเบือนคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมิได้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะความเป็นตุลาการของนายชัช ตามที่นายเรืองไกรกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ทั้งนี้จากการตรวจสอบคำสั่งศาลปกครองสุงสุดดังกล่าวพบว่า เป็นคดีที่ นายเรืองไกร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการอุทธรณ์คดีหลังจากที่ศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา

โดยในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับนี้ได้บรรยายถึงคำฟ้องของนายเรืองไกร ที่กล่าวอ้างว่า การลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ชลวร เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2554 มีผลให้ต้องพ้นตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย และในการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ที่มีมติเลือกนายวสันต์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ถือเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรค 1 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นการร้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่นายเรืองไกร ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ เพราะผู้เสียหายคือคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งยกคำร้องของนายเรืองไกร ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น

จะเห็นได้ว่าคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว เพียงแต่วินิจฉัยว่าศาลปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาคดีได้และใครคือผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีได้เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนใดที่พิจารณาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้องของนายเรืองไกร ที่กล่าวหาว่า นายชัช พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นับจากวันที่ลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่นายเรืองไกรนำมากล่าวอ้างแม้แต่น้อย การที่นายเรืองไกรนำเรื่องดังกล่าวมาขยายผลจึงเป็นการนำความเห็นตามคำร้องของตัวเองมาแอบอ้างว่าเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 748/2555
//////////
ที่มา FB สายตรงภาคสนาม
29/4/2556

ความทุกข์ของคนไทยที่ต้องออกมาร่วมใจกันฝ่าข้ามไปให้ได้


: กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

              นโปเลียนมหาราชกล่าวไว้ว่า “เราต้องรู้จักเปลี่ยนและเรียนรู้จากความผิดพลาดถ้าอยากจะรักษาอำนาจให้ยั่งยืน” เป็นเรื่องที่เป็นความจริงและโต้เถียงไม่ได้ แต่จะมีผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจสักกี่คนที่นึกถึงและเข้าใจกฎแห่งกรรมข้อนี้

              เส้นทางการเติบโตขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทยมาสู่พรรคพลังประชาชนจนถึงพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันนี้ มีบทเรียนสำคัญทิ้งไว้มากมาย ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา 10 ปีเต็ม เป็นบทเรียนที่ซ้ำซาก และจะต้องแก้ไขให้ได้ถ้ายังอยากอยู่ในอำนาจต่อไป เช่น ความไม่โปร่งใสในการบริหารงานเกี่ยวกับเรื่องการทุจริต, ความไม่ชัดเจนต่อความจงรักภักดีต่อสถาบัน และการไม่เคารพในกติกาของบ้านเมือง บทเรียนทั้ง 3 เรื่องนี้เองที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่เคยคิดจะก้าวข้ามมันไป มีแต่จะทำให้เพิ่มมากขึ้นอีก อย่าลืมว่าประชาชนคนไทยไม่ใช่กบไม่ใช่เขียดที่จะมานิ่งทนต่อสถานการณ์ที่จะทำลายบ้านทำลายเมืองอย่างแน่นอน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นคนดีที่ถูกขนานนามว่า “พวกไทยเฉย” ก็จะทนไม่ได้เช่นกัน ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงแทบไม่ได้ ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองเป็นอยู่แบบนี้ จนกระทั่งมีคำพูดที่กล่าวกันทั่วไปว่า “จะให้บ้านเมืองถอยหลังไปสัก 20 ปี ก็ยอม ขอให้เรื่องต่างๆ ได้ยุติลงกันไปซะที”

              บ้านเมืองเรามีปัญหารออยู่หลายเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนแต่เป็นปัญหาที่จะสร้างความขัดแย้งขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงขั้นที่กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมจัดชุมนุมขู่ศาลรัฐธรรมนูญ จะยึดศาล ซึ่งกรณีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “คนเสื้อแดงไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย”, การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งอาจก่อผลกระทบต่อหลักการใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันขึ้นในหลายประเด็น โดยอ้างการปรองดองแต่การกระทำของฝ่ายที่เรียกร้องความปรองดองกลับไม่ได้ทำในลักษณะ “ปรองดอง”, การกู้เงิน 2ล้านล้านบาท ทั้งๆ ที่กู้เงิน 3.5 แสนล้านคราวที่แล้วก็ไม่แถลงผลงานเลย นอกจากนั้นยังน่าวิตกกับปัญหาการเติบโตของกลุ่มก่อการร้ายภาคใต้อย่างก้าวกระโดดหลังการเซ็นเอ็มโอยู กับรัฐบาลไทย ประเด็นนี้ก็ยังจะฝืนเดินหน้าต่อไปโดยไม่เข้าใจถึงผลกระทบทางสากลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

              ความหวังที่จะให้บ้านเมืองสงบนั้นมีทางเดียว คือรัฐบาลจะต้องทบทวนและเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตแล้วรีบแก้ไขโดยเร็วเท่านั้น ส่วนพวกเราประชาชนชาวไทยอย่าไปวิตกกังวลอะไรมากนัก อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้ามันรุนแรงจริงๆ ก็ดี แสดงว่าทั้งรัฐบาลก็บริหารงานไม่ได้เรื่อง ฝ่ายเสื้อแดงก็ตั้งใจก่อเหตุจริงๆ มาถึงตอนนี้แล้ว คงไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองเราล่มสลายเพราะเรื่องแค่นี้หรอกครับ จะได้ “……” ล้างไพ่กันใหม่เสียที อย่าลืมว่าคนไทยเราไม่เหมือนชาติไหนในโลก ไอ้เรื่องเอาคนเลวมาข่มขู่คนดีเพื่อให้คนดีเกรงกลัวนั้น ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยได้ 100% ปัจจุบันไม่มีใครกลัวใครหรอกครับ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อความอดทนของคนส่วนใหญ่หมดไป

              “Freedom Is Doing What You Like Under The Law” อิสรภาพคือการกระทำอะไรก็ได้ ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมาย (มองเตสกิเออร์ : ค.ศ.1689-1755) หลักการประชาธิปไตยข้อนี้กำลังถูกละเลยโดยคนฝ่ายรัฐบาลเองหรือเปล่า คิดว่าพอทุกคนอ่านจบก็ได้คำตอบขึ้นมาในใจทันที

              การที่ ส.ส. และ ส.ว.ส่วนหนึ่งมักจะกล่าวอ้างอยู่เสมอว่า ตนเองมาจากการเลือกตั้งแล้วจะทำอะไรได้ดังใจชอบ โดยไม่มีองค์กรอิสระคอยตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจนั้น ไม่ใช่ความคิดในระบอบประชาธิปไตยแน่นอน ดูตัวอย่างจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้ ถ้าท่าน ส.ส. และ ส.ว.ผู้ทรงเกียรติทั้ง 312 คน ที่พยายามจะยื่นหนังสือปิดผนึกต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิเสธอำนาจศาล โดยอ้างว่าศาลก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัตินั้น อยากให้ผู้ทรงเกียรติเหล่านั้นลองคิดทบทวนดูให้ดีว่าตัวเองทำหน้าที่อะไร เป็นหน้าที่ของตัวแทนประชาชน หรือทำหน้าที่เป็นพนักงานบริษัทที่ต้องทำตามคำสั่งเจ้าของบริษัทอยู่ตลอดเวลา แค่นี้ก็จะนึกออกได้ทันทีว่าตนเองทำผิด หรือทำถูก

              ปัจจุบันมีผู้ยื่นคำร้องขอให้ระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และมาตรา 237 และมีผู้ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นอื่นๆ ติดตามมาอีกหลายกลุ่ม ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาในรูปแบบใด แต่ก็มีการแสดงท่าทีไม่ยอมรับอำนาจศาลกันขึ้นมาเป็นระยะๆ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย วินิจฉัยแล้ว กลุ่ม ส.ส. และ ส.ว.กลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับ ก็อยากจะถามว่า เหตุผลที่ไม่ยอมรับคืออะไร เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันทุกองค์กรรวมถึงรัฐสภาด้วย ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ได้ มันเป็นกติกาสากลที่คนทั่วโลกเขารู้ เมื่อมีกฎเกณฑ์ห้ามไว้แต่ก็ยังขับรถฝ่าไฟแดงไปเอง จะไปโทษใครนอกจากตัวเอง เช่นเดียวกันถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ถูกต้อง และมีคำสั่งตามขอบเขตของกฎหมายโดยได้พึ่งพาหลักรัฐศาสตร์ ก็อาจเป็นผลทำให้พรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาได้ทันที ดังนั้น “อย่าปากกล้า แต่ขาสั่น” กล้าทำก็ต้องกล้ารับครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยน่าจะทราบดีอยู่แล้ว แต่จะคาดคะเนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่าว่ามันจะรุนแรงขนาดไหน นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ลองติดตามดูกันต่อไปครั